JPMorgan

เมื่อไม่นานมานี้ Jamie Dimon ซีอีโอ JPMorgan บอกอนาคตฟองสบู่ Bitcoin จบไม่สวย และกลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในแวดวง cryptocurrency ทั่วโลก

ล่าสุด Dimon ออกมาพูดเรื่องนี้อีกรอบในการให้สัมภาษณ์ช่อง CNBC ในประเทศอินเดีย เขาบอกว่าตอนนี้เงิน cryptocurrency อาจเป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่เมื่อมันได้รับความนิยมมากขึ้น ก็จะส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาควบคุมและปิดกั้นมากขึ้น ด้วยการขู่ว่าคนที่ซื้อขายเหรียญเหล่านี้จะต้องติดคุก

เขาบอกว่ากระบวนการขายเหรียญ ICO เป็นการสร้างมูลค่าจากความว่างเปล่า (it's creating something out of nothing) ซึ่งในมุมของเขาแล้วมันไม่มีค่าอะไรเลย และมันจะจบไม่สวย (it will end badly)

เขาวิจารณ์ว่าเงินแบบ bitcoin ไม่ถูกค้ำประกันโดยธนาคารกลาง ทำให้มันต่างจากระบบเงินในปัจจุบันอย่างมาก เงินที่รัฐบาลค้ำประกันสามารถนำไป "จ่าย" ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง JPMorgan ย้ายเงินมูลค่า 6 ล้านล้านดอลลาร์ทุกวันเป็นเรื่องปกติ

อย่างไรก็ตาม Dimon ก็ชมเทคโนโลยี blockchain ว่าสามารถนำไปใช้งานด้านอื่นๆ ได้ด้วย ไม่ได้ใช้แค่ bitcoin เพียงอย่างเดียว

ที่มา - CNBC, ภาพจาก JPMorgan Chase

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand

ก็แค่บ่นนะครับ เห็นพูดรอบสองแล้วรอบแรกก็สั่งพนักงานห้ามเล่น เงินเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพนักงานเขามีสิทธิ์อะไรห้ามเล่นผมก็ไม่เข้าใจ แถมมีข่าวลือว่าแกแอบช้อนอีก ก็เลยรู้สึกว่าคนดังพูดอะไรที่มันเดือดร้อนคนอื่นก็เลยบ่นนะครับผมแค่มนุษย์เงินเดือนไปมีพลังสั่งให้เขาห้ามวิจารณ์ได้ง

เป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานไม่ใช่เหรอครับ ที่เขาจะวิจารณ์ แล้วตามข่าวน่าจะถูกสัมภาษณ์ว่าคิดยังไงกับ bitcoin เขาก็แสดงความเห็นส่วนตัวของเขา

ไม่น่าจะมีเงินสกุลไหน แบ็คด้วยทองแล้วครับ
อีกอย่างเขาพูดถึงเงินทั่วๆไป ไม่ได้พูดถึงดอลลาร์ครับ

ตลาดค้าทองยังขายเป็นกระดาษ clamed ว่า ฉันเป็นเจ้าของทองคำนะ เหมือนธนบัตรเลยครับ
ทองที่เป็นแร่ ขุดจากเหมืองใน Africa อีกไม่ถึง 20 ปีก็หมดแล้ว ตอนนี้ขุดลงไปครึ่งชั้นเปลือกโลก ถ้าถึงชั้นลาว่าได้คงทำไปแล้ว

ผมว่าจริงๆ แบงค์ นี่คล้ายๆ บิทคอยน์เลยนะ มีการอัพเกรดให้สร้างยากขึ้นเสมอ โรงพิมพ์ทั่วๆไปทำตามไม่ได้
บิทคอยน์ ก็เสกเงินเข้าบัญชีไม่ได้ ไม่ซิงค์กะบัญชีคนอื่นในเชน

หลักง่ายๆ ก็คือ ทำให้เสกเงินขึ้นมายากๆ แต่ไม่ได้ค้ำด้วยแร่มีค่าแล้ว

เงินหลายสกุลค้ำด้วยทองคำ
เงินสกุลดอลลาร์ (และอีกเกือบทุกสกุล) ค้ำโดยรัฐบาล
เงิน cryptocurrency-blockchain หลายๆ เจ้า ค้ำโดยความหายากและคนที่ให้ค่ากับมัน

ค่าเงินประเทศต่างๆส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้ ไม่ได้ค้ำด้วยทองแล้วนะครับ
แต่เคลื่อนไหวตามกลไกตลาดแทบจะล้วนๆ

สินค้า(หรือบริการ)จากประเทศไหนเป็นที่ต้องการมากขึ้น >> ผู้ซื้อก็ต้องแลกเงินสกุลนั้นไปซื้อ >> ค่าเงินสกุลนั้นก็จะแข็งขึ้น

และประเทศไหนมีต่างชาติเข้าไปลงทุนมากขึ้น >> ผู้ลงทุนก็ต้องแลกเงินสกุลนั้นไปลงทุน >> ค่าเงินสกุลนั้นก็จะแข็งขึ้น

หมดยุคทองคำกำหนดค่าเงินไปหลายๆๆสิบปีแล้วครับ

USD ค้ำประกันด้วยระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาครับ อยากค้าขายกับมหาอำนาจ ก็ต้องยอม และยังใช้ได้ตราบเท่าที่เมกายังเป็นมหาอำนาจของโลก

เงินจริงที่ธนาคารค้ำประกันอยู่ ก็ไม่มีค่า มันคือสิ่งแทนค่าความรู้สึกและใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของกันจากระบบตลาด ที่ออกมาพูดเนี่ยกลัวใช่ไหมตัวกลางในการแลกเปลี่ยนชนิดใหม่เกิดขึ้นมา

เงินที่ธนาคารค้ำประกันอยู่ เป็นเงินเฟี้ยต ผมว่าแกคงเข้าใจแหละครับว่ากลไกตลาดแบบเดิมเป็นอย่างไร
แล้วเขาจะไปกลัวทำไมครับ เขาไม่ได้เป็นเจ้าของสกุลเงิน เขาไม่ใช่แบงก์พาณิชย์เสียด้วยซ้ำ เขาจะทำธุรกรรมด้วยเงินสกุลไหนก็ได้

ไม่ใช่ว่าเลินทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับ Demand Supply เหรอครับ รัฐบาลแค่รับรองว่าใช้จ่ายได้ และต้องรักษาเสถียรภาพเพราะต้องเก็บภาษีด้วยสกุลตัวเองด้วย
อีกอย่างธนาคารไม่ได้มีหน้าค้ำประกันเงินหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ การประกันเงินฝากก็เป็นไปตามกฎหมายบังคับ ไม่ใช่แคมเปญของธนาคารนี่ครับ

มันคุ้มที่จะกลืนน้ำลาย แล้วซื้อ BC ในราคาถูกนะผมว่า

อีกอย่าง "ค้ำประกันโดยรัฐบาล" ก็ต่อเมื่อเราอยู่ข้างเดียวกับรัฐบาล
ถ้าวันใดรัฐบาลอยู่ตรงข้ามกับเราเงินธรรมดาก็โดนอายัติโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดก็อาจเป็นไปได้

เงินฝากมีมีวงเงินคุ้มครองชัดเจน (ของไทยเซ็นต์ต่ออายุไม่ให้เริ่มบังคับใช้ลากยาวมาสิบปีโน่น) แล้วเคสของ Mt.Gox มันไม่มีหลักประกันอะไรเลย หายหัวเรียบร้อย

อีกอย่างคือใครมันจะยึดเงินฝากของคุณแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยครับ คุณขายยาเสพติดเหรอ? หรือโดนเบอร์โทรแปลกๆบอกว่าจะมาอายัดบัญชีคุณล่ะ?

คนเกาหลี กะ ญี่ปุ่น ชอบมากเลยนะโวลุ่มสูงมาก ผมว่าในภาวะใกล้ๆสงคราม คนเริ่มไม่เชื่อในค่าเงินของประเทศตัวเอง อย่างน้อยบิทคอยน์ ก็ยังมีคนค้ำอยู่รอบโลก

ในภาวะสงครามผมว่า บิทคอย จะหายไปก่อน ทองคำ ครับ

พูดถึงเฉพาะเหรีญแนวบิทคอยตอนนีนะครับ ที่ไม่มีอะไรค้ำ นอกจากความมั้นใจ

ภาวะสงคราม สิ่งที่มีค่าที่สุดคือ อาหารครับ ทองคำไร้ค่าไปเลย เคยคุยกับอาก๋งสมัยแกอยู่เมืองจีนตอนมีสงคราม จะเอาทองไปซื้อข้าว โดนกดราคาเลย สุดท้ายก็ยอมให้โดนกดเพราะหิวนี่แหละ

ผมว่าครึ่งๆนะครับ มีโอกาสออกทั้งสองทาง คือมูลค่าพุ่งเลย หรือหายเลย

คือผมมองว่าในภาวะสงคราม(ระดับอาวุธ) แน่ๆเลย คืออาหารจะหายากเพราะเป็น Basic survival need .. ส่วน เงินมันจะดูไร้ค่า แต่การที่เงินไร้ค่า เพราะสถานการณ์นั้น คนไม่รู้ว่า เงินที่เราใช้หรือดองไว้ในไห มันจะเหลือค่าเท่าไรหลังจบสงคราม ธนาคารจะยังอยู่รอดหรือเปล่า ... อยู่ๆกลายเป็นประเทศที่แพ้สงคราม มูลค่าเงินก็จะแทบไม่เหลือ (เพราะเกิดหนี้สงคราม)

กลับกัน BTC/Crypto ไม่ผูกกับประเทศไหนเลย ... มันการันตีความอยู่รอดด้วยการไม่ผูกกับใครเลยนั่นล่ะ ถ้ามันกลายเป็น platform ที่ trust ในการแทรดได้ มันก็จะยังมีค่า ... ขนมปัง 0.000001 btc ก็อาจจะเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน

ในภาวะนั้นมันมีสองทางเลือกนะครับสำหรับคนมีเงิน

  1. เก็บเงินสด
  2. เก็บ E-currency

สมมติมี 50 ล้านอยู่ใน เงินสด ในสกุลที่มีแนวโน้มจะแพ้สงคราม
ความต้องการอยากซื้อ crypto currency จะสูงทันที (แปลงสภาพ)
ในเคส Demand สูง Crypto อาจจะขึ้นก็ได้

ในขณะเดียวกัน ระหว่างที่เงินสด/เงินฝาก ในสกุลใดสกุลนึง อาจจะหมดมูลค่าหรือลดคุณค่ามหาศาล... สถาบันเงินฝากอาจจะพังหรือล่มสลายไปก็ได้ ... แต่เงินใน wallet จะยังอยู่นิ่งๆ (เป็น Hashkey) พอสงครามซาลงมากพอ และรวมกลุ่ม BTC Address ทั้งหมดก็จะเปิดรันต่อได้ของมันเอง และ TX ปลอมก็จะกลับสู่สภาวะเดิมได้อยู่ดี คือมันก็เปิดกลับมาใช้ รันต่อ ได้เลย แม้มูลค่าจะเปลี่ยนไปอิงสกุลไหนก็ตามแต่ขณะนั้น

ผมเลยยังมองว่า มันออกได้ทั้งสองทาง ซึ่งเสถียรภาพโดยภาพรวมยังน่าจะสูงกว่าสถาบันเงินฝากด้วยซ้ำ

ให้ดูตอน Subprime ... ขนาดไม่มีสงคราม แบงก์ล้มยังไม่สามารถถอนเงินออกมาได้เลย มีตัวเลขแต่ถอนไม่ได้ (เพราะขึ้นกับแบงก์เดียว) จากเหตุการณ์ในอดีต เสถียรภาพของแบงก์/ระบบธนาคาร ว่ากันตรงๆต่ำกว่า BTC ในปัจจุบันเยอะเลยด้วยซ้ำ เพราะตัว BTC มันยังกระจายอยู่ทั่วโลกข้ามไปยัง "กลุ่มคน" ที่เชื่อในระบบนีี้ ซึ่งกลุ่มคนที่ว่า เอาจริงๆปัจจุบันมันก็เยอะระดับนึงนะ ... แค่ BTC กระจายเข้าฐานภาคอาหาร/เกษตร ได้

สิ่งที่ทำนายยากที่สุดน่าจะเป็นมูลค่าหลังจบสงครามมากกว่าว่าจะอิงกับอะไร

เชิงเทคนิคก็ตามนั้นครับ เห็นด้วยเลย

แต่ภาวะสงครามจริงๆที่ไม่ใช่วิกฤติการเงินที่ค่อยๆซึมแบบ subprime
ลำดับพื้นฐานของการเลือกเก็บของจากเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์คือ
อาหาร > Commodities > เงินสดครับ
(ลำดับความสำคัญจากมากไปน้อย)
โดยเงินสดนี่ไม่ใช่เงินในสมุดนะครับ แต่เป็นแบงค์เป็นฟ่อนๆที่แห่ไปถอนจากธนาคารมาเก็บกันไว้เลย
รวมไปถึงทุกสิ่งที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้มักจะถูกเปลี่ยนเป็นเงินสดทันทีครับ

กลับมาที่ Bitcoin
กรณีที่ Bitcoin ร่วงจาก $5000 ครั้งนี้ส่วนตัวผมว่าคำพูดของ JPMorgan เป็นแค่เหตุผลหนึ่งแต่ไม่ใช่เหตุผลหลัก
ที่มีผลมากกว่าคือ เรื่องจีนเตรียมตัวแบนเหรียญดิจิทัล ตามมาด้วยเรื่องคิม-ทรัมป์
ซึ่งเรื่องแรกนั้นแน่นอนว่าต้องมีส่วนนึงโดนเทขายแน่นอน กับกลุ่มที่ใจเย็นและยังถือไว้ หรือขยับช่องทางออกมาเล่นกระดานอื่น
ส่วนเรื่องคิม-ทรัมป์ เข้าข่ายภาวะสงคราม (ถึงทั้งโลกจะรู้ว่าไม่ยิงกันจริงๆหรอก แค่เด็กเกรียนกับมนุษย์ลุงตีกันพอเป็นพิธี)
แต่ก็พอจะสะท้อนได้เช่นกันคนที่หวั่นไหวในภาวะสงครามก็เลือกที่จะเทขาย Crypto Currencies เป็นเงินสดแทนครับ

ผมมองว่ามันเป็น new type of currency อ่ะครับ

ดังนั้น เสถียรภาพแท้จริง จึงอยู่ที่จำนวนผู้ใช้ว่าเยอะขนาดไหน (ซึ่งดันเป็นสิ่งที่ประเมินยาก เพราะคนนึงมีได้เป็นพัน Wallet + พอไม่มี relying currency แบบ USD/JPY ให้เทียบ ราคาจะเป็นยังไงเมื่อเทียบกับตัว Food/Commodities)

อย่างตอนนี้เราไม่มี Reference ในเชิงนั้นเลยเช่น น้ำมันได้กี่ลิตรต่อ 1BTC ... หรือขนมปังกี่ก้อน (มีล่ะร้านในญี่ปุ่น แต่มันก็ยังอิงกลับไปหามูลค่า USD แล้ว convert ไปมาอยู่ดี) ... พอ currency สวิงมาก (ในสถานการณ์แบบสงครามมันจะเป็นแบบนั้น) คราวนี้ปัญหาจะอยู่ที่ BTC -> อะไร

เราไม่เคยมีโปรดักส์(เทียบเท่า)เงินตรา ในอดีตกาลเลย ซึ่งตอนนี้มันก็สวิงขึ้นลงอยู่แหล่ะครับ แต่เงินตราที่รอด คือ เงินตราที่มีคนใช้ และเงินตราที่คนเห็นค่า วันนั้นสกุลเงินปกติจะยังเป็นแบบนั้นไหม BTC/Crypto จะเป็นเช่นนั้นหรือเปล่า เราก็ตอบไม่ได้ (เพราะปัจจัยมันเยอะ)

สำคัญที่ "คนใช้" ... BTC มันมีข้อแตกต่างสำคัญอย่างนึง เมื่อกับสกุลเงินปกติในภาวะสงคราม คือ "เมื่อต้องหลบหนี ลี้ภัยใดๆ มันจะไม่เกิดปัญหาเรื่องการแปลงสกุลเงิน ซึ่งมันเป็นปัญหาในสงครามก่อนๆ ทำให้คนไม่เก็บเงินสด เพราะมีอยู่ก็ไม่รู้จะแลกได้ไหมใช้ได้ไหม" นะครับ

ปล. 5000 สำหรับผม Overprice ไปมากเลยครับ ราคามันน่าจะอยู่ราวๆไม่เกิน 3k +- นิดหน่อยไม่เกินนี้ .. ดังนั้นการเข้าตอนนี้ออกแนว speculation มากกว่าจริงอย่างที่เค้าว่า ... แต่ก็เหมือนทองเหมือนเพชร -*-

ปล.2. มีความเห็นอีกท่านที่ว่า anonymity จะทำให้มันถูกบล๊อคแบบจีน แต่เงินเถื่อนเนี่ย เอาตรงๆมันมีประโยชน์ในการเทรดอยู่ และบล๊อคไป ตัว address ก็ยังมีทั้งโลก ... แค่ใช้ในจีนไม่ได้ แต่ที่อื่นก็ใช้ได้ แล้วก็ convert กลับเป็นหยวนได้อยู่ดี ........ ในอีกทาง ถ้าของเถื่อนกฎหมายห้ามปุ๊บ แปลว่ามูลค่าหมด ของหาย อยากให้ลองมอง P2P ดู แบบ Bittorrent Magnet link ปราบขนาดนี้ยังปราบไม่หมดเอาไม่ลงเลย

BTC/Crypto ดิ้นง่ายกว่า ดิ้นเก่งกว่า BTC เยอะ แล้วพูลก็ใหญ่กว่ามาก .. แล้วถ้าวันนี้สกุลเงินหลักยังไม่ร่วมเล่นบทบาทในการ regulate Cryptocurrencies ผมก็ยังเชื่อว่าสกุลเงินหลักเองจะอยู่ยาก

Cryptocurrency ถ้ามันครบวงจรในพื้นที่ "ซื้อตลาดสด -> ซื้อของบันเทิง -> ซื้อของใช้" เมื่อไร มันก็อาจจะไม่ต้อง rely บนเงินสกุลหลักอีกต่อไปนะครับ

ปล.3. ในภาวะสงครามจ๋า ปัญหาของ Cryptocurrency คือ ตอนนั้นจะมี "กระบวนการในการเชื่อมต่อยืนยันธุรกรรม" เหลืออยู่จริงหรือเปล่า

ในภาวะสงคราม ผมก็เชื่อว่าเป็นเรื่องยากมากที่จะปล่อยให้อินเทอร์เน็ตเชื่อมกันได้สนิทแบบทุกวันนี้เช่นกันครับ วงบิตคอยน์และอื่นๆ ก็คงแยกวง โอนข้ามกันลำบากไปด้วย
แต่ถ้าโอนกันแค่ภายในวงก็คงยังพอเป็นไปได้อยู่ (ถ้ายังเหลือเครือข่ายให้วิ่ง)

ภาวะสงคราม ถ้าไม่ใช่สงครามระดับโลกหรือระดับล้างเผ่าพันธุ์ ผมว่าการโยกย้ายที่ง่ายและเก็บรักษาง่ายตราบใดที่มี node เหลือในโลก ทำให้มูลค่าcrypto currencyมันคงทนกว่าสกุลเงินอื่นๆนะครับ

ถ้าเป็นสงครามแบบจำกัดวง network internet ยังคงทนครับ ดูตัวอย่างจากซีเรีย ที่มีการ live ระหว่างรบ เพื่อpropaganda ของฝ่ายตัวเองก็มี ซึ่งตอนนี้ ความกลัวอยู่ในระดับสงครามแบบจำกัดมากกว่า (ชายแดนจีน เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น) ยากที่จะขยายตัวไปกว้างกว่านี้

ทองคำ มีมูลค่าในตัวเอง แต่ยังยากที่จะโยกย้ายครับ แค่หนีตายก็ยากแล้วจะขนไปกับตัวยังไง? ถึงแม้มันมีคุณค่าในตัวเอง คือใช้แลกเปลี่ยนได้ทุกที่โดยเฉพาะในเขตสงคราม แต่ถ้าถึงขั้นนั้นอาวุธอาจจะมีคุณค่ามากกว่า...

อีกอย่างตอนนี้ถ้าจะโอนเงินระหว่างประเทศ การโยกย้ายผ่านcrypto currency สะดวกกว่าในหลายๆความหมาย

ไม่ได้พูดถึงเรื่อง decentralization เลย เพราะคนรู้แหละว่าธนาคารกลางจริงๆ มันเป็นยังไง คนถึงมองหาสกุลเงินอื่นที่ธนาคารกลางไม่มีสิทธิ์ควบคุมได้นี้แหละ

ผมเคยเทรดมาเพื่อใช้จ่ายแทนเงินสดนะครับ
ตอนซื้ออย่างแพง ยังไม่ทันได้จ่ายเลย
แป๊ปเดียว ราคาร่วงหนักมาก
แถมตอนเอาไปใช้จ่ายจริง เจอค่าธรรมเนียมบานเลย
ซื้อของไม่ถึง 3000 บาทไทย เจอค่าธรรมเนียมไป 300 กว่าบาท

พูดอีกก็ถูกอีก มันก็เหมือนเงินในเกมออนไลน์แหละ ขึ้นกับ Demand Supply ถ้าเมือไหร่เกมเสื่อมก็ซวยกันไป ไม่มีหลักอะไรมาค้ำประกันได้

พอเป็นการพูดจากธนาคารก็ต้องหารหน่อย

แต่ Bitcoin (+ Cryptocurrency) มันไม่ได้สร้างจากความว่างเปล่านะ
Reference คือต้นทุนเฉลี่ยของระบบ ซึ่งมันคิดคร่าวๆได้จากใน TX เองอยู่แล้ว

ขุด 1 บล๊อค = 12.5ฺBTC (อีกสามปีลดอีกรอบเหลือ 6.25BTC)
1 บล๊อคถูก Difficulty กำหนดให้ใช้เวลา = 10 นาที

ต้นทุนเบื้องหลังแท้จริง = (ค่ากำลังไฟฟ้า10นาทีของพูลที่ขุดได้ + ค่าเสื่อมการ์ดจอ)
โดยกลไกราคามันจะไม่ตกไปกว่านั้นอยู่แล้ว
(ถ้าตกกว่าทุน คนก็เลิกขุด -> Diff ลง -> ขุดง่ายขึ้น -> คนเข้ามาขุดใหม่ -> Diff ขึ้น -> ขุดยากขึ้น วนไป)
(แล้วราคาก็สวิงตามเฉลี่ย + การเก็งกำไร)

แต่ในตลาดเทรดมันก็จะมีค่า convert ไปมา แพงมหาศาล

ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ไม่มีอะไรรองรับมูลค่า แต่ปัญหาอยู่ที่

  • ความเป็น Anonymity ซึ่งจะทำให้มันถูกแบน
  • อนุญาตให้เกิดสกุลเงินใหม่บน Technology เดียวกันแบบไม่จำกัดจำนวน
  • ความเร็วในการ confirm TX ซึ่งในแง่ของการใช้จริง ยังช้ามากเกินไป

เล่นเกมออนไลน์ก็ต้องใช้ไฟ ใช้เครื่องครับ เงินในเกมออนไลน์ หายาก หาง่าย ขึ้นกับเวลาที่เล่นที่หาเหมือนกัน ดังนั้นก็ไม่ได้ต่างกัน หลักการของ BT ไม่ได้ต่างจากเงินในเกมออนไลน์ตรงไหนเลย

ก็ยังต่างกันที่ server-less กับ server-based ไงครับ

เงินในเกมออนไลน์ เงินจะหายทันทีที่ Provider เจ้านั้น "ปิดบริการ" คือกลายเป็น 0 คนควบคุมผลประโยชน์มีรายเดียว (ซึ่งเป็นระบบธนาคาร หาง่ายหายากขึ้นกับเวลาทำงานเหมือนกันนั่นล่ะ) ในอดีตจะเห็นว่าถ้าแบงก์ล้ม (และไม่มีใครมาอุ้ม) เงินก็ 0 ถอนไม่ได้ .. ซึ่งอันนี้เหมือนระบบเกมออนไลน์นั่นล่ะครับ

แต่ของ BTC จะหายต่อเมื่อ "ทุกเจ้าที่รับเงิิน ปิดบริการ" คือตัว wallet มันล่องลอยอยู่ ซึ่งเจ้าที่รับเงินสกุล BTC ตอนนี้น่าจะมีเกินแสนเจ้า .. เทรดเดอร์อีกหลักหลายร้อย

ตัว DB มัน distributed มากๆ จน ถ้าใครล่มก็มีอีกคนแบกแทนได้เลยทันทีโดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม (เพราะทุกพูลถือ DB กันเต็มๆ หมด) คิดซะว่าเป็น torrent แบบ magnet-link ที่มี seeder เป็นล้านคน

อิงจากที่นี่ https://bitinfocharts.com/
ขนาด DB ตอนนี้ราวๆ 160GB ใครก็ถือได้
100 คนที่มีเงินเยอะสุดรวมกันมูลค่าราวๆ 3 แสนล้าน ...
ถ้าคนกลุ่มนี้ยังไม่ "ทิ้ง" มันจะไม่หายแบบเงินเกมครับ
ถ้าคนกลุ่มนี้ยังไม่ "ตาย" จากการโดนกฎหมายห้าม มันก็จะไม่หาย

แต่คนกลุ่มนี้เป็นใครบ้าง แล้วกฎหมายจะฆ่ายังไง ถ้าไม่ได้ฆ่าทั้งโลกพร้อมกันแค่ย้ายที่อยู่(เสมือน) ก็น่าคิดนะครับ

ถ้าไม่พูดถึงเรื่อง server มันเหมือนเราเล่นเกมส์หาตัง แล้วเอาไปใช้แทนเงินจริงได้ แบบ steam ใช่ไหมครับ

งี้คนที่เริ่มกลุ่มแรกก็ไม่ได้เอาเงินที่มีค่าจริงๆมาแลกเปลี่ยน (ได้มาจากการลงแรงเล่น) พอกระแสมาคนเริ่มเห็นค่า ก็เลยเอาเงินจริงมาแลกเปลี่ยน มูลค่าเลยไปตาม deman/supply

ถ้าคนยังต้องการอยู่ คือเหมือนทุกคนคำ้ประกัน ถ้ายังมีคนช้อน มันก็ยังไม่ศูนย์ค่า (เหมือนหุ้น)

แต่อนาคตสกุลเงินแบบนี้จะผุดขึ้นมาเยอะ ก็เปลี่ยบเหมือนประเทศออกสกุลเงินมาใหม่ ก็แค่นั้น

ผมยังมองไม่ออกว่า btc จะตาย (ไร้ค่าได้งัย)

ต่างครับ เงินในเกมส์ออนไลน์สุดท้ายแล้วยังขึ้นกับบริษัทเกมส์ จะปรับเรทดรอป (เปลี่ยน Supply) ออกไอเทมใหม่ (เปลี่ยน Demand) หรือสุดท้ายปิดบริษัทหนีไปเลยก็ได้ ความน่าเชื่อถือยังต่ำกว่าครับ

ความน่าเชื่อถือของ BT ก็ไม่ต่างกันครับ ไม่งั้นก็ไม่ขึ้นลงวูบวาบแบบนี้หรอกครับ มันเป็นเหมือนการปั่นราคาเงินในเกมนั่นแหละ แรก ๆ ก็แพง พอถึงระดับหนึ่งคนไม่ต้องการ โดนรัฐบาลไม่ตอบรับ หรือโดนสั่งปิดจากรัฐบาลเหมือนจีนทำ ก็ทำให้เงินพวกนี้ไม่มีค่าอะไรในประเทศนั้น ๆ ขึ้นมาเหมือนเซิพร์เวอร์เกมโดนปิดแหละครับ

ไม่ต่างกันเลย คนที่ยังพยายามผลักดันตอนนี้คือคนที่หาประโยชน์ได้จากเงินนี้เท่านั้น ก็เหมือนพวกที่เล่นขายเงินเอ็มในเกมที่พยายามดันไม่ให้เกมปิดแหละครับ

ต้นทุนของ 1 Block มันคิดแค่ค่าไฟ+ค่าเสื่อมของพูลที่ขุดได้แค่นั้นไม่ได้ครับ เพราะมันขุดเฉลี่ยกันทั้งโลกหลายพูล ต้องคิดจาก "ค่าไฟทั้งโลก+ค่าเสื่อมราคาทั้งโลก" รวมกัน ซึ่งผมว่าตอนนี้ถ้าไม่ปั่นเล่นกันขนาด 3000+ เหรียญน่าจะไม่คุ้มแล้ว

ใช่เลยครับ
เมื่อไหร่ที่ ราคา x เหรียญที่ได้ ตก
จนไม่คุ้มค่าขุด คนขุดจะเลิกขุด
ต่อให้หันมาเก็บค่าธรรมเนียม แต่มันจะแพงมหาศาล

ที่อ้างว่า เป็นระบบที่มีราคาถูกนี่ไม่จริงเลย

ทีนี้ เดากันดีกว่าว่า มันจะตายโดยตัวมันเองก่อน
หรือ โดน รบ.ทั่วโลกรุมสกรัมตายก่อน?

Crypto Currency คืออะไรในระบบเศรษฐกิจ?
https://m.pantip.com/topic/36860363

นั่นไง เหตุผลที่มันเป็นได้เพียงแค่สกุลทางเลือก หลายคนอวยซะว่าพรุ่งนี้เลิกใช้เงินจริงหันมาใช้เงินดิจิตอล ไม่มีทาง แค่ปัญหาเรื่อง Anonymity อันเดียวก็จบแล้ว อนาคตผิดกฏหมาย ใครจะยอมรับเงินเทาๆ ใช้ได้ในบางโอกาศกับบาลกลุ่มบางคน เสี่ยงกับราคาที่เหวี่ยงไปๆมาๆแต่เงินในมือเป็นเงินสกปรกดีกว่าไม่ได้

มีครับ เยอะมากด้วย แค่ขโมย private key คุณก็จะเคลมความเป็นเจ้าของวอลเลตนั้นๆได้เลย สั่งจ่ายไปไหนก็ได้

กรณีศึกษาของบิทคอยน์นี่ทำให้รู้ว่าคนไทยยังต้องศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องความเป็นมาของเงินอีกเยอะ ว่าบิทคอยน์มันต่างกับเงินตรงไหน

ขุดเยอะๆระวังดอยนะ สวิงไปมาทีเป็น 10% ยังจะกล้ากันอีกเนอะ

+1 ใครไม่มีความรู้ด้านการเงิน เล่นตามกระแส แล้ววิเคราะห์เหตุผล-สถานะการณ์ไม่ออกนี่อันตรายมาก

แหม...ผมละนึกถึงสมัยโนเกีย พูดถึงไอโฟน กะ แอนดรอยด์ ตอนมันเกิดใหม่ๆ จังเลย เหมือนอีตาแก่ คนนี้เปี๊ยบเลย พอเวลาผ่านไป เป็นไงล่ะ...ตาแกนี่ก็เหมือนกัน ถ้าไม่ปรับตัวเอาเทคโนโลยีมาใช้ แทนที่จะมาพูดให้บิตคอยน์หมดความเชื่อมั่นอย่างเดียว...

ปัญหาคือใคร ๆ ก็สร้างสกุลเงินใหม่ขึ้นมาได้ แล้วสุดท้ายแล้วสกุลเงินไหนที่จะอยู่รอด มันไม่มีทางอยู่รอดทุกสกุลแน่ ๆ

ลุงแกบอกไม่มีราคา ไร้ค่า แต่ก็ไม่รู้สิ ผมเพิ่งโอนบิตคอยน์สั่งซื้อของจาก MS และ Google ไปเมื่อกี้เอง ด้วยบิตคอยน์ค่าธรรมเนียมแค่ 30 กว่าบาท...ชอบจริง ของไม่มีค่า ไร้ราคาแล้วซื้อของได้

เขาแค่พูดถ่วงเวลา สุดท้ายเขาก็เอาเทคโนโลยีไปออกแบบสกุลของประเทศเขาแล้วก็สั่งแบนเงินสกุลอื่น การที่ปล่อยให้มันร้อนแรงจนคุมไม่อยู่อาจเกิดปัญหาโดนครอบงำเป็นมาตรฐานไปมันจะยุ่งยากเวลาสกุลเงินของเขาเริ่มใช้งาน จังหวะที่กำลังกำลังเชิดหัวขึ้นเนี่ยแหล่ะเป็นจังหวะทุบชั้นดีเพราะทุกคนที่ถือเงินสกุลนี้อยู่จะมีความลังเลอยู่ความมั่นใจยังแกว่ง ส่วนตัวคิดว่ารอดูแถวสองก่อนดีกว่าแถวแรกส่วนใหญ่จะโดนเล่นจนอ่วม

ผมโพสต์เชียร์สอนพวกโกงๆเช่น พวกแชร์ลูกโซ่ อุตสาห์โกงเขามาได้ 5000ล้าน ดันโง่ให้ตำรวจยึดทรัพย์ได้ เอาเข้า บิตคอยโอนให้คนอื่นทันที ดูซิจะทำไง มี 5000ล้านคุกทั้งชาติหรอ ผมมีเทคนิคให้ติดคุก2 3 ปีก็ได้ออกมาใช้เงินละ แชร์ลูกโซ่บ้านเราปีนึงโกงกันหลายหมื่นล้านมากกว่างบบางกระทรวง

จนท.ยุคใหม่เขาก็ตามทันนะครับ

เคสจับadminของ deep web ในไทย ก็ยึด bitcoin มูลค่าหลายร้อยล้านบาทนะครับ

จะโยกเงินหนีง่ายๆคงต้องระดับโกงแชร์ชาวบ้านวงเล็กๆ

เวลามาอ่าน comment ของคนที่คิดว่า ตัวเองเข้าใจ bitcoin แล้วแปลว่าตัวเองเข้าใจการเงินด้วย นี่มัน..no comment จริงๆ

“โวลลุ่มซื้อขาย Cryptocurrency จะแซงของหุ้น Apple” กล่าวโดยนักวิเคราะห์ตลาด

น่าสงให้ลุงแกอ่านมั้ง..

โดยธรรมชาติของมนุษย์ ถ้าไม่สนใจสิ่งใด เค้าจะไม่ออกมาพูดถึงมันเลย
ที่เหลือก็เป็นเรื่องของ Game Thoery ใครเข้าใจก็รอด ใครไม่เก็ทก็...

สถานการณ์ของ bitcoinn ตอนนี้เหมือนหุ้นปั่นในตลาดหลักทรัพย์ที่ไม่มี กลต. คอยดูแล

เปรียบเหมือนฟองสบู่ก็ถูกต้องแล้วครับ