การบินไทย ประกาศให้พนักงานหยุดงาน 2 เดือน พร้อมปรับลดเงินเดือนด้วย

Brand Inside - 2 April 2020 - 10:54

การบินไทย ออกประกาศให้พนักงานหยุดงาน 2 เดือน ปรับลดเงินเดือนพนักงาน 10-50% เริ่ม 4 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2563

Thai Airways การบินไทยภาพจาก Shutterstock

ที่มา – มติชน, กรุงเทพธุรกิจ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กลัว กังวลจนเป็นทุกข์ เรียนรู้วิธีจัดการกับความทุกข์ในวันที่โควิด-19 คุกคามชีวิต

Brand Inside - 2 April 2020 - 08:11

ความทุกข์ เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเราทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สร้างความกังวลให้กับเราเป็นอย่างมาก วิถีชีวิตของเราเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่ทันตั้งตัว เราออกไปทานอาหารนอกบ้านไม่ได้ ไปเดินเล่นในห้างสรพพสินค้าไม่ได้ ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เราเกิดความทุกข์โดยไม่รู้ตัว

ความทุกข์ ความเศร้าโศกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ภาพจาก pixabay.com

Devid Kessler หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านความทุกข์ และเจ้าของเว็บไซต์ grief.com เล่าว่า ความจริงแล้วความทุกข์เป็นสิ่งที่ไม่ได้น่ากลัวเสมอไปหากเรารู้สาเหตุ และสามารถจัดการกับมันได้อย่างถูกวิธี สิ่งแรกที่ควรทำคือ เข้าใจก่อนว่าความทุกข์คืออะไร

Devid Kessler เล่าว่า ความรู้สึกที่มีมากมายภายในจิตใจคน อาจเรียกได้ว่าเป็นความทุกข์เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ความกังวลเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ การสูญเสียปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่นในช่วงกักตัว สิ่งเหล่านี้คือความทุกข์ทั้งสิ้น

ความเจ็บป่วย หรือความกังวลว่าจะสูญเสียคนรัก เป็นความทุกข์รูปแบบหนึ่ง ภาพจาก pixabay.com

บางครั้งความทุกข์อาจมาในรูปแบบของความกังวล เพราะความไม่แน่นอนในอนาคตก็ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องความเป็นความตายของคน เราอาจมีคนในครอบครัวที่ป่วยหนัก เรากังวลว่าวันหนึ่งเราจะสูญเสียคนที่เรารักไป หรือแม้แต่ความทุกข์ที่เกิดจากการจินตนาการว่าจะเกิดเรื่องไม่ดี แม้ว่าจะยังไม่เกิดขึ้นจริงแต่ทำให้เรารู้สึกขาดความมั่นคงในชีวิต

ก่อนจะจัดการกับความทุกข์ ต้องเข้าใจความทุกข์ก่อน

ก่อนที่เราจะกำจัดความทุกข์ออกจากใจเราได้ สิ่งแรกที่จำเป็นที่สุดคือ ต้องเข้าใจก่อนว่าความทุกข์ก็มีระดับขั้นของมันเช่นกัน Devid Kessler ได้แบ่งความทุกข์ออกเป็น 4 ช่วง ดังนี้

ช่วงที่ 1 ช่วงการปฎิเสธความจริง เป็นช่วงแรกของความทุกข์ที่เรารู้ว่ามันมีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้น แต่เราไม่ยอมรับ เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว เช่น สถานการณ์ของโรคโควิด-19 ในช่วงแรกเราคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ไม่น่ากลัว ไม่เกี่ยวกับเรา

ช่วงที่ 2 ช่วงความโกรธ เป็นช่วงที่เราเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบที่ตามมาของสถานการณ์แล้ว แต่เรายังไม่ยอมรับความจริง เราอาจได้รับผลกระทบอะไรบางอย่างในช่วงนี้ เช่น คุณอาจไม่พอใจที่หน่วยงานรัฐออกมาตรการให้อยู่แต่ในบ้าน ต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน ทำให้อิสระในการใช้ชีวิตของคุณหมดไป

ช่วงที่ 3 ช่วงการต่อรองเงื่อนไข เป็นช่วงที่เราเริ่มยอมรับความจริงถึงสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เช่น คุณยอมทำตามมาตรการอยู่แต่ในบ้านของรัฐบาล เพราะหวังว่าจะช่วยให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ดีขึ้น

ภาพจาก pixabay.com

ช่วงที่ 4 ช่วงความเศร้า แม้ว่าจะผ่านช่วงแห่งการต่อรองเงื่อนไข ซึ่งดูเหมือนว่าคุณจะยอมรับกับสถานการณ์ได้แล้ว แต่เมื่อสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น คุณจึงเริ่มรู้สึกถึงความเศร้า ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่สถานการณ์การจะดีขึ้น

และช่วงที่ 5 ช่วงแห่งการยอมรับ เป็นช่วงที่คุณเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงหาทางควบคุมมันให้ได้ เช่น คุณรู้จักที่จะล้างมือ รักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) หลีกเลี่ยงการพบปะผู้คนเมื่อไม่จำเป็น รวมถึงเริ่มทำงานที่บ้าน (Work From Home)

ทำอย่างไรเพื่อจัดการกับความทุกข์?

วิธีการที่จะจัดการกับความทุกข์มีมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องรู้จักเปิดใจยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นก่อน

ต้องรู้จักมองโลกในแง่ดี จินตนาการถึงสิ่งดีๆ ในชีวิตเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความทุกข์ในจิตใจ ภาพจาก pixabay.com

ต้องรู้จักมองโลกในแง่ดีบ้าง

วิธีแก้ไขความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจเราง่ายที่สุดคือต้องรู้จักมองโลกในแง่ดีบ้าง ซึ่งการมองโลกในแง่ดีเป็นเหมือนการสร้างสมดุลให้กับสิ่งที่เราจินตนาการ เมื่อเรารู้สึกว่าเรากำลังจินตนาการถึงอนาคตที่เลวร้าย แม้ยังไม่เกิดขึ้นจริง ให้ลองปรับวิธีคิดด้วยการจินตนาการถึงสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้นบ้าง เช่น หากเรามีคนในครอบครัวที่กำลังป่วย เราเริ่มกลัวว่าเขาคนนั้นจะเสียชีวิต ให้ลองจินตนาการว่าวิทยาการทางการแพทย์มีความก้าวหน้ามากขึ้น ก็อาจช่วยรักษาชีวิตคนที่เรารักไว้ได้

อยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้น

ถ้าคุณไม่สามารถหยุดจินตนาการถึงเรื่องไม่ดี หรือไม่สามารถมองโลกในแง่ดีมาหักล้างได้ คุณควรลองหันกลับมาอยู่กับปัจจุบันให้มากขึ้นอย่าเพิ่งคิดไปไกล ลองมองไปรอบๆ ตัวคุณในตอนนี้ คุณเห็นอะไรบ้าง ลองมองหาสิ่งของในห้อง 5 อย่างดูก็ได้ เช่น คอมพิวเตอร์ โต๊ะ เก้าอี้ โคมไฟ และทีวี หลังจากนั้นให้หายใจเข้าลึกๆ อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด คุณจะค้นพบว่ายังไม่มีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นสักหน่อย ทุกอย่างยังปกติดี

การปล่อยวางสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความทุกข์ในจิตใจได้ ภาพจาก pixabay.com

ปล่อยวางสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม

บางครั้งสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้คุณเกิดความทุกข์ หรือความกังวล เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของคน ดังนั้นคุณไม่จำเป็นต้องควบคุมทุกอย่างได้เสมอไป ลองทำเฉยๆ หรือมองข้ามมันบ้างก็ได้ จะช่วยลดความทุกข์ที่จะเกิดขึ้น

เปลี่ยนวิธีคิด อย่านึกถึงความทุกข์

เมื่อไหร่ที่เราคิดถึงสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ที่ไม่ดี เมื่อนั้นเราจะรู้สึกถึงความทุกข์ เช่น เราคุยกับเพื่อนที่ทำงานว่าเมื่อวานเราร้องไห้ เพราะเสียใจกับสถานการณ์บางอย่าง หรือเมื่อวานนอนไม่หลับเพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องแย่ๆ เมื่อนั้นความทุกข์จะคืบคลานเข้ามาในจิตใจ ให้ลองเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ อย่าไปนึกถึงเรื่องที่เป็นสาเหตุให้เราเกิดความทุกข์บ่อยๆ แต่ให้คิดว่าเรารู้สึกแย่ แต่อย่าลืมว่าคนอื่นอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าเราก็ได้

ที่มา – HBR

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ธนาคารโลกปรับลด GDP ไทยอีกรอบ มองไปในปี 2022 คนจนจะเยอะกว่าปี 2015

Brand Inside - 2 April 2020 - 01:01

ธนาคารโลกได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเศรษฐกิจในประเทศต่างๆ ทั่วเอเชีย ขณะเดียวกันได้ปรับตัวเลข GDP ใหม่อีกครั้ง และยังกังวลว่าปริมาณคนจนของไทยในปี 2022 จะมากกว่าปี 2015

Bangkok People COVID-19 Silentภาพจาก Shutterstock

ธนาคารโลก หรือ World Bank ได้ออกรายงานเศรษฐกิจเอเชียฉบับล่าสุด โดยได้ปรับประมาณการ GDP ของประเทศต่างๆ ในเอเชียลงจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชน รวมไปถึงทางด้านเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยนั้นธนาคารโลกได้คาดการณ์ว่า GDP ไทยในปีนี้จะติดลบที่ 3% และกรณีที่เลวร้ายสุดคาดว่า GDP จะติดลบได้มากถึง 5%

สำหรับมุมมองในระยะกลางที่ธนาคารโลกมองเศรษฐกิจไทยนับตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมาถือว่าแย่กว่าที่คาดไว้โดยคาดการณ์ในตอนแรกนั้นปีนี้ GDP จะเติบโตได้มากถึง 2.9% และได้ปรับประมาณการณ์ใหม่กลายเป็นอยู่ในช่วงติดลบ 0.5-1.5% ด้วยซ้ำ ก่อนที่จะมาปรับลด GDP ไทยอีกครั้งในบทวิเคราะห์ฉบับนี้

เหตุผลหลักๆ ที่ธนาคารโลกมองเศรษฐกิจไทยคือ ผลกระทบของนักท่องเที่ยวที่ลดลงในปีนี้ การบริโภคในประเทศที่อ่อนแอลง เนื่องจากประชาชนกักตัวอยู่ในบ้านเพื่อป้องกันตัวเอง เรื่องของห่วงโซ่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมสำหรับส่งออก เช่น รถยนต์ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับผลจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง ได้ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยเข้าไปอีกรอบ ขณะเดียวกันโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปก็ส่งผลกับการใช้จ่ายภาครัฐด้วย

ไม่ใช่แค่ผลกระทบจาก COVID-19 เท่านั้น แต่ผลกระทบจากภัยแล้งที่กำลังคลืบคลานเข้ามา ส่งผลต่อรายได้ อัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้นย่อมส่งผลต่อความยากจนของประชากรที่เพิ่มขึ้น ธนาคารโลกยังมองว่าปริมาณของคนจนในประเทศไทยในปี 2022 จะสูงกว่าในปี 2015 ด้วยซ้ำ รายงานของธนาคารโลกยังมองไปถึงกรณีที่นักท่องเที่ยวลดลงในจังหวัดภูเก็ตช่วงปี 2018 นั้นกลายเป็นว่าภูเก็ตเป็นจังหวัดเดียวในปีนั้นที่มีปริมาณคนจนที่เพิ่มสูงขึ้นมากกว่าช่วงปี 2000 ด้วยซ้ำ ธนาคารโลกยังมองว่านโยบายรัฐบาลที่จะช่วยเหลือคนจนสำคัญมาก เช่น นโยบายพักชำระหนี้ ฯลฯ รวมไปถึงนโยบายด้านสังคมอื่นๆ

ในรายงานธนาคารโลกยังแนะนำให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ ลงทุนในระบบสาธารณสุข ผสมกับการใช้นโยบายทางการเงินและการคลัง โดยธนาคารโลกได้ยกตัวอย่าง 2 ประเทศได้แก่ สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ที่เน้นลงทุนในระบบสาธารณสุขในการป้องกันการแพร่ระบาด ที่ท้ายสุดแล้วผู้ติดเชื้อมีปริมาณที่ควบคุมได้

ไม่เพียงแค่นั้นธนาคารโลกยังได้เน้นย้ำเรื่องการให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุน หรือสถาบันการเงิน เพื่อจะช่วยให้ประชาชนสามารถผ่านพ้นเวลานี้ไปได้ ขณะที่นโยบายการค้าควรที่จะเปิดกว้าง รวมไปถึงการร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อที่จะผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

ที่มา – World Bank

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไต้หวันช่วยได้! ไช่ อิง เหวิน ผู้นำไต้หวันประกาศ พร้อมช่วยเหลือประเทศอื่นสู้โควิด-19 แล้ว

Brand Inside - 1 April 2020 - 22:30

ไช่ อิง เหวิน ประกาศ ไต้หวันพร้อมช่วยเหลือประเทศอื่นแล้ว

  • หนึ่ง บริจาคหน้ากากอนามัย 10 ล้านชิ้นแก่ประเทศที่ต้องการ
  • สอง เพิ่มการผลิตยาต้านโรคมาลาเรีย (มีการศึกษาพบว่าอาจช่วยรักษาโรคโควิด-19 ได้)
  • สาม แบ่งปันเทคโนโลยีสำหรับสืบหาและตรวจโรค

Today I announced three major areas where #Taiwan will contribute to the global fight against #COVID19:

1️⃣: Donating 10 million face masks to countries in need.
2️⃣: Increasing production of quinine.
3️⃣: Sharing our use of technology to trace & investigate outbreaks. pic.twitter.com/F5yxyuF0Fc

— 蔡英文 Tsai Ing-wen (@iingwen) April 1, 2020

ไช่ อิง เหวิน กล่าวว่า หลายเดือนมานี้เราได้เห็นบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกทำงานอย่างหนัก ทุ่มเท เสียสละ เธอบอกว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราที่เป็นพลเมืองโลกทุกคนที่จะช่วยสนับสนุนเหล่าคนทำงานด้านการแพทย์อย่างเต็มกำลัง

เราต้องยกระดับการร่วมมือ ทั้งการแชร์ประสบการณ์และเครื่องมือต่างๆ รวมทั้งทำงานร่วมกันเพื่อที่จะพัฒนาวัคซีน โรคระบาดไม่สามารถจัดการได้แค่ประเทศใดประเทศเดียว และขณะนี้ ไต้หวันพร้อมแล้วที่จะให้ความร่วมมือกับทั่วโลก เราจะบริจาคหน้ากากและสิ่งของจำเป็นแก่ประเทศพันธมิตรของเราและเหล่าประเทศที่ถูกโควิด-19 โจมตีอย่างสาหัส และสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ที่ถือเป็นด่านหน้าที่ทำงานตลอดเวลาเพื่อรักษาชีวิตคน

ก่อนหน้านี้ ไต้หวันก็ประกาศขอให้โลกเร่งร่วมมือกันเพื่อต่อสู้กับโควิด-19 และเธอยังบอกอีกว่าเธอขอพูด 3 คำให้คนทั้งโลกฟัง “Taiwan Can Help”

Countries around the world must accelerate cooperation if we want to beat #COVID19. #Taiwan is willing to contribute our capabilities to better protect human health around the world. Today, I have 3 words for the international community: #TaiwanCanHelp. pic.twitter.com/PBl1r81GHO

— 蔡英文 Tsai Ing-wen (@iingwen) March 19, 2020

ประชาชนในไต้หวันตรวจหาเชื้อโควิด-19 ไปแล้ว 32,726 ราย ไม่พบเชื้อ 28,765 ราย ติดเชื้อ 329 ราย เสียชีวิต 5 ราย ปล่อยกลับบ้านแล้ว 45 ราย

ภาพจาก CDC Taiwan

ที่มา – Tsi Ing Wen, CDC Taiwan

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

CIMB: วิกฤตโควิด-19 อาจทำเศรษฐกิจไทยติดลบ 6.4% ปล่อยไว้อาจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะวิกฤตได้

Brand Inside - 1 April 2020 - 21:14

ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เผยแพร่บทความ “เร่งยับยั้ง ก่อนเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ระยะที่ 4” ขณะเดียวกัน ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย เผยแพร่บทความเรื่องโคโรนาไครซิสลามไม่หยุดฉุดจีดีไทย -6.4% ผ่านโพสต์ทูเดย์

สาระสำคัญ ดังนี้

เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงชะลอตัวกว่าเดือนที่ผ่านมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากจีนแพร่ไปเอเชีย ยุโรปและอเมริกา จากนั้นก็มีมาตรการ lockdown ตามมา ซึ่งมีผลดีในแง่การลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส แต่

ขณะเดียวกัน มาตรการเหล่านี้ก็ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอลงแรงหรือหยุดชะงักตามได้ด้วย ส่งผลให้เกิดการจ้างงานลดลง อัตราการว่างงานสูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อแผ่วลง เศรษฐกิจประเทศสำคัญหลายประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอย ส่วนความเลวร้ายของขนาดการพังทลายทางเศรษฐกิจนั้นยังไม่สามารถตอบได้

วิกฤตเศรษฐกิจหลายครั้งที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนรูปแบบเสมอ นักเศรษฐศาสตร์ไม่สามารถคาดการณ์วิกฤตได้ เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ 2551 รอบนี้ ปี 2563 เกิดวิกฤตโควิด-19 หากคุมไม่อยู่จนเกิดวิกฤตเลวร้ายที่สุดคือภาคการเงิน ซึ่ง CIMB มองว่าทั่วโลกยังไม่วิกฤต เพียงแต่เข้าสู่ภาวะการถดถอยที่ประเทศสำคัญมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐิจที่ชะลอลงแรงหรือหดตัว

CIMB ปรับมุมมองทางเศรษฐกิจไทยจากเดิมขยายตัว 1.7% เป็นหดตัว 6.4% ตามภาวะการถดถอยของเศรษฐกิจโลก ภาวะการถดถอยนี้น่าจะทำให้เศรษฐกิจถึงจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาสที่ 2 และน่าจะฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง แต่หากสถานการณ์เลวร้ายลงอีก เศรษฐกิจไทยคงเข้าสู่ภาวะวิกฤตตามเศรษฐกิจโลก

ซึ่งก่อนหน้านั้น เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเติบโตช้าก่อนไวรัสระบาดเสียอีก ทั้งจากปัญหาสงครามการค้า ภัยแล้ง งบประมาณที่ล่าช้า คำถามคือ ไทยอยู่ห่างจากวิกฤตมากน้อยเพียงใด อยู่เฟสไหนในช่วงวิกฤตนี้ และจะหนีพ้นวิกฤติไปยังไง

4 เฟสสู่วิกฤติไวรัสโควิด-19

CIMB แบ่งเป็น 4 เฟสสู่วิกฤตไวรัสโควิด-19

เฟส 1 การระบาดไวรัสในจีนกระทบท่องเที่ยว ส่งออก การผลิต จำนวนนักท่องเที่ยวหดตัวมากกว่าครึ่ง ภาคการผลิตชะลอตามการส่งออก

เฟส 2 โควิด-19 แพร่เข้ามาในไทย นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มลดลง ผู้คนหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดกระทบการบริโภค ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนแอ ยอดค้าปลีกลดลง

**เฟส 3 ผลกระทบลามมาภาคการเงิน ตลาดหุ้นไทยมีแรงเทขายหนัก นักลงทุนเทขายตราสารหนี้ ทางการออกมาตรการอัดฉีดสภาพคล่อง ปรับลดดอกเบี้ยนโยาย มาตรการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ**ไทยกำลังอยู่ในเฟสนี้

นักลงทุนกังวลว่าธุรกิจสำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว การขนส่ง และนำ้มันอาจมีปัญหาผิดนัดชำระหนี้ ส่งผลให้ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้น นักลงทุนเทขายตราสารหนี้ รวมถึงตราสารหนี้ที่แทบจะเรียกว่าปลอดภัยที่สุดในโลกนั่นคือพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาพันธบัตรลดลงหรืออัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น จะเกิดภาวะความแตกตื่นทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมมือกับหลายภาคส่งนออกมาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์เพื่อช่วยพยุงความผันผวนในตลาดตราสารหนี้

รวมทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.75% ต่อปีของ กนง. เพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเฟส 3 มีความเป็นไปได้ว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในไตรมาส 2 เหลือ 0.50% ต่อปี ภาครัฐออกมาตรการพยุงสภาพคล่องและมาตรการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ช่วยยืดเวลาให้อยู่ช่วงต้นของเฟส 3 นานขึ้น

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย CIMB Thai ภาพจาก CIMB

ภาวะความไม่แน่นอนในตลาดโลกน่าจะส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐ อยู่ในทิศทางแข็งค่าเทียบสกุลอื่นๆ เงินบาทน่าจะอ่อนค่าเทียบดอลลาร์สหรัฐไปถึง 34 บาท ปลายปีนี้น่าจะอยู่ที่ระดับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

เฟส 4 เกิด credit crisis ความสามารถในการชำระหนี้ และเกิด wealth effect จิตวิทยาต่อผู้บริโภคผ่านความมั่งคั่ง เมื่อคนรู้สึกว่าตัวเองจนลง จะลดการอุปโภคบริโภค เกิดภาพใยแมงมุมที่โยงจากปัญหาไวรัสสู่การท่องเที่ยว การส่งออก การผลิต การบริโภค และภาคการเงินวนครบทั้งวงจร ฉุดให้เศรษฐกิจดำดิ่งจนเกิดการว่างงานสูง และอาจลากยาวจนเศรษฐกิจถดถอยไปได้ราว 1 – 2 ปี

สำนักวิจัย CIMB เสนอความเห็น 3 ข้อ เพื่อยื้อเวลาให้เราประคองตัวได้หรือพลิกกลับมาแข็งแกร่งได้ในครึ่งปีหลัง

หนึ่ง นโยบายการเงินต้องผ่อนปรน และคิดนอกกรอบ

วันนี้ ทั้งครัวเรือนและธุรกิจไม่ว่าจะเป็น SME หรือธุรกิจขนาดใหญ่ ต่างขาดเงินสดหรือขาดสภาพคล่อง จากการถูกเลิกจ้าง ยอดขายตก ภาระหนี้สูง แม้ที่ผ่านมา กนง. ลดดกเบี้ยแล้ว แต่คนจำนวนมากยังมีภาระหนี้สินอยู่ มาตรการของ ธปท. ในการดูแลให้คนยังมีความสามารถในการชำระหนี้ เช่น ลดยอดการชำระหรือยืดเวลาการชำระหรือให้ชำระเพียงดอกเบี้ยได้ชั่วคราว ต้องพิจารณาว่าปัญหาทางเศรษฐกิจจะไม่ลากยาวและลูกหนี้สามารถฟื้นได้เร็วเมื่อหมดโครงการนี้ มิเช่นนั้น ยอดหนี้เสียพุ่งได้ในอนาคต

มาตรการทางการเงินที่น่าสนใจคือ การอัดฉีดสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านการซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อลดความผันผวนด้านราคา ให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดอยู่รอดได้

สอง นโยบายการคลังต้องรวดเร็ว ทั่วถึง 

คนขาดรายได้จากยอดขายตกหรือว่างงาน ความเชื่อมั่นหาย ภาครัฐสามารถเติมเงินในกระเป๋าคนได้เพื่อให้เขาดำรงชีพได้ในภาวะเช่นนี้ สามารถโอนให้หัวหน้าครัวเรือนได้แล้วเพียงพอต่อการใช้จ่าย เช่น ราว 5,000 บาทต่อคนในช่วง 3 เดือนนี้ หรือคิดมาตรการจ้างงาน หรือซื้อหาสินค้าที่จำเป็นแจกเองผ่านหน่วยงานรัฐหรือชุมชน รัฐควรดึงมนุษย์เงินเดือนด้วยการลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ใช่เพียงเพิ่มลดหย่อน อาจปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารเฉพาะกิจของรัฐให้คนมีเงินพอใช้จ่ายหรือดำรงธุรกิจต่อได้

งบการลงทุนจากภาครัฐน่าจะเป็นตัวหลักในการเร่งสร้างงานและผลักดันการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคช่วงการลงทุนภาคเอกชนถดถอย ซึ่งปกติแล้ว การลงทุนภาครัฐจะขยายตัวมากกว่าภาวะปกติเพื่อเป็นตัวสนับสนุนในวิกฤตที่เอกชนอ่อนแอ ที่อาจต้องแลกมาด้วยภาระการคลังมากขึ้น รวมถึงการเข้าซื้อกิจการหรืออุ้มธุรกิจที่ล้ม

สาม เรียนรู้ที่จะปรับตัว 

ไวรัสระบาดส่งผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิต เราไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญกับภาวะเช่นนี้อีกครั้งในอนาคตหรือไม่ หากไม่มียากรัษาหรือวัคซีนป้องกัน สิ่งที่เราทำได้คือปรับตัว เช่น หากไม่มีงานในเมืองก็ต้องสร้างงานในชุมชน หรือสร้างตลาดสินค้าและรายได้ในพื้นที่ต่างๆ เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และยืดหยุดคล่องตัวพอจะปรับเปลี่ยนได้เสมอ

ที่มา – CIMB, โพสต์ทูเดย์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตอบโจทย์คนอยากใช้รถ! Toyota ให้บริการเช่ารถสัญญา 3-12 เดือน เริ่มต้น 10,840 บาท

Brand Inside - 1 April 2020 - 17:28

ช่วงนี้ใครๆ อยากใช้รถยนต์ส่วนตัว เพราะกลัวเวลาเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะแล้วจะเสี่ยงติดโรค COVID-19 ทาง Toyota ประเทศไทย จึงเห็นโอกาสนี้ และเปิดบริการเช่ารถสัญญา 3-12 เดือน จ่ายเริ่มต้น 10,840 บาท

toyota kinto

เช่าง่าย ขอแค่มีเงิน-ใบขับขี่

ก่อนหน้านี้บริการ Kinto ของ Toyota นั้นให้บริการเช่ารถระยะยาว 36-48 เดือน ซึ่งช่วงนี้อาจไม่ตอบโจทย์ลูกค้านัก ทำให้ Toyota เปิดบริการใหม่โดยเป็นการนำรถทดลองขับเลขไมล์น้อย และยังมีประสิทธิภาพดีอยู่มาให้เช่าระยะสั้น 3-12 เดือน โดยรถยนต์ที่ให้เช่ามีรุ่นเดียวคือ Yaris Ativ 1.2 E

สำหรับรายละเอียดเบื้องต้นในการเช่า Yaris Ativ 1.2E ผู้สนใจต้องมีบัตรประชาชน, ใบขับขี่, เอกสารทางการเงิน ได้แก่ รายการเดินบัญชีย้อนหลัง (อย่างน้อย 3 เดือน) และสลิปเงินเดือนเดือนล่าสุดหรือเอกสารแสดงอาชีพ และรายได้ รวมถึงเครดิตการ์ด หรืออินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้ง เพื่อชำระค่าประกันความเสียหาย และใช้ชำระค่าเช่า

ส่วนการเช่านั้นมี 2 ระยะเวลาคือ 3 เดือน จำกัดระยะทาง 10,000 กม. ราคา 11,940 บาท/เดือน กับระยะเวลา 12 เดือน จำกัดระยะทาง 25,000 กม. ราคา 10,840 บาท/เดือน โดยการเช่ารถกับ Kinto ของ Toyota ผู้เช่าไม่ต้องจ่ายค่าบำรุงรักษา และภาษีต่างๆ เพียงชำระเงิน และสามารถเลือกศูนย์บริการเพื่อเข้าไปรับรถได้ทันที

ทั้งนี้ตัวรถสามารถเลือกสีได้ และผู้เช่าต้องเสียค่าประกันความเสียหายคือจำนวนเงิน 2 เท่า ของค่าบริการรายเดือน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำได้ผ่านเว็บไซต์ www.kinto-th.com ได้ทันที ส่วนการเช่ารถแบบระยะยาวกับ Kinto ของ Toyota ก็ยังสามารถทำได้อยู่เช่นเดิม

สรุป

การเช่ารถระยะสั้นค่อนข้างตอบโจทย์ในตอนนี้ เพราะการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวค่อนข้างเหมาะสมในช่วงที่โรค COVID-19 ระบาด ผ่านการไม่ต้องไปเดินทางร่วมกับคนอื่น แต่การเช่ารถระยะสั้นก็มีค่าใช้จ่ายที่สูง จึงไม่ใช่ทุกคนที่สามารถปลอดภัยในการเดินทางด้วยวิธีนี้ได้เหมือนกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไม่ต้องยืมนาฬิกาเพื่อน Patek Philippe ให้ดีลเลอร์ซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้ในช่วงโควิด

Brand Inside - 1 April 2020 - 17:07

แม้ว่าการซื้อของออนไลน์จะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วในปัจจุบัน แต่สำหรับสินค้าแบรนด์หรูราคาแพง การซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ยังคงเป็นเรื่องใหม่ ลูกค้าจำเป็นต้องซื้อสินค้าที่หน้าร้านเท่านั้น

Patek Philippe รุ่น 5164A-001 ภาพจาก Patek Philippe

แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ร้านค้าต่างๆ จำเป็นต้องปิดตัวลงตามคำสั่งของรัฐบาลในหลายๆ ประเทศเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค ทำให้ลูกค้าไม่สามารถเดินทางมาซื้อสินค้าได้ Patek Philippe จึงเริ่มอนุญาตให้ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย สามารถขายนาฬิกาหรูของแบรนด์ผ่านทางช่องทางออนไลน์ได้แล้ว

Patek Philippe ภาพจาก patek.com

อย่างไรก็ตามการอนุญาตให้ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายขายผ่านทางช่องทางออนไลน์ได้ เป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และจะสามารถขายได้เฉพาะนาฬิกาที่มีอยู่ในสต็อกสินค้าเดิมเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรดาร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่ไม่สามารถเปิดร้านได้ตามปกติในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

Patek Philippe รุ่น Gondolo Haute Joaillerie ที่อนุญาตให้ตัวแทนจำหน่ายขายผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ภาพจาก patek.com

ส่วนใครที่คิดว่าได้โอกาสซื้อนาฬิการุ่นที่ตัวเองชอบก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะ Patek Philippe ได้กำหนดเงื่อนไขห้ามขายนาฬิกาบางรุ่นบนช่องทางออนไลน์ เช่น Nautilus และ Aquanaut ส่วนนาฬิการุ่นอื่นๆ ที่มีขาย คือ Gondolo 7099GG-001 ที่มีราคา 85,070 ปอนด์ หรือประมาณ 3.4 ล้านบาท และรุ่น Gondolo Haute Joaillerie 18K Rose Gold ที่มีราคา 111,135 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.6 ล้านบาท

ที่มา – Forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Chen ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTube ประกาศตั้งกองทุนดันสตาร์ทอัพไต้หวันให้เป็นบริษัทระดับโลก

Brand Inside - 1 April 2020 - 16:55

Steve Chen ชาวไต้หวันผู้ร่วมก่อตั้ง YouTube เว็บไซต์รับชมคลิปวิดีโอชื่อดังเมื่อปี 2005 ร่วมกับ Chad Hurley และ Jawed Karim ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานที่ PayPal

Steve Chen ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTube ภาพจาก Facebook ของ Steve Chen

ล่าสุด Steve Chen ประกาศตั้งกองทุนที่ให้ความช่วยเหลือบริษัท Start up ในประเทศไต้หวันเพื่อขยายกิจการไปยังต่างประเทศ ร่วมกับ Jason Hsu นักกฎหมายชาวไต้หวัน แม้ในขณะนี้กองทุนนี้จะยังไม่มีชื่อ และยังไม่ได้ระบุว่าผู้ก่อตั้งทั้งสองคนจะลงเงินในกองทุนเป็นจำนวนเท่าใด แต่คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงกลางปีนี้

ใต้หวันเป็นประเทศที่มีบริษัท Start up จำนวนมาก แต่มีเพียง 2 บริษัทเท่านั้นที่เป็น Unicorn ภาพจาก pixabay.com

ซึ่งกองทุนที่จะตั้งขึ้นนี้ จะใช้ความสามารถและความเชี่ยวชาญจาก Steve Chen ที่เคยเป็นคณะกรรมการของ Google ตั้งแต่ปี 2014-2018 และจะมีการคัดเลือกบริษัท Start up ที่จะลงทุนไม่เกิน 10 บริษัทเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในนั้นจะเป็น Start up เกี่ยวกับยารักษาโรค และปัญญาประดิษฐ์ (AI) แม้ว่าในขณะนี้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งอาจทำให้การก่อตั้งกองทุนล่าช้าออกไปบ้าง

ความแตกต่างระหว่างกองทุนที่ตั้งขึ้นใหม่นี้กับกองทุนของรัฐบาล คือกองทุนของรัฐบาลให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่บริษัท Start up โดยไม่ได้ทำให้บริษัทพวกนั้นกลายเป็น Unicorn (บริษัท Start up ที่มีมูลค่ากิจการสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท) เหมือนการให้ขนมหวานแทนอาหาร เมื่อน้ำตาลสูงขึ้นจึงรู้สึกอิ่ม แต่เมื่อระดับน้ำตาลลดลงจึงพบว่าความจริงแล้วในกระเพาะอาหารของบริษัท ยังคงว่างอยู่

แต่กองทุนที่จะตั้งขึ้นใหม่ของ Steve Chen ต้องการที่จะสนับสนุน Start up ในประเทศไต้หวันให้กลายเป็น Start up ระดับ Unicorn รวมถึงขยายกิจการไปต่างประเทศได้

ที่มา – Forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Dean & Deluca ยื่นขอล้มละลายในสหรัฐฯ หลังพิษโควิดทับถม ขาดทุนสะสม และหนี้สินรุมเร้า

Brand Inside - 1 April 2020 - 16:20
ร้าน Dean & Deluca Dean & Deluca ยื่นขอล้มละลายในสหรัฐอเมริกา

Dean & Deluca เชนร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ในปัจจุบันมีเจ้าของเป็นคนไทยคือ บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยได้เข้าซื้อมาตั้งแต่ปี 2014

ล่าสุด Dean & Deluca ได้ยื่นขอล้มละลายภายใต้ Chapter 11 ต่อศาลในสหรัฐอเมริกาแล้ว

สาเหตุหลักมาจากพิษของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายโดยตรงในตลาดสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้นรวมถึงการขาดทุนสะสมที่ต่อเนื่องนาวนานหลายปี และปัญหาหนี้สินรุมเร้า ซึ่ง Bloomberg เปิดเผยว่า Dean & Deluca มีหนี้สินทั้งหมด 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท) ส่วนทรัพย์สินทั้งหมดมีอยู่เพียง 50 ล้านดอลลาร์เท่านั้น (ประมาณ 1.6 พันล้านบาท) เรียกได้ว่าห่างกันถึง 10 เท่า และมากไปกว่านั้นยังไม่นับรวมถึงปัญหาที่ PACE ซึ่งเป็นบริษัทแม่ที่ผิดชำระหนี้ในปีที่ผ่านมากว่า 315 ล้านดอลลาร์  (ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท)

สิ่งที่ต้องจับตามองจากนี้ต่อไปคือหลังการยื่นขอล้มละลายในครั้งนี้ของ Dean & Deluca เพื่อหยุดพักการชำระหนี้ชั่วคราว ทางบริษัทจะฟื้นฟูธุรกิจกลับมาได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ดูหนังไม่ได้ กินป๊อปคอร์นก็ยังดี เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จัด “ป๊อปคอร์นเมเจอร์” Delivery ถึงบ้าน

Brand Inside - 1 April 2020 - 15:31

โรงภาพยนตร์ยังปิดให้บริการอีกยาวๆ อย่างน้อยก็สิ้นเดือน เม.ย. ดังนั้นก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ล่าสุด เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เลยจัด “ป๊อปคอร์นเมเจอร์” ส่งให้ถึงบ้าน สั่งได้ตั้งแต่ 12.00 – 17.00 น. เรียกว่า มาดูหนังไม่ได้ สั่งป๊อปคอร์นไปกินที่บ้าน (พร้อมกับดู Netflix) ก็ยังดี

สาขาที่ร่วมรายการ คือ รัชโยธิน, สุขุมวิท เอกมัย, รังสิต, ปิ่นเกล้า และ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ งามวงศ์วาน และ แคราย สั่งผ่านบริการ Delivery เช่น LINE Man, Food Panda และ Grab ได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทีมฟุตบอล 5 ลีกดังของยุโรปอาจสูญเสียรายได้ 1.44 แสนล้านบาทจาก COVID-19

Brand Inside - 1 April 2020 - 15:22

การระบาดของโรค COVID-19 ทำให้การแข่งขันกีฬาไม่สามารถทำได้ และที่เสียหายจากเรื่องนี้สุดๆ ก็คือฟุตบอล 5 ลีกดังในยุโรป เพราะคาดการณ์ว่า เมื่อไม่มีการแข่งขัน ทีมในลีกเหล่านี้อาจสูญเสียรายได้ถึง 1.44 แสนล้านบาท

Manchester CityManchester City // ภาพจาก Shutterstock ลดค่าเหนื่อยคือคำตอบ

KPMG บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกวิเคราะห์ว่า การหยุดการแข่งขันของ 5 ลีกฟุตบอลชั้นนำของยุโรปที่ประกอบด้วย ลีกอังกฤษ, เยอรมนี, สเปน, อิตาลี และฝรั่งเศส เนื่องจากการระบาดของโรค COVID-19 จะทำให้ทีมฟุตบอลในลีกเหล่านั้นสูญเสียรายได้กว่า 4,000 ล้านยูโร (ราว 1.44 แสนล้านบาท)

เพราะทีมเหล่านั้นไม่สามารถมีรายได้จากการจำหน่ายตั๋ว และของที่ระลึกจากการแข่งขัน, ลิขสิทธิ์จากการถ่ายทอดสด รวมถึงการเปิดให้ชมสนาม และพิพิธภัณฑ์ หรือเรียกว่าหนักจริงๆ ถ้าทางลีก หรือสโมสรฟุตบอลต่างๆ ไม่เร่งแก้ไข ยิ่งถ้าการแข่งขันถูกเลื่อนออกไปอีก และอย่างร้ายที่สุดคือยกเลิกไปเลย รายได้เหล่านี้ก็แทบจะหายไปในทันที

Cristiano RonaldoCristiano Ronaldo อดีตดาวดังของ Real Madrid // ภาพจาก Shutterstock

อย่างไรก็ตามการที่สโมสรฟุตบอลต่างๆ เริ่มออกมาตรการลดค่าเหนื่อยนักเตะในทีมก็อาจช่วยได้บาง เพราะรายได้ข้างต้นที่กล่าวมามันหายไปมากจริงๆ สำหรับค่าเหนื่อยของนักฟุตบอลใน 5 ลีกดังของยุโรปนั้นรวมกันราว 9,000 ล้านยูโร/ฤดูกาล (ราว 3.25 แสนล้านบาท) โดยส่วนใหญ่แล้วทีมที่ต้องจ่ายค่าเหนื่อยจำนวนมากก็มักจะเป็นทีมใหญ่

เร่งเจรจาให้นักเตะเข้าใจ

ตอนนี้สโมสรฟุตบอลชั้นนำของยุโรปเริ่มเจรจากับนักเตะในทีมบ้างแล้ว ที่เห็นชัดที่สุดคือ “บาร์เซโลน่า” ที่ขอลดค่าเหนื่อยนักเตะ กับพนักงานในสโมสร และจะไม่มีตัวเลขชัดเจนออกมา แต่ก็มีข่าวออกมาว่า “ลีโอเนล เมสซี่” นั้นลดค่าเหนื่อยของตัวเองถึง 70% เลยทีเดียว โดยในปี 2562 เขาได้ค่าเหนื่อย 6 แสนยูโร/สัปดาห์ (ราว 21 ล้านบาท)

Newcastle UnitedNewcastle United // ภาพ pixabay.com

ส่วนในลีกอื่นๆ เช่นเยอรมนีก็เริ่มมีการเจรจากับนักเตะเพื่อลดค่าเหนื่อย โดยทีม “โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์” และ “บาเยิร์น มิวนิก” ได้แสดงความชัดเจนออกมาแล้ว เช่นเดียวกับในอิตาลีที่ทีมต่างๆ ก็เจรจากันไปได้ด้วยดี และนักเตะอย่าง “คริสติอาโน่ โรนัลโด้” ก็ได้ออกมาบริจาคเงินช่วยโรงพยาบาลหลายแห่งแล้ว

อังกฤษยังเจรจาต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน ลีกอังกฤษกลับมีความชัดเจนในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย เพราะยังอยู่ระหว่างหารือกันระหว่างผู้จัดการแข่งขัน กับสมาคมนักเตะอาชีพ แต่ระหว่างนี้ทางสโมสรต่างๆ ก็เริ่มลดเงินเดือนพนักงานไปก่อน เพื่อประครองตัวสโมสรเอาไว้ให้ได้นานที่สุด

สรุป

ปัจจุบันนอกจากการแข่งขันลีกฟุตบอลอาชีพในแต่ละประเทศต้องเลื่อนออกไป ตัวรายการแข่งขันระดับทวีปอย่าง Euro 2020 และ Copa America ก็เลื่อนเช่นกัน ซึ่งทุกทีมก็คงหวังว่าการแข่งขันจะไม่ยกเลิก หรือวิกฤตนี้จะกินเวลาจนแข่งขันไม่ได้เป็นระยะเวลานาน

อ้างอิง // Financial Times, ESPN, Marca

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กทม. เตรียมสั่งปิดทุกร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ช่วงเที่ยงคืน – ตีห้าของทุกวัน รถเข็นข้างทางก็รวมด้วย

Brand Inside - 1 April 2020 - 14:32
กรุงเทพถนนเยาวราช Photo by Wanaporn Yangsiri on Unsplash

มีรายงานข่าวว่า พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มีคำสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวฉบับที่ 5 โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้

  • ให้ร้านทุกร้านในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมถึงร้านสะดวกซื้อ และรถเข็นขายอาหารข้างทางต้องปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 24.00 – 05.00 น. โดยประกาศจะมีผลตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2563 เป็นต้นไป เริ่มตั้งแต่เวลา 24.00 น. หรือเที่ยงคืนนี้และกรุงเทพมหานครจะร่วมกับกองบัญชาการตำรวจนครบาลตั้งด่านตรวจทั่วกรุงเทพฯด้วย
  • ส่วนบริการวินมอเตอร์ไซค์ คนขับรถส่งของเดลิเวอรี่ ยังไม่ระบุชัดเจน แต่บอกว่าจะมีข้อกำหนดให้ปฏิบัติตามมาอีกครั้ง ให้ติดตามต่อไป
  • ส่วนคำสั่งเคอร์ฟิวที่มีข่าวลือนั้น กทม. ไม่ใช่ผู้มีอำนาจในการสั่งการ เนื่องจากอำนาจส่วนนั้นเป็นของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.

อย่างไรก็ตาม ต้องรอประกาศคำสั่งอย่างเป็นทางการของกทม. ซึ่ง Brand Inside จะนำมาอัพเดทให้อีกครั้งหนึ่ง

ที่มา – Thairath, Khaosod, Banmuang, Bangkok Insight

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Isuzu ระงับการผลิตในประเทศไทยชั่วคราว เพราะขาดชิ้นส่วน-ความต้องการลดลง

Brand Inside - 1 April 2020 - 14:26

เป็นอีกรายที่ต้องประกาศปิดโรงงานชั่วคราวในประเทศไทย เพราะล่าสุด Isuzu แบรนด์รถกระบะอันดับต้นๆ ของไทยก็ตัดสินใจหยุดการผลิต โดยให้เหตุผลว่าขาดชิ้นส่วน และความต้องการของตลาดลดลง

Isuzu D-MaxIsuzu D-Max หยุดการผลิตตั้งแต่วันที่ 13-30 เม.ย.

บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า บริษัทได้รับแจ้งจากบริษัท อีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถอีซูซุในประเทศไทยว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ในปัจจุบัน ส่งผลให้ชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ ขาดแคลนทั่วโลก

รวมทั้งความต้องการของตลาดในประเทศและส่งออกหดตัวลง ทำให้บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ตัดสินใจระงับการผลิตรถอีซูซุที่โรงงาน 2 แห่งชั่วคราว คือที่ อ.พระประแดง จ. สมุทรปราการ และที่นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้ จ.ฉะเชิงเทรา ตั้งแต่วันที่ 13-30 เมษายนนี้

การระงับการผลิตชั่วคราวนี้ อาจส่งผลต่อการส่งมอบรถให้กับลูกค้าที่จองรถอีซูซุไว้บ้าง แต่บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ขอให้ลูกค้ามั่นใจว่า บริษัทในฐานะผู้จัดจำหน่ายรถอีซูซุจะพยายามอย่างดีที่สุดในการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว

สำหรับการหยุดสายการผลิตครั้งนี้เป็นการตามรอย Ford ที่ประกาศปิดโรงงานในประเทศไทยชั่วคราวไปก่อนแล้ว และหลังจากนี้อาจเห็นแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นเริ่มหยุดสายการผลิตรถยนต์ก็เป็นได้ เพราะความต้องการซื้อรถใหม่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แถมกำลังการผลิตชิ้นส่วนที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศก็ยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

สรุป

การหยุดการผลิตชั่วคราวของโรงงาน Isuzu แสดงให้เห็นว่า การระบาดของโรค COVID-19 นั้นหนักจริงๆ และเจอผลกระทบนี้ทุกอุตสาหกรรม ไม่พ้นอุตสาหกรรมที่เข้มแข้งอย่างรถยนต์ และต้องติดตามกันต่อไปว่าวิกฤตนี้จะจบเมื่อไร เพราะตอนนี้ทั่วโลกก็กำลังมีปัญหา และโรงงานผลิตรถยนต์ก็หยุดชั่วคราวไปแล้วเหมือนกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จัดให้ทันที ออมสินพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน เริ่ม 1 เม.ย. ถึง 30 มิ.ย.

Brand Inside - 1 April 2020 - 14:10

ธนาคารออมสินช่วยลูกค้าเงินกู้ ให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลายาวนาน 3 เดือน โดยที่ลูกค้าไม่ต้องลงทะเบียนที่ธนาคาร จัดให้เลยทันที เริ่ม 1 เมษายนนี้ ถึง 30 มิถุนายน 2563 เพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส 

สำหรับลูกค้าสินเชื่อปกติจนถึงค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน ณ 31 มีนาคม 2563 โดยไม่ต้องแจ้งการเข้าร่วมหรือลงทะเบียนใดๆ หากไม่ต้องการเข้ารวมสามารถชำระได้ตามปกติ ขณะที่บัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด ลดอัตราจ่ายขั้นต่ำเหลือ 5%

ดร. ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เผย สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนโดยรวม โดยที่รัฐบาลได้ดำนินมาตรการช่วยเหลือทุกมิติ โดยธนาคารแห่งประเทศไทย มอบนโยบายให้สถาบันการเงิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจและผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ในการช่วยเหลือลูกหนี้

ล่าสุดธนาคารออมสินออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าสินเชื่อเป็นการเพิ่มเติม ธนาคารจะดำเนินการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้อัตโนมัติเป็นเวลา 3 เดือน ให้กับลูกค้าเงินกู้ทุกรายที่มีสถานะชำระปกติ จนถึงมีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 สำหรับลูกค้าสินเชื่อบุคคล สินเชื่อเคหะที่มีเงินต้นคงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท และสินเชื่อ SMEs ที่มีเงินต้นคงเหลือไม่เกิน 20 ล้านบาท มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 2563

สำหรับลูกค้าที่ถือบัตรเครดิและบัตรกดเงินสด ธนาคารออมสินช่วยลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำในปี2563 ถึงปี 2564 จากเดิม 10% ของยอดเงินที่เรียกเก็บ เหลือ 5% ของยอดเงินที่เรียกเก็บ

  • จากนั้นในปี 2565 ให้ชำระในอัตรา 8% ของยอดเงินที่เรียกเก็บ
  • ปี 2566 อัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำอยู่ที่ 10% ของยอดเงินที่เรียกเก็บ

หลังครบกำหนดระยะเวลาการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยดังกล่าวแล้ว ให้ลูกค้าชำระงวดค้างเดิมก่อนเข้ามาตรการ (ถ้ามี) แล้วจึงผ่อนชำระตามเงื่อนไขเดิม หากไม่สามารถชำระได้ สามารถใช้วิธีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือเลือกเข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ที่ธนาคารฯ ได้ประกาศไปแล้วก่อนหน้าได้เลย ซึ่งเป็นมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย

ที่มา – ทำเนียบรัฐบาล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Grab ลดแล้ว ค่าคอมฯ ร้านอาหารสูงสุดเหลือ 30% เร่งขั้นตอนเปิดร้านเหลือ 7-10 วัน

Brand Inside - 1 April 2020 - 13:53

ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า  Grab จัดโครงการ แกร็บแคร์ (GrabCares) #เราจะผ่านมันไปด้วยกัน ทำการ การปรับลดค่าคอมมิชชันสำหรับพาร์ทเนอร์ร้านอาหารสูงสุดจาก 35% เป็น 30% รวมถึงเร่งขั้นตอนการเปิดร้านบนแกร็บฟู้ดให้ได้ภายใน 7-10 วัน พร้อมเปิดรับพาร์ทเนอร์จัดส่งอาหาร-พัสดุกว่า 64,000 อัตรา และเปิดให้พาร์ทเนอร์คนขับให้บริการจัดส่งอาหารด้วยรถยนต์ได้

โดยประกาศมาตรการในการรับมือ รวมถึงแนวทางสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือกับ 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก

กลุ่มที่ 1: พาร์ทเนอร์ร้านอาหารและผู้ประกอบการรายย่อย

1.1) ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องการสร้างรายได้ผ่านการขายอาหารกับแกร็บฟู้ด

  • ปรับลดเพดานค่าคอมมิชชันสำหรับพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร (ไม่รวม GrabKitchen) สูงสุดจาก 35% เป็น 30% ครอบคลุมทั้งร้านค้าเดิมและร้านค้าใหม่ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป
  • ปรับปรุงระบบและกระบวนการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับสมัครพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร โดยใช้การรับสมัครผ่านทางเว็บไซต์ https://www.grabmerchantth.com พร้อมเพิ่มจำนวนทีมงานมากขึ้นกว่าเท่าตัวเพื่อรองรับการรับสมัครและการเปิดร้านค้าให้เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มแกร็บฟู้ดให้เร็วที่สุด โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการร้านอาหารรายย่อยสมัครเข้ามาเฉลี่ยราว 2,000 ร้านค้าต่อวัน ซึ่งสูงขึ้นกว่าภาวะปกติถึง 3 เท่า ทั้งนี้ แกร็บตั้งเป้าเร่งขั้นตอนรับสมัครและเปิดร้านค้าให้ได้ภายใน 7-10 วัน (จากเดิม 14 – 21วัน)

1.2) เร่งขยายการให้บริการจัดส่งอาหารเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการในต่างจังหวัด

  • โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม – มีนาคม) แกร็บฟู้ดได้เปิดให้บริการเพิ่มขึ้นใน 8 จังหวัด อันได้แก่ ชลบุรี ระยอง นครปฐม สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ลำปาง อุตรดิตถ์ และมหาสารคาม พร้อมตั้งเป้าเปิดบริการเพิ่มอีก 9 จังหวัดในสามเดือนข้างหน้า อาทิ ราชบุรี เพชรบุรี สุรินทร์ หนองคาย เป็นต้น

1.3) จัดแคมเปญเพื่อส่งเสริมพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร SME

  • ทำแคมเปญ “Support Local Restaurants” เพื่อช่วยโปรโมตพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร โดยเฉพาะร้านขนาดเล็กหรือเป็นผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากผู้ใช้บริการมากขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นและสร้างการเติบโตในด้านยอดขายได้ถึง 6 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตปกติ

กลุ่มที่ 2: หน่วยงานราชการและบุคลากรทางการแพทย์

2.1) ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการตั้งรับ ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

  • ประสานความร่วมมือกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในการแชร์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ซึ่งรวมถึงข้อมูลการเดินทางของผู้ป่วยต้องสงสัย เนื่องจากแกร็บมีระบบเช็กประวัติการเดินทางของทั้งพาร์ทเนอร์คนขับ-ผู้จัดส่งอาหาร รวมถึงผู้ใช้บริการในทุกเที่ยวการเดินทาง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง

2.2) สนับสนุนกิจกรรมของหน่วยงานด้านสาธารณสุข พร้อมส่งมอบกำลังใจไปสู่บุคลากรทางการแพทย์

  • มอบส่วนลดค่าส่งเมื่อสั่งอาหารผ่านแกร็บฟู้ดให้กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมควบคุมโรค ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรัฐ 7 แห่ง อันได้แก่ สถาบันบำราศนราดูร สถาบันราชประชาสมาสัย โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลศิริราช และ โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคมจนถึง 30 มิถุนายน
  • สนับสนุนโรงพยาบาลของรัฐในการจัดส่งยาผ่านบริการแกร็บเอ็กซ์เพรส (GrabExpress) ให้กับผู้ป่วยถึงบ้าน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและลดความเสี่ยงจากการเดินทางให้กับผู้ป่วย อาทิ โรงพยาบาลตำรวจ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ (อยู่ระหว่างดำเนินการ)
  • ส่งเสริมการบริจาคผ่านการใช้แต้มของแกร็บรีวอร์ดส์ เพื่อสมทบทุนในโครงการป้องกันและช่วยเหลือสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 อาทิ มูลนิธิรามาธิบดี

กลุ่มที่ 3: พาร์ทเนอร์คนขับและจัดส่งอาหาร-พัสดุ

3.1) ส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้เสริมให้กับคนไทย

  • เปิดรับสมัครพาร์ทเนอร์ผู้จัดส่งอาหาร-พัสดุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดโอกาสในการสร้างรายได้เสริมให้กับคนไทยในภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์ – มีนาคม) แกร็บได้รับพาร์ทเนอร์เพิ่มขึ้นแล้วกว่า 29,000 คน และเตรียมเปิดรับเพิ่มอีกกว่า 35,000 อัตราในเดือนเมษายนนี้ เพื่อให้สามารถรองรับการให้บริการกับคนไทยที่ไม่ต้องการเดินทางออกจากบ้านตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมได้
  • เปิดให้พาร์ทเนอร์คนขับแกร็บคาร์และแกร็บแท็กซี่สามารถรับงานจัดส่งอาหารผ่านรถยนต์แทนบริการการเดินทางได้ เพื่อเป็นการปลดล็อคการสร้างรายได้ให้กับพาร์ทเนอร์คนขับกลุ่มนี้ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการลดจำนวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงผู้โดยสารภายในประเทศ โดยแกร็บได้เริ่มนำร่องบริการจัดส่งอาหารผ่านรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมาในกรุงเทพฯ นครปฐมและชลบุรี โดยมีพาร์ทเนอร์คนขับเข้าร่วมแล้วมากกว่า 10,000 คน
  • จัดทำโปรแกรมผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงวิกฤติโควิด-19 โดยนำเสนอทางเลือกในหลายรูปแบบให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ อาทิ การพักชำระหนี้ การปรับลดค่างวดเป็นแบบขั้นต่ำ การขยายระยะเวลาสินเชื่อ และการชำระคืนเฉพาะดอกเบี้ย เป็นต้น

3.2) ปกป้องดูแลสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของพาร์ทเนอร์

  • แจกหน้ากากอนามัยกว่า 50,000 ชิ้น สเปรย์ฆ่าเชื้อในอากาศ และเจลแอลกอฮอล์ล้างมือกว่า 3,000 ชิ้นให้กับพาร์ทเนอร์นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทั้งยังได้มอบส่วนลด 50% ในการเข้ารับบริการพ่นอบฆ่าเชื้อภายในรถยนต์ นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดหาหน้ากากผ้าเพิ่มเติมให้กับพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อทดแทนหน้ากากอนามัยที่กำลังขาดแคลนอยู่ในขณะนี้
  • ร่วมมือกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จัดกิจกรรมตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้กับพาร์ทเนอร์คนขับแกร็บแท็กซี่กว่า 3,000 รายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพโดยบุคลากรทางการแพทย์ในระหว่างเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ แกร็บยังได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจเชื้อมูลค่า 500 บาทสำหรับพาร์ทเนอร์คนขับที่มีความเสี่ยง พร้อมมอบเงินช่วยเหลือในกรณีพิเศษอีก 2,000 บาทหากตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคโควิด-19
  • ร่วมกับเมืองไทยประกันชีวิตทำประกันชีวิตและสุขภาพกลุ่มเพื่อคุ้มครองรายได้ให้กับพาร์ทเนอร์คนขับและพาร์ทเนอร์ผู้จัดส่งอาหาร-พัสดุ โดยมอบเงินชดเชย 500 บาทต่อวัน สูงสุด 15 วันเมื่อเข้าพักรักษาตัวหากป่วยเป็นโรคโควิด-19

กลุ่มที่ 4: ผู้ใช้บริการ

4.1) เพิ่มมาตรการในด้านความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริการ

  • ทำแคมเปญสื่อสารเพื่อให้ความรู้และกระตุ้นความใส่ใจในการดูแลสุขภาพและการรักษาความสะอาดระหว่างการให้บริการของพาร์ทเนอร์คนขับและผู้จัดส่งอาหารอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมพาร์ทเนอร์ร้านอาหาร รวมถึง GrabKitchen ซึ่งเป็นครัวกลางของแกร็บทั้ง 2 สาขา เพื่อให้รักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยในการปรุงอาหาร นอกจากนี้ ยังได้ให้ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครในการส่งเสริมให้มีการตรวจวัดอุณหภูมิของพาร์ทเนอร์ผู้จัดส่งอาหารก่อนที่จะเข้าไปในพื้นที่ของร้านอาหารทั่วกรุงเทพฯ
  • ประกาศใช้มาตรการส่งอาหาร-พัสดุแบบไร้การสัมผัส (Contactless Delivery) โดยให้พาร์ทเนอร์ผู้จัดส่งอาหารต้องเว้นระยะห่างกับลูกค้าอย่างน้อย 2 เมตรตลอดเวลา พร้อมส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์ผู้จัดส่งอาหารปฏิบัติตามแนวทาง 8 ข้อในการจัดส่งอาหารอย่างปลอดภัย ตามประกาศของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ ยังออกมาตรการให้พาร์ทเนอร์ยืนห่างกันไม่น้อยกว่า 1 เมตรระหว่างรออาหารที่หน้าร้าน
  • ส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิตหรือกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (E-Wallet) แทนการใช้เงินสด เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสเงินสด นอกจากนี้ แกร็บยังได้ร่วมมือกับธนาคารต่าง ๆ ในการทำโปรโมชันเพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการหันมาใช้ชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลมากขึ้น โดยในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ยอดสั่งอาหารผ่านแกร็บฟู้ดโดยไม่ใช้เงินสด (Cashless Payment) เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

4.2) เพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้บริการในการสั่งซื้อสินค้าที่จำเป็นผ่านแกร็บ

  • เปิดบริการแกร็บมาร์ท (GrabMart) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคในการสั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น (จากเดิมที่มีฟีเจอร์ Groceries ซึ่งเป็นบริการสั่งซื้อและจัดส่งสินค้าจากท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และแฮปปี้เฟรช) โดยแกร็บได้จับมือกับเซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถสั่งซื้ออาหาร รวมถึงสินค้าที่จำเป็นจากแฟมิลี่มาร์ท โดยเริ่มให้บริการในเฟสแรกไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม ครอบคลุมกว่า 230 สาขาทั่วประเทศ และเตรียมขยายบริการไปสู่ ท็อปส์ เดลี่ ในเร็วๆ นี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ภาวิต จิตรกร การทำหน้าที่ CEO ยุคใหม่, แผนพัฒนาคน และแผนธุรกิจของ GMM Music

Brand Inside - 1 April 2020 - 13:17

จะมีสักกี่คนที่เกิดมาแล้ว คิดว่าตัวเองจะได้เป็น CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ คนส่วนใหญ่เกิดขึ้นมากับเป้าหมายง่ายๆ คือ ต้องการหาเงินหารายได้ หรืออาจจะมีเป้าหมายคือ ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต

ภาวิต จิตรกร ที่ทำหน้าที่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) เองก็เช่นเดียวกัน คนที่มองหาความสำเร็จ แต่ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะต้องคุมบริษัทโฆษณาข้ามชาติ ก่อนจะมาหัวเรือใหญ่ของ จีเอ็มเอ็ม มิวสิค

ด้วยนิสัยชอบชนะไม่ชอบแพ้ ภาวิต เป็นกรรมการผู้จัดการของ Ogilvy & Mather ในวัย 34 ซึ่งถือว่าน้อยมาก และยังสามารถสร้างชื่อเสียง คว้ารางวัลและมีรายได้เติบโตขึ้น จนตัดสินใจย้ายมารับตำแหน่ง CMO ที่ GMM Grammy และขึ้นสู่ตำแหน่ง CEO ของ GMM Music

ดังนั้นเป้าหมายการทำงานคือ การพิสูจน์ตัวเองและทำให้ทุกคนจดจำตัวบริษัท นั่นคือผลงาน โดยไม่ต้องจดจำตัวบุคคล

สิ่งที่เรียนรู้จากการเป็น CEO ของ GMM Music
  1. เราอยู่ในธุรกิจของเถ้าแก่ เราไม่ใช่คนสร้าง แต่เป็นนักธุรกิจมืออาชีพที่มาบริหารงาน สร้างการเติบโตและส่งผ่านบริษัทไปยังรุ่นต่อไป และการทำงานของเรากับเถ้าแก่ไม่จำเป็นต้องมืออาชีพ เน้นบรรลุเป้าหมายเป็นหลัก
  2. ตัวสีแดง หรือ กำไร-ขาดทุน คือสิ่งที่สำคัญ เพราะ เถ้าแก่ คือ เจ้าของเงินและเจ้าของบริษัท
  3. พาวเวอร์พอยท์ (PPT) ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับ CEO ในการทำงานให้ดูตรรกะและโอกาสสู่ความสำเร็จเป็นหลัก

เช่น ในธุรกิจ Showbiz อย่าง คอนเสิร์ต ที่เดิมจะเน้นหาสปอนเซอร์เป็นหลัก คือเป็นแบบ B2B หากโดนตัดสปอนเซอร์ คือ ขาดทุนทันที แต่ในยุคของภาวิต จะปรับโมเดลธุรกิจเป็น B2C คือ เน้นขายบัตร ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คอนเสิร์ตทุกครั้งบัตรขายหมดตลอด

นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็น CEO ยุคใหม่ ได้ฝากข้อคิดไว้

  1. เป็น CEO ต้องมีจุดยืน มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะพาบริษัทและพนักงานไปไหน ต้องมีความเป็นตัวของตัวเอง
  2. ต้องคิดเสมอว่า ผู้ตาม (พนักงาน) ไม่ได้เลือกเรามา (เถ้าแก่เป็นคนเลือก) ดังนั้นอย่าคิดว่าเขาจะเชื่อหรือตามเรา เราต้องพิสูจน์ตัวเอง เราไม่ใช่เจ้านาย (Bossy) แต่เป็นเพื่อนร่วมงาน
  3. ผู้นำที่ดี ต้องได้รับ Input จากรอบตัวตลอดเวลา ลูกน้องต้องไม่กลัวและกล้าพูดทุกเรื่อง แต่ถ้าผู้นำที่ไม่ดีจะมีแต่คนเงียบ และ คนสอพลอ อยู่รอบตัว

และสุดท้ายคือ จำไว้ว่า คนที่มาหา CEO แปลว่าต้องการ 2 เรื่อง คือ ต้องการคำปรึกษา กับ ต้องการการตัดสินใจ ดังนั้นข้อมูลที่มีอยู่ในมือต้องถูกต้องและครบถ้วน

4 สิ่งที่ผู้นำยุคใหม่ ต้องมีให้กับผู้ตาม

ภาวิต เล่าให้ฟังว่า ในฐานะ CEO ต้องอ่านผู้ติดตามให้ออกว่าเป็นคนแบบไหน และใช้จิตวิทยาในการนำทีมงานด้วยหลักผู้นำ 4 มิติที่ต้องบริหารจัดการให้เป็น เรียกว่า CEO ต้องฝึกฝนตัวเองให้เป็นได้ทั้ง 4 แบบ และเลือกใช้ให้ถูกเวลา มีดังนี้

  1. Directive สั่งแหลกให้ลูกน้องทำ สนุกที่สุดและง่ายที่สุด องค์กรจะขึ้นอยู่กับคนคนเดียวและคนในองค์กรจะไม่พัฒนา แต่เหมาะที่จะใช้กับลกน้องที่ยังเด็กและต้องเรียนรู้อีกมาก
  2. Coaching ใช้วิธีการสอนให้กับลูกน้องที่พอจะทำได้แล้ว เริ่มพัฒนาแล้ว แต่ยังต้องการคำแนะนำอยู่บ้าง
  3. Supportive เปลี่ยนบทบาทของ CEO เป็นผู้คอยสนับสนุนให้กับลูกน้องที่พัฒนาแล้ว หรือค่อนข้างเก่ง ให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
  4. Mentor เน้นให้แนวคิด ทัศนคติ และมอบหมายงานกับความรับผิดชอบให้กับลูกน้องที่เก่งแล้ว และเป็นวิธีในการรักษาคนเก่งให้อยู่กับองค์กร

GMM Grammy คือ People Business

จากมุมมองภาวิต การจะเก็บคนเก่งๆ ไว้กับองค์กร เรื่องเงินทองถือเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ การให้ความรับผิดชอบ ให้เป็นคนลงมือทำและต้องให้ความสำเร็จ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้น ดังนั้น ถ้าทำตามขั้นตอน 4 มิติที่กล่าวไปข้างต้น จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวทางดังนี้

  1. Focus สร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง หรือ Specialist ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจเพลง
  2. Function ที่ชัดเจน ต้องมี Passion และ Creativity ซึ่งบุคลากรลักษณะนี้ต้องพัฒนาในเชิงลึกเป็นหลัก
  3. พัฒนาให้บุคลากรที่มีความสามารถ พร้อมเป็นเถ้าแก่ หากธุรกิจไปได้ดี สามารถแยกออกไปเป็นบริษัทลูก มีความรับผิดชอบ

ต้องยอมรับว่า “คน” ในธุรกิจเพลงที่มีความเชี่ยวชาญหาบุคลากรใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนได้ยากมาก ดังนั้นเป้าหมายในการพัฒนาคนจึงเป็นสิ่งจำเป็น

อีกสิ่งที่สำคัญคือ GMM Grammy ไม่ได้มีสินค้าหลักเป็น “เพลง”​ ต้องผลิตเทปหรือซีดีขายอีกต่อไปแล้ว แต่มีสินค้าหลักคือ “ศิลปิน และ ลิขสิทธิ์” ดังนั้นเพลงเป็นแค่ผลิตผลที่ออกมาจากศิลปินเท่านั้น ดังนั้น GMM Grammy จากนี้ จะพัฒนาศิลปินหน้าใหม่ อีกอย่างน้อย 300 คนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า และบริหารจัดการลิขสิทธิ์เพื่อสร้างรายได้ให้เติบโตขึ้น

อนาคตจากนี้ สร้างแผนยุทธศาสตร์ 2 ปีล่วงหน้า

ภาวิต บอกว่า เป้าหมายจากนี้ส่วนตัวจะคุยกับคนให้น้อยลง เจอพนักงานให้น้อยลง และมอบหมายงานกับความรับผิดชอบให้กับระดับหัวหน้างานที่มีความสามารถได้ทำมากขึ้น จากนั้นจะเข้าสู่ Step 2 ของการสร้างองค์กร โดย

  1. ให้เวลากับการทำยุทธศาสตร์อนาคต วางแผนทำงาน 2 ปีล่วงหน้า คือ ปี 2021-2022 เพราะในวงการเพลง วงการบันเทิง ทำแผนล่วงหน้า 1 ปี สั้นเกินไป
  2. พัฒนาบุคลากรใหม่ๆ และเป็นตัวเชื่อมองค์กรไปสู่เถ้าแก่รุ่นใหม่
  3. ให้เวลากับพันธมิตรทางธุรกิจมากขึ้น เพื่อค้นหาทั้งคนเก่ง ศิลปินใหม่ ผู้ร่วมทุน หรือความร่วมมือใหม่ๆข

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“จะให้ทำงานจากบ้านดีๆ หรือต้องมีบทลงโทษ” รัฐบาลสิงคโปร์เตือนทุกบริษัทให้ Work From Home ได้แล้ว

Brand Inside - 1 April 2020 - 13:07
SingaporeSingapore Photo: Shutterstock มาตรการสั่งให้ Work From Home อย่างเข้มงวด

สิงคโปร์เป็นหนึ่งในประเทศที่จัดการกับวิกฤตโควิด-19 ได้ดีจนได้รับคำชมจากองค์การอนามัยโลกมาแล้ว

ล่าสุด โจเซฟีน เตียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสิงคโปร์ กล่าวถึงมาตรการขั้นถัดไปว่า ทุกบริษัทต้องอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้แล้ว บริษัทใดที่ฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษ โดยอาจสั่งให้พักทำการและปรับเงินตามกฎหมาย

“ทุกบริษัทไม่ว่าจะขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ควรสั่งให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้แล้ว และไม่ใช่แค่ทำเพียงบางวัน บางเวลาเท่านั้น แต่ต้องทำทุกวันอย่างสม่ำเสมอด้วย” รัฐมนตรีท่านนี้กล่าว

ในปัจจุบันย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Central Business District) ของสิงคโปร์มีบริษัทราว 40% เท่านั้นที่สั่งให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน ดังนั้นหากบริษัทต่างๆ ยังไม่เร่งทำตามแผน Work From Home อย่างเคร่งครัดและเร่งด่วน ในอีกไม่กี่สัปดาห์นับจากนี้ ทางรัฐบาลจะออกบทลงโทษอย่างจริงจัง

สิ่งที่น่ากังวลคือ ไม่ใช่ทุกบริษัทที่จะสั่งให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้ แต่รัฐบาลสิงคโปร์ก็เข้าใจในจุดนี้ รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานบอกว่า ถึงที่สุดแล้ว จะพิจารณาเป็นกรณีไป เพราะจุดประสงค์ไม่ได้ต้องการจะสั่งให้บริษัทพักทำการหรือปรับเงินแต่อย่างใด เพียงแต่บริษัทนั้นๆ ต้องพิสูจน์ว่า ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ในการป้องกันโควิด-19 ในสถานที่ทำงาน

อ่านข่าวและบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับมือโควิด-19 ของสิงคโปร์

ที่มา – Straitstimes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไม่ใช่แค่สุนัข แมวในฮ่องกงติดเชื้อโควิด-19 แล้ว แต่ยังไม่พบว่าสัตว์จะเป็นพาหะนำโรคสู่คนได้

Brand Inside - 1 April 2020 - 11:14

เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการตรวจพบว่าสุนัขพันธ์ุปอมเมอเรเนียนในฮ่องกงติดเชื้อโควิด-19 แบบอ่อนๆ (Weak Possitive) จากเจ้าของซึ่งป่วยเป็นโรคโควิด-19 เช่นกัน แต่หลังจากถูกกักตัวเพื่อสังเกตอาการและปล่อยกลับบ้านแล้ว สุนัขตัวนี้ก็เสียชีวิตด้วยวัย 17 ปี ยังไม่พบสาเหตุว่าเสียชีวิตเพราะอะไร เนื่องจากเจ้าของไม่ยอมให้ชันสูตร

ล่าสุดดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่สุนัขที่สามารถติดเชื้อโควิด-19 จากคนได้ เพราะที่ฮ่องกงมีการตรวจพบว่าแมวตัวหนึ่งติดโควิด-19 จากเจ้าของ โดยที่แมวไม่ได้มีการแสดงอาการของโรคแต่อย่างใด

แมวฮ่องกงพบแมวติดโควิด-19 จากเจ้าของซึ่งป่วยไปก่อนหน้านี้ ภาพ pixabay.com

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฮ่องกง และองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ในขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข และแมวจะสามารถเป็นพาหะนำโรคโควิด-19 ไปคนได้ ดังนั้นเจ้าของจึงไม่ควรกังวลมากเกินไป จนถึงขั้นต้องทอดทิ้งสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ซึ่งแมวที่ติดเชื้อโควิด-19 ตัวนี้ต้องได้รับการกักกันเพื่อตรวจดูอาการอย่างใกล้ชิดต่อไป

หน่วยงานด้านสัตวแพทย์ของฮ่องกง ตั้งข้อสันนิษฐานว่าแมวมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อโควิด-19 ได้ง่ายกว่าสุนัข เพราะ Receptor ที่เชื้อไวรัสใช้เพื่อเข้าสู่เซลล์ระบบทางเดินหายใจของแมวกับคนมีความคล้ายกัน มากกว่าสุนัข

อย่างไรก็ตามแมวในฮ่องกงตัวนี้ไม่ใช่แมวตัวแรกที่ตรวจพบเชื้อโควิด-19 เพราะก่อนหน้านี้ที่ประเทศเบลเยียม ก็พบว่าแมวติดเชื้อโควิด-19 จากเจ้าของเช่นเดียวกัน

ที่มา – CNA, SCMP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เกาหลีใต้ ให้โรงเรียนระดับประถม-มัธยม เปลี่ยนมาสอนแบบออนไลน์แก้ปัญหาโควิด-19

Brand Inside - 31 March 2020 - 22:52

การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อวงการการศึกษาอย่างชัดเจน โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างปิดทำการ เพื่อไม่ให้ผู้เรียนต้องมารวมตัวกันจำนวนมาก มหาวิทยาลัยทั่วโลก รวมทั้งในไทยปรับไปทำการเรียนการสอนออนไลน์แทน ซึ่งอาจทำได้ในระดับอุดมศึกษา แต่ระดับมัธยมกับประถมศึกษาจะทำอย่างไร? เกาหลีใต้เลือกเดินหน้าออนไลน์แล้ว

PAJU, SOUTH KOREA – APRIL 24: South Korean children take a class at the Taesungdong elementary school on April 24, 2018 in Paju, South Korea. Taesungdong is the only civilian habitation within the southern side of the DMZ, located 1 km northeast of Panmunjom where the inter-Korean summit is scheduled on April 27, 2018. The individuals who have lived in the village since before the Korean War, or their descendants are only allowed to live in the village. (Photo by Chung Sung-Jun/Getty Images)

โดยกระทรวงศึกษาธิการของเกาหลีใต้ ได้ประกาศว่าภาคการศึกษาใหม่ จะเริ่มต้นในวันที่ 9 เมษายนนี้ทั่วประเทศ ซึ่งเลื่อนจากกำหนดเดิมคือ 2 มีนาคม พร้อมกำหนดให้โรงเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาทั้งหมด เปลี่ยนไปทำการเรียนการสอนแบบออนไลน์ แทนระบบห้องเรียนแบบเดิม

ทดสอบการเปลี่ยนผ่านทีละสัปดาห์

Yoo Eun-hae รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวนั้นเพื่อให้ชัดเจนว่าการเรียนการสอน ต้องเปลี่ยนเป็นแบบออนไลน์ทันที เพราะสถานการณ์ตอนนี้ตอบได้ยากว่าการระบาดของโรคจะสิ้นสุดเมื่อใด

ลองนึกภาพการเปลี่ยนมาเป็นออนไลน์พร้อมกันทั้งโรงเรียนก็น่าจะลำบากทีเดียว กระทรวงฯ จึงกำหนดให้ระดับชั้น ม.3 และ ม.6 (เทียบเท่ากับของไทย) เป็นกลุ่มแรกที่เริ่มเรียนแบบออนไลน์ก่อน จากนั้นสัปดาห์ถัดมาจึงให้ระดับชั้นมัธยมศึกษาที่เหลือ รวมทั้งประถมศึกษาตอนปลาย เริ่มเข้าระบบการเรียนออนไลน์ ส่วนประถมศึกษาตอนต้น ค่อยตามมาในอีกหนึ่งสัปดาห์

สำหรับระดับชั้นอนุบาลนั้น กระทรวงฯ กำหนดให้เลื่อนเปิดภาคเรียนออกไปไม่มีกำหนด ส่วนระดับมหาวิทยาลัยนั้นเปลี่ยนเป็นออนไลน์ไปก่อนหน้าแล้ว

พ่อแม่เห็นด้วย แต่ความพร้อมของทุกฝ่ายยังเป็นคำถาม

ผลสำรวจโดย Realmeter พบว่าพ่อแม่เด็ก 72% เห็นด้วยที่ให้จัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ เพราะกังวลหากลูกต้องไปโรงเรียนตามกำหนดเปิดภาคการศึกษา อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าโรงเรียนเองมีอุปกรณ์และเครื่องมือพร้อมแค่ไหน เพราะข้อมูลนั้นพบว่ามีโรงเรียนถึง 3,600 แห่ง จากทั้งหมด 8,999 แห่ง ที่ไม่มีการติดตั้ง Wireless Network สำหรับให้ครูใช้ถ่ายทอดสดการสอนจากในห้องด้วยซ้ำ

การเข้าถึงการเรียนสำหรับนักเรียนก็เป็นปัญหาเช่นกัน ข้อมูลระบุว่าครอบครัวเกาหลีใต้ 3 ใน 10 ครอบครัว ไม่มีคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่แท็บเล็ต อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ระบุว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีชุดอุปกรณ์สำหรับใช้ยืมเพื่อการเรียนตอนนี้

เลือกวิธีการสอนที่เหมาะสม

ปัญหาหนึ่งคือครูเองก็ไม่มีประสบการณ์ในการสอนแบบออนไลน์ ซึ่งมีบรรยากาศและการควบคุมที่แตกต่างจากห้องเรียนปกติ กระทรวงศึกษาธิการให้แนวทางจัดการสอน 3 รูปแบบ แบบแรกคือโต้ตอบกันเรียลไทม์ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ แบบที่สอง ให้อัดวิดีโอแล้วเผยแพร่เพื่อให้นักเรียนมาดูภายหลัง และแบบที่สาม ใช้การมอบหมายงานเป็นโปรเจกต์ให้ทำหรือส่งรายงาน โดยให้แต่ละโรงเรียนเลือกวิธีที่เหมาะสมเอง

ผู้ปกครองรายหนึ่งกล่าวว่า หากปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอเพียงลำพัง เขาก็ไม่แน่ใจว่าการเรียนจะมีประสิทธิภาพ ตอนนี้ทางออกที่คิดกันคือรวมกลุ่มในบ้านใกล้เคียง จัดห้องเรียนในบ้าน แล้วให้พ่อแม่ผลัดกันมาดูแล ซึ่งน่าจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนได้ดีมากขึ้น

ที่มา: The Strait Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

EIC SCB: โควิดทำเศรษฐกิจแย่ นักท่องเที่ยวลด ค้าปลีกเจ็บหนัก 5 แสนล้าน

Brand Inside - 31 March 2020 - 20:40

EIC SCB ปล่อยรายงาน “ส่องธุรกิจค้าปลีก.. รับมืออย่างไรจาก Covid-19” โดยระบุว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการใช้จ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยนไปตามสถานการณ์การแพร่ระบาดในแต่ละระยะแตกต่างกัน

โดยรายงานการศึกษาจาก Nielsen พบว่าผู้บริโภคมีการตอบสนองต่อโรคระบาดเปลี่ยนแปลงตามระดับความรุนแรง

  • เริ่มระบาดในวงจำกัด คนซื้อสินค้าป้องกันสุขภาพ
  • แพร่ระบาดภายในประเทศ คนต้องการซื้อสินค้าจำเป็นสำหรับป้องกันตัวเองมากขึ้น พอเริ่มระบาดจนมีคนติดเชื้อเพิ่มขึ้น เสียชีวิตมากขึ้น คนเริ่มกักตุนสินค้าจำเป็น ซื้อสินค้ามากเกินปกติ
  • ช่วงที่แพร่ระบาดในประเทศเป็นวงกว้าง เริ่มใช้มาตรการฉุกเฉิน ปิดเมือง กักกันการเดินทาง คนซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น สินค้าบางชนิดขาดแคลน
  • ช่วงที่สถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลาย จนกลับสู่ภาวะปกติ ผู้บริโภคปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ระวังสุขภาพมากขึ้น หันมาซื้อสินค้าทางออนไลน์มากขึ้น
ภาพจาก EIC SCB

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคจากสถานการณ์โรคระบาดย่อมจะส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการใช้จ่ายสินค้าและบริการแต่ละประเภทในระดับที่แตกต่างกัน ผู้บริโภคจะมีพฤติกรรม panic buy ในสินค้าจำเป็นบางหมวด ขณะที่สินค้าไม่จำเป็นปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

ผู้บริโภคเลี่ยงทำกิจกรรมนอกบ้าน หันมาซื้อสินค้าออนไลน์และทำกิจกรรมเพื่อความบันเทิงต่างๆ ในบ้านมากขึ้น พฤติกรรมของผู้บริโภคในเอเชีย 6 ประเทศรวมทั้งไทยพบว่า

  • 30% ของผู้บริโภคที่ตอบแบบสำรวจมีความกังวลว่าสินค้าจำเป็นอาจมีไม่เพียงพอและมีความต้องการสินค้าบางประเภทเพิ่มขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์สุขอนามัยส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์สุขภาพและอาหารเสริม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน
  • 30% ซื้อออนไลน์และการใช้บริการส่งอาหารเพิ่มขึ้น ผู้บริโภคเลี่ยงการทำกิจกรรมนอกบ้าน ลดการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยลง ราว 50% ทำกิจกรรมหรือทานอาหารนอกบ้านลดลง ลดการซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สินค้าฟุ่มเฟือย

ระดับความรุนแรงที่มีผลกระทบต่อสินค้าแต่ละประเภท

  1. คนต้องการสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น มาจากความตระหนก
  2. สินค้าที่ผู้บริโภคซื้อกักตุนในช่วงวิกฤต คืออุปกรณ์ป้องกันเชื้อโรค อุปกรณ์ทำความสะอาด
  3. สินค้าไม่จำเป็น อาทิ เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ มีความต้องการลดลงอย่างรุนแรง
ภาพจาก EIC SCB

ธุรกิจค้าปลีกโดยรวมได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก แต่บางส่วนที่ยังเติบโตได้ในช่วงวิกฤติคือ ร้านสะดวกซื้อและ e-commerce โดยร้านค้าปลีกขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะได้รับัผลกระทบอย่างมากจากการที่ผู้บริโภคหลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่ที่มีคนจำนวนมาก หันมาร้านค้าปลีกขนาดเล็ก และซื้อสินค้าทางออนไลน์แทน

ผลกระทบจากโควิด-19 จะส่งผลต่อธุรกิจค้าปลีกของไทย 3 ช่องทางหลัก คือ การท่องเที่ยวหดตัวอย่างรุนแรง ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศที่ลดลง และ Supply disruption จากการที่สต็อกสินค้าที่อาจขาดแคลนหากพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศที่ปิดเมือง แม้สินค้าบางชนิดที่ผลิตในประเทศยังเพียงพออยู่ แต่อาจมีความเสี่ยงล่าช้าจากการกระจายสินค้าได้

ภาพจาก EIC SCB

ภาคการท่องเที่ยวเป็นช่องทางหลักที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยตรงและรุนแรงส่งผลต่อร้านค้าปลีกที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยว เนื่องจาก 4-5 ปีที่ผ่านมา ภาวการณ์บริโภคในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ประกอบการค้าปลีกหันมาพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะชาวจีนเกือบ 30% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด 5 ปีที่ผ่านมาการชอปปิงของนักท่องเที่ยวโตราว 2% หรือประมาณ 12,000 บาทต่อทริป

การชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าปลีกค่อนข้างมาก

ภาพจาก EIC SCB

EIC ประเมินเบื้องต้นว่า หากนักท่องเที่ยวปี 2020 ปรับลดลง 67% จาก 39.8 ล้านคนในปี 2019 มาอยู่ที่ 13.1 ล้านคน คาดว่าจะส่งผลให้รายได้ของธุรกิจค้าปลีกที่มาจากภาคการท่องเที่ยวหายไปราว 2.7 แสนล้านบาท (หากสถานการณ์ติดเชื้อคลี่คลายในไตรมาส 3 นักท่องเที่ยวฟื้นตัวไตรมาส 4) แต่เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัวลง คาดว่า จะส่งผลให้การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวลดลงจากค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีจาก 12,000 บาท เหลือ 10,000 บาท ต่อทริป

สถานการณ์โควิด-19 รุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการบริโภคในประเทศทั้งจากความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง คาดว่าส่งผลให้มูลค่าตลาดค้าปลีกในปี 2020 หดตัวลงราว -14% ขณะที่หนี้ภาคครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และยังถูกซ้ำเติมด้วยผลกระทบจากโควิด-19 ที่ส่งผลต่อเนื่องมายังธุรกิจค้าปลีกที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากคือ

  • ร้านค้าปลีก non-groccery
  • ห้างสรรพสินค้า
  • ร้านเสื้อผ้า
  • ร้านสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
  • ร้านสินค้าความงาม

รายได้ค้าปลีกหดตัวลงอย่างมาก แม้จะมีชดเชยด้วยยอดขายออนไลน์ แต่ก็มีสินค้าออนไลน์เพียง 2-3% ของมูลค่าตลาดค้าปลีก หากรวมการใช้จ่ายที่ชะลอตัวลงขอผู้บริโภคกับนักท่องเที่ยวที่หายไป คาดว่าตลาดค้าปลีกจะหดตัวลง -14% ราว 5 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ Supply Disruption จากการที่สต็อกสินค้าอาจขาดแคลนหากพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศที่มีการปิดเมือง การปิดเมืองของจีนที่ผ่านมา คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสต็อกสินค้าของร้านค้าปลีกในไทย อาทิ ร้านขายสินค้าแฟชั่น เนื่องจากไทยนำเข้าสินค้าและรองเท้าจากจีนมากเป็นอันดับ 1 อาจส่งผลให้สินค้าจากจีนมีความล่าช้า

นอกจากนี้ สถานการณ์โควิด-19 ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น อาจส่งผลให้มีจำนวนธุรกิจที่ประสบปัญหาทางการเงินจนต้องปิดกิจการเพิ่มขึ้นได้ เพราะภาระต้นทุนที่มาจากการเก็บสต็อกสินค้า ค่าเช่าพื้นที่ ค่าจ้างพนักงาน ซึ่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นสัญญาณมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ช่วงสัปดาห์ที่ 1-9 ของปี 2020 มีจำนวนบริษัทปิดกิจการเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1,717 บริษัท เทียบกับปีก่อนหน้าอยู่ที่ 1,445 บริษัท

ภาพจาก EIC SCB

กลยุทธ์ที่สำคัญในการรับมือโควิด-19

  • เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินค้าและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน จัดหาสินค้าให้เพียงพอ ผลสำรวจจาก Nielsen พบว่า ปัญหาสินค้าคงคลังไม่เพียงพอและบริหารจัดการ supply chain เป็นปัญหาหลักของผู้ประกอบการค้าปลีก
ภาพจาก EIC SCB ภาพจาก EIC SCB
  • เน้นการขายออนไลน์และเพิ่ม customer engagement ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ผู้ที่ยังไม่เคยขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ต้องเริ่มหาลู่ทาง ผู้ที่ขายอยู่แล้ว ต้องเตรียมรับมือการเพิ่ขึ้นของยอดขาย จากตัวอย่างจีนพบว่า 80% ผู้บริโภคจีนหันมาซื้อสินค้า grocery ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น JD.Com พบว่า ยอดขายหลังโควิด-19 ระบาด ตัวเลขยอดขายก้าวกระโดดราว 215% YoY
  • ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้บริโภคและพนักงานเป็นอันดับแรก เช่น เน้น contactless delivery ให้พนักงานยืนห่างจากลูกค้า และนำสินค้าวางไว้ให้ลูกค้ามาหยิบเอง เป็นต้น
  • เตรียมความพร้อมสำหรับการให้บริการหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ผู้ประกอบการควรเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนบริหารสต็อคสินค้าและ supply chain เพื่อตอบสนองความต้องการที่จะกลับมาฟื้นตัวหลังวิกฤติ

ที่มา – EIC SCB

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages