ถ้าคุณได้เป็นรัฐมนตรี ICT.....
Submitted by lew on 19 January, 2008 - 01:24.
tags:
เว็บนี้มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับกระทรวงนี้มาเยอะ วันนี้ผมเลยนึกสงสัยขึ้นมา ว่าชาวถ้าชาว Blognone ได้ไปนั่งเก้าอีกรัฐมนตรีในรัฐบาลหน้า ใครจะทำอะไรกันบ้าง อยากให้เสนอ
- การแก้ไขสิ่งที่เป็นอยู่
- โครงการใหม่ๆ ที่ควรเกิด
- ไอเดียแหวกแนวที่อาจจะไม่มีใครนอกจากคุณคิดถึง
ง่วงแล้ว ผมตั้งคำถามไว้ก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมาเล่นด้วย
»
- lew's blog
- Login or register to post comments

พัฒนาระบบ Internet ภายในประเทศก่อน หากทุกบ้านสามารถใช้ Internet ได้แล้วโครงการ หรือการพัฒนาที่จะตามมามันจะแลดูง่ายขึ้นกว่าในปัจจุบัน (ซึ่งการใช้ Internet นั้นน่าจะให้ฟรีได้แล้ว ครับ เช่น Net Free 256Kbps อะไรทำนองนี้ )
หากทำตรงได้การพัฒนามันจะขยายตัวแบบก้าวกระโดด เพราะว่าคนจะหันมาจับธุระกิจทางด้าน Internet การแข่งขันเกิด ความต้องการเกิด ทุกอย่างก็จะเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างไม่ต้องสงสัย
+1
ดูแลง่ายขึ้น.. นี่ผมไม่ค่อยเห็นด้วยนะ.. ยิ่งคนใช้งานเยอะ ปัญหายิ่งตามมา..
แต่ผมเห็นด้วยที่จะต้องกระจายการใช้งาน internet ความเร็วสูงออกไปต่างจังหวัด.. ให้เร็วที่สุด เพื่อขยายพื้นที่การทำงานไปสู่ทั่วประเทศ ไม่ต้องดึงคนเก่งๆ จากต่างจังหวัดมา อัดอยู่แต่ในกทม. เพราะเพียงแค่ เงินเดือนสูงกว่า…
แน่นอนว่าจะมีบ. เปิดตัวขึ้นรับงานอีกมากในต่างจังหวัด จากนั้นรัฐบาลก็เริ่มส่งเสริม solution ด้านการติดต่อสื่อสารต่างๆ ให้มากขึ้น พยายามกระจายความเจริญออกไป
งานด้าน IT หลายสายงานสามารถทำงานอยู่กับบ้านได้ หรือเป็น small office ถ้าทำได้สมบูรณ์จริงๆ เราจะได้เจอคนเก่งๆ จากที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และลดค่าใช้จ่ายในหลายๆ ด้านลงไปอีกเยอะ
อยากให้เพิ่มค่าเหนื่อยให้กับผู้ที่ทำหน้าที่พัฒนาหรือสอนด้าน IT แก่เด็กๆ ให้สูงกว่านี้ และพยายามสอนให้เด็กเริ่มใช้งานจากสิ่งที่เป็น opensource และปลูกฝังให้เขาคิดและอยากพัฒนาขึ้นมาเอง ไม่ใช่ไป copy ของคนอื่นมาใช้.. แล้วไม่จ่ายเงิน อะไรเลี่ยงได้ก็เลี่ยง.. อย่างน้อย อีก 20 ปี เราน่าจะได้บุคลากร ที่ใช้งาน software opensource เป็นมากกว่าปัจจุบันนี้…
OLPC กระจายให้เด็กๆ ตามชนบทได้แล้วววววว อย่าปล่อยให้เป็นกระแส.. แล้วเงียบหายไป เด็กอีกมากมายกำลังรอโอกาสทางการเรียนรู้ตรงนี้อยู่..
ให้การสนับสนุนเรื่องมาตราฐานเว็บไซต์ของ W3C กันมากกว่านี้.. แล้วพอกันทีกับการพัฒนาเว็บไซต์ ให้รองรับแต่ IE .. เริ่มจากหน่วยงานราชการก่่อนก็ได้ ปีเดียวน่าจะ re-design ได้เกินครึ่งของเว็บไซต์ทั้งหมด…
แลดู != ดูแล มั้งครับ
เมื่อมีอินเทอร์เน็ตให้ใช้เพิ่มขึ้น โครงการอะไรก็อาจจะทำได้ง่ายขึ้น (แต่ไม่ใช่การดูแลแน่ๆ มันต้องมีปัญหาเพิ่มขึ้นอยู่แล้วแหละ)
Henshin
คงต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปล่ะครับ เริ่มทีละนิด เพื่อค่อยๆลดแรงต้าน เพราะเชื่อว่าคนที่ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงยังมีเยอะอยู่มาก อย่างแรกคือคงต้องวางระบบเครือข่าย ให้ทั่วถึงยิ่งขึ้นเพื่อให้สามารถใช้ Internet ได้กว้างขึ้นโดยเฉพาะในต่างจังหวัด
ส่งเสริมการทำ manual ภาษาไทยให้มากขึ้น +100
-1 ไม่สนับสนุน manual ภาษาไทย ภาษาดีจะได้ go inter ซะที เมืองไทยด้อยภาษามาก
ด้อยภาษาก็เรียนเอาสิครับ เกี่ยวอะไรกับการทำ manual ไทย…
ถ้าทำคู่มือภาษาไทย แล้ว คนไทยจะอ่อนภาษาอังกฤษ…. คนแก่ ขี้เกียจเรียนรุ้อะไรใหม่ๆ ปวดหัวตายพอดี มัวเปิดศัพท์เฉพาะ
ไม่สมเหตุผล…- -‘
ผมว่าความคิดนี้ไม่ค่อยชาตินิยมเลยนะครับ คุณลองคิดดูนะครับ ว่าทำไมภาษาโปรแกรมต่าง เขาถึงมีภาษาญี่ปุ่น, จีน, เวียดนาม ฯลฯ ประเทศเหล่านี้เขาก็เจริญได้แบบอย่างของเขา คนญี่ปุ่นไม่เห็นจำเป็นต้องพูดภาษาอังกฤษเก่ง เขาก็เจริญได้ การที่มี manual เป็นภาษาไทยหมายถึง การที่เป็นคู่มือให้กับนักเรียนนักศึกษาระดับเริ่มต้น ได้ศึกษา หรือคนที่อยากรู้ ส่วนเรื่องภาษาอังกฤษอ่อน หรือแข่งผมว่ามันก็เป็นไปตามวัฒนธรรมของคนไทยซึ่งหากมอง ไปในอตีตคนไทยก็รับเอาภาษาต่างๆเข้ามาแล้วบอกว่าภาษาเขาดี เช่น สมัยสุโขทัย,อยุธยา ก็รับเอาภาษาเขมร เข้ามาแล้ว ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นภาษาของตัวเอง จนวันนี้ดูไม่ออกว่าคำ ไหนคือไทยแท้ คำไหนคือคำที่ยืมเขมรมาใช้ ผมว่าอนาคตภาษาอังกฤษ ก็คงเหมือนภาษาเขมรที่เรายืมเขามาใช้ ก็คือพูดอังกฤษได้เข้าใจได้ แต่สำเนียงก็ยังเป็นไทย การที่จะเรียนรู้อะไรใหม่โดยที่ยังไม่รู้พื้นฐาน ที่ดีพอมันก็เหมือนสร้างตึกอยู่บนฟองน้ำละครับ
ผมสนับสนุน manual ไทยนะ แต่ต้องเขียนภาษาไทยที่คนไทยอ่านรู้เรื่องนะครับ ไม่ใช่ภาษาไทยที่ใช้ศัพท์ชั้นสูงจนคนทั่วไปอ่านไม่เข้าใจ
PoomK
+1 แต่มันเป็นธรรมชาติของภาษาไทยอยู่แล้วครับ ที่เขียนคู่มือแล้วคนอ่านไม่รู้เรื่อง คนที่เขียนคู่มือภาษาไทยแล้วคนอื่นอ่านรู้เรื่องนี่ ต้องมีอัจริยะภาพด้านภาษาระดับนึงครับ BioLawCom.De
ัอันนี้ใช่เลย เท่าที่ดูคนที่แปลก็แปลมาตรงๆ หรือถ้าเขียนเองก็เหมือนเขียนให้คนรู้แล้วอ่าน คนที่อ่านก็เลยไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ คนที่จะเขียนให้คนอื่นอ่านได้ต้องเก่งระดับหนึ่งจริงๆนั่นแหละ
+1 ว่าแต่ คนไทยจะอ่านกันจริงๆ เหรอ ขนาด manual เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโทรศัพท์ยังไม่อ่านกันเลย
การทำคู่มือภาษาไืทยนี่ผมว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับการทำให้อ่อนภาษาหรือไม่หรอก (แต่การอยู่ในภาวะจำยอมที่ไม่มีคู่มือภาษาไทยเลย อาจทำให้เก่งภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นก็ได้ :P) แต่ที่แน่ๆ ถ้าคู่มือนั้นอ่านรู้เรื่อง มันจะทำให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีได้มากขึ้น และอาจทำให้พัฒนาตัวเองได้ดีขึ้นก็ได้ ถ้าสงสัยให้ดูประเทศที่มี localisation ของตัวเองมายาวนานเช่น ญี่ปุ่น หรือจีน ว่าเขาพัฒนาตัวเองได้ดีขนาดไหน (แต่ภาษาอังกฤษเค้าห่วยจริงๆ นะ)
Henshin
+1 นะ เพราะว่าถ้ารอให้คนไทยเก่งอิงกันทุกคน อาจจะต้องรอไปอีกนานแสนนาน ส่งเสริมให้คนมีความรู้มาทำงานได้ก่อนดีกว่า
ทำอะไรซักอย่าง
my blog bock bock http://itshee.exteen.com/
+1
+1 BioLawCom.De
Lastest Science News @Jusci.net
Net Free 256Kbps - Vote
สนับสนุน Open Standard (ไม่ยึดติดกับ MS) - Vote
ยกเลิกการปิดกั้นเว็บ - Vote
ให้ความรู้ อดทนต่อคนรุ่นเก่าที่ ego สูงไม่ฟังรุ่นเราสอนเสียหน่อย ส่งเสริมการทำ manual ภาษาไทยให้มากขึ้น - Vote
(แต่คงยาก ยิ่งคนใกล้เกษียณคงไม่อยากเรียนรู้ แบบนั้นคงต้องมีการสอบวัดความรู้ด้านเทคโนโลยีกันบ่อยๆ ซึ่งบางทีมันก็อาจจะดูโหดไปหน่อย แต่มันก็ควรทำ เหมือนทหารที่มีการทดสอบสมรรถภาพกันเป็นช่วงๆ ไม่ว่าหนุ่มหรือแก่)
http://last0ne.multiply.com
vote เนตภายในประเทศขั้นต่ำ 1 Mbps (ต่างประเทศก็ cap เอาตามค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องเีสีย)
โละบุคลากรที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับไอทีทิ้ง ให้หมดก่อน ส่งเสริมการใช้อินเทอร์เนต คอมพิวเตอร์ราคาถูก ยกเลิกการปิดกั้นเวบ ทำเมืองใหญ่และเขตรอบเมืองใหญ่ในทุกภาคให้อินเทอร์เนตไร้สายครอบคลุมครับ
Please go to molecularck.wordpress.com
โอ้… มาแล้วสไตล์ out of the box เลยแฮะ
ชอบๆ
….จตุคอร์ แรมเทพ..
อยากบอกว่า มหาวิทยาลัยที่ผมอยู่เค้าตั้งศาลพระภูมิในตึกศูนย์คอมพิวเตอร์ (ย้ำว่าในตึก)เจ๋งมั้ยละครับ ทั้งมหาลัยไม่มีนะ แต่ในตึกศูนย์คอมพิวเตอร์มี
Noyzi!!a’s Blog
สิ่งที่ผม จะทำก็คือ ทำให้ระบบ IT ของประเทศเจริญขึ้นครับ
ปล. ง่ายๆสั้นๆ ^^
แล้วจะทำยังไงครับ?
พูดเหมือนนักการเมืองเลย
ก็จะมาเป็นนักการเมืองไงครับเลยต้องฝึกพูดให้เหมือน :)
เอ้า..ฮาาา :D
ทำอินเตอร์เน็ตเป็นระบบ Wireless ทุกๆ ตำบล แต่จะใช้ต้องเอาบัตรประชาชนทงทะเบียนครับ
ขอ Wimax ครอบคลุมทั่วประเทศไปเลยครับ ไม่มีงบสร้างถนนสี่เลนก็ไม่เป็นไร ขอเน็ตดีๆไว้ให้ผมทำงานบนรถก็พอ
สำหรับผมคงเป็น
๑. ประกาศให้โอเพนซอร์ส เป็นโอเอสแห่งชาติ แล้วระดมสรรพกำลังจากที่ต่าง ๆ ทำให้เกิดและใช้ได้ภายใน ๖ เดือน ถึง ๑ ปี เพราะนี่คือการดำเนินการตามเบื้องพระยุคลบาท แนวเศรษฐกิจพอเพียง ด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่ชัดเจน และเป็นรูปธรรมที่สุด ๒. ปฎิรูป ปรับเปลี่ยน ทดแทนการเรียนการสอน ตามโอเอสโอเพนซอร์สในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ทุกระดับ ให้ชัดเจน จริงจัง ต่อเนื่อง แต่เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ๓. ปรับเปลี่ยน ทดแทน ส่งเสริม จูงใจ ให้องค์กร ทั้งภาครัฐ เอกชนให้มาใช้ โอเพนซอร์ส ทั้งซอฟท์แวร์ และโอเอส ให้มากขึ้นอย่างจริงจัง ๔. ประกาศนำร่อง ชุมชนพื้นที่ ๆ พร้อมสำหรับการใช้โอเพนซอร์ส เช่น เขตการศึกษาที่ ๑ เป็นพื้นที่ ๆ ใช้ลินุกซ์…หรือประกาศให้จังหวัด…เป็นจังหวัดที่ใช้ลินุกซ์เต็มทั้งจังหวัด เป็นต้น ๕. ดำเนินการด้านอื่น ๆ ที่สนับสนุนการใช้โอเพนซอร์สอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง เพื่อลดค่านิยมแนวเศรษฐกิจทุนนิยม ให้ต่อเนื่อง
แนวโอเพนซอร์สแอนด์พอเพียงแบบนี้ไม่น่าจะมีอยู่ในหมองพรรคพลังธรรม เอ๊ย! พรรคพลังปู่หมักแหง๋มๆ เฮ้อ...อยากได้แต่ไกลจากความจริงเหลือเกิน
\(@^_^@)/
M R T O M Y U M
1.เคลียปัญหาเรื่อง 3G เอง 2.เริ่มโครงการอินเตอร์เน็ต ผ่านสายไฟอย่างรวดเร็วเต็มที่และไม่โกงกินเหมือน…บางตัว 3.จัดโครงการส่งเสริมให้คนไทยได้เข้าใจเทคโนโลยีใหม่แบบ บีบ คุณต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ถึงจะสามารถแข่งขันและเป็นผู้นำในตลาดโลกได้จริง เพราะตอนนี้คนไทย ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า EDGE, 3G, มันคืออะไร มันทำงานอย่างไร ผมคิดว่า รู้มากสุดแค่ 10% นอกจากนั้น พอรู้แค่ชื่อ(หรือไม่รู้เลย) 4.ยกเลิกกฏหมายคอมพิวเตอร์ทุกฉบับ เพราะคนไทยมี hacker น้อย จึงแข่งขันกับต่างชาติไม่ได้ ทางที่ดีควรยกเลิก และส่งเสริม 5.เปิดการแข่งขันและสนับสนุน software ให้เป็นมาตรฐานโลก ไม่ใช่ออกแบบด้วย Delphi, MS VB ธรรมดา เพราะโปรแกรมใหญ่ๆเค้าใช้ C++, และอื่นๆกันทั้งนั้น 6.ปรับคุณภาพการศึกษากลุ่ม ปวช ให้นักเรียนเข้าเรียนมากขึ้น เพราะต่่างประเทศเค้าพัฒนาได้เพราะคนเค้ามีความรู้ในด้านอาชีพจริงๆ ไม่ใช่ เอะอะ อะไรจะเข้าแต่สามัญ แล้วพอจบมา มันตกงานไหม? เพราะมันไม่มีความรู้วิชาชีพตรงส่วนนั้นเลย 7.อื่นๆอีกมากมาย
macXide Get idea to the Future
6.ปรับคุณภาพการศึกษากลุ่ม ปวช ให้นักเรียนเข้าเรียนมากขึ้น เพราะต่่างประเทศเค้าพัฒนาได้เพราะคนเค้ามีความรู้ในด้านอาชีพจริงๆ ไม่ใช่ เอะอะ อะไรจะเข้าแต่สามัญ แล้วพอจบมา มันตกงานไหม? เพราะมันไม่มีความรู้วิชาชีพตรงส่วนนั้นเลย +1
+1 เพราะผมรู้สึกว่าตอนนี้อัตราส่วนนักเรียนไทยเข้าเรียนต่อในมหา’ลัยมันเยอะเหลือเกินครับ เยอะเกินไป มันเฟ้อ ทำให้คุณภาพของผู้เรียนโดยรวมตกต่ำลง “อย่างเห็นได้ชัด”
ไปดูได้เลยครับ
ฯลฯ (อ้างอิงจากหนังสือ : วิชาอาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษา / สุดใจ เหล่าสุนทร)
ทั้งนี้ทั้งนั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว พอจะบอกได้ว่าระบบการศึกษาของไทยตอนนี้มันเพี้ยนไปแล้วครับ ผมคิดว่าประชากรของประเทศไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรีเสมอไป แต่จะทำอย่างไรให้การศึกษาในระดับประกาศนียบัตร / อาชีวศึกษามีคุณภาพที่ดีสมฐานะของมันต่างหาก
(เข้าใจเหมือนกันว่าตอนนี้ภาพลักษณ์ดูไม่จืดเลย…อย่าว่าแต่ตัวเด็กเลย ผู้ปกครองก็ไม่กล้าจะเสี่ยงแหละครับ)็
สำหรับผมถ้าได้เป็นรัฐมนตรี ก่อนที่จะแก้ไขปัญหากระทรวง ICT ผมขอกระทรวงศึกษาธิการอีกซักกระทรวงครับ -_-
มีคนจบตรี จบโทเยอะๆ ผมว่าดีนะ การปูพื้นฐานความรู้ของคนไทยเป็นเรื่องที่ควรส่งเสริมมากกว่าปิดกัน ซึ่งมหาลัยเปิดโอกาสให้เข้าไปแล้ว ทีนี้ก็อยู่ที่ตัวเองที่ได้รับโอกาสแล้ว จะไขว้คว้าได้เท่าไหร่ …และจะรอดหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
+1 เห็นด้วยกับการ เพิ่มอัตราการเข้าเรียน ปวช ปวส
แนะ อีกอย่าง ต้องลดค่านิยมต่อใบปริญญาลดลง และมองที่ ประสิทธิภาพของแรงงานแทน เพราะแรงงานไทยเราไม่มีประสิทธิภาพ สู้่ตปท ไม่ได้
ประเทศไทยเราต้องการแรงงานที่มีทักษะ ไม่ใช่ต้องการนักวิชาการมาทะเลาะกันคับ
เห็นด้วยครับ แรงงานบ้านเราเรียกร้องแต่ความมั่นคง สวัสดิการเงินเดือน แต่ไม่เคยดูว่าตัวเองมีค่าพอจะได้รับสิ่งเหล่านั้นรึเปล่า นี่เป็นความจริง
งั้น +1 สายอาชีพด้วยอีกคน :D
เมื่อก่อนที่บริษัทก็กำหนดว่าต้องการคนจบตรีเข้าทำงานเป็นหลักครับ...แต่ตอนนี้เลิกแล้ว ผมว่า ปวช. กับ ป.ตรีไม่ต่างกันเลยครับโดยเฉพาะ...อืมต่อ2ปีได้ป.ตรี1ใบ เนี่ย สุดท้ายก็แค่เร่งผลิตคนมาเข้าระบบโดยขาดความพร้อมทั้งทักษะ และวิธีการคิด... แต่น่าสนใจอย่างหนึ่งเพื่อนที่ฮอนด้าบอกว่า ผู้จัดการระดับกลางของฮอนด้า ส่วนใหญ่จบปวช.กันนะครับ เค้าใช้วิธีมอบหมายงานแล้วติดตามซ้ำๆจนไอ้ที่ไม่รู้เรื่องก็ต้องรู้เรื่องจนเก่งเอง รู้กระบวนการธุรกิจที่ตนเกี่ยวข้องทั้งหมดได้ในเวลาไม่ถึงปี จากแนวคิดนี้แสดงว่า จริงๆแล้ว มันอยู่ที่บริษัทจะมีกระบวนการผลักดัน(และกดดัน) ให้คนพัฒนาตัวเองหรือเปล่ามากกว่าที่จะมาหวังว่าเด็กจบปริญญาตรีจะทำอะไรให้กับบริษัทได้ทันที คิดว่าไงครับ
\(@^_^@)/
M R T O M Y U M
+1 เดี๋ยวนี้สายอาชีพมีคนเก่งๆ ไม่แพ้มหาวิทยาลัยเลย เคยไปเจอมา เสียดายที่บริษัทไม่ยอมรับ) แต่ส่วนนึงก็ต้องมาจากความพยายามพัฒนาตัวของตัวเองด้วย
แต่ที่จะทำอย่างแรกเลยคือ
อ่านเว็บ +1
ถ้าได้เป็นจริง เรื่องแรกที่จะทำเลยคือ ยกเลิก พรบ.คอม ปี 50 ต้องรีบทำโดยด่วนเลยละ
ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมขอทำแค่ 3 เรื่องละกัน
แค่ 3 เรื่องนี้ผมว่า รมต. ict ก็เหนื่อยแทบตายแล้วนะกว่าจะทำให้เป็นจริงได้นะ
ส่วนโครงการใหม่ที่อยากทำ คือกองทุนสนับสนุนภาคเอกชนในการจัดแปลตำราภาษาต่างประเทศ แต่ผมคิดไม่ออกว่าจะหามาตรฐานในการเลือกจะสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนตำรา หรือการแปล เล่มไหน ยังไงดี เพราะไม่งั้นเราคงได้ตำราห่วยๆ หลอกเอาตังค์กองทุนมาอีกเยอะ จะเอาเกณฑ์ยอดขายก็ลำบาก เพราะบ้านเราขายดีแต่คู่มือ เล่นmsn สอนไรท์cd สอนดูแคมฟรอก และหนังสือสอนพวกที่ไม่น่าจะต้องสอนทั้งหลาย
จะไปเอาพวกนักวิชาการมาคัดเลือก ผมก็กลัวจะเจอแต่พวกหนังสือภาษาวิชาการอ่านแล้วหลับอีก
ไม่ได้แอนตี้การแปลหนังสือเป็นไทยนะ แต่ผมว่าส่งเสริมให้คนไทยอ่านภาษาอังกฤษคล่องๆ ไม่ดีกว่าเหรอ อย่าลืมว่าการแปลต้องใช้เวลา สมมติว่าแปล 1 เล่ม ใช้เวลา 3เดือน ก็เท่ากับว่าเราล้าหลังคนอื่นไป3เดือน
Lastest Science News @Jusci.net
แล้วบ้านเราอ่านภาษาอังกฤษกันได้กี่ % ล่ะครับ ผมว่าเราต้องเอาส่วนมากนะครับ ไม่อยากให้ได้ความรู้กันตามมีตามเกิด ใครอ่านออกก็ได้ไป ดูอย่างญี่ปุ่นสิครับ แปลแหลกแทบทุกอย่าง บางทีคนเก่งเรามีแต่ไม่มีโอกาสได้รับความรู้ดีๆ เพราะอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก เคยน้อยใจอยู่เหมือนกันบางทีเสิร์ชอะไรซักอย่างหาภาษาไทยอ่านไม่ได้ แต่ภาษาอื่นมีให้พรึ่บ
Freedom Initiative
ประเทศที่แปลหนังสือ ภาษาตปท. เยอะมากคือประเทศญี่ปุ่นนะครับ อิอิ เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ภาษาอังกฤษก็อ่อนๆ เหมือนกับเราแหละ
+1
โดยส่วนตัวแม้จะเห็นด้วยกับการพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของคนไทย แต่ก็เห็นด้วยกับการแปลหนังสือ-ตำราเป็นภาษาไทยเช่นกันครับ คุณภาพทางการศึกษามันจะแปรไปตามหนังสือ-ตำราที่มีเป็นภาษาของเรา ต้องไม่ลืมว่าผู้ที่มีทักษะการอ่านภาษาอังกฤษไม่ดีก็ยังมีอยู่เยอะครับ
การแปลหนังสือ-ตำราเป็นเรื่องดีที่ดี เพราะไม่เช่นนั้นเราจะเสียเปรียบประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักครับ ขอยกตัวอย่างเช่น Singapore ที่คุณภาพทางวิชาการดีมากเพราะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก จึงมีหนังสือหรือตำราให้ค้นคว้าศึกษามากครับ
พูดถึงทางด้าน ICT แล้ว เราๆ เองน่าจะช่วยกันมีส่วนร่วมใน Wikipedia ภาษาไทยด้วยนะครับ :)
Wikipedia นี่เริ่มเขียนกันได้เลย ไม่ต้องรอตั้ง ครม. ครับ
ยังยืนยันคำเดิมเรื่องภาษาอังกฤษครับ แต่ลืมพูดไปอย่างหนึ่ง ต้องสนับสนุนให้มีตำราภาษาไทยครับ (คือตำราที่แต่งโดยคนไทย ไม่ใช่ตำราแปล) แบบนี้ผมว่าจะได้ประโยชน์มากกว่านะครับ
Lastest Science News @Jusci.net
ตำราภาษาไทย ที่ผมเจอมาจะเขียนแบบแปลกๆ
ชอบใช้ศัพท์แปลกๆ ทำให้อ่านแล้ว ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกที - -” ยิ่งงง เข้าไปใหญ่
ผมมองว่าหน้าที่เรื่องภาษาอังกฤษเป็นของกระทรวงศึกษาธิการครับ
LewCPE
ใครไม่มีอะไรจะพูดในงาน BarCamp ก็เอาพวกนี้ไปพูดก็ได้ :P
ทำเป็นรายงานสรุปส่งเปิดผนึกไปที่กระทรวงด้วยสิครับ
http://last0ne.multiply.com
สร้างระบบตรวจสอบค่าใช้จ่ายของโครงการต่างๆที่รัฐบาลสร้างมา จะได้มีข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายๆ จะได้รู้ไปเลยใครโกง ไม่โกง ทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเองหรือเปล่า
เมื่อเงินเอาไปโกงไม่ได้ ก็น่าจะต้องเอามาลงให้ประชาชน ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไร แต่ก็น่าจะดีขึ้นหน่อย เผลอพวกเสือ สิง กระทิง แรด อาจจะไม่เล่นการเมืองหันไปทำอย่างอื่น ให้โอกาศคนรุ่นใหม่ที่ต้องการทำเพื่อประเทศจริงๆเข้ามาทำงานมั่ง
ป.ล. คิดเล่นๆ อย่างอื่นที่คิดมามีคนเสนอหมดแล้ว
“มีเหตุผล” “ซื่อสัตย์” “รับฟังประชาชน” สามอย่างก็พอแล้วมั๊งครับ
โดนหลายความคิดเห็นแย่งไปซะเยอะ…
1. ลดกำแพงภาษี สำหรับวัสดุการผลิต ผลิตภัณฑ์ IT อาทิเช่นวัสดุสำหรับผลิต CD/dvd / Hard disk /flash memory / แผงวงจร
2. ลดค่าใช้จ่าย/ภาษีด้าน สนับสนุนบริษัทขนส่งทั้ง ทางเรือ/อากาศ
3. มาตรฐานการผลิต วัสดุต้อง recycler ได้
4. ต้องจ้างนักวิจัยจากไทยไม่ต่ำกว่า 70%
5. ต้องจัดตั้งเป็น บริษัทมหาชนในไทย (โดยบริษัทแม่ถือหุ้นได้มากสุด30%)
seagate /ibm ผลิต harddisk ส่งออกเป็นแสนล้าน ได้กำไรจากภาษีนิดๆหน่อยก็เยอะมากแล้วครับ ถ้ามีอุตสาหกรรมอื่นๆน่าสนใจ มีโรงงานอุตสาหกรรม จ้างแรงงานอีกเยอะ บริษัท ใหญ่ๆลงทุน คนไทยก็จะไปไกลแน่นอน ยังไงก็ได้ แต่ขออย่าแพ้ เวียดนามกับมาเลย์เลย
เห็นด้วยกับ นโยบายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมด้าน IT แย่งบริษัทที่จะไปตั้งโรงงานที่เวียดนาม
แต่ถ้าคนไทยทำโรงงานเอง สร้างแบรนด์แข่งออกมา น่าจะดีกว่า(ตั้งชื่อเท่ห์ๆ อย่าเอาชื่อไทยมาก นิสัยคนไทยรู้ๆ กัน) ออกแบบสวยๆ)
http://last0ne.multiply.com
ถ้าได้จริงก็ดีมากครับ ปัญหาคือแล้วมีใครทำรึเปล่า อันนี้เอาจริงๆนะ
อย่างน้อย ถ้าเราไม่ผลิตและสร้าง brand เอง ก็ยึดให้ผลประโยชน์อยู่กับเรา
ที่แนะนำให้ชักชวนมาลงทุนและมีนักวิจัยไทย อยู่ก็เพื่อการนี้ครับ คนไทยจะตั้งโรงงาน ด้วยเทคโนโลยี และความสามารถตอนนี้ ผมว่าลำบากครับ งานวิจัยไทยสำเร็จแค่ไหน มีความรู้ใกล้เคียงกับบริษัทระดับโลกบ้างหรือเปล่าครับ? ได้เรียนรู้จากบริษัทเหล่านั้นเราก็จะมีโอกาสครับ
+1 แค่ตั้งโรงงาน ก็ดีมากแล้วผมว่า
ปัญาพื้นฐานสุด ๆ ที่ควรต้องการแก้ด้วยที่สุด
“มาตรฐานภาษาไทยและการตัดคำ สำหรับคอมพิวเตอร์” เพื่อให้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ นำไปอ้างอิงเพื่องานต่าง ๆ ได้ เอาที่มันเป็นหลักเป็นแหล่งสักที ไม่ใช่ต่างคนต่างทำกันเอง ควรมี lib กลางที่แน่นอน มีกลุ่มคนทำงานด้านนี้ชัดเจนในการรับเรื่อง เพื่อนำไปแก้ไขและปรับปรุง สำหรับงานตัดคำของทุก ๆ OS ที่ออกโดยกระทรวง ไม่ใช่ open-source หรือองค์กรภายนอกทำกันเอง อาจจะเอาของ open-source มาปรับและทำเป็นมาตรฐานซะ โดยประกาศออกมาจากทางรัฐบาลเพื่อความน่าเชื่อถือ
ชีวิตการทำงานจะได้สบายกันมากขึ้น ไม่ใช่ google ก็ทำ lib ตัวนึง microsoft ก็ทำอีกตัวนึง ibm ก็ทำอีกตัวนึง แล้วอันไหนคือตัวจริง อันไหนคือตัวที่สมควรใช้กันแน่ รวมถึงความเข้ากันได้อีกตัว ICT คนเป็นเจ้าภาพตามชื่อกระทรวงสักที
ปัญหาพื้นฐานสุด ๆ แต่ไม่มีใครพูดถึง แม้แต่ภาษาตัวเองยังหารากบนโลกของคอมพิวเตอร์ไม่ได้เลยครับ จะให้ไปพัฒนาเรื่องอื่นได้ไง
Ford AntiTrust’s Blog
vote +1
ถ้าเป็นเรื่องสเปกก็มี วทท. 2 นะครับ (ลองหา WTT) เพียงแต่ว่ามันก็เก่ามากแล้ว เห็นด้วยว่าควรจะปรับปรุง
ส่วนทำ lib นี่ผมไม่แน่ใจว่ารัฐควรจะทำเองในระดับ implementation ตามที่ว่าหรือเปล่า คือถ้าทำเดี๋ยวก็โดนข้อหาทำแข่งเอกชน หรือถ้าทำไม่ดี เอกชนก็ทำแข่งด้วยเหตุผลว่าของรัฐห่วยอีก
น่าจะกำหนดมาตรฐานเป็นเอกสาร และทำ lib ที่เป็นต้นแบบเสียก่อนครับ มีเอกสารชัดเจนแน่ชัดแล้วอะไร ๆ น่าจะง่ายขึ้น ส่วนเอกชนจะทำแข่งออกมา แต่ถ้าการทำออกมานั้นทำบนข้อกำหนดบนเอกสารมาตรฐานเดียวกัน ถือเป็นการต่อยอดการสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้น และได้ lib ที่สมบูรณ์แบบมากขึ้น อาจจะใช้มาตรฐาน GPL เพื่อให้มาตรฐานเอกสาร วิธีคิดและ lib ต้นแบบและตัวต่อ ๆ มาดูมีความเป็น public เพิ่มมากขึ้นไปด้วยครับ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมครับผม
Ford AntiTrust’s Blog
Vote +1 ทำแล้ว Public ให้รู้กันทั่วโลกด้วยน่ะ บริษัททำ software จะได้เอาไปใช้ ไม่ใช่ทำมาไม่บอกแอบเก็บเงียบคนเดียว
http://last0ne.multiply.com
ขอแหวกแนวมากๆๆละกัน ^^”
-1 ต่างกับสนับสนุนให้่ windows เป็น os แห่งชาติตรงไหนครับ
ถ้าจะสนับสนุนต้องสนับสนุน open source สิครับ พวก linux อะไรประมาณนี้
มาแนว Mac Evangelist ไง เอิ้กๆ
การสนับสนุน Mac เป็น platform แห่งชาตินี่มันยิ่งกว่า Windows อีกนะ ขอเดาว่าคุณ DoraeMew คงพูดทีเล่นไม่ได้คิดจริง -“-
ฮ่วย … เรื่องแบบนี้ ใครจะคิดจริงละเนี่ย -*-
เอาการเอางานมีคนเอาไปหมดละ ขอหลุดโลกสุดๆ เนี่ยแหละ ฮ่าๆๆ
มันแหวกแนวมากไปหน่อยครับ กลายเป็นไปในทางลบเลยอ่ะครับ
แนะนำให้อ่านกระทู้นี่ด้วย
ทำไมต้องตั้งงบซื้อคอมฯโน๊ตบุ๊คให้ ส.ส. ใหม่ ทั้งที่ๆที่เครื่องเก่าของสภาก็ยังมีอยู่
http://last0ne.multiply.com
รู้สึกกระทู้จะถูกมือที่มองไม่เห็นสั่งลบไปแล้วครับ
สิ่งแรกขอให้เจ้าหน้าที่กระทรวงปลอดจากนักการเมือง ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่เป็นผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรม ICT อย่างแท้จริง ทั้ง Hardware, Software, Communication (ไม่ใช้ว่าแค่คำว่า Opensource คืออะไรยังไม่เข้าใจ หรือ Animation ส่งเสริมไปทำไม)
ส่งเสริมอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช้แค่พูดให้สวยเข้าไว้ จะทำนู้น ทำนี้ แต่เอาเข้าจริง ๆ กับไล่ทะเลาะกัน หรือแก้แค้นกันไปกันมา
อุตสาหกรรมเราเกิดก่อนเพื่อนบ้านตั้งนาน แต่ไม่ไปไหนเลยเพราะกระทรวงนี้ไม่ได้มี power ในการทำอะไรเลย แค่ให้มีเพื่อไม่ตกยุคเท่านั้น หลากหลายประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม ที่แย่งงาน outsource จากเราไป มาเลเซียที่เปิดตัวส่งเสริมเรื่อง animation ใกล้เคียงกับเรา แต่ปัจจุบันมีบริษัท animation เป็น 10 บริษัทที่มีผลงานมาสู่ตลาด แต่เราละเป็นยังไง
เรื่องเร่งด่วน 1. การแข่งขันเสรีด้านการสื่อสาร และ กทช. 2. การเพิ่มอุตสาหกรรมการผลิต HW ให้มากขึ้น 3. ส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้าน SW จากบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติให้มากขึ้น ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี 4. การประสานงานกับกระทรวงศึกษา เพื่อพัฒนาหลักสูตรทางด้านการใช้ ICT และ SW Opensource สำหรับการศึกษาสามัญ ให้เป็นรูปประธรรม 5. ส่งเสริมให้เกิดการผลิตหนังสือ textbook ราคาถูก เช่นเดียวกับที่ิอินเดีย 6. ส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจังในด้าน ICT การร่วมทุนหรือ Incubation center ที่กระจายไปสู่ภูมิภาค
เป็นต้น
พอจะเป็นนักการเมืองกับเข้าได้หรือยังเนี้ย
ตั้งปารีส เป็นเลขาหน้าห้อง ให้ อธิบดี ภายในกระทรวงเปลี่ยนเลขาเป็นสาวแว่น
ผมจะไล่ตัวผมออก เพราะผมไม่ชอบหน้า รมต. กระทรวงนี้สักคน ถ้าผมได้เป็นคงไม่ชอบขี้หน้าตัวเองไปด้วย - -‘
Ton-Or
ผลักดันนโยบายเก่าๆให้มันประสบความสำเร็จมากกว่าเดิม
หน่วยราชการ สถาบันการศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา รวมถึง อาจารย์ครูผู้สอน หันมาใช้ open source, free software แทนที่จะใช้ของเถื่อน ไม่จำเป็นต้องเป็น linux อย่างเดียว
ลดภาษีนำเข้า software, hardware หรือ games จากต่างประเทศ
เจรจาลดค่าลิขสิทธิ์ software (ไม่เฉพาะทางสถาับันการศึกษาเท่านั้น - อาจจะลงไปถึงตัวนักเรียน นิสิตนักศึกษา ผู้ซึ่งยังหารายได้เองไม่ได้) ในทางเดียนกัน ผลักดันให้กฎหมายลิขสิืทธิ์มีความเข้มขวดและและมีโทษรุนแรงมากขึ้น
ให้ความรู้และความเข้าใจ แก่ประชาชนทั่วไป ในเรื่องสิขสิทธิ์ มันคืออะไร ทำไมเราต้องจ่ายตังซื้อ software ที่ถูกกฏหมาย ทำไมถึงใช้ของละเมิดลิขสิทธิ์ไม่ได้ และมันไม่ใช่ของไกลตัว
มองเห็นความสำคัญของ intellectual property ในประเทศไทย
ทุกสิ่งทุกอย่าง ควรเริ่้มจากตัวท่าน รมต. ก่อน ถ้าหัวไม่ขยับ หางจะไม่มีทางกระดิก
โครงการใหม่้ๆ คงจะเป็น ท่าน รมต. พบผู้ประกอบการ, ผู้ให้บริการ, ผู้ใช้บริการ และ ประชาชน
ไม่เห็นด้วยกับการลดภาษี เกมส์ คัับ
Open source แห่งชาติ