เว็บไซต์ Fast Company สัมภาษณ์ Blake Adickman อายุ 26 ปี เป็นออทิสติก ปัจจุบันทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ไมโครซอฟท์ โดย Adickman เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เป็นออทิสติก ที่ไมโครซอฟท์รับเข้าทำงานหลังจากสัมภาษณ์และทดสอบทักษะเรียบร้อยแล้ว
โครงการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ ทำมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2015 และมีหลายบริษัทที่ริเริ่มโครงการแบบนี้มาก่อนแล้ว เช่น SAP บริษัทซอฟต์แวร์จากเยอรมัน เพียงแต่ไมโครซอฟท์เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดที่เปิดเผยสู่สังคมว่าทำโครงการแบบนี้อยู่
แม้ Adickman เป็นออทิสติก แต่ก็สนใจในคอมพิวเตอร์ และเกมมาก อย่างไรก็ตามเขาเข้ากับเพื่อนๆ ไม่ได้ ด้วยอาการของโรคมักทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าสบตาคน มีการแสดงออกแปลกๆ
Adickman เคยสัมภาษณ์งานที่ Amazon.com เป็นการสัมภาษณ์งานแบบหลายคนถามคนๆ เดียว เขาถูกรบเร้าให้อธิบายทักษะการเขียนโปรแกรมของเขา เขารู้สึกกดดัน และแล้วก็สัมภาษณ์ไม่ผ่าน ทั้งๆ ที่ความสามารถค่อนข้างจะเข้าตา Amazon.com ด้วยซ้ำ จากนั้นก็เข้าทำงานไอทีในบริษัทเล็กๆ มาเรื่อยๆ จนแม่ของเขามารู้ทีหลังว่าที่ไมโครซอฟท์มีโปรแกรมรับคนออทิสติกเข้าทำงาน
ไอเดียเรื่องความหลากหลายของพนักงานในองค์กรเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดโครงการนี้ เพราะตั้งอยู่บนหลักการเดียวกับให้มีการจ้างผู้หญิง หรือจ้างคนที่มีหลากหลายชาติพันธุ์ เข้ามาทำงานด้านไอที เพราะไม่เพียงจะสร้างความเปิดกว้างในความคิดสร้างสรรค์ แต่เป็นการนำมุมมองที่หลากหลายมาพัฒนางาน เพราะความหลากหลายเหล่านี้สะท้อนถึงลูกค้าที่มีหลายแบบทั่วโลก

แผนผังความสำเร็จด้านการสร้างความหลากหลายในองค์กรของไมโครซอฟท์
ที่มาภาพ Microsoft
อีกหนึ่งแรงบันดาลใจที่ทำให้ไมโครซอฟท์กระโดดเข้ามาทำโครงการนี้ เพราะ CEO หรือ Satya Nadella มีเป้าหมายอยากทำให้วัฒนธรรมองค์กรมีความเปิดกว้าง และเขาเองก็มีลูกชายเป็นเด็กพิเศษเช่นกัน ประเด็นเรื่องประสบการณ์ร่วมของผู้บริหารระดับสูงที่มีคนในครอบครัวเป็นออทิสติกเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันสำคัญให้องค์กรสามารถออกนโยบายรับคนออทิสติกเข้าทำงานได้สำเร็จ

Sataya Nadella
ภาพจาก Microsoft
โครงการรับคนออทิสติกเข้าทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ของไมโครซอฟท์มีหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคือ Jenny Lay-Flurrie เจ้าหน้าที่ด้านการเข้าถึง และ Neil Barnett ผู้อำนวยการด้านการจ้างงานของไมโครซอฟท์ โดย Lay-Flurrie ระบุว่า สิ่งที่ไมโครซอฟท์ทำ อาจช่วยกระตุ้นบริษัทอื่นๆที่กำลังมองข้ามประเด็นนี้ไป

Jenny Lay-Flurrie
ภาพจาก Blog Microsoft
จ้างเข้ามาไม่ยาก รักษาไว้ยากยิ่งกว่า
อย่างไรก็ตาม ภาวะออทิสติกต่างจากการสูญเสียอวัยวะอื่น เพราะอาการออทิสติกกระทบต่อสมองโดยตรง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญมากของการเป็นพนักงานบริษัทไอที
เรื่องนี้เป็นงานที่ท้าทายบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไมโครซอฟต์มาก ความท้าทายอย่างแรก คือ ไม่เคยมีแบบแผนที่ชัดเจนในการจ้างงานผู้มีภาวะออทิสติกให้มาทำงานเฉพาะด้านแบบนี้ ในขณะที่การจ้างผู้หญิง คนผิวสีมาเขียนโปรแกรม เพียงไปร่วมพวกงานสัมมนาเกี่ยวกับผู้หญิงหรือผิวสี หรือติดต่อองค์กรทางด้านนี้ก็หาคนกลุ่มนี้เจอ แต่การจ้างงานคนออทิสติก ทำแค่นั้นไม่พอ เพราะคนกลุ่มนี้กระจายตัวอยู่ ไม่ได้รวมเป็นกลุ่มเป็นก้อนมากนัก
ความท้าทายอย่างที่สอง คือกระบวนไม่ได้จบแค่รับผู้มีภาวะออทิสติกเข้าทำงาน แต่ทำอย่างไรที่จะรักษาพนักงานเหล่านั้นไม่ให้ลาออกกลางคัน จากความรู้สึกแปลกแยกภายในบริษัท ทำอย่างไรจึงไม่เกิดปัญหาแบ่งแยกชนชั้น การกลั่นแกล้งในองค์กร
เมื่อผู้สัมภาษณ์งานผ่านการทดสอบรอบแรก กระบวนการจะเข้าสู่โครงการทดลองงานเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ขั้นตอนนี้ต่างจากการสัมภาษณ์งานทั่วไป คนผ่านการคัดเลือกจะได้พบกับว่าที่เจ้านายที่จะมาสังเกตการณ์ผู้สมัคร และตัดสินใจว่าจะรับเข้าทำงานหรือไม่
สำหรับคนที่ผ่านการคัดเลือกจนเข้ามาทำงานได้สำเร็จ ทางไมโครซอฟต์จะจัดให้มีพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือ ซึ่ง Adickman ได้รับความช่วยเหลือหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้การทำงานเป็นทีม เนื้องาน และเรื่องชีวิตประจำวันอื่นๆ เช่น การจอดรถ สาเหตุที่ต้องมีพี่เลี้ยงก็เพื่อป้องกันความรู้สึกแปลกแยก นอกจากนี้ หัวหน้างานและคนในทีมก็ต้องเข้าเทรนเพื่อให้มีความรู้เรื่องภาวะออทิสติกด้วย
เมื่อรู้ตัวว่าตัวเองได้ทำงานที่ไมโครซอฟต์ Adickman บอกกับพี่เลี้ยงของเขาตรงๆ ว่ามันดูขี้โกงที่ได้มาอยู่ที่นี่ในตำแหน่งนี้ แต่พี่เลี้ยงบอกเขาว่าไมโครซอฟต์ไม่เคยจ้างพนักงานเพื่อเอาบุญ แต่ Adickman มีความสามารถเหมาะสมที่จะอยู่ที่นี่ต่างหาก
ทีมของ Adickman มีบุคลิกค่อนข้างเสียงดัง อึกทึกครึกโครม ตอนแรกพี่เลี้ยงก็กลัวว่า Adickman จะไม่ชอบเสียงดังหรือไม่ แต่กลายเป็นว่าเขาเข้ากันด้วยดี ไม่กลัวเสียงดัง นอกจากนี้เขายังรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำงานที่นี่
ผู้ที่ผ่านโครงการนี้ของไมโครซอฟท์ ยังไม่เคยมีใครลาออกกลางคันเลย แม้โครงการจะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ไมโครซอฟต์ก็เล็งจะประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัย องค์กรต่างๆ ที่ทำหน้าที่ในการสานรอยต่อระหว่างชีวิตการงาน ผู้พิการและคนออทิสติก เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อพยายามสร้างแบบแผนที่ดีต่อไป
ที่มา - Fast Company
on
ดีจัง
buzdesign Tue, 13/09/2016 - 16:54
ดีจัง
นอกเรื่องนิดนึง
-Rookies- Tue, 13/09/2016 - 17:08
นอกเรื่องนิดนึง ผมไม่เข้าใจว่าพ่อแม่คิดยังไงตั้งชื่อเค้าแบบนั้นนะ แต่ผมว่าชื่อจะทำให้เค้าถูกล้อมั้ย? ชีวิตวัยเด็กจะยากลำบากเพราะชื้อมั้ย? หรือฝรั่งเขาไม่ล้อกันเรื่องแบบนี้ (ผมคิดว่าถ้าเป็นคนไทยนี่มีล้อกันแน่ ๆ อะ)
ผมก็ไม่เข้าใจพ่อแม่เขาเหมือนก
Polwath Tue, 13/09/2016 - 17:11
In reply to นอกเรื่องนิดนึง by -Rookies-
ผมก็ไม่เข้าใจพ่อแม่เขาเหมือนกันว่าทำไมตั้งแบบนี้
นึกถึงมุกนี้ใน The IT crowd
v6hp Tue, 13/09/2016 - 17:11
In reply to นอกเรื่องนิดนึง by -Rookies-
นึกถึงมุกนี้ใน The IT crowd
https://www.youtube.com/watch?v=fTaKDnSIb4c
นามสกุลเขาเป็นยังงั้นเอง
techbreaking Tue, 13/09/2016 - 17:17
In reply to นอกเรื่องนิดนึง by -Rookies-
นามสกุลเขาเป็นยังงั้นเอง ไม่ใช่หรอครับ พ่อแม่ไม่ได้ตั้ง
อ๊ะ จริงด้วย นามสกุลนี่
-Rookies- Tue, 13/09/2016 - 20:04
In reply to นามสกุลเขาเป็นยังงั้นเอง by techbreaking
อ๊ะ จริงด้วย นามสกุลนี่ ผมลืมไปว่าฝรั่งมักเรียกกันด้วยนามสกุลไม่ใช่ชื่อ สงสัยคงเป็นภาษาพื้นเมืองซักที่นึง
ตามประสบการณ์ของผม
mrbank Tue, 13/09/2016 - 17:27
In reply to นอกเรื่องนิดนึง by -Rookies-
ตามประสบการณ์ของผม ปกติฝรั่งจะไม่ค่อยล้อชื่อกัน (ไม่ว่าชื่อต้น หรือนามสกุล) ในทางเสียหายครับ หรือเอาจริงๆ ถ้าโดนเรียกชื่อตลกๆ เค้าจะรู้สึกพอใจและสนุกเสียด้วยซ้ำ
ทั้งนี้ทั้งนั้น การนำชื่อไปใช้เพื่อทำให้คนอื่นเสียหายหรืออับอาย เค้าจะสามารถฟ้องคดีได้ว่าเป็นการ Harassment ครับ ซึ่งในกรณีนี้ฝรั่งถือว่าเป็นคดีค่อนข้างรุนแรงและมีบทลงโทษหนักอยู่ครับ
ต้องย้อนกลับขึ้นไปอ่านเลย
darthvader Tue, 13/09/2016 - 18:46
In reply to นอกเรื่องนิดนึง by -Rookies-
ต้องย้อนกลับขึ้นไปอ่านเลย
เพราะคุณมองจากภาษาอังกฤษครับ
whitebigbird Tue, 13/09/2016 - 19:04
In reply to นอกเรื่องนิดนึง by -Rookies-
เพราะคุณมองจากภาษาอังกฤษครับ แบบเดียวกับชื่อคนไทยในมุมของ English speaker เช่น พร, สลัด, ปู, ภูชิต ครับ
เรื่องล้อ ... เป็นเรื่องปกติครับ
หมายถึง dick ในนามสกุล
Kittichok Tue, 13/09/2016 - 20:31
In reply to นอกเรื่องนิดนึง by -Rookies-
หมายถึง dick ในนามสกุล Adickman ใช่ไหมครับ คำว่า dick ในความหมายแสลงถูกใช้ประมาณศตวรรษที่ 19 นี้เอง ก่อนหน้านั้น dick เป็นคำทั่วไปหมายถึงเพื่อนหรือสหาย และถูกใช้ในชื่อนามสกุลจำนวนหนึ่ง
โอ้ขอบคุณครับ
Chamoz Wed, 14/09/2016 - 08:19
In reply to หมายถึง dick ในนามสกุล by Kittichok
โอ้ขอบคุณครับ
เป็นความท้าทายที่น่าชื่นชมนะค
Kittichok Tue, 13/09/2016 - 20:39
เป็นความท้าทายที่น่าชื่นชมนะครับ
อยากเห็นหน้าเค้าจังเลย :)
KuLiKo Wed, 14/09/2016 - 05:50
อยากเห็นหน้าเค้าจังเลย :)
ในต้นทางมีรูปครับ
mk Wed, 14/09/2016 - 21:16
In reply to อยากเห็นหน้าเค้าจังเลย :) by KuLiKo
ในต้นทางมีรูปครับ
ต่างจากบ้านเราจริงๆ
kanchen Wed, 14/09/2016 - 08:14
ต่างจากบ้านเราจริงๆ ทุกวันนี้ยังแบ่งแยกสถาบันอยู่เลย
คือ
Lennon Wed, 14/09/2016 - 09:53
In reply to ต่างจากบ้านเราจริงๆ by kanchen
คือ ผมก็ไม่ได้สนับสนุนการแบ่งแยกสถาบันนะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเด็กจบสถาบันดี(ส่วนมาก)มันก็ดีกว่าจริงๆ อันนี้ผมว่าเป็นผลพวงมาจากระบบการศึกษาและสังคมตั้งแต่ระดับเล็กเลย ไม่ใช่แค่มหาลัย คิดง่ายๆว่าครูตาม รร.ทั่วๆไปยังมีการหงายการ์ดสอนพิเศษหลังเลิกเรียน เด็กไม่มีตังค์มันก็แทบไม่ได้ลืมตาอ้าปากตั้งแต่ตอนนั้นแล้วครับ จะไปเอ็นท์ติดสถาบันดีๆมันก็ยาก
ก็เหมือนประเทศที่อยู่ภายในโลก
kingrpg Wed, 14/09/2016 - 12:35
In reply to ต่างจากบ้านเราจริงๆ by kanchen
ก็เหมือนประเทศที่อยู่ภายในโลก แต่สถานบันอยู่ภายในประเทศ
เรื่องปรกติแหละครับ
kirov Wed, 14/09/2016 - 15:46
In reply to ต่างจากบ้านเราจริงๆ by kanchen
เรื่องปรกติแหละครับ เมกาก็เลือก Ivy League ไว้ก่อนเหมือนกัน หลังๆHR ITซักเจ้ารู้สึกจะเป็นGoogle ถึงมาพูดเรื่องนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าทำจริงขนาดไหน
การรับพนักงานของ MS
Virusfowl Thu, 15/09/2016 - 21:37
การรับพนักงานของ MS นี่เปิดกว้างจริงๆ ครับ เพราะส่วนตัวก็เจอคนตาบอดที่ไปทำงานเขียนโค้ดจริงจัง อยู่ในนั้นคนนึง @tomi91 และก็มีประกาศรับสมัครงานตำแหน่งที่ต้องการคนพิการโดยเฉพาะอีกด้วย
ซึ่งในเมืองไทยนี่ ไม่เคยเจอเลยจริงๆ ที่จะมีบริษัทไหนที่ต้องการรับสมัครคนพิการเข้าทำงาน แบบที่เป็นความต้องการในเนื้องานของบริษัทจริงๆ มีแต่รับเพราะกฎหมายบังคับให้รับ รับๆ ไปก่อน แล้วค่อยหางานที่พอทำได้ให้ทำ เห้ออออ facepalm