Tags:
Node Thumbnail

เยอรมนีเตรียมผลักดันและสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศไปอีกขั้น ด้วยการกำหนดให้ปั๊มน้ำมันทุกแห่งทั่วประเทศ ต้องติดตั้งแท่นชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นดีมานด์ของรถยนต์ไฟฟ้าและแก้ปัญหาเรื่องสถานีชาร์จ

แผนการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกู้เศรษฐกิจของเยอรมนีมูลค่ากว่า 1.3 แสนล้านยูโร โดยนอกจากสถานีชาร์จแล้ว รัฐบาลยังช่วยออกเงินสนับสนุนให้ผู้ที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและเพิ่มภาษีรถยนต์สันดาปขนาดใหญ่อย่าง SUV ที่ปล่อยมลพิษปริมาณมากด้วย

จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าในเยอรมนีถือว่าค่อนข้างน้อย ข้อมูลจากกรมการขนส่งของเยอรมนีชี้ว่า ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่มาจดทะเบียนรถใหม่มีเพียง 3.3% เท่านั้น ขณะที่ทั้งปี 2019 จำนวนรถไฟฟ้าที่ยื่นจดทะเบียนมีเพียงไม่ถึง 2% เท่านั้น โดยประธานบริษัทด้านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานสะอาดมองว่า สาเหตุที่รถไฟฟ้าขายได้น้อย เพราะผู้คนส่วนใหญ่ยังคงกังวลเรื่องระยะทางที่รถไฟฟ้าจะวิ่งได้ ซึ่งการสนับสนุนให้ปั๊มน้ำมันที่เปิด 24 ชม. มีแท่นชาร์จน่าจะช่วยแก้ปัญหานี้ไปได้

ที่มา - Reuters

No Descriptionภาพจาก Shutterstock

Get latest news from Blognone

Comments

By: terdsak.s on 5 June 2020 - 10:13 #1161396

เมื่อไหร่จะเตรียมบังคับให้กลับมาอยู่ประเทศบ้าง

By: KuLiKo
ContributoriPhoneWindows PhoneAndroid
on 5 June 2020 - 12:01 #1161422 Reply to:1161396

ยินดีด้วย คุณได้รับเชื้อในกระแสเลือด 1 ea

By: 7
Android
on 5 June 2020 - 13:02 #1161431 Reply to:1161396
7's picture

กลับมาทำมั๊ยย เค้าลืมคุณไปหมดแล้วว ♪♪♪ ฮา

By: big50000
AndroidSUSEUbuntu
on 5 June 2020 - 13:23 #1161432 Reply to:1161396
big50000's picture

ไม่ไหว ตั้งหลายคน

By: itpcc
ContributoriPhoneRed HatUbuntu
on 5 June 2020 - 10:47 #1161406
itpcc's picture

กลัวว่าแท่นที่จะเอามาติดจะเป็นแค่ Level 1 น่ะสิ แบบนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับเสียบปลั๊กร้านค้าหรอกน้า...


บล็อกส่วนตัวที่อัพเดตตามอารมณ์และความขยัน :P

By: MrThursday
ContributorRed HatUbuntuWindows
on 5 June 2020 - 18:26 #1161469 Reply to:1161406

5555+ ประชดได้ดี

By: big50000
AndroidSUSEUbuntu
on 5 June 2020 - 19:34 #1161474 Reply to:1161406
big50000's picture

Level-2 ก็ไม่ควร มันชาร์จได้ช้ามาก ยิ่งใครวิ่งทริปอยู่นี่รอคิวไปเถอะเป็นชั่วโมง

By: IDCET
Contributor
on 5 June 2020 - 19:50 #1161478 Reply to:1161406

ผมว่าร่างกฎหมายน่าจะมีดักแก้ทางเรื่องนี้อยู่แล้วนะ คงจะเป็นแบบ Fast charge มากกว่า ให้เหมาะกับปั้มน้ำมันที่เน้นเร็วและอยู่ไม่นาน

By: GodPapa
iPhoneWindows PhoneAndroidBlackberry
on 5 June 2020 - 11:19 #1161417
GodPapa's picture

ใช้รถฟฟ้ากันเยอะๆ คงเกิดเหตุการณ์ไปกี่สถานีจุดชาจท์ก็เต็ม
ถ้ามีที่ชาจทเยอะจะโดนเรื่องอัตราใช้ไฟฟ้าหรือเปล่า?

By: moonoiz on 5 June 2020 - 22:33 #1161492 Reply to:1161417

มีอยู่แล้วครับ ขนาด NGV หัวจ่ายเยอะ ปั๊มเยอะ เติมเร็วกว่าไฟฟ้าหลายเท่า ยังมีปัญหาต่อคิวล้นมาถนน

By: john dick
iPhone
on 6 June 2020 - 06:48 #1161501 Reply to:1161492
john dick's picture

ใช่เลย รออย่างนาน
ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ผมว่า Nissan Kicks ดูจะตอบโจทย์การใช้จริงมากกว่า แต่คนจะซื้อมั้ย อันนี้อีกเรื่อง

By: osmiumwo1f
ContributorWindows PhoneWindows
on 8 June 2020 - 16:15 #1161739 Reply to:1161492
osmiumwo1f's picture

ผมว่าไม่เกิดเหตุการณ์คล้ายๆ NGV/CNG นะ เพราะคุณสามารถชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้านได้ ถึงแม้จะช้ากว่าที่ปั้ม ในขณะที่คุณต้องไปเติม NGV/CNG ที่ปั้มเท่านั้นครับ

By: GodPapa
iPhoneWindows PhoneAndroidBlackberry
on 6 June 2020 - 09:14 #1161503
GodPapa's picture

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ชาจทเต็มวิ่งได้ไม่ไกล เพราะที่จริงแค่สองสามร้อยกิโลเมตรก็เพียงพอ
แต่ปัญหาแท้จริงอยู่ที่ ชาจทช้ามาก กับแบตฯราคาสูง

By: nessuchan
iPhoneAndroidWindows
on 6 June 2020 - 10:28 #1161509
nessuchan's picture

ส่วนตัวคิดว่าหัวชาจอยู่ที่ปั้มน้ำมันไม่เหมาะเท่าไร น่าจะอยู่ตามห้างหรือที่ที่เราสามารถใช้เวลากับมันได้เป็นหลัก ชั่วโมง เช่น ร้านอาหาร หรือ Community mall มากกว่า

ส่วนตัวคิดว่าในอนาคต ปั้มน้ำมันต่าง ๆ หายแล้วเปิดเป็น Community mall ย่อม ๆ แทนถ้าคนเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้ากันหมด ข้อดีอีกอย่างของปั้มรถไฟฟ้าคือ หัวจ่ายมันสามารถทำได้เยอะกว่าหัวจ่ายน้ำมันมาก และสถานที่ก็ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตออะไร (ข้อกฎหมายเรื่องความปลอดภัยของปั้มน้ำมันก็ไม่จำเป็น) ปั้มในเมืองเล็ก ๆ คงเอาหัวจ่ายออกหมดแล้วเปลี่ยนเป็นลานจอดรถแบบชาร์จไฟได้มากกว่า จากเดิมเติมน้ำมันได้พร้อมกัน 4 คัน เพราะมี 4 หัวจ่าย กลายเป็นลานจอดรถขนาด 50 คันได้เลย ปั้มนอกเมืองก็คงเหมือนปตทปัจจุบัน หรือจริง ๆ อาจจะหายไปเลยด้วยซ้ำ เพราะการแวะเติมไฟฟ้าระหว่างทางน่าจะเป็นเรื่องเสียเวลามาก อนาคต Range น่าจะหลัก 800-1000 KM ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ขับให้ถึงแล้วไปชาจที่ปลายทางดีกว่า

แต่ถ้าระบบแบตพัฒนามากกว่านี้ อาจจะชาร์จเร็วแบบเติมน้ำมันปัจจุบันก็ได้ แต่ผมก็เชื่อว่าอนาคตถ้าคนมีรถไฟฟ้า คนส่วนใหญ่ก็ชาร์จที่บ้านน่ะแหละ คงไม่ไปชาร์จตามปั้ม ปตท. นี่เสี่ยงอยู่นะเนี่ย @_@

By: IDCET
Contributor
on 6 June 2020 - 11:09 #1161510 Reply to:1161509

ผมว่ามีอีกสถานที่ที่เหมาะกับการทำจุดชาร์จอีกเยอะ เช่น จุดพักรถทางหลวง, จุดจอดรถบนถนนในเมือง กับอาคารจอดรถสาธารณะก็น่าสนใจอยู่ ที่เยอะกว่าปั้มน้ำมันและจัดการเรื่องระบบไฟได้ง่ายกว่าด้วย

แต่พอมีจุดชาร์จมากขึ้นที่อยู่ใกล้กัน ก็ทำให้ชาร์จช้าขึ้นไปอีก เพราะต้องแบ่งกระแสไฟให้กับจุดชาร์จอื่นที่ถูกใช้งานอีก และงานระบบไฟก็ใหญ่ด้วย โดยเฉพาะจุดชาร์จเร็ว ที่แม้แต่ Tesla Supercharger ก็มีปัญหานนี้กับระบบหัวชาร์จร่วม เมื่อรถ 2 คันชาร์จพร้อมกัน เวลาชาร์จจะถูกแบ่งและชาร์จช้ากว่าเดิมครึ่งหนึ่ง

By: zipper
ContributorAndroid
on 8 June 2020 - 11:00 #1161668 Reply to:1161509

เห็นด้วย เป็นเพราะเราเคยชินกับปั้มน้ำมันมากไป เราไม่สามารถเก็บถังน้ำมันไว้ที่บ้านได้ หรือตามสถานที่ต่างๆ แล้วให้บริการเติมน้ำมันได้ แต่กับไฟฟ้าเราสามารถทำได้ มันน่าจะเป็น new normal ใหม่เมื่อมีใช้รถไฟฟ้าเยอะขึ้น

ส่วนที่เติมตามทางก็อาจจะกลายเป็นสำหรับรถที่ต้องวิ่งยาวๆ อย่างเช่น รถบรรทุก รถขนส่งอะไรต่างๆ

By: จักรนันท์ on 8 June 2020 - 12:54 #1161690 Reply to:1161668

ผมขอเพิ่มเติมนะครับ มันมีมุมที่ผมมองเห็นมานานแล้ว แต่ไม่ยักกะมีคนอื่นมองเห็น เลยจะมาขอพ่นขยะไว้ตรงนี้นะครับ ไม่อยากไปที่อื่น ไม่อยากไปถกเถียงกับ "ผู้รู้บนคีย์บอร์ด" ให้เปลืองตัวครับ

ที่จริง คนส่วนใหญ่ลืมคำนึงไปอีกเรื่องคือ ต้นทุนการขนส่งน้ำมันเองก็สูงมาก น้ำมันทุกหยดต้องบรรทุก เดินทาง มีค่าใช้จ่ายในการลำเลียงตลอดจนค่าสึกหรอ มลภาวะจากการขนส่ง ทำลายสิ่งแวดล้อมไปตลอดเวลาในการ "ลำเลียง" ไปรอที่ปั๊มให้เติมกันได้สะดวก
ความได้เปรียบของน้ำมันที่เข้าใจกันว่าสะดวกกว่า ที่จริงแล้วไม่ใช่ความได้เปรียบเลย มันอยู่กับการขนส่งน้ำมัน เพราะน้ำมันมันเดินทางไปสถิตย์รออยู่ปั๊มด้วยตัวมันเองไม่ได้

ในขณะที่ไฟฟ้า ลงทุนเดินสายไปแล้ว หลังจากนั้นลำเลียงไฟฟ้าไปได้ตลอด ค่าบำรุงรักษาต่ำ ความเสื่อมต่ำกว่า มลภาวะก็ไม่มี ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมจากการลำเลียงอิเล็คตรอน แถมมันยังเดินทางไปตามสายไฟไปรอที่ปลายให้ชารจ์ได้เองด้วย

ผมไม่เห็นใครมองเห็นเหมือนผม ว่าการขนส่งตรงนี้จะหายไปด้วย หรือถ้าจะวัดเทียบว่าใครดีกว่าใคร ก็ควรวัดโดยตัดระบบการขนส่งน้ำมันออกไปด้วยเช่นกัน
รถไฟฟ้าจะไปช่วยยุติแม้กระทั่งฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดจากผ้าเบรคของรถบรรทุกน้ำมัน ตลอดจนระบบเบรคของตัวรถไฟฟ้าเอง ก็ผลิต PM 2.5 น้อยกว่ารถเครื่องยนต์สันดาป (เพราะการชาร์จกลับ) ซึ่งหากเอาต้นทุนการบำบัดสภาพแวดล้อมจาก PM 2.5 มาคิดคำนวนด้วยแล้วล่ะก็ รถไฟฟ้าคุ้มกว่ามากๆ
ตัวผมเอง เห็นด้วยว่าภาครัฐเองควรจัดงบประมาณการบำบัดปัญหาสภาพแวดล้อมด้วยการเก็บภาษีน้ำมันอย่างหนักกว่านี้มากๆ ด้วยซ้ำ ไม่ใช่ไปเก็บภาษีรถไฟฟ้าซึ่งก่อปัญหามลภาวะน้อยกว่ามากๆ (นี่คือความเห็นของคนชอบ Alfa Romeo นะครับ)

ปล. ผมอุปมา ถนน=สายไฟ นะครับ มีถนนให้แล้ว น้ำมันก็ยังไม่มีปัญญาเดินทางไปรอที่ปั๊มได้เอง แต่ไฟฟ้า เมื่อมีสายไฟแล้ว มันเดินทางไปของมันเองได้