Whistend's blog
การฝึกสมองอาจจะช่วยให้ฉลาดขึ้นได้จริงๆ
Submitted by Whistend on 14 May, 2008 - 01:42. tags:งานวิจัยล่าสุดจากคณะจิตวิทยามหาวิทยาลัยมิชิแกน อาจจะเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงว่าการฝึกสมองช่วยให้เราฉลาดขึ้นได้จริง (ตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นความเชื่อซะมากกว่าครับ เพราะไม่มีงานวิจัยรองรับ)
งานนี้เรียกว่าสร้างความตื่นเต้นได้มากพอสมควรครับ เพราะงานวิจัยที่ผ่านๆมา ไม่มีงานไหนเลยที่สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ผลจากการฝึกอย่างหนึ่งสามารถส่งผ่านไปยังการทดสอบอีกแบบหนึ่งได้ เช่นฝึกในแบบฝึก A ก็จะทำแบบฝึก A เก่งขึ้น แต่พอไปทำแบบฝึก B ก็ง่อยพอๆกับคนไม่เคยฝึกแบบฝึก A มาก่อน
แต่ในงานวิจัยนี้พบว่าการฝึก “ความทรงจำเฉพาะหน้า” (แบบฝึก A) สามารถส่งผลต่อการทดสอบ “ความเฉลียวฉลาดแบบยืดหยุ่น” (แบบทดสอบ B) ได้ครับ และผลทดสอบที่เพิ่มขึ้นนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปริมาณการฝึกด้วย (ยิ่งฝึกเยอะยิ่งทดสอบได้คะแนนเพิ่มขึ้นเยอะ)
ชุดเสริมพละกำลังมนุษย์: ก้าวแรกสู่ชุดเกราะ Iron Man?
Submitted by Whistend on 7 May, 2008 - 02:11. tags:ข่าวจาก Scientific American ระบุว่า บริษัท CYBERDYNE จากประเทศญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในการสร้างชุดโครงภายนอก (exoskeleton) เพื่อใช้ในการเพิ่มพละกำลังของมนุษย์ และกำลังจะทำการผลิตเป็นจำนวนมากให้ได้ถึง 500 ชุด
เจ้าชุดที่ว่า (ชื่อว่า HAL; Hybrid Assistive Limb) ทำงานโดยการตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าบริเวณผิวหนัง (ซึ่งเกิดจากการสั่งการของสมองไปที่กล้ามเนื้อ) แล้วทำการคำนวณทิศทางและแรงที่มอเตอร์ของชุดจะทำงานเพื่อช่วยเสริมแรงของผู้สวมใส่ ซึ่งทาง CYBERDYNE ระบุว่าสามารถเพิ่มพละกำลังได้ตั้งแต่ 2-10 เท่า แล้วแต่รุ่นและจุดประสงค์ในการใช้งาน
ชุดดังกล่าวมีน้ำหนักประมาณ 23 กก. ให้พลังงานโดยแบตเตอรี่แรงดัน 100 โวลต์ และจุดประสงค์หลักคือใช้ในการช่วยฝึกแพทย์และนักกายภาพบำบัด, ช่วยเหลือคนพิการหรือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อลีบ (โดยใช้เป็นแขน-ขาเทียม), ใช้ขนของที่น้ำหนักมากๆ และใช้ในการกู้ภัย
ไอคิวเพิ่มได้จากการทำงาน
Submitted by Whistend on 6 May, 2008 - 22:19. tags:งานวิจัยจาก Duke University เผยว่า แม้ตอนเป็นวัยรุ่นเราจะมีไอคิวต่ำเตี้ยเรี่ยดินแค่ไหน ถ้าเลือกงานถูกก็จะทำให้ไอคิวสูงขึ้นได้
งานวิจัยนี้ได้เปรียบเทียบค่า IQ ของผู้เข้าร่วมจำนวน 1,036 คน ระหว่าง IQ ตอนอายุ 20 ต้นๆ (โดยใช้ข้อมูลจากการทดสอบไอคิว ตอนเข้าประจำการกองทัพสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2) กับ IQ ในปัจจุบัน (50 ปีให้หลัง) และทำการเปรียบเทียบลักษณะงานที่ทำหลังจากปลดประจำการ พบว่ากลุ่มที่ทำงานที่ต้องอาศัยสติปัญญา (เช่นงานที่ต้องทำงานหลายๆอย่างพร้อมกัน (multi-tasking) หรืองานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและการจัดระบบ รวมถึงงานที่ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ) และงานที่ต้องติดต่อสื่อสารกับผู้คน มี IQ เพิ่มขึ้น ในขณะทีกลุ่มที่ทำงานใช้แรงงานจะมี IQ ต่ำลง
ทั้งนี้นอกจากจะมี IQ สูงขึ้นแล้ว กลุ่มที่ทำงานแบบใช้่สมอง มีความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อม (เช่นโรคอัลไซเมอร์) น้่อยลงด้วย
ที่น่าสนใจก็คือ IQ ที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่เกี่ยวข้องกับค่า IQ ตั้งต้น คือ แม้แต่กลุ่มที่มี IQ ตอนหนุ่มๆอยู่ในช่วงต่ำสุด (อยู่ใน fourth quartile) ถ้าไปทำงานที่ต้องใช้สมอง ก็ยังมีค่า IQ สูงขึ้นขนาดติดอันดับต้นๆ และมีสมองที่มีสุขภาพดีได้
แบบนี้สินะครับ ที่เขาเรียกว่า “หัวเราะทีหลังดังกว่า” :)
ที่มา: Time
บทคัดย่อ: วารสาร Neurology
ใครว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้?
Submitted by Whistend on 11 April, 2008 - 03:54. tags:งานวิจัยล่าสุดระบุว่าเงินสามารถซื้อความสุขได้จริงๆครับ… ด้วยการใช้เงินนั้นเพื่อคนอื่น หรือบริจาคให้กับการกุศล
งานวิจัยดังกล่าว (ตีพิมพ์ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 21 มีนาคม 2008) ระบุว่า จากการสำรวจรายได้ และการใช้จ่ายของกลุ่มตัวอย่างจำนวน 632 คน พบว่าการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียวที่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับระดับความสุข คือการใช้จ่ายเพื่อสังคม (เช่นซื้อของขวัญให้คนอื่น หรือบริจาคให้การกุศล) ซึ่งพบว่ามีผลในระดับที่ใกล้เคียงกับการได้ขึ้นเงินเดือนเลยทีเดียว และเมื่อทำการเปรียบเทียบระดับความสุขก่อนและหลังได้รับโบนัสของพนักงานบริษัทจำนวน 16 คน พบว่ากลุ่มที่ใช้เงินโบนัสส่วนใหญ่เพื่อคนอื่น ก็มีความสุขเพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มที่ใช้จ่ายเพื่อตัวเอง
ยังไม่จบแค่นี้ครับ… ทีมวิจัยทีมเดิม จาก Harvard Business School และ University of British Columbia,Vancouver ยังได้ทดลองต่อ โดยการสุ่มให้เงิน 5$ หรือ 20$ กับนักศึกษาจำนวน 46 คน
แล้วบอกให้กลุ่มแรกเอาไปใช้ซื้อของให้ตัวเอง และอีกกลุ่มให้เอาไปซื้อของให้เพื่อน
ซึ่งก็ได้ผลว่า กลุ่มที่ถูกมอบหมายให้เอาไปซื้อของให้เพื่อน มีระดับความสุขสูงกว่ากลุ่มที่ใช้เงินเพื่อตัวเองเช่นกัน
ที่น่าสนใจก็คือ ระดับความสุขที่เพิ่มขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับจำนวนเงินที่ได้รับ หรือจำนวนที่ใช้ไป
แปลว่าแค่ได้ใช้เงินเพื่อคนอื่นก็ช่วยเพิ่มความสุขได้แล้วครับ จะมากหรือน้อยไม่สำคัญ
ปล. ใครอ่านข่าวนี้แล้วอยากมีความสุขก็ส่งเงินมาให้ผมได้นะครับ :P
ที่มา: Nature News, Scientific American
บทคัดย่อ: Science: Spending Money on Others Promotes Happiness
แพทย์ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบผ่านทางช่องคลอด
Submitted by Whistend on 6 April, 2008 - 01:04. tags:เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2551 ทีมศัลยแพทย์จาก University of California San Diego Medical Center ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดไส้ติ่งอักเสบผ่านทางช่องคลอดของผู้ป่วย เป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา (ข่าวไม่ได้ระบุว่าเคยมีที่ประเทศอื่นมาก่อนรึเปล่าครับ)
โดยเทคนิคในการผ่าตัดนี้มีชื่อว่า “NOTES” (Natural Orifice Translumenal Endoscopic Surgery; การผ่าตัดโดยใช้กล้องส่องภายใน ผ่านทางช่องเปิดตามธรรมชาติ) ซึ่งกระบวนการก็ตรงตัวตามชื่อครับ คือเป็นการผ่าตัดโดยการสอดกล้องเข้าไปทางช่องเปิดตามธรรมชาติของมนุษย์ เช่น ช่องปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก แล้วเจาะรูผ่านทางช่องเปิดนั้นๆเพื่อเข้าสู่ช่องท้อง แล้วทำการผ่าตัดที่อวัยวะเป้าหมาย (เช่นไส้ติ่ง หรือถุงน้ำดี)
ซึ่งเทคนิคดังกล่าวนี้มีข้อดีคือไม่ต้องผ่าเปิดช่องท้อง หรือผ่าแผลเล็กมากๆในระดับไม่กี่มิลลิเมตร เพื่อสอดกล้องเข้าไปช่วยบอกตำแหน่งเื้ท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดน้อยลง และสร้างความเจ็บปวดน้อยกว่าการผ่าตัดตามปกติ (เมื่อให้ผู้ป่วยที่ผ่าตัดครั้งนี้ให้คะแนนความเจ็บปวดหลังผ่าตัดจาก 1-10 ปรากฏว่าเธอให้คะแนนแค่ 0.5-1 คือแทบไม่รู้สึกอะไรเลย) และนอกจากนั้นยังช่วยให้ใช้เวลาพักฟื้นน้อยลงด้วย
ปล. งานนี้ผู้หญิงได้เปรียบผู้ชายครับ เพราะท่อปัสสาวะของท่านชายมีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะสอดกล้องเข้าไปได้ เลยมีช่องเปิดให้สอดกล้องเข้าไปได้น้อยกว่าผู้หญิง 1 ช่อง (ฮา)
(จะว่าไป ถ้าเกิดผ่าผ่านทางทวารหนัก แล้วเกิดเย็บช่องที่เจาะไว้ไม่ดี ของเสียทะลักเข้าช่องท้องนี่คงสยองดีพิลึกนะครับ…)
ที่มา: Science Daily
รายละเอียดเพิ่มเติมของเทคนิค NOTES: Nature Clinical Practice (โหลด PDF มาอ่านได้ฟรีครับ)
ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่กินยาปฏิชีวนะเป็นอาหาร
Submitted by Whistend on 4 April, 2008 - 21:47. tags:ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Science ฉบับวันที่ 4 เมษายน 2008 Guatam Dantas และคณะนักวิจัย จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียในพื้นดินที่สามารถย่อยสลายยาปฏิชีวนะ (หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า ยาฆ่าเชื้อ) ได้ แถมยังกินยาปฏิชีวนะเป็นอาหารหลักอีกตะหาก
ซึ่งเจ้าเชื้อดังกล่าวนี้มีความดื้อยาปฏิชีวนะสูงมาก และสามารถกินได้ทั้งยาปฏิชีวนะที่ได้จากธรรมชาติ (เช่นเพนนิซิลิน) และยาปฏิชีวนะสังเคราะห์ รวมถึงยารุ่นใหม่ๆด้วย
จากยา 18 ขนานที่ผู้วิจัยทดลองใช้ พบว่ามีถึง 13-17 ชนิดที่เจ้าแบคทีเรียนี้สามารถใช้เป็นอาหารได้
ทั้งนี้ทีมวิจัยพบว่าเชื้อที่มีคุณสมบัติดังกล่าวนี้มีอยู่หลายสายพันธุ์, พบได้ในหลายพื้นที่ และมีความเกี่ยวพันกับเชื้อที่ก่อโรคทั้งในคนและสัตว์ นอกจากนั้นเจ้าเชื้่อพวกนี้อาจจะเป็นแหล่งที่มาของยีนดื้อยาปฏิชีวนะที่พบในเชื้ออื่นๆ รวมถึงอาจทำให้เชื้ออื่นๆดื้อยามากขึ้นได้ด้วย (เนื่องจากแบคทีเรียสามารถกินซากของแบคทีเรียตัวอื่น แล้วเอายีนของแบคทีเรียตัวนั้นๆมารวมเข้าในจีโนมของตัวเองได้)
ซึ่งถ้าหากว่าเจ้าเชื้อนี้เกิดมีพิษสงในการก่อโรคร้ายแรง แล้วเกิดการระบาดขึ้นมาก็คงเป็นเรื่องใหญ่ล่ะครับ
เพราะถ้ายาปฏิชีวนะทำอะไรมันไม่ได้ ก็เรียกได้ว่าแทบไม่มีทางจะทำอะไรมันได้เลย…
(นึกถึงภาพสมัยไข้ทรพิษระบาดในยุโรป ตอนยังไม่มีการค้นพบเพนนิซิลินขึ้นมาเลยล่ะครับ)
ที่มา: Science Magazine
บทคัดย่อ (ต้องเป็นสมาชิกถึงจะอ่านเอกสารฉบับเต็มได้ครับ)
งานวิจัยใหม่เผย หลับกลางวันแค่ 5 นาทีก็ช่วยให้ความจำดีขึ้นได้
Submitted by Whistend on 30 March, 2008 - 00:13. tags:เป็นที่รู้กันในกลุ่มนักวิจัยด้านสมองมาหลายปีแล้ว ว่าการนอนหลับทั้งก่อนและหลังการเรียนรู้นั้นมีผลช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน และการอดหลับอดนอนทั้งในคืนก่อนการเรียนและหลังการเรียนมีผลให้การเรียนรู้ในวันนั้นๆแย่ลง
แต่งานวิจัยใหม่โดย Olaf Lahl และคณะจากมหาวิทยาลัย Dusseldorf ประเทศเยอรมนี (ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Sleep Research ฉบับเดือนมีนาคม 2008) พบว่า นอกจากการนอนหลับตามปกติแล้ว การงีบหลับในตอนกลางวันหลังจากการเีรียน ก็ช่วยให้จำสิ่งที่เรียนไปได้ดีขึ้นเช่นกัน
จากงานวิจัยระบุว่า กลุ่มตัวอย่างที่ได้งีบหลับเป็นเวลาเฉลี่ย 5-6 นาที (กลุ่ม “งีบสั้น”) สามารถจำคำศัพท์ที่เรียนไปช่วงก่อนที่จะงีบหลับได้ดีกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และกลุ่มที่ได้หลับเป็นเวลาเฉลี่ย 35 นาที (กลุ่ม”งีบยาว”) ก็สามารถจำคำศัพท์ได้เพิ่มมากขึ้นอีก
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นครั้งแีรกที่มีการทดสอบผลของการ”งีบหลับ”ในระยะเวลาสั้นมากๆ โดยงานวิจัยก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ จะให้ผู้เข้าร่วมการทดลองนอนกลางวันหลังการเรียนเป็นเวลา 1-3 ชม. ซึ่งก็พบว่าช่วยเพิ่มความจำได้เช่นกัน
ทั้งนี้ปัจจุบันยังไม่มีการวิจัยเป็นที่แน่ชัด ว่างีบหลับเป็นเวลาเท่าไหร่ถึงจะไ้ด้ผลดีที่สุด (30 นาที? 1 ชม.? ชั่วโมงครึ่ง?) แต่ในอนาคตอาจจะมีคนทำวิจัยมาให้ได้รู้กันครับ
ที่มา - Scientific American
อ่านบทคัดย่อของเอกสารงานวิจัยชิ้นนี้ได้ที่ Blackwell Synergy
(สามารถกด Full Text HTML หรือ PDF เพื่ออ่านเอกสารงานวิจัยฉบับเต็มได้ครับ)
บริษัทผลิตชิปจากยุโรปเปิดตัวชิปสำหรับตรวจเชื้อไข้หวัดนก
Submitted by Whistend on 26 March, 2008 - 07:30. tags:STMicro บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ชิปชั้นนำจากยุโรป (พัฒนาร่วมกับห้องปฏิบัติการ Veredus ในสิงคโปร์) ประกาศว่าได้พัฒนาชิปที่สามารถตรวจจับเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆ รวมถึงไข้หวัดนก H5N1
โดยชิป Vereflu นี้มีขนาดเล็กเท่าเล็บหัวแม่มือ ทำงานโดยการตรวจจับสารก่อโรค (pathogens) และสารพันธุกรรมของไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆในเลือดหรือสารคัดหลั่งจากโพรงจมูกได้ในการตรวจครั้งเดียว โดยใช้เวลารอผลเพียงสองชั่้วโมง
ตามข่าวระบุว่าชุดตรวจไข้หวัดที่ใช้อยู่ปัจจุบันสามารถตรวจได้ครั้งละ 1 สายพันธุ์เท่านั้น และกว่าจะรู้ผลก็ใช้เวลาเป็นวันถึงเป็นอาทิตย์
ซึ่งนอกจากจะนำไปใช้ตามโรงพยาบาลเพื่อตรวจผู้ป่วยที่ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อแล้ว ก็น่าจะเอาไปใช้ตรวจผู้โดยสารตามด่านตม.ในสนามบินได้ด้วย เวลามีการระบาดขึ้นที่ไหนก็น่าจะคัดกรองผู้โดยสารได้สะดวกมากขึ้น
(แต่เสียเวลาตรวจ 2 ชม. ก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน)
ที่มา: Reuters




