Subscribe to MacThai feed
Breaking News for Apple Fans. เว็บแมคหน้าใหม่ แต่คนเขียนหน้าเก่า (ฮา) รวบรวมข่าว บทความ รีวิว บทสัมภาษณ์แบบเจาะลึก โดยทีมงานแฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ็อบส์และคนรักแอปเปิล
Updated: 17 hours 56 min ago

Apple แชร์คลิป วิธีใช้งาน HomePod เบื้องต้นบน YouTube

14 February 2018 - 10:00

ล่าสุดแอปเปิลได้โพสต์คลิปวิดีโอสอนการใช้งาน HomePod เบื้องต้นบน YouTube โดยมีทั้งหมด 3 คลิปด้วยกัน ซึ่งความยาวประมาณ 1 นาที โดยคลิปแรกเป็นการสั่ง Siri ด้วยฟีเจอร์ “Hey Siri” ให้เปิดเพลง, เล่น Playlist รวมถึงการสั่งเพิ่มลดเสียง โดยไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไปกดที่หน้าจอด้านบน

ส่วนคลิปที่สองนั้นเป็นใช้นิ้วสัมผัสบนหน้าจอด้านบนในรูปแบบต่าง ๆ กัน คล้าย ๆ กับหูฟัง EarPods ที่แถมมาให้กับไอโฟน โดยคำสั่งทั้งหมดมีดังนี้

  • แตะ 1 ครั้ง เพื่อเล่นหรือหยุดเพลง
  • แตะ 2 ครั้ง เพื่อเปลี่ยนเพลง
  • แตะ 3 ครั้ง เพื่อเล่นเพลงก่อนหน้า
  • กดปุ่ม +/- เพื่อเพิ่มลดเสียง
  • กดค้าง เพื่อเรียก Siri

และคลิปสุดท้ายสอนการตั้งค่า HomePod จากแอป Home โดยกดเข้าไปที่ HomePod จะมีการตั้งค่ามากมาย เช่น ตั้งค่าว่าห้องที่วาง HomePod อยู่เป็นห้องอะไร, ล็อกอิน Apple ID เพื่อใช้งานร่วมกับ Apple Music และ Podcast, มีเมนูตั้งค่าการใช้งาน Siri และสามารถกดลบ HomePod ออกจาก Apple ID ได้

สำหรับ HomePod ตอนนี้มีวางจำหน่ายแค่ 3 ประเทศเท่านั้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ และออสเตเรีย ส่วนประเทศไทยคงต้องรออีกซักระยะนึง

 

ที่มา – MacRumors

 

The post Apple แชร์คลิป วิธีใช้งาน HomePod เบื้องต้นบน YouTube appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Bloomberg รายงาน Apple จะเน้นคุณภาพบน iOS ให้มากขึ้น ฟีเจอร์ที่ไม่พร้อมจะถูกเลื่อนออกไปก่อน

13 February 2018 - 18:00

สำนักข่าว Bloomberg รายงานข้อมูลเกี่ยวกับ iOS 12 ว่า ปีนี้ Apple จะเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ที่น่าสนใจ เช่น การเปิดให้แอพเดียวทำงานได้ทั้ง iPhone, iPad, Mac, เครื่องมือ Digital Health ช่วยให้ผู้ปกครองดูว่าเด็ก ๆ ใช้เวลากับหน้าจอนานแค่ไหน และปรับปรุง Animoji ครั้งใหญ่ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Bloomberg รายงานว่า Apple ได้เลื่อนฟีเจอร์ใหญ่ที่สำคัญจริง ๆ ออกไป และปรับแผนการออก iOS ใหม่ทั้งหมด

Bloomberg รายงานว่า Apple ได้ตัดสินใจเลื่อนฟีเจอร์ใหญ่ ๆ หลายอย่างออกไป และปรับเปลี่ยนแผนการออก iOS ใหม่ คือแทนที่จะให้วิศวกรทำฟีเจอร์ให้ทันตามกำหนดในแต่ละปี และเร่งยัดฟีเจอร์ออกมาให้อัพเดตเดียว เป็นการเน้นโฟกัสที่การพัฒนาฟีเจอร์อีก 2 ปีข้างหน้า คือ Apple จะยังคงออก iOS รุ่นใหม่ทุกปีเหมือนเดิม แต่วิศวกรจะมีอิสระในการตัดสินใจสั่งเก็บฟีเจอร์ที่ยังไม่เรียบร้อยเอาไปไว้เป็นอัพเดตในปีหน้าได้

ฟีเจอร์ที่สำคัญที่ Apple สั่งเก็บจาก iOS 12 ที่ Bloomberg เช่น โฮมสกรีนแบบใหม่สำหรับ iPhone, iPad และ CarPlay, ปรับปรุงแอพ Photos สามารถแนะนำผู้ใช้ได้ว่าจะดูภาพอะไร

แหล่งข่าวของ Bloomberg เผยว่า Craig Federighi หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ของ Apple เพิ่งจะแจ้งปรับกลยุทธใหม่กับพนักงานเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งจะทำให้ทีมวิศวกรมีเวลาในการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากขึ้น และเน้นการปรับปรุงฟีเจอร์ให้มีความละเอียดปราณีตโดยไม่ต้องผูกกับเวลาที่จะต้องปล่อยในแต่ละปี

การสั่งปรับปรุงกระบวนการและให้วิศวกรมีเวลาขัดเกลาซอฟต์แวร์ให้ดีขึ้น ถือเป็นการปรับปรุงด้านวัฒนธรรมที่สำคัญมากของ Apple โดยแหล่งข่าวให้ความเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของ Apple ในครั้งนี้เนื่องจากบริษัทเริ่มตระหนักว่าฟีเจอร์ต่าง ๆ ไม่สามารถปล่อยได้ทันกำหนดเวลา แถมหลายครั้งปล่อยแบบมีบั๊กจำนวนมากด้วย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในสมัยที่ Apple เป็นบริษัทขนาดเล็ก มีวิศวกร, ลูกค้า และอุปกรณ์จำนวนไม่มาก

การชั่งน้ำหนักระหว่างความเร็วในการปล่อยฟีเจอร์และคุณภาพถือเป็นเรื่องที่ยากสำหรับ Apple คือถ้าเกิดปล่อยฟีเจอร์ช้าเกินไปก็จะทำให้บริษัทตามคู่แข่งไม่ทัน แต่การผูกฟีเจอร์ใหม่ไว้กับอัพเดตก็อาจทำให้เร่งปล่อยจนเกินไปก็จะทำให้ชื่อเสียงของ Apple ในด้านคุณภาพนั้นแย่ลงได้

ก่อนหน้านี้ก็เคยมีรายงานมาแล้วว่า Apple อาจจะเลื่อน iOS 12 ออกไปอีก และอาจจะออกในปี 2019 เลยก็ได้ ซึ่งก็ต้องรอดูกันต่อไปว่า Apple จะเลือกวิธีไหน

ที่มา – Bloomberg

The post Bloomberg รายงาน Apple จะเน้นคุณภาพบน iOS ให้มากขึ้น ฟีเจอร์ที่ไม่พร้อมจะถูกเลื่อนออกไปก่อน appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

ผลการทดสอบ HomePod: เสียงอยู่ในระดับดีมาก แต่ Siri ยังขาดฟีเจอร์สำคัญหลายอย่าง

13 February 2018 - 16:00

เมื่อ HomePod ได้วางจำหน่ายของจริงแล้วหลังจากที่เลื่อนมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง หลายเว็บไซต์ก็เริ่มนำ HomePod ไปทดสอบโดยเปรียบเทียบกับลำโพงอัจฉริยะจากคู่แข่งว่าสามารถทำงานได้ดีแค่ไหน ทั้งในด้านการเป็นลำโพง และระบบผู้ช่วยอัจฉริยะ Siri

เริ่มต้นที่ด้านผู้ช่วยอัจฉริยะกันก่อน Loop Ventures ได้เผยผลการทดสอบที่ทดสอบ Siri บน HomePod เทียบกับ Alexa, Google Assistant, Cortana จากคำถามทั้งหมด 782 คำถาม ซึ่ง HomePod เข้าใจคำถามถึง 99.4% แต่ว่าตอบคำถามได้อย่างถูกต้องเพียง 52.3% เท่านั้น ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับ Alexa 64%, Google Assistant 81% และ Microsoft Cortana 57%

ทั้งนี้ Loop Ventures ให้ข้อสังเกตว่าเหตุผลที่ HomePod ได้คะแนนต่ำเนื่องจาก Siri ยังไม่รองรับฟีเจอร์อย่างเช่น การส่งอีเมลหรือการโทรศัพท์ ซึ่งเป็นฟีเจอร์สำคัญที่ระบบลำโพงอัจฉริยะจากบริษัทอื่นมีแทบจะทั้งหมดแล้ว โดยหากตัดฟีเจอร์ที่ไม่รองรับออก Siri ก็สามารถตอบได้ถูกต้องถึง 67%

ดังนั้น Apple น่าจะต้องเพิ่มฟีเจอร์ให้ Siri บน HomePod ให้ทัดเทียมกับลำโพงอัจฉริยะจากเจ้าอื่นอีกพอสมควร ซึ่งน่าจะเป็นในอัพเดตถัด ๆ ไป

ส่วนถัดไปคือการทดสอบเรื่องเสียง มีผู้ใช้จาก Reddit ชื่อว่า WinterCharm ใน r/audiophiles ได้ทดสอบเสียงของ HomePod โดยใช้ค่าในเชิงเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งพบว่า HomePod สามารถให้เสียงที่บาลานซ์มาก ครอบคลุมย่านความถี่อย่างกว้างขวาง

นอกจากนี้ ผู้ใช้คนดังกล่าวยังพบว่า HomePod ได้ใส่ฟีเจอร์การชดเชยแบบ Fletcher-Munson ในแบบไดนามิก ซึ่งเป็นระบบที่พิจารณาความเข้าใจเสียงที่หลายความถี่และโวลุ่มของมนุษย์ ทำให้ HomePod ให้เสียงได้ดีมากตั้งแต่เบาสุดยันดังสุด

ทั้งนี้ WinterCharm แนะนำให้วาง HomePod ห่างจากพื้นผิวสักหน่อย เพื่อให้ได้เสียงที่ดีที่สุด

นอกจากบน Reddit แล้ว นิตยสารเพื่อผู้บริโภคอย่าง Consumer Reports ก็ได้ทดสอบ HomePod ด้วยเช่นกัน ซึ่งตอนนี้ทาง CR ยังไม่ได้เผยผลการทดสอบฉบับเต็ม แต่ได้รายงานผลการทดสอบด้านเสียงออกมาแล้ว โดยให้คะแนนระดับ “ดีมาก” (Very Good)

CR รายงานว่า HomePod ให้เสียงได้ดี แต่พบปัญหาบางอย่างจากการทดสอบ เช่น เบสดังเกินไป, โทนเสียงช่วงกลางไม่ชัดเจน, เสียงแหลมให้ความสำคัญไม่ชัดเจน แต่ตัวเครื่องสามารถเล่นเสียงได้ดังดีในห้องขนาดกลาง ซึ่งทำให้ CR ยังจัด HomePod อยู่ต่ำกว่า Sonos One และ Google Home Max แต่ก็ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับลำโพงอัจฉริยะรุ่นอื่น ๆ

ทั้งนี้ คะแนนระดับ “ดีมาก” นั้นถือว่าสูงสุดแล้วสำหรับอุปกรณ์ประเภทลำโพงอัจฉริยะ เพราะคะแนนระดับ “ยอดเยี่ยม” (Excellent) นั้นยังไม่มีลำโพงอัจฉริยะตัวไหนได้

ทั้งหมดนี้ก็คงเป็นไปตามสิ่งที่ Apple เคยประกาศไว้แต่แรกว่า HomePod นั้นเป็น “ลำโพง” ซึ่งในตอนเปิดตัว Apple เน้นการนำเสนอระบบเสียงของ HomePod มากกว่าระบบผู้ช่วยอย่าง Siri

ที่มา – 9to5Mac (1), (2), (3)

The post ผลการทดสอบ HomePod: เสียงอยู่ในระดับดีมาก แต่ Siri ยังขาดฟีเจอร์สำคัญหลายอย่าง appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

TrendForce รายงานตลาดแล็ปท็อปปี 2017 เผย Apple มีส่วนแบ่งสูงขึ้น ขึ้นอันดับ 4 ของผู้ผลิตแล็ปท็อปทั้งหมด

13 February 2018 - 14:00

บริษัทวิจัย TrendForce รายงานว่า Apple ในปี 2017 นี้ Apple สามารถครองส่วนแบ่งตลาดของคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปได้มากขึ้น โดยขึ้นจากที่ 5 เป็นที่ 4 ซึ่งผู้ที่อยู่ดันอับ 4 เดิมอย่าง Asus นั้นตกลงมาแทนที่อันดับ 5 ของ Apple

จากรายงานของ TrendForce เผยว่า ผู้ผลิตที่ครองส่วนแบ่งแล็ปท็อปประจำปี 2017 ใน 6 อันดับแรก คือ HP, Lenovo, Dell, Apple, Asus, Acer ตามลำดับ ซึ่งทั้งหมดนี้มีเพียง HP และ Apple เท่านั้นที่ครองส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2016 โดย HP เพิ่มจาก 22.4% เป็น 24.3% ส่วน Apple เพิ่มจาก 8.3% เป็น 9.6% ซึ่งทำให้ Apple สามารถเบียด Asus ตกลงไปอันดับ 5 ได้แบบฉิวเฉียด

ส่วนตลาดแล็ปท็อปในภาพรวมนั้น ยอดการส่งมอบสินค้าเติบโตขึ้นจากปี 2016 ที่ 161.2 ล้านหน่วยเป็น 164.7 ล้านหน่วย ในปี 2017

ที่มา – AppleInsider

The post TrendForce รายงานตลาดแล็ปท็อปปี 2017 เผย Apple มีส่วนแบ่งสูงขึ้น ขึ้นอันดับ 4 ของผู้ผลิตแล็ปท็อปทั้งหมด appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Apple แนะนำไม่ควรดึงสายชาร์จ HomePod ออก ถ้าเสียต้องจ่ายค่าซ่อม $29

13 February 2018 - 12:00

จากที่สำนักข่าวหลาย ๆ สำนักได้ออกมารีวิวแกะกล่อง HomePod กันมากมาย สิ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ สายชาร์จของ HomePod นั้นถูกเสียบมาให้ตั้งแต่ในกล่อง แต่มีสมาชิกจากเว็บไซต์ Reddit ท่านหนึ่งได้ลองดี ดึงสายชาร์จ HomePod ออกมาดูว่าข้างในเป็นอะไร

ซึ่งพบว่าหลังจากที่ใช้แรงพอสมควรในการดึงสายชาร์จออก ก็เจอรูสองรูที่ไว้สำหรับเสียบตรงขั้วด้านใน HomePod ดังรูป

แต่ล่าสุดแอปเปิลได้ออกมาให้คำแนะนำกับผู้ใช้ HomePod ว่า “สายชาร์จนั้นถูก Built-in มากับตัว HomePod และ “ไม่ควรดึงออก ถ้าสายชาร์จถูกดึงออก อาจทำให้ชิ้นส่วนภายในเสียหายได้”

และถ้าเกิดเสียหาย แอปเปิลจะถือว่าอยู่นอกเหนือการรับประกัน ถ้าต้องการเคลมจะต้องจ่ายเงินในราคา 29 ดอลลาร์สหรัฐ, 25 ยูโร สำหรับประเทศอังกฤษ หรือ 39 ดอลลาร์ออสเตเรีย แต่ถ้าต้องการเปลี่ยนตัวเครื่องใหม่ทั้งหมด จะต้องจ่ายในราคา 279 ดอลลาร์สหรัฐ จากราคาเต็ม 379 ดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว

ภาพจาก iJustine

ที่มา – MacRumors

The post Apple แนะนำไม่ควรดึงสายชาร์จ HomePod ออก ถ้าเสียต้องจ่ายค่าซ่อม $29 appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

iFixit ชำแหละ HomePod เผยมีกาวติดแน่นหนามาก ให้ความง่ายในการแกะ 1/10

13 February 2018 - 10:00

ล่าสุด iFixit ได้โชว์ชำแหละ HomePod ลำโพงอัจฉริยะของแอปเปิลที่พึ่งวางจำหน่ายไปเมื่อไม่นานนี้ สำหรับสเปกคร่าว ๆ ที่ iFixit พบ คือมาพร้อมหน่วยความจำ 16 GB, RAM 1 GB, ใช้ชิป Apple A8, มีลำโพง 7 ตัว, ไมโครโฟนอีก 6 ตัว, ไมโครโฟนรองรับคลื่นความถี่ต่ำไว้ calibration Woofer แบบ Real-time, มีหน้าจอแบบสัมผัสด้านบน, รองรับ 802.11ac with MIMO และ Bluetooth 5.0

ส่วนรายละเอียดในการแกะ HomePod ทาง iFixit ระบุว่า ตาข่ายด้านนอกสามารถแกะออกได้โดยไม่ได้รับความเสียหายเนื่องจากมีสายรัดซ่อนอยู่ด้านใน แต่ตอนแรกทาง iFixit หาสายรัดไม่เจอจึงตัดสินใจใช้คัตเตอร์กรีดตาข่ายออก และเมื่อแกะหน้าจอสัมผัสด้านบนออกมาพบว่ามีกาวติดอย่างแน่นหนา ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ยากที่สุดในการแกะ

ด้านล่างของ HomePod เมื่อแกะเข้ามาดูข้างในด้วยการใช้ปืนความร้อน ก็พบว่า มีพอร์ต 14 pin ซ่อนอยู่ด้านใน ซึ่งอาจจะเป็นพอร์ตที่แอปเปิลไว้เช็คสถานะต่าง ๆ ของตัวเครื่องเมื่อนำไปซ่อมที่ศูนย์ ส่วนสกรูเป็นแบบ Torx มาตรฐาน ไม่ได้มีสกรูพิเศษแต่อย่างใด

สุดท้ายทาง iFixit ให้คะแนนความง่ายในการแกะ 1/10 (10 คะแนนคือแกะง่ายที่สุด) เรียกได้ว่าแอปเปิลไม่ยอมให้ผู้ใช้แกะซ่อมด้วยตัวเองเลย ต้องให้แอปเปิลเป็นคนที่ซ่อมให้เท่านั้น ซึ่งถ้าต้องการเคลมแบบเปลี่ยนเครื่องใหม่ทั้งหมดจะต้องชจ่ายในราคา 279 ดอลลาร์สหรัฐ

 

ที่มา – iFixit

The post iFixit ชำแหละ HomePod เผยมีกาวติดแน่นหนามาก ให้ความง่ายในการแกะ 1/10 appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Apple เตรียมเพิ่ม Emoji อีกกว่า 157 แบบใน iOS 12

9 February 2018 - 10:00

ล่าสุดทาง Unicode ได้ออกมาประกาศจะปล่อย Unicode Emoji 11.0 ที่ประกอบด้วยอีโมจิทั้งหมด 157 แบบภายในสิ้นปี 2018 นี้

โดย Emoji 11.0 ที่จะปล่อยนี้จะประกอบด้วยอีโมจิลายใหม่ ๆ เพียบ ได้แก่ หน้าร้อน, หนาว, ผู้ชายและผู้หญิงผมหยักศก, ผมฟู, ไม่มีผม, ซูปเปอร์ฮีโร่ในแบบต่าง ๆ, หงษ์, นกยูง, นกแก้ว, ยุง, จิ๊กซอ, ลูกคิด, ทิชชู่, ไม้กวาดและอื่น ๆ อีกเพียบ

ซึ่งตามปกติแล้วแอปเปิลจะคอยเพิ่ม Emoji เวอร์ชันใหม่ ๆ จาก Unicode ตลอดเวลา ซึ่งดูจากวันปล่อยแล้ว คาดว่าแอปเปิลน่าจะใส่ Emoji 11.0 นี้ใน iOS 12 ที่จะเปิดให้ผู้ใช้ได้อัปเกรดกันประมาณช่วงกันยายนปีนี้ ส่วน Emoji 12.0 ตามกำหนดการแล้วจะปล่อยให้ผู้ผลิตนำไปใช้ในระบบปฏิบัติการของตัวเองได้ประมาณ มีนาคม 2019

 

 

ที่มา – MacRumors

The post Apple เตรียมเพิ่ม Emoji อีกกว่า 157 แบบใน iOS 12 appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

รู้หรือไม่ iPhone จอแตก มีประกันก็ต้องจ่ายแพงนะ !! แนะนำ Focus Care บริการใหม่ดูแลจอมือถือ ราคาไม่แพง

8 February 2018 - 16:00

นับวันสมาร์ทโฟนของเราก็จะจอแตกง่ายขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น iPhone X สุดสวยไฮโซที่จอแตกง่ายสุดในไอโฟนทุกรุ่น หรือ iPhone 8, 8 Plus ที่จอโค้งสวยงาม แต่พอตกจอแตกที ค่าเปลี่ยนก็โหดร้ายไม่แพ้กัน

วันนี้เรามี Focus Care บริการดีๆ จาก Focus ผู้ผลิตฟิล์มมือถืออันดับ 1 ในไทย มาแนะนำกัน ซึ่งเป็นบริการที่สมัครไว้ก่อนจอแตก ถ้าจอเราแตกก็เปลี่ยนจอใหม่เอี่ยมได้ในราคาถูกมากๆ แล้วอะไหล่ที่ใช้ก็ผ่านมาตรฐานการทดสอบและมีการรับประกันคุณภาพโดย Focus Care อีกด้วย สบายใจได้เลย แล้วยังมาให้บริการวิ่งมารับเครื่องมือถือถึงบ้าน (ในพื้นที่กรุงเทพฯ) มีเครื่องเสริมให้ใช้ระหว่างรอซ่อมจออีกด้วย แถมราคาไม่แพงอีกด้วย !!

แนะนำ Focus Care คืออะไร ?

  • คือบริการดูแลหน้าจอสำหรับมือถือ หมดกังวลเมื่อจอแตกขึ้นมา
  • สมัครได้ทั้งกับมือถือที่ซื้อใหม่ หรือเครื่องเก่าที่ซื้อมานานแล้ว (สมัครตอนหน้าจอยังสภาพสมบูรณ์)
  • ระยะเวลาประกัน 1 ปีเต็ม
  • ค่าสมัครบริการ 499 – 1,299 บาทต่อปี (เฉลี่ย 1.33 – 3.56 บาทต่อวัน) ขึ้นอยู่กับรุ่นมือถือ

ถ้าถามว่าทำไมต้องสมัครดูแลหน้าจอแตก ง่ายที่สุดเลยคือเมื่อเราซื้อมือถือ ทุกรุ่นจะมีประกันไม่เกิน 1 ปี ซึ่งประกันของทุกแบรนด์ ทั้ง iPhone, Samsung, Huawei ก็จะไม่ได้ครอบคลุมไปถึงการประกันจอตกแตกอยู่แล้ว ทำให้เราต้องเสียค่าเปลี่ยนจอที่แพงมากๆ

ค่าเปลี่ยนจอ iPhone X อยู่ที่ 12,500 บาท, iPhone 8 อยู่ที่ 6,000 บาท, ส่วนจอ iPhone 8 Plus อยู่ที่ 6,500 บาท

จะเห็นว่าค่าเปลี่ยนจอที่แพงมากๆ นั้น ทำให้เราต้องไปตามร้านตู้ที่ราคาถูกลง แต่ก็ไม่ได้มีมาตรฐานอะไร ซึ่งทางบริการ Focus Care ซึ่งราคาเปลี่ยนจอหากเราสมัคร Focus Care ไปแล้ว จะถูกลงมาก ลดลงกว่า 80% ของราคาเต็ม

  • iPhone X : 3,499 บาท (ปกติ 12,500 บาท)
  • iPhone 8 : 1,599 บาท (ปกติ 6,000 บาท)
  • iPhone 8 Plus : 1,799 บาท (ปกติ 6,500 บาท)

สำหรับอะไหล่ที่ใช้ในการเปลี่ยนจอนั้น เป็นอะไหล่รับประกันคุณภาพโดย Focus Care ซึ่งอะไหล่จะต้องผ่านเกณฑ์การทดสอบกว่า 20 รายการ ทั้งเรื่องทัชสกรีน, ความสดของสี, การแสดงผลหน้าจอ การทำงานของเซนเซอร์ และเรื่องอื่นๆที่สำคัญ และหลังเปลี่ยนจอแล้ว Focus Care รับประกันคุณภาพหน้าจอให้อีก 1 เดือน หากพบปัญหาสามารถเรียกใช้บริการให้เค้าวิ่งไปดูแลถึงที่ได้เลย

จุดเด่นของบริการ Focus Care

สมัครง่าย : ไม่ต้องเตรียมเอกสารอะไร แค่แจ้งเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้สมัครสมาชิกหรือเลขบัตรประชาชนเราก็จะสามารถตรวจสอบข้อมูลท่านได้ทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องมีเอกสารใดๆในการยืนยันสิทธิ

ไม่ต้องเดินทาง : บริการไปรับ-ส่งเครื่องถึงมือลูกค้า โดยเจ้าหน้าที่มืออาชีพที่จะดูแลความปลอดภัยระหว่างการส่งให้อย่างดี บริการในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร พื้นที่ต่างจังหวัดสามารถใช้บริการ Focus Care ได้โดยเมื่อลูกค้าต้องการใช้สิทธิ์เปลี่ยนจอ สามารถส่งตัวเครื่องผ่านบริการรับส่งพัสดุ เช่น Kerry Express ฟรีค่าบริการในการส่งด้วย

มีเครื่องสำรองให้ใช้ : เมื่อเปลี่ยนจอ มีเครื่องสำรองให้ยืมใช้ระหว่างรอการเปลี่ยนจอ โดยเจ้าหน้าที่จะนำเครื่องสำรองไปให้ ตอนไปรับเครื่องมาซ่อม

สำหรับรุ่น iPhone : เครื่องสำรองเป็นรุ่น iPhone6
สำหรับสมาร์ทโฟน Android : เครื่องสำรองเป็นรุ่น Samsung J7 2016

รับประกันไหล่ที่เปลี่ยน : รับประกันอะไหล่ที่เปลี่ยนและคุณภาพงานซ่อมเป็นระยะเวลา 30 วัน หลังจากที่ทำการเปลี่ยนเสร็จสิ้น

มาตรฐานจอภาพที่แข็งแรง

จะเปลี่ยนหน้าจอทั้งที ก็ขอแนะนำให้ใส่ใจว่าอะไหล่ที่เปลี่ยนนั้นได้มาตรฐานจริงหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องของทัชสกรีน, ความสดของสี, การแสดงผล, การทำงานของเซนเซอร์ ซึ่งมองเห็นได้ด้วยตา นอกจากนี้ความแข็งแรงก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ

ทาง Focus Care มีมาตรฐานการทดสอบเรื่องความแข็งแรงไว้ให้แล้ว ทั้งการปล่อยลูกเหล็กลงสู่หน้าจอ และการทดสอบรอยขีดข่วนด้วยวัตถุมีคม และทดสอบทุกเรื่องที่กล่าวมาอย่างเข้มข้นถึง 200% เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้ส่งมอบหน้าจอที่ได้มาตรฐาน

ซึ่งโฟกัสเค้ามีการทดสอบหน้าจอด้วยเกณฑ์การวัดคุณภาพมากกว่า 20 รายการ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจถึงคุณภาพหน้าจอที่เราบริการ และให้ลูกค้าใช้มือถือได้อย่างสบายใจ นอกจากนี้ เมื่อเปลี่ยนหน้าจอกับFocus Care เค้ามีการประกันคุณภาพหน้าจอให้อีก 1 เดือน

สนใจสอบถามข้อมูล ติดต่อได้ที่ 

  • Facebook Page : Focus Care
  • โทร. 094-191- 6419
  • หรือส่งข้อความแจ้งเปลี่ยนจอผ่านทาง LINE @Focuscare, Facebook  Messenger: Focus Care

The post รู้หรือไม่ iPhone จอแตก มีประกันก็ต้องจ่ายแพงนะ !! แนะนำ Focus Care บริการใหม่ดูแลจอมือถือ ราคาไม่แพง appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Apple Store ในจีนเตรียมรองรับระบบจ่ายเงินบนมือถือ Alipay

8 February 2018 - 11:00

Apple ได้เพิ่มตัวเลือกช่องทางการจ่ายเงินด้วย Alipay ในร้าน Apple Store ทั่วประเทศจีนอย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นตัวเลือกการจ่ายเงินซื้อสินค้าให้กับชาวจีน และถือเป็นผู้ให้บริการจ่ายเงินผ่านมือถือรายแรกที่ Apple รองรับในร้าน Apple Store

Apple Store Westlake, China ภาพจาก Apple

Apple ประกาศความร่วมมือกับ Ant Financial บริษัทลูกของ Alibaba อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของจีน ซึ่งมีหน้าที่ให้บริการ Alipay โดยการรองรับ Alipay นี้จะมีผลกับร้าน Apple Store ทั่วจีนจำนวน 41 แห่ง ซึ่งปัจจุบัน Alipay นั้นรองรับโดย iTunes Store และ App Store ในจีนอยู่แล้ว

Alibaba ถือเป็นแพลตฟอร์มระบบจ่ายเงินผ่านมือถือปที่นิยมใช้กันมากในประเทศจีน และมีคู่แข่งสำคัญอย่าง WeChat Pay จาก Tencent ที่ยังคงมาแรงอยู่เรื่อย ๆ โดย Alibaba ยังเคยมีการพูดคุยถึงแผนที่จะเพิ่มระบบจ่ายเงินผ่าน Apple Pay อีกด้วย

ที่มา – MacRumors

The post Apple Store ในจีนเตรียมรองรับระบบจ่ายเงินบนมือถือ Alipay appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Apple ปล่อย iOS 11.3 Beta 2 มาพร้อมฟีเจอร์ “Battery Health” ดูสถานะแบตเตอรี่และแจ้งเตือนเมื่อแบตเสื่อม

8 February 2018 - 10:00

ล่าสุดแอปเปิลได้ปล่อย iOS 11.3 Beta 2 ให้กับนักพัฒนาได้ทดสอบกันแล้ว โดยในเวอร์ชันนี้ได้มีฟีเจอร์ใหม่คือ “Battery Health” ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่สามารถดูอายุแบตเตอรี่ของเราว่าตอนนี้มีกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว และมีสถานะแจ้งเตือนว่าควรเปลี่ยนแบตเตอรี่เมื่อไหร่ พร้อมทั้งสามารถเปิด-ปิดฟีเจอร์ที่จะลดความเร็วเครื่องลงเมื่อแบตเตอรี่เสื่อมได้

Maximum capacity

สำหรับฟีเจอร์ Battery Health นั้นสามารถเข้าไปดูได้ที่ Settings >> Battery >> Battery Health (Beta) เมื่อเข้าไปเราจะเห็น Maximum capacity มันคือ ความจุสูงสุดของแบตเตอรี่เราตอนนี้เมื่อเทียบกับความจุแบตเตอรี่จริง

ยกตัวอย่างเช่น แบตเตอรี่มีความจุตามสเปก 1,000 mAh ถ้าค่า Maximum capacity เท่ากับ 80% นั่นหมายความว่าตอนนี้แบตเตอรี่สามารถชาร์จและใช้ได้เพียงแค่ 800 mAh เท่านั้น ถ้าค่าตรงนี้มีค่าน้อย นั่นหมายความว่าแบตจะเริ่มเสื่อมมากขึ้น เก็บไฟได้น้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้เครื่องแบตหมดเร็ว ต้องชาร์จบ่อย ๆ

 

Peak Performace Capability

เป็นหัวข้อที่จะบอกสถานะของแบตเตอรี่ว่าแบตตอนนี้โอเคหรือไม่ ต้องทำการเปลี่ยนแบตเตอรี่หรือเปล่า ?? ซึ่งสามารถแบ่งสถานะได้ 4 ระดับ ดังนี้

  1. สถานะแบตเตอรี่ปกติ : คือตัวเครื่องจะใช้ประสิทธิเต็มที่ไม่ลดความเร็ว
  2. มีความเสี่ยงที่เครื่องจะดับเองได้ : สถานะนี้เป็นสถานะที่แบตเร็วจะเสื่อม แต่ยังสามารถใช้งานได้ปกติอยู่ ซึ่งเราสามารถปิดฟังก์ชันลดความเร็วเพื่อ (Performance Management) ป้องกันเครื่องดับเองได้โดยการกดปุ่ม “Disable…” ด้านล่าง
  3. มีความเสี่ยงที่เครื่องจะดับสูง แนะนำให้เปลี่ยนแบตเตอรี่ : สำหรับสถานะนี้ตัวเครื่องตรวจสอบแล้วว่าแบตเสื่อมแล้ว ควรที่จะไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ ศูนย์แอปเปิล AASP ใกล้บ้าน
  4. แบตเสื่อม ควรเปลี่ยนแบตเตอรี่ทันที : สำหรับระดับนี้ตัวเครื่องไม่สามารถคำนวณค่า Maximum capacity ได้ เนื่องจากแบตเสื่อมหรือมีปัญหา เพราะฉะนั้นควรไปเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่ ศูนย์แอปเปิล AASP ใกล้บ้านทันที

สำหรับ iOS 11.3 ตอนนี้ยังคงเป็นเวอร์ชัน Beta อยู่ ถ้าใครต้องการใช้ ให้อดใจรอซักนิดนึง ซึ่งคาดว่าแอปเปิลจะปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วไปได้อัปเกรดเร็ว ๆ นี้แน่นอน

 

ที่มา – iClarified

The post Apple ปล่อย iOS 11.3 Beta 2 มาพร้อมฟีเจอร์ “Battery Health” ดูสถานะแบตเตอรี่และแจ้งเตือนเมื่อแบตเสื่อม appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners