ชี้ปัจจัยวัดความสำเร็จของธุรกิจปัจจุบันอยู่ที่ แพลตฟอร์มการทำงานแบบโมบิลิตี้ที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ เทรนด์ บิสสิเนส โมบิลิตี้ ในปัจจุบัน
เปิดตัว วีเอ็มแวร์ ไอเดนติตี้ เมเนเจอร์ แอดวานซ์ เอดิชั่น (VMware Identity Manager Advanced Edition) โซลูชั่นรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับระบุตัวตนผู้ใช้งานในองค์กรที่มาในรูปแบบเซอร์วิส (Identity-as-a-Service หรือ IDaaS) ซึ่งเป็นโซลูชั่นตัวแรกของตลาดที่พร้อมตอบโจทย์การบริหารจัดการการทำงานแบบโมบายและการรักษาความปลอดภัยแก่ข้อมูลองค์กรที่ดีที่สุด
อีซี่บาย และ โรงพยาบาล สมิติเวช สุขุมวิท องค์กรธุรกิจชั้นนำ ที่นำหน้าตลาดด้วยการใช้งานแพลตฟอร์มเทคโนโลยีบิสสิเนสโมบิลิตี้ จากวีเอ็มแวร์
วีเอ็มแวร์ ผู้นำด้านโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานเวอร์ชวลไลเซชั่นและคลาวด์ แถลงวิสัยทัศน์ด้าน บิสสิเนส โมบิลิตี้ (business mobility) พร้อมนำเสนอชูโซลูชั่น บริการ และพันธมิตรใหม่ ที่พร้อมเสริมประสิทธิภาพองค์กรธุรกิจไทย ด้วยกลยุทธ์การบุกตลาด นำมาสู่ทางเลือกเพื่อการบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบองค์รวม ที่มีรากฐานจากโครงสร้างพื้นฐานของวีเอ็มแวร์ ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบใหม่โดยเฉพาะ อันสามารถตอบสนองการทำงานของทุกแอพลิเคชั่นได้อย่างไร้ที่ติไม่ว่าจะใช้งานผ่านดีไวซ์ใดๆ
IDC เอเชียแปซิฟิก คาดการณ์ว่าภายในปี 2559 อุตสาหกรรมของเอ็นเทอร์ไพรซ์โมบิลิตี้โซลูชั่นที่ตรวจสอบได้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งรวมเหล่าแอพลิเคชั่น ดีไวซ์ ระบบรักษาความปลอดภัย มิดเดิลแวร์ และเซอร์วิสทั้งหลาย จะมีอัตราการขยายตัวถึง 16.1 เปอร์เซนต์ จนมีมูลค่าสูงถึง 384 ดอลลาห์สหรัฐ ประเทศไทยถือเป็นตลาดผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน ด้วยจำนวนผู้ใช้ 24 ล้านคน โดยมีการคาดการณ์ว่าในสิ้นปี 2558 นี้ อัตราผู้ใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทยจะเข้าสู่ระดับ 50 เปอร์เซนต์ของประชากรทั้งประเทศ ด้วยบรรดาธุรกิจในประเทศไทยเริ่มตระหนักถึงโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการเชื่อมต่อกับวิถีการทำงาน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากว่า 50 เปอร์เซนต์ขององค์กรธุรกิจชั้นนำ 100 องค์กรของประเทศไทย จะหันมาเลือกใช้กลยุทธ์การให้ความสำคัญกับโมบายเป็นอันดับแรก (โมบาย-เฟิร์ส)
ชารลส์ รี้ด แอนเดอร์สัน หัวหน้าด้าน Mobility และ IoT แห่ง IDC เอเชียแปซิฟิก ระบุว่า “ตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างประเทศไทย อยู่ในช่วงแรกของการปรับตัวสู่วิถีแบบโมบาย กว่า 80 เปอร์เซนต์ขององค์กรในตลาดดังกล่าว ยังไม่มีระบบโครงสร้างที่จะรับมือเทคโนโลยีในยุคแพล็ตฟอร์มที่สาม ซึ่งได้แก่ โมบิลิตี้ คลาวด์ โซเชียล และบิ้กดาต้า อนาไลติก ด้วยเหตุนี้ความสามารถในการแข่งขันขององค์กรเหล่านี้จึงยังอยู่ในระดับต่ำ โดยในอีก 18 เดือนข้างหน้าถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างมากในการที่บรรดาบริษัทต่างๆ จะต้องเร่งพัฒนาและลงทุนด้านโมบิลิตี้ขององค์กร บริษัทส่วนใหญ่ต่างให้ความสำคัญต่อดีไวซ์และการนำดีไวซ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน (BYOD) มากเกินไป สิ่งที่จำเป็นคือลงทุนในด้านระบบรักษาความปลอดภัย มิดเดิลแวร์ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมที่เอื้อต่อการแข่งขันทางธุรกิจที่ดียิ่งขึ้น”
ในปัจจุบันองค์กรธุรกิจต่างต้องเผชิญกับความท้าทาย 2 ประเด็น ได้แก่ การสร้างช่องทางการทำงานที่สามารถระบุตัวตนผู้ใช้ได้และมีความปลอดภัยให้แก่ทรัพยากรบุคคลขององค์กรที่ทำงานแบบโมบายมากขึ้นทุกวัน และการบริหารจัดการกับความหลากหลายของแอพลิเคชั่น ดาต้า และดีไวซ์ ที่เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเทคโนโลยีสารสนเทศในแบบเก่า ไม่สามารถตอบโจทย์เทรนด์เหล่านี้ได้ เพราะระบบควบคุมดูแลรักษาความปลอดภัยของเน็ตเวิร์กที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อยุคสมัยของ คไลเอ็นท์ เซิร์ฟเวอร์ ไม่สามารถใช้ได้ในยุคสมัยแห่งโมบายคลาวด์อีกต่อไป เมื่อระบบเทคโนโลยีสารสนเทศไม่สามารถควบคุมดูแลรูปแบบการใช้งานปลายทางของผู้ใช้ การควบคุมตัวตนของผู้ใช้จึงกลายมาเป็นรากฐานที่จำเป็นเพื่อให้องค์กรทำงานได้อย่างมีโมบิลิตี้ (business mobility) ในที่สุด
เพื่อการช่วงชิงโอกาสทางธุรกิจจากวิถีการทำงานแบบโมบายที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย บริษัทชั้นนำ อาทิ อีซี่บาย และโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เชื่อมั่นและเลือกใช้โซลูชั่นด้านบิสสิเนสโมบิลิตี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานของตน วีเอ็มแวร์เสริมสร้างความคล่องตัวและว่องไวในการปฏิบัติงานของพนักงานของอีซี่บายด้วยระบบซอฟต์โฟนหรือบริการโทรออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ใช้ได้จากทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งเอื้อแก่การให้บริการลูกค้าขององค์กรกว่า 2 ล้านคนอย่างประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยลดต้นทุนปฏิบัติการประจำปีลงได้ถึง 20 ล้านบาท นอกจากนี้โซลูชั่นจากวีเอ็มแวร์ช่วยให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท สามารถเข้าถึงข้อมูลของคนไข้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ถือเป็นการเสริมประสิทธิภาพในการดูแลคนไข้ได้อย่างทั่วถึงและทันท่วงที
ดร. ชวพล จริยาวิโรจน์ ผู้อำนวยการอาวุโสประจำประเทศไทยและประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท วีเอ็มแวร์ จำกัด กล่าวว่า “บิสสิเนสโมบิลิตี้เป็นมากกว่าพัฒนาการทางเทคโนโลยี แต่คือโอกาสในการปฏิวัติการดำเนินการของธุรกิจที่แท้จริง ซึ่งคาดว่าบิสสิเนสโมบิลิตี้จะเป็นปัจจัยที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจในทศวรรษที่กำลังจะมาถึง ทั้งนี้ด้วยอัตราการลงทุนด้านไอซีทีที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 10.6 เปอร์เซนต์ ในประเทศไทยในปีนี้ ความต้องการในการใช้เทคโนโลยีที่ให้ทั้งประสิทธิภาพอีกทั้งตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้และวิถีการทำงานแบบโมบายที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วย่อมมีอัตราสูงขึ้นตามไปด้วย”
โซลูชั่น บิสสิเนส โมบิลิตี้ ใหม่ล่าสุดของวีเอ็มแวร์ ทำงานเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานแบบคลาวด์ ซึ่งรวมไปถึง ระบบรักษาความปลอดภัยแบบโมบาย, โครงสร้างพื้นฐานสำหรับเวอร์ช่วลเดสก์ท็อป และโซลูชั่นเพื่อการบริหารจัดการอุปกรณ์โมบายระดับองค์กร (Mobile Enterprise Management) ซึ่งปัจจุบันโซลูชั่นเหล่านี้ได้รับความไว้วางใจและเลือกใช้งานจากผู้บริหารระดับสูงทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
วีเอ็มแวร์ เอ็นเอสเอ็กซ์ เพื่อความปลอดภัยของเน็ตเวิร์กองค์กรด้วยไมโคร-เซ็คเมนเทชั่นล้ำสมัย
ด้วยนวัตกรรมการแบ่งเครือข่ายเน็ตเวิร์กแบบไมโคร-เซ็คเมนเทชั่น วีเอ็มแวร์ เอ็นเอสเอ็กซ์ เมื่อปรับใช้ร่วมกับระบบบริหารจัดการดีไวซ์แบบโมบาย “แอร์วอร์ช” (AirWatch Enterprise Mobility Management) หรือวีเอ็มแวร์ ฮอไรซอน (VMware Horizon) สามารถแก้ปัญหาความปลอดภัยด้านการเข้าถึงข้อมูลในดาต้าเซ็นเตอร์เกินขอบเขตได้ ไมโคร-เซ็คเมนเทชั่นช่วยตรวจจับและเข้าหยุดการทำงานของอุปกรณ์แบบเวอร์ช่วลได้โดยการปิดล้อมอุปกรณ์เหล่านั้นออกเป็นส่วนๆ ซึ่งทำให้หากส่วนใดเกิดมีภัยขึ้น ก็จะไม่กระทบต่อส่วนอื่นๆ และในที่สุดก็จะสามารถจัดการหยุดยั้งผู้รุกล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตอบโจทย์ยุคสมัย โมบาย-คลาวด์ ด้วยโซลูชั่นระบุตัวตนผู้ใช้อย่างชาญฉลาด
ภายในงาน VMworld 2015 งานแสดงโซลูชั่นด้านเวอร์ชวลไลเซชั่นและคลาวด์ระดับโลกของวีเอ็มแวร์ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงวันที่ 30 สิงหาคม – 3 กันยายนที่ผ่านมา วีเอ็มแวร์ได้เปิดตัว วีเอ็มแวร์ ไอเดนติตี้ เมเนเจอร์ แอดวานซ์ เอดิชัน (VMware Identity Manager Advanced Edition) โซลูชั่นรุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับระบุตัวตนผู้ใช้งานในองค์กรที่มาในรูปแบบเซอร์วิส (Identity-as-a-Service หรือ IDaaS) โดยเป็นโซลูชั่นแบบบูรณาการที่เพรียบพร้อมไปด้วยระบบการบริหารจัดการการใช้งานแบบโมบิลิตี้และระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับองค์กรในระดับชั้นนำ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการใช้งานที่ง่ายและเสถียร ผู้ใช้สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชั่นทั้งในเว็บไซต์ โทรศัพท์เคลื่อนที่และเดสก์ท็อปผ่านบราวเซอร์ได้อย่างรวดเร็วผ่านเพียงสัมผัสเดียว ด้วยรูปแบบที่ยืดหยุ่นต่อผู้ใช้งานผ่านคลังแอพลิเคชั่นแบบบริการตัวเองนี้เอง บุคลากรขององค์กรจึงสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างผลิตภาพได้มากยิ่งขึ้น ถือเป็นมิติใหม่แห่งประสบการณ์ของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง โดย วีเอ็มแวร์ ไอเดนติตี้ เมเนเจอร์ แอดวานซ์ เอดิชัน นี้พิเศษกว่าเดิม ด้วยเป็นโซลูชั่นที่สมบูรณ์ด้วยตัวเอง ไม่ต้องขึ้นกับฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ใดๆ จึงพร้อมเสริมพลังผู้ใช้ผ่านเบราเซอร์บนดีไวซ์รูปแบบใดก็ได้ ทั้ง โครม แมค และวินโดวซ์ โดยปัจจุบัน มีจำหน่ายแล้ว ในรูปแบบคลาวด์เซอร์วิส หรือแพล็ตฟอร์มแบบเฉพาะเจาะจงเพื่อใช้งานร่วมกับแอร์วอร์ช
ในช่วงต้นปี 2558 ที่ผ่านมา บริษัท AirWatch (ภายใต้ วีเอ็มแวร์) ร่วมกับ Box, Cisco, Salesforce, Workday และ Xamarin ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาโซลูชั่นการจัดการการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ภายในองค์กร ได้ร่วมสร้างมาตรฐานสำหรับการพัฒนาแอพพลิเคชั่นขององค์กร ที่ชื่อ ACE (App Configuration for Enterprise) ทำให้ฝ่ายไอทีสามารถพัฒนาแอพพลิเคชั่นขององค์กรสำหรับใช้งานบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้นและมีความปลอดภัย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ วีเอ็มแวร์ได้ ประกาศเปิดตัวผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นใหม่จำนวนทั้งสิ้น 15 ราย ที่เป็นพันธมิตรและพร้อมพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้เป็นไปตามมาตรฐาน ACE ประกอบไปด้วย bigtincan, Deputy, DocuSign, Dropbox, Everbridge, Imprivata, Kony, Lua, MicroStrategy, OnBase by Hyland, ScrollMotion, ServiceMax, Showpad, Syncplicity by EMC และ Webalo ทั้งนี้เมื่อผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นใช้มาตรฐาน ACE แล้ว ผู้ใช้จะสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเพื่อใช้งานเข้าถึงข้อมูลขององค์กรได้ทันทีและมีความปลอดภัยต่อองค์กร