โดย บ็อบ อีแวนส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ออราเคิล คอร์ปอเรชั่น
พลังที่ขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางสภาพตลาดโลกที่มีการเชื่อมต่อตลอดเวลา ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และต่อไปนี้คือรายการภารกิจสำคัญสำหรับ CIO (ผู้บริหารเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง) ในช่วงปี 2556
ซึ่งภารกิจสำคัญทั้ง 10 ข้อนี้ เกี่ยวเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงความจำเป็นที่ผู้บริหารจะต้องเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำแทนที่จะเป็นผู้ตาม และเป็นผู้จุดประกายความเปลี่ยนแปลง แทนที่เห็นด้วยกับทุกความคิดเห็นของพนักงาน และจะต้องทำหน้าที่เป็น CIO ที่ขับเคลื่อนธุรกิจ แทนที่จะมุ่งเน้นแต่เรื่องของเทคโนโลยี
- ลดความยุ่งยากซับซ้อนของระบบไอทีและเปลี่ยนแปลงการใช้จ่ายของคุณ: การตัดสินใจที่กล้าหาญในการปรับใช้แนวทางใหม่เพื่อปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานไอทีเป็นวิธีเดียวที่ CIO จะสามารถจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการใหม่ๆ ที่ล้ำสมัยและสำคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันบริษัทจำนวนมากต้องใช้จ่ายงบประมาณไอทีราว 70% หรือ 80% ไปกับการควบคุมดูแลและบำรุงรักษาระบบที่มีอยู่ และมีงบประมาณเหลืออยู่เพียง 20% เท่านั้นสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ
นโยบายไอทีในอดีตที่นำไปสู่กับดัก 80/20 สำหรับการใช้งบประมาณไม่สามารถตอบสนองต่อโลกธุรกิจปัจจุบันซึ่งมีความต้องการสูงมากและมีการเชื่อมต่อตลอดเวลา และที่จริงแล้วยังอาจก่อให้เกิดภาระเพิ่มมากขึ้น เพราะแนวทางดังกล่าวนอกจากจะไม่เพียงพอแล้ว ยังผลาญงบประมาณไอทีส่วนใหญ่จน CIO แทบจะไม่สามารถจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนโครงการใหม่ๆ ในด้านระบบวิเคราะห์ข้อมูล ระบบคลาวด์ ระบบโมบายล์ หรือระบบโซเชียล
CIO จำเป็นที่จะต้องแยกแยะว่าโซลูชั่นของบริษัทใดจะซ้ำเติมปัญหาให้เลวร้ายลง และผู้ผลิตรายใดนำเสนอทางเลือกที่ทันสมัยซึ่งถูกกว่า รวดเร็วกว่า และฉลาดมากกว่า หาก CIO สามารถแก้ไขประเด็นปัญหาสำคัญดังกล่าวได้ ก็จะได้รับเงินโบนัสเพิ่มมากขึ้น และสามารถสร้างคุณประโยชน์อย่างมากแก่บริษัท รวมไปถึงอาชีพการงานของตนเอง
-
ชี้นำการพัฒนาระบบโซเชียล: ผลักดันองค์กรที่รองรับระบบโซเชียลมีเดีย ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า โดย CIO ของบางองค์กรยินยอมที่จะเปิดช่องทางดังกล่าว (แต่ยังคงใช้มาตรการบางอย่างเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้าย) นอกจากนี้ พัฒนาการทางด้านโซเชียลยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำเนินงานภายในองค์กรเช่นกัน เพราะจะช่วยสร้างแรงจูงใจให้แก่พนักงานที่มีอยู่และดึงดูดบุคลากรใหม่ๆ ที่มีความรู้ความสามารถ ทั้งยังช่วยกระชับสัมพันธภาพที่ลึกซึ้งกับพันธมิตรและคู่ค้าเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย CIO ที่ต่อต้านแนวโน้มดังกล่าวจะถูกกีดกันโดยผู้บริหารระดับสูงคนอื่นๆ รวมถึงหัวหน้าสายงานธุรกิจ ซึ่งเข้าใจศักยภาพของโซเชียลเน็ตเวิร์กในการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันให้แก่บริษัท
-
ปลดปล่อยข้อมูลเชิงลึกในบริษัทของคุณ: สร้างห่วงโซ่โอกาส (Opportunity Chain) ที่ครอบคลุมทั่วทั้งองค์กร ด้วยการพัฒนาต่อยอดจากแนวคิดเรื่องห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และห่วงโซ่อุปสงค์ (Demand Chain) รวมไปถึงระบบคลังข้อมูล (Data Warehouse) และตลาดข้อมูล (Data Mart) ห่วงโซ่โอกาสจะช่วยเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่มุ่งเน้นการใช้งานภายในองค์กร ไปสู่โอกาสที่มุ่งเน้นลูกค้าและกระตุ้นการเติบโต แนวคิดเรื่องห่วงโซ่โอกาสจะจัดหากรอบโครงสร้างและบริบทสำหรับการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจและข้อมูลบิ๊กดาต้า ห่วงโซ่โอกาสช่วยให้ CIO สามารถผลักดันสินทรัพย์ข้อมูลใหม่ๆ ที่มีมูลค่าสูงไปสู่ส่วนต่างๆ ทั่วทั้งองค์กร และแสดงให้เห็นว่าเมื่อเทคโนโลยีทางด้านธุรกิจได้รับการปรับใช้อย่างจริงจังและสร้างสรรค์ ก็จะช่วยผลักดันการเติบโตและกระตุ้นการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดมากขึ้น
-
รองรับระบบเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์: ผสานรวมระบบงานส่วนหลังและส่วนหน้าเข้าด้วยกันไว้ในระบบศูนย์บริการลูกค้า (Customer Office) หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของ CIO ก็คือ ความสามารถในการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องและเข้าใจกระบวนการแบบครบวงจรของบริษัท CIO และทีมงานฝ่ายธุรกิจ-เทคโนโลยีรับทราบข้อมูลเชิงลึกจำนวนมากเกี่ยวกับการดำเนินงานของบริษัท ภารกิจสำคัญ จุดอ่อน และโอกาส ขณะที่ระบบรุ่นเก่าเน้นย้ำแนวคิดที่ว่ามีบุคลากรเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีสิทธิ์ติดต่อสื่อสารกับลูกค้า ซึ่งอาจเป็นเรื่องสะดวกสำหรับบุคคลภายในองค์กร แต่ผู้บริโภคในปัจจุบันมีอำนาจทางสังคมเพิ่มมากขึ้น และต้องการเข้าถึงส่วนงานอื่นๆ นอกเหนือจากทีมงานฝ่ายขาย คำถามสำคัญก็คือ คุณจะขยายช่องทางการเข้าถึงให้แก่ลูกค้าได้หรือไม่?
-
จัดเตรียมสถาปัตยกรรมไอทีที่รองรับอนาคต ปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วไม่จำเป็นต้องส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานขยายตัวอย่างรวดเร็วควบคู่กันไปด้วยเสมอไป ที่จริงแล้ว องค์กรธุรกิจต้องการแนวคิดที่แปลกใหม่เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมแห่งอนาคต เพราะเพียงแค่การฟื้นฟูหรือเพิ่มเติมส่วนประกอบบางอย่างเข้าไปในแผนงานที่มีอยู่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่แตกต่างหลากหลายและเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในอนาคต ระบบคลาวด์, โซเชียล, การติดต่อสื่อสารอย่างใกล้ชิด, Big Vision (ซึ่งต่อยอดมาจาก Big Data) และธุรกิจทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงและขยายตัวอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องอาศัยแอพพลิเคชั่นสมัยใหม่ ระบบที่ปรับปรุงดีขึ้น ทนทานต่อข้อผิดพลาด พร้อมการสนับสนุนที่พร้อมสรรพ โดยครอบคลุมทั้งในส่วนของระบบคลาวด์ ระบบที่ติดตั้งภายในองค์กร หรือระบบทั้งสองแบบที่ผสมผสานกัน รวมไปถึงความสามารถด้าน BI และโซเชียลที่รวมไว้ภายใน
-
อัพเกรด “กลยุทธ์คลาวด์” สู่ “การปฏิรูปธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีคลาวด์” การประเมินโครงการคลาวด์ไม่ได้พิจารณาจากประโยชน์ทางด้านเทคนิคหรือการเริ่มต้นใช้งานตามวันที่กำหนดอีกต่อไป แต่จะต้องพิจารณาจากผลกระทบที่มีต่อการปฏิรูปธุรกิจ รวมไปถึงการสร้างมูลค่าและโอกาสทางด้านธุรกิจ ในกระบวนการดังกล่าว CIO จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บริหารฝ่ายไอทีที่มุ่งเน้นเฉพาะแง่มุมทางด้านเทคนิคของระบบคลาวด์ และผู้บริหารส่วนงานธุรกิจที่ควบคุมการออกแบบและดำเนินโครงการคลาวด์เพื่อรองรับการให้บริการแก่ลูกค้า การดำเนินธุรกิจ และการติดต่อประสานงาน
-
แปรเปลี่ยนข้อมูลบิ๊กดาต้าให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกจำนวนมหาศาล, วิสัยทัศน์ที่กว้างขวาง และโอกาสที่ยิ่งใหญ่ CIO จำเป็นที่จะต้องพิจารณาปัญหาท้าทายจำนวนมากที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วด้วยแนวทางที่เหมาะสม กล่าวคือ จะต้องมองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ ไม่ใช่โครงการทางด้านเทคโนโลยี จะเกิดอะไรขึ้นหากคุณสามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าในช่วงสามปีโดยใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที แทนที่จะต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา? บริษัทต่างๆ จะได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเพิ่มมากขึ้นหากว่า CIO เริ่มต้นกำหนดกรอบความท้าทายและโอกาสในเรื่องบิ๊กดาต้าอย่างกระตือรือร้นและทันท่วงทีในลักษณะที่สอดรับกับลูกค้า โอกาส รายได้ และคุณค่าทางธุรกิจ
-
ผสานรวมระบบบันทึกข้อมูลเข้ากับระบบติดต่อประสานงาน ระบบส่วนหลัง (back-end) แบบเดิมๆ อาจมีความแข็งแกร่งและเปี่ยมด้วยเสถียรภาพ แต่ไม่อาจรองรับสตรีมข้อมูลใหม่ๆ ที่มีจำนวนมหาศาลจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก วิดีโอ ประสบการณ์ลูกค้า และอื่นๆ อีกมากมาย ผู้บริหารCIO ที่มีบทบาทในเชิงกลยุทธ์จะมองหาแนวทางและ/หรือโซลูชั่นใหม่ๆ เพื่อเชื่อมโยงระบบที่แยกออกจากกันนี้ให้ผสานรวมเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วและไร้รอยต่อ การผนวกรวมระบบโซเชียล/โมบายล์เข้ากับระบบธุรกรรมจะช่วยให้บริษัทมีหนทางใหม่ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างฉับไว พร้อมทั้งติดต่อประสานงานกับลูกค้าเพื่อสร้างสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดและครอบคลุมหลากหลายแง่มุม นอกจากนี้ บริษัทจะสามารถหลบเลี่ยงหลุมพรางของระบบที่มีขนาดใหญ่เทอะทะหลายระบบซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการภายในองค์กร
-
เป็นผู้นำด้วยการดำเนินการที่ฉับไว CIO ควรทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการดำเนินการภายในองค์กร “ถ้าคุณให้คำมั่นสัญญาต่อ CEO ว่าคุณจะสามารถลดระยะเวลาในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มการหมุนเวียนสต็อกให้รวดเร็วขึ้น เร่งการส่งมอบสินค้าแก่ลูกค้า ลดหรือขจัดการรอคอยสำหรับลูกค้าที่ต้องการบริการจากคุณ และเพิ่มความรวดเร็วในการเรียกเก็บเงินจากลูกค้า CEO ก็ย่อมจะให้ความเคารพนับถือคุณอย่างแน่นอน องค์กรธุรกิจในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมจะพบว่าในปี 2556 ความเร็วสามารถเอาชนะทุกสิ่ง และมีเพียงคำถามเดียวที่จะต้องหาคำตอบ นั่นคือ บริษัทของคุณจะกลายเป็นเหยื่อหรือเป็นผู้ชนะ
-
สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างรวดเร็ว ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีสมรรถนะและขีดความสามารถเพิ่มมากขึ้น ทั้งยังซับซ้อนมากขึ้นอีกด้วย ส่งผลให้ฝ่ายไอทีต้องเชื่อมโยงส่วนประกอบมากมายจากผู้ผลิตหลายร้อยรายเข้าด้วยกัน และต้องหาวิธีที่จะทำให้ระบบเหล่านี้ทำงานร่วมกันได้อย่างกลมกลืน แต่ปัจจุบัน ระบบรุ่นเก่าเหล่านี้กลายเป็นรูปแบบที่ล้าสมัยไปเสียแล้ว โดยเทคโนโลยีใหม่ๆ มุ่งเน้นความเรียบง่าย เพื่อให้ CIO และทีมงานฝ่ายธุรกิจ-เทคโนโลยีไม่ต้องวุ่นวายอยู่กับการผนวกรวมระบบต่างๆ และมีเวลามากขึ้นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตและปรับปรุงการให้บริการแก่ลูกค้า
ออราเคิลเป็นผู้บุกเบิกแนวทางใหม่นี้ด้วยโซลูชั่นระดับไฮเอนด์ ทั้งในส่วนของ Exadata, Exalytics และ Exalogic ระบบที่ปรับแต่งเป็นพิเศษจะช่วยให้ CIO สามารถจัดสรรบุคลากรและทรัพยากรให้กับโครงการที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าได้มากขึ้น และไม่ต้องสูญเสียงบประมาณไปกับงานผนวกรวมระบบซึ่งแทบจะไม่เป็นประโยชน์แก่องค์กรในแง่ของการเสริมสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน