ทบทวนเหตุการณ์ในปี 2555
นายนฐกร พจนสัจ
ผู้จัดการประจำประเทศไทย
บริษัท อีเอ็มซี อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด
สถานการณ์ในปี 2555 – ความเฟื่องฟูของบิ๊กดาต้า
ในช่วงปี 2555 แวดวงอุตสาหกรรมมีการปรับใช้เทคโนโลยีคลาวด์คอมพิวติ้งอย่างจริงจังและแพร่หลาย แต่ขณะเดียวกัน องค์กรต่างๆ ก็ต้องหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของโมบิลิตี้กันอย่างกว้างขวาง โดยเป็นผลมาจากกระแสการนำเอาอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน (Bring Your Own Device – BYOD) และการนำเอาเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคมาปรับใช้ภายในองค์กร (Consumerization of IT) องค์กรธุรกิจต่างๆ ได้สำรวจตรวจสอบและเริ่มต้นใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น โดยอาศัยเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่รองรับระบบคลาวด์ ซึ่งรองรับการใช้งานที่ราบรื่น ปลอดภัย และสอดรับกับความต้องการของผู้ใช้ การใช้อุปกรณ์พกพาอัจฉริยะกันอย่างแพร่หลายช่วยเพิ่มความสะดวกในการสร้าง ใช้งาน และแชร์ข้อมูลจำนวนมหาศาลด้วยความเร็วสูง ส่งผลให้องค์กรธุรกิจต่างๆ ต้องมองหาหนทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการจัดการและใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้จ่ายงบประมาณด้านไอที ตามที่ Canalys รายงานว่า การปฏิรูปดาต้าเซ็นเตอร์จะส่งผลให้มีการใช้จ่ายงบประมาณ 128,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพิ่มขึ้น 6 เปอร์เซ็นต์จากปี 2554 โดยภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกคิดเป็นสัดส่วนหนึ่งในสี่ของการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกในช่วง 5 ปี[1]
องค์กรธุรกิจมากมายกำลังปรับใช้เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ เพื่อปรับปรุงขีดความสามารถในการรับมือกับแนวโน้มบิ๊กดาต้าที่กำลังเติบโตจากแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์กและภายในสภาพแวดล้อมธุรกิจ นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของทัศนคติ โดยองค์กรเริ่มมองว่าฝ่ายไอทีเป็นส่วนงานสำคัญที่จะช่วยสร้างมูลค่า แทนที่จะเป็นศูนย์รวมค่าใช้จ่าย
ปรากฏการณ์บิ๊กดาต้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้องค์กรธุรกิจต้องทบทวนบทบาทของระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า โดยองค์กรธุรกิจกำลังหันมาใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า เพื่อกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกทางด้านธุรกิจ และรองรับการตัดสินใจอย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ ยังมีการใช้งานเพื่อสาธารณะประโยชน์ เช่น การระงับยับยั้งการแพร่ระบาดของโรค และการกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความต้องการของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง โดยอีเอ็มซีมีบทบาทสำคัญในการชี้นำกระแสแนวโน้มที่ว่านี้
เพื่อสำรวจตรวจสอบผลกระทบทางสังคมของบิ๊กดาต้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ อีเอ็มซีได้เปิดตัวโครงการที่ระดมทรัพยากรจากทั่วโลก โดยอ้างอิงสมมุติฐานที่ว่า การแสดงผลแบบเรียลไทม์สำหรับข้อมูลที่เก็บรวบรวมผ่านทางดาวเทียม รวมไปถึงเซ็นเซอร์, แท็ก RFID และกล้องและสมาร์ทโฟนที่รองรับ GPS หลายพันล้านเครื่องในทุกที่ทั่วโลก ช่วยให้มนุษย์เราสามารถตรวจจับ ตรวจวัด ทำความเข้าใจ และสร้างผลกระทบต่อแง่มุมต่างๆ ของชีวิตอย่างที่เราไม่เคยนึกฝันมาก่อน
คาดการณ์แนวโน้มเทคโนโลยีในปี 2556
นายนฐกร พจนสัจ
ผู้จัดการประจำประเทศไทย
บริษัท อีเอ็มซี อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด
สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าในปี 2556 – ข้อมูลคาดการณ์จากอีเอ็มซี
สำหรับปี 2556 ที่กำลังจะมาถึง สภาพเศรษฐกิจในเอเชียยังคงสดใส โดยตลาดใหม่ๆ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ[2] ในการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ก้าวไปข้างหน้า และขณะเดียวกัน ก็ยังคงมีแรงกดดันอย่างมากสำหรับการปรับปรุงผลประกอบการธุรกิจ ขีดความสามารถด้านการผลิต และยกระดับประสิทธิภาพในการทำงาน
องค์กรที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลพยายามมองหาหนทางที่จะใช้เทคโนโลยีไอทีเพื่อให้บรรลุภารกิจและเป้าหมายสำคัญๆ ทางด้านธุรกิจ ขณะที่องค์กรธุรกิจในเอเชียลงทุนอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น บริษัทวิเคราะห์อุตสาหกรรมอย่าง Canalys ก็คาดการณ์ว่าการลงทุนด้านไอทีทั้งหมดจะขยายตัวที่อัตราเฉลี่ย 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จนแตะระดับ 152,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2559[3] สอดคล้องกับข้อมูลคาดการณ์เกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลก โดยบริษัทวิเคราะห์อุตสาหกรรม IDC คาดการณ์ว่าการใช้จ่ายในส่วนของคลาวด์สตอเรจจะเพิ่มขึ้นจนถึงระดับ 22,600 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2558[4]
อีเอ็มซีคาดหมายว่าจะมีการพัฒนาเติบโตอย่างต่อเนื่องในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้:
-
การปฏิรูปไอที: แนวโน้มการนำเอาเทคโนโลยีสำหรับผู้บริโภคมาปรับใช้ภายในองค์กร (Consumerization of IT) และการนำเอาอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน (Bring Your Own Device – BYOD) กระตุ้นให้เกิดความต้องการสำหรับเทคโนโลยีที่ตอบสนองอย่างฉับไวมากขึ้น และรองรับการเข้าถึงทุกที่ทุกเวลา บนทุกอุปกรณ์ ในลักษณะที่ปลอดภัย เปี่ยมด้วยเสถียรภาพ และปรับขนาดได้อย่างเหมาะสม เทคโนโลยีเวอร์ช่วลไลเซชั่นและบริการคลาวด์มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการปฏิรูปที่ว่านี้ โดยคาดหมายว่าปี 2013 จะเป็นช่วงเวลาที่นำไปสู่การพัฒนาสภาพแวดล้อมไอทีที่สมบูรณ์มากขึ้น โดยความสามารถในการปรับปรุงแอพพลิเคชั่น โครงสร้างพื้นฐาน และการแบ็คอัพข้อมูลนับว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคสมัยของโมบิลิตี้และบิสซิเนสอินเทลลิเจนซ์
-
บิ๊กดาต้า: ปี 2556 จะเป็นช่วงเวลาที่สดใสมากยิ่งขึ้นสำหรับบิ๊กดาต้าและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล เพราะองค์กรธุรกิจต่างๆ พยายามที่จะใช้ประโยชน์จากระบบวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ และเสริมสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขัน ภายในปี 2559 เอเชีย-แปซิฟิกจะสร้างแทรฟฟิกคลาวด์มากที่สุด นั่นคือ 1.5 เซตตาไบต์ต่อปี[5] องค์กรต่างๆ จะสามารถเก็บเกี่ยวพลังและคุณประโยชน์ของบิ๊กดาต้า เพื่อปรับปรุงความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจและการกลั่นกรองข้อมูลข่าวกรองเพื่อประสิทธิภาพที่สูงกว่าและผลตอบแทนการลงทุนที่ดีกว่า ขณะที่ปัจจุบันมีความต้องการเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วสำหรับระบบวิเคราะห์ข้อมูล การ์ทเนอร์และไอดีซีก็รายงานว่า มีปัญหาการขาดแคลนนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลสำหรับทำหน้าที่จัดการข้อมูล โดยระบุว่ามีความต้องการตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องกับบิ๊กดาต้ามากถึงหนึ่งล้านตำแหน่งในบริษัทชั้นนำระดับโลก 1,000 บริษัทภายในปี 2558 แต่จะสามารถบรรจุบุคลากรได้เพียงแค่หนึ่งในสามเท่านั้น[6] บริษัทวิจัย Nucleus ระบุว่าองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่ซับซ้อนจะได้รับผลตอบแทนการลงทุน 241 เปอร์เซ็นต์[7] องค์กรธุรกิจต่างๆ จำเป็นที่จะต้องจัดเตรียมบุคลากรด้านบิ๊กดาต้าไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อรับมือกับปัญหาท้าทายในช่วงปีหน้า
-
ระบบไอทีที่น่าเชื่อถือ: เวอร์ช่วลไลเซชั่น, คลาวด์คอมพิวติ้ง, เทคโนโลยีโมบายล์ และแอพพลิเคชั่นใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบิ๊กดาต้า ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อรูปแบบการสร้าง นำเสนอ และจัดการข้อมูลภายในองค์กร ปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นภายในโครงสร้างพื้นฐานไอทีที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงแอพพลิเคชั่น และสภาพแวดล้อมคลาวด์ ส่งผลให้องค์กรต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในรูปแบบใหม่ๆ ด้วยเหตุนี้ องค์กรจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบและโซลูชั่นที่ช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยงดังกล่าว และสามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับการปกป้องข้อมูลได้อย่างเหมาะสม
ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ท้าทาย อีเอ็มซีมีความพร้อมที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมและเพิ่มความสะดวกรวดเร็วให้แก่ลูกค้าในการพัฒนาสู่คลาวด์คอมพิวติ้ง โดยช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถจัดเก็บ จัดการ ปกป้อง และวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างคล่องตัว น่าเชื่อถือ และประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น