ลาก่อนมินอลต้า
กระแสดิจิตอลกลืนตำนานอีกหน้าหนึ่งของวงการถ่ายภาพไปอีกแล้ว เมื่อบริษัทกล้องอย่างโคนิกา มินอลต้าประกาศถอนตัวออกจากอุตสาหกรรมภาพถ่าย โดยบริษัทระบุว่าวงการนี้มีการแข่งขันสูงเกินความคุมค่าที่จะดำเนินกิจการ โดยจะขายธุรกิจกล้องดิจิตอลให้กับโซนี่
โคนิกา มินอลต้าเป็นการรวมตัวกันของสองบริษัทที่เคยเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ของวงการมาก่อน การถอนตัวของบริษัทนี้อาจจะแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนไปสู่อีกยุคหนึ่ง บริษัทระบุว่าต่อไปจะเน้นที่ธุรกิจภาพทางการแพทย์และเครื่องถ่ายเอกสารเท่านั้น
ที่น่าสนใจคือโซนี่ซึ่งพยายามหลายครั้งที่จะบุกตลาดกล้องดิจิตอลระดับบน แต่ไม่เคยสำเร็จเนื่องจากถูกสองยักษ์อย่างแคนนอน และนิคอนสกัดเอาไว้ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 85% ทำให้ไม่มีที่ยืนสำหรับบริษัทอื่นๆ มากนัก แต่การได้ธุรกิจส่วนนี้มาจากมินอลต้าอาจจะทำให้เราได้เห็นกล้องโปรรุ่นใหญ่ๆ จากโซนี่ในไม่ช้า
กล้่องในตำนานที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่ถ่ายภาพมานี่ก็มินอลต้า X-700 นะ
ที่มา - BBC News





เมื่อที่สามแห่งวงการกล้องขอลา พร้อมโอนไปให้ sony ที่น่ากลัว Nik กะหนอน คงต้องขยับตัวหน่อยล่ะ(oly ด้วย เผื่อจะขึ้นมาเป็นที่ 3 แทนได้)
โอลิมปัสก็ดูไม่ค่อยลุยเต็มร้อย สำหรับตลาดกล้องเลยครับ เราจะเป็นโอลิมปัสในห้องLab มากกว่า
โดยส่วนตัวผมชอบ Nikon นะ แต่ซื้อ Fuji เพราะมันถูกดี แต่ถ้ามีตังค์ซื้อรุ่นโปร ยังไงก็ Nikon เท่านั้น
แคนนอนและนิคอนสกัดเอาไว้ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 85% โคนิกา มินอลต้า มีส่วนแบ่งไม่ถึง 15% ด้วยซ้ำ sony ที่น่ากลัว ก็คงใด้เพิมไม่มากหรอก
ไม่มาก - ตอนต้นตลาดได้เพิ่มคงไม่ได้มากมายอะไรหรอกครับ แต่สิ่งที่โซนี่น่าจะหวังมากกว่าคือเทคโนโลยี และบุคคลากรที่อยู่ในมินอลต้า มินอลต้ามีความเข้าใจตลาดโปรมากกว่าโซนี่อยู่ีหลายขุม ตรงนี้ถ้าใครถ่ายภาพมานานๆ จะรู้ดีกว่ามินอลต้านั้นออกกล้องที่โดนใจมือสมัครเล่นกึ่งโปรได้ดีมาก แต่ปัญหาคืออำนาจเงินและการตลาดของมินอลต้านั้นไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ ตรงนี้โซนี่น่าจะเข้ามาเติมเต็มได้
ต้องรอดูอีกอย่างน้อยครึ่งปีล่ะครับ ว่าเมื่อโซนี่ได้มินอลต้าไปแล้ว จะทำได้ดีแค่ไหน
ผมมองว่า ตัวแปรสำคัญคือลูกค้ากลุ่มใหม่ๆครับ เพราะลูกค้ากลุ่มเก่าๆนี่ไม่ค่อยย้ายค่ายกันหรอก ไม่คุ้ม ดังนั้นถ้า Sony จัดการดีๆ(ทั้งเรื่องเทคโนโลยี ราคา และการบริการ#สำหรับในไทย :P) น่าจะได้ใจลูกค้ากลุ่มใหม่ๆไ้ด้ไม่ยากครับ
ทั้งนี้ก็ขึ้นกับพวก C กะ N ด้วยว่าจะปรับตัวท่าไหน เพราะ nik ตอนนี้ก็ใช้ CCD sony อยู่(จะไปใช้ของ fuji?,Kodak?,ทำเองแบบใน D2H-D2Hs หรือ CMOS ของ Canon เลย)
ป.ล. วันถัดมา Canon ประกาศว่ามียอดผลิตเลนส์ EF ของตัวเองไปแล้ว 30ล้านตัว เฉพาะปีที่แล้ว 10 ล้าน ซึ่งเท่ากับจำนวน lens autofocus ของ Minolta ทั้งหมดที่ผลิตมา(10ล้านตัวพอดี)
ได้ทีก็เกทับกันเข้าไป
สำหรับผมยังไม่ค่อยจะเชื่อมือโซนี่ในเรื่องกล้องถ่ายภาพระบบกึ่งโปร-โปรเท่าไร สังเกตุจากนับจนวันนี้ก็ยังไม่มี SLR ออกมาสักตัว มีแต่ SLR-like ทั้งนั้น ยิ่งประสอบการณ์ก็เป็นเรื่องสำคัญ ยังไงจะไปสู้ canon กับ nikon ที่มีประสบการณ์เป็น 100 กว่าปีได้ไง และถ้าทำออกมาแล้วเรื่อง lens ล่ะ จะมีครอบคลุมเหมือนสองเจ้าเหรอ แล้วอีกอย่าง product life cycle ของสินค้า sony สั้นมากๆ ชอบกั๊ก feature ออกมาทีละนิดๆ แต่ันับจากนี้ไปคงได้เห็น SLR ของ sony กันมั้งแหละ * ไงก็ยังรัก canon อยู่ เมื่อก่อนเคยชอบ nikon แต่พอมาใช้ 300d ก็รัก canon ขึ้นเยอะล่ะ กำลังหาทางเปลี่ยนเป็น 10d ถ้าตังค์อำนวบ ฮุๆ
Kerberos
เลนส์ของ DSLR Sony ก็บรรดา Minolta mount ไงครับผม
สำหรับเมืองไทยคงลำบากหน่อย หันไปทางไหนเจอแต่หนอนกะนิค
Kerberos: อย่าลืมตอน PlayStation 1 ออกสิครับ ในตลาดก็มี Nintendo กับ Sega ประสบการณ์ 20 ปี
ถ้าลองมองดู Sony ดีๆ จะเห็นการพัฒนาการขึ้นเรื่อยๆนะครับ Sony R1 ที่เป็นตัวโปรของ Sony ตอนนี้ก็เทียบชั้นกับ nikon ได้ไม่อายใครเลยนะครับ ลองไปดู review ดู
ผมว่า Sony น่ะถ้าจะทำอะไรให้ดีน่ะ ทำได้ อาจจะใช้เวลาบ้าง … ถ้า Sony จะพลาด ก็พลาดในระดับนโยบายละครับ
แต่ตอนนี้ยอมรับว่า Cannon กับ Nikon เต็มบ้านเต็มเมืองจริงครับ
ถ้า Sony จะมากั๊กๆ feature ในกล้องระดับโปร ทั้งๆที่เพิ่งเข้ามา ระวังจะไม่รอดเอาเน้อ … ถ้าเป็นผม เปิดตัวให้แรง แล้วค่อยมาเบา ดีกว่าเปิดตัวเบาๆ แล้วค่อยทำแรง มันจะสายเอา
plynoi - ย้ายกันยากจริงๆ ล่ะครับ อย่างที่บ้านมีเลนด์แคนนอนครึ่งโหล จะใหย้ายนี่ทำใจลำบาก
แต่ถ้าจะให้ย้า่ยมันต้องทิ้งห่างๆ เช่นรุ่นพี่ผมคนนึงซื้อแคนนอนใหม่ทั้งชุด ทิ้ง Contax ไปทั้งกระเป๋า เพราะการพัฒนามันทิ้งห่างกันเกินไป อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน คนระดับทำงานหาเงินนี่ ย้ายทีย้ายหนักซะด้วย
Kerberos - Life Cycle ที่สั้นเป็นข้อดีสำหรับการตลาดในโลก IT ครับ ข้อนี้เองผมยังเป็นห่วงว่าแคนนอนและนิคอนจะทำใจยอมรับได้รึเปล่า เพราะทั้งสองบริษัทมาจากโลกภาพถ่ายที่เน้นรักษาอายุสินค้าให้นานๆ แต่กับกล้องดิจิตอล ตอนนี้มันกลายเป็นสินค้า IT ไปแล้วความถี่ในการเปลี่ยนรุ่นของผู้ใช้มีมากขึ้นเรื่อยๆ มองไปรอบๆ ตัวสิครับ เห็นแต่กล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ๆ
ตรงนี้ฝ่ายการตลาดของโซนี่น่าจะเข้าใจดีกว่า ซึ่งถือว่าเป็นข้อได้เปรียบไ้ด้เหมือนกัน
lew
เรื่อง Life Cycle ที่สั้น นี่ไม่ต้องห่วง Canon ครับ อายุกล้องรุ่นนึงแกประมาณ 16 เดือนหรือน้อยกว่านั้นอยู่แล้ว(จนบางทีมีคนด่าด้วยซ้ำ) ห่วงแต่ nikon ครับ พี่แก นิ่งดีจริงๆ กว่า D100—>D200 ก็ล่อไปเท่าไหร่ ตลาด compact ก็ไม่ค่อยรุ่ง แต่ผมก็อยากได้ D50 อยู่ดีแหละ 555
คิดว่าถ้า sony แก้ตรงจุดเรื่องการตลาด เรื่องราคาของ Minoltaแล้วละก็ จะรุกขึ้นมาได้สบายๆเลยครับ เพราะในเรื่องเทคโนโลยี/feature แต่เดิม minolta ก็ไม่เป็นรองอยู่แล้วยิ่ง+ของ sony เข้าไปอีก
สำหรับเรื่อง life cycle ถ้าเป็นระดับ consumer ถึงมันจะสั้นก็ไม่เดือดร้อนเท่าไร เพราะราคามันก็ไม่ได้สูงมาก แต่สำหรับระดับ prosumer ขึ้นไป ถ้ากล้องตัวละ 4 หมื่น แล้วดันมาออกทุก 2 เดือนก็ไม่ไหวเหมือนกัน แล้วที่สำคัญมันไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีมันพัฒนาขึ้น แต่เป็นพวก minor change ต่างๆ ผมกลัวว่ามันจะเป็นแบบนี่น่ะสิ
Kerberos - ผมมองว่าในส่วนนี้มันเปลี่ยนไปแล้วครับ เมื่อก่อนสมัยที่บ้านผมใช้กล้องฟิล์ม กล้องตัวละสี่หมื่นนี่ถ้าไม่ใช่ในกลุ่มคนถ่ายภาพด้วยกันหาคนคุยด้วยไม่ได้ แต่วันนี้ผมมองเห็นกล้องระดับสามหมื่นอยู่เต็มไปหมด วันก่อนไปดูคอนเสิร์ตที่สยาม (ตั้งใจไป) เห็นเด็กที่เดินผ่านๆ มา (เข้าใจว่าไม่ได้ตั้งใจมา) หยิบกล้องตัวละหมื่นกว่าสองหมื่นมาถ่ายรูปเต็มไปหมด
สิ่งที่เกิดขึ้นคือตลาดมันเปลี่ยนไป เมื่อก่อนกล้องระดับ Prosumer ถ้าไม่ใช่คนรักถ่ายภาพจริง หรือใช้หากิน เขาก็ไม่ซื้อกันหรอกครับ และคนในตลาดกลุ่มเดิมนั้น เขาพอใจมากกว่าที่บริษัทจะรักษารุ่นที่เขาใช้อยู่ให้อยู่ในตลาดนานๆ เขาจะได้ไม่ต้องกังวลกับเรื่องบริการหรืออะไหล่
แต่กับวันนี้คนที่ซื้อกล้องสองสามหมื่นเขากังวลกันแค่ไหนว่าจะมีรุ่นใหม่ออกมา? ตรงกันข้ามเมื่อออกรุ่นใหม่เอี่ยมมาคนที่กำลังคิดจะซื้อจะแห่ไปซื้อรุ่นใหม่เอาด้วยซ้ำ
เรื่องที่คุณ Kerberos กลัวน่ะครับ มันเกิดขึ้นแน่ๆ ในเร็วๆ นี้ด้วย
อย่าพึ่งด่วนตัดสินใจ การตลาดตอนนี้เลยครับว่า จะหายไป ผมเชื่อว่า Sony จะเข้ามาทำตลาด SLR คิดว่า Minolta ยังผลิตกล้องบั้มตรา Sony และยังคงเดิม Mount ของ Minolta อยู่ฉนั้นใครที่มีเลนส์อยู่ก็อย่าพึ่งเทขายทิ้ง คอยดูรูปการณ์ต่อไปครับ