Startup

ช่วงนี้กระแสสตาร์ตอัพกำลังร้อนแรง เดินไปไหนก็เจอคนอยากเปิดสตาร์ตอัพของตัวเองกันเยอะมาก

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปพูดเรื่องสตาร์ตอัพให้กับชมรม CEO Chulalongkorn Entrepreneurs Organization คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งมีกลุ่มผู้ฟังเป็นนิสิต-นักศึกษาระดับปริญญาตรี จึงขอนำสไลด์เก่ามาเล่าใหม่ในรูปแบบบทความ เผื่อจะเป็นประโยชน์กับน้องๆ ที่กำลังจะเรียนจบ และสนใจงานด้านนี้ครับ

1. หัดเขียนโปรแกรม

ช่วงนี้มีการถกประเด็นเรื่องนิยามของคำว่า "สตาร์ตอัพ" หมายถึงอะไรกันแน่ แต่ในบริบทของ Blognone สตาร์ตอัพในที่นี้ย่อมหมายถึง "tech startup" หรือไม่ก็สตาร์ตอัพที่มีเทคโนโลยีด้านไอทีมายุ่งเกี่ยว

เมื่อคิดจะเปิดสตาร์ตอัพสายนี้ สิ่งที่จำเป็นอย่างมากคือต้องรู้เรื่องเทคโนโลยีในระดับที่ปฏิบัติได้ นั่นก็แปลว่าตัวผู้ก่อตั้งต้องเขียนโปรแกรมได้นั่นเอง

ผมได้รับคำถามจากคนที่เรียนหรือมีประสบการณ์ทำงานสายธุรกิจ-การตลาดอยู่เรื่อยๆ ว่าอยากหา technical co-founder หรือผู้ร่วมก่อตั้งที่เขียนโปรแกรมได้ ไม่รู้จะไปหาที่ไหนดี (เป็นหนึ่งในคำถามยอดฮิตอมตะ) คำตอบของผมก็คือคุณต้องไปหัดเขียนโปรแกรมให้เป็นซะก่อน

เมื่อพูดประโยคนี้แล้ว ผู้ที่อยากเปิดสตาร์ตอัพแต่เขียนโปรแกรมไม่เป็นก็อาจร้องยี้ แต่มันเป็นเรื่องจำเป็นระดับพื้นฐานเลยทีเดียว (คงไม่มีใครเปิดร้านกาแฟ โดยที่ชงกาแฟไม่เป็น และหวังพึ่งฝีมือบาริสต้าลูกจ้างเพียงอย่างเดียวจริงไหมครับ?)

การเขียนโปรแกรมได้ ไม่ได้แปลว่าจะต้องทำงานด้านโปรแกรมเป็นหลัก แต่ช่วยให้เราไม่ต้องพึ่งพาผู้ร่วมก่อการฝั่งเทคนิคมากจนเกินไป (สมมติว่าทะเลาะกัน อีกฝ่ายลาออกไป เราก็ยังทำงานต่อได้) นอกจากนี้มันยังมีผลประโยชน์ทางอ้อม เพราะช่วยให้เราแยกแยะได้ว่าโปรแกรมเมอร์หรือคนสายเทคนิคที่รับเข้ามา มีฝีมือจริงแท้แค่ไหนด้วย

ปัจจุบันเรายอมรับกันในวงกว้างว่าทักษะการเขียนโปรแกรมเป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ เสมือนเป็นภาษาที่สามรองจากภาษาแม่และภาษาอังกฤษ

ตัวอย่างคลาสสิคของคนที่เขียนโปรแกรมไม่เป็นมาก่อน แล้วมีมานะอุตสาหะ หัดเขียนโปรแกรมเองตอนกลางคืน จนสร้างสตาร์ตอัพที่ประสบความสำเร็จ ก็คือ Kevin Systrom ผู้ก่อตั้ง Instagram นั่นเอง (อ้างอิง: กว่าจะมีวันนี้ ซีอีโอของ Instagram ฝึกเขียนโปรแกรมเองในตอนกลางคืน)

เขาทำได้ เราก็ย่อมทำได้ จริงไหมครับ ถ้าคิดจะเปิดสตาร์ตอัพโดยที่เขียนโปรแกรมไม่เป็นและไม่คิดจะเรียนรู้ ผมว่าตัดสินใจเลิกแล้วไปทำอย่างอื่นยังน่าจะประสบความสำเร็จมากกว่า

2. หัดทำธุรกิจ

การเขียนโปรแกรมได้อาจไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนที่เรียนจบมาด้านนี้โดยตรง ซึ่งถ้าคิดว่าเรียนจบแล้วไปเป็นโปรแกรมเมอร์หรือทำงานสายเทคนิค ก็คงไม่ลำบากอะไร แต่การเปิดสตาร์ตอัพย่อมมีอะไรมากกว่านั้น เพราะนอกจากทำงานเชิงเทคนิคแล้ว งานทางธุรกิจเราก็ต้องทำได้เช่นกัน

ถ้าไม่เคยทำธุรกิจ ไม่เคยขายของมาก่อน การออกมาทำสตาร์ตอัพแล้วขายสินค้าหรือบริการเลย คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ดังนั้นเราควรเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง ให้มีประสบการณ์ด้านการทำธุรกิจซะก่อน การได้คุยกับลูกค้าจริงๆ ย่อมช่วยสร้างประสบการณ์การรับฟังความเห็นลูกค้า การเจรจาต่อรอง การบริการหลังขาย ฯลฯ ซึ่งมีค่าอย่างมากต่อการทำสตาร์ตอัพ

การทำธุรกิจในแง่นี้มีเป้าหมายเพื่อสั่งสมประสบการณ์เป็นหลัก (แต่ถ้าใครทำขึ้นจริงๆ จะทำต่อก็ยิ่งดี) ดังนั้นควรลงทุนให้น้อย เจ๊งมาจะได้ไม่เจ็บตัว ธุรกิจง่ายๆ ที่ใครก็เริ่มทำได้คือการขายของออนไลน์ (แต่จะทำให้สำเร็จนั้นไม่ง่าย เป็นแม่ค้าออนไลน์ลำบากกว่าที่คิด) แต่ถ้าใครจะเลือกทำธุรกิจอื่น เช่น ตั้งแผงขายของตามตลาดนัดหรืองานเทศกาล ทำก็ได้ทั้งหมด ยิ่งเรามีประสบการณ์กับธุรกิจที่หลากหลาย ยิ่งเป็นประโยชน์

3. ไปทำงานเป็นหนุ่มสาวออฟฟิศดูก่อน

การเปิดสตาร์ตอัพแปลว่าเราต้องรับบทเป็นเจ้าของกิจการ เป็นเถ้าแก่ใหญ่ที่ต้องแบกรับภาระทุกอย่างขององค์กร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งนักศึกษาที่เพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ถ้ามาเปิดสตาร์ตอัพ ก็จะต้องเผชิญกับความท้าทายแรกในทันทีว่า

"ทำอย่างไรจะให้พนักงานที่แก่กว่าเรา เชื่อฟังเรา"

หรือต่อให้ใช้วิธีจ้างเพื่อนรุ่นๆ เดียวกันมาทำงานด้วย ทำอย่างไรเพื่อนของเราถึงจะเชื่อฟังคำสั่งของเราในฐานะเจ้าของกิจการ เรื่องพวกนี้ไม่ง่ายเลยสำหรับนักศึกษาที่ยังไม่มีประสบการณ์ทำงานจริง (ซึ่งก็เป็นผลให้อายุเฉลี่ยของผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพแล้วประสบความสำเร็จ อยู่ที่ประมาณ 30-40 ปี)

ดังนั้นเพื่อให้การเปิดธุรกิจประสบความสำเร็จ ผมแนะนำว่าควรไปทำงานก่อนสัก 3-4 ปีเป็นอย่างน้อย (แต่ระหว่างนั้นจะทำธุรกิจเป็น side project ก็ไม่มีปัญหา)

ภาพจากภาพยนตร์ The Social Network

4. หัดลงทุน

นอกจากตัวเนื้องานที่ต้องสร้างผลิตภัณฑ์ และงานด้านคุยกับลูกค้าเพื่อขาย-บริการหลังขายแล้ว ความรู้อีกประการหนึ่งที่สตาร์ตอัพควรต้องมีประดับสมองไว้คือการพูดคุยและเจรจากับนักลงทุน

วิธีคิดแบบนักลงทุนนั้นแตกต่างไปจากการเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยตัวเองอยู่มาก (Return of Investment เป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด) ดังนั้นไม่มีวิธีไหนช่วยให้เราเข้าใจนักลงทุนดีไปกว่าการไปเป็นนักลงทุนเอง

วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือไปหัดเล่นหุ้นครับ

การเล่นหุ้นในที่นี้มีเป้าหมายเพื่อสั่งสมประสบการณ์ว่านักลงทุนและตลาดหุ้นมีวิธีคิดอย่างไร ไม่ได้เล่นหวังรวย (แต่ถ้ารวยก็เป็นเรื่องดี) ดังนั้นเราควรหัดเล่นหุ้นในวงเงินที่ไม่ต้องเยอะมาก (เช่น 3-5 พันบาทในตอนแรก) แต่ควรเล่นด้วยเงินจริง เพื่อให้ได้ประสบการณ์จริง เจ๊งจริง (เล่นหุ้นเจ๊งได้ประสบการณ์เยอะกว่าเล่นแล้วรวย) ระหว่างทางเราก็ควรศึกษาข้อมูลของแวดวงการลงทุน เพื่อให้เข้าใจภาษา คำศัพท์ แนวคิด ฯลฯ ของนักลงทุนด้วย

5. เรียนรู้และทำความเข้าใจ (ว่าที่) ลูกค้า

สตาร์ตอัพคือการทำธุรกิจ ลูกค้าคือผู้กำหนดชะตาชีวิตของเรา การเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าถือเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยให้กิจการมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น ดังนั้นเราต้องปรับวิถีชีวิต ไลฟ์สไตล์ของเราให้เหมือนกับกลุ่มเป้าหมาย

สมมติว่าเราต้องการสร้างสตาร์ตอัพแนวแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก เราก็ต้องหัดเรียนรู้ว่าลูกค้ากลุ่มนี้มีไลฟ์สไตล์อย่างไร ถ้าหากสมาร์ทโฟนที่ลูกค้านิยมใช้คือ Android ราคาถูก เครื่องละไม่เกิน 3,000 บาท (พวกนี้หาสถิติดูได้ไม่ยาก) แต่ชีวิตของผู้ก่อตั้งใช้สมาร์ทโฟนตัวท็อป ราคาเหยียบสามหมื่นบาท ทำอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจลูกค้าได้ (สตาร์ตอัพคือธุรกิจ ไม่ใช่ไลฟ์สไตล์)

ภาพจาก Internet.org

กรณีศึกษาที่น่าประทับใจคือ Airbnb ที่ทีมผู้ก่อตั้งใช้เวลาเกือบทั้งหมดในช่วงแรกไปกับการพูดคุยให้ห้องเช่าเข้าใจแนวคิดของธุรกิจ ถึงขนาดว่าผู้ก่อตั้งใช้วิธีอาศัยอยู่ในห้องพัก Airbnb แทนอพาร์ทเมนต์ของตัวเองอยู่ช่วงหนึ่ง เพื่อรับทราบประสบการณ์ของแขกด้วยตัวเอง และเปิดบ้านของตัวเองให้แขกมาเช่า เพื่อรับทราบมุมมองของแขกที่เข้ามาพักในบ้านของตัวเอง

สตาร์ตอัพรายหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในไทยคือ Ensogo ผมเคยฟังประสบการณ์จากคุณพอล ศรีวรกุล ผู้ก่อตั้งว่าช่วงที่กำลังสนใจเปิดเว็บดีลแบบ Ensogo ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใหม่มากในไทยตอนนั้น ทางทีมผู้ก่อตั้งก็ใช้วิธีเดินเคาะประตูร้านค้าไปทีละร้าน หาวิธีอธิบายแนวคิด ค่อยๆ เรียนรู้และจับจุดที่ร้านค้าสนใจไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหาวิธีการอธิบายที่ร้านค้าฟังแล้วเข้าใจ

กล่าวโดยสรุปคือ การเปิดสตาร์ตอัพเป็นเรื่องดี แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่เรื่องเท่ ก่อนตัดสินใจควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อน เพราะเปิดแล้วจะไม่มีเวลาให้เรียนรู้เรื่องพวกนี้มากนัก

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand

เนื้อหาดีมากครับ

ผมแอบสงสัยเรื่องการเรียกชื่อประเภทของธุรกิจนิดหน่อย tech startup นี่ความหมายครอบคลุมพวกการทำงานเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใดๆ ที่ใช้เทคโนโลยีด้านไอทีเข้ามาช่วยใช่มั้ยครับ แต่เห็นอย่างวงการเกม (พวก Indie Developer) นี่กลับไม่มีคนเรียกว่า startup เท่าไร พอจะมีเกณฑ์อะไรมาใช้แบ่งมั้ยครับ

อยากให้คนจะทำ Tech Startup ได้ดูคลิปนี้ครับ รายการเสือติดปีก ตอนที่ Sellsuki หนึ่งใน Tech Startup ได้เข้าไปร่วมรายการ ไป Pitching ให้กูรู 4 คน + เสี่ยตัน ภาสกรนที ฟังถึงธุรกิจตัวเองแลกกับเงินลงทุน จะได้ดูว่าคนที่อยู่ใน Real Sector คนที่ถือเงินจริงๆ คนที่อยู่กับวงการธุรกิจมาเป็นหลัก 20 ปี+ เขาคิดกับ Tech Startup กันยังไงบ้าง

https://www.youtube.com/watch?v=Jbi5JInnuws

ผมสงสัยเหมือนกันว่า คนที่เขามาขอเงินลงทุนเนื่ย
ทำไมเขาขอกันเยอะมากๆทั้ง 2 ผู้เข้าแข่งขัน และให้หุ้นผู้ลงทุนเป็น % นิดเดียว
คำนวณกลับเป็นมูลค่าปัจจุบันของบริษัท กลายเป็น100ล้าน
ซึ่ง value จริงๆ+จินตนาการอนาคตแบบเพ้อสุดๆ มูลค่ามันยังไงก็ไม่ถึง

ถ้าอย่าง Sellsuki เขาใช้หลักว่าเขาเคยขายให้เจ้าอื่นไปแล้วด้วยสัดส่วนราคานี้ ก็เลยให้ราคาได้เท่านี้ คุณตันก็เลยไม่ให้เพราะว่ามันเป็นคนละนโยบายกับรายการ (รายการถือหุ้นเพื่อต้องการเงินปันผล ไม่ได้ต้องการถือเพื่อรอเอาหุ้นไปขายชาวบ้านต่อเหมือนพวก Venture Capital อื่นๆ ที่มาลงใน Startup) ส่วน Folk Rice การ Pitch ไม่ดีพอที่จะทำให้กรรมการเห็นราคา 100 ล้านบาทได้ครับ ก็เลยโดนกรรมการไม่ให้ผ่าน

ผมว่าคุณตันเขาจะลงทุนกับ SME มากกว่า Startup นะ ส่วนตัวผมนิยามว่า SME คือธุรกิจที่อยู่ได้ด้วยสินค้าของตนเองอยู่แล้ว แต่อยากลงทุนเพิ่ม ถ้ามาแนวเพ้อฝัน เป็นผม ผมก็ไม่ให้ แต่ถ้ามีสินค้าอยู่แล้ว มีลูกค้าซื้อขายกันอยู่แล้ว ถึงจะยังขาดทุนดูงบการเงินแป๊บเดียวก็ตีมูลค่าได้แล้ว ผมว่าเขาลงผิดสนามมากกว่า ยังมีนักลงทุนบางกลุ่มพร้อมจะลงทุนกับ Startup แต่ผมว่าคงไม่ใช่กับคนที่ล้มลุกคลุกคลานเล่นจริงเจ็บจริงแบบคุณตันแน่ๆ

1, 3 ได้แล้วครับ กำลังทำ 5 ไปพร้อมๆ กับว่าที่ลูกค้ารายแรก (ที่หวังว่าจะเป็นตัวจริง)

2 กับ 4 นี่สาหัสกับผมเลยแฮะ จะลองทางทางดูครับ

อ่านบทความนี้ได้รู้เรื่องดีจริง มีใจความที่ดี กินใจมาก ทักษะโปรแกรมก็สำคัญ แต่ชอบอันที่ 3 ภาพดูแล้วเข้าใจเลยว่าสื่ออะไรครับ