Subscribe to Brand Inside feed
ธุรกิจ คิดใหม่
Updated: 1 hour 43 min ago

แจ๊ค หม่า บอกนักลงทุน “สงครามการค้าสหรัฐ-จีน จะยืดเยื้อไปอีก 20 ปี”

4 hours 53 min ago
Jack Ma แจ๊ค หม่าJack Ma Photo: Alizila ไม่ใช่ 20 วัน ไม่ใช่ 20 เดือน แต่เป็น 20 ปี

“มันจะยืดเยื้อไปอีกนาน และมันก็จะวุ่นวาย”

แจ๊ค หม่า เปิดเผยกับนักลงทุนของ Alibaba ในการประชุมประจำปีว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน จะยืดเยื้อไปอีก 20 ปี นั่นหมายความว่าต่อให้ทรัมป์จะครองตำแหน่งประธานาธิบดีถึง 2 วาระ และพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว สงครามการค้ารอบนี้ก็จะยังคงอยู่

หม่า ยังมองด้วยว่า สงคามการค้ารอบนี้จะส่งผลในระยะสั้นกับหลายธุรกิจในสหรัฐอเมริกาและจีน แต่ในท้ายที่สุดแล้ว บริษัทจีนหลายรายอาจจะย้ายฐานออกไปอยู่ในประเทศอื่น

สงครามการค้ารอบนี้จึงทำร้ายจีนไปในคราวเดียวกัน หม่าวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลจีน และเรียกร้องให้บรรดาผู้นำของจีนใช้โอกาสนี้ในการยกระดับการทำธุรจีนและทำให้ตลาดจีน “เปิดกว้าง” มากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม หม่าออกโรงพูดถึงสงครามการค้า หลังจากที่สหรัฐอเมริกาประกาศจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าอีกกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์ และในวันเดียวกันนั้น หุ้นของ Alibaba ก็ลดต่ำลง 3.5% ก่อนปิดตลาด และถ้าเปรียบเทียบกับเดือนมิถุนายนที่ทำสถิติสูงสุดแห่งปีไว้ ในปัจจุบันหุ้นของ Alibaba ก็ถือว่าลดต่ำลงถึง 25% นับจากช่วงนั้น

ที่มา – CNNMoneyThisisInsider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ในที่สุด! Heinz ก็เปิดตัว Mayochup วางขายในอเมริกาแล้ว

5 hours 31 min ago

Heinz ได้ข้อสรุปในการประกาศวางขาย Mayochup หรือลูกผสมระหว่างซอสมะเขือเทศ กับมายองเนสเป็นที่เรียบร้อย โดยได้เริ่มวางจำหน่ายที่สหรัฐอเมริกา

ซอสไฮบริด Mayochup นี้ ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อตอนเดือนเมษายน Heinz ได้เริ่มออกสูตรนี้ในโซนตะวันออกกลาง แล้วก็พบว่าประสบความสำเร็จอยู่พอสมควร

ทำให้ Heinz ทำการเปิดผลสำรวจความคิดเห็นแบบออนไลน์สำหรับคนอเมริกันว่าต้องการให้มี Mayochup บ้างหรือไม่ ผลปรากฎว่ามีคนมากกว่าครึ่งล้านคนที่ให้ความสนใจใน Mayochup เป็นซอสที่ชื่นชอบของพวกเขา

โดยที่ใน Twitter ต่างได้มีการแชร์ถึงแฮชแท็ก #Mayochup เป็นการแจ้งข่าวสารข้อมูลต่างๆ ว่าเจอที่ไหนบ้าง ใครได้ลองบ้างแล้ว กลายเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน

Nicole Kulwicki ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ Heinz ได้บอกว่า ถือว่าเป็นสินค้าทีเกิดจากแพชชั่นของผู้บริโภคจริงๆ มีการลงคะเนนเกือบ 1 ล้านครั้งบนโซเชียลมีเดีย และ 5 แสนครั้งในการโหวตเพื่อให้มีขายในสหรัฐอเมริกา จนทำให้มีการเปิดตัว Mayochup เกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย

ซึ่งผลสำรวจครั้งนี้ถือว่าเป็นกรณีศึกษาในการใช้โซเชียลมีเดียในการตอบสนองความต้องการผู้บริโภคได้อย่างดี มีการนำเสนอสารที่ตรงจุด และตรงกลุ่มเป้าหมาย เป็นการใช้โซเชียลมีเดียในการทำการตลาดให้เกิดประโยชน์

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ใกล้ความจริง! แบงก์เตรียมฟีเจอร์ใหม่ ไม่ต้องพกบัตรเครดิต สแกน QRCode จ่ายได้ทั่วโลก

18 September 2018 - 19:20

ทุกวันนี้ใครๆ ก็พกมือถือไปทุกที่ไม่เว้นแต่ห้องน้ำ ทุกธนาคารเลยหันมาจับจุดสร้างช่องทางใหม่อย่าง Mobile Banking ให้ทำธุรกรรมการเงินได้ทุกที่ ทุกเวลาเช่นกัน แต่ต่อไปจะล้ำกว่าเดิมเพราะเราสามารถใช้มือถือสแกน QRCode แล้วจ่ายเงินได้ด้วยที่สำคัญเลือกได้เลยว่าจะใช้เงินในบัญชีธนาคารหรือ บัตรเครดิตก็ได้

วันนี้ Brand Inside รวบรวมความคืบหน้าเรื่อง QRCode ทั้งธนาคารพาณิชย์ทั้ง 4 สี เหลือง-น้ำเงิน-ม่วง-เขียว มาให้ดูกัน

กรุงศรีมั่นใจ ก.ย.-ต.ค.นี้ หลายแบงก์ผุดบริการใหม่ใช้ QRCode จ่ายเงินได้ทั่วโลก

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิทัลแบงก์กิ้งและนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บอกว่า ประเทศไทยเราถือเป็นประเทศแรกๆ ที่จะเริ่มใช้ QRCode แบบที่มีพื้นฐานมาจาก EMVco ระบบที่เป็นการรวมตัวกันระหว่าง Visa mastercard JCB UnionPay ซึ่งจะขยายขอบเขตจากเดิมที่เป็น QR Code จากฐานพร้อมเพย์ที่มี source of fund (แหล่งเงิน) ที่เป็นบัญชีธนาคาร

“กรุงศรีเราและธนาคารอื่นๆ กำลังทำเรื่องนี้อยู่ ภายในเดือนก.ย.-ต.ค. 2561 เราน่าจะเริ่มเห็นว่าผู้บริโภคสามารถเพิ่มบัตรเครดิต เข้าไปใน Mobile Banking บนมือถือได้ เวลาสแกนจ่ายเงินสามารถเลือก Source of fund ได้ว่าจะจ่ายด้วยบัญชีธนาคารหรือ บัตรเครดิต ที่สำคัญเมื่อเป็น EMVco ที่มีเครือข่ายไปทั่วโลก เมื่อประเทศอื่นเปิดรับเรื่องนี้ ลูกค้าเราก็ไม่ต้องพกบัตรไปต่างประเทศ แต่ใช้แอพฯในมือถือสแกน QRCode จ่ายเงินได้เลย ขณะเดียวกัน จะทำให้ Cashless society ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น”
การที่แบงก์ทั้งหลายจะขยายเรื่อง QRCode ต้องไปเพิ่มจำนวนร้านค้าที่รับ QRCode แบบ EMVco ด้วย เพราะปัจจุบันส่วนใหญ่นยังเป็น QRCode แบบพร้อมเพย์กันอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าลูกค้าจะสะดวกขึ้นเพราะไม่ต้องพกบัตรเครดิตในกระเป๋า แต่ใช้มือถือสแกนจ่ายเงินได้เลย หรือ อาจจะใช้ Mobile Banking สร้าง QRCode ของบัตรเครดิตที่มีอยู่แล้วให้ร้านค้าเป็นฝ่ายสแกนก็ได้
แบงก์กรุงเทพ มั่นใจปีนี้ B-Wallet ออกจาก Sandbox แบงก์ชาติพร้อมให้บริการ

โชค ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ บอกว่า ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพเราอยู่ระหว่างการทดสอบนวัตกรรมใหม่ ที่เกี่ยวกับการใช้ QRCode ของบัตรเดบิตและเครดิต ที่มีสัญลักษณ์ TPN (เครือข่ายบัตรอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศรายแรกในไทย) ซึ่งมีจุดเด่นให้ลูกค้าที่ถือบัตรที่ว่า สามารถใช้ Application B-wallet สแกน QRcode แล้วเลือกแหล่งเงินได้ว่าจะมาจากบัตรเดบิต หรือ บัตรเครดิต ที่สำคัณสามารถใช้ได้ทั้งในไทยและต่างประเทศที่เป็นเครือข่ายของ TPN ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเก๊า และ จีน

ปัจจุบันธนาคารกรุงเทพเรามีลูกค้าถือบัตร TPN อยู่ 5 ล้านใบ จากฐานบัตรเครดิตที่มีอยู่ 15 ล้านใบ ถือว่ามีการเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง 2 แบบ

SCB-KBank เดินหน้า QRCode ทุกมิติหวังเพิ่มความสะดวกลูกค้า
ธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer  ธนาคารไทยพาณิชย์ บอกว่า ขณะนี้เราอยู่ระหว่างการทดสอบ QRCode บัตรเครดิต โดยน่าจะเริ่มต้นกับบัตรเครดิต SCB M ที่เชื่อมกับ The Mall ให้ลูกค้าที่สแกนจ่ายเงินผ่น Mobile Banking เลือกได้ว่าจะตัดเงินผ่านบัญชีออมทรัพย์ หรือบัตรเครดิต
สมคิด จิรานันตรัตน์ ประธาน กสิกร บิซิเนส–เทคโนโลยี กรุ๊ป ในเครือธนาคารกสิกรไทย บอกว่า เรื่อง QRCode เราเน้นในมิติเพิ่มความสะดวกให้ผู้บริโภค เลยต้องไปวิเคราะห์ดูก่อนว่า พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยนไปอย่างไร เวลาไปห้างสรรพสินค้าเขามีการใช้งานยังไง และสะดวกแบบไหน หรือเขาชอบที่จะใช้จ่ายแบบไหนบ้าง
จากการศึกษาเราพบว่า ลูกค้ามี Pain Point เรื่องการซื้อของในโลกออนไลน์ เราเลยทำเรื่อง QRCode บนระบบอินเตอร์เน็ต ที่ทำให้ทั้งลูกค้า และแม่ค้าสามารถซื้อสินค้าและจ่ายเงินได้ง่ายชึ้น ที่สำคัญเราก็รองรับการจ่ายเงินที่เป็น Source of fund จากต่างประเทศด้วย เช่น WeChat Alipat Paypal ส่วนเรื่อง QRCode บัตรเครดิตเราอาจจะทำในอนาคตแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เรื่องหลักๆ ที่เราจะทำ
สรุป
QRCode เป็นนวัตกรรมที่พัฒนามาจากบาร์โค้ดปกติที่เราคุ้นตา ซึ่งตัว QRCode จะเก็บข้อมูลได้มากกว่า ทำให้ภาคการเงินนำมาใช้ประโยชน์ อย่างที่จีนที่เขาใช้ QRCode กันเยอะเพราะมาแทนที่เงินสด และคนก็ชอบความสะดวกเลยแพร่หลายเร็วมาก อย่างเวลาเขาเข้ามาในไทย นักท่องเที่ยวจีนเขาจะเปิดรูป QRCode ของเขาบนมือถือแล้วให้ร้านค้าสแกน ในไทยเรายังชอบเป็นฝ่ายสแกนมากกว่า ซึ่งหลังจากนี้เราก็จะเลือกได้ว่าจะจ่ายด้วยอะไร โดยหลายคนมองว่าการใช้มือถือจ่ายเงินมีความปลอดภัยเพราะต้องมีการระบุตัวตน ผ่านเบอร์มือถือ และใช้รหัสในการเข้าใช้งานแต่ละครั้ง แต่สุดท้ายผู้บริโภคอย่างเราคงต้องรอดูบริการให้มีความเสถียรก่อนจึงจะกล้าใช้กันจริงๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ถ้าโค้ก+กัญชา = จะได้อะไร? เมื่อ Coca-Cola เข้าไปคุยกับบริษัทกัญชารายใหญ่ของแคนาดาแล้ว

18 September 2018 - 17:05

มีข่าวว่า Coca-Cola เข้าไปคุยกับ Aurora Cannabis บริษัทกัญชาเบอร์ต้นๆ ของแคนาดา เป็นไปได้ว่าในอีกไม่ช้า เราอาจจะได้ลิ้มลองเครื่องดื่มรสชาติใหม่ที่มี “กัญชา” เป็นส่วนผสมใช่หรือไม่? แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ทำไมโค้กถึงมีท่าทีแบบนี้ นี่คือการปรับตัวทางธุรกิจใช่หรือไม่?

เมื่อโคคา-โคล่าเข้าไปคุยกับบริษัทกัญชา

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โคคา–โคล่า (Coca-Cola Company) หรือโค้ก บริษัทน้ำอัดลมรายใหญ่ เปิดเผยว่า ตอนนี้บริษัทกำลัง “จับตามองอย่างใกล้ชิด” กับการเติบโตของตลาดกัญชา ล่าสุด จึงได้เข้าไปคุยกับ Aurora Cannabis บริษัทกัญชารายใหญ่ของแคนาดาแล้ว แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปใดๆ ออกมา

Bloomberg รายงานว่า อันที่จริงแล้ว ไม่ใช่แค่โคคา–โคล่าเท่านั้นที่สนใจนำกัญชามาผสมในเครื่องดื่ม แต่ทางออโรร่าที่เป็นบริษัทกัญชา ได้แสดงออกหลายครั้งแล้วว่า มีความสนใจในการทำเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกัญชาเช่นเดียวกัน

Kent Landers โฆษกของโคคา–โคล่าบอกชัดว่า “ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ ณ ตอนนี้” ส่วนด้านของออโรร่าก็ไม่ขอแสดงความคิดเห็นหรือให้รายละเอียดใดๆ เช่นกัน

ณ ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันจากทั้งทางโคคา–โคล่าและออโรร่า ว่าดีลครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และที่สำคัญยังไม่มีข้อมูลสรุปแน่ชัดว่า หากดีลเกิดขึ้นจริงเครื่องดื่มกัญชาจะออกมามีหน้าตาหรือรสชาติแบบใด

  • พูดอีกอย่างก็คือ หากดีลเกิดขึ้นจริง ต้องติดตามดูต่อว่า โคคา–โคล่าจะนำเอากัญชามาใส่ในผลิตภัณฑ์ใดของตัวเอง เพราะอาจเป็นน้ำอัดลม หรืออาจจะคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาก็เป็นได้

แต่ทั้งนี้ ต้องระบุไว้ว่า “กัญชา” ที่โคคา–โคล่าสนใจ คือ CBD ไม่ใช่ THC แบบที่สายเขียวรู้จักกันดี

CBD คืออะไร?

CBD ย่อมาจากคำว่า Cannabidol เป็นสารที่มีความสามารถในการลดความเจ็บปวดได้เหมือนกับ THC แต่ความต่างคือ CBD จะไม่ทำให้รู้สึก get high หรือล่องลอย (อ่านเพิ่มเติมเรื่องได้ที่ CBD)

Coca-Cola CokeCoca-Cola Photo: Shutterstock การปรับตัวของโคคา-โคล่า จากตลาดน้ำอัดลมสู่ธุรกิจใหม่ๆ

ความน่าสนใจของข่าวนี้มี 2 ประเด็นที่สอดคล้องกันคือ การเติบโตของตลาดกัญชา และการปรับตัวของธุรกิจน้ำอัดลม

ตลาดกัญชาเป็นตลาดที่น่าจับตามอง เพราะเติบโตขึ้นทุกวันจากการผ่อนปรนทางกฎหมายของประเทศใหญ่ๆ ในตะวันตก เช่น แคนาดา และสหรัฐอเมริกาในบางมลรัฐ มีการคาดการณ์ว่า ตัวเลขของตลาดกัญชาอาจมีมูลค่าสูงถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และที่สำคัญอาจมีมูลค่าตลาดแซงหน้าอุตสาหกรรมน้ำอัดลมได้ในปี 2030 เพราะแนวโน้มในปัจจุบัน ผู้บริโภคหันมารักสุขภาพมากขึ้น ทำให้ตลาดน้ำอัดลมหดตัว และมียอดขายร่วงลงทุกปี

ทางออกของโคคา–โคล่าจึงหนีไม่พ้นการขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ เพื่อเข้าไปเล่นในตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ

ย้อนไปก่อนหน้านี้เพียง 2 สัปดาห์ โคคา–โคล่าประกาศเข้าซื้อกิจการของ Costa Coffee ด้วยมูลค่ากว่า 1.6 แสนล้านบาท ดีลนี้ถือเป็นดีลใหญ่ในวงการค้าปลีก สิ่งที่น่าสนใจก็คือ โค้กได้เผยไพ่ที่ชัดเจนแล้วว่า ในวันที่ธุรกิจหลักที่เป็นน้ำอัดลมหดตัว จึงต้องขยายไปเล่นในตลาดอื่นที่กำลังเติบโตและไปได้สวย เช่น ตลาดกาแฟ และตลาดกัญชา

ตลาดกาแฟ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเติบโตสูงมาก ปัจจุบันในตลาดสหรัฐอเมริกาก็มีมูลค่าตลาดสูงถึง 8.3 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่วนในจีนก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ และอาจเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลกได้ในไม่ช้า

ส่วนตลาดกัญชา ถือเป็นอีกหนึ่งในตลาดที่เติบโตสูงมาก และหากโค้กไม่เข้าไปเล่นโดยเร็ว วันหนึ่งก็อาจจะถูก disrupt ได้ในอนาคต

ข้อมูลอ้างอิง – BloombergCNNMoney

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มองความจริงจังของ Volkswagen กับการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าถึง 27 รุ่นภายในปี 2565

18 September 2018 - 17:00

รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของค่ายผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก ซึ่ง Volkswagen ก็คือหนึ่งในนั้น โดยทางแบรนด์ประกาศว่าเตรียมทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าถึง 27 รุ่นภายในปี 2565 เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

I.D. ของ Volkswagen รู้จัก MEB Platform ที่พลิกอนาคตของ Volkswagen

การทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Volkswagen นั้นยังคงเรื่องการเข้าถึงได้โดยบุคคลทั่วไปตามความหมายของชื่อแบรนด์ แต่ใช่ว่าบริษัทจะนำรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในมาประยุกต์ พร้อมออกแบบให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า เพราะ Volkswagen เลือกที่จะสร้าง Platform ใหม่ขึ้นมา

สำหรับ Platform นี้จะใช้ชื่อว่า MEB หรือ Modular Electric Drive Matrix ที่เป็นการออกแบบยานยนต์ใหม่ทั้งหมดเพื่อวางแบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยรุ่นแรกที่ออกแบบภายใต้ Platform ดังกล่าวก็คือ I.D. รถยนต์ทรงแวนขนาดใหญ่ และเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของแบรนด์นี้ด้วย

Golf ที่ใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าของ Volkswagen

Christian Senger หัวหน้ากลุ่ม E-Mobility Product ของ Volkswagen เล่าให้ฟังว่า I.D. คือหลักหมุดสำคัญในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท เพราะรถยนต์รุ่นนี้เป็น Connected Electric Car รุ่นแรก และยังคงจุดเด่นเรื่องการเข้าถึงที่ง่ายไว้เช่นเดิม

“I.D. และ MEB Platform คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ของ Volkswagen คล้ายกับการที่เราเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากรุ่น Beetle มาเป็นรุ่น Golf ในอดีต และเราคาดว่า I.D. น่าจะขึ้นไลน์ผลิตได้ภายในปี 2562 นอกจากนี้ยังมีรุ่นอื่นๆ ที่ใช้ MEB Platform เตรียมขึ้นไลน์ผลิตอีก 27 รุ่นภายในปี 2565”

Beetle หรือรถเต่าของ Volkswagen // ภาพ pixabay.com

ทั้งนี้ Volkswagen คาดการณ์ว่าจะจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่อยู่ภายใต้ MEB Platform ได้ราว 10 ล้านคัน และไม่ใช่แค่แบรนด์ Volkswagen ที่ใช้ Platform นี้ Audi, Skoda และแบรนด์อื่นๆ ก็ด้วย อย่างไรก็ตามการเดินหน้ารถยนต์ไฟฟ้าก็คือหนึ่งในแผนฟื้นภาพลักษณ์ของ Volkswagen หลังติดภาพลบเพราะโกงค่าไอเสียเมื่อปี 2558

สรุป

การทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Volkswagen คือหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในอนาคต เพราะทุกค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต่างเน้นเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัท ไหนจะประเทศต่างๆ เริ่มจริงจังกับการปล่อยมลพิษมากขึ้น ดังนั้นการทำตลาดรถยนต์เครื่องสันดาปภายในก็คงไม่ตอบโจทย์อีกต่อไปแล้ว

อ้างอิง // Fortune

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดแผน 5 ปี “ไมเนอร์ กรุ๊ป” โรงแรม-อาหาร-ไลฟ์สไตล์ จะต้องโกดิจิทัล

18 September 2018 - 16:54

ครบรอบ 50 ปีแล้ว สำหรับ “ไมเนอร์ กรุ๊ป” ยักษ์ใหญ่ในด้านธุรกิจโรงแรม อาหาร และไลฟ์สไตล์ แผนระยะยาวในช่วง 5 ปีต่อจากนี้ ตั้งเป้าเติบโต 15-20% พร้อมกับเสริมทัพธุรกิจในพอร์ตให้แข็งแกร่งมากขึ้น

เริ่มจากบริษัทโฆษณา สู่บริษัทระดับสากล

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือเรียกสั้นๆ ว่าไมเนอร์ เป็นที่รู้จักอย่างดีในฐานะหนึ่งในธุรกิจใหญ่แห่งหนึ่งของไทย โดยมี 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และจัดจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ 

ไมเนอร์ได้เริ่มก่อตั้งในปี 2510 โดย “วิลเลี่ยม ไฮเน็ค ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เริ่มจากการเป็นบริษัทโฆษณา และบริษัททำความสะอาดสำนักงาน จนในปี 2521 ได้เริ่มเข้าลงทุนโรงแรม และร้านอาหารในพัทยา หลังจากนั้นปี 2523 เริ่มเข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารได้สิทธิแฟรนไชส์พิซซ่าฮัทเข้ามาบริหารในไทย

ซึ่งคำว่าไมเนอร์ หรือ Minor มีความหมายว่า “ผู้เยาว์ นั่นหมายถึงสถานะของวิลเลี่ยมในตอนเริ่มธุรกิจที่เริ่มจากตอนอายุ 17 ปี มีสถานะทางกฎหมายเป็นผู้เยาว์นั่นเอง

พอถึงปี 2544 ไมเนอร์ได้เริ่มสร้างแบรนด์โรงแรมหรูภายใต้แบรนด์อนันตราเป็นแบรนด์แรก และสร้างแบรนด์ The Pizza Company และในปี 2548 ไมเนอร์ได้เริ่มขยายธุรกิจโรงแรมในต่างประเทศเข้าลงทุนในมัลดีฟส์เป็นที่แรก

ซึ่งในหลายปีต่อมาก็ยังมีการลงทุนต่อเนื่องขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง 3 กลุ่ม มีการซื้อกิจการ นำเข้าแบรนด์ใหม่ๆ และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ จนถึงตอนนี้ไมเนอร์มีการทำธุรกิจครอบคลุม 64 ประเทศ ใน 5 ทวีป มีโรงแรม และรีสอร์ทรวม 546 แห่ง ร้านอาหาร 2,130 สาขา และร้านสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ 429 แห่ง

วิลเลี่ยมได้บอกว่า ไมเนอร์ได้ทรานส์ฟอร์มจากบริษัทเล็กๆ กลายเป็นบริษัทใหญ่ มีผู้บริหารมืออาชีพ เมื่อ 50 ปีก่อนเขาเป็นพนงที่อายุน้อยที่สุด จนถึงตอนนี้กลายเป็นพนักงานที่มีอายุมากสุด และมีประสบการณ์มากที่สุด ซึ่ง Key Success ในการทำธุรกิจนั้นเกิดจากการมีวิสัยทัศน์ชัดเจน อยากเป็นผู้นำในธุรกิจระดับโลกในทุกธุรกิจ ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นจุดสำคัญที่สุด สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าตลอดเวลา รวมถึงเรื่องการพัฒนาคน กระตุ้นให้พนักงานมี Passion อยากมาทำงาน

สยายปีกธุรกิจโรงแรมด้วยการเข้าซื้อ NH Hotel Group

โรงแรมยังคงเป็นธุรกิจหลักของไมเนอร์ มีสัดส่วนรายได้ถึง 55% โดยโมเดลธุรกิจของไมเนอร์มีทั้งโรงแรมที่เป็นเจ้าของเองและรับจ้างบริหาร

ล่าสุดไมเนอร์ได้ประกาศเข้าลงทุนใน NH Hotel Group เป็นยักษ์ใหญ่ในวงการโรงแรมในยุโรป เบื้องต้นมีการใช้เงินลงทุน 40,000-50,000 ล้านบาทในการเข้าถือหุ้นในสัดส่วน 45% ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของไมเนอร์ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

การที่ไมเนอร์เข้าลงทุนใน NH Hotel Group ในครั้งนี้ ทำให้เป็นการสยายปีกสู่การลงทุนในยุโรปได้เร็วขึ้น และยังทำให้มีโรงแรมในเครือรวม 546 แห่ง และจำนวน 80,000 ห้อง

แต่ดีลนี้ยังไม่ได้สิ้นสุด ไมเนอร์ยังเดินหน้าเจรจาซื้อหุ้นเพิ่ม ที่คาดไว้คือสัดส่วน 51-55% หรือคิดเป็นมูลค่า 48,000 ล้านบาท แต่ถ้าซื้อเต็ม 100% อาจจะใช้เงินลงทุนถึง 90,000 ล้านบาทเลยทีเดียว

เท่ากับว่าถ้าได้ธุรกิจจาก NH Hotel Group มาเติมพอร์ต ก็ทำให้สัดส่วนรายได้ของธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้นเป็น 70% ได้ในปีหน้า

โฟกัส 3 ธุรกิจ แต่เสริมด้วยดิจิทัล

ในปี 2560 ไมเนอร์มีรายได้รวม 60,000 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนเป็นธุรกิจโรงแรม 55% ร้านอาหาร 38% และไลฟ์สไตล์ 7% ซึ่งแผนธุรกิจใน 5 ปีต่อจากนี้มีการตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ยปีละ 15-20% โดยมีการใช้เงินลงทุนรวม 40,000-50,000 ล้านบาท (ไม่รวมในส่วนการลงทุนใน NH Hotel Group)

โดยทั้ง 3 ธุรกิจมีกลยุทธ์หลักอยุ่บนพื้นฐานของการเอาเทคโนโลยี ดิจิทัล และดาต้ามาปรับใช้ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคให้มากที่สุด

  • ธุรกิจโรงแรม

ยังใช้กลยุทธ์มีสินทรัพย์ที่เป็นเจ้าของเองและรับจ้างบริหารเพื่อสร้างความสมดุลในพอร์ตมีหลายแบรนด์ในการบริหารความเสี่ยงและมีซื้อกิจการใหม่ๆมองหาโอกาสใหม่ๆเสมอ

พร้อมกับเสริมด้วยธุรกิจ Mix-use เพื่อเพิ่มมูลค่าให้โครงการมากขึ้น รวมถึงขยายไปยังโครงการที่เกี่ยวเนื่องกันในวงการอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโด วิลล่ามาเสริมความแข็งแกร่ง และสร้างกำไร

อีกหนึ่งกลยุทธ์คือจะเน้นการรับจ้างบริหารโรงแรมให้มากขึ้นเพราะได้ผลกำไรที่ดีกว่าไม่ต้องลงทุนเองเก็บค่าธรรมเนียมจากเจ้าของโครงการ

  • ธุรกิจอาหาร

มีแบรนด์ที่ตอบสนองความต้องการลูกค้าที่หลากหลายตอบพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนๆตอบรับกับผู้บริโภคเจนใหม่ๆต้องตามเทรนด์ให้ทัน และคงความเป็นแบรนด์ในใจของผู้บริโภค

ในช่วงครึ่งปีแรกอาจจะยังไม่มีอะไรหวือหวามากนัก แต่ในช่วงไตรมาส 4 จะเป็นช่วงของเทศกาล จะโฟกัสที่การสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ โปรดักส์ใหม่ เมนูใหม่ เช่น สเวนเซนส์มีการออกเมนูบิงซูก็ช่วยทำให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพระาเป็นเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภค

  • ธุรกิจไลฟ์สไตล์

ธุรกิจไลฟ์สไตล์ของไมเนอร์ตอนนี้ยังมีการทำแค่ในประเทศไทยอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในอนาคตมองถึงการไปต่างประเทศด้วย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ไมเนอร์ค่อนข้างแอคทีฟในการนำแบรนด์ดังๆ เข้ามามากขึ้นอย่าง Anello, OVS เพื่อเป็นการตอบโจทย์ทุกกลุ่มสร้างพอร์ตให้หลากหลาย

หน้าร้าน Flagship Store ของ Anello ในประเทศไทย // ภาพจาก Facebook ของ anellothailandofficial

แต่เป้าหมายที่สำคัญของไมเนอร์คืออยากเป็นเจ้าของแบรนด์เองสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองและขยายตลาดต่างประเทศ

อีกกลยุทธ์ที่สำคัญคือการเพิ่มช่องทางออนไลน์ ไม่ได้มีแค่หน้าร้าน แต่ต้องมีออนไลน์เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มคนรุ่นใหม่มากขึ้น

สรุป

ไมเนอร์ยังคงสร้างการเติบโตของธุรกิจด้วยการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆและการซื้อกิจการซึ่งการองค์กรจากบริษัทเล็กๆสู่บริษัทระดับโลกได้ถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจไม่น้อย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กาแฟจีนเดือด! Alibaba มี Starbucks ส่วน Tencent ก็มี Luckin coffee สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น

18 September 2018 - 12:13

พร้อมปะทะเต็มที่ ไม่นานมานี้ Ele.me บริษัทสตาร์ทอัพเดลิเวอรี่ส่งอาหาร ที่ถูก Alibaba ซื้อเข้ามาเป็นบริษัทลูก ได้จับมือกับ Starbucks รุกหนักตลาดกาแฟจีน ด้วยลุยตลาดค้าปลีกแนวใหม่ ส่งกาแฟถึงหน้าบ้าน

หลายคนอาจไม่รู้ว่าในจีน มีสตาร์ทอัพกาแฟระดับยูนิคอร์น ชื่อว่า Luckin Coffee ที่โดดเด่นเรื่องของกาแฟและการส่งเดลิเวอรี่อยู่แล้ว การจับมือของ Starbucks+Alibaba จึงท้าทายธุรกิจอย่างมาก

ล่าสุด Luckin Coffee จึงต้องสู้ด้วยการจับมือกับยักษ์ใหญ่ Tencent คู่แข่งตลอดกาลของ Alibaba

Luckin Coffee กาแฟLuckin Coffee Tencent จับมือ Luckin coffee พร้อมสู้ Starbucks+Alibaba

การจับมือของ Tencent และ Luckin Coffee สตาร์ทอัพยูนิคอร์นสายกาแฟในจีน ชัดเจนว่าคือการผนึกกำลังสู้กับ Starbucks ที่เพิ่งจับมือกับ Ele.me ของ Alibaba เพื่อขยายการขายกาแฟในจีนให้แกร่งทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เป็นกลยุทธ์แบบ New Reatil

  • ศัพท์ใหม่ในวงการค้าปลีกที่เรียกกันว่า New Retail หรือ Smart Retail หมายถึง ค้าปลีกในยุคใหม่ที่ผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ไม่ได้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งอีกต่อไป

Tencent บอกว่า การจับมือกับ Luckin Coffee ครั้งนี้ จะตอบโจทย์ลูกค้ารุ่นใหม่ในจีนที่มีความต้องการกาแฟแบบเดลิเวอรี่อย่างรวดเร็วทันใจ เพราะนี่คือจุดแข็งของสตาร์ทอัพยูนิคอร์นรายนี้อยู่แล้ว ส่วน Tencent จะเข้ามาช่วยเหลือในด้านของเทคโนโลยี การจัดการ และแอพพลิเคชั่นให้พร้อมแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ในตลาด

  • ยกตัวอย่างเช่น ต่อไปลูกค้าในจีนจะสามารถสั่งกาแฟ Luckin Coffee ผ่าน WeChat ของ Tencent และให้ไปส่งแบบเดลิเวอรี่ได้ทันทีทันใด

ตลาดกาแฟกำลังหอมหวาน ใครๆ ก็อยากลงเล่น

ตลาดกาแฟ คือตลาดที่กำลังมาแรง เมื่อไม่นานมานี้ Coke ที่ทำธุรกิจน้ำอัดลมได้เข้าซื้อกิจการร้านกาแฟ Costa Coffee ไปด้วยมูลค่า 1.6 แสนล้านบาท

โดยหนึ่งในเหตุผลของการเข้าซื้อกิจการ เพราะตลาดกาแฟในระดับโลกเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง นับแค่ในสหรัฐอเมริกาในปัจจุบันอุตสาหกรรมกาแฟก็มีมูลค่าสูงถึง 83,000 ล้านดอลลาร์

ส่วนตลาดกาแฟในจีน คาดการณ์กันว่า ตลาดกาแฟสดจะเติบโตขึ้นในปีนี้ถึง 18% แต่นี่ถือเป็นตัวเลขที่ยังมีศักยภาพเติบโตได้อีกสูงมาก เพราะค่าเฉลี่ยการดื่มการแฟต่อคนใน1 ปี ของจีนยังต่ำมากเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา โดยคนจีนดื่มกาแฟต่อปี 4.5 แก้ว ส่วนคนอเมริกันดื่มกาแฟ 269 แก้วต่อปี

ตลาดกาแฟในจีนยังเติบโตได้อีกมาก 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการธุรกิจไอทีจีนจึงไม่ปล่อยให้โอกาสตรงนี้หลุดมือ

นี่คือศึกกาแฟที่มี Alibaba และ Tencent สู้รบกันอีกแล้ว

ก็น่าคิดว่า ในจีนยุคนี้ ยังมีธุรกิจใหม่ๆ อะไรที่โดดเด่น แต่ไม่มียักษ์ใหญ่อย่าง Tencent หรือ Alibaba ลงมาเล่นหรือหนุนหลังอยู่บ้าง

  • คำตอบก็ดูเหมือนว่า … ไม่น่าจะมี

ข้อมูล – South China Morning PostFitchsolutions

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไม่ต้องพกเงินสด ไม่ต้องรอเงินทอน ใช้ QR Code จ่ายค่าสินค้าที่ Tesco Lotus ได้แล้ว

18 September 2018 - 08:30

ทุกสิ้นเดือนเราจะเห็นคนต่อคิวตู้ ATM ตาม Tesco Lotus และ BigC เยอะมาก ส่วนใหญ่ก็ถอนเงินแล้วขึ้นไปซื้อของที่ชั้นซุปเปอร์มาร์เกตต่อ แต่จากนี้เมื่อไป Tesco Lotus เราสามารถเดินขึ้นไปข้อป แล้วจ่ายเงินเด้วย QRCode ผ่านโมบายแบงก์กิ้งได้เลย

Tesco Lotus จับมือ ธ.กรุงเทพ ใช้ QR Code จ่ายค่าสินค้าได้แล้ว ไม่ต้องรับเงินทอนให้เมื่อย

สลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท Tesco Lotus บอกว่า เราร่วมมือกับ ธนาคารกรุงเทพ เปลี่ยนเครื่อง EDC (เครื่องรับชำระเงินผ่านบัตรและอื่นๆ) ให้สามารถรอบรับการจ่ายเงินด้วย QRCode โดยใช้ Mobile Banking สแกนจ่ายเงินได้เลย เพื่อให้ลูกค้าสะดวกมากขึ้น และจ่ายเงินได้ง่ายขึ้น

“ลูกค้ายุค 4.0 ต้องการความเร็ว และง่าย หลักๆ เพราะคนไม่ชอบรอ เราเลยต้องสร้างความสะดวกให้ลูกค้าโดยใช้ Mobile Banking ให้ลูกค้าสแกน QRcode บนเครื่อง EDC ที่จะติดอยู่ทุกแคชเชียร์ใน Tesco Lotus และแบบ Express กว่า 2,000 จุด ปีนี้จะทยอยติดตั้งร้านค้าผู้เช่ากว่า 11,000 ร้านทั่วไทย”

ปัจจุบัน Tesco Lotus พัฒนาเรื่อง IT อย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถรับชำระเงินจากทักท่องเที่ยวต่างชาติได้ด้วย เช่น Alipay Wechatpay ฯลฯ ขณะเดียวกัน Tesco Lotus มีลูกค้าที่โหลดแอพพลิเคชั่น 4 ล้านคน และมีสมาชิกคลับการ์ดอยู่ที่ 15 ล้านคน ซึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งหมดจะต้องสามารถรองรับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการได้ 15 ล้านคนต่อสัปดาห์ได้

โปรโมชั่นรับทรัพย์ แค่โหลดและใช้ Bualuang mBanking แถมมี CashBack ด้วย

โปรโมชั่นจะแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนซุปเปอร์มาร์เกตของ Tesco Lotus ทั่วประเทศ และร้านเช่ารายย่อยในพื้นที่ศูนย์การค้าของ Tesco Lotus ได้แก่

  • ฟรี คูปองเงินสดเทสโก้ โลตัส มูลค่า 50 บาท สำหรับลูกค้าที่สมัครและใช้บริการบัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้งครั้งแรก ระหว่างวันที่ 1 ก.ย. – 30 พ.ย. 2561
  • รับเงินคืน (cash back)  20 บาท เมื่อซื้อสินค้าครบ 200 บาทขึ้นไปและชำระเงินด้วยบัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง (จำกัดสิทธิ์สูงสุด10 สิทธิ์/ คน ตลอดระยะเวลา 17 ก.ย – 31 ธ.ค. 2561)
  • สำหรับการใช้จ่ายในส่วนซุปเปอร์มาร์เก็ตของ Tesco Lotus รับแต้มคลับการ์ด 200 แต้มต่อการชำระเงินผ่าน QR code 1 ครั้ง (จำกัด 3 ใบเสร็จต่อ 1 หมายเลขคลับการ์ด ต่อ 1 วัน)
แล้วทำไมแบงก์ต้องผลักดันให้ลูกค้าใช้ QR Code แบงก์ได้อะไร ?

โชค ณ ระนอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการสายบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ บอกว่า การใช้ QRCode จะช่วยสร้างความคุ้นเคยให้ลูกค้ามั่นใจในการใช้ Electronic Payment มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อ Ecosystems ของระบบการเงิน และยังลดต้นทุนบริหารจัดการเงินสดของธนาคาร เช่น เดิมคนต้องกดเงินสด แบงก์ต้องมีค่าขนส่งเงินไปที่ตู้ ATM ต้องมีคนนับเงินทั้งร้านค้าและธนาคาร ฯลฯ

“QRCode ไม่ได้มาแข่งขันกับบัตรเครดิต บัตรเดบิต เพราะลูกค้าเป็นคนละกลุ่มกัน QRCode จะมาเป็นช่องทางเสริมบัตรมากกว่า และอนาคตเราอาจจะเห็นคนที่ลืมพกบัตรแล้วหันมาใช้ QRCode แทน ขณะเดียวกัน QRCode เหมาะกับร้านค้าขนาดเล็ก ห้องแถว แผงลอย เพราะฟรีค่าธรรมเนียม และสะดวกลูกค้าไม่ต้องเอาเงินไปเข้าแบงก์เอง”
อย่างปัจจุบันธนาคารกรุงเทพมีเครื่อง EDC อยู่ที่ 150,000 เครื่อง มีร้านค้าประมาณ 75,000 ร้านค้า สิ้นปีนี้อยากจะเพิ่มร้านค้าอีกประมาณ 60,000 ร้านค้า ทำให้เราต้องเพิ่มเครื่อง EDC อีกหลักแสนเครื่องส่วนนึงจะเอามาชดเชยเครื่อง EDC ที่หมดอายุการใช้งาน และอีกส่วนเป็นร้านใหม่
สรุป

จบทุกความเบื่อ ความรอเงินทอน เพราะต่อไปนี้เมื่อเข้า Tesco Lotus หรือจะซื้อของร้านค้าที่เช่าพื้นที่ ก็สามารถใช้ Mobile Banking สแกน QRCode และจ่ายเงินได้เลย แถมยังมีโปรโมชั่นพิเศษให้ด้วย เรียกว่าเป็นการเจาะตลาดสังคมไร้เงินสดให้หันไปใช้เงินในรูปแบบ Electronic แทน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนท้งฝั่งร้านค้าและธนาคาร แต่ผู้บริโภคอย่างเราจะได้อะไรบ้างนอกจากความสะดวก น่าจะเป็นสิ่งที่เราต้องคิดกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อนาคตที่ไม่สวยของ Nio แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่ฝันอยากเป็นเหมือนกับ Tesla

18 September 2018 - 05:34

แม้วาดภาพตัวเองไว้สวยหรู แต่สุดท้าย Nio แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนที่อยากเป็นเหมือน Tesla ก็เดินหน้าได้ไม่ดีนัก แม้หลังการ IPO จะเพิ่มมูลค่ากิจการได้กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม

NIO รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน รุ่น ES8 Nio กับอีกก้าวที่ไม่สวยของธุรกิจ

ปัจจุบันภาพลักษณ์ของ Nio คือรถยนต์ไฟฟ้าดาวรุ่งจากจีนที่ถูกสร้างมาเพื่อแข่งกับ Tesla โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกแบบ, นวัตกรรม รวมถึงระบบการบำรุงรักษาต่างๆ แต่การจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ก็ต้องการเงินทุนมหาศาล ทำให้บริษัทตัดสินใจ IPO ในตลาดหลักทรัพย์ New York Stock Exchange เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (12 ก.ย.)

แต่การระดมทุนในช่วงแรกกลับทำได้ไม่ดีนัก เพราะพอราคาเปิดที่ 6.25 ดอลลาร์สหรัฐ/หุ้น เพียงไม่นานก็ตกไปเหลือ 5.84 ดอลลาร์ ก่อนปิดตลาดวันแรกที่ 6.60 ดอลลาร์ ซึ่งตรงนี้เองทำให้มูลค่ากิจการ Nio เพิ่มขึ้นราว 1,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 7,100 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่ถึงเป้าหมายเพิ่มขึ้น 1,800 ล้านดอลลาร์ที่วางไว้เมื่อเดือนส.ค.

ราคาหุ้นของ Nio

อย่างไรก็ตามด้วยธุรกิจที่ขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง เช่นปี 2560 ขาดทุนกว่า 759 ล้านดอลลาร์ เพราะ Nio เน้นทำตลาดรุ่นเดียวคือ ES8 และนับตั้งแต่ต้นปีก็มียอดจองเข้ามา 17,000 คัน แถมเพิ่งทยอยส่งมอบได้ตอนเดือนมิ.ย. และทำตลาดในประเทศจีนเท่านั้น จึงไม่แปลกที่คณะผู้บริหารค่อนข้างผิดหวังกับ IPO ครั้งนี้

ประกอบกับการที่นายทุนหลักอย่าง Tencent ก็มีผลกำไรออกมาไม่ค่อยดี รวมถึงการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า และเรื่อง Trade War ทีทำให้การขายรถยนต์ไฟฟ้าไปสหรัฐฯ ทำได้ยากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ Nio ต้องเร่งความเร็วธุรกิจตัวเองเพื่อให้กลับมาเติบโต และเดินตามกลยุทธ์ได้ดังหวัง

NIO รุ่น EVE ที่ยังเป็น Concept Car อยู่

ทั้งนี้มูลค่ากิจการของ Nio ในวันที่ 17 ก.ย. นั้นเพิ่มขึ้นเป็น 8,700 ล้านดอลลาร์แล้ว หลังจากราคาหุ้นดีดตัวขึ้นเป็น 8.50 ดอลลาร์ และเคยขึ้นไปปิดสูงสุดที่ 12.77 ดอลลาร์ด้วย ดังนั้นคงต้องจับตาว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจของ Nio จะเป็นอย่างไรบ้างในอนาคต

สรุป

แม้เปิดตัวได้ไม่ค่อยสวยนัก แต่หาก Nio มีกลยุทธ์ทางการตลาดที่ชัดเจนกว่านี้ เช่นแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่อไป หรือการส่งออกไปทำตลาดต่างประเทศ ก็น่าจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุน และมีโอกาสเติบโตเป็น Tesla ของประเทศจีนได้ดังหวัง

อ้างอิง // Techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

IKEA เปิดโปรเจ็คต์สตูดิโอเคลื่อนที่ด้วยรถยนต์ไรคนขับ

18 September 2018 - 01:28

IKEA ได้เปิดโปรเจ็คต์ SPACE10 หรือสตูดิโอเคลื่อนที่ด้วยรถยนต์ไรคนขับ ตระเวนตามที่ต่างๆ โดยมีดีไซน์ของแต่ละห้องในบ้าน

โปรเจ็คต์ SPACE10 นี้ อยู่ในกรุง Copenhagen ประเทศเดนมาร์ก คอนเซ็ปต์หลักก็คือเป็นการเนรมิตรถยนต์ให้เหมือนทรัคที่มีดีไซน์ห้องต่างๆ ตามแบบฉบับของ IKEA เช่น ออฟฟิศ คาเฟ่ ฟาร์ม เฮล์ทแคร์ โรงแรม และร้านค้า

แต่ความพิเศษของโปรเจ็คต์นี้คือรถยนต์ที่ใช้ตะเวนเป็นการใช้รถยนต์ไร้คนขับ หรือ Self-driving Car ไม่มีการใช้รถยนต์แบบธรรมดาทั่วไปเพราะโลกไม่จำ

ความหมายที่แท้จริงของโปรเจ็คต์ SPACE10 เป็นการบอกว่ารถยนต์ทำให้สินค้าเดินทางไปทั่วเมืองได้ และเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น โดยดีไซน์ในแต่ละห้องจะสามารถค้นหาข้อมูลต่อได้เพิ่มเติมในแอพพลิเคชั่น และยังสามารถดู VR ได้ภายในอีกด้วย

การที่ IKEA เปิดโปรเจ็คต์นี้ ไม่แน่ว่าอนาคตอาจจะมีโปรเจ็คต์เกี่ยวกับการออกแบบรถยนต์เพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้ เพราะถ้าสมมติว่าผู้บริโภคไม่ต้องกังวลเรื่องการขับรถอีกต่อไป เพราะจะมีรถยนต์ไร้คนขับ ก็อาจจะขยายมาสู่ในเรื่องของการดีไซน์ภายในรถยนต์ก็เป็นได้

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ใช้ไม่หมดก็หาใหม่! Floyd Mayweather เตรียมชกกับ Manny Pacquiao อีกรอบแล้ว

17 September 2018 - 14:39

แม้ Floyd Mayweather จะประกาศเลิกชกไปหลังจบศึกระหว่าง Conor McGregor ไปเมื่อปี 2560 แต่สุดท้าย The Money กลับตระบัดสัตย์บน Instagram ของตัวเองผ่านการโพสต์ข้อความว่าจะขึ้นชกอีกครั้ง

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

I’m coming back to fight Manny Pacquiao this year. Another 9 figure pay day on the way @mayweatherpromotions

โพสต์ที่แชร์โดย Floyd Mayweather (@floydmayweather) เมื่อ ก.ย. 15, 2018 เวลา 3:51am PDT

ใช้ไม่หมดก็หาใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลก

หนึ่งในนักกีฬาที่มีมูลค่าของตัวเองติดระดับท็อป หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ Floyd Mayweather แน่นอน เพราะเวลานักมวยคนนี้ขึ้นชกแต่ละไฟต์ เขาก็สามารถทำเงินได้มหาศาล อย่างล่าสุดที่ขึ้นชกกับ Conor McGregor เขาก็ทำเงินไปหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ แถมยังจบการแข่งขันด้วยการ TKO คู่ชกในยกที่ 10 ด้วย

อย่างไรก็ตามหลังไฟต์นั้น Floyd ตัดสินใจยุติบทบาทนักชกของตัวเอง เพื่อไปเน้นพัฒนาสินทรัพย์จำนวนมากของตัวเองให้เติบโตขึ้นมากกว่า เช่นโครงการตึกระฟ้ากลาง New York นามว่า One Vanderblit แถมถึงตอนนี้เขาก็อายุเข้าไป 41 ปีแล้ว การจะให้มาเต้นฟุตเวิร์กบนเวทีก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

50-1 #NoExcuses pic.twitter.com/c5Q6khCDd9

— Manny Pacquiao (@mannypacquiao) September 15, 2018

แต่สุดท้ายแล้ว The Money คนนี้กลับประกาศลงบน Instagram ส่วนตัวว่าอยากขึ้นชกกับ Manny Pacquiao อีกครั้งภายในปีนี้ เล่นเอาหลายๆ สื่อจับตามองกันทีเดียวว่าไฟต์นี้จะสร้างรายได้ให้กับนักชกทั้งสองคนเท่าไร เพราะล่าสุดเจ้า Pacman ก็ประกาศกลายๆ บน Twitter ส่วนตัวในเชิงอยากชนะ Floyd เหมือนกัน

ทั้งนี้ Floyd และ Manny ต่างก็เคยพบกันมาแล้วในปี 2558 และเป็นหนึ่งในรายการชกมวยที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล ผ่านจำนวนผู้จ่ายเพื่อรับชม (Pay-Per-View) กว่า 4.6 ล้านคน และครั้งนั้น Floyd ก็ทำเงินไปกว่า 220 ล้านดอลลาร์ (ราว 7,100 ล้านบาท) ส่วน Manny ได้ค่าเหนื่อยไป 142 ดอลลาร์ (ราว 4,600 ล้านบาท)

สรุป

งานนี้ก็ต้องดูกันยาวๆ ว่าไฟต์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะการจะจัดไฟต์ระดับโลกขนาดนี้ ระยะเวลาคือเรื่องสำคัญ ผ่านการโปรโมต, การบริหารจัดการลิขสิทธิ์ รวมถึงค่าตัวต่างๆ ซึ่งตอนนี้เหลือเพียง 3 เดือนกว่าๆ เท่านั้น แต่ถึงอย่างไรถ้ามันเกิดขึ้นจริง ก็เชื่อว่าจะมีคนรับชมอยู่ดี เพราะมันคืออีกไฟต์ในตำนานแน่นอน

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เมื่อเกมเป็นมากกว่า E-Sport? Fortnite ขึ้นแท่นสาเหตุใหม่ของการหย่าร้างระหว่างสามีภรรยา

17 September 2018 - 10:57

ปัจจุบัน “เกม” ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่ามันสมควรเป็นกีฬา หรือ E-Sport หรือไม่ แต่ที่สหราชอาณาจักรเรื่องเกมกลับก้าวไปมากกว่านั้น เพราะล่าสุดเกม Fortnite กลายเป็นอีกเหตุผลของคู่สามีภรรยาที่หย่าร้างกัน

Fortnite // ภาพจาก Facebook ของ Fortnite Fortnite กับเหตุผลใหม่ของการหย่าร้าง

ในอดีตการหย่าร้างนั้นอาจมาจากปัญหาภายในครอบครัว เช่นทัศนคติไม่ตรงกัน หรือถูกกดขี่ข่มเหงมากเกินไป ทำให้การใช้ชีวิตคู่ไม่มีความสุข แต่ในปี 2561 มันเริ่มมีสาเหตุใหม่ๆ ขึ้นมาแล้ว อย่างเช่น Fortnite เกมยอดนิยมในตอนนี้ที่กลายเป็นอีกเหตุผลของการหย่าร้าง

Divorce Online เว็บไซต์จากสหราชอาณาจักรที่ให้ข้อมูล และบริการเกี่ยวกับการหย่าร้าง รายงานว่า มีคู่สามีภรรยากว่า 200 คู่ที่ระบุเหตุผลในการหย่าร้างกับบริษัทว่ามาจากเกม Fortnite โดยจำนวนนี้คิดเป็น 5% จากคู่สามีภรรยาทั้งหมด 4,665 คู่ ที่เข้ามาใช้บริการกับบริษัทตั้งแต่ช่วงต้นปี

อย่างไรก็ตาม Fortnite เป็นเพียงสาเหตุเท่านั้น ทุกคู่สามีภรรยาไม่ได้ระบุว่าการเล่นเกมทำให้เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นบ้าง แต่เชื่อว่าคงเป็นเรื่องความสนุกจนติดงอมแงม และมีเวลาให้กันไม่เพียงพอ คล้ายกับการติดยา, เหล้า หรือการพนัน ที่เป็นสาเหตุของการหย่าร้างในอดีต

สำหรับ Fortnite เป็นเกมแนว Survival ที่ให้ผู้เล่นเอาชีวิตรอดจากคู่แข่งจำนวนมาก ผ่านการหลบซ่อน หรือสู้กับคู่ต่อสู้โดยตรง โดยเกมนี้เปิดให้เล่นฟรีในหลายแพลตฟอร์ม (คอมพิวเตอร์, เครื่องเกม และมือถือ) แต่มีการขายไอเท็มเครื่องแต่งกายภายในเกม และคาดว่ามีผู้เล่นซื้อกว่า 70% ของทั้งหมด และเสียเงินเกือบ 3,000 บาท/คน

การหย่าร้าง // ภาพ pixabay.com

ส่วนผู้ผลิตเกมนี้คือ Epic Games ที่ปัจจุบันสร้างรายได้จาก Fortnite มหาศาล (คาดว่าสู่งถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผ่านผู้เล่นกว่า 125 ล้านคนทั่วโลก และมีคนเข้ามาเล่นเกมทุกเดือนกว่า 40 ล้านคน ดังนั้นคงต้องจับตากันต่อไปว่าอนาคตจะมีเกมอื่นๆ ต้องเผชิญกับเรื่องนี้หรือไม่

สรุป

อาจเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม แต่ “เกม” หากเล่นไม่เป็นเวลา หรือทุ่มเทให้มันมากเกินไปก็อาจส่งผลกับชีวิตตัวเอง และชีวิตคู่ได้ ดังนั้นการเล่นเกมแต่พอดี รวมถึงกิจกรรมประเภทอื่น ก็น่าจะช่วยให้การประคองชีวิตคู่ และตัวเองทำได้ดีดกว่าเดิม

อ้างอิง // Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Google Chrome ฉลองครบ 10 ปี ออกโฆษณาบอกว่าไม่ใช่แค่ Browser

17 September 2018 - 01:43

Google Chrome เว็บบราวเซอร์จากอาณาจักร Google ได้เดินทางมาครบรอบ 10 ปีแล้ว เลยถือโอกาสออกโฆษณาฉลองซะหน่อย เพื่อบอกว่าไม่ใช่แค่บราวเซอร์ธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือหนึ่งในชีวิตประจำวัน

ยุคนี้มีเว็บบราวเซอร์ที่ไว้ใช้ท่องอินเทอร์เน็ตมากมาย ไม่ได้มีแค่ Internet Explorer เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้ง Safari และ Firefox รวมถึง Google Chrome ด้วยเช่นกัน

Google Chrome ยังคงชูจุดเด่นที่เหนือกว่าค่ายอื่นด้วยการเคลมว่ามีฟีเจอร์ที่ใช้ง่าย เฟรนลี่กับผู้บริโภค ซึง่ในปีนี้ได้ครบรอบ 10 ปีในการทำตลาด จึงทำการเปิดแคมเปญ “Do not Be a browser” เพื่อเป็นการฉลองซะหน่อย

แคมเปญนี้ได้ร่วมกับครีเอทีฟเอเยนซี่ Virtue โดยเนื้อหาสำคัญนั้นเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญของการใช้ Google Chrome เป็นการกระตุ้นให้ผู้ใช้ได้เห็นว่า Google Chrome เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของชีวิต ไม่ว่าจะทำอะไร ค้นหาอะไรก็ใช้ Google Chrome ทั้งสิ้น

โฆษณาชุดนี้มีเวลาเพียงแค่ 1 นาที เป็นการสื่อให้เห็นถึงอะไรหลายๆ อย่างว่ามีการใช้ Google Chrome ในชีวิตประจำวันอย่างไร สามารถเชื่อมต่อกับญาติห่างๆ ได้ จัดการตารางการประชุม สัมภาษณ์งาน นัดเดทกับแฟน ช่วยจัดการชีวิตให้สะดวกขึ้น

สารที่ต้องการสื่อจริงๆ ของ Google Chrome นั้นก็คือ ต้องการบอกว่า ตัวเขาเองไม่ใช่เป็นแค่เว็บบราวเซอร์ธรรมดา แต่เป็นเหมือนเพื่อน เป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดการชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ถึงเติมเงิน BTS ผ่าน Rabbit Line Pay ได้ แต่บัตรหาย BTS ก็เทเราเหมือนเดิม

16 September 2018 - 23:23

เบื่อไหม ? กับการต่อคิวบนสถานีรถไฟฟ้า BTS ในเวลาเร่งด่วนเพื่อแลกเหรียญไปซื้อตั๋วที่ตู้ หรือเติมเงิน เติมเที่ยวเดินทางที่สถานีเท่านั้น แต่ตอนนี้สบายแล้วเพราะต่อไปเราสามารถเที่ยวเดินทางและ เติมเงินผ่าน Rabbit LINE Pay บนมือถือได้แล้ว

ภาพจาก Shutterstock ไม่ต้องต่อคิวแล้ว เติมเงิน เติมเที่ยว BTS ผ่าน Rabbit LINE Pay บนมือถือได้เลย

เดิมคนที่ใช้บริการรถไฟฟ้า BTS จะต้องไปเคาน์เตอร์ที่สถานีรถไฟฟ้าเพื่อแลกเหรียญไปหยอดตู้ซื้อตั๋ว หรือเติมเงิน เติมเที่ยวเดินทาง แต่ต่อจากนี้รถไฟฟ้า BTS หันมาจับมือกับ Rabbit LINE Pay ให้ลูกค้าอย่างเราสามารถเติมเงิน และเติมเที่ยวเดินทางผ่านมือถือได้แล้ว

โดยขั้นตอนง่ายๆ คือ ใครที่มีบัตร Rabbit ประเภทต่างๆ อยู่แล้ว สามารถเข้าไปคลิกเชื่อมบัตรที่มีอยู่กับ แอพพลิเคชั่นของ LINE และนำไป Activate (เปิดการใช้งาน) ที่สถานี BTS ปัจจุบันให้บริการแค่ 5 สถานี ได้แก่ อโศก เพลินจิต อนุสาวรียชัยสมรภูมิ ศาลาแดง และ ช่องนนทรีย์

ที่สำคัญมีโปรโมชั่นให้คนที่ผูกบัตร BTS กับ Rabbit LINE Pay ก่อนสิ้นปีนี้ ได้เที่ยวเดินทางฟรี 3 เที่ยว เที่ยวฟรีจะมีอายุ 90 วันหลังจากการลงทะเบียน หลังการลงทะเบียนจะเริ่มใช้งานเที่ยวฟรีได้ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2561

Rabbit-BTS ไม่คุยกัน บอกทางแก้กรณีบัตรหายคนละแบบ แล้วลูกค้าต้องทำไง

เหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นได้เสมอ ล่าสุดมีผู้ถือบัตร Rabbit ทำบัตรหาย แต่ได้ลงทะเบียนบัตรประชาชนใน Rabbit Reward ไว้แล้ว จึงเข้าไปที่สถานี BTS อโศก เพื่อสอบถามว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง ทางเจ้าหน้าที่ของ BTS เลยถามกลับว่า ตัวลูกค้าเคยลงทะเบียนการอายัดบัตรซึ่งลูกค้าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม 199 บาทไว้หรือไม่ ?

ผู้ถือบัตรดังกล่าวเลยแจ้งว่าไม่ได้ทำไว้ สุดท้ายเจ้าหน้าที่สถานีจึงแนะนำให้ ลงบันทึกแจ้งความของหายไว้ ถ้าเกิดมีเจ้าหน้าที่เจอบัตรที่คล้ายกันจะมีการติดต่อกลับไป และถ้าอยากถามอะไรเพิ่มให้โทรไปที่ Rabbit Hotline 02-617-8383

แต่เมื่อ Brand Inside ตรวจสอบข้อมูลกับ Rabbit Hotline พบว่า ก่อนหน้านี้ทาง Rabbit เคยคิดค่าธรรมเนียมอายัดบัตร 199 บาทจริง แต่ปัจจุบันลูกค้าสามารถพกบัตรประชาชน และบัตร Rabbit เข้าไปลงทะเบียนได้ฟรีที่ศูนย์บริการ Rabbit ในสถานีสยามได้เลย (แจ้งลงทะเบียนได้ที่เดียว คือ สถานีสยาม และต้องทำก่อนบัตรหาย) ซึ่งเมื่อบัตรหายจะสามารถโทรแจ้งอายัด และออกบัตรใหม่โดยเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมโอนเงินจากบัตรที่หายมาบัตรใหม่ 50 บาท

ภาพจาก Shutterstock

และเมื่อสอบถามเจ้าหน้า Rabbit Hotline ถึงคำตอบที่เจ้าหน้าที่ BTS แจ้งลูกค้ากรณีบัตรหาย ทาง Rabbit บอกว่า เป็นการสื่อสารภายใน BTS ถ้าต้องการร้องเรียนต้องโทรแจ้งที่ Call Center ของ BTS เอง

ขณะเดียวกัน Brand Inside ยังถามถึง กรณีที่ลูกค้าลงทะเบียนกับ Rabbit Reward ซึ่งเป็นฟีเจอร์หนึ่งของ Rabbit ที่ลูกค้าต้องลงทะเบียนระบุเลขประจำตัวประชาชน เพื่อเชื่อมกับเลขบัตร Rabbit ที่มีอยู่แล้ว ทาง Rabbit แจ้งว่าตัว Rabbit และ Rabbit Reward เป็นคนละบริษัทกันจึงไม่สามารถเชื่อมข้อมูลกันได้

นอกจากนี้เมื่อเราถามถึงรายละเอียดของ Rabbit LINE Pay ว่า สามารถเติมเที่ยวเดินทางได้ไหม? ทาง Rabbit Hotline ให้คำตอบว่า “เรื่องนี้ต้องขอให้ลูกค้าติดต่อกับ LINE Pay เอง ขออนุญาตให้เบอร์ติดต่อค่ะ 02-841-5400″

สรุป

BTS ให้บริการมา 19 ปี หลังจากให้ลูกค้าแลกเหรียญที่เคานเตอร์ไปซื้อตั๋วที่ตู้ เริ่มพัฒนาให้ลูกค้าสามารถเติมเงินและเติมเที่ยวผ่าน Rabbit Line Pay บนมือถือได้แล้ว แน่นอนว่าสะดวกขึ้น แต่เมื่อ BTS มีพันธมิตรเพิ่มขึ้น ทั้ง Rabbit ทั้ง LINE Pay เรากลับไม่เห็นการประสานงานกันอย่างชัดเจน (แม้จะเป็นบริษัทในเครือกันทั้งหมด) ไม่ว่าจะช่องทางสถานี หรือ Call Center จึงกลายเป็นว่าภาระการติดต่ออยู่ที่ลูกค้า

ทว่าปัญหาสำคัญคือ Rabbit เป็น E-wallet แบบหนึ่ง กลับไม่มีมาตรการดูแลลูกค้า ไม่มี Market Conduct ที่ชัดเจน เมื่อลูกค้ามีปัญหา การติดต่อผ่าน Rabbit, LINE Pay และ BTS จึงได้คำตอบที่ไม่เหมือนกัน จึงเกิดคำถามว่า มาตรฐานการให้บริการคืออะไร?

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สัมผัสนวัตกรรมล้ำโลกที่งาน Digital Thailand Big Bang 2018 ล้วงลึกโลก BIG DATA

16 September 2018 - 22:28

องค์กรต้องรู้ทันและปรับตัวให้อยู่รอดในยุคสมัยแห่งดิจิทัล ประชาชนเองก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อก้าวให้ทันสิ่งใหม่ๆ หัวใจสำคัญคือ การปรับตัว แต่จะมั่นใจได้อย่างไร ว่าสิ่งที่เรารู้ถูกต้องและครบถ้วน

ถ้ายังไม่แน่ใจ แนะนำให้มางาน Digital Thailand Big Bang 2018 งานที่เน้นเรื่องของเทคโนโลยีโดยเฉพาะ และเจาะลึกโลก Big Data ของประเทศไทย ในช่วงเวลาที่ข้อมูลมีค่ายิ่งกว่าทอง

รู้หรือไม่ว่า พวกเราทุกคนคือส่วนหนึ่งของการสร้าง Big Data ให้เกิดขึ้น ด้วยข้อมูลปริมาณมหาศาล (VOLUME) มีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (VELOCITY) มีความหลากหลาย (VARIETY) เป็นชุดข้อมูลที่มีความถูกต้องแม่นยำ (VERACITY) นี่คือ โอกาส ที่ยิ่งใหญ่สำหรับอนาคต

จากเดิมในปี 2017 Digital Thailand Big Bang เน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล หรือ Digital Transformation ให้กับภาคประชาชนและสังคม ครั้งนี้จะเป็นการต่อยอด ขยายความ และวิเคราะห์ให้ลึกกว่าเดิม และนี่อาจเป็นการพลิกโฉมหน้าประเทศไทยสู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกมิติ

แต่จะมีอะไรบ้างในงานปี 2018 ไปดูกัน

Digital Big Bang 2018 มีอะไรบ้าง

คำถามที่ว่า ทำไมต้องมางาน Digital Thailand Big Bang 2018 ก็ต้องบอกว่านี่คือ งานมหกรรมด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดและอลังการที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นงานแสดงนิทรรศการนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เสมือนยกโลกอนาคตมาไว้ที่นี่ ใครที่ยังสับสนว่าเทคโนโลยียุคใหม่เป็นอย่างไร ที่นี่มีคำตอบให้แบบครบถ้วน

ส่วนใครที่มีความรู้อยู่แล้ว ที่งานนี้ยกระดับความรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม โดยธีมของงานนี้คือ Big Data ที่เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลกยุคใหม่ เราจะจัดการข้อมูลขนาดมหึมานี้อย่างไรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น พร้อมแบ่งการจัดงานเป็น 7 โซนสำคัญ ภายใต้แนวคิด “SIGMA” ซึ่งหมายถึง

“S” หรือ Cyber Security : ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

“I” หรือ Infrastructure : โครงสร้างพื้นฐาน

“G” หรือ Digital Government : รัฐบาลดิจิทัล

“M” หรือ Digital Manpower : กำลังคน

“A” หรือ Applications : ธุรกิจและการประยุกต์

  1. Golden Cloud Computing ได้ยินเรื่อง คลาวด์​คอมพิวติ้ง กันมานานแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า คลาวด์คอมพิวติ้ง จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนและ เปลี่ยนธุรกิจไปจากเดิมได้อย่างไร รวมทุกเรื่องราวเกี่ยวกับคลาวด์คอมพิวติ้ง ที่ทุกคนควรรู้
  2. Big Data & Data Analytics ตรงกับธีมของงานนี้ นี่คือยุคแห่งข้อมูลข่าวสารที่ยิ่งใหญ่มหาศาล ข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แต่เมื่อรวมการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ การนำไปต่อยอดทั้งด้านการพัฒนาประเทศและด้านธุรกิจ นี่คือแต้มต่อที่จะสร้างความได้เปรียบ และผลักดันไทยไปสู่ศูนย์กลางข้อมูลระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด
  3. Emerging Innovation & Digital Startup นวัตกรรมและสตาร์ทอัพ ที่พร้อมบุกโลกธุรกิจแห่งอนาคต สตาร์ทอัพ กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาโลกนี้ เมื่อองค์กรขนาดใหญ่ไม่สามารถตอบโจทย์การขับเคลื่อนที่รวดเร็วได้ ในงานนี้จะได้สัมผัสความสุดยอดของสตาร์ทอัพไทย ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ไว้เพียบ
  4. Digital Transformation ต่อยอดจากปีที่ผ่านมาว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล พร้อมพิสูจน์ว่า Cloud, Big Data, Internet of Things (IoT), Blockchain, e-Payment ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับทุกคน
  5. Digital Manpower หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ คือ การพัฒนาคน ยิ่งในยุค AI และ Machine Learning ที่คอมพิวเตอร์กำลังจะครองเมือง คนควรพัฒนาและยกระดับตัวเองอย่างไร ร่วมสร้าง Coding Nation และ Upskill สำหรับเยาวชนและโลกการศึกษาไร้พรมแดนให้เกิดขึ้นจริง
  6. Liveable City & Smart City พูดกันมานานเกี่ยวกับ Smart City แต่ของจริงกำลังจะปรากฎต่อหน้าทุกคนในงานนี้ ว่าด้วยระบบสมาร์ทซิตี้ ระบบอัจฉริยะที่ควบคุมทุกอย่างอัตโนมัติ พร้อมประกาศความพร้อมสู่การเป็นประเทศรายได้สูง
  7. Thailand Grand Challenge การแข่งขันในยุคดิจิทัล เช่น Drone Competition eSport และ Big Bang Coding จะก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างภาคภูมิ ผลงานคือส่ิงพิสูจน์ความสามารถของบุคคลผ่านการแข่งขันระดับสากล

นอกจากนี้ ในงานยังมีการปาฐกถาและบรรยายพิเศษโดยผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้แง่คิดและความรู้กับผู้ร่วมงาน เป็นไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดที่จะได้รับทราบมุมมองความคิดโดยตรงจากคนเทคโนโลยีระดับโลก

จะก้าวทันโลก ก้าวทันเทคโนโลยี ต้องไปร่วมงาน Digital Thailand Big Bang 2018 โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 23 กันยายน 2561 ที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการอิมแพค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://digitalthailandbigbang.com/th

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เมื่อความเร็วคือพระเจ้า ธุรกิจใหญ่ด้านเฮลท์เทคปรับตัวแยกจากบริษัทแม่

16 September 2018 - 22:16

เทรนด์สุขภาพและการแพทย์มาแรงทั่วโลก ทำให้บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ หันมาพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้คนมีชีวิตยืนยาว สุขภาพดี ซึ่งก็รวมถึงการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆด้วย แต่เมื่อมีดิจิทัล ความเร็วเลยกลายเป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจ

เมื่อ Speed เป็นเรื่องของพระเจ้า Siemens Healthineers แยกตัวจากบริษัทแม่

ดร.โทเบียส เซย์ฟาร์ท กรรมการผู้จัดการ และ ประธาน ซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส (Siemens Healthineers) ประจำภูมิภาคอาเซียน บอกว่า ก่อนหน้านี้ Siemens Healthineers เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแม่ Siemens ที่ทำธุรกิจเรื่องรถไฟฟ้า แต่เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา เราแยกออกมาเปิดบริษัทใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ชื่อ Siemens Healthineers ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ออกมาแข่งในโลกธุรกิจ ปัจจุบันเรายังมีสัดส่วนประมาณ 18% ของ Siemens ทั้งหมด

“การทำธุรกิจตอนนี้โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีความเร็ว และความคล่องตัว การที่เราต้องแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ เลยต้องใช้จุดเด่นเราที่มีเครือข่าย พันธมิตรโรงพยาบาล ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าที่ใช้บริการเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ มาวิเคราะห์ พัฒนาและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้มากกว่าบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ”

นอกจากนี้การมีบริษัทแม่เป็น Siemens ทำให้ภาคการผลิตของเราดีขึ้น เพราะเรามีการแลกเปลี่ยน IT engineer ความรู้ต่างๆ ระหว่างกันมากขึ้น

ภาพจาก Shutterstock พัฒนาเทคโนโลยี AI เพิ่มทางเลือกให้ธุรกิจ สนับสนุนการแพทย์

เทคโนโลยีทางการแพทย์มีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา การที่บริษัทเราจะแข่งขันกับคนอื่นได้ ต้องพัฒนาให้เร็วยิ่งขึ้น จุดแข็งเราคือการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence) มาพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพ เครื่องมือทางการแพทย์ การบริการคนไข้ การเพิ่มประสิทธิภาพห้องทอลอง (ห้องแล๊ป) ฯลฯ

ปัจจุบันบริษัทเราให้บริการภายในโรงพยาบาล (รพ.) อยู่แล้ว อย่างในไทย รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.บำรุงราษฎร์ กลุ่มรพ. รามคำแหง และ รพ.ในเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ มีเครื่องมือแพทย์อย่างเครื่องเอ็มอาร์ไอและซีทีสแกนที่ใช้เทคโนโลยี Cinematic VRT และซอฟต์แวร์ซินโกเวีย (Syngo.via) ซึ่งทำให้แพทย์มีข้อมูลภาพจำลองร่างกาย สมองมนุษย์ ฯลฯ และเอามาวินิจฉัยโรคได้ดีขึ้น เพราะมองเห็นอวัยวะที่ต้องการตรวจได้ชัดเจนขึ้น

และเมื่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากโรงพยาบาล (รพ.) ทั่วโลก มีการใช้เครื่องเอ็มอาร์ไอและซีทีสแกนเพิ่มขึ้น 30% ทำให้รพ. ต่างๆ ต้องบริหารขั้นตอนภายในรพ.ให้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น Simens Healthineers เลยพัฒนาโซลูชั่นและแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้บุคลากรของรพ. ในชื่อ PEPconnect (Personalized Education Plan)

“PEPconnect (Personalized Education Plan) จะใช้งานง่ายเหมือนโซเชี่ยลมีเดีย มีช่องให้คนในรพ.แชทกันได้ เพื่อติดตามสมรรถนะการใช้งานของเครื่องแบบเรียลไทม์และแจ้งบำรุงรักษาได้ทันทีผ่านคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน”

แล้ว Siemens Healthineers วางแผนงานธุรกิจในไทย อย่างไรบ้าง

Simens Healthineers เรามองเทรนด์เทคโนโลยีทางการแพทย์ไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราต้องดูนโยบายของประเทศไทยว่าจะขับเคลื่อนไปทางไหน ซึ่งปัจจุบันไทยทำได้ดีในเรื่องการดูแล และรักษาพยาบาลลูกค้ากลุ่มบน ดังนั้นในอนาคตเรามองว่าควรการแพทย์ต้องเข้าถึงกลุ่มประชาชนไทยให้มากขึ้น และคนกลุ่มนี้ต้องสามารถเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานให้ได้ ทางบริษัทจึงสนับสนุนไทยผ่านเทคโนโลยร และเงินทุนอย่างถูกที่ ถูกเวลา

Siemens Healthineers เราอยู่ในไทยมากว่า 120 ปี จึงตั้งเป้าหมายการเติบโตในไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันไทยถือเป็น Medical Hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว โดยจุดประสงค์ของบริษัทยังแบ่งเป็น 4 ด้านได้แก่

  • เพิ่มความแม่นยำในการตรวจรักษา
  • เปลี่ยนโฉมการดูแลรักษาคนไข้ให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ปรับประสบการณ์การรับบริการของคนไข้
  • ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพไปสู่ยุคดิจิทัล
สรุป

เทคโนโลยีทางการแพทย์ยังเติบโตต่อเนื่อง ทำให้บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ เริ่มเข้ามาแข่งขันกับเจ้าใหญ่ในธุรกิจเดิม ดังนั้น Siemens Healthineers ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่ในตลาด แม้จะมีจุดแข็งว่าเข้าถึงข้อมูลการรักษาพยาบาลได้มากกว่ากลุ่มหน้าใหม่ แต่เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดให้ได้ ล่าสุดเลยแยกบริษัทออกจากบริษัทแม่ แน่นอนว่าเพื่อความคล่องตัวให้ทำธุรกิจ นโยบายต่างๆ ได้เร็วขึ้นแต่ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องการระดมเงินทุนได้มากขึ้นด้วย เพราะธุรกิจเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้เงินจำนวนมากในการพัฒนา 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ปิดฉาก Beetle! Volkswagen ประกาศเลิกผลิตรถเต่า หลังยอดขายลดเหลือแค่หลักหมื่นในสหรัฐฯ

16 September 2018 - 19:28

ในที่สุดรถยนต์ที่มีเอกลักษณ์อย่าง Beetle หรือ “รถเต่า” ของ Volkswagen ก็ถึงวันที่ต้องเลิกผลิต เรียกว่าเป็นการปิดตำนานหนึ่งในรุ่นรถยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หลังใช้ชื่อรุ่น และรูปทรงนี้ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2481

Beetle หรือรถเต่าโฉมแรกของ Volkswagen // ภาพ pixabay.com การหายไปของเพื่อนรักของใครหลายคน

Beetle หรือ “รถเต่า” ของ Volkswagen นั้นทำเริ่มผลิต และขายให้บุคคลทั่วไปในเยอรมันตั้งแต่ปี 2481 ภายใต้คำสั่งของ Adolf Hitler ที่ต้องการให้เกิดรถยนต์ที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ตามนโยบายของพรรคนาซี ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้ Ferdinand Porsche จึงถูกให้เข้ามาช่วยออกแบบ และเสร็จสมบูรณ์ออกมาเป็น Beetle โฉมแรก

ซึ่งรุ่นนั้นก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะด้วยราคา และคุณสมบัติที่เหมาะสม ทำให้จำหน่ายยาวๆ ถึงปี 2546 เลยทีเดียว แต่ช่วงหลังๆ มีแค่บางประเทศ เช่นกลุ่มอเมริกากลาง และใต้ ที่ทำตลาดเท่านั้น เพราะด้วยมาตรการเรื่องความปลอดภัย และเรื่องไอเสียในประเทศส่วนใหญ่ทำให้ Volkswagen ไม่สามารถทำตลาดรุ่นนี้ได้อย่างทั่วถึง

Beetle หรือรถเต่า โฉมที่ 2 ของ Volkswagen // ภาพจาก Flickr ของ Markus Marzi

แต่ระหว่างที่ทำตลาดนั้นเอง Volkswagen ก็ส่งรุ่น New Beetle ออกมาในปี 2540 ก่อนจะส่งโฉมล่าสุดออกมาในปี 2554 ซึ่งน่าเสียดายที่โฉมนี้จะเป็นโฉมสุดท้ายแล้ว เพราะ Volkswagen แจ้งว่าจะเลิกผลิตรถยนต์รุ่นนี้ที่โรงงาน Puebla ในประเทศเม็กซิโก โดย Beetle ล็อตสุดท้ายจะออกจากโรงงานดังกล่าวในเดือนก.ค. 2562

เตรียมพบกับ Final Edition ที่ต้องมาพร้อมอะไรล้ำๆ

Hinrich J. Woebcken ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Volkswagen Group of America เล่าให้ฟังว่า ในปี 2562 จะมี Beetle รุ่นพิเศษออกมาจำหน่ายคือ Final Edition SE กับ Final Edition SEL เพื่อฉลองความสำเร็จของรถยนต์รุ่นนี้ที่มีอายุมากว่า 70 ปี แต่ยังไม่ได้รับปากเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์รุ่นนี้อีกครั้ง

Beetle หรือรถเต่าโฉมที่ 3 ของ Volkswagen

อย่างไรก็ตามเหตุผลที่ Beetle ต้องถูกเลิกผลิตไปก็เพราะยอดขายในสหรัฐอเมริกาที่ลดลงเรื่อยๆ เช่นปี 2560 มียอดขายที่ 15,156 คัน จาก 43,134 คันในปี 2556 ถือว่าลดลงเยอะมาก ประกอบกับนโยบายของบริษัทที่เน้นผลิตรถยนต์เพื่อครอบครัว และมุ่งหน้าทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ก็ทำให้ Beetle ไม่อยู่ในแผนนี้เช่นกัน

สำหรับการเดินหน้าทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Volkswagen นั้นก็มีทั้ง Microbus ที่เอารถตู้สุดเอกลักษณ์มาแปลงให้เป็นรถสุดล้ำ ซึ่งน่าจะได้เห็นในปี 2565 ในทางกลับกันด้วยความที่คนเยอรมันไม่ชอบมองย้อนกลับไป ซึ่งการยกเลิก Beetle ก็ช่วยให้ลบภาพจำแย่ๆ เกี่ยวกับนาซีได้ด้วย

สรุป

การยกเลิก Beetle ของ Volkswagen น่าจะสร้างความเสียใจให้กับใครหลายคน แต่เชื่อว่าการยกเลิกครั้งนี้น่าจะช่วยให้ Volkswagen เดินตามแผนได้ง่ายขึ้น และมุ่งหน้าไปยังรถยนต์ไฟฟ้า กับรถยนต์ที่ตรงกับนโยบายที่วางไว้ได้ด้วย เพราะก่อนหน้านี้ Volkswagen เจอเรื่องแย่ๆ เกี่ยวกับการโกงค่าไอเสียจนบริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียงไปมาก

อ้างอิง // Forbes, Volkswagen

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Nike หุ้นพุ่งสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์หลังปล่อยแคมเปญโฆษณาใหม่ออกไปเพียง 10 วัน

16 September 2018 - 16:40

ในช่วงแรกที่ปล่อยแคมเปญโฆษณาฉลองครบรอบ 30 ปี ของคำว่า Just do it ทาง Nike ก็ถูกโจมตีอย่างรุนแรงจากผู้บริโภคเพราะไม่พอใจกับจุดยืนของบริษัท แต่สุดท้ายแล้วเรื่องกลับตาลปัตร เพราะทุกอย่างกลายเป็นเรื่องดีไป

จุดยืนที่ถูกจริต กับการดึงความเชื่อมั่น และยอดขาย

แคมเปญโฆษณาฉลองครบรอบ 30 ปีของ Just do it นั้น Nike ตัดสินใจใช้ Colin Kaepernick นักอเมริกันฟุตบอลที่มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนเป็นตัวละครหลักในหนังโฆษณา ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้คนที่มีความคิดตรงข้ามกับนักกีฬาคนดังกล่าวนั้นออกมาโจมตีแบรนด์ Nike กันอย่างรุนแรง ถึงขั้นเผารองเท้ากันเลยทีเดียว

แต่การทำตลาดแบบเลือกข้างของ Nike นั้นเพียงผ่านไป 10 วันก็เริ่มแสดงผลดีออกมาแล้ว เพราะเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ Nike นั้นพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ โดยอยู่ที่ 83.47 ดอลลาร์สหรัฐ/หุ้น (ราว 2,700 บาท) และยังไม่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงแรงๆ เหมือนวันแรกที่หนังโฆษณาตัวนี้ปล่อยออกมาอีกด้วย

ราคาหุ้นของ Nike // ภาพจาก Yahoo Finance

ขณะเดียวกันในฝั่งยอดขายของ Nike ทางบริษัทวิจัย Edison Trends ก็ได้รวบรวมใบเสร็จจากร้านค้า Online กว่า 200 แห่ง และพบว่ายอดขายของ Nike ในช่วงนี้ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นวันอังคารที่เพิ่มขึ้น 22%, วันพุธเพิ่มขึ้น 42% และวันพฤหัสบดีเพิ่มขึ้น 23%

อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเพียงข้อมูลยอดขายจากช่องทาง Online เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วยังมียอดขายในช่องทางค้าปลีกทั่วไปอีก ที่สำคัญการจะวัดว่าแคมเปญโฆษณาดังกล่าวสร้างผลกระทบให้ Nike อย่างไรก็คงต้องดูกันยาวๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่ามันจะไปจบที่ตรงไหน

อ้างอิง // Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

งานหนัก Tesla! ค่ายรถหรูเยอรมนีบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว ชูจุดแข็งทางการเงิน-ฐานลูกค้า

16 September 2018 - 15:52

การทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหลังจากนี้ต้องร้อนระอุแน่ๆ เพราะค่ายรถยนต์หรูจากเยอรมนีไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz, BMW และกลุ่ม Volkswagen อย่าง Audi และ Porsche ก็พร้อมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว

รถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายเยอรมนี ทับไลน์ Tesla จนแทบไม่มีที่ยืนในยุโรป

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กลุ่มประเทศยุโรปในตอนนี้ Tesla คือแบรนด์ผู้ผลิตที่ครองส่วนแบ่งมากที่สุด ผ่านการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าระดับหรูภายใต้รุ่น Model S และ X แต่หลังจากนี้มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายของ Elon Musk แล้ว เนื่องจากแบรนด์รถยนต์หรูจากเยอรมนีกำลังขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทำตลาดเต็มตัว

ไล่ตั้งแต่ Mercedes-Benz ที่เพิ่งเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น EQC ที่มีลักษณะคล้ายกับรุ่น GLC และเตรียมส่งมอบให้กับผู้สั่งซื้อภายในปี 2562 ต่อด้วย BMW ที่กำลังพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบอย่าง iNext รวมถึงเตรียมวางจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น iX3 ภายในปี 2563 ที่มีลักษณะคล้ายกับ X3 ที่ทำตลาดอยู่

Tesla Model 3

ส่วนกลุ่ม Volkswagen เอง เริ่มที่ Audi ที่ปัจจุบันก็มีการขึ้นไลน์ผลิตของรถ่น eTron เพื่อวางจำหน่ายในปี 2563 ส่วนนอกจากมีแผนลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว ส่วนอีกแบรนด์อย่าง Porsche ก็เตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2562 ด้วย ซึ่งแบรนด์ทั้งหมดนี้ทับไลน์กลุ่มเป้าหมายกับรุ่น Model S และ X ของ Tesla แบบเต็มๆ

หุ้น Tesla อาจมูลค่าลดลงถึง 30%

จึงเป็นที่แน่นอนว่าหาก Tesla ไม่รีบทำอะไรในตอนนี้ ก็จะถูกแบรนด์รถหรูจากเยอรมนีแย่งส่วนแบ่งกลับไป เพราะแบรนด์เหล่านี้มีจุดแข็งคือฐานลูกค้าเดิมจำนวนมาก, ความน่าเชื่อถือ รวมถึงสถานะทางการเงินที่ทุกรายพร้อมลงทุนเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าเต็มที่

NIO รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน รุ่น ES8

สังเกตจากการเริ่มลงทุนในทีมแข่ง Formula E ของ Audi และ Porsche เพื่อแสดงศักยภาพ รวมถึงการเน้นนำรุ่นที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบันมาปรับแต่ง พร้อมกับติดตั้งแบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไป เพื่อประหยัดต้นทุนในการผลิต ผ่านประสบการณ์ที่ทำตลาดรถยนต์มาหลายร้อยปี

อย่างไรก็ตามนอกจาก Tesla อาจประสบปัญหาในการทำตลาดที่กลุ่มยุโรปในอนาคตแล้ว ทางพื้นที่เอเชียปัจจุบันก็ถูกครองด้วยแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน จึงทำให้ Goldman Sachs คาดการณ์ว่าหากการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้ายังรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ราคาหุ้นของ Tesla ตกลงถึง 30%

สรุป

ในที่สุดกลุ่มรถยนต์หรูของเยอรมนีก็ตัดสินใจบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มที่ แต่งก็เหมือนการถูกบังคับกลายๆ ให้ทำแบบนี้ เพราะพวกเขาถูกกดดันจากกลุ่มยุโรปที่ต่างออกนโยบาลลดมลพิษ จนทำให้การทำตลาดรถยนต์สันดาปภายในทำได้ยากขึ้น แต่การทำแบบนี้ก็ทำให้ Tesla อยู่ยากขึ้นโดยอัตโนมัติ

อ้างอิง // Wired

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

บัตรแมงมุมอัพเกรดเป็นเดบิต ต.ค.นี้เตรียมใช้กับรถเมล์ แอร์พอร์ตลิ้งค์ หวัง BTS ร่วมวง

16 September 2018 - 09:52

หนึ่งในความหวังของคนกรุงเทพ คือการมีบัตรใบเดียวเดินทางได้ทั่วกรุง ไม่ว่า MRT BTS รถเมล์ ฯลฯ ภาครัฐเลยวางรากฐานเป็นบัตรแมงมุม ให้ใช้จ่ายขนส่งมวลชนได้ทั้งหมด ทว่าปัจจุบัน BTS จะยังไม่ยอมเข้าร่วมกับบัตรแมงมุม ทำให้บัตรนี้ไม่ต่างอะไรกับบัตร MRT ที่เชื่อมกับสายสีม่วงแล้ว

แต่ความหวังภาครัฐต้องไปต่อ ล่าสุดเลยเพิ่มความสะดวกมาขึ้นในการใช้จ่าย อย่างการ Co-Brand เพิ่มบัตรเดบิตของแบงก์มารวมไว้ให้เลย

ของมันต้องมี “กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุม” จ่ายค่าเดินทาง-ช้อปปิ้งก็ได้

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย บอกว่า 27 ก.ย. 2561 นี้ จะเริ่มให้บริการ “กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุม” (Krungthai Metro Link) ที่จะมี 2 ฟีเจอร์ในบัตรเดียว คือ 1. บัตรเดบิต ใช้เบิก-ถอน-โอนเงินสด แถมยังซื้อสินค้าและบริหารได้ทั่วโลก (ที่มีสัญลักษณ์ Mastercard) และ 2. เป็นบัตรแมงมุม (โครงการพัฒนาระบบตั๋วร่วม-Common Ticketing System) ที่ตอนนี้ใช้จ่ายค่าโดยสายรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วงได้แล้ว

กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุม เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าที่ต้องใช้ระบบขนส่งมวลชน ที่สำคัญบัตรนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐเรื่อง National e-Payment ที่จะวางโครงสร้างพื้นฐาน และทำให้คนคุ้นเคยกับการจ่ายเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้เข้าใจเรื่องสังคมไร้เงินสดด้วย

ภาพจาก Shutterstock
ข่าวดี ต.ค. นี้ บัตรแมงมุมเตรียมร่วม ขสมก. แอร์พอร์ตลิ้งค์ แถม BTS มาขอสเปคบัตรแมงมุมไปดูแล้ว

ภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บอกว่า แม้ว่าตอนนี้บัตรแมงมุมจะใช้ได้กับ MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง แต่เดือน ต.ค. 2561 นี้จะมีการเชื่อมและสามารถใช้งานได้กับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรียล ลิงก์ และรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ส่วนรถไฟฟ้า BTS ตอนนี้เขาทำหนังสือขอสเป็กบัตรแมงมุม จาก รฟม. ไปพิจารณาก่อนว่าจะเข้าร่วมไหม

ส่วนหนึ่งที่น่าจะทำให้ BTS สนใจบัตรแมงมุม คือ เป็นบัตรที่รองรับบัตรผู้มีรายได้น้อย (หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อบัตรคนจน) ที่แต่ละเดือนรัฐจะให้วงเงินเดินทางผ่านขนส่งสาธารณะ 500 บาท/คน

การที่ BTS ขอสเป็คบัตรแมงมุมไปดู ก็ทำให้ประชาชนอย่างเรา มีหวังว่าบัตรแมงมุมจะครอบคลุมขนส่งสาธารณะหลักๆ ของกรุงเทพฯ ซึ่งหากเหลือบัตรใบเดียวประชาชนจะสามารถประหยักค่าใช้จ่ายในการออกบัตร การบริหารเงินในกระเป๋าจะง่ายขึ้น แะที่สำคัญอนาคตจะเชื่อมไปถึงการใช้บัตรเครดิตจ่ายผ่านเครือข่ายบัตรแมงมุมด้วย

ภาพจาก shutterstock โปรโมชั่นฟรี! ค่าธรรมเนียมการออกบัตร แถมแคชแบ็ค ถึงพ.ย. 2561 นี้

ตั้งแต่ปลายเดือนก.ย.ถึง 30 พ.ย. 2561 นี้ ใครสนใจสมัครและออก กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุม จะได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า 100 บาท และรับเครดิตเงินคืน 30 บาท ต่อเดือน เมื่อเติมเงิน 300 บาท (สูงสุดไม่เกิน 90 บาท) จำนวน 20,000 สิทธิ์แรก

และสะดวกยิ่งขึ้น โดยธนาคารจะเปิดเคาน์เตอร์พิเศษสำหรับผู้สนใจสมัครบัตร ณ จุดรับสมัครตามสถานีและจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า ได้แก่ สถานีรถไฟฟ้า MRT เตาปูน เพชรบุรี ลาดพร้าว สุขุมวิท พหลโยธิน และบางใหญ่ ในเดือนต.ค. 2561 โดยเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด ที่ยังไม่หมดอายุ หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ และสมุดเงินฝากออมทรัพย์ หรือเลขที่บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน พร้อมเงินค่าธรรมเนียมรายปี 299 บาทก็สมัครได้เลย

เรื่องที่น่าสนใจคือ ต่อให้เราไม่ใช้บัญชีธนาคารกรุงไทยแล้ว กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุม ก็ยังใช้เดินทางได้ตามปกติ ส่วนการเติมเงินตอนนี้ยังตัดเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้งไม่ได้ ยังเติมเงินได้ช่องทางเดียวคือ ที่สถานีในระบบขนส่งมวลชนทุกสาขา แต่เติมได้ 3 วิธี คือ 1. ตัดเงินผ่านจาก กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุมได้ทันที 2. ตัดจากบัตรเครดิต 3.ใช้เงินสด

ที่มา ธนาคารกรุงไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages