เพิ่มเติมข้อมูลจากข่าวแอปเปิลปล่อย iOS 5.1, Siri ภาษาญี่ปุ่นในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ว่าแอปเปิลเริ่มปล่อยตัวอัพเดต iOS 5.1 แบบ OTA (Over-The-Air) ไฟล์มีขนาด 189MB ต้องการพื้นที่ว่าง 1GB
ฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างตรงกับข่าวลือแทบทั้งหมดดังนี้
- Siri ภาษาญี่ปุ่นที่จะใช้ได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า (เฉพาะ iPhone 4S เหมือนเดิม)
- สามารถลบภาพจาก Photo Stream ได้แล้ว
- ปุ่มเข้ากล้องจะอยู่แบบถาวรบนหน้าล็อกสกรีน (เฉพาะไอโฟน)
- ปรับอินเทอร์เฟซกล้องบนไอแพด ต้อนรับการมาเยือนของ The new iPad ที่เน้นกล้องกว่าเดิม
- แก้ไขปัญหาแบตเตอรี่ และปัญหาเรื่องเสียงเวลาโทรออก
รายละเอียดทั้งหมดดูได้จากภาพท้ายข่าวครับ รวมถึงตัวอย่างฟีเจอร์ใหม่ๆ ด้วย :)
หลังจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเสนอระบบสั่งงานภายในรถยนต์ mbrace2 ในงาน CES เมื่อต้นปีนี้ ล่าสุดเดมเลอร์ เอจี บริษัทแม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประกาศเตรียมบูรณาการ iPhone เข้ากับระบบเพื่อความบันเทิงใน A-Class รุ่นใหม่ โดยระบบสั่งการด้วยเสียง Siri จะถูกนำมาใช้เพื่อการสั่งการต่างๆ ด้วยเสียง อาทิ อ่านข้อความเข้า เขียนข้อความใหม่ เลือกเพลง ตรวจสอบสภาพอากาศ เป็นต้น
ระบบเพื่อความบันเทิงในรถยนต์นี้ประกอบด้วยเทคโนโลยี Drive Kit Plus และแอพฯ Digital DriveStyle ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พัฒนาเอง ระบบนี้จะรองรับการเชื่อมต่อกับชุมชนออนไลน์ การฟังวิทยุออนไลน์ การนำทาง (ของ Garmin) การเก็บตำแหน่งรถล่าสุดและซิงค์เข้า iPhone เพื่อให้ผู้ใช้สามารถหารถในสถานที่จอดได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น สำหรับการนำทางนั้นจะมีในเครื่องเสียงที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถทุกรุ่นอย่าง Audio 20 เมอร์เซเดส-เบนซ์กล่าวว่าจะเริ่มฝังระบบเพื่อความบันเทิงนี้มากับ A-Class รุ่นใหม่เป็นรุ่นแรก ส่วนรุ่น B-, C- และ E-Class นั้นจะตามมาในฤดูใบไม้ร่วงปีนี้
สำหรับระบบ COMAND Online ที่มากับรถบางรุ่นจะได้รับการปรับปรุงเช่นกัน โดยฟีเจอร์ใหม่จะให้ผู้ใช้สามารถใช้บริการ Google Local Search, Google Street View และเรียกใช้เส้นทางที่ถูกกำหนดล่วงหน้าไว้บน Google Maps ได้ และเมอร์เซเดส-เบนซ์จะเริ่มพัฒนาแอพฯ สำหรับ COMAND Online และ iPhone เพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ใช้สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น
ที่มา: เดมเลอร์ เอจี ผ่าน iPodNN
หลังจากที่มีรายงานว่าแอปเปิลเตรียมจะถอดแอพ Evi โดย True Knowledge ออกจาก App Store เนื่องจาก Evi มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับ Siri มากเกินไปแล้วกลัวว่าลูกค้าจะสับสนระหว่างบริการสองอย่างนี้ ทำให้ยอดการดาวน์โหลด Evi พุ่งสูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
แต่ล่าสุด The Verge รายงานว่าแอปเปิลไม่ได้เตรียมที่จะถอด Evi ออกจาก App Store แต่อย่างใด แต่จะขอเข้าไปทำงานร่วมกับผู้พัฒนา เพื่อที่จะลด "ความสับสน" ที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกค้า ซึ่งวิธีนี้ดูเหมือนจะเป็นวิธีมาตรฐานที่แอปเปิลเลือกที่จะปฏิบัติต่อนักพัฒนาในระยะหลัง ๆ
เป็นไปได้ว่าคุณสมบัติหรือหน้าตาของ Evi จะเปลี่ยนไปเล็กน้อยในอนาคต แต่แอพดังกล่าวไม่น่าจะถูกถอดออกจาก App Store ตามรายงานก่อนหน้านี้
ที่มา - MacRumors
เมื่อวานนี้เพิ่งมีข่าวแนะนำแอพ Evi ที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียงเหมือน Siri แต่วันนี้มีข่าวที่ตรงข้ามกันแล้วโดย TechCrunch รายงานว่าบริษัท True Knowledge ผู้พัฒนาแอพ Evi กล่าวว่าบริษัทได้รับโทรศัพท์จากตัวแทนของทางแอปเปิลแจ้งว่า Evi จะถูกถอดออกจาก App Store ในเร็วๆ นี้
เหตุผลที่ทางแอปเปิลอ้างในการปลดแอพ Evi คือแอพนี้ผิดระเบียบข้อที่ 8.3 ซึ่งระบุว่า App Store จะปฏิเสธแอพใดก็ตามที่มีลักษณะสร้างความสับสนต่อผู้ใช้งานกับผลิตภัณฑ์ที่แอปเปิลมีอยู่แล้วหรือเหมือนกับการโฆษณาของแอปเปิลเอง
William Tunstall-Pedoe ซีอีโอของ True Knowledge มองว่าประเด็นความสับสนในการใช้งานนั้นเป็นข้ออ้างของแอปเปิลมากกว่า เนื่องจากผลการรีวิวของผู้ใช้งาน Evi นั้นออกมาดีมากในระดับที่มีการแนะนำว่าไม่ต้องซื้อ iPhone 4S เพื่อเอา Siri แล้ว แต่ให้โหลด Evi มาใช้แทนได้เลยแถมทำงานดีกว่าด้วย โดยทั้ง Siri และ Evi ต่างได้สิทธิ์ในเทคโนโลยีสั่งงานด้วยเสียงของบริษัท Nuance แต่ Evi ใช้ฐานข้อมูล True Knowledge ในการค้นหาจึงสร้างความแตกต่างได้จาก Siri
ล่าสุด Evi ยังไม่ถูกถอดออกจาก App Store แต่คาดกันว่าจะถูกถอดออกเร็วๆ นี้แน่ ส่วนผู้ใช้ Android ไม่ได้รับผลกระทบนี้แต่อย่างใด
ที่มา: TechCrunch
Siri ของแอปเปิลถือเป็นบริการที่สร้างเสียงฮือฮาได้มาก แต่ข้อจำกัดของมันคือปรับแต่งมาสำหรับภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันเท่านั้น ทำให้คนที่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงอื่นๆ มีปัญหากับการใช้ Siri ไม่น้อย
นี่เลยเป็นช่องว่างทางการตลาดให้บริษัท True Knowledge ในเคมบริดจ์ พัฒนาแอพทางเลือกชื่อ Evi ที่มีจุดเด่นตรงรองรับสำเนียงท้องถิ่น (รวมไปถึงสำเนียงสกอตแลนด์และเวลช์ด้วย)
นอกจากนี้ ฐานข้อมูลของ Evi ยังน่าสนใจ เพราะเป็นข้อมูลท้องถิ่นของอังกฤษโดยตรง นำมาจากแหล่งข้อมูลหลายแหล่ง ซึ่งรวมไปถึงบริการสมุดหน้าเหลืองของอังกฤษด้วย ซึ่งผู้พัฒนา Evi โฆษณาว่าฉลาดว่า Siri เยอะ สามารถเดาข้อมูลจากคำถาม (เช่น ถามว่า "ใครเป็นประธานาธิบดีในสมัยที่พระราชินียังสาว" ก็จะรู้อัตโนมัติว่าหมายถึงพระราชินีอลิซาเบ็ธของอังกฤษ และประธานาธิบดีสหรัฐในตอนนั้น)
Evi มีให้ใช้ทั้งบน Android Market (ฟรี) และ App Store (0.99 ดอลลาร์)
ที่มา - Guardian
หลังจากมีชื่อโค้ดเนมของ iOS 5.1 Hoodoo ล่าสุดตอนนี้ได้มีภาพหลุดบางส่วนของ iOS 5.1 แล้ว ซึ่งได้เพิ่มความสามารถของ Siri และ ระบบ Slide to Camera แบบใหม่
ในความสามารถใหม่ ๆ ของ Siri ก็คือ ได้เพิ่มภาษาญี่ปุ่นขึ้นมาซะที (เย้) หลังพบกับปัญหาที่คนญี่ปุ่นไม่สามารถใช้ Siri อย่างเต็มอารมณ์ และในส่วนของ Slide to Camera นี้ได้ปรับปรุงใหม่เป็นการเลื่อนขึ้นเพื่อใช้กล้องถ่ายรูป (เอ๊ะ คุ้น ๆ)
อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องติดตามรอในงานเปิดตัว iPad 3 นะครับ
ที่มา : Engadget
หนังสือพิมพ์ The New York Times มีบทสัมภาษณ์ Stephen Wolfram นักวิทยาศาสตร์ผู้สร้าง Mathematica และ Stephen Wolfram ถึงแผนธุรกิจของ Wolfram Alpha Pro ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันก่อน
แต่ข้อมูลที่น่าสนใจคือสถิติการใช้งานของ Wolfram Alpha ในเชิงธุรกิจ โดยลูกค้ารายใหญ่ในตอนนี้คือแอปเปิล ซึ่งดึงข้อมูลจาก Wolfram Alpha มาใช้กับ Siri (25% ของการค้นหาข้อมูลใน Wolfram Alpha มาจาก Siri)
นอกจากนี้ยังมีบริษัทขนาดใหญ่ทั้งประกันภัย น้ำมัน สาธารณสุข จ้างทีมของ Wolfram Alpha เข้าไปทำระบบค้นข้อมูลเฉพาะทางให้ และสุดท้ายเจ้าเก่า ไมโครซอฟท์ก็ซื้อสิทธิการใช้เทคโนโลยีของ Wolfram Alpha ด้วย ตอนนี้บริษัทมีพนักงานกว่า 200 คนแล้ว
ที่มา - The New York Times
หน่วยประมวลผล A5 ได้มีการรวมเอาตัวประมวลผลเพื่อลดสัญญานเสียงรบกวนไว้ภายในด้วย อาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ iPhone 4 ไม่มี Siri
เอกสารขอจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นของ start-up ชื่อ Audience เปิดเผยถึงการร่วมมือกับ Apple โดยได้ทำสัญญาอนุญาตให้ Apple นำเทคโนโลยี EarSmart ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยตัดสัญญานเสียงรบกวนที่อยู่ในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนหลายรุ่น เข้าไปรวมอยู่ในหน่วยประมวลผล A5 ของ Apple ได้ ซึ่งอันที่จริงแล้ว iPhone 4 ก็มีตัวลดสัญญานเสียงรบกวนของ Audience อยู่แต่ที่อยู่ใน A5 เป็นรุ่นที่ใหม่กว่าและสามารถตัดเสียงรบกวนได้จากระยะช่วงแขน ในขณะที่รุ่นที่เก่าซึ่งอยู่ใน iPhone 4 นั้นสามารถทำได้เพียงในช่วงที่ไมโครโฟนอยู่ใกล้ปากของผู้พูดเท่านั้น ซึ่งการข้อดีของการที่ตัดเสียงรบกวนได้จากระยะไกลขึ้นก็คือช่วยให้การใช้งานในขณะขับรถ หรือระบบสั่งการด้วยเสียง (เช่น Siri) ทำงานได้ดีขึ้นนั่นเองครับ
ที่มา - MacStories, CNET
เพิ่มเติม - เปรียบเทียบองค์ประกอบของ A4 และ A5
บริษัทเครือข่าย Arieso เผยสถิติว่าอัตราการใช้งาน mobile data ของ iPhone 4S เพิ่มจาก iPhone 4 สองเท่าตัว (และถ้าเทียบกับ iPhone 3GS ก็เป็นสามเท่าตัว) เหตุผลสำคัญมาจากฟีเจอร์สั่งงานด้วยเสียง Siri แต่ก็ยังมีเหตุผลอื่นๆ เช่น ฟีเจอร์ iCloud หรือ iTunes Match เข้ามาเป็นส่วนประกอบด้วย
สถิติของ Arieso มาจากการวัดข้อมูลจริงในยุโรป โดยนำสถิติการใช้งานของผู้ใช้กว่า 1 ล้านคนจากหลายๆ เครือข่ายมาวัดรวมกัน
Arieso บอกว่าการที่มือถือรุ่นใหม่ๆ ต้องใช้งาน data มากขึ้น จะสร้างแรงกดดันต่อโอเปอเรเตอร์ที่ต้องบริหารเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างเครือข่ายที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ
ตัวเลขที่น่าสนใจอีกประการคือผู้ใช้ BlackBerry มีอัตราการใช้ข้อมูลเพียง 20% ของผู้ใช้ iPhone 4S เนื่องจากปัจจัยเรื่องการบีบอัดข้อมูลของ RIM และพฤติกรรมของผู้ใช้ BlackBerry ที่ใช้แอพน้อยกว่า iPhone
ที่มา - Bloomberg
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีแอพชื่อ Siri for Android โผล่ขึ้นมาให้ดาวน์โหลดบน Android Market ของกูเกิล มิหนำซ้ำยังระบุชื่อผู้สร้างเป็น Official App
จริงๆ แล้วมันเป็นเพียงแค่ช็อตคัตชี้ไปยังฟีเจอร์ Voice Actions ของ Android แต่การใช้ชื่อหลอกในลักษณะนี้ ก็มีคนดาวน์โหลดไปแล้วมากกว่า 1,000 ครั้ง
ตอนนี้กูเกิลลบแอพตัวนี้ทิ้งไปจาก Market แล้ว แต่ก็เป็นสัญลักษณ์สะท้อนปัญหาเดิมๆ ว่ากูเกิลปล่อยให้แอพลักษณะนี้ขึ้นไปบน Market ได้อย่างไร
ที่มา - The Next Web
หลายคนที่กำลังตัดสินใจซื้อเจ้า iPhone 4S น่าจะสนใจกันเรื่อง Siri เป็นหลัก ว่าใช้ได้ดีหรือไม่ในประเทศไทย ใช้ได้กับสำเนียงไทยๆ มั้ย กล้องใหม่ 8 เมกะพิกเซลเป็นยังไง วันนี้เลยลองทดสอบมาให้ดูกันครับ เพื่อประกอบการตัดสินใจ
มี contributor ให้กับเว็บไซต์ Cult Of Mac รายหนึ่งเปิดเผยว่า เขาได้รับข้อมูลจากแหล่งข่าวว่าแอปเปิลอาจเปิดให้ผู้ใช้ iPhone 4 และ iPod touch 4 สามารถอัพเกรดเป็น iOS 5.0.1 ที่มาพร้อมกับ Siri ได้ในราคา 19.99 ดอลลาร์ (ราว 620 บาท) ซึ่งเมื่อแหล่งข่าวถามแอปเปิลไป ก็ได้คำตอบจากฝ่ายวิศวกรรมว่า Siri ทำงานได้บน iPhone 4S เท่านั้นและขณะนี้บริษัทไม่มีแผนซัพพอร์ต Siri บนอุปกรณ์ที่เก่ากว่านี้
iFixit เปิดเผยว่า ที่ Siri รันได้เฉพาะบน iPhone 4S อาจเป็นเพราะฮาร์ดแวร์นั้นไม่เหมือนกับรุ่นเก่า โดยรุ่นก่อนหน้านี้จะมี proximity sensor ที่จะทำงานเฉพาะเมื่อมีการโทรเข้าเพื่อให้โทรศัพท์สามารถปิดแสงหน้าจอลงเมื่อหน้าจอโทรศัพท์เข้าใกล้ใบหน้าผู้รับสาย แต่ใน iPhone 4S นั้นได้รับการปรับปรุงจนทำให้เซ็นเซอร์ทำงานตลอดเวลาตราบที่หน้าจอยังถูกเปิดใช้อยู่ ทำให้ iPhone 4S พร้อมรองรับการค้นหาด้วยเสียงตลอดเวลานั่นเอง
ที่มา: บล็อกส่วนตัวของคุณ Michael Steeber ผ่าน ipod nn ผ่าน Electronista
เว็บ JailbreakNation รายงานข่าวโดยอ้างแหล่งข้อมูลวงในจากแอปเปิลระบุว่า ขณะนี้แอปเปิลกำลังทดสอบการใช้งาน Siri บนอุปกรณ์ iOS อื่นอยู่นอกเหนือไปจาก iPhone 4S ที่เป็นอุปกรณ์เดียวซึ่งมี Siri ในขณะนี้ ซึ่งถ้าหากข่าวนี้จริงและแอปเปิลตัดสินใจออกอัพเดท iOS ที่มี Siri ด้วยสำหรับอุปกรณ์อื่น เราก็ไม่จำเป็นต้องหาวิธีพอร์ตมันอีกต่อไป
แหล่งข่าวระบุว่าแอปเปิลทดสอบการใช้งาน Siri บนอุปกรณ์หลายอย่าง แต่เน้นไปที่ iPhone 4 เป็นหลัก และกำชับห้ามพนักงานนำออกไปทดลองใช้ในที่สาธารณะเพื่อป้องกันคนพบเห็นอีกด้วย
ที่มา: JailbreakNation
จากความเดิมตอนที่แล้ว มีทีมงานที่กำลังจะพอร์ตระบบ Siri ลง iPhone 4 แต่พอร์ตยังไม่สมบูรณ์ ล่าสุด ทีมงานเหล่านั้นได้ประกาศว่า เราทำสำเร็จแล้ว
ส่วนวีดีโอประสิทธิภาพและ Tweet ยืนยันอยู่ท้ายเบรคครับ
หลังจากที่ Siri ได้เผยตัวสู่สาธารณชน ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันต้องถูกจับไปเปรียบเทียบกับผลงานขั้นบรมครูอย่าง HAL 9000 (จากนิยายชุด Space Odyssey อันโด่งดังของ Arthur C. Clarke) แน่นอนว่าการหา HAL 9000 มาครอบครองนั้นไม่ใช้เรื่องง่ายๆ แต่ถ้าคุณจะแปลงร่าง iPhone ของคุณให้กลายเป็น HAL 9000 ก็คงไม่ยากเท่าไหร่ เพราะ ThinkGeek กำลังผลิต IRIS 9000 รีโมทพร้อม dock สำหรับ iPhone ที่มีหน้าตาเหมือน HAL 9000 พร้อมไฟสีแดงที่กระพริบตามจังหวะเสียงพูดของ Siri ครับ
วางขายปีหน้าราคา 60 ดอลลาร์ งานนี้สาวกนิยายวิทยาศาสตร์เตรียมเก็บเงินรอได้เลยครับ (ระหว่างนี้ก็ดูวิดีโอไปพลางๆ ก่อน)
ที่มา: Engadget
ฟีเจอร์ Siri ของ iPhone 4S นั้นมาจากบริษัท Siri ที่ก่อตั้งโดย Dag Kittlaus หนุ่มชาวนอร์เวย์ตั้งแต่ปี 2007 (ซึ่งเขาดำรงตำแหน่งซีอีโอของบริษัทด้วย) แอปเปิลซื้อบริษัท Siri เมื่อปี 2010 ซึ่งตัว Kittlaus ก็กลายมาเป็นพนักงานคนหนึ่งของแอปเปิลตามธรรมเนียม
แต่ล่าสุดมีรายงานอย่างไม่เป็นทางการว่า Kittlaus ลาออกจากแอปเปิลแล้ว โดยมีเหตุผลหลายอย่างประกอบกัน เช่น ต้องการเวลากับครอบครัว, ต้องการเวลาพักผ่อน และเตรียมตัวเปิดกิจการรอบหน้า
การลาออกของผู้ก่อตั้งบริษัทหลังโดนซื้อกิจการไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด สิ่งที่น่าจับตาดูมากกว่าคงเป็นกิจการใหม่ของนาย Kittlaus ว่าจะออกมาหน้าตาอย่างไร ส่วนผู้ใช้ Siri ก็ไม่ต้องกังวลเพราะทีมงานคนสำคัญๆ ของ Siri ยังทำงานกับแอปเปิลอยู่
ที่มา - AllThingsD
หลังจากปล่อยให้สาวก iOS ได้ใจมานาน กับผู้ช่วยสาวอัจฉริยะเสียงใส Siri ก็มีเสียงตอบรับจากฝั่งนักพัฒนาแอนดรอยด์ และเสียงนั้น คือแอพพลิเคชันนามว่า Iris ซึ่งเป็นผลงานจากกลุ่มนักศึกษา MIT เพียงไม่กี่คน โดยใช้เวลาเขียนโปรแกรมเพียง 8 ชั่วโมงเท่านั้น!!!
เจ้า Iris จะถูกสั่งการผ่านเสียงเช่นเดียวกันกับ Siri โดยมีความสามารถที่คล้ายคลึงกันคือทำงานโดยการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้งานกับตัวซอฟต์แวร์ และเป็นผู้ช่วยที่จะคอยอำนวยสะดวกในบางเรื่อง เช่น ค้นหาข้อมูลในเรื่องของความรู้ทั่วไป ศิลปะ ประวัติศาสตร์ ชีววิทยาและอื่นๆ
งานนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง 9to5Mac กับ นาย Steven Troughton-Smith นักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวไอร์แลนด์ พยายามที่จะทำการจุดธูปเชิญคุณ Siri มาเข้าประทับยัง iPhone 4 โดยตอนนี้สามารถนำฟีเจอร์ต่างๆ มาได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง (แต่ในวีดีโอไม่ได้แสดงการสั่งงานด้วยเสียงไว้)
สิ่งที่น่าสงสัยก็คือผลจากการพอร์ต Siri สามารถทำงานบน iPhone 4 ได้แบบไม่มีปัญหาเรื่องสมรรถนะของเครื่องเลยแม้แต่น้อย เหลือเพียงเรื่องการติดต่อกับ Server บริการของ Apple เอง แต่ในเมื่อเรื่องของฮาร์ดแวร์ไม่เป็นปัญหาแล้ว ทำไม Apple จึงเลือกที่จะไม่ใส่ Siri ลงใน iPhone 4?
วีดีโอหลังเบรคครับ
ที่มา - 9to5Mac
แม้ว่า Siri จะถือว่าเป็นจุดขายที่สำคัญของ iPhone 4S ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าผู้ใช้งาน iPhone 4S นอกสหรัฐฯ จะไม่สามารถใช้งานมันได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ใช้ที่อยู่นอกสหรัฐฯ ต้องการสอบถามข้อมูลทุกชนิดที่เกี่ยวกับสถานที่
หากผู้ใช้ที่อยู่ในประเทศแคนนาดาต้องการถามว่า "ผมอยู่ที่ไหน" (Where am I?) Siri จะตอบตรง ๆ เลยว่า "ฉันไม่สามารถที่จะให้ข้อมูลแผนที่และเส้นเดินทางในประเทศแคนนาดาได้" ปัญหาในลักษณะนี้ผู้ใช้ในสหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ก็พบกับปัญหาเดียวกัน
นอกจากข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่แล้ว ข้อมูลจาก Wolfram Alpha เองก็ไม่สามารถทำงานได้นอกสหรัฐฯ ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเพราะว่า Siri ยังเป็นเพียงแค่ซอฟต์แวร์เบต้าอยู่ แต่แอปเปิลก็สัญญาว่าในอนาคตอันใกล้นี้จะมี Siri จะสนับสนุนข้อมูลแผนที่สำหรับประเทศอื่น ๆ ภายในปี 2012 และ Siri สำหรับภาษาญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ อิตาเลียน และสเปนอีกด้วย
เว็บ 9to5Mac ได้เข้าไปพบกับคลิปวีดีโอ YouTube ชิ้นหนึ่งที่มีคนญี่ปุ่นได้พยายามที่จะทดสอบ Siri ด้วยการถามคำถามด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงญี่ปุ่น โดยจากในวีดีโอเราจะเห็นได้เลยว่า Siri มีปัญหาในการตีความคำถามที่ถามไปทุกครั้ง
ในความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าสำเนียงคนญี่ปุ่นที่ทำการทดสอบนี้ ค่อนข้างที่จะแรง(มาก) และผมเชื่อว่าสำเนียงภาษาอังกฤษแบบคนไทย ที่จะออกเสียงตัวอักษรต่าง ๆ ชัดเจนกว่า อาจจะสามารถใช้งาน Siri ได้มากกว่าคนญี่ปุ่นคนนี้แน่นอน
ในคลิป มีจุดตลกนิดนึงด้วย เมื่อผู้ทดลองชาวญี่ปุ่นรายนี้พยายามที่จะพูดว่า "read texts" แต่ Siri กลับได้ยินว่า "read dick" … กดอ่านต่อเข้ามาดูคลิปได้เลยครับ
ที่มา - 9to5Mac











