ทาง LINE MAN Wongnai ได้ประกาศว่า ดร.ต้า-วิโรจน์ จิรพัฒนกุล มาร่วมงานในฐานะ Vice President of AI เป็นคนแรกที่เข้ามาทำหน้าที่นี้ ในวันนี้ Blognone มาคุยกับดร.ต้า ว่าจากการเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และ President ที่ Skooldio สู่การมาทำงานในฐานะผู้วางโครงสร้างขององค์กรเช่นนี้มีที่มาอย่างไร และดร.ต้าวางแผนอย่างไรบ้างในการรับตำแหน่งนี้
disclaimer : Blognone เป็นบริษัทในเครือของ LINE MAN Wongnai
BN: ดร.ต้าเข้ามาร่วมงานกับ LINE MAN Wongnai ได้อย่างไร
ดร.ต้า: ที่จริงผมเองก็รู้จักกับทีมบริหารของ LINE MAN Wongnai เกือบทั้งหมดอยู่ก่อนแล้วและเห็นการเติบโตของบริษัทมาตลอด พอมีกระแส AI เข้ามา Skooldio ก็เข้ามาช่วยทำเทรนนิ่งภายใน LINE MAN Wongnai และยังทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการอิมพลีเมนต์โปรเจคต่างๆ เพราะมีทีม Skooldio Tech ให้บริการส่วนนี้อยู่ด้วย
การเข้ามาร่วมงานกันทำให้เห็นความมุ่งมั่นของคุณยอด ซีอีโอ LINE MAN Wongnai ที่จริงจังกับเทคโนโลยี AI จริง ตอนนี้ในระดับซีอีโอเราก็อาจจะเห็นว่าหลายคนพูดว่าถึงยุค AI แล้ว แต่ในมุมมองของผมก็ยังพบว่าหลายคนมองไม่เห็นความน่ากลัวของการเปลี่ยนผ่าน AI เท่ากับผมเอง พอได้คุยกับคุณยอดก็พบว่ามุมมองตรงกัน
หลังจากนั้นก็คุยกับทั้งฝั่ง Skooldio และ LINE MAN Wongnai ก็เห็นร่วมกันว่ายังทำงานไปทั้งสองฝั่งได้ โดยผมก็ยังมีโอกาสค้นคว้าเรื่องใหม่ๆ ไปสอน หรือไปคุยกับองค์กรต่างๆ อยู่ทำให้ได้มุมมองหลากหลาย ขณะเดียวกันเราก็จะเห็นโจทย์หน้างานของ LINE MAN Wongnai จริงก็จะทำให้เห็นประสบการณ์ของการทำงานจริง แนวทางเห็นหน้างานจริงไปทำให้ผมคิดถึงสมัยกลับมาจาก Facebook ใหม่ๆ ที่มีคนมาถามแล้วเราตอบด้วยความมั่นใจมากเพราะลงมือทำมาแล้ว และการทำงานแบบนี้ก็ทำให้ได้ลงมือทำจริง เป็นการสร้างอิมแพคและเรียนรู้ไปพร้อมกัน

BN: ตอนที่เข้ามาในฐานะที่ปรึกษา ตอนนั้นได้ทำโปรเจคอะไร
ดร.ต้า: โปรเจคหนึ่งที่ทำคือ Customer Service Chatbot ที่พูดคุยกับลูกค้าเมื่อการสั่งสินค้ามีปัญหาบางอย่าง เช่น อาหารช้าผิดปกติ ต้องยกเลิกรายการให้ลูกค้าหรือบางครั้งอาจจะต้องให้คูปองชดเชย ตอนนั้นเราก็ไม่ได้บอกว่าเป็นบริษัทที่เก่งที่สุดแต่คุณยอดก็บอกว่าเรียนรู้ไปด้วยกัน
โดยปกติงานในกลุ่มนี้แม้จะใช้คนตอบแต่ก็มี SOP (Standard Operating Procedure) มากำกับอยู่แล้วว่ากรณีไหนควรตอบอย่างไรบ้าง ครั้งแรกเราก็พยายามอิมพลีเมนต์จาก SOP ไปตรงๆ แต่ก็ต้องเจอพฤติกรรมแปลกๆ เช่น คนไทยชอบแบ่งแชตส่งหลายๆ ข้อความ
บทเรียนจากการทำโปรเจคนั้นอย่างหนึ่งคือ การพัฒนาจริงอาจจะต้องรีบอิมพลีเมนต์เพื่อไปทดลองให้เห็นว่าเมื่อเจอปัญหาจริงแล้วตอบผิดหรือถูกอย่างไร การพยายามพัฒนาแล้วอยากให้ตอบได้ถูกต้องเลยทีเดียวนั้นยากมาก แถมตอนเริ่มโครงการช่วงต้นปี 2025 เครื่องมือต่างๆ ก็ยังจำกัดมาก ไม่มีชุดเครื่องมือสำเร็จรูปแบบทุกวันนี้ ชุดพัฒนาต่างๆ ก็ยัง low level มาก ระหว่างทางก็อาจจะต้องพิจารณาใหม่ว่าจะวางสถาปัตยกรรมอย่างไร เปลี่ยนจุดไหนเป็น MCP บ้าง
อีกบทเรียนคือ เราเคยเชื่อเสมอว่าคนต้องเก่งกว่า AI แต่ในความเป็นจริงคนที่ทำงานก็มีคนเก่าคนใหม่ที่เชี่ยวชาญไม่เท่ากัน คนเชี่ยวชาญอาจจะตอบได้ดีกว่า แต่คนใหม่อาจจะจำ SOP ได้ไม่ครบ หรือบางครั้งเจอลูกค้าตอบอารมณ์ร้อนแล้วผิดพลาด ประเด็นเหล่านี้ AI ทำได้ดีกว่ามากเพราะตัดเรื่องของอารมณ์ไปได้ ทำให้เราเห็นว่าคุณค่าของการใช้ AI มากกว่าที่เราคิด และเป็นส่วนที่คุณยอดผลักดันโครงการ AI อื่นๆ เพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะงานที่ต้องทำซ้ำๆ
BN: โครงการที่เกิดขึ้นมาจำนวนมาก ภาพของ LINE MAN Wongnai ในยุค AI จะเป็นอย่างไร
ดร.ต้า: บริการของเราควรจะ "ดีขึ้นสำหรับทุกคน" ที่ผ่านมาเวลาเราพูดถึง AI ก็มักจะกลัวกันว่าเราจะไล่คนออก แต่ในความเป็นจริงเราไม่เคยไล่พนักงานซัพพอร์ตออก แต่งานอาจจะเปลี่ยนไป บางคนเป็นคนรับเรื่องต่อจาก AI ในเคสยาก หรือบางคนอาจจะไปทำงานเป็นคนควบคุมคุณภาพ AI อีกที
คำถามในอนาคตอาจจะไม่ใช่ว่า "AI จะทดแทนงานใดได้บ้าง" แต่เป็นการหาจุดที่คุ้มค่า บางจุดอาจจะเป็นการสร้างความประทับใจลูกค้าให้ดีขึ้น ลูกค้าได้คำตอบเร็วขึ้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายแพงสักหน่อยก็อาจจะควรลงทุน
BN: ตอนนี้การลงทุน AI ใน LINE MAN Wongnai เป็นอย่างไร
ดร.ต้า: ภาพรวมการลงทุนก็เรียกได้ว่าสูง แต่มุมมองของเราคือเราจะไปโยกงบจากส่วนใดมาบ้าง เช่น Call Center เราเคยต้องประมาณการว่ายอดคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นแล้วต้องเตรียมเพิ่มพนักงานมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเราทำให้ไม่ต้องเพิ่มพนักงานได้โดยรองรับคำสั่งซื้อเพิ่มได้ด้วย ก็นับว่าคุ้มลงทุนแล้ว
การลงทุนทุกส่วนของเราคุยเรื่องผลตอบแทนการลงทุน (return on investment - ROI) และผลกระทบจากการลงทุนเสมอๆ ใน LINE MAN Wongnai เองตอนทำ hackathon ก็มีข้อเสนอบางโครงการที่เล็กเกินไปอาจจะเหมาะกับการให้พนักงานไปแชตถาม AI ตามปกติ แต่บางปัญหา เช่น การตรวจสอบเอกสารสมัครไรเดอร์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จะถูกให้ความสำคัญมากขึ้น

BN: โครงการที่ผ่านมามีการทำแล้วล้มเหลวบ้างไหม
ดร.ต้า: ปัญหาความล้มเหลวส่วนหนึ่งเกิดจากความคาดหวัง ว่า AI จะแทนคนได้ในสัดส่วนที่สูงมากๆ สามารถประหยัดได้ทันทีมหาศาล และพอทำจริงได้ไม่ถึงจุดนั้นก็บอกว่าโครงการล้มเหลว แต่เราสามารถมองได้ว่าถ้า AI ทำได้ถึงระดับหนึ่ง มันคุ้มกับการลงทุนหรือเปล่า
หลายโครงการเราก็อิมพลีเมนต์แบบ hacky สักหน่อย อาศัย low code/no code แล้วลองรันไป หลายครั้งเราก็พบว่ามันก็เวิร์คแล้วใช้ไปแบบนั้น ก็ประสบความสำเร็จได้
เคสหนึ่งคือตรวจเอกสารฉ้อโกงรูปแบบต่างๆ ที่เดิมเราอาจจะต้องสุ่มตรวจ การใช้ AI เปิดทางให้เราสุ่มได้เยอะขึ้นมากในราคาที่ถูกลง หรืออาจจะทำได้ถึงกับตรวจทั้งหมด พอเราจับเคสฉ้อโกงได้มากขึ้นลดความเสียหายได้ก็ทำให้โครงการพิสูจน์คุณค่าตัวเองได้ทันที
BN: จะมีการพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองอย่างไรบ้าง
ดร.ต้า: จุดสำคัญของเราคือการสร้าง moat หรือจุดแข็งของบริษัทของเรา อะไรที่ไม่ใช่แกนธุรกิจของเราก็อาจจะไม่ใช่จุดที่เราต้องสร้างเอง เช่น ERP หรือ CRM ที่ผู้ผลิตมักมี AI ของตัวเองแล้วเราก็คงไม่ไปพยายามทำ AI ให้ระบบเหล่านั้น แต่บางส่วนที่เป็นแกนธุรกิจของเรา หากเราเติบโตแล้วมีค่าใช้จ่ายเพิ่มตามปริมาณการใช้งานก็อาจจะเป็นส่วนที่เราต้องลงทุนเอง
เช่น เรามีข้อมูลของลูกค้าเราเอง ต้องทำนายระยะเวลาทำอาหารของร้านค้า ปริมาณความต้องการอาหารแต่ละช่วงเวลา พวกนี้เป็นแกนธุรกิจของเราที่หากเราปรับปรุงประสิทธิภาพได้เล็กน้อยก็สร้างมูลค่าได้มหาศาลทันที โมเดล predictive เหล่านี้ก็มีการพัฒนาภายในของเราเอง
BN: การใช้งาน Generative AI นอกจาก Call Center เป็นอย่างไรบ้าง
ดร.ต้า: เรากำลังพัฒนาฟีเจอร์ช่วยร้านค้าปรับรูปให้สวยขึ้นด้วย Generative AI หรือจะเป็นการสร้างแบนเนอร์โฆษณา ระดับการใช้งาน AI ของเราก็มองว่าสุดท้ายเราคงไม่อยากได้รูปที่ไม่เหมือนจริงแต่น่าสั่ง ตอนนี้เราก็ยังให้ร้านค้าส่งภาพเข้ามาก่อน เราใช้ AI เฉพาะการจัดแสงให้สวยขึ้น แต่ไม่มีการเสกเมนูที่ไม่จริงที่จะไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภคแล้ว
BN: คิดว่าการทำงานของนักพัฒนาในอนาคตจะเปลี่ยนไปยังไงบ้าง
ดร.ต้า: หลายองค์กรคงถกเถียงกันอยู่เพราะค่าไลเซนส์บริการอย่าง Cursor แต่ละเดือนขององค์กรก็นับว่าสูง แต่คุณยอดก็เคยถามว่าเพิ่มประสิทธิภาพได้มากน้อยแค่ไหน แค่เพิ่มได้สัก 5% ก็พอแล้วสำหรับการใช้เครื่องมือพวกนี้
ตอนนี้เราก็ roll out การใช้ Cursor เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ก่อนให้วางพื้นฐานการใช้งาน หลังจากนั้นพอพร้อมใช้งานแล้วก็มาสู่ระดับการเปิดให้ทุกคนขอใช้งานได้ จนถึงตอนนี้หากทีมไหนใช้งานน้อยก็อาจจะถูกถามว่าเครื่องมือไม่เหมาะกับงานหรือ
ตอนนี้อัตราการใช้งาน Cursor ของ LINE MAN Wongnai ก็สูงมาก โค้ดปีที่ผ่านมาก็ใช้ไปแล้ว 16 ล้านบรรทัด ตอนแรกๆ ก็นับว่ากล้าๆ กลัวๆ บ้าง แต่ตอนนี้ก็มาถึงระดับใช้งานกันจนโควต้าเต็มเริ่มบ่นไม่พอใช้กันบ้างแล้ว
BN: การที่โค้ดจำนวนมากเขียนด้วย AI ทำให้คุ้มการลงทุนไหม
ดร.ต้า: ที่จริงภายในเราไม่ได้คุยกันแบบนี้ แต่เรามองที่คนทำงานว่าแต่ละคนรู้สึกว่าสามารถส่งมอบงานได้เร็วขึ้นมากน้อยแค่ไหนมากกว่าที่จะมานับบรรทัด ถ้าอัตราการส่งมอบงานที่แต่ละคนทำได้เพิ่มขึ้นคุ้มกับค่าใช้จ่ายก็บอกได้ว่าคุ้มค่าการลงทุน
ก่อนหน้านี้เองเราก็ทดลองกับเด็กจบใหม โดยให้ AI ไปใช้งานด้วย จุดหนึ่งที่เราพบคือกระบวนการ on board น้องใหม่ที่เดิมต้องมาไล่โค้ดขนาดใหญ่ เมื่อมี AI ช่วยน้องๆ สามารถเริ่มอิมพลีเมนต์งานต่างๆ ตามคำสั่งได้เร็วขึ้นชัดเจน
BN: เด็กจบใหม่ควรปรับตัวอย่างไรในยุค AI
ดร.ต้า: ผมว่าข้อได้เปรียบของเด็กจบใหม่คือเรียนรู้เครื่องมือใหม่ได้เร็ว แต่เงื่อนไขสำคัญคือใช้แล้วต้องใช้ให้เก่งขึ้นด้วย และทำให้เป็นตัวคูณของเรา จุดอันตรายคือหากเราใช้แล้วกลายเป็นการนำคำตอบจาก AI มาส่งต่อเลยเราก็จะไม่สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นไป
เราต้องมีไอเดียของเรา แล้วให้ AI ช่วยต่อยอด หรือแม้แต่ช่วยตั้งคำถามกับไอเดียของเรา เพื่อให้ไอเดียของเราคมขึ้น
BN: ช่วงหลังมีข่าวเลย์ออฟในต่างประเทศจำนวนมาก มีผลกระทบในไทยอย่างไรบ้าง
ดร.ต้า: เรามองว่าเป็นจุดที่ดีเพราะคนในต่างประเทศเองหลายคนก็หางานลำบาก บางบริษัทเลย์ออฟทีเดียวหลายหมื่นคน ซึ่งเป็นคนระดับท็อปทั้งนั้น ทำให้การแข่งขันหางานสูง และมีหลายคนเริ่มมองหาทางกลับมาก็น่าจะทำให้เราหาทีมเข้ามาได้
แต่ความยากคือคนเหล่านี้อยากได้ทำงานระดับโลก ดังนั้นเราก็ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเราเป็นระดับโลกเหมือนกันและมีศักยภาพในการเติบโตสูง เพราะคนเหล่านี้หลายคนย้ายงานตามการเติบโต จากกูเกิลไปเฟซบุ๊ก ไป AirBnB, Uber, DoorDash ตามยุค จุดที่เราไปชวนคือเราให้มาช่วยทำให้มันเติบโต โชคที่เราอยู่ในจุดที่เราเป็นบริษัทไทยที่เติบโตได้
โดยรวมแล้วเราต้องการ ecosystem รวมที่มีโอกาสเติบโตในบริษัทที่อยู่ในไทยให้มีจำนวนมากให้มากขึ้น แบบเดียวกับยุค eastern seaboard ของเราที่อุตสาหกรรมยานยนต์ที่สร้าง ecosystem การเติบโต เราอาจจะต้องหามุมดึงให้มีการตั้ง engineering office ในไทยที่ให้คนเหล่านี้มีงาน เช่นเดียวกับเวียดนามที่เปิดรับงานซอฟต์แวร์จากภายนอกและกลายเป็นแหล่งวิศวกรซอฟต์แวร์สำคัญ
on
ความจริงพวกคุณนอนกอดขุมทรัพย…
Tasksenger Mon, 16/03/2026 - 11:58
ความจริงพวกคุณนอนกอดขุมทรัพย์ขนาดใหญ่อยู่เลยนะ จำนวนนักท่องเที่ยวที่บินเข้าไทย ปีนึงเกือบ 40 ล้านคน ไม่รวมคนในประเทศ หากคุณสามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยว อำนวยความสะดวกให้พวกเขา ทำลายขีดจำกัดด้านภาษา กับการลองชิมร้านอาหาร local ในไทย คุณจะเปิดโลกขุมทรัพย์ใหม่ด้วย AI ได้เลย มากกว่าแค่นำมาแก้ไขปัญหาในองค์กร คุณมีทั้งข้อมูลร้านอาหาร การขนส่ง พฤติกรรมผู้บริโภคในมือ หากเปิดตลาดใหม่เอาแค่เฉพาะนักท่องเที่ยวที่บินเข้าไทยในแต่ละปี มันจะสร้างรายได้มหาศาลได้สบาย เพราะนักท่องเที่ยวเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็อยากบินเข้ามาลองอาหารต้นตำหรับในไทยทั้งนั้น แต่กำแพงขนาดใหญ่ของพวกเขาคือ ภาษา และความซับซ้อนของผังเมืองในไทย ถ้าคุณเปลี่ยนพฤติกรรมในการหาร้านอาหารของเขาได้ ทำให้เขานึกถึง Application ของคุณ เมื่อบินมาไทย คุณคิดว่านักท่องเที่ยวเหล่านี้เขาใช้จ่ายเรื่องค่ากิน ค่าเที่ยวเท่าไหร่ล่ะ ต่อการบินมาไทย 1 ครั้ง แถมไม่มีคู่แข่งที่ชัดเจนด้วยสำหรับตลาด local แต่ตลาด global ก็ยังแค่พยายามตั้งไข่ ยังไม่มีข้อมูลเชิงลึกเหมือนพวกคุณ เปิดก่อนได้ปูด หรือเปิดก่อนได้เปรียบ ก็อยู่ที่มุมมองผู้บริหารเลยแหล่ะ
แล้วถ้าคุณออกแบบดีๆ มันยังเอาไป implement ที่อื่นได้อีก เพราะสิ่งที่เปลี่ยนก็คือ ข้อมูลภายในไม่ใช่ platform ถ้าคุณมองในมุม AI First แบบที่คุณอยากไปให้ถึง เรื่องแบบนี้ ถ้าคิดทางคณิตศาสร์ สมการคงที่ แต่ตัวแปรเปลี่ยน ถ้าคุณคิดสมการเฉพาะของ platform ด้านอาหารของคุณได้ เรื่อง implement ก็น่าจะไม่ยากเพราะแนวคิดด้านนี้ของพวกคุณมี และถนัดอยู่แล้ว แต่สวนใหญ่ที่ผมเจอ มักไปตายตรงไปคิดที่ Application First จนเมื่อสร้างเสร็จแล้ว มันก็จบตรงนั้น อยากได้ใหม่ ก็ต้องสร้างใหม่กันอีก