บริษัท Shopify ประกาศเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาแอพมือถือ จากเดิมที่ใช้ React Native มาตั้งแต่ปี 2020 มาเป็นการเขียนแอพแบบเนทีฟ (Swift บน iOS และ Kotlin บน Android) ด้วยเหตุผลว่า AI ช่วยเขียนแทนได้!
Shopify บอกว่าการตัดสินใจเลือก React Native ในปี 2020 เป็นสิ่งที่ถูกต้อง การเขียนแพลตฟอร์มกลางครั้งเดียวช่วยลดระยะเวลาลงไปได้มาก แก้ปัญหาฟีเจอร์ไม่เท่ากันบน 2 แพลตฟอร์มได้ แม้การใช้ React Native มีข้อเสียเรื่องการปรับแต่งประสิทธิภาพ แต่ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับการไม่ต้องทำฟีเจอร์เดิมซ้ำ 2 รอบ
แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว LLM ช่วยให้การเขียนโค้ดง่ายขึ้นมาก และเราสามารถใช้ LLM แปลงโค้ดบน iOS เป็น Android (หรือในทางกลับกัน) ได้อย่างรวดเร็ว ช่วยแก้ปัญหาเรื่องระยะเวลาการเขียนโค้ด ทดสอบแอพบน 2 แพลตฟอร์มได้มาก (ยังต้องทำแอพ 2 เวอร์ชัน แต่ให้ agent เป็นผู้ดูแลแทนคน) ซึ่งเป็นสิ่งที่ปี 2020 ไม่สามารถทำได้
— Mustafa Ali (@mustafa01ali) September 10, 2026
Shopify พิสูจน์แนวทางนี้ด้วยการสร้างแอพหลักสำหรับร้านค้า (Shopify Shop) ขึ้นมาใหม่หมดเป็นเนทีฟได้ภายใน 12 สัปดาห์ เมื่อทำได้จริงตามแผนแล้วจึงทยอยเปลี่ยนแอพตัวอื่น ทุกตัว ของบริษัทเป็นเนทีฟต่อไป ข้อดีของการเปลี่ยนเป็นเนทีฟ คือ ลดการพึ่งพาเครื่องมือและเฟรมเวิร์คภายนอก แอพทำงานใกล้กับระบบปฏิบัติการมากขึ้น
ส่วนเทคนิคการแปลง React Native เป็นเนทีฟด้วย AI นั้น Shopify แก้ปัญหา AI อาจทำงานผิดพลาดหรือโค้ดใหญ่เกินความจำเป็น โดยพัฒนาระบบภายในชื่อว่า Helix ที่อ่านโค้ด React Native แล้วหั่นโค้ดเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ เพื่อเป็น checkpoint ย่อย จากนั้นใช้ AI แปลงโค้ดไปทีละ checkpoint แล้วทดสอบยืนยันด้วย agent อีกสองตัว และมนุษย์เป็นชั้นสุดท้าย พบว่าแนวทางนี้ทำงานได้ดีมาก ได้ผลงานออกมารวดเร็ว
Shopify บอกว่าจะยังสปอนเซอร์โครงการย่อย ไลบรารีต่างๆ ของ React Native ต่อไปจนสิ้นปี 2026 โดยไลบรารีบางตัวจะดูแลต่อ และไลบรารีบางตัวจะหยุดพัฒนา
ที่มา - Shopify Engineering
on
อ่านตอนแรกเป็น Spotify…
KuLiKo Sat, 12/09/2026 - 15:00
อ่านตอนแรกเป็น Spotify เซ็งเลย
เหมือนการมาของ AI…
Hoo Sat, 12/09/2026 - 16:15
เหมือนการมาของ AI จะเปลี่ยนรูปแบบ
จาก dev เคย coding ด้วยภาษาระดับสูงต่างๆ(C,Java,swift, kotlin etc)
แล้วให้ complier แปลงเป็น asm/bytecode
กลายเป็น
ภาษาใหม่อะไรซักอย่างที่กำลังฟอร์มตัวอยู่(ภาษา skill) เพื่อใช้สั่ง AI
แล้ว AI จะแปลงเป็น ภาษาระดับสูง
prompt กับ .md ไงครับ
mr_tawan Sat, 12/09/2026 - 21:41
In reply to เหมือนการมาของ AI… by Hoo
prompt กับ .md ไงครับ
ก็ภาษามนุษย์นี่แหล่ะครับ…
Tasksenger Sun, 13/09/2026 - 07:10
In reply to เหมือนการมาของ AI… by Hoo
ก็ภาษามนุษย์นี่แหล่ะครับ ผมใช้ภาษาไทยนี่สั่ง Agent ในการเรียกใช้งาน skill เลย เพียงแต่ระดับความยากของการสั่งขึ้นอยู่ขนาดโมเดลที่คุณใช้ หากคุณใช้โมเดลที่มี parameter จำนวนมาก ระดับตู้เฉพาะงานแทบจะเขียนเป็นภาษามนุษย์แล้วให้มันคิดเองได้เลย แต่หากคุณใช้เครื่องเก่าๆ cpu กากๆ gpu onboard แบบผมนี่ก็ยากหน่อย เหมือนเขียนภาษามนุษย์ + ภาษา workflow พวก bpmn แถมต้องทำ bridge และ RAG เองอีกต่างหาก
ข้อดีของการเขียน RAG เอง คือ คุณสามารถโมดิฟาย .md เองตลอดเวลา แล้วสั่งโหลดใหม่โดยไม่ต้อง compile ส่วนเทคนิคการเขียน md ก็แปรตามโมเดลที่คุณใช้ และขนาดพารามิเตอร์ เอาเป็นอนาคต หากมีคนเขีนน bridge ของ AI ดีๆ ออกมาให้ใช้คุณก็แค่เขียน .md ให้มันอ่าน มันก็ทำงานได้แล้ว ซึ่งมีแน่นอน และมีเยอะด้วย แล้วตรงนี้ก็จะเป็นอาชีพใหม่ที่จะมาแทนโปรแกรมเมอร์ ส่วนระดับสูงพวก SA ก็จะเปลี่ยนเป็นผู้ออกแบบ workflow และตั้งค่า bridge ให้ตรงกับ Req. ของลูกค้า และโมเดลที่ต้องใช้ร่วมกัน เพราะพวกนี้ถ้าตั้งค่าไม่ดีใช้แต่ default หรือออกแบบโดยไม่สนใจอะไรเลย รับประกันค่า Server ของคุณบานเบิก แต่ราขการไทยอาจชอบนะ 555
เอาเป็นว่าถ้าคุณเคยคุยกับ AI ที่ฉลาดตอบหน่อย แล้วคุณตั้งคำถามได้ดี คุณจะรู้ว่าคุณสามารถใช้คอมพิวเตอร์เก่า run โมเดลงาน หรือใช้คอมพิวเตอร์ระดับ server เฉพาะงาน ขึ้นกับคำถาม และปัจจัยที่คุณควบคุมให้ AI ตอบคุณเลย ถ้าคุณมักง่าย ถามด้วยคำถามทั่วไป คุณจะได้คอมพิวเตอร์ระดับ server เฉพาะงาน แต่ถ้าคุณต้อนมันให้เข้ามุมได้ มันจะคายบางอย่างออกมาให้คุณ keyword คือ คุณต้องให้มันยอมรับให้ได้ว่าคุณเป็น senior ของมัน มีทักษะและประสบการณ์มากกว่า