Subscribe to Brand Inside feed
ธุรกิจ คิดใหม่
Updated: 1 hour 19 sec ago

เผยโฉมร้าน Don Don Donki แหล่งละลายทรัพย์แห่งใหม่ใจกลางทองหล่อ 10

1 hour 20 min ago

ได้ฤกษ์เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการเต็มทีสำหรับ Don Don Donki หรือร้านดองกี้ที่รู้จักกัน อิมพอร์ตจากญี่ปุ่นสู่งใจกลางทองหล่อ ร่วมทุนของ TOA กับบริษัทญี่ปุ่น เป้าลูกค้า 2 ล้านคนต่อปี

สาขาแรกในไทย ประเทศที่ 2 ในอาเซียน

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักกับร้าน Don Quijote ร้าน Discount Store ชื่อดังจากญี่ปุ่นอย่างแน่นอน ใครที่ได้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นจะต้องแวะละลายทรัพย์ที่นี่เป็นแน่ เพราะเป็นร้านที่ขายสินค้าตั้งแต่สากเบือยันเรือรบ อีกทั้งยังมีราคาถูก บางสาขาเปิดตลอด 24 ชั่วโมง

ตอนนี้ Don Quijote ได้ทำการบุกประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยในชื่อร้าน Don Don Donki ภายใต้บริษัทในเครือ Don Quijote ที่มีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์

ร้าน Don Don Donki เป็นสาขาแรกในประเทศไทย และเป็นประเทศที่ 2 ในอาเซียนต่อจากประเทศสิงคโปร์ที่ได้เปิดสาขาแรกในปี 2015 ปัจจุบันมีทั้งหมด 3 สาขา ตั้งเป้าว่าจะมี 5 สาขาภายในสิ้นปีนี้

Don Don Donki หรือ ดอง ดอง ดองกิ ตั้งอยู่ในศูนย์การค้า DONKI Mall Thonglor โลเคชั่นตั้งอยู่ในซอยทองหล่อ 10 หรือซอยเอกมัย 5 มีพื้นที่โครงการรวม 27,000 ตารางเมตร

ในศูนย์การค้ามีทั้งหมด 6 ชั้น มีร้าน Don Don Donki จำนวน 2 ชั้น และมีร้านอาหาร คาเฟ่ คาราโอเกะ สวนสนุก และสปอร์ต เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เป็นการนำเอาวัฒนธรรมญี่ปุ่นรวมอยู่ในที่นี่

สินค้าในร้าน Don Don Donki ยังคงมีกลิ่นอายความเป็น Don Quijote อยู่ แม้สินค้าจะน้อยกว่า และแพงกว่าที่ประเทศญี่ปุ่น แต่มีสินค้าที่ค่อนข้างครอบคลุมทั้งของกิน ของใช้ อาหารสด อาหารสำเร็จรูป ขนม เครื่องสำอาง ของใช้ในบ้าน ของใช้ส่วนตัว มีสินค้าที่อิมพอร์ตจากญี่ปุ่น

TOA ร่วมทุนบิ๊กญี่ปุ่น

ถ้าดูภาพรวมของ DONKI Mall Thonglor มีมูลค่าการลงทุนรวม 700 ล้านบาท เป็นการร่วมทุนของ 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท แพน แปซิฟิค อินเตอร์เนชันแนล โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นบริษัทในเครือ Don Quijote สำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์ ถือหุ้น 49%

บริษัท ทีโอที เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด ถือหุ้น 40% และบริษัท พี พี ไอ จำกัด ถือหุ้น 11%

ซึ่งบริษัท ทีโอที เวนเจอร์ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทในเครือของอาณาจักรสี TOA เป็นบริษัที่เข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ๆทั้งธุรกิจสีเคมีภัณฑ์ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

ณัฏฐวุฒิ ตั้งคารวคุณ รองประธานกรรมการ บริษัท เจซีอี–ทีโอเอ จำกัด กล่าวว่า

“ทีโอเอ เวนเจอร์ได้เห็นโอกาสในการสร้างประสบการณ์ใหม่ในโซนทองหล่อ เลยร่วมทุนกับบริษัทในเครือ Don Quijote เอาร้านอาหาร วัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้ามา จะกลายเป็นเดสติเนชั่นของใครหลายๆ คน”

ร้าน Don Don Donki จะเปิดให้บริการอย่างเต็มรุปแบบในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562 มีการคาดการณ์ว่าจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการรวม 2 ล้านคน/ปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อ่านกลยุทธ์ dtac Accelerate กับการขี่คลื่น Startup ลูกใหม่ พร้อมปั้นหน้าเก่าสู่ Unicorn

4 hours 42 min ago

ปฏิเสธไม่ได้ว่า dtac Accelerate คือโครงการบ่มเพาะ Startup ที่ยืนยาวที่สุดของไทย ผ่านการทำมาถึง 6 ปีต่อเนื่อง ซึ่งปี 2562 ทาง dtac ก็เตรียมจัดโครงการนี้อีกครั้ง แถมมาพร้อมจุดเด่นที่มากกว่าแค่สร้างผู้เล่นรายใหม่

dtac Acceleratedtac Accelerate เหมือนเดิมไม่ได้ เพราะตลาดเริ่มหดตัว

สำหรับการจัดโครงการบ่มเพาะ Startup ที่ชื่อว่า dtac Accelerate นั้นในปีนี้ได้จัดขึ้นเป็นปีที่ 7 แล้ว โดยยังคงรูปแบบคล้ายเดิม หรือเปิดให้ Startup สมัครเข้ามาร่วมแข่งขันในโครงการ และมี Mentor ในอุตสาหกรรมนี้มาช่วย Startup ที่ถูกคัดเลือก พร้อมกับผู้เชี่ยวชาญด้าน Startup จากต่างประเทศมายกระดับความรู้

ส่วนที่ต่างจากครั้งก่อนๆ คือการเปิดตัว A Academy หรือโครงการบ่มเพาะ Startup ที่อยู่ระหว่างเตรียมระดมทุนในระดับ Series A (60 ล้านบาท) ให้สามารถทำได้สำเร็จมากขึ้น เพราะปัจจุบัน Startup ในไทยค่อนข้างประสบปัญหาเกี่ยวกับการทำแผนเพื่อเสนอต่อนักลงทุนในระดับนี้

dtac Accelerateสมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ dtac Accelerate

สมโภชน์ จันทร์สมบูรณ์ กรรมการผู้จัดการ dtac Accelerate เล่าให้ฟังว่า มี Startup ในไทยเพียง 10% เท่านั้นที่ได้รับการลงทุนในระดับ Series A ถือว่าน้อยมาก เพราะประเทศเพื่อนบ้านเริ่มมีเทคโนโลยีที่ดีขึ้นจนดูดเงินทุนของไทยไป ประกอบกับกระแส Super App และความกดดันเรื่องผลกำไรมากขึ้น ทำให้ Series A มันยากยิ่งกว่าเดิม

เปลี่ยนแปลงเพื่อเดินหน้าต่อไปในอนาคต

“เราต้องมีอะไรใหม่ๆ เข้ามา เพราะไม่ใช่แค่การสร้างโอกาสใหม่ให้กับกลุ่ม Startup ที่มีไอเดีย และกำลังจะระดมทุนในระดับ Seed ที่ dtac Accelerate ทำมาโดยตลอด เพราะกลุ่มที่กำลังจะระดมทุน Series A ตอนนี้เริ่มมีปัญหาเป็น Zombie หรือไม่สามารถเติบโตได้ ซึ่งเราเห็นปัญหา และอยากเข้ามาแก้ไขเรื่องนี้ไปพร้อมกัน”

dtac Accelerateระยะเวลาการสมัคร dtac Accelerate ครั้งที่ 7

สำหรับ A Academy จะมีการนำ Mentor จากต่างประเทศที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม Startup รวมถึงตั้ง 500 TukTuks มาเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบการอบรม พร้อมเปิดให้ Startup ที่เคยอยู่ dtac Accelerate รวมถึง Startup อื่นๆ ที่สนใจเข้ามาร่วมโครงการนี้ได้

ทั้งสองโครงการคือตัวต่อยอดความสำเร็จ

ทั้งนี้ dtac Accelerate มี Startup ที่อยู่ในโครงการ 46 ราย และ 70% ของจำนวนนี้สามารถระดมทุนได้สำเร็จ ผ่านการได้เงินจากนักลงทุนไทย และต่างชาติราว 870 ล้านบาท ทำให้ Startup ทั้งโครงการนี้มีมูลค่ารวมกันกว่า 5,100 ล้านบาท ซึ่งตัวครั้งที่ 7 นี้ก็น่าจะต่อยอดความสำเร็จของโครงการนี้ไปอีกขั้น

สรุป

dtac Accelerate ปีที่ 7 เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้-16 เม.ย. หาก Startup รายไหนสนใจก็ยื่นเอกสารสมัครได้เลย แล้วคุณจะรู้ว่าจะเข้ามาภายในโครงการบ่มเพาะแบบนี้สามารถช่วยอะไรคุณได้บ้าง ที่สำคัญตอนนี้มันแทบจะเหลือแค่ dtac ที่ทำโครงการบ่มเพาะ Startup อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโอกาสดีๆ แบบนี้มาแล้ว ก็อย่าลืมคว้าไว้นะครับ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Epson 2019 กับสิ่งที่ท้าทาย สร้าง S-Curve ใหม่ใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์

5 hours 58 min ago

เมื่อได้ยินคำว่า Epson หลายๆ คนต่างนึกถึงแบรนด์ที่ผลิตแต่พรินเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่แท้ที่จริงแล้ว Epson ทำหลากหลายกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นพรินเตอร์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม โปรเจคเตอร์ หุ่นยนต์ที่ใช้ในอุตสาหกรรม เป็นต้น แต่เมื่อทิศทางเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สินค้าต่างๆ จึงจำเป็นต้องพัฒนาให้มีความคุ้มค่ากับผู้บริโภค Epson จึงมองเป็นโอกาสที่ดี ที่ในปี 2019 เป็นปีที่ปรับเปลี่ยนรอบวงจรธุรกิจใหม่ ที่จะนำกลุ่ม 4 ผลิตภัณฑ์หลัก สร้างรายได้ต่อเนื่องจากนี้ไปอีก 5 ปี

ยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการ บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2019 เป็นปีรอบวงจรธุรกิจใหม่ของ Epson ที่จะเน้นการนำ 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ไม่ว่าจะเป็น อิงค์เจ็ทพรินเตอร์ความเร็วสูง, พรินเตอร์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม, เลเซอร์โปรเจคเตอร์ และหุ่นยนต์แขนกล ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เป็นช่วงที่ได้ปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่พอดี สอดรับกับการฐานลูกค้าใหม่ๆ ทั้ง SOHO, SME หรือโรงงานขนาดเล็กที่ต้องการสินค้าไปใช้ในธุรกิจด้วยราคาที่คุ้มค่าในการลงทุน และสามารถทดแทนกับสินค้าที่มีอยู่ในตลาดได้ในระยะยาว

“ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นในช่วง 1-2 ปีนี้ จึงเป็นโอกาสดีที่ทำให้หลายๆ กลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ๆ สามารถทดแทนสินค้าเดิม ด้วยการลงทุนที่คุ้มค่าและประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่าการใช้สินค้าเดิม รวมถึงมีความต่อเนื่องในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และทำตลาดเพื่อเข้าถึงตลาดใหม่ๆ มากขึ้น”

S-Curve ใหม่ของ Epson ใน 4 กลุ่มธุรกิจหลักอีก 5 ปีเป็นอย่างน้อย

ถึงแม้ว่าตลาดไอทีโดยรวมของประเทศในปีที่ผ่านมาจะมีอัตราการเติบโตถดถอยลงอยู่ที่ -3% แต่ Epson ยังเติบโตอยู่ที่ 5% และคาดการณ์ว่าเมื่อสิ้นปีงบประมาณของบริษัทฯ (31 มีนาคม 2019) ผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์จะเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนกว่า 10% ซึ่งมีโปรเจคเตอร์ความสว่างสูงเป็นกลุ่มที่เติบโตมากที่สุด เนื่องจากเข้าสู่การเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีจาก High Brightness Projector เป็น Laser Projector ขณะที่พรินเตอร์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมจะเติบโตขึ้น 6% ส่วนกลุ่มอิงค์เจ็ทพรินเตอร์จะขยายตัวขึ้น 5% โดยมาจากพรินเตอร์แท็งค์แท้ หรือ EcoTank เป็นหลัก

ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้ เอปสัน ประเทศไทย กำลังก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ของวงจรธุรกิจ หรือ S-Curve ใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องไปอีกไม่น้อยกว่า 5 ปี ในช่วงแรกของการสร้าง S-Curve ใหม่ บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 5% สำหรับประเทศไทย และ 10% โดยจะเน้นที่การสร้างตลาดและขยายฐานลูกค้าให้กับ 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญของบริษัทฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง มีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว และเป็นที่ต้องการอย่างมากในกลุ่มลูกค้า องค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรม

ปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ ยังส่งผลกระทบ

Epson ได้ประเมินเรื่องของปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะทั้งด้านบวกและด้านลบ ที่จะมีผลต่อยอดขายทั้งตลาดในประเทศ และตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งในประเทศ ที่ยังคาดเดาไม่ได้, ความต้องการสินค้า IT ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคู่แข่งพยายามลดราคาสินค้า เพื่อจูงใจผู้บริโภค หรือปัจจัยภายนอก อาทิ การชะลอตัวของเศรษฐจีนและเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งจะทำให้ค่าเงินเกิดความผันผวน

ส่วนปัจจัยบวกต่อการขยายตัวของธุรกิจอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้เกิดการใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจตามยุทธศาสตร์ Thailand 4.0 ของรัฐบาล ความต้องการสินค้า IT ในประเทศเพื่อนบ้าน ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่มีเทคโนโลยีที่ใหม่ๆ ที่คุ้มค้ามากกว่าการใช้สินค้าเก่า รวมไปถึงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น

มุ่งสู่การทดแทนสินค้าเดิมใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่

สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ใน 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ทาง Epson เข้ามาทำตลาด ทั้งกลุ่มอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ความเร็วสูง ที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ SME, SOHO ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าไปแทนที่การใช้งานเลเซอร์พรินเตอร์ ซึ่งอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ความเร็วสูงของ Epson ในปัจจุบันถูกพัฒนาให้ก้าว ข้ามเลเซอร์พรินเตอร์ไปแล้ว ทั้งด้านคุณภาพงานพิมพ์ การใช้พลังงานที่น้อยกว่า การดูแลรักษาที่ง่ายและ ประหยัดกว่า ที่สำคัญต้นทุนต่อแผ่นต่ำกว่า 10 สตางค์

กลุ่มพรินเตอร์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม ที่จะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่อีกหลายรุ่น ทั้งในกลุ่มโฟโต้ มินิแล็บ อุตสาหกรรมสิ่งทอ หรืองานพิมพ์ป้ายโฆษณาทั้ง ภายในและภายนอกอาคาร และเพิ่มเติมในส่วนของเครื่องพิมพ์อุตสาหกรรมความเร็วสูง ที่สามารถพิมพ์ตรงลงบนผ้าม้วนได้ (Direct to Fabric หรือ DTF) ซึ่งเป็น เครื่องพิมพ์สิ่งทอระบบดิจิทัลที่รองรับการพิมพ์แบบออนดีมานด์

ในขณะที่กลุ่มเลเซอร์โปรเจคเตอร์ เราตอกย้ำการเป็นที่หนึ่งด้วยการเปิดตัว เลเซอร์โปรเจคเตอร์ความสว่างสูง 20,000 ลูเมน และเลเซอร์โปรเจคเตอร์ ความละเอียดระดับ 4K ที่ให้ความคมชัด และอายุการใช้งานมากถึง 20,000 ชั่วโมง

และสุดท้าย หุ่นยนต์แขนกล ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะนำเข้ามาจะมีราคาถูกลงถึง 35% ซึ่งทำให้ราคาลดลงเหลืออยู่ที่ประมาณ 500,000 บาท เพื่อรองรับตลาดการศึกษาและเพิ่มโอกาสให้กับผู้ประกอบการรายเล็กสามารถนำหุ่นยนต์แขนกลเข้าไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และลดต้นทุน ซึ่งหากผู้ประกอบการรายเล็กไม่ปรับตัว อาจจะทำให้ต้นทุนการผลิตจะไม่สามารถลดต่ำกว่าคู่แข่งได้ ส่งผลทำให้เกิดการย้ายฐานผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านได้

จังหวะที่ดีในการสร้าง S-Curve ใหม่

“การสร้าง S-Curve ใหม่ทางธุรกิจในปีนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีของบริษัทฯ เพราะ Epson มีผลิตภัณฑ์ครบทุกไลน์ และมีจำนวนรุ่นมากเพียงพอที่จะทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง Epson ยังเป็นบริษัทเจ้าของเทคโนโลยีเอง จึงสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในแต่ละด้านให้ทันสมัย ที่สำคัญผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 กลุ่มใน S-Curve ใหม่นี้ล้วนแต่เป็นที่รู้จักคุ้นเคยและได้รับ ความมั่นใจจากลูกค้าในหลากหลายวงการธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทยอยู่แล้ว Epson ประเทศไทยจึงเชื่อมั่นว่า S-Curve ใหม่นี้จะไม่เพียงแต่จะสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะเวลา 5 ปีได้ แต่ยังจะทำให้มิติทาง ธุรกิจและแบรนด์ของ Epson ในประเทศไทยกว้างออกไป และเติบโตมากยิ่งขึ้นด้วย”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จับตาเงินบาทแข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี แตะ 31.08 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

7 hours 2 min ago

เมื่อค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกระทบเงินในกระเป๋าของผู้ส่งออกไทย ส่วนคนจะไปเที่ยวนอกแลกเงินได้ถูกลง แต่หลังจากนี้ค่าเงินบาทจะแข็งค่ากว่านี้หรือไม่?

ภาพจาก Shutterstock เงินบาทอยู่ที่ 31.08 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี

จิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย บอกว่า วันที่ 20 ก.พ. 2019 ค่าเงินบาทแข็งค่าแตะ 31.085 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าแข็งค่าหนักที่สุดในรอบ 6 ปี (นับตั้งแต่ปลายปี 2013)

ทั้งนี้คาดว่าค่าเงินบาทอาจแข็งค่าไปถึง 30.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้โดยสาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งค่าในปัจจุบันมาจาก 3 ปัจจัย ได้แก่

1. ความต้องการเงินบาทยังคงสูงอยู่สะท้อนจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง
2. ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงต่อเนื่องหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง
3. แนวโน้มการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ (Trade War) ดูสดใสขึ้น ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย

สัปดาห์นี้ (18-22 ก.พ. 2019) ค่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.10-31.60 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมีทิศทางอยู่ในเกณฑ์แข็งค่า ปัจจัยลบที่ต้องจับตามองคือ การเมืองในไทยหากมีความวุ่นวายอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าขึ้นไปอยู่ในระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือหากตลาดหุ้นทั่วโลกตกต่ำอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าไปถึง 31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

“ค่าเงินบาทยังอยู่ในทิศทางแข็งค่า โดยคาดว่าสัปดาห์นี้จะคึกคักขึ้น เนื่องจากมีการรายงานตัวเลขจีดีพีในวันจันทร์ (18 ก.พ. 2019) โดยรวมเราเชื่อว่าฝั่งตลาดทุนจะเป็นตัวนำทิศทางเงินบาทในสัปดาห์นี้ มองว่าเงินบาทแข็งค่าได้ถ้ามีเงินทุนไหลเข้าในตลาดหุ้นและบอนด์ไทย ขณะที่ปัจจัยลบจะมีเพียงบอนด์ยีลด์สหรัฐที่อาจปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันที่ยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อ”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ในที่สุด KitKat รสชาเขียวจากญี่ปุ่นก็บุกตลาดโลกสำเร็จ ล่าสุดเตรียมวางขายในยุโรปแล้ว

9 hours 52 min ago

ใครๆ ก็รู้จัก KitKat รสชาเขียว 🍵🍫

  • ล่าสุด หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมาก ทาง Nestlé จึงพา KitKat รสชาเขียวบุกทวีปยุโรป เตรียมวางขายในเดือนกุมภาพันธ์นี้
KitKat รสชาเขียวKitKat รสชาเขียว Photo: Shutterstock KitKat รสชาเขียว บุกตลาดยุโรป

เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาถึง 15 ปีกันเลยทีเดียว กว่าที่ KitKat รสชาเขียว ซึ่งคิดค้นสูตรจากประเทศญี่ปุ่นจะสามารถบุกตลาดยุโรปได้

Nestlé ประกาศว่าจะนำเอา KitKat รสชาเขียวเข้าไปเริ่มต้นขายในประเทศเยอรมนี สหราชอาณาจักร อิตาลี และสวิสเซอร์แลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ และจากนั้นจะขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะขยายไปกว่า 8 ประเทศในภูมิภาคนี้

  • การเติบโตของ KitKat น่าสนใจ เพราะถ้าดูยอดขายของ Nestlé ในปีที่ผ่านมา มีมูลค่าสูงถึง 8 พันล้านดอลลาร์ โดยในจำนวนนี้นับเป็นยอดขายของ KitKat เพียงอย่างเดียวสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์
  • ส่วนการเติบโตทางรายได้ของ KitKat เพิ่มขึ้นกว่า 9% จากปีก่อนหน้า ถือว่าสูงกว่าขนมในหมวดอื่นๆ ของ Nestlé ทั้งหมดที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเพียง 3% เท่านั้น

Euromonitor International รายงานว่า ขนมรสชาเขียวติดอันดับ 1 ใน 3 ของขนมยอดฮิตในญี่ปุ่น (ทำการสำรวจจากขนมทั้งหมด 350 ชนิด) โดย Bloomberg รายงานว่า ตลาดขนมช็อกโกแลตของญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่มาก เพราะมีมูลค่าสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม “ชาเขียว” เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในภูมิภาคยุโรปในช่วงไม่กี่ปีมานี้ และถ้าดูจากเทรนด์ของตลาดขนมรสชาเขียวแล้ว ต้องบอกว่าน่าจับตามองจริงๆ

KitKat รสชาเขียวKitKat รสชาเขียว Photo: Shutterstock

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

หนึ่งในเงื่อนไขเจรจาการค้ารอบใหม่ สหรัฐฯ ขอให้จีนดูแลค่าเงินหยวนให้มีเสถียรภาพ

14 hours 54 min ago

เงื่อนไขของสหรัฐอเมริกาในการเจรจาการค้ากับจีน หนึ่งในหัวข้อการเจรจาคือ การควบคุมดูแลค่าเงินหยวนให้มีเสถียรภาพ ป้องกันไม่ให้จีนลดค่าเงินหยวนเพื่อที่จะส่งออกได้มากขึ้น

ภาพจาก Shutterstock

Reuters และ CNBC ได้รายงานว่าสหรัฐอเมริกาได้ยื่นเงื่อนไขเจรจาการค้าให้จีนดูแลค่าเงินหยวนให้มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยเงื่อนไขดังกล่าวจะอยู่ใน MOU ของการปิดฉากการเจรจาสงครามการค้านี้อีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการคาดการณ์ว่าจีนอาจใช้วิธีลดค่าเงินหยวนถ้าหากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน เป็นการตอบโต้อีก 1 วิธีจากจีน

ถึงแม้ว่าค่าเงินหยวนของจีนจะมีการกำหนดค่ากลางของเงินหยวนจากรัฐบาลแล้วก็ตาม แต่ต่างชาติหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ได้ตำหนิจีนว่าแท้ที่จริงแล้วทางการจีนสามารถจะทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง หรือแข็งค่าขึ้น ได้ตามใจทางการจีน เพื่อที่สินค้าจีนจะได้สามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้ถูกลง

สำหรับการเจรจาการค้านั้นเจ้าหน้าที่เจรจาการค้าของทั้ง 2 ฝ่ายได้กลับมาเจรจากันอีกครั้ง หลังจากที่หัวหน้าเจรจาการค้าของทั้งสหรัฐฯ และจีน ได้ผลัดเปลี่ยนการเจรจาในช่วงไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่ดีมากขึ้น นอกจากนี้ทางการจีนยังรับปากว่าจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ที่มาCNBC, Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Honda เตรียมปิดโรงงานผลิตรถยนต์ในอังกฤษ อ้างขอเดินหน้า EV กระทบแรงงาน 3,500 ชีวิตทันที

19 hours 8 min ago

กลายเป็นเรื่องใหญ่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ของอังกฤษทันที หลัง Honda เตรียมประกาศปิดโรงงานผลิตรถยนต์ที่นั่นภายในปี 2564 ผ่านเหตุผลว่าต้องการเดินหน้ารถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า ส่วนแรงงาน 3,500 ชีวิตที่นั่นยังไร้ชะตากรรม

Hondaบรรยากาศสุดชื่นมื่นที่โรงงานในอังกฤษของ Honda เมื่อปี 2558 สนั่นวงการอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ในอังกฤษ

สำหรับโรงงานของ Honda ที่จะปิดตัวภายในปี 2564 นั้นตั้งอยู่ที่เมือง Swindon ห่างจากกรุง London ราว 130 กม. และเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของอังกฤษ มีพนักงานทั้งสิ้นราว 3,500 คน เน้นผลิตรถยนต์รุ่นยอดนิยม เช่นตระกูล Civic

Takahiro Hachigo ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Honda แจ้งว่า การปิดโรงงานครั้งนี้ไม่ได้มาจาก Brexit แต่อย่างใด แต่เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์เดินหน้าทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า ซึ่งในอนาคตบริษัทมีแผนนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน และญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่ายในพื้นที่ยุโรปด้วย

HondaTakahiro Hachigo ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Honda Motor

หากอ้างอิงจากข้อตกลง EU-Japan Economic Partnership Agreement ที่เริ่มต้น 1 ก.พ. 2562 จะพบว่า จากเดิมการนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นมาจำหน่ายในยุโรปจะต้องเสียค่าธรรมเนียมในอัตรา 10% แต่เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเริ่มขึ้น การนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นมาจำหน่ายในยุโรปก็จะไม่เสียค่าธรรมเนียม และจะเป็นอย่างนี้ไปอีก 10 ปี

ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นต่างแทงกั๊กในการทำตลาดที่นี่

อย่างไรก็ตามอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นหนึ่งในฟันเฟืองเศรษฐกิจอีกตัวที่สำคัญของอังกฤษ เพราะค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นทั้ง Honda, Nissan และ Toyota ต่างใช้ที่นี่เป็นโรงงานหลักเพื่อส่งรถยนต์ออกไปทำตลาดในยุโรป แต่ด้วยเรื่อง Brexit ก็ทำให้ค่ายรถยนต์เหล่านี้ไม่แน่ใจกับอนาคต และแทงกั๊กเรื่องการผลิตรถยนต์บางรุ่นอยู่

Honda CivicHonda Civic Hatchback หนึ่งในรุ่นที่ผลิตในโรงงานที่อังกฤษ

ในทางกลับกัน Honda ก็มีการปิดโรงงานเก่าไปบ้างแล้ว เช่นในญี่ปุ่นที่เพิ่งประกาศปิดโรงงานผลิตหลัก และเตรียมขึ้นไลน์ผลิตในโรงงานแห่งใหม่นับตั้งแต่ปี 2564 ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าคือหนึ่งในนั้น ทั้งมีการคาดการณ์ว่า การปิดโรงงานในอังกฤษทำให้กำไรจากการดำเนินงานของ Honda เพิ่มขึ้นกว่า 30,000 ล้านเยน/ปี (ราว 8,400 ล้านบาท)

ภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์อังกฤษที่ไม่สวยหรู

ส่วนภาพรวมตลาดรถยนต์ในยุโรปเองปัจจุบันเริ่มมีความต้องการลดลง ยิ่งการส่งนโยบายไร้มลพิษของประเทศต่างๆ ในพื้นที่นี้ ก็ทำให้ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมต้องคิดหนัก นอกจากนี้การเกิด Brexit ก็ทำให้มูลค่าการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ของอังกฤษนั้นลดลงครึ่งหนึ่งจากปีก่อนเหลือเพียง 589 ล้านปอนด์ (ราว 24,000 ล้านบาท)

สรุป

มูลค่าลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ของอังกฤษนั้นลดต่ำลงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกเมื่อปี 2550-2551 และไม่ใช่แค่ค่ายรถยนต์ที่ถอยทัพจากอังกฤษ เพราะค่ายผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าทั้ง Sony และ Panasonic ก็ย้ายสำนักงานออกไปเช่นกัน แสดงให้เห็นว่า Brexit นั้นกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจของอังกฤษจริงๆ

อ้างอิง // Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

[ลือ] “ศรีสวัสดิ์” สนใจซื้อธุรกิจปล่อยสินเชื่อรายย่อยของ Agribank ประเทศเวียดนาม

21 hours 11 min ago

ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 หรือที่เรารู้จักกันในแบรนด์ มีบ้านมีรถ สนใจที่จะซื้อกิจการ ALC-1 ซึ่งเป็นธุรกิจปล่อยเงินกู้รายย่อยในประเทศเวียดนาม

ภาพจาก Shutterstock

ข่าวลือจากสื่อธุรกิจประเทศเวียดนามได้รายงานว่า บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD สนใจที่จะเข้าซื้อกิจการ ALC-1 ซึ่งเป็นธุรกิจปล่อยสินเชื่อของธนาคาร Agribank ของประเทศเวียดนาม คาดว่ามูลค่าในการซื้อขายจะอยู่ประมาณ 671 ล้านบาท

อย่างไรก็ดีศรีสวัสดิ์จะต้องรอหน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินของเวียดนามอนุมัติ และยังรวมไปถึง ALC-1 ณ ขณะนี้กำลังอยู่ในการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ด้วย ซึ่งก็ต้องได้รับอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้วยเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ทั้ง Agribank และ ศรีสวัสดิ์ ได้เซ็น MOU ร่วมกันไปแล้วด้วย

โดย Agribank ได้หาผู้ซื้อกิจการ ALC-1 มาตั้งแต่ปี 2017 เนื่องจากกิจการประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก นอกจากนี้ Agribank เองก็ยังมีแผนที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์เวียดนามภายในปี 2020 อีกด้วย ซึ่งทำให้ธนาคารแห่งนี้ต้องปรับโครงสร้างของธนาคารโดยการขายกิจการที่ไม่ทำกำไรออกไปก่อนที่จะ IPO

ที่มาVNExpress (ภาษาเวียดนาม)Vietnam News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Samsung เดินหน้าเปิดช้อปแรกในสหรัฐอเมริกา

21 hours 15 min ago

Samsung มีเป้าหมายสำคัญในการเจาะตลาดร้านค้าปลีกในตลาดสหรัฐอเมริกา ได้เดินหน้าเปิดช้อปแรกอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกา

Photo : Shutterstock

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดที่ถูกครองโดย Apple มีร้านค้าปลีกกระจายอยู่ทั่วประเทศ Samsung เองก็มีความพยายามที่จะเจาะตลาดนี้ เมื่อปี 2013 ได้เป็นพาร์ทเนอร์กับร้าน Best Buy เพื่อจัดร้านเป็นช้อปเล็กๆ สำหรับขายอุปกรณ์ไอที

จากนั้นในปี 2016 ได้เปิด Samsung 837 เป็นโชว์รูมในนิวยอร์ก แต่ตอนนี้กำลังเป็นก้าวสำคัญของ Samsung ที่จะประกาศเปิด Samsung Experience Stores อย่างเป็นทางการจำนวน 3 แห่งใน California, New York และ Texas

ถือเป็นการฉลองครบรอบ 10 ปีของสมาร์ทโฟนตระกูล Galaxy ที่จะเปิดตัวในปีนี้ ซึ่ง Samsung จะเปิดร้านใหม่เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้า รวมถึงเป็นจุดที่ให้บริการลูกค้าทั้งซ่อมแซมสินค้าต่างๆ เน้นสินค้ากลุ่มสมาร์ทโฟน โทรทัศน์ แท็ปเล็ต คอมพิวเตอร์ โน้ตบุค อุปกรณ์ Wearable และอุปกรณ์ SmartThings ต่างๆ ด้วย

ร้านจะเปิดในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ เป็นวันเดียวกันกับการเปิดตัวสมาร์ทโฟน Samsung Galaxy S10 แบบพับได้ คาดว่าจะเปิดตัวในงานประจำปีที่ซานฟรานซิสโก

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Karl Lagerfeld ดีไซน์เนอร์แบรนด์ดัง Chanel เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 85 ปี

19 February 2019 - 19:09

คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ ปรมาจารย์ด้านดีไซน์เนอร์ชื่อดัง อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของชาแนล เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 85 ปี

ภาพจาก Shutterstock

Karl Lagerfeld หรือ คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลก อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของชาแนล เสียชีวิตลงแล้วด้วยวัย 85 ปี ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หลังจากที่ได้ล้มป่วยลงและต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้มีความกังวลถึงอนาคตของแบรนด์หรูชาแนล หลังจากเขาเริ่มมีอายุมากขึ้นอีกด้วยว่าทิศทางหลังจากนี้จะเป็นไปในทิศทางใด

รายละเอียดของข่าวโปรดอดใจรอสักครู่

ที่มาThe Guardian, Sky News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สิงคโปร์เตรียมจำกัดจำนวนแรงงานต่างชาติมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจภาคบริการ

19 February 2019 - 17:38

สิงคโปร์ได้มีแผนร่างงบประมาณในปีนี้นั้นเตรียมที่จะจำกัดแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจภาคบริการที่ได้รับผลมากที่สุด เพื่อที่ชาวสิงคโปร์จะได้มีโอกาสในการหางานและเปลี่ยนงานมากขึ้น

ภาพจาก Pixabay

เฮง สวีเกียต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ นำเสนอร่างแผนงบประมาณประจำปีนี้ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยแผนร่างงบประมาณในปีนี้นั้นเตรียมที่จะจำกัดแรงงานต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจภาคการบริการ ซึ่งภายในปี 2021 ธุรกิจภาคการบริการแต่ละที่จะมีสัดส่วนสำหรับชาวต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 35% จากปัจจุบันอยู่ที่ราวๆ 40%

ขณะเดียวกันแรงงานต่างชาติที่มีใบอนุญาตจ้างงานหรือ S Pass ที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่มีฝีมือมาก และได้ค่าจ้างขั้นต่ำที่ 2,300 เหรียญสิงคโปร์ หรือราวๆ 52,000 บาทขึ้นไปนั้นก็ได้รับผลกระทบด้วย จากสัดส่วน 15% ของธุรกิจนั้นๆ จะเหลือเพียงแค่ 13% เท่านั้นภายในปี 2021 หลังจากจำนวนแรงงานที่มี S Pass เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

สำหรับเหตุผลในการลดสัดส่วนแรงงานจากต่างประเทศของสิงคโปร์ในครั้งนี้เพื่อที่จะสร้างโอกาสให้กับชาวสิงคโปร์  ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในสิงคโปร์ที่ขณะนี้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันสำหรับแรงงานในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ อย่าง ภาคการผลิต ภาครับเหมาก่อสร้าง ฯลฯ รัฐบาลสิงคโปร์ยังคงอัตราส่วนของแรงงานต่างชาติไว้เท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้เตรียมจัดสรรงบประมาณปีละ 1,200 ล้านเหรียญสิงคโปร์จนถึงปี 2021 สำหรับผู้ที่มีประสบการณ์และเปลี่ยนสายงานไปยังสายงานใหม่ๆ ทางด้านกระทรวงแรงงานเองก็ได้จัดตั้งโปรแกรมฝึกอบรมแรงงานที่สามารถเปลี่ยนแรงงานให้มีทักษะมากขึ้นและสามารถเปลี่ยนข้ามสายงานได้ หรือเรียกว่า CSP ไปยังธุรกิจที่ต้องการแรงงานจำนวนมากเช่น โปรแกรมเมอร์ ฯลฯ ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรมนุษย์ได้คุ้มค่า ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีงานทำอีกด้วย

ที่มาSingapore Budget 2019, South China Morning Post, CNA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดต้นทุนโรงพยาบาลไทยทำไมถึงแพง เผยกำไรสุทธิแค่ปีละ 7-10%

19 February 2019 - 16:11

วันที่เจ็บป่วยนอกจากเจ็บกาย ยังเจ็บไปถึงกระเป๋าเงินเพราะเข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้งค่าหมอค่ายาแพงหูฉี่

ว่าแต่ต้นทุนของโรงพยาบาลมาจากอะไร ทำไมค่ายา ค่ารักษาถึงแพงขึ้นทุกปี?

ภาพจาก shutterstock เปิดต้นทุนโรงพยาบาลมาจากค่าแรง 70% กำไรสุทธิที่ 7-10% ต่อปี

นพ.ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ รองประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG บอกว่า 20 ปีที่ผ่านมาโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะมีกำไรสุทธิประมาณ 7-10% ต่อปี และบางโรงพยาบาลที่ทำ medical tourism จะมีกำไรสุทธิ ประมาณ 12-13% ต่อปี กำไรของโรงพยาบาลมาจากหลายด้านรวมกัน เช่น ค่ายา ค่าเครื่องมือแพทย์ ค่าบริการ ค่าห้อง ค่า Lab ค่า x-ray ฯลฯ

ทั้งนี้ต้นทุนโรงพยาบาล ส่วนใหญ่กว่า 70% มาจากค่าแรง เช่น ค่าแพทย์ ค่าพยาบาล ค่าใช้จ่ายพนักงาน  นอกจากนี้มีต้นทุนจากการลงทุน (Capex-Capital Expenditure) เช่น หากต้องการสร้างโรงพยาบาลมาตรฐานสูง  500 เตียงใช้เงินประมาณ 10,000 ล้านบาท (ไม่รวมมูลค่าที่ดิน) ดังนั้นต้นทุน Capex เฉลี่ยเตียงละ 20 ล้านบาท ในขณะที่โรงพยาบาล มาตรฐานระดับรองลงมา Capex เฉลี่ยเตียงละ 7-10 ล้านบาท ส่วนโรงพยาบาลแบบ Mass หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่างที่ภาครัฐทำ Capex เฉลี่ยเตียงละ 3 ล้านบาท เมื่อโรงพยาบาลลงทุนแล้วจะใช้เวลาประมาณ 7-8 ปีจึงจะถึงจุดคุ้มทุน

ในขณะต้นทุนที่เป็นค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงาน (Opex-Operating Expenditure) กรณีโรงพยาบาลมาตรฐานสูงจะมีพนักงานดูแล ( แพทย์พยาบาล ฯลฯ) 5-7 คนต่อ 1 เตียง ในขณะที่โรงพยาบาลแบบ Mass จะมีพนักงานดูแล 3 คนต่อ 1 เตียง สาเหตุที่โรงพยาบาลไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานได้ ก็เพื่อคงมาตรฐาน การรักษาผู้ป่วย ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในไทยต้นทุนค่าหมออยู่ที่ประมาณ 20% ของ ต้นทุนทั้งหมด ถ้าเทียบกับประเทศอื่นค่าหมอไทยก็ถูกกว่า ต่างประเทศอย่าง เช่น ไต้หวัน ฮ่องกงค่าแพทย์คือ 40 %ของระบบ”

ภาพจาก Unsplash หมอย้ำยาไม่เคยขึ้นราคาแต่ยาใหม่ที่ดีขึ้นราคาก็แพงขึ้น

นพ.ธนาธิป บอกว่าราคายาไม่เคยปรับขึ้น  โดยธรรมชาติราคายาจะแพงที่สุดหลังออกจากการวิจัย และขายสู่ตลาดในครั้งแรก ซึ่งราคายาจะค่อยๆ ปรับลดลงภายใน 7 ปีตามการแข่งขันในตลาด ที่มียาชนิดใหม่ๆ เกิดขึ้น

จริงๆ แล้วราคายาไม่เคยปรับเพิ่มขึ้น แต่ยาตัวใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ  ซึ่งยาแต่ละตัวก็มีนวัตกรรมมากขึ้น เช่น ปัจจุบันยาเม็ดนี้โอกาสรักษาหายให้ได้  70%  แต่ยาตัวใหม่ที่ออกมามีโอกาสรักษาโรคหายได้ 90% คนก็เลือกยาตัวใหม่ แม้ต้องจ่ายเพิ่มขึ้น 3 เท่าก็ตาม ปัจจุบันยามะเร็งเม็ดละ 10,000 บาทยังมี ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็งอาจไปถึงหลักล้านบาท”

ดังนั้นจากที่หลายคนเคยพูดว่าค่ารักษาพยาบาลที่แพงขึ้นเฉลี่ยปีละ 8-10 % ก็มาจากมาตรฐานการรักษาที่สูงขึ้น

ภาพจาก shutterstock ชี้เทรนด์ 2 รูปแบบโรงพยาบาลเกิดใหม่ เฉพาะทาง-ดูแลผู้ป่วยพักฟื้น

จากสังคมสูงวัยและสภาพแวดล้อมในปัจจุบันหลังจากนี้โรงพยาบาลขนาดใหญ่จะไม่มีเพิ่มขึ้น (ยกเว้นโรงพยาบาลที่มีอยู่ขยายสาขา) แต่จะเห็นการขยายตัวในรูปแบบโรงพยาบาลเฉพาะทาง เช่น ศูนย์รักษาแผลเบาหวาน ทันตกรรม ศูนย์ส่องกล้อง ฯลฯ และโรงพยาบาลพักฟื้นผู้ป่วย

“คนไทยอายุยืนมากขึ้น  ปัจจุบันคนไทยอายุขัยเฉลี่ย 75-77 ปี ภายใน 20 ปีข้างหน้าอายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 85-90 ปี นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่าเด็กที่เกิดหลังปี 2000 อาจมีอายุขัยเฉลี่ยถึง 100 ปี ดังนั้นผู้ป่วยที่สูงอายุจะมีเยอะขึ้น นอกจากการรักษาตัวในโรงพยาบาล ต้องมีสถานที่ฟื้นฟูร่างกาย เช่น เมื่อผู้ป่วยอัมพาต ออกจากโรงพยาบาลต้องมีกายภาพบําบัดยาว 1 เดือนต้องมาใช้โรงพยาบาลพักฟื้นผู้ป่วยที่ค่าใช้บริการจะถูกกว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เพราะใช้ผู้ดูแลประมาณ 2-3 คน เท่านั้น นอกจากนี้ยังสามารถรองรับผู้ป่วยติดเตียงได้ด้วย”

สรุป

ไม่ว่ารวยหรือจนทุกคนต้องใช้บริการโรงพยาบาล แต่ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ค่าหมอก็แพงขึ้นทุกปี จนล่าสุดภาครัฐ เริ่มจะเข้ามาควบคุมราคายาและค่าบริการทางการแพทย์ แต่จะช่วยให้คนเข้าถึงการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานได้มากขึ้นหรือไม่ คงต้องรอดู. . .

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

นักท่องเที่ยวแต่ละสัญชาติ มีสไตล์การเดินทางอย่างไร!

19 February 2019 - 14:34

มีผลสำรวจจาก Booking.com พบว่า นักท่องเที่ยวแต่ละสัญชาติจะมีสไตล์การเที่ยวแตกต่างกัน หรือมีแรงจูงใจในการเที่ยวต่างกันอย่างสิ้นเชิง

89% ของผู้เดินทางชาวไทยกล่าวว่า “การได้มีเวลาพักผ่อนให้ตัวเองถือเป็นแรงจูงใจสำคัญในการออกเดินทาง”และการเดินทางเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงสถานะทางสังคม ผู้เดินทางชาวไทย 78% กล่าวว่าแรงจูงใจในการเดินทางนั้นคือ “ไปสถานที่ที่คนรู้จักยังไม่เคยไปมาก่อน”

Booking.com ได้ได้สอบถามกลุ่มตัวอย่าง 53,492 คน จาก 31 กลุ่มตลาด (อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา จีน โคลอมเบีย เยอรมนี เดนมาร์ก สเปน ฝรั่งเศส ฮ่องกง โครเอเชีย อินโดนีเซีย อิสราเอล อินเดีย อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เม็กซิโก มาเลเซีย เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สวีเดน สิงคโปร์ ไทย ไต้หวัน สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม)

เกณฑ์สำหรับผู้ที่สามารถทำแบบสอบถามได้คือ ต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เคยเดินทางมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา และต้องเป็นผู้ตัดสินใจหลักหรือมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการเดินทาง แบบสอบถามเปิดให้ทำทางออนไลน์ในช่วง 16 ตุลาคมถึง 12 พฤศจิกายน 2018

ทุกคนต่างมีสไตล์การเดินทางที่ชอบแตกต่างกันไป สำหรับบางคนนั้นการเดินทางหมายถึงช่วงเวลาแห่งการผจญภัยและกระตุ้นอะดรีนาลีน ในขณะที่บางคนนี่ถือเป็นโอกาสผ่อนคลายและปล่อยกายสบายใจ ผลการสำรวจนี้เผยให้เห็นว่าสัญชาติของผู้คนนั้นมีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อสไตล์การเดินทาง

ความตื่นเต้นและความสบาย คือ เหตุผลอันดับต้น ๆ ของการเดินทาง

แรงกระตุ้นหลักๆ ที่ทำให้ผู้คนเกือบทุกชาติออกเดินทางนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน นั่นคือต้องการเวลาพักผ่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้เดินทางชาวไทยกว่า 89% กล่าวว่า “การได้มีเวลาพักผ่อน” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาออกเดินทาง เหตุผลนี้ติดอันดับต้นๆ สำหรับคนทุกชาติ เว้นก็แต่ชาวเดนมาร์กและชาวฝรั่งเศสซึ่งเห็นต่างว่า “การได้ทำอะไรตามความรู้สึก” นั้นเป็นแรงจูงใจหลักของพวกเขามากกว่า

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบแรงจูงใจในการเดินทางอันดับต้นๆ ของคนแต่ละชาติ เห็นได้ชัดว่าผู้เดินทางจากแต่ละมุมโลกก็มีสไตล์แตกต่างกันไป ชาวไทยเป็นกลุ่มที่ถูกกระตุ้นได้ง่ายด้วยความรู้สึกโหยหาอดีต ผู้เดินทางชาวไทย 77% กล่าวว่าออกเดินทางเพื่อ “กลับไปสัมผัสวันวานที่แสนหวานอีกครั้ง”

ส่วนชาวจีนและชาวไต้หวันนั้นให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ “การสัมผัสไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่ายขึ้น” (คิดเป็น 83% และ 76% ตามลำดับ) ในขณะเดียวกันคนญี่ปุ่น เยอรมัน และฮ่องกงมีแนวโน้มสูงที่จะเดินทางเพื่อ “หลบหนีจากความกดดันที่บ้าน” (66% 72% และ 80% ตามลำดับ)

แต่สำหรับผู้เดินทางบางกลุ่มนั้น การเดินทางเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงสถานะทางสังคม โดยเฉพาะชาวอินโดนีเซีย (75%) ชาวอินเดีย (75%) ชาวไทย (78%) และชาวฟิลิปปินส์ (80%) ซึ่งกล่าวว่าแรงจูงใจในการเดินทางนั้นคือ “ไปสถานที่ที่คนรู้จักยังไม่เคยไปมาก่อน”

สำหรับแรงจูงใจที่ผู้เดินทางทั่วโลกส่วนใหญ่เห็นต่างกันคือการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย โดยผู้เดินทางชาวรัสเซียกล่าวว่าชอบใช้เวลาช่วงพักผ่อน “เสาะหาความเร้าใจและตื่นเต้น” ในขณะที่ชาวดัตช์และชาวเยอรมันโดยเฉลี่ยให้คะแนนต่ำสุดกับเหตุผลนี้

แรงจูงใจในการเดินทาง 5 อันดับแรกของผู้เดินทางทั่วโลก

  • ให้ตัวเองได้มีเวลาพักผ่อน
  • ใช้เวลาผ่อนคลายจิตใจ
  • สัมผัสประสบการณ์ที่ทำที่บ้านไม่ได้
  • ไปดูไปชมสิ่งต่าง ๆ ให้มากที่สุด
  • มีอิสระที่จะทำตามความรู้สึก

แรงจูงใจในการเดินทาง 5 อันดับแรกของผู้เดินทางชาวไทย

  • ให้ตัวเองได้มีเวลาพักผ่อน
  • ใช้เวลาผ่อนคลายจิตใจ
  • มีอิสระที่จะทำตามความรู้สึก
  • การได้ขยับและเคลื่อนไหวร่างกาย
  • สัมผัสประสบการณ์ที่ทำที่บ้านไม่ได้
จุดหมายปลายทาง

นอกเหนือจากแรงจูงใจในการเดินทางทางแล้ว จุดหมายที่แต่ละชาติเลือกก็แตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน ผู้เดินทางทั่วโลกส่วนใหญ่เลือกจุดหมายโดยอิงตามปัจจัยต่างๆ เช่น “ความปลอดภัยต่อผู้เดินทาง” และ “ความสะอาด” ทว่าก็ยังมีอีกหลายชาติให้ความสำคัญกับ “ธรรมชาติที่สวยงาม” หรือ “อาหารท้องถิ่นแสนอร่อย” มากกว่าเรื่องอื่น

ปัจจัย 5 อันดับแรกที่ผู้เดินทางทั่วโลกพิจารณาเมื่อเลือกจุดหมาย

  • ความปลอดภัยต่อผู้เดินทาง
  • ความสะอาด
  • ทัศนียภาพทางธรรมชาติที่โดดเด่น
  • อาหารท้องถิ่นอร่อย
  • สภาพอากาศที่ไม่แปรปรวน

ปัจจัย 5 อันดับแรกที่ผู้เดินทางชาวไทยพิจารณาเมื่อเลือกจุดหมาย

  • ความปลอดภัยต่อผู้เดินทาง
  • ความสะอาด
  • อาหารท้องถิ่นอร่อย
  • ทัศนียภาพทางธรรมชาติที่โดดเด่น
  • บรรยากาศที่แปลกใหม่

แน่นอนว่าสิ่งที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเดินทางด้วยเช่นกันคือ ความยากง่ายในการเดินทางไปยังจุดหมาย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนภูฏานมากที่สุดคือชาวอินเดีย ส่วนในปารากวัยก็จะพบเห็นชาวอาร์เจนตินามากที่สุด นอกจากนี้ Booking.com ยังพบว่าชาวเกาหลีใต้เป็นฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สุดของเกาะกวม หากลองดูประเทศซึ่งผู้เดินทางชาวไทยเลือกไปบ่อยๆ ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าผู้เดินทางชาวไทยชอบไปประเทศใกล้เคียงเพียงใด

10 จุดหมายที่ได้รับความนิยมที่สุดจากผู้เดินทางชาวไทยในปี 2018

  • ไทย
  • ลาว
  • เมียนมา
  • สิงคโปร์
  • ฮ่องกง
  • กัมพูชา
  • ญี่ปุ่น
  • มาเก๊า
  • เวียดนาม
  • มัลดีฟส์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สงคราม Digital Lending แบงก์ปล่อยกู้ออนไลน์ ง่ายขึ้น-ดอกเบี้ยถูก-หนี้เสียต่ำจริงหรือ?

19 February 2019 - 10:21

Digital Lending หรือสินเชื่อออนไลน์ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง ที่ไทยมีหลายธนาคารที่กระโดดเข้ามาลองตลาด ทั้งธนาคารกสิกรไทย  ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงศรีอยุธยา แต่ตลาดนี้เวิร์คจริงหรือ?

ภาพจาก shutterstock ธนาคารลงทุนต่อเนื่อง หวัง Digital Lending โตติดตลาด

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บอกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางธนาคารลงทุนสร้างระบบรองรับ Digital Lending และเปิดให้ลูกค้าขอสินเชื่อออนไลน์เมื่อปี 2018 คือ สินเชื่อส่วนบุคคล Krungsri iFIN ปัจจุบันมีผู้สมัครราว 30,000 ใบสมัคร และ สมัครบัตรเครดิตกรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ ราว 3,000 ใบสมัคร ใน 1 เดือน

ทั้งนี้ Digital Lending ยังเติบโตไม่มาก เพราะเป็นระยะแรกซึ่งเริ่มในกลุ่มลูกค้าเดิมของธนาคารแต่หลังจากนี้หาก Digital ID และ E-KYC (การระบุตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์) เกิดขึ้นทางธนาคารจะสามารถเข้าถึงลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยเป็นลูกค้าของแบงก์ได้ ทำให้ Digital Lending เติบโต และเมื่อลูกค้าคุ้นเคยกล้าใช้งาน สินเชื่อนี้จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม  Digital Lending ช่วยลดขั้นตอนในการขอสินเชื่อ ทำให้ต้นทุนส่วนนี้สามารถลดลงกว่า 30-40% และเมื่อต้นทุนลดลงในอนาคตธนาคารสามารถลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลงไปด้วย แต่ดอกเบี้ยเงินกู้จะลดลงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการบริหารความเสี่ยงและหนี้เสีย (NPL) เป็นหลัก

“ในอนาคตการให้สินเชื่อจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จากเดิมธนาคารดูว่าจะให้วงเงินลูกค้าได้เท่าไร แต่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นลูกค้าอยากได้เงินเท่าไร ต่อไปเราจะเห็นวงเงินสินเชื่อที่เล็กลงอาจจะถึงหลักพันบาท ที่จะเป็นทุนหมุนเวียนให้พ่อค้าแม่ค้าที่ต้องการเงินหมุนในธุรกิจ ซึ่งจะช่วยลดหนี้นอกระบบในอีกทาง”

ปี 2019 นี้ธนาคารกรุงศรีฯ เตรียมขยายสินเชื่อออนไลน์ในหลายประเภท ได้แก่ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อยานยนต์ภายในไตรมาส 2 และในไตรมาส 3 จะขยายไปไปที่สินเชื่อบ้านแลกเงิน (ใช้บ้านปลอดหนี้เป็นหลักประกันในการกู้ )

Digital Lending จะโตได้ ถ้า Digital ID เกิด

จากการรวบรวมข้อมูล Brand Inside พบว่า Digital Lending  ได้รับความสนใจมากในวงการธนาคาร โดยปัจจุบันมีหลายธนาคารให้บริการสินเชื่อออนไลน์ เช่น ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ฯลฯ ซึ่ง พยายามให้สินเชื่อหลากหลายประเภท อาทิ สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อ sme  ส่วนใหญ่ ยังเป็นการปล่อยสินเชื่อ ในกลุ่มลูกค้าเดิมของธนาคาร เพราะใช้ข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่เดิมมาวิเคราะห์ความเสี่ยง (ที่จะเบี้ยวหนี้)

อย่างไรก็ตาม Digital Lending จะ สามารถปล่อยสินเชื่อได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทย สนับสนุนการใช้ information based lending หรือการใช้ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงินให้แบงก์ใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้ดีขึ้น เช่น ผู้กู้อาจเป็นพนักงานกินเงินเดือนมีรายได้ประจำ แต่ก็มีรายได้ทางอื่นมีธุรกิจเสริม การดูพฤติกรรมในการจ่ายค่าน้ำค่าไฟว่าตรงเวลาหรือไม่ ฯลฯ

อย่างไรก็ตามจากการสำรวจปัจจุบันการขอสินเชื่อออนไลน์  บางธนาคารสามารถขอสินเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์แต่ยังต้องมีพนักงานติดต่อทาง Call Center หรือส่งเอกสารมาให้เซ็นตามกฎระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้นปัจจัยหลักที่สนับสนุนให้แบงค์ไม่ต้องรอลายเซ็นลูกค้าบนเอกสาร  คือ Digital ID  และ e-KYC ที่ใช้ระบุตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ หาทั้ง 2 เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงภายในปี 2019 จะเห็น ลูกค้าที่เคยเปิดบัญชีกับธนาคารแห่งใดก็ได้ (KYC  หรือพิสูจน์ตัวตนไปแล้ว) สามารถเปิดบัญชีกับธนาคารใหม่โดยไม่ต้องเดินเข้าสาขาของแบงก์ใหม่เพื่อยืนยันตัวตนอีก ที่สำคัญยังสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงธุรกรรม ออนไลน์ที่หลากหลาย เช่น การเปิดพอร์ตหุ้น การขอสินเชื่อออนไลน์ ฯลฯ

สรุป

Digital Lending เกิดขึ้นในต่างประเทศเยอะมาก เช่น ในประเทศจีน Platform e-Commerce นอกจากเป็นเว็บไซต์ขายของ ยังสามารถเสนอสินเชื่อให้ลูกค้า  มี P2PLending (ผู้กู้และผู้ให้กู้สามารถยืมกันได้โดยตรง) ฯลฯ แต่ในจีนก็มีปัญหา Grey Market ที่เกิดจาก Digital Lending ไทยคงต้องเรียนรู้เป็นบทเรียน และเลือกหยิบมาใช้แต่สิ่งที่เหมาะสมกับบริบทของไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จักรยานไฟฟ้ามาแล้ว! GM ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ เตรียมส่งลงเล่นในตลาดยุโรป ราคาเริ่มต้นหลักแสน

19 February 2019 - 09:51
จักรยานไฟฟ้า Ariv GMจักรยานไฟฟ้า Ariv Photo: GM จักรยานไฟฟ้าของ Ariv ของ GM เตรียมลงสู่ตลาดแล้ว

GM ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ เตรียมส่งจักรยานไฟฟ้าลงสู่ตลาดในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ โดยจะมาในชื่อ​ “Ariv”

โดยตลาดกลุ่มแรกที่ GM จะส่งจักรยานไฟฟ้าไปลงเล่นคือ “ยุโรป” โดยจะเริ่มต้นที่ประเทศเยอรมนี เบลเยี่ยม และเนเธอร์แลนด์ ส่วนราคาของจักรยานไฟฟ้า Ariv ของ GM แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • รุ่น Meld อยู่ที่ 3,200 ดอลลาร์ (ประมาณ 100,000 บาท)
  • ส่วนรุ่น Merge เป็นจักรยานแบบพับได้ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 3,800 ดอลลาร์ (ราวๆ 120,000 บาท)
จักรยานไฟฟ้า Ariv รุ่นพับได้จักรยานไฟฟ้า Ariv รุ่นพับได้ Photo: GM นักวิเคราะห์มอง กลยุทธ์เพิ่มทางเลือก เพื่อเตรียมต่อสู้ในอนาคต

Garrett Nelson นักวิเคราะห์จาก CFRA มองว่า การที่ค่ายรถยนต์อย่าง GM (และค่ายอื่นๆ เช่น Ford) เริ่มลงมาเล่นในตลาดใหม่ๆ อย่างรถจักรยานไฟฟ้า เป็นเพราะในยุคนี้(และยุคถัดไป)ยอดขายของรถยนต์จะลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากคนรุ่นใหม่ทั่วโลกเริ่มหันไปนิยมกระแส sharing-economy ที่ไม่ต้องการเป็นเจ้าของยานพาหนะเหมือนในอดีตอีกต่อไป

ข้อมูล – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ประเทศไทย ประกาศเป็นเจ้าภาพจัดการประกวด Miss World ครั้งที่ 69 รอบสุดท้าย ปลายปีนี้

19 February 2019 - 09:49

มิสเวิลด์ออร์แกไนเซชั่น นำโดย จูเลีย มอร์ลีย์ ประธานและซีอีโอ ประกาศอย่างเป็นทางการว่า การประกวดมิสเวิลด์ครั้งที่ 69 รอบสุดท้าย จะจัดขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการประกวดมิสเวิลด์ที่จะยกเทศกาลและกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประกวดรอบชิงชนะเลิศซึ่งใช้เวลาทั้งหมดรวมหนึ่งเดือนมาจัดขึ้นในประเทศไทย

มิสเวิลด์เป็นการประกวดนางงามระดับนานาชาติที่จัดมาอย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกนับตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1951 (พ.ศ.2494) ตัวแทนผู้เข้าประกวดมิสเวิลด์ 2019 จาก 130 ประเทศมีกำหนดจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ เพื่อเก็บตัวก่อนเข้าประกวดรอบสุดท้ายในเดือนธันวาคม โดยตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนในเมืองไทย ผู้เข้าประกวดทุกคนจะได้เข้าร่วมกิจกรรมของกองประกวด ณ สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามและมีชื่อเสียงต่างๆ ของเมืองไทย รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการ Beauty With A Purpose เพื่อบริจาคช่วยเหลือองค์กรการกุศล

การประกวดมิสเวิลด์ครั้งล่าสุดในปีที่ผ่านมาจัดขึ้นที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ผ่านมาการประกวดมิสเวิลด์มีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของจีน โดยสาวงามจากประเทศจีนที่ครองมงกุฏมิสเวิลด์แล้ว 2 คน ได้แก่จางจื่อหลิน ในปี ค.ศ. 2007 และ หยูเหวินเซียะ ในปี ค.ศ. 2012

สำหรับโชว์การประกวดมิสเวิลด์รอบสุดท้ายที่หลายคนตั้งตารอนั้น จะถ่ายทอดสดไปยังกว่า 100 ประเทศ ทั่วโลก  ผู้ชมจะได้รับชมภาพประวัติศาสตร์ที่ วาเนซา ปอนเซ เด เลออน มิสเวิลด์คนปัจจุบันสวมมงกุฏให้กับสาวงามที่จะได้รับตำแหน่งเป็นมิสเวิลด์คนที่ 69 ในประเทศไทย

ทั้งนี้ ภายในงานแถลงข่าวที่จัดขึ้นยังมีแขกรับเชิญพิเศษที่เข้าร่วม คือ มิสเวิลด์คนปัจจุบัน วาเนซา ปอนเซ เด เลออน และราชินีความงามประจำภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก (Continental Queen) จากการแข่งขันมิสเวิลด์ 2018 ได้แก่ นิโคลีน พิชาภา ลิมศนุกาญจน์ สาวงามตัวแทนของประเทศไทยเจ้าของตำแหน่งมิสเวิลด์เอเชีย, มาเรีย เวสิเลวิช มิสเวิลด์ยุโรป จากเบลารุส, กาดิยาห์ โรบินสัน มิสเวิลด์คาริบเบียน จากจาเมกา, เจสสิกา ไทสัน มิสเวิลด์โอเชียนเนีย จากนิวซีแลนด์, ควิน อเบนาเคียว มิสเวิลด์แอฟริกา จากยูกันดา, โซลาริส บาร์บา มิสเวิลด์อเมริกา จากปานามา และ ลินซี แม็คลิลแลนด์ มิสเวิลด์สหราชอาณาจักร จากสกอตแลนด์ 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Sony ขึ้นแท่นผู้นำกล้องทุกเซ็กเมนท์ จับตลาด Vlog เปิดตัว α6400 กล้องโฟกัสเร็วที่สุดในโลก

19 February 2019 - 08:52

Sony ประกาศขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 ในกล้องทุกเซ็กเมนท์ในปีที่ผ่านมา ทั้งเรื่องจำนวนยอดขายและรายได้ ทั้งในไทยและตลาดโลก โฟกัสตลาดไทยด้วย α6400 จับกลุ่ม Blogger, Vlog และ YouTuber ที่เน้นการใช้กล้องในการถ่าย VDO

ลีลนา เพียรพิริยะ ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์ดิจิตอล อิมเมจจิ้ง โซนี่ ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2018 ที่ผ่านมา สำหรับ Sony กล้อง Full Frame Mirrorless เราถือว่าเป็นอันดับ 1 ในตลาดโลก รวมถึงในไทย ที่ครองส่วนแบ่งทั้งเรื่องยอดจำหน่าย และรายได้ ซึ่งตลาดในไทยเรามีมูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท โดยมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20% (ข้อมูลจาก GfK)

“สำหรับตลาดกล้องในประเทศไทย ถือว่าค่อนข้างทรงตัวมาก ซึ่งผู้บริโภคเองมีการเปลี่ยนกล้องเป็นรุ่นใหม่ๆ เฉลี่ยทุกๆ 2-3 ปี เนื่องจากเทคโนโลยีเรื่องกล้องที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แต่ปัจจัยหลักๆ เลยคือเรื่องของการโฟกัสภาพ ที่ต้องการความรวดเร็ว และในปีนี้มองว่า ตลาด Full Frame ในระดับล่างที่มีช่วงราคาที่ 35,000 – 70,000 บาท ซึ่งคาดว่า จะโตขึ้นแบบก้าวกระโดด 2-3 Digit”

ปูทาง Ecosystem ครองใจช่างภาพทั้งเริ่มต้น – มืออาชีพ

ด้วย Sony เป็นแบรนด์ที่ผลิดชิ้นส่วน ทั้งเซ็นเซอร์กล้อง ชิ้นส่วนอิเล็คทรอนิกส์ รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ป้อนไปยังแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้น เรื่องของเทคโนโลยี เราล้ำหน้าไปกว่าแบรนด์อื่นๆ ทั้งเรื่องของการมี In house technology ที่ R&D ทุกอย่างครบวงจร ทำให้ทุกวันนี้ เทคโนโลยีการโฟกัสภาพ เราทำได้เร็วที่สุด เราเลือกที่จะให้กล้องโฟกัส ตา แทนใบหน้า เหมือนแบรนด์อื่นๆ

“เรื่องของเลนส์กล้อง เราได้ปูทางเรื่องอุปกรณ์การถ่ายภาพมา 5 ปี ทำให้ line up ของเลนส์กล้องมีอย่างมากมายให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้ เริ่มตั้งแต่ราคาประหยัด ถึงเลนส์กล้องราคาเกือบแสนบาทให้เลือกใช้ ซึ่งแบรนด์อื่นๆ ไม่สามารถตามทันได้”

α6400 เป็นกล้อง APS-C ที่มีจุดเด่นเรื่องของระบบโฟกัสที่เร็วที่สุดในโลก เพียง 0.02 วินาที เสริมการทำงานด้วย เทคโนโลยีติดตามวัตถุ Real-time Eye AF และ Real-Time Track เสริมการทำงานด้วย AI ทำให้ระบบประมวลผลสามารถทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น วิเคราะห์และโฟกัสดวงตาและวัตถุต่าง ๆ ตามต้องการได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้นกว่าเดิม จึงเหมาะสำหรับกลุ่ม YouTuber, Vlog ที่เน้นการถ่าย VDO แบบ Selfie ที่ต้องเน้นเรื่องการจับโฟกัสเป็นพิเศษ สอดคล้องกับข้อมูลของตลาด VDO ในประเทศไทยช่วงปี 2018 ที่ผ่านมาที่โตขึ้น 3 Digit ด้วยปริมาณ VDO ที่มีการอัพโหลดมากขึ้น รวมถึงไทย เป็นตลาดที่มีคอนเทนต์ที่มีคุณภาพอันดับต้นๆ ของโลก

สำหรับกล้อง α6400 มีจำหน่ายในไทยด้วยกันทั้งหมด 2 สีคือ สีดำ และสีเงิน โดยจะเริ่มวางจำหน่ายสีดำก่อนตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ส่วนสีเงิน วางจำหน่ายได้ภายในเดือนมีนาคม โดยจะมี 2 แพ็คเกจด้วยกันคือ

  • ILCE-6400 (เฉพาะ Body) จำหน่ายราคา 32,990 บาท
  • ILCE-6400L (พร้อมเลนส์คิท 16-50mm) จำหน่ายราคา 36,990 บาท

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กลับมาอย่างใหญ่! Toyota ส่งรถตู้ตระกูล Hiace รุ่นใหม่ ชูจุดเด่น 17 ที่นั่ง และความปลอดภัย

19 February 2019 - 07:48

รถตู้ตระกูล Hiace ของ Toyota นั้นอยู่คนคนไทยมานาน และรุ่น Generation ที่ 5 ก็ทำตลาดมา 15 ปีแล้ว ดังนั้นคงถึงเวลาที่ค่ายสามห่วงจะเปิดตัวรุ่นใหม่สักที ซึ่งปี 2562 นี้รถตู้รุ่นดังกล่าวก็มาพร้อมกับโฉมใหม่แล้ว

รถตู้รถตู้ Hiace รุ่นใหม่ของ Toyota 2 รุ่นย่อย ที่แตกต่างเรื่องความยาวและความสูง

สำหรับ Hiace รุ่นใหม่ของ Toyota ที่เปิดตัววันที่ 18 ก.พ. ถือเป็น Generation ที่ 6 ของรถตู้รุ่นนี้ จุดต่างที่เห็นได้ชัดคือ Hiace รุ่นใหม่จะมากับด้านหน้าใหม่ที่ยิ่นออกมาเล็กน้อย จากปกติที่จะแบนๆ หรือไม่ยาวจากช่วงกระจกหน้ามากนัก นอกจากนี้ยังใช้แนวคิดการออกแบบภายใต้แพลตฟอร์ม TNGA เหมือนกับรถ Toyota รุ่นใหม่ๆ

ส่วนการตกแต่งภายนอกจะแบ่งเป็น Normal/Standard Roof หรือช่วงคัน และความสูงหลังคาปกติ กับ Long/High Roof หรือช่วงคันยาว และหลังคาสูง ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นยังคงจุดเด่นของ Hiace ไว้อย่างดีทั้งเรื่องห้องโดยสารที่กว้างขวาง, ความคงทนในการใช้งาน รวมถึงได้รับมาตรฐานความปลอดภัย Euro NCAP

รถตู้ขนาดของโครงสร้างภายนอกของ Hiace ทั้งสองแบบ รถตู้การจัดวางแบบ 17 ที่นั่ง และ 13 ที่นั่ง

ด้านการตกแต่งภายในนั้นจะแบ่งเป็น 3 แบบคือ Van หรือรุ่นที่เน้นใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะการขนส่งสินค้า, Tourism ที่มากับการตกแต่งแบบพิเศษเพื่อการโดยสารที่สะดวกสบาย และ Commuter ที่โดดเด่นด้วยการบรรทุกผู้โดยสารได้สูงสุด 17 ที่นั่ง ผ่านการจัดวางเบาะแบบพิเศษ

ทั้งนี้ตัวเครื่องยนต์ของ Hiace รุ่นใหม่จะมีให้เลือก 2 แบบคือเครื่องดีเซล 2.8 ลิตร กับเครื่องเบนซิน 3.5 ลิตร และการเปิดตัว Hiace รุ่นใหม่ ทาง Toyota เลือกประเทศฟิลิปปินส์เป็นเวที แต่หลังจากนี้ก็มีแผนนำรถตู้รุ่นใหม่นี้ไปประเทศอื่น โดยเน้นที่ตลาดเกิดใหม่ เหมือนกับที่เคยจำหน่ายได้ดีในเอเชีย, แอฟริกา และอเมริกาใต้

รถตู้รถตู้ Toyota รุ่น Hiace ที่วางจำหน่ายในฟิลิปปินส์ รถตู้ภายในห้องโดยสาร และหน้าคนขับของ Hiace รุ่นใหม่

ขณะเดียวกันตัวราคา Hiace รุ่นใหม่ที่จำหน่ายในฟิลิปปินส์ตั้งแต่วันที่ 5 มี.ค. เป็นต้นไปจะเริ่มที่รุ่น Commuter Deluxe กับราคาขายปลีกแนะนำ 1.59 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ (ราว 9.48 แสนบาท) และสูงสุดที่รุ่น GL Grandia Tourer A/T กับราคาขายปลีกแนะนำ 2.23 ล้านเปโซฟิลิปปินส์ (ราว 1.33 ล้านบาท)

สรุป

15 ปีกับการทำตลาดเพียง 1 รุ่นถือว่านานเอามากๆ สำหรับรถตู้ตระกูล Hiace ของ Toyota หรือที่เราคนไทยชอบเรียกมันว่า Commuter เพราะวินรถตู้ชอบขับรุ่นนี้ ดังนั้นคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าโตโยต้าประเทศไทยจะเอาเข้ามาทำตลาดเมื่อไร แต่เชื่อว่ามาทรงนี้ Hyundai H-1 ต้องมีหนาวๆ กันบ้าง

อ้างอิง // Toyota

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทำไม Bill Gates จึงบอกว่า “หนังสือเรียน (textbook) กำลังจะเป็นสิ่งที่ล้าสมัย” แล้วอะไรจะมาแทน?

19 February 2019 - 07:20

Bill Gates มหาเศรษฐีและหนอนหนังสือตัวยง บอกว่า หนังสือเรียน/ตำราเรียนแบบที่เราเคยใช้ในโรงเรียนและคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัยแล้ว

Bill Gtaes บิล เกตส์Bill Gtaes Photo: Bill Gtaes ซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษา คือสิ่งที่จะมาแทนตำราเรียน

Bill Gates เขียนในจดหมายประจำปี 2019 บนเว็บไซต์ของตนเองว่า “หนังสือเรียน (textbook) กำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ล้าสมัย”

คำถามก็คือ เหตุใด Gates จึงบอกแบบนี้?

แน่นอน ถ้าบอกว่าเป็นเพราะหนังสือเรียนส่วนใหญ่ทั้ง “หนัก” และ​มีราคา “แพง” หลายคนย่อมเห็นด้วย และแม้เหตุผลเหล่านี้จะเป็นความจริง แต่เหตุผลแค่นี้ไม่เพียงพอแน่ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

  • เหตุผลของ Gates ต่อเรื่องนี้คือ เอาเข้าจริงแล้ว-หนังสือหรือตำราเรียนในรูปแบบเล่มไม่สามารถสะท้อนให้เห็นได้ว่า นักเรียนมีปัญหาหรือพัฒนาการอย่างไรต่อหนังสือเรียนที่กำลังอ่าน​(หรืออ่านจบไปแล้ว) เนื่องจากหนังสือในรูปแบบตัวอักษรไม่สามารถเก็บข้อมูลการอ่านของนักเรียนได้ สิ่งนี้เป็นหนึ่งในอุปสรรคใหญ่ของการศึกษา เพราะแม้คุณครูอยากที่จะช่วยแก้ไขจุดบกพร่อง หรือจะช่วยพัฒนาจุดแข็งของเด็กนักเรียนตรงส่วนไหน ก็ย่อมทำได้ไม่ง่ายนัก

Gates เสนอว่า ทางออกของเรื่องนี้คือ เทคโนโลยี (Gates ใช้คำว่า “ซอฟต์แวร์”) และนอกจากการบอกเพียงว่าหนังสือ/ตำราเรียนกำลังจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัย-เป็นโลกเก่าของการศึกษา Gates ยังได้ยกตัวอย่างให้เห็นด้วยว่า หากนำเอาหนังสือ/ตำราเรียน หรือแม้กระทั่งแบบฝึกหัดขึ้นไปอยู่บนออนไลน์ทั้งหมด คุณครูก็จะสามารถเห็นการตอบสนองต่อการเรียนของทั้งเรียนอย่างแท้จริง เช่น รู้ว่านักเรียนอ่านหนังสือถึงไหนแล้ว รวมถึงรู้ได้ว่านักเรียนมีวิธีอย่างไรในการแก้โจทย์ปัญหาหรือตอบคำถาม

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝันลอยๆ เพราะมีการนำมาใช้จริงแล้ว

การใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเกิดขึ้นจริงแล้ว อย่างในขณะนี้มีโรงเรียนกว่า 3,000 แห่งในสหรัฐอเมริกาที่นำเอาดิจิทัลคอร์สไปใช้ในการเรียนการสอนเรียบร้อยแล้ว ภายใต้ทุนสนับสนุนกองทุน Big History (ของ Bill Gates)

Gates บอกว่าหลังจากนี้รูปแบบการศึกษาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน แต่ถึงที่สุดการเปลี่ยนแปลงรอบ (cycle) ของมันอยู่ สิ่งที่พอจะทำได้ตอนนี้ในช่วงแห่งการเปลี่ยนผ่านคือ การเก็บเสียงตอบรับ (feedback) จากซอฟต์แวร์ที่ใช้มาพัฒนา รวมถึงเก็บข้อมูลเพื่อทำให้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาดีขึ้น ที่สำคัญคือดีขึ้นจนใครก็ไม่ปฏิเสธถึงความสำคัญของการศึกษารูปแบบใหม่ไม่ได้ และโดยเฉพาะ “สำนักพิมพ์หนังสือเรียน” ทั้งหลายที่ในอนาคตจะต้องทบทวนถึงวิธีการดำเนินธุรกิจเพื่อปรับตัวไปสู่ยุคใหม่ของการศึกษา

อย่างไรก็ตาม อันที่จริงแล้ว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Bill Gates เสียเท่าไหร่ เพราะเขาเคยพูดเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ปี 1995 หรือเกือบ 25 ปีมาแล้ว โดยเขาเคยพูดไว้ว่าต้องการสร้างโปรแกรมการศึกษาที่ทำให้ครูและนักเรียนตอบสนองกันได้อย่างทันทีทันใด พร้อมทั้งมีการนำแอนิเมชั่นและเกมมาสร้างความบันเทิงในการศึกษา

ข้อมูล – Gatesnotes, SlashdotGeekwire

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดทิศทางธุรกิจ SCG ปี 2019 กับเป้าหมายที่ต้องเติบโตอย่างยั่งยืน

18 February 2019 - 18:26

เปิดแผนธุรกิจ SCG ในปี 2019 ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจภายใน และภายนอกประเทศ การเดินหน้าลงทุนดิจิทัล แต่ในความไม่แน่นอนอยู่รอบด้าน เป้าหมายสำคัญคือต้องเติบโตอย่างยั่งยืนให้ได้

ยังชัดเจนใน 3 กลยุทธ์หลัก

ท่ามกลางการปลี่ยนแปลงอันผันผวนจากภายนอกมากมาย เป็นความไม่แน่นอนในการทำธุรกิจ ล้วนเป็นความท้าทายอย่างมากของ SCG ที่ต้องปรับตัวเพื่อรับกับความไม่แน่นอนต่างๆ

ในปีนี้ “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่เอสซีจี ได้เผยถึงกลยุทธ์ในการทำธุรกิจของ SCG ยังคงให้ความสำคัญกับ 3 กลลยุทธ์หลักได้แก่

  1. Regional Strategy ตลาดกลุ่มอาเซียนยังเป็นตลาดสำคัญทั้งในการทำตลาดและการผลิตจะเข้าไปในตลาดที่คิดว่ามีศักยภาพในการเติบโต
  2. Innovation แข่งขันด้วยเทคโนโลยีเป็นหลัก เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า และการให้บริการ
  3. Sustainability ในการทำธุรกิจต้องอยู่ภายใต้กรอบของการเติบโตอย่างยั่งยืนต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมและอยุ่ร่วมในชุมชนได้

รุ่งโรจน์บอกว่า ที่ผ่านมาบริษัทมีการเติบโตมาก แต่ก็มีปัจจัยเรื่องความไม่แน่นอนที่เห็นในยุคนี้ ต้องรับมือกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ความไม่แน่นอนจากการแข่งขัน ความท้าทายอยู่ที่ว่าจะรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างไร ซึ่ง SCG เน้นความมั่นคงเป็นหลักการทำธุรกิจให้มั่นคงเน้นการบริหารความเสี่ยงควบคู่การดำเนินงาน

ถ้าให้แยกตามกลุ่มธุรกิจ รุ่งโรจน์ได้บอกว่ากลุ่มธุรกิจเคมิคอลเป็นกลุ่มใหญ่สุด ท้าทายที่สุด เพราะอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันที่ขึ้นลงตลอด รวมถึงปัจจัยเรื่องต้นทุนวัตถุดิบ ต้องเอาจุดเด่นเรื่องนวัตกรรมมาใช้ ที่จะทำให้สินค้าไปถึงมือลูกค้าได้ดีที่สุด

ส่วนตลาดซีเมนต์เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น มีความท้าทายที่ว่าจะตอบโจทย์ลูกค้าในครึ่งปีแรกอย่างไร แล้วครึ่งปีหลังจะเป็นอย่างไรต่อ

ธุรกิจโลจิสติกส์มี Fulfilment Solution ที่ช่วยบริหารการจัดส่งสินค้าให้ทั้งลูกค้า SME, B2B และ B2C

ธุรกิจแพ็คเกจจิ้งมีการแข่งขันรุนแรงขึ้นเพราะมีผู้ผลิตจากธุรกิจอื่นเช่นธุรกิจกระดาษก็หันมาทำแพ็คเกจจิ้งเริ่มมีผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาทุกระดับความท้าทายคือทำอย่างไรให้โตอย่างเข้มแข็งใช้จุดเด่นเรื่องดีไซน์ในการออกแบบแพ็คเกจจิ้งได้ดี

ให้น้ำหนักกับ Circular Economy

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา SCG เริ่มโมเดลธุรกิจ Circular Economy หรือแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน จะเป็นทิศทางสำคัญของบริษัทในอนาคต ซึ่ง Circular Economy คือการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุดทั้งการผลิตการไปใช้แล้วนำกลับมาผลิตใหม่เป็นเทรนด์ของผู้ประกอบการทั่วโลกที่เริ่มปรับใช้กัน

SCG เองพยายามทำร่วมกับพาร์ทเนอร์ เพื่อเป็นเรื่องที่ดีต่อสังคม สิ่งที่ต้องทำคือสร้างอิมแพ็คให้เห้นในสังคม ที่ผ่านมาได้เริ่มทำโครงการถนนพลาสติก ด้วยการนำเอาพลาสติกมาทำเป็นถนนเริ่มจากที่นิคมอุตสาหกรรม มีการเอาขยะมาบริหารจัดการ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

สรุป

ถือเป็นการปรับตัวอย่างต่อเนื่องของ SCG ที่ต้องปรับให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในสังคม รวมถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือเริ่มมีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดขึ้น เชื่อว่าจะสร้างอิมแพ็คในสังคมได้อย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages