Vietnam

ปัญหาโปรแกรมเมอร์ไม่เพียงพอต่อความต้องการเป็นปัญหาที่วงการไอทีทุกประเทศประสบกันในตอนนี้ ชาติที่พึ่งพิงระบบไอทีอย่างหนักอย่างญี่ปุ่นระบุว่าวิศวกรด้านไอทีไม่เพียงพอต่อความต้องการ และในปี 2020 จะขาดไปกว่าสามแสนคน ตอนนี้แนวทางหนึ่งคือการนำเข้าโปรแกรมเมอร์จากเวียดนาม

Toppan Forms บริษัทเอาท์ซอร์สจากญี่ปุ่นประกาศความร่วมมือกับ FPT Software บริษัทเอาท์ซอร์สจากเวียดนามเตรียมส่งโปรแกรมเมอร์และวิศวกรระบบจากเวียดนาม 100 คนไปทำงานญี่ปุ่นในสามปีข้างหน้า

แนวทางการส่งโปรแกรมเมอร์ไปทำงานค่อนข้างซับซ้อน โดย FPT จะตั้งบริษัท FPT Japan ในญี่ปุ่น จากนั้นจึงส่งโปรแกรมเมอร์ชาวเวียดนามไปทำงานเป็นลูกจ้างของ FPT Japan จากนั้นจึงส่งไปยัง Toppan Forms อีกต่อหนึ่งเพื่อส่งไปยังลูกค้าของ Toppan Forms เช่น โรงงาน, ธนาคาร, และบริษัทค้าปลีก

ตัววิศวกรเองจะได้รับเงินเดือนระดับเดียวกับลูกจ้างชาวญี่ปุ่น ที่ระดับ 300,000 ถึง 400,000 เยนต่อเดือน ตอนนี้วิศวกรชุดแรก 8 คนกำลังอยู่ระหว่างการฝึกอบรมเพื่อไปทำงานในไซต์ลูกค้าต่อไป โดยวิศวกรเหล่านี้ต้องผ่านการสอบภาษาญี่ปุ่นระดับสามก่อนเข้าทำงาน

Toppan Forms เลือกเวียดนามแทนที่จะเป็นจีนหรืออินเดียเพราะวิศวกรความสามารถสูงยังหาได้ง่าย และนายจ้างคู่แข่งยังน้อยอยู่

ที่มา - Nikkei Asian Review

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand

ของไทยก็มีนะ แต่ส่วนมากจะได้ agency จากสิงคโปร์ มาดึงแล้วส่งต่อไปอเมริกาอีกที
ส่วนบริษัทญี่ปุ่นมักมาตั้งสำนักงานในไทยเลย เพราะง่ายกว่าส่งคนไปทำที่โน่น

ระบบการศึกษา มันไปเกี่ยวอะไรอ่ะครับ ??

หา dummy มากล่าวโทษสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม เป็นงานอดิเรกของคนไซเบอร์ยุคนี้ ?

จริงๆ จะว่าระบบการศึกษาก็ไม่ถูกนะครับ โดยส่วนตัวผมว่าน่าจะเป็นทั้งระบบมากกว่า ทั้งการศึกษา ตัวผู้เรียน ภาคเอกชน ภาครัฐบาล เนื้องาน environment ต่างๆ ฯลฯ

การศึกษาไม่เคยมีอะไรมากกว่า ตัวผู้เรียน - เท่านั้น ครับ. นิสัยโทษสิ่งรอบตัวของผู้เรียนนั่นแหละ เป็นข้ออ้างชั่นดี ให้เกียจคร้านอย่างชอบด้วยธรรม. วัฒนธรรมนี้เป็นเสียหมดทุกผู้ทุกหน่อ โทษทุกอย่าง ยกเว้นตัวเอง . เด็กรุ่นใหม่มาอ่านข้อความพวกนี้ตามเน็ต ก็ได้วัฒนธรรมนี้ติดนิสัยไปด้วย ผลคือวนลูปเกียจคร้าน - ชอบธรรม อยู่เท่านี้. คือเกิดสภาวะวิบัติทางความคิด

เอางั้นเลยเหรอครับ ต่อให้ครูไม่สอน หรือสอนห่วย ๆ สอนไม่รู้เรื่อง ก็ไม่โทษครู? โทษนักเรียนขี้เกียจเองอย่างเดียวเลย?

เอาเป็นว่าครูที่ผมเคยพบเจอมาในสมัยเรียน (โรงเรียนมีชื่อพอตัว) "ไม่สอน" มีจริงครับ
คุยเล่นทั้งคาบ ผลนักเรียนสอบได้ 90 + ครึ่งห้อง ไม่มีใครมานั่งรอครูสอนด้วยซ้ำ (อ่านข้าม ชั้นปีไปตั้งนานแล้ว)

สรรพวิชาในโลกนี้ เรียนรู้ด้วยการทุ่มเทเวลา ทั้งสิ้น ไม่ได้เรียนด้วยการ ให้ใครใส่พานประเคนให้
ครูมีเวลาสอนคุณแค่วันละ 1 ชม สอน นักเรียน 100 กว่าคน .
แต่คุณมีเวลาทั้งชีวิต เพื่อตัวคุณคนเดียว. พวกโทษระบบ คือคนที่ไม่อยากโทษตัวเอง .

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่สอนกันตั้งแต่เด็ก ให้โทษตัวเอง อย่าโทษคนอื่น . basis นี้คือประเด็นที่แท้จริง

เรียนรู้ด้วยตัวเองมันก็มีขีดจำกัดครับ อ่านเองเพื่อไปสอบ กับเรียนรู้เพื่อเข้าใจรากฐาน ยังค่อนข้างแตกต่างกัน บางคนอาจจะเก่งมากอ่านแล้วเข้าใจประเด็น พิสูจน์ทฤษฎีบทได้เอง แต่ผมเชื่อว่าไม่ใช่คนส่วนใหญ่ที่จะทำได้

โดยส่วนตัว เคยไม่เข้าใจในบางเรื่องสมัยม.ปลาย ถามอาจารย์อธิบายก็ไม่เข้าใจ(แกเปิดหนังสือตอบ) อ่านtextเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ตอนปีหนึ่งก็ไม่เข้าใจความหมายของการทดลองเพื่อพิสูจน์ ผ่านไปนานมาก จนไม่กี่ปีมานี้คุยกับเพื่อนเก่าที่จบPhd ทางสายนี้่มา แกอธิบายนิดเดียวแล้วเรา get ทันที คือคนรู้จริงเพราะผ่านการทำวิจัยมาโดยตรงมาอธิบาย มันต่างกันจริงๆ ผมยังนึกเลย ถ้าสมัยเรียนเจอคนแบบเพื่อนผมเป็นครูเป็นอาจารย์ เราอาจจะสนใจสายนี้มากกว่าที่เคยแค่สอบให้พอผ่านก็ได้ (สมัยม.ปลายผมก็ไปลงเรียนพิเศษอาจารย์ดังๆที่สยามฯ เรียนเพื่อทำโจทย์ให้ผ่านมันแค่ท่องจำกับพลิกแพลง แต่ไม่เข้าใจถึงที่มาจริงๆ)

ต้องยอมรับว่า ระบบการสอนมีผลต่อการศึกษามากจริงๆ ดู ranking แบบไม่หลอกตัวเอง บ้านเราสู้สิงคโปร์ไม่ได้เลย

ส่วนเวียดนามเอง ยี่สิบปีที่แล้วมาดูงานการศึกษาบ้านเรานะครับ

  • คุณฟังเพื่อนที่เป็น PHD มา ทำให้ คุณมีความสามารถเท่ากับคนที่เรียน PHD หรือไม่ ?

  • มีคนบอกคุณว่า pi = 22/7 กับ คุณพิสูจน์ได้ว่าเหตุใด pi = 22/7 สองสิ่งนี้เท่ากันหรือไม่ ?

  • เรียนด้วยตัวเองมีขีดจำกัด ?? มันตรงกันข้ามนะครับ มีใครสอนสตีฟจอบส์ทำ iphone ? มีใครสอนบอสเวบนี้เขียน blognone ? มันเกิดจากการลงมือและได้ความรู้จากการปฎิบัติทั้งนั้น คนเอาแต่พึ่งพาชาวบ้านนั่นแหละ มีขีดจำกัด ต่อให้มีคนจบ PHD มาสอนมาชี้แนะคุณ 100 คน คุณก็ไม่มีวันมีความรู้เท่ากับคนที่ได้ลงมือปฎิบัติจริง และมีความทรงจำจากการปฎิบัติ .

  • context ของคุณคือ เรียนเพื่อเอาไปสอบกับกระดาษ คุณเลยบอกว่าเรียนเองมีขีดจำกัด เพราะคุณไปจำกัดขอบเขคอยู่แค่การทำข้อสอบได้คะแนน. แต่คนที่ลงมือปฎิบัติจริง (pragmatism) ประสพการณ์ที่ทำให้หลอดไฟติด 1 วิธี จะทราบวิธีที่ทำให้หลอดไฟไม่ติด 99 วิธี . เท่ากับมีวิธีที่ทราบ 100 วิธี ส่วนคนที่เรียนเหมือนบริโภคอาหารตากแห้ง จะทราบเพียงวิธีที่หลอดไฟติด เพียง 1 วิธี . และถ้าคุณลองนำ วิธีเหล่านี้มา mix หรือทำ permutation คนที่มีประสพการณ์ดิบ 100 จะทำมาจับคู่ได้เป็นล้าน-ล้านวิธี แต่คนที่ทราบแค่หลอดไฟติด 1 วิธี 1! = 1

  • การศึกษามันไม่ได้จำกัดที่ระบบ แต่คนเรียนเอาตัวเองไปขังไว้ในระบบเอง จะได้โทษระบบได้ ทั้งที่มันเป็นแค่ระบบ support เฉยๆ ไม่ใช่ prominent

การศึกษามันจำกัดที่ระบบครับ คุณอยากเป็นวิศวกร คุณเรียนสายวิทย์ แต่คุณต้องแบ่งเวลาไปเรียนดนตรี ไปศึกษานาฎศิลป์ ต้องเขียนบทร้อยกลองกลอน 8 กลอน 6 ให้เป็น ต้องแบ่งเวลาไปท่องบาลี ต้องแบ่งเวลาไปท่องนู่นท่องนี่ ครูอยากเลื่อนตำแหน่งต้องมีผลงาน ต้องให้เด็กทำงาน เด็กต้องมีการบ้าน ต้องทำรายงานจำนวนมากที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนเองสนใจ เด็กที่ไม่ทำตามหรือทำไม่ได้เนื่องจากกิจกรรมไม่เหมาะสมกับตัวเองกลายเป็นเด็กที่ผิด แปลกแยกจากสังคมเพื่อน etc.

การที่คุณบอกว่าเด็กต้องพัฒนาด้วยตนเองมันก็ถูกนะครับและผมเห็นด้วยมากๆ แต่ขอถามหน่อยว่าในการศึกษาปัจจุบันเด็กจะเอาเวลาไหนไปพัฒนาตนเองครับ

ผมไม่ได้จบ phd เลยไม่กล้าพูดว่าตัวเองมีความสามารถเท่าคนจบมาหรอกครับ อย่าเพิ่งไปตีประเด็นผิด ว่าแค่ฟังคนจบ phd แล้วจะมีความสามารถเท่า phd ผมงงที่คุณคิดไปทางนั้นได้?

แต่ประเด็นหลัก คือคนที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็มักจะสามารถที่จะชี้แนะ แนะนำให้เข้าใจ หลักการ และองค์ความรู้ได้ดีและมีประสิทธิภาพ ทำให้การเรียนรู้ต่อยอดไปได้ง่ายกว่า

และเรื่องบางเรื่อง เขาทำวิจัยต่อยอดมาเป็นร้อยปีแล้วครับ เราคงไม่จำเป็นที่จะต้องไล่ทำเลียนแบบงานวิจัยที่ล้มเหลวไล่มาให้ครบแบบที่คุณยกตัวอย่างให้ลองทำร้อยวิธีซ้ำๆแบบนั้นมา(แต่ก็ไม่ใช่ไม่ทำเลย มันต้องมีการทดลองวิจัยซ้ำเพื่อพิสูจน์สมมติฐานด้วย)

การศึกษาไม่ได้จำกัดที่ระบบจริงครับ แต่การศึกษาในระดับองค์ความรู้เพื่อการต่อยอด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องการผู้เชี่ยวชาญที่สามารถชี้แนะ(ในแง่ครูหรืออาจารย์) และองค์ประกอบสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ก็ทำให้สามารถพัฒนาตัวเองได้มากกว่าการเรียนรู้ด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียวแน่นอน

ป.ล. ถ้าจะยกตัวอย่าง Steve jobs แกจบ Reed College ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาเอกชนชื่อดังและค่าเล่าเรียนค่อนข้างสูง คู่หูแก Wozsniak ก็เรียน UC Berkley นะครับ แม้อาจจะไม่เกี่ยวกับการคิดค้น iphone โดยตรง แต่ต้องบอกว่าแกและเพื่อนร่วมงานล้วนผ่านระบบการศึกษาที่ดี ผ่าน University ชื่อดัง ไม่ใช่ unknown ที่ไหนนะครับ

ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเกิดจากการลงมือกระทำ
คุณจะสร้าง unit B ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน คุณต้องให้ unit B ลงมือทำ
คุณจะ copy A-->B ย่อมต้องให้ B ประสพ - ใน - การณ์ เดียวกับ A

โลกนี้มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า หนังสือ ซึ่งเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งทำหน้าที่อรรถาธิบาย

คนทุกคนมีหนังสือเล่มเดียวกัน เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญคนเดียวกัน
เหตุใดผลลัพท์ออกมาไม่เท่ากัน ????????????????????????

ตรงกันข้าม ความรู้ที่ต่อยอดได้คือความรู้แบบ make from scratch ไม่ใช่ความรู้แบบบะหมี่แห้ง

มั่วมาก ครับ Steve Job ไม่ได้เรียนจบ REED ครับ เขาดรอปเพราะไม่มีเงินเรียนต่อครับ
พูดมากี่เรื่อง รู้จริงกี่เรื่องครับ ??? นี่คือความรู้บะหมี่แห้ง หรือความรู้สดจากทะเลครับ

อ้าว ถ้ามีแต่ตัวผู้เรียนแล้วหนังสือมาจากไหนล่ะครับ?

ครูสอนและระบบการศึกษาอื่นๆ มันก็ควรจะทำหน้าที่เดียวๆ กันกับหนังสือนั่นแหละครับ เป็นทางลัดช่วยให้เข้าใจได้เร็วขึ้น

คนทุกคนมีหนังสือเล่มเดียวกัน เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญคนเดียวกัน
เหตุใดผลลัพท์ออกมาไม่เท่ากัน

ปัจจัยเยอะครับ แต่ต่อให้ควบคุมทุกอย่างหมดแล้ว ใส่ความใส่ใจใส่ความพยายามเหมือนกันหมดแล้วผลลัพธ์ก็ออกมาไม่เหมือนกันหรอกครับ บางคนไม่มีวันอ่านแล้วเข้าใจได้เลยก็มีต่อให้ศึกษามาเหมือนกันทุกอย่างตั้งแต่ต้นก็ตาม

หนังสือนั้นใครเขียนล่ะครับ? ถ้าไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเขียนเพื่อชี้แนะ และหนังสือแต่ละเล่มแตกต่างกันไหม?

และเรียนรู้จากการอ่าน กับมีโอกาสได้ถามตัวจริง แตกต่างกันไหม?

ถ้ามีโอกาสได้เจอผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ชี้แนะ ย่อมดีกว่าไหม?

สภาพแวดล้อมส่งเสริมให้การเรียนรู้ดีๆ จับประเด็นให้ถูกนะครับ

อ้อคุณเข้าใจคำว่า"ความรู้ต่อยอด"แค่ไหน?

Steve jobs ไม่ได้เรียนจบ Reed ตรงนี้ผมยอมรับว่าพูดผิดไปครับ แต่แกผ่านการเรียนที่ Reed นะครับ แกdrop เรียน แต่ก็มา walk-in แอบเรียนในหลายๆวิชา จนไปพูดถึงเองในภายหลังด้วยซ้ำ

ถ้าพูดแบบนั้นก็เหมือนบอก Bill gates ไม่ได้จบ Havard(ในตอนแรก)นั่นแหละครับ ไม่ใช่ว่าแกเรียนไมเก่งแต่ด้วยเหตุปัจจัยอื่นๆแกถึงไม่เรียนให้จบในตอนนั้น และเคส Bill gate นี่เป็นตัวอย่างของสภาพแวดล้อมที่ดี ทำให้แกไปได้ไกลกว่าคนอื่นในยุคเดียวกันจริงๆ เพราะได้เรียนม.ปลายในโรงเรียนเอกชนสุดแพง และทำให้ได้จับcomputer ก่อนเด็กในวัยเดียวกัน(ค่าเช่าใช้เป็นพันเหรียญ โรงเรียนและสมาคมผู้ปกครองออกให้)

มีผู้เชี่ยวชาญเป็นร้อยคน แนะนำคุณ คุณก็ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญ
เป็นได้อย่างมากก็แค่ "โยคี" สะสมความรู้ไว้ "อวดอลังการ" เพราะคุณไม่มีรากฐาณของประสพการณ์จริง

ความรู้ที่ไม่มีการ ground-up คุณย่อมไม่มีวันต่อยอดได้ ไปแหกตาดูคลิป experiments
ตาม youtube เรื่องโง่ๆที่ทำกันตั้งแต่ สปช ฝรั่งยังเอามาทำการทดลอง และนั่นคือต้นกำเนิดของพัฒนาการทางเทคโนโลยี
เขาต้องการแค่คนที่ experiment เป็น

เด็กญี่ปุ่นมีการบ้านทำงานวิจัยตั้งแต่เด็ก ทุกคนมีงานวิจัยส่วนตัว (เด็กบ้านนอก โรงเรียนโคตร-บ้านนอก)
ที่ผมพูดคือเด็กรุ่นต้นโชวะ (รุ่นอายุ 50+ ณ วันนี้)

ผมไม่ทราบว่าคุณเรียน หรือคุณแค่อยาก "จับมือดารา" กันแน่ ?
จุดประสงค์ของหนังสือ คือการ guide ให้ลงมือทำจริง จนได้ความรู้จริงจากประสพการณ์

ถ้าคุณยังคิด มโน เรื่อง สตีฟจอบส์ เก่ง เพราะเข้า Reed ผมก็ขอแถมต่อ
STEVE JOBS ได้เรียนที่ reed แค่ [ 6 เดือน ] ก็ต้องออกเพราะ
"ครอบครัวบุญธรรม ไม่มีเงินส่งต่อ" และต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ
นี่เป็นเรื่องที่สตีฟ กล่าวในงานสุนทรพจน์ของ stanford ปี 2005
เรื่องที่คุณพูดเอง คุณยังมั่ว ??

ผลของการ "ฟังผู้เชี่ยวชาญ" ?
หรือแค่ต้องการ "โหนผู้เชี่ยวชาญ " ?

งั้นก็ไม่ต้องมีอาชีพครูดีไหมครับ เพราะมีหรือไม่มีก็ไม่ต่างกัน จะได้ประหยัดงบไปเยอะเลย ให้ไปนักศึกษาไปเรียนด้วยตัวเองให้หมด

เคยอ่านจากที่ไหนสักที่ว่าต่างประเทศมีวิธีเรียนที่ครูไม่ได้สอนแต่เป็นผู้สังเกตการณ์ชี้แนะเฉยๆ ส่วนเด็กไปค้นคว้าแล้วเอามาถกกัน

ผมเห็นด้วยนะว่าผู้เรียนสำคัญที่สุด แต่ช่วยนึกถึงคนที่หัวไม่ดีเหมือนคุณด้วย ใช่ว่าใครๆ เขาจะอ่านหนังสือเองอย่างเดียวแล้วจะเข้าใจได้เหมือนคุณ
เวลามีทั้งชีวิตก็จริงแต่ถ้ามีการชี้นำที่ดี ทำให้ลดเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้ลงไปได้ และเอาเวลาที่เหลืออยู่ไปทำอย่างอื่นต่อยอดดีกว่าไหม

อันนี้ผมไม่เห็นด้วยนะ มีพฤติกรรมครูแย่ๆ หลายอย่างที่หล่อหลอมให้เด็ก "เลวลง" กว่าที่ควรจะเป็นได้ครับ

  • สอนผิด: อันนี้เรื่องพื้นฐาน ครูมีความเข้าใจผิดๆ แล้วสร้างความเข้าใจผิดจนต้องใช้เวลาหลายปีกว่าเด็กจะรับทางเลือกได้
  • ไม่ยอมรับว่ามีทางแก้ปัญหาอื่น: เคยเจอครูที่พบว่าเด็กตอบต่างจากเฉลยแต่ถูก แล้วกลับให้ผิดไหมครับ เด็กพวกนี้มีความสามารถสูง บางคนเข้าใจปัญหาได้ด้วยตัวเอง แทนที่จะได้รับการส่งเสริมกลับถูกทำลายความมั่นใจจากครูที่ไร้ความสามารถและไม่ยอมทำงานตรวจสอบเพิ่มเติม
  • สั่งงานแล้วไม่ตรวจ: อันนี้ผมเรียกว่าอาชญากรทางการศึกษา ครูที่สั่งงานแล้วมักง่ายไม่ตรวจ หล่อหลอมให้เด็กลอกงานเพราะแน่ใจว่าไม่มีใครสนใจ ครูพวกนี้หลายคนมักสั่งงานเกินที่เด็กจะทำได้จริง รายงานห้าสิบหน้ากับเด็กมัธยมต้นในหัวข้อที่เป็นไปไม่ได้ (เล่มจบปริญญาตรีเขียนกันกี่หน้า ใช้เวลาและความรู้แค่ไหน?) ไม่ได้สนใจจะตรวจแก้ ปรับให้เด็กรู้ว่าการทำงานคืออะไร ทำไมจึงห้ามลอก เด็กที่ต้องเอาตัวรอดจากครูพวกนี้ต้องลอกงานเท่านั้น ลอกหนังสือมาส่งจนเป็นเรื่องปกติ ไม่อย่างนั้นเรียนไม่รอด

พวกนี้ครูเป็นคนทำทั้งนั้นครับ และควรโทษครู

ประเด็นนี้ก็ถูกส่วนหนึ่งครับ แต่ไม่ทั้งหมด
จากประเด็นที่เจ้าของคอมเม้นจะสื่อคือ คนเรามันจะเก่งได้ มันขึ้นอยู่กับตัวเองเป็นส่วนใหญ่ เพียงแต่สิ่งแวดล้อม(พ่อ แม่ สื่อ เพื่อน ครู) หล่อหลอมและส่งผลให้เด็กหนึ่งคนมีความคิดไปในทางเกียจคร้าน

แต่ถ้าหากเด็กคนนั้นมีความสนใจ ใส่ใจในการใฝ่หาความรู้ และอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน มันก็ทำอะไรตัวเด็กไม่ได้อยู่ดี เพราะคนมันจะใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ใฝ่ศึกษา มันไม่จำเป็นต้องผูกอยู่กับครูในห้องเรียนเพียงเท่านั้น

ถ้าจะให้โทษจริงๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็นที่ "ระบบการศึกษา" ทั้งหมดเลยครับ

อันนั้นล่ะครับ คือครู (หรือจะเรียกระบบการศึกษาก็แล้วแต่) เป็นตัวทำลาย

อาจจะไม่ถึงกับกลับมาไม่ได้ แต่ก็ทำลายช่วงเวลาที่ควรจะได้เรียนรู้ไป

เด็กไทยเราไปญี่ปุ่นจริงๆมากกว่าเวียดนามเยอะครับ เราอาจจะไม่รู้มากกว่าเพราะเขาไม่ได้เอาโครงการมาประกาศ

เด็กเวียดนามเก่งจริง แต่ติดขี้เกียจทำงานแบบเรื่อยๆ เท่านั้น แล้วก็เปลี่ยนงานแบบดื้อ มาทำงาน 2-3 วันไม่ไหวไปเลยดื้อ ๆ ไม่บอก

ไม่เฉพาะเด็กเวียดนามมั้งครับ ลองศึกษาเรื่องพฤติกรรมของคนแต่ละเจเนอเรชั่นครับ เด็กพวกนั้นเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนแก่ๆ(baby boomer)ถึงเคร่งเครียดอะไรกันหนักหนา

มันไม่ใช่แค่ยุคครับ ผมทำงานที่เวียดนามเห็นเป็นหมดแหละ แก่ๆ เด็กๆ มาทำงานวัน 2 วันหายหรือเทรนเสร็จรับเงินช่วงเทรนหายก็มีเป็นแบบนี้เยอะมากครับ ในแง่คนหาคนทำงานต้องเครียดสิครับ เทรนคนใหม่มันมีค่าใช้จ่ายหมดแหละ หลังๆ นี่ต้องมีสัญญาเลยว่า ถ้ามาแล้วออกในกี่วันกี่ต้องเสียค่าปรับ แต่ให้เวลาแจ้งก่อนถ้าคิดว่างานไม่โอเค แต่ถามว่าถ้าทำงานจริงๆ (ไม่ออกไปก่อน)เวียดนามก็ถือว่าขยันนะครับ เห็นเยอะมากที่ทำงาน 6-7 วันต่อสัปดาห์หรือเดือนหนึ่งหยุดแค่วัน 2 วัน

ผมไม่เคยทำงานที่เวียดนามหรอกนะครับ แต่ผมคิดว่าที่ว่ามา ที่เมืองไทยก็มีแต่มักเกิดกับบริษัทไม่ใหญ่ สาเหตุมาจากตัว พนง เองก็มีส่วน แต่อีกด้านหนึ่งคือพอ พนงมาเห็นสภาพภายในแล้วมันไม่ใช่อย่างที่เห็นจากภายนอกก็เป็นสาเหตุใหญ่เหมือนกันนะครับ จะด้วย คนเดิมในองค์กรบ้าง(มีคนแบบที่ด่าองค์กรตัวเองได้ทั้งวัน แต่ก็ไม่ไปไหน อยู่ทุกที่ คนพวกนี้บั่นทอนคนมาใหม่ได้ดีมาก) สภาพแวดล้อมบ้าง ไปยันเรื่องของสวัสดิการบางอย่างที่ไม่ได้คุยให้เคลียร์แต่แรกว่ามีรึไม่มี อย่าคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นส่วนน้อยในปัจจุบัน มี ลค ผมหลายรายที่เปิดกิจการก็เป็นแบบนั่นครับ ตัวเจ้าของก็ไม่เข้าใจหาว่าคนที่ตัวได้มามีแต่คนไม่ดี ไม่สงสัยบ้างหรือ เปิดกิจการมาหลายปีก็เจอแต่คนไม่ดี มันไม่ใช่แล้ว เคสของคุณอาจจะไม่ใช่แต่ผมก็อยากจะแชร์หลายๆมุมดูครับ

ถ้าของเราเด่นๆก็ สถาบันไทย-ญี่ปุ่นครับ ผมเห็นเพื่อนไปฝึกงานญี่ปุ่นเยอะมาก แต่คนที่ไปทำงานจริงๆก็มี แต่ไม่เยอะเพราะรู้สึกจะต้องสอบ n3 หรือ n ไรสักอย่างนี่แหละผมจำไม่ได้

ได้ยินว่า ถ้าทำงานต้อง N2 ส่วนเรียนต่อก็ N1

แล้วก็ปรกติที่เรียนภาษากันในประเทศเขาหนึ่งปีเต็ม ก็เพื่อจะเอา N1 แต่นั่นคือเรียนอาทิตย์ละห้าวันครับ

สมัยเดกเรียนโรงเรียนวัดคับ ประถมก็โรงเรียนวัด พอมัธยมไปเข้าโรงเรียนดัง ตอนมัธยมเรากัวมากว่าเดกโรงเรียนดังจะเรียนเก่งกว่า แต่สุดท้ายเราก็เหมือนเดิม ได้ที่ 1 เรียบเลย ที่มาโพสนี่เราไม่ได้มาอวดว่าตัวเองเก่ง แต่จะบอกว่า คนเราถ้าเก่งจริง อยู่ที่ไหนก็เก่ง ผมไม่เคยมานั่งโทดอะไรรอบตัว ไม่โทดระบบการศึกษานู่นนี่นั่น แต่ตัวเราเองเป็นผู้เรียนเราต้อวแอคทีฟเองบ้าง คอมมี มือถือมีก็ใช้หาความรู้ได้คับ อย่าไปมัวโทษระบบการศึกษาของประเทศคับ คนจะดีดีที่ตัวคับ คนจะเรียนเก่งหรือไม่เก่งอย่าไปโทษระบบการศึกษา ส่วนเรื่องทำมาหากิน ก็อย่าไปโทษใครดีกว่า คนจะรวยมีเปนร้อยเปนพันวิธี ไม่ใช่ต้องรอไปเป็นวิศวกรที่ยี่ปุ่นถึงจะรวย ทอดไข่ขายหน้า กกท.ยังรวยเลย ปลูกผักขายตามบ้านนอกก็มีรายได้ดีได้ถ้าคุณขยันพอ

คุณมองปัญหาด้านเดียว และ มองโลกแบบ 2 มิติ เกินไปครับ ถ้าคิดแบบนี้ บ้านเราก็ไม่ต้องทำอะไรครับ ไล่เด็กไปเรียนพิเศษให้หนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมก็พอ

ในความเป็นจริงมันมีกลุ่มเด็กเรียนเก่งมาก (กลุ่มของคุณ?) , เด็กเรียนเก่ง, เรียนปานกลาง, เรียนไม่เก่ง, ไม่เรียน ซึ่งมีแต่กลุ่มของคุณกลุ่มเดียวแหล่ะครับที่ไม่ต้องมีตัวช่วยอะไรก็ไปรอด ขณะที่ที่เหลือจะทำไงครับ

แล้วยังไม่พูดเรื่อง ความฉลาดไม่ได้มีด้านเดียวของหนูดีด้วยนะครับ ถ้าปลามันปีนต้นไม้ไม่ได้เราก็ต้องช่วยมันว่าทำอะไรได้ดี ไม่ใช่ปล่อยให้มันคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่เก่ง ไม่เอาไหน ตายไปซะดีกว่า (ไม่ใช่ทุกคนจะฮึดสู้ได้เหมือนกันหมดนะครับ)

โลกนี้ไม่มี "คนเรียนเก่ง" มีแค่คนที่ "ทุ่มเทเวลาเพื่อตัวเอง"
ด้วย "ความต้องการของตัวเอง" .

ส่วนพวกที่ต้องคอย "หาแรงบันดาลใจ" เป็นพวกขี้เกียจ อยากให้ชาวบ้านเข็น .
โทษคนอื่นเป็นหลัก . วัฒนธรรมกล่าวโทษประจำชาติ แทรกในสันดานตั้งแต่เด็ก

ดูอย่างนักมวยเป็นตัวอย่าง แต่ละคนไม่ได้เรียนหนังสือมากด้วยซ้ำ แต่ประสพความสำเร็จ
เพราะเขาขยันซ้อม เขาถูกสอนให้ ไม่สามารถโทษคนอื่นได้ ผลดีร้ายอยู่กับตัวเพียงประการเดียว จบ

แล้วถ้านักมวยต้องไปนั่งเรียนเลขแทนที่จะเข้ายิมต่อยมวยแบบที่ตัวเองถนัด พอเขาสอบเลขออกมาได้เกรด 1 คุณก็คงบอกว่าเขามันไม่พยายามเองสินะครับ พอเข้าสู่ระบบแรงงานเขาก็เป็นได้แค่คนไม่เอาไหน ที่ตลกคือ ทุกวันนี้เราก็อยู่กันอย่างนี้ เพราะก็คิดแบบนี้กันมาไม่รู้กี่สิบปีแล้วนี่ล่ะครับ ไม่ใช่ว่าจะบอกว่าไม่ต้องเป็นคนทุ่มเท ไม่ต้องโทษตัวเอง ไม่ต้องดิ้นรนนะครับ แต่ดูรวมๆก็ต้องยอมรับด้วยว่าระบบของเรามันมีปัญหา คนในสังคมเองมันก็ไม่ได้เหมือนกันหมดทุกคน ถ้าอยากจะแก้ปัญหาอะไรแล้วยึดเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน ด้วยตรรกระที่ว่าฉันทำได้ คนอื่นก็ต้องทำได้ อย่างนั้นไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอะไร ก็แค่จะอวดว่าตัวเองเหนือกว่าก็เท่านั้นเอง

  • นักมวยไม่เคยโทษระบบการศึกษา และไม่เคยโทษครูมวยว่าห่วย สิ่งที่นักมวยทำคือซ้อมด้วยตัวเอง
    ค้นพบประสพการณ์ด้วยตัวเอง และไม่มีใครให้กล่าวโทษนอกจากตัวเอง

  • มันไม่ใช่เรื่องของระบบ แต่เป็นเรื่องของ ค่านิยมความคิดของคน

  • นักมวยไม่ใช่ตัวละครสมมุติบนแผ่นกระดาษ ที่ออกแบบมา hp 1000 ต่อยมวยเป็น เขาคือคน และเขาทำได้เพราะเขาซ้อม
    นักมวยไม่ได้ถนัดมวยจึงมาเป็นนักมวย นักมวยซ้อม ปฎิบัติ นักมวยจึงเป็นสิ่งที่คุณเรียกว่านักมวย

  • โลกนี้มันไม่มีความถนัด มีแต่ ทำ ไม่ทำ

  • นักมวยที่ขยันซ้อมวิ่งเช้า 20 โล เย็น 20 โล ชกลม 200 สแปร์ 2 ยก อื่นๆอีกหลายสิบ .
    ถ้านำ workload นี้ไปแปรรูปเป็นการศึกษา นักมวยคนนี้ก็จะเป็นได้เหมือน phd

  • คุณคิดของคุณอยู่คนเดียว ไม่ใช่หรือ เลยบอกว่าคนทำอาชีพมวยต้องไปสอบเลข ทั้งที่คนเรียนมวยน่ะไม่ได้พึ่งพาระบบการศึกษาตั้งแต่แรก โดยมากไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเข้าระบบการศึกษา ดังนั้นนักมวยจะสอบเลขได้ เกรด 1 ก็ไม่ได้ทำให้ workload ที่เขาปฎิบัติมีค่าเป็น 0 เพราะเขาใช้เวลาของชีวิตไปกับการชกมวย และเขาทำได้ดี โดยไม่เคยโทษ "ระบบการศึกษา" หรือ "โทษครูมวย"

แล้วคุณยกมวยมาทำไมครับ? คนทุกคนทำอาชีพมวย? ทุกอาชีพไม่ต้องเข้าระบบการศึกษาก็เป็นได้หมด? คิดอยากจะไปทำงาน NASA ก็ไปได้เลยไม่ต้องศึกษา แค่ฝึกด้วยตนเอง?

เรื่องที่ตลกคือคุณพูดถึงความถนัด แต่ดันยกมวยที่เป็นหนึ่งในอาชีพที่ใช้ความถนัดและความรู้(ที่เรากำลังคุยกันในประเด็นนี้)น้อยที่สุดมาเป็นตัวอย่างนี่แหละครับ อีกอย่างเห็นคุณยกมาแต่นักมวยที่ประสบความสำเร็จ ไม่คิดบ้างหรือครับว่ามันมีนักมวยที่ฝึกหนักกว่า แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เก่งกว่า? นักมวยไทยชนะนักมวยต่างชาติหลายๆคน เป็นเพราะนักมวยไทยฝึกเยอะกว่า? หรือวิธีการฝึกของนักมวยไทยดีกว่า?

ผมจะกล่าวอีกครั้งนึงนะครับ การที่คุณยกนักมวยมา มันไม่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษาตั้งแต่แรกแล้วครับ ที่คุณบอกคนอื่นว่าคิดเองอยู่คนเดียว ผมว่าคุณควรต้องบอกตัวเองนะครับ

คุณยกตัวอย่างคนละโลกกันเลย

กีฬา กับ วิชาการ

เพราะกีฬา เราอาจพบคนที่มีพรสวรรค์โดยความสามารถเฉพาะตัวมีผลมากกว่าการฝึกฝน แต่ก็ไม่ได้มีกันบ่อยๆ

ถ้าจะพัฒนากีฬา ด้วยการเปรียบเทียบกับการศึกษาทางวิชาการ ก็ต้องไปทาง sport science ครับ การแข่งขันระดับโลกทุกวันนี้ มีเบื้องหลังคือนักวิจัยทาง sport science คอยสนับสนุน ไม่ใช่โลกยุคโบราณ ที่่จะฝึกฝนร่างกายด้วย"ความถึกทน"หรือฝึกแบบSpata โดยไม่คำนึงถึงหลักการทางวิทยาศาสตร์อะไรเลย เอาง่ายๆค่ายมวยขนาดใหญ่เขามีคนที่จบ sport science มาดูแลแผนการฝึก มีคนจบ Physiotherapy มาดูแลร่างกาย มีนักโภชนาการมาควบคุมเมนูอาหารนะครับ

ไม่ใช่ไปอ่านการ์ตูนโบราณเช่นเกงกิ แล้วมโนว่านักมวยเก่งๆฝึกด้วยตัวเองคนเดียวไม่พึ่งพาใครแล้วจะชนะเขาหมดนะครับ

สภาพแวดล้อมที่ดี ส่งเสริมให้คนเก่งประสบความสำเร็จได้มากขึ้นครับ

ผมคิดว่าเทคนิคการใช้ภาษาภาทีของคุณดีมาก เพราะคุณพยายามตีเรื่องที่ "ลงประเด็น" ให้กลายเป็น "ประเด็นลอย"
ดังนั้นขอจงอย่าคิดว่า ผมจะลงไปคุยกับคุณในรูปแบบวาทกรรม เพราะผมไม่สนใจตีลิ้นกับใคร ผมจะยังคงยืนยันในลักษณะของ pragmatism

เราไม่ได้พูดเรื่องกีฬา เราพูดเรื่องการศึกษา และการศึกษาสรรพวิทยาการไม่มีการแบ่งแยกกีฬาวิชาการ ดนตรี หรือมวย
และผมไม่สนใจเรื่องที่คุณพยายาม ยกคำให้สวยกว่า (เช่นคำว่า sport science) เพราะนักมวยต่อยมวยมาเป็นร้อยปี
ก่อนที่จะมี sport science สรรพวิทยาการ มีมาเป็นร้อยเป็นพันปี ตั้งแต่ก่อนที่จะมีระบบการศึกษา

ค่ายมวยใหญ่มีคนจบ sport science ? อย่ามาตลกกับผมดีกว่า
ค่ายศิษย์ยอดธงน่ะรู้จักใหม ?
ครูยอดธงต่อยมวย มี sport science ใหม ?
ตอนสามารถต่อยมวย มี sport science ใหม ?
ตอน โผน กิ่งเพชร มี sport science ใหม ??
ตอนวัดพระศรีสรรเพชรถูกสร้าง มี faculty of engineering ใหม ??

นอกจากตัวละครการ์ตูนที่เป้นนักมวย กับคำสวยๆว่า sport science คุณมีอะไรจะพูดมากกว่านี้หรือไม่ ??
ถ้าไม่มี จบประเด็นเรื่องมวยก็ได้ เพราะผมคาดว่า " ไม่มีประโยชน์จะคุยกับคนที่ไม่รู้ในสิ่งที่ตัวเองพูด "

คุณบอกให้ไปหาผู้เชี่ยวชาญ A มาสอน B
แล้วผู้เชี่ยวชาญ A เกิดจากอะไร ?? เคยคิดใหม
แล้วถ้าคุณอยู่ในสภาวะที่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ จะทำอย่างไร

ISRO เพิ่งไปดาวอังคารมาหมาดๆ ด้วยต้นทุนต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ เขาไปบิณทบาตจาก NASA ใหม ??

คุณเป็นมนุษย์ที่เกิดในโลกของบริโภคนิยม
คุณมองนักมวยเป็นตัวละครสมมุติ ไม่ได้มองนักมวยเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ที่มี progressive
ไม่ได้มองว่า ราก ที่มา เป็นอย่างไร สนแต่เพียง การเปรียบเทียบ เป็นอย่างไร

โลกนี้ไม่มีคนเก่ง ไม่มีพรสวรรค์ ทั้งหมดเป็นมายาคติ
คุณมองเห็นนักมายากลทำเรื่องมหัศจรรย์ได้ และคุณมองเป็นกล แต่นักมายากลรู้ดีว่าเขาแค่เตรียมการมาก่อนเท่านั้น

คนที่คุณเรียกว่าคนเก่ง นิยามมันเป็นเพียงการเปรียบ A - B ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
A แค่มี stack ของประสพการณ์ มากกว่า B = กลายเป็นนิยาม A เก่งกว่า B
stack เกิดจากอะไร ? เกิดจากการ input
การ input เกิดจากอะไร ? เกิดจากการกระทำ

A แค่สะสม Stack ล่วงหน้า ก่อนที่จะเกิดการ เปรียบเทียบระหว่าง A - B เท่านั้น

คุณอ้างว่านักมวย เมื่อจับมาเรียนเลข แข่งกับนักเรียนทั่วไป ก็เรียนไม่ดี
การเปรียบเทียบของคุณ ไม่สมเหตุสมผล
A เป็นนักมวย อายุ 100 มี stack มวย 80 อีก 20 เป็นเลข
B เป็นนักเรียน อายุ 100 มี stack เลข 50
เมื่อเปรียบเทียบ A - B ในกรอบเวลาหนึ่ง B > A ในเทิอมของเลข

ถ้าคุณจะเปรียบเทียบให้สมเหตุสมผล คุณต้อง roll back สภาวะของ A และ B ไปที่ 0 ทั้งคู่
ก็คือสภาวะที่ทั้งคู่ไม่เคยเรียนทั้งมวย หรือเลข แม้แต่ประการเดียว

และความขยัน การกระทำด้วยตัวเอง เป็นเรทของการสะสม stack A จะมีเรทนี้มากกว่า B
และเมื่อคุณเลือกให้ทั้งคู่สะสม stack เลขพร้อมๆกัน ผลคือ A จะมี stack เลข 100 และ B จะมี stack 50

UNIT ที่สะสม stack ด้วยตัวเอง จะสะสม stack ไปเรื่อยๆ
UNIT ที่สะสม stack จากการฟังคนอื่น จะหยุดสะสม stack เมื่อไม่มีผู้ป้อน stack (หรือคือช่วงพ้นการศึกษา)

UNIT ที่สะสม stack จากการกระทำของตนเอง จะได้ stack ตามจำนวนการกระทำ
UNIT ที่สะสม stack จากการกระทำของคนอื่น จะได้เพียง stack ที่คนอื่นเปิดเผยเป็นผลลัพท์

stack แต่ละชิ้น เมื่อนำมา permutation จะได้ผลผลิตเป็นพัฒนาการ หรือ นวัตกรรม
รถยนต์ก็เป็นแค่ผลลัพท์ของการ permutaion ทีเ่ป็นร่างแหขนาดมหึมา ของเกวียน ล้อ ยาง สปริง เก้าอี้ กุญแจ ...

ระบบการศึกษา ไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงคำอุปโลกศ์
มีแต่ระบบวัดผล เพื่อติดฉลากว่ามนุษย์คนนี้เป็นสินค้าที่ได้รับการรับรองแล้ว อร่อย รสดี

ครู ไม่ใช่เรือจ้าง ครูเป็นแค่คนสอนวิธีว่ายน้ำ ที่อยู่ริมฝั่ง .
จะว่ายไปถึงฝั่งอีกฟากได้หรือไม่ อยู่ที่ตัวคนว่าย
แต่คนบางคน เข้าใจผิดว่า คนสอนว่ายน้ำ เป็นเรือจ้าง

ในเรื่องการเรียน stack ของคน IQ 80 กับคน IQ 145 ในระยะเวลาเดียวกัน มีขนาดเท่ากันไหมครับ? สิ่งที่คุณพูดมันแค่ด้านเดียวคับคือพรแสวง แต่คุณลืมเรื่องพรสวรรค์ไปนะครับ

ครูเป็นแค่คนสอนว่ายน้ำที่อยู่ริมฝั่งก็ถูกต้องแล้วครับ เพราะหน้าที่ของครูคือปู insight พื้นฐานให้เด็กไปต่อยอดเอง แต่ถ้าครูสอนว่ายน้ำผิดวิธี เด็กจะสามารถฝึกตนจนว่ายไปอีกฝั่งได้หรือไม่ครับ? หรือเด็กควรกระโดดน้ำลงไปฝึกว่ายเองโดยไม่ต้องให้ใครสอน? ผมเชื่อครับว่ามีเด็กบางคนทำแบบนั้นได้ แต่เด็กที่ทำไม่ได้ก็มีครับ คุณจะปล่อยให้เด็กเหล่านั้นจมน้ำตายหรือเปล่า?

ในทางเดียวกันมันก็เหมือนกับการศึกษาครับ การศึกษาเป็นวิธีหนึ่งที่สำคัญที่จะช่วยเหลือเด็กที่มีความสามารถไม่พอที่จะเกิด insight ด้วยตัวเองในระยะเวลาหนึ่งๆได้ และเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐจะต้องสร้างให้กับสังคมครับ

คุณพอจะยกตัวอย่างรายชื่อคนที่ประสบความสำเร็จโดยวิธีการอย่างที่คุณว่าให้หน่อยได้ไหมครับ ผมนึกคร่าวๆนี่นึกไม่ออกเลยครับ แม้แต่โผน กิ่งเพชร หรือใครที่ว่ามา ผมเชื่อว่าเขาก็คงไม่ได้ใช้วิธีครูพักลักจำจนดังหรอกกระมังครับ

คุณไปอ่านนิยายสมัยไหนกันอยู่เฮ้อยกตัวอย่างมา...

ค่ายมวยใหญ่ๆ"ในปัจจุบัน" มีตำแหน่งที่ผมยกมากันเยอะครับ คุณบอกว่าไม่มี นี่แสดงว่าไม่เคยเกี่ยวข้องกับวงการกีฬาจริงๆจังๆสินะ โลกยุคนี้ไปถึงไหนกันแล้ว จบครับ มโนกันต่อไปนะครับ

อ้อ sport science เป็นสาขาวิชาที่เปิดการสอนตั้งแต่ป.ตรียันป.เอกนะครับ เหล่าtrainer ครูฝึกยุคใหม่ทั้งเอกชนหรือระดับชาติ จบสาขานี้กันเยอะนะครับ ผมงงที่คุณบอกว่าคุ้นเคยนี่คือสมัยไหนกันแล้ว สาขานี้เปิดสอนมาเป็นสิบๆปีแล้วครับ

อีกอย่างคุณนั่นแหละหลงประเด็น

ผมบอกว่าสภาพแวดล้อมที่ดี ผู้ชี้แนะที่ดี ทำให้ต่อยอดไปได้ไกลกว่า ฝึกฝนด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว

ไม่ใช่บอกว่าไม่ต้องฝึกฝน!

และสถิติกีฬายุคใหม่ ก็ทำได้ดีกว่า ยุคโบราณที่คุณยกตัวอย่างมากครับ เพราะเทคโนโลยีและผู้ชี้แนะส่งเสริมกัน

นักมวยที่ขยันซ้อมวิ่งเช้า 20 โล เย็น 20 โล ชกลม 200 สแปร์ 2 ยก อื่นๆอีกหลายสิบ .
ถ้านำ workload นี้ไปแปรรูปเป็นการศึกษา นักมวยคนนี้ก็จะเป็นได้เหมือน phd

คิดว่าทุกคนบนโลกซ้อมแล้วจะทำแบบนั้นได้เหรอครับ? มีคนจำนวนมากไม่ว่ายังไงก็ไม่มีทางวิ่งได้ถึงวันละ 20 กิโลครับ แล้วก็มีอีกหลายคนที่ไม่เคยวิ่งแต่อยู่ๆ ให้วิ่งก็ไปได้
การศึกษาก็เช่นกัน

แบบนั้นคือมองในมุมของคนคนเดียว ความสำเร็จของคนคนเดียวครับ

แต่ถ้ามองในแง่ของประเทศชาติ ระหว่างมีคนเก่งเฉพาะคนที่ "ทุ่มเทเวลาเพื่อตัวเอง" ที่เหลือก็ไม่ได้เรื่อง กับคนที่ "ทุ่มเทเวลาเพื่อตัวเอง" ก็เก่ง (และเก่งมากกว่าแบบก่อนหน้าเพราะสภาพแวดล้อมผลักดันให้ไปได้มากกว่า ผมไม่เชื่อว่าคนคนเดียวกันจะไปได้เท่ากันครับ) แล้วที่เหลือก็เก่งพอจะพัฒนาชาติพัฒนาสังคม ผมเลือกแบบหลังครับ

ผมเห็นด้วยที่ว่าควรโทษตัวเองให้มากขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยกับหลายๆ ส่วนครับ อย่างที่บอกว่า การศึกษาไม่เคยมีอะไรมากกว่า ตัวผู้เรียน - เท่านั้น ครับ. นิสัยโทษสิ่งรอบตัวของผู้เรียนนั่นแหละ นี่... ขอโทษครับ ถ้ามันไม่เคยมีอะไรมากกว่าตัวผู้เรียนเราจะมีสถาบันการศึกษาเพื่ออะไรครับ? คนที่โทษระบบการศึกษานี่ส่วนมากผมจะเห็นคนที่พูดไม่ใช่คนที่เรียนนะครับ แต่คนพูดมักจะเป็นพวกจบไปนานแล้ว บอกว่าเด็กรุ่นถัดจากเค้าเป็นแบบนี้เพราะระบบการศึกษามันเป็นแบบนั้น ซึ่งคนพูดก็ไม่ค่อยจะได้เกี่ยวข้องในสิ่งที่พูดด้วย (ไม่ว่าจะเป็นฝั่งผู้เรียนหรือผู้สอน)

แล้วการบอกว่าคนที่ไม่ประสบความสำเร็จคือคนที่ไม่ทุ่มเทเวลาเพื่อตัวเองด้วยความต้องการของตนเองก็เป็นการโทษชาวบ้านแบบนึงครับ

โลกนี้ไม่มีคนเรียนเก่ง?
แค่ระดับ IQ ต่างกันก็เรียนเก่งไม่เท่ากันแล้วครับ คนบางคนอ่านหนังสือสิบรอบก็ไม่เข้าใจสิ่งที่ตนเองอ่าน ต้องมีคนอธิบายให้เข้าใจถึงจะได้ไปต่อนะครับ อีกอย่างคนเก่งเรื่องนึงก็ไม่ได้แปลว่าต้องเก่งอีกเรื่องนึง ความสามารถของสมองแต่ละคนไม่เท่ากันครับ เราจะเห็นได้บ่อยๆว่าเด็กขี้เกียจบางคนเรียนเก่งกว่าเด็กขยันด้วยซ้ำ

นักมวยในกรณีนี้เกี่ยวกับการเรียนซึ่งเกี่ยวกับสมองโดยตรงอย่างไรครับ? ขอถามในมุมกลับว่าถ้าเอานักมวยมาเรียนหนังสือแข่งกับพวกหัวดีๆในระยะเวลาเท่าๆกัน คุณคิดว่าจะมีความรู้แจ้ง(insight)ในเรื่องที่เรียนเท่ากันไหมครับ?

โดยส่วนตัวผมก็เห็นคุณพยายามปกป้องภาครัฐเหมือนเดิมนะครับ การกล่าวโทษการบริหารของภาครัฐ!=การกล่าวโทษประเทศชาตินะครับคุณ ideocondo

ถ้าคิดแบบนั้นก็ไม่ต้องขวนขวายไปเรียน U ดังๆที่เมืองนอกกันแล้วครับ

ตัวเด็กเป็นปัจจัยสำคัญจริงครับ แต่องค์ประกอบแวดล้อมทางการศึกษา ก็เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้ต่อยอดไปได้ไกลอีกมาก

สำหรับคนทั่วไปแล้ว เรียนรู้กับคนเก่งไม่กี่วัน(โดยที่เตรียมพร้อมหาข้อมูลมาก่อนนะ) ดีกว่าอ่านหนังสือเองพันวัน สมัยนี้อาจจะโชคดีมีinternet ให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าความรู้เฉพาะทางเชิงลึก ก็อาจจะยากที่ทำความเข้าใจด้วยตัวเองอยู่ดี

ระบบการศึกษาที่ดี จะเป็นสิ่งที่เอื้อต่อการเรียนรู้ให้ไปได้ไกลมากขึ้น ดูอย่างประเทศที่เป็นต้นแบบของนวัตกรรม เป็นเจ้าขององค์ความรู้ เขาเอาใจใส่ กับระบบการศึกษามากที่สุดตะหาก ไม่ใช่คิดเอาง่ายๆว่าถ้าเด็กเก่งมันก็เก่งของมันเอง

อีกประเด็น แต่ละคนคงมีเป้าหมายชีวิตที่แตกต่างกัน แน่นอนลึกๆแล้วทุกคนก็คิดว่าถ้ารวยแล้วก็สบาย แต่กว่าจะไปถึงปลายทาง แต่ละคนก็มีเส้นทางหลากหลายครับ สำหรับบางคนความท้าทายทางด้านวิชาการ ก็เป็นความสนุกสนานในชีวิตแบบหนึ่ง

jane Thu, 30/03/2017 - 23:18

ค่าตัว programmer เราแพงกว่าเวียดนามครับ

บ.ไทย หลายๆ บ. ยังมอง programmer คือแรงงานชนิดหนึ่ง ทำเหมือนสิ่งของ
ที่ต้นทุนต้องถูก ถูกจนไปเอาชายเวียดนามมานั่ง code เพราะค่าตัวถูกดี

สรุป ที่ความเก่งเท่ากัน ค่าตัวเราแพงกว่า(เรียกแพงกว่า)

ผมว่า ประเด็นของเรื่องนี้ ไม่ใช่ว่ามานั่งโทษเมืองไทยห่วยกว่าหรอกครับ

แต่ประเด็นคือ ประเทศในกลุ่ม เขมร พม่า ลาว เวียดนาม เขาไม่ได้นั่งงอมืองอเท้าให้เราข่มเหมือนก่อนแล้ว

เขาเริ่มมีการศึกษา มีคนระดับวิศวกร มีพัฒนาการขึ้นมาแล้ว และจะมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ใช่ว่ามัวไปติดภาพว่า เขาต้องเป็นกรรมกร เป็นชาวประมง แม่บ้าน เท่านั้นอีกต่อไป

ในขณะที่ประเทศไทยเราติดหล่ม