การศึกษาล่าสุดโดย SAP SE ร่วมกับ Oxford Economics ในรายงาน The SAP Value of AI Report 2026 ได้เปิดเผยตัวเลขทิศทางการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของภาคธุรกิจในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าบริษัทในประเทศไทยมีงบประมาณการใช้จ่ายด้าน AI เฉลี่ยอยู่ที่ 18.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปีนี้

แม้จะยังเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่คาดการณ์ว่าการลงทุนด้าน AI ขององค์กรไทยจะเติบโตอย่างเร่งตัวขึ้นถึง 44% ในอีกสองปีข้างหน้า
ธุรกิจไทยขยับตัวแรง คาด ROI พุ่งเกือบเท่าตัวใน 2 ปี
ในมิติของผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ธุรกิจในไทยคาดว่าจะสร้าง ROI เฉลี่ย 18% ในปีนี้ และจะขยับเพิ่มขึ้นอย่างเท่าตัวเป็น 35% ภายในอีกสองปีข้างหน้า
โดยมี Agentic AI หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถวางแผนและทำงานได้ด้วยตนเอง เป็นหัวเจาะสำคัญในการสร้างมูลค่าทางธุรกิจ ซึ่งผู้บริหารไทยถึง 78% มองว่า Agentic AI มีศักยภาพสูงในการปรับเปลี่ยนองค์กร และคาดการณ์ ROI จาก Agentic AI สูงถึง 8.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในระยะเวลาสองปี
‘กุลวิภา ปิยวัฒนเมธา’ กรรมการผู้จัดการ SAP ประจำภูมิภาคอินโดจีน เปิดเผยเบื้องหลังการสำรวจครั้งนี้ว่า ประเทศไทยได้รับการคัดเลือกจาก SAP Global ให้เป็น 1 ใน 13 ประเทศทั่วโลก และเป็น 1 ใน 4 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย (ร่วมกับ สิงคโปร์ อินเดีย และญี่ปุ่น) ที่ได้รับการสำรวจ ถือเป็นความภาคภูมิใจและสะท้อนว่าภาคธุรกิจไทยมีความตื่นตัวสูง และมีศักยภาพที่ไม่ได้รั้งท้ายเมื่อเทียบกับประเทศชั้นนำในภูมิภาคเดียวกัน
เริ่มต้นที่นำ Agent เข้ามาช่วยในงานพื้นฐาน ‘แต่สำคัญ’
แม้ผู้บริหารไทยถึง 71% จะพึงพอใจกับผลตอบแทนจาก AI ในปัจจุบัน แต่กว่า 55% ยอมรับว่าองค์กรของตนยังไม่ได้ปลดล็อกศักยภาพของ AI ออกมาได้อย่างเต็มที่
สอดคล้องกับสถิติที่พบว่ามีธุรกิจไทยเพียง 2% เท่านั้นที่ระบุว่าตนเองมีความพร้อมเต็มที่สำหรับ Agentic AI โดยงานกว่า 24% ในองค์กรไทยได้รับการสนับสนุนจาก AI ในปัจจุบัน และคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นเป็น 42% ในอีกสองปีข้างหน้า
ทว่าองค์กรถึง 47% ยังคงพึ่งพาการปรับใช้ AI แบบแยกส่วน มากกว่าการวางยุทธศาสตร์รวมทั่วทั้งองค์กร
เมื่อเจาะลึกถึงการสร้าง Impact จาก Agentic AI ‘กุลวิภา’ อธิบายว่า AI Agent ที่เป็น 'Must-have' สำหรับธุรกิจไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีที่หวือหวา แต่สำคัญคือ จะต้องเข้าไปช่วยงานประจำวันให้ทำได้ง่ายขึ้นและลดความผิดพลาด
เช่น การทำ Cost Allocation ในการปิดบัญชีสิ้นเดือนและการติดตามลูกหนี้ การนำ Agent เข้ามาจัดการจึงช่วยลดข้อผิดพลาดและแปลงกลับมาเป็นตัวเลขประเมินทางธุรกิจได้อย่างชัดเจน
ปิดช่องว่างการใช้ AI ต้องเริ่มที่เรื่องคน
ความพร้อมของข้อมูลและกำลังคนยังคงเป็นปราการสำคัญในการสเกล AI แม้ธุรกิจไทย 57% จะระบุว่าข้อมูลตนเองมีความพร้อม แต่ 70% กลับพบว่าคุณภาพข้อมูลเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุ ROI และส่งผลให้ 79% เคยเจอผลลัพธ์ AI คุณภาพต่ำจนเกิดงานคั่งค้าง
ในด้านแรงงาน 76% ไม่มั่นใจว่าการยกระดับทักษะ (Upskilling) ของบริษัทจะวิ่งทันการพัฒนาของ AI และ 81% มองว่าบทบาทงานที่มีอยู่ยังปรับตัวเปลี่ยนตามไม่ทันกระบวนการทำงานยุคใหม่
‘กุลวิภา’ ย้ำว่า การปิดช่องว่างความพร้อมเรื่อง AI ในองค์กร ต้องเริ่มจากการกำหนดทิศทางธุรกิจ (Business Direction) ให้ชัดเจนแบบ Top-down จากระดับผู้บริหาร ควบคู่ไปกับการเสริมทักษะและจัดเตรียมข้อมูลให้พนักงานพร้อมใช้งาน
ขณะเดียวกัน ปัญหา Shadow AI หรือการที่พนักงานแอบใช้เครื่องมือ AI ภายนอกโดยไม่ขออนุมัติ สูงถึง 74% ซึ่งนำไปสู่ปัญหาผลลัพธ์คลาดเคลื่อน 63% และความเสี่ยงข้อมูลรั่วไหล 62% โดยมีองค์กรไทยเพียง 13-14% เท่านั้นที่มีทักษะ กรอบทำงาน หรือกระบวนการกำกับดูแล (AI Governance) ที่พร้อมอย่างจริงจัง
สุดท้ายแล้ว ‘กุลวิภา’ ให้คำแนะนำในด้านตลาดแรงงานโดยเฉพาะคนทำงานในระดับเริ่มต้นว่า ทุกวันนี้ความต้องการพื้นฐานของตลาดแรงงานได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เคยถามหาการใช้ Microsoft Office แต่ปัจจุบันความคาดหวังพื้นฐานของเด็กจบใหม่และคนทำงานคือการใช้ AI Agent, การใช้ Chatbot เช่น ChatGPT เพื่อทำวิจัยหาข้อมูล รวมถึงทักษะ Data Analysis พื้นฐาน
‘กุลวิภา’ ทิ้งทายว่า นอกจากทักษะในเชิงเทคนิคแล้ว กรอบความคิดที่สำคัญของคนทำงานในยุคนี้ควรมีนั้นมีอยู่ 3 เรื่อง คือ ‘ความอยากรู้อยากเห็น’ เพื่อตามให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ และยังต้องมี ‘ความคิดเชิงวิพากษ์’ ในการวิเคราะห์และตั้งคำถามต่อข้อมูลที่สืบค้นได้จาก AI และสุดท้ายเธอแนะนำว่าคนทำงานควรมี ‘วินัยและความอดทน’ ซึ่งช่วยให้ก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง