หลังจากนโยบาย network neutrality ของ FCC เป็นประเด็นร้อนให้ถกกันมาหลายยก ในสัปดาห์ที่แล้ว FCC ภายใต้การนำของรัฐบาลพรรคเดโมแครตก็ประกาศกฎ network neutrality ตามที่เคยให้ข่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้
ต้องย้อนความก่อนว่า ในปี 2005 FCC เคยออกหลักการ 4 ข้อที่ช่วยการันตีว่าอินเทอร์เน็ตแบบบรอดแบนด์จะเป็นระบบเปิดที่คนทั่วไปสามารถเข้าใช้งานได้ หลักการ 4 ข้อนี้เรียกว่า Broadband Policy Statement หรือ Internet Policy Statement (PDF ต้นฉบับ) ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้
ต้นฉบับ
- Consumers are entitled to access the lawful Internet content of their choice.
- Consumers are entitled to run applications and use services of their choice, subject to the needs of law enforcement.
- Consumers are entitled to connect their choice of legal devices that do not harm the network.
- Consumers are entitled to competition among network providers, application and service providers, and content providers.
แปลแบบย่อๆ
- ผู้ใช้เน็ตต้องเข้าถึงเนื้อหา (เฉพาะที่ถูกกฎหมาย) ทุกรูปแบบโดยไม่มีข้อจำกัด
- ผู้ใช้เน็ตต้องใช้งานแอพพลิเคชัน (เฉพาะที่ถูกกฎหมาย) ทุกรูปแบบโดยไม่จำกัด
- ผู้ใช้เน็ตต้องสามารถนำอุปกรณ์ชนิดใดก็ได้มาเชื่อมต่อกับเครือข่ายโดยไม่ถูกปิดกั้น ยกเว้นอุปกรณ์นั้นจะส่งผลเสียต่อระบบเครือข่าย
- ผู้ใช้เน็ตต้องได้รับบริการต่างๆ ที่เกิดจากการแข่งขันอย่างเสรีของผู้ให้บริการ
ข้ามเวลามาปี 2009 แนวทางของ FCC ในการสนับสนุน net neutrality คือออกหลักการข้อที่ 5 และ 6 เพิ่มอีกสองข้อ ดังนี้
- A provider of broadband Internet access service must treat lawful content, applications, and services in a nondiscriminatory manner
- A provider of broadband Internet access service must disclose such information concerning network management and other practices as is reasonably required for users and content, application, and service providers to enjoy the protections specified in this rulemaking
แปลแบบย่อๆ
- ผู้ให้บริการบรอดแบนด์ต้องปฏิบัติต่อเนื้อหา แอพพลิเคชัน และบริการต่างๆ อย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ
- ผู้ให้บริการบรอดแบนด์ต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับวิธี "จัดการเครือข่าย" เมื่อได้รับการร้องขอ
ประเด็นที่ยังมีความกำกวมอยู่คือคำว่า "จัดการเครือข่าย" หรือที่ต้นฉบับใช้ว่า "network management" ซึ่งทาง FCC ได้ออกคำอธิบายเสริมมา (ยังกำกวมอยู่ดี ดูข้อสุดท้าย)
- To manage congestion on networks
- To address harmful traffic (viruses, spam)
- To block unlawful content (child porn)
- To block unlawful transfers of content (copyright infringement)
- For "other reasonable network management practices"
ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันต่อไป FCC จะรับฟังความคิดเห็นของหลักการข้อที่ 5 และ 6 ไปจนถึงเดือนมกราคม 2010 ครับ
ที่มา - Ars Technica, GigaOm




Comments
ผมกำลังคิดแบบเห็นแก่ตัว... ว่าไอ้ส่วน "ถูกกฏหมาย" นี่ตัดออกได้มั้ย?
โดยหลักกฏหมายทุกอย่างจะยังเป็นเรื่องที่ถูกอยู่จนกว่าจะมีคำพิพากษานะครับ และเราไม่ใช่คนที่จะตัดสิน
ผมว่าตามหลักการนี้มันไม่มีข้อเสียอะไรอย่างที่ออกมาโจมตีกันเลย อยากรู้ว่ากลุ่มผู้คัดค้านจะค้านยังไงต่อ /me นึกถึงคดีเพลงชาติฉบับพี่เบิร์ดขึ้นมาเลย
My Blog
ผมว่าเหตุผลก็เหมือนที่ถกกันในข่าวก่อนๆ อยู่ดี
อคติทำให้คนรับเหตุผลด้านเดียว
(แค่เฉพาะที่ถูกกฎหมาย) เขียนไว้อย่างคลุมเครือมาก จะทำจริืงด้วยวิธีการใดไม่ได้บอกและไม่ได้เสนอแนะไว้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นหลาย ๆ คนตรงนี้คงไม่ค่อยสนใจข้อบังคับตรงนี้สักเท่าไร อยากรู้เหมือนกันว่าถ้า Bit ได้เฉพาะของที่ถูกกฎหมาย จะเหลือของที่ Download ได้สักกี่ GB
That is the way things are.
ถูกกฎหมายหรือไม่ ก็ไปดูกฎหมายอื่นของสหรัฐไงครับ การเขียนกฎแบบนี้จะได้ไม่ต้องมานั่งนิยามทุกครั้งว่าอะไรถูกกฎหมายบ้าง
my disclaimer
เหมือนกฏหมาย ซื้อ อาวุธ และ เครื่องกระสุน ระบุแค่ว่า บรรลุนิติภาวะ แต่ไม่ได้บอกว่า บรรลุนิติภาวะคืออะไร ก็ต้องขึ้นไปดูกฏหมายที่สูงกว่า (หรืออื่นๆ) ว่าระบุไว้ว่าอะไร
จริงๆ FCC น่าจะยอมให้ทำ QoS ลักษณะ Priority(ไม่ shaper) ได้ เช่น VoIP จะได้รับบริการที่ดีกว่า FTP ในกรณีที่ Link ได้ถูกใช้งานเต็ม 100% ไปแล้ว
ความรู้ และความฉลาด ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน จะมีประโยชน์อะไร ถ้าฉลาดแต่อยู่ในกะลา
ยัง Qos ใด้ครับ แต่ต้องเปิดเผิยว่า Qos ยังไง block อะไรบ้าง และเหตุผลในการทำเช่นนั้น
^^
จะยังไงก็ได้ ขอให้ผม ssh + dns + im ไม่อืดก็โอเคละ
นึกถึงตอนอยู่มหาลัยแล้วมีคนใช้ไวเลสโหลดไฟล์ทำให้คนอื่นๆเข้าเว็บกันไม่ได้เลย -*-