จะเกิดอะไรกับตลาดฟาสต์แฟชั่น! ซัมซุงฯ ขอแจมปั้น BEANPOLE ขยายทั่วโลก

Brand Inside - 3 hours 30 min ago

วงการฟาสต์แฟชั่นคึกคัก Samsung C&T Corp., ผู้ดำเนินธุรกิจในตลาดเสื้อผ้าแฟชั่นภายใต้ของ Samsung Group ประกาศอย่างเป็นทางการ ปลุกปั้น “BEANPOLE” ขยายตลาดทั่วโลก เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา 

ภาพจาก : www.ssfshop.com/beanpole

เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 30 ปี BEANPOLE ได้ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ สำหรับ BEANPOLE เป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน โดยการรีแบรนด์ในครั้งนี้ ยังคงดีเอ็นของแบรนด์ มีความเป็นเอกลักษณ์และวัฒนธรรมการดีไซน์เสื้อผ้าแฟชั่นสไตล์เกาหลีใต้เอาไว้

ก้าวต่อไปของ BEANPOLE วางแผนไปในประเทศจีน เวียดนาม อเมริกา และยุโรป ซึ่งการเดินทางครั้งใหม่ในอีก 30 ปีข้างหน้านี้ สาวกของแบรนด์จะได้พบกับการปรับปรุงรูปแบบร้านค้าโฉมใหม่ โปรโมชั่นและการบริการที่สร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งหน้าใหม่ๆ

สำหรับ BEANPOLE เป็นแบรนด์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 1989 เป็นแบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำของเกาหลีใต้  มีทั้งเสื้อผ้าสำหรับกลุ่มผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก จนไปถึงนักกอล์ฟ โดยแบรนด์ BEANPOLE จะเริ่มเผยคอลเลกชั่นเสื้อผ้าแฟชั่นในฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2020 นั่นเอง

เมื่อเทียบเคียง BEANPOLE สัญชาติเกาหลีแล้ว เสื้อผ้าแฟชั่นมีสไตล์ใกล้เคียงกับ UNIQLO จากญี่ปุ่น คือ สไตล์คลาสสิกแบบโมเดิร์นที่ให้ลุคแบบสบายๆ ดังนั้นจึงไม่แปลกเมื่อ BEANPOLE ต้องมองถึงการเติบโตของแบรนด์นอกเหนือจากในประเทศเกาหลีใต้เพียงอย่างเดียว

ภาพจาก : www.ssfshop.com/beanpole

นอกจากนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าด้วยกระแส K-POP มาแรงทั่วโลก โดยเฉพาะวงแบล็กพิงก์ โด่งดังไปทั่วโลก ยิ่งทำให้คนทั่วโลกสนใจผลิตภัณฑ์จากเกาหลีเพิ่มขึ้น การสร้างแบรนด์ขยายตลาดทั่วโลกคงไม่ได้เป็นเรื่องยากมากนัก

ปัจจุบันธุรกิจฟาสต์แฟชั่นเป็นตลาดที่เรียกว่า แบรนด์ต่างๆ ลงมาเล่นในตลาดเป็นจำนวนมาก ทั้ง H&M แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นจากสวีเดน หรือ UNIQLO แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นจากญี่ปุ่น เป็นต้น

ภาพจาก : www.uniqlo.com

ธุรกิจฟาสต์แฟชั่นเข้ามาสะเทือนตลาดธุรกิจแฟชั่นพอสมควร ด้วยราคาที่วางไว้ไม่ได้สูงมาก จับต้องได้ง่าย ประกอบกับพฤติกรรมลูกค้าในยุคนี้ ก้าวข้ามผ่านการซื้อเสื้อผ้าราคาสูง ด้วยกระแสแฟชั่นที่มาไวไปไว จึงไม่ต้องการควักเงินในกระเป๋าจำนวนมาก

สำหรับ UNIQLO การขยายธุรกิจนอกจากในประเทศญี่ปุ่น มีสาขาในต่างประเทศอีกทั้งหมดกว่า 14 ประเทศทั่วโลก โดยในประเทศไทย ถือว่าประสบความสำเร็จในตลาดเป็นอย่างมาก มีสาขาเปิดให้บริการล่าสุด 51 สาขา

โจทย์ของ BEANPOLE  คงหนีไม่พ้นราคาของเสื้อผ้าที่ยังค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับกลุ่มธุรกิจฟาสต์แฟชั่นเดียวกัน ที่เรียกว่าอยู่ในภาวะ Red Ocean หรือการทำสงครามโปรโมชั่นเพื่อดูดดึงให้ลูกค้าเข้าร้าน ต้องติดตามมาร์เก็ตติ้งของ BEANPOLE กันต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง : Koreaherald

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ประเทศพัฒนาแล้ว สิงคโปร์ประกาศให้เด็กทำพาสปอร์ตเล่มแรกฟรี

Brand Inside - 4 hours 3 min ago

Singapore

รัฐบาลจัดให้ เด็กสิงคโปร์ทำพาสปอร์ตเล่มแรกฟรี

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสิงคโปร์ สานต่อนโยบายกระตุ้นให้ประชาชนแต่งงานและมีลูก โดยประกาศว่า เด็กสิงคโปร์ที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2020 เป็นต้นไป สามารถทำพาสปอร์ตเล่มแรกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

โดยปกติแล้ว ค่าใช้จ่ายในการทำพาสปอร์ตจะอยู่ที่ 70 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1,550 บาท

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์ได้ขยายอายุของเด็กที่จะได้รับสิทธิ์ทำพาสปอร์ตเล่มแรกฟรีในปีนี้ด้วย กล่าวคือ เด็กสิงคโปร์ที่เกิดในปีนี้ 2019 จะได้รับสิทธิ์ที่ว่านี้ด้วย หากพ่อแม่เข้าไปสมัครผ่านทางออนไลน์ให้กับเด็กก่อนวันคล้ายวันเกิดที่จะถึงในปี 2020

นอกจากนั้น รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้ประกาศเพิ่มเติมในกรณีที่เด็กซึ่งมีอายุน้อยกว่า 6 ปี หากทำพาสปอร์ต ไม่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแต่อย่างใด โดยผู้ปกครองสามารถจัดการแทนได้ทั้งหมด แต่หากมีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไปยังมีความจำเป็นต้องเดินไปทางยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อทำการยืนยันตัวตน

อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ขึ้นแท่นประเทศที่มีพาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทางที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก เพราะสามารถเดินทางเข้าไปประเทศต่างๆ ในโลกได้ถึง 159 ประเทศโดยไม่ต้องขอวีซ่า

ที่มา – Channelnewasia, Straitstimes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Visa, Mastercard และ eBay ประกาศถอนตัวจาก Libra

Brand Inside - 7 hours 8 min ago

อนาคตของโครงการ Libra ที่มี Facebook เป็นแกนนำจัดตั้งอาจไม่สวยหรูอย่างที่คิด หลังพันธมิตรผู้สนับสนุนหลักอย่าง PayPal, Visa, Mastercard, Stripe และ eBay ถอนตัวจากการสนับสนุนโครงการ

libra

The Libra Association องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ซึ่งมีสมาชิกร่วมก่อตั้งเป็น 27 บริษัทชั้นนำมากมาย อาทิเช่น Mastercard, Visa, eBay, Paypal, Spotify, Uber, Lyft, Vodafone, Stripe, Facebook มีกำหนดการเปิดตัว Libra สกุลเงินดิจิทัล และ Calibra กระเป๋าเงินดิจิทัลในปี 2563 แต่ต้องเผชิญกับปัญหาความไม่มั่นใจในสกุลเงินดังกล่าว หน่วยงานที่กำกับดูแลทั่วโลกได้แสดงความกังวล ในประเด็นดังต่อไปนี้

  • เสถียรภาพของระบบการเงินโลก
  • การป้องกันการฟอกเงิน
  • การคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

รวมถึงคณะกรรมการด้านการเงินของสหรัฐอเมริกา ประกาศจะไม่ปล่อยให้ Libra ดำเนินการได้จนกว่าจะมีการชี้แจงข้อกังวลด้านกฎระเบียบทั้งหมดอย่างชัดเจน ส่งผลให้สมาชิกเริ่มที่จะถอนตัวจากโครงการเนื่องจากภาพลักษณ์ของ Libra อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจหลัก

ไปต่อหรือรอก่อน?

หลังจาก PayPal ประเดิมถอนตัวจากโครงการ Libra เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา สมาชิกร่วมก่อตั้งอื่นๆ อย่าง Visa, Mastercard, eBay และ Stripe ยืนยันเมื่อวันศุกร์ (11 ต.ค.) ว่าพวกเขาจะไม่เป็นสมาชิกของ The Libra Association อีกต่อไป เท่ากับว่าตอนนี้จะเหลือสมาชิกเพียง 21 บริษัทเท่านั้น

โครงการสกุลเงิน Libra จะเป็นอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป เพราะ 23 ตุลาคมที่จะถึงนี้ Mark Zuckerberg CEO ของ Facebook จะเข้าไปให้ข้อมูลและตอบคำถามแก่คณะกรรมาธิการด้านการเงินของสหรัฐ

อ้างอิง // CNBC, CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สันดาปยังไม่ตาย! Geely-Volvo ตั้งธุรกิจใหม่เพื่อพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในโดยเฉพาะ

Brand Inside - 7 hours 14 min ago

แม้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์หลายรายจะเดินหน้าพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วนอย่างขะมักเขม้น แต่กลุ่ม Geely เจ้าของ Volvo ก็เลือกเดินหน้าพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายในไปพร้อมกัน เพราะมองว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบบ Hybrid ยังมีตลาดอยู่

Volvo XC90Volvo XC90 ขับเคลื่อนไปพร้อมกันทั้งสองทาง

Geely ได้ตัดสินใจแยกธุรกิจใหม่ออกมา โดยธุรกิจนั้นจะมีหน้าที่พัฒนาเครื่องยนต์สันดาปภายใน และการพัฒนาระบบขับเคลื่อนแบบ Hybrid โดยเฉพาะ ซึ่งพาร์ทเนอร์ที่มีส่วนร่วมในธุรกิจใหม่นี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะคือ Volvo หนึ่งในแบรนด์ลูกของยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตรถยนต์จากจีนนั่นเอง

สำหรับตัวธุรกิจใหม่นี้ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการ แต่มีการวางแผนเอาไว้แล้วว่าตัวเครื่องยนต์สันดาปภายใน และระบบขับเคลื่อนแบบ Hybrid จะถูกนำมาใช้กับแบรนด์รถยนต์ต่างๆ ของกลุ่ม Geely ไม่ว่าจะเป็น Geely Auto, Proton, LEVC, Lynk & Co รวมถึงแบรนด์รถยนต์ประสิทธิภาพสูงอย่าง Lotus

“รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Hybrid จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ต้องทำงานคู่กับเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ดี ดังนั้นการแยกธุรกิจนี้ออกมาก็น่าจะตอบโจทย์ตลาดได้ดีขึ้น และฝั่งองค์กรเองก็สามารประหยัดต้นทุนในการผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายในได้ดีกว่าเดิม” Håkan Samuelsson ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Volvo กล่าว

ทั้งนี้การแยกธุรกิจใหม่ออกมาทำให้ Volvo สามารถให้ความสำคัญกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแบบต่างๆ ในระดับพรีเมียมได้ดีขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ Volvo ตั้งเป้าว่าช่วงกลางทศวรรษที่ 2020 ยอดขายรถยนต์ของ Volvo จะมาจากรถยนต์ไฟฟ้าล้วน กับรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Hybrid และ Plug-in Hybrid อย่างละครึ่ง

สรุป

ส่วนตัวเชื่อว่าเป้าหมายดังกล่าวน่าจะเดินไปได้ เพราะตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึงตอนนี้ Volvo ยังไม่ได้เปิดตัวรถยนต์ที่ติดตั้งมาแค่เครื่องยนต์สันดาปภายในเลย ดังนั้นการแยกส่วนธุรกิจพัฒนาเครื่องยนต์สันดาปออกไป น่าจะช่วยให้ Volvo ผงาดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนระดับพรีเมียมได้ไม่ไกลเกินฝัน

อ้างอิง // Top Gear

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กลุ่มสิงห์ซื้อหุ้น “ซานตา เฟ่ สเต๊ก” สัดส่วน 90% มูลค่ากว่า 1,521 ล้านบาท

Brand Inside - 16 hours 46 min ago

กลุ่มสิงห์ได้ลงทุนซื้อหุ้นในกิจการร้านสเต๊กชื่อดังอย่าง ซานตา เฟ่ ด้วยมูลค่ากว่า 1,521 ล้านบาท โดยถือหุ้นในสัดส่วน 90%

Steak Grillภาพจาก Unsplash

เว็บไซต์ AVCJ ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับแวดวง Private Equity ได้รายงานว่า กลุ่มสิงห์ได้ประกาศซื้อหุ้นสัดส่วน 90% จากผู้ถือหุ้นเดิมของร้าน ซานตา เฟ่ สเต็ก ด้วยเม็ดเงินกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,521 ล้านบาท นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ลงทุนรายอื่นๆ เช่น กองทุน Lakeshore ซึ่งเป็น Private Equity ที่มีทีมงานเป็นชาวไทยนั้นได้รับกำไรจากการลงทุนถึง 2.75 เท่าจากเงินลงทุนเริ่มต้น

ข้อมูลล่าสุดในปี 2018 ซานตา เฟ่ สเต็ก มีสาขาทั้งสิ้นกว่า 111 สาขา และมีการขยายสาขาอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ร้านสเต็กชื่อดังนี้ยังได้ขยายกิจการออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านยังกัมพูชา โดยมองว่าเป็นแบรนด์ร้านสเต็กแรกๆ ที่เข้าไปทำตลาดในกัมพูชา นอกจากนี้ยังมีแบรนด์อื่นๆ เช่น เหม็ง นัว นัว ซึ่งเป็นร้านส้มตำอีกด้วย

สุรชัย ชาญอนุเดช ซึ่งเป็น CEO ของบริษัทได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Forbes Thailand ถึงมูลค่าตลาดสเต็กในไทยเมื่อปีที่ผ่านมาว่าอยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท และซานตา เฟ่ นั้นครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ซึ่ง Brand Inside คาดว่าน่าจะเป็น 1 ในปัจจัยที่ทำให้กลุ่มสิงห์สนใจในการลงทุน

โดยร้านซานตา เฟ่ นั้นเริ่มต้นกิจการในปี 2546 จดทะเบียนในรูปบริษัทชื่อ บริษัท เคที เรสทัวรองท์ จำกัด และปี 2558 ทางบริษัทได้รับเงินทุนเพิ่มเติมจากกองทุน Lakeshore ซึ่งเป็น Private Equity ได้เข้ามาลงทุนเพิ่มเติมอีกประมาณ 160 ล้านบาทแลกกับสัดส่วนการถือหุ้น 26% โดยในปี 2558 นั้น ซานตา เฟ่ มีสาขาประมาณ 66 สาขา

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มสิงห์ล่าสุดในการลงทุนในร้านซานตา เฟ่ นี้สอดคล้องกับเทรนด์ร้านอาหารในไทยนั้นกำลังโดนไล่ซื้อกิจการหรือรับเงินลงทุนจากบริษัทใหญ่ๆ เพื่อที่จะได้ขยายธุรกิจเพิ่มเติมได้ไวมากขึ้น ซึ่งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมากลุ่ม MK เจ้าของร้านสุกี้ชื่อดังก็พึ่งที่จะลงทุนในกิจการแหลมเจริญ ซีฟู้ดมาแล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ลือ SoftBank อาจอัดฉีดเงินเข้า WeWork แลกกับการถือหุ้นเกิน 50% แถมมีความเสี่ยงว่าจะล้มละลาย

Brand Inside - 14 October 2019 - 15:24

WeWork อาจมีความเสี่ยงที่ล้มละลายในเดือนธันวาคมนี้ หลังจากที่ใช้เงินไวกว่าคาด ทำให้ SoftBank ตัดสินใจอาจต้องเข้ามากู้บริษัทโดยการถือหุ้นมากกว่า 50% แลกกับเม็ดเงินก้อนใหม่

WeWork Co-Working Spaceภาพจาก Shutterstock

SoftBank อาจตัดสินใจที่จะเข้าถือหุ้นของ WeWork มากกว่า 50% ซึ่งจะทำให้บริษัทมีสิทธิ์ตัดสินใจเด็ดขาดในการบริหาร Co-Working Space รายนี้ แลกกับเงินกู้รวมไปถึงเม็ดเงินอัดฉีดรอบใหม่ หลังจากที่คาดการณ์ว่า WeWork อาจมีใช้เงินสดในมือที่มีอยู่หมดไวกว่าคาด โดยคาดการณ์ว่าเงินสดในมืออาจหมดในช่วงเดือนธันวาคมนี้

คาดว่า SoftBank เตรียมที่จะอัดฉีดเงินสดเข้า WeWork ประมาณ 1,500 ล้านเหรียญ ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้กดดันให้ WeWork เลิกการ IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์ หลังจากที่ Valuation ของ WeWork ตกลงมาเรื่อยๆ จาก 47,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จนมูลค่าเพียงแค่ประมาณ 15,000 ล้านเหรียญหรือต่ำกว่านั้นด้วยซ้ำ เพื่อแลกกับเม็ดเงินอัดฉีดเพื่อขยายกิจการ

โฆษกของ WeWork ได้กล่าวว่าบริษัทได้เซ็นสัญญากับสถาบันการเงินกว่า 60 แห่งในการที่จะระดมทุนผ่านการกู้ยืมในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ หรือแม้แต่หุ้นกู้ ซึ่งส่งสัญญาณว่าบริษัทกำลังต้องการเงินด่วน งบ 6 เดือนแรกของปี 2019 นั้น WeWork เหลือเงินสดอยู่ราวๆ 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

SoftBank ยังได้ร่วมมือกับ JPMorgan ในการระดมทุนเม็ดเงินรอบใหม่เพื่อที่จะอัดฉีดเข้าไปใน WeWork โดย Reuters ได้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และถ้าหากรวมของ SoftBank เข้าไปแล้วจะอยู่ที่ 4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยยังไม่รวมกับสถาบันการเงินอื่นๆ เช่น Goldman Sachs ซึ่ง SoftBank เองก็กำลังอยู่ในการหารือร่วมเช่นกัน

ปัจจุบัน SoftBank เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของ WeWork โดยถือหุ้นในสัดส่วน 29% อย่างไรก็ดีความคลุมเครือของการช่วยเหลือกิจการของ WeWork ยังคงดำเนินต่อไป คาดว่าดีลเงินกู้และการอัดฉีดเงินเข้า WeWork ต้องปิดดีลให้แล้วเสร็จก่อนต้นเดือนธันวาคม

ข่าวดังกล่าวสะท้อนไปถึงราคาหุ้นกู้ของ WeWork โดยผลตอบล่าสุดอยู่ที่ราวๆ 11.5% ต่อปี โดยก่อนหน้านี้ Fitch บริษัทจัดอันดับเครดิตได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของ WeWork ลงมาอยู่ที่ CCC+ จากเดิมอยู่ที่ B โดยความน่าเชื่อถือของ WeWork เหลือเพียงแค่ 2 อันดับก็จะเข้าสู่โซนล้มละลาย

ที่มา – Reuters, Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มาแน่นอน ! เทรนด์เครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ ทดแทนดื่มเบียร์ของคนเจน Z

Brand Inside - 14 October 2019 - 14:23

เทรนด์เครื่องดื่มทั่วโลกในปลายปี 2562 กำลังพลิกมิติใหม่ ตลาดเบียร์ที่ไม่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น และเครื่องดื่มเพื่อการดื่มทดแทนเบียร์ พบว่าดีมานต์ของตลาดเติบโตเพิ่มขึ้น 

ยุคการปฏิวัติเบียร์คราฟต์ในรูปแบบต่างๆ กำลังเปลี่ยนถ่ายมาสู่อุตสาหกรรมเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์แล้วนั้น อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ขณะนี้เริ่มมีแบรนด์ Two Roots Brewing Co. ได้สร้างตัวเลือกเบียร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์มากมาย และยังมีส่วนผสมอื่น อาทิ คราฟท์เบียร์แต่มีส่วนผสมของวิตามินบี 12 ด้วย

ภาพจาก : tworootsbrewingco.com

นอกจากนี้ยัง Two Roots Brewing Co. ยังเปิดเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ ทั้งในรูปแบบลาเกอร์เบียร์ และ IPA Beer คือ เบียร์ที่มีความขมของฮอปส์สูงและให้คาแรคเตอร์ Citrus, Piney, Resin, Fruity, Floral หลากหลาย ซึ่งจะแถมยังมีความพิเศษ จะเปิดตัวสินค้าลิมิเต็ด เอดิชั่นตามฤดูกาลด้วย เช่น Mango Dango และ Straight Drank

ภาพจาก : Hoplark HopTea

ไม่เพียงเท่านั้น เทรนด์การดื่มทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไป ผู้บริโภคมีความต้องการเครื่องดื่มที่สามารถทดแทนเบียร์ได้ แต่ยังคงให้ประสบการณ์การดื่มที่สนุก ยกตัวอย่างเช่น HopTea Brews Sparkling Tea ชาสปาร์กลิงที่กลั่นด้วยฮอปส์ ส่งมอบรสชาติและคาร์บอเนตโดยไม่มีแอลกอฮอล์

HopTea Brews Sparkling Tea ได้รับแรงบันดาลใจ จากการสรรค์สร้างเครื่องดื่มที่กลั่นฮอปส์ แต่ไม่มีแอลกอฮอล์ ลงในแพจเกจจิ้งกระป๋อง แฝงไปด้วยความสดชื่นของสปาร์คกลิ้ง ออกมาเพื่อเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเป็นเครื่องดื่มไม่มีแคลอรี่ มีหลากหลายรสชาติ ทั้งคาโมมายล์และชาดำ

แนวคิดการเปิดตัว HopTea Brews Sparkling Tea ลงสู่ตลาด มาจากกลุ่มคนเจเนอเรชั่น Z ไม่ค่อยสนใจเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากกว่าคนรุ่นก่อนมากนัก แต่ขณะเดียวกัน ก็มีพฤติกรรมอยากรู้อยากลองเกี่ยวกับรสชาติของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในรูปแบบอื่นๆ เช่นเดียวกัน

อ้างอิงข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/trendhunter/

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กพท. สั่งตรวจสอบเครื่องบินโบอิ้ง 737 ตามเงื่อนไขและขั้นตอนของ FAA

Brand Inside - 14 October 2019 - 12:59

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ชี้แจงว่า สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกาหรือ FAA ได้ออกคำสั่งสมควรเดินอากาศ ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 ต.ค. ให้มีการตรวจสอบเครื่องบินโบอิ้ง 737 ตามเงื่อนไขและขั้นตอนของ FAA

ภาพจาก Shutterstock

จากเหตุการณ์ เครื่องบินโบอิ้ง 737 แม็กซ์ ถูกสั่งระงับบิน หลังเกิดปัญหาร้ายแรงสองครั้ง โดยเกิดขึ้นครั้งแรกในเดือนต.ค. ปี 2561 เมื่อเครื่องบินของสายการบินไลอ้อนแอร์ในอินโดนีเซียประสบอุบัติเหตุตกในทะเลชวา ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 189 ราย ต่อมาในเดือนมี.ค. 2562 เครื่องบินโบอิง 737 แม็กซ์ของสายการบินเอธิโอเปียในแอฟริกา ซึ่งจะเดินทางไปยังกรุงไนโรบีของเคนยา ประสบอุบัติเหตุตกหลังจากขึ้นบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารทั้งหมด 149 คน และลูกเรือ 8 คน เสียชีวิตทั้งหมด ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 346 คน

ล่าสุด สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เผยว่า สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (FAA)  ได้ออกคำสั่งสมควรเดินอากาศ (Airworthiness Directive) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ต.ค.2562 ที่ผ่านมา คำสั่ง FAA ดังกล่าวกำหนดให้มีการตรวจสอบเครื่องบินที่มีอายุการใช้งานตามเงื่อนไขดังนี้

  1. เครื่องบินที่มีอายุการใช้งาน Fight Cycle มากกว่า 30,000 รอบ จะต้องได้รับการตรวจสอบภายในวันที่ 10 ต.ค. 62
  2. เครื่องบินที่มีอายุการใช้งาน Fight Cycle ตั้งแต่ 22,600 – 29,999 รอบ จะต้องได้รับการตรวจสอบภายใน 1,000 รอบ หลังจากวันที่มีคำสั่ง (3 ต.ค.62)
ภาพจาก Shutterstock สถานการณ์สายการบินในประเทศไทย
  1. สายการบินไทยไลอ้อนแอร์ มีเครื่องบินแบบ Boeing 737 อยู่ทั้งหมด 30 ลำ แบ่งเป็นแบบ Boeing 737-900ER จำนวน 19 ลำและ Boeing 737-800 จำนวน 11 ลำ โดยมีเครื่องบินที่มี Flight Cycle (FC) มากที่สุดอยู่ที่ 15,949 รอบ ดังนั้น อากาศยานทุกลำของบริษัทต้องคงทำการบินต่อไปได้โดยยังไม่ต้องได้รับการตรวจสอบ
  2. สายการบินนกแอร์ มีเครื่องบินแบบ Boeing 737 อยู่ทั้งหมด 14 ลำ เป็นเครื่องบินแบบ Boeing 737-800 มีจำนวนรอบมากกว่า 30,000 รอบ 1 ลำ และอีก 13 ลำที่เหลือมีจำนวนรอบเกิน 22,600 รอบ ซึ่งต้องทำการตรวจสอบตามเงื่อนไขและขั้นตอนดังกล่าว

อ้างอิง // Thai PBS, ryt9

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไม่มีแล้วตู้จ่ายน้ำมัน! ปั๊มในนอร์เวย์ติดตั้งตู้ชาร์จไฟฟ้าแทน รับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโต

Brand Inside - 14 October 2019 - 10:35

นอร์เวย์คือประเทศอันดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคเปลี่ยนผ่านไปใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว สังเกตจากยอดซื้อรถใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าถึง 50% เมื่อเป็นอย่างนี้สถานีบริการน้ำมันที่นั่นจึงต้องปรับตัว และติดตั้งตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแทน

circle k

อวสานการใช้งานน้ำมันในนอร์เวย์

ธุรกิจร้านสะดวกซื้อในประเทศนอร์เวย์มักจะทำธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อปั๊มน้ำมันควบคู่ไปด้วย เพราะทั้งสองธุรกิจนั้นต่างเกื้อหนุนกัน กล่าวคือเมื่อมีคนขับรถมาเติมน้ำมัน พวกเขาก็มักจะแวะร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้ออาหาร หรือของจำเป็นติดไม้ติดมือออกไปด้วย

Circle K คือหนึ่งในธุรกิจร้านสะดวกซื้อในประเทศนอร์เวย์ที่ทำธุรกิจปั๊มน้ำมันควบคู่ไปด้วย แต่เมื่อภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศเปลี่ยนไป ทำให้บริษัทตัดสินใจปรับปรุงปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่าน ย่านจัตุรัส Alexander Kiellands ที่เมืองออสโล โดยนำตู้จ่ายน้ำมันออกไปทั้งหมด และติดตั้งตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแทนที่

circle kปั๊มน้ำมันของ Circle K // ภาพโดย Xnatedawgx [CC BY-SA 4.0], via Wikimedia Commons“เราไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน เนื่องจากในอดีตรายได้จากธุรกิจสถานีบริการน้ำมันยังช่วยให้ภาพรวมธุรกิจเติบโต และปัจจุบันธุรกิจนี้ก็ยังสำคัญกับเราอยู่ แต่การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ Circle K ก็คิดมาเป็นอย่างดีแล้ว” Sverre Rosén ตัวแทนของ Circle K กล่าว

ขณะเดียวกันธุรกิจปั๊มน้ำมันรายอื่นๆ ก็เริ่มปรับเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกับที่ Circle K เช่นกัน โดยทั้งหมดให้เหตุผลไปในทิศทางเดียวกันว่า การเพิ่มตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าจะช่วยรักษาลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการในอัตราเดิม แสดงให้เห็นถึงการยอมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาด และไม่ยึดติดกับรูปแบบธุรกิจเดิมๆ

ในทางกลับกันนอกประเทศนอร์เวย์ก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงของผู้ทำธุรกิจปั๊มน้ำมันแล้วด้วย เช่น Shell ก็เริ่มสร้างเครือข่ายสถานีชาร์รถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป, Petro-Canada กับ Chevron ก็เริ่มติดตั้งตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ ส่วน BP ก็มีการลงทุนพัฒนาระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าผ่านบริษัท Startup

สรุป

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า นอร์เวย์เป็นประเทศที่พร้อมในการเปลี่ยนผ่านไปใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า และมันน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของประเทศอื่นๆ ที่จะปฏิบัติตามเพื่อลดมลพิษในประเทศ ซึ่งก็ต้องรอดูกันว่าจะปรับเปลี่ยนได้เร็วแค่ไหน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์จะปรับตัวทันหรือไม่

อ้างอิง // Electrek

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รักโลก Carlsberg ทดลองนำกระดาษรีไซเคิลมาทำเป็นขวดบรรจุภัณฑ์

Brand Inside - 14 October 2019 - 00:01

คาร์ลสเบิร์ก ผู้ผลิตเบียร์ได้คิดค้นบรรจุภัณฑ์ใหม่โดยใช้กระดาษรีไซเคิลมาทำเป็นขวดบรรจุเบียร์ ใช้เวลาวิจัยร่วมกับบริษัทอื่นกว่า 4 ปี

Carlsberg Green Fiber Bottleภาพจาก Carlsberg

Carlsberg ได้ร่วมมือกับบริษัทผลิตวัสดุภัณฑ์หลายราย ทดลองนำกระดาษรีไซเคิลมาเป็นขวดบรรจุภัณฑ์ และเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% ซึ่งเป้าหมายของบริษัทคือการลดคาร์บอนไดออกไซด์ลงให้ได้อีก 30% จากปัจจุบันภายในปี 2030 โดยการคิดค้นขวดบรรจุภัณฑ์นี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2015 แล้ว

ปัจจุบันนั้นบรรจุภัณฑ์ที่สำหรับบรรจุเบียร์ส่วนใหญ่ทำมาจากแก้ว หรือไม่ก็เป็นอลูมิเนียม รวมไปถึงพลาสติก ซึ่งบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ใช้พลังงานมหาศาล นอกจากนี้ในขั้นตอนการผลิตยังส่งผลให้มีการปล่อยก๊าซต่างๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์อย่างที่ได้กล่าวไป นอกจากนี้บริษัทก็มีหน่วยธุรกิจที่ขายบรรจุภัณฑ์ด้วย ซึ่งบริษัทมองว่าการเปลี่ยนแปลงวัสดุนี้จะช่วยรักษาโลกได้อีกทาง

บางคนอาจสงสัยว่าทำไมขวดกระดาษทำไมถึงใส่เครื่องดื่มได้ บริษัทได้อธิบายว่าได้นำ PET ที่รีไซเคิลแล้วมารองรับด้านในของขวด ทำให้สามารถที่จะบรรจุเบียร์ได้ ขณะเดียวกันบริษัทได้กล่าวว่ายังไม่ได้ที่จะหวังว่าการนำขวดกระดาษมาแล้วจะยกเลิกขวดประเภทเดิมๆ ไปเลย แต่มองว่าขวดบรรจุภัณฑ์ใหม่นี้จะเป็นอีก 1 ทางเลือกให้กับลูกค้าด้วย

ก่อนหน้านี้บริษัทได้พัฒนานวัตกรรมที่จะลดการใช้วัสดุลง เช่น เรื่องหีบห่อบรรจุภัณฑ์ ที่ใช้กาวยึดกระป๋อง ซึ่งแต่เดิมนั้นต้องใช้กระดาษห่อ หรือไม่ก็เป็นพลาสติกห่อกระป๋อง การคิดค้นใช้กาวยึดกระป๋องนี้ใช้เวลากว่า 3 ปี บริษัทได้กล่าวว่าสามารถลดพลาสติกเทียบเท่ากับการใช้ถุงพลาสติกถึง 60 ล้านถุง

ไม่เพียงแค่นั้นบริษัทยังได้ร่วมมือกับบริษัทผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น Coca-Cola หรือ L’Oréal ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากกระดาษ ซึ่ง Carlsberg มองว่ายิ่งการร่วมมือกับมากบริษัทเท่าไหร่ยิ่งส่งผลดีในเรื่องความต้องการวัสดุภัณฑ์จากกระดาษรีไซเคิลมากเท่านั้น

ที่มา – Carlsberg, CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ลางร้ายมาเยือน! Subaru สหรัฐอเมริกาเผยยอดส่งมอบลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 93 เดือน

Brand Inside - 13 October 2019 - 13:38

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมากระแสความนิยมรถยนต์แบบ SUV เกิดขึ้นทั่วโลก และนั่นทำให้ Subaru มียอดส่งมอบเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาที่ยอดส่งมอบเติบโตติดต่อกันถึง 93 เดือน แต่ที่สุดแล้วมันก็หดตัวจนได้

Subaru OutbackSubaru Outback // ภาพ Subaru USA งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

Subaru คือแบรนด์รถยนต์ที่โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์แบบ Boxer และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ AWD หรือ All-Wheel Drive ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้านำมาใส่ในรถยนต์แบบ SUV มันก็จะยกระดับความสามารถในการเป็นรถยนต์เอนกประสงค์ตามความหมายของชื่อ

จากจุดนี้เอง Subaru จึงหันมาทำตลาดรถยนต์แบบ SUV อย่างจริงจัง เช่นในตลาดสหรัฐอเมริกาที่ทำตลาดทั้งหมด 8 รุ่น ก็เป็น SUV เสีย 4 รุ่น แต่การเดินกลยุทธ์แบบนี้ก็ทำให้ Subaru สามารถเติบโตต่อเนื่องมาถึง 93 เดือน หรือเกือบ 8 ปี แถมผงาดขึ้นมาเป็นตัวเลือกแรกๆ ในการซื้อรถยนต์แบบ SUV ของผู้บริโภคที่นั่น

SubaruSubaru WRX // ภาพ pixabay

อย่างไรก็ในเดือนก.ย. 2562 การเติบโตนั้นกถูกหยุดลง เพราะมียอดส่งมอบรถยนต์ลดลง 9.4% เมื่อเทียบกับเดือนก.ย. 2561 คิดเป็น 51,659 คัน อย่างไรก็ตามหากนับยอดส่งมอบตั้งแต่ต้นปี 2562 ถึงสิ้นเดือนก.ย. Subaru สหรัฐอเมริกายังเติบโต 4.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2561 ผ่านจำนวนยอดส่งมอบ 5.25 คัน

“ตัวยอดส่งมอบเดือนล่าสุดที่ลดลงมาจาก Sedan รุ่น Lagacy และ SUV รุ่น Outback ทำได้ไม่ดีนัก แต่เราเชื่อว่าในเดือนต.ค. ทุกอย่างจะกลับมาดีเหมือนเดิม และพยายามทำยอดส่งมอบให้ได้ 7 แสนคันตามเป้า แถมมียอดส่งมอบเติบโต 12 ปีซ้อน” Thomas J. Doll ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Subaru สหรัฐอเมริกา กล่าว

subaruSubaru // ภาพ pixabay.com

ครั้งสุดท้ายที่ Subaru มียอดส่งมอบต่อเดือนลดลงต้องย้อนไปถึงเดือนพ.ย. 2554 ผ่าตัวเลขยอดส่งมอบ 17,657 คัน ลดลง 15% เมื่อเทียบกับเดือนพ.ย. ในปีก่อนหน้านั้น ที่สำคัญในเดือนก.ย. 2562 นั้น ยอดส่งมอบรถยนต์ทุกรุ่นของ Subaru ยังลดลงในทุกรุ่นเลยอีกด้วย

สรุป

อาจเป็นรางร้ายว่ากระแสรถยนต์แบบ SUV นั้นค่อยๆ เสื่อมความนิยมลงก็ได้ เพราะขนาด Subaru ที่ผงาดขึ้นมาเป็นตัวเลือกหลักของผู้บริโภคหากต้องการซื้อรถยนต์แบบ SUV ยังมียอดส่งมอบลดลง ดังนั้นต้องจับตากันว่าค่ายไหนจะประสบปัญหาเรื่องการทำตลาด SUV อีกหรือไม่

ทั้งนี้หากต้องการรับรู้เรื่องแบรนด์ Subaru เพิ่มเติมสามารถเข้าไปฟังที่ Podcast ได้เลยครับ

อ้างอิง // Motor1

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Toyota เพิ่มดีกรีทำตลาดรถ Plug-in Hybrid ด้วยการเตรียมเปิดตัว RAV4 รุ่นเสียบปลั๊กได้

Brand Inside - 13 October 2019 - 06:43

ปฏิเสธไม่ได้ว่า Toyota คือผู้นำในการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า Hybrid เนื่องจากความสำเร็จของรุ่น Prius ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก แต่จากนี้ Toyota จะก้าวไปอีกขั้นด้วยการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า Plug-in Hybrid มากขึ้น

rav4RAV4 ในสหรัฐอเมริกา เพิ่มทางเลือก พร้อมเกาะเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า

ตอนนี้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกต่างมุ่งหน้าพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ Battery Electric Vehicle (BEV) เพื่อตอบโจทย์เรื่องการลดมลพิษทางอากาศ และลดการใช้น้ำมัน แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นมันไม่ง่าย และต้องสร้างการเรียนรู้การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าล้วน ผ่านการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบบอื่นๆ เสียก่อน

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Toyota เตรียมทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid (PHEV) มากขึ้น จากเดิมที่เน้นหนักไปที่รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Hybrid (HEV) เพียงอย่างเดียว โดยการทำตลาดรถ Plug-in Hybrid ของ Toyota เริ่มเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมากับรุ่น Prius Prime ในสหรัฐอเมริกา

ล่าสุด Toyota เตรียมเปิดตัว RAV4 เครื่อง Plug-in Hybrid เพื่อเพิ่มรุ่นทางเลือกให้กับผู้บริโภค และสร้างการเรียนรู้เรื่องรถยนต์ไฟฟ้าไปพร้อมกัน แต่รายละเอียดยังมีไม่มากนัก ต้องรอความเคลื่อนไหวจากงาน LA Auto Show ที่จะจัดขึ้นในเดือนพ.ย. 2562 ก่อน

อย่างไรก็ตามก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าคุณสมบัติของ RAV4 เครื่อง Plug-in Hybrid จะคล้ายกับ Prius Prime ที่ติดตั้งแบตเตอรี่ความจุ 8.8 kWh สามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวที่ 40 กม. นอกจากนี้ยังวิ่งได้ถึง 1,000 กม. เมื่อรวมการใช้น้ำมัน และแบตเตอรี่

ToyotaToyota Hybrid

ปัจจุบันรุ่น RAV4 ของ Toyota มีการทำตลาดรุ่น Hybrid ที่ติดตั้งแบตเตอรี่ความจุ 1.6 kWh มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ 16 กม./ลิตร และเพื่อให้การทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Hybrid และ Plug-in Hybrid จูงใจผู้บริโภคมากขึ้น Toyota จึงขยายระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่เป็น 8 ปี หรือ 2.4 แสนกม. จากเดิมอยู่ที่ 1.6 แสนกม.

สรุป

ตอนนี้ผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่รวมตั้งแต่ Hybrid, Plug-in Hybrid และ Battery EV ทาง Toyota คงเป็นเบอร์หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะความนิยมของ Prius และ Hybrid ในรุ่นอื่นๆ ยังมีอยู่ แต่เพื่อตอบโจทย์อนาคตทำให้ Toyota ต้องปรับตัวเอง และขยายไปยังรถยนต์ไฟฟ้าแบบอื่นๆ บ้าง

อ้างอิง // Engadget

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตลาดกระบะไตรมาสท้ายสนุกแน่! Isuzu ออก D-Max ใหม่ พร้อมท้าชนทุกคู่แข่งในสนาม

Brand Inside - 12 October 2019 - 16:31

หลังจากใช้โมเดลเดิมทำตลาดมาเป็น 10 ปี ในที่สุด Isuzu อีกพี่ใหญ่ในวงการรถกระบะไทยก็เปิดตัว D-Max โฉมใหม่เสียที โดยครั้งนี้มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่มากมาย ส่วนการออกแบบนั้นยังมีหน้าตาคล้ายรุ่นเดิม

Isuzu D-MaxIsuzu D-Max ตลาดรถกระบะไทย 6.4 แสนคันสนุกแน่

ภาพรวมการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยเมื่อปี 2561 อยู่ราว 1 ล้านคัน แต่กว่า 2 ใน 3 ของตัวเลขนี้เป็นรถกระบะ ผ่านจำนวนราว 6.4 แสนคัน จึงไม่แปลกที่ตลาดรถกระบะนั้นถูกให้ความสำคัญจากค่ายผู้ผลิตรถยนต์ และพร้อมมีหน้าใหม่เข้ามาชิงแชร์ในตลาดนี้ตลอดเวลา

แต่แม้ว่ายักษ์ใหญ่อย่าง Toyota จะส่งรุ่นใหม่มาเขย่าตลาดแค่ไหน หรือค่ายสหรัฐอเมริกา รวมถึงจีนที่พยายามสร้างความแตกต่างให้กับตลาดรถกระบะ แบรนด์ Isuzu ที่เน้นจำหน่ายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ก็ยังเติบโต และครองตำแหน่งผู้นำอันดับต้นๆ ของตลาดนี้ไว้ได้

ยิ่งล่าสุด Isuzu ประกาศเปิดตัว D-Max รุ่นใหม่หลังทำตลาดรุ่นก่อนหน้านี้มาเป็น 10 ปี ก็ทำตลาดนี้ต้องคึกคักแน่ๆ เพราะเมื่อปลายปี 2560 ทาง Toyota ได้ส่งรุ่น Minor Change ให้กับ Hilux Revo พร้อมทำโมเดลใหม่ๆ ออกมาตอบโจทย์ตลาดไทย รวมถึงในปี 2562 ก็มีแบรนด์ MG เข้ามารุกตลาดรถกระบะด้วย

ออฟชั่นจัดเต็ม ส่วนการตกแต่งยังคล้ายเดิม

ภาพรวมของ D-Max รุ่นใหม่นั้นแบ่งเป็น 5 รุ่นหลักคือ

  • D-Max V-Cross ขับเคลื่อน 4 ล้อ ยกสูง มีทั้งแบบแค็บ และ 4 ประตู
  • D-Max Hi-Lander ขับเคลื่อน 2 ล้อ ยกสูง มีทั้งแบบแค็บ และ 4 ประตู
  • D-Max Cab4  ขับเคลื่อน 2 ล้อ ตัวเตี้ย 4 ประตู
  • D-Max Spacecab ขับเคลื่อน 2 ล้อ ตัวเตี้ย แบบแค็บ
  • D-Max Spark กระบะตอนเดียว ตัวเตี้ย มีให้เลือกทั้งขับเคลื่อน 2 และ 4 ล้อ

เรียกว่าออกมาตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่ม แถมยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2 แบบคือ 1.9 ลิตรเทอร์โบ และ 3.0 ลิตรเทอร์โบ เหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ ทำให้ D-Max ของ Isuzu แตกต่างกับ Toyota ที่เน้นทำตลาดเครื่องใหญ่เป็นหลัก และยังเป็นผู้นำให้ผู้ผลิตกระบรายอื่นๆ เริ่มหันมา Downsizing เครื่องยนต์เพื่อตอบโจทย์เรื่องประหยัดน้ำมัน

ในทางกลับกันการตกแต่งภายใน-ภายนอกของ D-Max รุ่นใหม่นั้นยังมีความคล้ายรุ่นที่เดิมที่ทำตลาดมาเป็น 10 ปี เช่นตัวกระจังหน้า และแผงไฟท้าย ส่วนตัวออฟชั่นต่างๆ ที่ใส่เข้ามานั้นค่อนข้างตอบโจทย์การใช้งานของคนไทย เช่นหน้าจอสัมผัสที่คอนโซลกลาง, แอร์หลัง และกล้องหลัง รวมถึงเซ็นเซอร์ช่วยจอด

Isuzu D-Maxภายใน Isuzu D-Max ฆ่าไม่ตายด้วยราคาตั้งแต่ 5.1 แสน – 1.15 ล้านบาท

สำหรับตัวราคาของ D-Max รุ่นใหม่ของ Isuzu นั้นเริ่มต้น 5.1 แสนบาท จนไปถึง 1.15 ล้านบาท ใกล้เคียงกับคู่แข่งแบรนด์อื่นๆ แต่ก็แลกมากับศูนย์บริการ และค่าอะไหล่ ที่ค่อนข้างตอบโจทย์คนไทย จนถึงตอนนี้ Isuzu จำหน่ายแค่รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ก็สามารถยึดตำแหน่งหนึ่งในผู้นำของตลาดนี้ได้

ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่า D-Max โฉมใหม่ของ Isuzu นั้นถ้าหากมองแค่ภายนอกอาจเป็น Minor Change มากกว่า Model Change เพราะยังคง DNA ของรุ่นก่อนหน้านี้ไว้พอสมควร แต่เมื่อมาดูภายในนั้นต่างกันมาก โดยเฉพาะในรุ่นยกสูง-ขับสี่ เพราะจัดเต็มเรื่องเทคโนโลยี และการออกแบบที่ล้ำกว่ารุ่นเดิมของ Isuzu ค่อนข้างมาก

อย่างไรก็ตามในตลาดรถกระบะตอนนี้ Triton ของ Mitsubishi เพิ่งเปิดตัวรุ่น Minor Change ไป ประกอบกับทาง Toyota เองก็พยายามเร่งทำตลาด Hilux Revo รุ่นย่อยต่างๆ ให้โดนใจตลาดที่สุด ส่วนแบรนด์สหรัฐอเมริกาตอนนี้อาจดูเงียบๆ แต่ที่เงียบที่สุดคงไม่พ้น Mazda ที่อีกไม่นานคงเตรียมตัวออกรุ่นใหม่แล้ว

สรุป

หาวัดยอดขายรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ตามตัวเลขของ Toyota ในปี 2561 ทาง Isuzu นั้นตามหลัง Toyota เพียงไม่กี่หมื่นคัน แถมก่อนหน้านี้ Isuzu ยังขึ้นเป็นอันดับหนึ่งได้ ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่า การเปิดตัว D-Max โฉมใหม่จะทำให้ Isuzu กลับมาเป็นเบอร์หนึ่งในใจคนไทยอีกครั้งก็เป็นได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

นักธุรกิจไทยมองสองชั้น ซื้อแฟรนไชส์ร้านอาหารต่างแดนได้มากกว่าที่คิด

Brand Inside - 12 October 2019 - 12:50

การซื้อแฟรนไชส์ธุรกิจร้านอาหารต่างประเทศ เป็นมากกว่าแค่การขยายอาณาจักรและปลุกปั้นรายได้ แต่เป็นการเรียนรู้โนฮาวด์ ประสบการณ์อันเลอค่าและหามิได้ 

ภาพจาก : shutterstock

มาเริ่มต้นที่อิมแพ็ค กรุ๊ป” จากการความเชี่ยวชาญบริหารศูนย์แสดงสินค้าและประชุม แต่เมื่ออยู่ในสังเวียนของธุรกิจร้านอาหารประสบการณ์ของอิมแพ็ค เรียกว่าชั่วบินยังน้อยมาก จากการมีร้านอาหารราว 30 สาขา พร้อมกับวางเป้าหมายเป็นเดิมพันจะขยายธุรกิจร้านอาหารโดยมีสาขา 60 สาขา ภายใน 3 ปีก็ตาม

เป็นเรื่องไม่ง่ายนัก การโดดเข้ามาสมรภูมิธุรกิจร้านอาหาร สำหรับ พอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้บริหารศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เล่าว่า เราตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ร้านอาหารญี่ปุ่น สึโบฮาจิ เป็นแบรนด์แรกเลยก็ว่า

พอลล์ กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเม้นท์ จำกัด “ผมซื้อแฟรนไชส์เพื่อเรียนรู้ระบบการจัดการวัตถุดิบ อย่าง แซลมอน ล็อบสเตอร์ เพราะขึ้นชื่อว่าญี่ปุ่น วัตถุดิบอาหารต้องได้มาตรฐาน ขั้นตอนการบริหารจัดการวัตถุดิบส่งตรงจากญี่ปุ่นมาถึงไทยดำเนินการอย่างไรให้สดใหม่”

นอกจากแฟรนไชส์ร้านอาหารญี่ปุ่นแล้ว กลุ่มอิมแพ็ค ตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ “เดอะคอฟฟี่ อะคาเดมิคส์” แบรนด์ดังจากฮ่องกง อิมแพ็ค ไม่มองว่าการดำเนินธุรกิจต้องประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะเราต้องการเรียนรู้มาร์เก็ตติ้ง โดยเฉพาะการทำโซเชียลมีเดียสำหรับเดอะคอฟฟี่ อะคาเดมิคส์ ที่สร้างกระแสฮือฮามาแล้วในฮ่องกง หรือการบริหารโอเปอเรชั่นต่างๆ

บุญยง ตันสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

บุญยง ตันสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจฟู้ดเซอร์วิสครบวงจร เล่าว่า กลุ่มเซ็นมีประสบการณ์ในธุรกิจร้านอาหารร่วม 28 ปี การตัดสินใจจะซื้อกิจการหรือแฟรนไชส์เรายึดหลักดีเอ็นเอของแบรนด์ก่อน และมองหาพันธมิตรมีแบรนด์ในพอร์ตโฟลิโอเติมเต็มกับที่เราต้องการหรือไม่

“ก่อนหน้านี้ได้ซื้อแฟรนไชส์ซูชิซู เมนูของอาหารเสี่ยวหลงเปาแต่เป็นร้านอาหารของญี่ปุ่น ขณะนี้มีจำนวน 10 สาขา ตอนตัดสินใจซื้อเรามองว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจ อยากเรียนรู้โนฮาวด์มีการบริหารจัดการธุรกิจใช้คนน้อย และบริหารต้นทุนอาหารได้ดี ราคาจึงไม่แพงมากนัก เรียกว่าซื้อง่ายขายคล่องสนอผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี”

สำหรับประสบการณ์ซื้อกิจการ ตำมั่ว แบรนด์จำหน่ายส้มตำ ไก่ย่าง สิ่งที่เราได้ประโยชน์นำโนฮาวด์แบรนด์ไทยไปขยายหรือต่อยอด นอกจากนี้ตำมั่ว ยังเป็นอาหารเข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอให้ธุรกิจอาหารเซ็น กรุ๊ป แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

แง่คิดของนักธุรกิจ อย่างบุญยง ผู้คว่ำหวอดในธุรกิจมาอย่างโชกโชน มองว่า การพัฒนาแบรนด์เองง่ายกว่า แต่ต้องใช้ระยะเวลาปั้นแบรนด์ให้ติดตลาด การซื้อกิจการ หรือแฟรนไชส์ สามารถแจ้งได้เร็ว สร้างการเติบโตได้ดีกว่า

สรุป : หลักการเลือกซื้อกิจการ – ควบรวม
  • การซื้อกิจการ ต้องดูดีเอ็นเอของแบรนด์
  • การควบรวมกิจการ ต้องมีวัฒนธรรมองค์กรคล้ายกัน
  • แบรนด์สตาร์ทอัพ ต้องใช้เวลาปรับให้เข้ากับระบบ
  • การซื้อแบรนด์ต้องดูจิ๊กซอร์ในการต่อยอดธุรกิจ
  • นำโนฮาวด์ของแบรนด์มาการบริหารจัดการ
  • การซื้อแบรนด์หรือแฟรนไชส์ถูกหรือแพงต้องมองที่ความคุ้มค่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

LPN เสนอแนวคิด “ความพอดีที่ดีกว่า” สร้างบ้านที่พอดีกับการใช้ชีวิตจริง

Brand Inside - 12 October 2019 - 10:57

โอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พีเอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) บอกว่า การสร้างที่อยู่อาศัยแบรนด์ ลุมพินี LPN เน้นสร้าง “บ้าน” คุณภาพที่คุ้มค่าในราคาที่จับต้องได้ เพื่อสนองต่อความต้องการมีบ้านเป็นของตนเอง และเป็น “ชุมชนน่าอยู่” สำหรับทุกกลุ่มเป้าหมาย

ดังนั้น “ความพอดี ที่ดีกว่า” จึงเป็นปรัชญาสำคัญที่ LPN ได้นำมาเป็นองค์ประกอบในการทำงานทุกกระบวนการ ทั้งนี้ เพื่อให้ “บ้าน” ของ LPN เป็น “บ้าน”ที่พอดีที่สุดกับการอยู่อาศัยในชีวิตจริง จึงได้ออกแคมเปญโฆษณาแบรนด์ดิ้งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ผ่านหนังโฆษณา “Dream Home” ภายใต้คอนเซปต์ “ความพอดี ที่ดีกว่า” เพื่อบอกเล่าเรื่องราวการนำปรัชญาของความพอดีทั้ง 3 องค์ประกอบที่บริษัทได้แทรกไว้อย่างลงตัวในการพัฒนาทุกโครงการของ LPN ได้แก่

  1. พอดีกับการออกแบบ ความเป็นส่วนตัวที่ยังเชื่อมต่อกับทุกความสัมพันธ์ได้อย่างลงตัว เพราะเราพอดีในการออกแบบทุกรายละเอียด  ไม่มากหรือน้อยไป ให้สมดุลระหว่างความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกเพศทุกวัย  ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว แต่ก็ยังมองหาพื้นที่กว้างเพื่อสร้างมิตรภาพที่ยังสามารถเคารพพื้นที่ของกันและกันได้
  2. พอดีกับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายปลอดภัยมากกว่าที่เคย เพราะเราไม่หยุดนิ่งกับการนำเทคโนโลยีที่เสถียรแล้วในตลาด มาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ชีวิตในแต่ละวันมีความปลอดภัย และความสะดวกสบาย เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีกว่า
  3. พอดีกับบริการที่ลงตัวในทุกความใส่ใจ ด้วยการใช้ “ใจ” ดูแลพนักงาน เพื่อส่งมอบความสุขในการบริการให้กับลูกค้า ช่วยให้ชีวิตแต่ละวันไปต่อได้ไม่สะดุด กับทุกบริการที่ต้องการในการอยู่อาศัยและการลงทุน นอกจากนั้น LPN ยังเป็นองค์กรแรกๆ ในประเทศที่ก่อตั้ง Social Enterprise (ธุรกิจเพื่อสังคม) เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้กับพนักงานกลุ่มสตรีด้อยโอกาส

หนังโฆษณา Dream Home ที่ LPN จะสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์และสื่อโฆษณาช่องทางต่างๆ ในครั้งนี้ จะตั้งคำถามกับคนดูว่า ในชีวิตจริง เราต้องการ “บ้าน” แบบไหน ระหว่างบ้านที่ล้ำยุค ดีไซน์ล้ำสมัย ตรงตามค่านิยม

“บ้านในฝัน” ของคนสมัยนี้ ที่อาจกลายเป็นฝันร้ายหลังเข้าอยู่ เพราะไม่ได้ถูกออกแบบมาจากการใช้ชีวิตจริง กับบ้านที่แม้ภายนอกอาจดูเรียบง่าย ไม่โดดเด่น แบบที่คนส่วนใหญ่ฝันถึง แต่กลับให้ความรู้สึกที่ดีกว่า เพราะออกแบบให้พอดีกับผู้อยู่อาศัย อันเป็นความใส่ใจบวกกับการนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่บริษัทสั่งสมมา บ่มเพาะเอา “ความพอดี ที่ดีกว่า” มาถ่ายทอดเป็นคุณค่าของทั้งผลิตภัณฑ์และบริการในทุกโครงการ เพื่อให้ทุกพื้นที่ของ “ลุมพินี” สามารถสร้าง “ความสุขที่แท้จริงของการอยู่อาศัย” ให้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ได้อย่างยั่งยืน”

กางแผน 6 เดือนหลัง เตรียมเปิดตัว 10 โครงการทั้งบ้านและคอนโด กว่า 13,000 ล้านบาท

สำหรับไตรมาส 4 และปีหน้า ​LPN เตรียมเปิดตัว 10 โครงการใหม่รวดทั้งบ้านและคอนโด มูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท ภายใต้แคมเปญ “ความพอดี ที่ดีกว่า” จะสร้างการรับรู้และความเข้าใจในแบรนด์ ที่ตั้งใจส่งมอบบ้านคุณภาพแก่ผู้บริโภค ส่งผลยอดขายเป็นที่น่าพอใจ

อาคารชุดพักอาศัย รวมมูลค่าประมาณ 11,050 ล้านบาท
  1. ย่านเตาปูน คอนโด High Rise เปิดตัวปีนี้ จำนวน 800 ยูนิต มูลค่า 1,900 ล้านบาท
  2. แจ้งวัฒนะ ซอย 10 คอนโด Low Rise เปิดตัวปีนี้ จำนวน 476 ยูนิต มูลค่า 600 ล้านบาท
  3. แจ้งวัฒนะ ซอย 17 คอนโด High Rise เปิดตัวปี 2563 อาคารด้านหน้าจำนวน 719 ยูนิต มูลค่า 1,600 ล้านบาท
    และอาคารด้านหลังจำนวน 788 ยูนิต มูลค่า 1,450 ล้านบาท
  4. ย่านเอกชัย แถวเซ็นทรัลพระราม 2 คอนโด Low Rise เปิดตัวปี 2563 จำนวน 2,293 ยูนิต มูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท
  5. โครงการลุมพินี มิกซ์ นราธิวาส-รัชดา คอนโด High Rise เปิดตัวปี 2563 มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท
  6. โครงการในอนาคต อยู่ระหว่างการเจรจา
บ้านพักอาศัย รวมมูลค่าประมาณ 5,420 ล้านบาท
  1. ย่านพหลโยธิน 54/1 ห่าง BTS สะพานใหม่ (ในอนาคต) ระยะทาง 3 กม. จำนวน 253 แปลง มูลค่า 880 ล้านบาท
  2. ย่านลาดกระบัง ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิ 4 กม. จำนวน 400 แปลง มูลค่า 1,250 ล้านบาท
  3. Baan 365 ย่านเมืองทองธานี จำนวน 182 แปลง มูลค่า 1,890 ล้านบาท
  4. ย่านสุขุมวิท 113 บ้านแฝด 2 ชั้น และบ้านทาวน์โฮมจำนวน 133 แปลง มูลค่า 750 ล้านบาท
  5. ย่านท่าข้าม-พระราม 2 บ้านแฝด 2 ชั้น 108 แปลง มูลค่า 650 ล้านบาท

ทั้งนี้ LPN มีเป้าหมายในการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดพักอาศัยและบ้านพักอาศัยในไตรมาส 4 ได้แก่

  1. ลุมพินี พาร์ค วิภาวดี-จตุจักร มูลค่า 2,000 ล้านบาท
  2. ลุมพินี เพลส รัชดา-สาธุ มูลค่า 1,620 ล้านบาท
  3. ลุมพินี ซีเล็คเต็ด สุทธิสาร-สะพานควาย มูลค่า 1,265 ล้านบาท
  4. ลุมพินี วิลล์ สุขสวัสดิ์-พระราม 2 มูลค่า   720 ล้านบาท
  5. ลุมพินี พาร์ค พหล 32 มูลค่า 1,867 ล้านบาท
  6. บ้านพักอาศัย มูลค่า   530 ล้านบาท
  7. Baan 365 มูลค่า   500 ล้านบาท

“แผนธุรกิจในปีนี้ได้กระจายฐานรายได้ออกหลายๆ ส่วนเพื่อลดความเสี่ยง โดยยังคงรักษารายได้จากการสร้างและขายอาคารชุดพักอาศัยปีละหมื่นล้านบาท รวมถึงขยายการเติบโตของโครงการบ้านพักอาศัยอย่างน้อย 50% ของอาคารชุดพักอาศัย เมื่อรวมกับรายได้จากธุรกิจบริการอื่นๆ ก็เชื่อว่าจะสร้างรายได้และการเติบโตอย่างต่อเนื่องให้กับบริษัทได้อย่างแน่นอน”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

บัณฑูร ล่ำซำ สั่งลา CEO KBank ตั้ง ขัตติยา อินทรวิชัย ขึ้นแทน

Brand Inside - 11 October 2019 - 18:24

KBank หรือ ธนาคารกสิกรไทย แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 มีมติแต่งตั้ง ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการ และกรรมการผู้จัดการ เป็นกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แทน บัณฑูร ล่ำซำ ที่ครบกำหนดตามสัญญา

นอกจากนี้ได้แต่งตั้งให้ บัณฑูร ล่ำซำ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ประเภท กรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร และยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาคณะจัดการ มีผลวันถัดจากวันประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 63

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

โลจิสติกส์ จิ๊กซอว์สำคัญ “เครือสหพัฒน์” สร้างแวร์เฮ้าส์อัจฉริยะ ชิงความได้เปรียบยุคส่งด่วน

Brand Inside - 11 October 2019 - 16:44

เมื่อเครือสหพัฒน์ มอง”โลจิสติกส์” เป็นหัวใจสำคัญการสร้างธุรกิจให้เติบโต และชิงความได้เปรียบจากคู่แข่งอย่างมหาศาล ปักหมุดสร้างแวร์เฮ้าส์ “ไทเกอร์ สุวรรณภูมิ ดีซี” ยึดทำเลทองอย่างสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งกำลังแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปี 2563   

ภาพจาก : shutterstock

ธุรกิจในเครือสหพัฒน์ต้องบอกว่า มีตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบก็ว่าได้ หรือมองง่ายๆ มีบริษัทในเครือนับร้อยบริษัท โดยภายใต้การคุมบังเหียน เจเนอเรชั่น 2 “เสี่ยบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา” ประธานเครือสหพัฒน์ มองยาวถึงการรับยุคดิจิทัลที่กำลังถาโถมเข้ามา ด้วยการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ “โลจิสติกส์” ธุรกิจกลางน้ำนั่นเอง

บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ จิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่เครือสหพัฒน์มองว่าจะเป็นจุดอ่อน คือ “โลจิสติกส์” ซึ่งถือว่าเป็นฟันเฟื่องสำคัญของซัพพลายเชน (Supply Chain) หรือห่วงโซอุปทาน เครือสหพัฒน์จึงลงทุนระดับ 3,000 ล้านบาท สร้างแวร์เฮ้าส์ “ไทเกอร์ สุวรรณภูมิ ดีซี” ขนาดพื้นที่ 7.4 หมื่นตร.ม.บนทำเลทองอย่างบริเวนสุวรรณภูมิ

เมื่อมองถึงยุทธศาสตร์ของเครือสหพัฒน์ด้านโลจิสติกส์ เหตุผลสำคัญการลงทุนสร้างแวร์เฮ้าส์เรียกว่าใหญ่ที่สุดก็ว่าได้นั้น เพราะธุรกิจในยุคดิจิทัล การบริหารระบบขนส่ง เป็นหัวใจสำหรับการทำธุรกิจ การกระจายสินค้าจากแวร์เฮ้าส์ไปยังร้านค้า หรือกระทั่งการส่งสินค้าถึงมือลูกค้าจะต้องมีความรวดเร็ว

ภาพจาก : shutterstock “ความเร็ว”โจทย์ใหญ่เครือสหพัฒน์ 

สเต็ปต่อไปของเครือสหพัฒน์ ต้องส่งสินค้าให้เร็ว สนองพฤติกรรมของลูกค้าต้องการสินค้ารวดเร็ว อดทนรอไม่ได้นาน ดังนั้นการบริหารจัดการต้องทำให้ทุกอย่างสั้นลง ใครส่งสินค้าได้เร็วจะชิงความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง

ระบบการโลจิสติกส์ของเครือสหพัฒน์ เดิมมีศูนย์กระจายสินค้าหลักอยู่ที่ ‘สวนอุตสาหกรรมศรีราชา’ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่จัดเก็บกว่า 3.9 หมื่นตร.ม ถือว่าเป็นแห่งใหญ่แล้ว นอกจากนี้มีศูนย์กระจายสินค้าหลายๆ แห่ง พื้นที่ราว 1,000 ตร.ม.

การมี “ไทเกอร์ สุวรรณภูมิ ดีซี” จะช่วยให้การจัดกระจายสินค้าถึงจุดมุ่งหมายปลายทางภายใน 1 วัน นั่นคือสิ่งที่เครือสหพัฒน์ต้องไปให้ได้ ขณะที่ต่างจังหวัดใช้ระยะ 2 วัน จากเดิมใช้เวลา 3-5 วัน

“ไทเกอร์ สุวรรณภูมิ ดีซี” จะเปรียบเหมือนฮับแวร์เฮ้าส์ของเครือสหพัฒน์ จะรวมทุกแบรนด์ทำให้การจัดการง่ายขึ้น และที่สำคัญจะกลายเป็นแวร์เฮ้าส์อัจฉริยะ โดยสหพัฒน์ได้ลงทุนนำระบบของบริษัทแมนฮัตตั้น แอสโซซิเอส ว่ากันว่าเป็นผู้นำในการให้บริการซอฟต์แวร์การบริหารจัดการคลังสินค้าระดับโลก

ต้องบอกว่าเครือสหพัฒน์มีความแข็งแกร่งทางด้านกระบวนการผลิต (Manufacturing) จากการมีโรงงานผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก อาทิ บริษัท ไลอ้อน ประเทศไทย จำกัด ผลิตสินค้าอุปโภค อาทิ ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ผลิตบะหมึ่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า เป็นต้น

อาณาจักรสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์

ในขณะที่ธุรกิจกลางน้ำ อย่างโลจิสติกส์ ยังกระจัดกระจายและยังไม่มีฮับแวร์เฮ้าส์ที่รองรับสินค้าในเครือทั้งหมด ส่วนธุรกิจปลายน้ำ การมีลอว์สัน 108 ร้านสะดวกซื้อสไตล์ญี่ปุ่นในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าไปได้สวย จากปัจจุบันมีกว่า 123 สาขา และกำลังมีหลากหลายโมเดล ทั้งการยึดทำเลปั๊มน้ำมันซัสโก้ หรือบนสถานีรถไฟฟ้า

สรุป : ผสานจุดแข็งสร้างการเติบโตยั่งยืน 
  • ธุรกิจต้นน้ำ การมีโรงงานผลิตของตัวเองจำนวนมาก เป็นจุดแข็งที่ทำให้เครือสหพัฒน์บริหารจัดการด้านต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น ควบคุมมาตรฐานการผลิตสินค้า ซึ่งขณะนี้หลายโรงงานเริ่มทรานฟอร์เมชั่นไปสู่โรงงานอัจฉริยะแล้ว
  • ธุรกิจกลางน้ำ การสร้าง “ไทเกอร์ สุวรรณภูมิ ดีซี” เพื่อพัฒนาระบบการจัดการ Total Supply Chain ของเครือสหพัฒน์ให้ดีขึ้น
  • ธุรกิจปลายน้ำ การมีร้านสะดวกซื้อสัญชาติญี่ปุ่น “ลอว์สัน 108” และ “Daiso” จำหน่ายสินค้าราคา 60 บาท หรือกระทั่งเจปาร์ค ห้างสรรพสินค้า ที่ ศรีราชา เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายสินค้าของเครือสหพัฒน์ไม่ต่ำกว่า 20%

การสร้าง “ไทเกอร์ สุวรรณภูมิ ดีซี” จะช่วยให้เครือสหพัฒน์ปฏิวัติแวร์เฮ้าส์ จากองค์กรที่อยู่ในเมืองไทยกว่า 77 ปี กลายเป็นปลาที่ว่ายน้ำได้เร็วยิ่งขึ้น และเป็นการปูทางรองรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของเครือ ทั้งจากบริษัท บริษัทไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ไลอ้อน และบริษัท สหพัฒนพิบูล ที่เริ่มสร้างแพลตฟอร์มและรอวันเติบโต 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติยัน เศรษฐกิจไทยไม่ได้ถดถอย เพียงแต่ชะลอการขยายตัว

Brand Inside - 11 October 2019 - 16:16

แบงก์ชาติรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน ครั้งที่ 6 เมื่อ 25 กันยายนที่ผ่านมา เผยแพร่ 9 ตุลาคม พบว่า ในภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศ เศรษฐกิจคู่ค้ามีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามการส่งออก การผลิตและการลงทุน จากผลกระทบของการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากการกีดกันทางการค้า เศรษฐกิจเอเชีย (ไม่รวมจีน-ญี่ปุ่น) มีแนวโน้มชะลอลงตามภาคการผลิตและส่งออก 

การดำเนินนโยบายการเงินของประเทศคู่ค้า มีทิศทางผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ​ (Fed) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในบายอีกครั้งเดือนกันยายนที่ผ่านมา และคาดว่าจะปรับลดอีกครั้งภายในปีนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและนโยบายการค้าระหว่างประเทศ 

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรปก็เพิ่งประกาศชุดมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมในเดือนกันยายนเช่นเดียวกัน ทั้งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การใช้มาตรการเข้าซื้อพันธบัตร การขยายเวลาเพิ่มสภาพคล่องในระบบการเงิน ธนาคารกลางในภูมิภาคบางแห่งก็ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเชนกัน ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

ภาพจาก Shutterstock ภาวะการเงินและเสถียรภาพระบบการเงินไทย

ภาวะตลาดการเงินโลกผันผวนตามพัฒนาการการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ จีน และสถานการณ์ Brexit ขณะที่ตลาดการเงินภายในประเทศ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งก่อนที่ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นของไทยปรับลดลง

ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของไทยปรับลดลงเร็วสอดคล้องกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของสหรัฐฯ ตามภาวะการเงินโลก ในส่วนของอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเทียบเงินบาทกับดอลลาร์สหรัฐอเมริกา แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องตามปัจจัยในตลาดการเงินโลก

ตลาดการเงินในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มผันผวนสูง คณะกรรมการยังกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งภายใต้เศรษฐกิจขยายตัวชะลอลง เห็นควรให้ติตามสถานการณ์และปรับมาตรการต่างๆ ตามความเหมาะสม ทั้งการผ่อนคลายกฎเกณฑ์เงินทุนเคลื่อนย้ายขาออก การส่งเสริมการลงทุนเพื่อลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 

ภาวะเศรษฐเศรษฐกิจในประเทศ มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมและต่ำกว่าระดับศักยภาพ การส่งออกสินค้าหดตัว ส่งผลไปสู่อุปสงค์ในประเทศ การส่งออกสินค้ามีแนวโน้มหดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้

การบริโภคภาคเอกชนได้รับแรงกดดันจากรายได้และการจ้างงานของครัวเรือนที่ปรับลดลงในหลายภาคเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการผลิตส่งออก รวมทั้งครัวเรือนในภาคเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง

ภาพจาก Shutterstock แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของไทย

เศรษฐกิจไทยปี 2562 – 2563 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประมาณการไว้เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 คาดว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 2.8 ในปี 2562 เพิ่มขึ้นเป็น 3.3 ในปี 2563 ต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้ที่ร้อยละ 3.3 และ 3.7 ตามลำดับ 

ความเสี่ยงต่อประมาณการเศรษฐกิจมีแนวโน้มไปด้านต่ำเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ทั้งจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าอาจขยายต่ำกว่าคาดจากปัจจัยไม่แน่นอนหลายด้าน ซึ่งมีทั้งการกีดกันทางการค้า อุปสงค์ในประเทศขยายตัวชะลอกว่าคาดจากความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ความล่าช้าของโครงการร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งนี้อาจปรับดีขึ้นหากบรรยากาศการกีดกันทางการค้าผ่อนคลายลง

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2562 มีแนวโน้มต่ำกว่าประมาณการเดิม ต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมาย ด้วยเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มต่ำกว่าประมาณการเดิม และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายหลังจากที่ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในเดือนสิงหาคมจะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจและเอื้อให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปกลับสู่กรอบเป้าหมายในปี 2563 คณะกรรมการฯ จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1.50 ในการประชุมครั้งนี้ 

ภาพจาก Shutterstock ความเสี่ยงจากจุดอื่นๆ ที่ต้องติดตาม 
  • การก่อหนี้ของภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs มีแนวโน้มด้อยลงในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
  • พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นในภาวะอัตราดอกบี้ยต่ำ ทำให้ประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควร โดยเฉพาะระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่
  • ความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะอุปทานคงค้างในบางพื้นที่ กล่าวคือ ส่วนต่างระหว่างอาคารชุดที่เปิดขายทั้งหมด (รวมทั้งโครงการทั้งที่อยู่ในสถานะยังไม่ก่อสร้าง อยู่ระหว่างก่อสร้าง และสร้างแล้วเสร็จ) กับอาคารชุดที่ขายได้แล้วทั้งหมด (นับตั้งแต่เกิดการซื้อขายใบจอง โดยไม่คำนึงถึงสถานะการก่อสร้างของโครงการว่าจะแล้วเสร็จหรือไม่) (อุปทานคงค้างนี้อาจส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของผู้ประกอบการได้ กรณีที่มีฐานะทางการเงินอ่อนแอ)

ธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยัน เศรษฐกิจไทยไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย

ช่วงถาม-ตอบ งาน Analyst Meeting ครั้งที่ 4/2562 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น คำถามที่ว่า เศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่กาวะถดถอยหรือไม่? 

  • ผู้ว่าการ ธปท. วิรไท สันติประภพ ระบุ เศรษฐกิจไทยไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอย ประมาณการเศรษฐกิจยังขยายตัวได้ที่ร้อยละ 2.8 ปีนี้และร้อยละ 3.3 ปีหน้า ไม่ได้ถดถอยแต่ขยายตัวชะลอลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ ที่ประชาชนและนักธุรกิจหลายท่านรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ภาวะธุรกิจหดตัวแรงนั้น เป็นโจทย์เรื่องการกระจายตัวทางเศรษฐกิจ ที่พบว่าเศรษฐกิจในภาพรวมขยายตัว บางธุรกิจขยายตัวดีมาก บางธุรกิจหดตัว
  • ปัจจัยโครงสร้างที่สำคัญ 3 เรื่องคือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจ e-commerce และ platform ขยายตัวดีมาก การขนส่งซื้อขายออนไลน์ในไทยเพิ่มขึ้นจากหมื่นชิ้นต่อวันเป็นล้านชิ้นต่อวัน
  • การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความต้องการซื้อสินค้าและบริการเปลี่ยนแปลงไป คนซื้อบริการเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและดูแลสุขภาพมากกว่าจะซื้อโทรทัศน์ ตู้เย็น บ้าน
  • การแข่งขันและการเข้าถึงเทคโนโลยี บริษัทขนาดใหญ่ได้เปรียบบริษัทขนาดเล็ก ตัวเลขหนี้เสียของบริษัทขนาดใหญ่ลดลง แต่บริษัทขนาดเล็กกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ภาพจากธนาคารแห่งประเทศไทย
  • ปัจจัยชั่วคราว คือผลจากการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมและธุรกิจไทยที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตจะได้รับผลกระทบ
  • ทำไมอัตราเงินเฟ้อต่ำ แต่กลับรู้สึกว่าสินค้าแพง วิรไทระบุว่า เกิดจากปัญหาการกระจายตัว สินค้าคงทน สินค้าเทคโนโลยี ปัจจุบันราคาถูกลงมาก สินค้าพวกนี้มูลค่าสูง มีสัดส่วนใหญ่ในตะกร้าเงินเฟ้อ แต่เราไม่ได้สินค้าประเภทนี้ทุกวัน ขณะที่สินค้าที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน มีราคาต่ำ มีสัดส่วนน้อยในตะกร้าเงินเฟ้อ แต่ราคาปรับสูงขึ้น เราซื้อใช้ทุกวัน เมื่อนำสองกลุ่มมาคำนวณอัตราเงินเฟ้อ ทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำแต่เรารู้สึกว่าของแพงขึ้น
ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวทางในการดูแลการแข็งค่าของเงินบาทอย่างไร 
  • ค่าเงินบาทเป็นเรื่องที่ กนง. ห่วงใย และธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการดูแล การเปลี่ยนค่าเงินบาทเกิดขึ้นหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์ต่างประเทศ ตลาดการเงินโลกผันผวน เสี่ยงตั้งแต่ต้นปี ไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน เมื่อจีนได้รับผลกระทบ ไทยก็ได้รับผลกระทบด้วย
  • การเกินดุลบัญชีเดินสะพัด แม้ส่งออกจะติดลบ แต่การนำเข้าของเราติดลบมากกว่า ทำให้เกินดุลการค้าและเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งมากจากการนำเข้าสินค้าทุนที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
  • การส่ออกทองคำของไทย ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ ราคาทองคำจะปรับตัวสูงขึ้น นักลงทุนไทยซื้อทองคำไว้ในช่วงก่อนหน้า เร่งขายทำกำไรส่งออกต่างประเทศ จึงมีรายได้เงินตราต่างประเทศเข้ามา
  • การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากขึ้นในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาเทคโอเวอร์บริษัทไทยเพิ่มขึ้น มีการขายหุ้นระดมทุนขอบริษัทใหญ่ ข้อตกลงมูลค่าสูงระดับหมื่นล้าน เงินทุนไหลเข้าก็มีผลในการสร้างแรงกดดันต่อค่าเงิน
ภาพจาก Shutterstock มาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนำมาดูแลแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
  • Foreign Exchange Liberalization จะมีการประกาศกระบวนการด้านกฎหมายภายใน 1-2 เดือน เช่น ให้นักลงทุนไทยสามารถออกไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้น ผู้ส่งออกพักเงินในต่างประเทศได้มากขึ้น สร้างทางเลือกให้ผู้ส่งออกไทย
  • ดูแลการซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อให้รายได้จากการซื้อขายทองคำไม่มีแรงกระแทกกับค่าเงินมากเกินไป
  • ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยลดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ภาคเอกชนต้องลงทุนเยอะขึ้นด้าน digital infrastructure ของเครือข่าย 5G สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาประเทศ ลดกฎเกณฑ์ภาครัฐที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน ซึ่งเป็นต้นทุนแฝง ทำแพลตฟอร์มต่างๆ ให้เข้าถึงง่ายขึ้น ช่วยลดต้นทุนแฝงของการลงทุน
ภาพจากธนาคารแห่งประเทศไทย การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่าช้าเกินไปหรือน้อยเกินไป

เมธี สุภาพงษ์​ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับการประชุม กนง. ครั้งล่าสุด มีมติเอกฉันท์ 7:0 ให้คงดอกเบี้ย ตัวเลขเศรษฐกิจปัจจุบันใกล้เคียงกับเดือนสิงหาคม คือขยายตัวทั้งเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และการส่งออกต่ำกว่าคาด

บางท่านคาดการณ์ว่า กนง. จะไม่ลดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าร้อยละ 1.25 นั่นเป็นอัตราดอกเบี้ยนโยบยที่ต่ำที่สุดในอีด ไม่ได้หมายความว่าจะลดลงต่ำกว่านั้นไม่ได้ อนาคตข้างหน้ามีความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจอีกมาก ถ้ามีความจำเป็นดอกเบี้ยก็ต่ำกว่าร้อยละ 1.25 ตามหลักการ data dependent ที่ชั่งน้ำหนัก 3 เรื่อง คือเงินเฟ้อ เศรษฐกิจ และเสถียรภาพระบบการเงิน

ช่วงท้ายวิรไท สันติประภพเสริมว่า ผุ้ประกอบการบางท่านอาจประสบเรื่องเงินทุนหมุนเวียนไม่เพียงพอ เพราะผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ช่วงเดือนที่ผ่านมา ธปท. สนับสนุนให้สถาบันการเงินปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับ SMEs เพื่อช่วยผู้ประกอบการให้ก้าวข้ามภาวะที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยชั่วคราว และยังให้ความสำคัญคลินิกแก้หนี้เพื่อช่วยแก้ไขเรื่องสินเชื่อส่วนบุคคลด้วย

ที่มา – ธนาคารแห่งประเทศไทย (1), (2), (3), (4)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อดีตซีอีโอ WeWork หลุดสถานะ “มหาเศรษฐี” สูญทรัพย์สินกว่าแสนล้านบาทในเวลาเพียง 7 เดือน

Brand Inside - 11 October 2019 - 15:49
Adam NeumannAdam Neumann Photo: Getty Images หลุดสถานะมหาเศรษฐี สูญทรัพย์สินกว่า 1 แสนล้านบาทในเวลาประมาณครึ่งปี

นิตยสาร Forbes ประเมินทรัพย์สินของ Adam Neumann ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีตซีอีโอ WeWork พบว่า ในรอบ 7 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงเดือนตุลาคมปี 2019 เขาสูญเสียทรัพย์สินไปกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท

ก่อนหน้านี้ เขามีทรัพย์สินรวมอยู่ที่ประมาณ 4.1 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.24 แสนล้านบาท) แต่หลังจากที่เขาเป็นหัวเรือของ WeWork และล้มเหลวในการนำบริษัทเข้า IPO จึงทำให้มีบริษัทมีมูลค่าลดลงอย่างรุนแรงจากที่ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ด้วยมูลกิจการระดับ 4.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เหลือเพียงไม่ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์

นิตยสาร Forbes ประเมินว่ามูลค่ากิจการของ WeWork อย่างมากที่สุดก็มูลค่าเพียง 2.8 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น ส่วนนักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยวิเคราะห์ว่า WeWork อาจล้มละลายได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนหลังจากนี้

พูดง่ายๆ จากความล้มเหลวของ WeWork ในการ IPO ภายใต้การนำของ Neumann ทำให้เขาสูญเสียทรัพย์สินไปถึงหลักแสนล้านบาท เนื่องจากเขามีหุ้นใน WeWork ถึง 18% และไม่ใช่แค่ Neumann คนเดียวเท่านั้น ผู้ร่วมก่อตั้ง WeWork อีกคนอย่าง Miguel McKelvey ก็ถูกประเมินว่าน่าจะหลุดจากสถานะมหาเศรษฐีพันล้านเช่นกัน

โดยสรุปแล้ว ทรัพย์สินของอดีตซีอีโอ WeWork ในปัจจุบันน่าจะอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

ชมคลิป Brand Inside TALK: WeWork มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ยังเวิร์ค! WeWork ประกาศเปิดสาขาในสิงคโปร์และฟิลิปปินส์เพิ่มในปีนี้ มีลุ้นเงินกู้ก้อนใหม่

Brand Inside - 11 October 2019 - 15:28

WeWork ประกาศขยายสาขาเพิ่มในอาเซียนที่ประเทศสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าบริษัทจะได้เงินกู้เพิ่มเติมอีกในเร็วๆ นี้

WeWork Office Co-Workingภาพจาก Shutterstock

WeWork เจ้าของ Co-Working Space ที่มีมูลค่ายังสูงที่สุดในโลก แม้ว่าจะพับแผน IPO ออกไปแล้วก็ตาม แต่ล่าสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น WeWork ได้ประกาศเปิดสาขาใหม่ที่ประเทศสิงคโปร์เพิ่ม นอกจากนี้ยังเตรียมขยายสาขาไปยังประเทศฟิลิปปินส์ภายในปีนี้ สยบข่าวลือว่าบริษัทไม่มีความสามารถในการขยายสาขาได้เพิ่มเติม

สาขาในประเทศสิงคโปร์ที่เปิดใหม่อยู่ที่ MYP Centre Building ซึ่งอาคารดังกล่าวอยู่ในย่านธุรกิจของสิงคโปร์ นอกจากนี้สาขาในประเทศสิงคโปร์จะมีการขยายสาขาเพิ่มอีก 2 สาขาภายในปีนี้ และยังมีแผนขยายไปในกรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ด้วย โดย WeWork ได้ประกาศแผนการขยายธุรกิจเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

ตัวแทนของ WeWork ได้กล่าวว่าธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก โดย WeWork มี Co-Working Space ให้เช่าหลายพื้นที่ เช่น กรุงเทพ สิงคโปร์ นครโฮจิมินห์ กัวลาลัมเปอร์ ฯลฯ รวมแล้ว 25 สาขา โดย 12 สาขาอยู่ในประเทศสิงคโปร์เป็นหลัก

แผนการขยายสาขาเพิ่มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้มาจากแผนการยกเลิกในการขยายสาขาในประเทศจีน ซึ่งคาดว่าถ้าหากบริษัทเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ได้ ก็จะทำให้มีเม็ดเงินมหาศาลที่สามารถเข้าขยายไปในประเทศจีนได้ แต่หลังจากที่เกิดเรื่องราวต่างๆ ในช่วงทีผ่านมาที่ทำให้มูลค่าบริษัทลดลงจาก 47,000 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมไปถึงการปลด Adam Neumann ซึ่งเป็น CEO ของบริษัท ทำให้คาดว่าแผนการขยายเข้าสู่ประเทศจีนนั้นพับแผนออกไป

นอกจากนี้ยังมีรายงานล่าสุดว่า บริษัทยังได้รับเงินกู้ก้อนใหม่นำโดย JPMorgan และ Goldman Sachs อีกด้วย โดย New York Post ได้รายงานว่าเม็ดเงินจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหนึ่งในผู้ลงทุนของ WeWork ก็คือ Goldman Sachs คาดว่าดีลนี้จะจบได้ในช่วงอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

บทวิเคราะห์ของ Sanford C. Bernstein ได้วิเคราะห์ว่าถ้าหาก WeWork ยังคงใช้อัตราเผาเงินเท่าเดิม มีความเป็นไปได้ว่าบริษัทจะหมดเงินทุนหมุนเวียนในช่วงปีหน้า ขณะที่ Fitch บริษัทจัดอันดับเครดิตรายใหญ่ มองว่า WeWork นั้นสามารถอยู่รอดได้ประมาณ 4 ถึง 8 ไตรมาสเท่านั้น

โดย WeWork ได้รายงานในงบการเงินเดือนมิถุนายนว่ามีเงินสดอยู่ในมือประมาณ ​2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และขาดทุนจากการดำเนินงานที่ 690 ล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นก็ตาม

อย่างไรก็ดีจำนวนเม็ดเงินที่ WeWork จะได้จากการกู้ยืมนั้นยังไม่แน่นอนจนกว่าจะมีข่าวออกมา

ที่มาStrait Times, New York Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages