Tags:
Microsoft

ไมโครซอฟท์ได้แจกชุดพัฒนาของ Windows Live ID (หรือที่เราคุ้นกันในชื่อ MSN Passport) ในชื่อ Windows Live ID Web Authentication SDK 1.0 แปลง่ายๆ ว่าต่อไปเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่ของไมโครซอฟท์ สามารถทำระบบล็อกอินที่ใช้แอคเคาท์ของ Windows Live ID ได้แล้ว

ใน SDK ไมโครซอฟท์ได้ให้ตัวอย่างการเขียนเชื่อมกับ Windows Live ID ด้วยภาษา ASP.NET, Ruby, Java, Perl, Python, PHP ซึ่งไม่จำกัดว่าต้องใช้เฉพาะบนวินโดวส์ นอกจากเวอร์ชัน Web Authentication ก็ยังมี The Windows Live ID Client 1.0 SDK (Alpha) สำหรับคนอยากเขียนเป็น Win Form ด้วยเช่นกัน

ไมโครซอฟท์อ้างว่ามีผู้ใช้ Windows Live ID ประมาณ 380 ล้านคน เทียบกับคนใช้ OpenID ที่คาดว่ามีประมาณ 120 ล้านคน บ้านเราคนใช้ Hotmail/Windows Live Messenger กันเยอะ ใช้ดีๆ น่าจะมีช่องทาง

ที่มา - MSDN Blog

Tags:

ขอแนะนำสารบัญเว็บ 2.0 ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ที่ เว็บ http://www.go2web20.net/ เมื่อเข้าเว็บ จะพบรายชื่อเว็บ 2.0 พร้อม Logo และคำอธิบาย มีการค้นหาตาม Tag ทั้งหมดทำด้วยแฟลช ซึ่งทำได้ค่อนข้างสวยทีเดียว มีประโยชน์มาก ทำได้ผมได้พบกับเว็บแอปพลิเคชั่นที่ต้องการหลายเว็บทีเดียว

Tags:

แม้ตลาดไอทีกำลังบูมอีกครั้งในสหรัฐด้วยกระแส Web 2.0 แต่ตอนนี้ดูเหมือนสื่อแบบเก่าๆ กำลังกระอักเลือดอย่างหนัก เมื่อบรรดาบล็อกทั้งหลายกำลังเข้ามาช่วงชิงพื้นที่โฆษณากันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยในปีนี้นิตยสารเช่น Business 2.0 มียอดโฆษณาตกลงไปร้อยละ 21.8 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วน PC Magazine นั้นตกลงไปถึงร้อยละ 38.8

เว็บที่เริ่มเข้ามาแทนที่สื่อเดิมๆ อย่างหนักๆ ในช่วงหลังๆ ก็เป็นบล็อกที่เราได้ยินชื่อบ่อยๆ เช่น TechCrunch, GigaOM เป็นต้น โดยตอนนี้สื่อที่โดยกระทบหนักๆ คือสื่อด้านไอทีเป็นหลัก แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ว่าสื่อด้านอื่นๆ จะโดนตามไปด้วย

Blognone ก็เปิดรับโฆษณานะครับ :P

ที่มา - Forbes

Tags:

เราได้เห็นมามากมาย กับ service ต่างๆที่มาเสริมลูกเล่นในด้าน Social Networking เช่น Slide.com, Photobucket.com ที่มาช่วยเพิ่มสีสันเรื่องการแสดงรูปภาพ หรือ service อื่นๆเช่น การตกแต่ง comment ให้สวยงามมากขึ้น การลิงค์บล็อกสู่บล็อก ส่วน service ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจธุรกรรมบน Social Networking นั้น เรานึกแทบไม่ออกเลย

วันนี้จะเสนอเว็บไซต์ที่บริการแสนธรรมดา แล้วมันก็ดูจะเวิร์คดีเสียด้วย นั่นคือ การส่งดอกไม้ผ่าน Social Networking ด้วยบริการของเว็บไซต์ http://www.socialflowers.com/ ที่ว่าเวิร์ค เพราะว่า Social Networking เป็นเรื่องของอารมณ์เสียเป็นส่วนใหญ่ การส่งดอกไม้ในที่นี้ ก็ไม่ใช่การส่งภาพดอกไม้ แต่เป็นดอกไม้สดๆจริงๆ มี Transaction จริง และรับส่งดอกไม้ทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดา เว็บไซต์นี้ เป็นคำตอบแรกๆ ของคำถามที่เกิดจากความรู้สึกของเราๆว่า Social Networking นี่มีแต่ความไร้สาระ มีแต่เรื่องจุ๊กจิ๊ก เด็กๆ และถ้าจะหารายได้จาก Social Networking นั้น เราจะทำได้แต่ของเล่นเท่านั้นหรือ? และ Socialflowers.com บอกด้วยตัวมันว่า มันกำลังตอบโจทย์ข้อนี้อยู่

นอกจากนี้ เว็บไซต์นี้ยังตอบโจทย์ข้อที่สอง ว่าด้วยเรื่องของความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์อีกด้วย เมื่อก่อน การที่จะทำอะไรถึงตัวบุคคล เราก็ต้องเอาความเป็นส่วนตัวเข้าแลก ต้องออกจากหน้าจอออกมาเพื่อไปเจอตัวตนของอีกฝ่ายจริงๆ ที่อยู่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ที่ถ้าไม่จำเป็นแล้ว คนใน Social Networking จะไม่เปิดเผยให้ Contacts หรือ Friends ได้รู้เลย แม้ว่าจะเปิดเผยใบหน้า และเรื่องราวส่วนตัวมากขนาดไหน Socialflowers ก็ตอบโจทย์นี้ ด้วยการใช้ตัวเองเป็นตัวกลางระหว่างผู้ส่งและผู้รับ ผู้ส่งจึงไม่จำเป็นต้องทราบที่อยู่ของผู้รับ เพียงแต่จ่ายเงินตามระบบ ก็เพียงพอ

เรามาดูขั้นตอนในการส่งดอกไม้ของ Socialflowers.com กันสักนิดหนึ่ง อาจจะดูว่าหลายขั้นตอนแต่เมื่อใช้งานจริงก็ไม่น่าจะรู้สึกยุ่งยากอะไรนัก

1. ผู้ต้องการส่งดอกไม้กด Social Flower App ที่ฝังอยู่ในระบบ Social Networking ที่ร่วมรายการ แล้วเลือกผู้รับที่อยู่ใน Friend List 2. พอเลือกปุ๊บ ผู้ต้องการส่งก็จะถูกส่งตัวมาที่หน้าเลือกดอกไม้ในเว็บ Socialflowers.com จากนั้นผู้ต้องการส่งก็ทำตามขั้นตอนการซื้อของออนไลน์ธรรมดา แล้วก็กลับมาที่ Social Network อีกครั้ง 3. ระบบของ Socialflowers.com จะส่งอีเมล์เป็นตัวแทนผู้ต้องการส่งดอกไม้ ไปยังผู้รับ เพื่อแจ้งว่ามีผู้ส่งดอกไม้มาให้ 4. เมื่อผู้รับได้รับอีเมล์แล้ว (หรือได้รับข้อความภายใน Social Network นั้นๆ) ก็คลิกลิงค์ เพื่อไประบุที่อยู่ที่ต้องการให้ดอกไม้ส่งถึง 5. จากนั้นระบบก็จะทำการส่งดอกไม้โดยใช้เครือข่ายร้านดอกไม้กว่า 30,000 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

ในอนาคตอันใกล้คาดว่าจะมีธุรกิจที่ผูกกับ Social Network เพิ่มขึ้นอีกมาก มาดูในฝั่งบ้านเราแล้ว การทำ E-commerce โดยตรงกับ Social Network อย่างนี้ อาจจะยังไม่สามารถเติบโตได้ในขณะนี้ เพราะกลุ่มผู้ใช้ Social Network อาจจะยังไม่หลากหลายนัก แต่ก็ไม่เสียแรงเปล่า ถ้าจะริเริ่มเสียตั้งแต่วันนี้

เพราะยังไงเสีย ผู้เริ่มก่อน มักจะได้เปรียบในสนามธุรกิจอยู่แล้ว

ที่มา http://www.socialflowers.com/

Tags:

สำหรับคนที่ต้องการดูแนวคิดและตัวอย่างของ Web 2.0 ในรูปแบบ Presentation สามารถดาวน์โหลด Presentation ได้ที่ http://www.worawisut.com/downloads/web20.pdf

ที่มา : http://www.worawisut.com/blog-entry/web2-0-presentation/14-jun-2007

Tags:
Amazon

แหล่งข่าวกล้องดิจิตอลที่ใหญ่และน่าเชื่อถือที่สุดอันหนี่งได้ถูกเข้าซื้อจาก Amazon ร้านค้าปลีกบนอินเทอร์เน็ตไปแล้ว หลังจากที่สยายปีกเข้าไปในธุรกิจอื่นๆ ค่อนข้างมาก ครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งแรกที่ Amazon เริ่มแสดงตัวว่าจะบุกเข้าตลาดข่าว

Amazon ระบุว่าคนของ Amazon นั้นเป็นแฟนของ DPReview มายาวนานและยินดีที่จะได้ร่วมงานกันในที่สุด ส่วนทาง DPReview เองก็ระบุว่าการเข้ามาของ Amazon จะทำให้การเพิ่มความสามารถของเว็บทำได้อย่างเต็มที่ โดยทีมงานเดิมจะสามารถมุ่งหน้าผลิตเนื้อหาได้เต็มเวลากว่าเดิมต่อไป

Blognone ขอผมกับ mk คนละล้านอย่างน้อยนะครับ :P

ที่มา - DPReview.com

Tags:
Yahoo!

หลังการเข้าซื้อ Flickr ก็มีคำถามจำนวนมากถึง Yahoo! ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงบริการทั้ง Flickr และ Yahoo! Photos อย่างไรบ้าง ในช่วงแรกเองทาง Yahoo! ยืนกรานมาตลอดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดที่กระทบฐานผู้ใช้เดิม แต่หลังจากการบังคับให้ผู้ใช้ Flickr ทั้งหมดเปลี่ยนไปใช้ Yahoo! ID คำมั่นที่ทาง Yahoo! ให้ไว้ก็เหมือนจะไม่มีความหมายอีกต่อไป โดยล่าสุดทาง Yahoo! เตรียมปิดบริการ Yahoo! Photos ลงแล้ว

Yahoo! Photos ยังคงครองตลาดเป็นอันดับสองอยู่จนทุกวันนี้ แต่ด้วยสัดส่วนการครองตลาดที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทำสวนทางกับบริการ Flickr อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ทาง Yahoo! ตัดสินใจปิดบริการนี้ลงไป

กระบวนการปิดตัวเองของทาง Yahoo! Photos จะกินเวลาทั้งหมดสามเดือน โดยจะให้ผู้ใช้บริการสามรถถ่ายรูปทั้งหมดไปยังเว็บที่ผู้ใช้เลือกได้อย่างง่ายดาย โดยคาดว่าจะให้เลือกไปยังเว็บเช่น Flickr, Shutterfly หรือบริการอื่นๆ โดยทาง Yahoo! ระบุว่ากระบวนการย้ายบริการจะง่ายดายในคลิกเดียวเท่านั้น

ส่วนตัวผมย้ายจาก Flickr ไปอยู่ Picasa Web เรียบร้อยแล้ว

ที่มา - USA Today

Tags:

ExtremeTech มีรายงานการประชันโปรแกรมแต่งภาพบนเว็บ 5 ตัว ได้แก่ Fauxto, Picnik, Picture2Life, Pixenate, Snipshot ซึ่งมีทั้งแบบ Flash และ AJAX

ผลสรุปคือ Fauxto (ภาษาฝรั่งเศสอ่านว่า "โฟโต้") ได้คะแนนด้านฟีเจอร์ไปเยอะสุด ส่วนเรื่องหน้าตาผมว่า (เองว่า) Picnik น่าใช้สุด ทั้ง 5 ตัวสามารถใช้ได้ฟรี

อย่างไรก็ตาม PhotoShop Online กำลังจะออกมาในเร็วๆ นี้ คงต้องรอดูทั้งเรื่องความสามารถ และโมเดลธุรกิจของ Adobe อีกครั้งด้วย

ที่มา - ExtremeTech

Tags:

Blog : Knowledge Revolution RSS Feed : http://feeds.feedburner.com/worawisut

-----------------------------------      ก่อนจะไปรู้จักกับ MySpace ในตอนต่อไป ขอพูดถึง Concept ของเว็บ MySpace (และพวก Hi5, Facebook) ซักหน่อย      เว็บไซต์อย่าง MySpace ภาษาในโลกออนไลน์ยุค Web2.0 เค้าจะเรียกกันว่า “Social Networking”  ซึ่ง Social Networking นี้เนี่ย เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบของสังคมประเภทหนึ่ง ที่มาออนไลน์อยู่บนอินเตอร์เน็ต (หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นสังคมเสมือน “Virtual Communities) หรืออาจจะเรียกว่า Online Community โดยที่สังคมที่เราใช้ชิวิตตอนนี้จะเรียกว่า Offline (ให้มันคู่กัน)     สังคมประเภทที่ว่า มีการขยายตัวแบบ Network หรือเครือข่าย (บางท่านอาจจะคุ้นเคยกับ Amway ซึ่งนั่นก็เป็น Network แบบหนึ่งเช่นกัน คือ มีการขยายตัวแบบต่อๆกันไป)       สมมติว่าให้ผมพูดโฆษณาออกทีวี โดยให้พูดแค่ 15 วินาที     ผมคงจะพูดว่า ”Social Networking เป็นสังคมที่เราสามารถรู้จักเพื่อนๆของเพื่อน และทำให้เป็นเพื่อนของเราได้ อีกด้าน เพื่อนของเรา อยากรู้จักเพื่อนๆของเรา (งงมั้ยครับ) ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยเป็นการรู้จักกันต่อไปเป็นทอดๆ คล้ายเครือข่ายใยแมงมุม ที่โยงกันไปมาได้“ คิดว่าคนทั่วไปคง งง ว่า ไอ้นี่ มันพูดอะไรของมันวะ (ฮ่าๆ) จากคำพูดสั้นๆ ฟังดูเหมือนจะเข้าใจง่ายๆข้างบน แต่การที่จะสร้าง Social Networking นี่ไม่ใช่หมูๆนะครับ Concept ข้างต้นค่อนข้างหยาบเกินไปที่จะบอกว่าเป็น Social Networking ที่ประสบความสำเร็จได้หรือไม่ เพราะเบื้องหลังการมีสังคมประเภท Social Networking มันมีอะไรมากกว่านั้น ----------------------------------- หลักการพิ้นฐานของสังคมทั่วไป ที่จะทำให้สังคมนั้นๆ น่าอยู่ อยู่ได้นานๆ และขยายตัวได้ มีการเจริญเติบโตตามสมควร นั่นคือ พื้นฐานของการให้และรับ (Give&Take) การแบ่งปัน (Sharing & Contribution) เป็นหลักการพื้นฐานของจิตวิทยาด้านสังคม (Social Psychology) และสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฏีทางเศรษฐศาตร์ Peter Kollock ได้ให้กรอบจำกัดความเรื่อง แรงจูงใจในการ Contribute ใน Online Communities มีอยู่ 4 เหตุผล คือ    1.) Anticipated Reciprocity - การที่นาย ก. ได้ให้ข้อมูล ความรู้ กับ Online Community นั้นบ่อยๆมีแรงจูงใจมาจากการที่ ตัวนาย ก. เอง ก็ต้องการจะได้รับข้อมูล ความรู้ อื่นๆกลับคืนมา  เช่น นาย ก.มาโพสต์ข้อความตอบกระทู้บ่อยๆใน Pantip.com จนคนรู้จัก มีความคุ้นเคยกัน ถ้ามีการถามกระทู้ใน Pantip.com กระทู้ของนาย ก. จะมีคนมาโพสต์ตอบเร็วกว่ากระทู้ของคนอื่นที่เป็นคนแปลกหน้ามาโพสต์

2.) Increased Recognition - ความต้องการมีชื่อเสียง และเป็นที่จดจำของคนใน Online Community นั้นๆ เช่น การให้คะแนน ให้ดาว คนที่ตอบคำถามเก่งๆใน Community ทำให้คนคนนั้นดูมียศเหนือกว่าคนอื่น   

3.) Sense of efficacy - ความรู้สึกภาคภูมิใจ คนที่ Contribute อะไรแล้วเกิด Impact กับ community นั้น ย่อมทำให้คนๆนั้นมีความภาคภูมิใจ เช่น นาย A ตั้งกระทู้ใน Pantip.com และมีคนเข้ามาโพสต์ตอบตามมาเป็นหมื่นๆคน ย่อมรู้สึกดีกว่าตั้งกระทู้แล้วไม่มีคนเข้ามาตอบเลย (thanks to aozster สำหรับตัวอย่างที่เห็นภาพดี)         

4.) Sense of Community - เช่น การมีปฏิสัมพันธ์กันหรือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างคนในสังคมนั้นๆ เหมือนมีคนมาตั้งกระทู้หรือเขียนบทความอะไร เรามาอ่านเจอเข้าก็คันไม้คันมือ อยากแสดงความคิดเห็นของตัวเอง การที่ความคิดคนหนึ่ง มีอิทธิพลเหนือคนกลุ่มหนึ่ง หรือ การมีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างร่วมกัน เช่น การรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังทางการเมือง หรือ การรวมตัวกันเพื่อแสดงออกอะไรบางอย่างบน Online Community (อ้างอิงจากหนังสือ "The Economies of Online Cooperation: Gifts and Public Goods in Cyberspace" ของ Peter Kollock)

---------------------------------------

การที่เราถ้าอยากจะสร้าง Online Community ให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครๆจะคิดและทำให้มันสำเร้จได้ง่ายๆ แนะนำว่าก็ให้ตาม Framework ที่เค้าว่าไว้ ซึ่งก็จะมี Design Guideline เบื้องต้นไว้ให้แล้วดังนี้ครับ (ไม่แปลนะ ไปอ่านเอาเอง) Click to see Design Guideline จากนั้น ให้ลองหัดสังเกตุตาม Online Community ดังๆ ว่ากลุ่มคนกลุ่มใหญ่ เค้าเล่นอะไร (หรือมีอะไรดึงความสนใจของคนเหล่านั้น มาเป็นความสนใจร่วมกันในสังคม) แล้วลองไปสังเกตุอีก Online Community อื่นๆ มามีความสนใจแบบเดียวกันรึเปล่า หรือตอบสนอง ต่อความคิดที่คล้ายๆกันรึเปล่า --------------------------------------- บทวิเคราะห์ และ ความเห็น การจ้องมองตัวอย่างความสำเร็จ จาก Web 2.0 ของเมืองนอกที่ดังๆด้าน Social Networking แล้วจะมาประยุกต์สร้างขึ้นเองนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ มันไม่ใช่แค่ว่า คุณมี Flash VDO แบบ Youtube.com มี Photo Album ที่ยอดเยี่ยมอย่าง Flickr.com หรือ แม้แต่จะมี Instant Messenger ที่ดีอย่าง MSN แล้วจะสร้าง MySpace อีกอันขึ้นมาได้นะครับ

แค่นึกถึงเว็บพวกนี้ผมก็คิดออกประมาณสิบกว่าเว็บได้ แล้วทำไมผมต้องคิดถึงเว็บคุณ หรือเปลี่ยนใจมาร่วม Community อันนี้ด้วยล่ะ แค่มี Feature ลูกเล่นที่ชาวบ้านเค้าก็มีกัน ถึงคุณจะ สร้าง Differentiation โดยการอัด Feature เยอะแยะละัลานตา นำหน้าชาวบ้าน... เชื่อผมเถอะ เค้า Copy ได้ใช้เวลาแค่วันเดียว!

สิ่งที่สำคัญที่สุด ผมอยากให้มองไปที่พื้นฐานจริงๆ มองไปที่รากฐาน ความคิด Concept ต่างๆ ว่าทำไมคนที่เล่นเน็ตหลายๆคน จะต้องมารู้จักกัน มาพูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนะกัน มีแรงจูงใจอะไร (ก็ที่เค้าค้นคว้าวิจัยมาจากหลักทฤษฏีทางด้าน Social Psychology ที่พูดไปแล้วข้างบนล่ะครับ)พื้นฐานเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้เราสร้างกระบวนท่า ไม้ตายของตัวเองได้ คงคล้ายๆกับพื้นฐานที่ดี จะฝึกวิทยายุทธอะไรก็ไม่ยาก แต่ถ้าพื้นฐานไม่ดี ต่อให้ได้สุดยอดคัมภีร์ยุทธ ฝึกไปก็ธาตุไฟเข้าแทรกได้ศึกษาไว้นะครับ คนที่คิดว่าจะทำเว็บลอกแบบ MySpace มาใช้ในเมืองไทย ทั้งหลาย...

ปล. ผมคันไม้คันมือ อยากเขียนเรื่อง Second Life มาก อีกไม่นานๆ

 

 reference  Virtual Communities  Social Psychology

Tags:
Yahoo!

ยาฮูได้ซื้อ MyBlogLog ที่พึ่งเปิดให้บริการได้ไม่ถึง 4 เดือน ด้วยเงินประมาณ 10-12 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (จำนวนเงินที่แน่ชัดยังไม่ทราบ) หลังจากถูกซื้อแล้ว MyBlogLog จะไปอยู่ใน Yahoo Developers Network และอาจจะถูกเอาไปผนวกกับบริการอย่างใดอย่างหนึ่งของยาฮู MyBlogLog เป็นเว็บที่ทำให้ผู้เขียนบล็อก ได้รู้ว่ามีใครอ่านบล็อกของเขาบ้าง และกลับกันคือ ทำให้ผู้อ่านได้รู้จักผู้เขียนมากขึ้น ผ่านชุมชนของนักอ่าน และนักเขียนที่ตอนนี้ กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา - Techcrunch, MyBlogLog Blog

Tags:
Wikipedia

ผลการศึกษาจาก Nielsen BuzzMetrics พบว่าในรอบปีที่ผ่านมา บทความ "Web 2.0" เป็นบทความที่ถูกอ้างถึง (ลิงก์หา) มากที่สุดจากบทความทั้งหมดใน Wikipedia

อันดับสองคือ Steve Irvin อื่นๆ ที่น่าสนใจมี Blog, AJAX, Wiki, RSS, Podcast ที่ไม่เกี่ยวกับไอที เช่น Snakes on a Plane เป็นต้น

Wikipedia ถูกอ้างถึงเพิ่มขึ้น 54% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วน UIP เพิ่มจาก 17.8 ล้านคนในเดือนพ.ย. 2005 มาเป็น 37.8 ในเดือน พ.ย. 2006

ที่มา - AdAge, Nielsen

Tags:

Dion Hinchcliffe เจ้าพ่อวงการ web 2.0 ได้จัดอันดับ Best Web 2.0 Software of 2006 ไว้ที่ Web 2.0 Blog ของเค้าไว้เมื่อวันสิ้นปี ผลคือ

Best Web 2.0 Software Social Network: MySpace Start Pages: Netvibes Social Bookmarking: StumbleUpon Peer Production News: Netscape.com (ชนะ Digg ได้ตำแหน่งนี้มาสองปีแล้ว) Social Media Sharing: YouTube Online Storage: Amazon's S3 with JunkleDisk Office 2.0 Suite: Zoho Office Suite

Honorable Mentions Blog Filters: Techmeme Social Music: Pandora Professional Social Network: LinkedIn Consumer Generated Advertising: Chevy Apprentice campaign Online File Conversion: Zamzar Web Application Stack: Ruby on Rails Mashup Tool: Data Mashup

ดูรายละเอียดได้ที่ Dion Hinchcliffe's Web 2.0 blog

Tags:
IBM

กระแส Web 2.0 และ Social Network เริ่มกระจายจากตลาด consumer สู่โลกธุรกิจ เมื่อ IBM ประกาศว่ากำลังทดสอบแนวคิดเหล่านี้ และมีแผนจะเอาไปรวมกับ Lotus Notes ในอนาคต

IBM มีซอฟต์แวร์การสื่อสารภายในองค์กรอย่าง Notes (Groupware), Sametime (IM) และ Workplace (Portal) อยู่บ้างแล้ว ส่วนที่มีแผนจะเพิ่มเข้ามาคือชุด IBM Community Tools (มีหลายอย่าง เช่น event alert), Dogear (bookmark แบบ del.icio.us), RSS และ Atom เป็นต้น

ตอนนี้ IBM กำลังทดสอบซอฟต์แวร์เหล่านี้อยู่ภายใน ถ้าได้ผลดี เราคงเห็นมันถูกผนวกเข้ามาใน Notes ในเร็ววัน

ที่มา - News.com