True ชูแพลตฟอร์ม TRUE VIRTUAL WORLD ทำงานที่บ้าน เรียนที่บ้าน สู้วิกฤต COVID-19

Brand Inside - 23 March 2020 - 17:41

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า กลุ่มทรู ได้พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเป็นทางออกให้กับการทำงานที่บ้าน การเรียนหนังสือจากที่บ้าน และการใช้ชีวิตที่บ้าน และทุกที่ ทุกเวลา ด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ของกลุ่มทรู ที่มีชื่อว่า “TRUE VIRTUAL WORLD” ให้เป็นศูนย์รวมโซลูชั่นที่ครบวงจร มีความปลอดภัยสูง ตอบโจทย์ทุกความต้องการขององค์กรธุรกิจ ภาคการศึกษา โดยจะเปิดให้ใช้งานได้ทันทีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายในช่วงระยะเวลาวิกฤตนี้

แพลตฟอร์ม “TRUE VIRTUAL WORLD” เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่ทรูได้ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพิ่มความสะดวกในการทำงานทรานฟอร์มสู่องค์กรดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมา รวมทั้งการนำประสบการณ์ที่ใช้เทคโนโลยีเข้าร่วมยกระดับภาคการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ทรูปลูกปัญญา การจัดการเรียนการสอนทางไกล การประเมินผลผ่านระบบดิจิทัล คลังคอนเทนต์คุณภาพที่รวบรวมทุกเรื่องการศึกษาและสาระความรู้ รวมถึงความเป็นผู้นำด้านโซลูชั่นเพื่อลูกค้ากลุ่มธุรกิจที่ให้บริการ ทั้งแอปพลิเคชันการสื่อสารภายในองค์กร บริการ Online Conference ระบบจัดเก็บข้อมูลบน Cloud Storage ขนาดใหญ่ รวมถึงโครงข่ายทั้งบรอดแบนด์ 5G/4G

สำหรับ แพลตฟอร์ม “TRUE VIRTUAL WORLD” นี้ ภาคองค์กรธุรกิจ สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ และคนไทย สามารถใช้ได้เพียงเข้าผ่านเว็บไซต์ www.truecorp.co.th ปฏิบัติตามขั้นตอนที่แนะนำ โดยจะแบ่งเป็น 3 ส่วนหลักคือ

  1. TRUE VIRTUAL WORLPLACE  หรือ  VWORK (พร้อมทำงานที่บ้าน และทุกที่ ทุกเวลา) ที่สนับสนุนบริษัทและผู้ประกอบการทุกระดับ ให้ทำงานที่บ้านได้เสมือนอยู่ที่ทำงานจริง ด้วยฟีเจอร์ VIRTUAL WORK  เชื่อมโยงการทำงานในองค์กร ให้ทำงานที่บ้านได้ตลอดเวลา มีการจัดเก็บข้อมูลบนระบบคลาวด์ สามารถสั่งงาน ขออนุมัติ  ส่งรับไฟล์งาน ตั้งกลุ่มและส่งข้อความแชท แจ้งข่าวสำคัญขององค์กร ค้นหารายชื่อพนักงานในองค์กร  มอบหมายและติดตามความคืบหน้าของงาน นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ VIRTUAL CONNECT จัดการประชุมออนไลน์ผ่านเสียง (Voice Call) หรือวิดีโอ (Video Call) ได้ทั้งแบบรายบุคคลและแบบกลุ่มได้สูงสุดถึง 1,500 คน  พร้อมบันทึกคลิปเก็บไว้ได้ในเวลาเดียวกัน
  2. TRUE VIRTUAL LEARN หรือ VLEARN (พร้อมเรียนรู้ที่บ้าน และทุกที่ ทุกเวลา) ที่สนับสนุนองค์กรสถาบันการศึกษาทุกระดับ ทั้งมหาวิทยาลัย วิทยาลัยอาชีวศึกษา และโรงเรียน ให้สามารถบริหารจัดการเรียนการสอน และนิสิต นักศึกษา นักเรียนในสถาบัน ยังสามารถเข้าเรียนออนไลน์ได้จากที่บ้าน และที่อื่น ทุกที่ ทุกเวลา  รวมทั้งยังเข้าถึงข้อมูลความรู้ ตามหลักสูตรการศึกษาของภาครัฐ ตลอดจนวัดและประเมินผลการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยครอบคลุมฟีเจอร์ทั้ง VIRTUAL CONNECT  – ระบบให้ครูและนักเรียนสามารถเรียนออนไลน์เสมือนอยู่ในห้องเรียนจริง สามารถพูดคุยถามตอบได้แบบเห็นหน้า เชื่อมต่อผู้เรียนและผู้สอน เรียนรู้พร้อมกันแบบเรียลไทม์   VIRTUAL CLASS ASSIGNMENT – ระบบสื่อการสอน การสั่งการบ้าน การส่งการบ้าน รวมถึงการประเมินติดตามผลงานระหว่างครูและนักเรียนในชั้นเรียน รวมถึง VIRTUAL CONTENT – ศูนย์รวมความรู้อัจฉริยะ ที่รวบรวมคอนเทนต์ตามหลักสูตรของภาครัฐ ทั้งคลังบทเรียนและคลังข้อสอบ และ VIRTUAL SCHOOL – ระบบบริหารจัดการองค์กรสถาบันการศึกษา สำหรับผู้บริหารสถาบันหรือ องค์กรการศึกษา เพื่อใช้บันทึกข้อมูลโรงเรียนและนักเรียน
  3. TRUE VIRTUAL LIVE หรือ VLIVE (พร้อมใช้ชีวิตที่บ้าน และทุกที่ ทุกเวลา) ที่สนับสนุนคนไทยทุกคนให้ใช้ชีวิตที่บ้านอย่างมีคุณภาพไร้ขีดจำกัด เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ ได้ทุกที่ ทุกเวลา ส่งเสริมทั้งเรื่องการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี อีกทั้ง ยังสนุกกับทุกความบันเทิงผ่านแอปพลิเคชัน TrueID และ TrueID TV ทั้งดูหนังดี ซีรีส์ดัง เชียร์กีฬามันส์ ฟังเพลงฮิต พร้อมสิทธิประโยชน์อีกมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น ยังสะดวกสบายกับการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เสมือนจริง (V-Commerce) ที่ให้การซื้อขายสินค้าออนไลน์ง่ายยิ่งขึ้น ผ่าน Wemall และ Weshop ที่ให้ร้านค้า สามารถลงทะเบียนเพื่อเปิดร้านค้าออนไลน์ และลูกค้าสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพื่อเข้ามาช้อปสินค้าได้ตามความต้องการ พร้อมรับสิทธิพิเศษในการซื้อสินค้าและบริการต่างๆจากทรู นอกจากนี้ ยังใช้ชีวิตการใช้จ่ายที่สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วย ทรูมันนี่ วอลเล็ท แทนการใช้เงินสด เพื่อลดการเสี่ยง COVID-19

นอกจากนี้ ยังมี TRUE VIRTUAL SHARE หรือ VSHARE ที่ให้ทุกคนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทุกที่ ทุกเวลา เปิดพื้นที่ให้มาร่วมแบ่งปันข้อมูลและความรู้ที่น่าสนใจ ตลอดจนคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการป้องการตนเองให้ห่างไกล COVID-19 อีกด้วย

ทั้งนี้ กลุ่มทรู ยังมอบสิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อร่วมสนับสนุนด้านการศึกษาไทยและลูกค้าชาวไทย ได้แก่

  • ลูกค้า ทรูมูฟ เอช รับสิทธิ์ใช้งาน TRUE VIRTUAL WORLD โดยไม่เสียค่าอินเทอร์เน็ต ยิ่งไปกว่านั้น นิสิต นักศึกษา นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา ยังสามารถเข้าถึงแหล่งการเรียนการสอนทางไกล 254 ลิ้งค์ของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา และ 4,286 ลิ้งค์ ของโรงเรียนทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้นกว่า 4,500 ลิ้งค์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • ลูกค้าทรูมูฟ เอช สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน TrueID เพื่อใช้โทรฟรีไปยังทุกเลขหมายทุกเครือข่ายได้นาน 60 นาทีต่อเดือน ในช่วงวิกฤต COVID-19 นี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มาอีกราย Singapore Airlines ยกเลิกเที่ยวบินแทบทั้งหมดถึงปลายเดือนเมษายน

Brand Inside - 23 March 2020 - 17:09

Singapore Airlines เป็นอีกสายการบินที่ยกเลิกเที่ยวบินแทบทั้งหมด หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ผู้โดยสารลดลง รวมไปถึงขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดมากขึ้น เช่น การกักตัว 14 วัน ฯลฯ

Singapore Airlines สิงคโปร์แอร์ไลน์ภาพจาก Shutterstock

Singapore Airlines ได้ออกมาประกาศว่าจะยกเลิกเที่ยวบินถึง 96% จากเที่ยวบินทั้งหมดของสายการบิน และรวมถึงสายการบินราคาประหยัดที่เป็นสายการบินลูกอย่าง SilkAir และ Scoot โดยคาดว่าจะสามารถกลับมาขึ้นบินได้ตามปกติอีกครั้งในช่วงปลายเดือนเมษายน หลังจากวิกฤติ COVID-19 ทำให้การตรวจตราการเข้าเมืองเข้มข้นมากขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย นอกจากนี้นักท่องเที่ยวก็มีปริมาณที่ลดลง ส่งผลให้สายการบินต้องออกมาประกาศมาตรการนี้

บริษัทยังได้กล่าวว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายของสายการบินอย่างมาก นอกจากนี้สายการบินเองยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถกลับมาบินด้วยตารางการบินแบบปกติในช่วงใด โดยสายการบินมองว่าต้องขึ้นอยู่กับหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองในแต่ละประเทศจะยกเลิกมาตรการคัดกรองแบบเข้มงวดเมื่อใด สำหรับเครื่องบินทั้งหมดของสายการบินนั้นจะจอดไว้ชั่วคราว แต่ยังไม่ได้ระบุว่าจะจอดในสนามบินชางงีหรือรวมถึงสนามบินอื่นๆ

ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา Channel News Asia ได้รายงานว่า Singapore Airlines ได้พูดคุยกับสถาบันการเงินเพื่อที่จะขอถอนเงินกู้ออกมาทั้งหมด เพื่อที่จะเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทในช่วงเวลาที่ยากลำบากจากวิกฤติการแพร่ระบาดของ COVID-19 นอกจากนี้สายการบินเองยังลดงบประมาณลงทุน และตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในช่วงนี้

ขณะที่ Goh Choon Phong ซึ่งเป็น CEO ก็ได้ปรับลดเงินเดือนไปแล้วกว่า 15% และได้กล่าวว่า “ช่วงนี้นั้นเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างมากสำหรับ Singapore Airlines”

นอกจากนี้สายการบินยังได้ออกมากล่าวว่าถ้าหากเกิดความย่ำแย่ขึ้นมาจริงๆ แล้วอาจต้องมีมาตรการปรับลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มเติม เพื่อที่สายการบินจะมีสภาพคล่องมากที่สุด รวมไปถึงการเลื่อนรับเครื่องบินจากผู้ผลิตทั้ง Airbus และ Boeing ออกไปชั่วคราวด้วย

ที่มา – Channel News Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ลาก่อนโรงหนัง! ส.โรงภาพยนตร์ในสหรัฐฯ ยืนยัน ถ้ารัฐบาลไม่ช่วย โรงหนังทั้งประเทศล้มละลาย

Brand Inside - 23 March 2020 - 14:52

การขอร้องให้ประชากรเก็บตัวอยู่กับบ้านให้มากที่สุดในช่วงวิกฤตโรค COVID-19 ระบาด ทำให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบพอสมควร หนึ่งในนั้นคือธุรกิจโรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกาที่ตอนนี้ไม่มีรายได้ และอาจล้มละลาย

โรงหนังภาพโดย Alfred Derks จาก Pixabay อุตสาหกรรม 15,000 ล้านเหรียญพังในพริบตา

ภาพรวมตลาดโรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกาตอนนี้มีมูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.95 แสนล้านบาท) มาจากการจำหน่ายตั๋วชมภาพยนตร์ 11,000 ล้านดอลลาร์ และที่เหลือมาจากรายได้อื่นๆ แต่ด้วยปัจจุบัน และหลังจากนี้อีก 3-4 เดือนเป็นอย่างน้อย รายได้จากการจำหน่ายตั๋วแทบจะทำไม่ได้ เพราะไม่มีใครออกมาจากบ้านตัวเอง

John Fithian ประธานสมาคมเจ้าของโรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา เล่าให้ฟังว่า เมื่อไม่มีใครออกมารับชมภาพยนตร์ที่โรง ทำให้โรงภาพยนตร์ไม่มีรายได้ และอาจล้มละลาย หรือร้ายที่สุดคือธุรกิจนี้จะหายไปจากตลาด ยิ่งถ้ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เข้ามาช่วยเหลือ เรื่องเหล่านี้มันก็ยิ่งเกิดเร็วขึ้น

โรงหนังภาพโดย ballardinix จาก Pixabay

“เราไม่รู้ว่าภัยพิบัตินี้มันจะจบลงเมื่อไร และถ้ายังไม่สามารถทำรายได้จากการจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์ได้ มันก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก เพราะเรายังมีค่าใช้จ่ายประจำ เช่นค่าเช่าที่ และค่าสาธารณูปโภคต่างๆ ส่วนพนักงานที่คาดว่ามีราว 1.5 แสนคนทั้งอุตสาหกรรม ตอนนี้ก็ถูกทยอยให้พักงานไปก่อนแล้ว”

ผู้สร้างภาพยนตร์ก็กระทบ แต่หนีไปออนไลน์แทน

เมื่อไม่มีโรงภาพยนตร์ให้นำภาพยนตร์ไปฉาย บริษัทผู้ผลิตภาพยนตร์ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ทางฝั่งนั้นมีท่ามากมายในการเอาตัวรอด เช่นการไปฉายภาพยนตร์ใหม่บนช่องทางออนไลน์ต่างๆ หรือไม่ก็ยอมสูญเสียรายได้ตรงนี้ และเลื่อนฉายออกไปอย่างไม่มีกำหนดไปเลย

โรงหนังภาพโดย sampane จาก Pixabay

อย่างไรก็ตามตอนนี้หลายอุตสาหกรรมในสหรัฐอเมริกาก็ต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาช่วยเหลือธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก, ร้านอาหาร หรืออื่นๆ เพราะต่างก็ไม่มีใครอยากออกมาจากบ้าน และไม่มีใครมีอารมณ์ใช้จ่าย เมื่อเป็นอย่างนี้ถ้ารัฐบาลไม่เข้ามาช่วยเหลือมันก็คงเดินหน้าลำบาก

ธุรกิจโรงภาพยนตร์ในไทยก็แย่เหมือนกัน

ในทางกลับกันโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยก็ไม่สามารถเปิดให้บริการได้เช่นกัน และน่าจะรอการสนับสนุนจากภาครัฐอยู่ ส่วนในธุรกิจความบันเทิงที่ทำตลาดอย่างหนักตอนนี้ก็คงไม่พ้นบริการรับชมภาพยนตร์ออนไลน์ต่างๆ ที่อาศัยว่าทุกคนทำงานที่บ้าน และมาสมัครสมาชิกรับชม

สรุป

ส่วนตัวเชื่อว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์ไม่หายไปจากตลาดง่ายๆ เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ต้องการได้รับความบันเทิงบนหน้าจอขนาดใหญ่ พร้อมระบบเสียงดีๆ แต่ด้วยสถานการณ์แบบนี้มันก็ยากที่จะจูงใจให้พวกเขาเข้ามาเสียเงิน และคงต้องรอมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว

อ้างอิง // Gamespot

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Gucci พร้อมแบรนด์หรูหลายแห่ง ปรับโรงงานช่วยผลิตหน้ากากอนามัย และเจลฆ่าเชื้อ

Brand Inside - 23 March 2020 - 14:22

ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 สิ่งที่มีค่า จำเป็นสำหรับการป้องกันไวรัสคือ หน้ากากอนามัย แต่ปัญหาคือปริมาณหน้ากากอนามัยที่ผลิตได้ ไม่เพียงพอกับความต้องการ

Gucci หนึ่งในแบรนต์ในเครือบริษัท Kering ภาพจาก Shutterstock

ล่าสุด Kering บริษัทแม่ของแบรนด์แฟชั่นชื่อดังระดับโลกอย่าง Gucci, Saint Laurent และ Balenciaga ประกาศเริ่มผลิตหน้ากากอนามัยทันทีที่ได้รับอนุญาต และกระบวนการผลิตพร้อม เพื่อช่วยแก้ปัญหาความขาดแคลนที่เกิดขึ้น

ไม่ใช่แค่การผลิตหน้ากากอนามัยที่โรงงานของตัวเองเท่านั้น แต่ Kering ยังจะมอบหน้ากากหน้ามัยจำนวนกว่า 3 ล้านชิ้นให้กับหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศฝรั่งเศส โดยคาดว่าจะสั่งซื้อและนำเข้ามาจากประเทศจีน

Louis Vuitton หนึ่งในแบรนด์ที่ร่วมแก้ปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลน Photo : Shutterstock

ไม่ใช่แค่ Kering เท่านั้น แต่บริษัทอื่นๆ ทั่วโลกก็มีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาหน้ากากอนามัยขาดแคลนเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ LVMH บริษัทแม่ของ Louis Vuitton ได้ร่วมทำงานกับรัฐบาลฝรั่งเศส เพื่อจัดหาหน้ากากอนามัยจำนวน 40 ล้านชิ้น จากประเทศจีน

ส่วน L’Oreal ผู้ผลิตเครื่องสำอางค์ ได้ใช้โรงงานผลิตน้ำหอมของตัวเอง เพื่อผลิตแอลกอฮอล์เจลสำหรับล้างมือเช่นกัน

ที่มา – Straits times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วิกฤต Subprime 2008 VS COVID-19 2020 | BI Opinion

Brand Inside - 23 March 2020 - 14:08

โดย สุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย
บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด

หลังจากที่ตลาดการเงินทั่วโลกโดยเฉพาะสหรัฐฯ อยู่ในภาวะกระทิงมาถึง 11 ปี ตั้งแต่ปี 2009 – 2019 ตลาดการเงินทั่วโลกก็ต้องมาพบกับภาวะตลาดหมีอย่างจริงจัง ดัชนีของตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่าง S&P 500 ปรับตัวลดลงมาที่ระดับเมื่อตอนเดือนธันวาคม 2018 อีกครั้ง ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ต้องรีบลดดอกเบี้ยนโยบายลงมา โดยประกาศลดดอกเบี้ยแบบฉุกเฉินถึง 2 ครั้งและกดดอกเบี้ยนโยบายลงมาที่ระดับ 0 – 0.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดอีกครั้งเหมือนเมื่อตอนเดือนธันวาคม 2008 ที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับวิกฤต Subprime

ภาพจาก Shutterstock

เรามาย้อนอดีตกันอีกสักครั้งว่าวิกฤต Subprime เกิดขึ้นได้อย่างไร และทางสหรัฐฯ มีแนวทางในการแก้ไขวิกฤตอย่างไร

  1. ชื่อของ subprime ก็บอกอยู่แล้วในตัวของมัน คือมันเป็นหนี้ที่เกิดจากกลุ่มลูกค้าที่มีสถานะทางการเงินที่ไม่ดีพอที่จะกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยปกติ ดังนั้น ลูกค้ากลุ่มนี้จะต้องเสียดอกเบี้ยในระดับสูงกว่าปกติเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์
  2. การกู้เงินในระดับ subprime เพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์มีการขยายตัวอย่างสูงเนื่องจากราคาของอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน เหมือนกับเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อเมื่อไหร่ก็กำไรเมื่อนั้น การควบคุมจากทางภาครัฐก็ยังไม่มี ส่งผลให้หนี้คุณภาพต่ำมีปริมาณที่สูงมาก
  3. นอกจากจะเป็นหนี้ที่คุณภาพต่ำแล้ว ยังมีการเอามาผูกกันและออกเป็นตราสารทางการเงินอย่าง MBS และมีตราสารอนุพันธ์ที่มีพลังทำลายล้างในระดับสูงมาผูกกับสินทรัพย์ตัวนี้อีก
  4. Fed ต้องการที่จะลดความร้อนแรงของตลาดที่อยู่อาศัยลงจึงได้มีการปรับเพิ่มดอกเบี้ยขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราหนี้เสียในกลุ่ม subprime สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  5. เมื่อหนี้เสียเพิ่มขึ้น สถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้กับลูกค้ากลุ่ม subprime ก็โดนปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น สภาพคล่องตึงตัว และทำให้ LIBOR อัตรากู้ยืมเงินระหว่างสถาบันการเงินพุ่งสูงขึ้นจากระดับ 2% มาที่ระดับ 7%
  6. Ben Bernanke อดีตประธาน Fed ยืนยันว่าปัญหา subprime จะไม่ลุกลาม
  7. ในช่วงกลางปี 2008 ปัญหา subprime เริ่มส่งผลต่อตลาดการเงินทั่วโลกอย่างรุนแรง สถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มขาดสภาพคล่อง Fed ต้องเริ่มเข้ามาช่วยเหลือ Fannie Mae และ Freddie Mac หลังจากนั้นไม่นาน Lehman Brothers ก็ล้มละลาย
  8. ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง สภาคองเกรซได้ผ่านงบเงินเพื่อช่วยเหลือธนาคารหรือที่เรียกว่า Bailout เป็นจำนวนเงิน 700,000 ล้านเหรียญ แต่ตลาดก็ยังปรับตัวลดลงอยู่ และมีการอัดฉีดสภาพคล่องออกมาเพิ่มไม่ว่าจะเป็นวงเงินเพื่อช่วยเหลือธุรกิจต่างๆ รวมไปถึงเพิ่มสภาพคล่องในตลาดเงินระยะสั้น ปัญหาที่หนักหนาที่สุดในช่วงนั้นคือ การขาดสภาพคล่อง ทำให้เกิดการเทขายหุ้นและตราสารหนี้อย่างหนักทุกราคา
  9. เดือนธันวาคม 2008 Fed ได้หั่นดอกเบี้ยลงมาที่ระดับ 0 – 0.25% และได้ออกวงเงิน Bailout เพื่อช่วยเหลือธุรกิจในกลุ่มธนาคารและยานยนต์ สหรัฐฯ ผ่านวิกฤตไปได้
  10. เข้าปี 2009 ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ยังปรับตัวลดลงอยู่ แต่พอธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ ผ่าน Stress Test และได้ออกมาตรการ QE ออกมาอีก 3 ช่วงเวลา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และทั่วโลกก็มาถึงจุดเริ่มต้นของตลาดกระทิงรอบใหญ่ถึง 11 ปี

**จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้ตลาดการเงินทั่วโลกผ่านวิกฤต subprime ไปได้คือการอัดฉีดสภาพคล่องของ Fed ทำให้สถาบันการเงินรอดพ้นจากภาวะขาดสภาพคล่อง และสามารถผ่าน Stress Test ได้ เมื่อธนาคารซึ่งเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจที่มีหน้าที่ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมีสถานะที่ดีขึ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนก็กลับมา**

ภาพจาก Shutterstock

ปี 2020 ตลาดการเงินทั่วโลกโดยเฉพาะสินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทั่วโลกอยู่ในสถานการณ์ที่จะเรียกว่า “วิกฤต” ก็คงจะไม่มากเกินไป การระบาดของโรค COVID-19 อยู่ในระดับที่เรียกว่า Pandemic หรือระบาดในระดับโลก ปัจจัยที่ไม่ได้มาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจเหมือนวิกฤตในปี 2008 แต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจในระดับสูงมาก ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจชั้นนำของโลกได้ออกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดและกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง มาดูกันว่าทำอะไรกันไปแล้วบ้าง และจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกในอนาคตอันใกล้

  1. ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed ปรับลดดอกเบี้ยลงมาสู่ระดับต่ำที่สุดที่ 0 – 0.25% อีกครั้ง ส่งผลให้ธนาคารต่างๆ ปรับลดดอกเบี้ยตามลงมา หลายๆ ประเทศรวมถึงไทยมีอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์
  2. นอกจากปรับลดดอกเบี้ยแล้ว ยังมีมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติมอีกทั้งจาก Fed ECB PBoC และ BOJ
  3. รัฐบาลสหรัฐฯ มีแผนที่จะออกแพคเก็จกระตุ้นด้านการคลังชุดใหญ่มูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญ
  4. ประเทศจีนสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้เป็นผลสำเร็จ ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่อวันเหลือเพียง 10 กว่าคน ผู้ติดเชื้อที่อยู่ระหว่างการรักษาและกักตัวลดลงเหลือเพียง 7,000 คน โรงพยาบาลสำหรับรักษา COVID-19 ปิดไปแล้วทั้งหมด จีนเริ่มส่งเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ไปช่วยเหลือประเทศอื่นๆ รวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างหน้ากากอนามัยด้วย
  5. ประเทศเกาหลีใต้ การระบาดของโรคในวงกว้างช้ากว่าที่จีนประมาณ 1 เดือน แต่ก็สามารถควบคุมการระบาดได้อย่างรวดเร็ว จำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันลดลงมาที่ระดับต่ำกว่า 100 คน แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบสาธารณสุขที่ควบคู่ไปกับการอัพเดทสถานการณ์ทำให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ ไม่ตระหนกมากเกินไป รวมไปถึงราคาการตรวจโรคที่เอื้อมถึง ทำให้คนเกาหลีใต้ตื่นตัว เข้ารับการตรวจ และไม่กังวลต่อการระบาดมากเกินควร ซึ่งโมเดลของเกาหลีใต้คงจะเป็นแนวทางที่ประเทศอื่นๆ จะดำเนินรอยตาม
  6. วัคซีนสำหรับโรค COVID-19 จะออกมาภายในปีนี้ สถานการณ์ในตอนนี้ต่างจากครั้งที่โรค SARs ระบาด วัคซีนไม่ต้องเริ่มจาก 0 ดังนั้น วัคซีนน่าจะพัฒนาได้เร็วกว่าพอสมควรและอาจจะออกมาได้เร็วกว่าที่คาดกันไว้
ภาพจาก Shutterstock

เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐฯ ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบเพียงพอ รวมถึงมาตรการทางการคลังที่เข้ามาช่วยธุรกิจทั้งขนาดใหญ่ กลาง และเล็กให้ผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤตนี้ไปได้ ความเชื่อมั่นก็จะค่อยๆ กลับมา เมื่อนั้น ตลาดการเงินทั่วโลกก็จะฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง

ความเชื่อมั่นและศรัทธาคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะผลักดันตลาดการเงินให้ไปข้างหน้าได้ การที่ธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ ผ่าน Stress Test ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนกลับมา ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อการแพร่ระบาดในประเทศต่างๆ เริ่มที่จะควบคุมได้ ภาคการผลิตและบริการกลับมาดำเนินงานได้ตามปกติ การท่องเที่ยวเริ่มคึกคักขึ้น ข่าวความก้าวหน้าของการพัฒนาวัคซีนออกมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อนั้น ความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุนจะกลับมาครับ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เคาะแล้ว! Marriott เตรียมสั่งพักงานลูกจ้างราว 120,000 รายทั่วโลก จ่าย 20% ของเงินเดือน

Brand Inside - 23 March 2020 - 12:29
Marriott International Hotelภาพจาก Shutterstock

ก่อนหน้านี้ The Wall Street Journal รายงานว่า Marriott เครือโรงแรมรายใหญ่ที่สุดในโลก เตรียมพักงานลูกจ้างทั่วโลกหลายหมื่นราย

ล่าสุด โฆษกของ Marriott ยืนยันแล้วว่า ทางเครือโรงแรม Marriott จะสั่งพักงานลูกจ้าง 2 ใน 3 ทั้งในสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และรวมถึงจะสั่งพักงานพนักงานทั่วโลก 2 ใน 3 เช่นกัน

แม้ทาง Marriott จะยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจน แต่หากลองคำนวณคร่าวๆ จะได้ดังนี้

  • พนักงานที่ทำงานในสำนักงานใหญ่มีประมาณ 4,000 คน หากถูกสั่งพักงาน 2 ใน 3 คิดแล้วจะมีพนักงานถูกสั่งพักงานประมาณ 2,666 ราย
  • ส่วนพนักงานทั่วโลกของ Marriott ที่มีอยู่ประมาณ 175,000 คน หากถูกสั่งพักงาน 2 ใน 3 คิดแล้วจะมีพนักงานถูกสั่งพักงานประมาณ 116,666 ราย

เมื่อนำจำนวนของพนักงาน Marriott ที่ทำงานในสำนักงานใหญ่และทั่วโลกมารวมกัน คิดเป็นเลขกลมๆ จะมีพนักงานที่ถูกสั่งพักงานในครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 120,000 ราย

Marriott ระบุว่า คำสั่งพักงานในครั้งนี้จะเกิดราว 60 – 90 วัน โดยพนักงานของทางบริษัทในสหรัฐอเมริกา (ส่วนใหญ่เป็นพนักงานที่ทำงานในสำนักงานใหญ่) และยังคงจะได้รับเงินจำนวน 20% ของเงินเดือนเต็มเท่านั้นในช่วงพักงาน ส่วนสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลยังคงได้รับตามเดิม

ซีอีโอของ Marriott บอกว่า วิกฤตโรคระบาด COVID-19 รอบนี้ส่งผลกระทบที่หนักหนาสาหัสกว่าเหตุการณ์ 9/11 และวิกฤตการเงินปี 2009 รวมกันเสียอีก

ที่มา – WSJ, FOX, Mediaite, Onemileatatime

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ข้าวไม่ขาดแคลน แต่แพงขึ้น สมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงฯ เผย ภัยแล้งทำราคาสูงขึ้น 20-30%

Brand Inside - 23 March 2020 - 11:44

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิด โดยเฉพาะราคาข้าวสารในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 20-30% เนื่องจากภัยแล้ง และความต้องการที่สูงขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโรค COVID-19

Thai Rice ข้าวไทยภาพจาก Shutterstock

สมเกียรติ มรรคยาธร นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย กล่าวว่า ข้าวสารซึ่งเป็นวัตถุดิบของข้าวสารบรรจุถุง มีการปรับราคาไปอยู่ที่ 15 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิมที่มีราคา 12.50 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา และคาดว่าราคาข้าวสารจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน หรือจนกว่าจะมีการเก็บเกี่ยวข้าวล็อตใหม่เข้าสู่ตลาด สาเหตุหลักเกิดจากภัยแล้งในประเทศที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบ 40 ปี

จากปัญหาภัยแล้งที่รุนแรง ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้จึงลดลง 1.5-2 ล้านตัน ทำให้ราคาข้าวสารบรรจุถุงเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2562 ที่ผ่านมา โดยข้าวสารธรรมดาบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัมมีราคา 70-120 บาท ส่วนข้าวหอมมะลิบรรจุถุงขนาด 5 กิโลกรัมมีราคา 160-250 บาท

ภาพจาก Shutterstock

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะเกิดการกักตุนสินค้า ทำให้ข้าวสารบรรจุถุงที่วางขายในห้างสรรพสินค้าหมด แต่ยืนยันว่าจะไม่เกิดการขาดแคลนข้าวสารในประเทศไทยแน่นอน การขาดแคลนดังกล่าวเป็นเพียงการขาดแคลนระยะสั้น เนื่องจากสต็อกสินค้าที่มีน้อย และในปีนี้คาดการณ์ว่าปริมาณการบริโภคข้าวสารในประเทศจะลดลง เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศน้อย

ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ในขณะนี้มีคำสั่งซื้อข้าวสารคุณภาพดีจากหลายๆ ประเทศ เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา เนื่องจากความกังวลในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้ราคาข้าวขาว 5% เพิ่มสูงขึ้นจาก 400 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือประมาณ 13,214 บาท เป็น 480 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือประมาณ 15,862 บาท ซึ่งในปีนี้คาดการณ์ว่าไทยจะส่งออกข้าวสารเป็นจำนวน 7.5 ล้านตัน

ที่มา – Bangkok post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สายการบิน Emirates ยกเลิกเที่ยวบินเกือบทั้งหมด ยืนยันว่ายังไม่ลดพนักงาน

Brand Inside - 23 March 2020 - 11:41

สายการบินยักษ์ใหญ่อย่าง Emirates ประกาศลดเที่ยวบินลงถึง 85% ของเที่ยวบินทั้งหมด หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยว รวมไปถึงรัฐบาลจากประเทศต่างๆ ขอให้ยกเลิกเที่ยวบิน

Emirates Airline สายการบิน เอมิเรตส์ภาพจาก Shutterstock

สายการบิน Emirates ประกาศยกเลิกเที่ยวบินถึง 85% จากจำนวนเที่ยวบินทั้งหมด หลังจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังไม่ชะลอตัวลง ทำให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางในบางประเทศที่มีเส้นทางบินของสายการบินอาจโดนกักตัวเพิ่มอีก 14 วัน ขณะเดียวกันสายการบินจากดูไบรายนี้ยังพบกับแรงกดดันจากรัฐบาลต่างๆ ที่ขอให้ยกเลิกเที่ยวบิน โดยเที่ยวบินส่วนใหญ่ที่จะยกเลิกนั้นจะเริ่มในวันที่ 25 มีนาคมนี้

สำหรับเที่ยวบินที่จะยังดำเนินการต่อไปหลังวันที่ 25 มีนาคม ได้แก่ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และล่าสุดรวมไปถึงเกาหลีใต้ แต่เที่ยวบินคาร์โก้ไว้ขนส่งนั้นสายการบินยังยืนยันว่าให้บริการตามปกติ

นอกจากนี้สายการบินยังยืนยันว่าจะยังไม่มีการปลดพนักงาน แต่จะให้พนักงานลดเงินเดือนพื้นฐานเป็นระยะเวลา 3 เดือน ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง โดยช่วงเงินเดือนที่ลดนั้นอยู่ที่ 25-50% แต่ขณะที่รายได้อื่นๆ ยังไม่ได้ปรับลดแต่อย่างใด  และสายการบินยังได้ลดเงินเดือนพื้นฐานประธานสายการบินลง รวมไปถึงการงดรับพนักงานใหม่ในช่วงนี้ออกไปก่อน เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Emirates ได้เริ่มให้พนักงานลาหยุดโดยความสมัครใจ โดยไม่รับค่าจ้างสูงสุดเป็นเวลา 1 เดือน เป็นมาตรการแรกๆ ในการควบคุมค่าใช้จ่ายของสายการบิน ข้อมูลในปี 2018 นั้น Emirates มีพนักงานมากถึง 1 แสนคน

สายการบินทั่วโลกเริ่มที่จะปรับเที่ยวบินในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าลง ไม่ว่าจะเป็น Turkish Airlines ที่ปรับลดเที่ยวบินลง 85% British Airways ปรับลด 75% ขณะที่สายการบินราคาประหยัดของไทยไม่ว่าจะเป็น Thai Lion Air หรือแม้แต่ AirAsia ก็ยกเลิกเที่ยวบินระหว่างประเทศเป็นการชั่วคราวเพื่อรับมือวิกฤติ COVID-19

ที่มา – CNBC, Gulf News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

McDonald’s ประกาศปิดทุกสาขาในอังกฤษ ไม่ขายอีกต่อไป ซื้อกลับบ้าน-ไดร์ฟทรูก็ไม่ได้

Brand Inside - 23 March 2020 - 11:39
McDonald'sMcDonald’s Photo: Shutterstock

หลังจากที่มีคำสั่งจาก Boris Johnson นายกรัฐมนตรีให้ร้านอาหาร คาเฟ่ ผับ บาร์ต้องปิดให้บริการ และเปลี่ยนไปให้ลูกค้าซื้อกลับบ้านแทน

จากนั้น McDonald’s เชนฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่ก็ประกาศปิดโซนที่นั่งในร้าน (เหมือนกับในสหรัฐอเมริกา) และหันไปให้บริการแบบซื้อกลับบ้าน (takeaway) และไดร์ฟทรูเท่านั้น

  • แต่นับตั้งแต่วันจันทร์ที่ 23 มีนาคมนี้เป็นต้นไป McDonald’s ตัดสินใจครั้งใหญ่ สั่งปิดสาขาหน้าร้านทั้งหมด 1,270 แห่งทั่วสหราชอาณาจักร ไม่ให้บริการอีกต่อไป ลูกค้าจะซื้อกลับบ้านหรือไดร์ฟทรูก็ไม่ขาย โดยให้เหตุผลว่า ต้องการปกป้องพนักงานของตนเอง หวั่นเกรงว่า COVID-19 อาจจะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงไปมากกว่านี้

McDonald’s มีพนักงานทั้งหมดกว่า 135,000 ทั่วสหราชอาณาจักร ซึ่งการสั่งปิดหน้าร้านทุกแห่งในครั้งนี้ พนักงานจะยังคงได้รับค่าจ้าง 5 ชั่วโมงต่อวันไปจนถึงวันที่ 5 เมษายนนี้

Paul Pomroy ซีอีโอของ McDonald’s ในสหราชอาณาจักร นี่คือการตัดสินใจที่ยาก แต่หลังจากนี้ทางบริษัทจะยังคงร่วมทำงานต่อไปกับชุมชนเพื่อจัดหาดูแลอาหารและเครื่องดื่มให้กับผู้คนในแต่ละท้องถิ่นต่อไป

An update from McDonald’s UK and Ireland — See you soon pic.twitter.com/43moFRrWRR

— McDonald's UK (@McDonaldsUK) March 22, 2020

ที่มา – BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Bill Gates: ปิดประเทศหนีไวรัสช่วยฟื้นตัวเร็ว แต่ถ้าประเทศกำลังพัฒนา ศก. จะกระทบหนัก

Brand Inside - 22 March 2020 - 20:43

Bill Gates เล่าเรื่องผ่าน reddit ว่าเขามีโอกาสศึกษาเรื่องโรคไข้หวัดใหญ่ อีโบลา และโควิด-19 รวมถึงที่มาของโรคระบาดมาหลายปีแล้ว เขาเรียนรู้ว่ามันควรจะป้องกันอย่างไร เราควรรับมือกับพวกมันอย่างไร ซึ่งมูลนิธิเกตส์เองก็เคยบอกว่าจะทุ่มเงินช่วยรับมือโควิด-19 ที่กำลังระบาดอยู่ทั่วโลกมากถึง 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 3.2 พันล้านบาท

จากนั้น Gates ก็เล่าว่าเขากำลัง remote work อยู่ (หรือทำงานระยะไกลจากที่อื่นที่ไม่ได้เข้าออฟฟิศ เช่น work from home) กับทีมลีดของมูลนิธิเกตส์ เพื่อที่จะสื่อให้โลกหันมาเน้นทำงานจากบ้านเถอะเพื่อให้ผู้คนปลอดภัยจากโควิด-19 ระบาด ซึ่งก่อนหน้านี้ Gates ก็เพิ่งลงจากตำแหน่งจากบอร์ดของ Microsoft และ Berkshire Hathaway เพื่อไปมุ่งพัฒนางานในมูลนิธิของเกตส์เอง การรับมือกับโรคระบาดก็ถือเป็นงานหลักที่เขาจะมุ่งไป

 

จากนั้นก็พูดถึงสิ่งที่เขาเคยเตรียมตัวสำหรับโรคระบาดตั้งแต่ปี 2015 ก่อนจะขึ้นเวที Ted Talk พูดถึงประเด็นการรับมือกับโรคระบาดว่า มนุษย์ยังเตรียมตัวน้อยไปกับเรื่องนี้ เขาบอกไว้ในตอนนั้นว่า ถ้าจะมีอะไรที่จะสามารถสังหารคนได้มากถึง 10 ล้านคนใน 10 ปีข้างหน้ามันก็น่าจะเป็นเชื้อไวรัสมากกว่าสงคราม

ไม่ใช่ขีปนาวุธแต่เป็นเชื้อโรคต่างหาก

เราลงทุนมากมายมหาศาลเพื่อป้องกันขีปนาวุธ ป้องกันนิวเคลียร์ แต่เราลงทุนน้อยมากกับการรับมือกับระบบที่จะยับยั้งโรคระบาดได้ เราไม่พร้อมสำหรับโรคระบาดครั้งถัดไป ลองดูอีโบลาสิ ผมเชื่อว่าคุณรับรู้ข้อมูลข่าวสารผ่านหนังสือพิมพ์ ผมพยายามติดตามเรื่องนี้ พยายามหาทางกำจัดโรคโปลิโอ

(โรคโปลิโอเกิดจากไวรัสโปลิโอ อาศัยอยู่แต่ในร่างกายมนุษย์เท่านั้น ไวรัสนี้ติดมาจากการขับของเสียของผู้ป่วยที่ติดเชื้อฯ หรือเมื่อไอ จาม และแพร่กระจายผ่านสัมผัสเชื้อที่ปนเปื้อนมาในอาหาร/ น้ำ หรือสัมผัสกับผู้ป่วยโรคนี้โดยตรง)

Gates พูดถึงระบบที่ไม่พร้อม ไม่มีกลุ่มนักระบาดวิทยาที่จะสามารถลงพื้นที่ที่มีโรคระบาดได้ทันที แม้จะมีบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นอาสาสมัครรับหน้าที่ด้านนี้ไป แต่มันก็ไม่ใช่การรับมืออย่างทันท่วงที ซึ่งถือว่าเป็นความล้มเหลวของโลก จากนั้นก็พูดถึงหนังสมัยปี 2011 เรื่อง Contagion ที่มีทีมลงพื้นที่ทันที แต่นั่นก็เป็นเพียงหนังฮอลลีวูด ไม่ใช่โลกจริง

ความไม่พร้อมรับมือกับโรคระบาด จะเป็นสาเหตุให้คนตายมหาศาล

จากนั้น Gates ก็พูดถึงโรคอีโบลา (Ebola โรคติดต่อเกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลา มีความรุนแรงอันตรายถึงชีวิต ระบาดครั้งแรกที่สาธารณรัฐคองโก เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัส จะสร้างความเสียหายแก่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและอวัยวะสำคัญต่างๆ ในที่สุดแล้ว เซลส์การแข็งตัวของเลือดต่ำ นำไปสู่ภาวะเลือดออกรุนแรงไม่สามารถควบคุมได้) โรคอีโบลานี้ ภายใน 428 วัน มีคนเสียชีวิตราว 10,194 ราย ลุกลาม 3 ประเทศแอฟริกาตะวันออก

Gates บอกว่ามี 3 เหตุผลที่ทำให้โรคระบาดอีโบลา ไม่ระบาดเพิ่มขึ้นคือ หนึ่ง เพราะมีบุคลากรทางการแพทย์ทำงานอย่างกล้าหาญ สอง ธรรมชาติของไวรัส มันไม่ได้แพร่ระบาดได้ในอากาศ เมื่อได้รับเชื้อคนก็จะป่วย ล้มหมอนนอนเสื่อ สาม มันไม่ได้แพร่ระบาดในเขตเมือง มันจึงเป็นความโชคดี เพราะในตัวเมืองคนรวมตัวอยู่กันเยอะ

แต่ไม่ได้หมายความว่ารอบหน้าที่มีไวรัสระบาดอีก เราจะโชคดี คุณอาจจะต้องเจอกับเชื้อไวรัสที่คนสุขภาพดีสามารถติดเชื้อได้ จากนั้นเขาก็ขึ้นเครื่องบิน หรือไปเดินตามตลาด ธรรมชาติของไวรัสมีทั้งในแบบของอีโบลา มีทั้งในแบบของการก่อการร้ายทางชีวภาพ (bioterrorism)

Bill Gates, Melinda Gates (ภรรยาบิล เกตส์) ในชุดป้องกันเชื้อโรค ภาพจาก GatesNotes

แต่ถ้ามันเป็นแบบในอดีตอย่างไข้หวัดใหญ่สเปน (Spainish Flu) ที่มีมาตั้งแต่ปี 1918 ที่แพร่ระบาดได้ในอากาศ มันจะระบาดอย่างรวดเร็วมาก ภายใน 263 วัน เสียชีวิตแล้ว 33,365,533 ราย นี่จึงเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความใส่ใจ เราสามารถสร้างระบบป้องกันที่ดีได้ เพราะเรามีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เราผลิตยา ดูแผนที่ ดูการเคลื่อนย้ายของคนได้ เรามีเครื่องมือ แต่เราจำเป็นต้องเตรียมพร้อม เราต้องจัดการกับโรคระบาด

สิ่งแรก เราต้องมีระบบสาธารณสุขที่ดีในประเทศที่ยากจน ให้แม่สามารถคลอดลูกได้อย่างปลอดภัย ให้ลูกได้รับวัคซีนป้องกันโรค สอง เราต้องการกลุ่มคนทำงานทางการแพทย์ สาม เราต้องจับคู่ทหารกับบุคลากรทางการแพทย์ให้ทำงานร่วมกันเพื่อที่จะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเป็นระบบโลจิสติกส์ที่ปลอดภัย

สี่ เราต้องทำแบบจำลองที่สะท้อนให้เห็นว่าเป็นเกมแบบเชื้อโรค ไม่ใช่เกมแบบสงคราม (เกมแบบเชื้อโรค สมมติว่าคนสุขภาพดีคนหนึ่งติดเชื้อเดินทางไปที่ไหน ก็สามารถแพร่เชื้อต่อได้ในคนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน แพร่ระบาดเชื้อโรคต่อไปอีก 2 คนขึ้นไป เป็นต้น) ห้า ยกระดับการวิจัยและพัฒนาวัคซีนและการวินิจฉัยโรค

World Bank เคยประเมินว่า ถ้ามีโรคระบาดทั่วโลกเราต้องใช้เงินมากถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 97 ล้านล้านบาท การวิจัยพัฒนาเหล่านี้จะช่วยให้เกิดความเท่าเทียมทางสาธารณสุขโลก และทำให้ผู้คนปลอดภัย ถ้าเราเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ (ปี 2015) เราเตรียมพร้อมแน่สำหรับการรับมือโรคระบาดครั้งใหม่

สาเหตุที่ Bill Gates แนะนำให้ปิดประเทศ หากคิดจะรับมือกับไวรัสให้ไวที่สุด

ก่อนจะแนะนำให้ปิดประเทศ มีผู้คนเข้าไปซักถามเขาใน Reddit ว่า หากประเทศสหรัฐอเมริกานิ่งเฉย ไม่ทำอะไรเลย จะทำให้คนเสียชีวิตมากมายถึง 4 ล้านคน แต่ถ้าใช้ยุทธศาสตร์เพื่อบรรเทาการระบาดของโรคได้ ​(mitigation strategy) เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) และการทำให้อัตราคนติดเชื้อน้อยลง (flattening the curve) จะทำให้คนอเมริกันเสียชีวิตราว 1-1.2 ล้านคน

ถ้าใช้ยุทธศาสตร์ในการปราบปราม (suppression strategy) คือการชัตดาวน์หรือปิดหมดทุกอย่างเป็นเวลา 18 เดือน อาจทำให้ผู้คนเสียชีวิตไม่กี่พันคน (อ้างอิงจากงานนี้ Imperial College COVID-19 Response Team) ประเด็นนี้ Gates ตอบว่ามันดูเป็นโมเดลที่ติดลบมากไปหน่อย ซึ่งจากประสบการณ์ที่จีนทำ คือการชัตดาวน์หรือการปิดทุกอย่างก็สามารถลดจำนวนการติดเชื้อได้จริง ซึ่งเขาบอกว่า Imperial Model ที่ยกมา ไม่ค่อยสอดคล้องตามที่จีนทำเท่าไร

Gates เห็นว่าโมเดล social distancing หรือการ shut down นั้นได้ผล เพราะถ้าไม่ใช้มาตรการนี้ เชื้อโรคจะแพร่กระจายหนักกว่าเก่า โรงพยาบาลจะทำงานหนัก สิ่งที่ต้องทำคือหลีกเลี่ยงปัญหาที่ทำให้โรคระบาดขึ้น

ขณะที่คำถามที่ว่าวิฤตนี้ สิ่งที่จะทำให้มีความหวังขึ้นมาได้คืออะไร Gates ตอบว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ในประเทศที่ร่ำรวย การทดลองทำ social distancing หรือการเว้นระยะห่างจากสังคม หรือที่เขาเรียกว่าเป็นการ shut down สัก 2-3 เดือนจะได้ผลดีในประเทศที่ร่ำรวย แต่ถ้าประเทศที่กำลังพัฒนาทำเช่นนั้น เขากังวลว่าการ shut down จะทำลายเศรษฐกิจให้แย่ลงกว่าเก่า

แต่ถ้าบางประเทศที่รับมือได้ดีจะทดลองปิดประเทศสัก 10 สัปดาห์ (หรือประมาณ 2 เดือนครึ่ง) ก็อาจจะทำให้ฟื้นฟูกลับมาได้และคนติดเชื้อน้อยลงเหมือนจีน

ที่มา –  reddit

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แบงก์ชาติวางมาตรการเสริมสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ไทย หลังตลาดผันผวนหนัก

Brand Inside - 22 March 2020 - 15:56

ธนาคารแห่งประเทศไทยเตรียมมาตรการพิเศษเพื่อเสริมสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ไทย หลังจากที่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีความผันผวนสูงจากสภาพคล่องที่ต่ำ

Thai Bank Note ธนบัตรไทยภาพจาก Shutterstock

วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึง การออกมาตรการเสริมสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ของไทย หลังจากเรื่องกองทุนรวมตราสารหนี้บางกอง ได้ขายตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาลออกมา เพราะว่านักลงทุนได้เร่งไถ่ถอนออกมา โดยได้กล่าวว่าพร้อมใช้มาตรการเพื่อที่จะทำให้ตลาดตราสารหนี้เกิดความปกติ

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ยังได้กล่าวว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทย รวมไปถึงกระทรวงการคลังกังวลในสิ่งที่เกิดขึ้นจากปัญหาสภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ของไทย เพื่อลดความกังวล และไม่ให้สร้างความเสียหายต่อตลาดตราสารหนี้

โดยในช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงการเร่งไถ่ถอนกองทุนรวมตราสารหนี้ในระยะเวลาสั้นๆ ส่งผลทำให้กองทุนต้องเร่งขายตราสารหนี้ ในสภาพตลาดตราสารหนี้มีปริมาณการซื้อขายที่เบาบาง ส่งผลทำให้หน่วยลงทุนและตลาดตราสารหนี้มีความผันผวน และยิ่งราคาของหน่วยลงทุนลดลง ส่งผลทำให้นักลงทุนยิ่งเร่งแห่ขายหน่วยลงทุนออกมา

โดยธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินต่างๆ มีมาตรการ 3 ด้าน ได้แก่

  1. ธนาคารแห่งประเทศไทย จะจัดตั้งกลไกลพิเศษกับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในกองทุนตราสารหนี้และกองทุนตลาดเงิน (Money Markets) และจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าสภาวะตลาดจะกลับมาปกติ
  2. สภาคมธุกิจประกันภัย กบข. ธนาคารออมสิน ฯลฯ จะจัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องเพื่อลดความเสี่ยงในตลาดตราสารหนี้ ขนาดกองทุนประมาณ 70,000 ถึง 100,000 ล้านบาท ไว้สำหรับตราสารหนี้เอกชนคุณภาพดี สามารถระดมทุนได้ตามปกติ โดยกองทุนจะซื้อตราสารหนี้เพิ่มเติมถ้าหากเอกชนระดมทุนได้ไม่พอ ทำให้เอกชนสามารถต่ออายุ (Roll Over) ออกไปได้
  3. ธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันว่าพร้อมจะเข้าเสริมสภาพคล่องในตลาดพันธบัตรของรัฐบาล เพราะไม่งั้นแล้วจะกระทบกับตราสารหนี้ของเอกชนด้วย

ก่อนหน้านี้ในช่วง 13-20 มีนาคมที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย ได้เข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลไปแล้วกว่า 100,000 ล้านบาท และนอกจากนี้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า จะงดออกพันธบัตรระยะสั้นของธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อที่จะเพิ่มสภาพคล่องในตลาดด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เซเว่น อีเลฟเว่น ประกาศรับสมัครพนักงานเดลิเวอรี่ 20,000 รายทั่วประเทศ ส่งของในช่วงวิกฤต COVID-19

Brand Inside - 22 March 2020 - 14:54

จากสถานการณ์ COVID-19 ในปัจจุบัน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย จึงประกาศรับสมัครทีมงานเพื่อให้บริการขนส่งสินค้า Delivery จาก ร้านเซเว่นฯ ถึงมือประชาชนที่บ้านพักอาศัย จำนวน 20,000 อัตราทั่วประเทศ

การรับพนักงานเดลิเวอรี่หลักหมื่นรายในครั้งนี้ เซเว่นฯ บอกว่า จะทยอยรับอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการขยายบริการเดลิเวอรี่ จากเดิมที่มีอยู่ 1,500 สาขา เพิ่มให้เป็นทุกสาขาทั่วประเทศไทยในอนาคต

เซเว่น อีเลฟเว่น ระบุว่า การเปิดรับสมัครพนักงานเดลิเวอรี่ในครั้งนี้ บริษัทต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวกด้านการบริการส่งสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันผ่านแอพลิเคชั่น 7-Eleven Delivery โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งพนักงานและผู้บริโภคเป็นสำคัญ รวมทั้งเพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีงานทำ และผู้ประสบปัญหาการว่างงานจากภาวะวิกฤตครั้งนี้ด้วย

คุณสมบัติที่ต้องการ
  • อายุ 18 ปีขึ้นไป
  • วุฒิ ม.3 – ปริญญาตรี
  • สามารถทำงานเป็นกะได้
  • มีใบขับขี่รถจักรยานยนต์
  • มีรถจักรยานยนต์ (จะพิจารณาเป็นพิเศษ)
ติดต่อได้ดังนี้
  • กทม.ปริมณฑล : 091-004-9909, 091-004-9681
  • ภาคกลาง : 091-004-7615/ ภาคเหนือ : 091-004-7610
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : 091-004-7607, 091-004-7609
  • ภาคตะวันออก : 091-004-7604, 091-004-7605
  • ภาคใต้ : 091-004-7611 – 14

ที่มา – CP ALL

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รับงานหนัก COVID-19! โรงแรม The Quarter Residence เปิดให้แพทย์-พยาบาล เข้าพักฟรี

Brand Inside - 22 March 2020 - 14:20

ช่วงนี้เป็นงานหนักของแพทย์, พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์จริงๆ เพราะ COVID-19 ระบาดอย่างรวดเร็วในประเทศไทย และเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ทาง The Quarter Residence ก็เปิดให้ทีมรักษาได้เข้าพักฟรีแล้ว

The Quarter Residence

ถึงขั้นปิดเพื่อให้แพทย์-พยาบาลโดยเฉพาะ

เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับแพทย์, พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ โรงแรม The Quarter Residence ได้ปิดไม่ให้คนภายนอกเข้าพักชั่วคราว เพื่อให้บริการที่พักสำหรับแพทย์, พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะไม่ต้องการให้พวกเขาเหนื่อยล้าจากการเดินทางกลับบ้าน

สำหรับโรงแรม The Quarter Residence เป็นที่พักขนาดเล็ก มีทั้งหมด 4 ห้อง 15 เตียง อยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS พญาไท 150 ม. โดยโรงพยาบาลที่ค่อนข้างใกล้กับโรงแรมคือโรงพยาบาลราชวิถี, พญาไท, มิชชั่น, พระมงกุฏฯ และตำรวจ

The Quarter Residence

ส่วนแพทย์, พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องการเข้าพักจะต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชน และบัตรประจำตัวจากโรงพยาบาลต้นสังกัด สามารถติดต่อ และจองห้องพักได้ที่ www.TheQuarterBangkok.com, โทร. 092-279-9972 และ LINE: @QuarterResidence

ทั้งนี้ตัวโรงแรม The Quarter Residence นั้นไม่มีที่จอดรถ และก่อนหน้านี้ทางโรงแรมได้เปิดให้ผู้จองห้องพักสามารถยกเลิกห้องพักโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Bangkok Airways ประกาศหยุดบินระหว่างประเทศทุกเส้นทาง พร้อมคืนเงินให้ผู้โดยสาร มีผลพรุ่งนี้ทันที

Brand Inside - 21 March 2020 - 21:04
Bangkok AirwaysBangkok Airways Photo: Shutterstock ยกเลิกทุกเส้นทางระหว่างประเทศ ผู้โดยสารขอคืนเงินได้

สายการบิน Bangkok Airways ประกาศหยุดบินทุกเส้นทางระหว่างประเทศเป็นการชั่วคราว นับตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคมนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

ทางสายการบินระบุว่า ผู้โดยสารสามารถขอรับเงินคืนได้โดยติดต่อที่คอลเซ็นเตอร์เบอร์ 1771 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือสำนักงานออกบัตรโดยสารบางกอกแอร์เวย์สทั่วประเทศ ส่วนกรณีผู้โดยสารที่ออกบัตรโดยสารผ่านทางสำนักงานตัวแทนจำหน่าย กรุณาติดต่อโดยตรงได้ที่ตัวแทนจำหน่าย

Bangkok Airways

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

นึกว่าอยู่บ้านจะฟังเพลง เปิดข้อมูล Spotify คนสตรีมเพลงน้อยลง ช่วงกักตัวอยู่บ้าน

Brand Inside - 21 March 2020 - 19:07
SpotifySpotify Photo: Fixelgraphy on Unsplash กักตัวอยู่บ้านเพิ่มขึ้น แต่ยอดสตรีมเพลงลดลง

หนึ่งในมาตรการที่หลายประเทศซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 อย่างรุนแรง คือการที่รัฐบาลต้องประกาศให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้าน

แน่นอนว่า เมื่อกักตัวอยู่ในบ้าน กิจกรรมความบันเทิงต่างๆ ย่อมถูกจำกัดพื้นที่ลง หลายคนอาจจะคิดว่ากิจกรรมเพิ่มความผ่อนคลายอย่าง “การฟังเพลง” ย่อมจะเป็นหนึ่งในวิถีทางที่หลายคนทำเมื่อกักตัวอยู่บ้าน

แต่ทว่า ข้อมูลจาก Spotify บอกเราอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากประชาชนในหลายประเทศที่มีความเสี่ยงต่อ COVID-19 ในระดับสูงไม่ได้ฟังเพลง (สตรีมเพลง) เพิ่มมากขึ้นอย่างที่คิด

  • อิตาลี: ในเดือนกุมภาพันธ์ ยอดการสตรีมเพลงอยู่ที่ 18.3 ล้านครั้งต่อวัน แต่หลังจากที่รัฐบาลอิตาลีประกาศให้ประชาชนต้องกักตัวอยู่บ้าน ยอดสตรีมเพลงลดลงถึง 23% เหลือเพียง 14.4 ล้านครั้งต่อวัน
  • สหรัฐอเมริกา: ยอดสตรีมเพลงช่วงมีมาตรการให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านลดลง 13.3% เหลือเพียง 77 ล้านครั้งต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ยังไม่มีมาตรการ
  • สเปน: ยอดสตรีมเพลงช่วงมีมาตรการให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านลดลง 12.7% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ยังไม่มีมาตรการ
  • สหราชอาณาจักร: ยอดสตรีมเพลงช่วงมีมาตรการให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านลดลง 10.5% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ยังไม่มีมาตรการ
  • ฝรั่งเศส: ยอดสตรีมเพลงช่วงมีมาตรการให้ประชาชนกักตัวอยู่บ้านลดลง 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้าที่ยังไม่มีมาตรการ

อย่างไรก็ตาม ยอดสตรีมเพลงที่นำมาคิดคำนวณทั้งหมดนี้คือยอดสตรีมเพลง Top 200 อันดับแรกเท่านั้น

ที่มา – Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จับตาสัปดาห์ที่ 2 โรงงานหน้ากากอนามัย CP เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง

Brand Inside - 21 March 2020 - 16:55

หลังจากเจ้าสัวธนินท์ เครือ CP ประกาศ 5 สัปดาห์สร้างโรงงาน 100 ล้าน ผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อแจกฟรี และเมื่อจบช่วงเวลาวิกฤต Covid-19 จะยกให้ รพ.จุฬาฯ

ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา งานก่อสร้างโรงงานหน้ากากอนามัย เริ่มเป็นรูปเป็นร่างเริ่มได้เห็นหน้าตาของ Corridor ที่งานโครงสร้างและงานปูพื้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมกับติดตั้งผนังกั้นห้องและฝ้าเพดาน เพื่อจัดทำห้อง Clean Room และยังมีงานอื่นๆ อาทิ งานโครงสร้างภายในของลิฟต์โดยสาร, งานรื้อถอนเดิมยังคงมีอยู่, เพื่อติดตั้งหน้าต่างรูปแบบใหม่ งานติดตั้งระบบรางไฟฟ้า พร้อมงานผลิต Pipe bridge สำหรับเดินสายไฟข้ามถนน เป็นต้น

ส่วนของฝ่ายไอทีทำงานคู่ขนาน ภายใต้โจทย์ที่ว่า ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส โดยมีการออกแบบระบบตรวจนับหน้ากาก หลังจากผ่านเครื่องตรวจสอบคุณภาพ เพื่อให้รู้จำนวนที่ผลิตได้แบบเรียลไทม์ และการจัดเก็บสต็อคว่า ผลิตแล้วเสร็จกี่อัน คงเหลือในสต็อคกี่อัน เพื่อรองรับการออกแบบระบบแจกจ่ายที่จะต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ คาดว่าจะใช้เวลาเขียนซอฟต์แวร์ ประมาณ 3 สัปดาห์ ซึ่งจะเสร็จทันส่วนของเครื่องจักรพอดี

สำหรับการเขียนซอฟต์แวร์โดยกลุ่มทรู แอสเซนต์กรุ๊ป ทำงานผ่าน Work from Home ทำงานและประชุมกันผ่านระบบ VDO Conference เพื่อเขียนโปรแกรมให้ทันเวลา

อีกส่วนหนึ่งที่ดูเหมือนเล็กๆแต่สำคัญมาก นั่นคือลวดที่ใช้หนีบจมูก ไม่ให้เกิดช่อง เวลาสวมหน้ากากอนามัยให้คลุมทั้งจมูกและปาก ขอบที่มีลวดอยู่ด้านบนสันจมูกและรอยจีบพับคว่ำลง ใช้แล้วทิ้ง หากใครสั่งซื้อหน้ากากอนามัยต้องดูส่วนนี้ให้ดี หากเลือกวัสดุมาทำส่วนหนีบจมูกไม่ดี เวลาใส่จะไม่แนบสนิท ซึ่งซีพี ได้ศึกษาเรื่องวัสดุทางเลือกหลายชนิด เพื่อให้กดแนบจมูกได้สนิท ไม่มีอากาศเล็ดลอด ซึ่งได้ทดสอบ และสั่งซื้อลวดที่ใช้ในส่วนหนีบจมูกไว้แล้ว

ศิริเดช บุญแสง คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)กล่าวว่า ซีพีเลือกใช้ลวด ที่มีตัวล็อคหัวท้าย เพื่อป้องกันไม่ให้แกนเหล็กเลื่อนไปมา ป้องกันอันตรายจากผู้ใช้งาน โดยระบบจะตรวจสอบอัตโนมัติว่า ลวดอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่ จะเห็นได้ว่าแม้เรื่องเล็กๆก็สำคัญ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

พิซซ่าคอม, เบอร์เกอร์คิง, ซิซซ์เล่อร์, สเวนเซ่นส์, แดรี่ ควีน,​ บอนชอน ปรับตัวเน้นลูกค้าสั่ง Delivery มากขึ้น

Brand Inside - 21 March 2020 - 16:31

บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการร้านอาหาร ได้แก่ เดอะ พิซซ่า คอมปะนี, เบอร์เกอร์ คิง, ซิซซ์เล่อร์, สเวนเซ่นส์, แดรี่ ควีน, เดอะ คอฟฟี่ คลับ และบอนชอน เดินหน้าโปรโมทให้บริการ Delivery เข้มข้นกว่าเดิม เพื่อรับมือกับสถานการณ์ Covid-19

ไมเนอร์ ได้กำหนดมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 เป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าที่ใช้บริการ ทุกสาขาทั่วประเทศโดยมีรายละเอียดดังนี้

• คัดกรองพนักงานทุกคนก่อนเข้าปฏิบัติงานในร้านทุกวัน และหากมีพนักงานเข้าข่ายมีอาการเบื้องต้น
จะส่งพบแพทย์ทันที พร้อมเฝ้าระวังอาการอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 14 วัน
• ให้พนักงานที่ปฏิบัติงานใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา ในกรณีที่หน้ากาอนามัยไม่เพียงพอจะให้ความสำคัญแก่พนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่ในการปรุงอาหารก่อน
• ให้พนักงานทุกคนใส่ถุงมืออนามัยตลอดเวลาปฎิบัติงาน ล้างมือและฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์เข้มข้น 70% ทุก 30 นาที – 1 ชั่วโมง
• ทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกชิ้นที่ผ่านการสัมผัสด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
• จะทำการจัดส่งแบบเว้นระยะห่าง (Social Distance) เพื่อเป็นการลดการแพร่กระจายของไวรัส และยืนห่างจากลูกค้าอย่างน้อย 2 เมตร ดูแลจนกว่าลูกค้าจะได้รับอาหารเรียบร้อย
• แนะนำให้ลูกค้าชำระเงินด้วยบัตรเครดิต เพื่อลดการสัมผัส ซึ่งสามารถชำระผ่านบัตรเครดิตได้ทุกช่องทางการสั่ง ทั้ง โทร 1112 เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น และในกรณีลูกค้าชำระด้วยเงินสด พนักงานจะโทรถามลูกค้าก่อนว่าชำระด้วยธนบัตรใด เพื่อเตรียมเงินทอนให้วางอยู่บนกล่องไปพร้อมกับการจัดส่ง

ลูกค้าสามารถใช้บริการเดลิเวอรี่ผ่านช่องทาง www.1112delivery.com หรือ แอพพลิเคชั่น 1112Delivery หรือ โทร. 1112Delivery และบริการ Drive-Thru ผ่านสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไม่ต้องออกไปรับคนที่สนามบินเองให้เสี่ยง Black Tie ชูบริการลิมูซีนรับส่งถึงบ้าน

Brand Inside - 21 March 2020 - 15:54

เราเห็นธุรกิจหลากหลายแขนง เร่งปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในโลกยุค COVID-19 ที่ผู้บริโภคงดออกจากบ้าน งดใช้จ่าย งดเดินทาง

Black Tie บริการลิมูซีนที่เคยเน้นลูกค้าสนามบิน ก็ปรับตัวตามกระแสการออกเดินทางไปต่างประเทศที่ลดลง แต่ช่วงนี้คนไทยที่อยู่ต่างประเทศ เริ่มทยอยกลับมาประเทศไทยเพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์ โดยเฉพาะนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อในต่างแดน

ปัญหาคือครอบครัวที่มีสมาชิกเดินทางกลับจากต่างประเทศในช่วงนี้ อาจไม่อยากไปสนามบินเพราะกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของ COVID-19 แต่ในอีกด้าน การจะให้คนที่เดินทางมาถึงประเทศไทยขึ้นแท็กซี่กลับบ้านเอง ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

ปัจจัยนี้ทำให้ Black Tie ปรับตัวมาเน้นตลาด “รับคนจากสนามบินกลับบ้าน” แทน โดยพนักงานทุกคนและรถทุกคัน มีการดูแลรักษาสุขอนามัยอย่างดี และผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มงวด อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ละเอียด ทั้งข้อมูลฝั่งลูกค้า พนักงาน เส้นทางเดินทาง จุดรับส่ง

รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้จาก Call Center 02-036-0777 ตลอด 24 ชั่วโมง
หรือทางอีเมล limousine@theblacktie-service.com

ที่มา – Black Tie

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

โรงแรม The Idle Residence ปรับธุรกิจ เปิดบริการให้เช่ากักตัว 14 วัน อาหารพร้อม แถม Netflix ให้ดูด้วย

Brand Inside - 21 March 2020 - 13:42
The idle ResidencePhoto: The Idle Residence ปรับธุรกิจ สู้ COVID-19

โรงแรม The Idle Residence ปรับตัวในช่วงวิกฤต COVID-19 โดยเปิดบริการใหม่ให้ลูกค้าชาวไทยที่เพิ่งกลับจากต่างประเทศและต้องการรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการกักตัว 14 วันในที่พัก

ทางโรงแรมเสนอแพ็คเก็จ 14- Days Stay Safe @ The Idle โดยจะเป็นบริการห้องพักที่แยกตึกพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมโครงการเท่านั้น พร้อมด้วยมาตรการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อที่คุมเข้มเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า

นี่คือสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อเข้าพักกักตัว 14 ตัว

  • ห้องพักส่วนที่มีแอร์ส่วนตัวในห้อง (ทางโรงแรมระบุว่า ไม่ใช้แอร์ที่เพิ่มความเสี่่ยงในการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น)
  • บริการอาหารเช้า กลางวัน เย็น ที่ใช้ภาชนะใช้แล้วทิ้งเท่านั้น ปลอดภัยจากการเสี่ยงปนเปื้อน
  • บริการผู้ช่วยส่วนตัวที่พร้อมดูแลท่านตลอด 24 ชม.
  • มีอินเทอร์เน็ตและบริการ Netflix ให้ดูหนังดูซีรีส์ในช่วงกักตัว 14 วัน
  • ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นเพียงพอสำหรับ 14 วัน

ส่วนราคาค่าบริการกักตัว 14 วันในโรงแรมแห่งนี้อยู่ที่คนละ 35,000 บาท (ช่วงโปรโมชั่น 30 คนแรกเหลือ 29,990 บาท) ส่วนลูกค้าที่ต้องการเข้าพัก 2 คน คิดเพิ่มต่อหัวอีก 10,000 บาท

*โรงแรมแห่งนี้ตั้งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี บริเวณคลอง 1 ดูแผนที่ได้ที่นี่

The Idle Residence

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ลือ ไทยประกันชีวิตเตรียม IPO ภายในปีนี้ คาดระดมทุนสูงถึง 22,750 ล้านบาท

Brand Inside - 21 March 2020 - 13:38

บมจ. ไทยประกันชีวิต เตรียมที่จะ IPO ให้ได้ภายในปีนี้ โดยคาดว่าจะระดมทุนสูงถึง 22,750 ล้านบาท ล่าสุดบริษัทอยู่ในขั้นตอนการหาที่ปรึกษาทางการเงิน

ไทยประกันชีวิตภาพจากเว็บไซต์ไทยประกันชีวิต

สำนักข่าว Bloomberg รายงานข่าว โดยอ้างอิงแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนว่า บมจ. ไทยประกันชีวิต เตรียมที่จะ IPO ให้ได้ภายในปีนี้ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยล่าสุดบริษัทประกันชีวิตรายนี้กำลังหาที่ปรึกษาทางการเงินกิจอยู่ คาดว่ามูลค่าในการระดมทุนจะมากถึง 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 22,750 ล้านบาท

บมจ. ไทยประกันชีวิต เป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีสินทรัพย์ใหญ่อันดับ 3 ของไทย ในงบประจำปี 2018 มีเบี้ยประกันภัยรับรวมที่ 86,245 ล้านบาท มีสินทรัพย์อยู่ที่ 416,737 ล้านบาท โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ของไทยประกันชีวิตคือตระกูลไชยวรรณ ในปี 2013 ที่ผ่านมาไทยประกันชีวิตได้ขายหุ้นสัดส่วน 15% ให้กับ เมจิ ยาซึดะ ไลฟ์ บริษัทประกันชีวิตจากประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ดีด้วยสภาพตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีลดลงไปถึง 28.65% สภาวะเศรษฐกิจไทยที่สถาบันการเงินหลายๆ แห่งเริ่มคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้โตติดลบ นับว่าเป็นความท้าทายของ บริษัทหลายๆ แห่งที่เตรียมจะ IPO ในปีนี้ไม่น้อย

นอกจากนี้การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่กำลังแพร่ระบาดในกรุงเทพและเมืองใหญ่ๆ ในอาเซียนในขณะนี้ อาจทำให้ช่วงเวลาในการหาที่ปรึกษาทางการเงินในการทำดีลเพื่อ IPO นี้อาจเลื่อนไปได้อีก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages