Religion

จากข่าว ธรรมกายเสนอสารคดี "สตีฟ จ็อบส์ตายแล้วไปไหน" ผมได้รับการติดต่อจากพระมหาทศพร ปุญฺญงฺกุโร เว็บมาสเตอร์ของ dmc.tv ชี้แจงเรื่องเนื้อหาที่เป็นประเด็นข่าว ซึ่งก็ได้เพิ่มส่วนคำชี้แจงต่อท้ายข่าวเอาไว้แล้ว

วันนี้ผมได้รับอีเมลจากพระมหาทศพร ปุญฺญงฺกุโร อีกครั้ง ขอแก้ไขข้อมูลในข่าวชิ้นเดิมอีกรอบ (ซึ่งมุมมองของวัดธรรมกายกับผู้เขียนข่าวคือคุณ nant อาจไม่ตรงกัน)

ทางเราไม่มีปัญหากับการชี้แจงข้อมูลของต้นสังกัด (เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องราว) เพียงแต่เห็นว่าข่าวเดิมตกหน้าแรกไปไกลแล้ว (ปัจจุบันอยู่หน้า 3) ก็ขอโพสต์เป็นข่าวใหม่เพื่อให้ทราบโดยทั่วกันครับ

ข้อความทั้งหมดยกมาจากอีเมลของวัดธรรมกายโดยไม่ได้ดัดแปลง ตัวหนาคือจุดที่แก้ไขจากข่าวต้นฉบับ

เรื่อง ขอให้แก้ไขข้อมูลเป็นครั้งที่ 2

เรียน เว็บมาสเตอร์ Blognone

กรณีที่สมาชิกของท่าน ลงข้อมูลที่มีผิด โดยอ้างว่า นำข้อมูลจากเว็บไซท์ www.dmc.tv นั้น ทางเว็บมาสเตอร์ DMC พิจารณาแล้วมีข้อมูลผิดถึง 6 จุด และเมื่อมีผู้อ่านนำไปกระจายต่อเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและเกิดความเสียหายอย่างมากต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย

ทางเว็บมาสเตอร์ DMC ได้รับการแนะนำจากฝ่ายกฎหมายให้ แจ้งให้ท่านแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้อง เพราะไม่ใช่ความเห็น แต่เป็นการสรุปผิด เข้าใจผิด และอ้างอิงที่ผิด จึงต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ดังนี้

ทางสถานีโทรทัศน์ DMC โดยวัดพระธรรมกาย ได้นำเสนอชีวิตหลังความตายของ สตีฟ จ็อบส์ โดยทางรายการอ้างว่า วิศวกรอาวุโสคนหนึ่งของแอปเปิลชื่อ โทนี่ ทรวง ได้ขอให้ท่านพระเทพญาณมหามุนี (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย) ใช้ญาณตรวจสอบภพภูมิของสตีฟ จ็อบส์ หลังความตาย (1.ผิด มีการส่งจม.มาถามจริงและมีการตอบทางรายการ แต่ไม่มีการระบุว่า หลวงพ่อใช้ญาณตรวจสอบ) มีใจความสรุปว่า

สตีฟ จ็อบส์ ในขณะที่จะตายนั้น จิตใจมีแต่ความเป็นห่วงบริษัทแอปเปิลในอนาคต จึงทำให้ไปจุติ (2.ผิด จุติแปลว่า ตาย ต้องใช้ว่า อุบัติ หรือ เกิด) เป็นภุมมะเทวาสายวิทยาธรกึ่งยักษ์* มีผิวดำและเขี้ยวเป็นยักษ์ แต่ด้วยผลบุญที่ได้คิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่โลก (3.ผิด ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ – ที่ถูกคือ เป็นผลบุญจากสงเคราะห์โลก เช่น บริจาคช่วยมูลนิธิต่างๆ) จึงทำให้เขาได้พบมิตรที่ดีบนสวรรค์ (4.ผิด ไปพบผู้ที่ละโลกจริง แต่ไม่ใช่เพราะผลบุญนี้) และสตีฟ จ็อบส์ จึงตั้งใจบำเพ็ญเพียรเพื่อเข้าถึงธรรมกายต่อไป (5.ผิดไม่มีข้อมูลตรงนี้ สตีฟจ๊อปไม่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายเลย - เพียงแต่ว่า มีบางคน ที่รู้สึกดีกับเขาแล้วทำบุญไปให้ เมื่อบุญเกิดเขาก็รับรู้ได้เท่านั้น)

ความเห็นส่วนตัว สตีฟ จ็อบส์ เป็นผู้ที่มีอิทธิพลในวัฒนธรรมร่วมสมัย จึงเป็นสิ่งที่แน่นอนว่าต้องมีผู้หากินกับชื่อเสียงของเขา กรณีนี้นับเป็นกรณีศึกษาแบบสุดขั้วกรณีหนี่งได้ (เป็นความเห็นส่วนตัวที่ผิด เพราะไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะหาประโยชน์จากสตีฟจอบส์หรือครอบครัวสตีฟจอบส์ เพราะไม่เคยเกี่ยวข้องกับวัด ที่มีการนำเสนอ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม ชีวิตหลังความตายเท่านั้น)

หมายเหตุ: ภุมมะเทวาสายวิทยาธรกึ่งยักษ์ เป็นคำที่วัดพระธรรมกายบัญญัติขึ้นเองครับ ความหมายมันคือ สตีฟ จ็อบส์ ไปเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา แต่เป็นลูกครึ่งระหว่างสองเผ่าคือ เผ่าวิทยาธร (ความมัวเมา) และเผ่ายักษ์ (ความโกรธ) … (6.ผิด ที่ถูก คือ ภุมมเทวาสายวิทยาธรกึ่งยักษ์นั้นก็คือภุมมเทวาที่มีอัธยาศัย 2 อย่างมาผสมผสานกัน ได้แก่ อัธยาศัยของวิทยาธรที่รักในการเรียนรู้ศาสตร์และความรู้ต่างๆ กับอัธยาศัยของยักษ์ที่มักโกรธ ขี้โมโห และหงุดหงิดง่าย ได้มาผสมผสานกันแล้ว จึงทำให้ภุมมเทวาสายนี้ มีลักษณะเป็นวิทยาธรกึ่งยักษ์นั่นเอง)

ดังนั้น จึงขอให้ท่านแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องด้วย เพราะทุกเว็บไซท์อ้างข้อมูลจากท่านทั้งนั้น

ทีมเว็บมาสเตอร์ www.dmc.tv

สำหรับข่าวเก่าจะทำลิงก์ชี้แจงมายังข่าวนี้ และเพื่อป้องกันความสับสน ก็ขอปิดคอมเมนต์ในข่าวเก่านะครับ (มันยาวเกินหน้านึงแล้วด้วย) ใครอยากถกประเด็นกันต่อก็ขอเชิญที่ข่าวนี้แทน

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand

ผมว่าเขาก็ชี้แจงชัดเจนแล้วนะ
(5.ผิดไม่มีข้อมูลตรงนี้ สตีฟจ๊อปไม่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายเลย - เพียงแต่ว่า มีบางคน ที่รู้สึกดีกับเขาแล้วทำบุญไปให้ เมื่อบุญเกิดเขาก็รับรู้ได้เท่านั้น)

soginal Wed, 22/08/2012 - 13:30

1.ผิด มีการส่งจม.มาถามจริงและมีการตอบทางรายการ แต่ไม่มีการระบุว่า หลวงพ่อใช้ญาณตรวจสอบ

  • แล้วใช้อะไรตรวจสอบอ่ะครับ, GT200?

ข้อ 3 ข้อ 4 นี่ ถึงจะเหตุผลต่างกันแต่ก็สรุปว่า ได้ไปจริงสินะ?

(เป็นความเห็นส่วนตัวที่ผิด เพราะไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะหาประโยชน์จากสตีฟจอบส์หรือครอบครัวสตีฟจอบส์ เพราะไม่เคยเกี่ยวข้องกับวัด ที่มีการนำเสนอ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม ชีวิตหลังความตายเท่านั้น)

  • ตอบเอาฮาใช่ไหมเนี่ย จับคนดังไปขึ้นวิมานเนี่ย ไม่ได้ประโยชน์เลยเนาะ

TANGMO Wed, 22/08/2012 - 18:29

In reply to by soginal

1.ผิด มีการส่งจม.มาถามจริงและมีการตอบทางรายการ แต่ไม่มีการระบุว่า หลวงพ่อใช้ญาณตรวจสอบ - แล้วใช้อะไรตรวจสอบอ่ะครับ ...
= ถ้าได้ดูในวีดีโอ หรือดูจากข้อมูลต้นฉบับจาก DMC ก็กล่าวไว้ชัดเจน "ว่าหลับตาแล้ว"ฝัน"เป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมา หาว 1 ที แล้วมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรำปรา" ... จุดประสงค์ก็เป็นนิยายธรรมะสอนเรื่องกฎแห่งกรรม ภาพประกอบก็เป็นการ์ตูนชัดเจน

(เป็นความเห็นส่วนตัวที่ผิด เพราะไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะหาประโยชน์จากสตีฟจอบส์หรือครอบครัวสตีฟจอบส์ เพราะไม่เคยเกี่ยวข้องกับวัด ที่มีการนำเสนอ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม ชีวิตหลังความตายเท่านั้น) - ตอบเอาฮาใช่ไหมเนี่ย จับคนดังไปขึ้นวิมานเนี่ย ไม่ได้ประโยชน์เลยเนาะ
= ไม่ได้ตอบเอาฮา ไม่ได้จับคนดังไปขึ้นวิมาน ไม่ได้นึกสนุกแล้วเอามาพูด มีวิศวกรอาวุโสของบริษัทแอ๊ปเปิ้ลถามมา จึงตอบไป http://www.dmc.tv/pages/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%9F-%E0%B8%88%E0%B9%87%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B9%8C-Steve-Jobs-%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%99/20120822-%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A3-Apple-%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%87-Tony-Tseung.html

นั่นยิ่งโคตรตลกเลยครับ มีคนถาม เพราะเขาอยากรู้คำตอบที่แท้จริงใช่ไหมครับ แต่ดันเอาสิ่งที่อยู่ในฝันไปตอบเนี่ยนะ
แล้วยังมีหน้าบอกว่า "ไม่ได้นึกสนุกแล้วเอามาพูด" เอาสิ่งที่อยู่ในฝันมาเป็นคำตอบเนี่ยนะครับ

ถามย้ำอีกครั้ง เอาสิ่งที่อยู่ในฝันมาเป็นคำตอบให้คนที่ต้องการรู้คำตอบเนี่ยนะครับ

แบบนี้จะเรียกว่าอะไรดีครับ?

ออกมาดิ้นแล้วแหะ คำขอร้องที่ให้แก้ก็เป็นการเลี่ยงบาลีทั้งนั้น ปลายทางมันก็เหมือนเดิม คือบอกว่าท่านเจ้าอาวาสมีฤทธิ์ มีญาณ สามารถหยั่งรู้และเห็นชีวิตคนหลังความตายได้ นะจ๊ะ

ผมว่าเจตนาเรื่องนี้มันรู้ๆกันอยู่ทำเพื่ออะไร เกาะกระแสคนดังหาลูกค้าทั้งนั้น (ตอน ไมเคิล แจ๊กสัน ก็มีเคสนี้ด้วย)

Witna Wed, 22/08/2012 - 13:32

ข้อที่ 3 พอแก้แล้วดูดีขึ้นหน่อย

ผมกำลังสงสัยอยู่พอดีว่า "ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่โลก" เนี่ย มันไม่น่าจะได้บุญอะไรขนาดส่งไปเกิดในสวรรค์ได้

ฮา..จริง

สงสัยสวรรค์จะมีนักประดิษฐ์อยู่เยอะเลย ลอจิกนี้ ไม้กวาด รองเท้า บันได เครื่องซักผ้า ทีวี โต๊ะ พัดลม

ไอโฟนทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงสมาร์ทโฟน ยังไม่เทียบเครื่องทำน้ำร้อนเลยด้วยซ้ำ เปลี่ยนวิถีชีวิตคน

"ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่โลก" เนี่ย มันไม่น่าจะได้บุญอะไรขนาดส่งไปเกิดในสวรรค์ได้

แนะนำให้อ่าน พระไตรปิฎก เรื่อง มฆมานพ คือ มานพหนุ่ม ไปยืนฟังการพูดในระหว่างชุมชน
เขาเอาเท้าเกลี่ยดินที่พื้น ด้วยหวังว่า ให้คนอื่นได้ยืนที่เรียบสบาย

ตัวอย่าง
....
เรื่องมฆมาณพ
ในอดีตกาล มาณพชื่อว่ามฆะ ในอจลคามในแคว้นมคธ ไปสู่สถานที่ทำงานในบ้าน
คุ้ยฝุ่นด้วยปลายเท้าในที่แห่งตนยืนแล้ว

ได้ทำให้เป็นรัมณียสถาน๑- แล้วพักอยู่.
อีกคนหนึ่งเอาแขนผลักเขา นำออกจากที่นั้นแล้ว ได้พักอยู่ในที่นั้นเสียเอง.

เขาไม่โกรธต่อคนนั้น ได้กระทำที่อื่นให้เป็นรัมณียสถานแล้วพักอยู่
คนอื่นก็เอาแขนผลักเขานำออกมาจากที่นั้นแล้ว ได้พักอยู่ในที่นั้นเสียเอง.

เขาไม่โกรธแม้ต่อคนนั้น ได้กระทำที่อื่นให้เป็นรัมณียสถานแล้วก็พักอยู่.
บุรุษทั้งหลายที่ออกไปแล้วๆจากเรือน ก็เอาแขนผลักเขา นำออกจากสถานที่เขาชำระแล้วๆ ด้วยประการฉะนี้.

เขาคิดเสียว่า “ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด เป็นผู้ได้รับสุขแล้ว, กรรมนี้พึงเป็นกรรมให้ความสุขแก่เรา” ......

ที่มา
http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=12&p=7

ในเรื่องมฆมานพ
นี่ไม่ต้องประดิษฐ์อะไรซักอย่าง เอาเท้าเกลี่ยดินจนเรียบ ให้คนอื่นมายืนแทน สิ่งนี้เรียกว่าเป็นบุญ
และด้วยบุญนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ในบรรดาบุญอื่น ที่ทำให้เขาได้ไปเกิด เป็นพระอินทร์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

ประเด็นจริงๆคือ คำว่า บุญ ในพระพุทธศาสนา นั้น เป็นคำกลางๆอยู่คู่กับโลก คำว่า บุญ และ บาป
เกิดขึ้นพร้อมๆกับภพสาม แม้ไม่มีพระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น การทำบุญ-บาป ก็ปรากฏอยู่ก่อนแล้ว

คำว่า สร้างบุญ ไม่ได้ระบุว่า ต้องทำในพระพุทธสาสนา เท่านั้น
บุญ คือ สิ่งที่เกิด จากการทำความดี ที่เป็นประโยชน์ โดยปราศจากโทษ ทั้งต่อตนเอง และผู้อื่น

ดังนั้น ถ้าสตีฟ จอบส์ ประดิษฐ์โทรศัพท์ขึ้นมา
ให้พลเมืองดี โทรเรียกตำรวจจับโจร ให้พลเมืองดี ส่งคนไปโรงพยาบาล
ใช้โทรศัพท์ กดเงิน บริจาคช่วยน้ำท่วม เหล่านี้ ก็เป็นประโยชน์ต่อโลก ฯลฯ

การสร้างโทรศัพท์มือถือขึ้นมา นี่ก็เป็นบุญของสตีฟ จอบส์ มิใช่หรือ

ผมสงสัยอย่างนี้คือ Jobs แก่สร้างของใหม่ที่มีประโยชน์จริง

แต่แกทำเพื่อขายนะเพื่อหาเงินนะ ไม่ได้เหมือน มานพหนุ่ม ที่หวังว่า ให้คนอื่นได้ยืนที่เรียบสบาย

ยังงี้จะได้บุญอยู่ป่าว หรือได้น้อยลง

ในวงเล็บ เขาก็ชี้แจงชัดเจนแล้วนะคับ

เป็นภุมมะเทวาสายวิทยาธรกึ่งยักษ์* มีผิวดำและเขี้ยวเป็นยักษ์ แต่ด้วยผลบุญที่ได้คิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่โลก (3.ผิด ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ – ที่ถูกคือ เป็นผลบุญจากสงเคราะห์โลก เช่น บริจาคช่วยมูลนิธิต่างๆ) จึงทำให้เขาได้พบมิตรที่ดีบนสวรรค์ (4.ผิด ไปพบผู้ที่ละโลกจริง แต่ไม่ใช่เพราะผลบุญนี้)

เกี่ยวไรครับ ผมไม่ได้ถามเรื่องอิงธรรมกาย ผมถามอิงกับเรื่องมานพหนุ่ม ไม่ได้เกี่ยวด้วยว่า

Jobs จะได้บุญเพราะอะไร อ่านดีๆครับ

ควรอ่านให้จบนะครับ อานิสงส์มันเกิดขึ้นตอนไหน
ต้องดูที่เจตนานะครับ อานิสงส์จริง ๆ เกิดขึ้นหลังจากหลังจากเขาคิดแล้วก็ไปทำทาง

ส่วนสำหรับสติฟจ๊อบนั้น เค้าทำ...(ธุรกิจครับ) ต้องดูที่เจตนาด้วยครับ

อย่าไปเหมาเอาแบบนั้น

A : "ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่โลก" เนี่ย มันไม่น่าจะได้บุญอะไรขนาดส่งไปเกิดในสวรรค์ได้

B :ในเรื่องมฆมานพ นี่ไม่ต้องประดิษฐ์อะไรซักอย่าง เอาเท้าเกลี่ยดินจนเรียบ ให้คนอื่นมายืนแทน สิ่งนี้เรียกว่าเป็นบุญ และด้วยบุญนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่ง ในบรรดาบุญอื่น ที่ทำให้เขาได้ไปเกิด เป็นพระอินทร์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

มานพหนุ่มผู้นั้น ไม่โกรธแม้กระทั่งผู้ที่เอาเปรียบเขา

แต่สตีฟจ็อบส์ แค่ต้องสงสัยว่าเลียบแบบ(ซัมซุง), หรือผู้ที่สร้างนวัตกรรมขึ้นมาแข่งด้วย(กูเกิ้ล) นี่
ถึงกับยอมเสียทุกอย่างเพื่อถล่มให้ราบทีเดียว

เป็นทางไปสวรรค์ที่งดงามมากเลยครับ

"กรรมทุกสิ่ง ล้วนมีใจเป็นที่ตั้ง"
มันก็อยู่กับว่า ที่เขากระทำไปนั้น เขาทำไปด้วยเหตุอันใด
ถ้าเขาบริสุทธิ์ใจ อยากให้โลกนี้เจริญขึ้น อยากให้ผู้คนสะดวกสบายขึ้นจริง
ก็หวังสุคติสุขเป็นจุดหมายปลายทางได้ล่ะครับ

แถไปได้เรื่อยนะครับ ถ้าคิดไปไกลขนาดนั้น จ๊อบส์ก็บาปเพราะไปจ้างโรงงานที่กดขี่แรงงานอย่าง foxconn และบุญควรจะได้กับคนคิดโทรศัพท์ ไม่ใช่จ๊อบส์ครับ

เออ เผื่อไม่รู้ เรื่อง Foxconn นี่เขาโดนใส่ไฟนะ(จริงๆอาจแย่อยู่ดี แต่คนใส่ไฟยอมรับไปแล้ว)

ไอองค์กรจีนที่ไปฟ้องโรงงานซัมซุงก็จัดโรงงาน Foxconn เป็นระดับกลางค่อนต้น ว่าดีใช้ได้นะ

ปล.ส่วนตัวผมไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์ แต่ผมเชื่อว่าการที่เขาได้ทำอะไรมากมาย และทุ่มเทกับทุกๆสิ่ง แล้วจากไปโดยมีครอบครัวพร้อมหน้านั้น ถ้าชีวิตหลังความตายมีจริง เขาก็คงมีสุขพอสมควรนะครับ

ปล2.คนที่จะคิดค้นอะไรขึ้นมา เอาจริงๆเขาทำเพื่อสนองความต้องการของตนเองอยู่ดีนะ อย่างน้อยก็คือชอบทดลองก็คือทำเพื่อตนเองเป็นหลักอยู่ดี ก็แค่ว่าทำเพราะสนุกมัน"ฟังดู"ดีกว่าทำขายเท่านั้นแหละครับ ถ้าคนจะได้บุญก็น่าจะเป็นพวกโครงการคอมพิวเตอร์สำหรับการศึกษา/kindle ให้เด็กอัฟริกาน่าจะเป็นกลุ่มเดียวที่จะได้บุญนะเพราะทำโดยต้องการให้คนอื่นได้ดีไม่ใช่เพื่อตัวเองเป็นหลัก

ตลก

จ๊อบแค่สร้างโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่แค่นั้น

ไม่ได้สร้างโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ไม่มีจ๊อบ มันก็มีมือถืออยู่นานแล้ว

ไม่ได้ใช้ญาณ แล้วใช้อะไรตรวจสอบน้อถึงได้เป็นซีรีย์ขนาดนี้

คงไม่ได้ใช้ find my iphone หาตำแหน่งสตีฟในปรโลกนะครับ

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะ แน่ะใช้ประโยคฮิตเสียหน่อย ศาสนาผีน่ะเป็นศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกรองจากศาสนานับถือธรรมชาติเชียวนะ

เหมือนแก้คำผิดมากกว่า เนื้อหาหลักก็คล้ายๆ เดิม คือ ไม่มีเหตุผลอะไรอยู่แล้วเหมือนเดิม เป็นนิทานแฝงหลักสูตร ที่มีสตีฟ จ๊อบส์เป็นดารานำนั้นเอง

หมายเหตุ: น่าจะตั้งชื่อเรื่องเป็น iMerit Store นะ

อนุบาลฝันในฝันเป็นการเล่านิทานครับ เป็นการเลี่ยงบาลีอย่างนึง เพราะว่าถ้าพูดว่าไปเห็นมาจริงๆก็จะถือเป็นอาบัติปาราชิกครับ ต้องพ้นจากการเป็นพระภิกษุทันที

เจ้าอาวาสบอกว่าฝันในฝันอีกที ไปอินเซปชั่นมา แล้วเอามาแต่งเป็นนิทานเพื่อเล่าเรื่องต่างๆนาให้บรรดาสาวกทั้งหลายฟังทุกวันตอนเย็นครับ

เรื่องราวส่วนใหญ่ก็ออกแนวคล้ายๆกับคนทรงเจ้าที่บอกว่า ข้ารู้ข้าเห็นนะจ๊ะ ถอดจิตไปดูมาแล้วนะจ๊ะ เห็นมาแล้วนะจ๊ะ ไม่ต่างอะไรกันครับ

จริงๆแล้วผมว่าเค้าก็พ้นจากการเป็นภิกษุในนิกายเถรวาทไปแล้วนะครับ แต่เค้าคงไม่สนใจเพราะเค้าไม่ได้สนใจเป็นเถรวาทมาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่เป็นภิกษุในนิกายธรรมกายของเค้าเองมากกว่า

เป็นวิธีการที่แนบเนียนมาก เล่าฝัน อ้างได้ว่าไม่ได้อวดอุติมนุษธรรม :3
ใช้ช่องโหว่จากพระวินัยที่ไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมตามยุคสมัยมานาน

ผมว่าถ้าพระพุทธเจ้ายังอยู่และเราเดินเข้าไปถามปัญหากับท่านว่าสตีฟ จ๊อบตายแล้วไปใหน ผมว่าปัญหานี้ก็คงเป็นหนึ่งในปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ (อัพยากฤตปัญหา 10 อย่าง)

แต่วัดธรรมกายตอบได้ครับ

อ้างอิง
http://wemahidol.mahidol.ac.th/comm/space.php?uid=36&do=thread&id=370

เคยมีคนถามพระพุทธเจ้า ว่า หัวกะโหลก คนๆนึง คนนี้ ตายแล้วไปเกิดที่ใหน

และพระพุทธเจ้าก็ทรงตอบ (-จากเว็บข่าวสดออนไลน์)

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hPVE13TURnMU13PT0=http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hPVE13TURnMU13PT0=

เท่าที่อ่านมา พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงตอบเลยนะครับ
คนที่ตอบคือ พราหมณ์ตอบครับ
อีกอย่าง พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงเห็นว่าคน ๆ นี้มีอัธยาศัยที่พอจะตรัสรู้ได้ท่านเลย
ไปสนทนาธรรมด้วย

พระพุทธเจ้า ตอบพราหมณ์ว่า หัวกะโหลก ชิ้นที่ 3 นั้น พราหมณ์ ไม่เห็นได้ เพราะ บุคคลนั้นนิพพานไปแล้ว ถ้าพราหมณ์อยากเรียน วิชาดูหัวกะโหลก แบบพระพุทธองค์ ต้องออกบวช แล้วพระพุทธองค์จะสอนให้

"พระไพศาลติงไม่เหมาะสม ถามกลับบทความสตีฟ จ็อบส์ตายแล้วไปไหน เขียนเหมือนไปเจอมาเอง เข้าข่าย อวดอุตริ อาบัติปาราชิก ผิดหนัก ขณะที่ พระพยอม ชี้ กรณีวัดพระธรรมกาย หมิ่นเหม่อวดตนไม่ถูกต้องทางพระธรรมวินัย ระบุ พระพุทธเจ้าสอนให้เข้าญาณ วิปัสสนาเพื่อให้เห็นหนทางดับทุกข์ ไม่ใช่อวดตน เพราะมีแต่สร้างความปั่นป่วน"

ที่มา - เรื่องเล่าเช้านี้ (22 สิงหาคม 2555)
http://goo.gl/8fQEC

ผมว่าเราพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกซะทีเดียว แต่เค้าต้องหาคนเข้าวัดให้มากที่สุดต่างหาก ขนาดประกวดแผนการตลาดยังไม่ได้พูดเรื่องเงินเลย พูดแต่เรื่องเอาคนเข้าวัดนะโยม นะจ๊ะ นะจ๊ะ ....
เดี๋ยวเงินมาเอง... ชะอุ๊ย เวรกรรมๆ

ผมไม่เข้าใจว่ามันผิดเพี้ยนตรงไหน ทั้งๆที่ข่าวบางที ก๊อฟมาจาก DMC.tv เอาดื้อๆสะงั้น

บางทีเขาเป็นบทความที่เขาแสดงความคิดเห็น แต่คนธรรมกายกลับบอกว่า บอกเล่าผิดเพี้ยน มันเกี่ยวอะไรกันอ่ะ ?

ขอแย้งสองข้อครับ

5.ผิดไม่มีข้อมูลตรงนี้ สตีฟจ๊อปไม่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายเลย - เพียงแต่ว่า มีบางคน ที่รู้สึกดีกับเขาแล้วทำบุญไปให้ เมื่อบุญเกิดเขาก็รับรู้ได้เท่านั้น

ตรงนี้ผมเจตนาไว้หน้านะครับ จริงๆผมรู้สึกกระดากใจมากกว่าที่ต้องเขียนเรื่อง ที่ สตีฟจ๊อปสะดือสว่างขึ้นมาเพราะคนจากวัดพระธรรมกายทำบุญไปให้

6.วิทยาธร ผมอ้างอิงคนละตำราถูกแล้วนะ คุณแถตำรารึเปล่า? มูลเหตุที่ทำให้ เกิดเป็นวิทยาธร คือทำบุญเจอด้วยกามคุณ(ความหลง) ใครกันแน่ที่มั่ว

ผมฮาสะดือสว่างแฮะ

ส่วนเรื่องวิทยาธร ผมว่าเอา Link หรือหนังสือตำราต้นทางมาแปะไว้เลยดีกว่าครับ จะได้ชัดเจนไปเลย

แต่เดี๋ยวทางวัดก็แถอีกว่า หนังสือของท่านพูดผิด คนเขียนหนังสือของเราไปเห็นของจริงมาแล้ว ใช้เหมือนกันไม่ได้ 555+

แต่ดูๆไปเรื่องชักจะลุกลาม คุณ Nant ผมละกลัวคุณโดนอุ้มจริงๆ

ถ้าเป็นผม วิธีแก้ต่างของธรรมกายมีแค่นี้ -จับผิดคำ- ผมไม่อุตส่าห์หาข้อมูลหรือตำรามาแย้งหรอก ลงไปนอนขำกลิ้งสัก 2 รอบแล้วเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นดีกว่า

ธรรมกายนี่นอกจากแผนการตลาดที่ทำเงินดีแล้วก็ไม่มีอะไรเลยจริงๆ

ถ้าพิสูจน์ได้จริงค่อยน่าจะมาแย้ง ไอใช้พลังเหนือธรรมชาติ กากๆ กลวงๆ เอาไว้หลอกชาวบ้าน ไปวันๆ สมควรจะเลิกทำและสำนึกผิดได้ซะที

ท่าจะเพี้ยนจริงๆ ก็เค้าเขียนอยู่ว่าความเห็นส่วนตัวของคนเขียนข่าว

ปล.ข่าวแรกสุด หน้า page เพี้ยนไปซะแล้วครับ,
พึ่งเคยเห็นแบ่ง page ของ blog เป็น 2 หน้าด้วย :D

ดริปต่อไฟแล่บ ดริปต่ออีกหน่อยเดี๋ยวเซิร์ฟได้ไฟลุก = =a

เข้าใจนะเรื่องรักษาภาพลักษณ์ขององค์กรน่ะ เพราะหลายธุรกิจมันก็ทำแบบนี้ ผมเข้าใจครับ! XD

gsoftthai Wed, 22/08/2012 - 14:03

โอ้ว... พึ่งรู้ว่าทางวัดมีฝ่ายกฏหมายด้วย //ความคิดเห็นส่วนตัวก็ผิดไปแล้วซินะ

+1

คือที่แก้เนี๊ยก็แก้ให้ข้อมูลถูกต้อง แต่ภาพรวมอ่านแล้วก็ยังเหมือนเดิม

ความจริงอยากให้ออกมาตอบ(แถ) ข้อที่หลายๆ บอกว่า อวดอุตริ มากกว่า

อีกนิด

ภุมมะเทวาสายวิทยาธรกึ่งยักษ์ ผมเพิ่งเคยได้ยินนะ ลูกผสมเนี่ย นอกจากจากวิมานิเปรต แล้วผมเพิ่งเคยได้ยินคำนี้แฮะ

วิทยาธร ต้องทำบุญเจือด้วยกามคุณ ถึงจะเป็นได้ ถ้าเอาตามตำราฮินดู ถือเป็นข้ารับใช้พระศิวะ ผมว่าผมไม่ผิดนะ

จุติ โอเค ยอมรับว่าผิด

4.ผิด ไปพบผู้ที่ละโลกจริง แต่ไม่ใช่เพราะผลบุญนี้

ผมว่าคุณมั่วหละครับ บุญเป็นสิ่งที่นำพาให้คนประเภทเดียวกันมาพบกัน ที่สตีฟจ็อบได้ไปพบกันคนสร้างรถสร้างเครื่องบินเหมือนกัน สิ่งที่คุณจะสื่อคือพวกนี้มีบุญใกล้เคียงกันนี่หว่า

จุติ ในความหมายนี้ ที่คุณ nant เขียนมานั้น ไม่ผิดหรอกครับ
จุติ คือ การเปลี่ยนจากสภาพกำเนิดอย่างหนึ่งไปอีกอย่างหนึ่ง
จะแปลว่าตายก็ได้ จะแปลว่า เกิดก็ได้ เช่น เทวดาลงมาจุติเป็นมนุษย์
หรือ เวลาตายไป เราก็จะไปจุติอีกภพหนึ่ง

อันนี้ยืนยันครับ

ส่วน เรื่องที่แถลงการณ์จากทางวัดนั้น รู้สึกจะมั่วมาก ๆ ครับ ไม่รู้ไปอ้างอิงเอาตำรามาจากไหน (คงไม่ใช่จากพระไตรปิฎก แน่นอน)

"จุติ" แปลว่า "ดับ" ครับ ปกติใช้กับภพภูมิสูงกว่าดับลงมาเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่า

ส่วนถ้าภพภูมิต่ำกว่าไปเกิดภพภูมิสูงกว่าจะใช้ "อุบัติ" ครับ (เป็นการเกิดแบบไม่ปฏิสนธิคือเกิดขึ้นโดยทันที)

อ้างอิง : จุติ-ปฏิสนธิ-อุบัติ โดย ศ.จำนงค์ ทองประเสริฐ

ขอโทษนะครับคุณmahadoang ที่ถูกต้องจริง ๆ นั้นคำว่า จุติ แปลว่าตายซึ่งใช้กับเฉพาะ โอปปาติกะ เช่นวิญญาณทุกภพภูมิ ไม่ว่าจะเป็นเทวดา เทพ พรหม ฯลฯ และเป็นการตายชนิดที่ไปเกิดต่ออีกทันทีโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างที่ให้มาเป็นเทวดานั้นถูกต้อง แต่จะนำมาใช้กับสิ่งที่มีสังขารเช่นมนุษย์หรือสัตว์โลกอื่นใดมิได้ครับ ขออภัยที่ต้องขอขัดเพื่อความเข้าใจอันถูกต้องครับ

"วิทยาธร ต้องทำบุญเจือด้วยกามคุณ ถึงจะเป็นได้ ถ้าเอาตามตำราฮินดู ถือเป็นข้ารับใช้พระศิวะ ผมว่าผมไม่ผิดนะ"

ขอเสริมว่า วิทยาธร เป็น ข้อมูลในทางพระพุทธศาสนา

พระศิวะ เป็นภาษาสันสกฤษ
วิทยาธร เป็นคำที่แผลงมาจากภาษาบาลี-ไทย
วิทยา - ความรู้ ธร - ทรงไว้
แปลว่า ผู้ทรงไว้ซึงวิทยาการ มีฤทธิ์บันดาลให้คนมีบุญเกิดความคิดสร้างสรรค์
(นักประดิษฐ์ คิดค้น บางคน โบราณจารณ์เล่าสึบๆกันมาว่า วิทยาธร คอยหนุนหลัง ให้เกิดแนวคิดดีๆ ที่เป็นประโยชน์)

ลิ้งก์นี้กล่าวถึงวิทยาธร ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=271292

marchdna Wed, 22/08/2012 - 14:25

บอกตรงๆ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงที่คนเขียนข่าวผิดตรงไหนหรอกครับ ท่านนิกาย ธรรมกาย

"แต่ด้วยผลบุญที่ได้คิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่โลก (3.ผิด ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ – ที่ถูกคือ เป็นผลบุญจากสงเคราะห์โลก เช่น บริจาคช่วยมูลนิธิต่างๆ)"

คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ได้บุญเท่าบริจาคสินะ

สบายตัวแน่งานนี้ธรรมกาย โดนไล่นวดกันมันละ อ่าๆ
ว่าแต่จริงๆเราน่าจะย้อนถามตัวเองกันนะว่าจุดยืนทางพุทธที่เรานับถือมันอยู่ตรงไหนกัน ที่คอยไปกระหน่ำธรรมกายเนี่ย แล้วตัวเองมีอะไรที่ทำแล้วดีกว่าสิ่งที่ธรรมกายทำบ้าง

ลองยกตัวอย่างประเพณีไทย ที่เกี่ยวกับวัดบ้านไทยๆ เช่น งานบวช ชวนคนจริงๆก็ต้องใส่ซอง ขึ้นบ้านก็ใส่ซอง ผ้าป่า กระฐิน ปิดทองฝังลูกนิมิตร ฯลฯ วันพระวันอาทิตย์ มีเลี้ยงพระเช้า กับเพล ที่วัด มีสวดมนต์ใหญ่ แต่วัดบ้านไทยเท่าที่เจอถ้าไม่ใช่วัดปฏิบัติจริงๆเนี่ย ไม่มีนั่งปฏิบัติทำสมาธิหรือวิปัสนากันต่อเลยนะครับ แค่สวดมนต์ แล้วก็รับศีลรับพรกันไป ใส่สอง ภวายภัตราหารแค่นั้น ถึงเวลามีงานวัดงานอะไรก็เพื่อหาเงินเข้าวัด ไว้บำรุงไว้สร้าง ปรับปรุงโบสถ์อาคารกันไป แต่ปัญหาจากที่ไปบวชวัดบ้านมาเณรขโมยของผม มียาเสพติดในวัด พระอู้ไม่บิณฑบาตรบ้าง เวลามีกิจนิมนต์ไม่มีซองก็ไม่ไป มันเละยิ่งกว่าเละอีกนะครับ ผมเลยหนีไปจำวัดต่อที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมแทนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับธรรมกายนะ และผมก็ไม่ได้ชอบธรรมกายด้วย แต่ผมไม่เคยเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดกับธรรมกายนะ และพระของธรรมกายเก่งเรื่องเทศนาจริงๆเท่าที่เคยสัมผัสเล่นเอาเคลิ้มได้ ที่แปลกใจคือ ทำไมคนที่ต่อต้านไม่เอาเวลาด่าธรรมกายไปช่วยกันสังคกรรมวัดไทยสายหลักที่ไม่ใช่ธรรมกายให้มันดีกว่านี้ ไม่ให้มาหาผลประโยชน์จากความเสื่อมของพุทธสายแท้ๆที่เรานับถือกันบ้างละ

ประเพณีจารีตที่มีต่อศาสนา ไม่ใช่บัญญัติทางศาสนา ดังนั้นคุณจะกล่าวว่าพุทธเสื่อมเนื่องจากมี ประเพณีและจารีต ย่อมไม่ถูก เพราะประเพณีคือทางเลือกที่ฆารวาสปฎิบัติสืบกันมา

อย่าลืมว่าเด็กวัดหลายคนได้มีโอกาสร่ำเรียนหนังสือ กินข้าวก้นบาตร ในขณะที่ภิกษุ ปฎิบัติเป็น medium เท่านั้น

พุทธเกิดมาเพื่อเสื่อมสลาย พุทธะในแต่ละบุคคลย่อมเป็นของคนๆนั้นผู้เดียว

ถ้าให้ผมพูดตรงประเด็นหน่อย ผมมองว่าแม้จะมีความเสื่อมในหมู่สงฆ์ แต่นั่นก็เป็นเพียงความเสื่อมในพุทธะของบุคคล เมื่อสิ้นบุคคลความเสื่อมก็ย่อมจบลงตรงนั้น พุทธะของคุณไม่ได้อยู่ในหมู่สงฆ์ จัดการกับพุทธะในตัวของคุณคือสิ่งที่ดีที่สุด

ในขณะที่ธรรมกาย เป็นการแพร่กระจาย ความเสื่อมให้เกิดกับพุทธะของผู้คนจำนวนมาก อย่างถาวรยากจะถอน (ลัทธิ) ซึ่งคือการสร้างความเชื่อและรีตที่บิดเบือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต และไม่สิ้นไปตามอายุไขของบุคคล รุนแรงสาหัส และมีแนวโน้มเป็นอันตรายกว่ามาก

ผมชอบความเห็นแบบนี้จัง คืออยากจะให้กระจายว่ามันไม่ดียังไงในจุดนี้อะ "ในขณะที่ธรรมกาย เป็นการแพร่กระจาย ความเสื่อมให้เกิดกับพุทธะของผู้คนจำนวนมาก อย่างถาวรยากจะถอน (ลัทธิ) ซึ่งคือการสร้างความเชื่อและรีตที่บิดเบือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต และไม่สิ้นไปตามอายุไขของบุคคล รุนแรงสาหัส และมีแนวโน้มเป็นอันตรายกว่ามาก" คือผมว่าให้เค้าแยกเป็นศาสนาใหม่ไปเลยมันก็ดีนะ ดีกว่าไปจ้องทำลายเค้า แต่คนที่นับถือพุทธแท้ๆต้องเข้มแข็งพอที่จะทัดทานพลังเงินเค้าด้วยนะ เพราะพระมียศเองก็ถูกซื้อได้ด้วยเงินไม่ยากในสมัยนี้

แยกไปเลยก็ จะขาดแคลนคนสนับสนุนไงครับ ลัทธิอื่นๆในโลกก็เริ่มต้นด้วยการ เกาะ ศาสนาที่มีคนนับถือหลักก่อนจะตั้งไข่ทั้งนั้น ปีกกล้าขาแข็งเมื่อใหร่ก็จะแยกตัวไปเป็นลัทธิเอง

โอมชินริเกียวเดิมทีก็ใช้โฆษณา ฤทธิ์ของเจ้าลัทธิลอยได้ กิจกรรมปฎิบัติเหมือนๆกับพวกคอร์สโยคะ พอมีเงินทุน มีกลุ่มคน ก็แยกตัวออกมาสอนตามใจชอบไปเลย โลกจะแตกบ้างอะไรบ้าง ต้อง ไปปล่อยแก๊สพิษลงรถไฟแบบนั้น

การเปิดตลาดในไทยซึ่งเป็นประเทศพุทธ ก็ต้องอาศัยศาสนาพุทธเป็นร่างทรงไปก่อน (ถ้าไม่เสื่อมไปตามกรรมของตนก่อน)

ทุกวันนี้โดยมากเราก็โดนคนมีความรู้ สร้างภาพ มาหลอกชาวบ้านอยู่ครับ ไม่เว้นแม้แต่วัด ไปจนถึงนักการเมือง ไอ้ที่คุณพูดเนี่ยผมว่าคุณก็ได้รับอิทธิพลมาจากพวกนี้แหละครับ

ความเห็นส่วนตัว สตีฟ จ็อบส์ เป็นผู้ที่มีอิทธิพลในวัฒนธรรมร่วมสมัย จึงเป็นสิ่งที่แน่นอนว่าต้องมีผู้หากินกับชื่อเสียงของเขา กรณีนี้นับเป็นกรณีศึกษาแบบสุดขั้วกรณีหนี่งได้ (เป็นความเห็นส่วนตัวที่ผิด เพราะไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะหาประโยชน์จากสตีฟจอบส์หรือครอบครัวสตีฟจอบส์ เพราะไม่เคยเกี่ยวข้องกับวัด ที่มีการนำเสนอ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม ชีวิตหลังความตายเท่านั้น)

พิจารณากันเองครับ จากหน้าเวบ http://www.dmc.tv

นั่ง search ในเนต ไปเจอกระทู้นี้มาฮามากครับ มีรูปฮา ๆ อยู่ ไม่แน่ใจว่าเอามาแปะในนี้จะผิดกฏหรือเปล่าครับ ถ้าผิดช่วยกรุณาลบให้หน่อยนะครับ


เครดิต KidWaDee1

เครดิตภาพทั้งหมด Pantip (ขออภัยเจ้าของรูปตัวจริงที่ไม่ได้ลงเครดิตด้วยนะครับ ผมหาลิงค์ต้นฉบับไม่เจอ)

ความเห็นส่วนตัว สตีฟ จ็อบส์ เป็นผู้ที่มีอิทธิพลในวัฒนธรรมร่วมสมัย จึงเป็นสิ่งที่แน่นอนว่าต้องมีผู้หากินกับชื่อเสียงของเขา กรณีนี้นับเป็นกรณีศึกษาแบบสุดขั้วกรณีหนี่งได้ (เป็นความเห็นส่วนตัวที่ผิด เพราะไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะหาประโยชน์จากสตีฟจอบส์หรือครอบครัวสตีฟจอบส์ เพราะไม่เคยเกี่ยวข้องกับวัด ที่มีการนำเสนอ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาเรื่องกฎแห่งกรรม ชีวิตหลังความตายเท่านั้น)

สงสัยจะคนละสตีฟ จ็อบส์ สินะ (ไม่มีไม้ไต่คู้) lol

 

จะว่าไปคอลัมน์นั้นเขาก็ disclaimer ตั้งแต่บอกว่าเป็นการฝันในฝันแล้วนะ ใครเชื่อก็ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของแต่ละคนเอง ทางเราไม่เกี่ยว ชะละล่า

พี่ทำบุญแล้วสบายใจ ยิ่งทำบุญก็เหมือนยิ่งได้ ไม่มีเงินพี่ก็จะกู้ <<คำกล่าวจากคนรู้จัก ที่ปัจจุบันหนีเจ้าหนี้นอกระบบไปอยู่ไหนไม่รู้

tearfire Wed, 22/08/2012 - 14:54

แว่บเอา link ถาม-ตอบจดหมายวิศกร Apple (โทนี่ ชวง)มาฝาก เผื่อยังมีคนไม่ได้อ่าน

click

nant Wed, 22/08/2012 - 14:53

ขอแย้งข้อ 1 ด้วยละกัน

ขอเล่าก่อน หลายท่านอาจจะยังไม่เคยดูรายการฝันในฝันวิทยา

รายการนี้จะอ้างว่ามีคนส่งเคสไปให้ เสด็จพ่อพระเดชพระคุณครูไม่ใหญ่ แล้วเสด็จพ่อก็จะท่องสคริปเดิมๆ หลับตาฝันไปมาเป็นตุเป็นตะ หาวสองวอดแล้วดำน้ำมาเล่าให้ฟัง

ทางรายการไม่ได้มีอะไรที่ไม่ชี้นำเลย พอจบเคสคนก็จะพูดว่า สาธุ ท่านรู้ได้ยังไงหนอ หน้าตายิ้มกรุ่มกริ่ม

แล้วก็บอกว่า เป็นบารมี

ผมน่าจะเขียนข่าวว่า มีคนขอให้เสด็จพ่อช่วยแต่งเรื่องเป็นตุเป็นตะมาเล่าให้ฟัง

ผมเป็นคนหนึ่งอะที่ไม่เชื่อว่าโทนี่. ทรวงจะส่งจม.มาถามจริง ท่าทางน่าจะแต่งเรื่องแล้วมาหลอกชาวโลกซะมากกว่า ไม่งั้นก็ต้องเอาจม.และเจ้าตัวมายืนยัน

ฟ้องข้อหา?

โดยปกติแล้วก่อนจะฟ้องร้องจะมีขั้นตอน 1 / 2 / 3 ... X ครับ

ขั้นแรกฝ่ายที่คิดจะฟ้องร้องจะต้องร้องขออะไรมาทางผู้ดูแลเว็บ ... หากไม่ได้รับความร่วมมือก็จะดำเนินการฟ้องร้องต่อไปครับ

ไม่ได้หมายถึง blognone ครับ ผมหมายถึงหนังสือพิมพ์ ซึ่งทางธรรมกายก็ขอให้ส่งหนังสือขอโทษ ซึ่งหนังสือพิมพ์ก็ทำตามครับ ซึ่งผมคิดว่าเพื่อป้องกันเรื่องการฟ้องร้อง

เป็นข้อตกลงเพื่อยอมความกันครับ ลงประกาศขอโทษไม่ได้แปลว่าเรื่องนั้นไม่จริง แต่ทำไปเพราะเห็นว่าจะแพ้คดีครับ

กรณีที่ขอแก้ไข ข้อ 1, 2 โอเคนะ เป็นเรื่องทางเทคนิคและอาจจะเข้าใจผิดได้ แต่เรื่องอื่นๆ ผมว่าข่าวเก่าเขียนไว้โอเคแล้ว

ทางวัดธรรมกายมีทีมตรวจสอบค่อนข้างเข้มแข็ง การนำเสนอเลยต้องระวัง เช่นเดัียวกับความเห็น http://www.blognone.com/node/35287#comment-461783

ประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่โลก

เสื้อเหลืองกลุ่มนี้ และเสื้อขาวที่เอาเงินไปให้เขา ได้ขึ้นสวรรค์แน่นอน เพราะเสื้อเหลืองได้สร้างจานบินไว้รอรับทุกคนแล้ว แต่อาจจะไม่พอเพียง เพราะฉะนั้นเสื้อขาวก็ควรบริจาคเพิ่ม เพื่อที่เสื้อเหลืองจะได้สร้างจานบินลำที่ใหญ่ขึ้น สามารถบรรจุมนุษยโลกให้โดยสารจานบินไปสูสวรรค์อย่างพอเพียง

ธุสาาา น้าเมน

ผมใช้ผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลมาเกือบ 30 ปี ยังไม่เคยเห็นครั้งไหนที่ ป๋าจ๊อปส์ ของผมให้ใช้ฟรีๆ เหมือนเป็นการทำบุญเลย
ผลิตภัณฑ์ของเค๊าทุกชิ้น ผมประทับใจมาก ขณะเดียวกันก็แอบด่าในใจว่า แมร่ง ผูกขาด ใช้ของคนอื่นไม่ได้เลย (ในสมัยก่อน) ต้อง Apple เท่านั้น

ไม่เห็นเกี่ยวข้องอะไรกับการไปเกิดเป็นยกเป็นยักษ์ อย่างที่ข่าวเพ้อเจ้อเลยนิ

สาวกแมคตัวเป็นๆ

ผลบุญที่คุณได้ทำไว้นั้นทำให้คุณ ขึ้นสวรรค์ ชั้น 7 อยู่แล้วนิครับ ผลบุญนี้แหละ เห็นทันตาเลย โดยเฉพาะทำ บุญ ค่าการศึกษาน้องๆ นศ. หรือกองทุนอาหารกลางคืนเพื่อน้อง สวรรค์แน่ๆครับ ไม่ต้องไปคิดสิงประดิษอะไรต่อโลกเลยครับ อิอิ

ไปเรื่อยเลยนี่ ยังไงผมก็มองว่าเป็นการเอาคนตายมาหากินอยู่ดี(แล้วก็ได้ผลดีด้วย)
สรุปแล้ว ยังไง ๆ ผมก็ว่าไม่ควร ไม่เหมาะ กับการกระทำแบบนี้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน ไม่ว่าเป็นฆารวาส หรือเป็นผู้บวชเรียนก็ตามแต่ ทุกสิ่งที่สื่อออกมาล้วนออกมาจากความคิด ไม่มีหลักฐานใด ๆ มายืนยันได้ ไม่ควรจริง ๆ

ผิดหลายข้อจัง สงสัยจะมีฉบับที่สามที่สี่ออกมาเรื่อยๆ อ่านแล้วสนุกดี

คือข่าวก่อนนั้นเป็นการสรุปใจความจากคุณ nant เอามาเขียนข่าวให้เราได้อ่านกันครับ

ความจริงแล้วจะพูดว่าผิดเลยก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว ... ผมว่าควรเรียกว่า "ความเห็นไม่ตรงกัน" มากกว่า

การตลาดครับ

การทำบุญคนทำสบายใจครับ ไม่ว่าจะไปทำบุญที่ไหน ลงที่วัดใคร ใครจะเอาเงินไปใช้ต่อ

แต่ที่แน่ๆ ถ้าเป็น Sponsor ให้กับงานทางวัดแล้ว คนในวัดก็จะรู้สึกอยากอุดหนุนเพราะเป็นคนวัดด้วยกันเอง สิ่งเหล่านี้มีผลทางการตลาดครับ คนวัดเยอะ = คนเห็นผลิตภัณฑ์เยอะ

อีกอย่าง ทำบุญได้ลดภาษีด้วยหละ

เรื่องที่สงสัยอีกประการหนึ่ง เงินของทางวัดที่ได้รับบริจาคต้องเสียภาษีทางกฎหมายหรือไม่ ? มีการตรวจสอบหรือไม่ ?

หากไม่มีการตรวจสอบหรือมิต้องเสียภาษี อาจเป็นช่องโหว่เพื่อใช่เป็นบริษัท ฟอกเงินได้หรือไม่ ? หรือใช้เป็นช่องทางโอนเงินเลี่ยงภาษีได้หรือไม่ ?

เงินบริจาควัดไม่ต้องเสียภาษีครับวัดได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ ตัวพระภิกษุก็ได้รับยกเว้นเหมือนกัน คนบริจาควัดก็ได้รับการลดหย่อนภาษีเงินบริจาคเพื่อสาธารณกุศลซึ่งมีขอบเขตอยู่ครับ

ปัญหาในวรรคสองนั้นผมเองตอบไม่ได้ครับ เรื่องฟอกเงินต้องลองไปถาม ป.ป.ง.ดูครับ ผมว่ามีเคสแบบนี้อยู่ในเมืองไทย ส่วนการเป็นช่องทางโอนเงินเพื่อเลี่ยงภาษีนั้นปกติไม่ต้องอาศัยวัดก็ทำได้สบายๆครับไม่จำเป็นต้องเอาวัดมายุ่งให้มากคนมากความ

ฝรั่งเข้าถึงธรรมกายไปดูนรกสวรรค์
http://www.youtube.com/watch?v=1N9ZwVxG1Jg

ฝรั่งกับธรรมกาย ฝรั่งคนนี้ไปดูสตีปจ๊อบในสวรรค์หรือเปล่าเนี่ย

http://www.youtube.com/watch?v=1N9ZwVxG1Jg

btxxxx Wed, 22/08/2012 - 22:30

ดังนั้น จึงขอให้ท่านแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องด้วย เพราะทุกเว็บไซท์อ้างข้อมูลจากท่านทั้งนั้น

ข่าวต่อมา... ฝ่ายกฎหมายของทาง blognone ขอแก้ไขข้อความที่ทาง DMC ส่งจดหมายมา...(1.ผิด รู้ได้ยังไงจ๊ะว่า "ทุก" เว็บไซท์")...

แม้ตอนนี้ เรามีกำลังวังชาอยู่ อย่าประมาท

ถ้าเคยอยู่อารมณ์ใกล้ตายมากๆ จะรู้ว่า ไม่มีอะไรสำคัญ เท่ากับกำลังจิตที่ฝึกมาดีแล้ว

ยา พ่อ แม่ เพ้อไปให้สิ่งเหล่านั้นช่วยไปเถอะ ท่าน แค่ช่วยได้แค่ร่างกาย(หรืออาจไม่ได้ มาอยู่ช่วย)

แล้ว ตอนนั้นภาพเก่า ๆ ทั้งหลายจะพรั่งพรูแบบสายน้ำเลย (ถ้าทำไม่ดีไว้ละก็ ภาพนั้น...)

ไม่เคยตายนะ แต่ เฉียด...

ฝึกจิตไว้เถอะแล้วจะดีเอง แม้จะยังไม่ถึงนิพพาน

มีภาคต่อเยอะขนาดนี้ เดี๋ยวได้กลายเป็น หนังเรื่อง "บ้านผีปอบ" กันพอดี, เพิ่มเติมครับ... เค้ามีฝ่ายกฏหมาย แล้วที่ผ่านมานั้นเค้าบอกเหรอว่าเราลงข่าวผิด เพราะเค้าบอกว่ามันเป็นเรื่องจากรายการ ฝันในฝัน อะไร นี่แหละ... แล้วจะมาเอาผิดอะไรกับเรา มันได้เหรอ... เริ่มมั่วแล๊ะ เมา...

ในบทเจริญพระธรรมคุณมีข้อหนึ่งว่า

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ แปลว่า พระธรรมอันผู้บรรลุจะพึงรู้เฉพาะตัว

แปลว่าเรื่องพวกนี้ รู้ใครรู้มัน บอกเล่าให้คนอื่นรู้เหมือนตนโดยไม่ต้องปฏิบัตินั้นไม่ได้
และคาดหวังให้คนอื่นมาบอกให้เรารู้ โดยไม่ต้องปฏิบัติก็ไม่ได้

เพราะฉนั้น หลวงพ่ออาจจะเจอ หรือไม่เจอลุงจ๊อบส์ ก็เป็นเรื่องของหลวงพ่อ
ในความเห็นผม หลวงพ่อก็ไม่ควรมาเที่ยวบอกคนนั้นคนนี่นะครับ
นอกซะจากว่า พระธรรมของหลวงพ่อ จะเป็นคนละอันกับที่มีให้ศึกษาทั่วไป

สรุปอีกทีคือ พูดก็ได้ แต่ถ้าคนไม่เชื่อก็ไม่แปลก เพราะมันรู้ได้เฉพาะตน
ส่วนคนที่เชื่อ จะอ้างว่าจริง (หรือไม่จริง) ไม่ได้ เพราะไม่ได้รู้ด้วยตัวเอง
เพราะขนาดรู้ได้ด้วยตัวเอง (จริงกับตัวเอง) ก็ยังอ้างว่าจริงกับคนอื่นไม่ได้เลย (จริงในระดับประสบการณ์เฉพาะตน)

ปล. ความเห็นนี้อาจไม่เกี่ยวกับอะไรเลยนะครับ แค่อยากบอกเฉยๆ ^^

เรื่อง ของ เรื่อง คือ ท่านเทศน์กับลูกศิษย์ และ มี เคสสอนเป็นพันไปแล้ว แต่ เพราะ มีคนนำมาลงบนเวปสาธารณะ(อื่นนอก ดีเอมซี) เรื่องเลยดัง เพราะฉะนั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อ คงต้องเรื่องเฉพาะตนจริงๆ

ทางที่ดี เราควรฝึกจิต ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตนกันดีกว่า

ผมว่าคุณน่าจะพูดอะไรให้เป็นหลักเหตุผลตามหลักพุทธศาสนานะครับ ไม่ใช่เปิดประเด็นใหม่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ มันดูเหมือนพยายามเบี่ยงประเด็นครับ

อ้อ ... เรื่องที่มันผิด ต่อให้คน 99% ทั้งโลกทำผิด ... มันก็คือผิดครับ ส่วนเรื่องที่ถูก ... ต่อให้มีคนทำแค่ 0.01% ของคนทั้งโลก ... ยังไงก็ถูกครับ

อะไรๆ ก็จะชวนฝึกจิต ...

  • คุณเชื่อรึเปล่า? ... ไปฝึกจิตสิ

  • ทำไมคุณถึงไม่เชื่อ? ... ไปฝึกจิตสิ

  • ญาณมีจริงหรือ? ... ไปฝึกจิตสิ

  • ไปฝึกจิตสิ แล้วหาคำตอบด้วยตัวเอง ... เราจะตอบแค่ว่า ... ไปฝึกจิตสิ

อันนี้ขอ Jam นะครับ

อนึ่ง "เรื่องที่ผิด" ที่คุณ PaPaSEK พูดถึง ผมตีความหมายถึงพฤติกรรมของมนุษย์นะครับ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ

ดังนั้น ไม่มีอะไรผิดทุกที่ ทุกเวลา ทุกกาละเทศะ และไม่มีอะไรถูกทุกที่ ทุกเวลา ทุกกาละเทศะ ไม่มีอะไรผิดแท้ ไม่มีอะไรถูกแท้แน่นอนครับ มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นมาตัดสินกันเองทั้งสิ้น

ดังนั้น (อีกที) ถ้า 99% ทั้งโลกทำผิด... มันคือสิ่งที่ถูกครับ อีก 1% จะกลายเป็นผู้ผิดครับ

ที่ผมกล่าวไปคือ "ความเป็นจริงของมนุษย์" ไม่ใช่ "ข้อเท็จจริงของมนุษย์"

และ

นั่นคือ "ข้อเท็จจริงของธรรมชาติ" แต่ไม่ใช่ "ข้อเท็จจริงของมนุษย์" (ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์)

ผมชอบอันนี้จังเลยครับ ธรรมชาติก็มีความเป็นไปที่หลากหลายของมัน และตัวมนุษย์เอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาิติ ก็มีความเป็นไปที่หลากหลายเช่นกัน อย่างน้อยๆ ผมก็คิดเล่นๆ ว่าเราแต่ละคนก็มีอัตตาเหมือนกัน ซึ่งกำหนดรุปแบบให้เรา "เป็น" หรือง่ายๆ คือแสดงออก คิด พูด ทำ ไม่เหมือนกัน (แม้จะเป็นฝาแฝดกัน... รึเปล่า)
แต่มนุษย์ก็มีธรรมชาติพื้นฐานที่เหมือนกันอยู่ มีองค์ประกอบของสรีระทางกายที่มีพื้นฐานเหมือนๆ กัน (หรือคล้ายๆ กัน)
และผมเชื่อว่ามีองค์ประกอบทางจิตในรูปแบบเช่นเดียวกัน (แต่อันนี้มองตาเปล่าไม่เห็น ก็ยังไม่รู้นะครับ อาจจะต่างกันก็ได้)

ถ้าจำลองมุมมองว่าเรามองจากธรรมชาติ ผมคิดว่าธรรมชาติ (ในส่วนเล็กๆ ที่เราพอจะรู้จัก และนิยามว่าเป็นธรรมชาติ) ไม่สนใจหรอกว่ามนุษย์แต่ละคนจะเป็นยังไง จะคิดยังไง ใครจะถูก จะผิด ธรรมชาิติก็แค่เป็นในสิ่งที่เป็นเท่านั้นเอง (แต่ก็นั่นแหละ มันก็เป็นแค่ความคิดผม เพราะธรรมชาติเป็นยังไง อยู่เหนือขอบเขตที่ผมคิดได้มากมายแค่ไหน ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน) สำหรับธรรมชาติแล้ว มันเป็นในสิ่งที่เป็น ไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรถูก จนกระทั่งอัตตาของมนุษย์นั่นแหละ ที่กำหนดสิ่งต่างๆ ขึ้นมา แล้วนิยามความคิดถูกเอาไว้

ปล. ผมคิดเล่นๆ เชื่อไปเองนะครับ ว่าบาปบุญจริงๆ มันเป็นแค่กฏของธรรมชาติที่ไม่มีผิดหรือถูกหรอก
มันเป็นแค่เงื่อนไขว่า ทำแบบนี้ ได้แบบนี้ ทำแบบนั้นได้แบบนั้น เท่านั้นเอง
และพระพุทธองค์ก็ทรงตรัสให้ผู้มาขอปุจฉา่ต่อพระองค์ฟังว่า มันเป็นแบบนั้น แบบนี้ รู้ไว้จะได้ไม่เดินผิดทาง ผิดความตั้งใจ (คือถ้าเราตั้งใจจะทำดี แต่ไม่รู้ว่าอะไรคือดี อะไรคือไม่ดี มันก็มีโอกาสทำไม่ถูกทางได้)
ผมลองจินตนาการเล่นๆ ว่า ในสมัยที่การศึกษาไม่แพร่หลาย คนอยากรู้อะไรก็ไม่ได้รู้กันง่ายๆ เหมือนสมัยนี้
สมัยที่มีแต่ป่า แต่ทะเลทราย ฯลฯ คนเรามีโอกาสทำอะไรโดยไม่รู้ว่าจะให้ผลเป็นยังไง (ในมิติสูงๆ เช่นเป็นบาป เป็นบุญ) ได้ง่ายมาก การที่พระพุทธองค์อุบัติขึ้นมาสอนมนุษย์ สัตว์ ฯลฯ ทั้งหลายนี่ถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเราได้มากๆ นะครับ
(แม้แต่ศาสดาชองศาสนาอื่นๆ ก็มีคุณต่อโลกมากเช่นกัน)

เพราะงั้นใครที่สอนให้เราทำดี จนเรารู้ด้วยตัวเองว่านั่นคือดีกับเราจริงๆ ผมว่านั่นคือบุญมหาศาลของเรานะครับ
แต่เยอะเหมือนกันที่มีแต่คนสอนให้เราเชื่อว่านี่ดี นั่นดี แต่ไม่สอนให้เราแยกแยะว่าอะไรดี ดีอย่างไร ดีแค่ไหน ดีจริงไหม

เพราะว่าเค้าตอบอย่างนี้แล้วเราจะไม่สามารถแย้งได้ยังไงละครับ

ที่คุณ lightofsun ว่าให้ฝึกจิตผมก็เชื่อว่าถูกนะครับ เพราะโดยส่วนตัวผมก็เชื่อว่าการฝึกจิตคือคำตอบของทั้งหมด

แต่!!! นั่นหมายถึงการฝึกจิตอย่างถูกต้องนะ

อันที่จริงวัดนี้จะไม่เป็นที่ต่อต้านขนาดนี้เลยหากพูดแต่เรื่องการฝึกจิตเพียงเรื่องเดียวมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมามันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิครับ

และสิ่งที่ผมรู้สึกว่าวัดนี้แตกต่างจากวัดอื่น ๆ มากที่สุดคือ การจัดลำดับความสำคัญที่ไม่เหมือนวัดอื่น ผมเปิดดูรายการช่อง DMC กี่ที ๆ ก็รู้สึกตลอดว่าวัดนี้ให้ความสำคัญกับบุคคลเป็นลำดับดังนี้

คุณยายอาจารย์(อุบาสิกา) > เจ้าอาวาสคนปัจจุบัน(ภิกษุ) > หลวงปู่สด(ภิกษุ) > พระพุทธเจ้า(พระบรมศาสดา)

ต้องขออภัยด้วยหากท่านอื่น ๆ จะไม่รู้สึกเหมือนผม แต่ผมดูแล้วรู้สึกอย่างนี้จริง ๆ

ผมก็เข้าใจว่าถูกนะ

แต่คนเรามีความเข้าใจไม่เท่ากันในหลายระดับ หากคนที่ไม่เข้าใจ ไปถามคนที่เข้าใจ แล้วโดนตอบแต่ว่า ... ไปฝึกจิต

หรือคนที่เข้าใจแล้วจู่ๆ ก็เดินเข้ามาทำท่าทางเป็นผู้รู้ ... พอมีคนถามปัญหาอะไรกลับตอบแค่ว่า ... ไปฝึกจิต

เหตุผลไม่มี วิธีการไม่มี หลักการไม่มี มีแต่ว่าไปฝึกจิต ... ตอบกำปั้นทุบดินแบบนี้ผมเรียนรู้วิธีการมาตั้งแต่เด็กแล้วครับ

เอาเท่าที่ความรู้ผมมี ผมก็เห็นว่าพระพุทธเจ้าท่านก็อธิบายสิ่งที่เป็นข้อสงสัยได้ดีนะ ... จากความทรงจำที่อ่านมา ไม่เคยจำได้ว่าพระพุทธเจ้าท่านเอาแต่เชิญสาธุชนไปฝึกจิต

ลัทธิฝึกจิต?

ต้องใช้คำว่า "ลัทธิสะกดจิต" ครับ

หากใครเคยเปิดช่องนี้ดูเวลาเค้าฝึกจิตกันจะเข้าใจครับ

วัดอื่นเวลาฝึกจิตเค้าจะฝึกกันอย่างสงบ ๆ แต่วัดนี้จะมีเสียงพูดกรอกหูขณะฝึกจิตตลอดเวลา

อันนี้ขอแชร์ประสบการณ์ให้ฟังนะครับ (ไม่ได้แชร์ให้เชื่อ หรืออะไรนะครับ เป็นประสบการณ์ของผมล้วนๆ และแน่นอนว่าไม่เกี่ยวกับใครอื่นไหนเลย และไม่อนุญาติให้เอาไปอ้างนะครับ ส่วนตั๊วส่วนตัวจริงๆ)

ในสายของการฝึกจิตที่ผมเคยปฏิบัติมาหลายๆ แบบ ผมขอแชร์ว่ามีทั้งฝึกผ่านกาย เช่นฝึกความอดทน
และฝึกผ่่านจิตโดยตรง (หรือพูดง่ายๆ ว่ากายไม่ต้องทำอะไร สบายๆ ใช้แต่จิตอย่างเดียว)

มีการฝึกที่ก่อให้เกิดผลทางจิตสองอย่าง (ซึ่งจริงๆ จะแยกก็ไม่ถูกนัก แต่ขอแยกให้มันชัดเจนนิดหน่อย)

  1. ผมเริ่มจากการฝึกสมาธิ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการทำกรรมฐานที่พระพุทธองค์ทรงกำหนดไว้ ลองทำมาหลายกอง
    มันก็ดีครับ ได้สมาธิดี (ยังไม่นับการมีสมาธิกับอย่างอื่น เช่นการฝึกฝนกีฬา หรืออะไรต่างๆ)
    การฝึกสมาธิ ก่อให้เกิดพลังของจิตที่มากขึ้นจริงๆ ยิ่งทำยิ่งเห็นได้ชัดมากขึ้น มันเป็นรูปแบบปรากฏการณ์ที่หลากหลายมากในจิต แต่ที่สุดแล้วสำหรับผม มันก็แค่นั้นจริงๆ ผมไม่มีปัญญามากพอจะเอาไปทำอะไรได้เลย นอกเสียจากเล่าให้คนอื่นฟังด้วยความคะนองใจ (ในตอนนั้น) และเนื่องจากผมพบทางตัน (ที่คนอื่นอาจจะไม่พบกัน) ด้วยการฝึกสมาธิให้มากๆ เข้า (อาจไม่มากเท่าคนอื่นๆ แต่นั่งสมาธิวันละ 8 ชั่วโมงนั่งขัดสมาธิเฉยๆ เพ่งจิตนี่แหละ) ก็ไม่ทำให้ผมพบหนทางไปสู่การแก้ปัญหา หรือดับทุกข์ใดๆ ในชีวิตเลย รู้แต่ว่า พอจิตมันเข้าสมาธิแล้วมันสบายดี สบายแต่ทำงานอย่างอื่นไม่ได้เลย
    ผมเลยเริ่มค้นหาวิธีใหม่ๆ จนได้พบกันวิธีที่..
  2. คือการฝึกสติ ฝึกรับรู้ความเป็นไปของกาย ของจิต ของอารมณ์ ในรูปแบบที่มันเป็นจริงๆ ฝึกรับรู้สิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็นอยู่ (ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า ไม่รู้ว่าอะไรคือจริงแท้จริงเทียม) แต่ไม่เพ่ง ไม่ตัดสิน ไม่ใช่ความนึกคิดใดๆ จากความทรงจำในสมอง ใช้แต่การรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นตรงๆ เท่านั้น ชอบก็รับว่าชอบ ไม่ชอบก็รับว่าไม่ชอบ ดูเหมือนวิธีนี้ทำให้ผมมีปัญญามากขึ้นกว่าการฝึกสมาธิโดยการเพ่งอะไรบางอย่างอย่างเดียว แต่มันกลายๆ จะเป็นการเจริญสติจนตัวสตินั่นแหละที่เป็นสมาธิ หลังจากนั้นก็ทำให้ตัวผมเองรับรู้อะไรหลายๆ อย่างในชีวิตได้ง่ายขึ้นมากเลยครับ สามารถรู้ทันตัวเอง และแก้ปัญหาบางอย่างออกไปได้ ทั้งที่เมื่อก่อนผมก็อ่านหนังสือเยอะนะ วิธีแก้ในหัวก็มีเยอะ แต่มันทำจริงๆ ไม่ค่อยได้หรอก แต่หลังๆ วิธีแก้ปัญหามันผุดออกมา้เองในบางครั้ง และเห็นหนทางปฏิบัติอะไรได้ดีกว่า

ก็ไม่อยากบอกนะครับ ว่าแนวทางของธรรมกายนั้นถูกหรือไม่ เพราะเขาอาจได้ผลอะไรที่ผมไม่เคยพบเจอก็ได้
แต่ก็อยากจะบอกไว้ว่า มีสมาธิ (หรือแม้จะไม่มี) ก็อย่าปล่อยให้ตัวเองไร้สตินะครับ สติมีประโยชน์กับชีวิตมากจริงๆ ครับ (ปล. เท่าที่เห็นจากประกาศโฆษณาของธรรมกาย ส่วนตัวผมได้ยินแต่เขาชวนไปนั่งสมาธินะครับ ไม่เคยเห็น (อาจจะมี) ว่าเขาชวนไปเจริญสติเลย สติไม่ต้องนั่งก็เจริญได้ครับ ทำอะไรเมื่อไหร่ยังไง ก็เจริญสติได้นะ)

ย้ำอีกทีว่าไม่เกี่ยวข้องกับใครอะไรยังไงนะครับ เป็นความเห็น กับประสบการณ์ล้วนๆ มาแชร์ให้ฟังจ้า ^^

ขอโทษล่วงหน้านะครับ ถ้าคุณnowingnoid ไม่ได้แกล้งโง่ ก็ขออนุญาตเรียนว่า นี่แหละสุดยอดของสมาธิ คือวิปัสสนาสมาธิ ไอ้ที่คุณบอกว่านั่งฝึกจิตนั่งเพ่งทำสมาธินั้นเขาเรียกกันว่า สมถสมาธิ ซึ่งก็เป็นพื้นฐานของวิปัสสนาสมาธินั่นเอง ถ้าคุณไม่เฉลียวใจละสมถะ หันมาจับวิปัสสนาแทนดังที่บอกเล่ามาให้ฟัง คุณก็คงยังไม่ถึงจุดบรรลุที่เล่าให้ฟังหรอก คุณจะเรียกว่า สติ หรือ สมาธิ มันก็ตระกูลเดียวกันนั่นแหละครับ บางคนไม่เริ่มต้นด้วยสมถะ เลย แต่หันไปจับวิปัสสนาเลยก็มีจำนวนไม่น้อย แต่ในเมื่อพื้นฐานไม่หนักแน่น การทำวิปัสสนาสมาธิก็จะทำได้ไม่ยาวนานต่อเนื่องเท่ากับคนที่เริ่มจากสมถะสมาธิเช่นคุณครับ ขอให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไปครับ, สาธุ

สวัสดีครับ :)

ผมแวบมาเปิดดูว่าจะมีใครมาโพสต์อะไรเพิ่มเติมไหม ก็ปรากฏว่ามี แถมคุยกับผมด้วย (และยังอ่านโพสต์ที่ยาวแสนยาวของผมด้วย) ดีใจจัง :)

ตอนนี้ผมไม่ได้แบ่งว่าเน้นไปทางสมถะ หรือวิปัสสนาครับ เลยไม่ได้เฉลียวใจแบ่งมัน แต่พอนึกย้อนกลับไปได้ตามที่คุณ sahachart บอกมาในวันนั้นที่ยังไม่รู้อะไร (วันนี้ก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรหรอก ^^)

ทั้งสองอย่างดี และสนับสนุนซึ่งกันและกันได้ครับ
ทุกวันนี้ผมฝึกสมาธิในรูปแบบที่ค่อนข้างแตกต่าง (แต่สนับสนุนกัน) และรวมถึงฝึกสติรับรู้ความเป็นไปภายในกาย เวทนา ในจิต และธรรมต่างๆ แต่กลายเป็นว่ายิ่งนานวัน ยิ่งตัดสิ่งที่มากมายออกไป จนเหลือไม่กี่สิ่งให้ใจใช้เป็นที่พึ่งพิง เป็นพาหนะนำพาไปสู่ระดับที่สูงขึ้น ลดอัตตาลง เปิดใจกว้าง และมองเห็นสิ่งต่างๆ ตามที่เป็น ไม่บังคับให้โลกเป็นไปอย่างใจ แต่เข้าใจว่าโลกทำง่านอย่างไร และจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำสิ่งดีๆ ให้โลกได้อย่างไร แต่ก็ยังอยู่ในระดับชั้นอนุบาลนะครับ ยังไม่ได้ไปถึงไหนหรอกครับ ^^

ทุกวันนี้วิชาที่ฝึกเยอะที่สุด คงเป็นการฝึกอานาปานสติ กายคตาสติ และสุญญตสมาธิ โดยเฉพาะสุญญตสมาธินี่ใช้เพื่อพักผ่อนจิตเลยล่ะ ทำให้จิตเบาสบายมีกำลังมากขึ้น ส่วนสติก็พยายามให้ตั้งมั่นในอานาปา ให้ได้ตลอดเวลาที่ตื่น ซึ่งก็ยังห่างไกลมากมาย

แต่ก็ขอบคุณนะครับ ขอให้คุณเจริญในธรรมที่คุณได้ฝึกหัด ได้ปฏิบัติ ได้เรียนรู้เช่นกันครับ :)

จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ
จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้
ที่มา ขุททกนิกาย ธรรมบท

ถ้ามี วิธีเจริญสติ ฝึกสมาธิดีๆ ก็มาแชร์ประสบการณ์กันได้นะครับ

ดูเหมือนผมไล่จิกกัดนะครับ ... ซึ่งผมก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะผมไม่ชอบคนที่พูดถึงแต่หลักการ เชิญคนนั้นคนนี้ไปทำนั่นทำนี่ ... แต่ตัวเองก็เป็นแค่คนเชิญ ไม่เคยเป็นผู้แชร์อะไรเลย

ถ้ามี วิธีเจริญสติ ฝึกสมาธิดีๆ ก็มาแชร์ประสบการณ์กันได้นะครับ

ทำไมท่านจึงไม่เป็นผู้เริ่มครับ?

สวัสดีครับ ทุก ๆ ท่านที่เข้ามาเม้นท์ ผมเองเพิ่งจะโชคดีได้บังเอิญมาพบกับ Blognone เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ และรู้สึกต้องกับอัธยาสัยมาก ในเรื่องพุทธศาสนานั้นผมเองยอมรับว่าไม่เคยได้บวชเรียนมาแม้แต่วันเดียว แต่ก็พอมีประสบการบ้างเล็กน้อย ผมอยากจะเสนอความคิดเห็นว่า เรามาศึกษาพุทธศาสนาในแนวทางของพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาลกันดีไหม เพราะเท่าที่ผมได้ศึกษามานั้น เท่าที่ทุกวันนี้ถ่ายทอดกันมาตามประเพณีเสียเป็นส่วนใหญ่ แก่นแท้ในพุทธศาสนาในพุทธกาลนั้น ในปัจจุบันนี้ จะเหลืออยู่ถึง 20% หรือไม่ก็ยังน่าสงสัยอยู่ ทำไมเราไม่ลองศึกษาค้นคว้าหาความจริงดูบ้างว่า

  1. ทำไมสมัยพุทธกาล ผู้ใดได้ฟังพระพุทธองค์เทศนาเพียงครั้งเดียวก็สามารถเข้าสู่กระแสอริยเจ้าได้ ตั้งแต่โสดาบัน จนถึง อรหันต์
  2. ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเริ่มบัญญัติพระวินัยหรือศีลของพระสงฆ์ ตั้งแต่ไม่ใด เท่าที่ได้ศึกษามาท่านเริ่มตั้งศีลสงฆ์ข้อแรกเมื่อพรรษาที่ 20 นับจากวันตรัสรู้แล้วนั่นเอง ก่อนนี้ ตั้งแต่พรรษาที่ 1 - 19 นับจากวันตรัสรู้ ท่านยังไม่ได้ศีลขึ้นมาเลย หรือจะกล่าวว่า มีศีลเพียงข้อเดียว คือ เมตตาธรรมช่วยเหลือผู้ยากไร้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน นั้นจริงหรือไม่?
  3. พระไตรปิฎกที่ทางพุทธศาสนายึดถือเป็นหัวใจของพุทธศาสนานั้น จริง ๆ แล้ว ในสมัยพุทธกาล พระอภิธรรมปิฎกนั้นพระพุทธองค์ท่านมิได้เคยรับรู้ด้วยเลย เพราะมิใช่ผู้ทรงบัญญัติจริงหรือไม่? เพราะเขียนโดยพระอนิรุทธเถระ แห่งลังกา หลังจากพุทธปรินิพพานแล้วประมาณ 300 ปี +/- และเรามาศึกษากันแต่ธรรมะที่ท่านไม่ได้ทรงสอน จึงหาพระอรหันต์ได้ยากมากในยุคหลัง ๆ ต่อมาจนแม้ปัจจุบันนี้ยิ่งหาได้ยากมากขึ้นไปใหญ่?
    ขอยกประเด็นศึกษากันในเรื่องเหล่านี้เพียงเท่านี้ก่อน และขอเชิญเชิญบรรดาท่านผู้มีความรู้โปรดได้ออกความคิดเห็นกันได้ตามเหตุและผล เผื่อว่าอาจจะช่วยให้พุทธศาสนาที่ยึดถือปฏิบัติกันอยู่นี้จะได้มีส่วนช่วยเหลือพุทธศาสนิกชนได้มากยิ่งขึ้น ที่ผมกล้าที่จะยกประเด็นนี้ขึ้นมาปรึกษากันนั้น หากไม่เป็นที่พอใจก็ขอได้โปรดให้อภัยผู้รู้น้อยด้วยนะครับ

ประเด็นของผมเลยนะครับ

ผมไม่รู้ว่าพุทธศาสแบบพุทธกาลมันเป็นใช่ไร พอๆ กับที่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วไดโนเสาร์มันหน้าตาเป็นแบบไหนนั่นแหละครับ

ไม่ได้กวนนะครับ ... เพราะผมเองก็อยากรู้จริงๆ แต่จนด้วยปัญญา ไม่สามารถหาวิธีไปเรียนรู้จากพระพุทธเจ้าได้โดยตรง ... ก็ได้แต่อ่านตำรานี่แหละครับ

ถึงตำราจะบอกว่า ... นี่เป็นธรรมะในแบบพุทธกาล ... แล้วผมจะรู้ได้ยังไงครับว่ามันใช่จริงๆ

ผมก็จนด้วยปัญญาเช่นกันครับ ทุกวันนี้ก็อาศัยผลที่รับรู้ได้เฉพาะตน และคงไม่หวังให้ใครมายืนยันให้อีก (นอกจากครูบาอาจารย์ ซึ่งเคยเข้าไปถามแล้วท่านบอกว่า ฝึกต่อไป สิ่งที่ทำอยู่ดีแล้ว)

ทุกวันนี้ขี้เกียจแยกแล้วครับ อันไหนแท้ อันไหนเทียม อันไหนสายไหน เป็นยังไง
พอจับประเด็นแค่ว่า ทำยังไงก็ได้ให้มีสติปัญญา รู้ตัว ให้จิตใจมั่นคงต่อสิ่งเร้าทั้งหลาย เห็นความจริงของสิ่งต่างๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเห็นได้ ลดละอัตตาลง มีนำใจกับผู้อื่นตามวาระตามโอกาสที่เหมาะสม เท่านั้นก็พอใจแล้วครับ

(เอ๊ะ ดูเหมือนผมจะไม่ได้ตอบคำถามอะไรนี่นา ว่าจะรู้ได้ยังไงว่ามันใช่จริงๆ... ไม่รู้เหมือนกันครับ ^^ ไม่ได้กวนนะ)