บริษัท Electronic Arts หรือ EA รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส มีรายได้รวม 491 ล้านดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน แต่ผลคือขาดทุนสุทธิ 130 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ก็คาดกันไว้แล้วว่าไตรมาสนี้ EA จะออกมาขาดทุน
ซีเอฟโอรักษาการ Ken Barker กล่าวว่าเกม Battlefield 3 แบบพรีเมี่ยมที่จำหน่ายแบบออนไลน์ได้รับเสียงตอบรับดีมาก โดยมีผู้สมัครถึง 1.3 ล้านบัญชี แต่ด้วยระเบียบทางบัญชีจึงยังไม่สามารถบันทึกรับรู้เป็นรายได้ในตอนนี้ได้ จึงส่งผลให้งบไตรมาสนี้ออกมาขาดทุน ส่วนเกม FIFA 13 ก็จำหน่ายได้ถึง 2 ล้านชุด ขณะที่ส่วนธุรกิจเกมบนมือถือและแท็บเล็ตเติบโตดีมากถึง 37%
นอกจากนี้ EA ยังประกาศว่าเกม Star Wars: The Old Republic ซึ่งเดิมจำกัดเฉพาะผู้เล่นที่เสียเงินเท่านั้น จะเปิดให้เล่นฟรีในเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยผู้เล่นที่เลือกเสียเงินจะได้ไอเท็มและเลือกตัวละครที่หลากหลายมากขึ้น
ซัมซุงรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สองของปี 2012 มีรายได้รวม 47.6 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 5.19 ล้านล้านวอน (4.5 พันล้านดอลลาร์) เพิ่มขึ้นถึง 48% ตัวเลขที่ออกมานี้เป็นสถิติรายได้และกำไรสูงที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทอีกครั้งตามที่ได้ออกมาประเมินก่อนหน้านี้
ธุรกิจอุปกรณ์สื่อสารยังเป็นตัวสร้างกำไรหลักของซัมซุง โดยเฉพาะส่วนธุรกิจนี้ทำกำไรถึง 63% ของกำไรทั้งหมดและเพิ่มขึ้นถึง 145% โดยแม้ซัมซุงจะไม่เปิดเผยตัวเลขจำนวนโทรศัพท์ที่ขายได้ แต่นักวิเคราะห์ก็คาดว่าซัมซุงขายสมาร์ทโฟนได้ทั้งหมด 50 ล้านเครื่อง โดยคิดเป็น Galaxy S III 6.5 ล้านเครื่องในไตรมาสที่ผ่านมา (ล่าสุด 10 ล้านแล้ว) ส่วนธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า กำไรเพิ่มขึ้นถึง 66% ขณะที่ธุรกิจ DRAM ลดลง 38% เนื่องจากการแข่งขันกันรุนแรงในอุตสาหกรรมทำให้ส่วนต่างกำไรลดลง
นักวิเคราะห์ประเมินว่าไตรมาสปัจจุบันซัมซุงจะมีรายได้และกำไรสูงทำสถิติใหม่อีกครั้ง เนื่องจากยอดขาย Galaxy S III ที่ยังรักษาระดับได้ดี รวมถึงแอปเปิลน่าจะออก iPhone รุ่นใหม่อย่างเร็วที่สุดก็ช่วงปลายไตรมาสนี้
ที่มา: ซัมซุง (PDF), AJC และ Reuters
Facebook รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งเป็นการรายงานครั้งแรกตั้งแต่บริษัทเข้าตลาดหุ้น มีรายได้ 1.184 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 32% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน โดยขาดทุนสุทธิ 157 ล้านดอลลาร์ แต่มาจากการบันทึกค่าใช้จ่ายหุ้นสวัสดิการสำหรับพนักงานแบบครั้งเดียว ซึ่งถ้าหักรายการนี้ไปก็ยังมีกำไรอยู่ เมื่อจำแนกโครงสร้างรายได้แล้ว คิดเป็นรายได้จากโฆษณา 992 ล้านดอลลาร์ (84%) ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากค่าธรรมเนียมการจ่ายเงินในระบบ Facebook
ซีอีโอ Mark Zuckerberg กล่าวว่าเป้าหมายของ Facebook คือช่วยให้ทุกคนติดต่อถึงกันได้ และผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่ใช้ต้องให้ประสบการณ์บนเครือข่ายสังคมที่ดี โดยการลงทุนจากนี้จะเน้นไปที่อุปกรณ์พกพา, แพลตฟอร์ม และโฆษณา
อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือการเติบโตของผู้ใช้ โดยผู้ใช้เป็นประจำทุกเดือน (MAU) เพิ่ม 29% เป็น 995 ล้านคน โดยเป็นผู้ใช้งานผ่านอุปกรณ์พกพาเป็นประจำทุกเดือน ที่ 543 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 67% ส่วนตัวเลขผู้ใช้งานเป็นประจำทุกวัน (DAU) อยู่ที่ 552 ล้านคน เพิ่มขึ้น 32%
นินเทนโดรายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปีการเงิน ขาดทุน 1.03 หมื่นล้านเยน ซึ่งยังเป็นการขาดทุนต่อเนื่องหลังปีการเงินที่แล้วขาดทุนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท
ยอดขาย Wii ในไตรมาสนี้ลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อนอยู่ที่ 7.1 แสนเครื่อง ส่วน DS หนักกว่าคือลดลง 60% อยู่ที่ 5.4 แสนเครื่อง ขณะที่ 3DS ยอดขายเพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเป็น 1.86 ล้านเครื่อง
นักวิเคราะห์มองว่าปัญหาของนินเทนโดตอนนี้คือการที่ลูกค้าชะลอการซื้อออกไปเพื่อรอ Wii U ที่กำหนดจะขายปลายปีนี้ ตลอดจนยอดขาย 3DS ที่เพิ่มขึ้นก็มาจากการลดราคาซึ่งไม่ได้ช่วยให้รายได้รวมดีเท่าใดนัก โดยตอนนี้นินเทนโดต้องหวังว่า 3DS XL จะช่วยเพิ่มยอดขายได้บ้างในไตรมาสปัจจุบัน
ที่มา: Reuters และ VentureBeat
Zynga รายงานผลประกอบการไตรมาสที่สองของปี มีรายได้รวม 332 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน แต่กลับขาดทุนสุทธิ 22.8 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรอยู่เล็กน้อย โดยเป็นการขาดทุนต่อเนื่องจากจากไตรมาสก่อนหน้านี้ ซึ่งซีอีโอ Mark Pincus กล่าวว่าตัวเลขทั้งหมดแสดงการเติบโตที่ดี แต่ Zynga ก็มีความท้าทายสำคัญคือการสร้างประสบการณ์เครือข่ายเกมแบบบนเว็บให้มาอยู่บนอุปกรณ์พกพาให้ได้
ช่วงไตรมาสที่ผ่านมา Zynga ได้เปิดตัวเครือข่าย Zynga With Friends และเปิดตัวเกมใหม่อีก 6 เกมรวมถึง Bubble Safari และ The Ville ที่ได้รับความนิยมสูงจนติด 1 ใน 10 อันดับเกมยอดนิยมบน Facebook รวมอยู่ด้วย ในส่วนของตัวเลขผู้ใช้งานต่อวันและต่อเดือนเป็นประจำก็ยังเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา มีเพียงรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้งานที่ลดลง
สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Zynga สะท้อนสภาพบน Facebook ที่จะรายงานผลประกอบการวันพรุ่งนี้ตอนนี้ได้พอสมควร (10% ของรายได้ Facebook มาจาก Zynga) นี่คือเนื้อหาบางส่วนในช่วงแถลงผลประกอบการและถามตอบกับนักวิเคราะห์ครับ
ARM แถลงผลประกอบการไตรมาสสองของปีนี้ รายได้เพิ่มขึ้น 12% จากปีที่แล้วเป็น 213 ล้านดอลลาร์ เป็นกำไรก่อนภาษี 104.5 ล้านดอลลาร์หรือส่วนต่างกำไร 46.4% (รวย!) เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้วถึง 23%
ในไตรมาสที่สองนี้ ARM ได้ค่าไลเซนส์ชิปมาทั้งหมด 2,000 ล้านตัว (รวมทุกชิป และชิปอุตสาหกรรมจำนวนมากเป็นรุ่นเก่าผลิตมาหลายปี) ส่วน ARMv8 นั้นกำลังได้รับความสนใจโดย Freescale ประกาศเปิดตัวชิป ARMv8 สำหรับอุปกรณ์เครือข่ายไปแล้ว และทางด้านชิปกราฟิก Mali นั้นก็มีการเซ็นสัญญาเพิ่มอีกสามราย โดยสองรายเป็นลูกค้าหน้าใหม่
หลายคนคงเปรียบเทียบระหว่าง ARM กับอินเทลกันบ่อยๆ ในแง่ของรายได้แล้วอินเทลจะมีรายได้มากกว่า ARM ประมาณ 63 เท่าตัวและกำไรมากกว่า 27 เท่าตัวคิดเฉพาะไตรมาสนี้
ประกาศที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การร่วมมือกับ TSMC เพื่อปรับพิมพ์เขียวของชิป ARMv8 ให้รองรับเทคโนโลยี FinFET ของ TSMC การร่วมมือกันแบบนี้ไม่ได้หมายความว่า ARM จะสั่ง TSMC ผลิตชิปโดยตรง แต่ก็ทำให้ลูกค้าที่ซื้อพิมพ์เขียวจาก ARM ไปสามารถสั่งทำชิปในโรงงานของ TSMC ด้วยเทคโนโลยีที่ดีกว่าได้ง่ายขึ้น
LG เปิดเผยผลประกอบการในไตรมาสล่าสุด รายได้รวมโตขึ้น 46% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีที่แล้ว ซึ่งส่วนที่ทำให้ LG สามารถเติบโตได้คือส่วนของอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในบ้าน โดยในไตรมาสนี้โตขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว 13.4% แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือส่วนโทรศัพท์มือถือที่นับวันยิ่งตกต่ำลง โดยไตรมาสล่าสุดทำรายได้ทั้งสิ้น 2,286 ล้านวอน (หรือประมาณ 63.5 ล้านบาท) ลดลงจากไตรมาสที่แล้ว 6.8% และขาดทุนในส่วนนี้ถึง 57 ล้านวอน (หรือประมาณ 1.57 ล้านบาท)
สำหรับใครที่อยากอ่านรายละเอียดฉบับเต็มในรูปแบบไฟล์ PDF สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ แต่เห็นสภาพอย่างนี้ก็เอาใจช่วยให้ LG สามารถกลับมายอดขายโทรศัพท์พุ่งอีกนะครับ
ที่มา : Engadget
แอปเปิลรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่สามตามปีการเงินบริษัท 2012 สิ้นสุดงวดเดือนมิถุนายน มีรายได้สุทธิ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22.5% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิ 8.82 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20.7% อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 42.8% ซึ่งลดลงไปมากจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 47.4% และยอดขายในตลาดต่างประเทศตอนนี้คิดเป็น 62% ของรายได้ทั้งหมด
มาดูยอดขายรายผลิตภัณฑ์บ้าง iPhone ขายได้ 26 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 28%, iPad 17 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นถึง 84%, Mac 4 ล้านเครื่อง เพิ่ม 2% และ iPod 6.8 ล้านเครื่อง ลดลง 10%
ซีอีโอทิม คุกกล่าวว่า "เรารู้สึกตื่นเต้นกับยอดขาย iPad ที่สูงถึง 17 ล้านเครื่องในไตรมาสนี้ โดยเราได้เปิดตัว MacBook รุ่นใหม่ และ Mountain Lion ก็จะวางจำหน่ายในวันพรุ่งนี้ iOS 6 ก็จะออกมาในช่วงปลายปี ซึ่งจากนี้เราก็จะมีสินค้าใหม่ออกมาอีกแน่นอน" นอกจากนี้แอปเปิลก็ได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผล 2.65 ดอลลาร์ต่อหุ้นอย่างเป็นทางการด้วย
กูเกิลรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สองของปี 2012 กำไรสุทธิ 3.35 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.5% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน โดยมีรายได้รวม 1.22 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 35% ซึ่งเริ่มตั้งแต่ไตรมาสนี้งบการเงินของกูเกิลจะมีส่วนธุรกิจ Motorola Mobility ที่ซื้อกิจการมาตั้งแต่ปีก่อนรวมอยู่ด้วย
โดยเมื่อจำแนกส่วนรายได้นั้น รายได้โฆษณาจากเว็บกูเกิลเองเพิ่มขึ้น 21%, Adsense เติบโตเช่นกันถึง 20%, Paid click เพิ่มขึ้น 42%, ราคาต่อคลิกลดลง 16% โดยมีกำไรจากการดำเนินงานส่วนกูเกิล 3.99 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ส่วน Motorola ซึ่งมีรายได้คิดเป็น 10% ของรายได้รวมทั้งหมดนั้นยังขาดทุนจากการดำเนินงานอยู่ 38 ล้านดอลลาร์
เนื้อหาเพิ่มเติมช่วงชี้แจงกับนักวิเคราะห์ ซึ่งซีอีโอ Larry Page ที่ยังป่วยอยู่ไม่มาเข้าร่วม โดยมีซีเอฟโอ Patrick Pichette, ซีบีโอ Nikesh Arora และประธานฝ่ายโฆษณา Susan Wojcicki มาร่วมกันชี้แจงก็มีดังนี้ครับ
ไมโครซอฟท์รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ตามปฏิทินการเงินบริษัทของปี 2012 มีรายได้รวม 1.806 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน โดยถือเป็นสถิติรายได้สูงสุด แต่เนื่องจากบริษัทได้ลงบันทึกตัดจำหน่ายทางบัญชีจากดีลซื้อบริษัทโฆษณา aQuantive เมื่อปี 2007 ในไตรมาสนี้ทั้งหมดซึ่งคิดเป็นมูลค่าถึง 6.2 พันล้านดอลลาร์ จึงทำให้ไตรมาสนี้บริษัทขาดทุนสุทธิ 492 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าไม่รวมรายการนี้ก็ยังมีกำไรจากการดำเนินงานสูงถึง 6.93 พันล้านดอลลาร์
เมื่อแยกรายได้ตามส่วนธุรกิจนั้น กลุ่มบันเทิง (Xbox) มีการเติบโตถึง 20%, กลุ่มสินค้าธุรกิจก็เติบโตเช่นกันที่ 7%, กลุ่มออนไลน์เติบโต 8% โดย Bing มีส่วนแบ่งผู้ใช้งาน 15.6% แล้ว ขณะที่กลุ่ม Windows ลดลง 13% ซึ่งเป็นผลจากการรออัพเกรดเป็น Windows 8 นั่นเอง
ที่มา: ไมโครซอฟท์
เอเอ็มดีรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สองของปีนี้ มีรายได้รวม 1.41 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 10% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิ 46 ล้านดอลลาร์ ลดลงถึง 37%
ซีอีโอ Rory Read กล่าวว่าปัญหาเศรษฐกิจโลกและการชะลอการใช้จ่ายของผู้บริโภค ตลอดจนความนิยมในพีซีที่ลดลงได้ส่งผลกระทบอย่างมากในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทก็จะปรับปรุงประสิทธิภาพภายในให้ดีที่สุด เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงในตอนนี้
ที่มา: เอเอ็มดี
โนเกียเผยผลประกอบการประจำไตรมาสที่สองของปี 2012 ปรากฏว่าอาการยังแย่อยู่ เพราะขาดทุนถึง 1 พันล้านดอลลาร์ จากรายรับ 9.21 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตามตัวเลขนี้ยังดีกว่า ผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี ที่ขาดทุนสูงถึง 1.6 พันล้านดอลลาร์
ดัชนีบ่งชี้ในทางบวกคือไตรมาสล่าสุด โนเกียขาย Lumia ได้เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเป็น 4 ล้านเครื่อง ทำให้ยอดขายรวมของ Lumia ตอนนี้อยู่ประมาณ 7 ล้านเครื่องแล้ว (พวกนี้เป็นยอดขายส่งร้านค้า ไม่ใช่ยอดขายจริงๆ) โดยรวมแล้วโนเกียขายสมาร์ทโฟนได้ทั้งหมด 10.2 ล้านเครื่อง (แปลว่าอีก 6.2 ล้านเครื่องเป็น Symbian + MeeGo) และขายฟีเจอร์โฟนได้อีก 73 ล้านเครื่อง
สถานการณ์ของโนเกียในสหรัฐกลับแย่ลงกว่าเดิม เพราะโนเกียขายมือถือได้เพียง 600,000 เครื่องเท่านั้น ลดลงจาก 1.5 ล้านเครื่องในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน
ไตรมาสเดียวกันนี้ แอปเปิลคาดว่าจะขาย iPhone ได้ 30 ล้านเครื่อง และซัมซุงคาดว่าจะขายสมาร์ทโฟนได้ 50 ล้านเครื่องครับ
ที่มา - VentureBeat, Reuters
ไอบีเอ็มรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สอง มีรายได้ 2.58 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลง 3% จากไตรมาสเดียวกันเมื่อปีก่อน แต่กำไรสุทธิอยู่ที่ 4.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 8% ซึ่งถือเป็นไตรมาสที่ 38 ติดต่อกันที่ไอบีเอ็มมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด
Ginni Rometty ซีอีโอและประธานไอบีเอ็มกล่าวว่า ไตรมาสนี้ไอบีเอ็มยังคงมีกำไรที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง ตลอดจนตัวเลขกำไรต่อหุ้นและกระแสเงินสดที่ดีขึ้นทุกอย่าง ซึ่งเป็นผลจากการเติบโตและการลงทุนในโอกาสใหม่ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงต่อบริษัท
ที่มา: ไอบีเอ็ม และ Business Insider
อินเทลรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่สองปี 2012 โดยมีรายได้สุทธิ 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน กำไรสุทธิคิดเป็น 2.8 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมา 3% โดยกลุ่มสินค้าดาต้าเซ็นเตอร์มีการเติบโตสูงสุดคือ 14% ขณะที่กลุ่มพีซีเติบโต 3%
Paul Otellini ซีอีโออินเทลกล่าวว่าไตรมาสนี้อินเทลยังคงแสดงความแข็งแกร่งในหลายกลุ่มสินค้า ขณะเดียวกันก็มองว่าไตรมาสหน้าการเติบโตน่าจะชะลอตัวลงเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยในครึ่งปีหลังนี้อินเทลยังมีสินค้าใหม่ทั้งกลุ่ม Ultrabook และซีพียูสำหรับแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนอีกด้วย
ที่มา: อินเทล
ยาฮูรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สองของปีนี้ มีรายได้รวม 1.218 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน มีกำไรสุทธิ 228.5 ล้านดอลลาร์ ลดลง 4% โดยซีเอฟโอ Tim Morse กล่าวว่าไตรมาสที่ผ่านมายาฮูได้ทำข้อตกลงร่วมกับพันธมิตรหลายรายทั้ง Alibaba, Facebook ตลอดจน CNBC, Clear Channel และ Spotify
ในช่วงแถลงผลประกอบการกับนักวิเคราะห์นั้น ซีอีโอใหม่หนึ่งวัน Marissa Mayer ยังไม่ได้มาร่วมแถลงแต่อย่างใด โดยซีเอฟโอ Morse บอกว่าทางยาฮูต้องการให้ Mayer ได้ใช้เวลาศึกษาทำความเข้าใจองค์กรเสียก่อน ฉะนั้นยาฮูก็จะยังไม่มีการประเมินผลประกอบการในอนาคตสำหรับช่วงนี้
ที่มา: ยาฮู, The New York Times และ Forbes
ซัมซุงออกมาประเมินผลประกอบการประจำไตรมาส (preliminary report = คาดการณ์ตัวเลขผลประกอบการก่อนแถลงตัวเลขจริงๆ) ว่าจะมีกำไรสูงเป็นประวัติการณ์คือประมาณ 5.7-6.1 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนประมาณ 79%
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากมือถือตระกูล Galaxy ที่มียอดขายร้อนแรงทั่วโลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 65% ของกำไรทั้งหมดของบริษัท
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกำไรที่ว่ามายังน้อยกว่าที่นักลงทุนคาดกันไว้ ทำให้ราคาหุ้นของซัมซุงตกลงเล็กน้อย นอกจากนี้ซัมซุงยังมีปัญหาว่าธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่ใช่มือถือเริ่มประสบปัญหาต้นทุนเพิ่ม และค่าเงินยูโร (ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของซัมซุง) ตกลง ทำให้ตัวเลขกำไรเวลาคิดเป็นเงินวอนไม่เยอะอย่างที่เคยอีกด้วย
ซัมซุงจะแถลงผลประกอบการประจำไตรมาสอย่างเป็นทางการภายในเดือนนี้
HTC รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่สองของปี 2012 มีกำไรสุทธิ 7.4 พันล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่ (247 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ลดลงถึง 58% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน โดย HTC อธิบายว่าเป็นผลจากการแข่งขันอย่างรุนแรงในอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน และปัญหาเศรษฐกิจโลกด้วยยอดขายที่ชะลอตัวในอเมริกาและยุโรป บริษัทมีรายได้ในไตรมาสนี้ลดลง 27% มาอยู่ที่ 91 พันล้านดอลลาร์ไต้หวันใหม่
ซีอีโอ Peter Chou เคยให้สัมภาษณ์ว่าบริษัทจะออกสินค้าตัวใหม่ที่โดดเด่นลงตลาดในครึ่งปีหลัง แต่นักวิเคราะห์ประเมินว่าจะไม่ทำให้สถานการณ์ HTC ดีขึ้นนัก เพราะครึ่งปีหลังบริษัทจะถูกกดดันด้วยยอดขายของซัมซุง Galaxy S III และ iPhone รุ่นถัดไปนั่นเอง
ที่มา: Reuters
RIM ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรก ตามปีงบการเงิน 2012 อย่างไม่ค่อยดีนัก หลังจากขาดทุนสุทธิเป็นเงินถึง 518 ล้านดอลลาร์ จากรายได้ 2,800 ล้านดอลลาร์ที่ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าถึง 33% พร้อมทั้งประกาศแผนฟื้นฟูธุรกิจด้วยการปลดพนักงานออกจำนวน 5,000 รายภายในปีนี้ และตัวเลขอาจสูงถึง 11,500 รายตลอดแผนการ
ข่าวร้ายยิ่งกว่าคือความหวังของบริษัทอย่าง BlackBerry 10 จะเลื่อนการเปิดตัวไปอีกเป็นไตรมาสแรกของปี 2013 ส่วนยอดส่งมือถือของไตรมาสนี้ก็ตกลงเหลือ 7.8 ล้านเครื่อง ลดลงจากไตรมาสก่อนที่ 11 ล้านเครื่อง ส่วนแท็บเล็ตหนึ่งเดียวของบริษัทอย่าง PlayBook มียอดส่งเพียง 260,000 เครื่องเท่านั้น
Thorsten Heins ซีอีโอของ RIM ตอบคำถามเรื่องการเลื่อนเปิดตัว BlackBerry 10 ไปปีหน้าว่าการพัฒนา และเพิ่มฟีเจอร์หลักเข้าไปในระบบใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ และย้ำว่าจะไม่ยอมขายของที่ยังไม่สมบูรณ์อย่างแน่นอน พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะเน้นกับ BlackBerry 10 ต่อไป ระหว่างนี้จะมีการจัดทัวร์ BlackBerry Jam developer ใน 23 ประเทศเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้า และนักพัฒนาสำหรับแพลตฟอร์ม BlackBerry 10
ที่มา - Market Watch, WSJ
นอกเหนือจากการประกาศปลดพนักงาน 27,000 คนแล้ว HP ก็ได้รายงานผลประกอบการประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2012 สิ้นสุดเดือนเมษายนตามปฏิทินบริษัท ซึ่งมีรายได้รวมไตรมาสล่าสุด 3.07 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อน ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 1.6 พันล้านดอลลาร์ ลดลง 31% ซึ่งแม้กำไรจะลดลงมามาก แต่ก็ดีกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์ประเมินกันไว้ก่อนหน้านี้
เมื่อแยกย่อยผลการดำเนินรายกลุ่ม กลุ่มสินค้าส่วนบุคคลนั้นไม่มีรายได้เพิ่มขึ้นหรือ โต 0% แต่ก็มีกำไรเพิ่มขึ้น 5.5% ส่วนกลุ่มเครื่องพิมพ์มีรายได้ลดลง 10% กลุ่มสินค้าองค์กรลดลง 6% ขณะที่กลุ่มซอฟต์แวร์โตถึง 22%
Lenovo รายงานผลประกอบการประจำไตรมาส 4 สิ้นสุดเดือนมีนาคมมีรายได้ 7.5 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 54% จากไตรมาสเดียวกันในปีก่อน และเป็นการเติบโตของยอดขายต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 ติดต่อกัน มียอดส่งมอบพีซีเพิ่มขึ้นถึง 44% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่การ์ตเนอร์คาดว่าจะโต 4.4% อยู่มาก และมีกำไรสุทธิ 67 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 59% โดยซีอีโอ Yang Yuanqing กล่าวว่ายอดขายที่เพิ่มสูงขึ้นมากส่วนหนึ่งเป็นผลจากการควบรวมกิจการทั้ง Medion ของเยอรมนีและ NEC ญี่ปุ่น แต่ตัวบริษัทหลักก็เติบโตดีมากเช่นกัน
ปัจจุบัน Lenovo มีส่วนแบ่งการตลาดพีซีเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่นักวิเคราะห์เชื่อว่าด้วยกลยุทธ์เอากำไรต่ำ แล้วเน้นขายเอาปริมาณซึ่งประสบผลอย่างดีตลอดปีที่ผ่านมา จะทำให้ Lenovo สามารถขึ้นเป็นผู้ผลิตพีซีเบอร์ 1 ของโลกแซงหน้า HP ได้อย่างไม่ยากนัก ทั้งนี้ Lenovo มีฐานลูกค้าหลัก 42% ของรายได้อยู่ในประเทศจีนบ้านเกิดของบริษัท
ซีอีโอ Lenovo กล่าวว่าบริษัทจะยังคงเดินหน้าด้วยยุทธศาสตร์ PC Plus ที่เน้นพีซีเป็นศูนย์กลางและต่อยอดสู่อุปกรณ์พกพาอื่นซึ่งตลาดกำลังเติบโตอย่างสูงตอนนี้
ที่มา: MarketWatch และ Bloomberg









