ตั้งหัวกระทู้เรียกแขกไปงั้น 555 แต่ก็อยากให้มันไประดับโลกนะ คือ
ผมมีโครงการจะทำบริษัทสตาร์ทอัพ และหาผู้ลงทุนให้ได้แล้ว แต่ด้วยความที่มาสายเทคนิค คุยแต่กับคอมพิวเตอร์ จึงรบกวนขอคำแนะนำในการบริหารจัดการ เงื่อนไขทางกฎหมาย และการบริหารผลประโยชน์ ดังนี้
-
ผมเป็นเจ้าของไอเดีย เป็นคนลงมือทำ จัดตั้งทีมงาน และบริหารจัดการทุกอย่าง รวมถึงขั้นตอนการทำตลาด ผู้ลงทุนมีหน้าที่ลงทุนและรอเก็บเกี่ยวผลกำไร ในลักษณะนี้ควรแบ่งผลประโยชน์กันยังไงครับ และควรมีเงื่อนไขเวลาด้วยมั้ย สิทธิ์ในชื่อแบรนด์ ชื่อโดเมนเนม ควรแบ่งผลประโยชน์ร่วมกันยังไงครับ
-
เป้าหมายคือตลาดโลก ขั้นแรกคงรับเงินผ่านบัตรเครดิตโดยผ่าน PayPal อีกทีหนึ่งก่อน (ยังไม่รับชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิตโดยตรง) คำถามคือ ค่าธรรมเนียมในการโอนเงินเข้ามาในไทยจะคุ้มหรือไม่ หรือจะรับชำระบัตรฯ โดยตรงเลย ซึ่งก็จะยุ่งยากในการติดต่อกับธนาคารและการจัดการ server & security ที่ต้องได้มาตรฐานของธนาคาร และต้องทำ audit อยู่เสมอ
-
เราจะยื่นภาษียังไงครับ ใบเสร็จที่ออกให้ลูกค้าก็คงเป็นแค่อีเมลฉบับเดียว ไม่มีใบกำกับภาษี ไม่มีตราประทับ ไม่มีใบเสร็จรับเงินที่จับต้องได้
-
ควรไปตั้งบริษัทที่สิงคโปร์แทนหรือไม่ครับ เนื่องจากในระยะยาวน่าจะมีปัญหาเรื่องข้อมูลลูกค้ากับภาครัฐ คือไม่ใช่ธุรกิจสีเทาอะไร แต่ความมั่นใจของลูกค้าที่จะใช้บริการ เมื่อทราบว่าเป็นบริษัทในไทยที่การเมืองไม่นิ่ง จะมีผลอะไรหรือไม่ ภาพของบริษัทไอทีไทยกับสิงคโปร์จะมีผลต่อภาพลักษณ์หรือไม่
-
กรณีจ้างฟรีแลนซ์มาทำงานให้ โดยไม่ได้จ่ายเป็นค่าจ้างต่อชิ้นงาน แต่จ่ายให้ต่อ subscription เมื่อลูกค้าเลือกซื้องานของฟรีแลนซ์คนนี้ (ลองเทียบกับพวก shutter stock เป็นตัวอย่างก็ได้) ไอเดียนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ต้องหยุดชะงักไป เพราะฟรีแลนซ์ที่ผมไปคุยด้วยเขาถามกลับมาว่า แล้วเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าเราขายงานได้กี่ subscription? เขาจะรู้ได้ยังไงว่าเราจ่ายให้เขาครบตามที่เขาควรจะได้? ผมก็คิดว่า เออจริงด้วย จะให้ฟรีแลนซ์เข้าไปดูในระบบ backend ของบริษัทมันก็เมคข้อมูลได้ จะให้ดูตัวเลขในบัญชีที่เงินวิ่งเข้า จำนวนเงินที่ปรากฏมันก็เป็นเงินอย่างอื่นของบริษัทด้วย แถมผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนคงไม่โอเคกับวิธีนี้ แล้วจะมีวิธีไหนที่ทำให้ยุติธรรมและโปร่งใสต่อกันได้ครับ
ขอบคุณครับ
ตอบได้ข้อ 2-3 ครับ
lancaster Thu, 09/03/2017 - 18:06
ตอบได้ข้อ 2-3 ครับ
ถ้ารับชำระเป็นสกุล "บาท" เข้า paypal เราก็สามารถโอนเงินเข้า ธ ไทยได้ครับ เกิน 5000 ไม่เสียค่าธรรมเนียมถ้าจำไม่ผิด ถ้าเสียก็ไม่ได้เยอะครับ หรือถ้าเอาสะดวกก็ใช้บริการ อย่างพวก Omise ก็ได้ครับ เรื่องโอนเข้าไทยสะดวก และค่าธรรมเนียมถูกกว่า paypal ด้วยครับ อีกอย่าง paypal จะค่อนข้างมีปัญหากับลูกค้าเกรียนด้วยครับ มันเข้าข้างลูกค้าอย่างเดียวเลย ในฐานะคนขายนี่ค่อนข้างลำบากครับ
ก็ออกตามรายรับของเราทั้งหมดก็พอครับ ถ้าเราไม่หมกเม็ดรายได้มันไม่ยากอยู่แล้ว (พอจดบริษัทแล้ว + จ้างบริษัทบัญชีแล้ว จะรู้เองครับว่าต้องทำไงบ้าง)
ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำครับ
iamcgi Fri, 10/03/2017 - 18:41
In reply to ตอบได้ข้อ 2-3 ครับ by lancaster
ขอบคุณมากสำหรับคำแนะนำครับ
ถ้าจะทำระดับนั้นควรหา consult
McKay Thu, 09/03/2017 - 18:19
ถ้าจะทำระดับนั้นควรหา consult ดีกว่านะครับ ทั้งทางฝั่งการเงินและการ implement
ส่วนเรื่องผลประโยชน์ต่างๆนั้นถ้าจดในรูปแบบนิติบุคคล ผลประโยชน์ก็เป็นของนิติบุคคลอยู่แล้วครับ ซึ่งก็ต้องดูว่าแต่ละคนมีแชร์เท่าไหร่กันอีกที แชร์รูปแบบไหนเป็นคับ
ขอบคุณครับ ไอ้การหา consult
iamcgi Fri, 10/03/2017 - 18:41
In reply to ถ้าจะทำระดับนั้นควรหา consult by McKay
ขอบคุณครับ ไอ้การหา consult นี่ก็ยากเหมือนกันนะครับ ไม่รู้จะหาจากไหน
เสริมว่าส่วนมากจะจดนิติบุคคลใ
Zatang Mon, 13/03/2017 - 11:21
In reply to ขอบคุณครับ ไอ้การหา consult by iamcgi
เสริมว่าส่วนมากจะจดนิติบุคคลในรูปแบบบริษัท สิทธิ์และทรัพย์สินทุกอย่างเป็นของบริษัท เจ้าของบริษัทคือคนที่มีหุ้น แต่ละคนสัดส่วนเท่าไหร่ก็ว่าไป คนลงแรงได้ค่าจ้าง เงินเดือน โบนัส ไม่ได้มีสิทธิ์ในบริษัท เว้นแต่ตกลงกันไว้ว่าจะได้หุ้น ให้ดูสัญญาดีๆ ด้วยนะครับ คนลงเงินเค้ารับความเสี่ยงเยอะกว่าเพราะถ้าเจ๊งก็เงินเค้าเลยมีสิทธิ์เป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายผลประโยชน์ดูที่ชื่อที่ปรากฎเป็นผู้ถือหุ้น
ถ้าได้แค่เงินเดือน
crucifier Tue, 14/03/2017 - 00:03
In reply to ขอบคุณครับ ไอ้การหา consult by iamcgi
ถ้าได้แค่เงินเดือน ไม่มีสิทธิ์ในหุ้นบริษัท แนะนำ จขกท. ทำงานประจำต่อไปดีกว่ามั้ยครับ
เรื่องการแบ่งผลประโยชน์
grit Mon, 13/03/2017 - 17:02
เรื่องการแบ่งผลประโยชน์ ดูจากที่ถามมาน่าจะยังไม่ได้มีการตกลงเรื่องจำนวนเงินทุนกับอัตราส่วนความเป็นเจ้าของที่ชัดเจน
หลักๆ มีอยู่สองประเด็น คือ
ประเด็นแรก ให้ประเมินเงินทุนเบื้องต้นที่จะต้องใช้ในการดำเนินกิจการในระยะแรก
ประเด็นที่สอง คุยกับนักลงทุนว่าถ้าต้องการเงินทุนจำนวนดังกล่าว ต้องแลกกับหุ้นในอัตราส่วนเท่าไร
ซึ่งการที่จะคำนวณให้ได้จำนวนเงินทุนกับอัตราส่วนหุ้นที่เหมาะสม นอกเหนือจากสิ่งที่รู้ๆ กันอยู่แล้วอย่างเช่น รายละเอียดโปรเจคท์ที่ทำคืออะไร มีโอกาสในการเติบโตแค่ไหน<->จะสร้างผลตอบแทนได้เท่าไร มันก็มีปัจจัยสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ความคิดของนักลงทุน ถ้าเจอนักลงทุนที่เชื่อและมองเห็นในโอกาสเหมือนกัน ก็อาจจะได้รับเงินลงทุนแลกกับหุ้นในอัตราส่วนที่เหมาะสม ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นเรื่องของประสบการณ์จากการศึกษาเรื่องราวของสตาร์ทอัพต่างๆ เพื่อที่จะนำประสบการณ์เหล่านั้นกลั่นออกมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตัวเอง
ไป asiabook
NagoyaMilk Tue, 14/03/2017 - 09:41
ไป asiabook
สั่ง "venture deals" 1 เล่ม
ผมเป็นเจ้าของไอเดีย
mr_tawan Tue, 21/03/2017 - 00:57
เรื่องผลประโยชน์ผมว่า (คหสต. นะครับ) คือ คุณกับผู้ถือหุ้นทั้งหมด เอาเงินมาวางรวมกัน แล้วหาอัตราส่วนออกมาเป็นจำนวนหุ้น หุ้นละเท่าไหร่ก็ว่าไป
จากนั้นให้เอาเงินก้อนนี้จ่ายเป็นเงินเดือนตัวเอง เดือนต่อเดือน แยกออกมาจากหุ้นของบริษัท ให้มองว่าคุณเป็นคนที่ทำงานด้วย คิดตรงนี้เป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท เมื่อสิ้นปีคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดเสร็จ เอาเงินส่วนที่เหลือ (กำไร) มาคุยกันว่าจะปันผลให้หุ้นส่วนหรือจะลงทุนลงไปในบริษัทเพิ่ม ทั้งนี้รายได้ของคุณในฐานะผู้บริหารต้องคิดแยกออกไปจากเงินส่วนนี้ก่อนครับ คิดเป็นรายจ่ายของบริษัทนะ ไม่งั้นตีกันแย่
การปันผลก็คิดตามสัดส่วนจำนวนหุ้นในบริษัท ใครลงมากก็ปันมาก อะไรแบบนี้
แต่ความยากมันอยู่ที่ว่า คุณจะจ่ายเงินเดือนตัวเองเท่าไหร่นั่นแหละ (โบนัสด้วย) ต้องตกลงกับผู้ถือหุ้นกันว่าผู้บริหารควรได้เงินเดือนเท่าไหร่ ซึ่งต้องคุยกันดี ๆ ไม่งั้นจะเกิดประเด็นว่า เอ้า ไอ้หมอนี่มันได้เงินเดือน ได้โบนัสไปแล้ว ยังจะมีเงินปันผลอีกหรือ อะไรแบบนี้
ผมก็จินตนาการณ์ไปตามเรื่องนะ อาจจะเวิร์คหรือไม่ก็ไม่รู้ 55
ขอเสนอแนะข้อ 1 นะครับ
pessimist Wed, 29/03/2017 - 18:03
ขอเสนอแนะข้อ 1 นะครับ
อยากจะให้พยายามรักษาสัดส่วนหุ้นให้เกิน 51% ไว้ครับ เพราะว่าถ้าน้อยกว่านั้นมีความเสี่ยงที่คุณจะไม่ใช่เสียงข้างมาก และถ้าเกิดเห็นไม่ตรงกันก็จะต้องทำตามเสียงข้างมากครับ
อาจจะต้องแพลนเงินที่ได้มาก้อนนี้ครับ ว่าเรามี runway นานกี่เดือน/ปี และถึงเวลาถ้าต้องระดมทุนก้อนใหม่สัดส่วนเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญแค่ไหน