Subscribe to Brand Inside feed
ธุรกิจ คิดใหม่
Updated: 2 hours 57 min ago

Toyota อาจจำหน่าย Corolla รุ่นใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ Hybird ที่ประเทศไทยในเร็วๆ นี้

16 November 2018 - 18:20

หลังปล่อยโฉม Hatchback มาให้ดูกันก่อน ในทึ่สุด Toyota ก็เปิดตัว Corolla รุ่นใหม่แบบ Sedan ออกมาแล้วแถมยังบอกว่าเตรียมติดตั้งเครื่องยนต์ Hybrid เพื่อวางขายใน 90 ประเทศ จาก 150 ประเทศที่ทำตลาด

แม้ไม่ชัดเจน แต่ก็มีความเป็นไปได้

ภายในงาน Guangzhou International Automobile Exhibition ที่ประเทศจีน Toyota ตัดสินใจเปิดตัว Corolla รุ่นใหม่ที่ถือเป็นรุ่นที่ 12 ของรถยนต์ตระกูลนี้ ผ่านการออกแบบให้ดู Sport มากขึ้น พร้อมอยู่บนแพลตฟอร์ม Toyota New Global Architecture (TNGA) เช่นเดียวกับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นใหม่ๆ

โดย Toyota จะเริ่มทยอยจำหน่าย Corolla รุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินนี้กว่า 150 ประเทศทั่วโลกตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป นอกจากนี้ Toyota ยังเตรียมทำตลาด Corolla ที่ติดตั้งเครื่องยนต์ Hybrid ใน 90 ประเทศทั่วโลก ซึ่งอาจมีประเทศไทยด้วยก็เป็นได้

Toyota Corolla รุ่นใหม่ ภายในของ Toyota Corolla รุ่นใหม่

ขณะเดียวกันหากไม่นับเรื่องการออกแบบ และเครื่องยนต์ Hybrid ที่ติดตั้งเข้ามา Corolla รุ่นใหม่ของ Toyota ก็มาพร้อมกับระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense รุ่นล่าสุด พร้อมระบบ Connected Car ที่หลากหลาย เช่น Apple CarPlay และ Amazon Alexa แต่ระบบดังกล่าวนั้นขึ้นอยู่กับการทำตลาดในแต่ละประเทศด้วย

อย่างไรก็ตามในสภาพวะที่ตลาดมีความต้องการรถยนต์ SUV กับ CUV ค่อนข้างมาก แต่ Toyota กลับเลือกเวลานี้เปิดตัว Corolla รุ่นใหม่ เพราะเชื่อว่าสามารถครองตลาดนี้ได้ ส่วนถ้าใครยังไม่รู้จัก TNGA ตอนนี้ในประเทศไทยก็มีรถยนต์ของ Toyota ที่ใช้แพลตฟอร์มนี้อยู่คือ Camry รุ่นใหม่ และ CH-R

สรุป

แม้ในต่างประเทศจะยังเรียกชื่อรุ่นนี้ว่า Corolla อยู่ แต่ในประเทศไทย ชื่อนี้แทบจะเลือนหายไปจากใครหลายคนแล้ว โดยถูกแทนชื่อด้วย Altis ซึ่งก็ไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ แต่เชื่อว่าชื่อ Corolla หรือ Altis อย่างไรก็ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ไม่มากก็น้อย เพราะคุ้นเคยกับคนไทยมานานแสนนาน

อ้างอิง // Toyota

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

บัตรเครดิต สยาม ทาคาชิมายะ มีอะไรดี? ทำไมสายญี่ปุ่น สาย ICONSIAM ต้องมีไว้

16 November 2018 - 17:39

เมกะโปคเจค ICONSIAM ที่ใครๆ ก็ต้องไปสักครั้งมีห้างสรรพสินค้าสัญชาติญี่ปุ่น Takashimaya มาเปิดตัวที่แรกในไทย ใครที่ชบ กิน ช็อป เที่ยวของญี่ปุ่น ต้องมีบัตรเครดิตไว้ ไม่ว่าจะส่วนลดซื้อของ และสิทธิพิเศษอย่างที่จอดรถในห้าง

บัตรเครดิต สยาม ทาคาชิมายะ มีอะไรดี?

ฐากร ปิยะพันธ์ ประธานกรรมการ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ บอกว่า เครือกรุงศรี คอนซูมเมอร์ เป็นสมาชิกของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป (MUFG) ของญี่ปุ่นที่มีความร่วมมือกับห้างสรรพสินค้า สยาม ทาคาชิมายะ มาร้อยกว่าปี เมื่อมาเปิดตัวที่ ICONSIAM เลยมีบัตรเครดิตร่วมชื่อ “บัตรเครดิต สยาม ทาคาชิมายะ”

สิทธิประโยชน์พื้นฐานของบัตรคือ

  • รับส่วนลดพิเศษสูงสุด 10% ที่ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ในช่วงเวลา และ ในวันที่ห้างฯ มีโปรโมชั่น
  • รับส่วนลดพิเศษสูงสุด 5% จากสินค้าแบรนด์ชั้นนำที่ร่วมรายการ ที่ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ ทั้งไทยและต่างประเทศรวม 24 แห่ง เช่น ญี่ปุ่น เวียดนาม สิงค์โปร์
  • รับคะแนนสะสม สยาม ทาคาชิมายะ พอยท์ สูงสุด 3 – 10 เท่า เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตร (ในร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำที่ร่วมรายการในห้างฯ
  • คะแนนสยาม ทาคาชิมายะ พอยท์ ทุกๆ 800 คะแนนสามารถนำไปแลกรับส่วนลด 100 บาทที่ห้างสรรพสินค้าสยาม ทาคาชิมายะ
  • ทุกการใช้จ่าย 25 บาท รับคะแนนสะสม กรุงศรี
  • รับเครดิตเงินคืน 1-3% เมื่อเติมน้ำมันครบทุกๆ 800 บาท/เซลล์สลิป
  • ส่วนบัตรเครดิต สยาม ทาคาชิมายะ ไฟน์เนส – อินวิเทชั่น โอนลี่ สามารถใช้บริการห้องรับรองพิเศษ สยาม ทาคาชิมายะ วีไอพี เลานจ์ และบริการที่จอดรถสำรองพิเศษที่ห้างสรรพสินค้า สยาม ทาคาชิมายะอีกด้วย

โปรฯ ด่วนไฟไหม้รูดการ์ดเดือนนี้ได้ส่วนลดสูงสุด 22% สมัครบัตรรู้ผลใน 30 นาที

สมหวัง โตรักตระกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บัตรกรุงศรีอยุธยา จำกัด บอกว่า ช่วงเปิดตัวบัตร บริษัทฯ ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ เช่น ใช้จ่ายในวันที่ 10 – 18 พ.ย. 2561 ได้ส่วนลดพิเศษ 10% ทุกหน้าบัตร รวมสูงสุด 22%

ส่วนใครที่สมัครบัตรในวันที่ 8 พ.ย.61-31 ม.ค.62 และใช้จ่ายผ่านบัตรภายใน 30 วัน ครบ 5,000 บาท รับกระเป๋าเป้ Anello มูลค่า 1,990 บาท

ผู้ที่สนใจสามารถสมัครบัตรเครดิตได้ทุกช่องทาง เช่น สาขาธนาคาร ช่องทางออนไลน์ ฯลฯ จุดเด่นคือ สามารถสมัครบัตรเครดิตที่ห้างสรรพสินค้า สยาม ทาคาชิมายะ และทราบผลการอนุมัติบัตรได้ใน 30 นาที โดยลูกค้าที่มีรายได้ 15,000 บาทขึ้นไป/เดือน

บัตรเครดิต สยาม ทาคาชิมายะ ออกมาเพิ่มเจาะกลุ่มเป้าหมายอายุ 30–49 ปี ที่ชอบแบรนด์ญี่ปุ่นทั้งร้านอาหาร สินค้า ส่วนบัตรเครดิตใหม่นี้คาดว่าจะมีบัตรใหม่ 100,000 ใบ และคาดว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตร 5,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี

ตารางเปรียบเทียบัตรเครดิตแต่ละประเภทจะอัพเดทในวันเสาร์ที่ 17 พ.ย. 2561

สรุป

บัตรเครดิต สยาม ทาคาชิมายะ เหมาะสำหรับคนชอบแบรนด์ญี่ปุ่น เพราะในห้างฯ Takashimaya จะมีแบรนด์ที่ห้างอื่นไม่มี นอกจากนี้เวลาช็อปนอกห้างฯ นี้ยังได้แต้มของกรุงศรีฯ ด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เจ้าของ TikTok ขึ้นแท่นสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก แซงหน้า Uber เป็นที่เรียบร้อย

16 November 2018 - 12:42

“โอ้ นานานา … โอ้ นานานา” ถ้าคุ้นหูกับคำเหล่านี้ ก็แสดงว่าคุณเป็นหนึ่งใน “แมส” ที่แท้จริง เพราะนี่คือหนึ่งในเพลงประกอบของวิดีโอใน TikTok แอพพลิเคชั่นที่บริษัทแม่ได้ขึ้นแท่นเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นเบอร์ 1 ของโลกแล้วในปัจจุบัน

TikTokTikTok Photo: Shutterstock เจ้าของ TikTok ขึ้นแท่นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นเบอร์ 1 ของโลก

TikTok แอพพลิเคชั่นยอดนิยมจากจีน ที่ให้ผู้ใช้งานบันทึกวิดีโอสั้นๆ 15 วินาที และมีเจ้าของชื่อว่า Bytedance เป็นสตาร์ทอัพมาแรงจากจีน

ไม่นานมานี้ เจ้าของ TikTok ได้รับเงินลงทุนจาก SoftBank ผ่านกองทุน SoftBank Vision Fund ด้วยมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ ทำให้มีมูลค่ากิจการที่พุ่งทะยานไปถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเป็นสตาร์ทอัพยูนิคอร์นเบอร์ 1 ของโลก แซงหน้า Uber แชมป์เก่าที่มีมูลค่ากิจการอยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์

ความยอดนิยมของ TikTok กระจายไปทั่วโลก ดูได้จากการขึ้นเป็นแอพยอดนิยมอันดับ 1 จากการดาวน์โหลดบนระบบ iOS ทั่วโลกในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา

  • ปัจจุบัน TikTok มีผู้ใช้งานต่อวันอยู่ที่ 500 ล้านคนต่อเดือน
  • ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เป็นคนวัยรุ่นถึงอายุประมาณ 20 ปี
  • ผู้ใช้งานหลักยังคงเป็นชาวจีน คิดเป็น 4 ใน 5 ของผู้ใช้งานทั้งหมด แต่ปัจจุบันกำลังแพร่หลายไปในประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน

เบื้องหลัง TikTok คือเทคโนโลยี AI

เบื้องหลังความบันเทิงของแอพพลิเคชั่นอย่าง TikTok คือการเก็บข้อมูลขนาดใหญ่และวิเคราะห์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เช่น ถ้าชอบดูอะไรบ่อยๆ แล้วกด “like” เพื่อแสดงความชื่นชอบ ก็จะได้เห็นสิ่งนั้นซ้ำๆ ไม่ว่าจะเป็นการดูสัตว์เลี้ยง ดูการแต่งหน้า หรือดูการเต้น ระบบหลังบ้านของ TikTok จะส่งคอนเทนต์ประเภทนั้นๆ มาเพื่อดึงดูดให้ผู้ใช้งานอยู่ในแอพพลิเคชั่นให้นานขึ้น

รายได้หลักของ TikTok คือโฆษณา

รายได้หลักของ TikTok มาจากโฆษณา (Ads) เพราะนอกจากตัวแอพพลิเคชั่นที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วอยู่ทุกวันแล้ว อีกหนึ่งความน่าสนใจคือ กลุ่มผู้ใช้งานที่ค่อนข้างชัดเจน คือเป็นวัยรุ่นและอายุไม่เกิน 20 ปี ทำให้นักการตลาดต่างสนใจที่จะมาลงโฆษณาใน TikTok

เจ้าของ TikTok ขึ้นแท่นเบอร์ 1 ยูนิคอร์น สะท้อนภาพสตาร์ทอัพจีนบูม

จากรายงานของบริษัทวิจัย CB Insights ระบุว่า สตาร์ทอัพยูนิคอร์น (ระดับพันล้านเหรียญ) ในปัจจุบัน เป็นสตาร์ทอัพจีนถึง 287 ราย หรือคิดเป็น 30% ของโลก ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีเพียง 135 รายเท่านั้น

Zhang Yiming ซีอีโอของและผู้ร่วมก่อตั้ง ByteDance เจ้าของ TikTok บอกว่า การเติบโตของ TikTok สะท้อนให้เห็นว่า “เราไม่ได้แค่ลอกเลียนโมเดลทางธุรกิจจากคนอื่นๆ นอกประเทศจีน แต่เราพัฒนาตัวเอง และขยายธุรกิจของเราไปสู่เวทีระดับโลก”

อ้างอิงข้อมูล – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

5 เรื่องมองไปข้างหน้ากับทิศทางเศรษฐกิจและค่าเงินปี 2019 จากมุมมองธนาคารกสิกรไทย

16 November 2018 - 10:29

ใกล้จะหมดปี 2018 เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว ได้เวลาของการมองไปยังภาพรวมของเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งมีความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก

ภาพจาก Shutterstock

Brand Inside สรุปจากงานสัมมนา “ส่องทิศทางเศรษฐกิจปีกุน” โดยธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้รวมมุมมองสำคัญที่ต้องรู้เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจในปีหน้า ซึ่งในปี 2018 ที่กำลังใกล้จะหมดปีแล้วนั้น โลกเผชิญกับความท้าทายในด้านเศรษฐกิจไม่น้อย แต่ก็ยังมีการเจริญเติบโตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นภาคการส่งออก เศรษฐกิจของสหรัฐที่แข็งแกร่ง เป็นต้น

ธนาคารกสิกรไทยได้ย้อนมองกลับไปในปี 2018 เศรษฐกิจโลกเจอกับเรื่องอะไรมาบ้าง

  • Brexit
  • การเมืองของประเทศอิตาลี ที่พรรค 5 Star Movement ชนะการเลือกตั้ง
  • การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐที่ผ่านพ้นไป
  • ความเสี่ยงของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) เช่น ตุรกี
  • สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน

ปัจจัยในปี 2019 ที่ต้องติดตาม สำหรับในปีหน้าเศรษฐกิจโลกยังมีความท้าทายใหม่ๆ สำหรับในประเทศไทยแล้วยังมีปัจจัยภายในที่เสริมขึ้นมาอีก

ภาพจาก Shutterstock สงครามการค้าเต็มรูปแบบ (End of Global Trade Cycle)

สำหรับภาคการส่งออกของโลก ตั้งแต่ปี 2016 ขยายได้ดีตลอด การค้าของโลกเติบโต 5.2% หลายๆ ประเทศมีการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ เช่น จีน สหภาพยุโรป เป็นต้น แต่ในปีนี้เริ่มมีสัญญาณการส่งออกที่ชะลอตัวจากหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น หรือแม้แต่ประเทศไทย

มุมมองของธนาคารกสิกรไทยมองว่าในปี 2019 การค้าโลกน่าจะชะลอตัวลง โดย IMF คาดการณ์ว่าภาคการส่งออกจะเติบโตเหลือแค่ 4.2% ประเด็นสำคัญที่ทำให้การค้าชะลอตัวลงคือ “สงครามการค้า” แบบเต็มรูปแบบในปี 2019 สหรัฐฯ กำลังที่จะเก็บภาษีจากสินค้าจีนอีก 267,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปัจจัยข้างต้นคาดว่าจะทำให้ภาคการส่งออกของไทยก็ชะลอลง

ภาพจาก Unsplash เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัวลง

เศรษฐกิจจีนกำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ โดยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยในระดับที่เกิน 6% มาตลอด แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนกำลังจะหมดยุคการใช้แรงงานราคาถูกเป็นหลักแล้ว แถมปัญหาโครงสร้างประชากรจีนที่เน้นนโยบายลูกคนเดียว กำลังจะไม่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากร รวมไปถึงแรงงานจีนในปัจจุบันไม่ตรงกับอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแบบเก่า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐาน เช่น การทำเหมืองถ่านหิน โรงงานถลุงเหล็ก ฯลฯ

ทำให้รัฐบาลจีนต้องพาประเทศก้าวไปสู่เศรษฐกิจแบบใหม่ ที่เน้นการผลิตที่เน้นคุณภาพ หรือสินค้าไฮเทค เช่น สนับสนุนอุตสาหกรรมอีเล็กทรอนิคส์มากขึ้น และรวมไปถึงเน้นภาคการบริการมากขึ้น แต่เนื่องด้วยปัญหาโครงสร้างของจีนที่การผลิตที่ยังล้นเกิน ทำให้การบริโภคในจีนบริโภคไม่ทัน ทำให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แม้ว่าจะลดการส่งออกรวมไปถึงลดกำลังการผลิตสินค้าแล้วก็ตาม

แม้ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลจีนจะต้องทำการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น นโยบายปล่อยกู้ SME ให้มากขึ้น ฯลฯ แต่ก็มีความเสี่ยงคือจีนก่อหนี้ได้มากแค่ไหน ปัจจุบันจีนมีหนี้ต่อ GDP อยู่ที่ 266% ถือว่าสูงมาก

ฉะนั้นประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากมูลค่าการค้าที่ไทยซื้อขายกับจีนมีสูงถึง 18% แถมด้วยนักท่องเที่ยวจีนก็มาไทยในช่วงที่ผ่านมามหาศาล การที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงย่อมส่งผลกับเศรษฐกิจไทย

ภาพจาก Unsplash เศรษฐกิจกับหนี้สาธารณะของสหรัฐ

ในช่วงปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจของสหรัฐเข้มแข็งอย่างมาก ปัจจัยอย่างหนึ่งคือการผลักดันนโยบายการปฏิรูปภาษี ของประธานาธิบดีทรัมป์ แต่หลังจากการเลือกตั้งกลางเทอมทำให้อาจเกิดความยืดเยื้อของนโยบาย นอกจากนี้นโยบายของทรัมป์คือ นโยบายขาดดุลทางการคลังเพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัจจุบันสหรัฐขาดดุลทางการคลังสูงถึง 4% และอาจถึง 5% ต่อปี และคาดว่าจะไม่ลดลงด้วย

ทำให้ปัจจุบันหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐอยู่ที่ 21.5 ล้านล้านสหรัฐ คิดเป็นหนี้ต่อ GDP ประมาณ 105% ทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องยกเลิกเพดานหนี้

อย่างไรก็ดีคาดว่าในปี 2019 เศรษฐกิจสหรัฐน่าจะเริ่มชะลอตัวลง เนื่องจากปัญหาของหนี้สาธารณะสหรัฐกดดัน

ภาพจาก Shutterstock สภาพคล่องและค่าเงิน

ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed กำลังลดงบดุลลง ธนาคารกลางในหลายๆ ประเทศเริ่มดำเนินนโยบายทางการเงินแบบปกติ เช่น ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB กำลังจะยกเลิกนโยบายผ่อนคลายทางการเงินในสิ้นปีนี้ คาดว่าจะทำให้เงินทุนไหลออกจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ต่อเนื่องในปีนี้ โดยตลาดเกิดใหม่มีการไหลออกของเงินทุนตลอดตั้งแต่ปี 2017 โดยเฉพาะในตลาดหุ้น

นอกจากนี้ถ้าหากถ้าความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น สงครามการค้า ฯลฯ เงินทุนน่าจะไหลออกมากกว่าเดิม ยิ่งทำให้ค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ยิ่งอ่อนค่าลงอีก

แบงค์พันธนบัตรไทยมูลค่า 1,000 บาท // ภาพโดย Peter Hellberg from Stockholm, Sweden (Thai baht) [CC BY-SA 2.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/2.0)], via Wikimedia Commons มองค่าเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยปีหน้า

ทีมนักวิเคราะห์ของธนาคารกสิกรไทยมองถึงเรื่องอัตราดอกเบี้ยไทยว่า การที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน ไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากเงินเฟ้อลดลง การส่งออกชะลอตัวลง รวมไปถึง นักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง โดยคาดว่าถ้าหากมีการขึ้นดอกเบี้ยน่าจะขึ้นไวสุดในเดือนธันวาคม แต่ความเป็นไปได้คาดว่าไตรมาสแรกปี 2019 น่าจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกมากกว่า

สำหรับสาเหตุที่คณะกรรมการนโยบายการเงินต้องขึ้นดอกเบี้ย เพราะว่าถ้าคงอัตราดอกเบี้ยเดิมที่ 1.5% จะถือว่าต่ำเกินไป ทำให้เกิดการหาส่วนต่างทางมูลค่า (Search for Yield) ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยไทย กับสหรัฐอเมริกา เริ่มกว้างขึ้น เลยทำให้ต้องขึ้นดอกเบี้ย

สำหรับทิศทางค่าเงินบาทไทย ธนาคารมองว่า ค่าเงินในเอเชียอ่อนค่าลง เนื่องจากดอลลาร์แข็งค่ามากขึ้น เนื่องจากเงินไหลออกกลับไปสู่ดอลลาร์ เช่น ค่าเงินหยวนอ่อนค่าไปมาก เนื่องจากสงครามการค้า ส่วนอินโดอินเดีย เงินไหลออก เนื่องจากกลัวความเสี่ยง

ต้นปีหน้าค่าเงินน่าจะอ่อนค่า คาดว่าค่าเงินบาทของไทยจะอยู่ในกรอบราวๆ 32.5-33.2 มุมมองสิ้นปี 2019 ธนาคารมองว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 34 บาท

สำหรับปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

  • นโยบายดอกเบี้ย ของประเทศอื่นๆ
  • ราคาน้ำมัน
  • การเจรจา Brexit กับสหภาพยุโรป ว่าจะออกไปในทิศทางใด
  • การเลือกตั้งภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ไทย อินโดนีเซีย อินเดีย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Toyota ยกเครื่องผู้บริหารระดับสูง เขี่ยคนแก่-ดันเด็กรุ่นใหม่ รับอุตฯ ยานยนต์เปลี่ยนแปลง

16 November 2018 - 09:42

ด้วยความเป็นยักษ์ใหญ่ในโลกยานยนต์ แถมเป็นองค์กรเก่าแก่ ก็ไม่แปลกที่กว่าจะขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ต้องมีความอาวุโสในอายุ แต่หลังจากนี้ Toyota จะไม่ได้เป็นอย่างนั้นแล้ว เพราะเตรียมดันผู้บริหารุ่นใหม่ขึ้นมาเต็มที่

Toyota // ภาพ pixabay.com จาก Seniority เป็น Talent

หลายๆ องค์กรในประเทศญี่ปุ่นนั้น กว่าจะขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงได้ก็ต้องมีอายุประมาณหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงประสบการณ์ในการทำงาน ประกอบกับวัฒนธรรมการทำงานของญี่ปุ่นก็ให้ความสำคัญในเรื่อง Seniority เป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกที่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงจะไม่มีเด็กๆ หรือชายวัย 40 ต้นๆ ขึ้นมาทำงานในตำแหน่งนี้เลย

แต่ปัจจัยดังกล่าวก็ทำให้องค์กรของญี่ปุ่นนั้นประสบปัญหาในการเปลี่ยนแปลงของยุคนี้ที่เทคโนโลยีเข้ามามีผลกับการทำธุรกิจในปัจจุบันมาก จุดนี้เองทำให้ Toyota ตัดสินใจปรับตัวเองผ่านการเอาผู้บริหารระดับสูงที่มีอายุมากๆ ออกไป และแต่งตั้งผู้มีความสามารถที่มีอายุน้อยกว่าขึ้นมาแทน ถือเป็นการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญของ Toyota ด้วย

ทั้งนี้ผู้บริหารระดับสุงในปัจจุบันของ Toyota นั้นมีอยู่ 55 คน รวมถึงประธาน และรองประธานบริษัทด้วย โดยการปรับโครงสร้างครั้งนี้จะลดผู้บริหารระดับสูงคนเดิมๆ ลง 60% ส่วนคนที่จะดันขึ้นมาใหม่ก็จะมีตั้งแต่หัวหน้าฝ่าย จนถึงคนที่ผู้ในตำแหน่งบริหารในระดับเริ่มต้น โดยเฉพาะคนที่อายุ 40 ปี ซึ่งมีราว 2,000 คนในบริษัท

ขณะเดียวกันการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ยังช่วยให้ Toyota สามารถเดินหน้าพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า, รถยนต์ไร้คนขับ และบริการร่วมเดินทางต่างๆ ได้เร็วขึ้น เพราะเดิมทีมีแต่คนเก่าๆ ทำให้การเปลี่ยนแปลงทำได้ช้า แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็ค่อนข้างท้าทาย เพราะค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นนั้นเริ่มไปก่อนหน้านี้แล้ว

อ้างอิง // Asian Nikkei Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สื่อยุคเก่าระวัง! ผู้จัดงานมอเตอร์ไซค์ระดับโลก “EICMA” ใช้สื่อออนไลน์วัดความสำเร็จการจัดงาน

16 November 2018 - 07:59

กลายเป็นประเด็นที่สื่อยุคเดิมที่ไม่ใช่ออนไลน์ต้องคิดหนัก เมื่อผู้จัดงานมหกรรมจัดแสดงมอเตอร์ไซค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก “EICMA” ให้ความสำคัญ และเน้นหนักของการวัดผลในรูปแบบออนไลน์

มหกรรมจัดแสดงมอเตอร์ไซค์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก “EICMA 2018” ครั้งที่ 76 ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพียง แบรนด์ชั้นนำที่เข้าร่วมงาน, จำนวนผู้เข้าชมงาน และจักรยานยนต์ต้นแบบที่มาเผยโฉมในงานครั้งแรก แต่ตัวเลข และสถิติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในงานที่เกิด จาก Social Media และสื่อออนไลน์ สามารถวัดผลต่างๆ ที่น่าสนใจได้ดังนี้

  • รูปในงานมีการเผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์จากผู้จัดงานและสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานมากกว่า 10,000 รูป
  • จำนวนฟุตเทจภาพเคลื่อนไหวกว่ารวมกันทั้งหมดความยาวกว่า 47 ชั่วโมง
  • จำนวนชิ้นงานที่เผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนช่องทางออนไลน์กว่า 160 ชิ้น
  • มีผู้เข้าชมเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ EICMA.it กว่า 900,000 ครั้งช่วงระยะเวลาจัดงาน
  • ยอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นของงานมากกว่า 30,000 ครั้ง
  • ยอดผู้โพสข้อความ Facebook ของ EICMA กว่า 1.3 ล้านคน 6.4 ล้านครั้ง
  • Youtube มีผู้ชมคลิปต่างๆ 850,000 ครั้ง รวมกัน 200,000 กว่านาที ด้วยจำนวนผู้เข้าชม 58,000 ราย
  • Instagram ในระหว่างการจัดงานก็มียอดผู้ติดตามเพิ่ม 72% โพสต์รูปภาพและวิดีโอจากผู้เข้าชมงานมากถึง 750,000 คน คิดเป็นตัวเลขทั้งภาพและวิดีโอรวม 2.5 ล้านชิ้น
  • Facebook Story มีจำนวนกว่า 1,000 Story รวมผู้เข้าชมกว่า 1 ล้านวิว

Andrea Dell’Orto ประธานของ EICMA บอกว่า “โซเชียลมีเดีย และอินเทอร์เน็ต ไม่ได้แค่สร้างการแข่งขันในระดับโลกเพื่อดึงดูดผู้ใช้รายใหม่ แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความต้องการของแฟนๆ ที่มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่เราเองก็สามารถมีส่วนร่วม และสร้างสรรค์ในการผลิตคอนเทนท์ที่มีคุณภาพได้ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีคุณภาพคือความท้าทายที่น่าตื่นเต้นและเป็นประโยชน์กับทางบริษัทที่เลือกให้งาน EICMA เป็นพื้นที่สำหรับจัดแสดงผลิตภัณฑ์ของพวกเขา ความสำเร็จในเชิงดิจิทัลสร้างความพึงพอใจให้กับเรา เพราะเราได้สร้างสถิติที่สำคัญเพื่อส่งเสริมกลยุทธ์ด้านดิจิทัลของเรา”

สรุป

ผู้จัดงาน Exhibition ระดับโลกอย่าง EICMA เริ่มปรับเปลี่ยนการวัดผลตอบรับของงานที่จัดขึ้นจากสื่อออนไลน์ โดยการเก็บสถิติผ่านทุกช่องทางจากผู้ที่เข้าร่วมชมงาน สื่อมวลชนออนไลน์ นั้นหมายถึงสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในการวัดเรตติ้งของการจัดงานที่นับเฉพาะช่องทางออนไลน์ทุกรูปแบบ ซึ่งสามารถวัดผลได้จริง จับต้องได้ มีความแม่นยำ และการวัดผลรูปแบบดังกล่าว เริ่มจะส่งผลกระทบ ทำให้การเผยแพร่ข่าวสารผ่านช่องทางเดิมๆ ทั้ง หนังสือพิมพ์ นิตยสาร สถานีโทรทัศน์ อาจจะไม่สามารถจับต้องตัวเลขเชิงสถิติได้ แม้กระทั้ง ITA ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศของอิตาลี ก็ให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์แทนสื่อสิ่งพิมพ์ที่ล้มหายตายจากไปมากมาย

และยิ่งผู้บริโภคยุคนี้ ต่างเก็บเรื่องราวต่างๆ ผ่าน Social Media ทั้งสิ้น ใครโพสต์ ใครแชร์ เพื่อนๆ ส่งต่อกัน นั้นหมายถึง รูปแบบการเผยแพร่ข่าวสารที่ทรงพลังที่สุดในตอนนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทำความรู้จักรางวัล “เพชรวายุภักษ์” เมื่อภาครัฐต้องสร้างสรรค์ เดินหน้าส่งนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ประชาชน

16 November 2018 - 06:54

ในโลกยุคที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจเท่านั้นที่ต้องปรับตัว แต่ภาครัฐอย่าง “กระทรวงการคลัง” ก็ผลักดันให้หน่วยงานและบุคลากรในสังกัดร่วมกันนำเสนอนวัตกรรมผ่านความคิดสร้างสรรค์เพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชนในยุค 4.0 เช่นกัน

Brand Inside ชวนผู้อ่านทำความรู้จักรางวัล “เพชรวายุภักษ์” โครงการของภาครัฐอย่างกระทรวงการคลังที่กระตุ้นให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ

รางวัลเพชรวายุภักษ์ คืออะไร?

รางวัลเพชรวายุภักษ์ หรือในชื่อโครงการเต็มๆ คือ “โครงการประกวดรางวัลเพชรวายุภักษ์” โดยเป็นงานที่กระทรวงการคลังจัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานและบุคลากรในสังกัดกระทรวงการคลัง นำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานในการให้บริการประชาชน รวมถึงสร้างผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ภายใต้หลักยุทธศาสตร์ของกระทรวงการคลัง

นวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติจากเหล่า “นวัตกร” ที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงการคลังมีมากมายและหลากหลาย เช่น

  • นำเอาเทคโนโลยีในการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาใช้งานกับการบริจาคของภาครัฐ หรือรับชำระเงินจากส่วนกลางของรัฐ
  • มีการใช้นวัตกรรมเพื่อเปิดข้อมูลของรัฐสู่สาธารณะแบบ open data ด้วยใช้ฐานข้อมูลที่ทันสมัยและตรวจสอบได้

โครงการรางวัลเพชรวายุภักษ์ ถือเป็นการเสริมมิติใหม่ในยุค 4.0 ของกระทรวงการคลังที่ทุกคนรู้จักกันดีในฐานะหน่วยงานภาครัฐชั้นนำที่มีบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบเกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงิน การคลังของประเทศ ด้วยการนำเอาเทคโนโลยี นวัตกรรมเพื่อทำให้ภาครัฐพร้อมสำหรับการให้บริการกับประชาชนและเป็นประโยชน์กับประเทศในอนาคต

นอกจากนั้น ยังนับเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรและหน่วยงานของกระทรวงการคลังมีวิสัยทัศน์ในด้านการสร้างสรรค์และต่อยอดนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม เพื่อก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงภายใต้ภารกิจหลักตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงการคลัง

เมื่อภาครัฐต้องปรับตัวในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง

ในโลกยุค 4.0 ที่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา  ไม่ใช่แค่ภาคธุรกิจเท่านั้นที่ต้องปรับตัว หากแต่คือภาครัฐเช่นกัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นภาคธุรกิจทำการ Disrupt ตัวเองด้วยการส่งโครงใหม่ๆ เข้ามาท้าทายธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น การจัดโครงการ FLIP IT CHALLENGE ของ dtac ที่ให้พนักงานในแต่ละแผนกสร้างทีมขึ้นมา เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์และคิดค้นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ หรือช่วยแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าได้ด้วยเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์

วิธีการลักษณะนี้ ได้สร้างทั้งนวัตกรรม และได้สร้างทั้งบุคลากรไปในคราวเดียวกัน

เช่นเดียวกันกับ รางวัลเพชรวายุภักษ์ของกระทรวงการคลัง ที่มีบุคลากรและหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม ตั้งแต่ระดับกรม สำนักกองหรือเทียบเท่า และคณะบุคคลมาร่วมส่งผลงานเพื่อแข่งขันกันสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ให้กับประชาชน

สรุป: เมื่อภาครัฐต้องสร้างสรรค์ เดินหน้าส่งนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ประชาชน

“รางวัลเพชรวายุภักษ์” คือรางวัลที่จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้บุคลากรและหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงการคลัง ได้คิดค้นนวัตกรรมมาตอบสนองต่อประชาชน แต่สิ่งที่สำคัญคือ รางวัลเพชรวายุภักษ์นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความสร้างสรรค์ ความคิดริเริ่ม รวมถึงการต่อยอดนวัตกรรมของบุคลากรและหน่วยงานในสังกัดของกระทรวงการคลังแล้ว

ถึงที่สุด รางวัลเพชรวายุภักษ์ได้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของภาครัฐ ที่พร้อมปรับตัวเพื่อรองรับกระแสที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกยุค 4.0 อันมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหัวขบวนของคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

บทสรุป 10 เหตุการณ์ สื่อโฆษณาปี 2018 ออนไลน์-สื่อนอกบ้านโตกระฉูด

15 November 2018 - 22:55

มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ ได้ทำการสรุปภาพรวมการใช้สื่อโฆษณาในปี 2018 โดยเป็นไปตามคาดการณ์น่าจะโต 3.5% โดยที่สื่อออนไลน์ และสื่อนอกบ้านเป็นสื่อที่เติบโตสูง ส่วนสิ่งพิมพ์ และทีวียังตกต่อเนื่อง

Photo : Shutterstock 10 เหตุการณ์ของอุตสาหกรรมโฆษณาปี 2018
  1. มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ เอเยนซี่โฆษณาได้ทำการคาดการณ์เม็ดเงินสื่อโฆษณาในปี 2018 จะมีมูลค่า 89,500 ล้านบาท หรือเติบโต 3.5% ในขณะที่ทาง Nielsen ประเมินว่าจะเติบโต 4.4%

2. ในปี 2018 เป็นปีที่อุตสาหกรรมโฆษณาไม่หวือหวา จากที่คาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตสูง เพราะมีหลายเหตุการณ์อย่างฟุตบอลโลก เอเชียนเกมส์ หรือปรากฎการณ์อื่นๆ ที่เข้ามาเสริมอย่าง BNK48 และละครบุพเพสันนิวาส แต่ก็ไม่ได้สร้างการเติบโตมากเท่าที่ควร ส่วนในปีหน้ามีการคาดการณ์ว่าจะเติบโต 5-10%

3. สื่อ “ทีวี” ยังคงเป็นสื่อที่ใหญ่ที่สุด แต่มีการเติบโตที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน ในปีนี้สัดส่วนของสื่อทีวีลดลงจาก 56.4% เหลือ 55.4% มีมูลค่า 50,229 ล้านบาท แต่เท่าที่ทำการสำรวจพบว่าในปีหน้าจะไม่มีช่องไหนทำการขึ้นราคาค่าโฆษณา อาจจะมีการลดแลกแจกแถมเพิ่มเติมด้วยซ้ำ มีการทำโปรโมชั่นให้เอเยนซี่ซื้อง่ายขึ้น จากปกติที่ช่องใหญ่ๆ จะมีการขึ้นค่าโฆษณา 5-10% ทุกปี แต่หลังจากมีทีวีดิจิทัลทำให้การแข่งขันสูง ไม่มีการขึ้นราคามาสักพักแล้ว

4. “สื่อออนไลน์” มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้มีมูลค่าแตะ 15,000 ล้านบาท เติบโต 21% แพลตฟอร์มหลักยังคงเป็น Facebook และ Google แต่เทรนด์เริ่มเห็นเพจต่างๆ หรือ Influencer มากขึ้น มีการปรับราคากันมากขึ้น ในปีหน้าก้คาดว่าจะมีการเติบโต 2 หลักอยู่

5. 3 สื่อหลักที่มีอิทธิพลต่ออุตสากรรมโฆษณายังคงเป็น ทีวี ออนไลน์ และสื่อนอกบ้านแบรนด์ส่วนใหญ่จะให้น้ำหนักในสัดส่วน 70-80% ขึ้นอยู่กับแต่ละแบรนด์ว่าจะเสริมที่สื่อไหนเพิ่มเติม ส่วนสื่อ In store หรือสื่อในห้างสรรพสินค้าไม่เติบโต และไม่ตก เป็นสื่อที่ถูกไดร์ฟด้วยตลาด FMCG เสียส่วนใหญ่

6. สื่อที่น่าจับตามองคือ สื่อนอกบ้าน โดยปกติในหลายปีก่อนจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 5-6% ของมูลค่าทั้งหมด แต่ปีนี้คาดว่าจะมีสัดส่วน 12% เป็นสื่อที่ไม่ได้รับผลกระทบจากดิจิทัล มีการยืนยันว่าในปีหน้าจะมีการขึ้นราคาป้ายโฆษณาสื่อนอกบ้านอีก 15% โดยที่ป้ายจะเป็นมัลติมีเดียมากขึ้น

7. สำหรับสื่อสิ่งพิมพ์ทั้งนิตยสาร และหนังสือพิมพ์ไม่มีลุ้นในการเติบโตแล้ว เจ้าที่อยู่รอดก็ต้องประคองตัวไปเรื่อยๆ บางเจ้าก็เสริมด้วยสื่อออนไลน์ เพราแบรนด์มองว่าสื่อสิ่งพิมพ์ไม่มีสเน่ห์อีกต่อไปแล้ว ไม่มีอิมแพ็คเหมือนในอดีต แต่ยังคงมีบางอุตสาหกรรมที่เป็นสินค้าแมส จับกลุ่มผู้ใหญ่ยังคงลงสื่อสิ่งพิมพ์อยู่บ้าง

8. อุตสาหกรรมที่มีการลงสื่อโฆษณามากที่สุดเป็น Direct Sales มีการใช้เพิ่มขึ้น 413% รองลงมาคือรัฐบาล รวมสสส. กระทรวงกลาโหม และทำเนียบรัฐบาล มีการใช้งบโฆษณามูลค่า 2,537 ล้านบาท ใช้ลดลง 3%ส่วนอันดับที่ 3 ได้แก่ รถปิคอัพ มูลค่า 2,080 ล้านบาท เติบโต 12%

9. องค์กรที่มีการใช้งบโฆษณามากที่สุด ได้แก่ ยูนิลีเวอร์ มูลค่า 3,283 ล้านบาท ลดลง 3% รองลงมาคือ P&G มูลค่า 1,941 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% และ TV Direct มูลค่า 1,804 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 379%

10. แบรนด์ที่มีการใช้งบโฆษณามากที่สุดยังคงเป็น TV Direct มูลค่า 1,804 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 379% รองลงมา ได้แก่ ธนาคารออมสิน 944 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% และ Coke 853 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มุมมองหุ้นไทยหลังงบไตรมาส 3 จาก Credit Suisse “ใกล้จุดขายหุ้นไทยแล้ว”

15 November 2018 - 19:32

ถึงแม้ว่างบไตรมาส 3 ของบริษัทในไทยจะออกมาครบแล้วก็ตาม แต่สำหรับในมุมมองของสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์มองว่าบริษัทจดทะเบียนในไทยหลายๆ บริษัทมีผลประกอบการเริ่มที่จะไม่โตตามเป้าแล้ว

ภาพจาก Unsplash

มุมมองหุ้นไทยล่าสุดจากสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Credit Suisse หลังจากงบไตรมาส 3 ออกมาแทบจะครบทุกตัวแล้ว โดยมองว่าปัจจัยภายนอกตอนนี้เป็นตัวขับเคลื่อนหุ้นไทยมากกว่าปัจจัยภายในประเทศ แม้ว่าจะมีการเลือกตั้งรออยู่ก็ตาม

Brand Inside สรุปประเด็นสำคัญๆ ที่น่าสนใจของบทวิเคราะห์นี้

หุ้นไทยเริ่มแพง

Credit Suisse มองว่าหุ้นไทยกำลังอยู่ในจุดที่เริ่มไม่น่าสนใจ โดยค่าเฉลี่ย P/E ของตลาดหุ้นไทยเริ่มสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี นอกจากนี้หุ้นไทยยังมีค่าเฉลี่ยที่สูงเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอื่นๆ ในเอเชีย นอกจากนี้กำไรของบริษัทที่เริ่มเติบโตช้า ทำให้ค่าเฉลี่ย P/E ของตลาดหุ้นไทยแพง Credit Suisse คาดว่ากำไรของตลาดหุ้นไทยปี 2019 จะเติบโตเพียงแค่ 7% เท่านั้น เติบโตช้ากว่าตลาดอื่นๆ ในเอเชีย

ปัจจัยภายนอกไม่สนับสนุน

ไทยเป็นตลาดหนึ่งในกลุ่ม Emerging Markets ซึ่งในตอนนี้สิ่งที่เจอคือการที่ธนาคารกลางสหรัฐกำลังจะทยอยขึ้นดอกเบี้ย และยังรวมไปถึงปัจจัยของค่าเงินดอลลาร์ที่กำลังแข็งค่าขึ้นมา นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก จึงรับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเต็มๆ ทำให้หุ้นไทยดูน่าสนใจน้อยกว่าครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าไทยจะมีบัญชีดุลสะพัดเป็นบวก ทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นของไทยผันผวนน้อยกว่าที่อื่นก็ตาม

มองว่าธันวา-มกราปีหน้า หุ้นจะวิ่งช่วงสั้นๆ

อย่างไรก็ดี Credit Suisse มองว่าหุ้นไทยจะได้ปัจจัยบวกในช่วงสั้นๆ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยวิ่งต่อในช่วง 1-2 เดือนต่อจากนี้ เช่น การซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี เช่น RMF หรือแม้แต่ LTF ซึ่งจะเห็นเม็ดเงินมหาศาลเข้าตลาดในช่วงนี้ นอกจากนี้เราจะเห็นนักลงทุนรายย่อยเริ่มเก็งกำไรในในตลาดหุ้นไทยในช่วงก่อนเลือกตั้ง ทำให้ Credit Suisse มองว่าช่วงนี้เป็นโอกาสที่จะขายหุ้นถ้าหาก SET Index ถึงแนวต้าน

ยังแนะนำลงทุน

Credit Suisse มองถึงอุตสาหกรรมที่น่าสนใจเนื่องจากปัจจัยที่ได้กล่าวไปข้างต้น ไม่ว่าจะเป็น

  • กลุ่มธนาคาร
  • กลุ่มอสังหา
  • กลุ่มอุปโภคบริโภค
  • กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ได้ประโยชน์จากนโยบายภาครัฐ

ที่มา – บทวิเคราะห์ของ Credit Suisse

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไม่ง้อ Apple pay! ใช้นาฬิกา GARMIN Pay-fitbit Pay จ่ายเงินแทนบัตรเครดิต-เดบิตได้

15 November 2018 - 19:05

เทรนด์ Internet of Thing (IOT) ที่อินเตอร์เน็ตจะไปอยู่ในทุกอย่าง เช่น ตู้เย็นบอกของที่หมดอายุในตู้ได้ หรือเรื่องง่ายๆ อย่างการใช้นาฬิกาจ่ายเงินก็เกิดขึ้นในไทยแล้ว

GARMIN Pay-Fitbit Pay ใช้นาฬิกาจะจ่ายเงินแทนบัตรเครดิต-เดบิต

สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่าประจำประเทศไทย บอกว่า วีซ่าร่วมกับ GARMIN และสถาบันการเงินของไทย เปิดตัว GARMIN Pay ซึ่งเป็นฟีเจอร์ในการชำระเงินไร้สัมผัสใหม่บนนาฬิกาข้อมือสมาร์ตวอทช์ GARMIN สำหรับลูกค้าที่มีบัตรเครดิตหรือเดบิต วีซ่า ของธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์  และบัตรกรุงไทย (KTC) สามารถลงทะเบียนบัตรที่ต้องการในสมาร์ตวอทช์ได้ (ลูกค้าธนาคารกรุงเทพใช้ในไตรมาส 1 ปี 2562)

อุปกรณ์ต่างๆ เช่น นาฬิกาข้อมือสมาร์ตวอทช์ที่สามารถจ่ายเงินได้เร็ว สะดวก ปลอดภัยจะกลายเป็นเทรนด์หลักสำหรับลูกค้ากลุ่มที่ชอบออกกำลังกาย เพราะจากผลสำรวจ “Sweaty Money” ของวีซ่า บอกว่า กว่า 57% คนที่ต้องพกเงินสดหรือบัตรพลาสติกไปออกกำลังกายทำให้พวกเขารู้สึกไม่สะดวก และอึดอัด ดังนั้นการใช้สมาร์ตวิทช์จะทำให้คนชอบออกกำลังกายสะดวกขึ้น

ไกรรพ เหลืองอุทัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท จีไอเอส จำกัด ตัวแทนจำหน่ายของ GARMIN ในประเทศไทย บอกว่า GARMIN Pay สามารถจ่ายเงินเเครื่องรับบัตร (EDC) ที่มีสัญลักษณ์ Paywave ได้เลยโดยเริ่มให้บริการในไทย ในเดือนพ.ย. 2561 ซึ่งลูกค้าไปต่างประเทศก็สามารถใช้บริการในอีก 22 ประเทศทั่วโลก

หลุยส์ ลายย์ ผู้จัดการประจำประเทศ ในกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮ่องกง และไต้หวัน Fitbit บอกว่า Fitbit Pay เปิดให้บริการในเดือนต.ค. 2561 แก่ลูกค้าธนาคารกสิกรไทย KTC และธนาคารไทยพาณิชย์ ที่ถือบัตรเครดิต-บัตรเดบิต ทั้งของวีซ่าและมาสเตอร์การ์ด รวมถึง บัตรอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ซึ่งใช้จ่ายได้ทั่วโลก

วิธีใช้ GARMIN Pay-Fitbit Pay ทำไมถึงปลอดภัย?

ไกรรพ บอกว่า ลูกค้าต้องดาวน์โหลด แอพพลิเคชั่น GARMIN Connect บนมือถือ และลงทะเบียนบัตรเครดิต/บัตรเดบิท บนสมาร์ตวอทช์ของลูกค้า (ใส่ข้อมูลบัตรและรหัสความปลอดภัย) หลังจากนั้นลูกค้ายื่นข้อมือที่สวมนาฬิกา ไปที่เครื่องรับบัตรซึ่งมีโลโก้ PayWave ได้เลย

ด้าน Fitbit Pay หลุยส์ บอกว่า ลูกค้าสามารถเปิดแอพพลิเคชั่น Fitbit บนมือถือ เลือกเพิ่มบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิต เวลาจะใช้งานต้องใส่ใส่รหัสผ่านส่วนตัว (PIN) ที่ตั้งไว้ และกดปุ่มซ้ายมือบนฟิตเนสสมาร์ทวทอช์หรือฟิตเนสแทรกเกอร์ของฟิตบิทค้างไว้จนปรากฎรูปบัตรเครดิต/เดบิตขึ้นมา หันระยะให้ใกล้ตำแหน่งเครื่องอ่านบัตรเพื่อใช้จ่ายค่าสินค้าและบริการ เมื่อเครื่องขึ้นสัญลักษณ์ Approved ที่หน้าจอ ก็แสดงว่าการชำระเงินเสร็จสิ้น

ทั้ง GARMIN Pay และ Fitbit Pay ใช้ระบบ Tokenization เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งร้านค้า Fitbit และ GARMIN จะไม่รู้ข้อมูลทางการเงินของผู้ใช้ ขณะเดียวกันระบบนี้จะป้องกันไม่ให้ไวรัสหรือมัลแวร์เข้าถึงข้อมูลที่สำคัญได้

ราคา Smart Watch ของค่ายไหนดีกว่ากัน?

ฝั่ง GARMIN ที่สามารใช้งาน GARMIN Pay ได้แก่

  • รุ่น vivoactive 3 ราคา 10,500 บาท
  • รุ่น vivoactive 3 music ราคา 11,500 บาท
  • รุ่น forerunner 645 และ รุ่น music ราคา 14,990-16,990 บาท
  • รุ่น fenix 5s plus, 5 Plus, 5x plus ราคา 29,900-31,900 บาท

ฝั่ง Fitbit ที่สามารใช้งาน Fitbit Pay ได้แก่

  • ฟิตบิท ไอออนิค ราคา 10,690 บาท
  • ฟิตบิท เวอร์ซ่า 8,490 บาท
  • ฟิตบิท ชาร์จ 3 จะออกภายในเดือนพฤศจิกายน 2561 ราคา 6,490 บาท
  • ฟิตบิท ชาร์จ 3 รุ่น Special Edition จะวางจำหน่ายในราคา 6,990 บาท
สรุป

เห็นต่างประเทศเขาใช้นาฬิกาจ่ายเงินมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ที่ไทยสามารถใช้ได้ 2 ค่ายคือ Fitbit GARMIN โดยใช้ได้กับคนที่มีบัตรเครดิต บัตรเดบิตของ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ และ KTC จุดเด่นคือ Fitbit สามารถใช้บัตรได้ทั้งวีซ่า และมาสเตอร์การ์ด ส่วน GARMIN ลูกค้าธนาคารกรุงเทพก็สามารถใช้ได้ในต้นปีหน้า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดกลยุทธ์ราคา Lazada-Shopee ซื้อของวันไหนถูกสุด พร้อมทิศทางการทำ E-Commerce ยุคใหม่

15 November 2018 - 16:57

ปัจจุบันแทบไม่มีใครไม่เคยซื้อของ Online แล้ว เพราะด้วยความสะดวก รวมถึงโปรโมชั่นต่างๆ ที่สุดแสนจะจูงใจ แต่รู้หรือไม่ว่าซื้อของ Online วันไหนราคาถูกที่สุด? วันนี้ Brand Inside จะมาเปิดเผยเรื่องนี้ให้รู้กัน

E-Commerce // ภาพ pixabay.com ทุกวันหวยออกสินค้าจะมีราคาถูกที่สุด

เมื่ออ้างอิงข้อมูลจาก aCommerce หนึ่งในผู้ให้บริการเครื่องมือเกี่ยวกับ E-Commerce จะพบว่า Marketplace ต่างๆ ในประเทศไทยเช่น Lazada และ Shopee โดยเฉลี่ยแล้วจะปรับราคาลดลงในทุกวันที่ 1 กับ 16 ของเดือน ก่อนที่จะค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้น และมีราคาแพงที่สุดในทุกสิ้นเดือน

แต่ถ้าหากใครรอไม่ไหว แนะนำให้ซื้อในทุกวันพุธของแต่ละสัปดาห์ เพราะเฉลี่ยแล้วราคาสินค้าใน Marketplace ต่างๆ จะลดลงราว 3% เมื่อเทียบกับราคาปกติ ถือเป็นการกระตุ้นยอดซื้อขายในช่วงกลางสัปดาห์ ต่างกับวันอังคารที่ราคาสินค้าโดยเฉลี่ยจะเพิ่มจากราคาตั้งต้น 4% เลยด้วย

ราคาสินค้าใน E-Commerce ราคาสินค้าใน E-Commerce

อย่างไรก็ตามหากยังไม่เชื่อว่าการลดลราคานั้นมีจริงก็อยากให้ไปลองสังเกตสินค้าหมวดหมู่ Health & Beauty, Automotive & Motorcycles, Sports & Outdoors, Computers & Laptops และ Mother & Baby เพราะสินค้าในกลุ่มนี้จะลดราคา 30-50% ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ทั่วไปเลยด้วย

สำหรับทิศทางของ E-Commerce หลังจากนี้ ในมุมของผู้ขายจำเป็นต้องใส่ใจในเรื่องการรีวิวสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่จำหน่ายสินค้ากลุ่ม FMCG เพราะสินค้าเหล่านี้ต้องใช้ทันที ทำให้ถูกรีวิวเกี่ยวกับการส่งสินค้ามากที่สุด และหากการส่งสินค้าไม่เร็วตามที่บอกไว้ ก็เสี่ยงที่จะถูกรีวิวในแง่ลบ และทำให้ยอดจำหน่ายไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

สินค้า FMCG หรืออุปโภคบริโภคต่างๆ

นอกจากนี้ยังต้องใส่ใจกับเรื่อง Follower ในแต่ละ Marketplace ด้วย เพราะผู้ซื้อจะเริ่มหาสินค้าจากใน Marketplace มากกว่าเสิร์ชจาก Google เพราะมันตรงกับเป้าการค้นหากว่า และหากมี Follower ในแต่ละแพลตฟอร์มเยอะ โอกาสเข้าถึงลูกค้าก็ดีกว่าเดิม และจุดนั้นการทำ Marketing ก็จะมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ส่วนมุมผู้ซื้อนั้น เพียงแค่ซื้อสินค้าในวันหวยออก หรือถ้ารอไม่ไหวก็ให้ซื้อวันพุธแทน แต่ถ้าอยากได้รับสิทธิ์ซื้อสินค้าในราคาพิเศษจริงๆ แนะนำให้กดติดตามเป็น Follower ตามร้านต่างๆ รวมถึงหมั่นรีวิวสินค้าด้วย เพราะแบรนด์สินค้าต่างๆ พร้อมที่จะทำ Marketing กับพวกคุณ เพื่อเป็นลูกค้ากันในระยะยาว

สรุป

E-Commerce เปลี่ยนเร็วมาก ยิ่งในมุมผู้ค้าแล้ว การเปลี่ยนความคิดของตัวเองให้ทัน เช่นการยอมไปเปิดร้านค้าอย่างเป็นทางการในแต่ละ Marketplace หรือการยอมเสียเงินค่าการตลาดให้กับ Follower เพียงเล็กน้อยเพื่อจูงใจให้เขาเป็นลูกค้ากันยาวๆ ก็นับว่าคุ้มกว่าการอยู่เฉยๆ แล้วไม่ทำอะไรเลย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อนาคตของวงการโฆษณา อาจไม่มี Agency เป็นตัวกลางอีกต่อไป หลังแบรนด์ใหญ่ประกาศทำสื่อเอง

15 November 2018 - 16:01

เมื่อแบรนด์ระดับโลกหลายแห่ง เริ่มเท Agency โฆษณา แล้วหันมาทำสื่อโฆษณาด้วยตัวเอง ล่าสุด Bayer ขอเวลา 2 ปีในการสร้างทีมงานของตนเองขึ้นมา

หรือว่านี่คือช่วงเวลาของการนับถอยหลังให้กับวงการ Agency โฆษณา?

สื่อ Agency โฆษณา ออนไลน์Photo: Shutterstock เมื่อแบรนด์ใหญ่ลดบทบาท Agency โฆษณา แล้วหันมาทำเอง

นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว สำหรับการหันมาทำโฆษณาเองของแบรนด์ระดับโลก เนื่องจากมีแต่ได้กับได้ ได้ทั้งลดต้นทุนการเงิน ได้ทั้งความยืดหยุ่นในการทำงาน และที่สำคัญเทคโนโลยีในยุคนี้เอื้อเป็นอย่างมากให้แบรนด์ทำสื่อเองได้ ไม่ต้องมี Agency เป็นคนกลางอีกต่อไป

ยกตัวอย่างเช่น United Airlines สายการบินรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่ได้จ้างทีมผลิตคอนเทนต์วิดีโอมาจากบริษัทอื่น เพื่อผลิตวิดีโอเป็นของตัวเอง ไม่ต้องพึ่ง Agency ผลปรากฏว่าได้ผลดี มียอดชมสูง และแม้ว่า Facebook จะลด Reach อย่างไร ก็ไม่จำเป็นต้องสน เพราะได้ลดต้นทุนส่วนนั้นจากการจ้างคนกลางออกไปแล้ว

หรืออีกหนึ่งตัวย่างคือยักใหญ่อีคอมเมิร์ซระดับโลกอย่าง Amazon ที่ตอนนี้ได้เริ่มตัดคนกลางอย่าง Agency ออกไปจากวงโคจรของการทำโฆษณาแล้ว โดย Amazon จะทำการตลาดกับแบรนด์โดยตรงไปยังผู้บริโภค ในวงการเขาเรียกวิธีการลักษณะนี้ว่า direct-to-consumer หนึ่งในเหตุผลที่น่าสนใจของการทำการตลาดแบบใหม่ รองประธานฝ่ายขายโฆษณาและการตลาดของ Amazon เคยบอกไว้ว่า “Amazon จะเข้าไปช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการขาย การจัดการสินค้า รวมถึงโปรโมชั่นของแบรนด์ได้อย่างครบวงจร”

BayerBayer Photo: Shutterstock กรณีศึกษา Bayer: แบรนด์ใหญ่ที่ประกาศทำสื่อเองในปี 2020

ล่าสุด บริษัทอุตสาหกรมเคมีและยารายใหญ่ระดับโลกอย่าง Bayer ที่เพิ่งเข้าซื้อกิจการของ Monsanto ด้วยมูลค่า 2 ล้านล้านบาท หรือ 63,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ได้ประกาศว่า ในปี 2020 จะทำสื่อโฆษณาเอง ไม่จ้าง Agency อีกต่อไปแล้ว

Josh Palau รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ดิจิทัลและแพลตฟอร์มของ Bayer บอกว่า เหตุผลที่เราต้องการทำสื่อโฆษณาเอง เป็นเพราะถ้าเราต้องการนำหน้าตลาด เราจำเป็นต้องมีทีมที่เก่งกาจ และไม่ใช่เก่งแค่เชิงกลยุทธ์ แต่ต้องเก่งในแง่ชั้นเชิงต่างๆ อย่างเช่นการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ดังนั้นการมีทีมสื่อการตลาดที่เป็นของตัวเอง ย่อมตอบโจทย์มากกว่าการใช้ทีม Agency จากนอกบริษัทอีกต่อหนึ่ง

แม้ว่าที่ผ่านมา Bayer จะใช้ Agency โฆษณา แต่หลังจากนี้บริษัทจะเปลี่ยนผ่านไปสู่การทำสื่อโฆษณาเอง (media in-house) โดยมีขั้นตอนดังนี้คือ

  • ขั้นที่ 1: ในต้นปี 2019 Bayer จะเริ่มจากการจ้างคนในวงการโฆษณาเข้ามาร่วมสร้างทีมสื่อในบริษัท แต่ในช่วงแรกจะยังใช้ Agency อย่าง MightyHive มาช่วยทำในส่วนการขายก่อน เพราะทีมจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
  • ขั้นที่ 2: หลังจากนั้น 1 ปี คือในปี 2020 Bayer เชื่อว่าทีมงานของตัวเองจะขยายไปถึงหลัก 20 คน และสามารถที่จะยืนได้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้นจากแผนนี้ จึงได้ประกาศไว้ว่าในปี 2020 Bayer จะมีทีมสื่อโฆษณาของตัวเองโดยที่ไม่ต้องจ้าง Agency อีกต่อไป

ในยุคที่แบรนด์สามารถทำการตลาดกับผู้บริโภคได้โดยตรง คนที่ต้องปรับตัวจึงไม่ใช่ใครอื่น นอกจากคนกลางอย่าง Agency ที่ต้องสร้างความโดดเด่นในตลาดและหาจุดเด่นเพื่อยืนอยู่ให้ได้ต่อไปในวงการ

ออฟฟิศ Agency การตลาด โฆษณาPhoto: Shutterstock

อ้างอิงข้อมูล Bayer – Digiday

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กลุ่มเซ็นทรัล เวียดนาม เปิดตัว GO! ศูนย์การค้าครบวงจรที่สุดในประเทศ

15 November 2018 - 15:57

กลุ่มเซ็นทรัล เวียดนามเดินหน้าลงทุนเปิดศูนย์การค้าแห่งใหม่ GO! ที่เมืองหมีถ่อ (My Tho) จังหวัดเตี่ยนซาง (Tian Giang) กลายเป็นศูนย์การค้าเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง

ศูนย์การค้าครบวงจรแห่งแรกในเวียดนาม

ศูนย์การค้า GO! มีทั้งหมด 3 ชั้น มีพื้นที่รวมกว่า 18,742 ตร.ม. สามารถจอดรถจักรยานยนต์ได้ 1,500 คัน และรถยนต์อีก 150 คัน โดยไม่เสียค่าบริการ คอนเซ็ปต์ของที่นี่จะตอบโจทย์ครบทั้งกิน ช้อปปิ้ง และเที่ยวครบในที่เดียว

โดยศูนย์นี้รวบรวมร้านอาหาร สินค้าอุปโภคและบริโภค เครื่องแต่งกาย เครื่องใช้ภายในบ้าน รวมถึงบริการเพื่อความบันเทิงมาไว้ในที่เดียว ทำให้ศูนย์นี้เป็นศูนย์การค้าครบวงจรแห่งแรกในเวียดนาม และจะยกระดับเมืองหมีถ่อให้เป็นเมืองที่ห้ามพลาด (First Tier) ในจังหวัดเตี่ยนซางด้วย

ภายในจะดีไซน์แบบทันสมัย และเรียบหรู ติดตั้งกระจกรอบทิศที่สามารถนำแสงธรรมชาติเข้ามาใช้ภายในอาคาร เพดานสูงถูกแต่งด้วยลวดลายรูปทรงเรือ สื่อถึงการเดินทางในลุ่มแม่น้ำโขง บรรยากาศภายในจะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายและเป็นอิสระ เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการเข้ามาใช้เวลาพักผ่อนหย่อนใจร่วมกัน

ฟิลิปเป้ โบรเอียนิโจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเซ็นทรัล เวียดนาม กล่าวว่า

“เมืองหมีถ่อ ในจังหวัดเตี่ยนซาง เหมาะเป็นทำเลที่ตั้งศูนย์การค้า GO! แห่งแรก เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเหมาะสมและมีเสถียรภาพ ไลฟ์สไตล์ของคนในพื้นที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายตั้งต้น และด้วยวิสัยทัศน์นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่เวียดนาม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวเวียดนาม

GO! จึงสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตแก่ลูกค้า โดยพัฒนาให้เป็นศูนย์การค้าแบบครบวงจร จัดแบ่งโซนร้านค้าและการให้บริการอย่างชัดเจน เพื่อบรรลุเป้าหมาย All-in-one destination สำหรับลูกค้า ครอบคลุมทั้งร้านอาหาร สินค้าอุปโภคและบริโภค การบริการ ความบันเทิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต แฟชั่น และสนามเด็กเล่น”

ซึ่ง GO! ได้เปิดช่วงทดลอง 2 สัปดาห์ (28 ต.ค. – 13 พ.ย.) มีลูกค้าหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย โดยบริเวณฟู้ดคอร์ทมีผู้เข้ามาใช้บริการมากที่สุด ถือว่าได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้าชาวเวียดนาม

เล วัน เฮือง ผู้ว่าราชการจังหวัด เตี่ยนซาง เสริมว่า

“การเข้ามาลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัล เวียดนาม ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะด้านการค้าและการให้บริการ มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น ผลักดันให้เกิดการพัฒนาการค้าเชิงพาณิชย์ การบริการ และการท่องเที่ยว สร้างเสถียรภาพทางสังคมและเศรษฐกิจและส่งเสริมให้หมีถ่อกลายเป็นเมืองต้นแบบของจังหวัดเตี่ยนซาง”

มีการคาดการณ์ว่า GO! จะสามารถดึงดูดให้คนเข้ามาท่องเที่ยวในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงมากขึ้น โดยจะมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การค้าไม่ต่ำกว่า 200,000 คนต่อเดือน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ศึกษาวิธีแกะสลักไม้เป็นช้างกับ “ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม” พร้อมเทคนิคการคิดสร้างสรรค์แจ่มๆ

15 November 2018 - 15:47

“ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม” คือหนึ่งคนบันเทิงที่สร้างสรรค์งานสำคัญๆ ไว้มากมาย เช่นคอนเสิร์ต Big Mountain และงาน Hot Wave Music Arward แต่กว่าจะถึงจุดนี้มันไม่ง่ายเลย แล้วช้างมันจะเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้บ้างล่ะ?

ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม // ภาพจาก Facebook ส่วนตัว ประสบการณ์ 30 ปี กับชีวิตที่ต้องคิดตลอดเวลา

ปัจจุบัน “ยุทธนา บุญอ้อม” หรือ “ป๋าเต็ด” นั้นอยู่ในวงการบันเทิงมานานกว่า 30 ปี โดยเริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงเป็นนักจัดรายการ (ดีเจ) ให้กับคลื่นวิทยุของเครือ Atime ผลงานเด่นๆ ช่วงนั้นก็น่าจะเป็นการเล่นเกมในรายการวิทยุพร้อมแทรกเนื้อหาของสปอนเซอร์ต่างๆ เข้าไปด้วย ซึ่งวิธีดังกล่าวก็ยังได้รับควมนิยมมาถึงปัจจุบัน

แต่ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่หน่อยก็น่าจะรู้จัก “ป๋าเต็ด” ในฐานะผู้จัดงานคอนเสิร์ตต่างๆ โดยเฉพาะกับงาน Big Mountain หรือ “มันใหญ่มาก” ที่เป็นหนึ่งในงานเทศกาลดนตรีที่วัยรุ่นยุคนี้อยากไป แต่กว่าจะปั้นงานต่างๆ ให้โด่งดังถึงจุดนี้ได้มันไม่ง่ายเลย เพราะชายวัย 50 ปีคนนี้ต้องคิดอยู่ตลอดเวลาเพื่อที่จะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ออกมา

“ตอนนี้ผมมาอยู่ในฐานะผู้จัดงานอีเวนท์มากขึ้น และอยากให้เปรียบงานอีเวนท์เหมือนการที่พระธิเบตมารวมกันเพื่อโรยทรายสีต่างๆ เพื่อสร้างมันดาลา ซึ่งมันใช้สมาธิสูงมากกว่างานจะเสร็จเป็นรูปเป็นร่าง แต่สุดท้ายตัวงานศิลปะนั้นมันก็ถูกรื้อทิ้ง เช่นกันกับงานอีเวนท์ที่เราต้องทุ่มมันเต็มที่ แต่สุดท้ายพองานจบมันก็โดนรื้ออยู่ดี” ป๋าเต็ด กล่าว

Creative ที่ดีต้องสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้

อย่างไรก็ตามเมื่อการทำงานอีเวนท์ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creative ที่สูงมาก แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้ยากหากคิดแบบป๋าเต็ด เพราะเขามองว่าใครๆ ก็เป็น Creative ได้ เช่นเวลามาทำงานสาย ก็ต้องหาเหตุผลมาอธิบาย แค่นั้นก็ Creative แล้ว แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่แค่แก้ป้ญหา แต่สร้างแรงบันดาลใจได้

Creative นั้น ยิ่งคิดไปถึงจุด B ได้มุมกว้างเท่าไรยิ่งดี

“ผมคิดว่า Creative ที่ดีต้องสร้างแรงบันดาลใจได้ด้วย เช่นเวลาเห็นอะไรที่เจ๋งมากๆ แล้วเกิดคำอุทานในใจ นั่นแหละคือความคิดสร้างสรรค์ที่สร้างแรงบันดาลใจ โดยคนที่คิดทื่อๆ หากได้โจทย์อะไรมาสักอย่าง คำตอบของเขาก็คือ A แต่ถ้าเขาคิดแบบสร้างสรรค์ คำตอบของสิ่งนั้นก็คือ B”

อย่างไรก็ตามการคิดแบบ Creative ได้นั้น “ป๋าเต็ด” แนะนำให้สมมติตัวเองเป็นแก้วน้ำที่ถูกเติมน้ำเต็มแก้ว โดยน้ำนั้นแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ Is, Because และ I ซึ่งทั้ง 3 ส่วนก็มาจากวิถีชีวิตของแต่ละคน โดยเวลาจะคิด Creative นั้น ต้องเอาน้ำทั้ง 3 ส่วนออกไปให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

แนวคิดแบบ Is, Because และ I Is, Because และ I กับวิธีง่ายๆ ในการคิดสร้างสรรค์

“ตอนเราเด็กๆ ทุกคนก็จะไม่คิดอะไร แต่พอโตขึ้นระดับหนึ่งก็จะถูกสอนว่าสิ่งนี้คืออะไร สิ่งนั้นคืออะไร ซึ่งก็คือ Is นั่นเอง พอโตขึ้นมาอีกหน่อยก็จะถูกสอนเรื่องเหตุผลต่างๆ เช่นทำแบบนี้ไม่ได้เพราะอะไร หรือ Because สุดท้ายพอเราโตมากขึ้น มันก็จะมีความเป็นตัวเรามากกว่าเดิม หรือ I ซึ่งถ้าเราเอาสิ่งเหล่านี้ออกไม่ได้ มันก็ยากที่จะสร้างสรรค์”

เมื่อทั้ง 3 เรื่องเข้ามาในชีวิตของทุกคน ตัวน้ำมันก็จะเต็มแก้วโดยไม่รู้ตัว และตีกรอบความคิดสร้างสรรค์ เช่นถ้าเห็นเก้าอี้เป็นเก้าอี้ มันก็ต้องเอาไว้นั่ง เอาไปทำอย่างอื่นไม่ได้ แต่ถ้าคิดแบบค่อยๆ ถอด Is, Because และ I ออก เก้าอี้มันอาจเป็นเวทีคอนเสิร์ต เพราะไม่ต้องมีไว้นั่งก็ได้เหมือนกัน

ช้างไม้แกะสลัก

“พอเอาแนวคิดนี้มาปรับใช้ ทุกคนก็น่าจะเห็นภาพว่า Creative ไม่ใช่การเพิ่มเติมอะไรเข้าไป แต่เป็นการถอดออกจนเหลือแต่แก่นแท้ของมันก็ดีที่สุด คล้ายกับเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่มีช่างแกะสลักช้างจากไม้ได้สวยมาก แล้วมีคนไปถามว่าต้องใช้วิธีไหน ช่างคนนั้นก็เพียงบอกว่าแกะทุกอย่างที่ไม่ใช่ช้างออกจากไม้ท่อนนั้น ก็จะได้ช้างที่สวยเอง”

Possibility Within Context คือนิยามความคิดสร้างสรรค์

ตัวอย่างที่น่าสนใจในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ด้วยการดึงออกก็มีงานเพลง ที่ปกติแล้วจะใส่ Track เสียงเข้าไปเยอะๆ แต่สุดท้ายศิลปินก็จะดึง Track เหล่านั้นออกเพื่อเหลือสิ่งที่ต้องการที่สุด รวมถึง Spot วิทยุที่ดีๆ มักมีแค่เสียงพูด ไม่ต้องมีเสียงประกอบ เพราะมันสื่อได้แค่นั้นจริงๆ

Bad Idea ของป๋าเต็ด

“ช่วงแรกที่ตัดสิ่งต่างๆ ออกไปมันอาจจะดูเป็น Bad Idea ซึ่งมันก็ปกติอยู่แล้ว ไม่ต้องตกใจไป เพราะ Idea ที่ดูเจ๋งๆ บ้าๆ ไม่ได้รับการยอมรับทันทีอยู่แล้ว เช่นพี่น้องตระกูล Wright ที่ออกแบบเครื่องบิน หรือ Galileo ที่บอกว่าโลกกลมก็ไม่ได้ถูกยอมรับในทันที และถูกมองว่าเป็น Bad Idea ตั้งแต่แรกเห็นอยู่แล้ว”

ขณะเดียวกันเมื่อมองในงานที่ต้องความคิดสร้างสรรค์นั้น ปกติแล้วต้องมีเรื่องข้อจำกัดอยู่แล้ว และอยากให้ทุกคนมองว่า “ข้อจำกัด” คือของขวัญจากพระเจ้า เพราะมันช่วยตีกรอบให้งานของเรา ประกอบกับต้องจำไว้เลยว่า Bad Idea ไม่มีอยู่จริง เพียงแค่มาผิดเวลาเท่านั้น

สรุป

เมื่อลองมาดูงานเด่นๆ ของ “ป๋าเต็ด” ก็จะพบว่าส่วนใหญ่เป็น Bad Idea และมาพร้อมกับข้อจำกัดทั้งสิ้น เช่น Fat Festival ที่จัดเพราะอยากพิสูจน์ว่ามีคนฟังวิทยุคลื่นนี้จริงๆ หรืองาน Big Moutain ที่เริ่มจากแค่คอนเสิร์ต Lula จนกลายเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ส่วนเนื้อหาเต็มๆ งาน Bad Idea ของป๋าเต็ด จะมาเล่าให้ฟังอีกรอบนะครับ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทำธุรกิจอย่างไรให้อยู่รอด? งานวิจัย TMB ชี้ 7 พฤติกรรมของ SME ที่ทำให้ธุรกิจเจ๊ง

15 November 2018 - 15:14

บ่อยครั้งที่เราเห็นร้านกาแฟ ร้านอาหารหรือร้านขายของผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ไม่นานก็ปิดตัวไป สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) บอกว่า 5 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีธุรกิจเกิดใหม่ 70,000 รายต่อปี แต่มีแค่ 50% ที่ผ่านปีแรกไปได้ และปีที่ 2 มีธุรกิจประมาณ 10% ที่ต้องปิดกิจการไป ทำไมธุรกิจ SME ถึงเจ๊งกันเยอะขนาดนี้?

TMB เปิดผลวิจัย 7 พฤติกรรมของ SME ที่ทำให้ธุรกิจเจ๊ง

ชมภูนุช  ปฐมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าเอสเอ็มอี ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย บอกว่า จากข้อมูลของ สสว. ทีเอ็มบีจึงลงสำรวจ SME ในไทย มาวิเคราะห์จนได้บทสรุปในหัวข้อ ‘7 หลุมพรางของ SME ที่ทำให้ธุรกิจไม่ไปถึงฝั่งฝัน’ ได้แก่

  1. ใช้เงินทุนโดยไม่วางแผน SME กว่า 84% ใช้เงินเก็บส่วนตัวหรือของครอบครัวมาเริ่มทำธุรกิจ ซึ่งถ้าธุรกิจผิดพลาดก็จะกระทบไปถึงครอบครัว ในขณะที่อีก 27% เริ่มทำธุรกิจจากการใช้สินเชื่อและการกดเงินสดจากบัตรเครดิตซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่สูง อาจไม่คุ้มกับกำไรธุรกิจหลังจากหักดอกเบี้ย
  2. ทำธุรกิจโดยไม่มีแผนธุรกิจ 72% ของ SME ไม่เคยทำตามแผนธุรกิจ (ไม่ว่าจะวางแผนธุรกิจไว้หรือไม่) เพราะแค่แก้ปัญหารายวัน ปัญหาเฉพาะหน้าก็หมดเวลาแล้ว จึงส่งผลกระทบต่อแผนการเติบโตในระยะยาว

    (เนื้อหาในคลิป แจ๊ค หม่า บอกว่า เขาไม่มีแผน แต่พนักงานของเขาต้องมีแผนที่ดีมากๆ)

  3. SME ใช้ ‘กระเป๋าธุรกิจ’ และ ‘กระเป๋าส่วนตัว’ เป็นกระเป๋าเดียวกัน โดย 67% ของ SME ใช้เงินส่วนตัวและเงินธุรกิจปนกัน เช่น ให้ลูกค้าโอนค่าของเข้าบัญชีส่วนตัว แต่จำไม่ได้ว่าเงินตัวเองมีเท่าไร เมื่อไม่ได้ตั้งเงินเดือนตัวเองไว้ ในบัญชีมีเงินเท่าไรก็ดึงมาใช้ส่วนตัวโดยไม่ได้จด หรือทำบัญชีไว้ ทำให้ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริงส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
  4. ยอดขายสูง…แต่อาจไม่กำไร จากผลการสำรวจของทีเอ็มบี บอกว่า 37% ของ SME เคยทำพฤติกรรมที่เสี่ยงในการขายของขาดทุน เช่น ลดราคาสินค้าแต่ไม่ได้ดูต้นทุน ไม่ใส่เงินเดือนตนเองในต้นทุนสินค้า ตั้งราคาขายสินค้าให้สูงวัตถุดิบคือกำไร ฯลฯ ซึ่งจริงๆ แล้ว SME ควรทราบต้นทุนที่ถูกต้องและครบถ้วนให้เห็นกำไรจริงของธุรกิจ
  5. ทุ่มเวลากับการผลิต จนไม่มีเวลาให้การตลาด 87% ของ SME ไม่ให้เวลากับการตลาด จึงพลาดโอกาสสร้างจุดเด่น และความแตกต่างจากคู่แข่ง ซึ่งขั้นตอนดำเนินธุรกิจของ SME จะแบ่งเป็น 4 ส่วนคือ
    1.) กระบวนการผลิต ได้แก่ การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารสต็อคสินค้า การสรรหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเสริมทัพ การผลิตและการบรรจุ
    2.) งานสำนักงาน ได้แก่ การทำบัญชี การเงินและภาษี การวิเคราะห์ยอดรายรับ-รายจ่าย การบริหารพนักงานและสวัสดิการ การทำเอกสารซื้อ-ขาย
    3.) การขาย การเฝ้าหน้าร้าน การพบปะลูกค้าและการขายสินค้า
    4.) การตลาด ได้แก่ การตลาดและการสร้างแบรนด์
  1. ONE MAN SHOW…NO Stand-in กว่า 70% ของ SME ไทยไม่สามารถหา “คน” ที่ตัดสินใจทางธุรกิจได้แทนเจ้าของ ดังนั้น 49% ของ SME ยอมรับว่าพบปัญหาธุรกิจสะดุด เมื่อตนเอง (เจ้าของ) ไม่อยู่ดูแลหรือขายสินค้าเองจึงส่งผลให้ยอดขาย ออเดอร์ลดลง หรือฐานลูกค้าหายไปทันที
  1. ไม่พร้อมรับมือกับสิ่งใหม่ จากข้อมูลมี SME 38% ที่ยังไม่พร้อมเปิดรับส่งใหม่ ด้วยเหตุผล เช่น กลัวจะมีปัญหาในช่วงเริ่มต้นสิ่งใหม่ ไม่เปิดรับหรือไม่มีเวลาหาข้อมูลสิ่งใหม่ๆ มองว่าธุรกิจที่ทำอยู่นั้นดีอยู่แล้ว ไม่สนใจที่จะเปลี่ยนแปลง ฯลฯ

แล้วต้องทำยังไงให้ธุรกิจอยู่รอด

เมื่อดูจากวงจรธุรกิจ SME ซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วง ช่วงเริ่มต้น (Start) ซึ่งเงินทุนและแผนธุรกิจถือเป็นปัจจัยหลักในการตั้งต้น แจ้งเกิดธุรกิจใหม่ ช่วงพัฒนาและช่วงอิ่มตัว (Growth & Mature) เมื่อทำธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพแล้ว ต้องหาทางขยายตัวเพื่อเลี่ยงการถดถอย ทีเอ็มบีสรุปข้อแนะนำ 7 ข้อเพื่อ SME ทำธุรกิจอยู่รอด

  • เลือกเงินทุนและจัดสัดส่วนเงินลงทุนอย่างเหมาะสม คำนึงถึงความเสี่ยงด้วย
  • วางแผนธุรกิจคร่าวๆ ด้วยตนเอง
  • แยกกระเป๋าธุรกิจออกให้เป็นสัดส่วน หรือทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้เห็นเงินเข้าออกอย่างชัดเจน
  • คิดต้นทุนให้ครบ
  • หาเครื่องทุ่นแรงหรือคนมาช่วยดูแลธุรกิจ
  • เริ่มคัดเลือก หรือพัฒนาบุคลากร เพื่อวางรากฐานให้มั่นคง
  • การความรู้เพิ่มเติมเพื่อต่อยอดธุรกิจ ด้วยการเดินงานแฟร์ คุยกับที่ปรึกษา SME ร่วมงานสัมมนา หรือ SME Community ต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนผู้ประกอบการด้วยกัน
สรุป

การทำธุรกิจไม่ใช่แค่กำไรแล้วจะอยู่รอดได้ ยิ่งเป็น SME ที่สายป่านเล็กว่าค่ายใหญ่ จึงต้องวางแผนคร่าวๆ เพื่อการเติบโตในอนาคต ที่สำคัญต้องใส่ใจต้นทุน-กำไร-การเงิน-การตลาด และที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงสร้างบุคลากรที่จะทำให้ธุรกิจเราโตขึ้นต่อเนื่อง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

นักการตลาดต้องรู้ งบโฆษณาออนไลน์ครึ่งปีแรก 2018 โตแรง วิดีโอมา ส่วน Ads บนมือถือคือดาวเด่น

15 November 2018 - 12:21

แม้จะเป็นตัวเลขในสหรัฐอเมริกา แต่สะท้อนภาพของตลาดโฆษณาออนไลน์ในระดับโลก ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา งบโฆษณาออนไลน์เติบโต 23% ทำมูลค่าเฉียด 5 หมื่นล้านดอลลาร์ ด้านรูปแบบการยิงโฆษณาบนมือถือมาแรง ส่วนวิดีโอเติบโตดี

ADVERTISING โฆษณาPhoto: Shutterstock งบโฆษณาออนไลน์ครึ่งปีแรก เกือบ 5 หมื่นล้านเหรียญ มือถือมาแรงสุด

รายงานของสมาคมโฆษณาออนไลน์ (IBA) ของ PwC บริษัทที่ปรึกษารายใหญ่ของโลก เปิดเผยว่า ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมา งบโฆษณาเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 23% (year on year) และมีมูลค่าทั้งหมด 4.95 หมื่นล้านดอลลาร์

ส่วนรูปแบบการยิงโฆษณาบนมือถือหรือสมาร์ทโฟนมาแรงที่สุด คิดเป็น 63% ของมูลค่าทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีเพียง 54% เท่านั้น

นอกจากนั้น อีกหนึ่งรูปแบบการโฆษณาที่มาแรงคือ การขายโฆษณาโดยตรงของแบรนด์ไปยังลูกค้า (direct-to-consumer brands) เนื่องจากเทคโนโลยีในยุคนี้เอื้อต่อการทำโฆษณาโดยตรงกับลูกค้า ไม่ต้องผ่านคนกลาง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Amazon ที่ตอนนี้หันมาทำโฆษณาโดยตรงกับแบรนด์ ไม่ผ่าน Agency แล้ว อ่านประเด็นนี้เพิ่มเติมได้ที่ หมดยุค Agency โฆษณา? Amazon หันมาทำ Ads โดยตรงกับแบรนด์ ไม่ผ่านคนกลาง

ส่วนรูปแบบการโฆษณาผ่านวิดีโอ เติบโตดี เพราะครึ่งปีที่ผ่านมามีการเติบโตสูงขึ้น 35% มีมูลค่าสูงถึง 7 พันล้านดอลลาร์ และแน่นอนการยิงโฆษณาวิดีโอบนมือถือครองสัดส่วนสูงสุดที่ 60%

ในขณะที่โฆษณาออนไลน์แบบเสียงเติบโตสูงขึ้น 31% มีมูลค่า 935 ล้านดอลลาร์ และสุดท้ายคือรายได้ของโฆษณาบนโซเชี่ยลมีเดีย เติบโตขึ้น 38% และมีมูลค่า 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์

  • โดยสรุปแล้ว ภาพรวมของโฆษณาออนไลน์ของสหรัฐอเมริกาในครึ่งปีแรก 2018 ยังเติบโตดี

ส่วนในฝั่งยุโรป ต้องจับตามองว่า กฎหมาย GDPR ทีมีผลประกาศใช้แล้วจะกระทบต่อรายได้และภาพรวมของวงการโฆษณาออนไลน์อย่างไรบ้าง

ข้อมูล – Techcrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

คำแนะนำจาก “บี้ เดอะ สกา” ถึง Creator และ YouTuber ทุกคน กับเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

14 November 2018 - 23:35

Brand Inside ได้มีโอกาสพูดคุยกับ บี้ เดอะ สกา ถึงเรื่องต่างๆ ในชีวิตของการเป็น YouTuber คนแรกๆ และปัจจุบันเป็นที่รู้จักอันดับต้นๆ ของประเทศไทย หนึ่งในเรื่องที่คุยกันและตัดมาเป็นน้ำจิ้มก่อน และหลายคนน่าจะอยากรู้ คือ มีเคล็ดลับอย่างไรในการสร้างคอนเทนต์ที่เป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้

บี้ เดอะ สกา หรือ พี่บี้ บอกว่า ทุกวันนี้ YouTuber หรือ Content Creator สามารถสร้างรายได้ไม่น้อย ทำให้กลายเป็นอาชีพที่ดึงดูดให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาทดลองทำ แต่หลายคนไม่รู้ว่าจะเร่ิมต้นอย่างไร หรือเริ่มไปแล้วไม่รู้ว่าจะต่อยอดเป็นธุรกิจได้อย่างไร ซึ่ง Brand Inside สรุปเคล็ดลับจาก พี่บี้ มาได้ดังนี้

  1. อย่ารอช้า ให้ลงมือทำทันที – ทั้งพี่บี้ และ Content Creator ที่โด่งดังหลายคนพูดตรงกันว่า อย่ารอช้า ถ้าอยากทำให้ลงมือทำทันที ถ้าคุณอยากเป็น YouTuber ก็จงเริ่มต้นลงมือตั้งแต่เดี๋ยวนี้ แต่จะเริ่มจากอะไร?
  2. เริ่มจากสิ่งที่ชอบหรือสนใจ – สิ่งที่ง่ายที่สุดคือ ชอบอะไร สนใจอะไร หรือเชี่ยวชาญอะไร ก็ให้ทำคอนเทนต์เรื่องนั้นๆ แต่ก่อนทำศึกษาตลาดก่อนว่า คอนเทนต์รูปแบบนี้มีใครทำบ้าง แล้วเขาทำแบบไหน เราจะได้รู้ว่าเราควรทำออกมาอย่างไร
  3. ไม่ต้องซื้อ ใช้อุปกรณ์ที่มี – หลายคนคิดว่าจะเป็น Creator ได้ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ดีๆ ราคาแพงๆ พี่บี้ บอกว่า การมีคุณภาพงานที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่การันตีว่าคอนเทนต์นั้นจะปัง แต่อยู่ที่เนื้อหาสาระมากกว่า สำหรับ บี้ เดอะ สกา เร่ิมต้นจาก กล้องเว็บแคม ที่ติดกับโน้ตบุ๊ค ส่วนเดี๋ยวนี้ กล้องมือถือก็เพียงพอแล้ว อย่าลงทุนหนักตั้งแต่แรก
  4. สร้างคอนเทนต์ให้คนดู ไม่ใช่ยอดวิว – หลายคนที่เป็น Creator มักจะเน้นสร้างคอนเทนต์เพื่อให้ได้ยอดวิวสูงๆ ซึ่งประสบการณ์ของพี่บี้ บอกว่า ยิ่งทำยอดวิวยิ่งหดหาย ดังนั้นต้องโฟกัสให้ถูกจุด นั่นคือ ต้องทำคอนเทนต์ที่ดี ที่ทั้งเราและคนดูชอบ จากนั้นยอดวิวจะมาเอง
  5. ใช้เวลาศึกษางานอื่นๆ – ส่วนตัว บี้ เดอะ สกา ใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวันในการดูงานวิดีโออื่นๆ ทั่วโลก เพื่อให้รู้ว่า ทำแบบไหนแล้วดัง ทำแบบไหนแล้วไม่ดัง เพื่อให้ได้ไอเดีย แล้วนำมาคิดต่อยอด ใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป ดังนั้นใครที่อยากเป็น YouTuber ก็ต้องศึกษางานให้มากๆ เช่นกัน
  6. ดูเป็นแรงบันดาลใจ – พี่บี้ ยืนยันว่า ทุกคนที่ดู YouTube เขาอยากดูตัวตนที่แท้จริง สามารถดูพี่บี้เป็น Role Model หรือเป็นแรงบันดาลใจได้ แต่ไม่ต้องเป็นแบบพี่บี้ ค้นหาตัวเองให้เจอ และเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่ Creator หรือ YouTuber ที่จะประสบความสำเร็จได้ หลายๆ คนเร่ิมต้นมาด้วยตัวคนเดียว หลายคนเริ่มมาแบบเป็นทีม แต่ยังมีรายละเอียดเชิงลึกอีกมาก เช่น การตั้งบริษัท การสร้างทีม การบริหารงาน

บี้ เดอะ สกา บอกว่า ก่อนจะไปถึงจุดนี้ให้กลับไปอ่านข้อแรก แล้วบอกตัวเองว่า “อย่ามีข้ออ้าง ให้เริ่มทำทันที”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

CPALL ซื้อหุ้นใน Thai Smart Card จากกลุ่ม True เพิ่มอีก 15% รองรับแผน O2O

14 November 2018 - 23:00

CPALL ซื้อหุ้นในบริษัทเจ้าของบัตรสมาร์ทเพิร์สเพิ่มเติมจากกลุ่ม TRUE อีก 15.76% โดยมีแผนเพื่อที่จะรองรับ O2O ในอนาคต นอกจากนี้ยังได้ความเชี่ยวชาญจากทีมงานบัตรสมาร์ทเพิร์สด้วย

ภาพจาก Shutterstock

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ถึงการที่บริษัทจะขออนุมัติการซื้อหุ้นของบริษัท ไทยสมาร์ทการ์ด จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของบัตร สมาร์ทเพิร์ส (Smart Purse) จากผู้ถือหุ้นที่มีความเกี่ยวข้อกันคือกลุ่ม TRUE

โดยมูลค่าการซื้อขายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 454 ล้านบาท แต่ถ้าหากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ตอบรับการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ มูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 788 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัท ไทยสมาร์ทการ์ด จำกัด มีผู้ถือหุ้นดังต่อไปนี้

  1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 72.64%
  2. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  ถือหุ้น 15.76%
  3. ธนาคารออมสิน  ถือหุ้น 4.94%
  4. บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 2.71%
  5. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 2.47%
  6. บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.74%
  7. บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.74%

สำหรับผลการดำเนินงานของ ไทยสมาร์ทการ์ด นั้นปี 2560 ที่ผ่านมามีรายได้ทั้งสิ้น 311 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 49 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2561 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 247 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 37.5 ล้านบาท

ทางซีพีออลล์ มองว่าการที่ซื้อหุ้นเพิ่มเติมจากกลุ่ม TRUE จะทำให้ลดความซ้ำซ้อนกันภายในกลุ่ม การเพิ่มรายได้จากฐานสมาชิกเดิมของบัตรสมาร์ทเพิร์ส และมองว่าปัจจุบันการแข่งขันด้าน E-Payment สูง ทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนแผนการ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารทำให้ต้องซื้อหุ้นเพิ่มเติม

นอกจากนี้บริษัทยังมองเห็นประโยชน์เพื่อรองรับแผนกลยุทธ์ O2O (Online <-> Offline) ผ่านระบบ E-Payment ด้วยการเชื่อมต่อบริการอื่นๆ ของบริษัท เช่น เชื่อมต่อระบบ Payment Gateway ของ Counter Service รวมไปถึงความเชี่ยวชาญของทีมงามไทยสมาร์ทการ์ดอีกด้วย

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วิเคราะห์ สงคราม 3 ยักษ์ใหญ่ Netflix และ Amazon รวมถึง Fox เพื่อครองตลาด “อินเดีย”

14 November 2018 - 16:25

ตลาด Video Streaming ของอินเดียยังเป็นตลาดที่เริ่มต้นโตแค่นั้น แต่บริษัทอย่าง Netflix หรือแม้แต่ Amazon กำลังสนใจที่จะเจาะตลาดนี้อย่างหนัก รวมไปถึงเจ้าถิ่นอย่าง Fox ที่พยายามหาลูกค้าเพิ่มเติมอีกด้วย

ภาพจาก Pixabay

ถึงแม้ว่าสงครามการขับเคี่ยวของ Video Streaming ในโลกจะเริ่มเหลืออยู่ไม่กี่เจ้าแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น Netflix Amazon หรือแม้แต่ Warner (HBO) และรวมไปถึง Disney แต่ในตลาดอินเดียที่พึ่งเริ่มเปิดรับความบันเทิงใหม่ๆ นั้นถือว่าพึ่งเริ่มศึกสงคราม โดยมีลูกค้าจำนวนมหาศาลเป็นรางวัล

ปัจจุบันตลาด OTT ในประเทศอินเดียมีมูลค่าเพียงแค่ 296 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ทำให้ยังมีโอกาสโตได้อีกมาก ข้อมูลจาก KPMG ได้ประเมินว่า ตลาด OTT ของอินเดียจะโตถึง 45% ต่อปี จนถึงปี 2023 

นอกจากนี้ Limelight Networks ได้ศึกษาข้อมูลพฤติกรรมของชาวอินเดียว่าเฉลี่ยต่อคนแล้วดูวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สัปดาห์ละ 8 ชั่วโมง 28 นาที มากกว่าในปี 2016 ถึง 58% และยังมากกว่าการรับชมโทรทัศน์ไปแล้วอีกด้วย

การที่ตลาด OTT จะเติบโตได้มากขนาดนี้ต้องยอมรับถึงการที่คนอินเดียใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และรวมไปถึงค่าใช้จ่ายแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตที่ถูกลง เนื่องจากผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากมาย เช่น E-commerce เป็นต้น

สำหรับประเทศอินเดียตอนนี้เป็นการแข่งขันระหว่าง Netflix และ Amazon Prime Video แถมยังมีผู้สอดแทรกอย่าง Fox ที่เข้ามาหวังจะแย่งชิงพื้นที่ตรงนี้ด้วย

Netflix พยายามตีตลาดนี้

Reed Hastings ซึ่งเป็น CEO ของ Netflix ได้กล่าวถึงความยากของตลาดอินเดียว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีภาษาท้องถิ่นกว่า 20 ภาษา ซึ่งสร้างความปวดหัวไม่น้อย แต่ Netflix จะจับกลุ่มลูกค้าที่สามามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ โดย Netflix เตรียมส่งซีรี่ส์อินเดียถึง 9 เรื่องด้วยกัน

อีกปัจจัยสำคัญของ Netflix ที่ไม่สามารถเจาะตลาดอินเดีย รวมไปถึงตลาดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้คือราคาของแพ็คเกจที่ถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับรายได้ของประชาชนในประเทศ อย่างในอินเดีย ค่าบริการรายเดือนของ Netflix คือ 500 รูปีต่อเดือน ซึ่งถือว่าแพงมาก ทำให้ Netflix อาจต้องเปลี่ยนแผนที่จะปรับราคาแพคเกจลงมาให้เข้าถึงชาวอินเดียได้

Hotstar แพลตฟอร์มของ Fox ซึ่งกำลังจะกลายเป็นของ Disney Fox เอาถ่ายทอดสด Cricket ไปสู้

โดยค่าย Fox ของมหาเศรษฐีอย่าง Rupert Murdoch ถึงแม้ว่าอีกไม่นานกิจการต่างประเทศแทบทั้งหมดจะตกเป็นของ Disney แต่การจับกลุ่มลูกค้าอินเดียของค่าย Fox ถือว่าไม่ยอมใคร เนื่องจากเป็นเจ้าถิ่นของที่นี่โดยเฉพาะเครือข่าย Star ที่ผลิตคอนเทนต์ส่งให้กับเคเบิลทีวีในอินเดีย รวมไปถึงประเทศข้างเคียง

โดยแพลตฟอร์ม Hotstar ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเหมือนกับ Netflix แถมล่าสุดยังได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดคริกเก็ต ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมที่สุดของอินเดีย โดยเฉพาะรายการอย่าง Indian Premier League และยังรวมไปถึงละครที่สามารถใช้คอนเทนต์ร่วมกับ Star ได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของ Hotstar

นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ครองใจลูกค้าชาวอินเดียจนกลายเป็น Application ที่ชาวอินเดียดาวน์โหลดมากถึง 300 ล้านครั้ง คือแพ็คเกจที่ถูกมากคือ 999 รูปีต่อปี หรือประมาณปีละ 500 บาทเท่านั้น

ภาพจาก Shutterstock Prime Video ปีหน้าเจอ Original Content เยอะกว่าใคร

Amit Agarwal ผู้บริหารของ Amazon India กล่าวว่าปีหน้า Amazon Prime Video ของประเทศอินเดียจะมี Original Content มากถึง 30 เรื่อง มากกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำ นอกจากนี้ Prime Video ยังได้ดูซีรี่ส์ที่ Amazon สร้างหลังจากปล่อยในสหรัฐในวันเดียวกันหรือช้ากว่าแค่วันเดียวเท่านั้นอีกด้วย

ล่าสุด Amazon ยังมีการสนับสนุนภาษาฮินดีในเว็บไซต์ของ Amazon Prime Video ด้วย และรวมไปถึงจะมีซับไตเติ้ลและเสียงพากย์เป็นภาษาฮินดีสำหรับละครบางเรื่อง ซึ่ง Amazon กำลังรุกเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าชาวอินเดีย

ยังรวมไปถึงราคาแพ็คเกจที่คิดเท่ากับ Hotstar ที่ราคาปีละ 999 รูปีอีกด้วย ซึ่งเป็นราคาที่ถูกสุดของ Amazon Prime Video ที่ให้บริการทั่วโลกด้วย

สรุป

ศึกของ OTT ในประเทศอินเดียยังมีการต่อสู้กันยาวไกล เนื่องจากคู่แข่งที่มีหลากหลาย ซึ่งจุดสำคัญคือใครสามารถที่จะมี Content ที่สามารถมัดใจชาวอินเดียได้มากกว่ากันเท่านั้น ซึ่งตลาดอินเดียเป็นตลาดที่ไม่ง่ายเลย เนื่องจากภาษาท้องถิ่นที่มาก ทำให้ต้องมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ถ้าหากจะเจาะลูกค้าในประเทศนี้

ที่มาKPMG, Bloomberg, The Economic Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดลิสต์ร้านอาหาร 27 แห่ง คว้าดาวมิชลิน ไกด์ ปี 2562 ร้านเจ๊ไฝยังติดโผ!

14 November 2018 - 16:17

มิชลินประกาศร้านอาหารติดดาว ประจำปี 2562 พร้อมคู่มือมิชลิน ไกด์ ปีนี้มี 27 ร้านอาหารที่ติดดาว และเพิ่มพื้นที่ภูเก็ต และพังงาเข้ามาเพิ่ม

เพิ่มร้านอาหารในภูเก็ต พังงา เป้าหมายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

มิชลินเปิดตัวคู่มือแนะนำร้านอาหาร และที่พัก “มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และพังงา” ประจำปี 2562  โดยเป็นคู่มือ มิชลิน ไกด์ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นโปรเจ็คต์ใหญ่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวประเทศไทยด้วยอาหาร

โดยที่ฉบับนี้ได้ขยายพื้นที่ร้านอาหารจากแค่ในกรุงเทพมหานคร ไปยังปริมณฑลอย่าง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรปราการ รวมถึงต่างจังหวัด เริ่มต้นจากภูเก็ต และพังงา ก่อนที่ปีหน้าจะเพิ่มจังหวัดทางภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ และเชียงรายเข้ามาในโผด้วย

คู่มือเล่มล่าสุดนี้บรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 217 แห่ง และที่พัก 67 แห่ง โดยมีร้านอาหารได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน จำนวน 4 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ 1 ร้าน และ 1 ดาวมิชลิน จำนวน 23 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ 10 ร้าน

เกว็นเดล พูเลเนค ผู้อำนวยการนานาชาติ  มิชลิน ไกด์ เปิดเผยว่า

“ร้านอาหารที่ได้รับเลือกในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ด้านอาหารที่หลากหลาย ทั้งในและนอกเขตกรุงเทพฯ  นอกจากนี้ เรายังเห็นแนวโน้มความนิยมในการให้เชฟเป็นผู้กำหนดเมนูครบคอร์ส (Degustation Menu) เพื่อให้ผู้ทานอาหารได้สัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด”

ร้านระดับ 2 ดาว 4 ร้าน

ร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรให้ได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลินในปีก่อนทุกร้านยังคงรักษาสถานะดาวมิชลินเอาไว้ได้ ได้แก่ ร้าน Gaggan (กากั้น), Le Normandie (เลอ นอร์มังดี) และ Mezzaluna (เมซซาลูน่า)  โดยมี Sühring (เซือริ่ง) เป็นร้านอาหารเพียงร้านเดียวที่มีรายชื่อเพิ่มเข้ามาในปีนี้ โดยเลื่อนระดับจาก 1 ดาวมิชลิน เป็น 2 ดาวมิชลิน เป็นเมนูอาหารยุโรปร่วมสมัยในสไตล์เยอรมันโมเดิร์นตามแบบฉบับตนเองของเชฟสองพี่น้อง Mathias และ Thomas Sühring

ร้านระดับ 1 ดาว 23 ร้าน

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหาร 23 ร้านได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน โดย ฤดู (Le Du) และ GAA (กา) เป็นเพียงสองร้านที่ครองรางวัล
1 ดาวมิชลินด้วยการเลื่อนระดับมาจากรางวัล Plate ซึ่งมอบให้กับร้านอาหารที่นำเสนออาหารคุณภาพดีโดยใช้วัตถุดิบที่สดใหม่และสะท้อนความสามารถในการปรุงอาหารที่ดี

ในบรรดาร้านอาหาร 1 ดาวมิชลินปีนี้เป็นร้านที่ติดอับดับในคู่มือมิชลิน ไกด์ครั้งแรกจำนวน 8 ร้าน โดย 5 ร้านในจำนวนนี้อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ได้แก่ Canvas (แคนวาส), เมธาวลัย ศรแดง, R-Haan (อาหาร), สวรรค์ และศรณ์

ร้าน 1 ดาวอีก 2 แห่งตั้งอยู่ในจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ ได้แก่ เรือนปั้นหยา (สมุทรสาคร) และ สวนทิพย์ (นนทบุรี) และมีร้านอาหารแห่งเดียวในจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับรางวัล 1 ดาว นั่นคือ PRU (พรุ)

ที่น่าสนใจก็คือ ร้านอาหาร 3 ร้าน ซึ่งได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ Elements (เอเลเมนท์), Nahm (น้ำ) และ เสน่ห์จันทน์ ยังคงสามารถรักษาสถานะดาวของตนเองไว้ได้ แม้จะมีการเปลี่ยนเชฟประจำร้านก็ตาม

ส่วนร้านอาหารที่ได้รับรางวัล “บิบ กูร์มองด์” หรือร้านอาหารแนะนำ มีจำนวน 72 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ถึง 42 ร้าน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages