ผลการวิจัยอิสระชี้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูลล้าสมัย

ประเด็นข่าว:

· 83% ขององค์กรต่างๆ ไม่ค่อยมั่นใจมากนักว่าจะสามารถกู้คืนระบบและข้อมูลได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์หลังจากที่เกิดภัยพิบัติ ตามข้อมูลจากผลการสำรวจความคิดเห็นของ 1,250 บริษัทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

· 74% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถามเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายและ/หรือระบบหยุดทำงานเมื่อปีที่แล้ว

· อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ชำรุดหรือเสื่อมสภาพ(60%), ข้อมูลเสียหาย (47%) และไฟฟ้าดับ (44%) คือสาเหตุหลักที่ทำให้ระบบหยุดทำงานและข้อมูลสูญหาย

· 39% ขององค์กรระบุว่าผลกระทบที่สำคัญที่สุดจากกรณีข้อมูลสูญหายและระบบหยุดทำงานก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน

· 38% ขององค์กรที่จัดเก็บข้อมูลสำรองไว้นอกสถานที่สำหรับการกู้คืนระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติยังคงใช้เทปสำหรับการกู้คืนข้อมูล และ 38% ยังคงใช้ซีดีรอม (แต่ปัจจุบัน 59% ใช้ระบบดิสก์สตอเรจ)

· 83% ขององค์กรเหล่านี้ต้องการเปลี่ยนจากระบบเทปบันทึกข้อมูลทั้งหมด และหันไปใช้ระบบแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูลรุ่นอนาคต

อีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่น (NYSE: EMC) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการกู้คืนระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติประจำปี 2555: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Disaster Recovery Survey 2012: South East Asia) โดยพบว่า 83% ของบริษัทในภูมิภาคนี้ไม่ค่อยมั่นใจมากนักว่าจะสามารถกู้คืนระบบและข้อมูลได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์หลังจากที่เกิดภัยพิบัติ และ 74% ขององค์กรทั้งหมดเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ข้อมูลจากการสำรวจในครั้งนี้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบแบ็คอัพข้อมูลจากเดิมที่ใช้เทคโนโลยีล้าสมัย ไม่สามารถรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงความคาดหวังที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องความพร้อมใช้งานของข้อมูล การเปลี่ยนไปใช้โซลูชั่นการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูลรุ่นล่าสุดจะช่วยรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานในกรณีที่เกิดภัยธรรมชาติ การโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี หรือปัญหาระบบไอทีหยุดชะงักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น ที่จริงแล้ว ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าสาเหตุของการที่ระบบหยุดทำงานมักจะเกิดจากการหยุดชะงักของระบบไอที เช่น อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์มีข้อบกพร่อง หรือข้อมูลได้รับความเสียหาย แทนที่จะเป็นผลมาจากภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ

บริษัทวิจัยอิสระ แวนสัน บอร์น (Vanson Bourne) ได้รับมอบหมายจากอีเอ็มซีให้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการกู้คืนระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติประจำปี 2555: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Disaster Recovery Survey 2012: South East Asia) โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสำรวจตรวจสอบสถานการณ์ของการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูลในภูมิภาคนี้ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับระดับความพร้อมของบริษัทต่างๆ ในการรับมือกับปัญหาข้อมูลสูญหายและระบบหยุดทำงาน

ข้อมูลจากการสำรวจ:

การหยุดชะงักที่เกิดขึ้น: ปัญหาระบบหยุดทำงานและข้อมูลสูญหายเป็นผลมาจากปัญหาในระบบไอทีมากกว่าภัยธรรมชาติ

ผลการวิจัยชี้ว่า สาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาไม่ใช่เรื่องพิสดารแต่อย่างใด แต่มักจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เกิดการหยุดชะงักอย่างกว้างขวาง เช่น ข้อมูลบางส่วนได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ สาเหตุหลัก 3 ข้อที่ทำให้ข้อมูลสูญหายและระบบหยุดทำงานมากที่สุดได้แก่:

  1. อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ชำรุด: 60%

  2. ข้อมูลได้รับความเสียหาย: 47%

  3. ไฟฟ้าดับ: 44%

ขณะเดียวกัน มีเพียง 18% ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่ระบุว่าภัยธรรมชาติเป็นสาเหตุของปัญหาระบบหยุดทำงานหรือข้อมูลสูญหาย และ 15% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าความบกพร่องของพนักงานส่งผลให้ระบบหยุดทำงานหรือข้อมูลสูญหาย ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม 59% ขององค์กรได้ทบทวนและเปลี่ยนแปลงกระบวนการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูลหลังจากที่เกิดปัญหา

นอกจากนี้ 46% ขององค์กรธุรกิจได้เพิ่มงบประมาณสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูลหลังจากที่เกิดภัยพิบัติ ในทางตรงกันข้าม 29% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่าตนเองมีงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล และโดยเฉลี่ยแล้ว ผลการวิจัยชี้ว่าองค์กรธุรกิจทั่วภูมิภาคนี้ใช้จ่าย 11.2% ของงบประมาณด้านไอทีไปกับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล

ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ: ปัญหาระบบหยุดทำงานส่งผลให้บริษัทสูญเสียรายได้

ผลการศึกษาระบุว่า ปัญหาระบบหยุดทำงานก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจ โดยผลกระทบที่สำคัญที่สุด 3 ข้อได้แก่:

ความล่าช้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการ: 43%
การสูญเสียรายได้: 41%
พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน: 39%
ปัญหาระบบหยุดทำงานส่งผลให้องค์กรต้องสูญเสียวันทำงานโดยเฉลี่ยถึง 2 วัน ซึ่งหากคำนวณจากอัตราการทำงานโดยเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมง ก็เท่ากับว่าบริษัทที่มีพนักงานราว 2,000 คนจะต้องสูญเสียชั่วโมงทำงานสูงถึง 32,000 ชั่วโมงเลยทีเดียว นอกจากนี้ แต่ละองค์กรยังสูญเสียข้อมูลโดยเฉลี่ย 425GB ในช่วงเวลา 12 เดือน ซึ่งถ้าหากข้อมูล 1MB มีขนาดเท่ากับอีเมล 25 ฉบับ ข้อมูลที่สูญหายไป 425GB ก็จะเท่ากับการสูญเสียอีเมล 10.9 ล้านฉบับ

แม้ว่าการสูญเสียรายได้จะถูกระบุว่าเป็นผลกระทบหลักของปัญหาระบบหยุดทำงาน แต่ผลการวิจัยยังเปิดเผยเช่นกันว่าบริษัทหลายแห่งไม่ได้ดำเนินมาตรการที่เพียงพอสำหรับการปกป้องข้อมูลสำคัญของลูกค้า โดย 65% ขององค์กรไม่มีแผนการกู้คืนระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติสำหรับระบบ CRM และ 22% ขององค์กรที่มีแผนการกู้คืนระบบต้องการให้แอพพลิเคชั่น CRM เริ่มต้นทำงานเป็นแอพพลิเคชั่นแรกสุดหลังจากที่ระบบหยุดทำงาน

นอกจากนั้น องค์กรธุรกิจในเอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่นไม่สามารถใช้ประโยชน์จากส่วนลดหย่อนพิเศษสำหรับเบี้ยประกันภัย สาเหตุเพราะไม่ได้จัดทำแผนกู้คืนระบบอย่างครบวงจร โดย 53% ของบริษัทในภูมิภาคดังกล่าวจำเป็นต้องจัดทำแผนกู้คืนระบบตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัยหรือกฎระเบียบ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ 40% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถามได้รับข้อเสนอส่วนลดหย่อนเบี้ยประกันโดยพิจารณาจากความแข็งแกร่งของกลยุทธ์การแบ็คอัพ/กู้คืนระบบไอที อย่างไรก็ดี 18% ขององค์กรไม่ทราบว่าบริษัทประกันเสนอส่วนลดหย่อนพิเศษดังกล่าวหรือไม่ หรือไม่ได้สนใจส่วนลดที่ว่านี้เลย ซึ่งประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจหลายๆ แห่งต้องสูญเสียโอกาสในการปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย

โซลูชั่นล้าสมัย: 38% ยังคงพึ่งพาเทปบันทึกข้อมูล และ 38% ยังคงใช้ซีดีรอมสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล แต่สถานการณ์นี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป

38% ขององค์กรยังคงพึ่งพาเทปบันทึกข้อมูลในการแบ็คอัพและกู้คืนระบบ และเมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับเทป องค์กรต่างๆ ในภูมิภาคนี้เสียค่าใช้จ่ายมากกว่า 58,920 ดอลลาร์ ทั้งในส่วนของการขนส่ง การจัดเก็บ การทดสอบและเปลี่ยนทดแทนเทปเพื่อการกู้คืนระบบนอกสถานที่ตั้ง ขณะเดียวกัน 38% ของบริษัทต้องพึ่งพาซีดีรอมที่ล้าสมัยสำหรับการจัดเก็บข้อมูลแบ็คอัพ และที่น่าประหลาดใจก็คือ 15% ขององค์กรมอบหมายให้พนักงานนำข้อมูลแบ็คอัพกลับไปเก็บไว้ที่บ้านเพื่อความปลอดภัย

อย่างไรก็ดี 59% ขององค์กรธุรกิจในภูมิภาคนี้ใช้โซลูชั่นการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูลบนดิสก์ที่ทันสมัยอยู่แล้ว แนวโน้มนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 83% ขององค์กรที่ใช้เทปมีแผนที่จะเลิกใช้เทปบันทึกข้อมูลในอนาคต ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ได้แก่:

  1.  การแบ็คอัพข้อมูลรวดเร็วขึ้น: 36% 
    
  2.  ความเร็วในการกู้คืนข้อมูลและระบบ: 34% 
    
  3.  ความทนทาน (วิธีการแบบใช้ดิสก์มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า): 29% 
    

การเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาการหยุดชะงักที่เกิดขึ้นเป็นประจำหรือเหตุการณ์ที่สำคัญกว่านั้นเริ่มต้นด้วยแนวทางการแบ็คอัพข้อมูลที่ทันสมัย ซึ่งใช้ดิสก์และเทคโนโลยีการขจัดข้อมูลซ้ำซ้อน (Data Deduplication) และเทคโนโลยีการรีพลิเคตข้อมูล (Replication) บนเครือข่าย ผลการสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่าหลังจากที่เกิดปัญหาการหยุดชะงัก องค์กรต่างๆ ก็แก้ไขด้วยการใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มมากขึ้นสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล แต่ก็ก่อให้เกิดความเสียหายในแง่ของเวลาและค่าใช้จ่ายระหว่างที่ระบบหยุดทำงาน รวมถึงความเสียหายระยะยาวต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า ด้วยการปรับปรุงความสามารถในการตรวจสอบปัญหาทั่วไปที่บริษัทต้องเผชิญในปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง องค์กรต่างๆ จะสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนเองสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการทางด้านธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

อาคัช คานธี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของอินโฟเพล็กซ์ (Infoplex) กล่าวว่า

“งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล โดยองค์กรธุรกิจต่างๆ จำเป็นที่จะต้องดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อให้ระบบสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่จะเกิดปัญหา จากที่เราเคยประสบพบเจอ เห็นได้ชัดว่าแนวทางการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูลโดยใช้ดิสก์รุ่นใหม่นับเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกู้คืนแอพพลิเคชั่นให้เริ่มทำงานอีกครั้งได้ทันที เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบและการลงทุนอย่างถูกต้องเหมาะสม เราเชื่อมั่นว่าเรามีความพร้อมสำหรับการรับมือกับปัญหาระบบหยุดทำงาน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม”

ไมเคิล แอลป์ รองประธานส่วนธุรกิจระบบแบ็คอัพและกู้คืนประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่นของอีเอ็มซีกล่าวว่า

“ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราพบว่าองค์กรจำนวนมากไม่สามารถกู้คืนข้อมูลที่แบ็คอัพไว้ได้ หรือพึ่งพาเฉพาะการรีพลิเคตข้อมูลสำหรับการกู้คืนระบบเท่านั้น ปัจจุบัน กฎระเบียบในประเทศส่วนใหญ่มีความเข้มงวดมากขึ้น อีกทั้งยังมีภัยคุกคามเพิ่มสูงขึ้น และข้อมูลก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเป็นผลมาจากช่องทางออนไลน์ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทต่างๆ จะต้องมีกลยุทธ์การกู้คืนระบบที่เหมาะสม บริษัทที่ขาดกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลลูกค้าและอาจต้องเสียค่าปรับจำนวนมากให้แก่หน่วยงานกำกับดูแล ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยขจัดข้อผิดพลาดของบุคลากร ทั้งยังขจัดความเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูล (เช่น เทปบันทึกข้อมูลแบ็คอัพ) รองรับการเข้ารหัสข้อมูล และสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับการตรวจสอบติดตามและรายงานบนสภาพแวดล้อมของการปกป้องข้อมูลทั้งหมด โซลูชั่นเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้าของเราประหยัดค่าใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยง รายงานนี้สำรวจตรวจสอบความเสี่ยงในด้านต่างๆ และแสดงให้เราเห็นว่ามีงานอีกมากมายที่เราจะต้องทำ”

เชน มัวร์ ผู้อำนวยการฝ่ายระบบแบ็คอัพและกู้คืนประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่นของอีเอ็มซีกล่าวว่า

“เอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่นไม่มีภูมิคุ้มกันสำหรับการรับมือกับสภาพเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและไม่แน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรธุรกิจจะต้องดำเนินมาตรการป้องกันปัญหาระบบหยุดทำงานและข้อมูลสูญหาย มิฉะนั้นก็จะต้องได้รับผลกระทบทั้งในเรื่องของการสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานและรายได้ ด้วยการกำหนดแนวทางที่ละเอียดรอบคอบสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล โดยใช้โซลูชั่นรุ่นใหม่ที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบัน องค์กรธุรกิจจะสามารถรับมือกับผลกระทบจากปัญหาระบบหยุดทำงานในแต่ละวัน รวมถึงเหตุการณ์ที่ร้ายแรง พร้อมทั้งลดค่าใช้จ่ายโดยรวมในการดูแลรักษาระบบแบ็คอัพข้อมูล”

ข้อมูลสำหรับแต่ละประเทศ

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลการวิจัยนี้เปิดเผยว่า 83% ของบริษัทในภูมิภาคนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 74% ขององค์กรในเกาหลีเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 60% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงาน 39% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 39% ขององค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงใช้เทปสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 59% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 83% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็คอัพไปสู่ระบบอื่น

ญี่ปุ่น

ในส่วนของประเทศญี่ปุ่น ผลการวิจัยนี้เปิดเผยว่า 89% ของบริษัทในประเทศนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 50% ขององค์กรในญี่ปุ่นเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 55% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงาน 38% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 58% ขององค์กรในญี่ปุ่นยังคงใช้เทปสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 66% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 68% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็คอัพไปสู่ระบบอื่น

เกาหลี

ในส่วนของประเทศเกาหลี ผลการวิจัยนี้เปิดเผยว่า 93% ของบริษัทในประเทศนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 55% ขององค์กรในเกาหลีเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 55% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงาน 42% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 38% ขององค์กรในเกาหลียังคงใช้เทปสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 61% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 92% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็คอัพไปสู่ระบบอื่น

ออสเตรเลีย

ในส่วนของประเทศออสเตรเลีย ผลการวิจัยนี้เปิดเผยว่า 70% ของบริษัทในประเทศนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 72% ขององค์กรในเกาหลีเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 62% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงาน 49% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 58% ขององค์กรในออสเตรเลียยังคงใช้เทปสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 61% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 84% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็คอัพไปสู่ระบบอื่น

จีน (แผ่นดินใหญ่)

ในส่วนของประเทศจีน ผลการวิจัยนี้เปิดเผยว่า 74% ของบริษัทในประเทศนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 85% ขององค์กรในเกาหลีเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 80% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงาน 48% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 32% ขององค์กรในจีนยังคงใช้เทปสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 64% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 99% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็คอัพไปสู่ระบบอื่น

อินเดีย

ในส่วนของประเทศอินเดีย ผลการวิจัยนี้เปิดเผยว่า 72% ของบริษัทในประเทศนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 80% ขององค์กรในเกาหลีเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 65% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงาน 48% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 76% ขององค์กรในอินเดียยังคงใช้เทปสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 72% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 84% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็คอัพไปสู่ระบบอื่น

วิธีการสำรวจ

สำหรับการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการกู้คืนระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติประจำปี 2555: เอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่น (The Disaster Recovery Survey 2012: Asia Pacific and Japan) ภายใต้การมอบหมายจากอีเอ็มซี บริษัทแวนสัน บอร์น (Vanson Bourne) ได้สัมภาษณ์ผู้บริหารที่มีอำนาจในการตัดสินใจด้านไอที 2,500 คนจากองค์กรภาครัฐและเอกชนในออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย โดยแต่ละองค์กรมีพนักงาน 250 ถึง 3,000 คนขึ้นไป และอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น การผลิต ค้าปลีก บริการด้านการเงิน โทรคมนาคม ฯลฯ

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

· ลิงค์เชื่อมโยงไปยังรายงานสำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

· เว็บเพจโซลูชั่นการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูลของอีเอ็มซี

ข้อมูลเกี่ยวกับอีเอ็มซี

อีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่น (NYSE: EMC) เป็นผู้นำระดับโลกในด้านการพัฒนาและจัดหาโซลูชั่นและเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งช่วยให้องค์กรทุกขนาดปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันและใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าจากข้อมูลที่มีอยู่ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของอีเอ็มซี คลิกไปที่ www.thailand.emc.com

เกี่ยวกับ แวนสัน บอร์น (Vanson Bourne)

แวนสัน บอร์น บริษัทที่ปรึกษาด้านการวิจัยเฉพาะด้าน ดำเนินการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผู้ใช้ภายในบริบทของเทคโนโลยี โดยบริษัทฯ ทำการสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการตัดสินใจจากหลายๆ สายงาน โดยครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่องค์กรขนาดเล็กที่สุดไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ที่สุดในทุกตลาดทั่วโลก ลูกค้าของแวนสัน บอร์น มีหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่บริษัทที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นไปจนถึงบริษัทที่มีชื่อเสียงซึ่งต้องการคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ โดยนำเสนอข้อมูลวิเคราะห์ที่อ้างอิงงานวิจัยที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้

Hiring! บริษัทที่น่าสนใจ

Carmen Software company cover
Carmen Software
Hotel Financial Solutions
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd. company cover
Next Innovation (Thailand) Co., Ltd.
We are web design with consulting & engineering services driven the future stronger and flexibility.
KKP Dime company cover
KKP Dime
KKP Dime บริษัทในเครือเกียรตินาคินภัทร
Kiatnakin Phatra Financial Group company cover
Kiatnakin Phatra Financial Group
Financial Service
Fastwork Technologies company cover
Fastwork Technologies
Fastwork.co เว็บไซต์ที่รวบรวม ฟรีแลนซ์ มืออาชีพจากหลากหลายสายงานไว้ในที่เดียวกัน
Thoughtworks Thailand company cover
Thoughtworks Thailand
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่คว้า Great Place to Work 3 ปีซ้อน
Iron Software company cover
Iron Software
Iron Software is an American company providing a suite of .NET libraries by engineer for engineers.
CLEVERSE company cover
CLEVERSE
Cleverse is a Venture Builder. Our team builds several tech companies.
Nipa Cloud company cover
Nipa Cloud
#1 OpenStack cloud provider in Thailand with our own data center and software platform.
Bangmod Enterprise company cover
Bangmod Enterprise
The leader in Cloud Server and Hosting in Thailand.
CIMB THAI Bank company cover
CIMB THAI Bank
MOVING FORWARD WITH YOU - CIMB is the leading ASEAN Bank
Bangkok Bank company cover
Bangkok Bank
Bangkok Bank is one of Southeast Asia's largest regional banks, a market leader in business banking
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.) company cover
MuvMi (Urban Mobility Tech Co.,Ltd.)
Shape the future of urban mobility towards affordable, clean, and safe solutions
T.N. Digital Solution Co., Ltd. company cover
T.N. Digital Solution Co., Ltd.
TNDS has been involving in every first move of banking’s major digital transformation.
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group company cover
KBTG - KASIKORN Business-Technology Group
KBTG - "The Technology Company for Digital Business Innovation"
Siam Commercial Bank Public Company Limited company cover
Siam Commercial Bank Public Company Limited
"Let's start a brighter career future together"
Icon Framework co.,Ltd. company cover
Icon Framework co.,Ltd.
Global Standard Platform for Real Estate แพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร มาตรฐานระดับโลก
REFINITIV company cover
REFINITIV
The Financial and Risk business of Thomson Reuters is now Refinitiv
H LAB company cover
H LAB
Re-engineering healthcare systems through intelligent platforms and system design.
The Gang Technology Co., Ltd. company cover
The Gang Technology Co., Ltd.
We're a Digital Agency that helps our customers transform their business into digital with ease.
LTMH company cover
LTMH
LTMH มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถช่วยพันธมิตรของเราให้บรรลุเป้าหมาย
Seven Peaks company cover
Seven Peaks
We Drive Digital Transformation
Wisesight (Thailand) Co., Ltd. company cover
Wisesight (Thailand) Co., Ltd.
The Best Choice For Handling Social Media · High Expertise in Social Data · Most Advanced and Secure
MOLOG Tech company cover
MOLOG Tech
We are Modern Logistic Platform, Specialize in WMS, OMS and TMS.
Data Wow Co.,Ltd company cover
Data Wow Co.,Ltd
We enable our clients to realize increased productivity by solving their most complex issues by Data
LINE Company Thailand company cover
LINE Company Thailand
LINE, the world's hottest mobile messaging platform, offers free text and voice messaging + Call
LINE MAN Wongnai company cover
LINE MAN Wongnai
Join our journey to becoming No.1 food platform in Thailand