Tags:
Node Thumbnail

ยังคงมีข่าวเกี่ยวเนื่องกับดีลประวัติศาสตร์ Instagram อีกแล้ว โดยคราวนี้เรื่องเริ่มต้นจาก New York Times เผยแพร่บทความถึงการตัดสินใจลงทุนใน Instagram ของกองทุน Andreessen Horowitz ที่ก่อตั้งโดย Marc Andreessen และ Ben Horowitz (จากนี้จะใช้ตัวย่อว่า AH) ซึ่งกองทุนนี้จะลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีความน่าสนใจ โดยพวกเขาตัดสินใจให้ทุนเริ่มต้น (seeding) 250,000 ดอลลาร์เมื่อปี 2010 กับ Kevin Systrom ที่ปัจจุบันเป็นซีอีโอ Instagram ซึ่งตอนนั้นเดินเข้ามาเสนอโครงการทำระบบเช็กอินที่คล้ายกับ Foursquare ที่ต่อมากลายเป็น Burbn

หลังจากให้ทุนเริ่มต้นไปกองทุน AH ก็มีการนัดพบกับ Systrom เพื่อขอทราบความคืบหน้าโครงการซึ่งก็เป็นไปด้วยดี จนกระทั่งการประชุมครั้งหนึ่ง Systrom แจ้งข่าวสำคัญว่าเขาได้ล้มโครงการ Burbn แล้วแต่ก็ปรับปรุงมันขึ้นมาเป็นแอพตัวใหม่ไว้แชร์ภาพถ่ายที่มีเฉพาะบน iPhone ชื่อว่า Instagram

No Description

แอพ Burbn จุดเริ่มต้นของ Instagram ที่คล้าย Foursquare มากกว่า

ลงทุนในแอพแชร์รูปภาพสองแห่งพร้อมกัน

จากการแจ้งข่าวนี้ ส่งผลให้เกิดปัญหากับ AH เพราะ AH เพิ่งตัดสินใจให้ทุนเริ่มต้นกับ Dalton Caldwell ผู้ก่อตั้ง Imeem (ที่ต่อมาขายให้ MySpace) ในโครงการสร้างระบบแชร์ภาพถ่ายที่ชื่อ PicPlz โดยนี่ถือเป็นข้อขัดแย้งสำหรับกองทุนเองที่ลงทุนในสตาร์ทอัพที่ทำระบบเหมือนๆ กันสองแห่งพร้อมกัน ซึ่งอาจเกิดข้อสงสัยในการรั่วไหลของความลับในการดำเนินงาน

ต่อมา AH ได้เรียก Systrom มาพูดคุยและแจ้งว่าพวกเขาจะหยุดการสนับสนุนและเพิ่มทุนกับ Instagram เพื่อรักษาจริยธรรมการร่วมทุนกับ PicPlz โดยการเพิ่มทุนของ Instagram รอบถัดมานั้นกองทุน AH แม้จะมีสิทธิเพิ่มทุนเพื่อรักษาสัดส่วนการถือครองหุ้น แต่พวกเขาก็ไม่ได้เพิ่มทุนแต่อย่างใด และเลือกไปเพิ่มทุนกับ PicPlz แทน ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปก็ได้พิสูจน์แล้วว่า AH คิดผิด เพราะ PicPlz เติบโตช้ามาก ใช้เวลาถึง 6 เดือนจึงมีผู้ใช้งาน 1 แสนคนซึ่งตรงข้ามกันกับ Instagram ที่โตเร็วตั้งแต่เปิดตัว โดยถ้า AH เลือกเพิ่มทุน Instagram แทนแล้วส่วนของ AH ที่ได้รับจากการขายให้ Facebook สูงถึง 300 ล้านดอลลาร์ แทนที่จะเป็น 100 ล้านดอลลาร์อย่างที่เป็นอยู่

No Description

PicPlz บริการแชร์ภาพถ่ายที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่า Instagram

Horowitz บอกได้ผลตอบแทนตั้ง 300 เท่าแล้ว

เมื่อบทความพาดพิงกันแบบนี้ ทำให้สองวันถัดมา Ben Horowitz ออกมาตอบโต้ผ่านบล็อกของเขา โดยในช่วงแรกเขาระบุว่าผลประโยชน์ส่วนที่ AH ได้จากการขาย Instagram ให้ Facebook นั้นมีมูลค่า 78 ล้านดอลลาร์หรือคิดเป็น 312 เท่าของเงินลงทุนภายในเวลาไม่ถึงสองปี ซึ่งการกล่าวว่าเขาผิดพลาดที่ไม่ลงทุนเพิ่มนั้นดูไม่สมเหตุสมผลเลย

Horowitz ยังย้ำว่าในตอนแรกที่ AH ให้เงิน Systrom นั้นเป็นการให้เงินเพราะคิดว่าเขาจะทำ Burbn ซึ่งในเวลาเดียวกัน AH ก็ให้เงิน Caldwell เพื่อทำ PicPlz ซึ่งสองอย่างนี้ไม่ซ้อนทับกัน แต่เมื่อต่อมา Systrom มาบอกว่าเขาจะทำ Instagram แทนมันก็เป็นปัญหาเพราะ AH ทำข้อตกลงกับ PicPlz ไว้แล้วว่าจะไม่ให้ทุนกับบริษัทที่เป็นคู่แข่งโดยตรง โดย AH ก็เรียกสองฝ่ายมาชี้แจงแล้วว่า AH จะยังสนับสนุนบริการแชร์ภาพถ่ายของ PicPlz ต่อไปเนื่องจากเป็นหลักการที่คุยกันแต่ต้น ขณะที่ส่วนของ Instagram ก็หยุดการเพิ่มทุนเพื่อรักษาจริยธรรม

Horowitz กล่าวในตอนท้ายบล็อกว่า Systrom ไม่ได้ขโมยความคิดของ Caldwell มาสร้าง Instagram แต่อย่างใด ทั้งสองฝ่ายต่างบังเอิญเข้ามาพร้อมกับความคิดที่เหมือนกันพอดี นอกจากนี้ยังบอกว่าดีลที่มีมูลค่าขนาดนี้นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก จึงไม่ควรเอาประเด็นนี้เป็นมาตรฐานกับเรื่องอื่นด้วย

ผู้ก่อตั้ง PicPlz ก็ถาม "ต้องการเยาะเย้ยหรืออย่างไร?"

No Description

Dalton Caldwell ผู้ก่อตั้ง PicPlz

ในวันเดียวกัน Dalton Caldwell ผู้ร่วมก่อตั้ง PicPlz ก็โพสต์ข้อความใน Hacker News ถึงข่าวดังกล่าวว่าเปรียบเหมือนคนขีดเขียนข้อความตามกำแพง เพียงเพื่อเยาะเย้ยว่า PicPlz แพ้หมดรูปในเกมการแข่งขันนี้ ซึ่ง Caldwell ก็ยอมรับว่า PicPlz แพ้จริง แต่มันไม่ใช่การหมดสิ้นแล้วในทุกอย่าง และขอให้ใครก็ตามที่ได้อ่านข่าวนี้อย่ากลัวที่จะหยุดฝันและหยุดพยายามทำในสิ่งที่ตนเชื่อเพียงเพราะว่ากลัวความล้มเหลว

ผมขอพูดกับชุมชม hn ว่าอย่ากลัวที่จะล้มเหลว ไม่มีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่าไปเสียเวลากับพวกเอาแต่วิจารณ์ หยุดอ่านข่าวไร้สาระพวกนี้แล้วเอาเวลาไปทำงานที่ดีที่สุดของคุณดีกว่า บางครั้งคุณอาจชนะ บางครั้งคุณอาจแพ้ แต่ถ้าคุณให้โอกาสกับตัวเองที่ชนะมากขึ้นเท่าใด คุณก็จะประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจุบันทีมงานรุ่นแรกของ PicPlz รวมถึง Caldwell ได้ตั้งบริษัท Mixed Media Labs ขึ้นมาและร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ app.net ออกมาโดยปัจจุบันก็ยังได้ทุนสนับสนุนจาก AH เพียงรายเดียว ส่วน PicPlz ก็ยังคงอยู่แต่ไม่มีการพัฒนาต่อจากทีมงานเดิมแล้วนั่นเอง

ที่มา: The New York Times, Ben's Blog และ TechCrunch

Get latest news from Blognone

Comments

By: POAKPONG
ContributorAndroidWindowsIn Love
on 23 April 2012 - 18:32 #411511
By: giogio
Android
on 23 April 2012 - 18:40 #411514
giogio's picture

ผู้ที่แพ้คือผู้ที่ไม่ยอมทำอะไรเลย ต่างหากครับ

By: lingjaidee
ContributoriPhoneAndroid
on 23 April 2012 - 18:55 #411523
lingjaidee's picture

ก็ถือว่าดราม่าระยะนึง เพราะผลลัพธ์แสดงออกมาเร็วเหลือเกิน ;)


my blog

By: thanesk on 23 April 2012 - 18:56 #411524

ข่าวนี้แจ๋วตรงความเห็นคุณ Caldwell

By: onlinekg on 23 April 2012 - 19:18 #411538

น่านับถือมากกว่าครับ การไม่ลงทุนเพิ่มเพราะจริยธรรมในการลงทุนเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว

By: manaeeee on 23 April 2012 - 19:21 #411539

ผู้ชนะคือผู้ที่ทำในสิ่งที่ผู้แพ้ไม่ทำ ผมชอบคำคมนี้มากเลย อ่านจากไหนไม่รู้ จำไม่ได้

By: BreMen
iPhoneWindows PhoneAndroid
on 24 April 2012 - 00:13 #411666 Reply to:411539
BreMen's picture

+1 ชอบด้วย ^^

By: mementototem
ContributorJusci's WriterAndroidWindows
on 23 April 2012 - 19:31 #411540
mementototem's picture

"จากการแจ้งข่าวนี้ ส่งผลให้เกิดปัญหาเกิด AH" < เกิดปัญหากับ AH

แพ้บ้างจะเป็นไรไป Burbn มันก็ไปไม่รอดเหมือนกัน

ป.ล. ในที่สุดก็รู้ว่า Burbn คืออะไร - -"


Jusci - Google Plus - Twitter - FSN

By: tomyum
ContributorAndroidWindows
on 23 April 2012 - 23:13 #411638
tomyum's picture

ยกนิ้วให้ Caldwell นะครับ การตัดสินผู้คนที่ความสำเร็จเพียงอย่างเดียวไม่ได้สร้างความแตกต่าง ความรับผิดชอบและจริยธรรมต่างหาก ที่สำคัญ ระหว่างทางเดินไปสู่ความสำเร็จ เราใช้ชีวิตอย่างไร วิ่งเต็มที่หรือเปล่า มีความสุขหรือเปล่า ท้อถอยบ่นดา หรือชื่นชม ให้กำลังใจกัน นั่นสำคัญกว่าวันที่ประสบความสำเร็จในตอนจบมากๆนะครับ

By: buzdesign on 23 April 2012 - 23:20 #411645

"ไว้แชร์ภาพถ่ายที่มีเฉพาะบน iPhone ชื่อว่า Instagram"

แสดงว่าเปลี่ยนแนวคิดทีหลังสินะ

By: Go-Kung
iPhoneWindows PhoneAndroidBlackberry
on 23 April 2012 - 23:29 #411648

Fund Manager นี่เป็น 1 ในอาชีพที่เสี่ยงโดนด่าสูงอันดับต้นๆอยู่แล้ว

โดยเฉพาะเมื่อมี impact สักอย่างเกิดขึ้นในตลาด แล้วกองทุนนั้นๆไม่ได้ผลประโยชน์จาก impact แบบเต็มที่ (หรือโดนผลกระทบจาก impact ก็โดนด่าอีกเช่นกัน)

เรียกว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง