ตอบสนองเทรนด์ของการเพิ่มและขยายศักยภาพดาต้าเซ็นเตอร์ เพิ่มศักยภาพการพัฒนาระบบประมวลผลจากแพลตฟอร์มที่สองสู่แพลตฟอร์มที่สาม
ไอดีซีมีการคาดการณ์ว่าภายในปี 2557 5 เปอร์เซ็นต์ของการเติบโตด้านไอทีมาจากสองอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันมากคือ การลงทุนในระบบไอทีเดิมหรือในแพลทฟอร์มที่สอง (2nd platform) ที่การใช้งานเป็นแบบไคล์เอ้น เซิร์ฟเวอร์และเว็บ มีการเติบโตน้อยมากอยู่ที่ประมาณ 0.7 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ทิศทางการลงทุนสำหรับ 3rd Platform ที่อยู่ในช่วงของการถ่ายโอนเทคโนโลยีการประมวลผลให้รองรับการทำงานระบบคลาวด์ โมบิลิตี้ บิ๊ก ดาต้า โซลูชั่นสำหรับโซเชียล มีเดียต่างๆ และการให้บริการในรูปแบบแพลทฟอร์ม แอส อะ เซอร์วิส (Platform as a service) ที่จะมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่นจำนวนมหาศาลและนำมาตอบโจทย์ธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อความต้องการของยูสเซอร์พันๆ ล้านราย จะสูงถึง 15 เปอร์เซ็นต์
ผลสำรวจ ของ EMC Digital Universe คาดการณ์อัตราการเติบโตของ บิ๊ก ดาต้า ว่าจะเติบโตถึง 40 ZB ภายในปี พ.ศ. 2563 จากการคาดการณ์นี้ทำให้ธุรกิจต้องมองหาวิธีการที่จะปรับเปลี่ยนการบริหารและการนำเสนอข้อมูลที่สามารถปรับขยายได้ตามอัตราการเติบโตที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และแน่นอนว่าองค์กรธุรกิจในวันนี้ต้องการใช้ศักยภาพของพับบลิค คลาวด์ อย่างไร้ข้อจำกัด กล่าวได้ว่าธุรกิจต้องการสภาพแวดล้อมของระบบสารสนเทศที่พร้อมที่จะทำงานได้อย่างไร้ข้อจำกัด และ 3rd Platform เป็นทิศทางสำหรับคำตอบนั้นที่จะทำให้ระบบสามารถสนับสนุนการใช้งานของยูสเซอร์และแอพพลิเคชั่นเป็นล้านๆ แบบ ไม่ว่าจะเป็นด้านความเสถียรภาพ ในรูปแบบของโมบิลิตี้ และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสภาพแวดล้อมการใช้งานในทุกรูปแบบ
คุณนฐกร พจนสัจ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท อีเอ็มซี อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ธุรกิจต้องการความสะดวก รวดเร็วในการแข่งขันทางธุรกิจ ที่ผ่านมาการลงทุนด้านโครงสร้างสารสนเทศอาจจะถูกล็อคให้อยู่กับแพลทฟอร์มใดแพลทฟอร์มหนึ่ง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดน้อยลงหรือช้ากว่าที่ควรจะเป็น เพราะไม่สามารถใช้ระบบอื่นๆ ได้ EMC ViPR เป็นโซลูชั่นที่ช่วยปลดล๊อคการทำงานข้ามแพลทฟอร์ม สำหรับดาต้า เซ็นเตอร์ที่มีสตอเรจหลากหลายแบรนด์ ในวันนี้สามารถใช้งานสตอเรจทุกแพลทฟอร์มได้ เพราะ ViPR เป็น Software Defined-Storage ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงการทำงานของทุกแพลทฟอร์ม ด้วยสถาปัตยกรรมเปิดรายแรกที่เปลี่ยนสตอเรจที่มีให้ใช้ง่าย ขยายได้ ลดค่าใช้จ่าย พร้อมรองรับการพัฒนาระบบไปสู่แพลตฟอร์มที่สาม
คุณนฐกรกล่าวเสริมว่า ระบบสารสนเทศได้กล่าวเข้าสู่ยุคซอฟต์แวร์กำหนดทุกสิ่ง (Software Defined-Everything) และเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายอย่างรวดเร็ว และ ปีพ.ศ. 2557 เป็นปีของซอฟต์แวร์กำหนดทุกสิ่ง โดยอุตสาหกรรมจะนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ด้วยความระมัดระวัง องค์กรขนาดใหญ่และผู้ให้บริการจะกดดันให้มีการกำหนดนิยามที่ชัดเจนเมื่อมีการปรับใช้เทคโนโลยีนี้ ระบบสารสนเทศประกอบด้วย 3 ส่วนคือ ส่วนประมวลผล (compute) เครือข่าย (network) และ ส่วนจัดเก็บข้อมูล (storage) ซึ่งทั้ง 3 ส่วนประกอบนี้มีการพัฒนาไปสู่ software-defined อย่างเป็นอิสระต่อกัน เราจะได้ยินคำว่า software-defined storage, software-defined compute และ software-defined network อย่างมีนัยยะสำคัญ และสำหรับผู้ให้บริการแล้ว เขาสามารถนำเทคโนโลยี software-defined มาสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับผู้ให้บริการ public cloud ในปัจจุบัน ทำให้สามารถนำเสนอบริการบน cloud แบบใหม่ด้วยสถาปัตยกรรมสตอเรจแห่งอนาคต นอกจากนี้เจ้าของผลิตภัณฑ์บางรายจะยังคงนำสตอเรจรุ่นเก่าหรือสตอเรจที่มีมานำเสนอในลักษณะ SDS โดยสรุปในปี พ.ศ. 2557 เราจะได้เห็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศยอมรับนิยามที่ชัดเจนของ software-defined และจะมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ software-defined แท้ นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศและผู้ให้บริการจะก้าวไปสู่โลกแห่ง software-defined และเราจะได้เห็นการให้บริการในรูปแบบ Platform-as-a-service ด้วยเช่นกัน