องค์กรควรใช้ AI เพิ่มความเร็วในการป้องกัน ตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามร่วมกับข้อมูลภัยคุกคามอัจฉริยะที่สามารถปฏิบัติตามได้ทันทีจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการโจมตี

กรุงเทพฯ 16 ธันวาคม 2563 - Fortinet® (NASDAQ: FTNT) ฟอร์ติเน็ตผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบอัตโนมัติและครบวงจรคาดการณ์จากทีมข่าวกรองและการวิจัยภัยคุกคามทั่วโลกของฟอร์ติการ์ดแล็บส์เกี่ยวกับภูมิทัศน์ของภัยคุกคามในปีค.ศ. 2021 และในอนาคต ซึ่ง

  • ฟอร์ติการ์ดแล็บส์ได้สะสมความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ภัยมานานกว่า 20 ปีและมีเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลจากทั่วโลก จึงสามารถเข้าใจพฤติกรรมและให้การคาดการณ์ถึงกลยุทธ์ที่อาชญากรไซเบอร์น่าจะนำมาใช้ในอนาคตอันใกล้ พร้อมกับคำแนะนำที่จะช่วยเตรียมการป้องกัน ภัยอันเนื่องมาจากการโจมตีที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ
  • ผู้ประสงค์ร้ายในโลกไซเบอร์กำลังใช้ประโยชน์จากเครือข่าย Edge อัจฉริยะ อุปกรณ์ที่รองรับ 5G และพัฒนาการของพลังในการประมวลผล มาสร้างภัยคุกคามรูปแบบใหม่และขั้นสูงด้วยความเร็วและขนาดที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ ผู้คุกคามจะยังคงเปลี่ยนทรัพยากรที่สำคัญเพื่อกำหนดเป้าหมายและใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น พนักงานที่ทำงานจากระยะไกลหรือแม้แต่สภาพแวดล้อมส่วน Edge สำหรับ Operational Technology (OT) ใหม่ๆ แทนที่จะกำหนดเป้าหมายไปที่เครือข่ายส่วน Core
  • ผู้ที่ต้องการการป้องกันภัยจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากศักยภาพของเอไอ (Artificial Intelligence: AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง (Machine Learning: ML) เพื่อเพิ่มความเร็วในการป้องกัน การตรวจจับและการตอบสนองต่อภัยคุกคาม นอกจากนี้ องค์กรจำเป็นต้องมีข่าวข้อมูลภัยคุกคามอัจฉริยะที่นำไปปฏิบัติได้ทันทีและแบบบูรณาการจะเป็นสิ่งสำคัญในการปรับปรุงความสามารถขององค์กรในการป้องกันแบบเรียลไทม์ ให้ทันต้อการโจมตีอันรวดเร็วที่เกิดเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • หากท่านต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคาดการณ์ กรุณาไปที่บล็อกนี้

เครือข่าย Edge อัจฉริยะเป็นช่องทางและเป้าหมายในการจู่โจม

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เครือข่าย Edge แบบเดิมมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก เกิดสภาพแวดล้อมใหม่ที่เป็นแบบ Multiple Edge อันประกอบไปด้วยการทำงานของเครือข่าย LAN WAN มัลติคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ผู้ทำงานจากระยะไกล ไอโอทีและอื่นๆ ที่มีลักษณะแตกต่างกันไปและมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน แต่เชื่อมโยงกัน หลายองค์กรกลับให้ความสำคัญไปที่ความเร็วของเครือข่ายและการปรับเปลี่ยนไปสู่ดิจิทัลมากกว่าศักยภาพในการมองเห็นจากส่วนกลางและการควบคุมแบบผสานรวมศูนย์ ด้วยเหตุนี้ ผู้ไม่ประสงค์ดีจึงมุ่งพัฒนาการโจมตีไปที่สภาพแวดล้อมดังกล่าวนี้และจะใช้ประโยชน์จากความเร็วของ 5G อีกด้วย

  • โทรจันร่วมกำหนดเป้าหมายไปยัง Edge: พบว่าอาชญากรไซเบอร์ได้เปลี่ยนเป้าหมายการโจมตีไปที่เครือข่ายที่เกิดขึ้นใหม่ๆ รวมทั้งเครือข่ายของผู้ใช้งานปลายทางที่บ้านและใช้ทรัพยากรในบ้านในการสร้างภัยคุกคามอื่นๆ ต่อไปอีกด้วย เช่น เร้าเตอร์ตัวเก่าๆ และระบบสันทนาการในที่บ้าน เมื่อภัยคุกคามสามารถควบคุมหรือแอบขโมยข้อมูลสำคัญของผู้ใช้งานออกมาได้ จึงมีแนวโน้มว่า เมื่ออาชญากรไซเบอร์เข้าใจพฤติกรรมและแนวโน้มการใช้งานของพนักงานที่ทำงานจากที่บ้านอย่างชัดเจนแล้ว จะสามารถกระทำการคุกคามได้รอบคอบมากขึ้น ไม่เป็นที่ผิดสังเกตหรือน่าสงสัย และจะโจมตีกลับไปที่เครือข่ายขององค์กร ยิ่งไปกว่านั้น มัลแวร์ที่ถูกพัฒนาให้ฉลาดมากขึ้นขั้นสูงขึ้นจะใช้โทรจัน EAT ประเภทใหม่ (Edge Access Trojans) ก่อกิจกรรมการรุกรานที่อันตรายต่อระบบ เช่น การแทรกแซงคำสั่งเสียงให้เครือข่ายยอมรับการบุกรุกของระบบเพิ่มเติมหรือออกคำสั่งโจมตีเพิ่มเติม

  • ภัยคุกคาม Swarm Attacks ที่ส่วน Edge: ในปีที่แล้ว ฟอร์ติการ์ดแล็บส์ได้คาดการณ์ว่าผู้ประสงค์ร้ายจะใช้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเครือข่าย 5G สร้างภัยคุกคามประเภทที่การโจมตีที่ใช้ความฉลาดแบบกลุ่ม (Swarm-based attacks) คล้ายการทำงานของผึ้งหรือปลวก เนื่องจากการประสานการทำงานแบบฝูงผึ้งจะต้องใช้พลังในการสื่อสาร แบ่งปันข้อมูล แบ่งปันแอปพลิเคชั่น และประมวลผลของฝูงภัยสูงซึ่งมีอยู่ในเครือข่าย 5G ดังนั้นในปีหน้านี้ เราจะเห็นภัยประเภท Swarm-based attacks เข้ายึดอุปกรณ์ 5G และแบ่งอุปกรณ์ดังกล่าวออกเป็นกลุ่มย่อย หลังจากนั้น จะกำหนดเป้าหมายเหยื่อเครือข่ายหรืออุปกรณ์กลุ่มใหม่อีกครั้ง ภัย Swarm นี้ใช้พลังในการประมวลผล (Computing power) จำนวนมากเพื่อเปิดใช้งาน Swarmbots แต่ละตัว รวมทั้งเพื่อแบ่งปันข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพแบบเรียลไทม์ในฝูงบอท สิ่งนี้ทำให้าสามารถค้นพบ แบ่งปันและคุกคามช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนวิธีการโจมตีในรูปแบบอื่นต่อไป

  • ภัยประเภทวิศวกรรมสังคมจะฉลาดขึ้น: จากการอาศัยพัฒนาการของ 5G และพลังในการประมวลผล ที่ส่วนเครือข่าย Edge ที่เร็วขึ้นนี้ จะทำให้ภัยประเภทวิศวกรรมสังคม (Social Engineering) ที่อาศัยใช้สถานการณ์กับเหยื่อที่มีความอ่อนไหวเช่น การหลอกถามรหัสผ่าน การหลอกให้ส่งข้อมูลที่สำคัญให้นั้นไม่ได้เพียงแค่คุกคามควบคุมอุปกรณ์หรือระบบตามบ้านเท่านั้น แต่จะอุปกรณ์ของผู้ใช้งานตามบ้านจะถูกใช้เป็นสื่อที่บรรจุการโจมตีที่ล้ำลึกกว่าเดิม การโจมตีประเภทใช้วิศวกรรมมีเป้าหมายจะใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญของเหยื่อ อาทิ กิจวัตรประจำวัน นิสัย หรือข้อมูลทางการเงิน เกิดการโจมตีที่ชาญฉลาดมากขึ้น นำไปสู่ความเสียหายที่มีมากกว่าเพียงการปิดระบบรักษาความปลอดภัย การปิดใช้งานกล้องถ่ายรูป หรือการขโมยอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ แต่จะสามารถเข้าควบคุม แอบเรียกค้นข้อมูล และการเรียกค่าไถ่ข้อมูลสำคัญได้

  • เกิดภัยแรนซัมแวร์ใหม่ๆ ที่ส่วน OT Edge : แรนซัมแวร์ (Ransomware) หรือภัยเรียกค่าไถ่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันนี้ ระบบไอทีต่างๆ เริ่มผสานรวมเข้ากับระบบเทคโนโลยีการดำเนินงาน (Operational Technology: OT) มากขึ้นโดยเฉพาะในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ จึงทำให้ข้อมูล อุปกรณ์จะตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น ในปีที่ผ่านมา เหยื่อของภัยแรนซัมแวร์ตัดสินใจไม่จ่ายค่าไถ่หลายราย ผู้สร้างภัยชนิดนี้จึงได้โต้ตอบว่าจะเปิดเผยข้อมูลอ่อนไหวของเหยื่อหากไม่จ่ายค่าไถ่ (แทนที่จะยึดเก็บข้อมูลเอาไว้) จึงส่งให้ในปีค.ศ. 2021 หน้านั้น การขู่กรรโชก การหมิ่นประมาทและการทำให้เสียชื่อเสียงกลายเป็นเป้าหมายของภัยแรนซัมแวร์ ยิ่งไปกว่านั้น ภายในโครงข่าย OT Edge ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญนั้นอาศัยการเชื่อมต่อและสื่อสารของอุปกรณ์ภาคสนามและเซ็นเซอร์มากมาย หากอุปกรณ์เหล่านี้ตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์มากขึ้นเรื่อยๆ จะยิ่งทำให้ในอนาคต ชีวิตของมนุษย์เราจะตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น

ภัยมุ่งคุกคามนวัตกรรมในการประมวลผลด้วยเช่นกัน

การโจมตีประเภทอื่นๆ ที่มุ่งเป้าไปที่การพัฒนาประสิทธิภาพการประมวลผล (Computing performance) และนวัตกรรมในการเชื่อมต่อ (Innovation in connectivity) เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้แก่อาชญากรไซเบอร์ การโจมตีเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถเข้าคุกคามไปที่เป้าหมายใหม่ๆ และจะท้าทายผู้ที่รับผิดชอบป้องกันเร่งหาวิธีเอาชนะที่รวดเร็ว

  • เกิดภัย Cryptomining ขั้นสูงขึ้น: หากอาชญากรไซเบอร์ต้องการใช้ความสามารถของ ML และ AI เข้ามาพัฒนาศักยภาพการโจมตีของตนเองในอนาคต จึงส่งให้พลังในการประมวลผล (Processing power) มีความสำคัญ ซึ่งหากอาชญากรไซเบอร์สามารถส่งมัลแวร์ Crypto-mining เข้าดึงทรัพยากรของระบบคอมพิวเตอร์ (CPU) เพื่อใช้ในการกระบวนการขุดเหมือง (Mining) และเข้าควบคุมอุปกรณ์ที่ Edge ได้ จะสามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ และรู้ว่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ Edge นั้นถูกใช้งานอย่างไรและเมื่อใด จะสามารถคุกคามอุปกรณ์คอมพิวเตอร์รองต่อไปได้โดยเป็นที่สังเกตน้อยลงกว่ามาก

  • เกิดภัยโจมตีบนอวกาศ: ระบบการสื่อสารแบบใหม่ๆ ขยายระบบมากขึ้นและเริ่มเชื่อมต่อกับระบบที่ใช้ดาวเทียมมากขึ้น จึงทำให้การเชื่อมต่อของระบบดาวเทียมและการสื่อสารโทรคมนาคมโดยรวมอาจเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับอาชญากรไซเบอร์ ดังนั้น หากเกิดภัยคุกคามโจมตีที่สถานีฐานดาวเทียมและสามารถแพร่กระจายมัลแวร์ผ่านเครือข่ายดาวเทียมไปได้ อาจทำให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถโจมตีผู้ใช้งานที่เชื่อมต่อในเครือข่ายดาวเทียมได้หลายล้านคน หรือก่อให้เกิดการโจมตีประเภท DDoS ที่อาจขัดขวางหรือหยุดการสื่อสารที่สำคัญได้

  • เกิดภัยคุกคามที่การประมวลผลแบบควอนตัม: จากมุมมองด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ การประมวลผลแบบควอนตัม (Quantum Computing) อาจสามารถท้าทายประสิทธิภาพของเทคโนโลยีการเข้ารหัสในอนาคตได้ จึงทำให้การประมวลผลแบบควอนตัมอาจสร้างความเสี่ยงแบบใหม่ได้ ทั้งนี้ พลังการประมวลผลมหาศาลของคอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถทำให้สามารถแก้ไขอัลกอริทึมการเข้ารหัสแบบอสมมาตรบางอย่างได้ ด้วยเหตุนี้ องค์กรต่างๆ จึงต้องเตรียมที่จะเปลี่ยนไปใช้อัลกอริธึมการเข้ารหัสลับที่ต้านทานควอนตัมโดยใช้หลักการของความคล่องตัวในการเข้ารหัส เพื่อให้แน่ใจว่ามีการปกป้องข้อมูลในปัจจุบันและอนาคต แม้ว่าอาชญากรไซเบอร์โดยทั่วไปจะไม่สามารถเข้าถึงคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้ แต่มีอาชญากรไซเบอร์หลายแห่งที่สามารถทำได้ ดังนั้น องค์กรควรเตรียมแผนการเข้ารหัสลับไว้ล่วงหน้าก่อนจะเกิดภัยขึ้นจริง

AI จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการโจมตีในอนาคต

ภัยคุกคามเริ่มมีในรูปแบบบริการ Darknet และกำลังจะเป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องมือโอเพนซอร์ส ทำให้แนวโน้มการโจมตีเหล่านี้จะค่อยๆ กลายเป็นจริงขึ้นมา ดังนั้น องค์กรจึงจำเป็นต้องผสมผสานทรัพยากรสำคัญ ด้านเทคโนโลยี ทีมงาน การฝึกอบรมและความร่วมมืออย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ในอนาคต

  • จำเป็นต้องใช้ AI : วิวัฒนาการของ AI มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันในอนาคตจากการโจมตีที่กำลังพัฒนา ทั้งนี้ AI จะต้องพัฒนาไปสู่รุ่นเน็กซ์เจนเนอเรชั่นยุคต่อไป จะต้องใช้ประโยชน์จากโหนดกลุ่มต่างๆ ที่เรียนรู้ได้ด้วยตนเองและถูกขับเคลื่อนโดย ML แบบบูรณาการอันคล้ายคลึงกับระบบประสาทของมนุษย์ ซึ่งเทคโนโลยีที่ปรับปรุง AI ที่สามารถมองเห็นคาดการณ์และตอบโต้การโจมตีจะต้องกลายเป็นความจริงในอนาคต เนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์ในอนาคตจะเกิดขึ้นในความเร็วระดับหนึ่งในล้านของวินาที (Microsecond) มนุษย์จะต้องมั่นใจว่าระบบรักษาความปลอดภัยของตนได้รับข้อมูลอันชาญฉลาดอย่างเพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้ระบบสามารถตอบโต้การโจมตีได้อย่างแข็งแกร่ง และยังสามารถคาดถึงการโจมตีในอนาคตเพื่อที่องค์กรจะสามารถหลีกเลี่ยงได้ทัน

  • ความร่วมมือมีความสำคัญต่ออนาคต: องค์กรต่างๆ ไม่สามารถคิดว่าจะป้องกันผู้ประสงค์ร้ายทางไซเบอร์ได้ด้วยตนเอง พวกเขาจะต้องรู้ว่าควรแจ้งใครให้ทราบหากเกิดการโจมตีขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ร่องรอย ลายนิ้วมือ (Fingerprints) ที่มีนั้นร่วมกันได้อย่างเหมาะสม และหน่วยงานที่รับผิดชอบบังคับใช้กฎหมาย (Law enforcement) จะสามารถบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลได้ ดังนั้น ผู้ค้าอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย (Cybersecurity vendor) องค์กรวิจัยภัยคุกคาม (Threat research organizations) และกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ (Other industry groups) จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อแบ่งปันข้อมูล บังคับใช้กฎหมายเพื่อช่วยเข้าถึงโครงสร้างภายในของผู้ประสงค์ร้ายเพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคตได้อย่างรัดกุม อาชญากรไซเบอร์ไม่มีพรมแดนบนโลกออนไลน์ ดังนั้น การต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์จึงจำเป็นต้องก้าวข้ามพรมแดนเช่นกัน โดยการทำงานร่วมกันเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างกระแสต่อต้านอาชญากรไซเบอร์ได้

  • สร้างศักยภาพให้กับ Blue Teams: ทีมข่าวกรองภัยคุกคามของฟอร์ติเน็ตได้วิเคราะห์ถึงกลยุทธ์ เทคนิคและขั้นตอนการคุกคาม (Tactics, techniques, and procedures: TTPs) ของผู้ประสงค์ร้าย รวมถึงคู่มือนักแสดงภัยคุกคาม (Threat actor playbooks) และได้ป้อนข้อมูลดังกล่าวเข้าระบบ AI เพื่อตรวจจับรูปแบบการโจมตีได้ ซึ่งในทำนองเดียวกัน เมื่อองค์กรต่างๆ แสดงแผนที่ที่เกิดภัยคุกคาม (Heatmap) ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันแล้ว ระบบอัจฉริยะเหล่านี้จะสามารถสร้างตัวล่อที่น่าสนใจไว้ตามเส้นทางการโจมตี และทำให้เป้าหมายเครือข่ายสับสนได้ ในที่สุด การฝึกอบรมสร้างตัวล่อประเภทนี้จะทำให้องค์กรต่างๆ สามารถสร้างทีมสีน้ำเงินที่มีศักยภาพ สามารถรับผิดชอบเรื่องการตรวจจับ รับมือ ป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ รักษา สร้างการควบคุมที่เหนือกว่าได้ อย่างแข็งแกร่ง

เดอริค แมนคี หัวหน้าฝ่ายข้อมูลเชิงลึกด้านความปลอดภัยและพันธมิตรภัยคุกคามระดับโลกแห่งฟอร์ติการ์ดแล็บส์กล่าวว่า “ในปีค.ศ. 2020 เราได้เห็นถึงความสามารถของผู้ไม่ประสงค์ดีในโลกไซเบอร์ใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราเป็นโอกาสใหม่ในการโจมตีในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่ปีค.ศ. 2021 เป็นต้นไป เราจะเผชิญกับการเกิดเครือข่ายส่วนเอจทรงอัจฉริยะใหม่ซึ่งเป็นมากกว่าการรองรับผู้ใช้ปลายทางและอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายจากระยะไกล ซึ่งการกำหนดเป้าหมายขอบที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างลักษณะการโจมตีใหม่ๆ เท่านั้น แต่กลุ่มของอุปกรณ์ที่ถูกเข้าควบคุมสามารถทำงานร่วมกันเพื่อกำหนดเป้าหมายเหยื่อด้วยความเร็ว 5G ซึ่งเพื่อให้ก้าวไปสู่ความเป็นจริงที่กำลังจะมาถึงนี้ ส่วน Edge ทั้งหมดจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของแพลตฟอร์มด้านความปลอดภัยซีเคียวริตี้แฟบริคที่ใหญ่ขึ้น ให้เป็นแบบบูรณาการและอัตโนมัติ ซึ่งทำงานผ่านเครือข่ายหลักสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ สำนักงานสาขาและผู้ทำงานจากระยะไกล”

เกี่ยวกับฟอร์ติเน็ต

ฟอร์ติเน็ต (NASDAQ: FTNT) ปกป้ององค์กร ผู้ให้บริการ และหน่วยงานรัฐบาล ขนาดใหญ่ทั่วโลกให้พ้นจากภัยไซเบอร์ ฟอร์ติเน็ตช่วยให้ลูกค้าสามารถมีข้อมูลเชิงลึกในภัยคุกคาม และสร้างการป้องกันที่ชาญฉลาดให้ธุรกิจลูกค้าดำเนินไปอย่างราบรื่น เพื่อตอบสนองความต้องการด้านประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาต่อเครือข่ายไร้พรมแดนในวันนี้และในอนาคต ทั้งนี้ เครือข่ายด้านความปลอดภัยซีเคียวริตี้แฟบลิคอันเป็นสถาปัตยกรรมใหม่จากฟอร์ติเน็ตเท่านั้นที่สามารถมอบคุณสมบัติด้านความปลอดภัยโดยจะไม่ยอมแพ้แก่ภัยที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นในเครือข่าย แอปพลิเคชั่น มัลติ-คลาวด์ หรือ อุปกรณ์ปลายทาง เช่น โมบาย หรือไอโอที ฟอร์ติเน็ตดำรงตำแหน่งเป็น #1 ในการจัดส่งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยสู่ตลาดโลกมากที่สุด และมีลูกค้ามากกว่า 465,000 รายทั่วโลกไว้วางใจฟอร์ติเน็ตให้ปกป้องธุรกิจของตน ทั้งนี้ ศูนย์อบรม Fortinet Network Security Expert (NSE) Training Institute เป็นผู้จัดหลักสูตรการอบรมด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึงในอุตสาหกรรม รู้จักฟอร์ติเน็ตเพิ่มเติมได้ที่ www.fortinet.com และ The Fortinet Blog หรือ FortiGuard Labs

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand