นายใหญ่จะให้เราไปอไจล์กันแล้ว เราจะควรปรับตัวอย่างไร?
เมื่อสักสิบปีที่แล้ว การผลักดันอไจล์มักจะมาจากฝั่งไอทีส่วนฝั่งธุรกิจยังไม่เห็นความสำคัญสักเท่าไหร่ อไจล์กันไปก็ไม่ค่อยไปถึงไหน เหมือนจะมีความสุขกันอยู่แต่ในไอที สิบปีผ่านมาสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป ยุคนี้นายใหญ่มักจะให้นโยบายมาว่า เราต้องอไจล์กันแล้วนะ เราต้องมี business agility คนรับมาก็สับสนไปไม่เป็นว่าจะเริ่มอย่างไร
ปัจจัยสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรแบบอไจล์คือทีม ซึ่งมักจะมีปัญหาติดหนี้ทางเทคนิคทำอะไร ปะผุ quick-win เปลี่ยน prototype เป็น production กันสะสมหนี้นี้มานาน เป็นเรื่องน่ายินดีที่องค์ความรู้ เครื่องไม้เครื่องมือ รวมถึงไปถึงคอร์สอบรมเรื่องเหล่านี้ในปัจจุบันก็มีเพิ่มขึ้นมากพอควร ช่วยทำให้ฝ่ายไอทีเริ่มปรับตัวกับการทำงานแบบใหม่ได้ ส่วนที่อาการน่าเป็นห่วงคือคนตรงกลางที่อยู่ระหว่างคนอยากได้หรือผู้บริหารกับคนลงมือทำหรือทีมงาน หลายครั้งสิ่งที่ผมพบเจอจากประสบการณ์คือผู้บริหารอยากได้ผลประโยชน์ของอไจล์แต่ยังขาดความเข้าใจว่าจะต้องปรับตัวอย่างไร เคราะห์กรรมก็มาตกกับคนกลาง ถ้าเขาทำตัวเป็นแค่ messenger เคราะห์กรรมนั้นก็ถูกส่งต่อไปยังทีม
ส่วนใหญ่แล้ว รากของปัญหามาจากโครงสร้างของระบบ โดยเฉพาะระบบงบประมาณและระบบตรวจสอบวัดผล เราจะทำอไจล์กันได้อย่างไรถ้าต้องมี scope ชัดเจนก่อนเพื่อจะไปของบ เราจะทำอไจล์กันได้อย่างไรถ้าต้องทำให้เสร็จทันตามแผนจึงจะถูกประเมินว่าทำได้ดี ในเมื่ออไจล์นั้นเริ่มต้นมาจากการมองเห็นและยอมรับธรรมชาติที่ว่า scope นั้นไม่มีทางจะชัดเจนในตอนเริ่ม และการทำเสร็จตามแผนที่วางไว้ต้อนต้นนั้นไม่มีประโยชน์อะไร เพราะความเป็นจริงนั้นแผนจะเปลี่ยนตลอดเวลา
การจะแก้ให้ถึงรากจริงๆนั้น ต้องแก้กันไปถึงระบบงบประมาณที่ต้องเปลี่ยนจาก project-based มาเป็น product-based หรือ team-based จึงจะสามารถทำให้เราของบหรือขอจองทีมมาทำงานได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมี scope ที่ชัดเจน จึงจะสามารถทำให้เกิด long-lasting feature team หรือการเอางานไปใส่ทีมไม่ใช่แตกทีมไปใส่งานแบบ resource pool ได้จริง การตรวจสอบวัดผลก็ต้องเปลี่ยน mindset จากที่เราเคยคิดว่าผลงานที่ดีคือการที่ทำได้เสร็จได้ทันตามแผนมาเป็นการบรรลุเป้าประสงค์หรือแก้ปัญหาให้ user ได้จริง
แน่นอนว่าการจะทำให้ทั้งองค์กรเปลี่ยนระบบจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้คงเป็นไปไม่ได้ในระยะสั้น หลายคนอาจจะบอกว่า culture อย่างบริษัทไทยจะทำได้อย่างไร คุณ Henrik Kniberg เคยพูดไว้ว่า "Every Culture has a Sub-Culture" กล่าวคือเราสร้างวัฒนธรรมย่อยที่แตกต่างยากวัฒนธรรมหลักได้ ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผมตระหนักว่า ในขณะที่ทั้งองค์กรยังคงเป็น big-bang command-and-control mindset คนที่มีบทบาทสำคัญมากๆคนหนึ่งในการสร้าง sub-culture แบบอไจล์นี้คือ Product Owner
รบร้อยครั้งไอทีมักจะรบแพ้ user ร้อยครั้ง เพราะคนไอทีส่วนใหญ่เป็นคนดีที่มักเลือกที่จะก้มหน้าก้มตา code ไปมากว่าจะไปสู้รบปรบมือกับใคร รบกับ code สนุกกว่ารบกับคน ประเด็นอยู่ที่ทำไมต้องรบกันด้วย บางทีก็ตอบยาก เพราะรบกันมานานแล้วแต่รุ่นปู่รุ่นย่า ไม่รู้ว่าใครยิงใครก่อนด้วยซ้ำ รู้แต่ว่าบาดเจ็บล้มตายกันมานาน สั่งสมความชอกช้ำกันมานาน ถามไอทีก็บอก user จะเอาจะเอา requirement ก็ไม่เคยชัดแถมเปลี่ยนตลอดเวลาจนนาทีสุดท้าย ไม่สนใจว่าเราทำงานหนักแค่ไหน ถาม user ก็บอกว่าไอทีส่งงานไม่เคยทัน ทำไม่ได้ตามสัญญา ไม่มี common sense ไม่ยืดหยุ่น สารพัดจะบรรยาย
สันติภาพในสงครามนี้คงจะริบหรี่หากไม่มีคนกลางที่เข้าใจทั้งสองฝ่าย ว่าทั้งคู่ก็แค่ทำงานของตัวเองสุดความสามารถ ปัญหานั้นไม่ได้อยู่ที่คนทำงานหรือแม้แต่ผู้บริหาร แต่อยู่ที่ระบบที่ทำให้คนต้องเผชิญหน้ากัน คนกลางหรือ Product Owner จึงมีบทบาทสำคัญอย่างมากในนำเอาแนวคิดอไจล์มาใช้ แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ากลุ่มคนที่ถูกได้รับมอบหมายให้มาทำหน้าที่นี้มักจะมีภาระงานมหาศาล จนไม่มีเวลาศึกษาทำความเข้าใจเพิ่มเติมว่าเขาจะควรจะต้องมีบทบาทอะไร (นอกจาก prioritize และเขียน user story!)
อยากไปอไจล์อย่าปล่อยให้ Product Owner คุณยุ่งเกินไปนะครับ ช่วยเขาด้วย :-)
==========================================
พื้นที่โฆษณา : สำหรับคนที่จะต้องเป็นคนกลางอย่าง Product Owner หรือ Product Manager หรือแม้แต่ Project Manager รวมไปถึงฝ่ายสนับสนุนคนกลาง ไม่ว่าจะเป็น Business Analyst, Scrum Master, UX Specialist ถ้าสนใจฝึกวิชา Agile Product Ownership ทางบริษัท Lean In Consulting ของเราขอเชิญมาลงเรียนกับปรมาจารย์ Shane Hastie
ลุง Shane เป็นบุคคลที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการ Agile มานานโดยเฉพาะด้าน Product Ownership เป็นแรงผลักดันสำคัญที่เอา Agile ไปใส่ BABOK ของ International Institute of Business Analyst เป็นกำลังสำคัญของการนำ Agile ไปเผยแพร่ใน Infoq เป็นคนร่างหลักสูตรสาย PO ใน IC Agile Certification เป็น speaker และ trainers คิวทองที่เดินทางไปทั่วโลก
เรียนกันวันที่ 11-12 ก.ค. นี้ ที่ Crowne Plaza Hotel
ราคา 35,000 บาท/ท่าน
สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อมาทาง contact@leaningroup.com นะครับ