Tags:
Node Thumbnail

ดัดแปลงจากคำกล่าวเปิดงาน Blognone Tomorrow 2019 - 9 กันยายน 2019

หากเราย้อนเวลากลับไปเกือบ 200 ปี ในปี ค.ศ. 1853 ชาวญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตอย่างสงบในยุคโชกุน-ซามูไร ก็พบกับสิ่งที่น่าตระหนก เมื่อมี "เรือดำ" จำนวน 4 ลำแล่นเข้ามาในอ่าวโตเกียว

"เรือดำ" หรือ black ships เป็นชื่อที่คนญี่ปุ่นใช้เรียกเรือกลไฟเหล่านี้ ทั้งจากปัจจัยว่าตัวเรือมีสีดำ และมีควันสีดำจากถ่านหินของเครื่องยนต์ไอน้ำในเรือ ลอยพุ่งขึ้นมาสู่ท้องฟ้า

No Descriptionภาพวาดเรือดำในยุคหลัง (สมัยรัฐบาลเมจิ) ภาพจาก Fujiarts

คนที่เคยอ่านการ์ตูนหรือดูซีรีส์ญี่ปุ่นแนวย้อนยุคมาบ้าง คงพอทราบกันดีว่าเมืองหลวงของญี่ปุ่นในอดีตคือ "เกียวโต" และภายหลังย้ายมาเป็น "โตเกียว" (หรือเอโดะ) ซึ่งยุคสมัยที่ย้ายเมืองหลวงมายังโตเกียว เป็นช่วงเวลาที่โชกุนจากตระกูลโตคุงาวะ (Tokugawa Shogunate) ปกครองประเทศเป็นเวลาเกือบ 300 ปี (1600-1868)

โตคุงาวะ อิเอยาสุ โชกุนคนแรกของตระกูลโตคุงาวะ เป็นผู้รวบรวมญี่ปุ่นที่แตกเป็นเสี่ยงๆ กลับมาเป็นปึกแผ่นอย่างมั่นคง แต่หลังจากนั้นไม่นาน โชกุนในตระกูลโตคุงาวะก็ตัดสินใจปิดประเทศ ไม่ทำการค้าขายหรือติดต่อใดๆ กับต่างชาติเลย หลังจากเกิดเหตุการณ์กบฎที่ได้รับอิทธิพลจากศาสนาคริสต์

สังคมญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคโดดเดี่ยวไม่สนใจโลกภายนอกมาเป็นเวลานานถึง 200 กว่าปี โชกุนแต่ละรุ่นในตระกูลโตคุงาวะสร้างสังคมศักดินาที่มีชนชั้นไดเมียวและซามูไร ปกครองประเทศมาอย่างช้านาน ชีวิตของผู้คนในยุคสมัยนี้ผ่านไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร วันพรุ่งนี้ก็คงเป็นเช่นนั้น

จนกระทั่ง "เรือดำ" ปรากฏตัวขึ้นที่อ่าวโตเกียว

No Descriptionภาพวาดเรือดำในปี 1853 จากมุมมองของสหรัฐอเมริกา ภาพจาก MIT

เรือดำเหล่านี้คือกองเรือรบของสหรัฐอเมริกา ประเทศใหม่ที่กำลังแผ่อิทธิพลทางการเมืองในโลกยุคนั้น ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาต้องการค้าขายกับญี่ปุ่น จึงมอบหมายให้พลเรือแมธธิว เพอร์รี (Matthew C. Perry) เดินเรือครึ่งโลก นำเรือรบเข้ามาเจรจาให้ญี่ปุ่นเปิดประเทศ และเขาได้รับอนุญาตให้ใช้อาวุธหากรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ยินยอม

ประวัติศาสตร์หลังจากนั้นคือ ญี่ปุ่นยอมเปิดประเทศทำการค้ากับต่างชาติอีกครั้ง ความเปลี่ยนแปลงหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว และเป็นเหตุให้ระบอบโชกุนล่มสลายลงอย่างเป็นทางการในปี 1868 หลังจากเรือดำปรากฏตัวขึ้นเพียง 15 ปี

No Descriptionภาพวาดเรือดำปี 1854 ที่มาของภาพจาก MIT

เรือดำถือเป็นสิ่งแปลกปลอมทางประวัติศาสตร์ในมุมมองของคนญี่ปุ่นยุคนั้น เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ปรากฏตัวขึ้นอย่างฉับพลัน และมาพร้อมกับความเป็นปฏิปักษ์ ส่งสัญญาณที่เป็นอันตรายต่อสังคมศักดินาของระบบโชกุน

สิ่งนี้สะท้อนออกมาในภาพเขียนที่คนญี่ปุ่นยุคนั้นวาดขึ้น ภาพที่มีชื่อเสียงเป็นภาพพิมพ์ไม้ที่วาดช่วงปี 1854 ถ่ายทอดมุมมองของคนญี่ปุ่นต่อเรือดำออกมาเป็น "ปีศาจ" ที่น่าเกลียดน่ากลัว ตัวเรือสีดำมีควันพวยพุ่ง หัวเรือเป็นสัตว์ร้ายที่มีเขาแหลมยาว ส่วนท้ายเรือก็มีสายตาเหมือนปีศาจคอยจับตาคนญี่ปุ่นอยู่ตลอดเวลา

ระบอบโชกุนที่ยิ่งใหญ่เลือกที่จะต่อกรกับเรือดำ แต่ก็ประสบความพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว เพราะเทคโนโลยีด้านการรบไม่สามารถทัดเทียมกันได้ ดาบซามูไรหรือจะสู้ปืนใหญ่ยิงจากเรือ ระบอบโชกุนจึงถูกบีบให้เซ็นสัญญาเปิดประเทศ หลังจากนั้นก็แพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากความขัดแย้งภายในประเทศเอง จนต้องล่มสลายลงไปในระยะเวลาหลังจากนั้นไม่นาน

No Descriptionศูนย์ฝึกทหารเรือนางาซากิ ภาพจาก Wikipedia

แต่ไม่ใช่คนญี่ปุ่นทุกคนที่ต่อต้านเรือดำ พลันที่เรือดำปรากฏตัวขึ้นมาในอ่าวโตเกียว บางคนรู้ทันทีว่านี่คือโอกาส

คัตสึ รินทาโร่ หรือที่ทุกวันนี้เรารู้จักเขาในชื่อ "คัตสึ ไคชู" คือหนึ่งในบุคคลเหล่านั้น เขาเกิดในตระกูลซามูไรชั้นต่ำที่เอโดะ แต่กลับหลงใหลในอารยธรรมต่างชาติมาโดยตลอด เขาศึกษาภาษาดัตช์เพื่อเข้าถึงความรู้และเทคโนโลยีของต่างชาติ และเมื่อโอกาสมาถึงจากเรือดำ เขาก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมผลักดัน "ศูนย์ฝึกทหารเรือ" แห่งแรกของญี่ปุ่นที่เมืองนางาซากิ โดยอาศัยเทคโนโลยีด้านการเดินเรือ-ต่อเรือจากดัทช์เป็นหลัก

ศูนย์ฝึกทหารเรือแห่งนี้มีนโยบายที่เปิดกว้าง เปิดรับนักเรียนจากทุกชนชั้น ไม่จำกัดเฉพาะลูกหลานตระกูลซามูไรชั้นสูงเท่านั้น ในเวลาไม่ช้านาน ญี่ปุ่นก็สามารถต่อเรือกลไฟลำแรกของตัวเองได้สำเร็จ และคัตสึ ไคชู ก็เป็นกัปตันเรือเดินทางไปยังซานฟรานซิสโกเพื่อเจรจาการทูตกับสหรัฐอเมริกา

ผลผลิตของศูนย์ฝึกทหารเรือนางาซากิ กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจทางทะเลในระยะเวลาต่อมา และยิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงขั้นรบชนะรัสเซียในยุคมหาอำนาจ หรือเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 อย่างที่เราทราบกันดี

เรื่องราวของ "เรือดำ" เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเกิดขึ้นเสมอในประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างมาก แต่ก็ขึ้นกับทัศนคติของคนว่าจะรับมือกับมันอย่างไร ในขณะที่บางคนหวาดกลัว บางคนก็เข้าหา เรียนรู้ และใช้งานมัน

Embrace!

สถานการณ์ของประเทศไทยในปี 2019 ก็ไม่ต่างกันนัก ถึงแม้ยุคสมัยเปลี่ยน เทคโนโลยีแตกต่างจากในอดีตมาก แต่ภาพรวมของเหตุการณ์กลับคล้ายกัน นั่นคือเรากำลังตื่นขึ้นมาจากสังคมอนุรักษ์นิยมแบบ "ไทยๆ" มาเจอกับ "เรือดำ" จากต่างชาติเต็มไปหมด

ปฏิกิริยาจากหลายคนคือการต่อต้านหรือคร่ำครวญว่ากำลังถูกต่างชาติเข้ามาคุกคาม แต่ผู้กล้าหาญแห่งยุคสมัยมีอยู่เสมอ เราก็เชื่อว่ามีคนไทยจำนวนมากมองว่านี่คือโอกาส และกำลังถอดรื้อเรือดำเหล่านี้เพื่อเรียนรู้ โดยหวังว่าจะสร้างกองเรือดำของตัวเองขึ้นมา

Get latest news from Blognone

Comments

By: whitebigbird
Contributor
on 14 September 2019 - 00:38 #1128237
whitebigbird's picture

เปลืองงบครับ ดักคอก่อนละกัน

By: dangsystem
iPhoneAndroidBlackberryWindows
on 14 September 2019 - 01:16 #1128243 Reply to:1128237
dangsystem's picture

เรือดำครับ

By: whitebigbird
Contributor
on 14 September 2019 - 09:14 #1128255 Reply to:1128243
whitebigbird's picture

คือยังไงครับ

By: Jonathan_Job
WriteriPhoneUbuntuWindows
on 14 September 2019 - 00:47 #1128239
Jonathan_Job's picture

ยอมรับว่า แวบแรกเห็นหัวข้อข่าวเป็น "เรือดำน้ำ 2019"

By: dangsystem
iPhoneAndroidBlackberryWindows
on 14 September 2019 - 01:17 #1128244 Reply to:1128239
dangsystem's picture

+1 แวบแรกเหมือนกัน

By: Witna
ContributoriPhoneAndroidWindows
on 14 September 2019 - 02:50 #1128247

อะไรที่ดีก็รับไว้
อะไรที่ไม่ดีก็กีดกัน

ถึงบทความจะว่ายังงั้น แต่ญี่ปุ่นก็ยังคงความเป็นญี่ปุ่นที่ต่างชาติไม่มีเอาไว้อย่างเหนียวแน่น
ใช่ว่ารับเขามาหมดจนไม่เหลือรากเหง้าซะที่ไหน

By: hisoft
ContributorWindows PhoneWindows
on 14 September 2019 - 03:50 #1128248 Reply to:1128247
hisoft's picture

ความต่างอย่างนึงคือเค้าไม่ได้ทำแบบแตะต้องไม่ได้ครับ ใครจะอนุรักษ์ไว้เต็มที่ก็ทำไป ใครไม่เหลือไว้เลยก็ทำไป ใครจะเอามาประสานกันออกมาเป็นแบบไหนก็เชิญตามสะดวก ซึ่งเอาจริงๆ ผมว่ามันทำให้รักษาของดั้งเดิมไว้ง่ายกว่าด้วยซ้ำนะ เห็นของที่ประสานกันแล้วมันดึงดูดให้ไปศึกษาต้นฉบับจริงๆ แม้จะไม่ใช้ก็ตาม

By: Witna
ContributoriPhoneAndroidWindows
on 14 September 2019 - 13:39 #1128284 Reply to:1128248

ไม่เลยครับ

ญี่ปุ่นเองก็มีสิ่งที่แตะต้องไม่ได้อยู่เหมือนกันครับ
มันแล้วแต่ว่าเขาให้ความสำคัญกับอะไร

อีกอย่าง "คน" ก็เป็นส่วนสำคัญด้วย คนญี่ปุ่นมีความทระนงตนในความเป็นญี่ปุ่นสูง (อย่างน้อยก็คนรุ่นๆ ก่อน)
และรู้ว่าอะไรควรไม่ควรด้วยอีกอย่าง

By: hisoft
ContributorWindows PhoneWindows
on 14 September 2019 - 13:52 #1128286 Reply to:1128284
hisoft's picture

ญี่ปุ่นเองก็มีสิ่งที่แตะต้องไม่ได้อยู่เหมือนกันครับ

ขอเป็นความรู้สักอย่างสองอย่างได้ไหมครับ ผมรู้จักแค่ผิวเผินที่เห็นผ่านโลกออนไลน์ทั่วไป

อีกอย่าง "คน" ก็เป็นส่วนสำคัญด้วย

จริงครับ

คนญี่ปุ่นมีความทระนงตนในความเป็นญี่ปุ่นสูง (อย่างน้อยก็คนรุ่นๆ ก่อน)

ใช่ครับ แต่ปัจจุบันผมว่าลงไปพอสมควรแล้วนะแม้ว่ายังสูงระดับนึง

By: whitebigbird
Contributor
on 14 September 2019 - 14:47 #1128290 Reply to:1128284
whitebigbird's picture

พูดกว้างมากจนไม่รู้ว่าจะสื่ออะไรเลยครับ

เอาแค่ประโยคแรก

ญี่ปุ่นเองก็มีสิ่งที่แตะต้องไม่ได้อยู่เหมือนกันครับ
มันแล้วแต่ว่าเขาให้ความสำคัญกับอะไร

เปลี่ยนจากคำว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศอื่นๆ ก็ยังครอบคลุมอยู่ คือมันกว้างมากจนครอบคลุมแทบจะทุกสิ่งทุกอย่าง จนเหมือนไม่ได้ให้ความเห็นอะไรเลยครับ

ถ้าจะให้ดี ลองยกตัวอย่างมาจะช่วยให้เห็นชัดได้มากขึ้นครับ

By: iamfalan
iPhoneAndroidWindows
on 14 September 2019 - 15:21 #1128297 Reply to:1128284

ผมเอาเรื่องศาสนาละกัน
ญี่ปุ่นนับถือชินโต กับพุทธ เป็นหลัก
ถามว่าเทพชินโตแตะได้ไหม... อ่านคุจากุดูครับ

ก็ไม่เห็นมีใครด่า

บ้านเราแค่วาดพระพุทธรูป หัวอุลตร้าแมนก็ดิ้นจะเป็นจะตายแล้ว

ถ้าให้นึกสิ่งที่แตะไม่ได้
น่าจะไอด้อลมั้ง 55

By: Witna
ContributoriPhoneAndroidWindows
on 14 September 2019 - 20:46 #1128336 Reply to:1128284

ว่าแล้วว่าต้องมีคนเอาประเด็นนี้มา ( กำลังดังนี่นะ )

ญี่ปุ่นจริงๆ ผมแทบจะบอกได้ว่า เป็นประเทศไร้ศาสนา เลยนะ ( อาจจะพูดหนักไป แต่ลองอ่านดูแล้วกัน )
ญี่ปุ่นนับถือพุทธกับชินโตเป็นหลักก็จริงครับ
แต่เดิมทีก็เป็นนิกายที่ไม่ได้เคร่งอะไรอยู่แล้ว พระญี่ปุ่นสามารถดื่มเหล้าได้แต่งงานได้
แถมหลายสิบปีมานี่ จะเรียกว่ารับถือก็คงไม่เชิง
ถือจะเรียกว่าไม่ได้นับถือเป็นพิเศษก็ได้ คริสมาสต์ก็ฉลองไก่ทอด ปีใหม่ก็ไปวัด
แต่ถามว่าคุณญีปุ่นรู้จักอะไรกับศาสนาบ้าง ? อย่างน้อยเพื่อนญี่ปุ่นผมทั้งห้อง 30 กว่าคน ( อายุราว 30 แล้ว ) ก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าที่ศาลเจ้ามีโทริอิ มีวัดมีพระพุทธรูป ไปเมื่อท่องเที่ยว ไม่ก็วันปีใหม่หรือเทศกาลฤดูร้อน แล้วก็ซื้อเครื่องลางสารพัดกลับมาแค่นั้น
ศีล 5 อย่าว่าแต่ทำเลย ไม่รู้เลยดีกว่าว่าจะรู้จักกันไหมด้วยซ้ำ
เพราะฉะนั้น อย่าเรียกว่านับถือจะดีกว่า

ศาสนาคริสต์มีบ้าง แต่พวกคริสชนญี่ปุ่นท่าทางจะเคร่งมากกว่าพุทธอยู่หน่อย
เพราะฉะนั้น จะเอาศาสนามาเล่น ใครล่ะจะสนใจมากไปกว่า "มันสนุกหรือเปล่า ?" หรือ "ขายได้ไหม"
ไอ่เรื่องเซนต์โอนี่ซังนี่ ผมยังไม่อ่าน เพราะมันก็แค่เอา 2 ศาสดามาแสดงตลกให้ดู ความรู้ที่มี ก็แค่ "เซ็ตติ้งตัวละคร" เอง เทียบกับผลงานเรื่องพุทธเจ้า หรือฮิโนะโทริ ของเท็ตสึกะโอซามุไม่ได้แม้ขี้ฝุ่น

แล้วในสังคมที่กดดันสูง แทบยังแทบไม่รู้จักกับศาสนาอย่างดีพอ
เวลาใครสักคนมันแอบอ้างสร้างลัทธิขึ้นมา มันถึงได้หลงหัวปักหัวเปายิ่งกว่าธรรมกายบ้านเรา
คือธรรมกายบ้านเรา มันคือศาสนาพุทธที่บิดเบือน เพราะงั้นใครที่รู้จักพุทธไม่ดี โง่แต่มีเงิน หรืออยากขึ้นสวรรค์แบบเอาง่าย ก็จะหลงไปนับถือ
แต่ลัทธิฝยญี่ปุ่นนี่คือ ใครก็ไม่รู้ เป็นศาสนาใหม่ตั้งขึ้นมาเอง
แค่รูปหน้าปกมีรูปเจ้าลัทธินั่งลอยอยู่กลางอากาศ ( เราดูแว๊บแรกก็รู้ว่ามันนั่งแล้วเหมือนเด้งตัวให้ลอยขึ้นมาจากพื้นแล้วถ่ายรูปในจังหวะที่ลอยอยู่เองอะ ) แค่นี้เรียกสาวกเข้าลัทธิได้เป็น 10 เป็น 100 !!! ก็คิดกันดู
( ที่ยกมานี่คือ โอมชินริเคียว ลัทธิดังเมื่อ 2 - 30 ปีก่อน )

ส่วนเรื่องประวัติศาสตร์ อ่ะ ยุคที่ถูกเอามาเขียนมากที่สุดคือ เซ็นก๊กกุ หรือสงครามกลางเมือง ซึ่งทุกฝ่ายต่างก็ทำสงครามกัน ไม่มีผิด หรือถูก แล้วแต่ว่าจะมองมุมไหน แต่ที่สำคัญก็คือ ญี่ปุ่นไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้น แค่นีก็พอ

เรื่องที่ผมว่าคนญี่ปุ่นไม่แตะกัน หรือแตะกันน้อยมากๆ
1. เรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ในแง่ที่เป็นฝ่ายรุกราน
ต่อให้เป็นการ์ตูนมังกะ ถ้าเล่นประเด็นนี้ก็จะไม่เขียนในเชิงญี่ปุ่นผิด ( ทั้งที่ทั้งโลกตราหน้าไว้เยี่ยงนั้น ) หรือเขียนเรื่องที่ญี่ปุ่นกระทำโหดร้ายกับประเทศคู่สงคราม

  1. เรื่องสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน
    ปกติคิงส์กับควีนจะไม่ค่อยมีราชกรณีจกิจอะไรมากนัก ภัยพิบัติทีก็จะออกเยี่ยมประชาชนบางแค่นั้น
    ยิ่งถ้าเทียบกับอังกฤษที่เล่นข่าวฉาวในสถาบัน หรือกับบ้านเราในช่วงปีที่ผ่านมาแล้วนี่ ญี่ปุ่นไม่มีอะไรแบบนั้นเลย
    หรือถ้ามี ก็ในวงเล็กๆ แคบมากๆ เท่านั้น

กลับไปเรื่องศาสนา ก็คิดๆ พิจารณากันดูนะครับ
จริงๆ ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับตัว นศ ที่เขียน แต่ก็รู้สึกรำคาญสื่อ+ผู้หลักผู้ใหญ่ ที่เอามาตีข่าวซะเหลือเกิน
เอาเป็นว่า ถ้าไปเล่นประเด็นนี้ในพม่า หรือตะวันออกกลาง หัวคนขาดไปหลายคน
บ้านเรายังไม่เท่าไรหรอก คนพร้อมจะสนับสนุนก็มี แต่เล่นกับศรัทธาของคน มันก็ต้องทำใจครับ

By: whitebigbird
Contributor
on 14 September 2019 - 21:27 #1128342 Reply to:1128336
whitebigbird's picture

เรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นความพยายามปิดบังความผิดตัวเองครับ ไม่ใช่ประเด็นอ่อนไหว แตะต้องไม่ได้ที่แตะแล้วประชาชนจะแสดงความไม่พอใจ รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็พยายามปิดเรื่องนี้จนถึงขั้นถอกออกจากหลักสูตรด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นตราบาปที่หนักหนามาก แถมแพ้สงครามอีก

เรื่องสถาบันฯ เค้าแค่ไม่เล่นกันเฉยๆ แต่ถ้ามีใครเล่นผระเด็นขึ้นมาก็จะไม่มีใครมาคอยห้ามหรือมีเหตุการณ์แผ่นดินลุกเป็นไฟ ประชาชนแยกเป็นฝั่งฝ่ายแบบของไทยครับ

ผมว่าประเด็นที่คุณยกมามันอ่อน (ที่แปลว่าไม่หนักแน่น ไม่แน่นหนา, ไม่ใช่อ่อนด้อยหรือปัญญาอ่อน) มากครับ

สองประเด็นที่ยกมา ผมว่ามันอ่อนมากขนาดที่ว่าคนพูดเสียงดังในรถไฟ หรือคนโน้มกิ่งซากุระยังน่าจะโดนด่ามากกว่าอีก

By: Witna
ContributoriPhoneAndroidWindows
on 14 September 2019 - 21:31 #1128344 Reply to:1128342

นี่ผมพูดประเด็นตามหัวข้อบทความล่ะนะครับ
ไม่เกี่ยวแบบประเด็นแมนเนอร์ในสังคมแต่อย่างใด

และผมก็ไม่เคยเห็นคนเล่น 2 ประเด็นที่ยกมา มันเลยไม่รู้หากมีคนหยิบเอามาเล่นจริงๆ แล้ว บ้านเมือง - ประชาชนคนญี่ปุ่นจะมีความคิดอย่างอย่างใดอะนะครับ

แต่อย่างที่ผมพูดไปแรกสุด คนญี่ปุ่นรู้ตัวกันอยู่พอประมาณ ว่า "อะไรควร อะไรไม่ควร"

By: whitebigbird
Contributor
on 14 September 2019 - 22:29 #1128350 Reply to:1128344
whitebigbird's picture

แต่คุณบอกว่ามันเป็นประเด็นที่แตะต้องไม่ได้ไงครับ มันห่างไกลกับเรื่องควรไม่ควรมากเลยนะ

ถ้าแตะต้องคือเล่นปุ๊บมีปัญหาปั๊บ แต่ควรไม่ควรนี่เล่นแล้วไม่ทีปัญหา ไม่ถูกจับมาเสียบประจานครับ

อย่างประเด็นสงครามโลกนี่คนญี่ปุ่นส่วนนึงไม่มีความรู้เลยด้วยซ้ำ ส่วนประเด็นสถาบันฯ นี่ไม่มีอะไรให้เล่น แต่ก็มีคนวิจารณ์และเขียนถึงเป็นบทวิเคราะห์ต่างๆ แม้ในประเทศเอง อย่างตอนสละราชสมบัติเองก็มีสำนักข่าวทำสกู๊ป เขียนบทวิเคราะห์กันปกติ

ส่วนในเมืองไทยมีใครกล้าเขียนบ้างครับ?

นั่นแหละครับ ผมถึงแย้งว่ามันไม่ตรงกับที่คุณบอกว่ามีประเด็นที่แตะต้องไม่ได้เลยนะ มันห่างมากเลย

By: Witna
ContributoriPhoneAndroidWindows
on 14 September 2019 - 22:32 #1128351 Reply to:1128350

เช่นนั้นก็ขออภัยด้วยแล้วกันครับ

By: veeravech
Android
on 17 September 2019 - 08:17 #1128622 Reply to:1128336

ผมขอแย้งนิดนึง เรื่องศาสนา
เนื่องจากคนญี่ปุ่นไม่ยึดถือ ไม่ใช่ว่าไม่นับถือนะ

ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าคนญี่ปุ่นที่ไปเที่ยวต่างประเทศเขานับถือทุกศาสนานะที่ผมสัมผัสมา
แต่ไม่ยึดถือว่าตัวเองต้องเอาแต่นิกายนี้ (ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นตามที่ผมบอกก็เถอะ)

เนื่องจากไม่ได้ยึดถือ ดังนั้นจะทำอะไรก็ได้ แค่ไม่รบกวนผู้อื่น
ถือเรื่องส่วนรวมเป็นอันดับหนึ่งก็เพียงพอ นี่คือสิ่งที่คนญี่ปุ่นถูกสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ครับ

เรื่องแต่งงานศาสนาจะเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเรื่องสังคมบริบทเหมือนกัน ที่ต้องมีบ้างให้เชิดหน้าชูตาหน่อย
ส่วนเรื่องประเทศไม่บัญญัติศาสนาเป็น ศาสนาประจำชาติ เนื่องจากศาสนาในประเทศญี่ปุ่นมีเยอะมาก
ถ้าดูแผนผังแค่ศาสนาพุทธ แตกได้เป็นสิบๆ นิกาย ดังนั้นถ้าตั้งเป็นศาสนาประจำชาติ
อาจจะทำให้เกิดความแตกแยกได้ (ความเห็นส่วนตัว)

ลองแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ครับ
ขอบคุณครับ

By: iamfalan
iPhoneAndroidWindows
on 14 September 2019 - 10:59 #1128266 Reply to:1128247

ญี่ปุ่นเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลาครับ
เมื่อก่อนผมก็คิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่เปลี่ยน ผ่านไปนานแค่ไหนก็เหมือนเดิม
แต่จากการไปเที่ยวที่ห่างกันเกือบ 15 ปี พบว่า ต่างกันหน้ามือเป็นหลังเหวเลยครับ
เขารู้จัก adapt และผสมผสานครับ ร้านอาหารที่ญี่ปุ่นมีขนมฝรั่งมากมาย ร้านชานมไข่มุกเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด (แต่ไม่อร่อยนะ บ้านเราอร่อยกว่า ไข่มุกเขาแข็ง กินมาหลายร้านล่ะ)
ร้านชาก็ยังมี ทำแบบดั้งเดิม ก็มี เกอิชาแบบดั้งเดิมก็มี

By: whitebigbird
Contributor
on 14 September 2019 - 11:13 #1128268 Reply to:1128266
whitebigbird's picture

จริงครับ อัลบัมแจ๊สดีๆ ของญี่ปุ่นนี่ดีแบบดีโคตรๆ หาคนไทยทำแบบเดียวกันแทบไม่ได้

ญี่ปุ่นยังเป็นที่กำเนิดแนว Kei ซึ่งเป็นสายย่อยของแจ๊สด้วย

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ญี่ปุ่นก็ทำเพลงละตินแจ๊สดีๆ มาให้ทุกคนซึมซับโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ อย่างเพลงของมาริโอหลายๆ เพลงนี่ก็ละตินแจ๊สชั้นดีเลย

อย่างอนิเมะ หรือมังงะ เหล่านี้ก็ไม่ได้กำเนิดจากญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นทำให้มันบูมมากๆ

จะว่าไปประเทศที่ conservative มากๆ ทั้งญี่ปุ่นและอินเดีย ก็มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นประเทศแรกๆ ด้วยซ้ำไป ใครบอกว่าคนไทยไม่พร้อมเพราะไร้วินัยหรือเหตุผลอื่นๆ ก็น่าจะดูอินเดียได้ครับ

By: zyzzyva
Blackberry
on 14 September 2019 - 05:22 #1128249

ชอบความ contrast ระหว่างภาพเรือดำวาดโดยอเมริกันกับญี่ปุ่น

By: akira on 14 September 2019 - 08:03 #1128252

มันยังมีช่องทางอีกเยอะ รอบนี้ใครขึ้นเรือทัน ก็มีโอกาสพลิกนวัตรกรรมได้ จริงๆ แล้วประเทศไทยติดอันดับโลกในหลายๆ เรื่อง ที่ต่อยอดธุรกิจได้ เพียงแค่เติมไอเดียหน่อย อย่าลอกอย่างเดียว เพราะลอกอย่างเดียวเราก็ยังเป็นได้แค่ผู้ตาม ต้องเปิดน่านน้ำใหม่ของตัวเอง มันเป็นช่วงเปลี่ยนยุคอุตสาหกรรมยังไม่มีใครแพ้ ชนะชัดเจน

By: smallroom
iPhoneAndroid
on 14 September 2019 - 11:47 #1128272

Content ต่อจาก "Hyperloop ไม่ใช่แค่การเดินทาง แต่จะพัฒนาประเทศไทยแบบก้าวกระโดด" สินะ

By: A4
iPhoneAndroidRed HatSUSE
on 14 September 2019 - 13:17 #1128280
A4's picture

เป็นสงครามการค้า
ไม่ค้าขายกับฉัน ฉันยิง

By: scarface
iPhoneAndroidBlackberry
on 14 September 2019 - 13:28 #1128285
scarface's picture

ที่ผมยังสิงอ่านข่าวของเว็บนี้บอก ตรงๆเลยคือ ทัศนคติและความคิดเป็นแบบหัวก้าวหน้า

By: WattZ
AndroidRed HatSymbianWindows
on 14 September 2019 - 20:45 #1128335
WattZ's picture

รอแปป รอยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีผ่านพ้นไปก่อน

By: -Rookies-
ContributorAndroidWindowsIn Love
on 14 September 2019 - 22:29 #1128349

ทำไมหลายคนตีความไปทางไฮเปอร์ลูปกันหมด ผมอ่านแล้วคิดถึงแกร็บกับอูเบอร์ก่อนเลย เทคโนโลยีอื่นอีกเยอะแยะที่เรามัวไปต่อต้านก็ตาย สู้เกาะไปพร้อมคนอื่นดีกว่า จะให้ดีสุดก็ศึกษาแล้วดัดแปลงมาต่อยอดให้เหมาะกับเราเอง ผมว่าเค้าต้องการพูดทำนองนี้มากกว่านะ


เทคโนโลยีไม่ผิด คนใช้มันในทางที่ผิดนั่นแหละที่ผิด!?!

By: whitebigbird
Contributor
on 14 September 2019 - 22:38 #1128355 Reply to:1128349
whitebigbird's picture

คิดเหมือนผมครับ อีกอันที่ผมคิดคือ 5g ของหัวเว่ย แต่บริบทมันจะออกไปนอกประเทศไทย แต่ก็ยังถือว่าเทียบเคียงได้อยู่ยะ

By: ผลิตภัณฑ์ที่ทัน...
Android
on 15 September 2019 - 19:15 #1128440 Reply to:1128349

อาจตีความจากท่าทีในทวิตเตอร์ของ... ครับ
มีความพยายามผลักดันเบาๆ
แต่ท่าทีของเพื่อนสมาชิกยังก้ำกึ่ง
ไม่ไปในทางเดียวกัน ยังมีการตั้งคำถาม

By: mrpsman on 16 September 2019 - 06:36 #1128459

หนังเอวีญี่ปุ่น สนุกครับ และก็ดำกันทุกคนครับ อย่าคิดมาก

By: zipper
ContributorAndroid
on 16 September 2019 - 10:46 #1128480

เป็นมุมมองที่ดีครับ มีอีกเรื่องนึงที่ผมสังเกตเองว่าน่าจะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ไทยไม่ค่อยมีอะไรพัฒนา เพราะว่าเราคิดว่าคนอื่นต้องทำ เช่น เกษตรกรมองว่ารัฐต้องช่วย, อยากให้ทหารประดิษฐิ์คิดค้นอาวุธได้ทหารต้องทำ แต่ทั้งๆ ที่ทหารก็ต้องอาศัยเอกชนในการประดิษฐิ์อะไรขึ้นมา เอกชนก็คือฝ่ายประชาชนนี่แหล่ะ

มันเลยทำให้เหมือนรอกันไปรอกันมาจนไม่ได้เขยิบไปไหน

By: -Rookies-
ContributorAndroidWindowsIn Love
on 16 September 2019 - 13:07 #1128501 Reply to:1128480

พอถึงเวลาต้องทำจริง ๆ ก็ทำแค่ให้มันผ่าน ๆ ไม่วางแผนระยะยาว ไม่มีการเก็บองค์ความรู้ไปต่อยอด และหน่วยงานรัฐชอบทำใครทำมัน ซ้ำซ้อน ไม่แชร์ข้อมูลกัน


เทคโนโลยีไม่ผิด คนใช้มันในทางที่ผิดนั่นแหละที่ผิด!?!

By: zipper
ContributorAndroid
on 17 September 2019 - 09:50 #1128636 Reply to:1128501

เรื่องไม่แชร์ข้อมูลกันนี่อยากให้ปรับปรุงเร็วๆ เหลือเกิน

By: 0FFiiz2 on 16 September 2019 - 15:19 #1128529
0FFiiz2's picture

รับเทคโนโลลยีของจีน มาตั้งศูนย์เรียนรู้การสร้างรถไฟความเร็วสูงในไทย
ก็คล้าย ๆ กันนะครับ

ความร่วมมือระหว่างจีน-ไทย ในการร่วมก่อตั้ง “สถาบันรถไฟความเร็วสูงหลู่ปัน”

นอกจากได้ศูนย์วิจัยแล้ว ยังได้สร้างรถไฟควบคู่ไปด้วยกันได้ด้วย
และ ทุกอย่างอยู่ใน งบประมาณแผ่นดิน แบบ ปกติ อีกต่างหาก

ตอนนี้สิ่งที่รัฐพยายามผลักดัน
ถ้าเกิดทุกคนเข้าใจ และช่วยผลักดันไปด้วยกัน
มันจะต้องออกมาดีมากแน่ ๆ

แต่ตอนนี้คนไม่ค่อยให้ความสนใจกับเรื่องพวกนี้เลย
หลาย ๆ คนเห็นผ่าน ๆ ตา กดปิดและไม่ยอมรับรู้ซะงั้น

By: IDCET
Contributor
on 16 September 2019 - 15:27 #1128530 Reply to:1128529

การทำความร่วมมือในโครงการและงานต่างๆ มันก็ดี แต่จะดีถ้าหลังจากนั้น เราสามารถพึ่งตนเองโดยไม่ต้องพึ่งจีนหรือชาติอื่นเลย มันจะยั่งยืนมากกว่าพึ่งต่างประเทศหรือซื้อเทคโนโลยีมาใช้อย่างเดียว หรือต่างคนต่างพัฒนาแต่ไม่เผื่อแผ่ความรู้ หรือแม้แต่แบบแผนอะไรเลย ผลก็เละเหมือนเดิม

หวังว่าเมื่อได้คความรู้มาจะสามารถสานต่อ ต่อยอด และผลิตหรือออกแบบได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องให้หาชาติอื่น ประหยัดงบของชาติได้อีกเยอะ

By: 0FFiiz2 on 16 September 2019 - 16:02 #1128534 Reply to:1128530
0FFiiz2's picture

ก็นี่แหละครับ การตั้งศูนย์วิจัยรถไฟความเร็วสูง
ก็คือการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไทย

และไทยสามารถทำเองต่อไปได้ และสามารถต่อยอดได้ในอนาคต
โดยไม่ต้องพึ่งต่างชาติมาก (ผมก็ไม่กล้ายืนยันว่าจะทำได้เองทั้งหมด)

By: -Rookies-
ContributorAndroidWindowsIn Love
on 16 September 2019 - 21:58 #1128588 Reply to:1128534

อาจจะไม่เกี่ยวเท่าไหร่ แต่พอดีอ่านความเห็นนี้แล้วนึกขึ้นได้ สมัยเราสร้างดาวเทียมธีออสส่งขึ้นไป ก็มีข่าวทำนองนี้ ว่าเราได้ปั้นคนเก่ง ๆ ของเรา เขาจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ จนวันนี้ผมยังไม่เห็นข่าวดาวเทียมดวงต่อไปของเราเองจริง ๆ เลย


เทคโนโลยีไม่ผิด คนใช้มันในทางที่ผิดนั่นแหละที่ผิด!?!

By: pepporony
ContributorAndroid
on 17 September 2019 - 07:18 #1128619 Reply to:1128534

วลี 'ถ่ายทอดองค์ความรู้' ที่มาพร้อมกับทุกการลงทุนของต่างชาติ 555

By: Alios
iPhoneAndroidWindows
on 17 September 2019 - 09:51 #1128637

All we are is dust in the wind.