Digg เว็บแชร์ลิงก์ที่เงียบๆ ไปในช่วงหลัง กลับมาพร้อมกับฟีเจอร์ใหม่ Digg Newsrooms ซึ่งนำระบบการโหวตมาใช้กับข่าวได้อย่างน่าสนใจ
ระบบปกติของ Digg จะให้ผู้ใช้เป็นคนส่งลิงก์เข้ามา และชุมชนจะคอยคัดเลือกลิงก์ที่น่าสนใจผ่านการโหวตและคอมเมนต์ แต่กรณีของ Digg Newsroom จะต่างออกไป กระบวนการทำงานของมันมีดังนี้
- Digg จะคัดเลือกข่าวที่น่าสนใจในประเด็นต่างๆ จากเว็บไซต์หลายแห่งแบบเรียลไทม์ ส่วนนี้เรียกว่า Newswire
- เรื่องใน Newswire จะเรียงโดยใช้อัลกอริทึมที่พิจารณาความนิยมของข่าวจาก Facebook/Twitter/LinkedIn ทั้งหมดนี้ทำงานอัตโนมัติ
- จากนั้นข่าวจะถูกกรองโดยการโหวตและคอมเมนต์ของผู้ใช้ Digg อีกทีหนึ่ง และข่าวที่นิยมจะถูกแสดงในหน้า Newsrooms ต่อไป
ผู้ใช้ที่โหวตข่าวน่าสนใจขึ้นหน้าแรกได้ ก็จะได้รับคะแนนสะสมในรูป badge ต่างๆ ตามมา ฟีเจอร์นี้เปิดให้ทดลองในวงปิดแล้ว และจะเปิดให้คนทั่วไปใช้งานในอนาคตอันใกล้
ที่มา - Digg Blog
ต่อเนื่องจากข่าว Kevin Rose ลาออกจาก Digg เพื่อไปเปิดบริษัทใหม่ ซึ่งสร้างกระแสวิจารณ์อย่างมากว่าถึงจุดสิ้นสุดของ Digg แล้ว ทางซีอีโอคนปัจจุบัน Matt Williams จึงออกมาเขียนบล็อกหยุดกระแสเหล่านี้
Matt บอกว่า Kevin Rose มีหัวใจเป็นผู้ประกอบการอยู่เสมอ ดังนั้นการที่เขาคิดทำอะไรใหม่ๆ ตลอดเวลาเป็นเรื่องปกติ และ Kevin ก็ยังมีบทบาทฐานะบอร์ดของ Digg อยู่ไม่ได้ไปไหน ส่วนการบริหารงานทั่วไปนั้น Kevin ไม่ได้ทำมา 6 เดือนแล้วตั้งแต่จ้าง Matt เข้ามา
- 9 comments
- 498 reads
- Read more
อีกหนึ่งตำนานของ Web 2.0 อาจใกล้สิ้นสุด เพราะ Kevin Rose ซูเปอร์สตาร์แห่งซิลิคอนวัลเลย์ ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโอของ Digg ได้ลาออกจากบริษัทแล้ว
ตามข่าวบอกว่า Kevin Rose จะออกไปเปิดบริษัทใหม่ แต่เขาก็ได้ทวีตว่าจะยังเป็นกรรมการบริษัทต่อไป และอัดรายการทีวีออนไลน์ Diggnation เช่นเดิม
Kevin เปิดบริการ Digg ตั้งแต่ปี 2004 และเป็นเว็บดาวรุ่งรายหนึ่งในยุคนั้น จุดสูงสุดของ Digg อยู่ในปี 2008 เมื่อมีข่าวกูเกิลเจรจาซื้อกิจการ (ซึ่งตอนหลังไม่สำเร็จ) และภายหลังก็ตกต่ำมาเรื่อยๆ คู่หูของ Kevin คือ Jay Adelson ซีอีโอคนก่อนได้ลาออกไปก่อนนี้แล้ว ปัจจุบันซีอีโอของ Digg คือ Matt Williams ซึ่งจะต้องนำพาบริษัทต่อไป
ที่มา - TechCrunch
- 1 comment
- 493 reads
ต่อจากข่าวใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้วว่า ยาฮูจะปิดบริการ Delicious ซึ่งภายหลังแก้ข่าวว่า จะขาย Delicious แทน
Kevin Rose ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Digg ได้กล่าวในรายการทีวีออนไลน์ Diggnation ของเขาเองว่า ยาฮูเคยมาเสนอขาย Delicous ให้กับ Digg ก่อนที่จะมีข่าวปิดบริการ Delicious รั่วออกมาเมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน
Kevin บอกว่าทั้งสองฝ่ายได้เจรจาอยู่พักหนึ่ง พอเป็นข่าวขึ้นมาการเจรจาก็หยุดไป อย่างไรก็ตาม เขาเคยทวีตในช่วงนั้นว่าเขาสนใจจะซื้อ Delicious และมีไอเดียพัฒนามันต่ออีกหลายอย่าง รวมถึงบอกว่าเขาได้คุยกับอดีตผู้ก่อตั้ง Delicious และสอบถามว่าสนใจกลับมาทำงานหรือไม่ ถ้าหาก Digg ซื้อ Delicious ได้จริงๆ
ที่มา - TechCrunch
- 1 comment
- 678 reads
เว็บไซต์ที่เคยเป็นดาวรุ่งของโลกเว็บ 2.0 อย่าง Digg ช่วงหลังอาการแย่ลงเรื่อยๆ เริ่มจากเปลี่ยนโฉมเป็น Digg v4 แต่กลับถูกผู้ใช้ต่อต้าน ทราฟฟิกลดลง คู่หูลาออกและเปลี่ยนตัวซีอีโอรอบแรก และเพิ่งเปลี่ยนตัวซีอีโอรอบสองไปเมื่อเดือนก่อน
ในช่วงวิกฤต Digg ปรับปรุงเว็บไซต์หลายอย่างเพื่อดึงผู้ใช้กลับคืนมา แต่ก็ยังไม่พอที่จะให้บริษัทดำเนินธุรกิจต่อไปได้ วันนี้ Digg จึงลดพนักงานลงจาก 67 คนเหลือ 42 คน หรือคิดเป็น 37% ของพนักงานทั้งหมด ทาง Matt Williams ซีอีโอคนใหม่คาดว่า Digg จะกลับมาทำกำไรในช่วงกลางปี 2011
ที่มา - TechCrunch
- 6 comments
- 1001 reads
Digg เว็บไซต์ชื่อดังที่หลังๆ เงียบลงไป ประกาศเปลี่ยนตัวซีอีโอของบริษัทแล้ว โดย Jay Adelson ผู้ก่อตั้งและซีอีโอคนปัจจุบัน จะลาออกจากบริษัทไปทำกิจการอื่น เปลี่ยนให้ Kevin Rose คู่หูผู้ก่อตั้งอีกคนหนึ่งขึ้นมารับหน้าที่ซีอีโอแทน
ก่อนหน้านี้มีข่าววงในว่า Kevin Rose กับ Jay Adelson มีปัญหาระหองระแหงกันมานาน ซึ่งฝ่าย Kevin Rose ยอมหลบจากหน้าที่ภายในบริษัท ปล่อยให้ Jay Adelson รับหน้าที่บริหารเพียงคนเดียว แต่ล่าสุดทางบอร์ดบริหารของ Digg ไม่พอใจกับผลงานของ Jay จนทำให้เขาประกาศลาออกไปในที่สุด
ตอนนี้มีข่าวอีกเช่นกันว่า Kevin เตรียมรื้อโครงการในช่วงหลังๆ ของ Digg ทิ้งหมด เราคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในเร็วๆ นี้
ที่มา - TechCrunch
- 10 comments
- 1601 reads
Blognone เคยเสนอข่าว WeFollow สร้างรายชื่อผู้ใช้ Twitter ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นกิจการทำสนุกของ Kevin Rose ผู้ก่อตั้งเว็บ Digg ตอนนี้มันรวมเข้ากับกิจการของ Digg แล้ว
WeFollow ตอนนี้มีฐานข้อมูลผู้ใช้ Twitter ประมาณ 654,000 บัญชี การรวมกิจการครั้งนี้ไม่เสียเงินซื้อเพราะเจ้าของเป็นคนเดียวกัน Kevin Rose เพียงแค่เปลี่ยนเอกสารความเป็นเจ้าของจากชื่อของตัวเองมาเป็นชื่อบริษัท Digg เท่านั้น
เดิมที WeFollow เรียงลำดับผู้ใช้ตามจำนวน follower แต่อีกไม่นานจะเปลี่ยนอัลกอริธึมในการเรียงลำดับใหม่ให้สนใจความเหมาะสมของ tag มากขึ้น ส่วน Digg ซึ่งเตรียมปรับเว็บให้รองรับประเด็นร้อนแบบเรียลไทม์ก็จะใช้ข้อมูลจาก WeFollow เข้าช่วยเช่นกัน
สำหรับผู้ใช้ Twitter ชาวไทย ไปลงทะเบียนกันได้ในหมวด #thai ครับ
ที่มา - TechCrunch
- 7 comments
- 1633 reads
Digg เปิดสถิติการใช้งาน IE6 ลงใน Digg the Blog พบว่าผู้ใช้ IE6 เข้า Digg มีน้อยลงทุกเดือน
- จากเดิมเดือนมิถุนายน 2008 มีคนใช้ IE6 เข้า Digg อยู่ 13% แต่พอมาถึงมิถุนายน 2009 ตัวเลขนี้ลดลงเหลือ 10%
- ถ้าคิดเป็นเพจวิวก็ลดลงจาก 8% มาเหลือ 5%
- คนที่โหวตบวก ลบ และคอมเมนต์เรื่องต่างๆ ใน Digg ลงมาต่ำกว่า 1% แล้ว
Digg จึงเริ่มซาวเสียงว่าจะเลิกสนับสนุน IE6 สำหรับกิจกรรมที่ทำบน Digg เช่น ส่งเรื่องและโหวต เพื่อให้วิศวกรของ Digg ดูแลเว็บได้ง่ายขึ้น ส่วนการเข้าชมเว็บเฉยๆ อ่านอย่างเดียวยังทำได้เหมือนเดิม
Digg ได้ส่งแบบสอบถามให้คนใช้ IE6 เข้า Digg พบว่า 90% ของคนเหล่านี้ถูกบังคับให้ใช้ IE6 จากที่ทำงาน (คนใช้ IE6 จากที่บ้านมีเพียง 56%) และเหตุผลที่ไม่อัพเกรดก็คือไม่มีสิทธิ์ลงโปรแกรมหรือโดนฝ่ายไอทีสั่งห้ามเอาไว้
ในรอบ 30 วันล่าสุด Blognone มีคนใช้ IE6 อยู่ประมาณ 17.24% ครับ
ที่มา - Digg the Blog
- 38 comments
- 2519 reads
กูเกิ้ลได้ปล่อยปลั๊กอินสำหรับ iGoogle ที่เรียกว่า "What’s Popular" ซึ่งลักษณะการทำงานก็แนวเดี่ยวกับเว็บ Digg ไม่มีผิด หรือแนวคล้ายๆ กันเช่น StumbleUpon, Reddit และ Mixx เป็นต้น โดยใน iGoogle จะโชว์ widget ที่มาจาก youtube หรือของผู้ใช้เองเพื่อให้ผู้ใช้สามารถรวมโหวตลงคะแนนหรือใส่ลิงก์เข้าไปได้ รวมถึงการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเข้าไปได้เช่นกัน
ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่าบริษัท Google เองก็เคยคิดที่จะซื้อ Digg แต่ก็ซื้อไม่สำเร็จ (ข่าว Google ถอนตัวจากการเข้าซื้อ Digg)
ที่มา - news.cnet.com
- 3 comments
- 1625 reads
Digg เป็นเว็บไซต์ยอดนิยมเวลาพูดถึงไอเดียใหม่ๆ ของเว็บ 2.0 ที่ผู้ใช้เป็นฝ่ายคัดกรองเนื้อหาด้วยตัวเอง ไม่ต้องผ่านระบบบรรณาธิการ แต่ล่าสุดมีการสำรวจข่าวทั้งหมดที่ได้ขึ้นหน้าแรกของ Digg ในรอบ 7 วัน ปรากฎว่า 46% ของข่าวเหล่านี้ มาจากเว็บไซต์ยอดนิยมเพียง 50 เว็บเท่านั้น
Digg มีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนเป็นหลักล้าน และมีเรื่องถูกส่งเข้ามายัง Digg มากกว่า 1 หมื่นเรื่องต่อวัน แต่พฤติกรรมของผู้ใช้ Digg (ไม่รวมพวกที่เป็นสแปม ซึ่ง Digg มีมาตรการหลายๆ อย่างเข้ามาจัดการ) นั้นสร้างวัฒนธรรมว่าข่าวจากบางเว็บจะถูกโหวตขึ้นหน้าแรกเสมอ โดยไม่สนใจว่าเป็นข่าวอะไรหรือใครเป็นคนส่งข่าว ตัวอย่างของเว็บ whitelist เหล่านี้ได้แก่ TorrentFreak และ xkcd เป็นต้น
คำถามที่น่าสนใจก็คือ ถ้า Digg ยังไม่สามารถสร้างความหลากหลายบนหน้าแรกของตัวเองให้มากกว่านี้ อนาคตของ Digg ในระยะยาวจะเป็นอย่างไร? ส่วน 5 เว็บยอดนิยมมีดังนี้ครับ อันดับทั้ง 50 ดูได้จากที่มา
- telegraph.co.uk 26 เรื่องใน 7 วัน
- nytimes.com 23 เรื่อง
- youtube.com 22 เรื่อง
- time.com 17 เรื่อง
- arstechnica.com 15 เรื่อง
ที่มา - Social Media Blog
- 10 comments
- 1882 reads
เว็บไซต์ Digg ประกาศปรับตัวสู้วิกฤตเศรษฐกิจ โดยการลดคนในแผนกที่ไม่จำเป็นต่องานหลักของบริษัท ในบล็อกของ Digg นั้นไม่ได้เปิดเผยจำนวน แต่ทาง CNET ได้ตัวเลขมาว่าเป็น 10% อย่างไรก็ตาม Digg มีพนักงานแค่ 75 คนเท่านั้น
แต่ Digg ไม่ได้แค่ปลดอย่างเดียว ยังบอกว่าจะจ้างพนักงานเพิ่มในด้านที่จำเป็นต่อธุรกิจด้วย โดยเริ่มจากทีมขายโฆษณาตรง (direct sales) ทิศทางของ Digg ในปีนี้จะเน้นไปที่งานขายโฆษณาเป็นหลัก ซึ่งเป้าหมายที่ประกาศมีตั้งแต่การทำโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานโฆษณาของตัวเอง, ดำเนินแผนโฆษณาที่ให้ไมโครซอฟท์ช่วยขายต่อไป (อันนี้มีตั้งแต่ปีก่อน) และสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ (เช่น Digg Dialogg สัมภาษณ์คนดังโดยส่งคำถามผ่าน Digg แล้วโหวต) เพื่อขายโฆษณารูปแบบใหม่ๆ มากขึ้น
ที่มา - Digg the Blog, CNET
- 2 comments
- 1373 reads
ใกล้วันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ 4 พ.ย. เข้ามา บรรดาเว็บไซต์ชื่อดังหลายแห่งได้เปิดเซคชั่นที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งกันทั้งนั้น รวบรวมมาบางส่วนครับ
- Twitter - เปิด Elections 2008 รวม tweet ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง
- Politweets - เว็บต้นแบบของอันข้างบน
- Digg The Candidates - รวมเรื่องใน Digg ที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
- Google In Quotes - รวมคำพูดของผู้สมัครและนักการเมืองในประเด็นต่างๆ (เช่น การทำแท้ง อิรัก) แล้วเอามาเทียบกันเป็นคู่ๆ ได้ นอกจากนักการเมืองสหรัฐ ยังมีของอังกฤษ แคนาดา และอินเดียด้วย
- YouTube Youchoose - ต้นตำรับ
- Technorati - รวมข่าวธรรมดา
- Compete - สถิติผู้เข้าชมเว็บของแต่ละฝ่าย
- Map the Candidates - ของ Slate เป็น mashup ของ Google Maps บอกว่าผู้สมัครแต่ละฝ่าย กำลังทำอะไรกันที่ไหนบ้าง
- กลุ่มผู้สนับสนุนใน social network ทั้ง MySpace และ Facebook นอกจากนี้เว็บข่าวรายใหญ่ๆ อย่างพวก CNN ก็มีหน้าเว็บสำหรับรายงานข้อมูลเลือกตั้งเช่นกัน
สำหรับการเมืองไทย ลองดู MThai Politics
ที่มา - VentureBeat
- 6 comments
- 3751 reads
ข่าวต่อเนื่องจาก ข่าวลือว่า Google กำลังจะซื้อ Digg ล่าสุด TechCrunch รายงานว่าล้มโครงการไปแล้ว
ข้อมูลจากสายวงในบอก TechCrunch ว่าหลังจากตกลงราคาที่ประมาณ 200 ล้านเหรียญได้ Google ได้เข้าไปตรวจสอบทรัพย์สิน เทคโนโลยี และระบบภายในของ Digg ซึ่งข่าวสายหนึ่งบอกว่าเป็นปัญหาด้านเทคนิค ส่วนอีกสายบอกว่าเป็นความขัดแย้งส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลอะไรก็ตาม กูเกิลได้ตัดสินใจหยุดเจรจาแล้ว
ที่มา - TechCrunch
- 2 comments
- 3276 reads
ข่าวลือจากทาง TechCrunch ระบุว่ากูเกิลได้บรรลุข้อตกลงในการเข้าซื้อเว็บ Digg.com เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์
ทุกวันนี้รายได้ของ Digg มาจากข้อตกลงโฆษณาจากไมโครซอฟท์เป็นระยะเวลาสามปี ซึ่งข่าวระบุว่าข้อตกลงนี้จะสิ้นสุดลงหลังจากที่กูเกิลเข้ามาครอบครอง Digg อย่างเป็นทางการแล้ว
ย้ำอีกทีว่านี่เป็นข่าวลือโดย TechCrunch อ้างว่าได้ข่าวจากแหล่งข่าวภายใน และยังไม่มีการแถลงอย่างเป็นทางการจากทั้งสองบริษัท
ที่มา - TechCrunch
- 10 comments
- 2347 reads
สำหรับคนที่อ่านหัวข้อข่าวแล้วเข้าใจว่ามันคืออะไร ไม่ต้องเสียเวลาอ่านต่อ เข้าไปดูวิดีโอที่ Kevin Rose อธิบายได้เลย
ปัญหาอย่างหนึ่งของ Digg คือคนไปกระจุกตัวกันอยู่เฉพาะหน้าแรกที่เรื่องถูกโหวตจนมีคะแนนสูงพอ ส่วนหน้า Upcoming นั้นมีแค่ส่วนน้อยที่เข้าไปอ่านและโหวตขึ้นมา สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่าเรื่องที่ส่งเข้ามาใน Digg มีเยอะมาก (16,000 เรื่องต่อวัน) เป็นไปไม่ได้เลยที่จะอ่านและโหวตได้หมด
ทางแก้ของ Digg จึงสร้างระบบ Recommendation Engine ขึ้นมา โดยหลักการทำงานของมันคือหาเพื่อนร่วม Digg ที่โหวตเรื่องใกล้เคียงกับเรา (Diggers Like You) แสดงเรื่องที่ทั้งสองคนโหวตตรงกันให้เห็น และเปิดโอกาสให้เราดูรายชื่อเรื่องอื่นๆ ที่เพื่อนร่วม Digg ของเราโหวตให้ได้
ระบบจะใกล้เคียงกับของ Amazon หรือ Netflix รายละเอียดทางอัลกอริทึมมีเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ใครสนใจเข้าไปอ่านได้ที่ Digg Recommendation Engine Whitepaper ฟีเจอร์นี้จะเริ่มเปิดให้ใช้งานแบบสุ่มในสัปดาห์นี้ และเปิดใช้จริงกับผู้ใช้ทั้งหมดในอีกไม่นาน
ที่มา - Digg the Blog, TechCrunch
- 7 comments
- 1010 reads





