Google

ถึงแม้ว่ากูเกิลในสหรัฐอเมริกาเพิ่งจะฟ้องแอปเปิลผ่านทางโมโตโรล่าก็ตาม แต่ล่าสุดมีรายงานว่าโมโตโรล่าในเยอรมนีได้บรรลุข้อตกลงกับแอปเปิลแล้วกรณีที่แอปเปิลได้ละเมิดสิทธิบัตรของโมโตโรล่า

สิทธิบัตรที่ถูกรวมอยู่ในข้อตกลงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสิทธิบัตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีไร้สายซึ่งเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยแอปเปิลยินยอมที่จะจ่ายค่าเสียหายให้กับโมโตโรล่าเป็นรายการไป และตอนนี้ทั้งสองบริษัทยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับค่าไลเซ่นส์ที่แอปเปิลต้องจ่าย

เว็บ 9to5Mac เองได้แสดงความเห็นว่าข้อตกลงนี้ระหว่างสองบริษัทเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกูเกิล เจ้าของโมโตโรล่า เป็นหัวหอกกองทัพ Android แต่กลับเลือกที่จะไม่สู้กับแอปเปิลโดยตรงเช่นเดียวกับคดีซัมซุง เช่นกัน แอปเปิลก็มีท่าทีที่อ่อนโยนกว่าในคดีกับซัมซุงมาก ถึงได้เลือกที่จะยอมรับข้อตกลงและยอมจ่ายค่าเสียหาย แทนที่จะสู้ไปเรื่อย ๆ เหมือนกับตอนที่สู้กับซัมซุง

ที่มา - FOSS Patents

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand

Wayne Wed, 29/08/2012 - 01:06

บ้านของบอส กุกเกิลอยู่ห่างจากบ้าน ของสตีฟไปแค่ 3 block เท่านั้น

leonoinoi Wed, 29/08/2012 - 01:13

ผมว่า apple ทำเพื่อรักษาภาพบริษัทตัวเอง (ไม่ต้องการให้คดีดัง เพราะจะทำลายภาพ ที่ว่า apple ไม่เคย copy ใคร และพอละเมิดสิทธิบัตร ก็ยอมจ่ายค่าเสียหายแต่โดยดี) และ google คงคิดราคาแบบสมเหตุสมผล (ไม่เน้นทำลายล้างคู่แข่งโดยการ ฟ้องห้ามขาย) รอดูรายละเอียดในข้อตกลง

ผม(เดา) ว่าเป็นเพราะ "สิทธิบัตรที่ถูกรวมอยู่ในข้อตกลงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสิทธิบัตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีไร้สายซึ่งเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม"

ถ้ามันเป็นมาตรฐานเช่นพวก gsm/3g จริง คิดแพงยังไงก็ต้องจ่าย ไม่งั้นทำใหม่ๆออกมาแล้วเชื่อมต่อหรือคุยกับระบบอื่นไม่รู้เรื่องก็เท่านั้น

แตกต่างกับพวก ดีไซน์ หรือ UI ที่samsung โดนฟ้องนะ เพราะของแบบนี้มันไม่ได้มีมาตรฐานเลย อยู่ที่ความครีเอทีฟการออกแบบ การดีไซน์ ให้สวยให้สะดวกล้วนๆเลย

ผมว่า ทิม คุก มีท่าทีอ่อนโยนกว่า จ๊อบส์มาก

บางทีการเดินไปในทางนี้อาจจะดีกว่ากับอุตสาหกรรมทั้งหมด

น่าจะเป็นเพราะสิทธิบัตรที่ว่าเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม และถึงฟ้องต่อ iphone ก็ไม่โดนแบนมังครับ

เห็นว่าฟ้องเพิ่มใน usa อีก 7 รายการ จิ้มไปที่ฟังชั้นแรงๆ การแจ้งเตือนตามตำแหน่งสถานที่ (Location Reminder), การแจ้งเตือนอีเมล (E-mail Notification), การเล่นคลิปวีดีโอ และ siri (เข้าใจว่าเป็นพฤติกรรมบางอย่างของโปรแกรม)

Motorola มีสิทธบัตร 17,000 รายการและอีก 7,000 รายการกำลังอยู่ในขั้นตอนการขอ ไม่นับที่ google จดเองอย่าง Notification

วรรคสุดท้าย

แทนที่จะสู้ไปเร่อย ๆ => แทนที่จะสู้ไปเรื่อย ๆ

ท่าทีของ Google ไม่ใช่บริษัทเน้นทำลายบริษัทอื่นอยู่แล้วนี่ครับ อย่างดีก็เห็นว่า start up บริษัทไหนเวิร์ก ก็ไปซื้อมา ถ้าไม่ยอมให้ซื้อ ก็ทำ product ออกมาแข่ง

ผมก็ไม่รู้นะว่าพฤติกรรมแบบนี้ มัน evil รึเปล่า แต่กับพวกไล่ฟ้องคนอื่นเอาเป็นเอาตายนี่ดู evil กว่าเยอะเลย

ป.ล. เรื่องซัมซุง ผมก็เห็นด้วยกับคำตัดสินนะ ว่าลอกมาจริง ๆ (ทั้งดุ้นเลยด้วย)

คุณต้องดู asset ของธุรกิจด้วยนะครับ ว่า Evil หรือไม่ Evil กรณีของกุกเกิลมีธุรกิจหลักคือ search engine ซัมซุงมีธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่แอปเปิลเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ที่มีสินค้าแค่ไม่กี่ตัว การปกป้องทรัพย์สิน ของบริษัทที่มีอยู่ ย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุด ส่วนตัวผมมองว่าบริษัทอื่นที่มี back ด้วยธุรกิจประเภทอื่นสามารถ evil ได้มากกว่านี้มาก

YF-01 Wed, 29/08/2012 - 12:13

In reply to by Wayne

ธรรมาภิบาล ไม่ได้ขึ้นว่ามีไลน์ธุรกิจกี่ตัวนะครับ ไม่งั้นคนที่ทำธุรกิจแบบเดียวก็มีข้ออ้างเวลา Evil สิ

ที่สำคัญคือบริษัทพวกนี้มันแยกย่อยๆเป็น BU ครับ ตัวมันเองก็ถือว่าเป็นบริษัทนึงๆแยกจากกันได้เลย ถ้าซัมซุงโมบายล่มก็คือล่มไปบริษัทนึงนั่นละ(อันที่จริงผมว่าเค้าจดแยกอยู่แล้วนะ)

ดังนั้นถึงแอปเปิลจะทะเลาะกับ BU ฝ่ายโทรศัพท์ แต่ BU ฝ่าย component ก็ยังคุยกันได้

แต่เคสนี้ผมว่า Samsung ก็ Evil เหมือนกันนะ เอาดีไซน์บริษัทที่ได้รับการยอมรับที่สุดมาใช้ให้ติดตลาด ล่อให้ต้องลงมาฟ้องแต่ยังต้องซื้อของตัวเองอยู่(ซึ่งแสดงว่าของตัวเองดีจริง)

จ่ายไปพันล้านแต่ตัวบริษัทมีชื่อขึ้นมาเทียบชั้นแอปเปิลได้ แถมไม่ทับกับแอปเปิลด้วย(เพราะเอาส่วนที่ขึ้นชื่อที่สุดของแอปเปิลอย่างการสร้างสรรค์ไปแลกแล้ว) คนคิดแผนการตลาดบริษัทนี้น่ากลัวจริงๆ

lingjaidee Wed, 29/08/2012 - 01:30

"ฉันว่า เราต่างรู้ว่าต้องการอะไร .. แทนที่จะเอาเงินไปให้ทนาย ทำไมเราไม่เอามาให้กันและกัน .. " หึหึ

ก็อย่างที่ผมว่า Apple อยากสั่งสอน Supplier ของตัวเองที่ดันรับจ้างทำงาน แต่กลับสร้างของขึ้นมาแข่ง แล้วดันขายดีอีก บวกกับเป็นแค่บริษัทในเอเชีย จะมีพลังภายในอะไรมาก ก็เลยตบหัวสั่งสอน

ต่างกับ Google เป็นบริษัทประเทศเดียวกัน ยิ่งไม่มีจ๊อบส์แล้ว Apple ยิ่งไม่กล้าใหญ่ Google ขออะไรมาคงให้หมด อยากรู้จัง Google ขอ $30 สำหรับโทรศัพท์ และ $40 สำหรับแท็บเล็ตหรือเปล่า ถ้าจัดอย่างนั้น Apple คงบอก เอาไปเลย ไม่อยากจ่ายพันล้านเหมือน Samsung

ถ้าจ่าย$30 สำหรับโทรศัพท์ และ $40 สำหรับแท็บเล็ตแบบที่คุณว่ามา ไตรมาสที่แล้ว iPad ขายได้ 17.0 ล้านเครื่อง iPhone ทำไปได้ 26.0 ล้านเครื่อง รวมๆกันจ่าย1500ล้านดอลล่าร์ต่อไตรมาสเลยนะครับ ถ้าตีว่าทุกไตรมาสขายได้เท่านี้(ซึ่งในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้เพราะไตรมาสสุดท้ายจะมีการจับจ่ายเยอะมากของฝรั่ง)ปีนึงก็6000ล้านดอลล่าร์ ผมว่าแอปเปิ้ลน่าจะไม่ยอมจ่ายมากขนาดนั้นหรอก

ครับ คำนวนได้ใกล้กันครับ เรื่อง $30 $40 ถ้าคุณตามข่าวจะจำได้ว่า Apple เป็นคนจัดให้ Samsung เอง ซึ่งมันเยอะมาก แค่ยอดขาย Samsung ที่น้อยกว่า Apple คำนวนคร่าว ๆ ยังจะ 2 พันล้านแล้ว ซึ่งมันเป็นการขูดรีดเพื่อบีบให้ Samsung ไปขึ้นศาล เรียกได้ว่าไม่ยอมเจรจา ไม่ยอมปราณี เพราะเจตนากีดกันคู่แข่งอย่างเดียว ต่างจาก Google ที่ไม่มีเจตนาแบบนั้น เพราะคนดี ๆ ย่อมไม่ทำในสิ่งที่ตนเห็นว่าขัดกับคุณธรรมกับจริยธรรมของตัวเอง ถึงจะโดนละเมิดก็ยังเปิดโอกาสให้ตกลงกันได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Google ให้ความสำคัญในเรื่อง CG กับ CSR ที่บริษัทใหม่ ๆ นั้นมักจะมี ต่างกับบริษัทที่ดำเนินกิจการมานาน มักละเลยเรื่องเหล่านี้ มุ่งแต่จะหากำไรสูงสุดให้กับเจ้าของอย่างเดียว โดยไม่สนใจผลกระทบที่จะเกิดกับผู้ใดเลย คาดว่าปิระมิด CSR ของ คาร์โรล Apple คงไม่รู้จัก เพราะมันเป็นสามเหลี่ยม....: )

เพราะจ๊อบทำแต่เรื่องไม่ดีก็เลยกลายเป็นยักษ์ ชาติหน้า ผู้ก่อตั้งกูเกิลคงเกิดเป็นเทพบุตร แหง ๆ

คุณตีค่าว่า $30 ต่อเครื่องเรียกว่าขูดรีดแล้วคุณคิดว่าต้องราคาเท่าใดจึงจะเหมาะสมครับ ? ราคานั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ? หรือคุณใช้แค่ความรู้สึกเปรียบเทียบกับค่าปรับกรณีอื่น ๆ ?

ศาลตัดสินให้ Samsung จ่ายค่าชดเชยให้กับ Apple 1,000 ล้านดอลล่าร์ คุณคิดว่าเป็นราคาที่เหมาะสมหรือไม่ ? หากกระทั่งสิ่งที่ผ่านการพิจารณาโดยกระบวนการยุติธรรมของประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความน่าเชื่อถือเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกประเทศหนึ่งนั้นยังไม่ตรงกับสิ่งที่คุณคิดว่าเหมาะสม ผมเองก็อยากรู้เป็นอย่างยิ่งครับว่าราคาที่คุณคิดว่าเหมาะสมนั้นคิดมาจากอะไร

คนเราให้คุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ไม่เท่ากันโดยเฉพาะสิ่งที่ไม่สามารถวัดราคาออกมาเชิงปริมาณได้ เช่น กระเป๋าถือผู้หญิงยี่ห้อหนึ่งราคา 300,000 บาท อีกยี่ห้อหนึ่ง 30,000 บาท ส่วนของก็อปขายในตลาดราคา 3,000 บาท ทำไมผู้หญิงบางคนบอกว่า 300,000 บาทไม่แพงคุ้มค่ากับสิ่งที่ได้ บางคนบอกว่า 30,000 บาทก็พอ 300,000 บาทดูเกินไป ส่วนอีกคนบอกว่า 3,000 บาทนี่แหละเป็นราคาที่เหมาะสมสำหรับกระเป๋าเพราะเอาแค่ไว้ใส่ของ เป็นต้น คนทุกคนย่อมให้ราคาค่างวดของสิ่งของตัวเองมากกว่าที่คนอื่นให้อยู่แล้ว คนได้เงินย่อมอยากได้มากที่สุด คนเสียเงินย่อมอยากเสียน้อยที่สุด มันเป็นเรื่องธรรมดาของธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องคุณงามความดีจริยธรรมอะไรทั้งนั้น

ผมว่าคนบางคนที่มองว่า Apple ไม่ดีไม่ว่าอย่างไรก็คงมองว่า Apple ไม่ดีอยู่วันยังค่ำ แม้ว่าจะฟ้องร้องไม่ให้มีการวางจำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่ "ลอก" ของตัวเองมาอย่างชัดเจนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท ก็ยังมีคนมองว่าการกระทำแบบนี้ "ไม่ดี" อยู่อีก สรุปว่าเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองที่จะได้ซื้อโทรศัพท์มือถือราคาถูก Apple ต้องยอมเจรจากับ Samsung แม้ว่า Samsung จะออกโทรศัพท์ที่รูปร่างหน้าตาเหมือน iPhone มาขายอย่างหน้าตาเฉยกระนั้นหรือ ? ทำไม "ต้อง" เจรจาแล้วจะเป็นฝ่ายดีถ้าไม่เจรจาจะเป็นฝ่ายไม่ดี ? ผมว่าคิดแบบนี้มันแปลก ทำไมถึงไม่คิดว่าฝ่ายที่ "ลอก" เป็นฝ่ายที่ไม่ดีแต่กลับคิดว่าฝ่ายที่ถูกลอกแล้วไม่ยอมเจรจากลายเป็นฝ่ายที่ไม่ดีเสียอย่างนั้น

Google ฟ้อง Apple ผ่าน Motorola

Google เป็นคนดีต้องการยุติสงครามสิทธิบัตร (อ่านใจ Google กันได้หมด) ฟ้องร้องไม่ได้ต้องการเงินแต่ต้องการเจรจา (รู้ได้อย่างไรในเมื่อเหตุการณ์ยังไม่ไปถึงขั้นนั้น ??)

Apple ฟ้อง Samsung ว่า "ลอก" design ของ iPhone 3G/3GS

Apple ไม่ดี ผลงานของตัวเองก็ลอก design คนอื่นมาเหมือนกันทำไมต้องมาฟ้องกีดกัน Samsung (ผมอยากจะรู้เหลือเกินว่าที่หลายคนว่า Apple ไปลอกคนอื่นมานี่ไปลอกใครมาเห็นพูดกันจัง ช่วยส่ง mail ไปแจ้งให้เขามารีบฟ้อง Apple ทีครับเผื่อจะได้ส่วนแบ่งสัก 1%)

ส่วนตัวผมไม่มีปัญหากับการที่คนจะชอบหรือเกลียด Apple หรือบริษัทไหน ๆ นะครับแต่ผมรู้สึกว่าการคิดไปเองเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างออกนอกหน้าโดยที่ไม่มีหลักฐาน อ่านเจตนาออกทะลุปรุโปร่ง รู้หมดว่าเขาเจรจากันหรือไม่เจรจากันทั้ง ๆ ที่ไม่มีข่าวออกมา รู้หมดว่าบริษัทบริหารงานโดยคนดีมีจริยธรรมคุณธรรม ผมว่ามันเหมือนกับการสร้างภาพในอุดมคติขึ้นมาเข้าข้างตัวเองเกินไปนะ

ใช่ครับ ผมอ่านใจ google ได้ (เอ๊าา งงใช่ม๊าาา)

ตอน apple ฟ้อง samsung ก็หวังผลการเจรจาเหมือนกันครับ แต่เจรจาไม่ลงตัวไงครับเลยจบด้วยการต่อสู้อย่างถึงที่สุด

กรณี moto ฟ้อง apple ก็เหมือนกัน เขาก็ต้องหวังผลเจรจาก่อนครับ ถ้าเจรจาไม่ได้ผลก็ดำเนินการต่อ

นี่เป็นเรื่องปกติที่สุดเลยไม่ใช่หรือครับ?

แต่ยังไงก็ตามมันเป็นการวิเคราะห์ และคุยกันครับ อาจจะผิดหรือถูกก็ได้นิครับ มันก็เป็นเรื่องปกติของการมานั่งวิจารณ์ข่าวกัน และการเลือกข้างที่ชอบ มันก็เป็นเรื่องปกติเหลือเกิน

ส่วนที่คุณถามว่า (ผมอยากจะรู้เหลือเกินว่าที่หลายคนว่า Apple ไปลอกคนอื่นมานี่ไปลอกใครมาเห็นพูดกันจัง)
ผมตอบได้อย่างเดียวว่า อคติ ทำให้คนรับเหตุผลด้านเดียว ครับ (อันนี้ผมก็ก๊อปจากข้างบนมา)

ปล* ผมอ่านบรรทัดนี้หลายรอบและงงตัวเอง ผมเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ในวงเล็บคือคำพูดของคุณน่ะครับ ถ้าผมเข้าใจผิดก็ช่วยแจ้งกลับด้วยครับ - -!

คุณสามารถยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ Apple ไปลอก design มาให้ผมดูได้เลยครับ (scope ใน comment ผมคืองาน design) ผมยังไม่เคยเห็นใครยกตัวอย่างได้สักคน ในทางกลับกันผมเห็นคนบอกว่า Samsung ลอก design จาก Apple แล้วยังไงเพราะ Apple ก็ไปลอกคนอื่นมาเต็มไปหมด ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดที่ blognone เน้นการคุยกันด้วยหลักฐานไม่ใช่หรือครับ ?

ส่วนเรื่องการเจรจาผมเห็นด้วยกับคุณทุกประการครับ ผมถึงได้สงสัยว่าทำไมพอ Apple ฟ้องหลายคนมองว่า Apple ไม่ดีเพราะไม่ยอมเจรจาแต่พอ Google ฟ้องผ่าน Motorola หลายคนกลับบอกว่า Google ทำไปเพราะต้องการเจรจาดังนั้นไม่ผิด ผมถึงได้บอกไงครับว่าทำไมมุมมองของคนเราต่อการกระทำที่คล้ายคลึงกันของทั้ง 2 บริษัทนี้ถึงต่างกันอย่างสิ้นเชิงแบบนี้

ถ้าพูดแค่ scope ว่าเฉพาะส่วน design ว่าแอ๊ปเปิ้ลลอกมาเนี่ย คงไม่มี(มั้งเท่าที่ผมรู้ และผมยอมรับว่าผมเข้าใจผิดไปจริงๆ ผมนึกว่าพูดถึงเรื่อง software ด้วย ;))

แต่ถ้าพูดถึงเรื่องขอบมนๆ มีปุ่มด้านล่างกลางจอเนี่ย แอ๊ปเปิ้ลไม่ใช่คนทำคนแรกแน่นอนครับ

ส่วนที่ว่าบางคนมองว่า google เป็นอย่างนึง apple เป็นอย่างนึง อย่าสงสัย ทุกคนมีความชอบในหัวใจครับ ประกอปกับข้อมูลต่างๆที่แต่ละคนได้รับ ทุกคนมีสิทธิ์ตัดสินใจให้บริษัทไหนก็ได้เป็น evil หรือไม่ในสายตาตัวเอง

แต่ถ้าถามเฉพาะผม ผมมองว่า apple คือคนที่โจมตีก่อน และสิทธิบัตรบางอย่างมันก็ตีความได้กว้างเกินไป ทำให้ง่ายต่อการมองว่า apple คือ evil

ลองนึกถึงบริษัทที่จดสิทธิบัตรแบบกว้างๆเพื่อนำมาฟ้องหาเงินเข้ากระเป๋าอย่างเดียวสิครับ ถ้าคุณอ่าน blognone มาตลอดคุณก็จะเห็นข่าวแบบนี้เป็นระยะ

google ที่เป็นบริษัทเกิดใหม่ มีสิทธิบัตรในมือน้อยเลยซื้อ moto เพราะอยากได้ของคุ้มกาย แต่ด้วยความที่ว่า google เคยประกาศว่าจะไม่ใช้สิทธิบัตรในการโจมตีคนอื่น(แต่ศาสดา appleกล่าวไว้ว่า จะโยนนิวเคลียร์ใส่คนอื่น) ผมจึงเลือกเชื่อสิ่งที่ google กล่าวออกมาก่อน ว่าการที่ google โจมตี apple เพื่อต้องการหยุดปัญหาทั้งหมด ไม่ใช่เพื่อก่อสงครามที่ใหญ่กว่าเดิม

แต่ถ้าสุดท้ายแล้วมันผลิกผัน google ไล่บี้โจมตี apple ไม่หยุด แถมยังลามไปโจมตีบริษัทอื่นแบบไร้เหตุผลด้วย

ค่อยมาทบทวนจุดยืนกันใหม่ครับ

แต่ในวันนี้ผมก็เลือกข้างเชียร์แล้ว และเหตุการณ์ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน ก็เฮฮาไปตามประสาครับ ;)

ค่าปรับที่สมเหตุสมผล น่าจะมาจาก"ค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการละเมิด+ค่าของสิ่งที่ถูกละเมิด+ค่าชดใช้การละเมิด"ครับ

คุณมองว่าการละเมิดดีไซน์ของซัมซุงในแต่ละเครื่อง มีมูลค่า+สร้างความเสียหายให้ไอโฟน+สมควรชดใช้ 30U$ ต่อเครื่องเหรอครับ? ถ้าคุณว่าเหมาะสม เพราะอะไรจึงเหมาะสม? การถามถึงความเหมาะสมต้องถามไปกลับนะครับ นอกจากคุณจะ"เชื่อมั่น"ในบริษัทนั้นๆจนไม่ต้องถามหาความเหมาะสมด้วยตัวเอง

เรียกมูลค่าความเสียหายที่เกินจริงทั้งที่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่ยอมจ่าย ฟ้องเพื่อให้หมดสิทธิ์ขาย ของพวกนี้ทำไปทำไม? ผมว่าทุกคนมีสิทธิ์วิเคราะห์วิจารณ์ตราบที่ไม่ทำให้ใครเสียหายครับ ไม่ว่าจะอคติหรือไม่

ถ้าเราต้อง"รอ"จนเหตุการณ์ออกมาแล้วค่อย"คิด"ในทุกๆเรื่อง เราจะมีการ"คาดการณ์"เอาไว้ทำอะไรครับ?

ค่าปรับต้องเป็นเงินที่ Apple เสียหายจากการที่ซัมซุงละเมิดสิทธิบัตร แต่หัวหน้าลูกขุนกลับให้สัมภาษณ์ว่าอยากทำให้ซัมซุงหลาบจำ

ต้องบอกว่าผมไม่ได้คิดว่าค่าปรับเท่าไรจึงจะเรียกว่าเหมาะสมครับเพราะผมไม่ได้อยู่ในขอบเขตที่จะสามารถประเมินความเสียหายตรงจุดนี้ได้ ซึ่งผมว่าคนที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะสามารถประเมินมูลค่าของสินทรัพย์ของตัวเองที่ถูกต้อง ผมเคารพการตัดสินใจของฝ่ายที่เสียหาย ถ้าคนที่ถูกละเมิดบอกว่าต้องคิดค่าเสียหาย $30 ผมว่าเขาก็คงมีวิธีการประเมินคุณค่าของผลงานของตัวเองที่ละเอียดและครอบคลุมกว่าคนวงนอกอย่างผมแน่นอน ไม่ว่าเขาจะเรียกร้อง $10 $20 $30 $40 $50 ผมก็ยังคงเคารพการตัดสินใจของเขา ในขณะเดียวกันหากอีกฝ่ายคู่กรณีพิจารณาแล้วว่ามันแพงเกินไปผมก็ไม่มีปัญหาอีกเช่นกัน จะดำเนินการต่อรองเพื่อหาจุดที่เหมาะสมก็ว่ากันไป หากเจรจากันได้ก็ลงตัวแต่หากเจรจากันไม่ได้ก็ต้องให้คนกลางที่มีอำนาจเป็นผู้ตัดสิน และไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาในรูปแบบใดผมก็เคารพในคำตัดสินนั้น ๆ

คนเราจะวิเคราะห์วิจารณ์นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกครับ แต่การวิจารณ์นั้นต้องอยู่บนหลักเหตุผลและการเคารพผู้อื่นด้วย ไม่ใช่อิงแต่จริตของตนเองแต่เพียงอย่างเดียว แค่เห็นว่าเรียกเก็บแพงกว่าคนอื่นก็ตราหน้าว่าเขาเป็นฝ่ายเลวฝ่ายชั่ว ผมว่ามันก็เกินไป แต่ถ้ายังยืนยันที่จะวิจารณ์ในลักษณะนี้กันอยู่ผมก็คงไปห้ามอะไรไม่ได้เพราะเป็นสิทธิ์ของทุกคนอยู่แล้วครับ ผมก็คงจะทำได้แค่ยืนยันคำพูดเดิมว่า "มันเกินไป" เหมือนเดิม

การคาดการณ์คือการคาคคะเนสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามหลักฐานปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างมีเหตุผล เช่น หุ้นจะตกเพราะวิกฤติเศรษฐกิจยุโรป สึนามิจะมาเพราะแผ่นดินไหว เป็นต้น ส่วนการอ่านใจคือการคาดเดาเจตนาของอีกฝ่ายด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่ เช่น นายคนนี้เงียบไม่พูดไม่จาเพราะโกรธอยู่ นายคนนี้คุยกับผู้หญิงคนอื่นเพราะอยากจะเข้าไปจีบ เป็นต้น ซึ่งมันอาจจะเพียงพอหรือไม่เพียงพอก็ได้แต่โดยมากมักจะไม่เพียงพอเพราะการเดาใจยากกว่าการคาดการณ์มาก ขนาดพ่อแม่ยังไม่สามารถจะเดาใจลูกได้เลยแล้วนับประสาอะไรกับเราที่จะไปเดาใจ Google

ผมจึงได้เน้นย้ำว่าการเดาใจแบบนั้นมันก็เป็นเพียงแค่มายาคติที่ตัวเองสร้างขึ้นมาเคลือบสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบเท่านั้น

คุณ"ทำเป็นลืม"การฟ้องในรูปแบบแบนการขายของแอปเปิลไปรึเปล่าครับ?

แอปเปิลไม่ได้ทำแบบนี้ครั้งเดียว ซึ่งการกระทำแบบนี้ผิดทั้งมารยาทของตลาดและหลักธรรมาภิบาล คนที่อ่านข่าวแบบนี้แล้วจะมองว่าแอปเปิลทำตัวไม่ดีนี่คืออคติ?

ทำไมกูเกิลถึงจะไม่แบนไอโฟน บางคนอาจศึกษาวัฒนธรรมองค์กรของกูเกิลจนเชื่อว่ากูเกิลจะไม่ทำ Evil ส่วนผมเชื่อว่ากูเกิลจะไม่แบนเพราะไอโฟนเป็นแหล่งรายได้สำคัญของกูเกิลเช่นกัน แบบนี้ถือว่าคาดการณ์อยู่บนปัจจัยหรือไม่?

แล้วทำไมคุณไปตัดสินว่าคนอื่นตัดสินด้วยอคติ? สิ่งที่คุณตัดสินคนอื่นอยู่ ไม่ใช่มายาคติที่คุณเคลือบสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบหรือครับ?

@ คุณ zerocool ขอโทษที่มาตอบช้าน่ะครับพอดีไม่ว่างเลย

คำถามย่อหน้าที่ 1

ข้อ 1. $30 คำนวณคร่าว ๆ น่าจะมากกว่าสองพันล้าน ไม่ค่อยเหมาะสมครับ ความเหมาะสมน่าจะราว ๆ 10 - 20 แล้วแต่การต่อรอง

ข้อ 2. คุณ maytee ตอบอยู่ข้างล่างครับ

ข้อ 3. ครับใช้ความรู้สึกที่อ่านจากข่าวบริษัทอื่น ๆ ครับ เลยรู้สึกว่าแพงไป ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าน่าจะเป็นเจตนาที่ไม่ต้องการเงินของ Apple แต่ต้องการฟ้องให้ศาลตัดสิน

คำถามย่อหน้าที่ 2

ข้อ 4. พันล้านผมว่าเหมาะสมครับ เพราะศาลก็เห็นว่าการออกแบบหน้าตา Look and Feel เท่านี้น่าจะมากกว่าปกติพอที่จะลงโทษให้ Samsung หลาบจำแล้วครับ คือผมคิดว่าศาลท่านจัดแพงกว่าปกติเพื่อลงโทษ ซึ่งดีแล้วครับ แต่ถ้าเทียบการราคาที่ Apple ตั้งนี้มันแพงไปสองถึงสามเท่าซึ่งศาลท่านก็ไม่เห็นด้วยครับ

คำถามย่อหน้าที่ 4

ข้อ 5. การปกป้องตัวเองไม่ผิดครับ แต่เจตนาที่ไม่ต้องการให้คู่แข่งทำธุรกิจ และใช้วิธีขัดขา มันไม่ผิดกฏหมาย แต่มันสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อบริษัทครับ (ภาพลักษณ์ของ Samsung แย่มากในสายตาผม แต่ก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำให้การทำแย่ ๆ ของ Apple ดูดีครับ)

ข้อ 6. ทำธุรกิจไม่ได้ปล้นฆ่ากัน ความดีไม่ดีน่าจะดูได้จากการกระทำครับ ผมไม่เคยบอกว่า Samsung เป็นเทวดา ผมยังเคยด่าว่า Samsung เป็นไอ้ขี้ลอก เพราะผมตาไม่มืดบอด เพราะผมเห็นการทำไม่ดีของทั้งสองฝ่าย แล้วพอเอาสิ่งไม่ดีที่ Apple ทำมาแสดงออกบ้างมันเป็นเรื่องต้องห้ามเหรอครับ? จริง ๆ แล้วถ้าไม่ใส่อารมณ์มากเพื่อปลุกกระแส มันก็เป็นเรื่องภายในของสองบริษัท ศาลท่านก็บอกให้จัดการกันเองให้ได้ แต่ก็ไม่ยอมกัน ซึ่งทั้งสองบริษัทก็มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันมาแต่กลับไม่สามารถพูดจากันได้ก็น่าจะเกิดจากความรู้สึกของ Apple ที่คิดว่าตัวเองมีความสัมพันธ์ที่เป็นนาย Samsung เป็นแค่ผู้รับจ้าง จะทำอะไรก็ได้ ผลลัพท์ที่ได้ศาลท่านก็ตัดสินให้อย่างยุติธรรม คือให้ Samsung จ่ายค่าปรับที่เยอะเป็นพิเศษ แต่ไม่เท่าที่ Apple ขอ

ประเด็นของผมไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายลอกเป็นฝ่ายดี ฝ่ายโดนลอกเป็นฝ่ายไม่ดีครับ ประเด็นของผมคือการต้องการแก้แค้นแบบรุนแรงไม่สนใจใครต่างหากที่มันไม่ดี ฝ่ายที่ดีก็คือฝ่ายที่มีความรู้สึกว่าอยากอยู่ร่วมกัน และคุยกันอย่างมีเหตุผลอย่าง Google นั้นต่างหากที่น่ายกย่องครับ

คำถามย่อหน้าที่ 5

ข้อ 7. ถ้า Google เปลี่ยนท่าทีมาทำแบบ Apple ผมก็จะด่า Google ครับ เพราะมันไม่ดี ไม่น่ายกย่องเลย ซึ่งผมก็ทำไปแล้วด้วย

ตอบเรื่องอคติครับ ผมยอมรับว่าผมมีอคติกับ Apple มานานกว่าตอนที่มาเป็นแฟนบอย Samsung อีก แต่ผมว่าผมก็มีเหตุผลทุกครั้งที่พูด แต่มันอาจตรงเกินไปแฟน Apple อาจไม่ชอบใจ (เพราะเห็นว่ามันไม่มีเหตุผล ด้วยอคติของการเป็นแฟนบอยของแต่ละท่านเอง) แต่ผมก็ไม่รู้จะเสนอยังไงไม่ให้มันตรงแล้วยังรักษาใจความให้เข้าใจตรงกันได้ และผมชอบเสนอความเห็นเพื่อที่จะได้เรียนรู้ ถ้าจะบอกว่าไม่ต้องเสนอความเห็นที่ไร้เหตุผล (ที่เกิดจากความไม่ถูกจริต ไม่ตรงใจท่าน) ผมว่ามันเป็นการขอมากไป เพราะผมไม่สามารถรู้ได้ว่าอันไหนถูกใจไม่ถูกใจใคร เอาเป็นว่าถ้าความเห็นของผมมันผิด ขอให้กรุณาสละเวลาให้เหตุผลมา ผมจะได้นำไปคิดและพัฒนาตัวเองดีกว่าน่ะครับ

ด้วยความเคารพ

+1

ตอบได้ชัดเจนดีครับ

ส่วนตัวผมคิดว่าการถูกละเมิดสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีนั้นมีเหตุผลสมควรแก่การเจรจายอมความเรียกเก็บค่าใช้งานสิทธิบัตรไม่จำเป็นต้องระงับการขายสินค้า เพราะการทำเช่นนี้จะได้ประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและวงการโดยรวม แต่ในทางกลับกันการลอกเลียนแบบอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์นั้นผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ยอมความไม่ได้ เจตนาของการกระทำเช่นนี้มันแสดงออกมาอย่างเด่นชัดว่าเป็นไปเพื่อความเห็นแก่ตัวเพียงอย่างเดียวไม่ได้มีความจำเป็นด้านอื่นเลย ดังนั้นในกรณีคดีความระหว่าง Apple กับ Samsung ที่คณะลูกขุนเพิ่งลงมติไปนั้นผมจึงเห็นว่าการที่ Apple พยายามที่จะระงับการขายสินค้าของ Samsung บางรุ่นนั้นเป็นเรื่องปกติอันพึงกระทำ ไม่ได้เป็นการกระทำที่ชั่วร้ายอย่างที่คุณได้พูดไว้ใน comment ก่อนหน้าแต่อย่างใด

ยอมรับว่าตอนผมอ่าน comment ก่อนหน้าของคุณครั้งแรกแล้วค่อนข้างขุ่นใจครับ แต่พอได้อ่านคำอธิบายเพิ่มเติมแล้วก็รู้สึกเข้าใจมากขึ้น ต้องขออภัยด้วยที่มาตอบช้าเพราะว่าพอดีไม่ได้เข้าบ้านและไม่สะดวกพิมพ์จาก iPhone เท่าไรนัก

ผมไม่ใช่ fanboy Apple อย่างที่หลายคนเข้าใจแต่ผมมักจะเขียน comment ที่เหมือนกับเข้าข้าง Apple บ่อย ๆ อยู่ที่นี่เพราะผมต้องการชี้เหตุผลให้ฝ่าย anti ได้ลองดูและคิดในด้านอื่นดูบ้าง ซึ่งโดยส่วนมากผมมักจะมีปัญหากับคนที่ไม่ชอบ Apple เพราะเรื่องหนึ่งแต่พอเป็นบริษัทอื่นทำเรื่องในทำนองเดียวกันบ้างกลับบอกว่าไม่เป็นอะไรมากกว่า อันนี้ผมว่ามันไม่ใช่่เหตุผลแต่เป็นการเลือกข้าง

ที่เรียกแพงคือค่า design ครับ ประมาณ $24 ต่อเครื่อง ส่วนสิทธิบัตรอื่น เรียกประมาณ $2 ต่อเครื่องต่อสิทธิบัตร

ที่ apple ต้องจ่ายโมโต ไม่น่าจะแพงไปกว่าที่ samsung htc จ่ายให้ ms $10-12 นะ

ไม่แปลกใจครับ...เพราะเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ license ส่วนใหญ่อยู่กับ Nokia + Motorola ถ้า apple สู้่ไปก็มีแต่แพ้ครับ ทางที่ดีจับมือจูบปากกันซะก็จบแล้ว Win-Win

+1 ครับผมเห็นด้วยเรื่องนี้ สองเจ้านั้นขาใหญ่วงการนี้มานาน พัฒนามาก่อนคงมีสิทธืบัตรพื้นฐานไว้เป็นเข่งๆ

มันน่าสนใจตรงที่ สายเลือดนักสู้เกาหลีมักไม่ชอบยอมชาวมะกัน ผิดกับชาติมะกันก็ต่างร่วมมือกันดี ถือเป็นเคสที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

สู้ไปก็แพ้ Apple ตัดสินใจถูกต้องแล้ว แต่น่าแปลกใจที่กูเกิ้ลยอมตกลงเงื่อนไขด้วยเพราะ Apple ก็จัดไปก่อนหลายดอกแล้ว หรือว่าอาจจะรอจัดที่อเมริกาที่เดียวไปเลย

ผมว่า 2 บริษัทนี้เค้าไม่แตกหักกันรุนแรงหรอกครับ ความสัมพันธ์น่าจะดีขึ้นหลังจ๊อบไม่อยู่ ส่วนมากที่ทะเลาะ ๆ กันอารมณ์แฟน ๆ ทั้ง 2 ฝ้ายเชียร์กันมากกว่า

จริงๆผมว่ามันต่างจากกรณี Samsung อยู่หน่อยตรงที่ต้นเหตุนี่หละ เรื่องเจรจาขอใช้สิทธิบัตรแล้วจ่าย license เป็นอะไรที่ทำกันเป็นปกติอยู่แล้วของชาติเค้า แต่ในกรณี Samsung ที่ฟ้องนี่ไม่ใช่เรื่องขอแชร์สิทธิบัตร แต่เป็นการลอกดีไซน์ แอปเปิลเลยสั่งสอนพวกขี้ลอกให้โลกดูโดยการสู้เอาให้ตายละมั้งครับ

ไม่อะ apple เรียกสูงไปมาก โดยเรียก 2.5 bn พอฟ้องกันเสร็จออกมา 1 bn สรุป Samsung แพ้ ... แต่ก็จ่ายนอยกว่าที่ apple เรียกเยอะ

เงินพันล้านเหรียญมันไ่ม่สำคัญอะไรเท่ากับเสียศักดิศรีโดนเค้าด่าว่าเป็นขี้ลอกครับ ซัมซุงก็เสียหน้าไปไม่น้อยครับจากงานนี้

ไม่โดนฟ้องแล้วไม่มีคนดูออกว่าลอกเหรอครับ....

ผมว่าซัมซุงไม่ได้สนเรื่องศักดิ์ศรีแต่แรกแล้วละ ใช้ยุทธศาสตร์ผู้ตามแบบเน้นๆเลย ใช้เอกลักษณ์ของไอโฟนโหนตัวเองขึ้นมา

ตอนนี้ติดตลาดแล้ว พันล้านนี่ถือเป็นค่าโหนตลาด+สร้างชื่อให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับไอโฟน ผมว่าก็คุ้มอยู่นะ

ไม่ใช่คุ้มอยู่หรอกครับ แต่คุ้มมากต่างหาก เพราะต่อไปเรื่องลอกๆอะไรเดี๋ยวเขาก็ลืมกันไปเอง แต่ชื่อเสียงมันอยู่นานกว่า ขนาด mark zuckerburg ยังไม่ค่อยมีใครสนเลยเวลาหักมุมมายังไง รู้ไปแค่เป็นความรู้ คนยังใช้เฟสกันต่อไป

วันนี้ดูสัมภาษณ์หัวหน้าลูกขุน Hogan เค้าอธิบายอย่างละเอียดถึงค่าปรับ แต่คดียังไม่สิ้นสุดตรงนี้ครับ เรื่องจะส่งต่อไปยังผู้พิพากษา และหากเห็นว่า Samsung ตั้งใจละเมิดจริง จะสามารถปรับมากกว่านี้ได้ครับ

ทำไมผมอ่านข่าวแล้วกลับได้ความว่า ค่าปรับต้องเป็นเงินที่ Apple เสียหายจากการที่ซัมซุงละเมิดสิทธิบัตร แต่หัวหน้าลูกขุนกลับให้สัมภาษณ์ว่าอยากทำให้ซัมซุงหลาบจำ

Basis ของการคิดค่าปรับก็ผิดแล้ว

หลังจากจบคดีฟ้องร้องของแต่ละบริษัทเหล่านี้
ทิศทาง Smart phone ของแต่ละค่ายน่าจะมีอะไรที่แหวกแนวมากขึ้น
เพราะไม่งั้นจะมีการฟ้องร้องอะไรแบบนี้กันอีก