แอปเปิลห้ามผู้พัฒนาโปรแกรม iPhone เปิดเผยข้อมูลในจดหมาย

tags:

หลังจากที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย จากการที่แอปเปิลไม่ยอมให้ผู้พัฒนาบางรายขายโปรแกรมบน App Store เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ "คล้าย" กับ iTunes หรือ Mail.app จนได้ออกมาเป็นการ์ตูนล้อเลียนเรื่องหนึ่งแล้ว

โดยทางแอปเปิลเอง ได้เขียนไว้ด้านบนก่อนเริ่มส่วนข้อความของอีเมลที่ส่งถึงผู้พัฒนาโปรแกรมว่า

THE INFORMATION CONTAINED IN THIS MESSAGE IS UNDER NON-DISCLOSURE

ซึ่งห้ามไม่ให้เปิดเผยข้อมูลที่เขียนอยู่บนอีเมลแล้ว แม้ว่าก่อนหน้านี้อาจจะมีการตกลงในข้อสัญญาว่าห้ามเปิดเผย ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่คำเตือนนี้จะทำให้ข้อตกลงนี้ชัดเจนขึ้น

ในขณะเดียวกัน ทาง Android นั้นได้ดำเนินการในทางตรงกันข้ามกับแอปเปิล โดยที่นักพัฒนาสามารถอัพโหลดโปรแกรมลักษณะใดก็ได้ขึ้นบน Android Market แม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีการบ่งบอกแน่ชัดว่า Android จะมีการแบ่งแยกและนำโปรแกรมประเภท Spam หรือไม่เหมาะสมแต่อย่างใด อาจจะจำเป็นต้องรอ T-Mobile G1 ถึงมือผู้ใช้จริง ๆ ก่อน

ที่มา - MacRumors

Ford AntiTrust's picture

Apple กลายเป็น Sith ไปแล้ว แล้วใครจะเป็น Jedi หล่ะเนี่ย

Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework

dafty's picture

G-di ไงครับ

obtheair's picture

+1

/me รอหุ่นยนต์ของ G-di รุ่นผลิตจำนวนมาก

audy's picture

ผมล่ะอ่านเป็น Shit

ezy's picture

คุณไม่มีสิทธิ์ไปต่อว่าเขาถ้าเขาจะไม่แก้ปัญหานี้เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเขา (ฮา)


ezybzy.info blog
shikima's picture

ถ้าคนพัฒนาโปรแกรม ย้ายไปขับหุ่นยนต์กันหมด apple จะเป็นไงอ่า?

มีคนส่วนหนึ่งที่เขียนโปรแกรมแบบ "เอามันส์" นะครับ


CMDEVHUB
เขียนเอามันส์ ลองเข้าไปดูความมันส์ได้ครับ

mk's picture

ก็ไม่เป็นไงอะครับ ตลาดเสรี ใครให้ข้อเสนอดีกว่า คนก็ไปทางนั้น

enormityboy's picture

apple ก็จะทำเองขายเองหมด

banky118's picture

เราก็จะเห็นโปรแกรมบน Cydia กับ Installer มากขึ้น???

7's picture

ยังไงก็แพ้ Android อยู่แล้ว ซ้ำรอยกับสมัยแพ้ windows สมัยก่อน ทั้งๆที่มาก่อน

พอ Android เริ่มกระจายสู่ตลาดเหมือนน้ำหลาก พร้อมๆกับโปรแกรมหลากหลาย

HW หลักร้อยหลักพัน SW หลักพันหลักหมื่น ย่อมตอบสนองผู้ใช้ได้มากกว่าอยู่แล้ว

สินค้าที่คิดว่าตัวเองเจ๋ง นับวันจะมีแต่คนหมั่นใส้


7blogger.com
latesleeper's picture

การตลาดยุคเก่าก็อิงทฤษฎีนี้ ถูกต้องครับ
แต่นี่คือโลกบนเน็ท โลกที่วัฒนธรรมการบริโภคไม่ได้มีแค่ "ถูกและดี" เท่านั้น เพราะของฟรีเป็นเรื่องธรรมชาติบนโลกเสมือน ไม่เหมือนโลกความเป็นจริงที่เราไปขอข้าวใครกินฟรีๆ ไม่ได้ นี่เป็นตัวอย่างข้อนึงที่ทำให้ผมเชื่อได้ว่าแนวคิดการบริโภคนั้นต่างจากโลกจริงอยู่พอสมควร
user ส่วนใหญ่บน internet ยังเข้าใจว่าโลกเสมือนใบนี้คนเลือกเทคโนโลยีด้วยทัศนคติแบบเดียวกัน และยิ่งไปกว่านั้น user ส่วนหนึ่งระดับ geek ยังเข้าใจว่าเขาเป็นกลุ่มคนที่เป็นฐานหลักหรือเป็น target group ในการตัดสินใจเลือกซื้อหรือบริโภคสิ่งต่างๆ
ผมเชื่อว่า geek มักคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง และนั่นทำให้เราเข้าใจผิดเรื่องวัฒนธรรมการบริโภค เพราะประชากรบนอินเตอร์เน็ทมีทั้งที่ทำได้ทุกอย่างที่โลกอินเตอร์เน็ทมีให้ รู้จักคอมมิวนิตี้มากมาย ไปจนถึงคนที่ไม่เคยใช้มันในหน้าที่อื่นนอกจากเช็คอีเมล์กับสั่งพิซซ่าเท่านั้น
ผมเชื่อว่า usability ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดครับ คนที่ซื้อ apple มากมายซื้อเพราะเหตุผลแค่ว่ามันสวย ไม่ได้รู้จักเลยว่ามันต่างจาก windows หรือเหมาะสมสำหรับตัวเขาเองแค่ไหน เขาแค่่ซื้อเพราะคนส่วนใหญ่ตอนนี้แห่ใช้กัน มันเป็นแฟชั่น และมันสวย แล้วเขาก็ใช้มันแค่ตอบอีเมล์เท่านั้น
ถ้า android จะแพร่หลายมันก็ไม่ใช่เพราะโปรแกรมมันเยอะหลากหลายร้อยหลักพันหลักหมื่นอย่างที่ว่าหรอกครับ เพราะคนส่วนอื่น (ที่ไม่ใช่ geek) ก็คงจะถือแอนดรอยด์ไปร้านมือถือที่ mbk แล้วก็ให้ลงโปรแกรมให้ในราคา 500 บาทอยู่ดี (โดยที่ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าตัวเองจะได้โปรแกรมอะไรไปบ้าง แล้วโปรแกรมนั้นแจ๋วสุดในหมวดนั้นหรือเปล่า แค่เปิดมาแล้วมีเกมให้เล่นเค้าก็ happy แล้ว)
ไม่มีใครหมั่นไส้ใครหรอกครับ เพราะเอาเข้าจริงๆ เรารู้จักกันใน community แต่ lifestyle ของคนสมัยนี้น่ะ ต่างคนต่างอยู่ครับ

mokin's picture

ใช่เลยครับ ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับคุณ
เรื่อง android กับ iPhone ก็พูดถูกน่ะในด้านผู้ใช้
แต่ด้านนักพัฒนาล่ะ ใครจะไปยอมทน กฎโน้นกฎนี้ของ apple ไปได้ หันไปด้านเสรี ให้คนเลือกตัดสินใจเอง
นานไป app ของ iPhone อาจจะมีโปแกรมที่น้อยผู้ใช้ก็สนใจน้อยลง (คือ ผมมองดูแล้วมันเหมือน opera เลย ความจริงมันเป็น browser ที่ดีมากๆ แต่ต้องค่อยให้ opera ผลิตฟีเจอร์ดีๆออกมา ผู้ใช้และผู้พัฒนาก็เลยหันมาใช้ firefox ซะดีกว่า อยากทำอะไรก็ทำได้)

มันก็เป็นดังที่คุณพูดนั้นแหละครับ lifestyle ของคนเรามันต่างกัน
ประโยคนี้ผมก็ใช้บ่อยเหมือนกันครับ ประโยคหากินผมเลย

ปล.คุณ 7 ผมก็เคยสงสัยเหมือนคุณ แล้วก็ยังสงสัยอยู่ถึงปัจจุปันมันเป็นเพราะอะไร ใครรู้ช่วยบอกหน่อยครับ
ทำไม่ apple มาก่อน และก็ใครก็บอกว่ามันดี แต่ดันโดน microsoft กินส่วนแบ่งตลาด มากกว่าล่ะเนี้ย

----
อย่าท้อแท้ที่จะเรียนรู้ และจงเป็นครูสอนผู้อื่นต่อ

7's picture

อันนี้เป็นความเห็นผมเองนะ

สมัย IBM ตกใจกะ Apple เลยทำ PC เลียนแบบ เปิดทุกอย่าง ทั้ง HW SW

MS เลยได้ทำ OS ใช่ป่ะ Apple ดันกลับมาทำระบบปิดซะได้ เน้นไฮโซ

การพัฒนาโปรแกรมบน apple ก็ยากลำบาก ราคา compiler ก็แพง

แต่ MS ลดแลกแจกแถม ทั้ง compiler ide tools เพิ่มฐานคนใช้

ทั้ง user และ dev คนใช้ก็เยอะขึ้น คนพัฒนาก็เยอะดิ มันเลยกลบ apple มิดเลย

ผมเลยบอกไงว่า apple เน่า ใช้กลยุทธเดิมๆที่เคยล้มเหลวมาแล้ว ไฮโซ หัวสูงดีนัก

ถ้าผลประกอบการแย่ลง แล้วจ๊อบโดนไล่จาก apple อีก ก็จะซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง อิอิ


7blogger.com
latesleeper's picture

ผมเชื่อว่าสังคมเปิดจะแก้ปัญหานี้ด้วยตัวของมันเองครับ เหมือนอย่างที่ ipod เคยโดนปรามาสว่าเป็นอุปกรณ์ประหลาด และการที่ยอมให้ mp3 ถูกก๊อปปี้ได้โดยอิสระเป็นบาปใหญ่หลวงชนิดนึง แต่พอเวลาผ่านไป "นักพัฒนาอุปกรณ์" ก็เลือกที่จะรับรู้กฏข้อนี้ว่ามันมีอยู่จริง... มันไม่ใช่การ "ยอมรับ" นะครับ มันแค่รับรู้เท่านั้นเองว่ามันมีอยู่
ข้อสนับสนุนเรื่องนี้ก็คือการเกิดขึ้นของ DRM ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตามไล่ล่าปัญหาที่เกิดจาก portable mp3 player จริงไหมครับ แม้แต่ตัว apple เองก็ยังเคยลงมือกับปัญหานี้ด้วยตัวเอง (ตัวเองเป็นคนแหกกฏ แต่สุดท้ายก็พยายามจะมาอยู่ในกฏ) แต่สุดท้ายแล้วสังคมก็เลือกที่จะเปลี่ยนความเชื่อและพฤติกรรมของตัวเองให้สอดคล้องกับกฏที่มีอยู่จริง มากกว่าจะไปทนฝืนกับมันต่อไป
และเพราะการปรับเปลี่ยนความเชื่อและพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นได้จริง และเกิดขึ้นเสมอๆ ผมเชื่อว่าปัญหาเรื่องนี้ของ iphone น่าจะถูกแก้ไขในลักษณะเดียวกันครับ คือ ไม่คนซื้อจัดการกับปัญหานี้ สุดท้าย apple ก็ต้อง "จำยอม" ประนีประนอมด้วยโดยดุษณีครับ อย่างที่เราเริ่มเห็นวับๆ แวมๆ บ้างแล้วกับการพยายามห้ามเผยแพร่จดหมายเรื่องขอระงับการจำหน่าย app เหล่านั้น
ส่วนเรื่อง microsoft ผมคิดว่าเราตอบได้ด้วยโมเดลเดียวกันกับ การเกิดและเติบโตของ ipod และปัญหาบ้านเมืองเราทุกวันนี้ครับ คือ เราทุกคนรู้ว่าอะไรเป็นบาปด้วยสิ่งที่เราเรียนรู้มา แต่ถ้าหาเส้นสีเทาบางๆ นั้นเจอแล้วข้ามไปได้ คนอื่นที่มองเห็นก็ได้แต่ทำตาปริบๆ พร้อมกับร้องก่นด่าออกมากันพัลวัน ทั้งๆ ที่เหตุสำคัญแห่งการด่าเหล่านั้น จริงๆ ก็แค่ "เสียดายที่เราไม่ได้เป็นคนทำก่อน" แค่นั้นเองครับ
สุดท้าย ต้องบอกว่า คำว่า "ไฮโซ หัวสูง" น่าจะเป็นอคติมากกว่าข้อเท็จจริงนะครับ.. .​แต่ก็แค่งง เพราะไม่รู้ว่ามันไปอยู่รวมกับบรรดาข้อ (คล้ายๆ ข้อ) เท็จจริง แล้วพยายามทำเนียนๆ อย่างนั้นได้ไงเท่านั้นเองครับ

skycreeper's picture

+100 เห็นด้วยครับ

7's picture

ใครจะใช้ก็ใช้ครับ ไม่ว่ากัน

แต่ผมไม่ใช้ครับ anti อย่างออกหน้าออกตา อิอิ


7blogger.com
yhol's picture

ผมใช้ Mac ครับ ^^ แต่ไม่เคยแอนตี้ PC เลยครับ :P

z2's picture

apple ใกล้เน่าละ

atheist's picture

ทางใครทางมัน ไม่เคยใส่ใจยี่ห้อนี้อยู่แล้ว วะ 555

Kindaichi's picture

ถ้าเรื่องแค่ว่ามี App จาก Dev น้อยลงแล้วจะทำให้ iPhone ต้องมีอันเป็นไป ไม่ต้องรอ Android ออกหรอก iPhone มันคงจะตายไปตั้งแต่เริ่มวางตลาดตอนแรกแล้วด้วยซ้ำ ปีกว่าที่มันออกมาพร้อมกับการที่แทบจะทำอะไรไม่ได้เลยกับสิ่งที่เรียกว่า 3rd Party App

pete's picture

สงสัย comment ของคุณ 7blogger

iPhone SDK ไม่ได้แจกฟรีหรอครับ ?

กับ Windows Mobile SDK ที่แจกฟรี

แต่ใช้กับ vs.net pro ขึ้นไป ?

แล้ว vs.net pro มีแจกไหมครับ ?

ไม่ชอบก็อย่าใช้ครับ เขาไม่ได้บังคับให้เราซื้อนี่นา

lew's picture

ผมเข้าใจว่าคุณ 7 หมายถึงยุค IBM PC vs. Apple II อะไรแนวๆ นั้นน่ะครับ

ยุคนั้นคอมไพเลอร์นี่ขายกันครับ อย่างไมโครซอฟท์โตมาได้ครั้งแรกก็เป็น Microsoft BASIC


LewCPE
pete's picture

ยุคนั้น Compiler ของ Apple คืออะไรหรอครับ ?

7's picture

ก็แค่ความเห็นของผมเท่านั้น(ยอมรับว่ามีอคติส่วนตัวด้วย)

เรื่อง complier ผมเห็นว่ามันเป็นเรื่องความไม่เป็นมิตรกับ dev (ซึ่งไม่ต่างกับตอนนี้)

ส่วนเรื่อง app จาก dev ผมไม่ได้บอกว่าจะตายนิหน่า(ถึงยังไงก็ยังมีคนซื้อ)

แค่แพ้เขาเท่านั้นเอง (มือถือไม่มี app จอขาว-ดำ ตอนนี้ก็ยังขายได้อยู่นิหน่า)

ใส่อคติส่วนตัวเยอะไปหน่อย ถ้ายังมีปุ่ม +/- อยู่ สงสัย ลบกระจาย อิอิ


7blogger.com