Global Warming
ลูกเพนกวินแข็งตายเพราะภาวะโลกร้อน
Submitted by wklk on 3 July, 2008 - 20:12. tags:นักสำรวจพบว่าฤดูร้อนของ Antarctica ที่ผ่านมา มีลูกเพนกวินแข็งตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากในตอนกลางวันซึ่งอุณหภูมิสูงกว่าจุดเยือกแข็ง เกิดฝนตกอย่างหนัก ทำให้ลูกเพนกวินที่ยังไม่มีขนที่สามารถกันน้ำได้เปียกโชก เมื่อกลางคืนมาเยือน อุณหภูมิจะต่ำลงกว่าจุดเยือกแข็ง ทำให้ลูกเพนกวินที่ยังคงเปียกอยู่แข็งตาย
และแน่นอนว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งก็เกิดจากภาวะโลกร้อน (อีกแล้ว)
เพราะฉะนั้นก็ช่วยกันลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกกันด้วยนะครับ
ที่มา National Geographic
ออสเตรียออกกฎหมายคิดภาษีรถตามปริมาณคาร์บอน
Submitted by lew on 2 July, 2008 - 11:06. tags:ปรกติแล้วในบ้านเราภาษีรถยนต์จะคิดตามขนาดกระบอกลูกสูบและจำนวนที่นั่งเป็นหลัก แต่ออสเตรียกำลังเริ่มนำร่องการช่วยปัญหาโลกร้อนด้วยการลดภาษีให้กับรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่า 120 กรัมต่อระยะทางหนึ่งกิโลเมตร และไนโตรเจนออกไซด์น้อยกว่า 60 มิลลิกรัมต่อกิโลเมตร ส่วนรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนมากกว่า 180 กรัมต่อกิโลเมตรนั้นจะถูกปรับเป็นเงิน 25 ยูโรต่อคาร์บอนไดออกไซด์หนึ่งกรัมที่ปล่อยเกินมาตรฐาน
นอกจากนี้แล้วเทศบาลเมืองเวียนนายังมีนโยบายสนับสนุนการใช้ก๊าซธรรมชาติด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเงิน 1,000 ยูโรต่อคันอีกด้วย
ที่มา - PhysOrg
พืชกำลังอพยพขึ้นเขาเพราะภาวะโลกร้อน
Submitted by wklk on 29 June, 2008 - 11:27. tags:การวิจัยที่ผ่านๆ มาพบว่าพืชและสัตว์หลายสปีชีส์ค่อยๆ ย้ายถิ่นฐานเข้าใกล้ขั้วโลกมากขึ้น
ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์พบว่าพืชต่างๆ กำลังย้ายถิ่นฐานขึ้นสู่ที่สูงอย่างช้าๆ เพื่อจะได้เติบโตในอุณหภูมที่เหมาะสม โดยมีอัตราเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 10 ฟุตต่อปี
และเนื่องจากพืชแต่ละสปีชีส์มีอัตราการเขยิบขึ้นที่สูงไม่เท่ากัน นักวิจัยจึงเกรงว่านี่อาจทำให้ระบบนิเวศน์เกิดการเปลี่ยนแปลง
ที่ว่าพืชเขยิบขึ้นไปก็หมายถึงว่าพืชที่เคยอยู่ข้างล่างจะค่อยๆ ตาย ส่วนที่อยู่สูงขึ้นไปก็ค่อยๆ ขยายพันธุ์ขึ้นที่สูงไปเรื่อยๆ ไม่ใช่มันเดินขึ้นไปหรอกนะ
แล้วเราล่ะ จะอพยพตามมันไปมั้ย...
ที่มา National Geographic
ปีนี้น้ำแข็งอาจจะหายไปจากขั้วโลกเหนือ
Submitted by lew on 28 June, 2008 - 23:09. tags:ภาวะโลกร้อนกำลังส่งผลอย่างต่อเนื่องมาเรื่อยๆ และในปีนี้นักวิทยาศาสตร์คาดกันว่ามีโอกาสครึ่งครึ่งที่เราจะพบว่าที่จุดขั้วโลกเหนือจะมีช่วงเวลาที่กลายเป็นทะเลเปิดโดยไม่มีน้ำแข็งปกคลุมคามปรกติ
น้ำแข็งชั้วโลกมีการละลายอยู่เป็นเรื่องปรกติ แต่การละลายในช่วงหลายปีที่ผ่านมากำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนในปีที่แล้วทะเลเปิดนั้นห่างออกไปจากจุดขั้วโลกเหนือเพียง 700 ไมล์เท่านั้น และในปีนี้หากสภาพอากาศและลมเป็นใจแล้ว เราก็อาจจะมีโอกาสได้เห็นทะเลเปิดเข้าไปถึงจุดขั้วโลก
ในเว็บที่มาที่ข้อมูลแสดงพื้นที่น้ำแข็งที่เก็บจากดาวเทียมมาให้ดูกันว่าภาพที่น้ำแข็งกำลังลดลงนั้นเป็นอย่างไรด้วยครับ
ที่มา - The Independent
- lew's blog
- Login or register to post comments
ขั้วโลกเหนืออาจไม่มีน้ำแข็งเหลืออยู่ในฤดูร้อนปีนี้
Submitted by zybernav on 28 June, 2008 - 22:49. tags:เป็นที่ทราบกันว่า ปริมาณน้ำแข็งที่ขั้วโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลนั้น มีความหนาลดลงทุกปี ตามอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้น
นักวิจัยจาก National Snow and Ice Data Center มหาวิทยาลัย Colorado ได้แสดงความเป็นห่วงว่า ฤดูร้อนในปีนี้มีโอกาสเป็นไปได้ที่น้ำแข็งบนขั้วโลกเหนือจะละลายจนหมด เนื่องจากชั้นน้ำแข็งที่เคลือบผิวหน้าทะเลเอาไว้บางลงมากเป็นประวัติการณ์ โดยเป็นผลเนื่องมาจากปรากฏการณ์ Arctic Oscillation ทำให้อัตราการไหลของน้ำแข็งขั้วโลกลงสู่ทะเลเร็วขึ้น เหลือเพียงชั้นน้ำแข็งบาง ๆ อายุ 1 ปีเท่านั้น
ข้อมูลเพิ่มเติมจากภาพถ่ายดาวเทียมของ NASA ในเดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าน้ำแข็งที่ล้อมรอบขั้วโลกเหนือนั้นลดลงเป็นอย่างมาก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องน้ำแข็งขั้วโลกก็แสดงความเป็นห่วงว่า โอกาสที่น้ำแข็งขั้วโลกเหนือจะละลายหมดมีถึง ครึ่งต่อครึ่ง หรือแม้แต่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่ประมาณการณ์แบบอนุรักษ์นิยมแล้วก็ยังให้โอกาสในการเกิดปรากฏการณ์นี้ถึง 1 ใน 4
และแม้ว่าปรากฏการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นในปีนี้ก็ตาม เราก็อาจจะได้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้อยู่ดี
ขอตัวไปปิดไฟก่อนครับ
ที่มา Physorg
จีนขึ้นแท่นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศที่หนึ่งของโลก
Submitted by lew on 15 June, 2008 - 20:38. tags:ปัญหาโลกร้อนที่เราพยายามลดการปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศนั้น เป็นที่รู้กันมานานว่ามหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯ ครองแชมป์ประเทศที่ปล่อยคาร์บอนสูงสุดมาเป็นเวลานาน แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดของจีนก็ทำให้ปี 2007 ที่ผ่านมา จีนแซงหน้าสหรัฐฯ ไปได้ในที่สุด
ปี 2007 ที่ผ่านมาจีนปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศร้อยละ 24 ของปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งโลก ขณะที่สหรัฐฯ มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 21 สหภาพยุโรปนั้นตามมาเป็นอันดับสามที่ร้อยละ 12 ส่วนอันดับสามและสี่นั้นคือ อินเดียและรัสเซียที่ร้อยละ 8 และร้อยละ 6 ตามลำดับ
แม้ตัวเลขนี้อาจจะทำให้จีนดูเป็นผู้รับผิดชอบต่อสภาวะโลกร้อนมากดูพอควร แต่เมื่อเทียบการปล่อยคาร์บอนต่อคน โดยเฉลี่ยแล้วชาวอเมริกันปล่อยคาร์บอนปีละ 19.4 ตันต่อคน ขณะที่ชาวจีนนั้นปล่อยคาร์บอนกันปีละ 5.1 ตันต่อคนเท่านั้น
ที่น่าสนใจคือสภาวะน้ำมันแพงในปีที่ผ่านมากดดันให้ชาวยุโรปลดการปล่อยคาร์บอนลงร้อยละ 2 แต่ชาวอเมริกันนั้นยังใช้มีอัตราการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นในปีที่แล้วไปอีกร้อยละ 1.8
ที่มา - PhysOrg
โลกร้อน ทะเลเป็นกรด
Submitted by zybernav on 25 May, 2008 - 22:43. tags:ในการประชุม European Geosciences Union (EGU) ที่จัดขึ้นในกรุงเวียนนา เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้มีการเสนอผลของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่มีต่อภาวะความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของน้ำทะเล
กลุ่มนักวิจัยภายใต้โครงการ European Collaborative Research (EUROCORE) ได้เสนอข้อมูลความเป็นกรดของทะเลที่เพิ่มมากขึ้น 30% นับตั้งแต่มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นต้นมา จาก pH 8.2 เป็น 8.1 (เป็นกรดมากขึ้น) ซึ่งสัมพันธ์กับปริมาณก๊าซ CO2 ที่ถูกปล่อยออกมา ซึ่งความเป็นกรดระดับนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในช่วง 35 ล้านปีที่ผ่านมา
แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานความเสียหายที่เกิดจากระดับความเป็นกรดของน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นนี้ก็ตาม แต่ก็มีความกังวลว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อสาหร่ายทะเล และแพลงก์ตอนขนาดเล็ก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของระบบห่วงโซ่อาหารในทะเล และความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นนี้จะชลอการแข็งตัวของเปลือกของสัตว์ทะเล และปะการังต่าง ๆ ที่อยู่ตามชายฝั่งซึ่งที่สุดแล้ว ก็จะส่งผลต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ทั้งในด้านแหล่งอาหาร และภัยธรรมชาติ
มีการคาดการณ์ว่า pH ของน้ำทะเลจะลดลงอีก 0.4 ภายในสิ้นศตวรรษนี้
คณะผู้วิจัยกล่าวว่าหนทางแก้ไขปัญหานี้ สามารถทำได้โดยลดปริมาณ CO2 ที่ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ
ที่มา Physorg
นอรเวย์ประกาศความสำเร็จโครงการนำร่องเก็บกักคาร์บอนสู่ใต้ดิน
Submitted by lew on 25 May, 2008 - 21:24. tags:ประเทศนอรเวย์มีการตรากฏหมายภาษีคาร์บอนมาตั้งแต่ปี 1991 ทำให้บริษัทจำนวนมากต้องพบกับต้นทุนที่สูงขึ้นเมื่อมีการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศจากก๊าซที่มีคาร์บอนปนเปื้อนมา ทำให้แท่นขุดเจาะน้ำมัน Sleipner บริเวณทะเลเหนือตัดสินใจติดตั้งเทคโนโลยีใหม่กลับลงใต้พื้นโลกในความลึกหนึ่งกิโลเมตรแทนการปล่อยขึ้นสู่บรรยากาศ
มีการติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้มาตั้งแต่ปี 1996 และหลังจากครบรอบ 12 ปีมานี้อุปกรณ์ชุดนี้ทำหน้าที่อัดคาร์บอนกลับลงใต้พื้นโลกไปแล้วกว่า 10 ล้านตัน คิดจากภาษีคาร์บอนล่าสุดที่ 66 ดอลลาร์ต่อตันแล้วแท่นขุดเจาะนี้ประหยัดภาษีไปได้กว่า 600 ล้านดอลลาร์ (ประมาณสองหมื่นล้านบาท) หักลบกลบหนี้กับการลงทุนแล้วก็น่าจะคุ้มค่าดีไม่น้อย
อย่างไรก็ตามคาร์บอนจากการปั่นไฟบนแท่นและจากกระบวนการผลิตน้ำมันอื่นๆ ก็ยังคงปล่อยคาร์บอนในอัตรา 900,000 ตันต่อปี พอๆ กับที่แท่นขุดเจาะสามารถอัดกลับลงสู่ใต้ดินได้
แนวทางการเก็บกักคาร์บอนลงสู่ใต้ดินเป็นแนวทางที่ยังมีการถกเถียงกันอยู่มากว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพราะมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลในอนาคตได้
ที่มา - PhysOrg
เทคโนโลยีใหม่กรองคาร์บอนจากปล่องควันได้ร้อยละ 90
Submitted by lew on 20 May, 2008 - 12:59. tags:อย่างที่เคยเล่าไปแล้วว่าปัญหาโลกร้อนนั้นแก้ได้โดยการลดปริมาณคาร์บอนในชั้นบรรยากาศ ซึ่งนอกจากการลดการใช้พลังงานที่กระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอน (เช่นไฟฟ้าจากโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน หรือรถยนต์แบบปรกติ) เรายังสามารถเลือกที่จะเก็บกักคาร์บอนเหล่านั้นไม่ให้ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้อีกด้วย และด้วยแนวคิดนี้ นักวิจัยที่ Wyoming’s Soft Materials Laboratory ได้สร้างเทคโนโลยีในชื่อว่า Carbon Filter Process และได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยลงในวารสาร Industrial & Engineering Chemistry Research
แนวทางการกรองคาร์บอนจากปล่องควันนั้นมีการนำเสนอมานานแล้ว แต่ปัญหาหลักคือตัวกรองเหล่านี้มักต้องการความดันที่ค่อนข้างสูง ทำให้ต้องการแรงอัดในปล่องควันมากกว่าปรกติ เทคนิคใหม่ที่มีการนำเสนอนี้ใช้แรงดันต่ำกว่าเดิม, มีต้นทุนที่ต่ำโดยประมาณ 40-50 ดอลลาร์ต่อตัน, และทำงานได้ที่อุณหภูมิปรกติ แต่ให้ผลที่ดีถึงร้อยละ 90
เทคโนโลยีตัวนี้มีการจดสิทธิบัตรไปแล้วตั้งแต่ปี 2007 น่าสนใจว่าโลกธุรกิจจะเลือกแนวทางนี้หรือเลือกไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ มากกว่ากัน แต่จริงๆ แล้วไม่ว่าเป็นทางไหนหากมันดีต่อสิ่งแวดล้อมก็คงไม่ต่างกันมาก
ที่มา - PhysOrg, ACS (รายงานฉบับเต็ม), Confex (สิทธิบัตร)
นักวิจัยชี้ความอ้วนอาจมีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้น
Submitted by elixer on 16 May, 2008 - 22:19. tags:Phil Edwards และ Ian Roberts นักวิจัยของ London School of Hygiene and Tropical Medicine ได้ชี้ให้เห็นว่าประชากรที่มีภาวะน้ำหนักเกินจนถึงอ้วน อาจมีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้น จากการทำให้ความต้องการอาหาร และพลังงานเพิ่มมากขึ้น
นักวิจัยทั้งสองคนนี้ชี้ให้เห็นว่าคนทั่วไปต้องการพลังงานในการดำรงชีวิตประมาณ 2510 แคลอรี่ต่อวัน ในขณะที่คนอ้วนต้องการพลังงานถึง 2960 แคลอรี่ต่อวัน ซึ่งสูงกว่าคนทั่วไปถึง 18 % โดยพลังงานที่ต้องการมากกว่า หมายถึงปริมาณอาหารที่ต้องรับประทานมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการอาหารเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีการทำการเกษตรมากขึ้น เกิดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มมากขึ้น (20 % ของก๊าซเรือนกระจกมาจากภาคเกษตรกรรม) ส่งผลให้โลกร้อนขึ้น
นอกจากนี้น้ำหนักที่มากของคนอ้วนยังส่งผลโดยตรงต่อภาคการขนส่ง เพราะยานพาหนะต้องรับน้ำหนักมากขึ้น ทำให้มีการใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น ส่งผลให้โลกร้อนขึ้นเช่นเดียวกัน
องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่าในปัจจุบันมีคนอย่างน้อย 400 กว่าล้านคนทั่วโลกอยู่ในภาวะอ้วน (BMI > 30) และในปี 2015 ประชากร 2,300 ล้านคนจะอยู่ในภาวะน้ำหนักเกิน (BMI > 25) โดย 700 ล้านคนในนั้นจะอยู่ในภาวะอ้วน
ว่าแล้วก็ไปออกกำลังกาย และลดการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟ่์กันดีกว่า
ที่มา - YAHOO! NEWS, The Lancet (ต้องใช้รหัสผ่านในการเข้าอ่าน)
หมายเหตุ BMI (Body Mass Index) หรือดัชนีมวลกาย คือค่าที่คำนวณโดยการเอาน้ำหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง มีหน่วยเป็น กิโลกรัมต่อเมตรยกกำลังสอง (คำนวณออนไลน์ได้ที่ NHBI) ค่าปกติคือ 18 - 25 สำหรับคนตะวันตก และ 18 - 23 สำหรับคนเอเชีย




