Subscribe to MacThai feed
Breaking News for Apple Fans. เว็บแมคหน้าใหม่ แต่คนเขียนหน้าเก่า (ฮา) รวบรวมข่าว บทความ รีวิว บทสัมภาษณ์แบบเจาะลึก โดยทีมงานแฟนพันธุ์แท้สตีฟ จ็อบส์และคนรักแอปเปิล
Updated: 1 hour 23 min ago

วิธีปิด Wi-Fi และ Bluetooth บน iOS 11 ง่าย ๆ ไม่ต้องเข้า Settings แถมประหยัดแบตด้วย

11 hours 26 min ago

หลาย ๆ คนคงได้ทำการอัปเกรด iOS 11 กันมาบ้างแล้ว ซึ่งหลังจากที่ได้ลองอ่านความเห็นของแฟนเพจก็พบว่า หลาย ๆ คนชอบ Control Center แบบใหม่ ที่ทำอะไรได้หลายอย่าง แต่ก็มีปัญหาบางอย่างที่พูดถึงกันมากที่สุดก็คือ กดปุ่มปิด Wi-Fi และ Bluetooth ใน Control Center แล้วทำไมไปดูใน Settings แล้วมันยังไม่ปิด

ซึ่งวันนี้แอดจะมาแนะนำวิธีปิด Wi-Fi และ Bluetooth ง่าย ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเข้า Settings ไปเลื่อนสวิตซ์เหมือนแต่ก่อนด้วย โดยวิธีก็คือ ใช้ Siri สั่งปิดซะเลย ง่ายนิดเดียว

 

วิธีปิด Wi-Fi และ Bluetooth ด้วย Siri

ก็ไม่ต้องทำอะไรมากเลยก็แค่กดปุ่มโฮมค้างไว้ หรือว่าจะพูด “หวัดดี Siri” เพื่อเรียก Siri ขึ้นมา หลังจากนั้นให้พูดว่า…

  • “ปิด Bluetooth”
  • “ปิด Wi-Fi”

เพียงแค่นี้ Siri ก็จะทำการปิด Wi-Fi และ Bluetooth ให้แล้ว ซึ่งไม่ต้องมาเสียเข้าไปใน Settings เลย

 

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

The post วิธีปิด Wi-Fi และ Bluetooth บน iOS 11 ง่าย ๆ ไม่ต้องเข้า Settings แถมประหยัดแบตด้วย appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

วิธีแก้ปัญหาอัปเดต iOS 11 แล้วจอดำ, ไม่ขึ้นให้อัปเดต, ค้าง ทำอะไรต่อไม่ได้

20 September 2017 - 11:00

หลังจากที่ iOS 11 เปิดตัวให้ผู้ใช้ทั่วไปได้อัพเดทกันไปเมื่อวานนี้ ซึ่งหลาย ๆ คนก็อัพเดทผ่านฉลุย บางคนก็มีปัญหาโน่นนี่นั่น เช่น อัพเดทอยู่ขึ้นจอดำ เป็นรูปให้เชื่อมต่อกับ iTunes, ไม่ขึ้นให้อัพเดท, ค้าง, ช้า, ขึ้น Error วันนี้ทีมงาน MacThai จะมารวบรวมปัญหาในการอัพเดท iOS 11 กัน

ไม่ขึ้นให้อัปเดต

ปัญหา : หลาย ๆ คน เข้าไปหา Settings >> General >> Software Update เพื่อเข้าไปทำการอัปเดตเป็น iOS 11 แต่ปัญหาก็คือ ในหน้าอัปเดต ยังคงบอกว่า iOS 10.3.3 นั้นเป็นเวอร์ชันล่าสุด ไม่มี iOS 11 มาให้อัปเดต

วิธีแก้ : ให้ลองปิดแอพ Settings ดู จากนั้นให้ทำการปิด Wi-Fi และต่อ 3G/4G ดู เพราะว่าบางครั้งการเชื่อมต่อ Wi-Fi อยู่ มันอาจทำให้ค้นหาเวอร์ชันใหม่ไม่เจอ

เกิดข้อผิดพลาดในการอัพเดท

 

ปัญหา : เมื่อใครทำการอัพเดท iOS 11 แล้ว เกิดมีข้อความด้านบนนี้เด้งขึ้นมาว่า “เกิดข้อผิดพลาดขณะตรวจสอบรายการอัปเดตซอฟต์แวร์” ซึ่งตรงนี้จะขึ้นก็ต่อเมื่อค้นหา iOS 11 ไม่เจอ

วิธีแก้ : อาจจะลอง ปิด-เปิดเครื่องใหม่, ทำการต่อ Wi-Fi ดู ถ้ายังขี้นแบบนี้อีก ให้ลองทำการกด Reset All Network ดู โดยเข้าไปที่ Settings >> General >> Reset >> Reset All Network หลังจากนั้นให้ลองเข้า Software อัปเดตใหม่อีกครั้ง ถ้ายังไม่ได้อีกแนะนำให้ Update ผ่าน iTunes น่าจะง่ายที่สุด

จอดำ ให้เชื่อมต่อกับ iTunes

ภาพจาก iMore.com

ปัญหา : ถัดมาเมื่อเราทำการอัปเดตไปแล้ว แต่เกิดข้อผิดพลาดทำให้ไม่สามารถอัปเดตได้อย่างสมบูรณ์ จนทำให้หน้าจอขึ้นให้เชื่อมต่อกับ iTunes เพื่อทำการอัพเดท

วิธีแก้ : คือ ให้ทำการเสียบ iPhone หรือ iPad เข้ากับคอมพิวเตอร์ หลังจากนั้นเปิด iTunes เพื่อทำการ Update ผ่าน iTunes โดยการกดปุ่ม Update

จากนั้น iTunes จะทำการโหลดไฟล์ Firmware ของ iPhone หรือ iPad มาซึ่งจะใช้เวลาซักระยะนึงเนื่องจากไฟล์มีขนาดใหญ่ประมาณ 2-3 GB จากนั้นให้ทำการรอจนกว่า iTunes จะ Restore เสร็จ

เครื่องเกิดอาการค้าง ช้า ไม่ลื่น

ปัญหา : สำหรับผู้ที่ทำการอัพ iOS 11 ผ่าน OTA แล้วรุ้สึกเครื่องมันช้า ๆ อืด ๆ แอพเด้งบ่อย ลอง Reset All Setting แล้วก็ยังไม่หาย หรืออยากจะล้างเครื่องลงใหม่ ทีมงานแนะนำให้ทำการ Restore ผ่าน iTunes ใหม่

วิธีแก้ : สำหรับการ Restore ผ่าน iTunes นั้นทำได้ไม่ยาก โดยขั้นตอนแรกให้เข้าไปปิด Find My iPhone ใน Settings >> iCloud เสียก่อน หลังจากนั้นตามขั้นตอนในบทความ วิธี Backup และ Restore iOS 11 ผ่าน iTunes ได้จากบทความนี้

Activate ไม่ผ่านซักที

ปัญหา : หลาย ๆ คนอาจจะเคยเจอ เมื่อการอัพเดทและติดตั้ง iOS 11 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการตั้งค่าเริ่มต้นก่อนการใช้งาน ซึ่งระบบจะทำการถาม Apple ID และ Password ในการ Activate ก่อนเข้าใช้งานอุปกรณ์ใหม่ ทุกครั้ง

วิธีแก้ : เช็คให้แน่ใจว่า Apple ID และพาสเวิร์ดเราถูกต้องแน่นอน ซึ่งสามารถเข้าไปเช็คในเว็บ icloud.com ถ้ามั่นใจว่า Apple ID และพาสเวิร์ดถูกต้องแล้ว และเรากรอกไอดีกับพาสเวิร์ดลงไปเพื่อ Activate เครื่อง แต่ถ้ามีข้อความว่า Activate ไม่ได้ ไม่ผ่าน หรือมีข้อผิดพลาดอะไร ให้ทำการรออย่างเดียว เนื่องจากตอนนี้อาจจะมีคนอัพเดท iOS 11 กันเยอะมาก ทำให้เซิฟเวอร์แอปเปิลไม่สามารถ Activate ได้

 

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

The post วิธีแก้ปัญหาอัปเดต iOS 11 แล้วจอดำ, ไม่ขึ้นให้อัปเดต, ค้าง ทำอะไรต่อไม่ได้ appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

วิธี Backup และ Restore เป็น iOS 11 ผ่านทาง iTunes

20 September 2017 - 10:00

หลังจากที่แอปเปิลปล่อย iOS 11 ให้ผู้ใช้ทั่วไปได้อัปเดทกัน หลายคนก็อาจจะเจอปัญหา อัพเดทผ่านทาง Over the Air (OTA) แล้วค้าง โหลดไม่ไป ช้า หรือแม้กระทั่ง เครื่องหน่วง ๆ อืด ๆ

ทีมงาน MacThai จึงขอแนะนำให้ทำการ Restore เครื่องใหม่ เมื่อมีการอัพเดท iOS ครั้งใหญ่ ๆ เช่น iOS 10 ไปยัง iOS 11 ซึ่งจะเป็นการอัพเดทที่ดีกว่าวิธี OTA เพราะว่าเหมือนเป็นล้างเครื่องและลงโปรแกรมใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เกิดอาการเครื่องค้าง อืด ๆ น้อยลง

และวิธีนี้ก็ยังสามารถแก้ปัญหาเครื่องค้าง, ช้า, หรืออัพผ่าน OTA ไม่ได้ ซึ่งควรที่จะ Backup และ Restore ใหม่ โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ มีอยู่ไม่กี่ขั้นตอน มีดังนี้

1) อันดับแรก Backup ก่อน

ไม่ว่าเราจะอัพเดทด้วยวิธี OTA หรือผ่านทาง iTunes เราก็ควรจะ Backup ข้อมูลเสียก่อน ถ้าให้ดีเราควรหมั่น Backup ไว้บ่อย ๆ เพราะเราอาจจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น เครื่องโดนขโมย ตกน้ำ เครื่องเปิดไม่ติด ถ้าเราเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นเราจะไม่มีโอกาสได้ Backup ข้อมูลกลับมาได้อีกเลยก็ได้

  • ขั้นตอนแรกก็คือ เปิดโปรแกรม iTunes ขึ้นมา
  • เสียบ iPhone, iPod touch หรือ iPad เข้ากับคอมพิวเตอร์ของเรา
  • จากนั้นให้กดรูป Device ของเราด้านบน

  • จากนั้นให้ติ๊กถูกตรง Encrypt iPhone backup เนื่องจากถ้าไม่ติ๊ก iTunes จะไม่ Backup ข้อมูลในแอพ Health, Activity และ HomeKit ให้ เพราะฉะนั้นควรจะติ๊กไว้
  • เมื่อติ๊กเสร็จก็จะให้ตั้งรหัสผ่าน เผื่อเข้ารหัส Backup ของเรา
  • เสร็จให้กด “Back Up Now” เลย

เมื่อ iTunes ทำการ Backup เสร็จแล้ว ให้เราเข้าไปเช็คเพื่อความแน่ใจว่า มีข้อมูลที่เรา Backup ไว้เมื่อกี้หรือไม่ ?

  • สำหรับเครื่อง Mac ให้เข้าไปที่ iTunes >> Preferences หรือกดคีร์ลัด (cmd ,) แล้วเลือกแท็บ Devices
  • สำหรับ Windows ให้เข้าไปที่ Edit >> Preferences แล้วเลือกแท็บ Devices เช่นกัน

จะเห็น Backup อันล่าสุดที่เราพึ่ง Backup ไป ซึ่งจะมีรูปแม่กุญแจอยู่ด้านหลัง แสดงว่าเรา Backup เรียบร้อยแล้ว

  • จากนั้นนให้คลิกขวา แล้วกด Archive เพื่อป้องกันไม่ให้ Backup นี้มีการเซฟทับ จะมีประโยชน์ตอนที่เรา Downgrade จาก iOS 10 ลงมาเวอร์ชันที่ต่ำกว่า
2) โหลด Firmware ของ iOS 11 มาลงเครื่อง

Firmware ที่จะต้องใช้ในการอัพเดท iOS นั้นจะมีนามสกุล *.ipsw สามารถดาวน์โหลดได้จาก ที่นี่

เราเพียงแค่เช็คว่าเครื่องของเราเป็นรุ่นอะไร ก็เลือกกดโหลดรุ่นนั้น ตัวอย่างในรูป ไฟล์ที่กำลังดาวน์โหลดอยู่เป็นของ iPhone หน้าจอ 4.7 นิ้ว (iPhone 6 และ 6s), iOS เวอร์ชัน 11.0 Build 15A372

3) ปิด Find My iPhone ในเครื่องของเราด้วย

ให้หยิบเครื่องของเราขึ้นมาไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPod touch, iPad เพื่อปิด Find My iPhone ก่อนการอัพเดท เพราะแอปเปิลป้องกันการขโมยเครื่องมาแล้วทำการการล้างข้อมูลใหม่

โดยเข้าไปที่ Settings >> iCloud >> Find My iPhone จากนั้นให้ปิดสวิตซ์ Find My iPhone ซะ เครื่องก็จะถามรหัส Apple ID ก็กรอกลงไป เสร็จ

4) เริ่มการอัพเดท Firmware เป็น iOS 11

เมื่อทำทั้ง 3 ขั้นตอน เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาก็คือทำการ อัพเดท Firmware เป็น iOS 10

  • ถ้าใครใช้ Windows ให้กด Shift ค้างไว้ แต่ถ้าใครใช้ Mac ให้กดปุ่ม option ค้างไว้แทน
  • ให้กดปุ่ม Restore iPhone… ข้างล่าง แล้วก็กด Restore อีกครั้งเพื่อยืนยัน

  • จากนั้น เราก็ รอ รอ รอ… เมื่อ Restore เสร็จมันก็จะ บูทไอโฟนของเรา 1 รอบ

  • เสร็จมันก็จะถามว่าเราจะเซตเป็นไอโฟนใหม่เลยหรือไม่ ?? หรือว่าจะ Restore ข้อมูลที่เรา Backup ไว้มาลงเครื่องด้วย ?? ขั้นตอนนี้แล้วแต่ครับ
    • ถ้าใครจะนำเครื่องไปขาย หรืออยากได้เครื่องใหม่ที่ไม่ลงอะไรเลย ก็ให้เลือก “Set up as new iPhone”
    • ถ้าใครอยากเอาข้อมูลเดิมกลับมาด้วยก็ให้เลือก “Restore from this backup” เราก็เลือก Backup ที่เราต้องการ
  • กด Continue เสร็จแล้วก็รอ ขั้นตอนนี้อาจจะนานหน่อย ขึ้นอยู่กับข้อมูลในเครื่องเยอะแค่ไหน
  • เมื่อเสร็จอย่าพึ่งดึงสายออกเพราะ iTunes กำลังจะ Sync แอพของเรากลับมาวางไว้ที่เดิมทั้งหมดให้ด้วย

เสร็จแล้ววิธี Backup และ Restore อย่างละเอียด ง่าย ๆ ไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น ลองไปทำกันดูนะครับ ขั้นตอนการ Restore นี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการอัพเดท iOS เท่านั้น แต่สามารถ Restore เครื่องใหม่แต่ยังใช้เวอร์ชันเดิมได้เช่นกัน เพียงแค่โหลดไฟล์ iOS เวอร์ชันที่ต้องการลงมาเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แอปเปิลไม่ได้อนุญาตให้ Restore ไปเวอร์ชันอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นให้เข้าไปเช็คในเว็บไซต์ http://api.ineal.me/tss/status ก่อนว่าแอปเปิลเปิดให้เรา Restore ไปยังเวอร์ชันอะไรได้บ้าง

ตัวอย่าง จากรูปด้านล่างตอนนี้แอปเปิลยังปล่อยให้ Restore ไป iOS 10.3.3 และ 11 อยู่ นั่นคือเราสามารถ Restore

  • iOS 10.3.3 –> iOS 11
  • iOS 10.3.3 –> iOS 10.3.3
  • iOS 11 –> iOS 10.3.3
  • iOS 11 –> iOS 11

ส่วนใครที่ใช้ Beta อยู่ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันอะไรก็ตาม สามารถ Restore กลับมาเวอร์ชันปกติได้เช่นกัน

**ข้อควรระวัง** Backup ของเวอร์ชันสูงกว่า ไม่สามารถนำไป Restore เวอร์ชันที่ต่ำกว่าได้ เช่น Backup ของ iOS 11 ไม่สามารถนำไป Restore ของ iOS 10 ได้

 

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

The post วิธี Backup และ Restore เป็น iOS 11 ผ่านทาง iTunes appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

รวมช่องทางโหลด iOS 11 แบบไฟล์ (IPSW) สำหรับ iPhone, iPad และ iPod touch

20 September 2017 - 09:00

ในที่สุด iOS 11 ได้ออกมาให้เราอัปเดตกันแล้ว ซึ่งสามารถอัพเดตได้ทั้งทาง iTunes และทาง OTA บน iOS หากใครยังไม่สามารถอัปเดตได้ คุณก็สามารถดาวน์โหลดไฟล์ไว้ในเครื่องเพื่ออัพเดทผ่าน iTunes ด้วยตัวเองเช่นกัน

สำหรับใครที่ต้องการดาวน์โหลด iOS 11 เก็บไว้ในเครื่องเพื่ออัพเดตผ่าน iTunes ด้วยตัวเอง สามารถดาวน์โหลดไฟล์จากด้านล่างนี้ไป Update หรือจะ Restore ผ่าน iTunes ได้เลยครับ

ไฟล์ที่ถูกดาวน์โหลดจะเป็นไฟล์ .ipsw ถ้าใครได้เป็น .zip ให้เปลี่ยนจาก .zip เป็น .ipsw ได้เลย

วิธีใช้ หากต้องการใช้ไฟล์ในการ Update หรือ Restore เครื่อง ให้ใช้เป็นการกด Shift (Windows) หรือ Option (macOS) และคลิกปุ่ม Update หรือ Restore จากนั้นจะมีให้เลือกไฟล์ที่เราดาวน์โหลดมา สามารถดูวิธีแบบเต็ม ๆ ได้ที่นี่

 

ไฟล์ IPSW ของ iOS 11.0 สำหรับรุ่นต่าง ๆ

 

ถ้าใครที่อัป iOS 11 แล้วเจอปัญหาหน้าจอดำ, ให้เสียบกับ iTunes ดูวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมที่ วิธีแก้ปัญหาอัพเดท iOS แล้วขึ้นหน้าจอให้เสียบสายกับ iTunes ครับ

The post รวมช่องทางโหลด iOS 11 แบบไฟล์ (IPSW) สำหรับ iPhone, iPad และ iPod touch appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

สรุปฟีเจอร์เด็ดบน iOS 11 อัปเดตใหม่ยกชุด Siri ฉลาดขึ้น, มาพร้อม Machine Learning และ AR

20 September 2017 - 07:00

หลังจากที่แอปเปิลปล่อย iOS 11 เวอร์ชันล่าสุด ให้กับผู้ที่ใช้ iPhone, iPad และ iPod touch ทั่วโลกได้อัปเดตแล้ววันนี้  ทีมงาน MacThai เลยมาสรุปฟีเจอร์เด็ดที่ทุกคนควรรู้ว่ามีอะไรบ้าง มันเจ๋งแค่ไหน มาดูกัน

iMessages
  • ย้ายแถบเลือกสติกเกอร์ลงมาด้านล่าง ให้สามารถเรียกใช้งานได้ง่ายขึ้น
  • Messages in iCloud: ซิงก์ข้อความทั้งหมดระหว่างอุปกรณ์ได้แบบ Real-time

Apple Pay
  • สามารถโอนเงินให้เพื่อนผ่าน Apple Pay ที่ผูกกับบัญชีธนาคารผ่าน iMessages ได้

Apple Maps
  • แสดงรายละเอียดภายในอาคาร ห้างสรรพสินค้า สนามบินในแต่ละชั้น เหมือน Google Maps
  •  แสดงความเร็วสูงสุดที่สามารถวิ่งได้บนถนนแต่ละเส้น

  • แสดงเลนบนถนนและแนะนำเลนที่ต้องเข้าก่อนทำการเลี้ยว
  • Do Not Disturb: เมื่อเชื่อมต่อ CarPlay จะไม่มี Notification แสดงบน iPhone และไม่สามารถใช้งาน iPhone ได้ และเมื่อมีคนส่งข้อความมาหา จะมีข้อความตอบกลับอัตโนมัติว่ากำลังขับรถอยู่ จะตอบกลับภายหลัง

Home
  • รองรับ Speaker ภายในบ้าน
  • AirPlay 2: สามารถเล่นเพลงได้พร้อมกันหลาย ๆ ลำโพงพร้อมกัน, สามารถแชร์เพลงจาก Apple Music, สามารถใช้งานกับ Apple TV รุ่นใหม่ได้
  • เปิด AirPlay 2 audio API ให้นักพัฒนา

Apple Music
  • สามารถกด Follow เพื่อนที่ใช้ Apple Music ได้ และดูว่าเพื่อนฟังเพลงอะไร, Playlist ไหนบ้าง
  • เปิดตัว MusicKit for Apple Music

App Store
  • ไอคอนใหม่ หน้าตาเหมือนกับ tvOS
  • ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด มาพร้อม 5 แถบใหม่ ได้แก่ Today, Games, Apps, Updates และ Search
  • Today: แสดงคลิปตัวอย่างสั้น ๆ เนื้อเรื่องของเกม เทคนิคต่าง ๆ ของแอพที่ถูกแนะนำในวันนี้
  • Games & Apps: สามารถกดดูเนื้อเรื่องย่อของเกม คลิปวิดีโอวิธีเล่น แนะนำเกม และดูคะแนนรีวิวได้ง่ายขึ้น และเมื่อเราทำการรีวิวแอพ นักพัฒนาสามารถตอบกลับรีวิว คอมเมนท์ของเราได้

Siri
  • Multi Results: สามารถแสดงผลการค้นหาได้หลายอย่างในการค้นหาครั้งเดียว
  • Translation (Beta): สามารถแปลภาษาและกดให้ Siri พูดได้ทันที โดยตอนนี้รองรับแค่ ภาษาอังกฤษ แปลเป็นภาษาจีน, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน

  • รองรับ Workout, สแกน QR Code, Car Controls, VoIP Calling, การค้นหารูปภาพ, การจ่ายเงินต่าง ๆ
  • Siri สามารถใช้งานระหว่างอุปกรณ์ได้ เช่น ตั้งนาฬิกาปลุกจาก Mac และ Siri จะไปตั้งปลุกให้ใน iPhone ซึ่งเวอร์ชันปัจจุบันทำไม่ได้

Camera
  • มาพร้อมเทคโนโลยี High Efficieny Video Coding (HEVC)  ที่จะทำให้บีบอัดข้อมูลได้มากขึ้น 2 เท่า ทำให้ภาพและวิดีโอมีขนาดไฟล์เล็กลงในขณะที่คุณภาพเท่าเดิม

  • ปรับปรุงคุณภาพจาก Portrait Mode ใหม่, ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น, ปรับปรุงระบบกันสั่น, True Tone Flash, HDR
  • เปิดตัว Depth API ให้กับนักพัฒนา

Photos
  • Portrait Movie: สามารถสร้างวิดีโอจาก Memories ซึ่งสามารถแสดงได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน

  • Live Photos: สามารถทำ Trim, เลือกรูปให้เป็นรูปหลัก, ปิดเสียงได้, ทำเป็น Loop, Bounce และสามารถสร้างรูปที่มี Long Exposure เหมือนบนกล้อง DSLR ได้

Control Center
  • ออกแบบหน้าตา Control Center ใหม่ทั้งหมด โดยรวมหน้า Now Playing และ Home อยู่ในหน้าเดียว
  • สามารถใช้ 3D Touch ในการค้นหาปุ่มฟังก์ชันอื่น ๆ เพิ่มเติมได้

Machine Learning
  • iOS 11 สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ได้ ซึ่งจะคาดเดาสิ่งที่เรากำลังจะพิมพ์ โดยแอปเปิลให้คอนเซ็ปของเทคโนโลยีนี้ว่า จะเป็นการคาดเดาสิ่งที่เราต้องการ และทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น
  • เปิดตัว CoreML ให้กับนักพัฒนา

Augmented Reality (AR)
  • แอปเปิลสาธิตการใช้ AR ในการสร้างงานกราฟฟิกในชีวิตจริง ซึ่งจะใช้กล้อง, CPU, GPU และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ในเครื่องเพื่อใช้งานเทคโนโลยี AR
  • เปิดตัว ARKit ให้กับนักพัฒนา

iPad + iOS 11
  • The Dock: สำหรับบน iPad แอปเปิลได้ออกแบบ Dock ใหม่ให้สามารถใส่แอพได้มากขึ้น ซึ่งหน้าตาจะเหมือน Dock บน macOS ซึ่งเราสามารถเรียก Dock ขึ้นมาเพียงแค่ใช้นิ้วปาดขึ้นจากด้านล่าง

  • Multitasking: ขณะที่เราเปิดแอพหนึ่งอยู่ เราสามารถลาก Dock ขึ้นมาและลากแอพจาก Dock มาเพื่อเปิดอีกหน้าต่างหนึ่ง ซึ่งสามารถแสดงเป็นแบบ Pop-up หรือแบบ Split View เหมือนกับ iOS 10 ได้

  • App Switcher: มีการออกแบบ App Switcher ใหม่ โดย Control Center จะย้ายไปอยู่ด้านข้างของ App Switcher เนื่องจากเมื่อปาดนิ้วขึ้นจะเปลี่ยนเป็น Dock แล้ว

  • Drag & Drop: เมื่อเราเปิดแอพ 2 แอพพร้อมกัน เราสามารถลาก URL, รูปภาพ, ตัวอักษร และอื่น ๆ ข้ามไปยังอีกแอพนึงได้
  • Multi-Select: เมื่อเราทำการเลือกไฟล์หรือรูปภาพ เราสามารถใช้นิ้วอีกมือจิ้มรูปอื่นเพื่อเลือกหลาย ๆ รูปได้
  • QuickType: เราสามารถใช้นิ้วปาดลง เพื่อพิมพ์ตัวอักษรที่อยู่ด้านบน โดยไม่ต้องกด Shift

  • File: แอพ File จะเป็นการรวมบริการ Cloud ทั้งหมดมาไว้ในที่เดียวกัน เช่น iCloud Drive, Dropbox, Google Drive เป็นต้น โดยสามารถ ใส่ Tag, ทำ Favorite Folder ได้

  • Markup: สามารถใช้นิ้วหรือ Apple Pencil วาดหรือเขียนโน้ตลงไปใน Safari, ไฟล์ PDF ได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งแอพนอก และเมื่อทำการแคปหน้าจอเราสามารถเขียนอะไรลงไปบนรูปได้เลยโดยไม่ต้องเข้าไปที่ Camera Roll

  • Instant Notes: สามารถใช้ Apple Pencil เคาะที่หน้า Lock Screen แล้วจะเด้งไปที่หน้า Notes ได้ทันที
  • Searchable writing: สามารถพิมพ์ค้นหาข้อความที่เราเขียนลงไปได้
  • Inline drawing: สามารถแทรกรูปที่วาดลงไปบน Notes ได้
  • Document Camera: สามารถถ่ายรูปหรือสแกนเอกสารได้แล้ว

 

เครื่องไหนรองรับบ้าง ??

สำหรับ iPhone ตอนนี้แอปเปิลได้ลอยแพ iPhone 5 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วน iPad ตอนนี้รองรับ iPad รุ่นที่ 5 ที่พึ่งเปิดตัวไป, iPad mini 2 ขึ้นไป, iPad Air 1 และ 2, iPad Pro ทุกรุ่น และ iPod touch รุ่นที่ 6 ตามภาพด้านล่าง

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

The post สรุปฟีเจอร์เด็ดบน iOS 11 อัปเดตใหม่ยกชุด Siri ฉลาดขึ้น, มาพร้อม Machine Learning และ AR appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

สิ้นสุดการรอคอย !! Apple ปล่อยอัปเดต watchOS 4 ให้กับผู้ใช้ Apple Watch ทุกคน

20 September 2017 - 01:47

หลังจากที่แอปเปิลได้เปิดตัว watchOS 4 ในงาน WWDC17 พร้อม ๆ กับ iOS 11 ล่าสุดตอนนี้แอปเปิลได้ปล่อยให้ผู้ใช้ Apple Watch ทุกคนได้อัปเดตกันแล้ววันนี้

โดยฟีเจอร์หลัก ๆ ที่มาใหม่ที่มาพร้อมกับ watchOS 4  ได้แก่

  • หน้าปัดแบบ Siri Face และ Toy Story ใหม่
  • ฟีเจอร์ด้านการออกกำลังกาย เช่น การนับรอบว่ายน้ำอัตโนมัติ
  • เป็น UI แอป Workout ใหม่ทั้งหมด
  • แอปฟังเพลงแบบใหม่ที่ฉลาดกว่าเดิม ที่จะซิงก์ playlist ของเราได้แบบอัตโนมัติ

สำหรับ Apple Watch รุ่นที่วางจำหน่ายอยู่ตอนนี้ ยังไม่มีการลอยแพแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นสามารถเข้าไปอัปเดตกันได้แล้วตอนนี้โดยเข้าไปที่แอป Watch >> General >> Software Update

โดยมีการคอนเฟิร์มแล้วว่า watchOS 4.0 เวอร์ชันเต็มที่ปล่อยออกมานี้ เป็นตัวเดียวกับ watchOS 4.0 GM (15R372) และสามารถดูฟีเจอร์ทั้งหมดได้ที่นี่

 

รายงานโดย
ทีมงาน MacThai

The post สิ้นสุดการรอคอย !! Apple ปล่อยอัปเดต watchOS 4 ให้กับผู้ใช้ Apple Watch ทุกคน appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

มาแล้ว !! Apple เปิดให้อัพเดท iOS 11 ได้แล้วพร้อมกันทั่วโลกตอนนี้ เครื่องไหนอัพได้บ้าง มาดูกัน

20 September 2017 - 00:16

ในที่สุดแอปเปิลก็เปิดให้อัพเดท iOS 11 ได้แล้วอย่างเป็นทางการ พร้อมกันทั่วโลกตอนนี้ ซึ่งรวมถึงในไทยด้วยในช่วงเที่ยงคืนที่ผ่านมา โดยการอัพเดทในครั้งนี้ ผู้ใช้ต้องมีพื้นที่ว่างในเครื่อง 3-4 GB

อย่างไรก็ดี มีผู้ใช้กลุ่มหนึ่งพบปัญหาอัพเดท iOS 11 ช่วงแรกที่ยังช้ากันอยู่เนื่องจากมีผู้อัพเดทจำนวนมาก แนะนำให้รอถึงช่วงเวลาผ่านไปสักพักก็จะดีขึ้น

เครื่องไหนอัพได้บ้าง

สำหรับ iPhone ตอนนี้แอปเปิลได้ลอยแพ iPhone 5 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วน iPad ตอนนี้รองรับ iPad รุ่นที่ 5 ที่พึ่งเปิดตัวไป, iPad mini 2 ขึ้นไป, iPad Air 1 และ 2, iPad Pro ทุกรุ่น และ iPod touch รุ่นที่ 6 ตามภาพด้านล่าง

อ่านเพิ่ม

The post มาแล้ว !! Apple เปิดให้อัพเดท iOS 11 ได้แล้วพร้อมกันทั่วโลกตอนนี้ เครื่องไหนอัพได้บ้าง มาดูกัน appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

เปลี่ยนโปรเติมเงินแบบเดิมๆ มาใช้โปรรายเดือนเบาเบา เริ่มต้นแค่ 225 บาท !! พร้อมเน็ตไม่อั้นไม่ลดสปีด

19 September 2017 - 18:20

เชื่อว่าหลายคนที่ชื่นชอบการใช้โปรโมชั่นค่ายมือถือแบบเติมเงินกันอยู่ แต่ก็แอบมองหาโปรรายเดือนราคาไม่สูง ที่เหมาะกับการใช้งาน พร้อมส่วนลดดีๆ ตอนนี้มีโปรพิเศษที่ราคาเดือนละแค่ 225 บาทเท่านั้น !!

โปรรายเดือนใหม่ “เบาเบา” จาก TrueMove H

มาแล้วกับโปรโมชั่นใหม่ “เบาเบา” ซึ่งเหมาะสำหรับใครที่ใช้โปรเติมเงินอยู่ให้มาใช้แบบรายเดือน พร้อมรับส่วนลดค่าบริการ 50% ไปเลย โดยรายละเอียดมีดังนี้

  • รับส่วนลดค่าบริการรายเดือน 50% จากราคาปกติ 450 บาท เหลือเพียงเดือนละ 225 บาท
  • เน็ตไม่อั้น ไม่ลดสปีด ที่ความเร็ว 512 กิโลบิตต่อวินาที (Kbps)
  • พร้อมใช้ WiFi ได้ไม่อั้น
  • โทรฟรีไม่อั้นในเครือข่ายทรูมูฟ เอช 24 ชั่วโมง โดยไม่ตัดสาย
  • โทรนอกเครือข่ายก็คุ้ม เพียงนาทีละ 55 สตางค์

  • รับเพิ่มเน็ตฟรี 2 กิกะไบต์ (GB) ทุกเดือน นาน 12 เดือน สำหรับดูหนัง ดูบอล ผ่านแอป TrueID และยังฟังเพลงฟรีไม่เสียค่าเน็ตด้วย
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ตามต้องการ ไม่ต้องกังวลว่าจะใช้เกิน หรือจะจ่ายแพงกว่าที่เคยใช้ เพียงกด *939*4*2*1*จำนวนเงิน# แล้วกดโทรออก ระบบจะส่ง SMS แจ้งเตือนเมื่อใช้ถึงจำนวนที่กำหนด

หรือจะสมัครพร้อมซื้อเครื่อง ก็รับส่วนลดค่าบริการเหลือเพียงเดือนละ 350 บาท พร้อมเลือกรับส่วนลดพิเศษมือถือแบรนด์ดังกว่า 50% ตามภาพเลย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม – TrueMove H

The post เปลี่ยนโปรเติมเงินแบบเดิมๆ มาใช้โปรรายเดือนเบาเบา เริ่มต้นแค่ 225 บาท !! พร้อมเน็ตไม่อั้นไม่ลดสปีด appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Apple File System บน High Sierra รองรับเฉพาะหน่วยความจำแฟลช Fusion Drive ลงเบต้าไปแล้วอาจต้องฟอร์แมตใหม่

19 September 2017 - 18:00

Apple ได้ประกาศนำระบบไฟล์แบบใหม่ คือ Apple File System หรือ APFS มาใช้งานกับ macOS High Sierra ซึ่งฟีเจอร์นี้จะยังคงจำกัดเฉพาะ Mac ที่ใช้พื้นที่เก็บข้อมูลแบบแฟลชเท่านั้น หมายความว่า iMac และ Mac mini ที่ใช้ Fusion Drive ไม่สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ แม้ว่าในช่วงทดสอบเบต้า Apple ได้แปลงดิสก์ที่ใช้ Fusion Drive ให้เป็น APFS ก็ตาม

นอกจากนี้ Apple ได้ประกาศให้ผู้ใช้ที่ติดตั้ง Fusion Drive และลง macOS High Sierra เวอร์ชันทดสอบซึ่งถูกแปลงดิสก์เป็น APFS ไปแล้ว จำเป็นต้องแบคอัพข้อมูลและฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ใหม่ ให้เป็นระบบไฟล์ HFS+ แบบเดิม ก่อนที่จะติดตั้ง macOS High Sierra เวอร์ชันเต็ม ตามคำแนะนำของ Apple บนหน้าเว็บนี้

ทั้งนี้ Apple ได้กล่าวว่าจะเป็นเฉพาะเวอร์ชันแรก ๆ ของ macOS High Sierra เท่านั้นที่ APFS จะไม่รองรับ Fusion Drive ซึ่งเป็นไปได้ว่า Apple น่าจะพบปัญหาใหญ่และจำเป็นต้องถอดฟีเจอร์ออกไปอย่างเร่งด่วน และหากแก้ปัญหาทันเราอาจเห็น APFS ที่รองรับ Fusion Drive กลับมาใน macOS High Sierra เวอร์ชันอัพเดตย่อย

สำหรับรายละเอียดของระบบไฟล์แบบใหม่ Apple File System ที่จะมาพร้อมกับ macOS High Sierra สามารถไปอ่านได้ตามข่าวเก่า ส่วนรายละเอียดฉบับเต็มสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ Apple Developer

Apple วางแผนว่าจะปล่อย macOS High Sierra ให้ผู้ใช้ทั่วไปในวันที่ 25 กันยายนตามเวลาสหรัฐฯ โดยตามเวลาในไทยน่าจะเป็นเกือบเที่ยงคืนของวันที่ 26 กันยายน

ที่มา – MacRumors

The post Apple File System บน High Sierra รองรับเฉพาะหน่วยความจำแฟลช Fusion Drive ลงเบต้าไปแล้วอาจต้องฟอร์แมตใหม่ appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

โปรดฟังอีกครั้ง! แอพที่ไม่รองรับ 64-Bit จะไม่สามารถใช้งานบน iOS 11 ได้

19 September 2017 - 14:00

iOS 11 จะเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปดาวน์โหลดได้ในคืนนี้ แต่ก่อนการอัพเกรดมีประเด็นสำคัญหนึ่งที่ผู้ใช้งานต้องทราบ นั่นคือแอพจำนวนหนึ่งจะไม่สามารถใช้งานได้ เพราะไม่รองรับ 64-Bit

โดยเมื่อเราได้อัพเกรดเป็น iOS 11 แล้ว แอพที่รองรับเฉพาะ 32-Bit จะไม่สามารถเปิดขึ้นมาใช้งานได้ และบอกว่านักพัฒนาต้องแก้ไขแอพตัวนี้เพื่อให้รองรับ ซึ่งข้อความดังกล่าวเริ่มแสดงเตือนอยู่ก่อนหน้าแล้วบน iOS 10

ต้องบอกก่อนว่า แอพส่วนมาก แอพยอดนิยม ล้วนรองรับ 64-Bit อยู่แล้ว เพราะแอปเปิลแนะนำให้นักพัฒนาปรับปรุงแอพรอตั้งแต่ iPhone 5s ฉะนั้นจึงมีผลกระทบน้อย แต่บางคนอาจจะยังใช้งานบางแอพที่ไม่มีการอัพเดตมานานแล้วอยู่ กลุ่มนี้ก็จะได้ผลกระทบ

ใน App Store บน iOS 11 ผู้ใช้ก็จะไม่สามารถค้นหาแอพที่รองรับเฉพาะ 32-Bit ได้เช่นกัน ฉะนั้นหากมีแอพเราใช้งานอยู่เป็นประจำและเข้าข่ายคุณสมบัติดังกล่าว ทางออกก็คือ แจ้งผู้พัฒนาให้อัพเดตแอพ หรือถ้าทำไมได้ ก็คงต้องหาแอพอื่นมาใช้งานแทน

ที่มา: MacRumors

The post โปรดฟังอีกครั้ง! แอพที่ไม่รองรับ 64-Bit จะไม่สามารถใช้งานบน iOS 11 ได้ appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

มาดูความแรงของ iPhone 8, 8 Plus, X คะแนน Geekbench ทะลุ 10,000+ แล้ว !!

19 September 2017 - 10:00

ก่อนงานเปิดตัวไม่กี่ชั่วโมง ได้มีคะแนน Geekbench ของไอโฟนรุ่นใหม่หลุดออกมา ซึ่งได้คะแนนไป 9,959 ซึ่งสูงที่สุดของสมาร์ตโฟนในตอนนี้ แต่ล่าสุด Geekbench ได้เพิ่มผลทดสอบของ iPhone 8, iPhone 8 Plus, และ iPhone X อย่างเป็นทางการในตารางอุปกรณ์ iOS แล้ว

โดยคะแนน Geekbench นั้นจะมีทั้งหมด 3 อย่างด้วยกันคือ คะแนนประสิทธิภาพของชิปประมวลผลแบบ Single-core, Multi-core และที่มีเทคโนโลยี Metal

ซึ่งจากกราฟด้านล่างพบว่าคะแนน Single-core ของ iPhone 8 อยู่อันดับหนึ่งของตารางโดยมีคะแนนอยู่ที่ 4195 ซึ่งใกล้เคียงกับ iPhone 8 Plus และ iPhone X

และเมื่อลองเทียบกันแบบ Multi-core จะพบว่า iPhone 8, 8 Plus และ X มีคะแนนใกล้เคียงกับ iPad Pro รุ่นที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อมิถุนายนปีนี้ และทิ้งห่าง iPhone 7 และ 7 Plus แบบไม่เห็นฝุ่น คือ ได้คะแนนห่างกันเกือบ 2 เท่าเลยทีเดียว และพบว่า iPhone 8 คะแนนทะลุ 10,000+ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนคะแนนประสิทธิภาพของชิปประมวลผลที่ใช้เทคโนโลยี Metal จะเห็นว่า iPad Pro รุ่นปี 2017 ยังคงทิ้งห่าง iPhone ทุกรุ่นแบบไม่เห็นฝุ่นเช่นกัน

การเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ของแอปเปิลปีนี้ ต้องยอมรับเลยว่า แอปเปิลได้ทำการบ้านมาดีมากจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องชิปประมวลผล ที่ทำออกมาแรงแซงหน้าคู่แข่งแบบหลายขุมเลยทีเดียว ต้องมาดูกันว่าทาง Qualcomm จะปล่อยชิป Snapdragon รุ่นใหม่มาสู้อย่างไร ทาง Samsung จะผลิตชิป Exynos ออกมาแข่งได้มั้ย เชื่อว่า Intel เจ้าตลาด PC ก็มีหนาวแน่นอน

 

ที่มา – iClarified

The post มาดูความแรงของ iPhone 8, 8 Plus, X คะแนน Geekbench ทะลุ 10,000+ แล้ว !! appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

คุ้มไปไหน !! TrueMove H เปิดตัวซิมเติมเงินรูปแบบใหม่ ซื้อแพ็คเสริม รับเงินคืน 100% ชีวิตดี๊ดี !!

18 September 2017 - 17:02

มาแล้วกับซิมเติมเงินรูปใหม่จาก TrueMove H ให้ได้ใช้ชีวิตดี๊ดี คุ้มสะใจด้วยการคืนเงินแพ็คเกจเสริม 100% ไปเลย !! พร้อมดูหนัง ฟังเพลง ดูถ่ายทอดสดกีฬาฟรี 2 เดือน และส่วนลดร้านค้าชื่อดังกว่า 3,000 บาท 

โดยปกติแล้วถ้าเราใช้ซิมเติมเงิน เวลาจะซื้อแพ็คเกจเสริม ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มเน็ต หรือซื้อเวลาโทรเพิ่ม ก็ต้องจ่ายค่าบริการกันไป แต่กับแพ็คเกจใหม่นี้ จะได้รับเงินคืนค่าแพ็คเกจเสริมไปเลยจ้า เหมาะมากกับใครที่กำลังมองหาซิมเติมเงินดีๆ ย้ายค่ายมา TrueMove H คุ้มสุดๆ

ชีวิตดี๊ดี กับซิมใหม่แบบเติมเงินจาก TrueMove H

ขั้นตอนการสมัครก็ง่ายมากลองดูกันตามนี้เลยจ้า

เริ่มต้นแค่ซื้อซิมเติมเงินใหม่จาก TrueMove H ซิมไหนก็ได้เลย

ซื้อแพ็คเกจเสริมใดก็ได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง รับเงินคืนสูงสุด 100 บาท ผ่านแอพ TrueMoney Wallet

จากนั้นทำการโหลดแอพ TrueID และ TrueMoney Wallet สมัครสมาชิกและเข้าระบบได้เลย

  • โหลดแอพ TrueID ได้ฟรี -> iOSAndroid
  • โหลดแอพ TrueMoney Wallet ->  iOS / Android

จากนั้นเข้าแอพ TrueID แล้วกดรับสิทธิ แค่นี้ก็ได้เงินคืนแล้วจ้า

เงินจะคืนเข้ามาที่แอพ TrueMoney Wallet ได้เลยทันที 100 บาท คุ้มสุดๆ แทบไม่ต้องทำอะไรเลย

เงื่อนไขโปรโมชั่นตามนี้เลยจ้า

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ – TrueMove H

The post คุ้มไปไหน !! TrueMove H เปิดตัวซิมเติมเงินรูปแบบใหม่ ซื้อแพ็คเสริม รับเงินคืน 100% ชีวิตดี๊ดี !! appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

กลุ่มนักโฆษณาขอ Apple พิจารณาฟีเจอร์ห้ามตามรอยผู้ใช้ใน Safari ฝั่ง Apple ยืนยันผู้ใช้มีสิทธิในความเป็นส่วนตัว

18 September 2017 - 15:00

ใน Safari บน macOS High Sierra นั้นมีฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Intelligent Tracking Protection หรือ ITP เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้นักโฆษณาติดตามผู้ใช้เพื่อทำโฆษณาให้ตรงเป้าหมายได้ ซึ่งทำให้องค์กรเหล่านักโฆษณาคือ six trade and marketing ส่งจดหมายเปิดผนึกเรียกร้องให้ Apple พิจารณาฟีเจอร์นี้ใหม่อีกครั้ง

ในจดหมายเปิดผนึกนั้นมีใจความสำคัญว่า Safari 11 มีการแทนที่ฟีเจอร์คุกกี้ที่ผู้ใช้กำหนดเองได้ ด้วยฟีเจอร์จัดการคุกกี้ในแบบของ Apple เอง ซึ่งทางองค์กรเห็นว่ามันจะส่งผลร้ายต่อทางเลือกของผู้ใช้และส่งผลร้ายต่อออนไลน์คอนเทนต์ที่ต้องใช้โฆษณาสนับสนุน การบล็อกคุกกี้นี้เป็นหนทางในการแยกแบรนด์และลูกค้าออกจากกัน และจะทำให้การโฆษณาดูเป็นทั่วไป และไม่มีประโยชน์

หลังจากที่จดหมายเปิดผนึกขององค์กร six trade and marketing เผยแพร่ออกไป Apple ก็ได้ตอบกลับมาผ่านเว็บไซต์ The Loop ว่า บริษัทติดตามโฆษณานั้นต้องการสร้างประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ของผู้ใช้แต่ละคนโดยใช้เทคนิคติดตามข้ามเว็บไซต์ที่ไม่ได้รับการยินยอม ซึ่งเป็นสิ่งที่ Apple ต้องการหยุดมัน

Apple เชื่อว่าผู้ใช้มีสิทธิในความเป็นส่วนตัว Safari ถือเป็นเบราว์เซอร์แรกที่บล็อกคุกกี้ของบุคคลที่สามโดยค่าเริ่มต้น และ Intelligent Tracking Prevention นั้นเป็นวิธีล้ำหน้ายิ่งกว่าในการปกป้องความเป็นส่วนตัวผู้ใช้ โดยจะตรวจสอบและทำการลบคุกกี้และข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับการติดตามเพื่อทำให้ผู้ใช้เข้าชมเว็บได้แบบเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ทั้งนี้ ฟีเจอร์ดังกล่าว Apple ชี้แจงว่าไม่ได้บล็อกโฆษณาหรือก้าวก่ายการติดตามบนไซต์ที่ทำถูกต้อง (ทำถูกต้องในที่นี้หมายความว่า ผู้ใช้คลิกและเข้าเว็บจริง ๆ) ดังนั้นคุกกี้ที่เกิดจากการเข้าไซต์ที่ผู้ใช้มีปฏิสัมพันธ์ด้วยฟังก์ชันที่ถูกออกแบบมา และโฆษณาที่แสดงโดยผู้เผยแพร่เว็บเองนั้นจะแสดงตามปกติ

สำหรับฟีเจอร์ดังกล่าว Apple ได้เปิดเป็นค่าเริ่มต้นทั้ง Safari บน macOS และ iOS 11 ถ้าผู้ใช้ต้องการปิดสามารถไปได้ที่ Settings > Safari > Prevent Cross-Site Tracking (สำหรับ iOS) หรือ Safari > Preferences > Privacy > Prevent Cross-Site Tracking (สำหรับ macOS)

กำหนดการปล่อย iOS 11 คือวันที่ 19 กันยายน และ macOS High Sierra คือวันที่ 25 กันยายนตามเวลาสหรัฐฯ (ซึ่งโดยมากมักจะเป็นเที่ยงคืนของวันถัดไปตามเวลาในไทย)

ที่มา – MacRumors (1), (2)

The post กลุ่มนักโฆษณาขอ Apple พิจารณาฟีเจอร์ห้ามตามรอยผู้ใช้ใน Safari ฝั่ง Apple ยืนยันผู้ใช้มีสิทธิในความเป็นส่วนตัว appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Apple ปรับกฎรีวิวแอพบน App Store ใหม่ ห้ามส่งแอพสแกนไวรัส, เด็กต่ำกว่า 13 ไม่ควรใช้ Face ID

17 September 2017 - 20:00

ทุกครั้งก่อน iOS เวอร์ชันใหม่จะปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วไปโหลด Apple มักจะอัพเดต App Store Review Guidelines สำหรับนักพัฒนา เพื่อเป็นการบอกว่าแอพอะไรที่ Apple จะรับ และไม่รับ เพื่อให้นักพัฒนาเข้าใจโดยทั่วกัน โดยกฎใหม่ล่าสุดมีสิ่งที่น่าสนใจ คือ Apple ไม่ให้นักพัฒนาใส่แอพสแกนไวรัสเข้ามาแล้ว

App Store ภาพจากเว็บไซต์ Apple

กฎข้อแรกที่ Apple แก้ไข คือจากเดิมแจ้งว่านักพัฒนาไม่ควรซ่อนฟีเจอร์ไว้ในแอพ เปลี่ยนเป็นการห้ามโฆษณาหรือเขียนในสิ่งที่แอพทำไม่ได้ ตัวอย่างเช่นแอพสแกนไวรัสหรือมัลแวร์ ซึ่งถ้านักพัฒนาคนไหนที่มีพฤติกรรมลักษณะนี้บ่อยจะถูกลบจาก Developer Program ซึ่ง Apple ต้องการทำให้ App Store เป็นระบบที่เชื่อถือได้ และหวังว่านักพัฒนาจะทำตามที่ขอร้อง ซึ่ง Apple เขียนไว้ชัดเจนว่า “ถ้าคุณไม่ซื่อสัตย์ เราไม่ต้องการทำธุรกิจกับคุณ

การสร้างแอพสแกนไวรัสหรือมัลแวร์ถือเป็นแอพหลอกลวงมานาน เดิมไม่มีกฎที่เขียนไว้ชัดเจน แต่ Apple ก็ได้เริ่มดำเนินการลบแอพเหล่านี้ออกจาก App Store ตั้งแต่ปี 2015 และการเขียนกฎดังกล่าวก็เป็นการบ่งบอกชัดเจนว่า Apple ไม่ต้องการให้มีแอพประเภทนี้อยู่บน App Store เพื่อเป็นการป้องกันว่าผู้ใช้ iOS จะเชื่อว่าตัวเองถูกมัลแวร์ (เพราะจริง ๆ แล้วแอพเหล่านี้ไม่สามารถทำงานได้)

นอกจากนี้ App Store ยังได้ออกกฎว่าเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีไม่สามารถใช้ Face ID ในการสแกนใบหน้าบน iPhone X ได้ ดังนั้นแอพที่มีระบบยืนยันตัวตนโดยใช้ Face ID จะต้องมีระบบยืนยันตัวตนแบบอื่นให้เลือกใช้ด้วย

ส่วนในด้านเครื่องมือ ARKit ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับใช้ทำ Augmented Reality นั้น Apple แจ้งว่าแอพที่ใช้ ARKit จะต้องให้ประสบการณ์ AR ในแบบที่ดูสวยงามและผสมผสานเข้ากับตัวแอพเท่านั้น การใส่แค่โมเดลเข้าไปยังวิวใน AR หรือรีเพลย์ภาพเคลื่อนไหวนั้นไม่เพียงพอ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้นักพัฒนาใช้ ARKit เขียนแอพง่าย ๆ ส่งไป

ที่มา – MacRumors

The post Apple ปรับกฎรีวิวแอพบน App Store ใหม่ ห้ามส่งแอพสแกนไวรัส, เด็กต่ำกว่า 13 ไม่ควรใช้ Face ID appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

[เพิ่มเติม] Apple ตอบข้อสงสัย Face ID เกี่ยวกับคนที่ทำศัยกรรม, คนตาบอด และคนโพกผ้าปิดหน้า

17 September 2017 - 12:00

เพิ่มเติมจากข่าวก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับข้อสงสัย Face ID ที่หลาย ๆ คนสงสัยกัน ซึ่ง Craig Federighi ผู้บริหารฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของแอปเปิล ได้ออกมาตอบคำถามกับสื่อเพิ่มเติมหลายข้อด้วยกัน ดังนี้

ถ้าคนที่ทำศัลยกรรมและโพกผ้าทั้งใบหน้า จะสามารถสแกนใบหน้าได้มั้ย ?

Craig ออกมาตอบว่า ถ้าคนที่พึ่งไปทำศัลยกรรมมา หรือโพกผ้าทั้งใบหน้าเห็นแต่ตา 2 ข้าง iPhone X จะไม่สามารถปลดล็อกเครื่องได้ แต่คนที่สวมหมวกกันน็อกที่เห็นส่วนของใบหน้ามากพอ หรือวแค่มีผ้าพันคอ แอปเปิลยืนยันว่าสามารถสแกนใบหน้าได้แน่นอน

สำหรับความคิดเห็นของแอด คิดว่าถ้าเราไปศัลยกรรมมาใหม่ และปลดล็อกหน้าจอไม่ได้ ก็เพียงแค่ใส่ Passcode เข้าไป และไปทำการตั้งค่าใบหน้าอีกครั้งก็น่าจะไม่มีปัญหาแล้ว ส่วนคนโพกผ้าแอดคิดว่ามีพื้นที่น้อยเกินไปที่จะสามารถยืนยันตัวตนได้

ส่วนคนที่สวมหมวกกันน็อกแอดคิดว่าก็จะเหมือนกับคนที่ใส่แว่นตากันแดด คือ ถ้ากระจกหมวกกันน็อกมันไม่มี IR Filter ก็สามารถสแกนใบหน้าได้เหมือนกัน เพราะ Face ID ใช้แสงอินฟราเรดในการตรวจจับใบหน้าของเรานั่นเอง นั่นหมายความว่าถ้ากระจกหรือแว่นมีสารป้องกันแสงอินฟราเรดก็ไม่สามารถสแกนใบหน้าได้เช่นกัน

ถ้าคนตาบอด ไม่สามารถใช้ตาจ้องมองที่ตัวเครื่องได้ แล้วจะปลดล็อกได้หรอ ?

คำถามนี้ถือว่าน่าสนใจเลยทีเดียว ซึ่ง Craig ได้ตอบว่า ได้ เนื่องจากแอปเปิลได้เพิ่มฟังก์ชัน “Attention Detection” ให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าการปลดล็อกด้วย Face ID จะต้องจ้องมองที่ตัวเครื่องหรือไม่ โดยถ้าปิดฟังก์ชันนี้ ก็จะสามารถปลดล็อกได้ถึงแม้เราจะไม่มองหน้าจอ ซึ่งก็จะมีความปลอดภัยลดน้อยลงไปด้วยนั่นเอง

วิธีการปิดระบบ Face ID และ Touch ID ชั่วคราว

Craig ยังเพิ่มเติมเกี่ยวกับปิดระบบ Face ID และ Touch ID ชั่วคราว คือ ในไอโฟนรุ่นเก่า ๆ เราสามารถปิดระบบ Touch ID และบังคับให้ใส่ Passcode ได้ โดยการกดปุ่มปิดเครื่อง 5 ครั้ง ซึ่งสำหรับใน iPhone 8 และ iPhone X เราเพียงแค่กดปุ่มด้านข้าง ทั้งสองข้าง ก็จะปิดระบบ Face ID บน iPhone X หรือ Touch ID บน iPhone 8 และบังคับให้ใส่ Passcode ได้เหมือนกัน

 

ข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ เกี่ยวกับ Face ID
  • ไอโฟนจะบังคับให้ใส่ Passcode ทุกครั้งถ้าไม่มีการปลดล็อกด้วย Face ID เป็นเวลา 48 ชั่วโมง
  • ถ้าสแกนใบหน้าด้วย Face ID ไม่ถูก 2 ครั้ง เครื่องจะบังคับให้ใส่ Passcode ทันที
  • ถ้าสแกนลายนิ้วมือด้วย Touch ID ไม่ถูก 5 ครั้ง เครื่องจะบังคับให้ใส่ Passcode ทันที
  • ไม่มีการส่งข้อมูลใบหน้าใด ๆ ออกจากเครื่อง ข้อมูลจะถูกเก็บอยู่ในเครื่องนั้น ๆ ทั้งหมด
  • แอปเปิลไม่อนุญาตให้นักพัฒนาเข้าถึงข้อมูลความปลอดภัยเกี่ยวกับใบหน้าหรือลายนิ้วมือได้
  • แอปเปิลไม่อนุญาตให้เด็กที่ต่ำกว่าอายุ 13 ปีใช้งาน Face ID
  • แอปที่ใช้ Face ID ในการปลดล็อกหรือใช้ในการยืนยันตัวตน จะต้องมีทางเลือกอื่นให้สำหรับผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปีด้วย
  • สาเหตุที่ต้องปัดหน้าจอขึ้นหลังสแกนใบหน้าแล้ว เนื่องจากบางคนอาจจะต้องการแค่ดูนาฬิกา ถ้าสแกนใบหน้าแล้วเข้าถึงหน้าโฮมเลยอาจทำให้ไม่สะดวกในการใช้งาน

 

ที่มา – 9to5Mac, MacRumorsTechCrunch

 

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Face ID ทั้งหมดได้ที่นี่

 

 

 

https://www.macthai.com/wp-admin/media-upload.php?post_id=58325&type=image&TB_iframe=1

The post [เพิ่มเติม] Apple ตอบข้อสงสัย Face ID เกี่ยวกับคนที่ทำศัยกรรม, คนตาบอด และคนโพกผ้าปิดหน้า appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Apple เตรียมเปิดให้ผู้ใช้เล่นไฟล์ Lossless (*.flac) บน iOS 11 ได้เร็ว ๆ นี้

16 September 2017 - 18:06

หลังจากที่แอปเปิลเปิดตัว iPhone 8, 8 Plus, X และ Apple TV 4K ไปเมื่อไม่กี่วันก่อน ล่าสุดแอปเปิลได้อัพเดท ข้อมูลทางเทคนิค ในส่วนของ การเล่นเสียง ของ iPhone 7, 8, X, iPad Pro, Apple TV 4K ที่ใช้ชิป Apple A10 ขึ้นไป ว่า รองรับการเล่นไฟล์เสียง Lossless (*.flac) แล้ว

ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดีมากสำหรับคนที่ต้องการฟังเพลงความละเอียดสูง อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่สามารถเล่นไฟล์ *.flac บนแอพ Music ไม่ได้ แต่สามารถเล่นไฟล์ *.flac บนแอพอื่น ๆ เช่น VLC, Plex ได้เหมือนเดิม

ส่วนสาเหตุที่แอปเปิลรองรับการเล่นไฟล์ *.flac เฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ชิป Apple A10 ขึ้นไปเนื่องจากแอปเปิลคงกังวลปัญหาเรื่องแบตเตอรี่ขณะเล่นไฟล์เสียงก็เป็นได้ และคาดว่าการฟังเสียงนี้จะต้องใช้หูฟังที่เชื่อมต่อผ่านพอร์ต Lightning หรือพอร์ต 3.5 mm เท่านั้น เนื่องจากหูฟังบลูทูธมี bandwidth ไม่เพียงพอต่อการฟังเพลงคุณภาพสูงขนาดนี้

 

ที่มา – MacRumors

The post Apple เตรียมเปิดให้ผู้ใช้เล่นไฟล์ Lossless (*.flac) บน iOS 11 ได้เร็ว ๆ นี้ appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Apple บอกเอง Face ID สามารถสแกนใบหน้าทะลุแว่นกันแดดได้ และมีระบบปิด Face ID ชั่วคราว

16 September 2017 - 10:00

แอปเปิลเริ่มออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ Face ID เรื่อย ๆ ล่าสุด @yokeremote และ @keithkrimbel สมาชิกเว็บไซต์ MacRumors ได้ส่งอีเมล์ไปถาม Craig Federighi ผู้บริหารฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ของแอปเปิลเกี่ยวกับ Face ID ซึ่งเขาได้ถามทั้งหมด 2 คำถามด้วยกัน

1) Face ID สามารถปลดล็อกขณะเราสวมแว่นกันแดดได้หรือไม่ ?

Craig ได้ออกมาตอบคำถามนี้ว่า สามารถทำได้ แต่ไม่ 100% เนื่องจากแว่นกันแดดส่วนใหญ่ไม่สามารถกรอกคลื่นอินฟราเรดได้ ซึ่งระบบของ Face ID นั้นจะยิงแสงอินฟราเรดไปที่ใบหน้าเพื่อตรวจสอบใบหน้าของเรา เพราะฉะนั้นแสงอินฟราเรดสามารถทะลุผ่านเลนส์ของแว่นกันแดดมายังตาของเราได้นั่นเอง

2) ถ้าโจรขโมยไอโฟน หันตัวเครื่องมาสแกนใบหน้าเรา แล้ววิ่งหนีไปจะทำยังไง ?

สำหรับเหตุการณ์ขโมยไอโฟนและโจรให้เครื่องมาสแกนใบหน้าเราแล้ววิ่งหนีไป Chaig ได้ให้คำแนะนำสำหรับการป้องกันในกรณี 2 ข้อด้วยกัน คือ

  • ให้หลับตาหรือห้ามมองไปที่ไอโฟน จะทำให้ Face ID ไม่สามารถสแกนใบหน้าเราได้
  • หรือให้กดปุ่มด้านข้างตัวเครื่องทั้ง 2 ด้าน ทำให้สามารถปิดไม่ให้ Face ID ทำงานได้ชั่วคราว

ต้องถือว่าฟีเจอร์ Face ID ของแอเปิล ทำการบ้านมีดีจริง ๆ มาดูกันว่า Face ID ในอนาคตจะเป็นอย่างไร จะมีปัญหาหรือจุดอ่อนของระบบหรือไม่ มาดูกัน

 

ที่มา – MacRumors

The post Apple บอกเอง Face ID สามารถสแกนใบหน้าทะลุแว่นกันแดดได้ และมีระบบปิด Face ID ชั่วคราว appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

เฉลย 13 ข้อข้องใจระบบ Face ID ฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อมกับ iPhone X

15 September 2017 - 12:00

หลังจากที่แอปเปิลเปิดตัว iPhone X ซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์ Face ID หลาย ๆ คนก็มีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับระบบใหม่นี้ วันนี้ทีมงาน MacThai จะมาไขข้อข้องใจกันว่าเทคโนโลยี Face ID ของแอปเปิลนั้น ทำงานยังไง มีข้อจำกัดอะไรบ้าง

1) Face ID สแกนใบหน้าของเราได้อย่างไร ?

Face ID นั้นจะใช้แผงกล้องหน้าทั้งหมดที่เรียกว่า TrueDepth บน iPhone X ซึ่งทำงานไปพร้อม ๆ กันแบบ Real-time ซึ่งสามารถมีขั้นตอนที่ซับซ้อนมาก โดยจะอธิบายง่าย ๆ ดังนี้

  • อันดับแรกจะมี Dot Projector ฉายจุดเล็ก ๆ มากกว่า 30,000 จุด ลงมาที่หน้าของเรา
  • จากนั้นวัดความตื้นลึกของใบหน้า และนำไปสร้างโครงสร้างใบหน้าของเราขึ้นมา
  • ถัดมากล้องอินฟราเรดจะอ่านรูปร่างใบหน้าของเราผ่านจุดเล็ก ๆ ที่ Projector ยิงออกมา
  • ส่งข้อมูลทั้งหมดไปที่ Secure Enclave ในชิป A11 Bionic เพื่อไปตรวจสอบว่าใบหน้าของเราตรงกันหรือไม่
  • แต่ถ้าเราอยู่ในที่มืดจะมีเซ็นเซอร์ Flood Illuminator คอยช่วยหาตำแหน่งใบหน้าของเรา

จะเห็นว่าขั้นตอนการปลดล็อกด้วย Face ID ในแต่ละครั้งมันยุ่งยากซับซ้อนมาก จึงทำให้แอปเปิลจะต้องออกแบบชิปประมวลผลใหม่ที่ออกมารองรับ Face ID โดยเฉพาะ นั่นก็คือ Apple A11 Bionic ซึ่งจะทำให้สามารถรันคำสั่งเป็นล้าน ๆ คำสั่งภายในไม่ถึงวินาทีได้นั่นเอง

 

 

2) Face ID ใช้ในที่มืดได้หรือไม่ ?

อย่างที่อธิบายไปข้างต้น คือแอปเปิลได้ใส่เซ็นเซอร์ Flood Illuminator เพื่อจะปล่อยแสงอินฟราเรดเพื่อมาค้นหาจุดที่ยิงออกไปถึงแม้จะอยู่ในที่มืด นั่นหมายความว่า เราสามารถปลดล็อกไอโฟนในที่แสงน้อย หรือห้องที่ปิดไฟมืดสนิทได้แน่นอน

 

3) ใช้ภาพถ่าย หรือหน้ากากปลดล็อกได้มั้ย ?

ต้องตอบเลยว่าไม่ได้แน่นอน !! เพราะแอปเปิลได้คิดมาเป็นอย่างดีแล้วว่า Face ID มีความปลอดภัยมากกว่า Touch ID จึงยอมที่จะตัด Touch ID ออกจาก iPhone X

ส่วนสาเหตุที่ใช้รูปหรือหน้ากากปลดล็อกไม่ได้ นั่นก็คือ ระบบ Face ID นั้นจะสแกนใบหน้าเป็นแบบ สามมิติตามที่ได้อธิบายไว้ด้านบนคือ ตัวเซ็นเซอร์จะยิงจุดมากกว่า 30,000 จุดและวัดความลึกตื้นของใบหน้าของเรา ทำให้การใช้ภาพถ่ายสแกนไม่สามารถปลดล็อกเครื่องได้ ต่างกับ Samsung Galaxy S8 ที่ใช้แค่รูปก็ปลดล็อกได้แล้ว

ส่วนหน้ากาก แอปเปิลได้ทำการทดสอบโดยการผลิตหน้ากากที่เหมือนคนจริง ๆ ขึ้นมา และลองทำการปลดล็อกดู ผลปรากฏว่า Face ID สามารถแยกแยะใบหน้าจริง ๆ ของเจ้าของเครื่องกับหน้ากากได้ ก็เพราะ iPhone X ได้ยิงจุดเล็ก ๆ 30,000 จุด ลงไปบนหน้า และตัวเครื่องตรวจจับได้ว่า มีบางส่วนของใบหน้าไม่เหมือนกับเจ้าของเลยทำให้ปลดล็อกไม่ได้

 

4) ถ้าเราใส่หมวก, ไว้หนวด, ไว้เครา, แต่งหน้า, ใส่แว่นจะสแกนได้มั้ย ?

แน่นอนว่าสแกนได้ เพราะว่าแอปเปิลได้ใส่เทคโนโลยี Machine learning และ Neural engine เข้ามาใน Face ID ด้วยนั่นก็คือ iPhone X จะจดจำใบหน้าของเรา และจะเรียนรู้การเปลี่ยนไปของใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่ว่าเราจะใส่หมวก, ไว้หนวด, ไว้เครา, แต่งหน้า, ใส่แว่นก็สามารถปลดล็อกได้

ด้วยเหตุนี้เองแอปเปิลจึงได้ใส่ชิป Apple A11 Bionic เพื่อมาประมวลผลและรองรับ เทคโนโลยี Machine learning และ Neural engine ของ Face ID โดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม แอปเปิลไม่ได้กล่าวถึงว่า ถ้าเราใส่ “แว่นกันแดด” จะสามารถปลดล็อกเครื่องได้หรือไม่ เพราะว่าการใส่แว่นกันแดดนั้น จะเป็นการปกปิดตาของเรา ซึ่งยังไม่มั่นใจว่าพื้นที่ที่เหลือบนหน้า จะเพียงพอที่แอปเปิลจะอนุญาตให้ปลดล็อกเครื่องหรือไม่ ต้องรอหลังจากที่ iPhone X วางจำหน่ายและมีคนมาทดสอบระบบ Face ID อย่างจริงจัง

 

5) ถ้าเป็นฝาแฝดกัน จะปลดล็อกได้หรือไม่ ?

ก็ขอยืนยันว่าไม่ได้ จริงอยู่ที่ฝาแฝดมีหน้าคล้ายกันมาก แต่อย่างไรก็ตาม ก็จะมีจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ บนใบหน้าที่แตกต่างกัน เช่น อาจจะมีรูปทรงของปากต่างกันเล็กน้อย หรือตาอยู่กันคนละตำแหน่ง Face ID ก็สามารถแยกแยะใบหน้าได้ จากจุดที่ยิงลงไปบนใบหน้ากว่า 30,000 จุดนั่นเอง

6) ถ้าเราหลับหรือมีคนเอาเครื่องมาส่องที่หน้าจะปลดล็อกได้หรือไม่ ?

เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่หลาย ๆ คนสงสัยมาก เพราะมีคนกังวลว่า ถ้าเราหลับอยู่แล้วแฟนเราจะแอบปลดล็อกเครื่องโดยการเอาเครื่องมาส่องที่หน้าเราได้หรือไม่ ? ต้องของตอบเลยว่า “ไม่ !!” เพราะเนื่องจากว่าแอปเปิลจะอนุญาตให้เครื่องปลดล็อกได้เฉพาะตอนที่เรา “ลืมตาและตั้งใจมองหน้าจอเท่านั้น”

นั่นหมายความว่า ถ้าเราหลับตา หรือไม่ได้มองหน้าจอ ก็ไม่สามารถปลดล็อกได้ อย่างไรก็ตามต้องรอผลทดสอบเหตุการณ์ที่คนอื่นยื่นไอโฟนมาที่หน้าเราเพื่อขอให้ปลดล็อกว่าจะได้หรือไม่

 

7) สามารถตั้งค่าให้สแกนได้หลาย ๆ ใบหน้าเหมือน Touch ID ได้มั้ย ?

ถ้าใครเคยใช้ Touch ID จะรู้กันดีว่าสามารถตั้งค่าลายนิ้วมือได้สูงสุด 5 นิ้ว ซึ่งหมายความว่า อาจจะใช้ลายนิ้วมือคนอื่นเพื่อปลดล็อกได้ แต่ Face ID ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะจะสามารถตั้งค่าใบหน้าได้เพียงใบหน้าเดียวเท่านั้น นั่นหมายความว่า ไอโฟนเครื่อวงนั้นสามารถปลดล็อกได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าต้องการจะเปลี่ยนใบหน้าก็ต้องลบใบหน้าเก่าออกก่อน

8) แล้ว Face ID มันปลอดภัยกว่า Touch ID ยังไง ?

จากงานเปิดตัว iPhone X ตอนที่แอปเปิลอธิบายถึงระบบ Face ID แอปเปิลได้เคลมว่า Touch ID มีข้อผิดพลาดหรือโอกาสที่ผู้อื่นจะปลดล็อกเครื่องได้ประมาณ 1 ใน 50,000 ในขณะที่ Face ID มีโอกาสแค่ 1 ใน 1,000,000 เท่านั้น ที่จะสามารถปลดล็อกด้วยใบหน้าคนอื่นได้

 

9) ทำไมบนเวทีถึงต้องบังคับให้ใส่ Passcode ?

เป็นข่าวใหญ่โตหลังจากงานเปิดตัว iPhone X เพราะในช่วงการสาธิตใช้ Face ID ไอโฟนดันไม่สามารถปลดล็อกด้วยใบหน้าได้ และกลับบังคับให้ใส่ Passcode ในการปลดล็อก ซึ่งเป็นที่วิพากย์วิจารณ์อย่างหนักว่า Face ID มันไม่ดีจริงนี่หว่า ทำไมแค่นี้ก็ปลดล็อกไม่ได้

ซึ่งจริง ๆ แล้วระบบของ Face ID นั้นจะมีความปลอดภัยสูงกว่า Touch ID เล็กน้อยก็คือ Touch ID สามารถสแกนลายนิ้วมือผิดได้สูงสุด 5 ครั้ง ในขณะที่ Face ID ผิดได้เพียงแค่ 2 ครั้ง ถ้าทำการสแกนมากกว่านั้นไอโฟนจะบังคับให้ใส่ Passcode ทันทีเพื่อปลดล็อก

ทำให้บนเวทีมีการผิดพลาดทางเทคนิคเล็กน้อย คือ อาจจะมีทีมงานที่เตรียมความพร้อมของเครื่อง และไอโฟนเผลอสแกนใบหน้าของทีมงานเกิน 2 ครั้งทำให้ไอโฟนต้องบังคับให้ใส่ Passcode

 

10) ความปลอดภัยของ Face ID เป็นยังไง ?

ความปลอดภัยของ Face ID ก็จะคล้าย ๆ กับ Touch ID คือ ข้อมูลใบหน้าทั้งหมดจะถูกเข้ารหัส และถูกเก็บอยู่ใน Secure Enclave ในชิป Apple A11 Bionic อีกที และจะไม่ถูกอัพโหลดขึ้น iCloud หรือส่งกลับมาที่เซิฟเวอร์ของแอปเปิล นั่นหมายความว่าข้อมูลใบหน้าทั้งหมดจะถูกเก็บไว้ในเครื่อง ไม่สามารถส่งออกมาข้างนอกได้

11) เวลาปลดล็อกหน้าจอ จำเป็นต้องยกไอโฟนขึ้นมาหรือเปล่า ?

ข้อนี้ก็สามารถตอบคำถามคนที่ใช้ Touch ID และชอบวางไอโฟนไว้บนโต๊ะและใช้นิ้วสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งก็ต้องมีคนสงสัยว่า Face ID จำเป็นต้องยกไอโฟนขึ้นมาให้ขนานกับใบหน้าเพื่อปลดล็อกหรือไม่ ? คำตอบก็คือ “ไม่จำเป็น”  เพราะในงานเปิดตัวแอปเปิลได้โชว์แล้วว่าแค่วางไว้บนพื้น ก็สามารถสแกนใบหน้าได้แล้ว

12) ยืนยันตัวตนเพื่อจ่ายเงิน, ซื้อของบน iTunes, กรอกรหัสได้มั้ย ?

คำตอบก็คือ “ได้เหมือน Touch ID ทุกประการ” ทำให้อุ่นใจได้เลยว่า Face ID ของแอปเปิลปลอดภัยแน่นอน ไม่งั้นแอปเปิลคงไม่อนุญาตให้ใช้ Face ID ในการจ่ายเงินหรอก

ไม่เหมือนระบบสแกนใบหน้าของ Samsung Galaxy S8 ที่ซัมซุงบอกเองว่า มีความปลอดภัยน้อยกว่าการใส่รหัส Passcode ซะอีก แถมไม่อนุญาตให้สแกนใบหน้าเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินด้วย

 

13) ฟีเจอร์ลับที่มีเฉพาะ iPhone X

สำหรับเซ็นเซอร์สแกนใบหน้าบน iPhone X นั้น นอกจากจะนำไปใช้ทำเป็น Animoji แล้ว ยังมีฟีเจอร์ลับอย่างอื่นด้วย นั่นก็คือ เมื่อเราทำการยกไอโฟนขึ้นมาเพื่อมาดู Notification บนหน้า Lock screen ถ้าเป็นไอโฟนรุ่นเก่า ๆ หน้าจอจะดับเองอัตโนมัติภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาที แต่สำหรับ iPhone X นั้นหน้าจอจะติดตลอดเวลา และจะเบาเสียงลงอัตโนมัติ ถ้าเรากำลังอ่านหรือมองหน้าจออยู่ แต่ถ้าละสายตาหรือวางไอโฟนลงหน้าจอก็จะดับทันที

และนี่คือข้อมูลและคำตอบทั้งหมดเกี่ยวกับ Face ID ต้องขอปรบมือให้กับแอปเปิลตรงนี้เลยว่า สามารถพัฒนาระบบสแกนใบหน้าได้อย่างละเอียดประณีต สนใจทุกรายละเอียด และทำออกมาดีกว่าเจ้าอื่น ๆ สุดท้ายก็คงต้องมารอดูรีวิวการใช้งานจริงกันว่า Face ID จะสามารถทำอย่างที่แอปเปิลเคลมไว้หรือไม่ ?

 

เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai

The post เฉลย 13 ข้อข้องใจระบบ Face ID ฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อมกับ iPhone X appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

[ลือ] Apple อาจมีกล่อง AirPods รุ่นใหม่ที่ชาร์จไร้สายได้ ขายแยกในราคา 2,700 บาท

15 September 2017 - 10:00

หลังจากที่แอปเปิลเปิดตัว AirPower ท่านชาร์จไร้สายที่สามารถชาร์จได้ทั้ง iPhone, Apple Watch และ AirPods ได้พร้อม ๆ กัน ซึ่งในงานเปิดตัวแอปเปิลไม่ได้พูดถึง AirPods เลยว่าจะมีรุ่นใหม่หรืออะไรยังไง

แต่ล่าสุดเว็บไซต์ MacPrime [Google Translate] ได้ออกมารายงานว่า แอปเปิลอาจจะวางจำหน่าย เคสสำหรับ AirPods รุ่นใหม่ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ ในราคา 69 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2,700 บาท ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

ซึ่งราคานี้เป็นราคาเดียวกับค่าใช้จ่ายสำหรับการซ่อมหรือเปลี่ยนเคส AirPods ใหม่เมื่อทำการส่งเคลม โดยข้อแตกต่างของตัวเคสรุ่นใหม่ก็คือ จะมีไฟล์ LED บอกสถานะของแบตเตอรี่อยู่ตรงหน้ากล่อง

สาเหตุที่แอปเปิลมีแผนที่จะจำหน่ายเคส AirPods แยก เนื่องจากแอปเปิลอาจไม่ต้องการให้ผู้ที่ซื้อ AirPods ไปแล้วไม่ต้องซื้อหูฟังชุดใหม่ทั้งชุด แต่อาจจะแยกซื้อแค่กล่องเปลี่ยนเปลี่ยนเป็นกล่องชาร์จไร้สายก็ได้

ต้องมาดูกันว่าแอปเปิลจะเริ่มจำหน่ายหูฟัง AirPods รุ่นใหม่เมื่อใด หรือว่าจะวางจำหน่ายพร้อมกับ AirPower ช่วงต้นปี 2018

 

ที่มา – MacRumors

The post [ลือ] Apple อาจมีกล่อง AirPods รุ่นใหม่ที่ชาร์จไร้สายได้ ขายแยกในราคา 2,700 บาท appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners