Tags:
Topics: 
Node Thumbnail

Theranos สตาร์ตอัพทางการแพทย์ที่หลายคนเคยเชื่อว่าจะเป็นผู้พลิกโฉมการแพทย์ครั้งใหญ่ ทำให้สามารถระดมทุนได้นับหมื่นล้านบาท มูลค่าบริษัทเคยสูงสุดถึงสามแสนล้านบาท (9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) Elizabeth Holmes ผู้ก่อตั้งซึ่งมีหุ้นเกินครึ่งกลายเป็นมหาเศรษฐีด้วยอายุเพียง 30 ปี แต่ทั้งหมดก็จบลงภายในเวลาเพียงไม่กี่ปีหลังบริษัทถูกแฉว่าเทคโนโลยีใช้ไม่ได้จริง โดยบทความของนักข่าวสืบสวน John Carreyrou ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ในปี 2015 สามปีผ่านมา เขาเรียบเรียงประเด็นประเด็นทั้งหมดออกมาเป็นหนังสือ ว่าปรากฎการณ์ของ Theranos ที่เป็นบริษัทด้านสุขภาพที่ควรจะถูกตรวจสอบอย่างหนัก กลับหลุดรอดกระบวนการตรวจสอบของทั้งหน่วยงานรัฐ และนักลงทุนชื่อดังจำนวนมากที่ทุ่มเงินมหาศาลในบริษัทตลอดช่วงเวลาหลายปีได้อย่างไร

No Description

หนังสือ Bad Blood เดินเรื่องราวในหนังสือ หาคำตอบต่อคำถามว่า

  • ทำไม Holmes ถึงพยายามหลอกลวง
  • ทำไมนักลงทุนที่ลงเงินมหาศาลจึงเชื่อว่าบริษัทมีเทคโนโลยีจริง
  • บริษัทด้านสุขภาพขนาดใหญ่อื่นๆ มาร่วมธุรกิจกับ Theranos จนทำให้ความน่าเชื่อถือของบริษัทเพิ่มขึ้นมากได้อย่างไร

หนังสือเล่าถึงปัญหาของการบริหารของ Holmes ตั้งแต่ช่วงก่อตั้งบริษัทใหม่ๆ พนักงานยุคแรกของ Theranos พยายามบอกนักลงทุนรุ่นแรกๆ ว่า Holmes ว่าเธอสนใจแต่ความจงรักภักดีต่อตัวเธอ มากกว่าความสามารถในการทำงาน ขณะที่ฝั่งผู้ลงทุนเธอเลือกนักลงทุนรุ่นแรกๆ ที่อยากให้เทคโนโลยีของ Theranos เป็นความจริงแต่ตัวนักลงทุนเหล่านี้ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพนัก แม้นักลงทุนจะรู้ว่าเธอมีปัญหาในการบริหาร แต่กลับยอม "ให้โอกาส" เธออีกครั้ง

หนังสือเล่าถึงบุคลิกของ Holmes เองที่บูชาความสำเร็จของบริษัทไอทีอย่างแอปเปิลเป็นอย่างมาก ในวันที่ข่าว Jobs เสียชีวิต Theranos ถึงกับชักธงแอปเปิลเพื่อไว้อาลัย ขณะเดียวกันสไตล์การแต่งตัวของเธอก็มีอิทธิพลมาจากจ๊อบส์ค่อนข้างมาก

สไตล์การทำงานแบบบริษัทไอทีนี้ Carreyrou วิจารณ์ถึงซิลิกอนวัลเลย์เอาไว้ ว่าบริษัทในย่านนี้จำนวนมาก มักกล่าวอ้างความสำเร็จเกินจริงกันเป็นประจำ แม้ในวงการไอทีจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่กับงานด้านสุขภาพ การอวดอ้างความสำเร็จเกินจริงกลายเป็นเรื่องอันตราย

จุดสำคัญของ Theranos คือการทำสัญญาร่วมกับ Walgreens จนสามารถเข้าไปตั้งจุดรับตรวจเลือดในร้านขายยาได้ หนังสือเล่าถึงการทำสัญญาครั้งนี้ว่าร้านขายยาอย่าง Walgreens พยายามอย่างหนักที่จะหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาลงเพื่อปรับโฉมธุรกิจ และพอเห็นเทคโนโลยีของ Theranos ผู้บริหารหลายคนก็เชื่ออย่างเต็มใจ แม้ที่ปรึกษาจะพยายามทัดทานและขอตรวจสอบว่าเทคโนโลยีทำงานได้จริงหรือไม่ รวมถึงขอทดลองตรวจสอบผลเลือดด้วยตัวเองเอง แต่ Holmes ก็อ้างความไม่พร้อมต่างๆ ให้ผู้บริหาร Walgreens ได้เสมอจนกระทั่งเซ็นสัญญา และเปิดบริการให้กับคนไข้ในที่สุด Carreyrou วิจารณ์ถึงผู้บริหาร Walgreens ว่าเกิดอาการ FOMO (fear of missing out) ว่าตัวเองจะพลาดเทคโนโลยีที่กำลังจะมาเปลี่ยนโลก จนยอมร่วมหัวจมท้ายกับบริษัทเกิดใหม่โดยไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ขณะที่บริษัทยาจำนวนหนึ่งร่วมงานกับ Theranos เพียงแค่เข้ามาทดลองเทคโนโลยีและถอนตัวออกไปเมื่อผลลัพธ์ใช้งานไม่ได้ แต่ Theranos กลับนำไปอ้างว่าได้ร่วมงานกับบริษัทเหล่านี้

ช่องโหว่ของระบบการกำกับดูแลอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพของสหรัฐฯ ก็เป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ Theranos สามารถให้บริการจริงกับผู้ป่วยจำนวนมากได้ การกำกับดูแลที่แยกระหว่าง FDA ที่กำกับดูแลอุปกรณ์ และ CMS ที่กำกับดูแลห้องแล็บ สร้างช่องโหว่ให้ Theranos สามารถอ้างว่าให้บริการตรวจเลือดได้โดยแทบไม่ถูกตรวจสอบเลย เมื่อใดที่ Theranos เปิดบริการที่จะถูกกำกับดูแลมากขึ้น บริษัทก็เลือกช่องทางอื่น เช่นการส่งเลือดกลับห้องแล็บกลางของบริษัท แทนที่จะเป็นจุดตรวจเลือดที่ให้ผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็วตามที่อ้างไว้ตั้งแต่ทีแรก ช่องโหว่นี้ไม่ได้ถูกใช้โดย Theranos อย่างเดียว แต่บริษัทจำนวนมากก็เปิดรับตรวจข้อมูลสุขภาพด้วยเทคโนโลยีที่ไม่น่าเชื่อถือ รายหนึ่งให้บริการตรวจมะเร็งเต้านมกับคนไข้ ทั้งที่ตัวเทคโนโลยีผิดพลาดสูงถึง 20%

โดยรวม หนังสือ Bad Blood เป็นหนังสือที่ช่วยให้เราเห็นภาพได้ทั้งระบบว่าการที่บริษัทลวงโลกอย่าง Theranos เกิดขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพียงแค่ผู้บริหารที่หลอกลวงเท่านั้น แต่มันต้องอาศัยความเชื่อของคนจำนวนมาก, ช่องโหว่ทางกฎหมาย, และช่องโหว่ของระบบการจัดการเงินลงทุนที่หลายครั้งให้เงินจำนวนมหาศาลโดยไม่ตรวจสอบให้ดีเสียก่อน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นภาพสะท้อนให้กับระบบการดูแลบริการสุขภาพของสหรัฐฯ, แนวคิดการทำสตาร์ตอัพที่พยายามสร้างภาพความสำเร็จโดยไม่ดูความเป็นจริง, และการลงทุนแบบหว่านเงินไปพร้อมๆ กัน

สำหรับผู้สนใจวงการสตาร์ตอัพเทคโนโลยี หรือวงการเทคโนโลยีสุขภาพ หนังสือเล่มนี้คงเป็นหนังสือที่ต้องอ่านในปีนี้เลยทีเดียว

Get latest news from Blognone

Comments

By: freeriod on 29 July 2018 - 23:18 #1063133
freeriod's picture

จะติดคุกเปล่าเนี้ย

By: trufa
ContributorWindows PhoneAndroidWindows
on 30 July 2018 - 01:49 #1063143
trufa's picture

อ่านพาดหัวแวบแรกเป็น thanos ซะงั้น ^^"


Happiness only real when shared.

By: PriteHome
ContributorAndroidWindows
on 30 July 2018 - 06:31 #1063149 Reply to:1063143
PriteHome's picture

+555

By: diewland
AndroidWindows
on 30 July 2018 - 23:59 #1063208 Reply to:1063143
diewland's picture

+1

By: zyo on 30 July 2018 - 04:28 #1063146
zyo's picture

ขอบคุณครับ

By: delta on 30 July 2018 - 06:15 #1063147
delta's picture

"เขาเรียบเรียงประเด็นประเด็นทั้งหมด"..คือ

By: -Rookies-
ContributorAndroidWindowsIn Love
on 30 July 2018 - 07:17 #1063151

รอดูหนัง


เทคโนโลยีไม่ผิด คนใช้มันในทางที่ผิดนั่นแหละที่ผิด!?!

By: Bluetus
iPhone
on 30 July 2018 - 08:14 #1063154
Bluetus's picture

รอดูหนัง

ภาคต่อตอนนี้ของ Theranos กับ Walgreens

ก็อาจจะเป็น Magic Leap กับ AT&T

เห็นหลายคนไปลองเดโมแล้ว ผิดหวังไปตามๆ กัน

By: OXYGEN2
ContributoriPhoneAndroidWindows
on 31 July 2018 - 02:03 #1063213 Reply to:1063154
OXYGEN2's picture

+1 Magic Leap น่าจะเป็นรายต่อไป


oxygen2.me, panithi's blog

Device: ThinkPad T480s, iPad Pro, iPhone XS Max, Galaxy Note 8, Huawei P30 Pro

By: panurat2000
ContributorSymbianUbuntuIn Love
on 30 July 2018 - 10:01 #1063164
panurat2000's picture

พนักงานยุคแรกของ Theranos พยายามบอกนักลงทุนรุ่นแรกๆ ว่า Holmes ว่าเธอสนใจ

ว่า Holmes ว่า ?

By: api on 30 July 2018 - 11:05 #1063168

GT200 เวอร์ชั่นสตาร์ทอัพ

By: myungz
In Love
on 30 July 2018 - 11:44 #1063171
myungz's picture

แชร์ลูกโซ่โมเดล

By: darkleonic
ContributorAndroidWindowsIn Love
on 31 July 2018 - 04:21 #1063217
darkleonic's picture

นี่ถ้ารอดไปถึง IPO นี่ท่าจะบันเทิงกว่านี้