ซอพต์แวร์ผิดกฏหมาย (เพราะอย่างนี้ไง ไทยเลยไม่เจริญ)
ขอยืมคำพูดของ Ford Antitrust มาใช้สักหน่อยครับ "ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ จั่วหัวพูดถึงทีไร เว็บไม่แตกก็ร้อนกันไปเป็นแถบ ๆ" แต่เนื่องจากตอนนี้เยอรมันเข้าหน้าหนาวละ หากเขียนเรื่องนี้แล้วร้อนก็คงดี จะได้ประหยัดค่าทำความร้อนไปได้หลายยูโร ซึ่งตอนนี้ประเด็นนี้กำลังร้อนมาก ๆ ใน blognone ผมไม่ได้เข้าไปอ่านแป้บเดียว กว่าสามร้อยความคิดเห็นไปแล้ว ตามอ่านแทบไม่ทัน วานฝากผู้เกี่ยวข้อง ให้ปักหมุดประเด็นนี้ไว้นาน ๆ หน่อยก็ดีครับ เผื่อจะมีความคิดเห็นที่สี่ร้อย ห้าร้อย ให้ได้อ่านกัน
อันที่จริงประเด็นเรื่องการละเมิดสัญญาอนุญาต (license) ไม่ได้เป็นประเด็นใหม่นัก ในความเคลื่อนไหวของคนโอเพนซอร์ส มักมีเรื่องนี้เข้ามาเป็นปัจจัยเสมอ เพราะคนใช้โอเพนซอร์สจำนวนไม่น้อยมีแนวคิดที่ว่า "ผมไม่อยากละเมิดสัญญาอนุญาต แต่ก็ไม่อยากเสียเงิน ผมก็เลยใช้โอเพนซอร์ส" (ซึ่งจริง ๆ แล้วปรัชญาโอเพนซอร์สมันมีมากกว่านั้น) คนที่ใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สส่วนมาก เห็นความสำคัญของเรื่องสัญญาอนุญาต การรณรงค์การใช้งานโอเพนซอร์ส จึงมาควบคู่กับเรื่องสัญญาอนุญาตเสมอ
ผมเดาว่า คนที่เห็นความสำคัญของเรื่องสัญญาอนุญาต (ไม่จำเป็นต้องเป็นโอเพนซอร์ส)ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย (เพราะอย่างนี้ไง ไทยเลยไม่เจริญ) คงโคตรจะรำคาญ เมื่อได้อ่านข้ออ้างอันฟังไม่ค่อยจะขึ้น ของพวกใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย เพราะลำพังการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมายมันก็แย่พออยู่แล้ว บางคนยังภูมิใจที่ได้ใช้ หรือบางคนต่อเหน็บแนมว่าคนที่เขาใช้ของถูกกฏหมาย สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจ ก่อนอ่านบรรทัดต่อไปจากนี้คือ การใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนเป็นเรื่องผิดกฏหมาย คนใช้ไม่ควรภูมิใจ คนใช้ไม่ควรต่อว่าผู้อื่นในเรื่องการใช้ซอฟต์แวร์ถูกกฏหมาย ผู้ที่กระทำความผิดด้วยความภูมิใจ คือผู้ที่ไม่น่าให้อภัย
ประเด็นที่ผมจั่วหัว เรื่องการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย ทำให้ประเทศไม่เจริญ ไม่ใช่ประเด็นทางจริยธรรม แต่เป็นประเด็นแนวคิดเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
ในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ ที่ทุกอย่างเชื่อมถึงกันเป็น globalization ประเทศที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ จะไม่ใช่ประเทศที่ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมได้มาก และเร็วกว่าประเทศอื่นอีกต่อไป ประเทศที่เคยได้ชื่อว่าประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NICs : New Industrie Countries) ในยุค 80's กำลังประสบปัญหาเรื่องการตลาด และการผลิต ด้วยปัจจัยหลัก ๆ สองประการคือ
- ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากมาตรฐานชีวิตของคนในประเทศที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนทรัพยากรมนุษย์ (ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในอุตสาหกรรมส่วนมาก) สูงขึ้น การจ่ายเงินเดือนที่สูง ทำให้อุตสหกรรมต้องย้ายฐานการผลิตออกไปยังประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งคุณภาพชวิตของคนในประเทศเหล่านี้ก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ การย้ายฐานการผลิต จึงไม่ใช่ทางออกอีกต่อไป นอกจากนี้ปัญหาพลังงาน ยังทำให้ปัญหานี้เป็นปัญหาที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ
- การแข่งขันในตลาดเสรี เป็นตัวกำหนด ทำให้อุตสาหกรรมต้องขายสินค้าตัวเองในราคาที่ต่ำลง
เมื่อต้นทุนสูงขึ้น ขายสินค้าได้ถูกลง อีกทั้งยังมีคู่แข่งใหม่ ๆ ในตลาดอย่าง จีน เกาหลี อินเดีย ไต้หวัน ทำให้จ้าวตลาดอย่าง อเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ต้องระสับระส่ายไปตาม ๆ กัน อีกทั้ง ประเทศกำลังพัฒนาประเทศอื่น ๆ ก็กำลังขยับตัวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตเช่นกัน ในเมื่อทุกคนต่างเป็นผู้ผลิต แล้วสินค้าที่ผลิตขึ้นมาจะไปขายใคร ? แล้วใครจะเป็นผู้อยู่รอดในการแข่งขันนี้ ?
คำตอบคือ ผู้ที่มี Know-how และ Expertise คือผู้ที่อยู่รอด
ดังนั้นการแข่งขันในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ จะไม่ใช่การแข่งขันทางการผลิตอีกต่อไป เพราะเรากำลังเดินมาถึงจุดอิ่มตัวทางด้านกำลังการผลิต และความเร็วในการผลิต การแข่งขันที่เราจะเห็นในอนาคต คือการแข่งขันกันในเรื่องของ Know-how เพราะผู้ที่ถือครอบครองความรู้ จะสามารถกำหนดทิศทางตลาด และการผลิตได้ สิ่งที่เราเห็นได้ชัดจากระบวนการดังกล่าวคือ การแยกฐานการผลิต และการวิจัยออกจากกัน (ซึ่งฐานการวิจัยจะกำหนดทิศทางทุกอย่างในการผลิต) มีการซื้อขายความรู้ และประสบการณ์กันมากขึ้น ด้วยราคาที่สูงขึ้น
เมื่อย้อนกลับมาดูประเทศไทย จะด้วยปัญหาการเมือง วิกฤตทาการศึกษา หรืออะไรก็แล้วแต่ เรายังไม่ตื่นตัวเรื่องนี้กันเลยแม้แต่น้อย เรายังมองไม่เห็นภาพเลยว่า จะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต ผมไม่เรียกร้องว่าประเทศไทยต้องเจริญ แต่อย่างน้อย เราก็ควรรู้ว่า สิ่งที่เราทำอยู่จะมีผลกระทบอย่างไร อันที่จริงเรื่องวิกฤต Know-how ไม่ได้มีเฉพาะในวงการไอทีเพียงอย่างเดียว แต่มีให้เห็นในทุกวงการ (ดังจะเห็นได้จากนักเรียนไทยส่วนมาก ทั้งเมืองไทย เมืองนอก มักเรียนกันเพื่อเอาวุฒิ) เพียงแต่วงการไอทีค่อนข้าง extreme หน่อย เพราะเป็นวงการที่ Know-how คือทุกอย่าง
การใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย เป็นความชัดเจนที่จะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ผู้ใช้ไม่เห็นความสำคัญของ Know-how เพราะหากจะประเมินราคาของ Know-how ที่ถูกลงทุนไป เพื่อผลิตซอฟต์แวร์ตัวหนึ่ง ก็จะรู้ว่า ราคาซอฟต์แวร์ที่ขายกันอยู่ในท้องตลาดนั้น ถูกแสนถูกเพียงใด บางคนใช้เรื่อง Know-how เป็นข้ออ้างในการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย โดยอาจจะบอกว่า เพราะเห็นความสำคัญของ Know-how ไง ก็เลยโขมยเขาใช้ เพราะเหมือนเป็นการโขมย Know-how ของเขามาด้วย เพราะอย่างนี้ไงครับ ถึงได้มีปัญหา เพราะยังแยกกันไม่ออกเลยว่า อะไรคือ Product อะไรคือ Know-how
คนที่ได้รับผลการะทบจากการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมายมากที่สุด คงไม่ใช่ Microsoft หรือ Adobe แต่เป็นโปรแกรมเมอร์คนไทยและตัวผู้ใช้เอง เพราะรายได้ของผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Microsoft หรือ Adobe สูงกว่ารายได้ที่เสียไปจากซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย อย่างเทียบกันไม่ได้ แต่การซื้อซอฟต์แวร์ผีแผ่นละร้อยมาใช้งาน เป็นการตัดแขนตัดขาของผู้ผลิตซอฟต์แวร์ในเมืองไทย ชนิดที่ไม่ให้ไปผุดไปเกิดกันเลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้ผลิตรายย่อยจะเอาอะไรไปแข่ง ซอฟต์แวร์รคุณภาพห้าร้อย ขายราคาห้าร้อย ไปแข่งกับซอฟต์แวร์คุณภาพสามหมื่น ราคาร้อยเดียว ได้อย่างไร เผลอ ๆ ไอ้ราคาห้าร้อย อาจโดนเอาไปขายราคาร้อยเดียวอีก คงเซ็งน่าดู เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ยังมีใครอยากจะสร้าง Know-how อีกครับ
ส่วนผู้ใช้แม้ว่าจะไม่โดนผลกระทบมากมาย เหมือนผู้ผลิตซอฟต์แวร์รายย่อย แต่ก็ต้องรับกรรมที่ตัวเองก่อไว้เหมือนกัน อย่างที่เห็นชัด ๆ คือ ได้ใช้ซอฟต์แวร์ที่คุณภาพลดลง เพราะซอฟต์แวร์ผีแผ่นละร้อย มักมีสารปนเปื้อนมาให้ผู้ใช้ปวดหัวเล่นอยู่เสมอ ข้อนี้ไม่ใช่ความเชื่อของผม แต่เป็นประสบการณ์ตรง เรามักได้ยินคนไทยบ่นอยู่เสมอ ว่าวินโดวส์ไม่ดีอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ (ใช้ไปสักพักช้า ไวรัส ชอบแฮงค์ ฯลฯ) แต่เพื่อนร่วมงานผมกลับไม่ค่อยเจอปัญหาเหล่านี้ (ผมใช้ GNU/Linux คงเทียบกันไม่ได้) เพราะที่ทำงานผมใช้ซอฟต์แวร์แท้ 100%
หรืออย่างเวลาที่ผมต้องไปล้างเครื่องให้ใคร ก็มักจะได้ยินเสียงบ่นว่า ไม่รู้เครื่องเป็นอะไร ต้องล้างใหม่ทุกสามเดือน สืบไปสืบมาซอฟต์แวร์ผีอื้อซ่า เลยต้องจัดการฟอร์แมตเครื่อง ลงซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สให้ใช้สำหรับบางโปรแกรม ลงซอฟต์แวร์แท้ให้สำหรับบางโปรแกรม พร้อมสั่งกำชับ ห้ามลงซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย ห้ามลงโปรแกรมที่ไม่รู้ว่ามันเอาไว้ใช้ทำอะไร เวลาผ่านไปเป็นปี ไม่มีปัญหาอีกเลย อย่างนี้ไม่ใช่เพราะของปลอม ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร
หากเราจะมองข้างประเด็นเรื่องของแถมอันไม่พึงประสงค์ จากซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย มันก็ยังมีประเด็นอื่นที่ต้องให้คิดอยู่ดี นั่นคือ เรื่องราคาซอฟต์แวร์ที่สูงกว่าความเป็นจริง เพราะบริษัทผู้ผลิตย่อมบวก cost เหล่านี้ลงไปในราคาซอฟต์แวร์เสมอ แม้ว่าผู้ที่ใช้ซอพ์แวร์เถื่อน จะไม่ได้รับผลกระทบนี้โดยตรง แต่ก็ขอให้รู้เอาไว้ครับ ว่าคุณกำลังเอาเปรียบผู้ใช้คนอื่นอยู่ ไม่ได้เอาเปรียบบริษัทซอฟต์แวร์อย่าง Microsoft หรือ Adobe เพียงอย่างเดียว
ขอกลับมายังเรื่อง Know-how ในการสร้างซอฟต์แวร์ ว่าการสร้างนิสัยไม่รู้จักคุณค่าของ Know-how การไม่รู้จักเคารพสิทธิผู้อื่นในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน มันจะสร้างนิสัยไม่ดีอื่น ๆ ตามมา คือ การไม่เห็นความสำคัญของกระบวนการสร้างความรู้ ที่สำคัญยิ่งกว่าตัว Know-how มากมายนัก แน่นอนว่า คนใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน ต้องมีแนวคิดแบบ ผลนิยม คือไม่รู้จะเสียเงินเยอะไปทำไม ในเมื่อผลสุดท้ายมันเหมือนกัน โดยลืมคิดไปว่า ไอ้ระหว่างทางกว่าจะไปถึงผลน่ะ มันมีกระบวนการอื่น ๆ อีกมากมาย คนที่คิดได้ในเรื่องกระบวนการตรงนี้ จะผลิตซอฟต์แวร์อีกกี่ร้อยกี่พันก็ไม่มีปัญหา แต่คนที่หวังจะเอาแต่ผลอย่างเดียว ก็ต้องคอยผลอย่างเดียวตลอดไป
นอกจากนี้ยังมีประเด็นร้อนในวงการวิจัย ในยุคที่จีนเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกคือเรื่องของ จรรยาบรรณในงานวิจัยและพัฒนา เมื่อวันก่อน ผมได้คุยกับโปรเฟสเซอร์ และหัวหน้าทีมงานวิจัยจาก NSN ในเรื่องความไว้วางใจของบริษัทต่าง ๆ ที่มีต่อบริษัทสัญชาติจีน เนื่องจากบริษัทและรัฐบาลในฝั่งยุโรป และอเมริกา มีประสบการณ์และภาพที่ไม่ดีนัก ต่อรัฐบาลและบริษัทสัญชาติจีน (ที่อาจมีรัฐบาลหนุนหลังอยู่อีกที) เพราะในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีหลายครั้งที่บริษัทสัญชาติจีเล่นไม่ซื่อ มีการถ่ายทอดความรู้จากยุโรปและอเมริกาไปยังจีน ในลักษณะที่ไม่โปร่งใสนัก จนในระยะหลัง บริษัทในยุโรป และอเมริกาเลี่ยงที่จะทำสังฆกรรมกับจีน ซึ่งหลายคนคาดว่า ปัญหาดังกล่าว จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจีนในระยะยาว (ตอนนี้ส่งผลบ้างแล้ว ในธุรกิจอาหาร และของเด็กเล่น)
แม้แต่จีนซึ่งเป็นประเทศใหญ่ มีกำลังบริโภคและการผลิตที่สูง ยังได้รับผลกระทบในเรื่องจรรยาบรรณการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ประเทศเล็ก ๆ และไม่มีอะไรไปต่อรองกับเขาอย่างไทย หากยังคิดจะเล่นไม่ซื่ออีก ใครเขาจะอยากมาทำธุรกิจด้วย!
สำหรับคนที่ไม่ได้ทำงานด้านนี้โดยตรง ไม่มีความรู้เรื่องซอฟต์แวร์และสัญญาอนุญาต แล้วใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน ผมค่อนข้างเฉย ๆ เพราะในเมื่อเขาไม่รู้ จะให้ทำอย่างไร แต่คนที่ทำงานด้านนี้โดยตรง จะอ้างไม่ได้ว่าไม่มีความรู้เรื่องนี้ (หากไม่มีความรู้เรื่องนี้ ก็ควรไปหาอาชีพอย่างอื่นทำ ที่ไม่ต้องใช้ความรู้เรื่องนี้) แม้ว่าคนเหล่านี้จะมีเหตุผลร้อยแปดพันเก้า ในการอ้างความชอบธรรมในการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย แต่เหตุผล ที่เป็นเหตุผลจริง ๆ มีเพียงสองข้าเท่านั้น คือ เสียดายเงิน กับไม่เคารพสิทธิผู้อื่น
สำหรับคนที่เสียดายเงิน คุณไม่ผิดครับ ที่เสียดายเงิน แต่ผิดที่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่น และใช่ว่าคุณเสียดายเงิน แต่อยากใช้ หรือมีความจำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์บางอย่าง แล้วไม่มีทางเลือกอย่างอื่น ก็อย่างที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ต้นครับ ว่าโอเพนซอร์สคือทางออก หากคุณบอกว่าโอเพนซอร์สใช้ยากเกินไปหรือไม่ดีพอ เลยต้องใช้ของเถื่อน ผมคงประเมินได้แค่ว่า คุณเป็นคนที่เสียดายเงิน และพร้อมจะละเมิดสิทธิของผู้อื่น เพื่อความสบายของตัวเอง (ประเมินตาม fact ล้วน ๆ)
อันที่จริงประเด็นการใช้ซอฟต์แวร์ผิดกฏหมาย ไม่น่าจะเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันได้ เพราะความชัดเจนมันมีตั้งแต่แรกแล้ว ได้ชื่อว่าทำผิดกฏหมาย ไม่ว่าคุณจะมีข้ออ้างอย่างไร ข้ออ้างเหล่านั้นก็ไม่สามารถนำมาหักล้างกับความผิดได้
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกที่ BioLawCom.De
- bow_der_kleine's blog
- Login or register to post comments

สัญญาอนุญาติ? หมายรวมไปถึง EULA ได้ด้วยหรือเปล่า?
ประเด็นคือ ?
BioLawCom.De
อ่่านแล้วงงครับ ดูไม่เหมือนเป็นบทความหรือข่าว แต่เป็นการระบายอารมณ์เสียมากกว่า (โดยเฉพาะการมีวงเล็บจำนวนมากเพื่อเสนอความเห็นตัวเอง)
อ้อ “ซอฟต์แวร์” เขียนแบบนี้นะครับ
รวมฟรีแวร์: dFreeware อันนี้กำลังหาแนวร่วมอยู่: ThaiiPhoneDev
Blognone เปิดรับบทความเชิง opinion เป็นปกติครับ โดยทั่วไปผมเป็นคนพิจารณาเองว่าอันไหนจะเอาขึ้นหน้าแรกหรือไม่ บทความนี้ผมไปขอมาลงเองครับ
“บ่นความ” ครับ :P
au8ust.org
อย่างน้อยก็น่าจะแก้ตัวสะกด พ เป็น ฟ นะครับ เข้ามาอ่านหลายรอบแล้วรู้สึกแปลก ๆ
ผมว่า soft ใช้ภาษาไทยว่า ซอฟท์ น่าจะเวิร์คกว่านะ
ผมว่าคำว่า เวิร์ค ใช้ภาษาไทยน่าจะ เวิร์ก กว่านะครับ
http://itshee.exteen.com/
— Can you upgrade Vista to XP Pro?
ผมว่า ซอฟท์ กับ เวิร์ค น่าจะใช้ ซอฟท์ กับ เวิร์ค จะดีกว่านะครับ
โดยเฉพาะ เวิร์ค ที่ตัว K มักจะออกเสียงเป็น ค เวลาเป็นตัวสะกด
ครับ ที่ผมเลือกตัวการันต์เป็น ท สำหรับ soft และ ค สำหรับเวิร์ค ก็เพราะเวลาออกเสียงนี่แหละครับ
เวลาออกเสียง soft จะมีเสียง ท่ะ , เท่อะ เล็กๆสั้นๆที่ท้ายคำครับ (ลองฟังฝรั่งออเสียงดู)
คำว่าเวิร์คก็เช่นกันครับ มันจะมีเสียง ค่ะ , เค่อะ เล็กๆท้ายคำ
รายการคำศัพท์
หลักเกณฑ์การทับศัพท์ภาษาอังกฤษ
อย่าเชื่อราชบัณฑิตมากครับ จำไม่ได้รึว่าเมื่อไม่นานมานี้ราชบัณฑิตจะแก้การทับศัพท์ทั้งหมดให้ใส่วรรณยุกต์
คำที่ราชบัณฑิตออกมาแล้วไม่มีใครใช้มีเยอะแยะ
ว่ากันตามหลักเหตุผลดีกว่า เผื่อว่ามันควรจะแก้ซะแต่ตอนนี้
โดยส่วนตัวแล้ว ภาษาอังกฤษมีพยัญชนะที่มีหลายเสียงในตัวเองเยอะ ผมคิดว่าควรจะถอดเป็นภาษาไทยตามเสียงที่อ่าน ไม่ใช่ตามตัวอักษร ครับ
เหมือน Game กับ Gorge
จะอ่านเป็น เจม หรือ กอร์จ มั้ย?
อันนี้ไม่เห็นด้วยครับ ที่บอกว่าอย่าเชื่อราชบัณฑิต
เพราะว่าการใช้ภาษาไทยนั้นเรามีราชบัณฑิตเป็นผู้กำหนดมาตรฐาน
ถ้าไม่ใช้ตามราชบัณฑิต ก็กลายเป็นมาตรฐานตามใจฉัน
ถ้ายกตัวอย่าง งั้นผมก็ยกในข้อที่ว่า อย่าไปใช้ตาม w3c
เพราะว่า หน้าเว็บและ browser ที่มีคนใช้กันเยอะ
ก็คือแบบที่รองรับตามมาตรฐานของ MicroSoft
คุยเรื่องความเห็นนะครับ อย่าซีเรียส และอย่าเคืองกันนะ
แล้วถามหน่อยครับ เรื่องที่บอกว่า
—> ราชบัณฑิตจะแก้การทับศัพท์ทั้งหมดให้ใส่วรรณยุกต์
อยากขอข้อมูลหน่อยครับ ว่าจะไปหาอ่านได้จากไหน
(เพื่อเป็นความรู้น่ะครับ)
HudchewMan Live Style - วันสบายๆ ของนายจอมจาม
ข่าวเก่ามากแล้วครับ แล้วก็ได้ยินว่าเลิก เพราะไม่ประสบความสำเร็จ
http://www.dek-d.com/board/view.php?id=969693 -//
จากข่าว ราชบัณฑิตไม่ได้กำลังจะทำอย่างนั้นครับ
ราชบัณฑิตทำไปแล้วครับ คือการออกพจนานุกรมฉบับนี้ออกมา แล้วเปลี่ยนคำทับศัพท์แบบเก่า เป็นคำทับศัพท์แบบใหม่
ตามที่เขียนไว้ในข่าวนี้แหละ
ค้อร์ส แหล็ปทอป บอยขอต เชียร์หลีดเด้อร์
ได้อ่านจริงรึเปล่าครับ?
หรือเพราะผมเขียนผิด ตรงคำว่า “ทั้งหมด”
เฉพาะศัพท์วัยรุ่นหรือเปล่าครับ?
ใช่ครับ
ผิดตรงความเข้าใจในขอบเขตด้วยครับ
อย่างที่คุณ thep ว่าครับ
ขอบเขตของพจนานุกรมนี้เป็นศัพท์วัยรุ่นครับ
การใช้คำแบบปกติยังอ้างฉบับหลักครับ
ผมไม่คิดว่าคำว่า การ์ด กับคำว่า คอร์ส บอยคอต แฝ็กซ์ แหล็บทอป เป็นแค่ศัพท์วัยรุ่นนะครับ
วัยรุ่นก็ไม่ใช้กันหรอก แล้วราชบัณฑิตจะบัญญัติใหม่เพื่ออะไร???
เป็นการบันทึกวิธีสะกดคำในแบบวัยรุ่นไงครับ
ไม่จริงครับ - -\=/
อ้าว ผมนึกว่าข่าวที่ยกมา เป็นข่าวของพจนานุกรมฉบับวัยรุ่นเสียอีก
มันเป็น พจนานุกรม บัญญัติศัพท์ใหม่ครับ
รวบรวมคำศัพท์ใหม่ที่มีใช้ร่วมสมัยตอนนี้ ตั้งแต่ศัพท์วัยรุ่น ไปถึงศัพท์บัญญัติเองตามหน้าหนังสือพิมพ์
และมันมีการเอาคำทับศัพท์มาเขียนใหม่ด้วย แล้วมันเขียนให้มีวรรณยุกต์ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนหลักการเขียนไปโดยสิ้นเชิง
ซึ่ง เห็นว่า มันไม่ประสบความสำเร็จ มีเสียงบ่นมากมาย
ทุกวันนี้ไม่มีใครเขียน ก๊าร์ด หรอกครับ
ผมไม่คิดว่าราชบัณฑิตออกพจนานุกรมมาเล่นๆหรอกนะ?? หรือคุณคิดว่าเค้าตั้งใจเล่นเอพริลฟูล??
ผมคิดว่าการรวบรวม “ศัพท์ใหม่” นี้ ราชบัณฑิตยสถานเองก็เคยอธิบายว่าเป็นการบันทึกการใช้คำในปัจจุบันเท่านั้น ในกรณีศัพท์บัญญัติพวกนี้ ผมไม่เห็นหนังสือพิมพ์ฉบับไหนใช้ “ก๊าร์ด” หรือ “แฝ็กซ์” นะครับ นอกจากเว็บบอร์ดวัยรุ่น
บอร์ดวัยรุ่นก็ไม่มีใช้กันนะครับ
ศัพท์บัญญัติที่ว่ามีตามหน้าหนังสือพิมพ์ เค้าก็บอกไว้ ยกตัวอย่างด้วยว่า มี เนติบริกร กับ…อะไรอีกคำนี่แหละ อันนี้วัยรุ่นก็ไม่ใช้ แต่มีนักวิชาการพันธมิตรใช้ไว้ ราชบัณทิตก็ดึงมารวมเป็นศัพท์ใหม่
พจนานุกรมนี้มันไม่ใช่ “พจนานุกรมฉบับวัยรุ่น” นะครับ มันก็บอกชื่อไว้แล้วว่า “พจนานุกรมคำใหม่”
ซึ่งคำว่า Card อยู่ในนั้นด้วย มันไม่น่าจะเป็นคำใหม่ แต่มีการบัญญัติใหม่มากกว่า ว่า จากนี้ไป ให้เขียนเป็น ก๊าร์ด
….ยิ่งต่อยิ่งแคบ หลังไมค์คุยกันได้มั้ยครับ???
จากพจนานุกรมฉบับนี้ แสดงว่าราชบัณฑิตไปไกลเกินกว่าความเข้าใจของคนไทยแล้ว คนไทยยังเรียกร้องหรือต้องการศัพท์บัญญัติจากศูนย์กลาง ซึ่งมีก็ได้ไม่มีก็ได้
แต่ที่ราชบัณฑิตทำออกมา คือ การทำหน้าที่ของคนทำพจนานุกรมที่แท้ นั่นคือการบันทึกคำที่คนใช้แล้วอธิบายมันว่าหมายถึงอะไร
ไม่ใช่การบัญญัติให้ท่านต้องเอาไปใช้ ผมว่าก้าวหน้ามากนะครับ นี่คือแนวคิดของการทำพจนานุกรมที่แท้ ไม่ใช่แนวคิดโบราณที่ไปกำหนดโน่นนี่
ม่ายเชื่อราชบัณฑิตงั้นพ้มจะเขียนยางไงก้อด้ายใช่ม้ายครับ? ก้อมานพจนานุกรมราชบัณฑิตนี่คับ
555 ล้อเล่นนะครับ (ขอทำตัวไม่มีขื่อมีแปซักวัน)
ผมทำตามมาตรฐานครับ
เพื่อ consistency ครับ
กำลังพูดถึงคำทับศัพท์ครับ
ไม่ใช่คำศัพท์บัญญัติครับ
หลักเกณฑ์ก็เป็นไปตามนี้ครับ
ไม่ครับ ตามหลักเกณฑ์บนเว็บ
สองคำนี้ทับศัพท์ว่า เกม กับ จอร์จ ครับ
ที่ผมพูดก็คือ บางครั้ง “หลักการทับศัพท์” มันไม่ตรงกับความเป็นจริง น่ะสิครับ
ราชบัณฑิตไม่ใช่จะผิดไม่ได้ครับ และผมคิดว่าบางคำที่มันผิด เราก็ควรยื่นเรื่องไปที่นั่นด้วย
ปัญหาคือ ผมมักจะเห็นคนที่เอาราชบัณฑิตมาอ้างให้คนอื่นหยุดเถียง โดยไม่มองเหตุผลว่า จริงๆแล้วบางคำราชบัณฑิตอาจจะผิดก็ได้
ไม่ใช่ว่าผมไม่เคารพมาตรฐาน แต่บางครั้ง บางคำมันยังไม่แน่ว่าราชบัณฑิตถูกแน่ ไม่ต้องแก้อีกต่อไป
ถ้าเอาง่ายๆ
มุขตลก มีใครใช้ ก บ้างครับ
มีใครใช้ ข บ้างครับ
= =/ ผมเองใช้ ข อยู่
ตอนเด็กๆผมโดนครูตีมือมาตลอด(จริงๆไม่ถึงกับตีหรอก)เวลาเขียน มุกตลก ไปส่งครู
แล้วราชบัณฑิตพึ่งมาบอกว่า จริงๆ ก น่ะ ถูกแล้ว
ใครผิดล่ะคราวนี้? ตอนนั้นผมควรโดนครูตีมือมั้ยเนี่ย?
การโต้เถียงกันนอกราชบัณฑิตก็เป็นเรื่องที่ต้องทำครับ ไม่ใช่โยนให้ราชบัณฑิตกำหนดอยู่ฝ่ายเดียว แล้วพอออกมาแล้ว จะถูกจะผิดเราก็ต้องใช้ ห้ามขัดขืน
ก็อย่างที่เห็น มาตรฐานบนเว็บ กับมาตรฐานถอดเสียงจริง มันก็มีความแตกต่าง บางทีก็มีข้อยกเว้น
ป.ล. อย่างน้อยผมก็ใช้ภาษาไทยถูกต้องมากกว่า 85% นะ
ยื่นเลยครับ ผมสนับสนุน
ยกตัวอย่างได้ไหมครับ
มองแล้วครับ ในที่นี้ไม่ผิดครับ
ึความรู้สึกเหมือนผมเป็นต้นเหตุให้ถกกันวุ้ย - -”
เลยยาวเลยครับ :D
ยาวมาก จากซอฟท์แวร์เถื่อนเป็นเรื่องภาษาไทย - -”
ราชบัณฑิตมีการแก้ไขคำนะถูกต้องแล้วครับ ภาษาไม่ใช่ของตายที่แก้ไขไม่ได้ มีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา ลองดูภาษาอังกฤษก็ได้เดี๋ยวนี้ shall ในภาษาพูดก็แทบจะไม่พูดกัน
พจนานุกรมภาษาอักกฤษเวลาประมวลเขาก็ดูจากหนังสือพิมพ์ หนังสือ ประกอบด้วย ไม่ใช่ดูจากหลักภาษาอย่างเดียว (นี่อ่านจากบทนำของพจนานุกรมภาษาอังกฤษ)
การโต้เถียงกับราชบัณฑิตเป็นเรื่องที่ควรกระทำครับ เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่คุณต้องมีแหล่งอ้างอิงนะครับ ไม่ใช่บอกว่าผมใช้ มุข เพราะครูให้ใช้คำนี้มาตลอด ราชบัณฑิตยืนยันว่า มุก ถูกเพราะเข้าอธิบายได้ว่าทำไมถูก มีที่มาที่ไปอย่างไร
คนที่บอกว่าห้ามขัดขืนนั้นไม่ถูก แต่จะขัดขืนต้องมีหลักที่อ้างอิงได้ ไม่ใช่มีข้อยกเว้นมากกว่าหลัก อันนี้ไม่ถูก
ปัญหาอยู่ที่ ก่อนหน้านั้น ราชบัีณฑิต บัญญัติให้ใช้ “มุข” ไงครับ ไม่งั้นผมจะโดนครูทำโทษรึ
ผมก็บอกแล้วว่าผมมีความเห็นว่าแบบนี้น่าจะถูกมากกว่า เป็นข้อเสนอ ก็แค่นั้น
เหตุผลก็มี ก็บอกไปแล้ว
แล้วอย่าพึ่งเอาราชบัณฑิตมาอ้าง เพราะถ้าหลักการนี้ถูกจริงๆ ในอนาคตราชบัณฑิตก็ต้องแก้อีกที
เหมือนคำว่า มุก กับ มุข ที่ราชบัณฑิตบัญญัติให้คนใช้ผิดมาเป็นสิบๆปี
สุดท้ายก็ต้องบอกว่า มันอนุโลม ใช้ได้ทั้งสองแบบ
มันดูทุเรศนะ ผมต้องโดนทำโทษจากครู ทั้งที่ผมทำถูกอยู่แล้ว เพราะความผิดพลาดของราชบัณฑิต แล้วปัจจุบันผมก็ยังทำผิด เพราะใช้ มุข จนติดไปแล้ว
กฏหมายมีผลบังคับใช้ กฏหมายอาญาไม่มีผลย้อนหลัง
รึเปล่า ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ
คุณไม่ควรโดนตีมือครับ ผมยอมรับ แต่เมื่อรู้ว่าอะไรผิดแล้วทำไมยังต้องทำผิดอยู่ล่ะรับ เมื่อก่อนผมก็ใช้คำว่ามุขครับ แต่พอรู้ว่าคำว่ามุกถึงจะถูก ผมก็ช่วยบอกต่อ
คนเราผิดกันได้ครับ แต่ผิดแล้วก็ต้องรู้จักเรียนรู้จากความผิด เรื่องปกติครับ :)
onedd.net
ถูกครับ เพราะงั้นประเด็นคือ
เราไม่ควรเชื่อถือราชบัณฑิตให้มากครับ อย่าเอาราชบัณฑิตมาอ้าง เวลามีคนเสนอว่า “คำนี้น่าจะเขียนแบบนี้มากกว่านะ เพราะเหตุผลแบบนี้ๆ”
และตั้งแต่ต้น ผมไม่ได้ผิดนะ ผมโดนราชบัณฑิตบังคับผ่านอาจารย์ของผมให้ทำผิด
และการที่ผมพูดคำว่า “อย่าเชื่อราชบัณฑิตให้มากนักเลย” นี่แหละ คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มา
p-joy:
เขียนหลักการไปแล้วว่าทำไมที่ผมบอกถึงน่าจะถูกมากกว่า ไปอ่านดีๆด้วยครับ
รบกวนช่วย quote คำโพสต์ของคุณที่เป็นหลักที่อ้างอิงได้ให้ด้วยครับ
<ลบ>
แนะนำให้ทำ พจนานุกรมฉบับ ไทน่า
จบ
ไม่ได้เห็นด้วยกับราชบัณฑิตทั้งหมด แต่ตอนนี้ มีราชบัณฑิตแห่งเดียวที่พยายามออก “มาตรฐาน” ครับ
ถ้ามีนักภาษาศาสตร์คนอื่น เสนอระบบการถอดเสียงคำที่ดีกว่าราชบัณฑิตออกมาแข่ง ผมว่าก็น่าสนใจครับ แต่ตอนนี้ ถ้าต้องการอะไรที่เป็นมาตรฐาน (อย่างที่ Blognone ทำ) ราชบัณฑิตเป็นแหล่งหลักที่เสนอมาตรฐานให้ครับ
ถ้าเกิดคุณเปิดหลักของราชบัณฑิตเอง ราชบัณฑิตไม่ได้ใช้ระบบ หนึ่งอักษรภาษาอังกฤษ หนึ่งอักษรภาษาไทยนะครับ (ดังนั้น เจม กับ กอร์จ ไม่ใช่ตัวอย่างที่ valid แน่)
(โดยความเห็นส่วนตัว ผมว่า ซอฟท์ กับ ซอฟต์ ไม่ได้มีความแตกต่างกันมากครับ เพราะ ต กับ ท ตำแหน่งลิ้นเหมือนกัน ต่างกันแค่ aspirated/unaspirated ซึ่งไม่น่าจะมีผลมากเท่าไหร่ในตำแหน่งของตัวสะกด)
มาแจมประเด็นในวงเล็บด้วยครับ
(แถมในภาษาอังกฤษ คู่เสียง aspirated และ unaspirated อย่าง
/ท/ และ /ต/ ยังนับเป็น phoneme เดียวกันด้วยซ้ำครับ
คู่ /พ/-/ป/ และ /ค/-/ก/ ก็เช่นกันครับ
เวลาเป็นพยัญชนะต้น พวกเราออก aspiration กันชัดเจน ฉะนั้น จึงเห็นว่า t, p, k ทับเป็น ท, พ, ค ตามลำดับ
แต่การออกเสียงตัวสะกดของเรานั้น เป็น unaspirated
ดังนั้น ผมจึงคิดว่าราชบัณฑิตสมเหตุสมผลครับ ที่ใช้ ต, ป, ก แทน t, p, k ตามลำดับ
ในยามที่เป็นตัวสะกดครับ เข้ากับธรรมชาติของการออกเสียงภาษาไทยครับ
อนึ่ง เสียง /ก/ ในภาษาไทย คือ unaspirated /k/ ด้วยครับ ผมเห็นหลายคนจะเข้าใจว่า เสียง /ก/ ในภาษาไทยคือเสียง /g/ อย่างในคำว่า get
จริงๆ ไม่ใช่ครับ เพราะนั่นเป็น voiced /g/ ครับ เราไม่มีเสียงนี้ครับ)
+1 informative
ปัญหาอยู่ที่เวลาเราออกเสียงภาษาอังกฤษจริงๆ เราก็ควรออกตัวสะกดให้ aspirated ตามหลักการของภาษาเค้าน่ะสิครับ
เราควรจะออกเสียง เวิร์ค ไม่ใช่ เวิร์ก เพราะหลักการออกเสียงจากต้นภาษา ควรจะออกเสียงส่วนนี้ให้ชัดเจนด้วย
ผมก็จำไม่ได้ว่าคำไหนบ้าง แต่มันมี บางคำที่ออกเสียงคล้ายกันมาก ต่างกันที่ตัวสะกด ที่ตัวนึง aspirated อีกตัว unaspirated ซึ่งมันคนละความหมายกันเลย
เพราะงั้น เราควรเขียน เวิร์ค เพื่อให้คนอ่าน เวิร์ค เพราะจริงๆมันอ่าน เวิร์ค
ถ้าเราเขียนว่า เวิร์ก แต่จริงๆมันอ่าน เวิร์ค ผมว่าคนเรียนก็สับสนว่าตกลงมันต้องลงเสียง ก หรือ ค
เขียน เวิร์ค ไปให้คนอ่านดีกว่าครับ เพื่อให้คนเข้าใจว่า อ้อ จริงๆมันควรจะต้องออก ค เพราะถอดเสียงมาแบบนั้น
แล้วจริงๆ หลักการออกเสียงภาษาไทย ตัวสะกดจะเป็นอะไร เราต้องออกเสียง unaspirate เท่านั้น ใส่ ค ก็ต้องออกเหมือน ก (ถ้าเป็นภาษาไทยแท้ๆนะ)
หลักการของภาษาเค้าคือ
พยัญชนะอโฆษะ (เช่น t, p, k) ถ้าอยู่ตำแหน่งท้าย
จะ aspirate หรือไม่ก็ได้ (optionally aspirate) ครับ
จริงๆ มันอ่านได้ทั้ง เวิร์ค และ เวิร์ก ครับ
ขึ้นอยู่กับการเลือกของผู้พูดครับ
ที่เขียนๆไว้ อ่านให้ละเอียดหน่อยครับ
จริงๆ แล้วอ่านอย่างไรก็ได้ครับ
หลักการออกเสียงจากต้นภาษา ไม่จำเป็นต้อง aspirate ส่วนนี้ให้ชัดเจนครับ
ยกตัวอย่างได้ไหมครับ
ไม่จริงครับ ตัวโฟเนติกส์มีตัวเดียว http://www.merriam-webster.com/dictionary/work
จำเป็นครับ คำว่า rage กับ rate ออกเสียงไม่เหมือนกัน ถ้าออกไม่ชัดเจนจะกำกวม คำว่า rag กับ rack ก็เหมือนกันครับ
ถูกครับ เพราะมี phoneme เดียวครับ
ภาษาอังกฤษไม่แยกแยะครับ
ระหว่าง t, p, k ที่ aspirated กับ unaspirated
ฉะนั้น จริงๆ แล้วอ่านอย่างไรก็ได้ครับ
ถ้าออก aspiration ไม่ชัดเจน ก็ไม่กำกวมอยู่ดีครับ
เสียงท้ายต่างกันมากเลยครับ
(ตัวหน้า voiced post-alveolar affricate,
ตัวหลัง voiceless alveolar plosive)
ผู้ที่รู้การออกเสียงแบบถูกๆ สามารถแบ่งได้อย่างไม่กำกวมครับ
ถ้าออก aspiration ไม่ชัดเจน ก็ไม่กำกวมอยู่ดีครับ
สิ่งที่ช่วยไม่ให้กำกวมไม่ใช่ aspiration ครับ
แต่เป็นการที่ตัวสะกดของตัวหน้า voiced
ส่วนของตัวหลัง voiceless ครับ
http://www.thefreedictionary.com/rack http://www.thefreedictionary.com/rag
มันมีรูปลำโพงกับธงชาติอยู่นะครับ เอาไปฟังแล้วบอกผมที ว่านอกจากเสียง ค กับ ก มีเสียงตรงไหนใช้แยกอีกบ้าง
ตรงที่ /g/ เป็น voiced
แต่ /k/ เป็น voiceless ครับ
งั้นคราวนี้ บอกผมหน่อยว่า เวลาถอดเสียง Rag กับ Rack ควรจะเขียน
แร็ก กับ แร็ค
หรือ
แร็ก กับ แร็ก
ครับ???
เวลาทับศัพท์ครับ
แบบนี้ครับ
ไม่เห็นด้วยเลยครับ
ในเมื่อมันเป็นคำที่จำเป็นต้องมีเสียง ค ตามหลัง ก็ควรสะกดด้วยเสียง ค ครับ
ไม่งั้นจะมีสะกดการันต์เพื่อบอกเสียงไปทำไม
เขียน เอ็ก ก็พอ ไม่ต้อง เอ็กซ์ หรอก
ทาง MSN ได้มั้ยครับ?
มีใครอยากตั้งกันไหม เป็นองค์กรณ์เถื่อนๆนี่แหละ มีแต่เว็บก็พอ
LongSpine.com
ผมอยากนะ - -/
ไม่อยากตั้ง เพราะบารมียังไม่ถึง แต่ถ้ามีใครตั้งก็อยากมีส่วนร่วมแน่นอน
องค์กร ครับ ไม่ใช่ องค์กรณ์ ผมว่าภาษาไทยมีตัวอักษรและเครื่องหมายต่างๆมากมาย ทำให้ยากต่อการใช้ให้ถูกต้อง ประโยชน์ก็คือทำให้เราออกเสียงและเขียนได้ใกล้เคียงกับภาษาต่างประเทศ ภาษาไทยโดยกำเนิดแล้วอ่านเขียนง่าย เข้าใจง่าย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและการติดต่อกับต่างประเทศ จึงต้องมีการบัญญัติคำศัพท์ใหม่ๆออกมา ผมว่าหากจะใช้ผิดถูกบ้างก็ตัองแก้กันไป ดังคำกล่าวที่ว่า ภาษาไหนที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ภาษานั้นก็ตายแล้ว ครับ
อํะ อันนี้ผมสะกดผิดจริงๆครับ เผลอพิมพ์ผิดไป
LongSpine.com
ย้ายประเด็นนี้ไปเป็นกระทู้ใน forum ดีมะ?
We need to learn to forgive but not forget…
ความเห็นนี้ถูกแตกประเด็นไปยัง กระทู้ 9737
ผมน่ะ ไม่อยากใช้ของเถื่อนเล้ย..
Fact ของผมคือ คนทำงานไอทีที่รายได้น้อยก็มีอยู่นะครับ จะซื้อของแท้จ่ายเต็มเกินกำลังจริง ๆ ครับ ด้วยความไม่อยากละเมิดศีลห้าข้อลักขโมย ผมเคยย้ายไปใช้ลีนุกซ์ และพบว่า ผมสามารถใช้ทำงานได้ทุกอย่างจริง และที่สำคัญคือ รู้สึกดีมาก ที่ไม่ได้ขโมยซ๊อฟท์แวร์ใช้อีกแล้ว
แต่มันไม่ใช่เรื่องง่าย คุณก็รู้ว่า ไม่ได้ง่ายสำหรับทุกคนที่จะใช้โอเพิ่นซอร์สทั้งหมด ขนาดคนทำงานไอทีแท้ ๆ ยังต้องผ่านด่านงุนงงพอสมควร กว่าจะติดตั้งซ๊อฟท์แวร์ใช้งานทุกอย่างลงตัวได้ครบถ้วน
แล้ววันนึง ผมก็ต้องกลับมาลงวินโดว์เถื่อนอีก (แม้แต่โน้ตบุ๊คผมก็ซื้อรุ่นที่เป็นดอส เพราะถูกกว่าหลายพัน) และตั้งใจว่า หากยังไม่มีปัญญาซื้อของแท้ วันหนึ่งข้างหน้าจะกลับไปใช้โอเพิ่นซอร์ส
ประเด็นปัญหาที่คนจำนวนมากยอมผิดศีล ผมมองว่าเป็นเพราะราคาขายมันแพงจริง การเอางบในการพัฒนา มาเปรียบเทียบกับราคาขาย แล้วสรุปว่าราคาขายถูกมาก วิธีคิดแบบนี้ไม่ตรงกับความเป็นจริงครับ เพราะเราไม่ได้พูดถึงซ๊อฟท์แวร์สั่งทำ ที่ต้องพัฒนาตามความต้องการของเรา ของที่ผลิตมาเพื่อขายจำนวนมาก ๆ มีฟีเจอร์ที่เราไม่ได้ใช้ปนมาด้วย เขาพยายามออกแบบให้ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าให้กว้างที่สุด จะได้ขายได้มาก ๆ
มีซอฟท์แวร์จำนวนมากที่ตั้งราคาขายต่อหน่วยแพงเกินไป เขาสามารถขายถูกกว่านี้และยังคงมีกำไรเป็นกอบเป็นกำได้ด้วย แต่ด้วยนโยบายครอบงำตลาด ทำให้เขาบังคับผู้ซื้อให้”ต้องซื้อ”ตามราคาที่เขากำหนด เมื่อถูกตีกรอบให้เดิน ก็ต้องมีคนแหกกรอบบเป็นธรรมดา
ผมเพิ่งซื้อ iPod Touch มาใช้ และพบว่า App store มีซ๊อฟท์แวร์ของผู้ผลิตรายย่อยขายในราคาถูก ๆ เช่น เกมตกปลา ทำมาอย่างสวยเลย ขายอยู่ .99 เหรียญ หรือประมาณ 35 บาท และส่วนใหญ่ก็ราคาประมาณนี้ 10 เหรียญคืออย่างแพง คุณคิดว่า เขาทำแล้วมีกำไรไหม? ราคาแบบนี้ไม่ต้องห่วงเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว จริงไหม?
สินค้าซ๊อฟท์แวร์ ต่างจากสินค้าอื่น ๆ หลังจากพัฒนาเสร็จแล้ว คุณทำสำเนาเพื่อขายได้ในต้นทุนที่ต่ำมาก อย่าคิดค่า Know How แพงนักเลย เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ความรู้ที่เขาใช้พัฒนาซ๊อฟท์แวร์ใหม่ ๆ ให้เราใช้ ก็ไม่ใช่ความรู้ของเขาเองทั้งหมด ทุกคนล้วนแต่เอาความรู้เดิมของผู้อื่นมาต่อยอดทั้งนั้น
อยากจะรวย ไม่ผิดหรอก แต่เอากำไรชนิดที่สร้างซ๊อฟท์แวร์ที่ขายดีเพียงไม่กี่ตัว แล้วฉันรวยที่สุดในโลกนั้น ผมว่ามันเกินไป
เรื่องราคาเป็นเรื่องพูดยากครับ อุปสงค์อุปทานก็อีกหนึ่งเรื่อง แต่ก็เรื่องอื่นอีกคือ กฎหมาย การเมือง การศึกษา บลา บลา บลา
ในการวิเคราะห์ของคุณ bow_der_kleine มุ่งประเด็นไปที่ความเจริญของประเทศ เป็นการตีมุมมหภาคครับ และผมเชื่อว่า Know How มีราคาแพง ต้นทุนผลิตแผ่น-ผลิตแพกเกจ-ขนส่ง มันอาจตีราคาได้ไม่ยาก แต่ต้นทุน Know How ตีราคากันลำบาก ส่วนเป็นก