Subscribe to Brand Inside feed
ธุรกิจ คิดใหม่
Updated: 10 min 10 sec ago

E-Commerce ยังโตอีกแน่ๆ หากค้าปลีกดั้งเดิมยังแก้ปัญหาเรื่องบริหารคลังสินค้าได้ไม่ดี

1 hour 20 min ago

ตอนนี้ศึกระหว่างผู้ให้บริการ E-Commerce กับค้าปลีกดั้งเดิมนั้นหนักหน่วงจริงๆ ยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่มีครัวเรือนสมัครสมาชิก Amazon Prime มากมาย การส่งสินค้าฟรีภายใน 2 วันก็ทำให้พวกเขาไม่ต้องไปห้างร้านอีกต่อไป

การบริหารคลังสินค้าของค้าปลีกต่างๆ บริการคลังสินค้าคือจุดอ่อนที่ต้องรีบแก้ไข

มูลค่าการซื้อสินค้าบนโลก Online ในสหรัฐฯ นั้นมหาศาล ผ่านความสะดวกสบายในการจับจ่าย รวมถึงราคาที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อหาสินค้าทางช่องทางนี้เป็นลำดับแรกๆ จึงไม่แปลกที่กลุ่มค้าปลีกดั้งเดิมจะสต๊อกสินค้าน้อยลง แต่นี่คืออีกจุดตายหากร้านค้าเหล่านี้ยังเดินหน้าแผนดังกล่าวอยู่

เนื่องจากผู้สมัครสมาชิก Amazon Prime ในสหรัฐฯ ที่จะได้สิทธิ์ส่งสินค้าฟรีภายใน 2 วันนั้นมีถึง 55% ของครัวเรือนที่นั่น และพวกเขาต่างคิดมาก่อนแล้วว่า เมื่อจะซื้ออะไรสักอย่างหนึ่ง หากสิ่งนั้นต้องใช้งานภายใน 2 วันหรือมากกว่านั้น ก็จะไปซื้อที่ร้านค้าต่างๆ แต่ถ้ามันยังไม่ต้องใช้เร็วขนาดนั้นก็เลือกจะรอซื้อที่ Amazon แทน

การส่งของใน Amazon.com

แต่ปัญหามันจะเกิดเมื่อสินค้าที่ต้องการซื้อกลับไม่มีในสต๊อก เพราะผู้บริโภคที่สหรัฐฯ จะหยิบ Smartphone ขึ้นมาทันทีเพื่อหาซื้อสินค้าดังกล่าวทั้งทาง Amazon หรือช่องทาง Online อื่นๆ ซึ่งพฤติกรรมนี้ก็เป็นกับกลุ่มครัวเรือนที่ไม่ได้สมัครสมาชิก Amazon Prime ด้วย

และหากเป็นคนที่ซื้อของ Online ครั้งแรก หากพวกเขาประทับใจ ก็จะไม่กลับมาซื้อสินค้าตามห้างร้านต่างๆ อีกหากไม่จำเป็นจริงๆ นั่นยิ่งทำให้วิกฤติของค้าปลีกแดนมะกันนั้นทวีคูณขึ้นไปอีก โดยมีข้อมูลว่า 24% ของรายได้ Amazon ฝั่งค้าปลีกในอเมริกาเหนือนั้นมาจากลูกค้าที่พยายามซื้อสินค้าครั้งแรกถึง 24% จากราว 7 แสนล้านบาท

การบริหารจัดการภายในร้านค้า

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ค้าปลีกแดนมะกันจะต้องพัฒนาระบบบริหารคลังสินค้าให้ได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น RFID เพื่อตรวจสอบสินค้าอยู่ตลอดเวลา และปิดช่องว่างของคำว่า “หมดสต๊อก” ให้ได้มากที่สุด แต่การจะทำอย่างนั้นได้ การตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน และทำบ่อยๆ คือเรื่องที่ต้องทำให้ได้

สรุป

เชื่อว่าในอนาคตเหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นในประเทศไทยแน่ๆ เพราะปัจจุบันผู้บริโภคก็หันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Online กันมากกว่าเดิม และคงเคยพบเจอปัญหาของไม่มีในห้างสรรพสินค้ากันมาบ้าง ดังนั้นการลงทุนเรื่องระบบคลังสินค้า และบริหารประสบการณ์ลูกค้าให้ได้ดีกว่าเดิมในเรื่องการหาซื้อสินค้าก็คงจำเป็นมากในยุคนี้

อ้างอิง // Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เอาจริง! สหรัฐเตรียมเก็บภาษีสินค้าเพิ่มจากจีนอีก 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

3 hours 7 min ago

แรงกดดันในสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐได้ทยอยเพิ่มความรุนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้เกิดความกังวลที่จะกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศลดลง แต่ล่าสุดสหรัฐพร้อมที่จะเพิ่มเพดานการเก็บภาษีสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ภาพจาก Shutterstock

แรงกดดันที่เกิดขึ้นล่าสุดจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือ สหรัฐเตรียมจะเก็บภาษีจากสินค้าจากจีนอีกมูลค่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะมีการเก็บภาษีเหล่านี้ในอัตรา 10% และจะมีผลปลายเดือนสิงหาคมนี้

ก่อนหน้านั้นมีการเก็บภาษีสินค้าจากจีนไม่ว่าจะเป็นเหล็กและอลูมิเนียม รวมไปถึงสินค้าไฮเทคจากจีนมูลค่า 5 หมื่นล้านเหรียญที่พึ่งมีผลไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา

หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการล่าสุดออกมาทำให้เกิดความกังวลจากภาคการเงินถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้ง 2 ที่อาจย่ำแย่ลงได้อีก โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พูดถึงมาโดยตลอดคือท่าทีของประเทศจีนที่ไม่เปิดกว้างทางด้านการค้า ยังรวมไปถึงเรื่องของการละเมิดสิทธิบัตร ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก

ส่วนท่าทีของจีนได้ออกมากล่าวว่าการที่สหรัฐสร้างกำแพงภาษีในครั้งนี้ เปรียบได้กับ “สหรัฐได้รังแกด้านการค้ากับจีน” และยังได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐมูลค่า 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง 1 ในนั้นคือรถยนต์ และล่าสุดรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของจีนได้กล่าวว่า “ช็อกกับสิ่งที่สหรัฐได้ทำลงไป”

มูลค่าการส่งออกจากสหรัฐไปจีนในปี 2017 ที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 188,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนสหรัฐได้นำเข้าสินค้าจากจีนเป็นมูลค่าประมาณ 523,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ยังจะมีชุดใหญ่อีกรอบ

นอกจากนั้นแล้วประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปิดเผยว่าเตรียมที่จะมีการขึ้นภาษีสินค้าจากจีนมูลค่ากว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐได้กล่าวกับ Bloomberg ว่า สหรัฐไม่มีทางเลือกเนื่องจากจีนไม่ได้ตอบสนองต่อสิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำเรื่องของการค้าที่ไม่ยุติธรรมจากจีนเอง

Tao Wang นักวิเคราะห์ของ UBS ได้กล่าวว่า จีนกำลังหาลู่ทางที่จะตอบโต้กับสหรัฐในเรื่องนี้อย่างแน่นอน แต่จะต้องไม่กระทบกับเศรษฐกิจของจีนเองด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี มูลค่าของสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีนกว่า 2 แสนล้านเหรียญนั้นเทียบได้ประมาณ 0.4% ของมูลค่าการค้าทั่วโลก

ที่มาBloomberg, Financial Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

หรือ Toyota จะมาถูกทาง? Shell ประเทศไทย ลั่น รถยนต์ไฮโดรเจนดีกว่าแบตเตอรี่ไฟฟ้า

3 hours 13 min ago

ชวนอ่านมุมมองของ Shell ประเทศไทยต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า โดยเสนอว่า รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตควรจะใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ 100% (แล้วแปลงเป็นไฮโดรเจน) ไม่ปล่อยแบตเตอรี่ไฟฟ้าครองตลาดแต่เพียงผู้เดียว

อัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด

ในระหว่างการประกาศแผน “พลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพ และดีต่อสิ่งแวดล้อม” ของ Shell ประเทศไทย โดยระบุว่ามี 3 แนวทาง Shell ต้องการเดินหน้าคือ

  1. พัฒนานวัตกรรมด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น เพื่อทำให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ
  2. พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  3. พัฒนาศักยภาพของคนในประเทศ เพื่อทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของพลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ

แผนด้านบนสอดคล้องกับทิศทางของ Shell ในระดับโลก ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่น่าแปลกใจอะไร เพราะ Shell เน้นเรื่องพลังงานสะอาดมานานกว่า 1 ทศวรรษแล้ว และเอาเข้าจริงถ้าไปเปิดพอร์ตของ Shell ในปัจจุบัน จะพบว่า ธุรกิจแก๊สในปัจจุบันสูงกว่าธุรกิจน้ำมันไปเรียบร้อยแล้ว

มุมมองของ Shell ต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้า คือ EV ไฮโดรเจน-เชื้อเพลิงชีวภาพ

Brand Inside พบว่า หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของงานครั้งนี้คือ

มุมมองของ Shell ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

อัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เล่าให้ฟังในระหว่างการสัมภาษณ์กลุ่มว่า แนวทางของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของ “แบตเตอรี่ไฟฟ้า” เท่านั้น เพราะอันที่จริงแล้ว รถยนต์ไฟฟ้ามีหลายแบบ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel)

“ทุกวันนี้รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ที่ใช้งานกัน ยังมีราคาสูง นอกจากนั้นหากเกิดการใช้งานจำนวนมาก จำเป็นจะต้องใช้โครงสร้างมารองรับอย่างมหาศาล ทั้งการลงทุนโรงไฟฟ้า เคเบิลลงดิน และสุดท้ายอาจตามมาด้วยการเพิ่มภาษีไฟฟ้า ประชาชนจะรับได้หรือไม่ เพราะหากแบตเตอรี่ไฟฟ้าบูมขึ้นมา รัฐจะสูญเสียภาษีจากน้ำมัน ก็หมายความว่ารัฐจะต้องเก็บภาษีไฟฟ้าเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่”

  • Shell จึงเสนอว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตควรจะใช้เชื้อเพลิงพลังงานจากเอทานอล 100%

ด้วยเหตุผลหลักๆ 2 ประการคือ เป็นการส่งเสริมจุดแข็งด้านเศรษฐกิจที่เน้นการเกษตรของไทยและในภูมิภาคนี้ เช่น อุตสาหกรรมการปลูกปาล์มน้ำมัน ส่วนอีกประการคือความยั่งยืนที่มากกว่าแบตเตอรี่ในด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ

อัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด รถยนต์ไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล-ไฮโดรเจน เป็นเรื่องเดียวกัน

เชื้อเพลิงชีวภาพหรือเอทานอล 100% ที่ Shell เสนอให้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตควรใช้ นับเป็นเรื่องเดียวกันกับรถยนต์ไฟฟ้าไฮโดรเจนที่ทาง Toyota ส่งเสริมและสนับสนุนอยู่ในปัจจุบัน

Shell อธิบายในทางเทคนิคเพิ่มเติมให้ฟังว่า เชื้อเพลิงเอทานอล 100% เมื่อเติมเข้าไปในรถยนต์ไฟฟ้าจะแปลงเป็นไฮโดรเจนและกลายเป็นอิเล็กตรอน นั่นหมายความว่า รถยนต์ไฟฟ้าไฮโดรเจนและเชื้อเพลิงชีวภาพใช้เซลล์พลังงาน (fuel cells) เหมือนกัน

ก่อนหน้านี้ Toyota เป็นหนึ่งค่ายรถยนต์ในไม่กี่รายในอุตสาหกรรมที่ประกาศชัดว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่จะยังไม่มาในเร็วๆ นี้ ทางบริษัทจึงเดินหน้าลุยรถยนต์ไฮบริดและไฮโดรเจนต่อไป แต่ดูแล้วมุมมองต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตของ Shell ค่อนข้างสอดรับและไปได้ดีกับวิสัยทัศน์ของ Toyota เพราะฉะนั้น จึงน่าติดตามดูต่อว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป และใครจะเป็นผู้ชนะในสนามนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

และแล้ว Jurassic World: Fallen Kingdom ก็ทำเงินทั่วโลกเกิน 1 พันล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อย

11 hours 16 min ago

Jurassic World: Fallen Kingdom ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ของปี 2018 ที่ทำเงินทั่วโลกแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ

หนังเรื่องแรกของปีที่ไม่ใช่ Disney และทำเงินเกิน 1 พันล้านเหรียญ

และแล้ว Jurassic World: Fallen Kingdom จากค่าย Universal Pictures ที่ใช้ทุนสร้างทั้งหมด 170 ล้านดอลลาร์ ก็โกยรายได้ทั่วโลกได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อย (ตัวเลขตรงๆ คือ 1,060,942,665 ดอลลาร์) โดยรายได้แบ่งเป็น

  • รายได้จากแถบอเมริกาเหนือ 304.8 ล้านดอลลาร์
  • รายได้จากทั่วโลก 700.7 ล้านดอลลาร์

Jurassic ภาคนี้เป็นภาพยนตร์ภาคต่อจาก Jurassic World ที่เข้าฉายในปี 2015 โดยภาคแรกทำรายได้ไปถึง 1.6 พันล้านดอลลาร์ ปัจจุบันขึ้นแท่นเป็นหนังทำเงินอันดับที่ 5 ของโลก ถูก Avengers: Infinity War หนังฮีโร่ของค่าย Marvel (Disney) ทำรายได้แซงหน้าไปได้

อย่างไรก็ตาม Jurassic World ภาค 2 นี้นับเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ของปี 2018 ที่ทำรายได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และที่สำคัญไม่ได้มาจากค่าย Disney ที่มีหนังฮีโร่ถึง 2 เรื่องซึ่งโกยเงินรวมกันในปีนี้ไปมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์แล้วในปัจจุบัน

  1. Black Panther ทำเงินไป 1.34 พันล้านดอลลาร์
  2. Avengers: Infinity War ทำเงินไป 2.03 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม Jurassic ยังมีภาคต่อที่จะเข้าฉายในปี 2021 อีกด้วย

ที่มา – GameSpotWikipedia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ปีนี้ยังถ่ายสด TrueVisions ย้ำถ่ายสดพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ พร้อมเจรจา Facebook ในอนาคต

14 hours 35 min ago

Brand Inside ได้นำเสนอไปแล้วว่า Facebook ประกาศได้ลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ฤดูกาล 2019-20 จนถึง 2021-22 รวม 3 ฤดูกาล ในกลุ่มประเทศ เช่น ไทย, ลาว,​ กัมพูชา และเวียดนาม แต่นั่นยังไม่ได้เริ่มต้นในฤดูกาลแข่งขันที่จะถึงนี้ (2018-19)

ภาพจาก Shutterstock

TrueVisions เลยรีบออกมาประกาศชัดว่า ในฤดูกาลแข่งขัน 2018-19 ที่กำลังจะเริ่มหลังจากฟุตบอลโลกจบลง TrueVisions ยังถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดอยู่เช่นเดิม เริ่มเปิดฤดูกาลวันที่ 10 ส.ค. เป็นต้นไป โดยจะได้ดูครบ 380 แมตช์ ทั้งบนหน้าจอทีวี และบนมือถือ และยังมีการแข่งขันฟุตบอลรายการอื่นๆ ด้วย

• รายการฟุตบอลต่างประเทศ ได้แก่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลาลีก้า สเปน, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี, ลีก เอิง ฝรั่งเศส, บุนเดสลีก้า เยอรมัน, เมเจอร์ลีก ซอคเกอร์, เอเรดิวิซี่ ลีก (พรีเมียร์ ดัตช์ ฮอลแลนด์), พร็อกซิมัส เบลเยี่ยม ลีก และ เจ 1 ลีก
• รายการฟุตบอลไทย ได้แก่ โตโยต้า ไทยลีก, เอ็ม 150 แชมเปี้ยนชิพ, ช้างเอฟเอ คัพ และโตโยต้า ลีก คัพ

ศึกษิฐ ชลศึกษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป จำกัด บอกว่า กรณีที่มีข่าวเรื่องการได้รับลิขสิทธิ์ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของ Facebook ในฤดูกาลต่อไป 2019/20-2021/22 นั้น ทรูวิชั่นส์ กรุ๊ป กำลังรอข้อมูลที่ชัดเจน และยินดีที่จะเจรจากับทาง Facebook ต่อไปอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เมื่อเงินออม-เงินใช้มันปนกัน TMB จัด “ME Move” อยากใช้ได้ใช้ อยากออมดอกเบี้ยสูง

15 hours 14 min ago

ในสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ไม่ว่าจะเรื่อง กิน เที่ยว ช้อปปิ้งเราก็ใช้เงินสดกันน้อยลง และหันมาใช้จ่ายผ่านโมบายแบงก์กิ้งมากขึ้น แน่นอนว่าปัญหาใหญ่คือ เงินออมกับเงินส่วนที่ใช้จ่ายปนกันไปหมด ดังนั้นเพิ่อแก้ปัญหานี้ ME by TMB ก็เตรียมบริการใหม่ไว้ให้ลูกค้าแล้ว

ต่อยอดบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงของ ME เพิ่มบัญชีสำหรับใช้จ่าย “ME Move”

มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบี และ ME by TMB บอกว่า เมื่อ
6 ปีก่อน ME by TMB เป็นธนาคารดิจิทัลแห่งแรกที่เกิดขึ้นในไทย โดยมีผลิตภัณฑ์เงินฝาก ME ที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด 4.5 เท่า (ปัจจุบันอยู่ที่ 1.7% ต่อปี) แต่ตอนนี้ทางธนาคารเพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่บัญชีเพื่อการใช้จ่ายในชื่อ “ME Move”

“กลยุทธ์ของ ME คือให้ลูกค้ามีเงินออมแบบได้อัตราดอกเบี้ยดีที่สุด ผ่าน ME Save (บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของ ME)  และเมื่อลูกค้าเปิดบ๊ญชีคู่กับ บัญชีเพื่อการใช้จ่าย ME Move ลูกค้าจะสามารถตั้งค่าโอนเงินส่วนที่เหลือจากการใช้งานไปรับดอกเบี้ยสูงขึ้นได้อัตโนมัติ”

ปัจจุบันฐานลูกค้า ME by TMB อยู่ที่ 3.3 แสนบัญชี ซึ่งเราตั้งเป้าหมายว่าจะมีลูกค้าเปิดบัญชี ME Move ที่ 40,000 บัญชี ภายในปีนี้ โดยใน 3 สัปดาห์ที่ผ่านหลังการออก ME Move มีลูกค้าเปิดบัญชีกว่า 9,000 บัญชี

ฟีเจอร์ใหม่ Balance Sweep ให้ลูกค้าตั้งค่าโอนเงินเข้าบัญชีออมดอกฯสูงอัตโนมัติ

ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร ME by TMB บอกว่า ปัจจุบันคนไทยมีเงินฝากกว่า 80 ล้านบัญชี หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ได้ดอกเบี้ยที่ประมาณ 0.5% เท่านั้น แต่เขาก็ต้องฝากไว้เพราะอยากเก็บไว้เป็นเงินฉุกเฉิน

จากเหตุนี้เองที่ทำให้ ME by TMB มีฟีเจอร์ Balance Sweep เป็นที่แรกในไทย ให้ลูกค้าสามารถตั้งค่าการโอนเงิน (Sweep) ส่วนเกินจากการใช้จ่าย เข้าบัญชีเงินฝากดอกเบี้ยสูง ME Save ของตนเองได้ง่ายขึ้น

หลักๆฟีเจอร์นี้จะให้ลูกค้าตั้งค่า 2 อย่างคือ 1. กำหนดได้ว่าจะมีเงินคงเหลือในบัญชี ME Move เท่าไร เช่น ตั้งไว้ที่ 10,000 บาท ถ้ามีเงินโอนเข้ามา ส่วนเกินนั้นจะถูก Sweep ไปที่ ME Save 2. ลูกค้าสามารถตั้งค่าการ Sweep ได้ทั้งแบบรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และตั้งค่าให้เงิน Sweep ไปออมรับดอกเบี้ยสูงบ่อยเท่าไรก็เลือกได้

“ในยุคดิจิทัล ลูกค้าควรจะมีบัญชีเพื่อการออมเงิน และเพื่อการจ่ายเงินแยกจากกันชัดเจน ซึ่งบัญชี ME Move เป็นบัญชีเพื่อการใช้จ่ายดิจิทัล สามารถใช้จ่ายรายการที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน เรากำลังพัฒนาอีกเยอะ จุดเด่นคือ ME Move ยังปลอดค่าธรรมเนียม 100% ไม่ว่าจะเป็น ค่าธรรมเนียมการโอน การเปิดบัญชี หรือค่าธรรมเนียมบัตร รวมถึงสามารถโอนเงินต่างแบงก์ได้ทันที”

เตรียมอัพเกรด ME Move เชื่อมพร้อมเพย์ เปิด Virtual Card

เฟสแรก ME Move สามารถโอนเงินข้ามแบงก์ได้ โดยไม่เสียค่าธรรม มีฟีเจอร์ Balance Sweep ส่วนเฟส 2 เราเตรียมพัฒนาให้ ME Move เชื่อมาการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ สามารถชำระค่าสินค้า ค่าสาธารณูปโภค (Bill Payment) เติมเงิน (Top-ups) ฯลฯ ซึ่งคาดว่าจะเห็นในปลายไตรมาส 3 ปี 2561

ส่วนเฟสที่ 3 ทางเราจะพัฒนาไปถึงการออก Virtual Card หรือบัตรเสมือนจริงที่ให้ลูกค้าสามารถใช้ซื้อสินค้าออนไลน์ได้ ซึ่งจะเห็นในไตรมาส 4 ปีนี้ นอกจากนี้ทางธนาคารเตรียมออกฟีเจอร์ใหม่ๆที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การชำระเงินผ่านระบบ Contactless payments การชำระเงินด้วย QR code และการถอนเงินจากตู้ ATM โดยไม่ใช้บัตร (Card-less ATM withdrawals) เป็นต้น

“ตอนนี้เราพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ ให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้าใช้งานได้ง่าย ใช้ได้จริงและสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่ม Gen Y (เกิดระหว่างปี 2523-2540) Gen Z (เกิดหลังปี 2540)เป็นหลัก ให้สามารถบริหารการเงินได้คล่องตัว ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องไปสาขา อย่าง ME Move ลูกค้าใช้เวลาสมัครแค่ 2 นาทีบนโมบายแบงก์กิ้งเท่านั้น”

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ ME กำลังพัฒนาอยู่คือ การทำ E-KYC หรือการระบุตัวตนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าใหม่สามารถสมัครใช้งานผลิตภัณฑ์ของธนาคารได้ โดยไม่ต้องแสดงตัวที่สาขา ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างกระบวนการขออนุญาตเข้าทดสอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ถือเป็นก้าวสำคัญร่วมกันระหว่างอุตสาหกรรมธนาคาร

 

สรุป

ME by TMB  เปิดตัวบัญชีเพื่อการใช้จ่ายในชื่อ ME Move เพื่อให้ลูกค้าบริหารเงินส่วนตัวได้ดีขึ้น เพราะสามารถแบ่งเงินที่จะใช้ แต่ถ้ามีเงินส่วนเกินที่ใช้ก็ตั้งค่าให้โอนไปรับดอกเบี้ยสูงที่บัญชีเงินฝาก ME Save (เงินฝากออมทรัพย์ของ ME เดิม)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

YouTube เอาจริงทุ่มงบ 25 ล้านเหรียญฯ กำจัดข่าวปลอม

15 hours 35 min ago

เป็นที่รู้กันดีว่า YouTube เป็นแพลทฟอร์มคลิปวีดิโอที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ สามารถทำ Channel เองหรือจะอัพโหลดคลิปวีดีโอขึ้นไปให้ทุกคนบนโลกเห็นได้ด้วย แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะอัพแต่เรื่องที่ถูกต้อง บางคนทำผิดเรื่องลิขสิทธิ์ สร้างข่าวลวง หรือเผยแพร่ข้อมูลผิดๆ ออกไปด้วย

Robert Kyncl, global head of content ของ YouTube Inc.
ภาพจาก CNBC “YouTube” ทุ่มงบ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดข่าวปลอมบนแพลทฟอร์ม

ล่าสุดมีข่าวจาก YouTube ว่าจะลดข่าวปลอมบนแพลทฟอร์ม โดยใช้เม็ดเงินประมาณ 25 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากในโครงการ Google News Initiative ที่มีมูลค่าโครงการรวม กว่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ 

โดยเม็ดเงินที่ว่าจะลงทุนใน 3 ส่วนหลักๆ คือ 1. การสร้างความร่วมมือด้านข่าวสาร โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสื่อเช่น Vox Media, Brazil’s Jovem Pan and India Today และ media experts มาร่วมสร้างและพัฒนาข่าวบน YouTube นอกจากนี้เงินในกองทุนยังมีกระจายไปในอีก 20 องค์กรทั่วโลกเพื่อพัฒนาการสร้างข่าว และสร้างสื่อวีดีโอให้ดีขึ้น

ส่วนที่ 2. Youtube มีการปรับอัลกอริทึ่มของแพลทฟอร์ม โดยปรับรูปแบบของเว็บไซด์ และหน้าแอปพลิเคชั่น ให้ส่วนที่เป็น Highlight มีพื้นที่สำหรับข่าวสำคัญ ข่าว Breaking news และจะมีพื้นที่ข่าวสำหรับข้อมูลจากทางการ ข้อมูลที่มีการรับรองจากหน่วยงานผู้กำกับ รวมถึงการแสดงข่าวท้องถิ่นมากขึ้นบน YouTube app สำหรับ TV

ภาพจาก shutterstock ดึง 6 คนดังบน YouTube สอนเด็กและวันรุ่นในการแยกแยะข่าวจริง-ข่าวปลอม

แน่นอนว่า Youtube เป็นแหล่งรวมคนดัง และดาวเด่นในหลายกลุ่ม ดังนั้นทาง YouTube จึงคัด 6 คนดัง ได้แก่ Ingrid NilsenMark WatsonJohn GreenASAP ScienceDestin Sandlin และ Alonzo Lerone มาช่วยสื่อสาร ให้ความรู้เรื่องสื่อในปัจจุบันกับเด็กและวัยรุ่น รวมถึงการแยะแยะข่าวจริงออกจากข่าวปลอม 

ส่วนตัว Nilsen เองมีคนกดติดตาม (YouTube subscribers) กว่า 3.8 ล้านคน โดยวันที่ 1 มิ.ย. ที่ผ่านมา เธอเพิ่งจะไปพูดในงาน the Teen Vogue Summit เรื่องการหาข้อมูลที่แท้จริง และการตรวจสอบข้อมูลบนโลกออนไลน์

ในขณะที่ Green เป็นเจ้าของ Channel บน Youtube ซึ่งมีผู้ติดตามกว่า 7.1 ล้านคน โดยเขาทำซีรีย์ เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ ในหัวข้อต่างๆ เช่น ปัญหาของสื่อ การโฆษณาบนช่องทางออนไลน์ การเป็นเจ้าของสื่อ อิทธิพลและความกดดันของสื่อ ฯลฯ และเขายังเป็นที่รู้จักในฐานะนักเขียนหนังสือวัยรุ่นชื่อดัง เช่น  “The Fault in Our Stars” (ที่ทำเป็นภาพยนต์ไป) และ “Paper Towns” รวมถึงเป็นผู้ก่อตั้ง social media star conference ชื่อ Vidcon

ภาพจาก shutterstock YouTube เพิ่มคลังความรู้ สู้ข่าวปลอม

และสุดท้ายทาง YouTube จะเพิ่ม ตัวอย่างข่าวและ Link บทความข่าวจากสำนักข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อสู้กับข่าวปลอมในเหตุการณ์ต่างๆ นอกจากนี้จะเชื่อมฐานข้อมูลภายนอกอย่าง Wikipedia และ Encyclopaedia Britannica ไปติดไว้ในหัวข้อที่มีความเข้าใจผิด เช่น การลงจอดบนดวงจันทร์ การทิ้งระเบิดในเมือง Oklahoma

ข้อดีของโครงการที่ Youtube ทำนอกจากจะลดการแพร่กระจายของข่าวปลอมบนแพลทฟอร์ม YouTube แล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับองค์กรที่รายงานข่าวอย่างถูกต้องด้วย 

ที่มา CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ชุดชั้นใน Figleaves จัด 12 พรีเซ็นเตอร์ไม่ขายเซ็กซี่ อวบ-แก่ก็แซ่บได้

18 hours 21 min ago

Figleaves แบรนด์ชุดชั้นในแดนผู้ดีอังกฤษได้ออกแคมเปญ #beautyhasnobounds เพื่อส่งเสริมหญิงสาวทุกคนที่มีความหลากหลายทางร่างกาย เชื้อชาติ ศาสนา

โดยปกติแล้วจะเห็นโฆษณาของแบรนด์ชุดชั้นในจะขายความเซ็กซี่ของนางแบบ เพื่อดึงดูดให้สาวๆ สนใจ จึงได้เห็นเฉพาะนางแบบหุ่นดี น่าตาดีเสียส่วนใหญ่

แต่ Figleaves แบรนด์ชุดชั้นในประเทศอังกฤษได้ออกแคมเปญ #beautyhasnobounds เป็นการสร้างพลังบวกแก่สาวๆ ทั่วโลก ด้วยการคัดเลือกสาว 12 คนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์

ซึ่ง 12 คนดังกล่าวไม่ได้เลือกนางแบบเซ็กซี่เพื่อทำการขายของ แต่เป็น 12 สาวที่มีความหลากหลายทั้งรูปร่าง หน้าตา เชื้อชาติ อายุ บางคนก็พิการด้วย

แคมเปญนี้ได้ร่วมกับ Milk Management เป็นโมเดลลิ่ง เอเยนซี่ทำการคัดเลือก 12 คนให้เหมากับแคมเปญมากที่สุด มีทั้งนางแบบรุ่นเดอะวัย 59 ปี นางแบบร่างอวบ หรือนางแบบที่พิการแขนซ้ายแต่กำเนิด แต่นำมาอยู่รวมกันเพื่อสร้างความหมายใหม่แก่สังคม

สาวอวบ สาวพิการ

ไอเดียนี้มาจากที่แบรนด์ต้องการความหลากหลาย และต้องการความแข็งแกร่งที่แสดงออกมาผ่านความแตกต่างของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นอายุ เชื้อชาติ ศาสนา

หวังให้ภาพเหล่านี้เป็นตัวแทนในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก และให้อุตสาหกรรมนี้เปิดกว้างให้มากขึ้น ไม่ได้ยึดติดแค่นางแบบหุ่นเซ็กซี่ว่าเป็นคนสวยที่สุดอย่างเดียวเท่านั้น แต่สาวๆ ทุกคนมีความงามของตัวเองไม่ว่าจะเกิดมาในลักษณะไหน

มีสาวเอเชียลูกครึ่งเกาหลีด้วย

รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับสาวๆ ได้อีกว่า ความงามไม่ได้มีขอบเขต สามารถพบได้ในตัวเอง ยังสะท้อนกลับไปที่แบรนด์ได้อีกว่าเป็นแบรนด์สำหรับสาวๆ ทุกวัย ไม่ว่ารูปร่างไหน เชื้อชาติอะไรก็สามารถใส่ได้

Source

ภาพจาก IG: figleavesofficial

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

May’s Garden House Restaurant ร้านอาหาร My Neighbor Totoro แห่งแรกในไทย

10 July 2018 - 17:57

บทความโดย วนัสนัน จันโททัย

แฟนพันธุ์แท้อนิเมชั่นจากค่าย Studio Ghibli จะต้องร้องว้าวกับร้าน May’s Garden House Restaurant ร้านอาหารที่มาในธีมการ์ตูนสุดน่ารักจากเรื่อง My Neighbor Totoro ที่สำคัญร้านนี้อยู่ในประเทศไทย กลางกรุงเทพ ซอยสุขุมวิท 29 Brand Inside พาไปลองกัน

เฟเดริโก โกลปิ กริมานิ เจ้าของร้านได้ลิขสิทธิ์มาจาก Studio Ghibli โดยตรง เพราะได้ร่วมงานกับ โทชิโอะ ซูซูกิโปรดิวเซอร์และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Studio Ghibli บริษัทภาพยนตร์และการ์ตูนอนิเมชั่นชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นมานาน

ความเป็นมาของชื่อร้านนั้นมีความบังเอิญตรงที่ว่า โทชิโอะ ซูซูกิ มีโอกาสมาเที่ยวที่ประเทศไทยแล้วชื่นชอบอาหารร้านอีสานร้านหนึ่งในอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา แล้วได้พูดคุยกับเจ้าของร้าน ชื่อ เมย์ ชื่อเดียวกับตัวละครหลักในเรื่อง My Neighbor Totoro เลยเป็นที่มา May’s Garden House Restaurant

ถึงร้านจะอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพ แต่บรรยากาศข้างในทำให้เหมือนเป็นบ้านหลังน้อยๆ ของ Totoro คล้ายกับในเรื่อง My Neighbor Totoro เลย ที่อยู่ท่ามกลางสวนธรรมชาติ มีพื้นที่นั่งเล่น มีมุมถ่ายรูปน่ารักๆ มีห้องชมสินค้าตัวอย่าง มีตุ๊กตา Totoro ตัวยักษ์

ความพิเศษเมนูของหวานนั้นจะเป็นธีมตัวละครในเรื่อง My Neighbor Totoro หมดเลย แต่ใครจะไปก็ขอให้เตรียมเงินในกระเป๋าไปอย่างน้อยๆ 1,000 บาท เพราะอาหารในร้านราคาก็หนักไม่ใช่น้อย ยิ่งเห็นความน่ารักแล้วอาจจะอดใจไม่ไหวสั่งมาหลายเมนู (เพื่อถ่ายรูป) โดยราคาเฉลี่ยเมนูละ 300 บาท

ตัวอย่างเมนูยอดฮิต คือ Makkuro Kurosuke in a Matcha Bath (ฝุ่นตัวน้อย คุโรซึเกะสอดไส้ถั่วแดงอังซึกิในอ่างน้ำเชื่อมชาเขียวสั่งตรงจากญี่ปุ่น) ราคา 300 บาท NekoBus Has Come to Town (ทาร์ตรถบัสแมวรสชาไทย สอดไส้กาแฟและคาราเมล) ราคา 300 บาท Fluffy Minitotoro Steamed Buns in Caramel Sauce (หมั่นโถวโทโทโร่ตัวจิ๋ว) ราคา 290 บาท

ช่วงนี้ยังเป็น Soft Opening อยู่ใครอดใจรอวัน Grand Opening ไม่ไหวมากันก่อนได้เลย ร้านจะอยู่ในซอยสุขุมวิท 29 ใกล้ สสท (สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทยญี่ปุ่น) ไม่ต้องเอารถมา เพราะไม่มีที่จอดรถ แนะนำว่าควรจองล่วงหน้าด้วยเพราะคนเข้าร้านเต็มเกือบทุกวัน (หยุดวันจันทร์) โทรร้านคือ 02-034-9127

ส่วนใครที่สนใจรอวัน Grand Opening ติดตามได้ทางเพจ May’s Garden House Restaurant ประมาณเดือนกันยายนนี้ เชื่อว่าของตกแต่งและเมนูจะเพิ่มขึ้นอีกมากมาย แฟนๆ Totoro และ Studio Ghibli ไม่ควรพลาด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตลาดเกม 90,000 ล้านบาทเดือดจัด Singtel ดึงพาร์ทเนอร์ทั่วอาเซียนจัดแข่งขัน E-Sport

10 July 2018 - 16:40

ตลาดเกมตอนนี้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอาเซียนที่มีผู้ชม E-Sport กว่า 20 ล้านคน และมีมูลค่าตลาดในปี 2560 ที่ 2,600-2,800 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 90,000 ล้านบาท) ทำให้ยักษ์โทรคมนาคมที่นี่จะอยู่เฉยไม่ได้

Singtel กับก้าวสำคัญในตลาดเกม

เมื่อการเล่นเกมกลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของกลุ่ม Millennial ทั่วโลก ซึ่งในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีพฤติกรรมแบบนี้เช่นกัน ประกอบกับทิศทางการรับชมการแข่งขันเกม หรือ E-Sport ก็เป็นที่นิยมมากขึ้น สังเกตจากยอดผู้ชมการแข่งขันบางรายการที่มากกว่ายอดรับชมลีกบาสเก็ตบอล NBA และอเมริกันฟุตบอล NFL แล้ว

มากกว่านั้นการที่เกมต่างๆ เริ่มถูกนำไปบรรจุในมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างเอเชียนเกมส์ และโอลิมปิก แม้จะเป็นแค่กีฬาทดลอง แต่ก็ถือเป็นก้าวสำคัญในวงการเกมที่จะถูกยอมรับในวงกว้าง จึงไม่แปลกที่องค์กรยักษ์ใหญ่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีจะหันมาสนับสนุน E-Sport กันมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นคือกลุ่ม Singtel

อาเธอร์ แลง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มสิงค์เทลอินเตอร์เนชั่นแนล เล่าให้ฟังว่า ตลาด Mobile Game นั้นมีมูลค่าสูงกว่า PC Game แล้ว ทำให้บริษัทในฐานะผู้นำของบริการโทรคมนาคมต้องเข้ามายกระดับ E-Sport เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และยิ่งบริษัทเป็นเบื้องหลังในการเล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือมันก็ยิ่งสำคัญ

ครั้งแรกกับการดึงพันธมิตรทั่วอาเซียน

“นอกจากบริการโทรคมนาคมไร้สายที่เป็นผู้นำ ในฝั่ง Broadband ทางกลุ่มก็ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้หลากหลาย ประกอบกับบริการเสริมต่างๆ เช่นการชำระเงินแบบ Operator Billing และอื่นๆ ดังนั้นการเข้ามาในโลก E-Sport ก็ยิ่งเป็นทิศทางที่เราต้องเข้าไปสนับสนุน”

ล่าสุดกลุ่ม Singtel ได้จัดการแข่งขัน PVP E-Sports Championship การแข่งระดับภูมิภาคที่ให้บริษัทในเครืออย่าง Optus จากออสเตรเลีย, Airtel จากอินเดีย, AIS จากไทย, Globe จากฟิลิปปินส์ และ Telkomsel จากอินโดนีเซีย จัดแข่งขันในแต่ละที่ เพื่อหาแชมป์มาแข่งขันชิงรางวัล10 ล้านบาทที่สิงคโปร์ในวันที่ 2-7 ต.ค.

สำหรับในประเทศไทย AIS จะเปิดรับผู้สมัครแข่งขันระหว่างวันที่ 25 ก.ค.- 15 ส.ค. โดยจะแข่ง 2 เกมประกอบด้วย DOTA 2 ในฝั่ง PC Game ที่ผู้ชนะเลิศจะได้เงินรางวัล 6 แสนบาท กับ RoV ในฝั่ง Mobile Game ที่ผู้ชนะเลิศจะได้เงินรางวัล 1 ล้านบาท

ตลาดในประเทศไทยที่ยังเปิดกว้าง

ปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เสริมว่า มูลค่าตลาด Mobile Game ในไทยที่เกี่ยวกับการซื้อ Item และอื่นๆ ภายในเกมนั้นจะมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทในปี 2561 ซึ่งเติบโตเฉลี่ย 30% ทุกปี ดังนั้นลูกค้ากลุ่ม Gamer ของบริษัทจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ

“เราเป็นเบื้องหลังของพวกเขา ผ่านการพัฒนาโครงข่ายที่เสถียรทั้งฝั่งมือถือ และอินเทอร์เน็ตบ้าน ยิ่งจำนวนผู้เล่นเกมในประเทศไทยน่าจะมีถึง 20 ล้านคน การที่เราจะออกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเกมมากกว่าเดิม เช่นแพ็คเกจ หรือการนำเข้าโทรศัพท์มือถือที่ใช้เล่นเกมโดยเฉพาะมาจำหน่ายก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ”

ในทางกลับกันทิศทางการสนับสนุน E-Sport ในประเทศไทยนั้น AIS จะเน้นที่การสนับสนุนการแข่งขันภาพรวม มากกว่าการเน้นสนับสนุนเฉพาะทีมแข่งขัน ขณะเดียวกันยังไม่ได้เน้นการทำรายได้จากฝั่ง E-Sport มากนัก เพราะการเป็นเบื้องหลังการสามารถสร้างรายได้เข้าบริษัทตามการเติบโตของตลาดได้อยู่แล้ว

สรุป

ถือเป็นอีกครั้งที่วงการเกมในอาเซียนถูกขับเคลื่อนครั้งใหญ่ เพราะการจัดแข่งชิงเงินรางวัลหลัก 10 ล้านบาทไม่ใช่เรื่องที่จัดขึ้นง่ายๆ การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงแสดงให้เห็นว่า E-Sport ที่นี่เป็นอีกโอกาสสำคัญของหลายธุรกิจ ไม่ใช่แค่กลุ่มที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่หมายถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่สามารถเข้ามาชิงเค้กจากมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทของอุตสาหกรรมนี้ได้เช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Volvo เปลี่ยนไอคอนที่จอดรถใหม่ รับความหลากหลายของครอบครัวยุคนี้

10 July 2018 - 14:53

Volvo ได้ออกแบบโลโก้สำหรับที่จอดรถของครอบครัวขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับกับเทรนด์ของครอบครัวยุคนี้ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ได้จำกัดแค่พ่อ-แม่-ลูก

โดยปกติแล้วตามศูนย์การค้า หรือที่สาธารณะจะมีพื้นที่จอดรถ Priority Parking หรือพื้นที่จอดรถพิเศษสำหรับครอบครัว คนพิการ คนชรา หรือสตรีมีครรภ์ ซึ่งในแต่ละที่จะมีโลโก้ที่เป็นมาตรฐานสากลเพื่อระบุว่าพื้นที่นี้สำหรับกลุ่มไหนบ้าง

แต่ยุคยุคสมัยได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ครอบครัวในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่พ่อ แม่ ลูก เท่านั้น แต่มีครอบครัวของเพศทางเลือกอีกด้วย อาจจะเป็นคู่ชาย-ชาย หรือหญิง-หญิง เป็นครอบครัวสมัยใหม่ มีไอคอนที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น Single Mom เลี้ยงลูกคนเดียว ครอบครัวใหญ่ที่มีลูกหลายคน ครอบครัวที่มีคนแก่ และเด็ก

ซึ่งจุดประสงค์ของแคมเปญนี้ก็คือ ต้องการโปรโมท Volvo V60 รถครอบครัวที่พ่อบ้านควรมีไว้ติดบ้าน จึงทำการสื่อสารถึงครอบครัวยุคใหม่ที่มีความหลากหลาย

มีข้อมูลเผยว่า ตามสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า 65% ของครอบครัวในสหราชอาณาจักรไม่ได้เป็นภาพครอบครัวพ่อแม่ลูกแบบดั้งเดิมเหมือนในอดีตแล้ว แต่ทุกวันนี้ยังเห็นไอคอนของครอบครัวเหมือนเดิมอยู่ จึงเป็นโจทย์ให้ทาง Grey London ต้องการสะท้อนไอเดียนี้ออกไป

และต้องการให้ Volvo V60 เป็นตัวแทนของทุกครอบครัวไม่ว่าจะเป้นแบบดั้งเดิม หรือแบบสมัยใหม่ เป้นการลิมฉลองความหลายหลายของครอบครัวที่อยู่ในสหราชอาราจักรนี้

สำหรับแคมเปญนี้ ไอคอนของครอบครัวสมัยใหม่นี้ได้ปรากฎให้เห็นที่ห้างสรรพสินค้า Westfield London ในเขต Shepherds Bush กรุงลอนดอน แต่จะเป็นการอยู่แบบชั่วคราวเท่านั้น

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จากถ้ำหลวงสู่เซี่ยงไฮ้ Elon Musk เตรียมเจรจากับรัฐบาลจีนเรื่องภาษีรถยนต์วันนี้

10 July 2018 - 13:32

หลายๆ คนอาจสงสัยว่า Elon Musk บินมาที่เชียงรายและได้นำเครื่องมือและทีมงานมาช่วยในการนำเด็กๆ และโค้ชฟุตบอลทีมหมูป่าออกมา เสร็จแล้วหลังจากนี้ Musk ได้บินไปไหนต่อ?

ภาพ Elon Musk จาก: Dan Taylor / Heisenberg Media

Bloomberg ได้รายงานจากแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนว่า Elon Musk เตรียมที่จะพูดคุยรวมไปถึงเจรจากับตัวแทนของรัฐบาลจีน ซึ่ง Tesla Motors เป็นอีกบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าที่ทำให้ทางรัฐบาลจีนได้เพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์จากสหรัฐเป็นการตอบโต้ ซึ่งในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจีนได้กล่าวว่าจะลดภาษีนำเข้ารถยนต์ลง

การบินมาที่ทวีปเอเชียของ Elon Musk นอกจากจะบินมาที่จังหวัดเชียงรายด้วยเครื่องบินส่วนตัว Gulfstream 650ER พร้อมนำเครื่องมือช่วยเด็กๆ และโค้ชทีมฟุตบอลหมูป่าเป็นที่เรียบร้อย เสร็จแล้วตัวเขาเองได้เดินทางต่อไปยังเซี่ยงไฮ้ทันที และมีแผนที่จะไปยังกรุงปักกิ่งในวันพุธและพฤหัสด้วย เพื่อหารือกับตัวแทนของรัฐบาลจีน

แผนการบินของ Elon Musk (ข้อมูลจาก Flightradar24) ผู้ได้รับผลกระทบอีกราย

Tesla Motors เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเรื่องของสงครามการค้าที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งล่าสุดได้มีการเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์ทำให้ราคารถยนต์ของ Tesla ทุกรุ่นที่ขายในประเทศจีนมีราคาสูงขึ้นประมาณ 30,000 เหรียญสหรัฐทันที

ก่อนหน้านี้ Tesla มีแผนที่จะสร้างโรงงานในประเทศจีน ตัวเขาเองได้พูดคุยถึงความเป็นไปได้ในเรื่องการสร้างโรงงานในเซี่ยงไฮ้กับทางรัฐบาลท้องถิ่นเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการผลิต Tesla Model 3 ในประเทศจีนด้วย นอกจากนั้นในการประชุมผู้ถือหุ้นที่ผ่านมา Musk ได้กล่าวกับผู้ถือหุ้นว่าในเดือนนี้น่าจะมีความคืบหน้าในเรื่องโรงงานที่ประเทศจีนด้วย

ที่มาBloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มหาวิทยาลัยจีนเปิดคอร์สออนไลน์ “สอนวิชาความรัก” มีผู้สนใจกดเข้าไปดูแล้วกว่า 1.2 ล้านครั้ง

10 July 2018 - 11:18

รักในวัยเรียนเหมือนจุดเทียนกลางสายฝน แต่มหาวิทยาลัยจีนไม่สน ขอเปิดคอร์สสอนเรื่องรักและความสัมพันธ์ออนไลน์ มีผู้ให้ความสนใจหลักล้าน สมัครหลักหมื่น โดยวิชานี้เน้นว่าจะสอนภาคปฏิบัติเป็นหลัก ไม่เน้นทฤษฎี

มหาวิทยาลัยจีน เปิดสอนวิชาความรัก เน้นภาคปฏิบัติ

มหาวิทยาลัย China University of Mining and Technology ในเมืองสวีโจว มณฑลเจียงซู เปิดคอร์สออนไลน์สอนวิชาความรัก

  • วิชานี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า จิตวิทยาความรักและความสัมพันธ์ (Psychology of Love and Relationship)

Duan Xinxing ศาตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ร่วมพัฒนาหลักสูตรนี้ขึ้นมา บอกว่า การประสบความล้มเหลวในความรักและความสัมพันธ์นับเป็นหนึ่งในเรื่องใหญ่ของนักเรียน ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจที่จะเปิดคอร์สออนไลน์สอนวิชาความรักเพื่อช่วยเหลือนักเรียน

หลังจากที่หลักสูตรวิชานี้เผยแพร่ในออนไลน์ ปรากฏว่ามีผู้ที่สนใจกดเข้าไปดูแล้วกว่า 1.2 ล้านครั้ง นอกจากนั้นยังมีใบสมัครจากนักศึกษาจากที่ต่างๆ ส่งเข้ามาเป็นจำนวน 11,000 ชิ้น

สำหรับวิชานี้ มีข้อมูลเปิดเผยว่า จะไม่เน้นไปที่การสอนทฤษฎี แต่จะเน้นไปที่การสอนในภาคปฏิบัติ เช่น เป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้พูดถึงประสบการณ์ของความรักในอดีต และพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงเรื่องความสัมพันธ์ ทั้งในประเด็นความรักครั้งแรก ความรักระยะไกล ไปจนถึงเรื่องเซ็กส์

ปัจจุบันนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย China University of Mining and Technology ได้ลงทะเบียนเรียนวิชาจิตวิทยาความรักและความสัมพันธ์ในภาคการศึกษานี้แล้วถึง 600 คน

ที่มา – TwitterTheJakarpost

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ส่อง LINE FRIENDS Store แห่งใหม่ในฮาราจูกุ จุดเด่นคือสินค้า BT21 ที่มีแค่เงิน ก็ซื้อไม่ได้

10 July 2018 - 10:26

หนึ่งในความใฝ่ฝันของสาวก LINE คือการไปเยี่ยม LINE FRIENDS Store สักครั้งในชีวิต Brand Inside ขออาสาพาไปส่องความน่ารักของ LINE FRIENDS Store แห่งใหม่ล่าสุดในฮาราจูกุ ประเทศญี่ปุ่น

ไฮไลท์ของสาขานี้คือชั้น 3 ที่จะรวบรวมสินค้าของศิลปินบอยแบนด์เกาหลี BTS ผู้โด่งดังมาไว้ที่นี่ และที่สำคัญหากมีแค่เงินก็ซื้อไม่ได้ เพราะสินค้าพิเศษระดับนี้ต้องมีกติกาในการได้มาครอบครอง

LINE FRIENDS Shop แห่งใหม่ในฮาราจูกุ ประเทศญี่ปุ่น LINE FRIENDS Store แห่งใหม่ในฮาราจูกุ

LINE FRIENDS Shop สาขานี้ถือเป็น Flagship Store แห่งล่าสุดของ LINE เพราะเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว และมีทั้งหมด 3 ชั้น

  • สาขานี้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2018
  • ตามไปดูแต่ละชั้นเลยดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง
ชั้นที่ 1: สินค้าของ LINE ทั่วไป บางชิ้นเป็น Limited Edition

จุดเด่นของชั้น 1 เมื่อเดินเข้าไปในร้ายคือเจ้า MEGA BROWN ที่ลูกค้าทุกคนจะต้องถ่ายรูปเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าเดินทางมาถึง LINE FRIENDS Store สาขานี้แล้ว

สินค้าหลายชิ้นมีขายใน LINE FRIENDS Store สาขาอื่นๆ ทั่วโลก เช่น เคสโทรศัพท์มือถือ หมอน โคมไฟ ตุ๊กตา ฯลฯ

  • แต่สินค้าบางชิ้นก็มีวางจำหน่ายแค่ในสาขานี้เท่านั้น เช่น Mini Clova ที่เป็นลำโพงอัจฉริยะของทางแบรนด์

ชั้นที่ 2: สินค้าจากศิลปินในท้องถิ่น

ขยับขึ้นไปชั้นที่ 2 จะพบความน่าสนใจคือ สินค้าที่วางจำหน่ายจะเป็นสินค้าจากศิลปินที่โด่งดังมาจากการทำสติกเกอร์ขายบนแพลตฟอร์ม LINE นอกจากนั้นก็มีสินค้าของทาง LINE ขายร่วมอยู่ด้วย

ชั้นที่ 3: สินค้า BT21 มีแค่เงิน ก็ซื้อไม่ได้

ไฮไลท์เด็ดของ LINE FRIENDS Store สาขานี้คือ ชั้น 3 ที่ต้องบอกว่า “มีแค่เงิน ก็ซื้อไม่ได้”

  • ถ้าช้อปปิ้งชั้น 2 เสร็จแล้ว จะเดินขึ้นชั้น 3 ไม่ได้หากไม่มีใบผ่านทาง
  • ป้ายก่อนขึ้นชั้น 3 เขียนกำกับไว้เลยว่า “ชั้น 3 ขายสินค้า BT21 รองรับเฉพาะลูกค้าที่มีตั๋วซื้อสินค้า” (เท่านั้น)

สินค้า BT21 คือสินค้าที่ออกแบบโดยหนุ่มๆ บอยแบนด์เกาหลีวง BTS ที่โด่งดังไปทั่วโลก

  • กติกาในการซื้ออธิบายง่ายๆ ก็คือ แม้จะเป็นแฟนคลับ แต่ถ้าไม่มี “ตั๋วซื้อสินค้า” ก็ขึ้นไปซื้อสินค้าไม่ได้

วิธีการได้ตั๋วซื้อสินค้า BT21

แต่ด้วยความโชคดี ทีมงานของ LINE ประเทศญี่ปุ่นพาเราเดินชมชั้น 3 ของ LINE FRIENDS Store แห่งนี้

ทีมงานเล่าให้ฟังว่า การจะได้ตั๋วซื้อสินค้า BT21 เป็นอะไรที่จำนวนจำกัดมากๆ และที่สำคัญต้องใช้ “โชค” ด้วย

วิธีการเล่น

  • ใน 1 เดือน จะมีเพียง 10 วันเท่านั้นที่ LINE จะปล่อย Lottery มาให้แฟนคลับไปกดเพื่อรอลุ้นโชค ครั้งละ 40,000 ใบ
  • หลังจากนั้น จะทยอยประกาศรายชื่อผู้โชคดีให้เข้ามาซื้อสินค้าบนชั้น 3 แห่งนี้ได้
  • แต่ข้อจำกัดคือ 1 คนที่มีตั๋ว จะซื้อสินค้าได้คาแร็กเตอร์ละ 1 ชิ้นเท่านั้น หมายความว่า ศิลปิน BTS มี 7 คน ลูกค้า 1 คนจะซื้อสินค้าได้ไม่เกิน 7 ชิ้นเท่านั้นต่อ 1 รอบ (และแน่นอน ทุกชิ้นจะต้องมีคาแร็กเตอร์ไม่เหมือนกัน)

ด้านล่างนี้เป็นภาพบางส่วนของชั้น 3 LINE FRIENDS Store สาขาฮาราจูกุ ที่มีสินค้าของ BT21 อัดแน่นอยู่มากมาย

สำหรับประเทศไทย ยังไม่มีแผนที่จะนำเอาสินค้า BT21 เข้ามาจำหน่ายแต่อย่างใด ปัจจุบันมีแค่ในประเทศเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเท่านั้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เพราะทุกนาทีมีค่า! JR East ของญี่ปุ่นใช้เวลา 2 ปีสร้างรางใหม่เพื่อลดเวลาเดินทางลง 1 นาที

10 July 2018 - 05:54

ระบบรางในไทยตอนนี้ถูกมองในแง่ลบเสียส่วนใหญ่ ทั้งเรื่องระบบที่ไม่เสถียร รวมถึงงานบริการที่ไม่ได้ถูกใจทุกคน ในทางกลับกันบริษัทที่ให้บริการเรื่องนี้ในญี่ปุ่นอย่าง JR East นั้นใช้เวลา 2 ปีลงทุนให้ผู้โดยสารเดินทางได้เร็วขึ้น

รถไฟหัวกระสุนของญี่ปุ่น อาจดูน้อยนิด แต่มันมหาศาล

แม้จะไม่มีมูลค่าการลงทุนเปิดเผยออกมา แต่เชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้ของ JR East หรือบริษัท East Japan Railway นั้นต้องมหาศาลแน่ๆ เพราะการจะวางรางรถไฟความเร็วสูงใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ประกอบกับโครงการดังกล่าวยังใช้เวลาถึง 2 ปีเพื่อก่อสร้าง ถึงมันจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางลงแค่เพียง 1 นาทีเท่านั้น

สำหรับรางใหม่นั้นจะใช้เดินทางระหว่างสถานีอุเอโนะกับสถานีโอมิยะ และทำความเร็วที่ 130 กม./ชม. จากเดิมที่ทำได้ราว 110 กม./ชม. ผ่านระยะเวลาระหว่างสองสถานีที่ 30 นาที แต่ถึงจะลดระยะเวลาลงมาเพียง 1 นาที ทางบริษัทก็เชื่อว่าเป็นก้าวสำคัญในการลดระยะเวลาในเส้นทางอื่นๆ และช่วยเพิ่มผู้โดยสารในอนาคต

อย่างไรก็ตามชุมชนตามแนวรางรถไฟดังกล่าวก็ค่อนข้างกังวลเรื่องเสียงรบกวน และการสั่นสะเทือนจากความเร็วของรถไฟ ทำให้ทางบริษัทต้องควบคุมความเร็วไม่ให้เกินข้อกำหนด รวมถึงติดตั้งอุปกรณ์ดูดซับเสียงเพื่อให้เร่งความเร็วได้ในพื้นที่ที่ต้องการหากบริเวณนั้นเป็นพื้นที่ชุมชน

ไม่แปลกเลยที่ประชากรในหลายๆ ประเทศจะอิจฉาระบบรางของประเทศญี่ปุ่น เพราะที่นั่นค่อนข้างใส่ใจเรื่องความเสถียรในการให้บริการเป็นอย่างมาก และถึงจะลงทุนมหาศาลเพื่อแลกมาด้วยระยะเวลาการเดินทางที่น้อยลงเพียงนิดเดียว แต่นั่นก็ทำให้ผู้โดยสารพึงพอใจแล้ว

อ้างอิง // Engadget

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มุมมอง SCB EIC ต่อเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 รวมไปถึงประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง

10 July 2018 - 01:50

EIC มองถึงเศรษฐกิจไทยในปีนี้ดูดีขึ้น โดยมองว่า GDP ของไทยปีนี้จะเติบโต 4.3% ปรับขึ้นจากเดิม 4% สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา และยังมีข่าวดีในเรื่องรายได้ครัวเรือนที่ดีขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน

ภาพโดย Shutterstock

ภาพรวมของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมาถือว่ายังดูดี และยังคงแข็งแกร่ง ซึ่งเศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลที่ดีไปด้วย แต่ยังมีความเสี่ยงในเรื่องของข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน รวมไปถึงเรื่องของราคาน้ำมันอีกด้วย

ภาพรวมเศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจโลกขยายตัวต่อเนื่อง แต่ในไตรมาสที่ผ่านมามีสัญญาณที่ชะลอตัวบ้าง แต่พื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังดีอยู่นั้นทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ และรวมไปถึงธนาคารกลางยุโรป สามารถเดินหน้าปรับนโยบายการเงินกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

ขณะที่ภาวะการค้าโลกยังขยายตัวได้ดี อัตราว่างงานในช่วงที่ผ่านมายังต่ำ การลงทุนของภาคเอกชนยังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและในยุโรป ทำให้เกิดเศรษฐเติบโตได้สูงและเงินเฟ้อเริ่มเร่งตัว ทำให้ทั้งสหรัฐและยุโรปกำลังจะเข้าสู่เศรษฐกิจในช่วงปลายวัฏจักรขาขึ้น

ซึ่งเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นทำให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศเริ่มที่จะทยอยลดบทบาทของนโยบายผ่อนคลายทางการเงินให้กลับเข้าสู่นโยบายแบบปกติ

ข้อมูลจาก SCB EIC เศรษฐกิจไทย

EIC มองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโต 4.3% ปรับเพิ่มจาก 4% โดยมองจากในเรื่องของการส่งออกที่จะเติบโตขึ้นกว่าเดิม และภาคการท่องเที่ยวที่ยังเติบโตแข็งแกร่ง

ส่วนข่าวดีในไตรมาสนี้คือการใช้จ่ายในประเทศที่ฟื้นตัว ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการเติบโตกระจุกอยู่ที่กลุ่มผู้มีรายได้สูง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ซึ่ง EIC คาดว่าไตรมาสนี้การกระจุกตัวจะค่อยๆ คลี่คลายลง ตามรายได้ครัวเรือนที่ปรับตัวดีขึ้นจากจำนวนการจ้างงานและรายได้เฉลี่ยของลูกจ้างไทยที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

และยังรวมไปถึงรายได้ของเกษตรกรที่ครึ่งหลังที่มีโอกาสฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งปีหลัง แต่ก็ยังมีปัจจัยกดดันสำคัญคือเรื่องของหนี้ในครัวเรือนซึ่งยังเป็นแรงกดดันที่ส่งต่อมาจากไตรมาสที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าหนี้ในครัวเรือนจะลดลงเล็กน้อยก็ตาม

ความเสี่ยงที่ต้องจับตามอง

ช่วงที่เหลือของปีนี้ EIC มองอยู่ 3 ประเด็นสำคัญๆ ได้แก่

  1. อัตราเงินเฟ้ออาจเร่งตัวเร็วเกินคาด เนื่องจากภาวะตลาดแรงานตึงตัวทำให้ค่าจ้างขึ้นเร็ว ประกอบกับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารของหลายๆ ประเทศอาจตัดสินใจต้องขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาด ทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงิน และรวมไปถึงการเคลื่อนย้ายเงินทุนในระยะถัดไป
  2. สถานการณ์การเมืองในทวีปยุโรปและปัญหาในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลในอิตาลีชุดใหม่ และรวมไปถึงประเทศสเปน ความคืบหน้าในการเจรจา Brexit แม้ว่าความเสี่ยงในทวีปยุโรปจะลดลง แต่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนอาจโดนบั่นทอนในเรื่องของการเมืองในประเทศเหล่านี้ และยังรวมไปถึงปัญหาในตะวันออกกลางที่ทำให้ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมัน หรือแม้แต่ปัญหาที่อิหร่านโดนคว่ำบาตรอีกด้วย
  3. มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ รวมไปถึงการตอบโต้จากประเทศต่างๆ ที่เป็นคู่ค้าของสหรัฐ ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน ถึงแม้ว่าการที่จะเกิดสงครามการค้าจะมีโอกาสที่ต่ำ แต่ภาคอุตสาหกรรมส่งออกมีโอกาสที่จะได้รับผลกระทบ จึงต้องติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
ข้อมูลจาก SCB EIC คาดว่ากนง. คงดอก 1.5%

EIC มองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงดอกเบี้ยไปถึงปลายปีนี้ด้วยดอกเบี้ยคงเดิมที่ 1.5% แม้ว่า กนง. จะมีการปรับตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ในการสื่อสารของ กนง. ที่ออกมานั้นยังมีความกังวลในเรื่องของประเด็นในเรื่องสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งประมาณการเงินเฟ้อยังคงอยู่ใกล้กรอบล่างของเป้าหมาย ซึ่งประมาณการเงินเฟ้อยังคงมีแนวโน้มที่อยู่ในระดับต่ำ จึงน่าจะยังไม่เห็นสัญญาณของการฟื้นตัวของอัตราเงินเฟ้ออย่างยั่งยืน

ปัจจัยหลักที่ กนง. จะขึ้นดอกเบี้ยในครั้งถัดไปคือเรื่องของอัตราเงินเฟ้อและรวมไปถึงเรื่องของเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยของไทยน่าจะเริ่มครึ่งแรกของปี 2019 และจะค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป

ที่มาSCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

พิสูจน์ dtac TURBO ที่บอกว่า ใหญ่กว่า ล้ำกว่า ลื่นกว่า ใช้งานแล้วเร็วแรงจริงหรือไม่

10 July 2018 - 01:19

ตอนนี้หลายคนน่าจะรู้แล้วว่า dtac ได้ร่วมมือกับ ทีโอที เริ่มเปิดให้บริการ dtac TURBO โดยใช้คลื่นความถี่ 2300MHz ซึ่งจุดเด่นของคลื่นนี้คือ มีความกว้างมากที่สุด ด้วยขนาด 60MHz ซึ่งหลายคนที่สงสัยว่า คลื่นกว้างที่สุดแล้วดีอย่างไร

อธิบายให้ง่ายที่สุด ก็เหมือน ถนนที่มีขนาดกว้าง ให้รถวิ่งได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวรถติด ยิ่งในพื้นที่ที่มีปริมาณการใช้งานมาก หนาแน่น เช่น การเล่นเกมออนไลน์บนมือถือ หรือการดู YouTube ก็มั่นใจได้ว่าไม่มีสะดุด

รู้ได้อย่างไรว่า กำลังใช้งาน dtac TURBO

แน่นอนว่าจะใช้ dtac TURBO ได้ก็ต้องเป็นผู้ใช้บริการ dtac โดยสามารถเช็คความพร้อมในการใช้บริการกด *2300# หรือที่ www.dtac.co.th/network มือถือของผู้ใช้จะขึ้นเป็นสัญลักษณ์ dtac-T เริ่มให้บริการในกรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น และภูเก็ต จากนั้นจะขยายไปจังหวัดต่างๆ ต่อไป

ปัญญา เวชบรรยงรัตน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานพาณิชย์ ของ dtac บอกว่า ความนิยมการใช้งานสตรีมมิ่งออนไลน์ หรือการดูรายการสดต่างๆ บนมือถือเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้ผู้ใช้งาน 4G ในระบบของ dtac เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 8.5 ล้านราย ดังนั้น dtac TURBO จะมาตอบโจทย์การใช้งานได้ดีขึ้นกว่าเดิม

รู้หรือไม่ว่า คนไทยใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเฉลี่ย 4.56 ชั่วโมงต่อวัน ติดอันดับเป็นประเทศที่ใช้อินเทอร์เน็ตต่อวันสูงที่สุดในโลก โดยใช้เพื่อการ Chat มากที่สุด และเพื่อดู VDO รองลงมา จึงไม่ต้องแปลกใจที่คนไทยจะดู YouTube ติดอันดับต้นของโลก

ลองจริง เล่น ROV เกม MOBA สุดฮิต ดู YouTube บน dtac-T

จะรู้ว่า ใหญ่กว่า ล้ำกว่า ลื่นกว่า จริงเท็จขนาดไหนบนคลื่นความถี่ 2300MHz ที่ใช้เทคโนโลยี 4G TDD ออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบบหนักๆ ได้ ก็ต้องลองของจริงกัน

ทั้งนี้ จากการทดลองเล่นเกม MOBA ยอดนิยมอย่าง ROV จะบุกตีป้อม อ้อมไปช่วยพวก หรือบวกกับคู่ต่อสู้กลางแผนที่ ก็ทำได้แบบไหลลื่น

ส่วนคนที่ไม่ใช่สายเกม แต่ชอบดู YouTube รายการโปรด ดูการสตรีมมิ่งออนไลน์แบบสดๆ ก็สามารถทำได้อย่างดี ไม่ต้องหงุดหงิดกับภาพกระตุกหรือหยุดชะงัก

อยากใช้งาน dtac TURBO ต้องทำอย่างไร

สำหรับผู้ที่อยากลองใช้งาน dtac TURBO ลองประสบการณ์ตรงกับความลื่น ความล้ำ ที่มากกว่าเดิม ปัจจุบันสมาร์ทโฟนในตลาดส่วนใหญ่รองรับการใช้งานอยู่แล้ว แต่สามารถตรวจสอบโดยการกด *2300# หรือเข้าไปที่ www.dtac.co.th/network ได้

สำหรับคนที่สนใจยังมีแพ็คเกจราคาสำหรับลูกค้า dtac และสำหรับผู้ที่สนใจย้ายค่าย มาลองติด TURBO ไปพร้อมกัน

นอกจากนี้ ดีแทคกำลังปรึกษาหารือกับ กสทช. ในเรื่องการเปิดประมูลคลื่นความถี่ต่ำ 900MHz และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะมีการวางแผนจัดการประมูลอย่างรอบคอบโดยคำนึงถึงสภาพเงื่อนไขการใช้งานคลื่นความถี่ 850MHz ของดีแทคและสถานการณ์ทางการตลาดในปัจจุบันด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทั่วโลกหวัง Brexit สมานฉันท์ ลุ้น “อังกฤษ” ยื่นข้อเสนอใหม่ให้ EU

10 July 2018 - 01:13

เมื่อปี 2016 เรียกว่าสร้างความแตกตื่นไปทั่วโลก เมื่อ สหราชอาณาจักร หรือ ประเทศอังกฤษ (UK) ที่เป็นหัวหอกของ สหภาพยุโรป (EU) ตัดสินใจออกจาก EU (Brexit) ซึ่งขั้นตอนในการแยกตัวออกมานั้นอาจจะมีผลกระทบทั้งเศรษฐกิจ การค้า รวมถึงความเป็นอยู่ของคนอังกฤษด้วย

ภาพจาก shutterstock อัพเดทการเจรจา Brexit อังกฤษคืบหน้าเตรียมส่งแผนใหม่ให้ EU

Theresa May นายกรัฐมนตรี UK บอกว่าหลังการประชุมของอังกฤษเมื่อวันศุกร์ (6 ก.ค.) เราเตรียมส่งข้อเสนอให้ทาง EU เร็วๆ นี้ เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นข้อเสนอภายในเดือน ต.ค. 2018 ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญก่อนที่ UK จะ Brexit ในเดือนมี.ค. 2019

ภาพจาก shutterstock

ต้องยอมรับว่าข้อเสนอวันศุกร์ที่ผ่านมา คือ UK เรียกร้องให้ ตั้งเขตการค้าเสรีร่วมกันระหว่าง UK และ EU ซึ่งจะทำให้การขนส่งสินค้าทั่วไป และสินค้าเกษตร สามารถข้ามเขตแดนได้เร็วขึ้น แต่ข้อเสนอที่จะเข้าถึงตลาดใหญ่อย่าง EU ทาง UK ต้องแลกกับการอยู่ภายใต้กฏและเงื่อนไขของ EU ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ไม่ตรงกับความต้องการคณะรัฐบาลอังกฤษที่ต้องการแยกจาก EU แบบไม่มีพันธะใดๆ

อย่างไรก็ตามทางรัฐบาลของอังกฤษบอกว่า ข้อเสนอนี้ทำให้เห็นพัฒนาการด้านการเจรจาระหว่าง UK และ EU ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้ง 2 ยังใกล้ชิดกันอยู่

ภาพจาก shutterstock เลขาธิการ Brexit ของอังกฤษลาออก เพราะไม่โอเคกับข้อเสนอใหม่

David Davis เลขาธิการ ฝ่าย Brexit ของรัฐบาลอังกฤษ ยื่นใบลาออกในวันที่ 8 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่าไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอใหม่ ที่ Theresa May จะส่งให้ EU โดยมองว่าข้อเสนอต่างๆ ขอ UK จะทำให้นโยบายการ Brexit เปลี่ยนไป และยังทำให้การเจรจายังล่าช้าไปอีก

“ที่ผ่านมา ผมถือว่าเป้นความรับผิดชอบที่เราจะทำตามนโยบายที่ตั้งใจไว้ว่าจะออกจาก สหภาพศุลกากร (Customs Union) และตลาดเดียว (Single Market) แต่จากเวลาที่ผ่านไป ผมกังวลว่ากลยุทธ์ที่ทำอยู่ตอนนี้จะทำให้นโยบายที่ออกมาจะดูแย่ยิ่งกว่าเดิม” David บอกในจดหมายที่ส่งให้ Theresa May

ขณะเดียวกันทางทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษแถลงข่าวในวันที่ 9 ก.ค.Theresa May ประกาศแต่งตั้ง Dominic Raab ขึ้นรับตำแหน่ง เลขาธิการฝ่าย Brexit แทนที่ David Davis นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่าภายในคณะรัฐบาลของ Theresa May อาจมีทีมงานลาออกเพิ่มเติม

ภาพจาก shutterstock ฟากเอกชนมีความเห็นอย่างไรกับ ข้อเสนอใหม่ของ UK

ไม่ว่าจะชาวอังกฤษ ชาวยุโรป รวมไปถึงนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นต่างให้ความสนใจ และบางส่วนยังมีความกังวลกับเงื่อนไขของ Brexit ที่จะเกิดขึ้น เพราะตอนนี้เหลือเวลาอีก 9 เดือนก่อนที่ UK จะแยกตัวออกจาก EU ตามกำหนดการ

Jaguar Land Rover ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของ UK ซึ่งมีพนักงาน 40,000 คน บอกว่า หากข้อเสนอที่อังกฤษมีต่อ EU ออกมาไม่ดี อาจจะส่งผลกระทบให้กำไรของบริษัทลดลงถึง 1,200 ล้านปอนด์ (1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ) ต่อปี ในขณะที่ทาง Airbus (EADSF) และ BMW (BMWYY) ก็ประกาศความกังวลในลักษณะเดียวกัน

ซึ่งในตลาดยอมรับว่า ข้อเสนอที่รัฐบาลอังกฤษออกมาเมื่อวันศุกร์ จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจธนาคาร และอุตสาหกรรมบริการที่เป็นอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เนื่องจากสูญเสียโอกาสการเข้าถึงตลาดหลักอย่าง EU

ภาพจาก shutterstock

ในขณะที่ Carolyn Fairbairn director general ของ CBI บอกว่า การที่อังกฤษมีความคืบหน้าข้อเสนอ Brexit ถือว่าเพิ่มความเชื่อมั่นได้ แม้ว่าในรายละเอียดของข้อเสนอทาง EU อาจจะไม่ตกลงรับข้อเสนอก็ตาม

ซึ่งหนึ่งในข้อเสนอที่ EU ปฏิเสธ คือข้อเรียกร้องของอังกฤษเรื่อง ข้อตกลงทางศุลกากรที่อังกฤษจะกำหนดขอบเขตการเก็บภาษีจากสินค้านำเข้าจาก EU ซึ่งถือเป็นการเปิดช่องให้อังกฤษสามารถตั้งเกณฑ์ภาษีของตนเอง และสามารถต่อรองเรื่องการค้าในประเทศเพิ่มเติม

“เราคาดว่าอังกฤษน่าจะใช้เวลาอีก 2 ปี กว่าจะตกลงการเจรจาในเงื่อนไขปัจจุบัน ซึ่งเราก็มีเวลาอีก 2 เดือนในการเจรจาตกลงกับยุโรป

ที่มา CNNMoney, Express, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Starbucks ประกาศงดใช้หลอดพลาสติกให้ได้ภายในปี 2020

10 July 2018 - 00:11

Starbucks ได้ประกาศแผนครั้งใหญ่ในการงดใช้หลอดพลาสติกทั้งหมดทุกสาขากว่า 28,000 สาขา ภายในปี 2020 เพื่อให้แบรนด์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

แต่ถ้าไม่ใช่หลอดพลาสติก แล้วจะใช้อะไรแทน? Starbucks ได้ออกแบบฝาปิดแก้วสำหรับเครื่องดื่มเย็น ชา กาแฟต่างๆ โดยที่ฝานี้ทาง Starbucks ได้ออกแบบพิเศษโดยเฉพาะ สามารถยกดื่มได้ ตอนนี้ได้เริ่มใช้มากกว่า 8,000 สาขาในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา ฌพาะบางเครื่องดื่มเท่านั้น

ซึ่งแก้ว และฝารูปแบบนี้ในประเทศไทยจะได้เห็นกับเครื่องดื่มเมนู Starbucks Nitro Cold Brew กาแฟเย็นผสานไนโตรเจน ทำให้เครื่องดื่มเย็นด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใส่น้ำแข็ง

แต่สำหรับเมนู Frappuccinos ที่จำเป็นต้องใช้หลอด ทาง Starbucks ได้มีโซลูชั่นในการใช้หลอดที่ทำจากวัสดุดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างกระดาษ หรือพลาสติกที่ย่อยสลายได้ ซึ่งหลอดตัวใหม่นี้จะให้บริการกับลูกค้าที่มีความต้องการ สามารถบอกทางบาริสต้าได้ว่าอยากได้หลอดแบบใหม่

ถ้าแผนที่ Starbucks กำลังทำนั้นเป็นผลสำเร็จ มีการคาดการณ์ว่าจะสามารถกำจัดหลอดพลาสติกไปได้กว่า 1,000 ล้านชิ้น/ปีเลยทีเดียว

ภาพจาก Pixabay

Kevin Johnson, CEO ของ Starbucks ได้บอกว่า ครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการกาแฟแบบยั่งยืนให้ลูกค้า ด้วยวิธีที่ยั่งยืนมากขึ้น ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง

สำหรับฝาตัวใหม่นี้ Starbucks ได้เริ่มเปิดตัวใน Seattle และ Vancouver ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ หรือประมาณเดือนกันยายน จากนั้นค่อยๆ กระจายไปตามสาขาในสหรัฐอเมริกา และแคนาดา หลังจากนั้นค่อยทยอยไปยังโซนยุโรป เริ่มจากฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และสหราชอาณาจักร

สำหรับในสหราชอาณาจักรมีโนโยบายการเก็บค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า “latte levy” อยู่แล้ว หรือคิดค่าบริการเพิ่มอีก 5 เพนนี เมื่อลูกค้าใช้แก้วพลาสติกของทางร้าน ต้องการกระตุ้นให้ลูกค้านำแก้วแบบรีไซเคิลมาใช้มากขึ้น กำลังจะขยายสาขาในการใช้นโยบายนี้มากขึ้นเป็น 950 สาขา

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รู้ทันมิจฉาชีพ! KTC เปิดกลเม็ดพวกโกงบัตรเครดิต เร่งร้านค้า ผู้ถือบัตรปรับตัว 

9 July 2018 - 22:05

เทคโนโลยีพัฒนาไปทุกวินาที ฝั่งผู้ร้ายก็ค้นหาและพัฒนากลเม็ดเพื่อโกงผู้บริโภคอย่างเราเช่นกัน ซึ่งไม่ว่าจะค่ายบัตรเครดิต ผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรเครดิต ร้านค้า หรือตัวลูกค้าก็ต้องเท่าทันกลโกงพวกนี้ด้วย

ภาพจาก shutterstock รวมเทคนิคการโกง ของมิจฉาชีพ  ลูกค้ายิ่งต้องระวังตัวไม่ว่าจะ Online – Offline

ไรวินทร์ วรวงษ์สถิตย์ ผู้อำนวยการอนุมัติวงเงินและป้องกันความเสี่ยง บริษัท เคทีซี จำกัด (มหาชน) (KTC) บอกว่า ขณะนี้การค้าขายผ่าน E-commerce ขยายตัวเร็วและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ คนก็ใช้บัตรเครดิตกันมากขึ้น ซึ่งตัวบัตรเครดิตเองก็มีผู้เกี่ยวข้องหลายแบบ หลักๆได้แก่ ลูกค้า ร้านค้า ธนาคารผู้ออกบัตร ธนาคารผู้รับบัตร ผู้ให้บริการเครือข่ายบัตรเครดิต ไม่ว่าอยู่ส่วนไหนก็เสี่ยงโดนโกงได้ทั้งนั้น

ภาพจาก KTC

กลโกงของมิจฉาชีพ ตอนนี้มีทั้งรูปแบบการทำบัตรเครดิตปลอม คือ ลูกค้า หรือร้านค้า ถูกแฮกข้อมูลตัวบัตรไป มิจฉาชีพก็นำไปทำบัตรปลอมขึ้นมาและไปรูดใช้งาน

นอกจากนี้ก็มีการหลอกล่อให้ลูกค้ากรอกข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลบัตรเครดิต ซึ่งมาทั้งจาก E-mail phishing หรือตอนนี้ร้านค้าปลอมในอินเตอร์เน็ต ใน Social media มีเยอะมาก ถ้าลูกค้าเผลอกรอกข้อมูลลงไป มิจฉาชีพก็นำไปใช้งานได้หลายรูปแบบ ตอนนี้ยังมีเรื่อง มัลแวร์ ไวรัสที่เข้ามาฝังอยู่ในมือถือ บางตัวจะส่งข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัตรเราออกไป ซึ่งหลายคนติดไวรัสนี้เพราะ Click bait website (พวกชิงโชคในเน็ต) public wifi ไวไฟฟรีทั้งหลาย (ที่ไม่มีสัญลักษณ์แม่กุญแจ) เรื่องนี้ต้องระวังมาก

ภาพจาก shutterstock

ส่วนเคสลูกค้าที่มักเจอปัญหาคือ ลูกค้าถูกล่อลวงและให้ข้อมูลส่วนตัวกับมิจฉาชีพไป เคสตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง เช่น มีคนโทรมาอ้างว่าจะคืนเงินค่าสินค้าให้ โดยส่ง OTP ไปที่เบอร์มือถือของลูกค้า และให้ลูกค้าบอก OTP ไป หรือมีคนสวมรอยโทรเข้ามาเพื่อเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือ ซึ่งทางบริษัทฯ บัตรเครดิตต้องตรวจสอบให้ชัดเจน

ส่วนที่เกิดขึ้นบ่อยๆ คือ คนใกล้รอบตัว ที่รู้ข้อมูลส่วนตัวของเรา เอาบัตรเครดิตไปเปิดใช้งาน บางเคสก็เปลี่ยนเบอร์ที่ให้บริษัทติดต่อเพื่อไม่ให้เจ้าของบัตรรู้ตัว เช่น บางคนส่งบัตรเครดิตไปที่บ้าน แล้วคนในบ้านที่รู้วันเดือนปีเกิด เลขที่บัตรประชาชน ฯลฯ ก็เปิดใช้งานบัตรได้แล้ว หรือบางเคสเกิดจากการส่งบัตรเครดิตมาที่ส่วนกลาง เช่น บริษัท ที่ทำงาน และเกิดมีคนที่รู้ข้อมูลส่วนตัวเรา เขาก็เปิดบัตรใช้ได้ เรื่องนี้ต้องระวังมาก”

ภาพจาก shutterstock ตอนนี้ KTC พัฒนาอะไรเพื่อป้องกันคนโกงบ้าง ?
  • ทางธนาคารใช้ระบบ Chip บนบัตรเครดิต ซึ่งจะทำให้มิจฉาชีพ ดูดข้อมูลเพื่อไปบัตรเครดิตปลอมไม่ได้ ต่างจากการใช้ระบบแถบแม่เหล็ก
  • การใช้ระบบรหัสผ่านครั้งเดียว (One time password-OTP) เมื่อลูกค้าซื้อของจากร้านค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ จะมีการส่ง OTP ไปที่เบอร์มือถือของลูกค้า จะช่วยลดความเสี่ยงที่มิจฉาชีพจะลอบใช้บัตรเครดิตได้มาก แต่ที่หลายคนสงสัยว่าทำไมบางครั้งซื้อแล้วมี OTP ส่งมา บางทีไม่มีเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับร้านค้าว่าทำเรื่องขอให้บัตรเครดิตอย่างเราส่ง OTP ให้ลูกค้า
  • Tokenization คือเทคโนโลยีที่ช่วยลดความเสี่ยงว่าตัวเลขบนหน้าบัตรเครดิตของลูกค้าจะร่วงไหล เพราะเมื่อลูกค้าใช้บัตรเครดิต การส่งข้อมูลภายในระบบหลังบ้านทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนเป็นเป็นตัวเลขอีกชุดหนึ่ง และจะเปลี่ยนไปทุกครั้งที่ลูกค้าใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ระบบนี้ใช้แล้วบนการจ่ายเงินผ่าน Samsung Pay
  • Biometrics หรือ เทคโนโลยีทางชีวภาพ ไม่ว่าจะลายนิ้วมือ รูปหน้า เสียง ฯลฯ จะนำมาใช้ในการพิสูจน์ตัวตนของลูกค้าเพื่อป้องกันตัวปลอมนั่นเอง
ภาพจาก KTC
  • Behavioral analytics เป็นระบบที่ทาง KTC ศึกษาพฤติกรรมของลูกค้า และเมื่อเจอเรื่องผิดปกติ จะมีการแจ้งเตือนมาที่พนักงานของเรา เช่น ลูกค้าเพิ่งเปลี่ยนเบอร์มือถือ และซื้อของในอี คอมเมิร์ซแพงๆแบบที่ไม่เคยซื้อมาก่อน ระบบจะเด้งมาเดือนที่พนักงาน และเราจะโทรไปถามท่านที่เบอร์เก่า เพื่อสอบถามป้องกันการสวมรอยเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์นั่นเอง
  • Self service payment management การสร้างเครื่องมือเพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารความเสี่ยงบัตรเครดิตได้เอง เช่น แอปพลิเคชั่น Tap ของ KTC สามารถกำหนดวงเงินสูดสุดในการใช้จ่าย หรือ ระงับการใช้งานบัตรชั่วคราวได้ด้วยตนเองฯลฯ
ภาพจาก KTC ว่าแต่ลูกค้า – ร้านค้า ต้องป้องกันตัวเองอย่างไร ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

วิรัช ไพสิฐเศวต รองประธารเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโสปฏิบัติการ KTC บอกว่า การใช้บัตรเครดิต ในภาพรวมดูมีความเสี่ยงก็จริง แต่เราสามารถควบคุมได้

ในส่วนของลูกค้ารายบุคคล มีความเสี่ยง 3 แบบ 1. ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น วันเดือนปีเกิด เลขที่บัตรประชาชน ฯลฯ หากมีคนนำเอกสารตัวจริงของลูกค้าไปขอเปิดบัตรใหม่ หรือ นำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ในการใช้บัตร จะให้เอกสารส่วนตัวใครก็ต้องระวัง อย่างถ้ามี Call center โทรมาขอข้อมูลนู่นนี่เราก็ต้องเชคก่อน อย่างเพิ่งเชื่อในทันที

2. ข้อมูลตัวบัตรเครดิต เช่น เลขบัตรเครดิต รหัสหลังบัตร วันหมดอายุ  ซึ่งถ้ามิจฉาชีพได้ข้อมูลนี้ไป ก็สามารถใช้จ่ายได้เลย เพราะบางร้านบางประเทศยิ่งใช้จ่ายผ่าน อี คอมเมิร์ซ ก็ใช้ข้อมูลแค่ 3 ตัวนี้ 3.ข้อมูลธุรรรมที่เกิดขึ้น ว่าใช้จ่ายที่ไหนอย่างไร ฯลฯ

ภาพจาก shutterstock

ในส่วนของร้านค้า ต้องเข้าใจกระบวนการทำงานของบัตรเครดิตก่อนว่า การใช้บัตรเครดิตมี 2 แบบ คือ 1. แบบที่ต้องแสดงบัตรเมื่อใช้งาน อันนี้จะเสี่ยงน้อยกว่า เพราะมีการแสดงตัวตนชัดเจนตอนใช้ ยิ่งถ้าเป็นการใช้บัตรเครดิต พร้อมรหัส Pin จะปลอดภัยมาก ส่วนในไทยที่ยังใช้ลายเซ็นต์ในการยืนยันตัวตนก็ยังมีหลักฐานแวดล้อมพิสูจน์ได้ เช่น กล้องวงจรปิดว่าลูกค้าซื้อของเองจริงๆ ฯลฯ

แต่ถ้าเป็นแบบที่  2. ไม่ต้องแสดงบัตรเมื่อใช้งาน เช่น การซื้อของบนอินเตอร์เน็ต ถ้าเป็นการซื้อที่ใช้ข้อมูลบัตรอย่างเดียว เช่น เลขบัตรเครดิต รหัสหลังบัตร วันหมดอายุ ความเสี่ยงจะมากกว่าเพราะหากลูกค้าทำบัตรเครดิตหาย มิจฉาชีพจะได้ข้อมูลครบ ดังนั้นจึงควรมีระบบ OTP เพื่อลูกค้าจะได้รับรหัสเพื่อยืนยันว่าเป็นเจ้าของจริง

ภาพจาก KTC

“ส่วนตัวผมว่าการใช้มือถือ แสกนจ่ายเงิน หรือ จ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ มีความปลอดภัยมาก เพราะว่ามีระบบพิสูจน์ตัวตนหลายชั้น ไม่ว่าจะตอนเปิดเครื่องใช้ลายนิ้วมือ แสกนหน้า หรือรหัส ตัวแอปพลิเคชั่นยังให้ระบุตั้งแต่แรกว่า IP ของเครื่องมือถือที่ตรงกับเบอร์เจ้าของเท่านั้นที่ใช้จ่ายเงินได้

แต่ความเสี่ยงของการใช้มือถือหรือการจ่ายเงินผ่านแอป คือการผูกบัตร ถ้ามิจฉาชีพผูกบัตรเราได้ เขาก็สามารถใช้ได้ยาว ดังนั้นลูกค้าควรอัพเดทข้อมูลส่วนตัวกับองค์กรอย่างต่อเนื่อง และระวังในทุกขั้นตอนเมื่อกรอก หรือส่งข้อมูลส่วนตัวให้ใคร”

ตอนนี้เคสโกงในต่างประเทศ ที่แปลกๆ คือ QR code เหมือนว่าจะปลอมได้ยาก มีความเสี่ยงต่ำ แต่ที่เมืองจีน มีคนทำ QR code บัญชีตัวเอง แต่ไปแปะทับ QR code ของร้านค้าแทน ซึ่งเมื่อลูกค้าโอนเงินก็จะไปเข้าบัญชีมิจฉาชีพ ซึ่งลูกค้าต้องไปดีลกับธนาคารเพื่อนำเงินกลับมา แต่หากร้านค้าก็ไม่รู้ตัวเอาของให้ลูกค้าไป อันนี้ธนาคารที่รับบัตรต้องรับผิดชอบเรื่องค่าเสียหายที่เกิดขึ้น เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว   

 

สรุป

กลโกงบัตรเครดิตทุกวันนี้มีทุกรูปแบบ ลูกค้า ร้านค้า ธนาคารและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องระมัดระวังเต็มที่ ซึ่งเรื่องหลักๆที่ต้องดูแลคือข้อมูลส่วนตัวของเรา อย่าเผลอให้คนผิด โดยเฉพาะอีเมล์ปลอม หรือไวรัส ลูกค้าต้องป้องกันไว้ก่อน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages