ถ้าเกิดผมอยากสร้างเวบที่มี Function ประมาณ Facebook จะต้องเตรียมงบประมาณเท่าไหร่ครับ?
(ราคา รวม Hardware + สัญญา Maintanance 2 ปี)
โดยที่ของผมจะเป็นระบบปิด คือมิได้เปิดให้ Third Party มาสร้าง Application

ผมจบปริญญาตรีเศรษฐศศาสตร์มา
ทำงานด้านการตลาดได้ 3ปี
จึงลาออกมาเพื่อสร้าง Social Network ที่ดีทีสุดในโลก
(หลังจากที่ศึกษาความสำเร็จของธุรกิจที่ผมประทับใจ ซึ่งได้แก่, Google, Apple, Pixar, Toyota)

ผมออกแบบ GRaphic ทั้งหมดด้วยตัวเอง
และได้เริ่ม Test กลับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งได้ผลตอบรับที่ค่อนข้างดี
แต่ตอนนี้ ติดอยู่แค่สองเรื่อง

  1. เรื่องงบประมาณ ว่าต้องเตรียมเงินทุน ค่า Web Production เท่าไหร่ เพื่อให้เวบอยู่ได้อย่างต่ำ 2 ปี

  2. หาคนที่เขียน PHPเก่ง และมีไฟที่จะสร้าง Social Network ที่ดีที่สุดในโลก
    มาช่วยเป็น Project Manager เพื่อประสานงานกับบริษัท Program ที่ผมจะไปจ้าง (มีใครสนมั้ยครับ?)

ขอคำแนะนำด้วยครับ
ขอบคุณครับ

จาก น้ำ (นที จารยะพันธุ์)
ผู้ก่อตั้ง Freehap
ซึ่งเราต่างจาก Social Network อื่นๆ ตั้งแต่จุดประสงค์ของการก่อตั้ง คือ
เราก่อตั้งมาเพื่อเพิ่มความสุขให้โลก โดยเริ่มต้นจากตนเอง และคนใกล้ชิด

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand

immortalt Mon, 23/03/2009 - 23:46

ผมไม่ได้ ว่าอะไรนะครับพี่ แต่อยากบอกว่าจะจ้าง พวกนี้อะ ดูให้ดีที่สุดก่อน

บางคนทำแล้วเลิก หรือทำแล้วเน่า พัฒนาต่อไม่ได้ เยอะแยะ ลองหาตัวเลือก

ดูเยอะๆ ถ้าทุนหนา ซะอย่าง

ความคิดเห็น ผมหรอครับ ก็ จริงๆ พวก ไอเดีย นะ ใครๆ ก็คิดได้นะครับ (ผมพูดตาม

ความคิด ผมนะครับ) แต่ คนที่จะทำได้ ตามที่เราจินตนการไว้ นะ มีหรือเปล่า

คนที่เก่งด้านนี้จริงๆ มีไม่เยอะครับ แบบรู้จริงนะครับ ไม่ใช่ แบบ

โอ้ ผมใช้ symfony framework ทำให้ พี่เลยนะ รับรองเจ๋ง หรือไม่ ก็

ผมใช้ Ruby on rails รับรอง เว็บคุณดังแน่

มัน ไม่ใช่ อะไร ง่ายๆ แบบนั้น อิอิ

ส่วนผม หรอครับ อ่อนๆ อยู่เลย

สิ่งที่ผมมีไม่ใช่เพียงไอเดียนะครับ ผมได้ลงมือทำแล้วจริงๆ

  1. Business Plan > ซึ่งมีนักลงทุนเตรียมเงินรอแล้ว

  2. Web Design > ซึ่งผมทำการวิจัยกับกลุ่มเป้าหมายแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะชอบของผมมากกว่าเวบที่เคยเล่น ซึ่งการฟังเสียงของผู้ใช้นี่ผมให้ความสำคัญมากที่สุด ผมได้ใช้เวลาในการออกแบบเวบนี้ประมาณ 1 ปี ตลอดปีที่ผ่านมากทุกอาทิตย์ ผมจะเอาเวบทุกหน้า ไปให้เพื่อน และครอบครัว Comment ซึ่งการคอมเม็นท์ส่วนใหญ่ ผมจะถูกติเตียน แต่เป็นสิ่งที่ผมจะได้นำมาปรับปรุงเรื่อยๆ ในทุกขั้นของการออกแบบ

  3. ตอนนี้จุดอ่อนที่สุดของผมก็คือ ความรู้เรื่อง Program และการขาดคนที่จะมาช่วยผมเป็น Web Project Manager ซึ่งที่น้องพูดมานี่พี่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ว่าคนเก่งหายากมากๆ ซึ่งคนที่เก่งส่วนใหญ่ยุ่งอยู่แล้ว เพราะมีงานที่ดีๆ รออยู่แล้วหลายงาน ทำยังไงที่เราจะได้ไฟ และใจของเขา นี่เป็นสิ่งที่พี่ต้องทำให้ได้

พี่ไม่รู้สึกว่าน้องว่าพี่เลยนะ น่าจะออกแนวเป็นห่วงมากกว่า

ผมงงครับ Business Plan ที่ยังไม่รู้ว่าต้องใช้คนทำอะไรบ้าง ใช้เงินแค่ไหน นี่สมารถดึงดูดนักลงทุนได้ด้วยหรอครับ

ที่ดึงดูดนักลงทุนได้ คงเป็นเรื่องBrand
ผลการTestจากกลุ่มเป้าหมาย
และรายได้ที่ Forecast ให้ดู

ส่วนเรื่องต้นทุนนี่ ผมก็บอกเขาไปว่ากำลังทำอยู่ครับ
ผมยอมรับว่าเป็นจุดอ่อนของผม เลยขอความช่วยเหลือจากที่นี่ครับ

ส่วนโครงสร้างบริษัท หลักๆ มี 2 คนครับ คือ

  1. ผมเป็น Marketing
  2. Project Manager(Programmer)ซึ่งผมกำลังหาอยู่อย่างจริงจัง

ตอนนี้นักลงทุนของผมเขาเริ่มใจร้อน อยากให้เวบออกเร็วๆ
เขาก็บอกให้ไปจ้างบริษัทใหญ่ๆ เลยไม่ได้หรือ

ผมก็ต้องอธิบายนักลงทุนว่าไม่ได้ครับ
เพราะการที่เราจ้างบริษัทใหญ่ๆ แพงๆ ก็ไม่ได้รับประกันว่าเราจะได้ผลงานที่ดีเสมอไป
ตอนเริ่มต้นนี่สำคัญที่สุดครับ ต้องมีคนที่รู้เรื่องProgrammingจริงๆ มาเป็นทีมเราซักคน

เฮ้อ มันยากตรงที่จะให้ คน Marketing มาเจอกับ Programmer ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน และทำงานด้วยกันได้อย่างมีความสุขนี่แหละครับ (พูดแล้วเหมือนหาแฟนยังไงก็ไม่รู้ เอิ้กๆ)

ด้วยความเคารพนะครับ

ผมอยากเป็นแฟนคุณครับ :P

สิ่งที่คุณเล่ามาทั้งหมด ผมเห็นด้วยทุกประการ เพียงแต่คนอื่นอาจมองดูด้วยความเป็นห่วง จึงเสนอแนะไปต่างๆ นาๆ สรุปว่าผมเห็นด้วยกับแผนงานของคุณ และคิดว่าคุณได้คิดวิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้ว

เสียดายที่จุดอ่อนของแผน A คือการหาคน 1 คนมาแฟนนี่แหละครับ หากเจอที่ไม่ดีหรือทำงานกับเราในระยะยาวไม่ได้ ก็คงแย่แน่ๆ ไม่ทราบว่ามีแผน B หรือยังครับ?

หากเจอคนที่มีไฟ และมีเป้าหมายตรงกัน จะลด cost ตรงนี้ได้เยอะ ค่าใช้จ่ายไม่น่าเยอะเป็นหลายล้าน เพราะเรื่อง hardware จริงๆ ไม่ต้องวางแผนใหญ่โตอะไรมาก เอาให้งานออกมารันได้จริง ลูกค้าได้สัมผัส หากมันประสบความสำเร็จขึ้นมาค่อยกังวลเรื่องการขยาย hardware

ถ้าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ แล้วสนใจที่จะทำงานด้วยกัน

ผมยินดีจะคุยด้วยนะครับ namcud36@hotmail.com

สุดท้ายจะทำ หรือไม่ทำงานด้วยกันก็ได้ แต่อย่างน้อยถ้าได้เพื่อนใหม่ และมุมมองใหม่ๆ ก็น่าจะโอเค

wiennat Wed, 25/03/2009 - 11:39

In reply to by namcud36

แปลกจัง VC คุณยอมให้เงินได้โดยไม่รู้ว่าจะกำไรเท่าไหร่เนี่ยเหรอครับ

คุณอาจจะต้องทำการบ้านหนักหน่อยเรื่อง business plan ในแง่ของเทคนิคนะครับ ไหนๆคุณก็ forecast รายได้มาได้แล้ว คงมีตัวเลขพวกจำนวนผู้ใช้อยู่ แล้วไหนๆก็ design ทำเสร็จแล้ว (ผมขอติ๊ต่างเอาว่าคุณได้ทำ flow การใช้งานทั่วไปของผู้ใช้แล้วด้วยนะครับ) น่าจะประเมินได้ว่าต้องใช้ server ขนาดไหนแล้ววางแผนตรงค่าใช้จ่ายส่วนนั้นได้นะครับ

onedd.net

shelling Tue, 24/03/2009 - 00:22

ถ้าลดสเปค "Social Network ที่ดีที่สุดในโลก" ออก
งบจะลดลงอย่างน้อย 50% ครับ

สิ่งที่สมบูรณ์แบบที่สุด คือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น

kittipat Tue, 24/03/2009 - 06:53

อย่าโกรธผมนะครับ ผมหวังดีจริงๆ

ใจร้อนไปหน่อยหรือเปล่าครับ ยังไม่ทันรู้อะไรเลยก็ลาออกจากงานแล้ว แล้วยังรีบทำ graphic อีก ทั้งที่มันไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลย

เรื่องต้องใช้งบเท่าไหร่นี่ก็ถามกว้างเกินไปครับ ถ้าอยากได้คำตอบกลับไปทำการบ้านลองตั้งคำถามให้ถูกก่อนนะครับ แล้วคำตอบมันจะมาเอง

แนะนำหนังสือให้ไปหามาอ่านนะครับ (ถ้าเคยอ่านแล้ว ก็ขออภัยด้วย)

  • The New Business Road Test: What Entrepreneurs and Executives Should Do Before Writing a Business Plan (Financial Times Series) by John Mullins
  • Technology Ventures: From Idea to Enterprise by Richard C. Dorf and Thomas H. Byers

ขอบคุณสำหรับความหวังดีครับ

ตอนนี้ผมอ่าน เรื่อง Mavericks at works อยู่ครับ
อาจจะเก่าหน่อย(2007) แต่แนวคิดดี
ถ้าผมอ่านเล่มนี้จบแล้ว จะลองอ่าน หนังสือที่คุณ kittipat แนะนำมานะครับ

ส่วนเรื่อง Design นี่สำหรับผม ผมสำคัญมากนะครับ ซึ่งผมเน้นให้ใช้งานง่ายเป็นหลัก
เป็นแนว Minimalism ตามวิถีของเต๋า และเซน

อย่างที่ Steve Jobs เคยบอกว่า "Design is Function"

ซึ่งปัญญาเรื่องการ Design อย่างเช่น Facebook (เบอร์ 1) ยังเจอเลยครับ
เพราะคนที่เข้ามาใช้งาน Facebook ใหม่ๆ จะงงมาก มากถึงขนาดที่ล้มเลิกการใช้งานก็มี
FaceBook รู้ปํญหานี่ดี จึงพยายามเปลี่ยน Design ใหม่แต่ปรากฏว่าทำให้ผู้ใช้เก่าไม่พอใจอีก
ก็เลยเป็นปัญหาที่แก้ยาก

แหล่งข่าวอ้างอิง
http://www.techcrunch.com/2009/03/19/facebook-polls-users-on-redesign-94-hate-it/

ส่วนเรื่องงบนี่ผมคงถามกว้างเกินไปจริงครับ
ซึ่งการที่จะให้ประเมิณราคา ที่แท้จริง ผมคงต้องอธิบาย Site Map และเปิดหน้าเวบให้ดูทุกหน้า
ซึ่งเบื้องต้น ผมได้ตั้งกระทู้นี้มา เพราะผมไม่รู้ว่าจะเริ่มต้น การตั้งงบประมาณ และหาทีมยังไง จึงอยากจะขอคำแนะนำจากชาว Blognone แล้วผมจะนำคำแนะนำต่างๆ ไปทำการบ้าน อย่างที่คุณ kittipat แนะนำมาอีกทีครับ

ที่ผมบอกว่า design ไม่สำคัญ ผมหมายถึงว่ามันไม่ใช่จุดตายที่ำผิดแล้วเจ๊งทันทีครับ สำหรับสินค้าที่จับต้องได้ อาจจะใช่ เพราะมันเปลี่ยนยาก แต่ในกรณีคือบริการ ซึ่ง design เปลี่ยนได้ง่ายกว่าเยอะ ในช่วงเริ่มแรกผมว่ายังมีอย่างอื่นสำคัญกว่าเยอะครับ ยกตัวอย่างเช่นเรื่องที่คุณบอกว่ายังหาผูร่วมงานไม่ได้ ไม่มีความรู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง

ป.ล. ผมไม่รู้อะไรมากหรอกนะครับ แค่มีโอกาสได้ฟัง VC จาก Silicon Valley ตัวเป็นๆหลายคน และจำได้ว่าประเด็นที่ทุกคนพูดตรงกันคือ "Where is the (real) pain?"

ขอโทษนะครับ
ผมไม่ทราบว่า "Where is the (real) pain?"คืออะไรอะครับ

มีลิงค์ให้อ่านมั้ยครับ ขอบคุณครับ

ปล. ผมเป็นเด็กใหม่ใน Blognone อะครับ เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกเมื่อคืนเอง
แต่เคยอ่านข่าวที่นี่มาบ้าง แล้วรู้สึกว่าที่นี่สมาชิกช่วยกัน Commentดีครับ

ทิ้งไว้ไม่ตอบนานไปหน่อย ขอโทษด้วยครับ เรียนป.โททำการบ้านหัวโตอยู่

แปลเป็นไทยก็คือต้องเกาให้ถูกจุดน่ะครับ ไม่งั้นก็ไม่เกิด อ่านเพิ่มเติมได้ในหนังสือที่แนะนำไปน่ะครับ (The new business road test) ถ้ามีเวลาลองเปิด video ในเว็บข้างล่างนี้ดูนะครับ (โฆษณาแฝงวิชาที่เรียนอยู่:)

กดตรง List of sessions น่ะครับ แล้วถ้ายังไม่จุใจก็ต่อได้ที่ http://ecorner.stanford.edu/

ผมลองเข้าไปดูเบื้องต้นแล้วครับ ชอบเวบ http://ecorner.stanford.edu/

อย่างน้อยเราไม่มีโอกาศไปเรียน Stanford แต่ได้ดู VDO ก็ยังดี หุๆ

ขอบคุณนะครับ

Tum Tue, 24/03/2009 - 09:22

ผมว่าค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่น่าจะไปอยู่ตรง Design นะครับ
ไหนจะค่าจ้าง IA เก่งๆ ไหนจะค่าจ้างพวก Architect ที่เก่งๆ

ผมว่าคนพวกนี้จำเป็นมาก (แต่เว็บไทยส่วนใหญ่มักจะละเลยไป)
เหมือนสร้างบ้านน่ะครับ ถ้าวางรากฐานไว้ดี เผื่อการต่อขยายในอนาคต
พอจะทำจริงๆ มันก็จะง่ายกว่าการที่ต้องกลับไปรื้อๆ ทำๆ หลายๆ รอบ (แล้วก็ไม่ดีด้วย)

Tum Tue, 24/03/2009 - 09:27

ลืมตอบไป เอาแบบคร่าวๆ มั่วๆ นะครับ

PM เงินเดือน 100K

System Architect สัก 150K

IA สัก 70K

ทำ design phase สัก 3 เดือน ก็ราวๆ 1 ล้าน ... ผมมั่วได้แค่นี้อ่ะครับ ทีี่เหลือน่าจะลองไปคำนวนต่อดูเองครับ :D

namcud36 Tue, 24/03/2009 - 14:16

In reply to by Tum

ขอบคุณมากนะครับ ที่ช่วยตอบแบบเป็นตัวเลข
คือตอนนี้ผมอยากจะรู้ว่าต้องเตรียมเงินไว้มากที่สุดเท่าไหร่
(ซึ่งผมก็รู้ว่าคำตอบคงเป็นแบบคร่าวมากๆ แต่ผมก็ใช้วิธีเผื่อใจไว้ว่า
คุณวิเคราะห์มาเท่าไหร่ ผมก็ คูณสองไว้ก่อน เป็นไอเดียวคร่าวๆ ฮิๆ อย่าโกรธกันนะครับ)

ผมขอขยายความคำถามเดิม เพื่อจะได้เข้าใจตรงกันอีกนิดนึงคือ...

  1. ผมควรเตรียมเงินเดือนสำหรับ Web Project Manager ประมาณเท่าไหร่ที่จะมาทำงานคู่กับผมตลอดอายุของเวบ(ขอแบบเก่งจริงอะ) และเขาคนนั้นหาได้ที่ไหนครับ???

  2. ผมควรเตรียมงบสำหรับ Out Source โปรเจคนี้ประมาณเท่าไหร่?

ปล. ผมเลือกใช้ Model แบบนี้เพราะ

  1. บริษัทผม ผมอยากให้เริ่มต้นจากคนน้อยที่สุด คือตอนนี้มีผมคนเดียว 555 แล้วผมว่าอีกคนเดียวก็พอ จะได้สมดล Marketing + Programmer อีกอย่างวิธีการทำงานของผมคือผมไม่ชอบคุมคนเยอะๆ ผมชอบแลกเปลี่ยนมุมมอง และจุดประกายมากกว่า ซึ่งคนที่จะถูกใจผมด้วยก็คงหายากมากๆๆๆ ขอให้เจอคนเดียวก็พอแล้ว

  2. การดีลงานกับบริษัท โปรแกรม ในเมืองไทย วิธีที่ดีที่สุดคือ โจทย์ชัด ผลประโยชน์ชัด(เงินสด) Deadlineชัด มีรุ่นพี่ผมเขาเตือนว่า ไม่ควรไป Partner กับบริษัทโปรแกรม เพราะเขาจะทำงาน ที่มี DEadline และได้เงินสดก่อน สรุปคือ เราทำตัวเป็นลูกค้า จะ DEalงานง่าย + มีประสิทธิภาพกว่า

Tum Tue, 24/03/2009 - 14:32

In reply to by namcud36

ผมมองว่าต่ำๆ อย่างน้อยน่าจะมีทุนเริ่มต้นที่ 10 MB นะครับ

ปล. ถ้าเมืองไทยมี VC เยอะๆ แบบเมืองนอกคงดี น่าจะหาทุนไ้ด้ง่ายขึ้นนะครับ

ipats Tue, 24/03/2009 - 11:49

เงินเดือนของ dev จบใหม่ๆ ก็ประมาณ 20k ประสบการณ์ปานกลางพอทำงานได้ ประมาณ 30k-40k ประสบการณ์มากขึ้นอีกหน่อย ไว้เป็น PM, Leader, DBA พวกนี้ต่ำๆ ก็ 50k-60k

เต็มที่ใช้ประมาณอย่างละสองคน ก็ตกเดือนละสองแสน (เหมารวมว่าพวกนี้ทำงานได้ทุกอย่างล่ะกัน) บวกค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็น่าจะราวๆ เดือนละสามแสนได้.. สองปีก็เจ็ดล้านกว่า.. บึ้ยย~~ ทำไมเยอะจัง.. สงสัยมั่วล่ะเนี่ย เหอๆ

---------- iPAtS

joecole Tue, 24/03/2009 - 12:20

ถ้ามีทุนพร้อม แต่เขียนโปรแกรมไม่เป็น
น่าจะมีทางเลือกอีกทาง คือทำตัวเป็น VC (Venture Capital) ไปเลย
(หาเว็บที่มีแวว แล้วไปร่วมทุน หรือ take over)

อีกประเด็น อย่าหาว่าโง้นงี้เลยนะครับ
แต่ในเมื่อคุณตั้งเป้าถึง "ระดับโลก" ก็ไม่ควรจะเลือกกลยุทธ "ตามแห่" คือเห็นใครทำอะไรดี ก็ตามเขาไปเสียหมด

แต่น่าจะคิดอะไรใหม่ๆ บ้าง โดยเฉพาะ คุณกำลังเข้าสู่ธุรกิจที่มี innovation (ไม่ว่าจะในด้าน technology หรือ idea) เป็นหัวใจนะครับ

bombman Tue, 24/03/2009 - 14:08

ผมก็ฝันแนวนี้ครับ

ยังเขียนไปไม่ถึงไหนเลยครับ

ไม่มีแรงบัลดาลใจ

สนใจใช้ J2EE ไหมครับ

obiconbig Tue, 24/03/2009 - 15:01

ผมเองคิดว่า คงหมดไปกับ software เยอะเพราะกว่าจะ stable ออก version แรกนะครับคงเกือบแย่เพราะต้องจ้างคนหลายคน

ผมว่า คงต้องว่าจ้าง แล้วแบ่งออกเป็น ชุดๆ ดีกว่านะครับ ว่า phase แรกจะเอาอะไีรถึงจะมี design อยู่แล้วก็ตาม

เครื่อง hardware ผมว่าปัญหามันจะตามมาหลังๆ มากกว่าครับ หรือ การ tune ตอนหลังๆ เพื่อให้ประสิทธิภาพมากขึ้น

champ Tue, 24/03/2009 - 19:20

น่าจะ 10 ล้านอย่างน้อยครับ สำหรับการรันสองปีโดยที่ไม่มีรายได้

risc Tue, 24/03/2009 - 20:05

มันต้องยังงี้ครับคนไทย ยังไงก็เอาใจช่วยครับ

ถ้าพี่หาคนที่มีไฟและอยากทำ ก็จะลดค่าใช้จ่ายเยอะนะครับ
ดูตัวอย่าง เกมส์ projectone ของคนไทย นี้ก็เกิดจาก ลูกทีมอยากทำมีไฟ ผมจำไม่ได้นะครับ แต่คร่าวคือทุกคนมีใจ ตอนนี้เกมส์ก็ถือว่าคนเล่นเยอะพอสมควร ผมดูจากที่เขาให้สัมภาษณ์ ขนาดไม่มีเงินจ้างพนักงาน แต่บางคนก็อยู่ช่วย เพราะใจ ยังไงก็ลองหาคน สนใจ จริงๆดูนะครับ

ผมตอบไม่ตรงคำถามเท่าไร ขอโทษด้วยนะครับ

แสวงหามิใช่เพราะรอคอย เชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส ชำนาญมิใช่เพราะโชคช่วย"ดังนี้แล้วลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"chonlatee

Doppy Tue, 24/03/2009 - 22:23

ผมว่าหาคน "กระสัน" จะทำดีกว่า

ปลอดภัยทั้งกระเป๋าเงิน และ กระเป๋าใจ

kowito2 Wed, 25/03/2009 - 01:38

เรื่องงบประมาณ ว่าต้องเตรียมเงินทุน ค่า Web Production เท่าไหร่ เพื่อให้เวบอยู่ได้อย่างต่ำ 2 ปี

เรื่องเตรียมงบประมาณเป้นอะไรที่่กะให้ไม่ได้จริงๆ เพราะผมไม่ทราบว่างานของคุณนั้นมีฟีเจอร์อะไรบ้าง กะไปก็มั่วเปล่าๆ แต่ผมพอที่จะแนะนำได้บ้างว่า - ลองทำรายการดูว่ามีฟีเจอร์อะไรที่ต้องการ - แต่ละฟีเจอร์มีฟังก์ชั่นอะไรบ้าง - แต่ละฟังก์ชั่นใช้เวลาเท่าไร(เอาให้ละเอียดเป็นชั่วโมงไปเลย) - ค่าจ้างโปรแกรมเมอร์เฉลี่ยต่อชั่วโมงเท่าไร - หากไม่ทราบจะแจงอย่างไร แนะนำว่าหาคนให้ได้ก่อนแล้วค่อยให้คนที่รู้เรื่องแจงทีละขั้น จะทำให้เราทราบข้อมูลที่ต้องใช้จริงๆ - หรือไม่ก็ไปคุยกับบริษัทที่เค้ารับทำ ให้ทำใบเสนอราคามาให้อย่างนี้เลย แล้วเราค่อยพิจารณาอีกทีว่ามันสมเหตุสมผลหรือไม่ - อีกเรื่องคือลองหาบริษัทที่รู้เรื่อง Agile Process มันเหมาะกับงานนี้มากกว่าแบบระบบงานทั่วไป เพราะตั้งแต่ฟีเจอร์แรกจนฟีเจอร์ล่าสุด คุณอาจจะเปลี่ยนใจหรือเพิ่มเติมได้ตลอดเวลา ถ้าเป็น waterfall โอกาสล่มมีสูงมาก เท่านี้ก็จะได้ค่าใช้จ่ายในการพัฒนา

ค่าใช้จ่ายในการดูแล อันนี้ขึ้นอยู่กับว่ามีคนใช้งานมากแค่ใหน ในช่วงแรกอาจจะแค่คนสองคน ค่าจ้างคนในการดูแลเว็บต่อคนคงไม่เกินสองหมื่นบาทต่อเดือน หากคุณใช้มากกว่าสองคนก็คงไม่ต้องกังวล เพราะนั่นแสดงว่ามีคนใช้เยอะมากแล้ว ;-)

หาคนที่เขียน PHPเก่ง และมีไฟที่จะสร้าง Social Network ที่ดีที่สุดในโลก มาช่วยเป็น Project Manager เพื่อประสานงานกับบริษัท Program ที่ผมจะไปจ้าง (มีใครสนมั้ยครับ?) อันนี้เป็นกำลังใจให้หาต่อไปครับ

ปล. อันนี้ขายของ บริษัทผมรับทำ และพร้อมรับเป็นที่ปรึกษา ติดต่อได้ตลอดเวลาครับ

Wizard. Wed, 25/03/2009 - 15:17

ถ้าเกิดผมอยากสร้างเวบที่มี Function ประมาณ Facebook จะต้องเตรียมงบประมาณเท่าไหร่ครับ?

อันนี้ผมว่าไม่ยาก copy เป๊ะๆ มีเงินซักไม่เกิน 5 ล้าน น่าจะพอได้

แต่ถ้า...

ผมจะสร้าง Social Network ที่ดีที่สุดในโลก

อันนี้ท่าจะหางบประมาณยากครับ

คุณคิดว่า Social Network ที่ดีที่สุดในโลก เป็นอย่างไรล่ะครับ

สำหรับผม ขณะนี้ Social Network แต่ละเจ้ามีสมาชิกเป็นของตัวเอง และเริ่มเปิด API ของแต่ละที่เพื่อเชื่อมโยงหรือให้เจ้าอื่นๆเอาไปใช้

ถ้าเป็น Social Network ที่ดีที่สุดของผม Requirement ของผมคือต้องเป็นที่ที่สามารถใช้API ของ Social Network อื่นๆมาใช้ได้ และอนุญาตให้ใช้ API ของเราเพื่อให้ที่อื่นๆเชื่อมต่อได้

ดังนั้นเข้าที่เราที่เดียวทำอะไรได้หมด

แต่ก็หมายถึงว่า... แล้วถ้าเป็นแบบนี้... ที่อื่นเอา API ของเราไปใช้ได้ดี แล้วเค้าจะมาใช้ของเราไม๊ล่ะครับ เค้าอาจใช้ที่อื่นๆที่เค้าเป็นสมาชิกอยู่ก่อนแล้ว มาเชื่อมต่อเราแทนได้ คุณจะยอมรับระบบนี้ได้ไม๊ล่ะครับ มาใช้ทรัพยากรเรา แต่เค้าได้สมาชิก ได้โฆษณา อื่นๆ

นอกจากค่าใช้จ่ายส่วนโปรแกรมและทีมดูแล คุณต้องคิดถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆถ้าดังจริงๆ เช่น server, network, อื่นๆ

ไอเดียดีครับ... เป็นกำลังใจให้ครับ...

up2gu Wed, 25/03/2009 - 16:17

เห็นออนในเอ็ม ใช้ชื่อซะคิดว่าจะหาคนเก่งๆ PHP ไปทำแอมเวย์ซะงั้น ฮ่าๆ

เกี่ยวไม่เกี่ยวกับสิ่งที่อยากทำรึเปล่าไม่รู้นะ แต่จะแชร์รายละเอียดในงานที่ทำอยู่
ตอนนี้ที่บริษัท ให้เราเขียน Requirement ระบบ Content Management ขั้นเทพอยู่
ถือ Requirement ชิ้นนี้ไปให้ทั้ง IBM, Microsoft เค้าบอกว่า อ๊วกแตกแน่นอน
เพราะหลายฟังก์ชั่นไปหยิบข้อดีของการทำงานจาก Google, WCM และอื่นๆ มาผสม
อีกหลายฟังก์ชั่น ไปเอาเครื่องมือหลายส่วนมารวมกันอยู่ภายใน Web App. นี้ตัวเดียว

ราคาเบื้องต้น Hardware ประมาณ 5 ล้าน Software ประมาณ 10 ล้าน
แค่ user concurrent ประมาณ 300 คนเองนะ ถ้าออกอินเตอร์เน็ตก็คูณกันไป

ต้องหาโปรแกรมเมอร์เก่งๆ ที่พอพูดภาษาคนได้ (ดีลงานกับ vendor เจอคน skill นี้น้อยมาก) user interface เจ๋งๆ และ PM ที่เข้าใจทั้งสองฝั่ง

ซึ่งมันหายากมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

สู้ต่อไป

up2gu.net - ใกล้ครบรอบ 6 ปีแล้วจ้า :D

namcud36 Wed, 25/03/2009 - 16:55

In reply to by up2gu

555 ชื่อเหมือนชวนทำ amwayจริงด้วย

ตอนนี้เปลี่ยนชื่อแล้วครับ เปลี่ยนจากทำธุรกิจระดับโลกเป็น Social Network ระดับโลกแทน

mr_tawan Wed, 25/03/2009 - 16:59

ผมเป็นห่วงอยู่สองเรื่อง

  1. ทำไมเราต้องมี Facebook ที่สอง แล้วคนจะเปลี่ยนมาใช้ด้วยเหตุผลอะไร ถ้าตอบคำถามนี้ไม่ได้ผมว่าอย่าเพิ่งขยับไปทำครับ

  2. ถึงเวลาอิมพลีเมนท์ระบบเรียบร้อยจนขึ้นโปรดักชั่นได้ ... เทรนด์ของโลกอินเตอร์เนทมันจะเปลี่ยนไปทิศทางไหน แล้วเราจะก้าวทันหรือไม่ หรือจะขึ้นเป็นผู้นำได้อย่างไร

ผมว่าถ้าจะให้ทันกระแสปัจจุบัน ... มัวแต่ Implement เองก็คงไม่ทัน เอาเงินลงทุนไปซื้อเวปไซท์ที่ดูจะมีศักยภาพแทนจะดีกว่าครับ (วิธีนี้ค่ายใหญ่ ๆ เขาก็ทำกัน)

ThaiGameDevX -- The First Game Developer Community in Thailand.

สิ่งที่ผมแตกต่างจาก Facebook คือ จุดประสงค์ ในการสร้างเวบ
เป้าหมายของผม คือเพิ่มความสุขให้โลก
ทุกหน้า ทุก Function มีผมออกแบบ ผมจะคิดถึงจุดประสงค์นี้ตลอด

ส่วน Trend ในอนาคต ผมขอ Share กับคุณนะครับ
ผมสรุปมาจาก Column "What Thailand means to me" ใน BrandAge ช่วงปี 2008
โดย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

Revolution: Industrial Revolution > Infomation Age > Wisdom Age

Communication: One to Many > Many to Many > Mind to Mind

Production: Goods for everyone > Goods for me > Goods for and by me

Marketing: Mass Production > Mass Customization > Mass Collaboration

ผมขอเพิ่มอันนึงนะครับ

Society Goal: GNP > HDI(Human Development Index > Happiness

ธุรกิจของผม ผมเริ่มจากศุนย์เลยครับ
ผมละความอยาก ละความมีตัวตน หาความรู้รอบตัว ฟังจากคนอื่นให้มากที่สุด
และดูว่าโลกนี้มีธุรกิจอะไรที่ผมจำเป็นต้องทำมากที่สุด
(พอผมมาพบว่ามีงานวิจัยหลายงานทีบอกว่าที่ผ่านมาโลกเราอาจมิได้มีความสุขเพิ่มขึ้น ผมก็รู้สึกว่าเราควรจะเริ่มจากตรงนี้)

จริงๆในยุคนี้ผมรู้สึกว่า คนไทยมีอะไรที่โชคดีหลายอย่างนะครับ ประเทศไทย เป็นประเทศที่เปิด เราเรียนรู้ได้จากทั้ง ตะวันตก และตะวันออก ศาสนา ปรัชญา เราก็มีหลากหลาย เราเป็นชนชาติที่ รักสนุก รักเพื่อน รักครอบครัว รักอิสระ อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่แปลกเลย ถ้าจะมีธุรกิจระดับโลกที่เกิดจากเมืองไทยครับ
(จริงเราก็มีข้อเสียเยอะครับ แต่ขอละไว้... คงพอรู้กันอยู่)

joecole Thu, 26/03/2009 - 19:04

In reply to by namcud36

"ความสุข" ของคุณ หมายถึงอะไร ?

แล้วมันเป็นความสุขเดียวกันกับ "ความสุข" ของคนที่จะมาใช้บริการเว็บของคุณ (ในอนาคต) หรือเปล่า ?

(ถ้าผมเป็นนายทุน ผมจะถามคำถาม 2 ข้อนี้นะ)

namcud36 Thu, 26/03/2009 - 21:05

In reply to by joecole

มีนักวิชาการ และนักปรัชญาหลายท่านที่พยายามที่จะนิยามความสุข

แต่สำหรับตัวผม ผมเชื่อว่าความสุข ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ฉะนั้นผมจึงมิได้สนใจที่จะมีคำนิยามแบบกลางๆ สำหรับทุกคน

สิ่งที่ผมสนใจคือ ผมชอบพูดคุย และสังเกตุว่าอะไร ทำให้แต่ละคนมีความสุข ผมว่าการที่คนเราในโลกนี้ แต่ละคนมีความสุขที่ไม่เหมือนกัน ทำให้โลกนี้น่าสนใจ และสวยงาม

ปล. อันนี้ผม copy มาจากกระทู้ "คุณคิดว่า 50 ปีที่ผ่านมา โลกเรามีความสุขเพิ่มขึ้นรึเปล่า"

ซึ่งผมขอเสริมว่า ผมสนับสนุนให้ทุกคนมีความสุขในรูปแบบของตัวเองนะครับ
แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนเราจะบริโภคสื่อหลายอย่างที่พยายามจะจูงเราให้ไปทางโน้นทางนี้
เพราะมีผลประโยชน์แอบแฝง ผมนะเป็นห่วงคนที่ไม่เท่าทัน โดยเฉพาะเด็กๆ รุ่นใหม่ที่จะเป็นอนาคตของชาติครับ

ผมอาจจะถามอ้อมไป
งั้นถามตรงๆ ว่า
กลุ่มเป้าหมายของเว็บของคุณ คือใครครับ ?

  • ถ้าคำตอบคือคนที่ใช้ social network อยู่แล้ว
    ถ้างั้นก็คงต้องตอบคำถามที่บางคนถามว่า
    "แล้วทำไมเขาจะต้องย้าย (หรือเพิ่ม account) มาที่เว็บนี้ด้วย ?"

  • ถ้าคำตอบคือคนที่ยังไม่ได้ใช้ social network
    ก็ต้องรบกวนให้กลับไปตอบคำถามเดิมของผมว่า
    คุณรู้หรือยังว่า "ความสุข" ของเขา (ที่จะดึงดูดให้เขามาใช้บริการเว็บของคุณ) คืออะไร ?

emptyzpace Wed, 25/03/2009 - 17:20

สตีฟจ๊อปตอนที่ทำ mac เค้าได้ประกาศในมหาลัยก่อนรึเปล่า ว่าจะทำโอเอสที่ดีที่สุดในโลก ถ้าจำไม่ผิด ไม่ได้ประกาศ แต่ลงมือทำเลย เสร็จแล้วก้เอามาโชว์

จะดีหรือไม่ดี จะเจ๋งหรือไม่เจ๋ง การประกาศตัวแบบนี้ ผมว่าพาลจะทำไห้เสียแบรนด์ด้วยซ้ำ เพราะจะทำไห้คนเขาหมั่นใส้ปล่าวๆ สู้ทำไห้มันเสร็จก่อน แล้วรอ user ตัดสินเองจะดีกว่ามั้ย

ถ้าสมมุตทำออกมาแล้ว มันไม่ได้ครึ่งหรือไม่ได้ดีกว่า social อื่นๆ เอฟเฟคที่จะตามมาก็คือการเย้ยหยันจากบางกลุ่ม แน่นอนว่า มันส่งผลเสียกับแบรนด์ของเราอย่างแน่นอน

โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่มีแนวคิดคล้ายๆ นักวิทยาศาสตร์ การขายความฝันและแรงบันดาลใจ บางทีมันไม่เพียงพอจะโน้มน้าวเค้าได้หรอก เพราะส่วนใหญ่จะมององประกอบของมวลสาร ที่จะมาช่วยกระตุ้นการพัฒนา ว่าสามารถประสบความสำเร็จได้มั้ย

ยังงัยก็ขอเอาใจช่วย ไห้ได้ทำ นะครับ

ปล2. บิลเกตก็ไม่บอกสตีฟจ๊อปนะ ว่าจะก๊อป os ของ apple

namcud36 Wed, 25/03/2009 - 17:54

In reply to by emptyzpace

ขอบคุณ emptyzpace ที่เตือนผมนะครับ พูดได้คม และยกตัวอย่างได้ดีมากครับ

ผมหลงตัวเองไปจริงๆครับ ตอนนี้ Programmer ยังไม่มีเลย

ปล1. ผมไม่ได้จะ Copy Facebook นะครับเพียงแต่ ยกตัวอย่างให้เพื่อนๆพี่ๆ ช่วยกันตีราคากันได้ง่าย เพราะรบบบผมมันไม่ได้ซับซ้อนเกิน Facebook ครับ

ปล2. ชื่อคุณ emptyzpace นี่ดูน่าสนใจดีนะครับ

AdmOd Wed, 25/03/2009 - 18:06

In reply to by namcud36

คำว่าดีที่สุดคงเป็นเป้าหมายเก็บไว้ในใจ + ใช้กับผู้ให้ทุนดีกว่าครับ

แต่ประเด็นหลักของสังคมอินเตอร์เน็ตวันนี้ก็คือ การสร้างสังคม ลองสังเกตุว่า บางเว็บใช้แค่เว็บบอร์ดห่วยๆ แต่ยังคงความเป็นสังคมที่เหนียวแน่นได้ หรือพูดได้เต็มปากว่า "เป็นสมาชิกเว็บนี้ ใช้เว็บนี้ประจำ"

แต่จะทำอย่างไรให้เกิดสังคมแบบนั้นขึ้นได้ล่ะ?

risc Wed, 25/03/2009 - 20:26

รอไปงาน barcamp สิครับ คนเก่งๆเพียบเจอคนกลุ่มเดียวกันเพียบ เอาใจช่วยครับพี่

ก็เหมือนที่ steve jobs พูดแหละครับว่า จงหิวโหย และ โง่เขลา อยู่ตลอดเวลา

แสวงหามิใช่เพราะรอคอย เชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส ชำนาญมิใช่เพราะโชคช่วย"ดังนี้แล้วลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"chonlatee

isunsunsun Wed, 25/03/2009 - 21:51

In reply to by risc

ชอบคำคมนี้จังครับ "จงหิวโหย และ โง่เขลา อยู่ตลอดเวลา"

เมื่อเราคิดว่าเราฉลาด เราจะไม่รู้จักคำว่าโง่ และเมื่อเราไม่โง่ เราก็จะไม่พยายามขวนขวายหาความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มเติม คนที่คิดว่าตัวเองฉลาดแล้ว คนนั้นแหละคือคนที่โง่ ...

ถ้าแก้วน้ำ มีน้ำอยู่เต็มแก้ว ก็ไม่สามารถรองรับน้ำที่เทลงมาเพิ่มได้ ก็มีแต่จะล้นออกมา

คนเราก็เหมือนกัน ถ้าคิดแต่ว่าฉลาดแล้ว รู้แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ได้

เคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง :-)

ThaiGameDevX -- The First Game Developer Community in Thailand.

latesleeper Thu, 26/03/2009 - 23:30

ขอโทษนะครับ ไม่ได้มีเจตนาอย่างอื่นนอกจาก รำพึง
เสียดายจัง ที่สิ่งที่คุณกำลังสร้าง ในสภาวะที่ดีที่สุดด้วยนะ (ทั้งเรื่อง business plan, ความสวยและเจ๋งกว่าของดีไซน์, เตรียมมาร์เก็ตติ้งไว้รองรับแล้ว บลาๆๆ) สุดท้ายก็เป็นแค่ "ตามก้น" ใครบางคนที่อยู่ตรงหน้าแล้วเท่านั้น
เสียดายที่คนอย่างคุณ ทั้งๆ ที่ได้ VC ที่ดีแล้วแท้ๆ แต่คุณกลับทำ "อะไรบางอย่างที่ซ้ำคนอื่น" ... ข้อนี้ผมจำเป็นต้องยกขึ้นมาเพื่อบ่งบอกความเสียใจและเสียดายของผมอย่างรุนแรง เพราะบริษัทที่คุณคิดว่าเขาเป็นแรงบันดาลใจนั้น คนเหล่านั้นที่โดดเด่นขึ้นมาได้ก็เพราะพวกเขา "ไม่ได้คิดจะทำอะไรตามก้นใคร" เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่พวกเขาคิดล้วนแต่เป็นการสังเคราะห์อะไรใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในตลาดทั้งสิ้น และมันไม่ใช่แค่แบรนด์ใหม่ด้วยนะ แต่มันเป็นจักรตัวใหม่เลยทีเดียว
ผมเสียดายที่งบประมาณเหล่านั้น สุดท้ายกลับไปถึงใครบางคนที่ทำได้แค่ก๊อปปี้หรือขยายผลสิ่งที่มีอยู่แล้ว... เพราะนั่นแปลว่า เมื่อโปรเจคท์นี้สำเร็จ (ถ้ามีวันนั้นน่ะนะ) มันก็จะเป็นได้แค่อีกครั้งหนึ่งของการยืนยันคำพูดที่ว่า "คนไทยขยายผลเก่ง แต่เริ่มต้นไม่เก่ง" หรือ "เราเป็น [สิ่งนี้สิ่งนั้น] ของเมืองไทย" แค่นั้นเอง
เสียดายที่คุณมั่นใจมากว่าทุกอย่างจะเป็นอย่างที่คุณคิด แม้แต่เรื่อง Programmer • ผมเคยเจอโปรแกรมเมอร์ฟรีแล้นซ์ประเภทที่ "สักแต่ทำให้มันเสร็จ เสร็จแล้วไม่รับผิดชอบ" กับตัวมาหลายคน ในหลายโปรเจคท์พอสมควร (คนเหล่านี้อาจนิสัยเสีย แต่เขาก็คือคนส่วนหนึ่งที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป และคุณจะพบเจอได้ง่ายๆ หากคุณไปควานหาโปรแกรมเมอร์ในกลุ่ม "ฟรีแล้นซ์") การที่คุณมั่นใจว่าโปรแกรมเมอร์คนหนึ่งที่อัจฉริยะพอจะขุดโปรเจคท์นี้ไปจนจบ จะพอใจกับแค่เงินที่คุณพอมีจะจ้างเขา นั่นเป็นเรื่องที่ผมเคยคิด และผมคิดว่ามันผิดถนัดเลยครับ...​ยิ่งเก่งก็ยิ่งเขี้ยว... นั่นคือที่เคยเจอมาอย่าเพิ่งมั่นใจอะไรมากเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้คุณโชคดี เจอโปรแกรมเมอร์สักคนที่ยินดีจะร่วมหัวจมท้ายกับคุณ จนประสบความสำเร็จไปด้วยกัน

แต่สุดท้ายแล้ว มันก็คงไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้วในตลาดเมืองไทย เราเพียงแต่สร้างสิ่งเก่าๆ บนตลาดเล็กๆ อีกครั้ง แล้วก็อีกครั้ง...​ผมยังคงได้แต่ฝันต่อไปว่าสักวันคนไทย คงได้ทำสิ่งใหม่ๆ บนตลาดใหญ่กับเขาบ้าง... ผมเสียดาย ที่ทั้งๆ ที่คุณพร้อม แต่ก็กลับไม่ใช่คุณที่จะเป็นคนทำสิ่งนั้น ผมรำพึงทั้งหมดนี้ด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง เท่านั้นเองครับ
อย่างไรก็ตาม ขอให้ประสบความสำเร็จนะครับ

ข้อนข้างเห็นด้วยกับ reply นี้ครับ

ถ้าจะทำอะไรตาม trend ในปัจจุบัน, ผมไม่เห็นด้วยที่จะทำนะครับ
เราควรสร้าง trend ของอนาคตมากกว่าครับ

อนาคต browser จะเล็กลง เพราะผู้คนจะ access internet ผ่านมือถือ
อนาคต การเชื่อมต่อ internet จะไม่มีสายและเร็วจนน่าตกใจ
อนาคต social network จะมีจุดอ่อนที่ privacy ของผู้ใช้งาน

  • champillon -
    End your suck life, end microSuck.

อย่างแรก ค่อนข้าง ครับ

ผมคิดว่าในโลก OpenSource นั้นมีโปรเจ็กใหม่ๆเป็นล้าน แต่กลับมีอะไรดีๆอยู่ไม่กี่ร้อย เกิดจากเราพยายามจะมาทำอะไรใหม่หมดเสียเอง การใช้องค์ความรู้ที่สั่งสมมาจากรุ่นก่อนเป็นพื้นฐาน แล้วนำพัฒนาต่อยอด ผมกลับคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีและจำเป็น ไม่งั้นหากหมอสมัยใหม่ อยากจะวิจัยอยู่อย่างเดียว ไม่นำความรู้เก่าแก่มาพัฒนา เราคงจะกลายเป็นหนูทดลองไปทุกคน แต่ถ้าเกิดจะลอกฟีเจอร์ อันนี้หมายถึงทำได้อย่างเดียวกันแป๊ะ เหมือนกันทุกกระเบียด ผมก็เห็นว่าคงไม่เหมาะ

เห็นด้วยกับการที่ว่าเราต้องหาจุดยืนของตัวเอง โดยเรียนรู้จากความสำเร็จและความผิดพลาดของคนอื่น เพื่อเป็นการลดต้นทุนของตัวเรา

เห็นด้วยครับ

จุดอ่อนของ Open Source คือจะสร้างเองทุกอย่าง ยังขาดในเรื่องการ integration ครับ

แต่แนวคิด SOA และ XML คงช่วยเรื่องพวกนี้ได้ แค่ต้องให้เวลากับมันครับ ^^

ปล. ทำไมแก้คำผิด ใน comment เดิมมะได้หว่า = ="

  • champillon -
    End your suck life, end microSuck.

WeeLoveYou Fri, 27/03/2009 - 11:31

ก่อนอื่นผมขอออกตัวนิดนึงนะครับ ว่าผมไม่ได้ตั้งใจ ถ้าหากทำให้ใครรู้สึกไม่ดีนะครับ แต่ผมอยากให้ลองดูวีดีโอในโพสนี้นิดนึงนะครับ เผื่อจะได้คิดอะไรบางอย่างได้น่ะครับผม

ผู้นำในวันนี้ หรือ ผู้ตามในวันข้างหน้า?

facebook, linkedin, twitter... now what???

โชคดีทุกคนครับ :-)

อรรถทวี เจริญวัฒนวิญญู

7ingN0ngN0i Fri, 27/03/2009 - 16:58

บางสิ่งบางอย่างไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่ทั้งหมดครับ ขอแค่ปรับปรุงเพิ่มเติมสิ่งที่มีอยู่ให้มันดียิ่งๆ ขึ้นไป ก็ใช้ได้แล้ว ผมรู้ว่าคุณไตร่ตรองถี่ถ้วนมาพอสมควร ผมเชื่อมั่นในการตัดสินใจของคุณครับ ยังไงก็ขอให้ก้าวต่อไปข้างหน้า และทำมันด้วยความรักที่อยากจะเห็นมันสำเร็จมากกว่าที่จะแสวงหากำไร รับรองเดี๋ยวมันจะมีสิ่งดีๆ รอเราอยู่ข้างหน้าเองครับ ใครจะว่ายังไงก็ช่างขอเพียงเราใช้วิจารณญาณไม่ขาดสติจะไม่มีคำว่าพลาดครับ

adamy Sun, 29/03/2009 - 00:12

สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ Feature ครับ ... แต่เป็นเรื่องของการเลือกใช้สิ่งที่ถูกต้อง ตอบสนองต่อผู้ใช้ พยากรณ์ทิศทางในอนาคตของสังคม

อยากจะบอกครับว่าสังคมอินเตอร์เน็ตเมืองไทยนั้นมันมีความยิบย่อยมากมาย และมีความวุ่นวายเอามากๆครับ เราไม่เคยรู้เลยครับว่าสิ่งที่เราทำนั้นสามารถจะให้ผลตอบแทนได้จริงหรือเปล่า

บางอย่างอาจจะดูดีมากๆครับ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่คนจะใช้จริง ... ถึงจะชอบก็ตามแต่

ผมยกตัวอย่างเว็บง่ายๆหนึ่งเว็บครับ ... www.pantip.com เว็บที่ไม่ได้สวยงามเลย ... การใช้งานก็ไม่ได้หลากหลายมากมายก่ายกอง ... แต่สามารถมีตลาดกลุ่้มหนึ่งที่เหนียวแน่นเพราะสามารถจับจุดได้ถูกต้อง

ตรงนี้การ Research ต้องแน่นจริงๆนะครับ ... แล้วก็ต้องมีการดำเนินธุรกิจที่ "รับฟัง" เป็นอย่างยิ่งครับ

เรื่องเงินไม่ใช่ประเด็นที่แท้จริงครับ ... แต่การติดตามโลกนี่สิครับ ... ยิ่งด้วย Social Network แล้ว

จะว่าไปแล้ว Social Network นั้นเหมือนหมู่บ้านที่คนชอบสิ่งเดียวกันหรือแชร์อะไรบางอย่างร่วมกันมาอยู่ หากหมู่บ้านเหล่านั้นมีสิ่งที่เค้าแชร์กันอยู่แล้ว ... ผมไม่เห็นว่าทำไมเค้าต้องเปลี่ยนหมู่บ้านอีกครับ นอกเสียจากมีความน่าสนใจอื่นๆที่เค้าสามารถอยู่ร่วมกันได้ เช่น Deviantart.com หรือ Linkedin.com เป็นต้นที่สามารถแตก Social ออกมาเฉพาะทางได้แล้วประสบความสำเร็จโดยที่ Myspace Facebook และ Hi5 ก็ยังมีตลาดใหญ่อยู่

แต่ก็ต้องลองดูครับ ... อีกอย่างที่สำคัญคือ Marketing ด้วยครับ ส่วนนี้นั่นยุ่งยากมากมายแล้วก็ใช้เงินมหาศาลครับ

ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

:: Take minimum, Give Maximum ::

joecole Sun, 29/03/2009 - 23:38

ตอนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์คุณตัน โออิชิ

Q : คุณตันเคยพูดว่า อย่าไปลงทุนกับสินค้าที่อินเทรนด์ อยากให้ช่วยขยายความตรงนี้หน่อยครับ

A: ควรลงทุนกับสิ่งที่กำลังจะอินเทรนด์ ไม่ใช่ลงทุนกับสิ่งที่อินเทรนด์แล้วนะ อินเทรนด์สำหรับผมคือ out ถ้ากุ้งราคาดี สำหรับผมคือแย่แล้ว ถ้ากุ้งราคาดีแล้ว คุณไปเลี้ยงกุ้งเนี่ย ราคากุ้งตกแน่ ถ้าหมูราคาดี พอเลี้ยงกว่าจะโตปุ๊บก็แย่

อย่างตอนนี้ ธุรกิจเรียลเอสเตทดี คอนโดฯ ดี คุณไม่เคยทำ คุณไปซื้อที่แล้วมาเขียนแบบ พอคุณเริ่มจะก่อสร้างหรือสร้างยังไม่เสร็จ คุณเจอขาลงแล้ว

ผมจึงมักบอกให้ลงทุนกับธุรกิจที่กำลังจะมา

(จาก a day Bulletin, issue 39, 27 March-2 April 2009)

namcud36 Mon, 30/03/2009 - 12:53

In reply to by joecole

Richard Branson ผู้ก่อตั้งเวอร์จิ้น
เป็นคนนึงที่เน้นการทำงานในสิ่งที่ทำให้ตนเองอยากทำ หรือมีความสุขที่จะทำ
หรือบางที เขาใช้สินค้า และบริการอะไรที่เขารู้สึกไม่ประทับใจ เขาก็เข้าไปทำในธุรกิจนั้น ง่ายๆซะงั้น
ธุรกิจ หลายอย่างที่เขาเข้าไปนอนตอนที่ Industry กำลัง Down

หลายครั้งที่ Players ใน Indusry เดียวกันใส่ใจในสิ่งเดียวกัน
และก็ทอดทิ้ง หรือไม่สนใจในสิ่งเดียวกัน

ผมว่าในโลกนี้มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอกครับ
เราต้องหาสไตล์ของตัวเอง

เรียนอะไรมา หรืออ่านหนังสืออะไรมา ก็อย่าลืมที่จะละ อย่ายึดติด
ตื่นขึ้นมาด้วยความโง่ แต่สดใส ทุกเช้า เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกวัน

คนฉลาดหลายคน ใช้เวลาในการทำอะไรที่ทำให้ตนเองดูฉลาด แทนที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ๆ

ปล. ที่ผมให้ความเห็นนี้เพราะ ผมชอบกระทู้นี้ที่มี คน Share ความคิดที่หลากหลายครับ

WeeLoveYou Mon, 30/03/2009 - 12:33

มีคนเคยพูดเอาไว้ว่า ในแต่ละวัน 50% ใช้วิเคราะห์คู่แข่ง ส่วนอีก 50% ที่เหลือให้เราทำในสิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งให้ได้ :-)

สู้ๆ ครับ ผมเชื่อว่าคุณทำได้

อรรถทวี เจริญวัฒนวิญญู

เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคุณ latesleeper ครับ

อ่านแล้วผมก็เป็นห่วงเหมือนกันครับ เพราะตอนนี้ Social Network ที่มีอยู่แต่ละเจ้าก็ปากกัดตีนถีบกันอยู่ อีกทั้งแนวคิดคุณน้ำนำเสนอมามัน abstract มาก ๆ ผมนึกไม่ออกเลยว่าจะ implement ยังไง

สำหรับแนวคิดของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่ยกมานั้น หากให้ผมวิจารณ์ตรง ๆ คงต้องบอกว่า ออกแนวเพ้อฝันไปหน่อย Wisdom Age, Mind to Mind, Mass Collaboration ผมคิดว่านักปราชญ์ตั้งแต่ยุคเพลโต ก็อยากให้เป็นอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว คำถามคือ อะไรคือแนวทางที่เป็นนามธรรมอย่างชัดเจน ?

นอกจากนี้แนวคิดที่นำเสนอมันสวนทางกับความเป็นจริงอยู่พอสมควรครับ คุณน้ำน่าจะตั้งคำถามที่ว่า "อะไรคือความต้องการของผู้ใช้ ?" มากกว่าจะเป็น "อะไรที่เราอยากให้ผู้ใช้ต้องการ ?" คำตอบของคำถามแรกสำหรับผู้ใช้ Social Network คือ เป็น Social Network อะไรก็ได้ ที่มีคนรู้จักเล่นเยอะ ๆ หรือมีเพื่อนเยอะ ๆ ส่วนฟังก์ชันจะเป็นยังไง เป็นเรื่องรอง ๆ ลงมา

ส่วนเรื่องกราฟิกที่ออกแบบไว้แล้วนั้น ผมอยากให้คุณน้ำลองอ่านหนังสือ Making the Web Work ดูครับ แล้วจะรู้ว่าการสร้างเวบที่มี usability ที่ดี สิ่งสุดท้ายที่ควรทำคือ ออกแบบกราฟิก

ประเด็นที่สำคัญอีกอย่างคือ จะหาเงินจากเว็บไซท์ได้ยังไง ? ปัญหานี้เป็นปัญหาระดับโลกที่ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ที่ว่าเจ๋ง ๆ ก็ยังประสบกันอยู่เลยครับ ยิ่งในประเทศไทยด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่

ไม่ได้ต้องการทำลายกำลังใจครับ แต่อยากให้มองโลกตามความเป็นจริงมากกว่านี้

BioLawCom.De

"ก็อยากให้เป็นอย่างนั้นมาตั้งนานแล้ว คำถามคือ อะไรคือแนวทางที่เป็นนามธรรมอย่างชัดเจน ?"

รูปธรรม หรือเปล่าครับ ?

ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

:: Take minimum, Give Maximum ::

ขอแชร์ความคิดเห็นเรื่อง Trend ของอนาคตนะครับ

  1. Wisdom Age:
    ปัจจุบันเริ่มมีชาติตะวันตก หันมาสนใจพระพุทธศาสนา มากขึ้น และมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้น ให้ผลตรงกันว่าการนั่งสมาธินั้น สามารถทำให้เกิดความสงบสุขได้ ล่าสุดผมไปเจอเพื่อนที่ลอนดอน มันบอกว่าจะไปสั่งสมาธิในป่า กับพระฝรั่งซึ่งเป็นลูกศิตย์สายหลวงปู่ชา (ซึ่งแสดงว่าเริ่มมีการวางรากฐานพุทธศาสนาในอังกฤษแล้ว) ผมได้คุยกับเพื่อนแม่ชาวสวีเดน ซึ่งเขาเองทำงานเกี่ยวกับการช่วยให้คนนอนหลับได้ง่ายขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ในประเทศที่เจริญทางวัตถุ มีคนมีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

  2. Mind to Mind:
    ซึ่งการซื่อสารแบบนี้ คนจะมีความรู้สึกร่วมกัน ในรูปแบบที่คนภายนอกอาจไม่เข้าใจ คือต้องสัมผัสเองถึงจะรู้ เช่น การร้องเพลง You'll Never Walk Alone ของชาว Liverpool ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นบางเวบไซท์ที่สามารถสร้างการสื่อสารแบบนี้ได้ แม้จะยังเป็นในกลุ่มคนไม่มากนัก อย่างเช่นเวบที่ ได้เพื่อนสนิทจากการเขียนไดย์รี่ จากการแลกกันอ่าน ซึ่งหลายเวบ ผู้ใช้ต้องจ่ายเงินค่าบริการด้วย (ซึ่งแม้แต่ผมเองยังไม่เข้าใจผู้ใช้ แต่กลุ่มของเขาก็เข้าใจกันเองอะ)

  3. Mass Collaboration
    ปัจจุบันนี้เราอยู่ในระบบทุนนิยมที่ต้องการ การ Upgrade ซึ่งยุคต่อไปจะเป็นยุคของการหาทางร่วมมือกัน มากกว่าการหาทางเอาชนะคู่แข่ง ซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติ่มได้จาก หนังสือ Text Marketting อมตะสุดคลาสซิก Marketting Management ของ Philip Kotler หรือใครอยากจะเข้าใจว่าปัจจุบันนี้ทำไมระบบทุนนิยมจึงมีปัญหา และแนวทางการแก้ไข ผมขอแนะนำหนังสือเรื่อง Capitalism 3.0 ของ Peter Barnes (ซึ่งสำหรับผมโดยส่วนตัวแล้วลึกซึ้งกว่าเรื่อง The world is flat หลายเท่าตัว)

ปล. เมื่อจีนจะเป็นเบอร์ 1 แทนอเมริการคุณคิดว่าโลกจะเป็นอย่างไร? ปัจจุบันคนในโลกนี้เรียน MBA สไตล์ ตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ครับ ในที่นี้มีใครเคยเรียน MBA สไตล์จีนมั้ยครับ? ถ้ามีช่วยแชร์ด้วยนะครับ เท่าที่รู้มามีความแตกต่างกันอยู่มากครับ

  • หากใช้คำว่า Age ย่อมหมายถึงภาวะการณ์ของคนส่วนใหญ่ครับ การที่มีคนตะวันตกจำนวนหนึ่ง หันมาสนใจสมาธิ คงนำมาเป็นปัจจัยชี้วัดอะไรไม่ได้ครับ อีกทั้ง Wisdom มันเป็น relative ครับ ผู้ก่อการร้าย Al-Qaida ก็คิดว่าตัวเองทำเพื่อ Wisdom เหมือนกัน

  • หากตีความว่า Mind to Mind คือ ความรู้สึกร่วม งั้นเสื้อเหลือง เสื้อแดง ก็เป็น Mind to Mind อย่างหนึ่ง ?

  • ผมไม่ค่อยเข้าใจ Mass Collaboration ในความหมายของคุณเท่าไรครับ

  • หากจีนเป็นเบอร์ 1 จริง และจีนยังคงดำเนินนโยบายต่าง ๆ ดังเช่นตอนนี้อยู่ ผมคิดว่าโลกคงน่าอยู่น้อยลงครับ เพราะเอาเข้าจริง จีนทุนนิยมสุดโต่งยิ่งกว่าอเมริกาเสียอีก ในขณะที่จีนไม่เคยสนใจเรื่องมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม ตอนนี้เศรษฐกิจจีนดีก็จริง แต่ถามว่าในจีนมีคนจนมากเพียงใด สิ่งแวดล้อมและสาธารณะสุขในจีนแย่ขนาดไหน สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของคนจีนมีเพียงใด ผมคนหนึ่งละครับ ที่ไม่อยากมีความสุขตามนิยามของรัฐบาลจีน

BioLawCom.De

ขอตอบเรียงข้อนะครับ

  1. ใช่ครับตอนนี้เราอยู่ใน Information Age ที่มี Google เป็นผู้นำ แต่ต่อไป คนจะเริ่มรู้ว่ามันไม่สำคัญว่าคุณมีข้อมูลเยอะ ขนาดไหน แต่สิ่งที่สำคัญคือ สิ่งใดที่จำเป็น หรือมีความสำคัญกับตัวคุณที่จะทำให้คุณมีความสุข แน่นอนที่สุดครับ มันยังไม่เกิดขึ้นตอนนี้ (การวิเคราะห์ Trend สำหรับผมคือการวิเคราะห์สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นนาอนาคต ซึ่งแน่นอน อาจจะมีถูกบ้างผิดบ้างครับ)แต่ผมคิดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

  2. ใช่ครับ เสื้อเหลืองเสื้อแดงนี่ เป็นแบบ Mind to Mind ซึ่งถ้าเราหาทางให้คนทั้งโลก connect กับแบบ Mind to Mind เพื่อสร้างสรรค์อะไรดีๆ ได้จะมีพลังมากเลยครับ เพราะหลังจากที่ผม เพิ่มความสุขให้ชาวโลกแล้ว กะจะเพิ่มให้สัตว์ และธรรมชาติด้วย เป็น STep ต่อไป

  3. Mass Collaboration คือการร่วมมือกันทำงานอย่างหนึ่ง โดยที่แต่ละคน(จำนวนมาก)ทำงานอย่างอิสระจากกัน ตัวอย่างที่ดีที่สุด คงจะเป็น การพัฒนา Software ใน Open Source ซึ่งตอนนี้ยังกระจุกตัวอยู่ในเฉพาะกลุ่มคนที่เก่งคอม แต่ในอนาคต คนที่ Specialize ในวงการอื่นๆ น่าจะมีการ Mass Collaboration มากขึ้น

  4. ผมไม่ได้บอกว่าจีนดีกว่าตะวันตกนะครับ แค่บอกว่าแตกต่างกัน เลยอยากจะให้คนที่มีโอกาสลองศึกษาดู ถ้าเราเห็นข้อดี ข้อเสียของทั้งสองฝ่าย ไม่แน่ซักวันอาจจะมีคนไทย ที่ทำธุรกิจระดับโลกได้

ขอแสดงความคิดด้วยคนครับ

  1. Wisdom Age

    ถ้า trend อนาคตเป็นอย่างนั้นจริง คนจะยิ่งวิ่งเข้าหาธรรมชาติมากขึ้น ใช่หรือไม่ ? ถ้างั้น ธุรกิจที่ควรทำ ก็น่าจะออกห่างจากเทคโนโลยี (หรือเว็บไซต์) ก็จะดีกว่า หรือเปล่า ? (เช่นไปทำสปา รีสอร์ท สร้างสถานวิปัสนา ฯลฯ)

  2. Mind to Mind

    ความหมายเดียวกับ like-mind (คนที่คิดเหมือนๆ กัน ชอบเหมือนๆ กัน) ใช่หรือเปล่าครับ
    ซึ่งทุกวันนี้ ก็เห็นมีอยู่มากมายใน Internet ครับ อย่างเว็บไซต์ที่แฟนๆ ทำให้ดาราคนโปรดของตัวเอง จนกลายเป็น community เล็กๆ ก็ใช่ / หรือในเว็บบอร์ดอย่าง pantip.com ก็มีแยกห้องสำหรับ AF, The Star ซึ่งมีคนเข้าไปโพสต์กันเพียบ / รวมถึงเว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาสำหรับความสนใจเฉพาะอย่าง เช่น เว็บไซต์ของคนชอบควงปากกา, เล่นรูบิก ฯลฯ ก็ด้วย

  3. Mass Collaboration

    "ยุคของการหาทางร่วมมือกัน" อ่านแล้วนึกถึง wikipedia (เปิดให้บริการปี 2001) และหนังสือ Wikinomics (ตีพิมพ์ปี 2007) ... แนวนี้ใช่มั้ยครับ ? ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แล้วนะครับ

    ส่วนประเด็นว่า ถ้าระบบเศรษฐกิจโลกเป็นอย่างประเทศจีน จะเป็นอย่างไร ? ถ้าพูดถึงการทำธุรกิจแบบจีนๆ ผมนึกได้ทันที 2 อย่างครับ คือ 1. สินค้าราคาถูกและคุณภาพเป็นไปตามราคา และ 2. Know who มากกว่า know how ครับ

ขออนุญาติตอบเฉพาะข้อ 3 Mass Collaboration นะครับ

Wikipedia เป็นตัวอย่างที่ดีมากของ Mass Collaboration ครับ
แต่มันยังไม่เข้าสู่ Main Stream คนเล่นยังจำกัดอยู่กับนักวิชาการ

มองง่ายๆ ครับคนที่ใช้อินเตอร์เน็ท ปัจจุบันมีกี่%
ที่เคยใช้อันเตอร์เน็ทในการ Mass Collaboration?

ซึ่งถ้าเรามองให้เป็นโอกาสก็คือ
เราจะทำยังไงให้คนที่ไม่เคย Callaborate หันมา Collaborate

kowito2 Sat, 04/04/2009 - 00:46

In reply to by namcud36

อืม ผมคิดว่าเพื่อนๆ พี่น้องผมก็รู้จักวิกิ และใช้ปนะโยชน์จากมันพอสมควรนะ อีกอย่างคนใช้ในเมืองไทยก็ไม่ใช่น้อย

ขอตอบคุณ adamy และทุกท่าน ที่อยากเห็นแนวทางที่เป็นรูปประธรรมนะครับ

ผมยินดีที่จะเปิดหน้าเวบที่ผมออกแบบให้คุณดู

แต่เฉพาะกับโปรแกรมเมอร์ที่มีความสนใจจริงๆเท่านั้นนะครับ
(ซึ่งคุณจะต้องเซ็นสัญญาปกปิดข้อมูลก่อน)

บ้านผมอยู่แถว สถานีรถใต้ดิน บางซื่อ + ประชาชื่น
ใครสนใจผมยินดีต้อนรับนะครับ

น้ำ

bossalove Thu, 02/04/2009 - 06:37

คุณน้ำไม่ได้ทิ้ง e-mail ไว้ให้
เอาเป็นว่า e-mail ติดต่อผม hiddenlab@gmail.com
เป้าหมายผมคงไม่ได้ถึงขนาดจะเป็น programmer ลุยด้วย แต่ผมชอบคิดโจทย์ปัญหา ชอบคนลุย รู้จักกันไว้อาจจะมีประโยชน์
ลองมาทำความรู้จักกันดูนะครับ

Ton-Or Sun, 05/04/2009 - 23:07

ถ้าอ่านหัวกระทู้แล้วตอบ ผมจะถามว่าทำซ้ำกับเขาไปทำไมเพื่อนๆใน hi5 facebook อยู่เต็มแล้วผมต้อง เพิ่ม account อีกเหรอ ? แต่เห็นอธิบายยาวๆ มาเรื่อยๆ สรุปผมยังไม่ทราบเลยจะทำอะไรกันแน่

ถ้าถามว่าทำอะไรที่ยังไ่ม่มีคนทำตอนนี้คิดใหม่ยากมาก
ถ้าผมมีเงินลุนทุนขนาดนั้น ผมเปิด data storage free ในไทยดีกว่า ฟรีใช้กันคนหละ 10G ต้องการใช้เยอะก็เสียตังก็ว่ากันไปสักเท่าไหร่ 100/เดือน 100 G อะไรแบบนั้น

สามารถเปิดให้เข้า ดูfileหรือ load ทาง http ได้(ตามที่เลือก file ไหนยอมไม่ยอม)

พอดีต้องการใช้และยังไม่มีใครทำ มีแต่ของนอก ก็ up/down ได้ไวจัดรอ ไม่ไหวทุกวันนี้เลย map drive ftp แทนอยู่ แต่ไม่ค่อยยากใช้ มันไม่แนว

อ้อ ขอ program link storage หรือ map drive online ง่ายๆ ไม่โง่ เบาๆ คนอ่านหนังสือออก กด กด ตามติดตั้งใช้งานได้ด้วยตัวเอง ด้วยแจ่ม

Ton-Or

audy Tue, 07/04/2009 - 09:25

In reply to by Ton-Or

  • ทำไมมีร้านก๋วยเตี๋ยว เปิดใหม่เรื่อยๆ ทั้งๆที่มันก็มีเยอะอยู่แล้ว
  • ทำไมค่ายรถถึงออกรุ่นใหม่ๆ ทุกปี และขายได้

ถ้ามั่นใจว่าดีกว่า มีความแตกต่าง ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นะครับ

Ton-Or Tue, 07/04/2009 - 12:07

In reply to by audy

เรื่องก๋วยเตี๋ยวไม่น่าเอามาใช้เทียบได้มันอยู่ในปัจจัย 4 เป็นของจำเป็น ไปเปิดที่ที่ไม่มีคนเปิดใกล้ๆ หรือเปิดในบริเวณร้านข้าว ก็น่าจะอยู่ได้ หรือที่บอกเปิดกรณีที่ว่าเปิด ใกล้ๆ กันเป็น 10ๆ ร้าน? ก็เปล่า เพราะเห็นแต่หละที่ ที่เปิดก็อยู่ห่างๆ กันเหมือน 7-11 กระจายให้ทั่วถึงผู้บริโภค มันต้องเดินหรือเคลื่อนที่ไปใช้บริการน่ะครับ นั่งหน้าคอมกดกินเลยไม่ได้(ไม่ใช่สั่งมากินคนหละเรื่องนะ)

ส่วนเรื่องรถของพวกนี้มันมีค่าเสื่อมราคาครับ ออกมา วันเดียวขายคืน โดนกด ไป 50,000 บาท แล้ว แล้วใช้ไปทุกวัน มันมีชนมีพัง ส่วน web นี้มันคนหล่ะอย่าง เปิดมา 1 ปี สภาพ มันก็เหมือนกับตอนเปิด(กรณีไม่ถูก hack) แถมยังมีมูลค่าเพิ่มถ้าข้อมูลเยอะๆ ขึ้น ดูจาก blognone เองก็ได้ครับ ยิ่งนาน ข้อมูลยิ่งเยอะ ยิ่งขลัง

แต่ถูกเรื่องถ้ามันดีกว่าก็เปิดไป แต่แล้วก็ต้องตอบโจทย์ที่ว่า ดีกว่าแล้วทำไมผมต้องมาสมัครเพิ่มด้วย ดีกว่าแค่ไหนน่ะครับ แต่ขอไว้เรื่องนึง ถ้าเหตุที่ควรสมัครเพราะเป็นของคนไทยตั้งใจทำมาเป็น 10 ปี

Ton-Or

audy Tue, 07/04/2009 - 14:00

In reply to by Ton-Or

ที่ผมต้องการจะสื่อคือ

ถ้ามองเห็นโอกาสทางธุรกิจ และคิดว่าเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ เรื่องอะไรจะไม่ทำครับ ถึงแม้ว่ามันจะมีอยู่ก่อนเป็นล้านๆ อย่างแล้วก็เถอะ

sirn Tue, 07/04/2009 - 17:49

In reply to by audy

ถ้าหากไม่มีแนวทางที่เป็นรูปธรรมของตัวเอง สุดท้ายก็เป็นได้แค่ me-too products ครับ พื้นที่ที่มีให้ยืนในตลาดมันเล็กมาก

audy Tue, 07/04/2009 - 23:19

In reply to by sirn

ครับ ต้องเจาะให้ได้ วงกลม ๑ วง ไม่สามารถครอบคลุมได้หมดครับ
จุดยืนเล็กๆในตลาด ที่สามารถยืนได้และมีกำไร ผมยอมนะ

latesleeper Wed, 08/04/2009 - 02:26

In reply to by audy

ผมถึงบอกว่าคนข้างบนนี้โชคดี ถ้านายทุนของเขาจะพูดว่า "ถ้าทำได้งั้น ผมยอมนะ" เหมือนที่คุณพูด

แต่ยอมรับเถอะครับ แก่นแท้ของความคิดนี้มันก็แค่ "ง่ายกว่า"
...ง่ายกว่าคิดอะไรใหม่ๆ ก็เท่านั้นเองครับ
แล้วมาดูกันว่านายทุนเจ้านี้จะแฮ้ปปี้ขนาดไหน กับการลงทุนสเกลนั้น
เพื่อให้ได้ "จุดยืนเล็กๆ ในตลาด ที่สามารถยืนได้...
"และมีกำไร..."

...คำสุดท้ายนี่ ​โอแม่เจ้า...

sirn Sat, 11/04/2009 - 20:34

In reply to by audy

ถ้าหากมันต้องเสี่ยงขนาดนั้น แล้วถึงขั้นวิจัยตลาดอะไรได้แล้วเนี่ย ไปทำในสิ่งที่ตลาดกำลังจะต้องการจะดูดีกว่ามั๊ยครับ ระหว่างเสี่ยงเป็นแสนเป็นล้านเพื่อจุดเล็กๆ ในตลาดที่ไม่รู้จะกำไรได้มั๊ย กับเสี่ยงพอๆ กัน แต่อาจจะได้เป็นจุดเริ่มต้นที่คนอื่นจะมาทำ me-too products แข่ง ผมขอเลือกอย่างหลังดีกว่า

namcud36 Fri, 10/04/2009 - 12:05

เมื่อวานผมไปคุยกับบริษัท โปรแกรมแห่งหนึ่งมา

บริษัทเขามีโปรแกรมเมอร์ ประมาณ 20 คน
(ถนัด PHP 3 คน เขาบอกว่าส่วนใหญ่หันไปเขียน Java หมด)

เขาบอกว่าเบื้องต้น อย่างต่ำคง ล้านนึง
ซึ่งเขาจะประเมินราคาให้อีกที

เขาสนใจที่จะเป็นหุ้นส่วน
แต่ผมยังไม่อยากจะเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทโปรแกรมมิ่งเท่าไหร่
ตอนนี้งบประมาณคงไม่ใช่ปัญหาเท่าไหร่แล้วครับ

อยากหา Partner เป็นโปรแกรมเมอร์ ไฟแรง ที่อยากจะช่วยกอบกู้โลกมากกว่า
(มาช่วยเป็น Project Manager)

มีใครพอจะแนะนำได้มั้ยครับว่าหาได้ที่ไหน หาได้อย่างไรดี?

7ingN0ngN0i Fri, 10/04/2009 - 17:28

ผมว่าหาเป็นนักวิเคราะห์ระบบเก่งๆ จะดีกว่าครับ เพราะยังไงขั้นตอนพัฒนาก็จ้างเขาทำอยู่ดี

bossalove Sat, 11/04/2009 - 12:33

มีข้อแนะนำคือ project manager, programmer ไม่เหมือนกันและใช้ทักษะต่างกันมากครับ

programmer อาจจะรู้คำสั่งเขียนโปรแกรมเยอะ แต่อาจจะดูภาพรวม project ไม่เป็น บริหาร project ไม่เป็น บางทีก็รู้แต่คำสั่ง แต่ออกแบบ architecture ไม่เป็น

project manager อาจจะไม่รู้คำสั่งเขียนโปรแกรมอะไรเลย แต่ดูองค์รวมของ project เป็น จัดสรรทรัพยากรได้

เพราะถ้าคุณ namcud36 บอกว่าหา programmer ก็ระวังหน่อยครับ เพราะมันไม่เหมือนกัน
เท่าที่ดู คิดว่าคนที่คุณต้องการ น่าจะต้องรู้รอบพอประมาณเลย

โดยส่วนตัว แนวทางให้บริษัทโปรแกรมมาเป็นหุ้นส่วน ผมมองว่า safe แล้วนะครับ ถึงจะไม่ค่อยหวือหวา

ส่วนถ้าเอาคนเดี่ยวๆนี่ ใช้ดวงเหมือนกัน ก็ลองไปประกาศตามที่ต่างๆ ไปทำความรู้จักกับคน IT ตามแหล่งต่างๆ ถ้ามีก็คงเดินเข้ามาหาเราเอง แต่ก็ต้องรู้หลักการตรวจสอบคัดกรองเขาหน่อยนะ

ฮืมที่มันยากก็ตรงนี้ด้วย เพราะผมอยากได้คนที่มีคุณสมบัติ

Project Manager + System Analyst(or Architect) + PHP Programmer
ในหนึ่งคน

เพราะส่วนตัวผมก็เป็น
Business Development + Marketing + Content Manager + Web Design
ในหนึ่งคน

พอผมทำงานคนเดียวแล้วซึ้งเลยครับ ว่างาน Graphic มันยาก ลากเลือด ขนาดไหน
แต่ก่อนคิดว่าการที่เราคิดไอเดียอะไรดีๆ นี่ยาก
แต่พอลองทำเองแล้วรู้เลยว่าการทีเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้จริงนี่ยากกว่า

ฉะนั้นผมจึงอยากได้คนที่เคยเขียนโปรแกรม PHP มาก่อน
เพราะเขาจะได้รู้ซึ้งถึงความยากลำบากจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่จากตำรา หรือคำบอกเล่า

จากประสบการณ์ที่เห็นอยู่ ผมว่า น่าจะแยกคนนะครับ mind set มันคนละเรื่องเลย และเป็นคนละสายพันธุ์ด้วยอ่ะ

-- Flex | Java | REALBasic --

ฮืมที่มันยากก็ตรงนี้ด้วย เพราะผมอยากได้คนที่มีคุณสมบัติ

Project Manager + System Analyst(or Architect) + PHP Programmer
ในหนึ่งคน

เพราะส่วนตัวผมก็เป็น

Business Development + Marketing+Content Manager+Web Designในหนึ่งคน

พอผมทำงานคนเดียวแล้วซึ้งเลยครับ ว่างาน Graphic มันยาก ลากเลือด ขนาดไหน
แต่ก่อนคิดว่าการที่เราคิดไอเดียอะไรดีๆ นี่ยาก
แต่พอลองทำเองแล้วรู้เลยว่าการทีเราจะทำให้มันเกิดขึ้นได้จริงนี่ยากกว่า

ฉะนั้นผมจึงอยากได้คนที่เคยเขียนโปรแกรม PHP มาก่อน
เพราะเขาจะได้รู้ซึ้งถึงความยากลำบากจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่จากตำรา หรือคำบอกเล่า

namcud36 Thu, 16/04/2009 - 15:06

In reply to by wiennat

ใช้ PHP เพราะว่า น่าจะเร็ว เสถียร และมีความยืดหยุ่นในการพัฒนา มากที่สุด

เท่าที่ผมปรึกษาเพื่อนผมที่เป็นโปรแกรมเมอร์ทั่วไป ก็เชียร์ PHP

ส่วนตัวผม...

ไม่เลือก .net เพราะผมไม่ชอบสไตล์การทำธุรกิจของ Microsoft

ไม่เลือก java เพราะมันต้องทำให้เสร็จทั้งก้อนถึงจะ test ได้

อีกอย่าง Facebook ก็ใช้ PHP เรื่องนี้ผมไม่อายเลยที่จะทำตามผู้นำไปก่อน

จริงๆผมก็ไม่ได้ยึดติดอะไร
แค่ยังไม่เจอคนที่ หลังจากที่ผมเล่าเรื่องเวบผมให้ฟังแล้วเขาแนะนำอย่างอื่น
(หรือผมอาจจะยังไม่เจอคนที่เก่งจริงๆ อย่างที่คุณบอกก็ได้นะครับ)

bossalove Mon, 20/04/2009 - 15:02

In reply to by kowito2

ผมว่า php ดีแล้วหละ เป็นตัวเลือกที่ safe มาก ความเสี่ยงต่ำ

คนใช้เป็นเยอะดี พบได้ทั่วไป คนเข้าคนออกจะได้ไม่เสียหาย ถ้าอยากขยายงาานก็คล่องตัว

ให้มี project manager เก่งๆ คุมดีๆก็แล้วกัน

ไปเอาภาษาอื่น โดยเฉพาะพวกที่คนน้อยๆแล้วจะปวดหัวเอา หาคนยาก ส่วนใหญ่ที่เขียนเป็นก็เป็นพวกเทพ เขาก็คงไปบริษัทใหญ่ๆเงินเดือนสูงๆ ไม่มาผจญภัยหรอก คนออกทีก็ project ติดแหงกไปไหนต่อไม่ได้

goommt Sun, 12/04/2009 - 21:03

อ่านๆมาทั้งหมดก็ยังจับใจความถึงจุด critical point ที่จะดึงคนมาใช้งานจริงๆไม่ค่อยได้เลยครับ - -a (เข้าใจไปเองว่าเกี่ยวกับความลับทางธุรกิจกระมัง...)

ก็พยายามเข้านะครับ ใครจะไปรู้ว่าอาจจะสำเร็จก็ได้ ไม่ลองก็ไม่รู้ครับ

ปล. ถ้าอยากให้ช่วยออกความเห็นอะไรก็ติดต่อมาได้ที่ regoom_boyd@hotmail.com ครับ ยินดีให้ความเห็นตามสมควร... -3-

pjmppans Wed, 15/04/2009 - 20:25

ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับพวกนี้เท่าไรเลย มาอ่านหาความรู้

ชอบคนไฟแรงแบบคุณจัง

namcud36 Mon, 20/04/2009 - 16:46

ขอบคุณทุกคนที่ให้คำแนะนำนะครับ

ตอนนี้ผมได้ตกลงร่วมงานกับ Project Manager คนหนึ่งแล้ว

(ซึ่งสรุปเขาเขียน PHP ไม่เป็นละ เขาถนัดทาง System Architech และOracle)

ซึ่งผมร่วมงานกับเขาเพราะ

  1. มีใจ

  2. มีประสบการณ์ตรงในการเป็น Project Manager (ซึ่งต้องดูแลโปรเจคที่ใหญ่กว่าเวบผม)

  3. ตรงไปตรงมา และสู้ชีวิต (คำบอกเล่าจากอาผมซึ่งเป็นเพื่อนเขา)

ตอนนี้ก็เหลือแต่หาบริษัทเขียนเวบอะครับ

มีใครจะแนะนำได้มั้ยครับว่าหาที่ไหนดี

มีใครเคยเจอบทความที่ Rank 10 อันดับ
ยอดบริษัทเขียนเวบในไทย อะไรประมาณนี้บ้างมั้ย?

ปล. ล่าสุดผมอ่านหนังสือเรื่อง Reality Check ของ Guy Kawasaki ที่คุณ MK แนะนำใน Blog ดีเหมือนกันนะครับ http://www.isriya.com/node/2465/reality-check#comment-17173

senseamm Tue, 26/10/2010 - 17:04

555 ไปตอกย้ำเขาทำไมครับ

ผมเคยคิดจะทำนะ ต้องบอกว่าทำไปแล้วด้วยสิแต่ไม่เวิก ทั้งที่ผมมี partner ตัวเองก็มี skill พอตัวแต่ก็เหลว ตอนนี้กลับมาเป็น PM ให้แบงค์ใหม่ บวกกับทำธุรกิจส่วนตัวอื่นที่ไม่ใช่ IT ควบคู่ไปด้วย

แต่ตอนนี้ผมมี Idea+ marketing plan + application design ระดับ deep detail ด้วย แต่ไม่อยากเอาเงินตัวเองลงล่ะ ใครสนใจลงทุนก็บอกมานะคับ เผื่อจะแชร์กัน 555

ไล่อ่านมาแต่ต้น เพิ่งเห็นว่าเป็นปี 2009 ขอบคุณที่ช่วยขุดมาครับ ทำให้ได้รับแง่คิดดีจริง ๆ

lew.★ Wed, 27/10/2010 - 16:56

ยากมาก เรากำลังจะแข่งกับบริษัทระดับโลกอย่างเฟซบุ๊คที่มีขนาดใหญ่มากๆ ไม่รู้เอาเงินมาจากไหนมาทำ
ผมลองใช้ดูแล้ว มันพาวเวอร์ฟุลสุดๆ เร็วสุดๆ

เมื่อหลายปีก่อนก็มีเว็บแบบนี้แหละในไทย เป็นเว็บเกี่ยวกับให้ศิษย์เก่ามาลงทะเบียนแล้วแลกเปลี่ยนข่าวสารกัน
ผมก็เคยลองไปใช้ดู แต่ มัน ไม่ ติด ตลาด น่าเสียดายมาก ไอเดียคล้ายๆกัน จุดเริ่มต้นก็ไม่ช้ากว่ากันเท่าไหร่
แต่ด้วยพลังเงินมหาศาลของคนอเมริกาทำให้เฟซบุ๊คมีฟีเจอร์ต่างๆที่ทำให้ติดตลาดได้

pexza Wed, 27/10/2010 - 21:56

อุ๊ย! นั่งอ่านกระทู้เก่าอยู่เหรอเนี่ย 555+

อืม .. เท่าที่อ่าน ๆ มา ผมว่าตายตั้งแต่ต้นละครับ STP อยู่ไหน ?

มีแต่คอนเซปต์ .. นั่นมัน Core Value มันเป็น Goal แล้วแผนการที่จะไปถึงตรงนั้นล่ะ

ธุรกิจของคุณจะขายใคร ขายคนก็ต้องเลือกว่าจะเอากลุ่มไหน จะใช้มาตรวัดอะไรเป็นตัวแบ่ง แม้กระทั่งคิดจะขายของสุนัขยังต้องเลือกเลย ว่าจะเอาสุนัขกลุ่มไหน

มันไม่ชัดตั้งแต่สินค้า ไม่ชัดทั้งกลุ่มเป้าหมาย ตรงนี้ไม่ชัดแล้วแผนธุรกิจมันจะมาได้ยังไง จะกำหนด Capital ได้ยังไง

.
.

ความรู้เก่า ๆ ก็คือ นอกจาก Research แล้ว การทดลองก็เหมาะสมนะครับ ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ เก็บเอาข้อดีข้อด้อยมาปรับปรุงและพัฒนา สองอย่างประกอบกันมันจะดีกว่า Research อย่างเดียวนะ

สนุกจัง ย้อนอดีตกันไกลเลย อิอิอิ

paween_a Thu, 28/10/2010 - 17:54

จริง ๆ แล้วน่าจะเริ่มต้นจากส่งเล็ก ๆ ก่อนนะเนี่ย

http://goo.gl/AghA

ผมว่าเค้าก็ไปได้ไกลพอควรแล้วนะครับ ผมไม่ได้ลงมือช่วย ก็ขอามาเอาใจช่วยละกันครับ

ผ่านมาปีกว่าแล้วกลับกระทู้นี้
กลับมาอ่านกระทู้นี้แล้วรู้สึกเหมืือนได้นั่ง time machine
ย้อนกลับมาดูความคิดตัวเองและ comment ของทุกท่าน

ผมขออัพเดทโครงการเรานิดนึงนะครับ
ทุกท่านสามารถเข้าไปลองเล่น application เราใน facebook ได้ที่
www.freehap.com
ตอนนี้เราตั้งใจที่จะ Focus ในการทำ application ใน facebook
ให้สามารถใช้ในการช่วยดูแล สารทุกข์สุชดิบของเพื่อน และครอบครัวได้ก่อนครับ
และทำ Mobile App ใน iPhone, BB, Android.

ใครมีคำแนะนำอะไรเรายินดีครับ :)
เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงพัฒนา

จากน้ำ
สามารถเข้าไปดูไอเดียเราเพิ่มเติมได้ที่ลิงค์ด้านล่างนะครับ
http://www.youtube.com/watch?v=I06_oGuU3_U

สู้ๆครับ เป็นกำลังใจให้ครับ ของบางอย่างมันต้องลองทำถึงจะรู้ว่าเป็นยังไง ถ้าไม่ลองคงไม่รู้หรอกครับ เป็นผมจะลองทำแบบง่ายๆขึ้นมาก่อน ไม่ต้องซับซ้อนอะไรมากมายค่อยๆทำไปเรื่อยๆ ให้เพื่อนใช้คนรู้จักใช้เรียนรู้ระบบของตัวเอง ลองผิดลองถูกดูก่อนใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ครับ ถ้าไม่เลิกซะก่อนยังไงก็ไปได้ หลายปีที่ผ่านมาคงไม่มีใครคิดมั้งครับว่า google เองที่เป็นบริษัทตั้งใหม่จะดังกว่า yahoo ซึ่งมีพลังมากกว่ามหาศาลได้ ทุกอย่างมันมีข้อบกพร่องอยู่แล้วครับ facebook ก็ใช่ว่าจะต้องอยู่ถาวรเสมอไป

ผมเข้าไปดูใน facebook มาแล้วแต่ขั้นสุดท้ายมันไม่ผ่านครับไม่รู้เป็นเพราะอะไรเลยไม่ได้ใช้ต่อ

ไปลองเล่นมาแล้ว ตอบหมดแล้ว เหลือตอนฟินนิชอ่ะ กรอกหมดทุกช่องละ แต่มันก็ยังบอกว่า กรุณากรอกข้อมูลให้ครบท่าเดียวเลย

adamy Tue, 02/11/2010 - 00:56

ฮาๆ ... กระทู้ย้อนอดีตมากๆครับ

ปล.ผมเองกลับค้นพบว่าท้ายสุดแล้ว การทำเว็บคือการอยู่อย่างพอเพียงและมีความสุขกับเป้าหมายเล็กๆของเราครับ หากอยู่ได้ ... ชีวิต/เว็บก็มีความสุขเพียงพอนะครับ ... การขยายตัวมากเกินไปนั้นมักจะนำพาความวุ่นวายเข้ามาในชีวิตเราเยอะเกินกว่าที่เราจะมุ่งไปหาเป้าหมายที่เราวางไว้แต่ต้นครับ คำว่าที่สุดในโลกนั้นแท้จริงในความคิดของผมนั้นเล็กมากเมื่อเทียบกับ "ความสุขของฉันและคนที่เข้ามาดูเว็บฉัน" ครับ : )

ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความคิด และความพยายาม ขนาดหนูตาย ยังทำให้ยาจกเป็นเศรษฐีได้ ก็เพราะความคิด และความพยายามไม่ย่อท้อ

พอจะแนะนำได้ไหมครับเราจะหา ทุนจากบริษัทต่าง ๆ พวกนี้เราต้องมีอะไรไปเสนอเขาบ้าง พอดีผมก็มีโปรเจคแต่ไม่อยากลงเงินตัวเอง

สู้ต่อไปทาเคชิ

ความคิดเดียวกับผมครับ

และไม่เห็นด้วยกับ amady เป็นอย่างยิ่ง การทำเว็บไม่มีความสุขตรงใหน ผมว่ามีความสุขกว่าทำไร่ไถนา ทำสวน ปลูกผัก ขายก๋วยเต๋ยว หรือแม้แต่ตกปลา นั่งวาดรูป และก๊งเหล้าไปด้วย ขนาดผมออกเดทยังคิดถึงแต่เรื่อง HTML

ผมพอจะทำเว็บไซต์แบบ Facebook ได้ครับแต่ฟังก์ชั่นอาจจะไม่ดีพอ

เครื่องมือที่ใช้ก็มีแค่

  • Notepad --> มีติดมากับคอมทุกเครื่อง Notepad++ ก็ดาวนโหลดได้ฟรี แต่ผมชอบแบบดิบๆ มากว่า
  • Photoshop --> อันนี้ผมมีปัญหาพอสมควรเพราะออกแบบไม่เป็น ไม่เคยเรียน อยากรู้อะไรก็กูเกิ้ล (ราคาที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่าแผ่นละ 200 ครับ)
  • Filezilla --> ฟรี เอาไว้ใช้อัพโหลดเว็บไซต์ที่คุณออกแบบเสร็จไปยังเว็บโฮสติ้ง
  • WAMP, XAMPP, APPSERV --> ฟรีครับ เอาไว้ออกแบบเว็บไซต์ที่คุณอยากได้บนคอมพิวเตอร์ของคุณ

ส่วนค่าใช้จ่ายมีแค่นี้ครับ

  • Domain Name --> $14 ต่อปี (แต่ชื่อดีๆ ไม่ค่อยเหลือแล้วครับ ถ้าคุณมีไอเดียดีๆ ต้องรีบจด)
  • Web Hosting --> ตั้งแต่เดือนละ $3 - $50 มี่ก็หรูสุดๆ แล้วครับ สำหรับ blognone.com ผมว่าเดือนละ $3 ก็เอาอยู่

ความรู้ที่จำเป็น

  • HTML --> เรียนได้จากในเน็ต
  • PHP --> เรียนได้จากในเน็ต
  • XML --> นักออกแบบมือใหม่อาจจะคิดว่าไม่จำเป็นแต่ผมว่าดีกว่า HTML มากๆ ครับ เรียนได้จากไนเน็ตเช่นเดียวกัน
  • Photoshop --> อาจจะดูเหมือนไม่จำเป็นแต่ถ้าคุณไม่มีความรู้ ก็ออกแบบได้ไม่ดีครับ
  • MySQL --> เรียนได้จากไนเน็ตครับ
  • JavaScript --> อันนี้เป็นลูกเล่นที่เติมเข้าไปให้กับเว็บครับ เรียนได้จากในเน็ต รวมทั้งหาได้ฟรีๆ มากมาย
  • ภาษาอังกฤษ --> ผมว่าถ้าไม่รู้ภาษาอังกฤษก็อย่าคิดทำเว็บดีกว่าครับ เพราะคุณต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจอย่างเดียว

ทั้งหมดข้างบนคือความจำเป็นเบื้องต้นครับ

แต่ความจำเป็นสุดๆ ก็คือคุณต้องมีเวลาและทุ่มเทมากๆ เพราะกว่าคุณจะรู้ว่าจะใช้ JavaScript เช็คผู้ใช้งานออนไลน์ได้ยังไงคุณคงต้องค้นหาบนกูเกิ้ลเป็นอาทิตย์หรือมากกว่าแถมภาษาไทยไม่มีครับ รับประกัน นี่แค่ฟังก์ชั่นเล็กๆ ฟังก์ชั่นเดียว มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ทำงานกับเฟซบุ๊กวันละ 16 ชั่วโมง คุณคงไม่แปลกใจหรอกที่เขาประสบความสำเร็จ ถ้าอยู่เมืองไทยอายุแค่นั้นคงขับรถพาสาวไปเที่ยว หรือไม่ก็กินเหล้ากับเพื่อน ขณะวัยรุ่นไทยอายุเท่าๆ กันบางคนยังขอเงินพ่อแม่ใช้ มาร์คมีหุ้นมูลค่า 6.7 พันล้านดอลลาร์โดยใช้เวลาก่อตั้งบริษัทไม่ถึง 10 ปี รวยน้อยกว่าธนินทร์ เจียรวนนท์ ที่รวยที่สุดในที่สุดในเมืองไทยแถมยังต้องได้รับมรดกตกทอดกันมาตั้งหลายรุ่น เพียงนิดเดียว

มีหลายเว็บไซต์ครับที่เริ่มต้นจากศูนย์และประความสำเร็จ เฟซบุ๊ก กูเกิ้ล ยาฮู ยูทู้บ และอีกเยอะแยะ ใช่หมด ถ้าคุณประสบความสำเร็จเหมือนพวกเขาคุณอาจเดินทางไปเที่ยวอวกาศเล่นๆ เหมือนที่แลร์รีย์ เพจไปมาแล้วก็ได้

นี่ไม่เรื่องล้อเล่นนะครับ เฟซบุ๊กซื้อเว็บไซต์เล็กๆ แห่งหนึ่งในมาเลเซียไป $20 ล้านในปีที่แล้ว ผู้ก่อตั้งยังเรียนหนังสืออยู่ในระดับมหาลัย

ผมคิดว่าพวกความคิดข้างบนคงตั้งเป้าเอาไว้ว่าจบมหาลัยแล้วออกไปทำงานรับจ้างอย่างเดียว

ผมไม่รู้หรอกครับ ถ้า traffic ไม่เยอะเท่าไหร่ พวก free web hosting ก็เอาอยู่ server ไหนไม่ใช่ประเด็นหรอกครับ

ผมทำเว็บขายสินค้าให้ลูกค้า ขนาดใช้โฮสต์ฟรี และภาษา html ธรรมดาๆ เขายังมีรายได้จากเว็บตั้งเดือนละ 3 หมื่นกว่า

ketar11 Wed, 18/07/2018 - 15:20

Thanks for the good comments on the suggestions. I know a lot of it.:k[url=http://www.ufabet99.com/][size=1px]ufabet[/size][/url]
[url=http://www.ufabet99.com/ufabet][size=1px]ufabet[/size][/url]
[url=http://www.ufabet99.com/ufabet][size=1px]สมัครufabet[/size][/url]