ว่าด้วยการซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์อย่าง Microsoft Office 2007
ผมได้รับคำเชิญจากคุณ mk ให้นำเนื้อหาใน blog ผมซึ่งเกี่ยวเนื่องกับซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ โดยในที่นี้คือ Microsoft Office 2007 มาเล่าสู่กันฟังในที่ Blognone ด้วย ส่วนเหตุผลว่าทำไมถึงซื้อ เดี่ยวคาดว่าจะเขียนเป็นตอนต่อไป และสำหรับส่วนไหนที่มีข้อผิดพลาดเชิญ ทุกท่านสามารถเสนอความคิดเห็นเพื่อทักท้วงได้เลยครับ
หลังจากที่ผมเก็บเงินเพื่อซื้อ Microsoft Office 2007 มาได้ 4 เดือนกว่า ๆ เกือบ ๆ 5 เดือน วันนี้ผมก็ได้มาอยู่ในมือแล้วครับ
ในครั้งนี้ผมซื้อ Microsoft Office Small Business 2007 OEI (MLK/Medialess License Kit)
แต่ก่อนอื่นก็ต้องอธิบายรูปแบบลิขสิทธิ์ของ Microsoft มีหลากหลายมากครับ จำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อน
รูปแบบของ Microsoft Office นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ
โดยผมนำมาจาก Microsoft Licensing (และส่วนใหญ่ License ของ Microsoft จะเป็นแบบนี้ครับ) คือ
- FPP License (Full Package Product License) สิทธิการใช้งานแบบกล่อง เหมาะ สำหรับผู้ใช้ซอฟต์แวร์ในปริมาณน้อย เช่น การใช้งานส่วนบุคคล นิสิตนักศึกษา และองค์กรที่มี PC น้อยกว่า 5 เครื่อง
- OEM License (Original Equipment Manufacturer License) หรือ OEI License (Original Equipment Industries License) เป็นสิทธิการใช้ซึ่งจำหน่ายให้กับผู้ผลิต และผู้ประกอบคอมพิวเตอร์ สำหรับการติดตั้งไปพร้อมกับการ จำหน่ายเครื่องคอมพิวเตอร์
- Volume License เป็นสิทธิการใช้งานสำหรับผู้ใช้ องค์กรที่ต้องการใช้ซอฟต์แวร์เป็น จำนวนมาก อาทิองค์กรเอกชน, สถาบันการศึกษา, หน่วยงานของรัฐ และองค์การสาธารณกุศล
โดยผมซื้อเป็นแบบ OEM/OEI มาครับ รายละเอียดมีดังนี้
- ซอฟต์แวร์แบบ OEM จะถูกติดตั้งมาพร้อมกับเครื่อง PC หรือเซิร์ฟเวอร์ที่จำหน่ายเท่านั้น
- ไม่สามารถย้ายซอฟต์แวร์ OEM จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอื่นได้ แม้จะไม่มีการใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดิมแล้วก็ตาม แต่สิทธิในการใช้ของซอฟต์แวร์แบบ OEM อาจถูกกำหนดใหม่ หากมีการซื้อ Software Assurance เพิ่มเติมภายใน 90 วันหลังจากการซื้อสิทธิแบบ OEM
- ซอฟต์แวร์ถูกจำกัดการใช้ด้วย Product ID Key หรือผ่านการเปิดใช้ทางเว็บหรือทางโทรศัพท์
(โดยปกติจะถูกเปิดใช้งานล่วงหน้าโดยผู้จัดทำระบบ) - สิทธิแบบ OEM อาจมี Software Assurance ที่ซื้อภายใต้โปรแกรม Volume Licensing
"สิทธิการใช้ระบบปฏิบัติการ Windows Desktop แบบเต็มจะจำหน่ายในรูปแบบ FPP หรือ OEM เท่านั้น โดยแบบ OEM จะมีราคาถูกกว่ามาก ส่วนโปรแกรม Volume License จะมีเฉพาะการอัพเกรดระบบปฏิบัติการ Windows Desktop เท่านั้น ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ต้องมีสิทธิแบบ OEM หรือ FPP ของ Windows อยู่ก่อนแล้ว จึงจะสามารถอัพเกรดได้
ส่วนอื่น ๆ ก็อ่านเอาจากลิงค์ที่ให้ด้านบนครับ
โดยเมื่อสักปีที่แล้วได้ Microsoft มีการนำเสนอชุด Microsoft Office Home and Student 2007 ในราคาประมาณ 3,500 บาท ลงได้ 3 เครื่อง โดยด้านในประกอบด้วย Word, Excel, PowerPoint และ OneNote ซึ่งก็มีคนสนใจพอสมควร รวมถึงผมด้วย แต่พอศึกษา และสอบถามกับทาง Microsoft ก็ได้ความว่า ไม่สามารถนำไปใช้งานในเชิงธุรกิจได้ ใน EULA จะระบุไว้ชัดเลยครับในหัวข้อ Licensed Device ว่า
The software is not licensed for use in any commercial, non-profit, or revenue-generating business activities.
หรือสรุปคือไม่สามารถนำไปใช้ในเชิงก่อนให้เกิดผลกำไร, การค้า หรือนำไปใช้ในวงจรธุรกิจใด ๆ ได้ นั้นเองครับ นั้นหมายความว่าหมดสิทธิ์ครับสำหรับคนที่จะซื้อมาใช้ทำงาน เหมาะสำหรับใช้ตามบ้าน ให้น้อง ๆ หนู ๆ พิมพ์งานใช้ในเชิงการศึกษาในบ้านเรือนทั่วไปครับ ส่วนสถาบันการศึกษาก็มีลิขสิทธิ์เฉพาะด้วย ในชื่อ Academic License Edition (AE) ครับ
โดยตัว Microsoft Office Home and Student 2007 หรือ License ที่ใช้ด้านการศึกษาบน Title bar ของตัว Microsoft Office 2007 จะมีข้อความต่อท้ายว่า "non-commercial use" ครับ
![]()
รูปจาก http://www.uksmbgirl.co.uk/blog/archives/356
เรื่องราคาก็ตามรูปแบบของลิขสิทธิ์ที่ใช้งานตามบ้าน และสถาบันการศึกษาจะถูกหน่อย ตามด้วย OEM ที่แพงขึ้นมาหน่อย ต่อมาคือ FPP ที่แพงกว่าเดิมเกือบเท่าตัว และ Volume ที่แพงที่สุด (แต่ก็มีบริการต่าง ๆ และสิทธิประโยชน์มากกว่าลิขสิทธิ์แบบอื่น เช่นอัพเกรดในรุ่นใหม่ในราคาถูกกว่าเดิม หรือมีการส่งแผ่น update patch มาให้ ไม่ต้องไปโหลดจาก Internet ให้เสียเวลาเป็นต้น)
คราวนี้เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ;)
ผมซื้อมาในครั้งนี้มาเป็นซองกันกระแทกครับ บรรจุมาแบบนี้เลย
เป็นชุดลิขสิทธิ์แบบไม่มีแผ่น CD/DVD มาให้มีเพียง COA และเอกสารระบุลิขสิทธิ์เท่านั้น
การซื้อในครั้งนี้ถือว่าแพงที่สุดในชีวิตผมเลยคือ 7,700 บาทสำหรับชุด Microsoft Office Small Business 2007 ชุดนี้ครับ
ด้านในจะมีเพียงแค่ส่วนแผ่นบรรจุ COA เท่านั้น พร้อมทั้งคู่มืออธิบายรูปแบบของลิขสิทธิ์ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้อ่านกัน
โดย Microsoft Office Small Business 2007 ประกอบไปด้วย Word, Excel, PowerPoint, Outlook with Business Contact Manager และ Publisher ครับ
บ่งบอกว่าใช้สำหรับ PC เครื่องใหม่เท่านั้น
ด้านในก็จะมีส่วนของที่บอกว่าในการบรรจุภัณฑ์นี้จะไม่มี CD/DVD มาให้ แต่ถ้าต้องการสามารถทำเรื่องขอโดยเข้าไปที่ URL ที่แจ้งไว้แล้วทำเรื่องขอตัวแผ่น CD/DVD ได้โดยเสียเพียงแต่จัดส่งเท่านั้น โดยผมได้ทำการแจ้งขอแผ่นไปแล้ว และเสียค่าจัดส่ง 400.50 บาท ซึ่งส่งจากสิงค์โปร์มาครับ แผ่นที่ขอต้องทำภายใน 90 หลังจากซื้อเครื่อง PC พร้อมชุด Office มาแล้วถึงจะทำได้ครับ (แต่เอาเหอะ ผมจะเอาแผ่นอ่ะ)
ข้ามมาส่วนด้านหลังก่อนดีกว่า ;P
จะมีตารางบอกว่ามันแตกต่างจาก Office Basic กับ Professional อย่างไรบ้าง นั้นเอง
อันนี้เป็นนิยามของ Microsoft Office Ready PC ครับ โดยหลัก ๆ ก็คือ PC เครื่องใหม่แบบเดียวกับ Windows OEM ครับ โดยหลัก ๆ คือการติดตั้งต้องทำผ่านตัวแทนจำหน่าย
เช่น ผมซื้อตัวชุด OEI ตัวนี้มา ผมต้องใช้แผ่นจากทางร้านที่ผมซื้อชุดลิขสิทธิ์นี้ลง ผมไม่สามารถนำแผ่น copy มาลงได้ นอกเสียจากใช้จาก Backup Disc ที่ส่งจากทาง Microsoft เท่านั้น
แต่ทางร้านก็ใจดี copy ให้ผมมาแผ่นนึง เพราะว่ามันไม่สะดวกสำหรับลูกค้าครับ ที่ต้องไปเสียเวลารอแผ่น หรือเข้าไป Download ไฟล์ติดตั้งจากทาง Online Service ของ Microsoft เองครับ
(โคตรจะไม่สะดวกเลย แผ่นเดียวเอาใส่มาให้หน่อยแบบ Windows OEM ก็ไม่ได้ งกไปถึงไหนเนี่ย)
เครื่อง Lenovo ThinkPad ผมมันเป็น Microsoft Office Ready PC อยู่แล้วเลยสบายไปครับ ;) ถึงแม้มันจะไม่ใช่ new PC อ่ะนะ
พลิกกลับมาด้านใน ก็ค่อย ๆ แงะมันออกมา
ด้านในจะมีบัตรขนาดเท่า ATM พร้อมกับ COA ที่ระบุ CD-Key ไว้ครับ
หลังจากติดตั้ง แล้วก็ทำการ Activate ก็ใช้งานได้ปกติดีครับ ;)
ที่มา - ว่าด้วยการซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์อย่าง Microsoft Office 2007





ดีแล้วครับที่ซื้อของถูกลิขสิทธิ์ คนคิดเค้าคิดหัวแถบผุ
ฝรั่งทำงานไม่กี่ชั่วโมงก็ซื้อได้แล้ว คนไทยต้องทำงานเป็นเดือนกว่าจะซื้อได้ น่าคิดๆ…
ไม่จริงหรอกครับ ผมเห็นฝรั่งทั่วไปใช้กล้อง SLR น้อยมาก ในขณะที่คนไทยทั่วไปใช้กันเพียบ
น่าจะถูกกว่านี้หน่อย เงืนเดือนครึ่งหนึ่งเลยนะนั่น
ผมว่าแค่นี้ก็ถูกมากแล้วครับ ลองคิดดูสิครับ ปกติเราซื้อโปรแกรมตัวนึงๆ เช่น MS Office 2007 มาราคา 7,700 บาท แล้วคุณใช้กี่วันครับ? ปกติคุณซื้อแล้วเปลี่ยนบ่อยๆหรือเปล่าครับ สำหรับผมแล้ว เช่นซื้อมา 1 ปี 365 วัน เฉลี่ยแล้วเสียเงินประมาณวันละ 21 บาทเองนะครับ ผมว่าถูกกว่าข้าวจานนึงซะอีก และที่สำคัญยิ่งถ้าซื้อมันมา แล้วใช้มันทำงานครับ บางทีสร้างเงินให้เรามากกว่า 7,700 บาทอีกครับ ยังไงผมว่าก็กำไร
น่าจะเปรียบเทียบด้วยนะครับว่า software ลิขสิทธิ์แท้มูลค่าเจ็ดพันกว่าๆ กับ Opensource (อย่างOpenOffice) นั้น ของที่ต้องจ่ายตังค์นั้นมีอะไรที่ดีกว่าเด่นกว่าบ้าง เพื่อให้คนทั่วไปได้มีข้อมูลช่วยในการตัดสินใจน่ะครับ
ลองดูแนวคิดที่ผมเขียนไว้แล้วดูครับ ที่ เหตุผลที่ซื้อ Microsoft Office 2007
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
ค่าครองชีพฝรั่งแพงนะคับ ค่าหัวคิดเขาก็แพงด้วย เราจะมาเปรียบเทียบกับบ้านเราคงลำบาก เพราะแค่ล้างจานบ้านเขาได้ชั่วโมงละหลายร้อยบาท ดังนั้นตัวเต็ม start ที่สองหมื่นต้นๆ ก็คงไม่แปลก เพราะฝรั่งไม่ค่อยเห็นหัวคนไทยอยู่ละ แต่การแยก package ออกไปเยอะๆ ก็ช่วยจับตลาดได้ถูกทางมากขึ้น ผู้ใช้ประหยัดขึ้น ผู้ขายก็ขายได้มากขึ้น
เคยนึกเล่น ๆ ว่าถ้าเค้า (MS) แบ่งขาย MS Office เป็นโปรแกรม ๆ ไปราคาน่าจะถูกลงจนคนทั่วไป(โดยเฉพาะบริษัทเล็ก ๆ )ยอมซื้อหามาใช้กันมากขึ้น
เช่นใช้พิมพ์งานเอกสารอย่างเดียวก็ซื้อแค่ MS Word ราคาหารแล้วคงไม่เกิน 3,000 (เทียบกับ license OEM ตามราคาด้านบนนะ)
ที่คิดแบบนี้เพราะจากประสบการณ์เห็นคนใช้ MS Office ส่วนใหญ่ใช้กันแค่ Word, Excel, PowerPoint (อันหลังนี่นาน ๆ จะได้ใช้กันทีด้วยซ้ำ)
ส่วนที่เหลือลองถามดูว่ารู้มั้ยมันไว้ใช้ทำอะไร (Outlook, Access, Publisher, Visio, InfoPath)
เกือบทุกคนตอบไม่ได้ (ผมกำลังพูดถึงคนทั่วไปนะครับ)
อารมณ์มันเหมือน Package True Vision ที่ผมไม่ได้เปิดดูช่องกีฬากับข่าวต่างประเทศเลย
อยากดูแต่ Discovery, NG, HBO แต่ก็ต้องพ่วงมาด้วยเป็นโขยง
สุดท้ายก็เข้าใจหรอกนะว่าการแยก / แบ่งขายมันทำให้เกิด Overhead ในการดำเนินการอีกมากทั้งเรื่องการบริหารจัดการและเทคโนโลยี
แต่ถ้าทำได้ผมว่าน่าจะได้ “ใจ” คนใช้ไปเลย
ปล. อย่าง True Vision ตอนนี้เห็นมี PPV (Pay Per View) แล้วนับว่าได้เริ่มแล้ว
เมื่อก่อนเขาก็ทำแยก ที่จริงมันแยกมาก่อนจะรวมกันด้วยซ้ำ สมัยโน้นซื้อ Word 2.0, Excel 4.0 ตอนที่เริ่มเป็นชุด Office 4.2/4.3 ก็มีขายแยก แต่ราคาตัวเดี่ยวๆ นี่มันไม่ใช่ราคาชุดหารสามหรือสี่นะครับ มันประมาณครึ่ง (หรือกว่า) น่ะ เมืองนอกมี list price และ street price ที่ถูกกว่าอย่างแรกมากๆ เมืองไทยขายกันแต่ list price แถมยัง support แย่กว่าอีก แผ่น pirate ถึงได้เฟื่องฟู
ผมเองสมัยซื้อ Office 2K รุ่นนักเรียน ยังตั้ง 9,900.- แต่ใช้แค่ Outlook ซึ่งก็เอามาใช้แค่ MS Mail ที่ใน Win9x/NT มีมาให้ แต่ Win2K/XP ไม่มี รู้อยู่ว่าใช้ผิด license แต่คิดเข้าข้างตัวเองว่า Fair use ครั้นจะเลิกใช้ MS Mail/Workgroup PostOffice ก็เหนื่อยใจที่จะตามไปเปลี่ยนเครื่องอื่นๆ (ทั้งการเปลี่ยนโปรแกรมและเปลี่ยนความคิดเรื่อง license)
[Edit] แวะเข้าไปดู MS Marketplace เมื่อกี้
Office Standard 2007 $223.99-399.99
Word 2007 $168.92-229.95
ถ้าแยกกันนี่แจ่มครับ
จริง ๆ Microsoft ทำแยกไว้ทุก ๆ ตัว ครับ แต่ในไทยคงต้องติดต่อกับ Microsoft โดยตรงครับ อย่างที่มีขายแน่ ๆ ที่แยกเลยคือ Outlook ครับ อันนี้มีขายแยกครับ ส่วนตัวที่คนใช้กันอยู่เยอะอย่าง Word, Excel, PowerPoint และ OneNote ก็อยู่ใน Microsoft Office Basic ครับ ราคาก็ถูกลงมาหน่อยครับ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
ตอนแรกก็งงว่าทำไมถึงซื้อแบบ OEM ที่ไม่มีแผ่นมาใช้ (แล้วจะติดตั้งได้อย่างไร?)
มีคลี่คลายเอาตอนจบว่า ออที่แท้ก็มีตัว Software ในเครื่องอยู่แล้วแค่ขาด License
ezybzy.info blog
“เรื่องราคาก็ตามรูปแบบของลิขสิทธิ์ที่ใช้งานตามบ้าน และสถาบันการศึกษาจะถูกหน่อย ตามด้วย OEM ที่แพงขึ้นมาหน่อย ต่อมาคือ FPP ที่แพงกว่าเดิมเกือบเท่าตัว และ Volume ที่แพงที่สุด (แต่ก็มีบริการต่าง ๆ และสิทธิประโยชน์มากกว่าลิขสิทธิ์แบบอื่น เช่นอัพเกรดในรุ่นใหม่ในราคาถูกกว่าเดิม หรือมีการส่งแผ่น update patch มาให้ ไม่ต้องไปโหลดจาก Internet ให้เสียเวลาเป็นต้น)”
ลิขสิทธิ์แบบ Volume License ถูกกว่าแบบ FPP พอสมควรเลยนะครับ โดยสามารถเลือกที่จะซื้อ SA (Software Assurance)เพิ่มหรือไม่ก็ได้ แบบ FPP หรือแบบ box retail น่าจะเป็นแบบที่แพงที่สุดมากกว่าครับ
อืมมม อันนี้เดี่ยวผมหาข้อมูลอีกรอบครับผม ขอบคุณสำหรับข้อมูลส่วนนี้ครับผม ;)
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
ถามว่าปีนึงเราเสียภาษีอะไรบ้างครับ
ภาษีบุคคลธรรมดา
ภาษีนิิติบุคคล
ภาษีป้าย
ภาษีโรงเรือน
ภา๊ษีมูลค่าเพิ่ม
ภาษีรถ
ภาษีน้ำมัน
ภาษีคนจน(หวย)
ลองคิดดูว่าภาษีที่ว่ามาทั้งหมด เป็นราคาคนไทย ที่มีรายได้แบบไทยๆนะครับ แต่ว่า
ภาษีซอฟท์แวร์ ถ้าซื้อซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ ซึ่งพยายามอัพเกรดทุกๆปี เช่น
แอนตี้ไวรัส-สปายแวร์-อินเตอร์เน็ตไฟรวอล
ออฟฟิศ
OS
ERP+MA
ถ้าไม่นับแอนตี้ไวรัสตัวเล็กๆที่เริ่มทำตลาดราคาชาวบ้านแล้ว ต้องยอมรับนะครับว่าที่เหลือเราต้องจ่ายภาษีเท่ากับฝรั่งที่ทำงานเงินเดือนแสนที่อเมริกาเลยนะครับ
สมมุติว่าโค้กบ้านเรา 15 บาท บ้านเค้า 80 บาท แล้วมีคนเอาโค้กเข้ามาขายให้คุณในราคา 80 บาท แล้วคุณก็เสพติดโค้กกระป๋องนี้ไปแล้ว และคุณก็โดนปืนจี้ให้ซื้อในราคาเดียวกับฝรั่ง ในขณะที่หาเงินได้กำไรน้อยกว่า แล้วจะแข่งขันอย่างไรดี
บางคนอาจบอกว่า หลายๆตัวบ้านเราเขาก็คิดราคา "เบสิก" ให้แล้วนิ อืม อ่านเงื่อนไขตามหลังให้หมดนะ โนซัพพอร์ทๆๆ จะโทรไปถามอะไรก็ไม่ได้ อัพเกรดอะไรก็ไม่มี ไปร่วมงานสัมมนาก็ไม่มีใครรู้จัำกหรือจำเราได้ว่าเคยซื้อของคุณด้วยนะ ถ้าผมซื้อทีวี อย่างน้อยเสียก็มีประกัน
อะไรที่จ่ายแล้ว ให้อารมณ์อย่างนี้อีกบ้าง ก็เห็นจะมีแต่ "ภาษี" นี่แหละ
ลองคิดเล่นๆนะอย่าซีเรียสมาก
ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ซื้อของคนไทยที่รู้จักคำว่่าขายแล้วให้บริการเป็น เพราะผมคิดว่าผมซื้อซอฟท์แวร์ ผมซื้อบริการนะ
ไม่ได้บอกว่าสนับสนุนไพเรทแต่ก็ขอให้ดูด้วยว่า อันไหนคุ้มค่า อันไหนใช้งานคุ้มก็ควรซื้อใช้ ถ้าฐานะทางการเิงินเรารับได้ แต่อย่าไปเสพติดไม่มีทางเลือก ต้องจำใจจ่ายก็แล้วกัน
\(@^_^@)/
M R T O M Y U M
ที่เราจ่ายในราคาเท่าต่างชาติซื้อ เพราะเค้าผลิตโดยคนต่างชาติที่กินข้าวราคาบ้านเมืองเค้า เสียภาษีบ้านเมืองเค้า ต้นทุนในราคาแบบที่เค้าโดนครับ เค้าเลยต้องขายในราคาของเค้าครับ ไม่ใช่ราคาของเราครับ
มองในมุมกลับ คุณอยากขายสินค้าราคาประเทศไทย แต่เอาไปขายที่ประเทศลาว เราต้องลดราคาเพื่อให้เหมาะสมกับเค้าที่มีค่าเงินน้อยกว่าเราหรือเปล่าหล่ะครับ ทุกคนคงไม่อยาก เพราะสินค้าผลิตบนพื้นฐานของค่าครองชีพประเทศไทย ไม่ใช่ประเทศลาวครับ นอกจากย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศลาว และสร้างสินค้าทั้งหมดจาดที่นั้น ถึงจะสามารถสร้างราคาในแบบประเทศลาวได้ครับ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
จริงครับ
__________________________________
แม่กลอง | there’s something about maeklong
ไม่ได้อยากต่อความยาว แต่ขอเม้าท์นิดเพื่อความมันส์
เวลาเขาขายซอฟท์แวร์ เขาตั้งแผนกที่เรียกตัวเองว่า "ผลิตภัณฑ์" = "Products"
แต่เวลาเก็บเงิน เค้าจะเรียกไอ้ที่เราซื้อว่า "สิทธิ์" = "Right" ...บิลคุณเก่งมาก สมแล้วที่มีคุณพ่อเป็นนักกฏหมาย
ผมซื้อรถอิมพอร์ทจากเมืองนอกมา 1 ล้านบาท ต้องจ่ายเท่ากับฝรั่ง ไม่เป็นไร ผมไม่พอใจอย่างมากผมก็ขายต่อได้
ผมซื้อซอฟท์แวร์จาก...มา 1 ล้านบาท ต้องจ่ายเท่ากับฝรั่ง ไม่เป็นไร แต่พออิมพลีเมนท์ไม่ผ่าน งั้นก็ต้องเลิกใช้สินะ ...อ่าว...เฮ้ยอะไรนะ ขายสิทธิ์ต่อมิได้หรือ?
ไอ้ "สิทธิ์" เนี่ยบางคนไม่รู้นะว่า "ขายต่อไม่ได้" แม้คุณจะสาบานว่าจะไม่ทำสำเนาไว้กลับมาใช้อีกแล้วก็ตาม
ยิ่งสมัยนี้มี VM คุณพี่ก็ยังตามมาคิดราคา "สิทธิ์" ต่อซีพียู และสิทธิ์ต่อ "ผู้ใช้" อีกนะคร๊่าบ คุณจะคอนโซลิเดทกันไปถึงไหนประหยัดพลังงานประหยัดฮาร์ดแวร์ขนาดไหน บริษัทซอฟท์แวร์ไม่มิได้มีรายได้น้อยลงเลย (ไอ้ที่จะแย่คือบริษัทฮาร์ดแวร์ต่างหาก)
หลายๆคนในที่นี้ก็เป็นโปรแกรมเมอร์นะ รายได้ดีผมเข้าใจ แต่ไม่รู้ว่าเพื่อนๆมีความเห็นว่าไงบ้างนะกับคำว่า Fair Use เนี่ย(มันเกี่ยวกันป่าวเนี่ย)
\(@^_^@)/
M R T O M Y U M
“อิมพลีเมนท์ไม่ผ่าน” แล้วมันเป็นความผิดของ Microsoft เหรอครับ -_-‘
ไม่ใช่ความผิดของผู้นำมาอิมพลีเมนท์เหรอ ? ที่ไม่ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนว่าทำได้ไหม และอย่างไรบ้าง
แถม EULA เป็นหนังสือสัญญาที่มีให้ Download ในเว็บและในแผ่น CD/DVD เป็นเอกสารที่เปิดให้อ่านและดาวน์โหลดได้ทั่วไป ถ้าอ่านก็จะทราบว่าทำอะไรได้ และไม่ได้บ้าง สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ มีอะไรบ้าง แถมเค้ามี Support กันทุกบริษัทนะครับว่าอะไรใช้แบบไหนได้ และไม่ได้อย่างไรอยู่ มี Datasheet ให้อ่านครับ
ไม่ใช่แค่กด Next, Next, Agree แล้วก็ Finish นะครับ
ซื้อซอฟต์แวร์แต่ละตัวคุณต้องศึกษาตัวว่าคุณได้สิทธิ์อะไรบ้าง และอะไรที่ทำไม่ได้ อะไรที่เป็นความผิด มันเป็นเรื่องทรัพท์สินทางปัญญานะครับ เป็นเรื่องของข้อกฎหมายด้วย ถึงจะบอกว่า end-user จำเป็นต้องรู้เหรอ ผมก็ยังตอบว่าจำเป็นครับ จริง ๆ ในเว็บหรือ guide-line รวมไปถึง support จะมีให้อ่านแบบง่าย ๆ เข้าใจง่าย ๆ อยู่แล้วครับ สรุปเป็นข้อ ๆ ไว้ให้อ่านง่าย ซึ่งผมมองว่าไม่น่ายากสำหรับคนจะซื้อจริง ๆ ขอแค่หาข้อมูลสักหน่อยครับ
ผมมองว่าเราใช้กันแบบง่าย ๆ มาเคยตัวมากกว่าครับ พอเราเข้าสู่ระบบจริง ๆ แล้วก็เลยดูยุ่งยาก ซึ่งตัวผมตอนแรกก็มึนกับการมานั่งงงกับพวกสิทธิ์ต่าง ๆ แต่พอเรากลับมามองในมุม Developer หรือการทำธุรกิจแล้วก็เข้าใจครับ ว่าทำไมต้องยุ่งยากแบบนี้ครับ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
เห็นด้วยครับ ถ้าไม่แน่ใจก็มี รุ่นทดลอง ให้เล่นได้ อีก 30 - 90 วัน (ผมใช้แบบนี้ประจำ) ซึ่งน่าจะเพียงพอในการประเมินระบบ เพื่อตัดสินใจครับ
อ่านแล้วสงสัยว่า ทำไมเค้าจะต้องมีรายได้น้อยลงล่ะครับ
อันนี้พูดเร็วไปหน่อย ผมหมายถึงเรื่องสิทธิ์การใช้ Guest OS ผ่าน VM น่ะครับ คือทรัพยากรทางกายภาพเท่าเดิม แต่ถ้าเรารัน Guest เพิ่มสองตัว เช่น WinServer2008 2ตัว ต้องจ่าย License แยก 2 ชุดอะครับ (เห็นคนขายเขาว่างั้นนะ)
\(@^_^@)/
M R T O M Y U M
ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีครับ คือผมสงสัยว่าทำไมบริษัทซอฟต์แวร์ ถึงจะต้องคิดค่า license ให้มันถูกลงล่ะครับ (ในเมื่อเป้าหมายคือกำไรสูงสุด อะไรโขกสับได้ก็โขกเป็นปกติ)
เสียดายที่ impress ใน open office เทียบชั้น PowerPoint ไม่ได้ ส่วน writer ถ้าใช้งานพื้นๆ ก็ใช้งานแทน word เลย
แต่ระยะหลังเวอร์ชั่น 2007 มี ribbon tab นี้ใช้ง่ายๆสุด เลยทำให้ Microsoft office ชนะใจผมไปเลย
ความจริงน่าจะมีรวมชุด word PowerPoint สองตัวนี้ขายน่ะ เพราะคนใช้บ่อยสุด (แต่ก็น่ะมีเลือกเยอะ ก็มากเรื่อง)
ปล.เป็นที่น่าแปลกใจทำไหมคนยอมเสียเงินซื้อ
อุปกรณ์ที่จับต้องได้ (มือถือ iPod เกมส์พก เกมอาเขต) มากกว่า ซอฟแวร์ที่ใช้ทำมาหากิน
แถมราคาอุปกรณ์แต่ละอันแพงกว่าซอฟต์แวร์อีก แล้วก็เห็นเปลี่ยนกันว่าเล่นอีกครับ
----
อย่าท้อแท้ที่จะเรียนรู้ และจงเป็นครูสอนผู้อื่นต่อ
เป็นเพราะ การซื้อสินค้าเหล่านั้น เป็นการตอบสนองความต้องการของตนเอง (สร้างความสุข) แต่ไม่ซื้อ เครื่องมือที่ใช้หากิน เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ตอบสนองความต้องการ น้อยคนที่จะรู้สึก ภูมิใจกับการใช้ของลิขสิทธิ์
เท่าที่ฟังจากในเว็บนี้ก็พอจับทิศทางความนิยมของ Open Office ได้ว่าอยู่ในขาลงจริงๆ หลังจากโดน Office 2007เปิดตัวมา นี่ขนาดชุมชน Blognone นะเนี่ย
\(@^_^@)/
M R T O M Y U M
ผมมองว่าไม่ใช่ขาลงหรอกครับ ผมก็ยังใช้อยู่เสมอ ๆ ครับ และมีคนใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตามแรงสนับสนุนของทุกภาคส่วนทั้งบริษัทเอกชน และรัฐบาล ตัวผมเองก็แนะนำให้เพื่อน ๆ ผมใช้อยู่เป็นประจำ ซึ่งรวมไปถึงเอกสารหลาย ๆ อย่างผมก็ใช้ OpenOffice Writer ทำงานอยู่เช่นเดิม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมกลับมองอีกทาง ซึ่งเป็นทางเลือก และความเหมาะสมในการนำไปใช้งานด้วยนะครับ ถ้าเราจำเป็นต้องใช้ ก็ควรจะซื้อมาใช้ครับ เราไม่ควรปฎิเสธอะไรที่มันดีกว่า (หรือเปล่า) หรือจำเป็นกว่าครับ (การสื่อสารกับคนอื่นในมาตรฐานอื่น ๆ ) นี่หมายรวมถึงซอฟต์แวร์ตัวอื่น ๆ ด้วยไม่ใช่แค่ Microsoft Office ด้วย
จุดประสงค์ที่เขียน entry นี้ใน blog เพื่อตอกย้ำลงไปว่า เฮ้ย … เราต้องตระหนักกันบ้างแล้วว่าควรและไม่ควรอย่างไร ที่เราจะยังใช้แบบผิดลิขสิทธิ์กันอยู่ มันสร้างปัญหาอย่างไร และมันมีทางออกอย่างไร ไม่ใช่ใช้แต่ของเค้าฟรี ๆ แล้วก็ปิดตาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปซะแล้วก็จบ ๆ กันไป
จริง ๆ ด้านบนผมทำลิงค์ไปยัง blog อีก entry ที่ผมเขียนว่าทำไมผมถึงซื้อไว้แล้วครับ และความเห็นต่าง ๆ และข้อมูลใน entry นี้ก็ไม่เกี่ยวกับชุมชน Blognone หรอกครับว่าเค้าจะเห็นด้วยกับผมหรือไม่และอย่างไร แต่สิ่งที่คุณ mk ให้ชักชนให้นำ entry นี้มาลงเพราะอยากให้ทุกคนตระหนักถึงเรื่องราวของลิขสิทธิ์กันบ้าง ไม่ใช่สักแต่ใช้ ๆ กันอย่างเดียวครับ
แต่สิ่งที่ผมยังคงคิดอยู่เสมอว่า ทำไมกับ Adobe, Apple หรือค่ายอื่น ๆ ไม่มีใครมาตั้งแง่แบบนี้บ้างแบบเดียวกับ Microsoft นี่ซิน่าคิดครับ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
อุอุ เห็นด้วยอย่างแรง!!
ไม่ใช่ว่าไม่ชอบOpen Office นะ แต่แฟนหาทางเข้าWordไม่เจอ
http://tomazzu.exteen.com
ได้เข้าไปอ่านแล้วครับ สนับสนุนด้วยคนครับ เห็นถึงความตั้งใจ เพราะัปัญหาใหญ่คือแล้วโปรแกรมเมอร์ไทยจะอยู่ยังไงถ้าคนใช้สร้างธรรมเนียมนิยมในการไพเรทกันอยู่ แต่ผมก็อยากจะย้ำคนที่คิดจะทำแต่กล่องมาขายสิทธิ์เหมือนกัน เพราะบางคนก็คิดแต่จะขายกล่อง แต่ไม่สร้างบริการมา Support หลังการขายเลย
นี่แชร์ในมุมของคนที่เคยซื้อของลิขสิทธิ์มาแล้วนะครับ ว่ารู้สึกอย่างไร
ปล.ใครมีปัญหาพิมพ์ไทยใน Crome บ้างไหมเนี่ย Back Space แล้วรุงรังมากเลย
\(@^_^@)/
M R T O M Y U M
ถ้าให้มองในแง่ลบก็เพราะกระแสความเท่กระมังครับ (ส่วนน้อย, แนว?) ผมมองไม่เห็นอย่างอื่นจริงๆ หากในโลกนี้มีแต่ MS ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ทางเลือกเยอะแยะ ผมเอง Linux base มานานแล้ว แต่ก็ไม่เคยต่อว่าต่อขาน MS เลย ออกจะชื่นชมซะอีกที่เขาพัฒนาอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ ส่วนไอ้เรื่องไปซื้อมาจากคนอื่น หรือก๊อปเจ้าอื่นมา นั่นไม่ใช่ประเด็นครับ
จะเรียกว่าขาลงหรือเปล่าก็ไม่รู้สิ แต่ว่ารุ่นใหม่ๆ ยิ่งออกมาก็ยิ่งมีปัญหากับภาษาไทย
ขนาดตัวที่มากับ ubuntu 8.04.1 ยังทำภาษาไทยเดี้ยงเลย (ปัญหาสระอำ)
ถ้ารุ่น OO.o 3 ภาษาไทยยังมีปัญหาอยู่ คงต้องลา OO.o ชั่วคราวล่ะครับ
เว็บพจนานุกรม แปลภาษาจีน-ไทย ไทย-จีน
http://www.zhongtai.org
ถ้าพวกอุปกรณ์ที่จับต้องได้มีของปลอมราคาถูกที่เหมือนของจริงทุกอย่างทั้งรูปภายนอกและการทำงานภายใน ผมคิดว่าของพวกนี้คงประสบปัญหาเหมือนกับซอฟต์แวร์เช่นกันครับ
เพราะ Hardware มัน Copy ได้ไม่เหมือนครับ
ก็ดีครับ แต่สำหรับผมไม่จำเป็นต้องใช้ MS Office ถ้า MS บีบเกินไปผมจะไปใช้ openoffice โหลดได้จาก www.openoffice.org ผมใช้งานเล็กน้อยถ้าซื้อของแท้คงไม่คุ้ม
ถ้าส่วนตัวผมแล้ว ซื้อไมโครซอฟท์ออฟฟิตมานี่ผมคงแห้งไปหลายเดือนแน่ๆ
และมาลงเอยกับ OpenOffice
ในใจก็ภาวนาลึกๆว่าซันจะทำ UI ที่ใช้งานง่ายๆแบบริบบอนมาชนกับ MS Office มั่ง
สินค้าบางชนิดก็ปรับราคามาสู้กับตลาดบ้านเราครับ CD เพลงต่างชาติ เมืองไทยขายแผ่นละ 350 เมืองนอกอย่างถูกๆก็ 500 เกมเมืองไทยขายกล่องละ 500 เมืองนอกต่ำๆก็ 600 บาท เกมหล่อๆไม่ต้องไปคิด เกินพันแน่นอน โดยบริษัทพวกนี้จะเขียนไว้ว่าให้ขายได้เฉพาะในเมืองไทย (ตอน Orange Box ออกใหม่ๆ ฝรั่งซื้อไปเล่น/ขายต่อที่เมืองนอกโดนแบนเป็นแถบ)
MS ก็เคยจะลองมาสู้แล้ว (จำ Windows XP Starter Edition กันได้อะป่าว) แต่ว่าพลาดท่าไปตัดฟีเจอร์มากเกินไป ไม่มีคนซื้อมาใช้ (ยังไงแผ่นเถื่อนก็ถูกกว่า)
แต่ 7700 บาท ผมว่าคุ้มนะ ต่อให้มันเป็น OEM License ก็เถอะ
การซื้อ Software ในประเทศไทย มันเป็นแค่ความรู้สึกทางจิตใจล้วนๆครับ
ในฐานะผมเป็นที่ผู้ซื้อ Software ลิขสิทธ์ใช้ผมคงอยากได้อะไรมากกว่า แผ่น CD ในกล่อง 1 ชุดครับ
อาจจะมี Call Center ที่มีความรู้ความสามารถจริง ตอบคำถามของผู้ใช้ได้ 24 ชม แค่คิดก็ยากแล้ว -__- แต่ถ้า ผู้ขาย พอจะรับฟังเสียงคนที่พร้อมจะซื้อบ้างก็จะดีนะครับ
จะเป็นไปได้ไหม ?
- ถ้า Microsoft จะมาล้างภาพ พ่อค้าหน้าเลือดออก ??
- ถ้า CEO Microsoft ประเทศไทย จะเดินลงมาแนะนำสินค้าตัวเองแถว Pantip ??
- ถ้า CEO Microsoft ประเทศไทย ทำตัวติดดินแบบที่ซิคเว่ DTAC ทำ ??
- ถ้า Brand Microsoft กลายเป็น Brand ที่เรารู้สึกและสัมผัสได้ ??
คำตอบง่ายๆ ถ้าอยากเพิ่มยอดขายในไทยแค่ทำให้ผมรู้สึกแตกต่างระหว่าง Software ลิขสิทธ์กับของเถื่อนทั่วไปนั้นแหล่ะ
อ้อ มีคนถามผม ทำไมผมถึงไปซื้อ Editplus มาใช้ (เพิ่งโดนถามเมื่อกี้เลย) คำตอบผมมีง่ายๆว่า
Editplus มันทำให้ผมมีอนาคต, มันทำให้ผมมีงานมีการทำ, มันทำให้ผมซื้อบ้าน 1 หลัง, มันทำให้ผมมีรถใช้, มันให้ทุกอย่างกับผม ... ในราคา 1284 บาท
ถ้าต้องใช้ Software เพื่อทำมาหากิน ก็ลองพิจารณาวิธีคิดของผมดูนะครับ
ปล. ยังทำใจซื้อ Dreamweaver ไม่ได้จริงๆ ลดราคาซะหน่อยไม่ได้หรอฮะ พี่ Adobe ฮา !!
บทความบ้าบ่นของคนทำเวบ | HTML PHP CSS Web 2.0
ขออนุญาตท้วงเล็กๆ อย่าพูดความจริงส่วนเดียวแบบนี้สิครับ ผมว่านอกจากราคาที่ระบุแล้ว คงมีงานที่ต้องลงแรงและเวลาอีกมาก ไม่อย่างนั้นมันจะพาให้คนอ่านคิดว่าลงทุนเท่านั้นแล้วได้ผลตอบแทนมหาศาล แล้วมันจะเข้าประเด็นคำถามแรกที่ถาม MS
เห็นด้วยครับที่ว่าไมโครซอฟท์ประเทศไทยทำตัวไฮโซมาก ไม่ติดดิน มันทำให้ดูห่างไกลลูกค้าระดับ home user และทำให้แก้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ได้เสียที แม้ว่าจะทำโฆษณา แคมเปญหรือลดราคาลงมาแค่ไหนแล้วก็ตาม
ถ้าจำไม่ผิด CEO ไมโครซอฟท์ประเทศไทยเป็นผู้หญิง เหมือนเธอเคยออกรายการสุริวิภา ภาพลักษณ์ชีดูไฮโซมาก ซึ่งผมเห็นด้วยว่าภาพลักษณ์จะดีมากกว่านี้หากเธอลงมาคลุกกับลูกค้าแบบที่ซิกเว่ของ DTAC ทำ นั่นเป็นภาพลักษณ์ที่ดีมากครับ
ภาพลักษณ์ตอนนี้ ไมโครซอฟท์ประเทศไทยดูไม่ต่างอะไรกับการเน้นทำธุรกิจกับลูกค้า Enterprise เป็นหลัก ปล่อยให้พันธุ์ทิพย์แวร์ทำธุรกิจกับลูกค้า home user ได้สบายๆ เพราะอยู่สูงตลอดมา ไม่เคยลงมาหาลูกค้านั่นเอง
ตัวผมเองเป็นลูกค้าไมโครซอฟท์เพราะผลิตภัณฑ์อย่าง Windows vista Home premium OEM กับ Office 2007 Student edition ราคาถูกๆ ซึ่งก็ไม่เคยคาดหวังที่จะได้รับบริการ หรือมีความรู้สึกดีๆ หรือภูมิใจที่จะได้ซื้อซอฟท์แวร์ของเค้าเลย อย่าง Vista นั้นเพราะเป็น OEM ติดมากับเครื่อง ส่วน Office 2007 ที่ซื้อก็เพราะราคาถูก และอยากให้ถูกลิขสิทธิ์เท่านั้นเอง แต่จะดีกว่านี้ไหมถ้าลูกค้าระดับล่างๆ อย่างผมจะได้รับความรู้สึกดีๆ จากการใช้ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์มากกว่านี้
เห็นด้วย microsoft ควรจะมองลูกค้า homeuse ที่ซื้อ license เป็น God ได้แล้ว เพราะซื้อด้วยใจกันล้วนๆ ไม่เหมือนพวกบริษัทที่ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ซื้อหรอก
แล้วยิ่งลูกค้าพวกนี้ ไปเปิดบริษัท หรือมีอิทธิพลในบริษัท ยังไงก็ต้องโน้มน้าวให้บริษัทใช้ license แน่ๆ
ขำอย่างเดียว สำหรับเมืองไทยคือประกาศเลย “ซื้อแล้วไม่รับเปลี่ยนหรือคืน” ในขณะที่ประเทศที่เจริญแล้วนั้น “ใช้แล้วไม่ถูกใจ ภายใน x อาทิตย์คืนได้”
ไมโครซอฟต์ ประเทศไทย จะให้คืนมั้ยเนี่ย
Oakyman.com
อยากซื้อของแท้ แพงก็แพง เลือกซื้อก็ยาก สงสัยคงต้องพึ่ง OpenOffice ต่อไป
โปรแกรมเมอร์ก็ต้องคิดอย่างนี้ ส่วนuser ก็คิดอีกแบบ
แบบไหน?
ดีครับเข้าใจเรื่องของ license มากยิ่งขึ้น เพราะจริงๆ ก็งง กับประเภท license มันมีหลายแบบ แยกไม่ออกว่าแต่ละแบบนั้นเป็นไหน ได้ความรู้มากขึ้น.(ไม่ขอเถียงเรื่อง license เพราะยังงัยก็ต้องซื้อ)
ได้ความรู้ดีครับ ของผมเพิ่งตัดใจลงubuntuทับ vista ไปแล้ว หลังจากเกิดโรควูบไป 2 ครั้ง ครั้งแรกส่งศูนย์แก้ให้ เป็นเพราะไม่ได้ทำ recoveryไว้ ครั้งหลังนี่ต้องไปหาแผ่นเองมาลง แล้วใช้ code ที่แปะใต้เครื่องนั่นแหละลงทะเบียน มันฉลาดจริง ๆ ให้เราโทรอยู่นั่นแหละ ผลก็เลยต้องพึ่ง ubuntu ไปแล้ว ส่วน office2007 สงสัยเราจะเป็นพวกไม่ทันของใหม่ ใช้ได้แต่พวก 2003 ของที่ทำงาน ตอนนี้ก็ใช้ OO.O แทนไปครับ เสียดายตังค์กับกระดาษที่แปะใต้เครื่องน่ะครับ ถ้ามีโอกาสได้เครื่องใหม่คงไม่พลาดเหมือนครั้งนี้ครับ
เครื่องของอะไรครับผม ขอทราบเป็นวิทยาทานหน่อย
http://tomazzu.exteen.com
มันฉลาดจริง ๆ ให้เราโทรอยู่นั่นแหละ < < < < แล้วทำไมไม่โทรไปบอกเค้าหละครับ
ผมใช้ OpenOffice ครับ สะดวก Download เอา
OO.o ต่อไป :-)
ปีก่อนที่บริษัทซื้อ Empower ราคาเพียง $375 ก็หมื่นนิดๆ สำหรับ 5 license
ซึ่งสามารถสั่งซื้อผ่านทาง web ได้เลย
แต่พอมาปีนี้ ต้องเพิ่มเป็น 20 license ก็เลยติดต่อไปยัง MS Thailand
เพื่อสอบถามข้อมูล เผื่อว่าจะมีอะไรที่ทำให้ถูกลงกว่า ซื้อผ่าน web 4x5 license
ซึ่งผ่านไปแล้ว 2 เกือบเดือน เรื่องยังโยนกันไปกันมา ไม่ได้ข้อมูลอะไร -_-!