Samitivej Hospital

เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังมีบทบาทในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับโรงพยาบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายโรงพยาบาลทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยต่างต้องเร่งปรับตัว

คำถามคือ โรงพยาบาลทำอะไรกันไปบ้างแล้ว บทความชิ้นนี้มุ่งสำรวจความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทั้งในแง่ของแอพพลิเคชันบนมือถือ ระบบคิว สื่อโซเชียล และเทคโนโลยีขั้นสูงแขนงอื่นๆ

Digital Disruption ในแวดวงการแพทย์และสาธารณสุข

ในต่างประเทศ เราเห็นการบุกรุกเข้ามาของบริษัทเทคโนโลยีสู่พรมแดนของการแพทย์มากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างที่ชัดเจนและสร้างผลสะเทือนต่อวงการไม่น้อย คือข่าวที่ว่า Amazon สนใจเข้าสู่อุตสาหกรรมยา โดยเริ่มต้นจากการขายยากลุ่มที่คนทั่วไปสามารถซื้อได้เอง และเริ่มหารือบริษัทยาบางแห่ง เช่น Mylan หรือ Sandoz บ้างแล้ว - CNBC

Alphabet บริษัทแม่ของกูเกิล เป็นบริษัทไอทีอีกรายที่แสดงตัวชัดเจนว่าสนใจเข้ามาพลิกโฉมวงการสุขภาพ ด้วยการตั้งบริษัทลูกหลายแห่งเพื่อทำธุรกิจด้านนี้ ได้แก่ Verily ที่มีผลงานคอนแทคเลนส์อัจฉริยะ ตรวจสอบเบาหวานได้จากปริมาณน้ำตาลในน้ำตา และ Calico บริษัทวิจัยด้านอายุยืน

ความเคลื่อนไหวอีกฝั่งหนึ่ง คือการนำโมเดลของบริษัทเทคโนโลยีมาใช้กับวงการแพทย์และสุขภาพ Tim Scott หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการบริษัท American Medical Software ระบุไว้ในข้อเขียนของเขาว่า ในปัจจุบันซอฟต์แวร์ทางด้านเวชระเบียน (EHR: Electronic Health Record) ยังเป็นเรื่องของบุคลากรทางการแพทย์อยู่ แต่ในปัจจุบันที่ผู้ป่วยสามารถกรอกข้อมูลต่างๆ ได้เอง รวมถึงตรวจวัดสุขภาพได้เองจากอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในท้องตลาดซึ่งแม่นยำระดับหนึ่ง ทำให้แพทย์ไม่ใช่ฝ่ายที่ป้อนข้อมูลแต่เพียงอย่างเดียว แต่คนไข้สามารถมีส่วนร่วมได้ เขาจึงเสนอให้ใช้โมเดลแบบ Facebook กับ EHR และให้ยึดคนไข้เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาตามโมเดลนี้

ขยับเข้ามาใกล้บ้านเรามากขึ้น ในเอเชีย Ping An Healthcare and Technology บริษัทลูกของ Ping An บริษัทประกันภัยชั้นนำของจีน สร้างแอพชื่อ Ping An Good Doctor ใช้ระบบ AI ในการเข้ามาให้คำปรึกษาเบื้องต้นกับคนไข้ผ่านโทรศัพท์ รวมถึงทำหน้าที่คัดกรองอาการป่วยชั้นแรก ก่อนส่งไปพบกับแพทย์

การปรับตัวของโรงพยาบาลในประเทศไทย

เมื่อสภาพตลาดโลกเป็นเช่นนี้ โรงพยาบาลในประเทศไทยก็ต้องปรับตัวตามในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตัวอย่างโรงพยาบาลชื่อดังที่เริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้งานอย่างจริงจัง ได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลสมิติเวช เป็นต้น

ส่วนเทคโนโลยีที่นำมาใช้งานก็มีหลากหลายด้าน ในบทความนี้จะพูดถึง 3 เรื่องคือ ระบบคิวอัจฉริยะ, แอพพลิเคชันของโรงพยาบาล และการสื่อสารผ่านสังคมออนไลน์ยอดนิยมอย่าง LINE

ระบบคิวอัจฉริยะ

โรงพยาบาลใหญ่ๆ ทุกแห่งมีปัญหาผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยนอก (OPD) ที่สร้างปัญหาความแออัดให้พื้นที่โรงพยาบาล ในฝั่งของผู้ป่วยเองก็มีความยากลำบากในการต้องมาจองคิวตั้งแต่เช้ามืด และต้องนั่งรอคิวเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

โรงพยาบาลบางแห่งจึงเริ่มนำระบบจองคิวอิเล็กทรอนิกส์มาแก้ปัญหานี้ ตัวอย่างของ โรงพยาบาลราชวิถี เริ่มทดลองนำแอพพลิเคชันจองคิวร้านอาหาร QueQ มาประยุกต์ใช้กับคิวของห้องตรวจ OPD บางห้องในโรงพยาบาล กระบวนการใช้งานยังเป็นการแจกบัตรคิวแบบกระดาษ ต้องมารับที่หน้าห้องตรวจก่อน แต่จุดแตกต่างคือเป็นบัตรคิวที่มี QR code สามารถดูคิวออนไลน์ผ่านแอพได้ ทำให้คนไข้สามารถประเมินเวลาที่ต้องรอ และสามารถไปทำอย่างอื่นในระหว่างนั้นได้

ส่วนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ใช้การตั้งตู้ Smart Kiosk มาช่วยลดขั้นตอนของการลงทะเบียนผู้ป่วย โดยผู้ป่วยสามารถเสียบบัตรประจำตัวผู้ป่วยของ รพ.จุฬาลงกรณ์ หรือบัตรประชาชนเข้ากับตู้ เพื่อตรวจสอบสิทธิของตัวเอง (เช่น บัตรทอง ประกันสังคม ข้าราชการ) ส่วนบัตรคิวที่ได้รับจากตู้ก็จะมีรายละเอียดให้ครบถ้วน เช่น หมายเลขคิว สถานที่ รายละเอียดในการเตรียมตัวสำหรับขั้นถัดไป

ในกรณีของโรงพยาบาลสมิติเวช มีระบบคิวออนไลน์เรียกว่า Samitivej Q เป็นส่วนที่เชื่อมโยงเข้ากับแอพ Samitivej Plus โดยตรง สามารถแจ้งเตือนลำดับคิวปัจจุบันของคนไข้ว่ายังเหลืออีกกี่คิว สามารถดูผ่านหน้าจอแอพได้ตลอดเวลา

สิ่งที่น่าสนใจในระบบ Samitivej Q คือการระบุเส้นทางของคนไข้ที่จะต้องไปตามจุดต่างๆ ของโรงพยาบาลเป็นลำดับชัดเจน เช่น พบแพทย์ > เจาะเลือด > ชำระเงิน > รอรับยา ช่วยให้คนไข้สามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะต้องไปยังจุดไหนต่อ มองเห็นเส้นทาง (journey) ของตัวเองในโรงพยาบาลได้ตั้งแต่แรก

แอพพลิเคชันของโรงพยาบาล

โรงพยาบาลหลายแห่งเริ่มพัฒนาแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน เพื่อใช้สื่อสารกับคนไข้ได้สะดวกยิ่งขึ้น ตัวอย่างแอพพลิเคชันของโรงพยาบาลในไทย ได้แก่ RAMA Appointment ของโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่พัฒนาโดยสำนักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ EGA สำหรับให้ข้อมูลทั่วไปของโรงพยาบาล และสมาชิกสามารถเข้ามานัดคิวล่วงหน้า-เลื่อนนัดหมายได้ด้วยตัวเองผ่านแอพ

ส่วนโรงพยาบาลกรุงเทพ มีแอพชื่อ Health Book ที่พัฒนาร่วมกับ ปตท.สผ. (PTTEP) เน้นให้ข้อมูลเชิงความรู้กับคนที่ไปตรวจสุขภาพกับโรงพยาบาลกรุงเทพ โดยมีระบบดูข้อมูลสุขภาพย้อนหลัง และวิเคราะห์ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ ในอนาคต

โรงพยาบาลสมิติเวช มีแอพชื่อ Samitivej Plus สร้างขึ้นด้วยการคำนึงถึงผู้ป่วยและผู้รับบริการเป็นสำคัญ โดยคนไข้สามารถควบคุมประสบการณ์และเรียกดูข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนไข้ได้โดยตรง ซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นและมีความแตกต่างจากแอพของโรงพยาบาลอื่นๆ ในท้องตลาดตอนนี้มากพอสมควร เพราะนอกจากคุณสมบัติในการทำนัดกับแพทย์ และเรียกดูประวัติการรักษาย้อนหลังแล้ว คนไข้สามารถเรียกดูข้อมูลของแพทย์ผู้ให้การรักษา ข้อมูลยาที่แพทย์สั่งจ่าย รวมไปถึงข้อมูลในรายละเอียดอื่นๆ เช่น ผลการตรวจในห้องปฏิบัติการ และสามารถเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินได้ทันที

ในการทำนัด ผู้ป่วยสามารถค้นหาแพทย์ตามความเชี่ยวชาญที่ตนเองต้องการ พร้อมเลือกแพทย์ที่ต้องการหาและทำการรักษาได้ทันที โดยเรียกดูประวัติของแพทย์ได้ว่ามีความชำนาญด้านใดบ้าง

หรือถ้าทราบชื่อแพทย์ ก็สามารถค้นหาวันและเวลาว่าง รวมถึงดูข้อมูลของแพทย์ได้ทันทีเช่นกัน

คุณสมบัติที่สำคัญอีกอย่าง คือการเข้าไปดูข้อมูลในการทำการรักษา โดยสามารถย้อนไปดูประวัติการรักษาย้อนหลัง 10 ครั้งล่าสุด และสามารถเข้าดูข้อมูลบางส่วนในเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) ว่าแพทย์ทำการรักษาอะไรไปแล้วบ้าง มีผลการตรวจในห้องปฏิบัติการเป็นอย่างไรบ้าง

การเข้าถึงข้อมูลในส่วนนี้ ต้องมีรหัส PIN ซึ่งผู้ป่วยเป็นคนกำหนดในการเข้าถึงข้อมูล ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเข้าถึงข้อมูลนี้ จึงมีความเป็นส่วนตัวและเป็นการรักษาความลับของผู้ป่วย

จุดสำคัญที่สุดของแอพของโรงพยาบาล คือการเชื่อมต่อเข้ากับระบบคิวของโรงพยาบาลที่เรียกว่า Samitivej Q ได้โดยตรง รวมถึงพ่วงเอาระบบการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตบนมือถือที่เรียกว่า Samitivej FastPay เข้ามาในตัวแอพทันที ทำให้คนไข้สามารถชำระเงินผ่านตัวแอพได้ทันที ไม่ต้องไปรอคิวที่เคาน์เตอร์ และสามารถย้อนดูประวัติการชำระเงินที่ผ่านมาได้ (แม้ยังมีข้อจำกัด คือ ย้อนดูได้เพียง 10 วัน) หรือถ้าไม่สะดวกที่จะชำระผ่านบัตรเครดิต ระบบ FastPay ก็อำนวยความสะดวกให้คนไข้สามารถชำระผ่าน QR Code กับเครื่องอัตโนมัติที่ตั้งไว้ภายในโรงพยาบาลได้เช่นกัน ไม่ต้องไปรอคิวการชำระเงินด้วย

จากสถิติของสมิติเวชเองพบว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อคนไข้พบแพทย์เรียบร้อยแล้ว ต้องนั่งรอถึง 36 นาทีกว่าจะได้จ่ายเงิน และรออีกประมาณ 20 นาทีถึงจะได้รับยากลับบ้าน (ค่าเฉลี่ยในช่วงที่มีปริมาณคนไข้เยอะ) แต่หลังจากนำระบบ FastPay มาใช้งาน ค่าเฉลี่ยของเวลารอจ่ายเงินลดลงเหลือ 21 นาที (ลดลงจากเดิม 42%) และเวลารอรับยาลดลงเหลือ 11 นาที (ลดลง 45%) ช่วยอำนวยความสะดวกให้ทั้งคนไข้ และลดปริมาณงานของบุคคลากรในโรงพยาบาลลงด้วย

การสื่อสารผ่าน LINE

ในปัจจุบัน สื่อสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของคนไทย คงหนีไม่พ้นแอพพลิเคชันแชทและบริการยอดฮิตอย่าง LINE ซึ่งเป็นแอพที่หลายคนต้องมีติดเครื่อง เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายโรงพยาบาลที่ต้องการเข้าถึงผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการในเชิงรุก จึงเริ่มหันมาเปิดช่องทางในการติดต่อสื่อสารบนแอพ LINE มากขึ้นกว่าเดิม

ในกรณีทั่วไป หลายโรงพยาบาลใช้ LINE เป็นช่องทางในการส่งข้อมูลข่าวสาร รวมถึงสาระความรู้ด้านการแพทย์ให้ถึงคนไข้ ซึ่งแปลว่าโดยทั่วไปแล้วมักใช้เป็นช่องทางเพื่อเน้นเรื่องของการประชาสัมพันธ์และส่งข้อมูลให้กับคนไข้มากกว่า

สำหรับกรณีของโรงพยาบาลสมิติเวช มีรูปแบบที่แตกต่างออกไปจาก LINE ของโรงพยาบาลอื่นๆ ตรงที่แอคเคาท์ LINE ของทางโรงพยาบาล นอกจากจะเป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลและประชาสัมพันธ์แล้ว ยังตั้งอยู่บนหลักการของการอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยและผู้รับบริการนอกโรงพยาบาลด้วย โดยผนวกเอาเทคโนโลยี LINE Beacon ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล ทำให้สามารถแจ้งเตือนคนไข้ได้ทันทีว่าวันนี้มีนัดที่ใด และจะต้องไปที่แผนกใด และ LINE Chatbot ซึ่งสามารถให้ข้อมูลทั้งเรื่องของยาและเวชภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการรักษา และอาการป่วยเบื้องต้นของคนไข้ รวมถึงสามารถทำนัดและโทรศัพท์หาศูนย์บริการ และชำระเงินได้ ทั้งหมดจบในตัวแอพ LINE และแอคเคาท์ของสมิติเวชเอง

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ที่เห็นของโรงพยาบาลสมิติเวช ทำให้โรงพยาบาลเป็นที่ถูกพูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์มาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนแพลตฟอร์ม Twitter ที่มียอดการพูดถึงโรงพยาบาลสูงถึงกว่า 257,000 ครั้ง และถือเป็นแนวหน้าของโรงพยาบาลชั้นนำในแพลตฟอร์ม Facebook กว่า 12,000 ครั้ง

เส้นทางสู่อนาคตของเทคโนโลยีด้านการแพทย์

กรณีของโรงพยาบาลสมิติเวช นับเป็นกรณีตัวอย่างอันหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกดิจิทัลและเทคโนโลยีมากขึ้นสำหรับสถานประกอบการด้านสุขภาพและสาธารณสุข อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะแนวโน้มและทิศทางในอนาคตของการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจกำลังรออยู่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาคนไข้ที่อยู่นอกเหนือจากโรงพยาบาล และเป็นเส้นทางไปสู่การแพทย์แบบแม่นยำ (precision medicine) มากขึ้นในอนาคต เช่น การรักษาด้วยวิธียีนบำบัด

ในฝั่งของการเรียนการสอนทางการแพทย์เอง การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเช่น Augmented Reality เพื่อนำมาช่วยฝึกหัดแพทย์ ในกรณีที่อุปกรณ์ขาดแคลน รวมถึงการผ่าตัดในระยะทางไกล ก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ฝึกการเรียนการสอนของแพทย์ได้เช่นเดียวกัน

สำหรับตัวโรงพยาบาลเอง ด้วยพัฒนาการของเซ็นเซอร์ต่างๆ ทำให้ระบบสามารถตรวจสอบและติดตามผู้ป่วยในโรงพยาบาล (IPD: In-Patient Department) ได้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเตียงนอนของผู้ป่วย ที่สามารถปรับได้ ไม่ก่อให้เกิดอาการแผลกดทับคนไข้ในระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาล

ทั้งหมดเป็นภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีที่เข้ามาสู่วงการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมบ้างแล้วผ่านกรณีศึกษาอย่างโรงพยาบาลสมิติเวช ทิศทางหลังจากนี้คือการพัฒนาและทำให้เทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกในการรักษาตัว ทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลให้มากยิ่งขึ้น โดยยังคงยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เพราะในท้ายที่สุดแล้วแพทย์และบุคลากรทุกคนก็คงไม่อยากให้ใครป่วย

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand

ระบบนี้แหละครับ ที่จะมีประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก
อยากให้ทุกโรงพยาบาลเอามาใช้ให้ไวที่สุดเลย

ถ้าโรงพยาบาลทุกแห่งทำแบบนี้และมีการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เราคงจะได้ network การวิจัยและติมตามโรคที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกแน่นอน :)

น่าจะยากครับ ยกตัวอย่างของการไปขอประวัติการรักษาของรพ.เก่า ทางทีมรักษา หวงอย่างกะอะไรดี
เพราะเรื่องการฟ้องร้องเนี่ยแหละครับ ทั้งๆ ที่การรักษาโรคเป็นศิลปะ ทีมรักษาคนละทีมก็มองคนละประเด็นได้ ทำไมรักษาแบบนี้ไม่รักษาแบบนี้ เป็นต้น

ปัญหาใหญ่ของธุรกิจที่ทำและหาเงินบนความเจ็บปวดของคนไข้เลยครับ กำไรมหาศาล ไม่แปลกที่จะมีคนได้รับผลกระทบ แม้กระทั่งตายเพราะปัญหาแบบนี้หละครับ ถ้าก้าวข้ามไม่ได้ ปัญหาก็คงเรื้อรังเหมือนเดิม เหมือนระเบิดเวลาไม่มีผิด

โรงพยาบาลรัฐก็มีครับ แต่อาจจะไม่หรูหราเท่าของเอกชน ที่มีความพร้อมเรื่องเงิน และ เงินงบประมาณ ซึ่งโรงพยาบาลที่ผมเห็น และ ใช้จริง มานานแล้ว เป็นต้นแบบให้โรงพยาบาลอื่นๆมาดูงาน เพื่อนำไปใช้เนี่ย มีที่ โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรีครับ

ตามลิ้งนี้เลย http://hyggemedicalservice.com/

ครับ เป็นหนึ่งในต้นแบบของนโยบาย Smart Hospital ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งคาดว่าอีกไม่นาน ทุกโรงพยาบาลก็จะนำเทคโนโลยีต่าง ๆ ตามมาใช้เพื่อพัฒนาการรักษาและอำนวยความสะดวกอย่างแน่นอน ทั้งการลงทะเบียนผู้ป่วยออนไลน์, ระบบคิวออนไลน์, ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์แทนการใช้แฟ้มเวชระเบียนกระดาษ (Electronic Medical Record), ระบบเชื่อมต่อการส่งต่อผู้ป่วยออนไลน์ (nRefer) และระบบเชื่อมโยงประวัติการรักษา เป็นต้น

ผมได้ยินแบบนี้ก็ดีใจครับ ผมเห็นความสำคัญของ ข้อมูลพวกนี้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลผู้ป่วย ประวัติการรักษา และอื่นๆ ซึ่งเราสามารถนำข้อมูลดิบๆพวกนี้ไป analyze อะไรๆได้อีกเยอะแยะมากมายมหาศาลเลยครับ เช่น การคาดการณ์โรค,ประสิทธิภาพการรักษาของยา,การดื้อยาของเชื้อโรค เป็นต้นเผื่อหลายคนสงสัยว่าจะเอาไปทำอะไรได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าทำได้จะเป็นประโยชน์กับประเทศมากๆ