ในหนังสือชีวประวัติของ สตีฟ จ็อบส์ นั้นวอลเตอร์ ไอแซคสันผู้เขียนได้ถอดคำพูดของจ็อบส์ที่กล่าววิจารณ์บิลล์ เกตส์เอาไว้ว่า "บิลล์เป็นคนที่ไร้จินตนาการ และไม่เคยประดิษฐ์คิดค้นอะไรเลย นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงเหมาะที่จะทำงานมูลนิธิมากกว่าสายเทคโนโลยี เขาก็แค่คนที่ขโมยไอเดียจากผู้อื่นอย่างหน้าไม่อาย"
หลังจากนั้นเกตส์ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ABC "สตีฟ ได้สร้างผลงานที่สุดวิเศษ"
เขากล่าวกับนักข่าวว่า
ผู้อ่าน Blognone คงจำต้นแบบแท็บเล็ต Microsoft Courier ที่เป็นข่าวตั้งแต่ปี 2009 (ก่อน iPad เปิดตัวด้วยซ้ำ) แท็บเล็ตตัวนี้ยังเป็นแค่โครงการภายในของไมโครซอฟท์ ที่ไม่เคยเปิดตัวอย่างเป็นทางการ (แต่ Gizmodo เป็นคนนำมารายงาน) น่าเสียดายว่าไมโครซอฟท์ยกเลิกโครงการไปเมื่อเดือนเมษายน 2010 และสุดท้ายก็ลงเอยอย่างที่เรารู้กันว่า ยุทธศาสตร์ "แท็บเล็ต" ของไมโครซอฟท์หันมาดัน Windows 8 แทน
แต่เรื่องราวเบื้องหลังโครงการ Courier ซับซ้อนมาก ซึ่งเว็บไซต์ CNET มีสกู๊ปพิเศษในเรื่องนี้ ข้อมูลของ CNET นำมาจากการสัมภาษณ์อดีตพนักงานไมโครซอฟท์ที่เคยอยู่ในทีม Courier จำนวน 18 ราย ดังนั้นไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็นทางการนะครับ
ข่าวนี้เป็นผลมาจากบทสัมภาษณ์โดย Walter Isaacson บันทึกเทปรายการ 60 Minutes ซึ่งตอนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์นั้นจ็อบส์ได้กล่าวถึงบุคคลสำคัญทางด้านไอทีสามคนไว้อย่างน่าสนใจ ดังรายละเอียดในข่าว
ที่งานประชุมสัมมนา Global Alliance for Vaccines and Immunisation (Gavi) คุณบิล เกตส์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอังกฤษว่า งานประจำ (full-time) ในช่วงเวลาที่เหลือของชีวิตของเขาคือการทำงานให้มูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation และเขาได้ปฏิเสธการกลับไปนั่งเป็นซีอีโอของไมโครซอฟท์อีกครั้งโดยระบุว่าเขามีส่วนร่วมเป็นครั้งคราวเท่านั้น
คุณเกตส์ยังให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์ของเขาต่อเทคโนโลยีในอนาคตว่า เป็นเทคโนโลยีด้านการรู้จำเสียงพูด (speech and voice recognition)
โดยเขาได้ชี้ไปที่กระดานและกล่าวว่า ในอนาคตเราจะสามารถสัมผัสหรือพูดกับบอร์ดและได้รับข้อความโต้ตอบจากเพื่อนทั่วทุกมุมโลกได้
นักข่าวยังถามถึงลูกๆ และมรดกที่จะมอบให้รุ่นลูกหลาน (ต้นฉบับเขียนว่า legacy) ด้วย สำหรับคำถามถึงลูกๆ ของเขาว่ามี iPad, iPhone หรือ iPod หรือไม่ คุณเกตส์ตอบว่าพวกเขามีสิ่งของที่รันบนแพลตฟอร์มวินโดวส์ที่เท่าเทียมกับอุปกรณ์เหล่านั้น ส่วนคำถามถึงมรดกนั้น เขากล่าวว่าเป็นสิ่งที่โง่ที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา และกล่าวว่าควรจะมองถึงสิ่งที่เขาลงทุนไป (ในนามมูลนิธิ) เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือสร้างเสริมศักยภาพคน (empowering people) มากกว่า
ที่มา: WInRumors
เรื่องเล็กๆ ก็เป็นข่าวใหญ่ๆ ได้ เมื่อบิล เกตส์ให้สัมภาษณ์กับสื่ออังกฤษ Daily Mail ซึ่งเนื้อหาก็เป็นการพูดคุยเรื่องทั่วไป จนกระทั่งเมื่อเกตส์พูดถึงเหตุผลที่ Mark Zuckerberg บริจาคเงินด้านการศึกษามูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ โดยเกตส์หลุดออกมาว่า
"His fiancée, Priscilla, thought about education, and he gave money to Newark"
Priscilla นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก Priscilla Chan แฟนสาวของ Zuckerberg ที่คบกันมาตั้งแต่เรียน Harvard ซึ่งคำพูดดังกล่าวก็ทำให้นักข่าวเชื่อว่า Zuckerberg หมั้นแล้ว เพราะคนที่หลุดประโยคนี้คือเกตส์ซึ่งสนิทกับ Zuckerberg นั่นเอง
ตัวแทนของ Facebook ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในข่าวดังกล่าว
อัพเดทล่าสุด ผู้บริหารระดับสูงของ Facebook ออกมาระบุว่าตัวแทนของเกตส์ได้แจ้งขอโทษมาแล้วว่าเป็นความเข้าใจผิดของเกตส์เอง
ที่มา: New York Post และ Business Insider
กรณีไมโครซอฟท์ซื้อ Skype คงไม่มีคำพูดของใครมีน้ำหนักมากไปกว่าบิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท
เกตส์ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่าเขาสนับสนุนการซื้อ Skype ต่อบอร์ดของไมโครซอฟท์ และระบุว่า Skype เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของไมโครซอฟท์ เพราะการสนทนาผ่านวิดีโอจะพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และเขาอยากเห็นว่าทีม Microsoft Research ร่วมกับ Skype จะพัฒนาอะไรออกมาได้อีก
เกตส์ยังบอกว่า Skype เองก็มีรายได้ของตัวเอง ไม่ได้พึ่งพิงไมโครซอฟท์ไปทั้งหมด และการซื้อกิจการครั้งนี้เป็นผลดีต่อทั้งสองบริษัท
ที่มา - BBC
พอล อัลเลน (Paul Allen) คู่หูผู้ร่วมก่อตั้งไมโครซอฟท์กับบิล เกตส์ได้ให้สัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับรายการ 60 Minutes ถึงเรื่องการก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์และการทำงานภายในบริษัท โดยอัลเลนได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการทำงานร่วมกับบิล เกตส์นั้นเหมือนกับต้องตกนรก ("being in hell")
นอกจากนั้นพอล อัลเลนยังได้พูดถึงเกตส์ในแง่ลบอีกหลายอย่างเช่น การไม่ยอมแบ่งรายได้ในการก่อตั้งบริษัทกัน 50-50 แต่เกตส์กลับต้องการมากกว่านั้นจนได้ 60% และเปลี่ยนเป็น 64% ในท้ายที่สุด หรือในช่วงที่อัลเลนป่วยเป็นโรคมะเร็งนั้น ทั้งเกตส์และบัลเมอร์พยายามกดดันให้เขาขายหุ้นทั้งหมดออกไปด้วย
ปัจจุบันพอล อัลเลนได้ลาออกจากไมโครซอฟท์ไปแล้วตั้งแต่ปี 2000 แต่ก็ยังรับเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้บริหารในไมโครซอฟท์อยู่ และถือหุ้นในบริษัทกว่า 138 ล้านหุ้น
เป็นประจำทุกปีสำหรับนิตยสาร Forbes ที่มีการจัดอันดับมหาเศรษฐีประจำปี 2011 (อันดับปี 2010) โดยในปีนี้บิล เกตส์ซึ่งตกจากอันดับ 1 ในปีก่อนมาอยู่ที่ 2 ก็ยังคงรั้งอันดับที่ 2 ต่อไปอีกปีกับมูลค่าทรัพย์สิน 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเพียงเล็กน้อยคือ 3 พันล้านดอลลาร์
ส่วนอันดับที่ 1 ยังเป็นของ Carlos Slim มหาเศรษฐีชาวเม็กซิโกเจ้าของธุรกิจสื่อสารกับมูลค่าทรัพย์สิน 7.4 หมื่นล้านดอลลาร์
ที่คนสนใจกันเป็นพิเศษคงหนีไม่พ้น Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook ซึ่งปีก่อนเขาอยู่อันดับที่ 212 แต่ในปีนี้กระโดดขึ้นมาถึงอันดับที่ 52 ด้วยทรัพย์สิน 1.35 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนผองเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งนั้นก็ติดอันดับเช่นกันโดย Eduardo Saverin กับ Sean Parker อยู่ในอันดับ 782 และ Dustin Moskovitz อยู่ที่อันดับ 420
เว็บไซต์ InformationWeek รายงานการขายหุ้นไมโครซอฟท์ของบิล เกตส์ ที่ขายออกมาเยอะมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ในรอบ 12 เดือนล่าสุด เกตส์ขายหุ้นไมโครซอฟท์ออกมา 90 ล้านหุ้น ทำให้เขามีหุ้นลดลง 13% และถ้านับรอบ 24 เดือนล่าสุด เกตส์มีหุ้นไมโครซอฟท์น้อยลง 22%
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เกตส์เป็นเจ้าของหุ้นไมโครซอฟท์อยู่ประมาณ 7% ของหุ้นทั้งหมด และยังเป็นผู้ถือหุ้นบุคคลรายใหญ่ที่สุดของไมโครซอฟท์อยู่
ตอนนี้ยังไม่มีคำอธิบายใดๆ จากเกตส์ ทาง InformationWeek เดาว่าเหตุผลน่าจะตรงไปตรงมา คือ หุ้นไมโครซอฟท์ช่วงหลังมีผลตอบแทนไม่ดีนัก (ประมาณ 2.74% ในรอบ 5 ปีหลังสุด) เกตส์น่าจะโอนถ่ายทรัพย์สินของเขาไปลงทุนในกิจการที่ผลตอบแทนดีกว่า
ที่มา - InformationWeek
เมลินดา เกตส์ ภรรยาของบิล เกตส์ และผู้ร่วมก่อตั้ง Bill & Melinda Gates Foundation ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ New York Times
ประเด็นหลักของการสัมภาษณ์คืองานของเธอที่มูลนิธิ โดยโฟกัสไปเรื่องผู้หญิงและเด็กเป็นหลัก นอกจากนี้มีเรื่องชีวิตครอบครัว โดยเมลินดาบอกว่าตอนนี้เกตส์กลัวคนๆ เดียวคือลูกสาวคนเล็กวัย 8 ขวบ ส่วนคนอื่นนั้นเขาไม่สนใจ แม้จะเป็น Carlos Slim เศรษฐีชาวเม็กซิกันที่แซงเขาเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกก็ตาม
แต่ที่เป็นข่าวคือเมลินดาตอบคำถามเรื่องแอปเปิล คำตอบตรงไปตรงมา ผมยกมาลงแบบไม่ต้องแปลนะครับ
ในงานสัมมนา Techonomy ซึ่งเชิญนักคิดผู้มีอิทธิพลของโลกไฮเทคหลายคนมาแลกเปลี่ยนความเห็นถึงอนาคตของการศึกษา ที่โดดเด่นจนเป็นข่าวมีสองราย
รายแรกคือ Nicholas Negroponte หัวหน้าโครงการ OLPC ฟันธงชัดเจนว่า หนังสือแบบกระดาษจะเริ่มหมดความสำคัญลงไป ในอีก 5 ปีนับจากนี้ เขาดักคอว่า "หลังจากคนได้ฟังคำพูดของผมแล้วจะบอกว่า เป็นไปไม่ได้หรอก" เขายกตัวอย่างของฟิล์มถ่ายภาพ ซึ่งเคยมีคนพยากรณ์เอาไว้ และคนที่ปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้คือโกดัก ซึ่งตอนนี้ต้องรับสภาพความจริงไปเรียบร้อยแล้ว เขายังยกกรณี Amazon ระบุ ยอดขาย E-Book แซงหนังสือจริงแล้ว มาอ้างด้วย - TechCrunch
รายที่สอง บิล เกตส์ ไม่ได้ฟันธงชัดเจนว่าหนังสือกระดาษจะตาย แต่เขาบอกว่าในอีก 5 ปี มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกคืออินเทอร์เน็ต โดยเราสามารถฟังเลคเชอร์ที่ดีที่สุดในโลกได้ฟรีๆ เป็นจำนวนมาก โดยไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งใดแห่งหนึ่งในโลกสามารเทียบเคียงได้ เกตส์ยังเสริมว่าเราควรมีวิธีสอบวัดระดับและรับรองความรู้จากอินเทอร์เน็ต เขาบอกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนยังเป็นเรื่องจำเป็น แต่การศึกษาระดับอุดมศึกษาจะยึดติดกับสถานที่น้อยลง - TechCrunch
บิล เกตส์ ให้สัมภาษณ์กับ Larry King ของ CNN (พร้อมกับพ่อของเกตส์คือ William Henry Gates, Sr.) โดยมีประเด็นที่กล่าวถึงสตีฟ จ็อบส์, iPad และ Facebook ด้วย
เกตส์เริ่มจากการชมสตีฟ จ็อบส์ ว่าฉลาด และผลงานดีเยี่ยม เขาบอกว่าสนุกกับการมีคู่แข่งอย่างสตีฟมาก (ต้นฉบับใช้คำว่า sparring หมายถึง "คู่ซ้อม")
แต่สำหรับ iPad เกตส์บอกว่ามันยังไม่ดีพอที่เขาจะนำไปใช้ในห้องประชุม เพราะยังใช้กับปากกาไม่ได้ เขาบอกว่าแท็บเล็ตในอุดมคติต้องใช้ได้ทั้งปากกาและเสียงสั่งการ และตอนนี้มีอุปกรณ์ในแล็บ (คาดว่าหมายถึงแล็บของไมโครซอฟท์) ที่น่าจะทำงานได้จริงแล้ว
สุดท้ายเรื่อง Facebook เกตส์บอกว่าคอยดู Facebook ของลูกๆ อยู่เป็นระยะและยังไม่เจออะไรล้ำเส้น แต่พ่อของเกตส์บอกว่าทั้ง Facebook กับ Twitter ไม่เหมาะกับเขา และเขินที่จะเปิดเผยชีวิตส่วนตัวลงในบริการเหล่านี้
ที่มา - Gizmodo
คุณบิล เกตส์ได้กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ร่วมกับคุณวอร์เรน บัฟเฟตต์ และคุณชาร์ลี มังเกอร์ กับทาง FOX Business Network ว่า ไมโครซอฟท์กำลังสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวข้องกับแท็บเล็ตอยู่หลายโครงการ และคิดว่าการใช้ปากกาเป็นอินพุทซึ่งเป็นสิ่งที่ไมโครซอฟท์บุกเบิกนั้นจะได้รับความนิยมในหมู่นักเรียน (ต้นฉบับใช้ mainstream for students) โดยมันไม่ใช่แค่ให้ผู้ใช้อ่านได้อย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังสามารถสร้างเอกสารใหม่ได้ในขณะเดียวกันด้วย
คุณเกตส์ได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนการใช้ปากกาเป็นอินพุทมาอย่างยาวนาน ถึงแม้ในปัจจุบันการใช้การสัมผัสโดยเฉพาะกับไอแพดจะได้รับการตอบรับอย่างดีมากจากชาวอเมริกันก็ตาม เขาก็ยอมรับประเด็นนี้ในระหว่างสัมภาษณ์โดยกล่าวว่าแอปเปิลทำได้ดีเยี่ยม แต่เขาก็ยังคาดหวังว่าอุปกรณ์ที่ใช้ปากกาเป็นอินพุทนั้นจะยังคงเป็นที่สนใจของเหล่านักเรียนอยู่
ที่มา: Guru Focus ผ่าน TechFlash ผ่าน Engadget
รู้และว่าทำไมโครงการ Courier ถูกปิดตัว...ก็เพราะอาจไม่ได้เจาะกลุ่มตลาดนักเรียนนี่เอง! :P
ระหว่างที่คุณบิล เกตส์ให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ SFGate.com (เว็บหนังสือพิมพ์ออนไลน์ของ San Francisco Chronicle) ก็ถูกถามว่า
ครั้งหนึ่งคุณเคยบอกว่าคุณสตีฟ จ็อบส์จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แล้วคุณชอบไอแพดไหม? (You once said Steve Jobs could see the next big thing. Do you like the iPad?)
เขาได้ตอบไปว่า
ก็โอเคนะ ถึงแม้รูปแบบการใช้งานจะไม่ค่อยเด่นชัดซักเท่าไร แต่มันก็ดูดีทีเดียว คุณสตีฟ จ็อบส์ทำด้านการออกแบบได้ดี และไอแพดก็เป็นหนึ่งในนั้น (It's okay. The scenarios aren't that clear. But it's good looking. [Steve Jobs] does good design, and [the iPad] is absolutely a good example of that.)
ที่มา: SFGate.com ผ่าน Electronista
หวังว่าคุณเกตส์จะซื้อมาใช้สักเครื่อง :P
Jonathan Schwartz อดีตซีอีโอของซัน ที่เคยประกาศลาออกผ่าน Twitter หลังการควบกิจการของซันกับออราเคิลเสร็จสมบูรณ์ ได้เปิดบล็อก What I Couldn't Say… เล่าเรื่องที่เขาเคยเล่าไม่ได้ในตำแหน่งซีอีโอของบริษัท
เขียนบล็อกได้ไม่กี่ตอน ก็มีประเด็นให้เป็นข่าวเสียแล้ว เพราะเขาเล่าว่าในปี 2003 เมื่อซันเปิดตัวระบบเดสก์ท็อปสามมิติ Project Looking Glass เขาได้รับโทรศัพท์จากสตีฟ จ็อบส์ทันทีว่า เอฟเฟคต์สามมิตินั้นละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของแอปเปิล และขู่ว่าถ้าซันเริ่มขาย Looking Glass เมื่อไร เขาจะฟ้องซันแน่นอน
คำตอบของ Schwartz ในตอนนั้นคือ ขู่จ็อบส์กลับว่าโปรแกรม Keynote ของแอปเปิล เลียนแบบโปรแกรม Concurrence บนระบบปฏิบัติการ NeXTSTEP ของบริษัท Lighthouse Design (บริษัทเก่าของ Schwartz ซึ่งถูกซันซื้อกิจการในปี 1996 จ็อบส์นั้นชื่นชอบโปรแกรมนี้มาก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสั่งทำโปรแกรม Keynote ในภายหลัง) ทำให้จ็อบส์เงียบไป
นิตยสาร Forbes ได้ทำการจัดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นประจำทุกปี ในปีนี้บิล เกตส์ร่วงลงมาเป็นอันดับที่สอง หลังจากที่รวยเป็นอันดับหนึ่งในปีที่แล้ว โดยเกตส์มีมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากเดิม 40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็น 53 พันล้านดอลลาร์
สำหรับมหาเศรษฐีที่น่าสนใจรายอื่นๆ ในโลกไอทีก็มีรายชื่อและมูลค่าทรัพย์สินดังต่อไปนี้
- อันดับที่ 6 : Larry Ellison ซีอีโอของออราเคิล (28 พันล้านดอลลาร์)
- อันดับที่ 24 : Sergey Brin & Larry Page สองผู้ก่อตั้งกูเกิล (17.5 พันล้านดอลลาร์)
- อันดับที่ 33 : Steve Ballmer ซีอีโอของไมโครซอฟท์ (14.5 พันล้านดอลลาร์)
- อันดับที่ 43 : Jeff Bezos ซีอีโอของ Amazon (12.3 พันล้านดอลลาร์)
- อันดับที่ 117 : Eric Schmidt ซีอีโอของกูเกิล (6.3 พันล้านดอลลาร์)
- อันดับที่ 136 : Steve Jobs ซีอีโอของแอปเปิล (5.5 พันล้านดอลลาร์)
- อันดับที่ 212 : Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook (4 พันล้านดอลลาร์)
สำหรับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกปีนี้ได้แก่นาย Carlos Slim Helu มหาเศรษฐีเจ้าของธุรกิจสื่อสารในเม็กซิโก ส่วนมหาเศรษฐีชาวไทยมีติดอันดับสามท่านด้วยกันคือคุณเฉลียว อยู่วิทยาเจ้าของกระทิงแดง, คุณเจริญ สิริวัฒนภักดีเจ้าของบริษัทเบียร์ช้าง และคุณธนิน เจียรวนนท์ เจ้าของซีพี
ที่มา - Forbes
การเปิดตัว iPad ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ทั้งในทางบวกและทางลบ แม้ว่าสตีฟ จ็อบส์ อาจไม่สนใจเสียงวิจารณ์ของนักข่าว นักวิเคราะห์ หรือคอมเมนต์บนอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าเป็นบิล เกตส์ พูดถึง iPad ก็ต้องสนใจบ้างสิน่า
บิล เกตส์ บอกว่า "iPad นั้นไม่เวิร์ค" เขาบอกว่าเขาเป็นผู้สนับสนุนส่วนติดต่อผู้ใช้แบบสัมผัส และการอ่านหนังสือด้วยฟอร์แมตดิจิทัล แต่เขายังเชื่อเช่นกันว่า การป้อนข้อมูลด้วยปากกา เสียง และคีย์บอร์ด (ซึ่งเป็นวิธีป้อนข้อมูลที่เน็ตบุ๊กใช้) จะยังเป็นวิธีการป้อนข้อมูลมาตรฐานไปอีกนาน
เกตส์เปรียบเทียบ iPad กับ iPhone ว่า ตอนที่เขาใช้ iPhone เขาคิดว่า "ทำไมไมโครซอฟท์ไม่ตั้งเป้าไว้สูงแบบนี้" แต่สำหรับ iPad เขาไม่มีความรู้สึกว่า "ทำไมไมโครซอฟท์ไม่ทำอุปกรณ์แบบนี้บ้าง" แม้เขาจะบอกว่า iPad เป็นเครื่องอ่านหนังสือดิจิทัลที่ดีตัวหนึ่ง
ที่มา - BNET
TechCrunch ได้รับข่าวลือมาว่า เว็บไซต์ใหม่ของคุณบิล เกตส์ thegatesnotes.com ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นลีนุกช์ จึงได้ลองใช้ Netcraft ตรวจสอบ พบว่าเป็นเว็บไซต์ดังกล่าวทำงานทั้งบนลีนุกซ์และวินโดวส์ (โดยใช้ IIS 7.0 จัดการเว็บในฝั่งวินโดวส์) จึงเป็นไปได้ที่เว็บไซต์ดังกล่าวใช้ Akamai เชื่อมไปยังแหล่งคอนเทนต์สำรองในกรณีที่มีทราฟิกมากเกินเซิร์ฟเวอร์หลักจะรับไหว (รวมถึงการถูกโจมตีแบบ DDoS) และ Akamai นี้แหละที่ใช้ลีนุกซ์
เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมาก็เลยมีข่าวลือว่าไมโครซอฟท์ใช้ลีนุกซ์รันเว็บไซต์ microsoft.com ซึ่งความเป็นจริงก็ไม่ได้ต่างจากกรณีนี้เลย คือ ไมโครซอฟท์ใช้ Akamai ซึ่งรันบนลีนุกซ์ในการค้นหา (routing) เส้นทางรันส่งข้อมูล
ที่มา: TechCrunch
ต่อจาก Twitter (บิล เกตส์เปิดทวิตเตอร์แล้ว ชื่อ @billgates) บิล เกตส์ ได้เปิดเว็บไซต์ส่วนตัวชื่อว่า Gates Notes ซึ่งรวบรวมเอาโน้ตต่างๆ ที่เขาจดไว้
เกตส์บอกว่าหลังวางมือจากไมโครซอฟท์มาทำงานการกุศล มีคนถามเขาเยอะมากว่าเขากำลังทำอะไรอยู่ เขาเลยเอาโน้ตและอีเมลจำนวนมากที่เกิดจากการสนทนา และเรียนรู้กับผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ มาเผยแพร่สู่สาธารณะในเว็บไซต์นี้
เท่าที่ผมลองไล่ๆ ดูในบรรดาโน้ต มีทั้งสิ่งที่เกตส์คิด, สิ่งที่เกตส์กำลังเรียนรู้อยู่, บันทึกการเดินทาง และมีส่วนให้ผู้อ่านส่งคำถามไปยังบิล เกตส์ได้ด้วย ตัวอย่างเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในตอนนี้คือ Urgent Need for Help in Haiti ซึ่งเขาเขียนว่าได้ส่งความช่วยเหลือผ่านมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์แล้ว
ที่มา - TechFlash
คุณบิล เกตส์ได้เปิดทวิตเตอร์แล้ว ชื่อ @billgates ข้อความแรกที่ทวีตคือ "'Hello World,' Hard at work on my foundation letter--publishing on 1/25." แสดงถึงความเป็นอดีตโปรแกรมเมอร์ได้เป็นอย่างดี รีบ follow กันด่วน!
ที่มา: The Business Insider ขอขอบคุณคุณ tr ที่มาแจ้งข่าวใน Blognone Forum ด้วยครับ










