ซัมซุงประกาศเข้าถือหุ้นในชาร์ป 3% หรือคิดเป็นเงินมูลค่า 10.4 พันล้านเยน เป้าหมายของซัมซุงคือการันตีกำลังการผลิตจอภาพแอลซีดีของชาร์ป ส่วนชาร์ปเองที่กำลังประสบภาวะการเงินก็ได้เงินมาสนับสนุนอีกก้อนใหญ่
ชาร์ปเองระบุว่าการเป็นพันธมิตรกับซัมซุงครั้งนี้ ทำให้บริษัทสามารถลงทุนในเทคโนโลยีแอลซีดีใหม่ๆ ได้ อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในแผนปรับปรุงกิจการของตัวเองด้วย ก่อนหน้านี้ชาร์ปเพิ่งขายหุ้นส่วนหนึ่งให้ Qualcomm และมีแผนจะขายหุ้นให้อินเทลกับ Foxconn อีกด้วย
นักวิเคราะห์สายการเงินประเมินว่าเงินก้อนนี้ถือว่าน้อยมากสำหรับชาร์ป แต่ก็เป็นสัญญาณที่ดีต่อแผนการฟื้นฟูบริษัท
อีกประเด็นที่น่าสนใจของข่าวนี้คือ ชาร์ปเป็นผู้ผลิตจอภาพให้กับแอปเปิลซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญของซัมซุง แต่ทางซัมซุงก็ยืนยันว่าการซื้อหุ้นครั้งนี้จะไม่มีผลต่อโครงสร้างบริหารของชาร์ปแต่อย่างใด
สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Sharp ผู้ผลิตจอภาพรายใหญ่ของญี่ปุ่นที่ปัญหารุมเร้ามากในช่วงหลัง กำลังเจรจาขั้นสุดท้ายกับ Lenovo เพื่อให้ฝ่ายหลังรับช่วงซื้อโรงงานผลิตทีวี LCD ในจีน
ปัจจุบัน Sharp มีโรงงาน LCD ขนาดใหญ่ 2 แห่งคือ ที่นานกิง (เตรียมขายให้ Lenovo) และที่มาเลเซีย (อาจขายให้ Wistron จากไต้หวัน) ตอนนี้โฆษกของ Sharp ยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้
Sharp กับ Lenovo เคยจับมือเป็นพันธมิตรในจีนเพื่อผลักดันทีวีแบรนด์ Aquos แต่เมื่อ Sharp อาการไม่ค่อยดี การขายโรงงานให้ Lenovo เพื่อเอาเงินสดมาถือไว้ในมืออาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ก่อนหน้านี้ Sharp เพิ่งรับเงินลงทุนบางส่วนจาก Qualcomm แลกกับหุ้นของบริษัทด้วยเช่นกัน
ประเด็นที่น่าจับตาคงเป็นการขยายตัวของ Lenovo ที่มาแรงมากในช่วงหลัง และบริษัทเองก็เคยประกาศว่าการซื้อกิจการเป็นยุทธศาสตร์สำคัญต่อการเติบโตของบริษัท ที่ผ่านมา Lenovo ผลิตสมาร์ททีวีขายในประเทศจีนบ้างแต่ยังไม่เยอะนัก
ที่มา - Bloomberg
ความหวังใหม่สำหรับคนที่รอจอภาพกินไฟน้อย แต่ยังคงประสิทธิภาพในการแสดงผลได้ดีกว่าจอแบบ E-Paper ที่ประหยัดไฟ แต่ให้เฟรมเรตต่ำจนใช้งานจริงไม่สะดวก
เทคโนโลยีจอที่ว่ามาจาก Japan Display ที่คิดค้นจอ LCD แบบกินไฟต่ำด้วยการนำแผงไฟแบคไลท์ออกไปจากหน้าจอ และใช้แสงภายนอกในการแสดงผล (เหมือนกับ E-Paper) แต่ยังให้สีได้ด้วยการทำงานร่วมกันของสีโมโนโครมจากผลึกในจอภาพ กับฟิลเตอร์สีด้านหน้าจอ แต่แน่นอนว่าเฟรมเรตที่ได้ก็ตกลงไปจากปกติบ้าง
Japan Display พัฒนาหน้าจอดังกล่าวออกมาสองรุ่น คือรุ่นที่แสดงผลสีได้มากกว่า กับรุ่นที่ให้เฟรมเรตสูงกว่า ทั้งสองรุ่นมีคอนทราสต์อยู่ที่ 30:1 และกินไฟเพียง 3 mW เมื่อแสดงผลภาพนิ่ง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากวิดีโอท้ายข่าวครับ
ที่มา - DIGINFO
Japan Display Inc. ได้เปิดตัวหน้าจอ LCD ที่มีความหนาแน่นสูงถึง 651 ppi (พิกเซลต่อนิ้ว) ในงาน Display Week 2012 ที่จัดโดย Society for Information Display ครับ
ความหนาแน่นขนาดนี้นับเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับ Retina Display ของ iPhone โดยจอ LCD ที่ว่านี้มีขนาด 2.3 นิ้วและมีความละเอียด 1280x800 พิกเซล
ที่มา : Tom's Hardware
ข่าวนี้ต่อเนื่องจากข่าวซัมซุงจะแยกธุรกิจ LCD ออกเป็นบริษัทลูก Samsung Display ซึ่งตอนนี้ ทางซัมซุงได้ออกมาประกาศแล้วว่าได้ทำการแยกธุรกิจ LCD ของบริษัทออกเป็นบริษัทลูก Samsung Display เรียบร้อยแล้ว โดย Samsung Display จะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาและขายเทคโนโลยีจอภาพเป็นหลัก ซึ่งความเคลื่อนไหวของซัมซุงในครั้งนี้ ก็ได้ทำให้บริษัท Samsung Display กลายเป็นบริษัทผลิตจอภาพที่ใหญ่ที่สุดภายในช่วงเวลาเพียงข้ามคืนเท่านั้น
ขณะนี้ Samsung Display มีพนักงานทั้งหมดกว่า 20,000 คน, มีโรงงานผลิต 5 โรงงานทั่วโลกและทำงานเป็นอิสระจากซัมซุง แต่ก็จะคอยให้ความช่วยเหลือซัมซุงเพื่อให้ได้รับการสั่งซื้อชิ้นส่วนจากบริษัทคู่แข่งอย่างแอปเปิลหรือผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตเจ้าอื่นๆ
ซัมซุงยื่นเอกสารต่อตลาดหลักทรัพย์ แจ้งว่าจะแยกธุรกิจการผลิตจอภาพแบบ LCD ออกเป็นบริษัทลูกชื่อ Samsung Display ที่มีการบริหารงานของตัวเอง แต่ยังถือหุ้น 100% โดย Samsung Electronics
ซัมซุงเคยลงทุนกับโรงงานผลิตจอ S-LCD ร่วมกับโซนี่ แต่ธุรกิจ LCD เริ่มซบเซาลดด้วยเหตุผลหลายๆ ประการ (รวมถึงกระแสบูมของจอ OLED) ทำให้ธุรกิจขาดทุนย่อยยับจนโซนี่ต้องขายหุ้นหนี การแยกบริษัทของซัมซุงครั้งนี้ก็เพื่อจัดโครงสร้างใหม่ หวังจะฟื้นฟูกิจการจอ LCD นั่นเอง
ซัมซุงจะรวมฝ่าย S-LCD กับจอภาพมือถือ Samsung Mobile Display เข้าด้วยกันเป็นบริษัทใหม่ เริ่มมีผล 1 เมษายนนี้
ที่มา - The Register, Electronista
Hitachi ประกาศปรับโครงสร้างการผลิตทีวีจอแบนของตัวเองใหม่ โดยโอนธุรกิจทีวีและพนักงานจาก Hitachi Consumer Electronics ไปยังบริษัทลูก Hitachi CM มีผลวันที่ 1 เมษายนนี้
จากนั้น Hitachi จะปิดโรงงานของ Hitachi Consumer Electronics ในญี่ปุ่นหนึ่งแห่ง ซึ่งมีกำลังผลิตทีวีเดือนละ 100,000 เครื่อง ด้วยเหตุผลเรื่องต้นทุนที่เพิ่มสูงจนแข่งขันในตลาดไม่ได้
Hitachi จะยังทำทีวีขายในญี่ปุ่นต่อไป แต่จะใช้วิธีจ้างบริษัทคู่สัญญาภายนอกประเทศผลิตให้แทน
ที่มา - Engadget
แม้ว่าผลประกอบการที่ไม่ค่อยดีนักของโซนี่ จะทำให้โซนี่ต้องตัดสินใจที่จะถอนตัวออกจากตลาดทีวี OLED ไปแล้ว และปล่อยให้ผู้ผลิตจากประเทศเกาหลีใต้อย่างซัมซุงและ LG แข่งกันเอง ล่าสุดที่งาน CES 2012 โซนี่ได้เลือกที่จะนำทีวีที่ใช้อีกเทคโนโลยีหนึ่งมาโชว์แทนภายใต้ชื่อ Crystal LED
โดยทีวีเครื่องต้นแบบ Crystal LED ที่นำมาโชว์ในงานนี้มีการเพิ่ม "ultrafine" เข้าไปในสี RGB ทุกซับพิกเซล โดย ultrafine ที่ว่านี้จะไม่ว่าเบื้องหลังการทำงานจะเป็นอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อติดอยู่ข้างหน้าของจอภาพแล้วจะทำให้การแสดงผลมี contrast ดีขึ้นกว่าเดิม 3.5 เท่าและเพิ่ม color gamut อีก 1.4 เท่า โดยทีวีชุดนี้ของโซนี่จะมี response time ที่เร็วกว่า LCD ธรรมดาอีก 10 เท่า
ที่มา - Engadget
โซนี่ประกาศยกเลิกแผนการผลิตและพัฒนาทีวีที่ใช้เทคโนโลยี OLED สำหรับผู้ใช้ตามบ้านแล้ว แม้ว่าซัมซุงและ LG ต่างนำทีวี OLED ของตัวเองมาโชว์ในงาน CES 2012 สัปดาห์นี้ โดยจากรายงานแผนปฏิบัติงานเกี่ยวกับจอ OLED ของโซนี่มีส่วนทำให้โซนี่ขาดทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่แล้ว
ก่อนหน้านี้โซนี่ได้ลงเงินไป 200 ล้านดอลลาร์ในการเดินสายผลิตจอ OLED ของตัวเองแล้ว แต่ดูเหมือนว่าโซนี่จะเริ่มถอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการลงทุนทุกอย่างที่เกี่ยวกับการผลิตจอภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขายหุ้นของตัวเองในบริษัท S-LCD ที่ตัวเองตั้งขึ้นและเป็นเจ้าของร่วมกับซัมซุง
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม โซนี่จะยังทำ R&D ระดับเล็ก ๆ ในเทคโนโลยี OLED ต่อไป และจะยังทำธุรกิจจอ OLED สำหรับตลาดธุรกิจ แต่ดูเหมือนว่าโซนี่จะปล่อยให้ตลาดจอ OLED ให้เป็นตลาดที่คู่แข่งของตนในเกาหลีใต้แข่งกันเองไปเสียแล้ว
ที่มา - Slashgear
LG จะเปิดตัว 3DTV ใหม่ของตัวเองที่เป็นจอ LCD ที่มีขอบข้างหน้าเพียงแค่ 1 มิลลิเมตรเท่านั้นภายใต้ชื่อ "Cinema Screen" โดยจากคำอ้างของ LG นั้นจอดังกล่าวจะทำให้ประสบการณ์ที่ผู้ชมได้รับใกล้เคียงกับโรงหนังมากกว่าเดิม
นอกจากนี้ 3DTV ดังกล่าวยังมีคุณสมบัติ Dual Play ที่จะทำให้ผู้ชมสองคนสามารถรับชมรายการสองรายการต่างกันได้ในเวลาพร้อมกัน โดยผู้ใช้ทั้งสองจำเป็นที่จะต้องใส่แว่นรับชมทั้งคู่ แม้ว่าคุณสมบัตินี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะว่าก่อนหน้านี้โซนี่ได้ปล่อยทีวี PlayStation 3D display ที่มีคุณสมบัติเดียวกันนี้ออกมาแล้ว
คาดว่าปีนี้เราจะได้เห็นทีวีที่มีขอบรอบจอบางลงอีกมากจากหลายค่ายที่งาน CES
ที่มา - Engadget
จอภาพ LCD ในปัจจุบันนั้นทั้งโซนี่และซัมซุงร่วมลงทุนกันในบริษัทชื่อ S-LCD ที่มีมูลค่าบริษัทประมาณแสนล้านบาท แต่ล่าสุดทางโซนี่ก็ประกาศขายหุ้นทั้งหมดคิดเป็น 50% ลบออก 1 หุ้น โดยทางซัมซุงจะจ่ายเงินสดมูลค่าสามหมื่นล้านบาทให้กับทางโซนี่ และทางโซนี่จะยังได้รับประกันจำนวนสินค้าที่จะส่งมอบให้ในราคาตลาดต่อไป โดยไม่ต้องรับภาระการดูแลโรงงานหรือต้นทุนการผลิตอื่นๆ
โซนี่ให้เหตุผลของการถอนตัวว่าอุตสาหกรรมจอภาพ LCD กำลังเปลี่ยนไป ซึ่งคงหมายถึงตลาดทีวี LCD ที่ไม่เติบโตนักในช่วงหลัง โดยทางโซนี่คาดว่าจะประหยัดเงินค่าจัดซื้อจอภาพไปได้ถึงห้าหมื่นล้านเยนในปีหน้า
ยุคนี้สงสัยต้องตลาด AMOLED
ที่มา - Sony
ในอดีตอันไกลโพ้น (รึเปล่า?) เมื่อพูดถึง "ทีวี" เราคงนึกถึงแบรนด์ "โซนี่" กันเป็นอันดับแรก แต่ในวันนี้สถานการณ์กลับกัน เพราะธุรกิจทีวีของโซนี่ย่ำแย่ติดต่อกันมาหลายไตรมาสแล้ว สาเหตุสำคัญมาจากการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะจากซัมซุงและผู้ผลิตทีวีราคาถูกอย่าง Vizio นอกจากนี้ตลาดทีวีในประเทศพัฒนาแล้วก็เริ่มอิ่มตัว
วันนี้โซนี่จึงประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ที่หวังว่าจะมากอบกู้ธุรกิจทีวีของบริษัท โดยจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ แบ่งฝ่ายธุรกิจทีวีออกเป็น 3 ส่วน เพื่อให้การทำงานคล่องตัวมากขึ้น ผังองค์กรใหม่มีผลบังคับใช้ในวันนี้
- ฝ่ายธุรกิจ LCD - ดูแลการผลิตทีวี LCD ของบริษัท
- ฝ่ายดูแลการผลิตแบบเอาท์ซอร์ส สำหรับทีวีราคาถูก (ตัวอย่างบริษัทที่รับเอาท์ซอร์สทีวีโซนี่คือ Hon Hai)
- ฝ่ายพัฒนาทีวีเพื่ออนาคต เช่น Smart TV
คู่แข่งของโซนี่อย่างพานาโซนิคและโตชิบา ก็ออกอาการไม่ค่อยดีในธุรกิจทีวีเช่นกัน
ที่มา - Businessweek
ผู้ผลิตจอ LCD จากญี่ปุ่นเริ่มประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนักในช่วงหลัง อันมีเหตุมาจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจอภาพ (โดยเฉพาะจากฝั่งเกาหลีและจีน) ล่าสุดบริษัทญี่ปุ่นที่ขาดทุนในตลาดนี้ 3 รายประกาศควบรวมกิจการผลิตจอ LCD เข้าด้วยกันแล้ว
บริษัท 3 รายนี้ได้แก่ โซนี่ โตชิบา ฮิตาชิ จะควบรวมกิจการจอภาพเข้าด้วยกันเป็นบริษัทใหม่ชื่อ Japan Display โดยคาดว่าจะควบกิจการเสร็จช่วงกลางปี 2012 และเข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี 2016
ผู้ผลิตจอภาพทั้ง 3 รายจะมีหุ้นใน Japan Display รายละ 10% ส่วนที่เหลืออีก 70% จะลงทุนโดยกองทุน Innovation Network Corp of Japan (INCJ) ของรัฐบาลญี่ปุ่น คิดมูลค่าการลงทุน 2 แสนล้านเยนหรือ 2.6 พันล้านดอลลาร์
การควบกิจการครั้งนี้จะทำให้ Japan Display กลายเป็นผู้ผลิตจอภาพขนาดเล็ก (ใช้กับแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ไม่รวมทีวีและมอนิเตอร์) รายใหญ่ที่สุดของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 21.5% แซงหน้าชาร์ป (14.8%) และซัมซุง (11.9%) ทันที
ที่มา - รอยเตอร์, รายละเอียดข้อตกลงจากเว็บโซนี่
เป็นเรื่องที่หลายคนอยากรู้และเป็นเรื่องที่ถกเถียงกัน ทั้งฝ่ายชื่นชอบ iPhone, ฝ่ายชื่นชอบ Android และฝ่ายชื่นชอบ Samsung ว่า Retina Display ที่ Jobs อ้างว่าคุณภาพดีกว่า OLED นั้นคุณภาพเป็นอย่างไร จน Samsung เองออกมาบอก Retina Display สู้ AMOLED ไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้เว็บไซต์ Engadget ได้นำเครื่อง iPhone 4 และ Samsung Galaxy S มาเทียบเรื่องหน้าจอกันชัดๆ ทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว โดยปรับความสว่างสูงสุด ประเด็นที่หลายคนอยากรู้ มีดังนี้
- มุมมองหรือองศาการมองภาพ บอกไม่ได้ว่าเครื่องไหนดีกว่า
- การใช้งานกลางแดด แยกไม่ออกเช่นกัน แต่หากให้เลือก Engadget ขอเลือก Samsung
- ความละเอียด Retina Display ดีกว่าชัดเจน ดูได้จากคลังภาพ
- Super AMOLED สีสดกว่าอย่างชัดเจน
นอกจากที่ Engadget กล่าวมา Super AMOLED ยังมีข้อดีอีกอย่างคือเรื่องของการประหยัดพลังงานด้วย เรื่องคุณภาพของภาพที่ได้เป็นอย่างไร ดูวีดีโอได้จากที่มา ตัวอย่างภาพบางส่วนที่ท้ายข่าว และชมเต็มๆ ได้จาก คลังภาพ ครับ
แม้ว่าสตีฟ จ็อบส์ได้ออกมาพูดในงาน WWDC10 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ว่าจากสายตาของแอปเปิลพวกเขาเห็นจอ IPS เป็นเทคโนโลยีที่เหนือกว่า OLED แต่จากผู้ผลิตจอรายใหญ่ยักษ์ของโลกอย่างซุมซังแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องจริง
โดยซํมซุงได้ออกมาบอกว่า จอ IPS ความละเอียดสูงที่แอปเปิลได้ตั้งชื่อให้ว่า Retina Display นั้นมีความคมชัดมากกว่าจอภาพของ Samsung Galaxy S Super AMOLED เพียงแค่ 3-5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่กลับใช้พลังงานมากกว่าถึง 30% ด้วยกัน
นอกจากนี้ซัมซุงยังเชื่อว่าจอ AMOLED ของพวกเขามี Contrast และ Viewing-angle ที่ดีกว่า และบอกตามหลักของเทคโนโลยีแล้ว IPS LCD ไม่มีทางสู้กับ AM-OLED ได้อย่างแน่นอน
ที่มา - Engadget
ที่งาน SID 2010 (งานแสดงเทคโนโลยีของผู้ผลิตจอภาพ) ซัมซุงได้โชว์จอ LCD ขนาด 18.5" ความสามารถพิเศษของมันคือกินไฟต่ำมาก 6.3 วัตต์ และสามารถใช้ไฟเลี้ยงด้วยสาย USB 2.0 เพียงเส้นเดียว (แต่ต่อสองหัวนะครับ)
ซัมซุงบอกว่าเทคโนโลยีนี้เป็นไปได้ เพราะปรับปรุงประสิทธิภาพของการแสดงผล และประสิทธิภาพของ backlight ที่ช่วยส่องสว่าง แต่บริษัทก็ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอื่นมากไปกว่านี้ บอกเพียงแค่ว่าจะวางขายจริงได้ในปี 2011
อีกไม่นาน สายต่อจอจะมีเพียงแค่สายเดียว?
ในช่วงต้นปี 2010 กระแสของ Avatar ทำให้งาน CES 2010 เต็มไปด้วยทีวีที่แสดงภาพสามมิติได้ ตอนนี้ผลิตภัณฑ์ที่เคยโชว์ใน CES ใกล้ได้ฤกษ์วางขายจริง แน่นอนว่ามันมาพร้อมกับ "ราคา" ที่ไม่ธรรมดา
ทีวีสามมิติรุ่นที่ถูกที่สุดของซัมซุงคือ UN40C7000 หน้าจอ 40" เริ่มต้นที่ 1,999 ดอลลาร์ (65,000 บาท) แต่ทีวีอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเครื่องเล่น Blu-ray สามมิติ เริ่มต้นที่ 399.99 ดอลลาร์ และถ้ายังไม่มีระบบโฮมเธียเตอร์ที่บ้าน จะโดนอีก 899.99 ดอลลาร์ สงสัยซัมซุงคงเห็นว่าราคาทีวี+เครื่องเล่นที่ 2,400 ดอลลาร์ (80,000 บาท) จะแพงไปสำหรับลูกค้า เลยแถมแว่นสามมิติให้ 2 อัน และแผ่นหนัง Monsters vs Aliens ฉบับสามมิติให้ไปลองเครื่อง
ฝั่งโซนี่เริ่มประกาศราคาระบบทีวีสามมิติที่ญี่ปุ่นแล้วเช่นกัน รุ่นถูกที่สุดคือ KDL-40HX800 หน้าจอ 40" ราคา 2,450 ดอลลาร์ ไม่แถมแว่นสามมิติ ต้องจ่ายเพิ่มอีกคู่ละ 140 ดอลลาร์ และยังมีอุปกรณ์ "3D synchro transmitter" ที่ช่วยการันตีว่าภาพบนแว่นออกเป็นสามมิติแน่นอนอีก 60 ดอลลาร์ ข้อมูลจากฝั่งโซนี่ไม่มีราคาเครื่องเล่น Blu-ray สามมิติครับ
ที่มา - BetaNews, CrunchGear
ทาง Korea Times มีรายงานจากแหล่งข่าวหนึ่งได้ระบุว่า iPhone รุ่นถัดไปของแอปเปิลจะใช้จอ OLED, มีฟังก์ชันการสนทนาด้วยวีดีโอ, ใช้ซีพียูที่มีสองคอร์ และน่าจะถอดเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้
แหล่งข่าวนี้ระบุว่า แอปเปิลน่าจะเปิดให้ลูกค้าองค์กรใช้อุปกรณ์นี้ก่อนในช่วงเดือนเมษายนเพื่อทดสอบ ก่อนที่จะขายให้กับบุคคลทั่วไปในช่วงเดือนมิถุนายนซึ่งเป็นเวลาออกรุ่นใหม่ของ iPhone ตามปกติ
ถ้าข่าวนี้เป็นจริง มีความเป็นไปได้สูงที่ iPhone จะใช้ซีพียูสถาปัตยกรรม Cortex-A9 จาก ARM ที่มีขีดความสามารถในการเพิ่มสัญญาณนาฬิกาสูงสุดที่ 2GHz
นอกจากนี้แล้วทาง TG Daily ยังรายงานว่าในขณะนี้ทั้งจอ LCD และ OLED ขนาด 10 นิ้วกำลังขาดตลาดอย่างรุนแรง และแทบจะไม่มีใครหาซื้อได้ เนื่องจากแอปเปิลได้สั่งซื้อจอเหล่านี้เกือบทั้งหมดในตลาดไป
ทางเว็บไซต์ AppleInsider ได้มีรายการเกี่ยวกับสิทธิบัตรของแอปเปิลที่มีการจดไว้ตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2008 ที่มีชื่อว่า "Display with Dual-Function Capacity Elements" ซึ่งเป็นการรวมเอาตัวเก็บประจุเข้าไปไว้ในส่วนแสดงผลของแต่ละจุดบนหน้าจอ LCD และสามารถทำงานแยกกันได้ตามปกติ
เทคนิคนี้จะสามารถทำให้ผลิตอุปกรณ์ที่มีจอภาพสัมผัสแบบประจุ (capacitive) ได้บางขึ้น เบาขึ้น และสว่างมากขึ้น เพราะเป็นการเปลี่ยนจากการใช้จอ LCD แยกกับแผงเซนเซอร์สัมผัสแบบเดิมที่ใช้กันอยู่ทั่วไป ซึ่งสิทธิบัตรนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์หลักๆ ของแอปเปิลได้เกือบทั้งหมด
ระยะหลังมานี้เราจะเห็นว่าแอปเปิลได้ให้ความสำคัญกับการจดสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับจอภาพสัมผัสเป็นจำนวนมาก และเรื่องของกฎหมายนี้เองก็เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่หลายๆ สำนักคาดเดาว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ Android ไม่มีระบบมัลติทัชเสียที แม้ว่าฮาร์ดแวร์จะรองรับแล้วก็ตาม
ที่มา - AppleInsider










