คำแนะนำจาก “บี้ เดอะ สกา” ถึง Creator และ YouTuber ทุกคน กับเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

Brand Inside - 14 November 2018 - 23:35

Brand Inside ได้มีโอกาสพูดคุยกับ บี้ เดอะ สกา ถึงเรื่องต่างๆ ในชีวิตของการเป็น YouTuber คนแรกๆ และปัจจุบันเป็นที่รู้จักอันดับต้นๆ ของประเทศไทย หนึ่งในเรื่องที่คุยกันและตัดมาเป็นน้ำจิ้มก่อน และหลายคนน่าจะอยากรู้ คือ มีเคล็ดลับอย่างไรในการสร้างคอนเทนต์ที่เป็นที่นิยมและประสบความสำเร็จเช่นทุกวันนี้

บี้ เดอะ สกา หรือ พี่บี้ บอกว่า ทุกวันนี้ YouTuber หรือ Content Creator สามารถสร้างรายได้ไม่น้อย ทำให้กลายเป็นอาชีพที่ดึงดูดให้คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาทดลองทำ แต่หลายคนไม่รู้ว่าจะเร่ิมต้นอย่างไร หรือเริ่มไปแล้วไม่รู้ว่าจะต่อยอดเป็นธุรกิจได้อย่างไร ซึ่ง Brand Inside สรุปเคล็ดลับจาก พี่บี้ มาได้ดังนี้

  1. อย่ารอช้า ให้ลงมือทำทันที – ทั้งพี่บี้ และ Content Creator ที่โด่งดังหลายคนพูดตรงกันว่า อย่ารอช้า ถ้าอยากทำให้ลงมือทำทันที ถ้าคุณอยากเป็น YouTuber ก็จงเริ่มต้นลงมือตั้งแต่เดี๋ยวนี้ แต่จะเริ่มจากอะไร?
  2. เริ่มจากสิ่งที่ชอบหรือสนใจ – สิ่งที่ง่ายที่สุดคือ ชอบอะไร สนใจอะไร หรือเชี่ยวชาญอะไร ก็ให้ทำคอนเทนต์เรื่องนั้นๆ แต่ก่อนทำศึกษาตลาดก่อนว่า คอนเทนต์รูปแบบนี้มีใครทำบ้าง แล้วเขาทำแบบไหน เราจะได้รู้ว่าเราควรทำออกมาอย่างไร
  3. ไม่ต้องซื้อ ใช้อุปกรณ์ที่มี – หลายคนคิดว่าจะเป็น Creator ได้ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ดีๆ ราคาแพงๆ พี่บี้ บอกว่า การมีคุณภาพงานที่ดี ไม่ใช่สิ่งที่การันตีว่าคอนเทนต์นั้นจะปัง แต่อยู่ที่เนื้อหาสาระมากกว่า สำหรับ บี้ เดอะ สกา เร่ิมต้นจาก กล้องเว็บแคม ที่ติดกับโน้ตบุ๊ค ส่วนเดี๋ยวนี้ กล้องมือถือก็เพียงพอแล้ว อย่าลงทุนหนักตั้งแต่แรก
  4. สร้างคอนเทนต์ให้คนดู ไม่ใช่ยอดวิว – หลายคนที่เป็น Creator มักจะเน้นสร้างคอนเทนต์เพื่อให้ได้ยอดวิวสูงๆ ซึ่งประสบการณ์ของพี่บี้ บอกว่า ยิ่งทำยอดวิวยิ่งหดหาย ดังนั้นต้องโฟกัสให้ถูกจุด นั่นคือ ต้องทำคอนเทนต์ที่ดี ที่ทั้งเราและคนดูชอบ จากนั้นยอดวิวจะมาเอง
  5. ใช้เวลาศึกษางานอื่นๆ – ส่วนตัว บี้ เดอะ สกา ใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวันในการดูงานวิดีโออื่นๆ ทั่วโลก เพื่อให้รู้ว่า ทำแบบไหนแล้วดัง ทำแบบไหนแล้วไม่ดัง เพื่อให้ได้ไอเดีย แล้วนำมาคิดต่อยอด ใส่ความเป็นตัวเองเข้าไป ดังนั้นใครที่อยากเป็น YouTuber ก็ต้องศึกษางานให้มากๆ เช่นกัน
  6. ดูเป็นแรงบันดาลใจ – พี่บี้ ยืนยันว่า ทุกคนที่ดู YouTube เขาอยากดูตัวตนที่แท้จริง สามารถดูพี่บี้เป็น Role Model หรือเป็นแรงบันดาลใจได้ แต่ไม่ต้องเป็นแบบพี่บี้ ค้นหาตัวเองให้เจอ และเป็นตัวของตัวเองดีที่สุด

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่ Creator หรือ YouTuber ที่จะประสบความสำเร็จได้ หลายๆ คนเร่ิมต้นมาด้วยตัวคนเดียว หลายคนเริ่มมาแบบเป็นทีม แต่ยังมีรายละเอียดเชิงลึกอีกมาก เช่น การตั้งบริษัท การสร้างทีม การบริหารงาน

บี้ เดอะ สกา บอกว่า ก่อนจะไปถึงจุดนี้ให้กลับไปอ่านข้อแรก แล้วบอกตัวเองว่า “อย่ามีข้ออ้าง ให้เริ่มทำทันที”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

CPALL ซื้อหุ้นใน Thai Smart Card จากกลุ่ม True เพิ่มอีก 15% รองรับแผน O2O

Brand Inside - 14 November 2018 - 23:00

CPALL ซื้อหุ้นในบริษัทเจ้าของบัตรสมาร์ทเพิร์สเพิ่มเติมจากกลุ่ม TRUE อีก 15.76% โดยมีแผนเพื่อที่จะรองรับ O2O ในอนาคต นอกจากนี้ยังได้ความเชี่ยวชาญจากทีมงานบัตรสมาร์ทเพิร์สด้วย

ภาพจาก Shutterstock

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ถึงการที่บริษัทจะขออนุมัติการซื้อหุ้นของบริษัท ไทยสมาร์ทการ์ด จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของบัตร สมาร์ทเพิร์ส (Smart Purse) จากผู้ถือหุ้นที่มีความเกี่ยวข้อกันคือกลุ่ม TRUE

โดยมูลค่าการซื้อขายคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 454 ล้านบาท แต่ถ้าหากผู้ถือหุ้นรายอื่นๆ ตอบรับการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ มูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 788 ล้านบาท

ปัจจุบันบริษัท ไทยสมาร์ทการ์ด จำกัด มีผู้ถือหุ้นดังต่อไปนี้

  1. บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 72.64%
  2. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  ถือหุ้น 15.76%
  3. ธนาคารออมสิน  ถือหุ้น 4.94%
  4. บริษัท เอ็นทีที เดต้า (ประเทศไทย) จำกัด ถือหุ้น 2.71%
  5. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 2.47%
  6. บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.74%
  7. บริษัท ล็อกซเล่ย์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 0.74%

สำหรับผลการดำเนินงานของ ไทยสมาร์ทการ์ด นั้นปี 2560 ที่ผ่านมามีรายได้ทั้งสิ้น 311 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 49 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีแรกของปี 2561 บริษัทมีรายได้อยู่ที่ 247 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 37.5 ล้านบาท

ทางซีพีออลล์ มองว่าการที่ซื้อหุ้นเพิ่มเติมจากกลุ่ม TRUE จะทำให้ลดความซ้ำซ้อนกันภายในกลุ่ม การเพิ่มรายได้จากฐานสมาชิกเดิมของบัตรสมาร์ทเพิร์ส และมองว่าปัจจุบันการแข่งขันด้าน E-Payment สูง ทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนแผนการ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารทำให้ต้องซื้อหุ้นเพิ่มเติม

นอกจากนี้บริษัทยังมองเห็นประโยชน์เพื่อรองรับแผนกลยุทธ์ O2O (Online <-> Offline) ผ่านระบบ E-Payment ด้วยการเชื่อมต่อบริการอื่นๆ ของบริษัท เช่น เชื่อมต่อระบบ Payment Gateway ของ Counter Service รวมไปถึงความเชี่ยวชาญของทีมงามไทยสมาร์ทการ์ดอีกด้วย

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วิเคราะห์ สงคราม 3 ยักษ์ใหญ่ Netflix และ Amazon รวมถึง Fox เพื่อครองตลาด “อินเดีย”

Brand Inside - 14 November 2018 - 16:25

ตลาด Video Streaming ของอินเดียยังเป็นตลาดที่เริ่มต้นโตแค่นั้น แต่บริษัทอย่าง Netflix หรือแม้แต่ Amazon กำลังสนใจที่จะเจาะตลาดนี้อย่างหนัก รวมไปถึงเจ้าถิ่นอย่าง Fox ที่พยายามหาลูกค้าเพิ่มเติมอีกด้วย

ภาพจาก Pixabay

ถึงแม้ว่าสงครามการขับเคี่ยวของ Video Streaming ในโลกจะเริ่มเหลืออยู่ไม่กี่เจ้าแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น Netflix Amazon หรือแม้แต่ Warner (HBO) และรวมไปถึง Disney แต่ในตลาดอินเดียที่พึ่งเริ่มเปิดรับความบันเทิงใหม่ๆ นั้นถือว่าพึ่งเริ่มศึกสงคราม โดยมีลูกค้าจำนวนมหาศาลเป็นรางวัล

ปัจจุบันตลาด OTT ในประเทศอินเดียมีมูลค่าเพียงแค่ 296 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ทำให้ยังมีโอกาสโตได้อีกมาก ข้อมูลจาก KPMG ได้ประเมินว่า ตลาด OTT ของอินเดียจะโตถึง 45% ต่อปี จนถึงปี 2023 

นอกจากนี้ Limelight Networks ได้ศึกษาข้อมูลพฤติกรรมของชาวอินเดียว่าเฉลี่ยต่อคนแล้วดูวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สัปดาห์ละ 8 ชั่วโมง 28 นาที มากกว่าในปี 2016 ถึง 58% และยังมากกว่าการรับชมโทรทัศน์ไปแล้วอีกด้วย

การที่ตลาด OTT จะเติบโตได้มากขนาดนี้ต้องยอมรับถึงการที่คนอินเดียใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และรวมไปถึงค่าใช้จ่ายแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตที่ถูกลง เนื่องจากผู้เล่นรายใหม่ๆ เข้ามาในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากมาย เช่น E-commerce เป็นต้น

สำหรับประเทศอินเดียตอนนี้เป็นการแข่งขันระหว่าง Netflix และ Amazon Prime Video แถมยังมีผู้สอดแทรกอย่าง Fox ที่เข้ามาหวังจะแย่งชิงพื้นที่ตรงนี้ด้วย

Netflix พยายามตีตลาดนี้

Reed Hastings ซึ่งเป็น CEO ของ Netflix ได้กล่าวถึงความยากของตลาดอินเดียว่า อินเดียเป็นประเทศที่มีภาษาท้องถิ่นกว่า 20 ภาษา ซึ่งสร้างความปวดหัวไม่น้อย แต่ Netflix จะจับกลุ่มลูกค้าที่สามามารถเข้าใจภาษาอังกฤษได้ โดย Netflix เตรียมส่งซีรี่ส์อินเดียถึง 9 เรื่องด้วยกัน

อีกปัจจัยสำคัญของ Netflix ที่ไม่สามารถเจาะตลาดอินเดีย รวมไปถึงตลาดกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้คือราคาของแพ็คเกจที่ถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับรายได้ของประชาชนในประเทศ อย่างในอินเดีย ค่าบริการรายเดือนของ Netflix คือ 500 รูปีต่อเดือน ซึ่งถือว่าแพงมาก ทำให้ Netflix อาจต้องเปลี่ยนแผนที่จะปรับราคาแพคเกจลงมาให้เข้าถึงชาวอินเดียได้

Hotstar แพลตฟอร์มของ Fox ซึ่งกำลังจะกลายเป็นของ Disney Fox เอาถ่ายทอดสด Cricket ไปสู้

โดยค่าย Fox ของมหาเศรษฐีอย่าง Rupert Murdoch ถึงแม้ว่าอีกไม่นานกิจการต่างประเทศแทบทั้งหมดจะตกเป็นของ Disney แต่การจับกลุ่มลูกค้าอินเดียของค่าย Fox ถือว่าไม่ยอมใคร เนื่องจากเป็นเจ้าถิ่นของที่นี่โดยเฉพาะเครือข่าย Star ที่ผลิตคอนเทนต์ส่งให้กับเคเบิลทีวีในอินเดีย รวมไปถึงประเทศข้างเคียง

โดยแพลตฟอร์ม Hotstar ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเหมือนกับ Netflix แถมล่าสุดยังได้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดคริกเก็ต ซึ่งเป็นกีฬายอดนิยมที่สุดของอินเดีย โดยเฉพาะรายการอย่าง Indian Premier League และยังรวมไปถึงละครที่สามารถใช้คอนเทนต์ร่วมกับ Star ได้ ซึ่งเป็นจุดแข็งของ Hotstar

นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่ครองใจลูกค้าชาวอินเดียจนกลายเป็น Application ที่ชาวอินเดียดาวน์โหลดมากถึง 300 ล้านครั้ง คือแพ็คเกจที่ถูกมากคือ 999 รูปีต่อปี หรือประมาณปีละ 500 บาทเท่านั้น

ภาพจาก Shutterstock Prime Video ปีหน้าเจอ Original Content เยอะกว่าใคร

Amit Agarwal ผู้บริหารของ Amazon India กล่าวว่าปีหน้า Amazon Prime Video ของประเทศอินเดียจะมี Original Content มากถึง 30 เรื่อง มากกว่าคู่แข่งด้วยซ้ำ นอกจากนี้ Prime Video ยังได้ดูซีรี่ส์ที่ Amazon สร้างหลังจากปล่อยในสหรัฐในวันเดียวกันหรือช้ากว่าแค่วันเดียวเท่านั้นอีกด้วย

ล่าสุด Amazon ยังมีการสนับสนุนภาษาฮินดีในเว็บไซต์ของ Amazon Prime Video ด้วย และรวมไปถึงจะมีซับไตเติ้ลและเสียงพากย์เป็นภาษาฮินดีสำหรับละครบางเรื่อง ซึ่ง Amazon กำลังรุกเพื่อเพิ่มฐานลูกค้าชาวอินเดีย

ยังรวมไปถึงราคาแพ็คเกจที่คิดเท่ากับ Hotstar ที่ราคาปีละ 999 รูปีอีกด้วย ซึ่งเป็นราคาที่ถูกสุดของ Amazon Prime Video ที่ให้บริการทั่วโลกด้วย

สรุป

ศึกของ OTT ในประเทศอินเดียยังมีการต่อสู้กันยาวไกล เนื่องจากคู่แข่งที่มีหลากหลาย ซึ่งจุดสำคัญคือใครสามารถที่จะมี Content ที่สามารถมัดใจชาวอินเดียได้มากกว่ากันเท่านั้น ซึ่งตลาดอินเดียเป็นตลาดที่ไม่ง่ายเลย เนื่องจากภาษาท้องถิ่นที่มาก ทำให้ต้องมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น ถ้าหากจะเจาะลูกค้าในประเทศนี้

ที่มาKPMG, Bloomberg, The Economic Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดลิสต์ร้านอาหาร 27 แห่ง คว้าดาวมิชลิน ไกด์ ปี 2562 ร้านเจ๊ไฝยังติดโผ!

Brand Inside - 14 November 2018 - 16:17

มิชลินประกาศร้านอาหารติดดาว ประจำปี 2562 พร้อมคู่มือมิชลิน ไกด์ ปีนี้มี 27 ร้านอาหารที่ติดดาว และเพิ่มพื้นที่ภูเก็ต และพังงาเข้ามาเพิ่ม

เพิ่มร้านอาหารในภูเก็ต พังงา เป้าหมายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

มิชลินเปิดตัวคู่มือแนะนำร้านอาหาร และที่พัก “มิชลิน ไกด์ กรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และพังงา” ประจำปี 2562  โดยเป็นคู่มือ มิชลิน ไกด์ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย ซึ่งเป็นโปรเจ็คต์ใหญ่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวประเทศไทยด้วยอาหาร

โดยที่ฉบับนี้ได้ขยายพื้นที่ร้านอาหารจากแค่ในกรุงเทพมหานคร ไปยังปริมณฑลอย่าง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรปราการ รวมถึงต่างจังหวัด เริ่มต้นจากภูเก็ต และพังงา ก่อนที่ปีหน้าจะเพิ่มจังหวัดทางภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ และเชียงรายเข้ามาในโผด้วย

คู่มือเล่มล่าสุดนี้บรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 217 แห่ง และที่พัก 67 แห่ง โดยมีร้านอาหารได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน จำนวน 4 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ 1 ร้าน และ 1 ดาวมิชลิน จำนวน 23 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ 10 ร้าน

เกว็นเดล พูเลเนค ผู้อำนวยการนานาชาติ  มิชลิน ไกด์ เปิดเผยว่า

“ร้านอาหารที่ได้รับเลือกในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ด้านอาหารที่หลากหลาย ทั้งในและนอกเขตกรุงเทพฯ  นอกจากนี้ เรายังเห็นแนวโน้มความนิยมในการให้เชฟเป็นผู้กำหนดเมนูครบคอร์ส (Degustation Menu) เพื่อให้ผู้ทานอาหารได้สัมผัสประสบการณ์ด้านอาหารที่สมบูรณ์แบบที่สุด”

ร้านระดับ 2 ดาว 4 ร้าน

ร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรให้ได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลินในปีก่อนทุกร้านยังคงรักษาสถานะดาวมิชลินเอาไว้ได้ ได้แก่ ร้าน Gaggan (กากั้น), Le Normandie (เลอ นอร์มังดี) และ Mezzaluna (เมซซาลูน่า)  โดยมี Sühring (เซือริ่ง) เป็นร้านอาหารเพียงร้านเดียวที่มีรายชื่อเพิ่มเข้ามาในปีนี้ โดยเลื่อนระดับจาก 1 ดาวมิชลิน เป็น 2 ดาวมิชลิน เป็นเมนูอาหารยุโรปร่วมสมัยในสไตล์เยอรมันโมเดิร์นตามแบบฉบับตนเองของเชฟสองพี่น้อง Mathias และ Thomas Sühring

ร้านระดับ 1 ดาว 23 ร้าน

นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหาร 23 ร้านได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน โดย ฤดู (Le Du) และ GAA (กา) เป็นเพียงสองร้านที่ครองรางวัล
1 ดาวมิชลินด้วยการเลื่อนระดับมาจากรางวัล Plate ซึ่งมอบให้กับร้านอาหารที่นำเสนออาหารคุณภาพดีโดยใช้วัตถุดิบที่สดใหม่และสะท้อนความสามารถในการปรุงอาหารที่ดี

ในบรรดาร้านอาหาร 1 ดาวมิชลินปีนี้เป็นร้านที่ติดอับดับในคู่มือมิชลิน ไกด์ครั้งแรกจำนวน 8 ร้าน โดย 5 ร้านในจำนวนนี้อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ได้แก่ Canvas (แคนวาส), เมธาวลัย ศรแดง, R-Haan (อาหาร), สวรรค์ และศรณ์

ร้าน 1 ดาวอีก 2 แห่งตั้งอยู่ในจังหวัดปริมณฑลของกรุงเทพฯ ได้แก่ เรือนปั้นหยา (สมุทรสาคร) และ สวนทิพย์ (นนทบุรี) และมีร้านอาหารแห่งเดียวในจังหวัดภูเก็ตที่ได้รับรางวัล 1 ดาว นั่นคือ PRU (พรุ)

ที่น่าสนใจก็คือ ร้านอาหาร 3 ร้าน ซึ่งได้รับรางวัล 1 ดาวมิชลิน ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ Elements (เอเลเมนท์), Nahm (น้ำ) และ เสน่ห์จันทน์ ยังคงสามารถรักษาสถานะดาวของตนเองไว้ได้ แม้จะมีการเปลี่ยนเชฟประจำร้านก็ตาม

ส่วนร้านอาหารที่ได้รับรางวัล “บิบ กูร์มองด์” หรือร้านอาหารแนะนำ มีจำนวน 72 ร้าน เป็นร้านอาหารใหม่ถึง 42 ร้าน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไทรอัมพ์ เปิดตัว Scrambler 1200 ใหม่ ปรับยอดขายลง 20% เหตุตลาดชะลอการใช้เงิน

Brand Inside - 14 November 2018 - 15:14

ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ แบรนด์มอเตอร์ไซค์ระดับพรีเมี่ยม เปิดตัว “สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์ซี” (Scrambler 1200 XC) และ “สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี’’ (Scrambler 1200 XE) มอเตอร์ไซค์สไตล์คลาสสิกสายลุย ที่แรกในเอเชีย-แปซิฟิก หลังจากงาน EICMA ที่กรุงมิลานเปิดตัวไปได้เพียงไม่กี่วัน พร้อมเผยทิศทางตลาดมอเตอร์ไซต์ระดับ Premium Big bike European – USA ในไทยไม่สดใส

เปิดตัวมอเตอร์ไซค์คลาสสิคสายลุย 2 รุ่นพร้อมกัน ที่แรกในเอเชีย-แปซิฟิก

จักรพงษ์ ศานติรัตน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ประเทศไทยยอดขาย ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย ทำให้ไทยเป็นตลาดที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และฐานผลิตรถจักรยานยนต์ของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ กว่า 70% ทั่วโลก ผลิตอยู่ที่นิคมอมตะซิตี้ ชลบุรี มีศักยภาพเพียงพอที่สามารถเปิดตัวรถรุ่นใหม่ หลังจากงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ EICMA กรุงมิลาน อิตาลีไปเพียงไม่กี่วัน

สำหรับ 2 รุ่นใหม่ที่เปิดตัวไปนั้น ได้แก่ “สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์ซี” (Scrambler 1200 XC) และ “สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี’’ (Scrambler 1200 XE) ทั้งสองรุ่นเป็นมอเตอร์ไซค์แนวคลาสสิคสไตล์วิบาก ที่ออกแบบ เป็นสไตล์คัสตอมตกแต่งโมเดิร์นคลาสสิคในแบบของสแครมเบลอร์ พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ครั้งแรกของโลกที่ติดตั้งระบบควบคุมกล้อง GoPro, ระบบนำทางแบบ Turn-by–turn, จอแสดงผล TFT LCD และ ระบบสตาร์ทไร้กุญแจ เป็นต้น

เครื่องยนต์ขนาด 1200 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 90 แรงม้า ที่ 7,400 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 110 นิวตันเมตร ที่ 3,950 รอบต่อนาที สำหรับรุ่น สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี จะมีสเปคที่เหนือกว่า โดยเพิ่มเติมในส่วนของระบบ ABS ในการเข้าโค้ง (Optimised Cornering ABS) และระบบการควบคุมการยึดเกาะถนนในการเข้าโค้ง (Optimised Cornering Traction Control) พร้อมระบบตรวจจับแรงเฉื่อย (IMU – Inertial Measurement Unit) ช่วยให้การทำงานของระบบ ABS ในขณะเข้าโค้ง และการควบคุมการยึดเกาะถนน และอัตราเร่งเป็นไปอย่างเหมาะสม

สำหรับทั้งสองรุ่นนี้ ทาง ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ จะเปิดราคาอย่างเป็นทางการไว้ในงาน มอเตอร์เอ็กซ์โป 2018 ช่วงปลายเดือนนี้ โดยในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ได้เปิดราคาประมาณการไว้ สำหรับรุ่น สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์ซี ที่ไม่เกิน 613,000 บาท ส่งมอบรถได้เดือนมีนาคม 2019 และ สแครมเบลอร์ 1200 เอ็กซ์อี ไม่เกิน 656,000 บาท พร้อมส่งมอบได้เดือนกุมภาพันธ์ 2019 เป็นต้นไป ทั้งนี้ รถทั้งสองรุ่นที่จำหน่ายทั่วโลก ผลิตจากไทยทั้งหมด

ปรับยอดจดทะเบียนเหลือ 2,500 คัน เหตุยอดซื้อชะลอตัว

จักรพงษ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2018 ทาง ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ มียอดจดทะเบียนไปแล้ว 2,175 คัน เมื่อเทียบกับกลุ่มรถ Premium Big bike แบรนด์ European และ USA (500 ซีซีขึ้นไป) รวมเข้าด้วยกัน ทั้งกลุ่มมีทั้งสิ้น 4,805 คัน ถือว่า ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ครองตลาดกลุ่มนี้อยู่ แต่หากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ที่ปิดปี 2017 ไป มียอดจดทะเบียนประมาณ 2,700 คัน ถือว่าแนวโน้มลดลง ทำให้การคาดการณ์ในปีนี้ จากเดิม 3,000 คัน ถูกปรับลงเหลือ 2,500 คัน ในปี 2018 หรือลดลงกว่าเกือบ 20% เป็นเพราะกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นพนักงานเงินเดือนประจำกว่า 50% ชะลอการซื้อออกไปก่อน

“สาเหตุที่ตลาดชะลอตัวเป็นอย่างมากในปี 2018 มีหลายๆ ปัจจัย ทั้งคนที่ซื้อรถใหม่น้อยลง และชะลอการซื้อออกไปเพื่อรอดูรถรุ่นใหม่ๆ ที่จะเปิดตัวในปีนี้ กลุ่มที่มีกำลังซื้ออย่างผู้ที่เริ่มเป็นเจ้าของกิจการ เลือกที่จะถือเงินสดไว้ใช้ในธุรกิจ แต่ปัจจัยหลักเลยคือปัญหาเศรษฐกิจไม่ดี ไฟแนนซ์เข้มงวดการให้สินเชื่อมากขึ้น”

ยอดขายเกือบทั่วโลกลดลง 4%

สำหรับยอดขาย ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ทั่วโลกในปีที่ผ่านมา ลดลงเฉลี่ยเกือบทั่วโลกประมาณ 4% ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ เหตุเพราะเป็นช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของมอเตอร์ไซค์ ที่คนส่วนใหญ่จะรอดูฟีเจอร์ใหม่ๆ

ส่วนของประเทศไทยในปีที่แล้ว มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย มากกว่า ญี่ปุ่น และอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ เปิดสำนักงานเอง รวมถึงแต่ละประเทศที่มีดีลเลอร์เป็นผู้จัดจำหน่าย สำหรับประเภทรถที่จำหน่ายได้ในไทย กว่า 90% เป็น Classic และที่เหลือ Adventure, Naked อย่างละ 5%

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อ่านกลยุทธ์บุกตลาดลูกค้าองค์กรของ AIS กับยุคที่อะไรๆ ก็ต้อง Digital Transformation

Brand Inside - 14 November 2018 - 15:14

Digital Transformation กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่หลายองค์กรพูดถึง เพราะโลกกำลังหมุนไปในทิศทางนี้ และ AIS ก็เห็นโอกาสที่จะเข้าไปช่วยเหลือองค์กรทุกระดับในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AIS Business Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องใหม่

ถ้าลองย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อนจะพบว่ามีการพูดถึงเรื่อง Digital Transformation ในประเทศไทยแล้ว ผ่านนโยบาย Digital Economy ของรัฐบาล แต่ถ้าย้อนไปไกลกว่านั้นอีกก็จะพบว่าบางประเทศเดินหน้านโยบายในลักษณะดังกล่าวแล้วเช่นกัน ดังนั้น Digital Transformation ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ยังไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันข้อมูล (Data) กลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ คล้ายกับก่อนหน้านี้ที่ใครมีที่ดิน หรือเหล็กเยอะก็จะกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยุคนั้นๆ ที่สำคัญข้อมูลยังมีบทบาทเป็น Digital Backbone ของอุตสาหกรรมยุคนี้ด้วย

สมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS)

“Data มันเปลี่ยนวิถีชีวิตของทุกคนได้ ทั้งชีวิตส่วนตัว และการทำงาน ยิ่งประชากรทั่วโลกเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ 4,000 ล้านคน มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดเสียอีก ส่วนถ้ามองในไทยที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ต 57 ล้านคน Digital Transformation มันก็ยิ่งสำคัญ เพราะถ้าธุรกิจเปลี่ยนตามผู้บริโภคไม่ทันก็สูญเสียโอกาสมหาศาล”

ใส่ใจลูกค้าด้วยเครื่องมือยุค Digital ที่หลากหลาย

ทั้งนี้ในปี 2563 เทคโนโลยีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Artificial Intelligence (AI), Internet of Things (IoT) และ Blockchain ก็น่าจะก้าวล้ำขึ้นไปอีก ดังนั้นการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้งานกับตัวธุรกิจก็น่าจะเป็นข้อได้เปรียบในการเข้าใจ และเข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ธุรกิจของ AIS ในปัจจุบัน

“บริษัทใน Silicon Valley ที่ยิ่งใหญ่ในตอนนี้เขาคิดว่าจะทำอะไรให้ผู้ใช้ภายใน 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อป้องกันการถูก Disrupt จากองค์กรที่ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับพวกเขาก็พยายามรักษาคนเก่งๆ ให้อยู่ในองค์กรได้นานที่สุด เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวธุรกิจได้มากกว่าเดิม”

สำหรับ AIS ก็มีการปรับตัวจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม (Telecom Service Provider) เป็นผู้ให้บริการด้านดิจิทัลไลฟ์ (Digital Life Service Provider) ผ่าน 3 ธุรกิจคือ Mobile, Fixed Broadband และ Digital Service พร้อมกับการก้าวสู่บทบาทใหม่คือผู้ให้บริการ ICT Service สำหรับกลุ่มองค์กรลูกค้าธุรกิจ เพื่อเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือให้ทุกอุตสาหกรรมทำ Digital Transformation ได้เต็มรูปแบบ

พาร์ทเนอร์ของ AIS ในปัจจุบัน ยุคใหม่ที่ไม่ได้มีแค่ Mobile อีกต่อไป

“AIS อยากเติบโตไปด้วยกันกับอุตสาหกรรมอื่น เพราะเราต้องการช่วยให้พวกเขา ส่งสินค้า และบริการไปถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านเครื่องมือดิจิทัลที่เรามีให้ ยิ่งเราปวารณาตัวเป็น Digital Platform เราก็อยากจับมือตั้งแต่ระดับบุคคล, SME จนถึงองค์กรขนาดใหญ่ และไม่ต้องห่วงเราไม่ทำอะไรแข่งกับผู้เล่นในอุตหกรรมนั้นๆ แน่นอน”

ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร ของ AIS เสริมว่า ก่อนหน้านี้บริษัทอาจโดดเด่นเรื่อง Wireless Network ผ่านโครงข่ายที่ดีเป็นอันดับหนึ่ง แต่ปัจจุบันบริษัทก็มี Wire Network และ Digital Service ที่เชื่อมต่อกับลูกค้าทุกระดับ ผ่าน Business Connectivity กว่า 1.4 ล้านจุด

ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร ของ AIS

“ประสบการณ์กว่า 28 ของ AIS ก็เป็นอีกข้อการันตีว่าหลังจากนี้ที่เราจะทำตลาด Mobile, Network, IoT และ Cloud ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสริมสร้างให้ทุก Ecosystem เติบโตไปด้วยกัน ยิ่งตอนนี้เรามี CS Loxinfo และบริษัทที่ดูแลลูกค้ากลุ่ม SME โดยเฉพาะเข้ามาเพิ่ม ก็ยิ่งทำให้การทำ Digital Transformation ทำได้ดีขึ้น”

เจาะตัวเลขขุมกำลัง Digital Service ของ AIS

นอกจากตัว Mobile Service ที่ปัจจุบัน AIS มีลูกค้ากว่า 40 ล้านเลขหมาย และเป็นอันดับหนึ่งของตลาด ในฝั่ง Fixed Broadband ก็มีโครงข่ายกว่า 1.6 แสนกม. และยังขยายอย่างต่อเนื่องเพื่อครอบคลุมเมืองหลักๆ ได้มากกว่าเดิม รวมถึงมีการเดินหน้าโครงการ IoT รูปแบบต่างๆ และบริการ Cloud แล้วเช่นกัน

บริการต่างๆ ของ AIS ทั้งฝั่งลูกค้าทั่วไป และลูกค้าองค์กร

“AIS ค่อนข้างแข็งแรงเรื่อง People Wear หรือกำลังคน เพราะเราค่อนข้างใส่ใจเรื่องนี้ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการยกระดับองค์กรไปสู่ดิจิทัล จึงไม่แปลกที่ปีนี้เรามีการแยกทีม Enterprise ออกมาเลย พร้อมกับมองว่า กลุ่ม AIS Business คืออีก Growth Engine สำคัญของบริษัท”

สำหรับรายได้ฝั่งลูกค้าองค์กรนั้นอยู่ราว 14,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10% ของรายได้ทั้งหมด โดย AIS คาดหวังว่ารายได้กลุ่มนี้จะเติบโตเป็นสัดส่วน 15% ให้ได้ โดยความหวังอยู่ที่บริการ Cloud กับ IoT เนื่องจากบริการ Mobile และ Fixed Broadband เติบโตค่อนข้างช้า

สรุป

กลยุทธ์การรรุกตลาดลูกค้าองค์กรครั้งนี้ของ AIS ถือเป็นการพลิกโฉมองค์กรอีกครั้ง เพราะมันคือการเปลี่ยนมุมมองขององค์กร รวมถึงการติดอาวุธในการทำตลาดให้มีมากขึ้นไปอีก อย่างไรตามมันก็คงดีไม่น้อยที่ทุกองค์กรจะเติบโตไปด้วยกันกับ AIS รวมถึงทำ Digital Transformation ให้กับประเทศไทยไปพร้อมกันด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กลุ่ม Allianz ร่วมมือ Startup ก้าวพ้นโมเดลธุรกิจประกัน ฝังตัวในชีวิตประจำวัน

Brand Inside - 14 November 2018 - 14:23

หลายคนรู้จัก บมจ.อลิอันซ์ อยุธยาประกันชีวิต แต่ที่จริงแล้ว Allianz เป็นค่ายการเงินใหญ่ระดับโลกที่มีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ การเงิน อย่างประกันและอื่นๆๆ อีกมากมาย

เมื่อโลกเปลี่ยน โดยเฉพาะเอเชียที่เจอเทคโนโลยี Distrub ทำให้บริษัทที่ใหญ่ยิ่งต้องปรับตัวให้เร็วขึ้น

Allianz จับมือ Startup หาโมเดลธุรกิจใหม่ นอกกรอบเดิม

George Sartorel Regional CEO Allianz บอกว่า ทุกวันนี้พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเยอะ ทั้งจากเทคโนโลยีที่เข้ามา รวมถึงกลุ่มคนอายุน้อยที่ปรับตัวกับเรื่องนี้ได้เร็ว เลยเห็นอองเทอเพอร์เนอร์เยอะ เอเชียจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมาก

สิ่งที่หลักที่เราต้องโฟกัสคือ การใช้ฐานข้อมูล และหาคนที่มี innovation เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกให้เร็วตามลูกค้าที่เปลี่ยนไป

เราต้องการพื้นที่ และคนที่ต้องการเรียนรู้กรอบการทำธุรกิจใหม่ๆ ปัจจุบันมีพันธมิตร 35 รายในเอเชียที่จะทำให้ Allianz ทำธุรกิจโมเดลใหม่ที่นอกกรอบมากขึ้น

“เราต้องเรียนรู้จากคนที่ฉลาด และมองไปข้างหน้า  และสร้าง Digital Insurance Model ขึ้นมา ตอนนี้เราร่วมมือกับ บริษัทดิจิตอลใหญ่อย่าง JD.com อีคอมเมิรซ์ของจีน และ Gojek ซึ่งต่อไปทำให้เราเสนอบริการใหม่ๆ ผ่านกลุ่มลูกค้าใหม่ และฐานลูกค้าเรามากขึ้น เราเรียนรู้ผ่านความร่วมมือต่างๆ”

อลิอันซ์อยุธยา เปิดเหตุผลทำไมประกันต้องจับมือกับ Health Tech

เจตน์เมริน เจตน์รวีโชติ ผู้อำนวยการอาวุโส บมจ. อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต บอกว่า บทบาทธุรกิจประกันต้องเป็นมากกว่าการเคลม (เรียกร้องค่าสินไหมทดแทน) แต่ต้องมองเป็น Solution เช่น การป้องกัน ดูแลสุขภาพ และเข้าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ 

ตอนนี้เรามีแอพพลิเคชั่น Healthy Living เป็น Platform นอกจากเป็นแหล่งข้อมูลให้ลูกค้าเรื่องสุขภาพ หมอ ฯลฯ เร็วๆ นี้จะสามารถเสนอบริการอื่นๆ นอกจากสร้างความมั่นคงของแบรนด์ ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริการต่างๆ

Healthy Living Platform จะเป็น Ecosystem ด้านการดูแลสุขภาพ ตอนนี้มี Content กิจกรรม MarketPlace ให้ซื้อของ ด้านสุขภาพ อาหาร การอกกำลังกาย ซึ่งอนาคตจะขยายไปเรื่องอื่นๆ จากเครือข่ายระดับโลกที่ Allianz  จะเพิ่มมูลค่าได้อีกมาก”

ที่ผ่านมาเรามีความร่วมมือกับ ร้านขายยา รพ. และอื่นๆ อีกมาก ล่าสุดที่ไทยมีโครงการ Allianz Ayudhya Activator คัด 3 startup ด้าน Health Tech ที่เราเข้าลงทุนได้แก่ Vitaboot, Sharmble, Doctor a to z

3 Startup ต่อยอดบริการสุขภาพใหม่ผ่านแอพฯ ให้คนไทย

ศรัณย์ ชัยปาณี ประธานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ Vitaboost บอกว่า เราเป็นแอพพลิเคชั่น ออกแบบและแนะนำการให้ยา–วิตามินแบบเฉพาะบุคคล เพื่อแก้ Pain Point ที่หลายคนกินวิตามินน้อยหรือมากเกินไป ไม่ก็เสียเงินกับวิตามินที่ไม่ตรงกับความต้องการของร่างกาย

โดยทางบริษัทจะวิเคราะห์ผ่านการเจาะเลือก หรือวิเคราะห์ไลฟสไตล์ของลูกค้า แล้วใข้ AI มาออแบบว่าอะไรเหมาะกับร่างการของลูกค้า และจดชุดวิตามินส่งให้ลูกค้าเลย ซึ่งแอพฯ นี้จะใช้เวลาน้อยลง เพราะไม่ต้องไปรอคิวพบแพทย์นานๆ

ในแง่ธุรกิจการเป็นพันธมิตรกับ Allianz ทำให้อนาคตการเคลมของลูกคาจต่ำลง เพราะมีการดูแล ป้องกันมากขึ้น

กฤติน ทิพย์แสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง SHARMBLE บอกว่า ทางบริษัทฯ คิดโซลูชั่นทั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับการจัดการยาให้ลูกค้า (สั่ง สต็อก ขนส่ง ฯลฯ) ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าทั้งที่เป็นโรงพยาบาล คลีนิก หน่วยบริการต่างๆ ที่ต้องใช้ยาในองค์กรทุกขนาด จุดเด่นคือบริการนี้จะช่วยให้ลูกค้าคุมต้นทุนได้ดีขึ้น จากเดิมที่ราคายาอาจมีต้นทุนจากส่วนนายหน้าที่เกิดขึ้น

อนุชา พาน้อย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Doctor A to Z เล่าให้ฟังว่า บริการของบริษัทฯ จะเกี่ยวกับระบบหลังบ้านของโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีความร่วมมือกับ 20 โรงพยาบาลชั้นนำของไทย โดยจะให้บริการลูกค้าตั้งแต่การเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ คัดเลือกโปรแกรมการรักษาได้ตรงความต้องการลูกค้าในเวลาที่สั้นที่สุด (จากเดิมที่ลูกค้จะหาหมอเพื่อรักษาใช้เวลา 7-30 วัน)

“ตอนนี้ลูกค้าส่วนใหญ่เรายังเป็นต่างชาติที่เข้ามารักษาตัวในไทย ซึ่งเรามีบริการให้ครบวงจรตั้งแต่หมอที่เชี่ยวชาญ 200 ราย 20 โรงพยาบาลคุณภาพสูง ตอนนี้เรายังเน้นธุรกิจรูปแบบ B2B (Business to Business) ในอนาคตนี้ไม่เกิน 5 ปีนี้เราจะเห็นรูปแบบ B2C (Business to Customer) เกิดขึ้นแน่นอน”

ส่วนบริษัทแม่อย่าง Allianz ก็มีการลงทุนใน Startup หลากหลาย ทั้งผ่าน Plug&Play ที่เป็นทั้ง Venture Capital เป็นคนคัดเลือก Startup เด่นๆ มาลงทุน

 สรุป

การทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับลูกค้ารายย่อย ต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้าอยู่เสมอ ยิ่งบริษัทใหญ่ จะปรับตัวช้าไม่ได้! เพราะคู่แข่งมีอยู่ทั่วโลก อย่าง Allianz และ บมจ.อลิอันซ์ อยุธยาประกันชีวิต ที่เป็นบริษัทลูกต้องปรับตัวให้ไว รับเทคโนโลยีใหม่ๆ

โดยอลิอันซ์มองนอกกรอบการเป็นบริษัทประกันชีวิต มากกว่าให้ลูกค้าเคลม แต่ต้องสามารถดูแลสุขภาพ และเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของลูกค้าผ่าน Healthy Living จะมีบริการของ Startup ใหม่ๆ มานำเสนอ อนาคตอาจจะต่อยอดธุรกิจอื่นของเครือ Allianz เข้ามาร่วมด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รวมข้อคิด-คำคมของ “Stan Lee” ตำนานผู้สร้าง Marvel ที่จากไปในวัย 95 ปี

Brand Inside - 14 November 2018 - 13:55

จักรวาล Marvel ร่ำไห้กับการจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับของตำนานคนสำคัญแห่งวงการ Comics เมื่อวันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2018 ด้วยวัย 95 ปี

Stan Lee (สแตน ลี) มีชื่อเต็มว่า Stanley Martin Lieber เขาเคยเป็นทั้งบรรณาธิการบริหาร นักเขียนการ์ตูน ผู้พิมพ์โฆษณา โปรดิวเซอร์ โดยเขาผู้ร่วมสร้างตัวละครฮีโร่ขวัญใจอย่างเช่น Spider-Man, Hulk, Iron-Man, Thor, Fantastic Four, X-Men, Doctor Strange, Black Panther ฯลฯ แต่บทบาทที่ทุกคนรู้จักกันดีคือ Cameo ที่เขาไปปรากฏตัวในภาพยนตร​ฮีโร่ Marvel จนเป็นภาพคุ้นชินตา และผู้ชมต่างรอคอยเพื่อจะดูฉากของเขา

บทความนี้ขอพาไปเก็บตกข้อคิด-คำคมของ Stan Lee เพื่อระลึกถึงตำนานแห่งวงการ และเป็นบทเรียนสำหรับผู้อ่านทุกท่าน

Stan Lee สแตน ลีStan Lee Photo: Shutterstock อย่าดูถูกคุณค่าของงานที่เราทำ

ประโยคที่โด่งดังที่สุดของลี คือการพูดถึงความหมายในอาชีพของเขา การสร้างความบันเทิงเป็นสิ่งที่ดี

  • “ผมเคยรู้สึกอับอาย เพราะเป็นเพียงแค่นักเขียนหนังสือคอมิกส์ ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังสร้างสะพาน หรือไม่ก็กำลังคิดค้นยารักษาโรค และหลังจากนั้น ผมก็ตระหนักได้ว่า ความบันเทิงเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญของชีวิตผู้คน เพราะถ้าขาดสิ่งนี้ไป พวกเขาอาจคุ้มคลั่ง/ไม่เป็นสุข ผมรู้สึกว่าถ้าคุณกำลังสร้างความบันเทิงให้กับผู้คนได้ คุณก็กำลังทำสิ่งที่ดี”
ใช้พลังเพื่อค้นพบตัวเอง สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้คนอื่น เพราะเราอยู่ในโลกที่หลากหลาย

นิตยสาร Forbes ระบุว่า สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากผลงานของลี คือการที่ลีสร้างตัวละครที่มีบุคลิกที่ชัดเจนและมีความเป็นมนุษย์สูง หมายความว่า ผิดพลาดได้ ฮีโร่ทุกตัวของลีไม่สมบูรณ์แบบ และที่สำคัญฮีโร่ของลีไม่ใช้พลังที่มีเพื่อกำจัดศัตรูเท่านั้น หากแต่ใช้พลังนั้นค้นหาตัวตนของตัวเอง และแสดงความรับผิดชอบต่อคนอื่น สร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆ เพื่อสังคม

  • “ผมมักจะนำเอาตัวละครที่เป็นคนกลุ่มน้อยเข้าไปอยู่ในเรื่อง บางครั้งก็เป็นฮีโร่ด้วยซ้ำ เพราะเราอาศัยอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลาย ในความจริงแล้ว นี่คือโลกที่หลากหลาย และเราต้องเรียนรู้ที่จะอาศัยอยู่ในโลกอย่างสันติและเคารพผู้อื่น”

ฮีโร่ไม่ได้มีไว้ปล่อยพลังเท่านั้น แต่ฮีโร่คือคนที่ห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของคนอื่น และพร้อมเสมอที่ออกไปช่วยใครก็ตาม โดยไม่สนว่าจะได้รางวัลตอบแทนหรือไม่

  • “การช่วยเหลือผู้อื่นมันเป็นเรื่องที่เรียบง่ายมาก มันเป็นสิ่งที่สมควรทำหรือต้องทำอยู่แล้ว และเพราะมันเป็นเรื่องถูกต้องที่ควรทำ ทำอย่างไม่ต้องมีข้อสงสัยใดๆ นี่แหละนิยามของคำว่าซุปเปอร์ฮีโร่ที่แท้จริง
Stan Lee แสตน ลีStan Lee Photo: Shutterstock ถามว่าทำงานอย่างไร: ไม่มีหรอกแรงบันดาลใจ มีแต่ไอเดียกับเดดไลน์เท่านั้น!
  • “ผมไม่มีหรอกแรงบันดาลใจ ผมมีแต่ไอเดีย ไอเดียกับเดดไลน์เท่านั้น”

ลีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ครั้งหนึ่งว่า เขารู้ว่าตัวเองมีไอเดีย และเขารู้ว่าเขาทำได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเดดไลน์มากำหนดงานที่ทำ เขาก็ไม่ลงมือทำ เพราะจะทำให้เขาเสียเวลาดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือ หรือออกไปเดินเล่น เพราะฉะนั้น ถ้ามีงานมาบอกว่า คุณต้องส่งพรุงนี้นะ ลีจะลุกขึ้นมาทำ ทำด้วไอเดียที่เขามีภายใต้เดดไลน์ที่กำหนด นี่คือตัวตนในการทำงานของลี

Stan Lee สแตน ลีStan Lee Photo: Shutterstock เกษียณไปทำไม ก็ยังทำงานสนุกอยู่
  • “ผมไม่เห็นจะต้องการเกษียณอายุการทำงาน ตราบเท่าที่ยังสนุกกับมันอยู่”

ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดที่ปู่ลีได้ไปปรากฎตัวในฐานะ Cameo คือ Venom ที่เพิ่งลงโรงฉายไปในเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้เอง

Excelsior!
  • ลีเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “คุณรู้ไหม คำขวัญประจำตัวผมคือ ‘Excelsior’ มันเป็นคำเก่าแก่ที่แปลว่า ‘ก้าวขึ้นไปและก้าวต่อไปสู่ความยิ่งใหญ่’ มันเป็นคำที่อยู่บนตราประทับของรัฐนิวยอร์ก จงก้าวต่อไปและก้าวไปข้างหน้า และถ้ามันถึงเวลาที่จะต้องจากไป มันก็เป็นเรื่องของเวลา ไม่มีสิ่งใดอยู่ยั้งยืนยงตลอดไป”

ข้อมูล – The GuardianForbesWired

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

CPALL ไตรมาส 3/18 ยอดขายเฉลี่ยของร้านเดิมเติบโต 1.8% แต่รายได้รวมยังเติบโตดี

Brand Inside - 14 November 2018 - 00:30

บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ได้รายงานงบการเงินไตรมาส 3 ของปี 2561 โดยกำไรในไตรมาสนี้ยังเติบโตพอใช้ แต่ยอดขายเฉลี่ยของร้านเดิมเติบโตเพียงแค่ 1.8% เท่านั้น

ภาพจาก Shutterstock

ไตรมาส 3 ของ CPALL มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5,182 ล้านบาท มากกว่าไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว 4.3% รายได้รวมของบริษัทไตรมาสนี้อยู่ที่ 130,552 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ของปีที่แล้ว 6% สาเหตุมาจากรายได้การขายสินค้าและบริการของบริษัท และรวมไปถึง Siam Makro ด้วย ยอดขายเฉลี่ยของร้านเดิมเติบโต 1.8% ยอดซื้อต่อใบเสร็จ 69 บาท

กำไรขั้นต้นของบริษัทสูงขึ้น อยู่ที่ 28,008 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว แต่อัตรากำไรขั้นต้นลดลงมาเหลือ 22.3% เนื่องจากยอดขายบุหรี่ และรวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บัตรเกมออนไลน์ เพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าเหล่านี้ฉุดให้กำไรขั้นต้นลดลง แต่กำไรขั้นต้นของสยามแม็คโครยังคงทำได้ดี

ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร ไตรมาสที่ 1 ต้นทุนอยู่ที่ 24,998 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปีที่แล้ว สาเหตุมาจาก ค่าใช้จ่ายจากการขยายสาขา รวมไปถึงการขยายสาขาไปต่างประเทศของสยามแม็คโคร

ไตรมาสที่ผ่านมาทาง CPALL ได้เปิดสาขาใหม่ทั้งสิ้น 142 สาขา มีสาขาทั้งสิ้น 10,902 สาขา เฉลี่ยคนเข้าต่อสาขาอยู่ที่ 1,156 คน นอกจากนี้บริษัทตั้งเป้าขยายสาขาในปีนี้ให้ได้ถึง 700 สาขา และ ตั้งเป้ามีสาขาทั้งหมด 13,000 สาขาภายในปี 2564

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

[สรุป] เคล็ดลับวางแผนลดหย่อนภาษี ปีนี้ต้องซื้ออะไรบ้าง?

Brand Inside - 14 November 2018 - 00:01

เข้าช่วงสิ้นปี ใครที่รู้ตัววว่ารายได้ต้องเสียภาษี มาหาทางลดหย่อนภาษี เก็บเงินไว้ใช้ชีวิตกันดีกว่า ว่าแต่ปี 2018 นี้มีรายการลดหย่อนภาษีอะไรบ้าง?

เครื่องคิดเลขของ Casio เช็คภาษี-สิทธิลดหย่อนได้ง่ายนิดเดียวแค่คลิก!

ก่อนจะต้องกรอกภาษีในเว็บของภาครัฐ แนะนำว่าให้ลองกรอกไปที่เว็บไซด์คำนวนลดหย่อนภาษีที่มีมากมายเช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ,บลจ.กสิกรไทย และเว็บไซต์  iTax

หลักการพื้นฐานที่ต้องรู้ในการวางแผนภาษีคือ เมื่อรวบรวมเอกสารรายได้-รายจ่าย-ลงทุน ฯลฯ ไว้แลว ต้องคำนวนว่ารายได้ทั้งปีอยู่ที่เท่าไร เช็คว่ารายการที่ใช้ลดหย่อนภาษี (รายจ่าย เงินลงทุน สิทธิ ฯลฯ) มาลบรายได้ทั้งหมด ทำให้ฐานรายได้ที่ต้องเสียภาษีลดลง ดังนั้นก็จะเสียภาษีแค่ส่วนที่เหลือ (ภาษีเสียตามฐานรายได้)

การลดหย่อนภาษีแบ่งเป็น 4 หมวดใหญ่
  1. ภาระส่วนตัว ได้แก่
    ค่าใช่จ่ายส่วนตัว        – 60,000 บาท
    ค่าลดหย่อนคู่สมรส     – 60,000 บาท (ต้องยื่นแบบลดหย่อนภาษีคู่กัน)
    ค่าลดหย่อนบุตร         – 30,000 บาท/คน ถ้าเป็นลูกตามกฎหมาย ไม่จำกัดจำนวนบุตร
    ค่าลดหย่อนคลอดบุตร  – จ่ายตามจริงไม่เกิน 60,000 บาท
    ค่าลดหย่อนพ่อแม่       – 30,000 บาทต่อคน (แต่พ่อแม่ต้องมีรายได้ในปีภาษีนั้นไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี และมีลูกแค่คนเดียวที่ใช้สิทธิ์นี้ได้)
    ค่าอุปการะคนพิการหรือทุพพลภาพ  – 60,000 บาทต่อคน

    ภาพจาก Shutterstock

  2. ประกันชีวิตและการลงทุน ได้แก่
    เบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่       – จ่ายตามจริงไม่เกิน 15,000 บาท
    กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF – ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 500,000 บาท
    เงินประกันสังคม                     – ลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 9,000 บาทเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปหรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิต ที่คุ้มครองมากกว่า 10 ปีขึ้นไปไม่เกิน 100,000 บาท และรวมกับเบี้ยประกันสุขภาพ 15,000 บาท 2 ส่วนนี้รวมกันแล้วสามารถลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท

    รายการลดหย่อนไม่เกิน 500,000 บาท ได้แก่
    เบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญ – ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี และไม่เกิน 200,000 บาท
    กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ /กบข. /กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน – ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 500,000 บาท
    กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ RMF – ไม่เกิน15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษีและไม่เกิน 500,000 บาท
    กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) – จ่ายตามจริงไม่เกิน 13,200 บาท

    ภาพจาก Shutterstock

  3. การใช้จ่ายต่างๆ
    ดอกเบี้ยเพื่อที่อยู่อาศัย   – จ่ายตามจริงไม่เกิน 100,000 บาท
    ค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเดบิต – สามารถลดหย่อนได้ 1 เท่าของที่จ่ายจริง
    ค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวไทย 55 เมืองรอง – จ่ายตามจริงแต่ไม่เกิน 15,000 บาท
    เงินลงทุนในธุรกิจ startup – ลดหย่อนได้ไม่เกิน 100,000 บาท
  4. หมวดการบริจาค
    เงินบริจาคเพื่อการศึกษา การกีฬา และสังคม – ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย
    เงินบริจาคให้สถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูง – ลดหย่อนได้ 2 เท่าของเงินบริจาคตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย
    ส่วนเงินบริจาคทั่วไปและเงินบริจาคน้ำท่วม – จ่ายตามจริงไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อน
    ในอนาคตเราจะเห็น การบริจาคเงินให้โรงพยาบาล ก็สามารถลดหย่อนภาษีได้

นอกจากนี้มีส่วนที่ยกยอดมาจากีก่อนคือ โครงการบ้านหลังแรกเมื่อปี 2558-2559  สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุดปีละ 120,000 บาท เป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี ใช้สิทธิได้เฉพาะคนที่ซื้อบ้านหลังแรกตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 2558 – 31 ธ.ค. 2559

สรุป

เหตุที่คนไทยควรยื่นภาษีเพื่อให้รัฐได้มีข้อมูลว่าเรามีรายได้อย่างไร และรับสามารถออกนโยบายต่างๆ ได้ตรงตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม แต่ถ้ารัฐยังไม่แสดงศักยภาพว่าภาษีที่เก็บไปสามารถเกิดประโยชน์สู่สังคมได้จริง มนุษย์เงินเดือนและคนที่จ่ายภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมายก็อาจไม่รู้สึกแฮปปี้ที่ต้องจ่ายภาษีให้คนหลบเลี่ยงภาษีอยู่ดี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผลสำรวจชาวญี่ปุ่น มีมุมมองว่าชาวญี่ปุ่นออกไปทำงานต่างประเทศเป็นเรื่องใหญ่ที่น่ากังวล

Brand Inside - 13 November 2018 - 20:20

ผลสำรวจล่าสุดของชาวญี่ปุ่น ปัญหาชาวต่างชาติที่อพยพเข้ามาในประเทศอาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่อาจเป็นเรื่องที่ชาวญี่ปุ่นออกไปทำงานต่างประเทศมากกว่า

ห้าแยกชิบูย่า กรุงโตเกียว – ภาพโดย Ryoji Iwata / Unsplash

ปัญหาประชากรผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงจำนวนประชากรในญี่ปุ่นที่ลดลง ทั้ง 2 เรื่องกำลังสร้างความกังวลให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย ล่าสุดถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างการออกวีซ่าให้ชาวต่างชาติที่มีฝีมือเข้ามาทำงานและอยู่อาศัยในประเทศญี่ปุ่นได้ แต่ความกังวลของชาวญี่ปุ่นนั้นอาจไม่ใช่เรื่องที่ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานด้วยซ้ำ

ล่าสุด ผลสำรวจจาก Pew Research Center พบว่า เมื่อสอบถามชาวญี่ปุ่นประมาณ 1 พันคน เกี่ยวกับการออกไปทำงานนอกประเทศของชาวญี่ปุ่นเอง เป็นเรื่องที่น่ากังวลหรือไม่ ผลสำรวจล่าสุด 58% บอกว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล สวนทางกับในปี 2002 ที่พบว่าเป็นเรื่องไม่เห็นจะน่ากังวล ถึง 57%

ข้อมูลจาก The Association of Nikkei & Japanese Abroad พบว่าในปี 2017 ที่ผ่านมา ชาวญี่ปุ่นที่ทำงานและอาศัยในต่างประเทศมีมากถึง 3.8 ล้านคน จากจำนวนประชากรชาวญี่ปุ่นในประเทศที่อยู่ราวๆ 126 ล้านคน

ความกังวลในเรื่องนี้แสดงถึงเรื่องโครงสร้างประชากรของญี่ปุ่นที่กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก โดยโครงสร้างประชากรในปัจจุบันนับวันจะมีแต่ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น แต่การเกิดของประชากรน้อยกว่า รวมไปถึงอัตราประชากรเสียชีวิตโดยเฉลี่ยวันละ 1,000 คน

อีกเรื่องที่แฝงอยู่ในผลสำรวจนี้คือชาวญี่ปุ่นบางส่วนมีความกลัวว่าวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่แข็งแกร่งจะสูญเสียคุณค่าไป เนื่องจากการรับผู้อพยพเข้ามาทำงานในประเทศเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันชาวญี่ปุ่นกลับออกไปทำงานในต่างประเทศ ถึงแม้ว่าทางการญี่ปุ่นจะตั้งเป้าว่าจะมีผู้อพยพเข้ามาทำงานประมาณ 5 แสนคนภายในปี 2025 ซึ่งถือว่าน้อยมากก็ตาม

ที่มาQuartz, Japan Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

องค์การอาหารและยา “FDA” ของสหรัฐฯ เล็งเบรคช่องทางการขายบุหรี่เมนทอลตามปั๊ม-ร้านสะดวกซื้อ

Brand Inside - 13 November 2018 - 17:27

ก่อนหน้านี้ (ส.ค.61) มีได้ข่าวรัฐลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อขยายฐานการผลิตโรงงานยาสูบของไทย ขัดแย้งกับการรณรงค์ “ลด ละ เลิก” บุหรี่บนโฆษณาทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ของหลายหน่วยงานรัฐที่ทุ่มงบกันไปมากมาย ก็ไม่รู้ว่ารัฐต้องการอะไรกันแน่

แต่ที่สหรัฐฯ อย. บ้านเขาหาทางลดช่องทางการชายบุหรี่เมนทอล และบุหรี่ไฟฟ้ารสชาติต่างๆ เพื่อลดช่องทางที่เด็กจะเข้าถึงได้

FDA สหรัฐฯ เรียกร้องห้ามขายการขายบุหรี่เมนทอลในปั๊ม-ร้านสะดวกซื้อ

Scott Gottlieb กรรมการธิการของ องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ หรือ The Food and Drug Administration (FDA) บอกว่า จากแคมเปญลดคนเสพนิโคตินในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่ม African-Americans โดยจะลดช่องทางการขายบุหรี่เมนทอล และบุหรี่ไฟฟ้ารสชาติต่างๆ ให้น้อยลง

ซึ่งสัปดาหนี้เตรียมออกประกาศห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าหลายหลายรสชาติ และบุหรี่เมนทอลในร้านสะดวกซื้อ และปั๊มน้ำมันกว่าหมื่นแห่งทั่วประเทศสหรัฐฯ

ขณะเดียวกันกฎหมายที่จะแบนผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าและ บุหรี่เมนทอล หากต้องกาบังคับใช้ทั่วประเทศยังต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี เพราะต้องผ่านการพิจารณากำกับดูแลของ FDA ที่ค่อนข้างจะซับซ้อนก่อน ถือว่าเป็นช่วงเวลาให้บริษัทผู้ผลิตบุหรี่ได้ปรับตัว

อย่างไรก็ตามบริษัทบุหรี่ค่ายใหญ่ของสหรัฐฯ ตอบสู่สาธารณะในทันทีว่า พร้อมจะเป็ส่วนหนึ่งในการรณรงค์ให้บุหรี่ไฟฟ้าอยู่ไกลมือเยาวชน ซึ่งต้องยอมรับว่า ผลิตภัณฑ์บุหรี่เมนทอลทำตลาดเจาะจงในกลุ่ม African–Americans.

นอกจานี้ข้อมูลจาก Preliminary government data บอกว่า ยอดบุหรี่ไฟฟ้าขายในกลุ่ม High school เพิ่มขึ้นกว่า 77% และ ขณะที่ปี 2018 ยอดขายต่อกลุ่ม middle schoolers เพิ่มขึ้น 50% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

โดยทั่วโลกมีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง อย่างในแคนนาดา และสหภาพยุโรป ประกาศแบนบุหรี่เมนทอลโดยมีผลบังคับใช้ในปี ค.ศ. 2020

และช่วงต้นปีนี้ ที่ San Francisco มีประกาศห้ามขายบุหรี่เมนทอล และบุหรี่ไฟฟ้าที่มีหลายรสชาติแล้ว

สรุป

ในต่างประเทศเริ่มตื่นตัว และหาวิธีการจำกัดความเสียหายที่เกิดจากบุหรี่ อย่างสหรัฐฯ มองว่าการลดช่อทางการขายในปั๊ม ในร้านสะดวกซื้อจะลดกลุ่มผู้เสพที่เป็นเยาวชนได้ และในหลายประเทศเริ่มแบนบุหรี่เมนทอลและบุหรี่ไฟฟาอย่างเป็นทางการ

แม้ว่าบุหรี่จะเป็นสิ่งเสพติดที่คนไทยคุ้นเคย บางครั้งมีการออกแพกเกจ และกลิ่นผลไม้เพื่อดึงดูดความสนใจจากวัยรุ่นที่ต้องการลองของใหม่ ในขณะที่กลุ่มอยากจะเลิกบุหรี่หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าซึ่งผิดกฎหมายในไทยแทน แต่รัฐบาลยังเพิ่มกำลังการผลิตยาสูบต่อไป ขณะเดียวกันก็ใช้งบในการรณรงค์ไม่ให้สูบบุหรี่ นโยบายควรจะสอดคล้องไปในทางเดียวกัน

ที่มา Foxbusiness

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

CPN ร่วมทุน Common Ground ลุยโคเวิร์กกิ้งสเปซ เติมจิ๊กซอว์ไลฟ์สไตล์ให้รีเทล

Brand Inside - 13 November 2018 - 16:53

CPN ประกาศร่วมทุนกับ Common Ground โคเวิร์กกิ้งสเปซจากมาเลเซียประเดิมสาขาแรกในไทยที่เซ็นทรัลเวิล์ดต้นปีหน้ากลยุทธ์ติมเรื่องไลฟ์สไตล์ให้มากกว่าการช้อปปิ้งสร้างคอมมูนิตี้ให้รีเทล

ผนึก Common Ground เปิด Co-working Space ในศูนย์การค้า

ถ้าพูดถึง Co-working Space ยังคงเป็นเทรนด์ที่ยังคงร้อนแรงอยู่ ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีผู้เล่นจากต่างประเทศแห่เข้ามาทำตลาดในไทยอยู่ตลอด เพราะการเติบโตของสตาร์ทอัพ หรือธุรกิจ SME ช่วยเสริมให้ธุรกิจนี้เติบโต

กลายเป็นเทรนด์ที่ธุรกิจรีเทลก็ต้องลงมาจับด้วยเช่นกัน เห็นได้ว่าศูนย์การค้า หรือคอมมูนิตี้มอลล์หลายๆ แห่งได้ชูจุดขายด้วยการเปิด Co-working Space รับกับไลฟ์สไตลืของผู้บริโภคในยุคนี้ที่ชอบทำงานนอกบ้าน หรือเช่าออฟฟิศเล็กๆ สำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพ

ล่าสุดทางเซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN ได้ประกาศลุยในธุรกิจนี้บ้าง ด้วยการจับมือกับ Common Ground เปิดตัว บริษัท คอมมอน กราวนด์ ไทยแลนด์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 400 ล้านบาท แบ่งสัดส่วนการถือหุ้นเป็น CPN 51% Common Ground 29% และ MSB Asia (สถาบันทางการเงินในมาเลเซีย) 20%

Common Ground เป็น Co-working Space สัญชาติมาเลเซีย ได้ก่อตั้งในเดือนมีนาคม 2017 ตอนนี้มีสมาชิก 1,400 คน ใน 6 สาขาซึ่งอยู่ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ และเมืองใกล้เคียง มีแผนที่จะเปิดให้ครบ 15 สาขาทั่วมาเลเซียในปี 2018 ล่าสุดได้ขยายตลาดมาที่ประเทศไทย และฟิลิปปินส์ ตั้งเป้ามี 55 สาขาภายในปี 2020

ทำไม CPN ต้องลุยทำ Co-working Space

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลุ่มเซ็นทรัลได้มีการปรับตัวในทุกกลุ่มธุรกิจ ยิ่งกลุ่มศูนย์การค้าอย่าง CPN มีการปรับตัวอย่างหนัก เพระาด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มีการเข้ามาของอีคอมเมิร์ซ

CPN ได้ทำการสร้างโจทย์ใหม่ให้ตัวเองเป็น Center of Life นั่นคือเป็นศูนย์กลางของการใช้ชีวิตในทุกๆ อย่าง ไม่ใช้แค่มาศูนย์การค้าเพื่อช้อปปิ้งอย่างเดียวเหมือนในอดีต

ความท้าทายของ CPN จึงต้องทำการเติมคอนเทนต์เพื่อรับกับความต้องการของผู้บริโภคเป็นคอนเทนต์ที่เสริมไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันในทุกๆด้าน

การเติม Co-working Space เข้ามาในศูนย์การค้าของ CPN ในครั้งนี้จึงเป็นการรับไลฟ์สไตลือขงคนรุ่นใหม่ที่ทำงานนอกบ้านนอกออฟฟิศหรือเทรนด์ของธุรกิจสตาร์ทอัพ

ดรณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า 

“จากวิสัยทัศน์การสร้าง Center of Life ในการเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ จึงขยายไลน์ธุรกิจใหม่แบรนด์ Common Ground โคเวิร์กกิ้งสเปซเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นคอมมูนิตี้เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการหัวคิดใหม่ ด้วยการร่วมทุนกับ คอมมอน กราวด์ กรุ๊ป แบรนด์โคเวิร์กกิ้งสเปซจากมาเลเซีย เพื่อตอบรับเทรนด์ coworking space และ sharing economy กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก และมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ใน 10 ปีข้างหน้า และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของธุรกิจโคเวิร์กกิ้งแห่งใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

ความสำคัญของการทำ Co-working Space ของ CPN ในครั้งนี้ คือการสร้างคอมมูนิตี้ขึ้นมาในศูนย์การค้า เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ในการทำโครงการ Mix-use เช่นกัน ซึ่ง Co-working Space เป็นการสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนทำงานที่มีกำลังซื้อ

ณัฐกิตติ์บอกว่า อีกหนึ่งโจทย์ที่สำคัญคือเรื่องของทราฟิกคนเข้าศูนย์การค้า ปกติคนจะมาที่ศูนย์ในวันหยุด เลยมีความคิดว่าให้เขามาในวันธรรมดามากขึ้น การทำ Co-working Space จึงเป็นโมเดลใหม่ในการหล่อเลี้ยงทราฟิกคนเข้าศูนย์การค้าให้สูงทุกวัน

ปกติแล้วทราฟิกคนเข้าศูนย์การค้าของ CPN เฉลี่ยในวันธรรมดา 120,000 คน วันเสาร์–อาทิตย์ 150,000 คน ส่วนวันที่มีงานอีเวนต์ 170,000 คน

ถ้ามี Co-working Space เข้ามาเสริมจะทำให้มีทราฟิกในวันธรรมดามากขึ้น และช่วยสร้าง Ecosystem ให้อยู่ในศูนย์ได้ทั้งวัน

Co-working Space แนวโน้มโตสูงต่อเนื่อง

ทางด้าน อิศเรศ จิราธิวัฒน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายขาย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเทรนด์ของโคเวิร์คกิ้งสเปซในไทยว่า

“ในปัจจุบันมีกลุ่มบริษัทโคเวิร์กกิ้งสเปซระดับนานาชาติจากต่างประเทศหันมาปักหมุด และลงทุนในประเทศไทย โดยปัจจัยหลัก 2 ประการ คือ เมกะเทรนด์ที่ไลฟ์สไตล์การทำงานของผู้คนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไปตาม Technology และ Flexibility โดยต้องการพื้นที่ทำงานที่มีความเป็น Collaborative Workspace รวมถึงการลดต้นทุนทางธุรกิจทำให้รูปแบบการทำงานของผู้ประกอบการ และบริษัทใหญ่ๆ ทั่วโลกจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง โดยคาดว่าตลาด coworking space ในเอเชีย จะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 30%ในปี 2030 จากปัจจุบันที่มีตลาดอยู่ที่ 2% 

รวมถึงอัตราการเติบโตของตัวเลข SME ในประเทศไทย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง 8-10% ต่อปี มากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน โดยกว่า 1 ใน 6 มีธุรกิจอยู่ในกรุงเทพฯ หรือคิดเป็นกว่า 500,000 ราย โดย SME เหล่านี้ ล้วนแต่มองหาสถานที่ทำงานในทำเลที่ดี หรือ prime location แต่การเข้าถึงออฟฟิศให้เช่าเกรด A ในกรุงเทพฯ เป็นไปได้ยากและมีราคาสูง เช่นเดียวกับบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้โคเวิร์กกิ้งในรูปแบบของคอมมอน กราวด์ จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในเข้าถึงสถานที่ทำงานรูปแบบใหม่

ทุ่ม 800 ล้าน ขยาย 20 สาขาใน 5 ปี

การเปิดตัว Common Ground ในประเทศไทยนี้ถือเป็นการเปิดตัวในต่างประเทศเป็นประเทศที่ 3ในภูมิภาคนี้ โดยจะเป็นรีจินัลแฟลกชิพแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยขนาดพื้นที่ 4,500 ตร.ม. สาขาแรกที่เซ็นทรัลเวิล์ด

แผนการขยายสาขาในไทยนั้น ได้ตั้งเป้าการลงทุน 800 ล้านบาท เปิด 20 สาขาใน 5 ปี โดย 10 สาขาจะตั้งอยู่บน Prime Location ในกรุงเทพฯ ที่อยู่ในอาคารสำนักงานที่เชื่อมต่อกับศูนย์การค้าของ CPN หรืออาคารสำนักงานให้เช่าอื่นๆรวมถึงสาขาในหัวเมืองสำคัญเช่นเชียงใหม่ภูเก็ตและพัทยาเป็นต้น

กลุ่มเป้าหมายของ Common Ground ได้แก่ ผู้ประกอบการ SME กลุ่มสตาร์ทอัพ และฟรีแลนซ์ 80% และกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความต้องการทำงานในโคเวิร์กกิ้งสเปซ 20% 

สรุป

ถือเป็นการเติมคอนเทนต์ด้านไลฟ์สไตล์ให้กับศูนย์การค้าของรีเทลของ CPN ให้แน่นขึ้น เป็นการแก้โจทย์เรื่องของทราฟิกเข้าห้าง โดยสร้างคอมมูนิตี้ของคนทำงานใน Co-working Space ยังคงเป็นเทรนด์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จับตาดีลลงทุนครั้งใหญ่ของ KBank ใน Grab ลุยแพลตฟอร์ม Mobile Wallet

Brand Inside - 13 November 2018 - 16:19

เทคโนโลยีพัฒนาไปทุกวัน จึงทำให้บริการใหม่ๆ ที่นำเทคโนโลยีมาทำให้ชีวิตประจำวันเราง่ายขึ้น มีโอกาสที่จะสร้างการเติบโตในธุรกิจบริการนั้นได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่น่าสนใจคือบริษัทที่เคยเริ่มธุรกิจด้วยการเป็นสตาร์ทอัพเมื่อ 6 ปีที่แล้วอย่าง Grab ที่เป็นแพลตฟอร์ม offline – to – online ให้บริการตั้งแต่การเดินทาง การจัดส่งสินค้า ส่งอาหาร ฯลฯ วันนี้มีธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาล และมีบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกสนใจจะร่วมทุนด้วย

ล่าสุดธนาคารกสิกรไทย หรือ KBank เห็นโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตของ Grab จึงตัดสินใจลงทุนกับพันธมิตรที่มีธุรกิจหลักนอกประเทศไทยเป็นครั้งแรกด้วยดีลสูงถึงกว่า 1,600 ล้านบาท เรื่องนี้จึงไม่น่าจะใช่เรื่องธรรมดา

คุณพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย (ฝั่งขวา) คุณธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย (ฝั่งซ้าย) ทำไม KBank และ Grab เลือกเป็น Partner กัน?

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า ธนาคารเข้าไปลงทุนใน Grab Holding ที่สิงค์โปร์ผ่าน บริษัท  บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด (Beacon VC)  (บริษัทในกลุ่มของธนาคารกสิกรไทย) เพราะเป้าหมายหลักของธนาคารต้องการเป็น “แพลตฟอร์มที่ลูกค้าเลือกใช้เพื่อตอบโจทย์ทุกด้านของชีวิตในทุกวัน” ดังนั้นจะมีแค่เรื่องธุรกรรมการเงินไม่ได้ KBank เมื่อจับมือกับ Grab ที่มีฐานลูกค้า 125 ล้านผู้ใช้งาน จะทำให้แบงก์สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ   

คุณพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทยคุณพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย

“พอมีฟินเทคเกิดขึ้น เราไม่ได้มองเขาเป็นคู่แข่ง แต่มองว่าศักยภาพสามารถเสริมต่อยอดกันได้ เราเลยต้องเชื่อมโยงกับ Platform อื่นๆ ซึ่งช่วยเพิ่มฐานลูกค้า และเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มคนที่มากขึ้น เราร่วมมือกับ Grab ให้เกิด Digital Lifestyle Ecosystem ที่จะทำให้ลูกค้าใช้บริการบนแพลตฟอร์มของทั้งธนาคาร และ Grab ได้ไหลลื่น และเชื่อมโยงผู้คนทั้งระบบให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ”

เปิดตัว 3 บริการใหม่เมื่อ KBank ร่วมมือกับ Grab

ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย บอกว่า ปีนี้ Grab เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว มีผู้ใช้งานทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 125 ล้านคน และมีผู้ประกอบการ (คนขับรถแท็กซี่ จักรยานยนต์ และร้านค้า ร้านอาหาร) ประมาณ 8-9 ล้านราย ซึ่งเมื่อเชื่อมแพลตฟอร์มกับธนาคารกสิกรไทยจะมีบริการเพิ่มขึ้นจากความเชี่ยวชาญของธนาคารอีก ในระยะแรกจะมี 3 เรื่องได้แก่

  1. GrabPay by KBank เป็น e-wallet (กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์) ที่ในอนาคตสามารถเติมเงินเข้าไปเพื่อใช้จ่ายในบริการของ Grab และในชีวิตประจำวัน (ต่างกับ Grab Pay ที่ปัจจุบันใช้เป็นช่องทางเชื่อมบัตรเครดิตมาชำระค่าสินค้าและบริการ)  โดยธนาคารกสิกรไทยในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาแพลตฟอร์ม e-Wallet จะเป็นผู้พัฒนาระบบ และให้บริการหลังบ้าน ขณะนี้อยู่ระหว่างขออนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย
  2. พัฒนาแอปพลิเคชัน K PLUS และ Grab ให้ใช้งานร่วมกันได้ และลูกค้าสามารถใช้บริการทั้งฝั่ง          K PLUS และ Grab ได้ราบรื่น เรื่องนี้น่าจะเห็นความชัดเจนปลายไตรมาส 4 นี้
  3. ทั้ง KBank และ Grab จะเสนอบริการและผลิตภัณฑ์ใหม่ในฐานลูกค้าทั้ง 2 บริษัท เช่น คนขับของ Grab สามารถขอสินเชื่อจากธนาคารกสิกรไทยได้ หรือเสนอบริการ Grab for Business ให้ลูกค้า SME ของแบงก์ใช้บริการเพื่อช่วยจัดการธุรกิจได้ง่ายขึ้น

“ธนาคารกสิกรไทยถือเป็นผู้นำเรื่องลูกค้า SME อยู่แล้ว ดังนั้น Grab จะเข้าไปเสนอบริการที่จะช่วยเสริมธุรกิจให้กับลูกค้าของ KBank ได้ด้วย”

คุณธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab Thailandคุณธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab Thailand แก้ Pain Point : ไม่มีรายได้ประจำ ไม่มี Statement ก็ขอสินเชื่อได้

พัชร บอกว่า คนที่ไม่มีรายได้ประจำ เช่น คนขับแท็กซี่ พ่อค้าแม่ค้า วินมอเตอร์ไซด์ มักขอสินเชื่อจากธนาคารยากเพราะไม่มี Statement หรือหลักฐานการเงินใดๆ ที่จะอ้างอิง แต่เมื่อ KBank ร่วมมือกับ Grab เราจะเอาข้อมูลที่ Grab เห็นอยู่ในระบบมาเป็นตัวช่วยให้กลุ่มคนขับรถมีหลักฐานยืนยันกับธนาคารได้จากหลังบ้านของ Grab เลย ทำให้เรามีฐานข้อมูลลูกค้า ทั้งเรื่องพฤติกรรมการเงิน รายรับลูกค้ากลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำมากขึ้น หรือไม่มีบัญชีธนาคารได้มากขึ้น (มีอยู่กว่าล้านคนทั่วประเทศไทย) เช่น ผู้ขับรถของ Grab พ่อค้าแม่ค้า สามารถขอสินเชื่อเพื่อหมุนเวียน ฯลฯ  ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารประเมินความเสี่ยงลูกค้า และมีโอกาสปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น

“วินในกรุงเทพฯ มีเกือบแสนคัน พอเขาไม่มี Statement เขาก็ขอสินเชื่อยากขาดโอกาสในการซื้อเครื่องมือทำมาหากิน หรือความจำเป็นอื่นๆ ในชีวิต เลยต้องไปนอกระบบกันหมด ซึ่งสินเชื่อที่เราจะปล่อยก็วงเงินไม่สูง แต่ไม่ใช่ว่าเราเน้นปล่อยสินเชื่อย่างเดียว เราต้องพยายามไม่ให้มีหนี้เสีย (NPL) ข้อมูลที่มีจะช่วยประเมินความเสี่ยงลูกค้าก่อนปล่อยสินเชื่อได้”

จากทั้งหมดนี้ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่ความร่วมมือธรรมดา แต่เป็นการร่วมกันพัฒนาทั้งแพลตฟอร์มที่จะขยายต่อไปได้เรื่อยๆ และจะสร้างโอกาสของลูกค้าทั้งวงจรของ KBank และ Grab ให้ก้าวไปพร้อมกับโอกาสที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในภูมิภาคนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ขอบคุณ EXO-L! เพราะ EXO คือวงแรกในรอบ 18 ปีที่ขายอัลบั้มได้มากกว่า 10 ล้านชุดในเกาหลีใต้

Brand Inside - 13 November 2018 - 15:21

แม้เพิ่งออกอัลบั้มเมื่อปี 2555 แต่ EXO ก็กลายเป็นศิลปิน Boy Band ของเกาหลีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และล่าสุดยังเป็นวงแรกในรอบ 18 ปีที่จำหน่ายอัลบั้มรวมกันได้มากกว่า 10 ล้านชุดด้วย

EXO // ภาพโดย https://www.youtube.com/user/mang2goon/about [CC BY 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/3.0)], via Wikimedia Commons การันตีความนิยมด้วยอันดับในชาร์ททั่วโลก

การที่ EXO จะก้าวมาไกลถึงขนาดนี้ได้ ถ้าไม่ใช่แฟนคลับของวงที่ใช้ชื่อว่า EXO-L คอยสนับสนุน เรื่องอันดับชาร์ทสูงๆ ในหลายประเทศก็เป็นอีกข้อการันตีว่า EXO ไม่ใช่แค่วง Boy Band เกาหลีทั่วไป แต่คือศิลปินที่หมั่นผลิตผลงานคุณภาพออกมาสม่ำเสมอ

จึงไม่แปลกที่หากนับถึงปัจจุบัน EXO จะเป็นศิลปินวงแรกนับตั้งแต่ปี 2543 ที่จำหน่ายอัลบั้มในเกาหลีใต้มากกว่า 10 ล้านชุด ประกอบด้วย Studio Album 5 ชุด, Mini Album 2 ชุด, Winter Special Album 1 ชุด และ Live Album 1 ชุด

นอกจากนี้ตัวอัลบั้มใหม่ Don’t Mess Up My Tempo ก็มียอดจองเข้ามาแล้ว 1.18 ล้านชุด ก่อนที่จะจำหน่ายจริงในวันที่ 2 พ.ย. ถือเป็นอีกครั้งที่สามารถทำยอดขายอัลบั้มในวันแรกได้มากขนาดนี้ รวมถึงการันตีเรื่องฐานแฟนคลับ และคุณภาพของงานเพลงได้เป็นอย่างดี

สำหรับ EXO เป็นศิลปินตัวความหวังของ SM Entertainment ที่มี Super Junior, Red Velvet และ Girls’ Generation โดยไตรมาส 2 บริษัทสามารถปิดยอดขายได้ 1.24 แสนล้านวอน (ราว 3,600 ล้านบาท) และมีมูลค่ากิจการ 1 ล้านล้านวอน (ราว 29,000 ล้านบาท)

สรุป

ช่วงนี้ศิลปินของ SM Entertainment อาจไม่ได้โด่งดังเหมือนในอดีต ทำให้ทางค่ายต้องใส่ใจศิลปินที่มีอยู่เป็นพิเศษ เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตไปได้ตามเป้าหมาย เพราะถ้าดูในมุมมูลค่ากิจการ JYP Entertainment ก็สามารถแซงตัว SM ไปเล็กน้อยแล้ว

อ้างอิง // Soompi

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

IPO ใหญ่อันดับ 2 ของโลก! SoftBank Mobile เตรียมระดมทุนมูลค่าเกือบ 7 แสนล้านบาท

Brand Inside - 13 November 2018 - 14:12

SoftBank Mobile กำลังจะกลายเป็น IPO ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก โดยมูลค่าระดมทุนประมาณ 7 แสนล้านบาท ซึ่ง Masayoshi Son จะนำเม็ดเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนใน Vision Fund ด้วย

ภาพจาก Shutterstock

SoftBank Mobile เตรียม IPO โดยตั้งเป้าระดมทุนมากถึง 21,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบๆ 7 แสนล้านบาท คาดว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวช่วงวันที่ 19 ธันวาคม และจะกลายเป็นการระดมทุนที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลก รองจาก Alibaba และใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นในรอบ 31 ปี

ปัจจุบัน SoftBank Mobile อยู่ภายใต้กลุ่ม SoftBank ซึ่งซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว โดยแผนการของ Masayoshi Son คือการนำผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถืออย่าง SoftBank Mobile มา IPO เพื่อปลดล็อกมูลค่าหุ้นของตัว SoftBank เอง และนำเงินที่ได้ส่วนหนึ่งไปลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีผ่านทาง Vision Fund ด้วย

หลังจากที่ IPO เสร็จเรียบร้อยแล้ว SoftBank จะถือหุ้นใน SoftBank Mobile อยู่ประมาณ 63% ปัจจุบันคาดว่ามูลค่าตลาดของ SoftBank Mobile จะอยู่ที่ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท

สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของญี่ปุ่น เจ้าตลาดเป็นของ NTT Docomo ครองสัดส่วนไป 45% รองลงมาเป็น KDDI au อยู่ที่ 31% และท้ายที่สุดคือ SoftBank อยู่ที่ประมาณ 23.6%

ปันผลเยอะกว่าคู่แข่ง

Son เองได้ประกาศด้วยว่า SoftBank Mobile จะมีอัตราการปันผลมากกว่าคู่แข่งอย่าง NTT Docomo รวมไปถึง KDDI ซึ่งสองมีนโยบายการปันผลสูงสุดแค่ประมาณ 50% ของกำไรสุทธิจากการดำเนินงาน เท่านั้น ซึ่งต่างกับ SoftBank ซึ่งอยู่ที่ 85%

การที่ Son ได้ประกาศเช่นนี้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรายย่อยที่สนใจที่จะจองหุ้น เพราะ IPO ครั้งนี้ บริษัทเน้นนักลงทุนรายย่อยมากกว่ากองทุนต่างประเทศ หรือแม้แต่สถาบันการเงินในญี่ปุ่น โดยสัดส่วนของรายย่อยสูงถึง 90% โดยผู้รับผิดชอบในการขายหุ้นในประเทศญี่ปุ่นประกอบไปด้วย Nomura และ Daiwa รวมไปถึง SBI Online ซึ่งทั้ง 3 เป็นบริษัทหลักทรัพย์ชื่อดังและมีฐานลูกค้าในญี่ปุ่นมากที่สุด

ต้องรีบ IPO

การระดมทุนครั้งนี้ของ SoftBank ถือเป็นงานเร่งด่วน เนื่องจากปัญหาสำคัญคือ อนาคตอันใกล้นี้ผู้เล่นรายที่ 4 คือ Rakuten กำลังจะมาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ โดย Rakuten เตรียมที่จะเล่นท่าไม้ตายสำคัญคือการตัดราคาที่ถูกกว่าเจ้าอื่นๆ

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น รัฐบาลญี่ปุ่นก็เตรียมที่จะออกกฏหมายที่จะลดค่าบริการโทรศัพท์มือถือลงมา ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเป็น 1 ในประเทศที่มีค่าใช้จ่ายด้านนี้สูงไม่น้อย เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาด้วยกัน โดยเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ให้บริการใหญ่สุดอย่าง NTT Docomo คู่แข่งรายสำคัญของ SoftBank Mobile ได้ประกาศว่าเตรียมที่จะลดราคา Package ลงมามากถึง 40% ทำให้ราคาหุ้นตกลงมาเกือบ 12% ในช่วงการประกาศ

ซึ่งทำให้ SoftBank ต้องรีบ IPO ธุรกิจนี้ก่อนที่จะไม่มีโอกาสสวยๆ ไปมากกว่านี้

ที่มา – Bloomberg [1], [2], [3]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อ่านกลยุทธ์ Fila แบรนด์อุปกรณ์กีฬาจากเกาหลีที่โดดเด่นในโลก Streetwear และกีฬา Tennis

Brand Inside - 13 November 2018 - 10:39

แบรนด์อุปกรณ์กีฬา Fila ถูกจับตามองจากทั้งนักลงทุน และผู้ชื่นชอบการแต่งตัว เพราะความโดดเด่นเรื่องการออกแบบที่ถูกจริตคนยุคนี้ ประกอบกับการสปอนเซอร์นักกีฬาเทนนิสที่ช่วยให้แบรนด์กลับมามีพื้นที่ในตลาดนี้อีกครั้ง

Fila Disruptor // ภาพ Shutterstock มาแรงเพราะกระแสรองเท้าคุณพ่อ

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แบรนด์อุปกรณ์กีฬาจากเกาหลีอย่าง Fila ถูกพูดถึงในวงการแฟชั่น เพราะถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ทำให้รองเท้าคุณพ่อ หรือ Chunky Sneaker ฮิตติดลมบนจนสาวๆ หลายคนต้องหาซื้อมาเป็นของตัวเองสักคู่ โดยเฉพาะรุ่น Disruptor 2 ที่โดดเด่นด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าปกติ และสีขาวที่ทำให้ใส่คู่กับอะไรก็ได้

ขณะเดียวกันรองเท้ารุ่นดังกล่าวยังได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ชายด้วย เรียกว่าเป็นการทำตลาดได้ทั้งสองเพศ คล้ายกับกรณีของ Stan Smith ของ Adidas ที่เกาะกระแส Minimal เมื่อราว 5 ปีก่อน รวมถึง Disruptor 2 ยังมาพร้อมกับหลากหลายเวอร์ชั่น เช่นหนังกลับ หรือการไปร่วมกับดีไซเนอร์ชื่อดังให้ช่วยออกแบบ

ร้าน Fila // ภาพโดย S12morela [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], from Wikimedia Commonsที่สำคัญ Disruptor 2 ของ Fila ยังเป็นผู้กำหนด Trend รองเท้าผ้าใบในยุคใหม่ที่ต้องออกแบบในลักษณะ Chunky Sneaker หรือคู่ใหญ่ๆ และสวมใส่กับเสื้อผ้าแนว Streetwear ได้ดี จนมีหลายๆ แบรนด์ ตั้งแต่ธรรมดา ถึงแบรนด์หรูหันมาจำหน่ายรองเท้าในลักษณะนี้มากขึ้น

ถนัดเรื่องสนับสนุนนักกีฬาเทนนิส

ในทางกลับกัน Fila ในมุมการจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาที่ไม่ใช่ Streetwear ทาง Fila ก็เน้นสนับสนุนนักกีฬาเทนนิส เช่นในการแข่งขัน ATP Finals ที่รวมนักเทนนิส 8 อันดับที่ดีที่สุดมาแข่งขันกัน ก็มีนักกีฬาที่สวมเครื่องแต่งกายของ Fila 2 ราย และรองเท้าอีก 2 ราย เช่น Marin Cilic

Marin Cilic // ภาพจาก Flickr ของ Carine06

แถมล่าสุดยังเพิ่งเซ็นสัญญาสนับสนุนนักกีฬาเทนนิสสาวดาวรุ่งอายุ 19 ปีของอเมริกา Sofia Kenin เพื่อให้สวมใส่เครื่องแต่งกาย และรองเท้าของ Fila โดยเธอคนนี้เป็นนักเทนนิสสาวอเมริกันอันดับที่ 6 ในการจัดอันดับของ WTA ในตอนนี้ โดยตามหลังเพียง Venus Williams

เกาะกระแสบาสเกตบอลเริ่มกลับมา

อย่างไรก็ตามในกีฬาบาสเกตบอลนั้น Fila ก็เคยเป็นหนึ่งในรองเท้าที่นักบาสหลายคนอยากครอบครอง ยิ่งตอนนี้กระแสรองเท้าคู่ใหญ่กำลังมา ทำให้ Fila ไม่รอช้าที่จะจับมือกับ Grant Hill นักบาสเกตบอล NBA ระดับ Hall of Fame เพื่อปล่อยรองเท้ารุ่น Grant Hill 2 ออกมา เพื่อตอบโจทย์ตลาดในปัจจุบัน

สรุป

จริงๆ แล้ว Fila เป็นแบรนด์อุปกรณ์กีฬาจากอิตาลี ก่อตั้งเมื่อปี 2454 แต่ในปี 2550 ถูกซื้อกิจการโดย Fila Korea และจุดนั้นเองก็ทำให้แบรนด์ Fila เปลี่ยนไปตลอดกาล ด้วยการรุกตลาดแฟชั่นมากกว่าเดิม แถมทำให้ธุรกิจมียอดขายกว่า 2.5 ล้านล้านวอน (ราว 73,000 ล้านบาท) และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 161%

อ้างอิง // Footwear News, Sneakers News, Tennis Now

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Coca-Cola เตรียมลุยตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง เสริมพอร์ตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

Brand Inside - 12 November 2018 - 23:27

มีรายงานว่า Coca-Cola เตรียมเปิดตัวเครื่องดื่มชูกำลังภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เป็นแผนที่จะขยายพอร์ตจากเครื่องดื่มโซดา ไปยังเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพมากขึ้น

ภาพจาก Pixabay

รายงานจาก Reuters บอกว่า Coca-Cola มีแผนที่จะเปิดตัวเครื่องดื่มตัวใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้ชื่อแบรนด์ว่า “Coca-Cola Energy” และ “Coca-Cola Energy No Sugar” มีส่วนผสมของคาเฟอีน และสารสกัดกัวรานาที่ช่วยสร้างความสดชื่น ลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ

ก่อนหน้านี้ Coca-Cola เคยมีแผนที่จะทำเครื่องดื่มชูกำลังมาบ้างเหมือนกัน แต่ค่อนข้างที่จะระมัดระวัง เพราะมีประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในสหรัฐอเมริกา และตลาดอื่นๆ หลังจากมีเครื่องดื่มบางชนิดส่งผลต่อชีวิตของกลุ่มคนหนุ่มสาวบางกลุ่ม และเกรงว่าเครื่องดื่มชูกำลังจะถูกโจมตีด้วย

แต่เมื่อปี 2015 Coca-Cola ได้เข้าไปถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วนเกือบ 17% ใน Monster Beverage เป็นบริษัทเครื่องดื่มรายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา มีสินค้าหลักคือเครื่องดื่มชูกำลัง จึงเป็นโอกาสสำคัญในการศึกษาตลาดนี้

อย่างไรก็ตามหลังจากที่มีข่าวว่า Coca-Cola กำลังจะเปิดตัวเครื่องดื่มชูกำลัง ก็สร้างความไม่พอใจกับพาร์ทเนอร์อย่าง Monster Beverage อยู่ไม่น้อย เพราะถือว่าเป็นคู่แข่งกันโดยตรง ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงที่ให้ไว้ตั้งแต่แรก

แต่ก็มีนักวิเคราะห์ได้มองว่า ถ้า Coca-Cola ออกสินค้าเครอื่งดื่มชูกำลังออกมาจริงๆ ก็มีผู้บริโภคพร้อมให้การสนับสนุนอยู่แล้ว

ในขณะที่นักวิเคราะห์อีกท่านหนึ่งได้มองว่า เครื่องดื่มชูกำลังของ Coca-Cola อาจจะไม่ได้รับความนิยม และไม่สามารถกินส่วนแบ่งการตลาดได้เท่าที่ควร เพราะผู้บริโภคที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเครื่องดื่มนี้มักจะเลือกสินค้าตามคุณประโยชน์ที่ต้องการ อาจจะไม่ได้เลือกตามแบรนด์ก็ได้

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รองประธาน Alibaba กล่าว สงครามการค้า ไม่ทำให้การบริโภคของชนชั้นกลางในจีนลดลง

Brand Inside - 12 November 2018 - 16:38

มุมมองของรองประธานของ Alibaba เกี่ยวกับเรื่องของสงครามการค้าว่าจะไม่กระทบกับพลังการบริโภคของชนชั้นกลางจีนอย่างแน่นอน

Joe Tsai รองประธานของ Alibaba

Joe Tsai รองประธานบริหารของ Alibaba ได้กล่าวถึงเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน จะไม่สามารถหยุดยั้งการบริโภคของชนชั้นกลางจีนได้ โดยคาดว่าชนชั้นกลางของจีนจะมีจำนวนถึง 600 ล้านคนในช่วง 10-15 ปีข้างหน้า ส่งผลให้เกิดผลกระทบในการบริโภคที่ดีขึ้นของชาวจีน ซึ่งปัจจุบันจีนมีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก

ในช่วงที่ผ่านมามุมมองของนักลงทุนที่มองว่าหุ้นของ Alibaba นั้นเปรียบเสมือนตัวแทนการบริโภคในจีน แต่ที่ผ่านมาราคาหุ้นได้ตกลงมาตลอดจากเรื่องสงครามการค้า เขามองว่า นักลงทุนมองจีนผิดไป จริงๆ ต้องมองถึงอนาคตชนชั้นกลางในจีนที่เพิ่มขึ้นต่างหาก

ตัวเขาเองยังมองถึงช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพลังการบริโภคของจีนเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลักทุกปี รวมไปถึงการเก็บออมของชาวจีน แต่ในอนาคตเมื่อชนชั้นกลางเพิ่มขึ้น พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้ชนชั้นกลางในจีนเริ่มที่จะทดลองใช้อะไรใหม่ๆ สนใจซื้อสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย 

เขาได้ยกตัวอย่างว่า ในปี 1999 ที่เขาเองได้เข้าทำงานใน Alibaba ซึ่งตอนนั้น GDP ต่อประชากรจีนอยู่ที่ 800 เหรียญสหรัฐ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 9,000 เหรียญสหรัฐ เขายังได้เสริมว่าถ้าในอนาคตรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็น 20,000 เหรียญหรือ 30,000 เหรียญ ซึ่งมันเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว

ยอดขายในวันคนโสด 11.11 ที่ผ่านมาในจีนแสดงให้เห็นถึงพลังการบริโภคภายในจีนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาแรงกดดันจากสงครามการค้าจะทำให้ทางการจีนเริ่มกังวลถึงเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจจีนก็ตาม โดยก่อนหน้านี้แจ๊ค หม่าเองก็เคยออกมาพูดถึงเรื่องสงครามการค้าว่าเป็นเรื่องที่โง่เง่าที่สุด

ที่มาSouth China Morning Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“ปัญญา เวชบรรยงรัตน์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาดของ dtac ลาออก

Brand Inside - 12 November 2018 - 15:53

การมาถึงของ Alexandra Reich ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนล่าสุดของ dtac ก็เกิดเรื่องเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งล่าสุดก็คือการจากไปของ “ปัญญา เวชบรรยงรัตน์” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด ที่ขอลาออก

ปัญญา เวชบรรยงรัตน์ คนไทยอีกหนึ่งที่ต้องออกจากทีมบริหาร

หลังจากเริ่มทำงานกับ dtac มาตั้งแต่ปี 2551 ในตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการเกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจที่ทำกับพาร์ทเนอร์ต่างๆ “ปัญญา เวชบรรยงรัตน์” ก็ใช้เวลาไม่นานในการขยับตำแหน่งขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่หัวหน้าภูมิภาค จนล่าสุดคือ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด

แต่ล่าสุด “ปัญญา” ก็ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่งนี้แล้ว แต่จะทำงานร่วมกับบริษัทในฐานะที่ปรึกษาอยู่ ถือเป็นอีกครั้งที่ dtac ต้องสูญเสียหัวเรือหลักด้านการตลาดออกไป และนับตั้งแต่การลาออกของผู้บริหารไทยชุดใหญ่เมื่อปี 2558 ตัวตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาดก็หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา

ไล่ตั้งแต่ผู้บริหารจากต่างชาติ และคนก่อนหน้า “ปัญญา” ที่เรารู้จักกันดีก็คือ “สิทธิโชค นพชินบุตร” มือการตลาดตัวเก๋าจากค่าย Samsung ที่หลังจากเข้าร่วมงานกับ dtac ในช่วงกลางปี 2559 แต่สุดท้ายก็ต้องลาออกไปในต้นปี 2561 ดังนั้นคงต้องจับตาดูว่า ตำแหน่งนี้ของ dtac คนถัดไปจะเป็นคนไทยเหมือนเดิมหรือไม่

อย่างไรก็ตามระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ Alexandra Reich จะเข้ามารักษาการในตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด ตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. ก่อน เพื่อหาผู้บริหารที่เหมาะสมในการแต่งตั้งขึ้นดำรงตำแหน่งดังกล่าวต่อไปในอนาคต

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages