โดย นายลีเฮอร์ ออบิซูร์ กรรมการผู้จัดการ เอสเอพี ประจำภูมิภาคอินโดจีน
ผ่านมาแล้ว 6 เดือน นับจากวันที่ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน, กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, พม่า, สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, ไทย และเวียดนาม ได้จับมือกันก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) เพื่อการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ ด้วยกฎบัตรทางธุรกิจที่มีความเข้มงวดลดลง และการเปิดกว้างด้านโอกาสทางการค้าเพิ่มขึ้น ข้อตกลงดังกล่าวนี้จะช่วยให้ประชาคมอาเซียนมีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เหล่าประเทศสมาชิกจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาและความท้าทายภายในประเทศของตนให้ได้ก่อน เพื่อที่จะสามารถใช้ประโยชน์จากการเข้าสู่ AEC ได้อย่างเต็มที่
ในปี 2014 กลุ่มประชาคมอาเซียนมีมูลค่า GDP รวมทั้งสิ้น 2.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับเป็นจำนวนมากที่สุดอันดับ 7 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย เมื่อมองในด้านศักยภาพและความแข็งแกร่งของทั้ง 10 ประเทศสมาชิก ซึ่งประกอบด้วยจำนวนประชากรกว่า 622 ล้านคนแล้ว ราวกับว่าประชาคมอาเซียนปฏิบัติงานในลักษณะภูมิภาค มากกว่าลักษณะต่างคนต่างอยู่
ข้อดีของประชาคมอาเซียนคือความหลากหลาย แต่อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายนี้ก็ส่งผลในด้านอุปสรรคที่สูงขึ้นในการประกอบธุรกิจเช่นกัน เนื่องจากแต่ละประเทศในภูมิภาคล้วนดำเนินธุรกิจตามกรอบแนวคิด กฎระบียบ และนโยบายบนโครงสร้างพื้นฐานที่มีความแตกต่างกันไป
ยกตัวอย่างเช่น ข้อจำกัดด้านความเท่าเทียม และกฎหมายท้องถิ่นต่างๆระบุว่า บริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มสัญชาติสิงคโปร์ที่ต้องการจะเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์นั้น จำเป็นต้องมีบริษัทพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น และต้องว่าจ้างพนักงานฝ่ายบัญชีชาวฟิลิปปินส์ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายในเรื่องบุคลากร การเพิ่มของจำนวนประชากรซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่างๆในประเทศ รวมถึงความขัดแย้งด้านปัญหาหลักในภูมิภาค เช่น ปัญหาเรื่องหมอกคัน ความขัดแย้งระหว่างดินแดง เช่นเดียวกับปัญหาด้านความมั่นคงของชาติ ถ้าจะให้ผมมอบคำจำกัดความของการทำธุรกิจระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน คงเป็นคำว่า “ซับซ้อน”
นอกจากนั้น ในขณะที่การเกิด AEC ได้สร้างโอกาสมหาศาลให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความท้าทายและความซับซ้อนใหม่ในการทำธุรกิจ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการโดยบริษัททุกขนาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หากพวกเขายังต้องการรักษาตำแหน่งผู้นำในสภาวะตลาดที่มีการผสมผสานอันหลากหลาย ทั้งนี้ ผลการสำรวจจาก Asian Development Bank and Institute of Southeast Asia Studies พบว่า สัดส่วนของธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน มีน้อยกว่า 1 ใน 5 ที่พร้อมรับมือกับการเกิดขึ้นของ AEC
การลดความซับซ้อน
มีเพียงหนทางเดียวในการลดความซับซ้อน นั่นคือการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเพื่อช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่เทคโนโลยีดิจิตอลจะช่วยในเรื่องดังกล่าวได้อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ธุรกิจต่างๆสามารถยกระดับในสนามแข่งขันระดับภูมิภาคได้ง่ายมากยิ่งขึ้นไปอีก ตัวอย่างเช่น องค์กรต่างๆสามารถเพิ่มความแตกต่างเล็กๆน้อยๆที่สามารถบังคับได้ เข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจซึ่งอยู่ภายใต้ช่วงชั้นทางเทคโนโลยีได้
สถาบันโรคหัวใจแห่งชาติประเทศมาเลเซีย นับเป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีดิจิตอลสามารถช่วยเหลือบริษัทต่างๆในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ดีขึ้นได้อย่างไร และเปลี่ยนแปลงข้อบังคับต่างๆได้อย่างไร ในปี 2015 พวกเขาตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานให้เป็นดิจิตอล เพื่อเพิ่มความสามารถในการดึงข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ในแง่ระดับสินค้าคงคลัง และพัฒนาประสิทธิภาพความคล่องตัวในการทำงาน เพื่อให้เข้ากับการจัดเก็บภาษีระบบ GST ของมาเลเซีย ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อปี 2014
อีกตัวอย่างที่สำคัญเกิดขึ้นที่ฟิลิปปินส์ โดยบริษัท Ageas Insurance ได้ติดตั้งซอฟท์แวร์ประกันบนระบบคลาวด์ ซึ่งครอบคลุมขั้นตอนการทำงานตั้งแต่ต้นจนจบเป็นครั้งแรกของวงการประกัน ซึ่งซอฟท์แวร์ดังกล่าวจะช่วยรองรับแผยการขยายขยายตัวของบริษัทเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชุดโซลูชั่นแบบบูรณาการดังกล่าว ประกอบด้วยซอฟท์แวร์บริการ ซึ่งช่วยให้บริษัท Ageas เปิดตัวในตลาดท้องถิ่นได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น พร้อมๆไปกับการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาคในขณะเดียวกัน
การมีส่วนร่วมของประชากรวัยหนุ่มสาวในเอเชีย
การลดความซับซ้อนไม่ได้เป็นแรงกระตุ้นเพียงอย่างเดียวในการขับเคลื่อนธุรกิจไปสู่ระบบดิจิตอล เนื่องจากประชากรวัยหนุ่มสาวในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงประชากรกลุ่มชนชั้นกลางที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นนั้น มีความถนัดในการใช้เทคโนโลยีที่มากกว่า และมีการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย สำหรับภูมิภาคซึ่งร้อยละ 50 ของประชากรมีอายุต่ำกว่า 30 ปี และร้อยละ 90 ในร้อยละ 30 ที่ว่านั้นมีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึงนั้น ดิจิตอลถือเป็นอนาคตที่อยู่แค่เอื้อม
บรรดาผู้ประกอบธุรกิจแบบดั้งเดิมจะเริ่มรู้สึกได้รับแรงกดดันในการเปลี่ยนให้ธุรกิจเข้าสู่ระบบดิจิตอลมากยิ่งขึ้น บริษัทเหล่านี้พบว่าพวกเขากำลังแข่งขันกับทั้งคู่แข่งเดิมรวมถึงคู่แข่งใหม่ๆเช่นกัน ด้วยเทคโนโลยีซึ่งเข้ามายกระดับสนามแข่งขัน องค์กรหน้าใหม่ต่างๆมีโอกาสในการมีความสามารถและกลยุทธด้านดิจิตอลที่แข็งแรงขึ้น เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมกับลูกค้า คู่ค้า รวมถึงพนักงานได้ดีกว่าที่บริษัทข้ามชาติทำได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่บริษัทดั้งเดิมต่างๆ เช่น PT Delami Garment Industries บริษัทผลิตเสื้อผ้าชั้นนำสัญชาติอินโดนีเซีย ได้เริ่มลงทุนกับแอพพลิเคชั่นเพื่อธุรกิจแบบครบวงจร เพื่อการเข้าถึงเครือข่ายทางธุรกิจที่กำลังเติบโต และซัพพลายเชนที่ซับซ้อนได้ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ
สงครามความสามารถ
ท้ายที่สุด ธุรกิจต่างๆต้องไม่ลืมว่าพนักงานนั้นเป็นสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา คาดว่าการเปิด AEC นั้น จะเป็นการเพิ่มอัตราการเคลื่อนย้ายแรงงานระหว่างประเทศในอาเซียน และการแข่งขันด้านความสามารถจะยิ่งเข้มข้นมากยิ่งขึ้น องค์กรต่างๆจะต้องทบทวนความคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในการจ้างงานแบบดั้งเดิม และลองหาหนทางใหม่ที่น่าสนใจมากขึ้นในการค้นหาและบริหารจัดการบุคลากรเก่งๆเหล่านั้น การบริหารจัดการบุคลากรที่มีความสามารถนั้นเป็นเรื่องของศาสตร์และศิลป์ การใช้ บิ๊ก ดาต้า และการคิดวิเคราะห์จะช่วยให้บริษัทได้รับประโยชน์จากการดำเนินการเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถบริหารจัดการบุคลากรได้โดยการคาดการณ์ล่วงหน้า มากกว่าที่จะมาแก้ไขทีหลังเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว
การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิตอลสามารถช่วยให้บริษัททุกขนาดมีฐานทางธุรกิจที่มั่นคงในการเข้าสู่ตลาดใหม่ และสร้างโอกาสในการสร้างความโดดเด่นในเวทีโลก เพื่อตระหนักถึงศักยภาพของตนในการก้าวสู่ตำแหน่งผู้เล่นคนสำคัญในตลาดระหว่างประเทศ เทคโนโลยีดิจิตอลจะยิ่งมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการช่วยให้ธุรกิจต่างๆมีความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์เนื่องด้วยระบบเศรษฐกิจในแต่ละประเทศกำลังควบรวมกันสู่การเป็นประชาคม AEC มากยิ่งขึ้น
เรารู้แน่นอนแล้วว่า AEC เปิดโอกาสมากมายให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในฐานะของผู้นำทางธุรกิจ เราได้เตรียมรับความท้าทายและความซับซ้อนที่จะตามมานี้แล้วหรือยัง? คำแนะนำของผมคือควรที่จะเริ่มคิดถึงวิธีการที่จะดำเนินธุรกิจได้ง่าย และส่วนใหญ่แล้ว การเปลี่ยนให้ธุรกิจเป็นระบบดิจิตอลมักจะป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
เกี่ยวกับ เอสเอพี
เอสเอพี ผู้นำในด้านซอฟแวร์ระบบการจัดการองค์กร ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานขององค์กรในทุกขนาดมีประสิทธิภาพ จากทีมสำนักงานเบื้องหลังสู่ห้องประชุม จากคลังสินค้าสู่หน้าร้าน จากคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะสู่โทรศัพท์พกพา เอสเอพี ช่วยให้บุคลากรและองค์กรทำงานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยให้เข้าถึงตลาดได้อย่างลึกซึ้ง นำมาซึ่งความสามารถในการแข่งขันและบทบาทผู้นำของตลาด แอพลิเคชั่นและบริการของเอสเอพีช่วยให้ผู้ใช้กว่า 293,500 ราย สามารถดำเนินธุรกิจอย่างก้าวหน้ามีผลกำไร ปรับตัวได้ฉับไว และเติบโตอย่างยั่งยืน หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเข้าชม www.sap.com