เอามาจากกระทู้นี้ใน PANTIP อีกทีครับ เพราะเห็นว่ามันน่าสนใจไม่น้อย
เราควรรื้อถอนโครงสร้างของละคร 'น้ำเน่า' หรือไม่?
ผม ดูละครโทรทัศน์ไทยครั้งแรกเมื่อสามสิบห้าปีมาแล้ว แทบทั้งหมดเป็นนิยายรักที่มีโครงเรื่องเกี่ยวกับการแย่งชิงมรดก การทะเลาะกันระหว่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้ การกลั่นแกล้งนางเอก การชิงรักหักสวาท การตบ-จูบ ฯลฯ
ผ่านมา 3.5 ทศวรรษ ดูเหมือนว่าเนื้อหาของละครโทรทัศน์ยังคงรักษารากเดิมอย่างเหนียวแน่น หลายคนปฏิเสธความบันเทิงแบบ 'หนีความจริง' นี้ ด้วยเหตุผลว่า ผู้สร้างละครไม่เคยเปลี่ยนโลกทัศน์ เนื้อเรื่องที่ 'เหนือจริง' เหล่านี้เป็นการดูถูกสติปัญญาของคนดู บ้างก็ว่าทำให้ผู้ชมจมอยู่ในโลกของความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ และทำให้สังคมเราถอยหลัง เพราะรับสารความคิดมาผิดๆ ฯลฯ
ทว่าหากมองใน มุมของเวลา สิ่งใดที่อยู่ยืนยงมานานขนาดนี้อาจมีคุณค่าของมัน หรือกระทั่งเป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ ที่มีเสน่ห์ของมัน? คำถามคือเราสมควรรื้อถอนโครงสร้างของละครแบบเดิมๆ นี้หรือไม่? และเพราะอะไร?
นี่ไม่ใช่คำถามใหม่ สังคมรับรู้ปัญหานี้ (หากเราจัดมันเป็นปัญหา!) มานานแล้ว มีหลายความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของสังคม แต่มันก็ยังคงดำรงอยู่
บาง คนแสดงความเห็นว่าคนไทยเกิดในสังคมที่หลอมเหลาให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือ สรรค์สร้างอะไรได้ด้วยตัวเอง ต้องรอโชคและฟ้าประทาน ความคิดนี้จึงสะท้อนในละครไปโดยปริยาย ตั้งแต่ตัวละครประเภทที่รอฟ้าบันดาล ไปถึงโครงเรื่องในรูปของการรอคอยความหวังใหม่ (บ่อยครั้งในรูปของมรดก หรือการแต่งงานกับคนที่รวยมาก)
บางคนเห็นว่า ในชีวิตจริงของแต่ละคนก็เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าสาหัส กลับถึงบ้านก็ไม่อยากรับรู้อะไรที่หนักหัวอีก การดูละครโทรทัศน์ที่หนีโลกแบบนี้ก็เป็นการคลายเซลล์สมองอย่างหนึ่ง
คน อีกไม่น้อยแย้งว่า ละครเหล่านี้มิได้เป็นเรื่องเหนือจริงแต่ประการใด ชีวิตจริงของคนบางคนไม่น่าเชื่อ (บางคนใช้คำว่า 'น้ำเน่า') เสียยิ่งกว่านิยายเสียอีก
ความจริง คำว่า 'รื้อถอน' นี้มิได้มีนัยของการทำลายโดยสิ้นซาก แต่เป็นการพัฒนาต่อไปไม่ให้ซ้ำรอยเดิมมากกว่า พูดง่ายๆ คือ เราจะเต้นฟุตเวิร์กอยู่กับที่ หรือว่าจะวิ่งออกไปจากจุดเดิม
หากเราเลือกที่จะวิ่งออกไปจากจุดเดิม ก็นำเราไปสู่อีกสองคำถามคือ
1 ทำไมต้องเปลี่ยนแปลง? มันสำคัญนักหรือ? ในเมื่อละครโทรทัศน์ก็เป็นเพียงความบันเทิงราคาถูกสำหรับคนทั่วไป จะหวังเอาสาระอะไรกันนักหนา?
และ 2 เรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ ทั้งในแง่นายทุนและผู้สร้างสรรค์งาน?
สำหรับ ข้อแรก เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า สังคมคือการอยู่ร่วมกันของคนกลุ่มใหญ่ คุณค่าของสังคมก็คือความผาสุกของคนส่วนใหญ่, คุณภาพชีวิต และคุณภาพของมนุษย์ (ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้จะมาอยู่รวมกันทำไม) และเครื่องมือหนึ่งที่มีส่วนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีก็คือศิลปะที่ดี
เมื่อ มองอย่างนี้ จะเห็นว่าเราสามารถใช้คุณภาพชีวิตและคุณภาพของมนุษย์เป็นมาตรวัดคุณค่าของ ศิลปะ ศิลปะที่ดีน่าจะมีส่วนช่วยทำให้มนุษย์มีคุณค่าขึ้น ไม่ทางจิตใจก็ทางความคิด และอะไรก็ตามที่ทำให้มนุษย์ลดค่าลงหรือโง่ลง ไม่ว่ามันจะดำรงอยู่ในสังคมมานานเท่าไร นอกจากจะไม่น่าจัดว่ามีคุณค่าแล้ว อาจจะไม่นับว่าเป็นศิลปะด้วยซ้ำ
ภาพยนตร์เป็นสายหนึ่งของศิลปะ หากเราดูสายธารของศิลปะทุกสายในประวัติศาสตร์โลก ศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่อยู่นิ่ง ไม่มีกรอบตายตัว ไม่มีกฎกติกาใดๆ และเนื่องจากมันไม่อยู่นิ่งนี่เอง จึงก่อเกิดสายธารศิลปะมากมายหลายแขนง ยกตัวอย่างเช่นในงานจิตรกรรม หากถือว่าการวาดภาพแบบเรียลิสติกเป็นแนวทางมาตรฐานหรือเอกลักษณ์ที่ต้อง อนุรักษ์ดำรงไว้ โลกนี้ก็คงไม่มีทางกำเนิดศิลปะสายอื่นๆ เช่น แนวแอ็บสแตร็คท์ แนวเซอร์เรียลิสม์ แนวป๊อปอาร์ต ฯลฯ และศิลปินอย่าง แวนโก๊ะห์ ปิกัสโซ่ เซอราต์ ดาลี ฯลฯ ก็ไม่มีทางได้เกิด เช่นกันด้วยความเชื่อที่ไม่ยอมถูกจำกัดด้วยกรอบใดๆ โลกเราตอนนี้จึงมีตระกูลนิยายมากมายกว่าสมัยเชกสเปียรส์หลายร้อยเท่า และนี่เป็นสิ่งที่ดีมิใช่หรือ?
ผมเชื่ออย่างโง่ๆ (และอาจจะไร้เดียงสา) ว่า เราสามารถนำพาสังคมของเราไปสู่ความสวยงามและมีคุณค่ากว่าเดิมได้ ผมมองไม่เห็นว่าทำไมเราต้องจำนนทนอยู่กับสิ่งเดิมๆ เพียงเพราะมันอยู่มานาน เราเลือกได้ และเมื่อเราถูกต้อนไปสู่มุมอับที่ดูเหมือนไม่มีทางเลือก เราก็สามารถปฏิเสธทางเลือกที่คนอื่นยื่นให้เราได้ เช่นเดียวกับที่เราปฏิเสธผงชูรส สารกันบูด สีฟอก ฯลฯ เพราะเรารู้ว่าในระยะยาวมันอาจทำให้เราเป็นมะเร็งได้
ปัญญาของคนเรา เกิดมาจากการรับสารความคิดหลากหลาย มีใครบ้างที่ร่างกายแข็งแรงจากการเสพข้าวขาหมูอย่างเดียวทุกมื้อทุกวัน? สมองของคนเราก็ต้องการสารอาหารทางปัญญาครบห้าหมู่ ไม่ว่าเราจะรับสารความคิดมาจากการศึกษา ประสบการณ์ หรือผ่านศิลปะ ยิ่งมีทางเลือกมาก ก็ยิ่งทำให้เรารู้จักคิดมากขึ้น และท้ายที่สุดแล้วสังคมก็จะได้คนที่มีคุณภาพมากขึ้น และสังคมยิ่งมีคนมีคุณภาพมากขึ้นเท่าไร คุณภาพชีวิตของเราก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงแต่ทำให้เราจะเป็นคนฉลาดขึ้น เราจะมีความสุขขึ้น
สำหรับ ข้อที่สอง : เรามีความสามารถเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ ทั้งในแง่นายทุนและผู้สร้างสรรค์งาน? นี่เป็นคำถามที่ท้าทายความคิด โดยเฉพาะคนที่เชื่อว่า สภาพทางการตลาดทำให้เราเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่จริงหรือ?
สำหรับความเห็นที่ว่า ในชีวิตจริงของแต่ละคนก็เหน็ดเหนื่อย กลับถึงบ้านก็ไม่อยากรับรู้อะไรที่หนักหัวอีก ข้อแย้งคือการเบื่อชีวิตจริงและความอยากหนีความจริงเข้าไปในโลกแห่ง จินตนาการเป็นคนละเรื่องกับการเดินย้อนรอยศิลปะแบบเดิม
ความเห็น ว่า 'ชีวิตจริงของคนบางคนน้ำเน่าเสียยิ่งกว่านิยายเสียอีก' นั้นเป็นความจริงแน่นอน แต่นี่ก็เป็นคนละเรื่องกับความจำเจของเนื้อหา เพราะในมุมมองของศิลปะ แก่นเรื่องเดิมๆ ก็สามารถนำเสนอได้ใหม่อย่างสร้างสรรค์ ตัวอย่างความบันเทิงมากมายในโลกที่สามารถสอดสาระเข้ากับความบันเทิงและยก ระดับผู้เสพ ทำให้เราต้องถามตัวเองว่า ถ้าเรารู้ว่าเราสามารถส่งเสียลูกให้เรียนจบปริญญาได้ เราจะยอมให้เขาจบแค่ชั้นอนุบาลหรือ?
ผมทำงานในวงการสร้างสรรค์มานาน พอที่กล้ายืนยันได้ว่า ศิลปะไม่มีข้อจำกัดอย่างที่คนไม่น้อยชอบใช้เป็นข้ออ้าง ผมไม่เห็นด้วยว่าคนสร้างไม่มีปัญญาคิดเรื่องใหม่ๆ
สำหรับ ประเด็นที่ว่า แนวทางละครเปลี่ยนไม่ได้เพราะการตลาดหรือเรตติ้งบังคับนั้น เราอาจดูตัวอย่างจากที่ในสมัยหนึ่งทุกคนในประเทศไทยมีความพอใจอย่างยิ่งกับ การดูหนังวิดีโอคาสเส็ตต์ จนเมื่อเทคโนโลยีวีซีดีเข้ามา วิดีโอคาสเส็ตต์ก็หายไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อดีวีดีเข้ามา วีซีดีก็ค่อยๆ กลายเป็นอดีตที่ไม่มีใครแยแส
ลองคิดดูเล่นๆ หากตีสามคืนนี้ผู้ผลิตละครโทรทัศน์ทุกรายถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปล้างสมอง และวันพรุ่งนี้หันมาผลิตแต่หนังคุณภาพระดับสารอาหารครบห้าหมู่ ประชาชนก็ย่อมไม่มีทางเลือกนอกจากจะรับ และบางทีเมื่อพวกเขารู้รสของ 'ดีวีดี' ก็อาจไม่มีวันหวนกลับไปหา 'วิดีโอคาสเส็ตต์' อีก!
ทว่า เนื่องจากเราไม่มีมนุษย์ต่างดาวมาช่วยตัดสินใจแทนให้ เราก็ต้องเลือกเอาเอง จะเลือกที่จะเปลี่ยนมาก เปลี่ยนน้อย หรือไม่เปลี่ยนเลยก็อยู่ที่เราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทางใด อย่างน้อยที่สุดในด้านคนสร้างสรรค์งาน ก็ควรมีความรับผิดชอบส่วนหนึ่งในการไม่ใส่สารเมลามีนทางความคิดแก่คนดู ในด้านคนเสพ ก็มีความรับผิดชอบในการกลั่นกรอง รู้จักปฏิเสธสารพิษทางความคิดให้ลูกหลาน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกอย่างทุกจุดของสิ่งเดิมจะเป็นเรื่องแย่ที่ต้องรื้อถอน หากรู้จักเลือกองค์ประกอบเดิมที่ดีมาใช้ เราก็อาจนำพาละครไทยไปสู่ความบันเทิงแบบไทยๆ ที่มีคุณค่าได้เช่นกัน
เราอาจเดินไปไม่ถึงโลกแห่งความสมบูรณ์แบบ แต่หากเราลองเดิน อย่างน้อยที่สุดเราก็น่าจะได้โลกที่ดีขึ้นกว่าเมื่อวานนี้
และนี่มิใช่เรื่อง 'เหนือจริง' แต่อย่างไร
(* นี่เป็นคำถามที่ตั้งให้ Yahoo! รู้รอบ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551)
วินทร์ เลียววาริณ
13 ธันวาคม 2551
on
ถ้าใครชอบ
rerngrit Sat, 24/01/2009 - 02:09
ถ้าใครชอบแนวนี้หรือข้อเขียนของคุณวินทร์ ไปที่เวบเค้าเลยครับ winbookclub.com
แล้วคลิกอ่านตรง หนอนในตะกร้า
ผมประหยัดค่าหนังสือแกไปได้หลายเล่มเลย (เพราะเค้าเอาตรงนี้ไปรวมเล่มขายด้วย)
__
Rerng®IT
+1000
0xffeeddaa Sat, 24/01/2009 - 02:15
+1000
จริงๆนี่เ
polaromonas Sat, 24/01/2009 - 03:06
จริงๆนี่เป็นคำถามที่น่าคิดจริงๆแหละ เพราะคนไม่ดูละครก็ไม่ดู ส่วนคนที่ดูก็ดูอยู่นั่นแหละ ถามว่าละครมีส่วนทำให้สังคม (โดยเฉพาะเยาวชน) แย่ลงมั๊ย ผมว่ามีส่วน แต่คงไม่ทั้งหมด อีกอย่าง เราไม่สามารถจำแนกเนื้อหาของละครได้ทั้งหมด ใจจริงผมอยากจะเสนอให้ละครที่มันเน่าๆไร้สมอง ไปอยู่ช่วงเวลาที่ดึกกว่าเดิม แต่มันก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาอยู่ดี แถมกลายเป็นการสร้างความยุ่งยากให้กับการนั่งตรวจสอบบทละครอีก และต่อให้มีการปรับเวลาทั้งหมด ก็อาจจะสร้างความไม่พอใจให้กับเจ้าของสถานีโทรทัศน์ได้ เพราะรายได้ส่วนมากก็คงไม่พ้นละครนี้แหละ ไม่งั้นคงไม่สร้างกันเป็นบ้าเป็นหลังหรอก ข้อคิดเห็นของคุณวินทร์ก็ถูกที่ว่าละครเป็นความบันเทิงราคาถูกสำหรับคนทั่วไป แต่ก็ยังอยากจะบ่นอยู่ดีว่าทำไมความบันเทิงราคาถูกบ้านเราถึงต้องคุณภาพต่ำด้วยล่ะครับ หนังเกาหลีอย่างลีซาน จูมง หรือแดจังกึมนั้นสร้างได้ดีกว่ามาก Team medical dragon ของญี่ปุ่นก็ดี ไปดูฝั่งอเมริกานี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ละครเค้าดีกว่าของเราแบบเทียบไม่ติด อะไรก็ยอมได้ล่ะนะ เรื่องทุน เสื้อผ้า หรือสถานที่เนี่ย สู้ไม่ได้ยังพอว่า แต่เรื่องบทกับนักแสดงเนี่ย อย่างน้อยขอมีคุณภาพหน่อยได้มั๊ยครับ เดี๋ยวนี้เปิดผ่านๆดูละคร (บางช่อง) ประหลาดใจมากว่าเดี๋ยวนี้เค้าเอาหุ่นไล่กาหรือตอไม้มาเล่นละครได้ด้วย ดาราใหม่ๆเข้าไมาแทบไม่มีอะไรเลยนอกจากหน้าตาจริงๆ บทก็เหมือนกัน ละครไทย สามสิบปีก่อนกับละครไทยที่จะออกในปีนี้บทแทบไม่ต่างกัน ยิ่งบทห่วยมารวมกับนักแสดงห่วยๆ โอ้ววว ไปกันใหญ่ จริงๆหัวข้อนี้น่าจะขยายไปถึงอุตสาหกรรมบันเทิงของไทยทั้งหมดได้เลย ทั้งเพลง หนัง ละคร เกมโชว์ จะให้บ่นต่อคงอีกยาว เพราะเหมือนๆกันหมด (ที่ดีๆก็มีครับ แต่หายากหน่อย)
จริงครับท
gab Sun, 25/01/2009 - 23:48
In reply to จริงๆนี่เ by polaromonas
จริงครับที่คนไม่ดูทีวีก็ไม่ดู แต่ผมจะว่าไปผมยังดูซิตคอมอยู่สองเรื่องนะ (เอาฮา)
ในส่วนนี้อาจจะมองได้ว่า แต่ละคนเลือกรับสื่อที่ตัวเองคิดว่าน่าสนใจหรือยอมรับได้ที่สุดมั้งคับ บางอย่างที่เรามองว่าเค้ายัดเยียดให้คนส่วนนึงดูในสายตาเราเอง จะเป็นสิ่งที่รับได้ของคนอื่นๆ
นี่คิดขำๆ แค่ว่าเปิดทีวีมาแล้วช่องนึงมีสารคดีเจ๋งๆ (ซึ่งมันน่าดูมาก) อีกช่องหนังชุดสุดไซไฟ อีกช่องละครซีรี่ย์คดีลึกลับ แต่ละครพวกนั้นแทบหาดูไม่ได้เลยนี้ก็เกิดเรื่องเหมือนกันนะ คงมีการพูดกันในวงกว้างถึงการยัดเยียดสื่อที่มันดูไม่สบาย(คิดไปเองว่า คนกลุ่มดูละครคงไม่ชอบดูสารคดีเพราะมันดูไม่สนุก) จนชาวบ้านชาวช่องเหล่านั้น ก็หันไปหาสื่ออื่นที่น่าจะสนองความต้องการของเค้า(คงคล้ายที่เรา ไม่เสพทีวีละมั้ง)
สรุปแบบโมเมไปง่ายๆ ถ้าเราทนดูไม่ได้ ก็คงต้องยอมเค้าละ แต่วันไหนผมไม่มีทางเลือกในการเสพสื่อขึ้นมาจริงๆ วันนั้นผมคงไปร่วมโว้ยด้วยคนนะ
ก็ต้องลอง
AdmOd Sat, 24/01/2009 - 10:57
ก็ต้องลองทำหนังไทยแบบ Sci-Fi มาลองตลาดสักเรื่อง
ถ้าฮิต คงเห็นแม่ค้าคุยกันเรื่องวิทยาศาสตร์ทั้งวัน
แทบไม่มีท
latesleeper Sun, 25/01/2009 - 00:16
In reply to ก็ต้องลอง by AdmOd
แทบไม่มีทางเลยครับตอนนี้ก็มีละครแนวไซไฟ ที่ข้อมูลสำคัญทางวิทยาศาสตร์อันสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ได้ถูกบรรจุไว้ "ในชิพชิ้นหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายซิมโทรศัพท์มือถือ..."
ผมว่า วงการละครไทย ไม่ขยันพอที่จะทำการบ้านในเชิงลึกกับสิ่งที่ตัวเองพยายามนำเสนออยู่
หลายครั้งเราจึงเห็นคนในอาชีพหนึ่ง ซึ่งทำตัวแทบไม่เหมือนกับคนอาชีพนั้นเลยที่เราพอจะรู้จัก
มาโลดแล่นอยู่ในละคร ดังตัวอย่างที่เราเห็นได้บ่อยๆ เช่น หมอ คนใช้ (เอาเป็นว่าผมไม่เคยเห็น
คนใช้ที่มีพาวเวอร์พอจะเม้าท์ใครแล้วทำให้เจ้านายเปลี่ยนใจได้ละกันครับ) หรือแม้แต่วงการหมอลำ
ลูกทุ่งอย่างที่ผมเห็นในละครทีวี กับที่เจอในชีวิตจริงๆ ที่เขามีชีวิตที่ติดดิน หรือสมถะมากๆ
นี่ยังไม่นับรวมอาชีพเพ้อฝันอื่นๆ (แม้แต่โปรแกรมเมอร์!??!!) ที่สุดแท้แต่จะคิดออก เอามา
เปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนหมวกกันไป แต่ลงท้าย คนเหล่านั้นก็ยังจะทำแค่ไล่ตบกัน ผู้ชายปล้ำผู้หญิง
มุกตลกพูดผิดพูดถืกก... ฯลฯ เหมือนเดิม ทั้งนี้ หากจะชี้ตัวลงไปสองสามราย ก็คงต้องบอกว่า
แม้คนดูจะผิดที่อยากดูสิ่งเหล่านี้ (จริงหรือ?) แต่คนที่สมควรโดนว่าจริงๆ ผมก็ยังปักใจว่า
เป็นผู้จัดละคร กับเจ้าของสถานี อยู่ดีครับ
งานนี้ผมบอกได้คำเดียวว่า คุณวินทร์กำลังพูดในสิ่งที่วงการละครไทยจะไม่มีวันสนใจและบทความนี้
ก็จะยังเป็นแค่บทความหรืออีกความคิดเหมือนเดิมต่อไปอย่างแน่นอน คอนเฟิร์มครับ
แต่ถามว่าผมสงสารเมืองไทยหรือไม่ บอกตรงๆ ว่าทุกครั้งที่ดูน้ำเน่าเกาหลี หรือละครดีญี่ปุ่น
บางทีผมก็อยากให้เมืองไทยไปถึงอะไรบางอย่างๆ คล้ายๆ นั้นบ้างเหมือนกัน จริงๆ นะครับด้วยความจริงจากใจ
งานนี้ผมบ
Ton-Or Sun, 25/01/2009 - 02:33
In reply to แทบไม่มีท by latesleeper
งานนี้ผมบอกได้คำเดียวว่า คุณวินทร์กำลังพูดในสิ่งที่วงการละครไทยจะไม่มีวันสนใจ
และบทความนี้ ก็จะยังเป็นแค่บทความหรืออีกความคิดเหมือนเดิมต่อไปอย่างแน่นอน คอนเฟิร์มครับ
คิดแบบนี้เหมือนกัน ส่วนตัวผมตัดคำว่าแถบ ในข้างต้นไปด้วย คือไม่มีทางเลย
ถ้าจะมีทาง พวกเรา(สมาชิก blognone นี่หละเป็นไปได้สุด :) )ต้องระดุมทุนกันเองเปิดสถานีใหม่ สำหรับ ชาว nerd หรือ geek ครับ ผมคิดจริงๆ นะ ถ้าผมรวยๆ สัก 1% ของทักสินผมทำไปแล้วหล่ะ สถานี ส่งสัญญาณภาพ wide sreen ดูออนไลน์ 1080p ด้วย ตอนนี้ฝันเอาขำๆ ไปก่อน
Ton-Or
สำหรับละค
AdmOd Sun, 25/01/2009 - 16:09
In reply to แทบไม่มีท by latesleeper
สำหรับละครซีรี่ส์ไทย ผมตัดสินใจได้ว่า "ไร้สาระ" แล้วผมก็ไม่ดูตั้งแต่ประถมครับ (สิบกว่าปีแล้วแฮะ)
เคยนั่งดูซีรี่ส์เกาหลีสักเมื่อ 4-5 ปีก่อน เดาได้เลยว่า ถ้าขึ้นต้นด้วยหน้าพระเอก นางเอกต้องตาย, ขึ้นด้วยนางเอก พระเอกตาย เริ่มด้วยรัก จบด้วยน้ำตา อะไรประมาณนั้น
ส่วนตัวชอบซีรี่ส์ของฝั่งเมกามากกว่า ถึงจะมีฉากย่อๆให้ดูก็ยังเดาว่าจะเป็นยังไงต่อไปไม่ออกอยู่ดี
เห็นด้วยค
shelling Tue, 27/01/2009 - 02:54
In reply to แทบไม่มีท by latesleeper
เห็นด้วยครับ ละครไทยขาด deep research
เวลาดูซีรี่ส์ญี่ปุ่น เราจะเห็นศัพท์เฉพาะวงการ ข้อมูลแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็น
นักแสดงก็ไม่ใช่ว่าจะหยิบมาเพราะหน้าตาบุคลิกอย่างเดียว
ถ้าใครจะสวมบทบาทเป็นตัวละครใด ต้องแปลว่า คนๆ นั้นสามารถที่จะเป็นตัวละครนั้นได้จริง
อย่างเรื่อง Nodame Cantabile แน่นอนว่า ดนตรีคลาสสิคกระแทกคนดูเข้าอย่างจังแน่นอน
นักแสดงเองก็เป็นคนที่มีพื้นฐาน หรือถ้าไม่มีพื้นฐาน คอร์สติวเข้มนักแสดงของเค้า ใช้เวลาเป็นเดือนๆ
ทั้งๆ ที่ออกอากาศจริงแค่ 11 ตอน ตอนละ 45 นาที (ไม่รวมโฆษณา) ในระยะเวลา 3 เดือน (1 ฤดูกาล)
ผมคิดว่า ถ้าละครไทยออกมาในรูปแบบเฉพาะทางสักเรื่องหนึ่ง
อาจจะเกิดปรากฏการณ์ฟีเวอร์ในด้านนั้นๆ ขึ้นมาก็ได้ แม้จะแค่ในบ้านเราก็ยังดี
อย่างที่ Nodame เคยจุดประกายดนตรีคลาสสิคให้บูมทั่วเอเชียมาแล้ว
มีประเด็น
ezy Sat, 24/01/2009 - 11:13
มีประเด็นที่น่าสนใจ แล้วก็เป็นประเด็นที่น่าสงสัยถึงการยอมรับของบุคคลบางกลุ่ม
“ทีอย่างเนี้ย ยอมรับได้” อันนี้เป็นแค่คำอุทานนะ (ฮา)
ezybzy.info blog
Double standard ?
isunsunsun Mon, 26/01/2009 - 18:51
In reply to มีประเด็น by ezy
Double standard ?
ถูกต้องนะ
ezy Mon, 26/01/2009 - 23:26
In reply to Double standard ? by isunsunsun
ถูกต้องนะครับ! ก็เลยสงสัยจุดยืนของคนกลุ่มนั้นว่าจะยืนอยู่ตรงไหนกันแน่ จะเถรตรงตามระเบียบวิธีคิดหรือจะ I do no wrong กันแน่
ezybzy.info blog
แบบนี้เผด
jane Sat, 24/01/2009 - 11:15
แบบนี้เผด็จการนี่ครับ
ประชาธิปไตย คือเสียงของคนส่วนใหญ่ และอิสระในการรับรู้ข่าวสาร
ผมว่า แทนจะปิดกั้น "เราก็หาหนังดีๆ ตวบคู่ไปด้วย" ไม่ดีกว่าหรือ
ให้ประชาชนได้เลือกดูเอง แต่ไม่ใช่ จับยัดเยียดให้ประชาชน
จะว่างดไป
mr_tawan Sat, 24/01/2009 - 21:03
จะว่างดไปเลยก็คงไม่ไหว แต่ลด ๆ ลงหน่อยก็ดีครับ
ผมว่าละครหลังข่าวมีผลกระทบต่อสังคมไทยมากเลยนะครับ จริง ๆ มันมากกว่าเกมออนไลน์อีก แต่ก็อีกนั่นแหละ ความบันเทิงของผู้ใหญ่มีปัญหาน้อยกว่าของเด็กอยู่แล้ว
ปล. ผมไม่ติดเกมนะครับ 555
ThaiGameDevX -- The First Game Developer Community in Thailand.
ละครไทย
sugarplz Sun, 25/01/2009 - 02:05
ละครไทย เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมไทยไปแล้วครับ
กลุ่มเป้าหมายก็ยังคงเป็นคุณแม่บ้านและผู้หญิง
ผมว่าถ้าจะให้ดี ควรจะมีทางเลือกอะไรใหม่ๆหน่อยล่ะครับ
ไม่งั้นมันก็ยังวนๆอยู่ที่เรื่องเดิมๆ ผมก็ทนเสพมันไม่ได้เหมือนกัน
เมื่อเกือ
laykul Mon, 26/01/2009 - 08:20
เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนผมได้ฟังและได้เห็น คุณ นพพล โกมารชุน ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งว่า คุณไทยมีฝีมือในการสร้างหนังสร้างละครไม่แพ้ต่างชาติ แต่เราขาดก็แต่เงินทุนเท่านั้นเอง...
ผมว่าละครไทยมันเป็นความคุ้นชินของคนดูกลุ่มหนึ่งนะครับ มันเหมือนที่เราสั่งกระเพราราดข้าวไข่ดาว (เกี่ยวกันมั๊ยเนี่ย) มากินเป็นประจำจนเกิดความเคยชิน และในหลายๆ คนก็ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปกินอย่างอื่นเลย และส่วนใหญ่จะมีรสชาดไม่ต่างกันมากๆ กันไม่ว่าจะเป็นร้านไหนๆ เป็นอาหารที่ลิ้นของเราจำรสชาดได้เป็นอย่างดีแล้วจึงเกิดการจินตนาการรสชาดไว้ล่วงหน้าและพอได้กินเข้าคำแรกก็จะเกิดความพึงพอใจขึ้นมาทันที มันก็ไม่ต่างจากการดูละครน้ำเน่าเทาไรนักหรอกครับ คนดูกลุ่มนี้(กลุ่มที่เจ้าของกระทู้พูดถึงนั่นแหละ) ก็จะจำลักษณะ บุคลิกของตัวละครแต่ละตัวได้ เช่น นางร้าย นางเอก พระเอก พระรอง เพื่อนางเอกต้องอ้วน เพื่อนพระเอกต้องทะเล้น พระเอกไม่ทำงานเอาแต่ง้อนางเอก อะไรประมาณนี้ (แหม่..ผมยังพอแยกออกเลยนะ ขนาดไม่ชอบดูมากๆ เลยนะ) พอได้เริ่มดูคนดูเหล่านั้นก็จะจินตนาการไว้ล่วงหน้าโดยอัตโนมัติว่าคนนั้นคนนี้ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นี่แหละคือเสน่ห์ของมันคนดูมีส่วนร่วมได้ค่อนข้างมาก แม้กระทั้งช่วยกันด่า ว่า นังร้าย หรือช่วยลุ้นคนที่ดี เก่ง คนดูกลุ่มนี้เค้าจะรักตัวละครเหล่านี้เพราะเค้าสามารถจับต้องได้ด้วยความรู้สึกพื้นๆ ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมากมาย เช่นเวลาโกรธ ไม่พอใจตัวละคร ก็จะโวยวายต่อว่ากันหน้าโทรทัศน์เลย แถมออกมานอกจอมาเจอในตลาดก็ยังโดนอีก ตรงนี้เองที่เค้ารู้สึกว่าจับต้องได้จริงๆ และเหตุนี้แหละละครแนวนี้ถึงได้อยู่คู่คนไทยมายาวนานมากๆ
ถ้าบอกว่ามันไม่พัฒนา ไม่รู้จะพัฒนาตรงไหนดี เพราะละครพวกนี้มันเหมือนชีวิตประจำวันของคนดูไม่ต่างจากเพื่อนบ้านของเค้าเองนั่นแหละ บ้างครั้งก็น่าดู บางครั้งก็ไม่น่าดู ***ผมคิดว่าทำละครให้เพอร์เฟต เลิศหรูอลังกาฬ นักแสดงเก่งมากๆ บทละครเยี่ยม ขณะเดียวกันละครน้ำเน่าก็ให้มันหายไปจากวงการเลย ...จะดีมั๊ย *** ส่วนตัวผมคิดว่ามันดีสำหรับคนกลุ่มทำงานนะครับ แต่สำหรับกลุ่มแม่บ้านแล้วผมคิดว่าเขาขาดเพื่อนบ้านของเขาไปแล้วล่ะ..
อ๋อ..อีกอย่างครับเราลองนึกถึงภาพยนต์อินเดียซิครับ เค้าสร้างหนังกันเยอะมากๆ เคยสังเกตมั๊ยว่าอินเดียสร้างหนังตั้งมากมาย มากจริงๆ แสดงให้ว่าประสบการณ์ในการสร้างหนังของเขาต้องเยอะ และต้องมีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมาก พูดง่ายๆ ชั่วโมงบินเยอะนั่นเอง แต่ทำไมเขาไม่เอาความสามารถที่มีอยู่ไปสร้างหนังแข่งกับชาติต่างๆ ผมไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเค้าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะกำลังซื้อในประเทศของเต้าเองก็คงมากอยู่ทีเดียว แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งที่ได้ดูผ่านทางสารคดีจะเห็นว่าคนอินเดียเค้ารักหนังของเค้ามาก รักดาราของเค้า และผู้สร้างเองก็เข้าใจตลาดของตนเองเป็นอย่างดีว่า **คนดูต้องการอะไรจากการดูหนัง และชอบหนังประเภทไหน ** และผู้สร้างเองก็ได้เห็นคนดูมีความสุข มีความพึงพอใจจากการที่ได้ดูหนัง ดูดาราที่เขารัก เขาชื่นชอบ (มันมากกว่าตั้งเป้าหมายไว้ที่กำไรเป็นหลัก คิดว่าเขาคงผ่านจุดนี้มาแล้ว) นึกถึงสมัยที่บ้านเราประสบความสำเร็จเรื่อง แม่นาค ของ นนทรี นิมิบุตร แต่อาจจะโกอินเตอร์ไม่ได้ เพราะเรื่องแม่นาคมันเป็นวัฒนธรรมของคนไทย จึงมีเพียงคนไทยเท่านั้นที่จะเข้าใจและรู้สึกไปกับมัน สังเกตุมั๊ยว่าเรื่องแม่นาคก็ได้มีการสร้างมามากมายหลายเวอร์ชั่นและก็มีคนดูมากทุกเวอร์ชั่นเพราะลึกๆ แล้วคนไทยรู้จักแม่นาคกันแทบทุกคน ก็เหมือนที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่าเมื่อรู้จักมากและรู้จักเป็นอย่างดีคนดูก็จะมีจินตนาการเรื่องราวเกี่ยวกับแม่นาคไว้ก่อนอยู่แล้ว จำได้ทุกฉาก ทุกตอน ในเรื่องแม่นาคมีไฮไลท์ที่ขาดไม่ได้คือ ตอนแม่นาคยื่นมือไปเก็บมะนาวใต้ถุนบ้าน และคนดูจะคอยดูว่าคนสร้างจะทำได้ดีแค่ไหนสามารถทำให้น่ากลัวกว่าในจินตนาการของคนดูที่ได้ดูแม่นาคมาหลายๆ ภาค ถ้าคุณทำได้ดีคุณก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้กับคนสร้างในเวอร์ชั่นต่อๆ ไป จะเห็นได้ว่า *แม่นาค ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ก็เป็นเรื่องราวเดิมๆ ถึงไม่ได้ไปดูก็รู้แล้วว่าเนื้อหาเป็นแบบไหน ตัวละครชื่ออะไร ถ้าจะมองว่าน้ำเน่ามั๊ย หลายคนคงตอบแบบเสียงไม่ดังฟังชัด แถมแอบมีลังเลอีกว่าไม่น้ำเน่าเพราะว่าได้รับความนิยม มีคนดูเยอะ ผู้กำกับฝีมือดี สอบผ่านครับตลาดยอมรับได้ จะเห็นได้ว่าคนไทยก็ยังไม่ทิ้งอะไรที่เป็นแบบไทยๆ ไปทั้งหมดก็ยังรักในความเป็นหนังไทยอยู่ หนังไทย ละครไทย มันไม่ได้เน่าหรอกครับเพียงแต่ต้องใส่ใจในการสร้างมัน ต้องรักมัน ทำในสิ่งที่เราถน้ดมันก็จะออกมาดีเสมอ ไม่เห็นจำเป็นต้องเอาหนังต่างชาติมาเปรียบเทียบกับหนังหรือละครไทยเลย เมื่อไรอิ่มกับหนังไทยหรือละครไทย ก็เปลี่ยนไปดูต่างชาติที่สร้างด้วยทุนมหาศาล ดาราระดับอินเตอร์ เทคนิคสุดยอด เป็นการเปลี่ยนบรรยากาศไปด้วยในตัว ทำให้เราไม่เบื่อที่จะดูหนัง ใครเก่งอะไรก็ให้เขาทำในสิ่งนั้นไปจะไม่ดีกว่าเหรอ ทุกวันนี้มุ่งหวังแต่จะโกอินเตอร์ (เงินมันเยอะ) ก็เลยมองข้ามคนดูระดับรากหญ้าไปซะงั้น แต่กลับมองว่าพวกเค้าดูแต่ละคร/หนังน้ำเน่า ไม่พัฒานาซะที
ขอถามครับ
ความสุขทางจิตใจจะต้องได้รับการพัฒนามั๊ย
ความสุขทางจิตใจจะต้องทันสมัยมั๊ย
ความสุขทางจิตใจจะต้องมีความรู้มั๊ย
ความสุขทางจิตใจจะต้องมีคนคอยแนะนำมั๊ย
ผมอยากให้เจ้าของกระทู้ลองเอาไปคิดเล่นๆ นะครับ
สุดท้ายขอให้วงการละครไทย-หนังไทยแข็งแรงครับ
ขอบคุณครับ
(กราบขอโทษนะครับอาจมีภาษาไทยตกหล่นบ้าง จะพยายามแก้ไขครับ)
+1
Thaina Mon, 26/01/2009 - 15:49
In reply to เมื่อเกือ by laykul
+1 เป็นความเห็นที่ฟังดูน่าสนใจครับ
ส่วนตัวเห็นด้วยกับเฮียวินทร์มากกว่า แต่มุมนี้ก็ฟังดูมีเหตุผล
มีครั้งหน
laykul Tue, 27/01/2009 - 08:25
In reply to เมื่อเกือ by laykul
มีครั้งหนึ่งผมดูผ่านจากทีวีอีกนั่นแหละกี่ปีมาแล้วจำไม่ได้ครับแต่คิดว่าน่าจะอยู่ราวๆ 5-7ปี เป็นการสัมภาษณ์คุณ เอ็ม (สุรศักดิ์ วงศ์ไทย) นักแสดงที่มาร้องเพลงตามสมัยนิยมในยุคหนึ่ง สมัยที่บริษัท คีตากำลังรุ่งเรืองอย่างมาก จนมีปรโยคที่แซวกันติดปากว่า วันนี้คุณร้องเพลงแล้วหรือยัง (จะเรียกว่า วลี ได้หรือไม่คำ ใครมีความรู้ขอคำแนะนำด้วยครับ) คุณเอ็มก็เป็นคนหนึ่งในดาราหลายคนที่ได้ออกอัลบั้มเพลงในยุคนั้น (ประมาณปี พ.ศ. 2531) พอที่จะชื่อได้ก็จะมี คุณอ้อม, คุณพงษ์พัฒน์, คุณฉัตรชัย, คุณสถาพร ฯ ใครทันยุคนี้ก็ต้อง 35 อัพ ละครับ (ผมว่าเรื่องเพลงก็เป็นประเด็นที่น่าะหยิบยกมาคุยกันเหมือนกันนะครับ แต่เอาไว้คราวต่อๆ ไปดีกว่าครับ) มาต่อกับการให้สัมภาษณ์ของคุณเอ็มต่อดีกว่าครับ คุณเอ็มได้ร้องเพลงเอาไว้น่าจะเป็นอัลบั้มเดียว ถ้าจำไม่ผิดนะครับ คุณเอ็มมีคุณภาพเสียงที่ไม่จัดได้ว่าสามารถร้องเพลงเป็นอาชีพได้ หลายคนคงพอจะทราบนะครับ แต่ก็มีอยู่บางเพลงที่น่าฟัง โดยส่วนตัวแล้วผมเองก็ชอบอยู่เพลงหนึ่งคือเพลง “เหนื่อย” คือถ้าถามว่าไพเราะมั๊ย ขอบอกว่าทำนองเพลงไพเราะดีครับ เสียงร้องไม่ดีนัก แต่ทำไมถึงชอบล่ะ ก็ขอบอกว่ามันฟังแล้วเมือนเพื่อนร้องเพลงให้ฟัง เหมือนไม่ได้ฟังนักร้องร้องเพลงให้ฟัง มันก็ประกอบกับสิ่งแวดล้อมด้วย ตอนนั้นผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ ยังวัยรุ่นอยู่ อาจจะชอบอะไรที่มันแปลกไปจากตลาดบ้าง พอเรียนจบได้มาอยู่กรุงเทพฯ ก็ชอบเปิดวิทยุฟังครับที่ฟังประจำก็จะเป็นคลื่น กรีนเวฟ ครับ และไม่น่าเชื่อว่าเพลงที่ถูกเปิดบ่อยมากเพลงหนึ่งก็คือเพลง “เหนื่อย” ของคุณเอ็ม และก็มีคนขอเข้ามาอยู่เรื่อยแม้เวลาผ่านไปเกือบสิบปี ผมเองก็แอบดีใจว่าแม้ในกรุงเทพก็ยังมีคนที่มีความรู้สึกกับเพลงนี้เช่นเดียวกับผม แต่ในขณะที่คุณ “เอ็ม“ สุรักดิ์ วงษ์ไทย กับให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ว่า เป็นอัลบั้มที่ร้องเพลงได้แย่มากๆ คุณเอ็มพูดในลักษณะที่ไม่ได้มีความภูมิใจกับมันเลยสักนิด แต่เราซึ่งเป็นแฟนเพลงคนหนึ่งของคุณเอ็มก็รู้สึกเสียใจไม่น้อยเลย เพลงที่ดี บันทึกเสียงดีฯ เพลงคลาสสิค เพลงแจส ผมฟังหมด ถึงได้บอกว่าคุณเอ็มไม่ใช่น้กร้องอาชีพ การบันทึกเสียงก็ธรรมดา แต่ที่เราฟังเพราะว่าเรารู้สึกว่าชอบ “มันฟังง่ายไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมาเป็นบรรทัดฐานในการฟัง”
ที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดก็เพื่อที่จะโยงเข้ามาเกี่ยวกับละครของบ้านเรานะแหละครับว่าชาวบ้าน แม่บ้าน ผมกล้ารวถึงสาวออฟฟิสเลยครับ เค้ารู้นะครับว่า มันน้ำเน่า สร้างไม่ค่อยดี รีบสร้าง พระเอก นางเอกก็หน้าใหม่แสดงไม่เก่ง แต่เค้าก็ยินดีที่จะดูโดยไม่ต้องบังคับกันเลย พูดได้คำเดียวว่าเค้าชอบมัน รู้สึกไปกับมันได้ รับรู้ได้ง่าย “แม้ไม่เห็นภาพได้ยินแค่เสียงก็จินตนาการได้แล้ว” ถ้าคุณรู้ถึงวิถีของคนดูละครกลุ่มนี้ (กลุ่มใหญ่เลยนะ) แล้วคุณยังจะไปเปลี่ยนวิถีของเค้าเหรอ ชาวนาก็ยังรู้สึกดีที่จะเดินเท้าเปล่าตามท้องนา แต่คนเมืองไปบอกเค้าว่าเดินบนถนนลาดยางซิสะดวกสะบายกว่า ทำไมคนมีความรู้ถึงได้ชอบเปลี่ยนไปซะทุกเรื่องเลย ทำไมคิดว่าสิ่งที่เรารู้มากกว่าคนอื่นย่อมเป็นสิ่งที่ดี ถูกต้องเสมอ ในเมื่อบอกว่า “ศิลปะเป็นเรื่องของความรู้สึก ละครก็เป็นศิลปะ ถ้าจะพูดเรื่องนี้ก็ต้องเอาความรู้สึกมาพูด แล้วค่อยเอาหลักการมาควบคุม” ผมไม่ได้สนันสนุนให้มีละครน้ำเน่าในรายการโทรทัศน์ แต่ในความเป็นจริงคุณไม่สามารถตัดละครน้ำเน่าไปจากวงการโทรทัศน์ได้ คุณไม่สามารถบังคับให้ผู้สร้างไปสร้างละครตามแนวอุดมคติได้ เพราะทั้งหมดนี้มีผู้ให้ก็คือผู้สร้างละคร และมีผู้รับก็คือคนดูก็พร้อมที่จะรับอยู่แล้ว เป็นสูตรที่ลงตัวอยู่แล้ว
เราผู้มีการศึกษาทั้งหลาย มีการงานที่ดีๆ ทำ ลองมองย้อนไปดูสักนิดว่าละครน้ำเน่าที่ต่อว่ากันมาตลอดและนานมากๆ ว่าในครอบครัวของเรามีใครบ้างที่ไม่ดู หรือไม่ติดละครน้ำเน่า
ถ้าคิดจะเปลี่ยนพฤติกรรมของคนดูละครน้ำเน่าก็ลองเปลี่ยนพฤติกรรมการดูละครของคนในบ้านก่อน ถ้าทำได้ภายในบ้าน และทำกันทุกๆ บ้าน ไม่นานรูปแบบการสร้างละครก็เปลี่ยนไปเองแหละ จะได้ไม่ต้องมาหาวิธีการเปลี่ยนพฤติกรรมการดูละครของคนในสังคม ซึ่งมันใหญ่กว่าในบ้านตัวเองมากๆ
ไม่อยากบ้านเราเต็มไปด้วยนักคิด เพราะทุกวันนี้นักคิด นักวิชาการเต็มบ้านเต็มเมืองเลย นักวิเคราะห์วิจารณ์ก็เยอะ แต่ไม่เคยลงมือกันทำอะไรเลย ถ้าทุกคนรู้จักหน้าที่ตนเอง ทำงานกันไป ขยันกันให้มาก คิดน้อยลงสักนิด บ้านเมืองคงไม่แย่ขนาดนี้หรอก
ขอบคุณครับ
+1 "...
saranda Tue, 03/02/2009 - 17:30
In reply to เมื่อเกือ by laykul
+1 "... ละครพวกนี้มันเหมือนชีวิตประจำวันของคนดูไม่ต่างจากเพื่อนบ้านของเค้าเองนั่นแหละ บ้างครั้งก็น่าดู บางครั้งก็ไม่น่าดู..."
เห็นด้วยกับช่วงประโยคนี้จัง
^S@ranD@^
+1000
prugsadee Sun, 25/01/2009 - 14:22
+1000 เห็นด้วยอย่างแรง ผมว่ามันไม่เสียหายอะไร นี่ก็เป็นเสรีภาพในการนำเสนอละครเหมือนกัน ถ้าคุณคิดว่ามันไม่ดีก็ไปทำแข่งกับเขาสิ
เรื่องนี้
lew Sun, 25/01/2009 - 14:24
เรื่องนี้ผมว่ามันเป็นเรื่องของ paradigm shift ครับ
นึกถึงภาพยนตร์ไทยยุคหนึ่งที่มีแต่บ้านผีปอบ กับบุญชู ซึ่งไม่ใช่ไม่ดีนะครับ แต่มันไม่มีอะไรใหม่เลยในช่วงเวลาหลายๆ ปี ถึงจุดหนึ่งแล้วความต้องการของตลาดจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนพอจนผู้สร้างกล้าที่จะเปลี่ยนตัวเองได้
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของฮ่องกง ที่เมื่อก่อนก็มี คนเล็ก... กับ วิ่งสู้ฟัด... กันอยู่นั่น ผมเคยดูสารคดี คนสร้างหนังก็บอกว่าพวกเขาเองก็ลำบากใจ เพราะอยากทำอะไรใหม่ๆ แล้วตลาดยังไม่พร้อม หลังๆ พอตลาดฮ่องกงพร้อมขึ้นเราก็เห็นความแปลกใหม่อย่าง Inferrnal Affair กันออกมาได้
ผมว่ายุคนี้เอง ตลาดก็เริ่มเปลี่ยนครับ คนไทยได้รับวัฒนธรรมจากต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ Dynamic Range ของการรับชมเรากว้างกว่าเดิมมาก แต่ยังอาจจะไม่พอที่ผู้สร้างจะนำเสนอสิ่งใหม่มากๆ
LewCPE
+1 บทความ
bigbata Sun, 25/01/2009 - 17:22
+1 บทความ และ comment ข้างบน
แนวคิดเกี่ยวกับบทความของคุณวินทร์ มีการพูดคุยกันมานานมากพอสมควรจากคนแถบทุกระดับ
แต่หาคนที่จะถ่ายทอดความคิดออกมาให้เข้าใจ และโน้มน้าวคนให้คิดตามนั้นได้ยาก
ดีใจที่คุณวินทร์ถ่ายทอดเป็นตัวอักษรออกมา
ดีใจนะครั
jakrapong Mon, 26/01/2009 - 10:12
ดีใจนะครับที่มีคนชอบมาก อันนี้ผมต้องออกมาพูดนิดนึงเพราะบทความนี้เกิดจากการที่คุณวินทร์ตั้งคำถามนี้ให้กับทาง Yahoo! รู้รอบเอาไปเผยแพร่และถามสังคมไทยต่อ ก็มีคนตอบคำถามนี้ถึง 40 รายครับ คำถามนี้คุณวินทร์ตั้งมาแล้วพอเลือกคำตอบแล้วปุ๊บ ก็เขียนบทความนี้ออกมาเพื่อแสดงความคิดเห็นถึงคำตอบที่ดีที่สุดครับ ลองเข้าไปดูได้ที่ตัวคำถามบนเว็บนะครับ
ก่อนหน้านี้ผมเคยชวนคุณวินทร์ตั้งคำถามไว้อีกคำถามเช่นกันใน Yahoo! รู้รอบ ถ้าเพื่อนๆ สนใจก็ไปอ่านกันได้นะครับ คุณวินทร์ตั้งคำถามไว้ว่า ความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติจะนำพาสังคมไทยไปถึงไหน?
ใน Yahoo! รู้รอบยังมีการดึงเอาคำถามที่น่าสนใจหลายๆ เรื่องมาเยอะครับ เช่น ดึงคุณป๊อด โมเดิร์นด็อกมาถามปัญหาเรื่องโรคร้อน ดึงคุณตูน บอดี้สแลมมาตั้งคำถามเกี่ยวกับ "การใช้ชีวิต" ดึงท่านว.วชิรเมธี คุณปราบดา หยุ่น คุณนิ้วกลม ฯลฯ
just my humble opinion,
jakrapong
อีกอย่างท
toandthen Mon, 26/01/2009 - 11:08
อีกอย่างที่ไม่เข้าใจคือเมืองไทยทำไมไม่ลองเอา Series จากตะวันตกที่มันพอจะมีสาระบ้างมาเปิดในช่วง Primetime ไปเลยล่ะ? ผมว่าไม่น้อยนะที่จะติด ยกตัวอย่าง Prison Break หรือไม่ก็ Heroes อาจจะพอ shift taste ของคนดูได้มากพอสมควรเลยทีเดียวล่ะ
หรือว่ากลัวคนไทยรับไม่ได้ Conspiracy Theory มันโหดร้ายทารุณ?
หรือกลัวเด็กไทยหนีไปสักทั้งตัว?
หรือกลัวเด็กไทยคิดจะฆ่านายก?
Prison Break โดนถอดในอเมริกาแล้ว (เหลืออีกแค่ 6 ตอน) คิดว่าราคาคงตกลงไปเยอะ โฆษณาไม่กี่ตัวก็น่าจะทำให้ซื้อมาฉายได้แล้ว
เป็นไปได้อยากเปิดช่องใหม่อีกช่องเป็นภาษาอังกฤษล้วนมี subtitle เลย ทำเหมือนที่สิงคโปร์เคยทำกับช่อง 5, MTV และ Channel Newsasia สุดท้ายคนทั้งประเทศก็พูดอังกฤษได้ ตอนแรกอาจจะดูเหมือนยัดเยียดแต่สุดท้ายถ้า content มันเจ๋งจริงคนก็ต้องพยายามที่จะเรียนรู้และดูในที่สด
ผมมีเพื่อนสมัยอยู่ HS เป็นพวก Bhutanese เยอะ พวกเขากลับพูดและฟังฮินดีรู้เรื่อง เพราะว่าทีวีเขามาจากอินเดียเยอะ เช่นกันกับคนลาว พูดไทยกับลาวได้พอ ๆ กันเพราะรับสื่อเราไปเต็ม ๆ
ผมว่าซื้อ
lew Mon, 26/01/2009 - 11:17
In reply to อีกอย่างท by toandthen
ผมว่าซื้อมาฉายฟรีทีวีนี่มันแพงเอาเรื่องเลยนะครับ เคยเห็นราคาสมัย ThaiPBS ซื้อสารคดีมาฉายนั่นก็ไม่ได้ถูกเลย
LewCPE
ผมว่ามันเ
witaya Mon, 26/01/2009 - 16:48
ผมว่ามันเป็นเรื่องของคุณภาพมากกว่านะ ละครเกาหลีก็ไม่ได้พ้นกลิ่นน้ำเน่าไปเท่าไรหรอก แต่สิ่งที่แตกต่างคือคุณภาพของงาน ทั้งเนื้อหาที่ซับซ้อนและดูมีเหตุมีผลกว่า การเดินเรื่องที่ไม่เยิ่นเย้อเพราะเรตติ้ง หรือบางทีนึกอยากจะให้มันจบก็ตัดมันซะ
ถูกครับ
toandthen Tue, 27/01/2009 - 00:18
In reply to ผมว่ามันเ by witaya
ถูกครับ เมืองไทยเราเน้นต้นทุนต่ำไว้ก่อนเกือบทั้งหมด ดูทุกรายการแล้วเหมือนดูถูกคนดูจริง ๆ ต้นทุนต่ำทั้งนั้น ยกเว้นโฆษณา (คุณภาพโฆษณาเราเลย par ของ content หลักไปเยอะ)
ติดหนวดปล
AdmOd Tue, 27/01/2009 - 09:44
In reply to ผมว่ามันเ by witaya
ติดหนวดปลอมใส่แล้วหมวก จะได้ skill หลอกพระเอกว่าเป็นชายได้ 100%
แถมเข้าฉากคุยกันได้เป็นเดือนๆ
มีให้เลือ
sukorn Thu, 29/01/2009 - 12:06
มีให้เลือกหลาย ๆ อย่างก็ดี บางทีก็อยากดูแบบมีสาระ แต่บางทีก็ชอบแบบน้ำเน่า มันย่อยง่ายดี เข้าใจง่าย นังคนที่ร้องกรี๊ด ๆ เวลาไม่ได้ผู้ชายนั่น รออีกเดือนสองเดือนมันต้องได้รับเคราะห์กรรมแน่ หึหึ นางเอกเป็นคนดีต้องได้รับอะไรดี ๆ ตอนจบมั่งหละ อืม.. เราทำดีก็คงได้ดีซักวัน
ดูจบแล้ว ไปนอนดีก่า พรุ่งนี้ต้องลงนาแต่เช้า ต้องขยัน เด๋วไม่มีตังไปจ่ายค่าเน็ตไอ้หมามัน
ผมเชื่อว่
pittaya Thu, 29/01/2009 - 15:28
ผมเชื่อว่าปัญหาเป็นเพราะว่าเรามีช่องทีวีน้อยเกินไป
จำนวนช่องมีจำกัด เวลาออนแอร์มีจำกัด เจ้าของสัมปทานย่อมต้องเอาของที่ mass ที่สุดมาหากินอยู่แล้ว ทำให้การพยายามฉีกแนวไปสร้างละครแนวอื่น แทบเป็นไปไม่ได้เลย
pittaya.com
Online Channel
wiennat Sat, 31/01/2009 - 09:53
In reply to ผมเชื่อว่ by pittaya
Online Channel ไม่ช่วยอะไรเลยด้วย เพราะว่าไม่มีทุน
onedd.net
ส่วนตัวผม
iamfalan Thu, 29/01/2009 - 16:36
ส่วนตัวผมเห็นเหมือนคุณ วินทร์ ในเรื่อง "ละครน้ำเน่ามันผิดตรงไหน"
ผมดูหนังเกาหลี หรือแม้แต่หนังฝรั่ง มันก็วนเวียนซ้ำซากกันเป็นละครน้ำเน่าเหมือนกันหมด แต่เนื้อหาจะต่างกันตามวัฒนธรรม
หนังเกาหลี ก็มีตัวเอกเป็นหนี้ (ไม่ว่าจะพระ หรือนาง) แล้วต้องไปหยิบยืมเงิน หรือเป็นหนี้บุญคุณตัวเองอีกคน
หนังฝรั่ง มันจะมีพวกหนังกลางวันที่ตบตีๆ ร้ายยิ่งกว่าละครบ้านเราอีก
แต่ละครไทยนั้น มีปัญหาจริงๆครับ ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า
ละครไทยขาดคุณภาพ ทั้งในแง่การแสดง ในแง่ของบท ทั้งในเรื่องของความสมเหตุสมผล และเรื่องของความซับซ้อน
ยกตัวอย่างละครที่ผ่านๆตาช่วงนี้
แผนซู้งสูง
ถ้าบอกว่า
ninja741 Fri, 30/01/2009 - 01:09
ถ้าบอกว่าเกมส์อย่าง GTA ไม่มีผลกับเด็ก อยู่ที่การอบรม
ละครน้ำเน่า ก็ไ่ม่ีมีผลอะไรเหมือนกัน ด้วยตรรกกะเดียวกัน
ดังนั้นผมก็ไม่เห็นเหตุผลอะไรจะไป anti ละครน้ำเน่า
ประชากรไท
ibirdboy Tue, 03/02/2009 - 17:00
ประชากรไทยคงจะเพิ่มขึ้นมั้งครับ เพราะว่า นอนเร็วขึ้น
ลองเทียบหนังไทยกับหนังญี่ปุ่นนะครับ
เทียบกันไม่ิติดเลยครับ ผมว่า หนังซีรี่ย์ญี่ปุ่น สร้างสรรค์กว่าหนังไทยอีกครั้ง
เยอะมากด้วย ไม่ใช่เกี่ยวกับความรักเท่านั้น มิตรภาพ วิทยาศาสตร์ การดำเนินชีวิต ต่างกันเลยครับ
เช่นเรือ่ง กาลิเลโอ One litre of tears My Boss My Hero Osen Rookies Good Luck Change ฯลฯ
เนื้อเรื่องไม่ซ้ำซาก เหมือนหนังไทย ผมเลิกดูนานแระครับหนังไทย