ลูกเพนกวินแข็งตายเพราะภาวะโลกร้อน

tags:

นักสำรวจพบว่าฤดูร้อนของ Antarctica ที่ผ่านมา มีลูกเพนกวินแข็งตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากในตอนกลางวันซึ่งอุณหภูมิสูงกว่าจุดเยือกแข็ง เกิดฝนตกอย่างหนัก ทำให้ลูกเพนกวินที่ยังไม่มีขนที่สามารถกันน้ำได้เปียกโชก เมื่อกลางคืนมาเยือน อุณหภูมิจะต่ำลงกว่าจุดเยือกแข็ง ทำให้ลูกเพนกวินที่ยังคงเปียกอยู่แข็งตาย

และแน่นอนว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งก็เกิดจากภาวะโลกร้อน (อีกแล้ว)

เพราะฉะนั้นก็ช่วยกันลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกกันด้วยนะครับ

ที่มา National Geographic

lagus's picture

7-11 น่าจะมีโปรโมชั่น ใครเอาถุงผ้า & ตะกร้ามาใส่ของ ลดราคาให้ กี่บาท กี่ % ก็ว่าไป


notz-dev :: RIA Develop & Design
wklk's picture

เห็นด้วยครับ เซเว่นนี่ตัวสร้างถุงเลย

infernohellion's picture

ผมว่าน่าจะคิดราคาเพิ่มมากกว่านะ ลดได้แน่นอน เช่น ถุงละ 4 บาท ให้ทุกเจ้าทำหมดไม่มีใครอยากเอาถุงอีกเลย ถ้าลดราคาเป็นผมผมก็ยังเอาถุง ถ้ามันไม่สะดวก เหอๆ

Mr.JoH's picture

ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการคิดราคาถุงเพิ่มเท่าไหร่นะ….

ในแง่ประสิทธิภาพ มันอาจลดการใช้ถุงได้ชัดเจนก็จริง แต่ที่น่าเป็นห่วงมากกว่าก็คือ ผลกระทบย้อนกลับที่ได้จากผู้ใช้ ลองนึกดูถ้าคนที่ต้องการถุงต้องจ่ายเพิ่มขึ้นมาจริงๆ ตอนแรกๆ อาจจะโทษร้านค้า แต่ในระยะยาว “กระแสโลกร้อน” นี่แหละ ต้องกลายเป็นแพะรับบาปแทน แทนที่คนจะลดการใช้ถุงพลาสติกด้วยความเต็มใจเพราะต้องการช่วยโลก (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกร้อนหรือต้องการลดขยะ) กลายเป็นว่าไม่ใช้เพราะต้องกลัวเสียเงินพิ่ม ซึ่งถ้ามองในแง่การปลูกฝังจิตสำนึกแล้ว ผมว่าวิธีนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง


Lastest Science News @Jusci.net

kie's picture

การปลูกฝังจิตสำนึกก็เป็นเรื่องที่ดี แต่บางครั้งบางคราว การใช้แรงจูงใจทางธุรกิจก็เป็นสิ่งสำคัญเหมือนกันนะครับ :) ผมมองเรื่องๆนี้คล้ายๆกับเรื่อง carbon credit น่ะครับ ใครทำลายสิ่งแวดล้อมมากก็จ่ายมาก ถ้าอยากจ่ายน้อย ก็ต้องหาวิธีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่ปล่อยให้สิ่งแวดล้อมเป็น”ของฟรี”อยู่แบบทุกวันนี้ :)

Mr.JoH's picture

เห็นด้วยกับเรื่องแรงจูงใจครับ แต่ในเมืองไทย หลายครั้งเราใช้แรง “จูงใจ” กันมากเกิน จนลืมวัตถุประสงค์ของเป้าหมาย ซึ่งเราควรทำควบคุ๋กันไปครับ

สำหรับเรื่องใครทำมากก็จ่ายมาก ใครทำน้อยจ่ายน้อยเนี่ย มีความเห็นเป็นสองทางครับ อย่างแรกก็คือ ทำให้ช่วยลดการใช้คาร์บอนได้จริง เพราะใช้มาก ก็ต้องจ่ายมาก แต่อีกทางก็คือ มันเป็นการปลูกฝังค่านิยมบางอย่างที่ผิดๆ หรือเปล่า ต้วอย่างง่ายๆ ใกล้ตัว ถ้าคุณยืมหนังสือห้องสมุดเกินเวลา คุณก็เต้องเสียค่าปรับ ฟั้งดูแฟร์ดีใช่มั้ยครับ ? แต่ถ้าลองไปดูตามห้องสมุดมหาวลัย ก็จะพบว่า มีนักศึกษาเป็นร้อยคนเลย ที่ยอมเสียค่าปรับเพื่อให้ยืมหนังสือได้นานๆ (ถ้าเป็นหนังสือที่มีเพียงเล่มเดียว) เพราะถือว่าไม่เป็นไร จ่ายเงินค่าปรับไปแล้ว ซึ่งจริงๆแล้วผิดวัตถุประสงค์ เพราะกลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้มีหนังสืออ่านโดยทั่วถึงกัน

ไม่ได้ต่อต้านเรือ่งเก็บเงินอะไรมากมาย เพียงแต่อยากจะเตือนเรื่องการปลูกฝังจิตสำนึกด้วยก็เท่านั้น


Lastest Science News @Jusci.net

kie's picture

อันนี้ผมเห็นต่างนะครับ ลองนึกดูว่าถ้าวันหนึ่ง ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเกิดยกเลิกการเก็บค่าปรับ จำนวนการยืมเกินเวลามันจะไม่ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกหรือ (บางคนอาจคิดว่า คงจะมีคนที่เห็นว่ายืมเกินเวลาแล้วก็สำนึกผิดเองก็เลยเอาไปคืน แต่ลองคิดดูว่าในความเป็นจริงจะมีสักกี่คนที่คิดได้อย่างนั้น) แต่ถ้าการยกเลิกค่าปรับมันทำให้จำนวนการยืมเกินเวลาลดลงได้ ก็น่าลองเหมือนกัน

ดังนั้น การใช้แรงจูงใจก็เป็นสิ่งสำคัญครับ ในขณะเดียวกันก็ไม่ปฏิเสธเรื่องจิตสำนึก การใช้แรงจูงใจที่ดี ต้องควบคู่ไปกับการปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีด้วยเสมอ ต้องไม่ปล่อยให้คิดว่าค่าปรับเป็นเพียงการต่อรอง (เมืองนอกค่าปรับแพงมากๆ และถ้ายืมเกินเวลาหลายครั้ง อาจโดนตัดสิทธิ์การยืมหนังสือไปเลย) แต่ก็ไม่ควรจะปล่อยมันเป็น”ของฟรี”ไปด้วยเช่นกัน

เหมือนกับบ้านเมืองของเรา ถึงแม้จะมีการสอนศีลธรรมจริยธรรมในโรงเรียนแล้ว แต่สุดท้ายก็ควรต้องมีกฎหมายอยู่ดีน่ะครับ :)

Mr.JoH's picture

ok ครับ ผมสื่อไม่ดีเอง ที่ผมต้องการสื่อ คือ ย่อหน้าที่สองของคุณนั่นแหละครับ :)


Lastest Science News @Jusci.net

tvchampion's picture

ผมว่าค่าปรับมันถูกไปต่างหาก ดองหนังสือ ทั้งปี ยังถูกกว่าซื้อหนังสือจริงอีกเลย แล้วแบบนี้ใครจะไปซื้อของจริง ดองมันง่ายกว่า

กรณีถุงพลาสติกนี่ คิดเป็นภาษีสิ่งแวดล้อมไปเลยก็ดี ใครใช้ถุงพลาสติก็ต้องจ่าย ไม่ใช้ก็ไม่ต้องจ่าย แฟร์ดี

zotix's picture

ตอนนึ้ค่าปรับลืมหนังสือวันละ 5 บาท หนังสือที่ท่านยืมเล่มละเท่าไรครับ

ตอนนึ้ผมยังไมไ่ด้เอาไปคืนเลย - -‘

bankkung's picture

ที่มอผม ปีนึงจะมีสองสามครั้งเรียกว่า lucky day วันดีคืนดีเอามาแปะก็จะเห็นคนเอาหนังสือไปคืนตรึม เพราะเป็นวันที่คืนหนังสือเกินกำหนดได้แล้วไม่คิดค่าปรับ

rocketbomb's picture

ที่ denmark ก็ใช้วิธีนี้นะครับ คือ คิดเงินเพิ่มถ้าจะเอาถุง แล้วก็ค่อนข้างได้ผลเลยครับ

เรื่องปลุกจิตสำนึกก็เห็นด้วยครับ แต่ที่ australia เคยมีอยู่ช่วงนึงถึงกับออกมาเตือนให้เอา green bag มาด้วย (หลายคนอยากช่วยโลกร้อน แต่ดันไม่เคยเอาติดตัวมาด้วย)

lew's picture

ใช้ถุงผ้ากันเยอะขึ้นแต่ไปเอาถุงใหม่ที่ห้าง จากที่ตอนนี้โลกร้อน ใช้ถุงผ้ากันเยอะๆ ก็สุกพอดี :P

อันนั้นล้อเล่น แต่เรื่องจริงคือเราควรตั้งค่า default ของการใช้ถุงพลาสติกเป็นการ “ไม่ใช้” ได้แล้วครับ มันไม่ใช่เรื่องอะไรที่เวลาผมไปซื้อหมากฝรั่งใน 7-11 แล้วผมต้องบอกว่าไม่เอาถุง

ไม่ต้องบอกให้ใช้ถุงผ้า หรือถุงอะไรทั้งนั้น ไม่ใช่ก็คือไม่ใช้ ถ้าอยากใช้อะไรก็เอามากันเอง ไม่ก็เอ่ยปากขอ เสียตังค์หรือไม่ก็ว่ากันไป

นึกภาพคนซื้อของเต็มรถเข็น พวกนี้เกือบทุกคนขับรถไปซื้อของ ทำไมต้องให้ถุงอีก? ส่วนบางคนก็ซื้อแบบสองชิ้น อันนี้เดินถือไปเลยก็ได้ ไม่ต้องใส่ถุงเหมือนกัน

ไม่รู้ว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าหน่วยงานอะไรซักหน่วยอย่าง NGO หรือหน่วยงานรัฐ จะเรียกร้านค้าปลีกทั้งหมดมาแล้วทำข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่ใช่ถุงพลาสติก หรือถุงกระดาษ หรือถุงผ้า หรืออะไรก็ตามที่มันต้องใช้พลังงานในการผลิต และเพิ่มขยะให้กับโลก ขั้นต่ำสุดคือลูกค้าต้องเป็นผู้ร้องขอทุกครั้งไป มันเป็นการบริการที่แย่ลง ถ้าไม่ทำพร้อมๆ กันคงยากที่จะมีที่ไหนยอม

ผมเพิ่งไปเดินศูนย์หนังสือธรรมศาสตร์ ที่นั่นเค้าเลิกใช้ถุงพลาสติกแล้วมาใช้ถุงกระดาษแทนโดยระบุว่ามันช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม

หวังว่าจะไม่มีใครเอามาพูดว่ามันช่วยโลกร้อนนะ ไม่งั้นไปขุดเรื่องการใช้พลังงานในการผลิตถุงกระดาษรวมๆ กับการตัดต้นไม้มาผลิตกระดาษคงสนุกชอบกล


LewCPE

Mr.JoH's picture

เห็นด้วยเรื่องค่า defualt ครับ

ทุกวันนี้ต้องขอบคุณเรื่องโลกร้อน ทำให้ผมไม่ต้องถูกมองด้วยสายตาแปลกๆ เวลาไม่เอาถุง และไม่ต้องเหนื่อย เพื่อที่จะบอกพนักกงานว่า ไม่เอาถุง :P


Lastest Science News @Jusci.net

ds2kGTS's picture

จริง ๆ เวลาไม่เอาถุงนี่ผมไม่เคยถูกมองด้วยสายตาแปลก ๆ นะ
สงสัยหน้าตาผมจะดุเกินไป สงสัยถ้าคนอื่นอ่านสีหน้าคงจะตีความได้ประมาณว่า “ใส่ถุงชักช้าน่ารำคาญ เอามาเร็ว ๆ สิฟร่ะ”

ป.ล. แต่ผมรำคาญเวลารอพนักงาน 7-11 บรรจุสินค้าลงถุงจริง ๆ นะ ชักช้างุ่มง่ามกันจัง (สงสัยติดมาจากนิสัยการใช้เน็ต เลยทำให้ใจร้อน ^^”)

NUTKABPOM's picture

ผมเคย “พี่ครับ ไม่ต้องใส่ถุง”

แล้วเพื่อนมันแซว - -“

anu's picture

ยืดอกหน่อยครับ

heha's picture

ยืดอก ไม่พกถุง :P


My Blog -> http://paiboonpa.wordpress.com
Kerberos's picture

ใช้ใบตองสิ ไม่ทำลายธรรมชาติ


ไม่ตายไม่เลิก

kaze's picture

7-11 ไม่เอาถุงก็แจ้งพนักงานได้นะครับ เห็นมีโฆษณาในร้าน
ลดหรือไม่ลดไม่ค่อยสำคัญเท่าไร ส่วนผมก็ยังรับอยู่เพราะเอาไปใส่ขยะ

tvchampion's picture

ผมทำตั้งแต่ก่อนเขารณรงค์ เรื่องโลกร้อนซะอีกนะ ที่พบคือ สีหน้าแปลกๆของพนักงานแต่ตอนนี้ก็น้อยลงละ จริงๆต้องให้พนักงานถามลูกค้ามากกว่านะครับ ว่าจะรับถุงเพิ่มมั้ย

ถามง่ายๆ ว่ารับถุงเพิ่มมั้ยค่ะ ผมว่าเข้าท่ากว่ารับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มมั้ยค่ะ ทั้งๆที่ผมซื้อที่โกนหนวดนะ

ABZee's picture

ผมว่าเนื้อหาของข่าวมันผิดเพี้ยนไปนะครับ

ข่าวจากที่มานั้นมีครื่องหมายคำถาม (?) ไว้ท้ายหัวเรื่อง เพราะมันยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเกิดขึ้นเพราะปัญหาโลกร้อนครับ ตัวเนื้อหาเองก็ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นปัญหามาจากโลกร้อน เพียงแต่กล่าวโยงว่าอาจเกี่ยวข้องกัน

PoomK

adamy's picture

วิธีของ Migros ของ Swiss คือการให้ถุงฟรีครับ … แต่เป็นถุงที่บางเวอร์ๆเลยครับ … แบบว่าขาดง่ายสุดๆ แล้วก็ไร้ประสิทธิภาพอย่างแรง … ส่วนถุงกระดาษที่ทนทานจะต้องเสียเงินซื้อในราคา 0.70CHF ครับ ส่วนใครเอาถุงผ้ามาก็โอเคครับ … ซึ่งส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีนั้นกันครับ

ขอบคุณครับ สวัสดีครับ

:: Take minimum, Give Maximum ::

lagus's picture

ผู้บริหารกี่เกี่ยวข้องน่าจะแวะมาดูหน้านี้บ้างเนอ คิคิ


notz-dev :: RIA Develop & Design
zerocool's picture

ไม่เห็นด้วยกับ Mr.Joh ครับ

วิธีการคิดราคาเพิ่มกับการลดราคาสินค้าจากราคาที่เพิ่มไปแล้ว ผมมองว่าไม่แตกต่างกันเท่าไรแต่วิธีการหลังดูจะนุ่มนวลและเนียนกว่า หลาย ๆ ประเทศก็มีนโยบายแบบนี้นะครับ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศเกาหลี ประชาชนทุกคนจะต้องจ่ายเิงินซื้อถุงสำหรับใส่ขยะจากรัฐบาลและถุงนั้นจะต้องแยกประเภทขยะอย่างชัดเจน ใครทำผิดจะต้องเสียค่าปรับ เป็นต้น

ผมไม่ได้บอกว่าเราควรใช้วิธีการด้านกฎหมายแทนการปลูกฝังจิตสำนึก แต่ผมมองว่าเราควรทำสองสิ่งไปควบคู่กัน สำหรับเรื่องบางเรื่องผลลัพธ์ก็เป็นสิ่งสำคัญกว่ากระบวนการนะครับ

NUTKABPOM's picture

เอ้า ว่าแล้วก็ไปถอยกระเป๋าโปโลที่ 7-11 กัน

ราคาปกติ 1690 บาท ลดเวอร์จนเหลือเหลือ 199 บาท

ตามโปรโมชั่น ยืดอกพกถุงผ้า

คริคริ

krajung's picture

ผมว่าถ้าลดได้ก็ลดเถอะครับ แล้วแต่จิตใต้สำนึก ถ้าซื้อของมากๆ ของบางอย่างถ้าจะไม่ใส่ถุงก็ไม่ได้


Krajung.com

veer's picture

อาจจะเปลี่ยนแค่ถามว่า “รับถุงหรือเปล่า?” แทนการใส่ให้ตั้งแต่แรก ก็อาจจะช่วยได้บ้าง. บางทีไม่อยากได้ดอกแต่วางแล้วก็ลืมบอก ก็อ่าวใส่มาแล้ว :-P.

อย่างไรก็ตาม 7-11 ก็เปลืองไฟ เพราะเปิดแอร์เปิดไฟตลอด 24 ชั่วโมง … พวกนี้อาจจะมีผลกระทบมากกว่าถุงก็ได้? ปรับวิถีชีวิตเราให้ซื้อของมาเก็บไว้เลย จะได้ไม่ต้องพึ่งร้าน 24 ชั่วโมง ก็อาจจะดี.

แต่ก็ไม่แน่ว่าเราซื้อของมาแช่ตู้เย็น ก็อาจจะเปลืองอีก … ถ้าคิดว่าร้าน 24 ชั่วโมงเป็นตู้เย็นรวมของชุมชน และเราไม่ต้องมีตู้เย็นที่บ้าน อันนี้ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าร้านแบบนี้ช่วยประหยัดไฟก็ได้ :-O

fujitarc's picture

ตปท. ร้าน 24 ชม ไม่ค่อยมีนะครับ บางทีก็ปิดแค่ 4 ทุ่ม ไม่ก็ตีสองเท่านั้นเอง อีกอย่างของกินในเซเว่นมีแต่อาหารแช่แข็งกับสำเร็จรูปใส่ถึงพลาสติกทั้งนั้น นั่นแหละตัวสร้างขยะยิ่งกว่าถึงพลาสติกที่กลับบ้านซะอีก และพวกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว แป๊บๆเปลี่ยนนั่นแหละตัวดี แบตเสื่อมก็ต้องเปลี่ยน สร้างขยะเสียยิ่งกว่าใช้ถุง= =’

boonkhao's picture

ที่สหกรณ์มหาลัยที่ผมอยู่เค้าไม่มีถุงให้เวลาซื้อของนะครับ ถ้าจะขอเพิ่มคือต้องจ่ายเงิน ผมคิดว่าถ้าเริ่มในโรงเรียนก็น่าจะทำได้นะครับ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่ถือกระเป๋าไปโรงเรียน แล้วถ้าแจ้งไว้หน้าร้านเลยว่าไม่มีถุงใส่ให้ก็น่าจะช่วยลดได้ซักนิดนึงนะครับ

Site Search

 
Web blognone.com

Poll