อาการหนัก Disney ประกาศปลดพนักงานอีก 32,000 คน ปลดคนรวม 60,000 คนแล้ว

Brand Inside - 26 November 2020 - 21:29

Disney ประกาศแผนปลดพนักงานออกอีก 32,000 คน ภายในสิ้นไตรมาส 1/2021 หลังปัญหา COVID-19 กระทบธุรกิจสวนสนุกและรีสอร์ทอย่างหนัก

ปัจจุบัน Disney มีพนักงานประมาณ 223,000 คนทั่วโลก โดยบริษัทเพิ่งประกาศปลดคน 28,000 ตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมื่อรวมกับพนักงานล็อตใหม่ที่จะถูกปลด ก็เป็นจำนวน 60,000 คนเข้าไปแล้ว แถม Disney ยังระบุด้วยว่าอาจจำเป็นต้องปลดคนเพิ่มอีกระลอกด้วย

ธุรกิจสวนสนุกและรีสอร์ทของ Disney ถือเป็นธุรกิจใหญ่ที่มีการจ้างงานมากกว่า 100,000 ตำแหน่งเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่สวนสนุก โรงแรม เรือสำราญ สนามกีฬา ปัจจุบันสวนสนุกของ Disney บางแห่ง เช่น ในแคลิฟอร์เนีย ยังปิดต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2020

Disney ยังระบุว่าจะหยุดจ่ายปันผล รวมถึงปรับลดสวัสดิการ เงินบำนาญ และประกันสุขภาพของพนักงานที่เกษียณแล้ว ในแง่แผนธุรกิจ Disney อาจลดเงินลงทุนในการผลิตทีวีและภาพยนตร์อีกด้วย

ที่มา – CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อาการหนัก Disney ประกาศปลดพนักงานอีก 32,000 คน ปลดคนรวม 60,000 คนแล้ว first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

วิจัยกรุงศรี ปรับคาดการณ์ GDP ไทยปี 2564 เติบโต 3.3%

Brand Inside - 26 November 2020 - 19:38

วิจัยกรุงศรี ปรับเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยปี 2563 เป็น -6.4% จากเดิมที่คาดไว้ที่ -10.3% และคาดว่าอัตราการเติบโตปี 2564 จะอยู่ที่ 3.3%

ท่าเรือแหลมฉบัง Laem Chabang Thailand Portภาพจาก Shutterstock

การเติบโตของเศรษฐกิจไทยคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 2/2564 ด้วยปัจจัยหนุนจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า การเร่งใช้จ่ายภาครัฐและการฟื้นตัวตามวัฏจักรของอุปสงค์ภายนอกประเทศ วิจัยกรุงศรีมองเห็นความท้าทายรออยู่ท่ามกลางปัจจัยลบสถานการณ์ในประเทศ

ขณะที่การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะช้ากว่าปัจจัยขับเคลื่อนอื่น ทำให้เกิดกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคบริการ ภาวะการว่างงานยังคงส่งผลกระทบต่อรายได้และการใช้จ่ายของผู้บริโภค นอกจากนี้สถานการณ์การเมืองภายในประเทศอาจฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจและสร้างความกังวลถึงความต่อเนื่องของนโยบาย

คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะลดลงมาที่ 4.0 ล้านคนในปี 2564 จาก 6.7 ล้านคนในปี 2563 จากความกังวลของสถานการณ์แพร่ระบาด การเปิดประเทศด้วยการจับคู่การเดินทางที่ล่าช้า การควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศที่ยาวนานกว่าที่คาด แนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไม่เกิดขึ้นจนไตรมาส 4/2564

ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของการบริโภคภาคเอกชนปี 2563 จาก -4.2% เป็น -1.1% และคาดว่าจะเติบโตที่ 2.5% ในปี 2564 การใช้จ่ายของผู้บริโภคปี 2563 จะหดตัวน้อยกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ ด้วยปัจจัยหนุนจากมาตรการให้เงินชวยเหลือวงเงินมากกว่า 4 แสนล้านบาทในช่วงไตรมาส 2 และ ปี 2563

ปี 2564 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม (งบประมาณพิเศษของรัฐบาลวงเงิน 2 แสนล้านบาท) กำลังซื้อจากกลุ่มชั้นกลางและและกลุ่มที่มีรายได้สูงจะเป็นปัจจัยหนุนการบริโภคภาคเอกชนเติบโตต่อเนื่อง

ปรับเพิ่มคาดการณ์เติบโตของส่งออกปี 2563 จาก -12.5% เป็น-7.5% และประเมินส่งออกในปี 2564 จะเติบโตที่ 4.5% ทั้งนี้ องค์การการค้าโลกคาดการณ์ว่าการเติบโตของยอดส่งออกโลกจะกระเตื้องขึ้นเป็นบวก 7.2% ในปี 2564 จากคาดการณ์ที่ -9.2% ในปี 2563

BANGKOK, THAILAND – MAY 07: Approximately 1,000 unemployed Thai people wait in line to apply for the three month, 5,000 baht, financial aid promised by the Ministry of Finance on May 7, 2020 in Bangkok, Thailand. This complaint center allows Thai people who are unemployed due to the coronavirus pandemic, and who did not receive direct deposits, to submit their bank information to the Ministry of Finance. If approved, each will receive 5,000 Baht (approx. $154 USD) for 3 months. Thailand is slowly lifting restrictions after being locked down for over one month in an effort to stop the spread of Covid-19. (Photo by Lauren DeCicca/Getty Images)

ปรับเพิ่มคาดการณ์เติบโตของการลงทุนภาคเอกชนปี 2563 เป็น -11% และคาดการเติบโตปี 2564 ที่ 3.2% วิจัยกรุงศรีมองเห็นสัญญาณของการปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวเนื่องกับภาคส่งออก

ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของการลงทุนภาครัฐปี 2563 มาที่ 12.5% และคาดว่าจะเติบโตที่ 10.5% ในปี 2564 รัฐบาลมีแผนที่จะจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณ ขณะที่ความล่าข้าของการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณปี 2563 กลายเป็นปัจจัยบวกสำหรับการลงทุนในภาครัฐปี 2564

ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายยังไม่เปลี่ยนแปลงและคาดว่าจะมีมาตรการช่ยเหลือเพิ่มเติมในปี 2564 ทั้งนี้ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง อัตราเงินเฟ้อที่ยังต่ำ และนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษของธนาคารกลางหลักๆ ทั่วโลกบ่งชี้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินของไทยจะยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ตลอดปี 2564

ที่มา – วิจัยกรุงศรี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วิจัยกรุงศรี ปรับคาดการณ์ GDP ไทยปี 2564 เติบโต 3.3% first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

AIA ประกาศยุติการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับถ่านหิน หลังโดนกดดันอย่างหนักเรื่องสภาวะโลกร้อน

Brand Inside - 26 November 2020 - 19:23

กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมได้กดดันให้ AIA บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ยกเลิกการลงทุนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในถ่านหิน เนื่องจากสภาวะโลกร้อน โดยล่าสุดบริษัทได้ประกาศยุติการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับถ่านหินเรียบร้อยแล้ว

Coal Mining เหมืองถ่านหินภาพจาก Unsplash

AIA บริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ ได้ประกาศยุติการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวกับถ่านหิน ไม่ว่าจะเป็นเหมืองถ่านหิน รวมไปถึงโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง หลังจากโดนกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมได้กดดันบริษัทให้ยุติการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อม

กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม SumOfUs และ Insure Our Future ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่ตรวจสอบการลงทุนของบริษัทประกันภัย เรียกร้องให้ AIA ขายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับถ่านหินและเข้าร่วมกับบริษัทประกันชีวิตที่อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันกว่า 65 แห่งที่ได้ดำเนินการไม่ลงทุนในสินทรัพย์ที่เกียวข้องกับถ่านหิน

กลุ่มนักเคลื่อนไหวดังกล่าวคาดการณ์ว่ามูลค่าการลงทุนของบริษัทประกันชีวิตรายนี้อยู่ที่ 3,000-6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยได้ยกตัวอย่างการลงทุนในหุ้นของ Tenaga Nasional บริษัทผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ของประเทศมาเลเซียที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 26,000 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าบางส่วนที่บริษัทจากมาเลเซียรายนี้ยังใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง นอกจากนี้ Philam Life ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ AIA ในฟิลิปปินส์ยังปล่อยกู้ให้กับโรงไฟฟ้าถ่านหินในฟิลิปปินส์ด้วย

ไม่เพียงแค่นั้นกลุ่มนักเคลื่อนไหวทั้ง 2 ยังเรียกร้องให้ CEO ของ AIA เองปรับปรุงพอร์ตการลงทุนของบริษัทให้สอดคล้องในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลก นอกจากนี้ทางนักเคลื่อนไหวยังมองว่าพอร์ตการลงทุนของ AIA เองไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือเงินกู้ จะต้องมีความโปร่งใสในและตรวจสอบได้ว่าไม่ลงทุนในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับถ่านหิน

Peter Bosshard ผู้ประสานงานของ Insure Our Future ได้กล่าวว่า เขายินดีอย่างยิ่งที่ AIA ได้ประกาศยุติการลงทุนในบริษัทเหล่านี้ แต่เขาก็ยังมองว่า ยังอาจมีสินทรัพย์ในบริษัทที่ยังเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับถ่านหินอยู่

โดยที่ผ่านมา AIA ได้ลงนามในสัตยาบันของ UN ในเรื่องของหลักการลงทุนที่ต้องมีความรับผิดชอบ

ที่มา – Financial Standard, Insurance Journal, The Bharat Express News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AIA ประกาศยุติการลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับถ่านหิน หลังโดนกดดันอย่างหนักเรื่องสภาวะโลกร้อน first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

จากขายที่อื่นสู่ตั้งร้านเอง! GQ เปิด Concept Store เสริมแกร่งกลยุทธ์ขายนวัตกรรม

Brand Inside - 26 November 2020 - 18:30

GQ เปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างหนัก และการเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยพลิกแบรนด์เสื้อผ้าที่ดูเชยๆ สู่ความเท่แบบคนรุ่นใหม่ และเพื่อต่อยอดความสำเร็จดังกล่าว GQ จึงเปิด Concept Store เพื่อใช้เป็นที่แสดงนวัตกรรมใหม่ๆ ของแบรนด์

gq

จากเสื้อผ้าสู่บริษัทนวัตกรรม

การเปลี่ยนแปลงของ GQ เกิดขึ้นเมื่อปี 2562 ที่มีการเปลี่ยนโลโก้ และแนวทางการทำตลาดด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวทำให้แบรนด์ GQ หลุดพ้นจากความเป็นแบรนด์เก่าแก่ เหมาะกับคนมีอายุ กลายเป็นที่จับตาของกลุ่มคนรุ่นใหม่ทันที

นันทิกา ธนาภิสิทธิกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารการออกแบบ บริษัท สุภารากรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์ GQ เล่าให้ฟังว่า การเปลี่ยนแปลงสู่บริษัทที่ขายนวัตกรรมบนเสื้อผ้ามากกว่าการขายแฟชั่นเริ่มจากการแข่งขันในธุรกิจเครื่องแต่งกายที่ดุเดือดตลอดเวลา และการสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ด้วยการใส่นวัตกรรมน่าจะเป็นคำตอบที่ดี

gq

“เราอยากเป็น Innovation Company ผ่านการใส่นวัตกรรมใหม่ๆ เข้าไปในสินค้า สังเกตจากทุกสินค้าที่เราทำออกมามีจุดที่แบรนด์อื่นๆ ไม่มี เช่นเสื้อเชิ้ตที่ไม่ยับ, หน้ากากอนามัยที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี และการพร้อมปรับตัวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาในอนาคต”

เพิ่มความชัดเจนด้วย Concept Store

อย่างไรก็ตามเพื่อแสดงให้ผู้บริโภคเห็นการเปลี่ยนแปลงของแบรนด์ GQ มากขึ้น บริษัทจึงเปิด Concept Store ในชื่อ GQ DNA Concept Store โดยร้านดังกล่าวตั้งอยู่ย่านพร้อมพงษ์ และมีสินค้าทุกรูปแบบของ GQ จำหน่าย ทั้งยังมีการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับนวัตกรรมต่างๆ ที่ใช้กับสินค้าของ GQ อย่างชัดเจน

gq

“เราวางมันเป็น Concept Store ที่จะช่วยสื่อสารข้อมูลต่างๆ ให้กับผู้บริโภครับรู้ และเรามีการร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ ที่เริ่มปรับตัวไปสู่บริษัทนวัตกรรม เช่นตอนนี้มีการร่วมมือกับ Toto แบรนด์สุขภัณฑ์ที่ใส่นวัตกรรมต่างให้กับสินค้าจนเป็นมากกว่าแค่สุขภัณฑ์มาติดตั้ง Smart Toilet ใน Concept Store แห่งนี้”

ทั้งนี้การเปิด GQ DNA Concept Store เป็นแผนธุรกิจระยะยาวของบริษัท กล่าวคือจะไม่ได้ปิดบริการในช่วง 1 ปี หรือเร็วกว่านั้น โดยนอกจากการจำหน่ายสินค้า และแสดงนวัตกรรม ร้านดังกล่าวยังเปิดให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้ามาออกแบบสินค้าหน้ากากอนามัยตามความชอบของตัวเองด้วย

gq

ยกระดับช่องทางจำหน่ายให้หลากหลาย

นอกจากนี้การเปิด GQ DNA Concept Store ยังช่วยเพิ่มความหลากหลายในแง่ช่องทางจำหน่าย เพราะก่อนหน้านี้ GQ มีการจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งของตัวเอง และบนแพลตฟอร์มอื่นๆ, การร่วมมือกับค้าปลีกต่างๆ รวมถึงร้านสะดวกซื้อ

“การมีหน้าร้านของตัวเองทำให้บริษัทสามารถทำตลาดสินค้าปัจจุบัน และ Product ในอนาคตได้หลากหลายรูปแบบ และสามารถใส่ความเป็นแบรนด์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งก่อนหน้านี้เราเริ่มจากสินค้าสำหรับผู้ชาย แต่ตอนนี้เราเริ่มทำตลาดสินค้าผู้หญิง, เด็ก และอื่นๆ ดังนั้นการมีหน้าร้านของตัวเองจะช่วยสื่อสารเรื่องนี้ได้ดีกว่า”

gq

ทั้งนี้ GQ มีแผนทำตลาดสินค้าอื่นๆ ที่มากกว่าแค่เครื่องแต่งกาย โดยจะอยู่ในแนวคิดสินค้าที่แตกต่างด้วยนวัตกรรม และเป็นของที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังพร้อมร่วมมือกับแบรนด์สินค้าอื่นๆ เพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ภายใต้แนวคิดข้างต้นเช่นกัน

สรุป

การทำตลาดของ GQ สร้างแรงกระเพื่อมในกลุ่มแบรนด์สินค้าเครื่องแต่งกายคนไทยได้พอสมควร เพราะจากแบรนด์ที่ดูมีอายุ กลายเป็นแบรนด์ที่คนรุ่นใหม่อยากสวมใส่ และพร้อมพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา ดังนั้นต้องคอยจับตาว่า GQ และสุภารากรุ๊ป จะสร้างสีสันให้กับธุรกิจเสื้อผ้าในประเทศไทยอื่นๆ อีกหรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จากขายที่อื่นสู่ตั้งร้านเอง! GQ เปิด Concept Store เสริมแกร่งกลยุทธ์ขายนวัตกรรม first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Greyhound Original กางแผนครบรอบ 40 ปี ด้วยการปั้นแบรนด์ไทยไปโลดแล่นในเวทีโลก

Brand Inside - 26 November 2020 - 17:29

Greyhound ฉลองการทำตลาด Greyhound Original แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสัญชาติไทยครบ 40 ปี ด้วยการกางแผนยกระดับแบรนด์ต่างๆ ของกลุ่ม Greyhound ให้เข้าไปโลดแล่นในเวทีโลกมากขึ้น

greyhound

จากทำตลาดแค่ในไทยสู่สากล

ลิมลี่ ทิพพงษ์ประภาส กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เกรฮาวด์ ภายใต้บมจ.มัดแมน เล่าให้ฟังว่า จากการเติบโตด้วยแนวคิด Basic with a Twist ทาง Greyhound จะใช้กลยุทธ์นี้เพื่อทำตลาดต่อไปในทศวรรษที่ 5 ของบริษัท แต่จะปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

“เรามีแผนลงทุนเพื่อขยายสาขาปีละ 5-10 แห่ง ทั้งในไทย และต่างประเทศ ทั้งยังพร้อมมองหาการร่วมทุนกับแบรนด์ชั้นนำต่างๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ที่ถือไว้ นอกจากนี้ยังเตรียมต่อยอดธุรกิจแบบ Licensing ผ่านการจับมือพาร์ทเนอร์ยักษ์ใหญ่เพื่อต่อยอดสินค้าใหม่ และการทำตลาดแบบ Franchising เช่นกัน”

นอกจากนี้จากการปรับตัวเพื่อรับการครบรอบ 40 ปี ทาง Greyhound สามารถประคองธุรกิจให้คุ้มทุน หรือกำไรในปี 2563 ที่มีวิกฤต COVID-19 เพราะมีการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายใหม่ ทั้งฝั่งธุรกิจแฟชั่น และร้านอาหาร รวมถึงมีการใช้นโยบายเพื่อผลักดันการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน เช่นยกเลิกขายน้ำดื่มขวดพลาสติก และใช้ขวดแก้วแทน

ปัจจุบันธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นของเกรฮาวด์ มีทั้งสิ้น 3 แบรนด์ ได้แก่ Greyhound Original, Smileyhound และ Animal House ส่วนร้านอาหารมี 7 แบรนด์คือ Greyhound Café, Another Hound Café, Kin+Hey, Gai Hound, Greyhound Coffee และ Ban Hound

สรุป

การทำตลาดของ Greyhound นั้นพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และขยายไปหลายรูปแบบทั้งฝั่งแฟชั่น และร้านอาหาร ซึ่งการเดินหน้าทำตลาดออนไลน์คืออีกกลยุทธ์ที่ทำให้ Greyhound สามารถรอดพ้นจากวิกฤต COVID-19 ไปได้ และการเดินแผนธุรกิจใหม่น่าจะพาธุรกิจให้เติบโตในทศวรรษที่ 5 เช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Greyhound Original กางแผนครบรอบ 40 ปี ด้วยการปั้นแบรนด์ไทยไปโลดแล่นในเวทีโลก first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

เมื่อ Nike จับมือ 3M ทำรองเท้าสนีกเกอร์ เน้นทนทาน แต่มีสไตล์ เปิดขายในไทย 4 รุ่น

Brand Inside - 26 November 2020 - 16:40

NIkeX3M

แบรนด์อุปกรณ์กีฬาระดับโลกอย่าง Nike จับมือกับบริษัทผลิตวัสดุชื่อดังอย่าง 3M ที่ล่าสุดหลายคนคงได้ยินชื่อเสียงจากการทำหน้ากากอนามัย

ล่าสุด เตรียมทำเซอร์ไพรส์สาวกสนีคเกอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รับสิ้นปี ด้วยการเปิดตัวคอลเลกชัน “Nike 3M” ซึ่งเป็นการนำรองเท้ารุ่นเรือธงของ Nike อย่าง “Force” “Blazer” และ “Air Max” มาดีไซน์กับวัสดุล้ำๆ จาก 3M

ความร่วมมือในคอลเลกชันนี้จะทำให้ผู้สวมใส่ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ จากการสวมใส่รองเท้าที่ผลิตจากนวัตกรรมระดับโลก เนื่องจากทางฝั่ง 3M เองก็จัดเต็มส่งวัสดุสะท้อนแสงอย่าง 3M™ Scotchlite™ และฉนวนบุรองเท้า  3M™ Thinsulate™ Insulation เข้ามาร่วมโปรเจกต์ดังกล่าว

คำถามคือ ทำไม Nike ต้องจับมือกับ 3M 

เรื่องของเรื่องคือ Nike เริ่มให้ความสนใจ 3M ตั้งแต่ได้เข้าชมผลงานศิลปะติดตั้ง (Installation art) ที่จัดโดย 3M ชื่อ “A Pinnacle of Reflection” ในงานสัปดาห์การออกแบบ ณ กรุงมิลาน ปี 2019 เนื่องจากผลงานดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการคิดนอกกรอบ และแสดงให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีทันสมัยของ 3M 

ประกอบกับการที่ Nike ณ ขณะนั้น อยู่ในช่วงเริ่มต้นการกำหนดธีมรองเท้าเรื่อง “การป้องกัน” จึงกลายเป็นที่มาของการเข้าเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ 3M และได้พบกับเทคโนโลยีต่าง ๆ ของ 3M ทั้งเทคโนโลยีที่ช่วยปกป้องผู้ใช้งาน ให้ความอบอุ่น สะท้อนแสง การระบายอากาศและกลิ่น และ อื่น ๆ ซึ่งเกิดจากปรัชญาเฉพาะตัวของ 3M ที่ต้องการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ในวัสดุที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

Nike ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษกับ 3M™ Scotchlite™ ซึ่งเป็นวัสดุสะท้อนแสงเพื่อให้ช่วยให้ผู้อื่นมองเห็นอีกทั้งมีดีไซน์สวยงาม และ 3M™ Thinsulate™ Insulation ซึ่งเป็นฉนวนบุในเครื่องสวมใส่ที่ช่วยเรื่องการระบายอากาศและเหงื่อ ให้สัมผัสนุ่มสบาย และมีน้ำหนักเบา โดยวัสดุทั้งสองได้ถูกนำมาใช้ในคอลเลกชัน “Nike 3M” 

Nike 3M เตรียมเปิดตัวในไทย

รองเท้าในคอลเลกชัน Nike 3M จะวางจำหน่ายในไทย 4 รุ่นด้วยกัน คือ 

  • Nike Air Force 1 Low 3M (มี 4 สี คือ สีดํา, นํ้าเงิน, แดง และสีนํ้าเงินเหลือง)
  • Nike Blazer Mid Vintage 77 3M (มี 6 สี คือสีเขียว, ขาว-เหลือง, ขาว-นํ้าเงิน, ดํา,แดง และสีนํ้าเงิน)
  • Nike React Vision 3M (มี 6 สี คือ สีแดง, เขียวเข้ม, ดํา-เหลือง-ชมพู, นํ้าเงิน-ส้ม ขาว และดําล้วน)
  • Nike Air Max 95 3M (มี 6 สี คือสีนํ้าเงิน-ชมพู, ดํา-ขาว, ดําล้วน, แดง,ขาว และสีเขียว เข้ม)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เมื่อ Nike จับมือ 3M ทำรองเท้าสนีกเกอร์ เน้นทนทาน แต่มีสไตล์ เปิดขายในไทย 4 รุ่น first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Gulf + บุรีรัมย์​ ยูไนเต็ด ดันโครงการ Gulf Football Camp ส่งเด็กไทยไปดอร์ทมุนด์ ปีที่สอง

Brand Inside - 26 November 2020 - 15:44

ท่ามกลางสถานการณ์โควิดและเศรษฐกิจชะลอตัวแบบนี้ แต่ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ กัลฟ์ (Gulf) หนึ่งในผู้ผลิตพลังงานของประเทศไทย ทั้งพลังงานไฟฟ้า ไอน้ำ และธุรกิจอื่นๆ ยังคงเดินหน้าโครงการ Gulf Football Camp: ชาร์จพลังปลุกฝันนักเตะเยาวชน เป็นปีที่สอง ย้ำให้เห็นว่าอุปสรรคต่างๆ ไม่มีผลต่อการทำเพื่อสังคม

ธนญ ตันติสุนทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกิจการองค์กร ของ กัลฟ์ บอกว่า ผลกระทบจากโควิดในเชิงธุรกิจมีบ้าง แต่ในภาพรวมธุรกิจด้านพลังงานยังเป็นไปได้ด้วยดี ในด้านการทำงานมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยมากขึ้น และไม่ว่าอย่างไร ธุรกิจพลังงานยังเป็นพื้นฐานสำคัญของประเทศ และกัลฟ์ ก็ไม่ได้มีแค่ในไทย แต่ยังลุยตลาดต่างประเทศมาตลอด ดังนั้นในเชิงธุรกิจจึงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง

และเมื่อทางธุรกิจยังอยู่ในสถานการณ์ที่ดี การทำเพื่อสังคมก็ต้องดำเนินต่อไปเช่นกัน ซึ่งโครงการ Gulf Football Camp: ชาร์จพลังปลุกฝันนักเตะเยาวชน ในปีแรกจากความร่วมมือระหว่าง กัลฟ์ กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นไปด้วยดี มีการจัดฟุตบอลคลีนิกให้ความรู้เรื่องฟุตบอลในพื้นที่ที่กัลฟ์มีโรงไฟฟ้าอยู่

“เหตุที่กัลฟ์เลือกกีฬา และเป็นกีฬาฟุตบอล เพราะนี่คือข้อเท็จจริงของสังคมไทย ฟุตบอลคือกีฬาที่ทุกคนจะสนุกด้วยกันได้ ทำให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมได้ง่ายที่สุด ทำลายกำแพงด้านอื่นๆ เพราะทุกคนพูดภาษาเดียวกัน คือ ภาษาฟุตบอล”

เมื่อโครงการปีแรกได้รรับการตอบรับที่ดีมาก โครงการปีที่สองจึงต่อเนื่องทันที แม้จะมีอุปสรรคจากโควิดที่ทำให้แผนการล่าช้าไปบ้าง แต่เมื่อชุมชนให้ความสนใจ มีนักฟุตบอลสนใจมากขึ้น กัลฟ์ และ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็เดินหน้าเต็มตัว

ไชยชนก ชิดชอบ รองผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด บอกว่า เป้าหมายของกัลฟ์คือการพัฒนาชุมชน อุตสาหกรรมฟุตบอล และเยาวชนไทย ซึ่งตรงกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จากปีแรก มีการสร้างสนามฟุตบอล ที่ชัยภูมิ ซึ่งมีการใช้งานในหลายมิติ ให้เยาวชนได้พัฒนาตนเอง ชุมชนได้มีส่วนร่วม สร้างความสามัคคี มีการใช้ประโยชน์จริงเกิดขึ้น โดยเยาวชนในปีแรก ได้ไปร่วมฝึกซ้อมที่เมืองดอร์ทมุนด์ ประเทศเยอรมนี ได้เรียนรู้ มีการพัฒนามากขึ้น และอนาคตไม่ว่าจะได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพหรือไม่ การได้โอกาสไปดอร์ทมุนด์ถือเป็นประสบการณ์ มีส่วนช่วยพัฒนาตนเองแน่นอน

สำหรับปีที่สอง เลือกจังหวัดพัทลุง เป็นจุดหลักในการเข้าไปร่วมพัฒนากีฬา จากประสบการณ์ไปคัดนักฟุตบอลที่ภาคใต้ของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พบว่า มีนักฟุตบอลเยาวชนดีๆ เยอะมาก สังคมดีขึ้น เยาวชนใช้เวลาเรื่องกีฬามากขึ้นอย่างชัดเจน

ส่วนการคัดเลือกเยาวชนร่วมโครงการ จะมีการคัดเลือก เยาวชนจากบุรีรีมย์ อคาเดมี 2 คน รวมกับเยาวชนอีก 2 คนจากการคัดเลือกของกัลฟ์ มาเก็บตัวที่แคมป์ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพื่อเรียนรู้ทักษะการฝึกซ้อมแบบมืออาชีพในด้านฟุตบอล โดยจะมีการสรุปผลในเดือน ม.ค. 64 และในเดือน เม.ย. 64 จะเดินทางไปดอร์ทมุนด์ ประเทศเยอรมนี

กัลฟ์ มองว่า มีเด็กได้ไป 4 คน แต่หวังว่าผลกระทบไม่ได้มีแค่ 4 คนนี้ แต่เชื่อว่าจะส่งผลต่อในวงกว้างมากขึ้นเชื่อว่าจะเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์กับสังคม ทำให้เด็กได้ใช้เวลาไปกับการออกกำลังกาย และเลือกกีฬาฟุตบอล ไม่ได้คาดหวังความเป็นเลิศ แต่ต้องการสร้างแรงบันดาลใจ และทำให้คนอื่นๆ อีกมากมายอยากออกมาเล่นกีฬากันมากขึ้น

ไชยชนก บอกว่า ส่วนสำคัญคือ ผู้ปกครอง ขอให้มั่นใจและเชื่อใจ พาเด็กๆ มาลอง เรื่องความปลอดภัย รับประกันมาตรการต่างๆ เป็นอย่างดีที่สุด ขณะที่น้องๆ เยาวชน อยากให้กล้าหาญ กล้าที่จะลอง เวลาที่เหลืออยู่ไม่เยอะ ใช้เวลาให้เต็มที่ให้คุ้มค่า แล้วมาลุยไปด้วยกัน ถ้าได้ไป ไม่ต้องห่วงอะไรเลย ไปหาประสบการณ์ได้เต็มที่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Gulf + บุรีรัมย์​ ยูไนเต็ด ดันโครงการ Gulf Football Camp ส่งเด็กไทยไปดอร์ทมุนด์ ปีที่สอง first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

มอง 6 ธุรกิจค้าปลีกไทยไตรมาส 3 ผ่านบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ใครรุ่งใครร่วง ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

Brand Inside - 26 November 2020 - 15:25

วิเคราะห์ 6 ธุรกิจค้าปลีกใหญ่ในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ร้านขายอุปกรณ์ต่างๆ ฯลฯ ภายใต้เศรษฐกิจในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังทำให้เราเห็นสัญญาณเศรษฐกิจไทย รวมไปถึงการปรับตัวของธุรกิจเหล่านี้ในอนาคต

Bangkok Retail กรุงเทพ ค้าปลีกภาพจาก Shutterstock

Brand Inside นำรายงานของบริษัทที่ได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และบทวิเคราะห์หลักทรัพย์จากหลากหลายบริษัทหลักทรัพย์ในไทยที่ได้วิเคราะห์ถึงผลประกอบการของกลุ่มค้าปลีกในไตรมาสที่ 3 ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังค่อยๆ ฟื้นตัว หลังวิกฤติการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยถ้าหากเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา GDP ไทยฟื้นตัว 6.5% (ถ้าหากเทียบกับปีที่แล้วยังถดถอย -6.4%) ขณะที่ตัวเลขภาคการบริโภคของเอกชนเริ่มกลับมาบ้างแล้ว

แต่สำหรับกลุ่มค้าปลีกของไทยนั้นอาจแตกต่างกันไปในประเภทของรูปแบบธุรกิจต่างๆ ซึ่งหลายๆ บริษัทนั้นประสบปัญหาที่แตกต่างกันไปในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

โฮมโปร

บมจ. โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ ได้รายงานถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 แม้ว่าภาครัฐจะออกมาตรการต่างๆ ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจก็ตาม แต่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเองยังอยู่ในระดับที่ต่ำ หนี้ภาคครัวเรือนที่สูง ทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ขณะเดียวกันธุรกิจในไทยและมาเลเซียมีผลการดำเนินงานที่ลดลงจากการปิดสาขาในไตรมาส 2 ขณะที่ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาบริษัทถือว่าเป็นช่วงโลว์ซีซั่น เนื่องจากเป็นฤดูฝน

บริษัทได้ชี้ให้เห็นว่าในไตรมาส 3 สินค้าที่ขายดีคือเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่สินค้าเหล่านี้นั้นมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำ ขณะเดียวกันบริษัทก็ได้เร่งการพัฒนาช่องทางแบบ Omni Channel ด้วย

ในบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ นั้นได้รายงานว่า ไตรมาส 3 ของโฮมโปรนั้นมีรายได้รวมลดลง 2% จากเรื่องของหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นและความกังวลในการจ้างงานในอนาคต ส่งผลทำให้มีการเลื่อนในการซ่อมแซมหรือตกแต่งบ้านออกไป ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง โดย 9 เดือนแรกของปี 2020 นั้นโฮมโปรมีการเติบโตของยอดขายต่อสาขาลดลง -8.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

โกลบอล

ทางด้านของผู้จำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้างอย่าง บมจ. สยามโกลบอลเฮ้าส์ นั้นมีรายได้จากการขายอยู่ที่ 6,439 ล้านบาท ลดลง 1.15% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยบริษัทชี้แจงถึงสาเหตุสำคัญว่ามาจากสภาวะเศรษฐกิจหดตัวซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19

ขณะที่บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มองว่าการเติบโตของยอดขายต่อสาขาลดลงนั้นมาจากสาเหตุสำคัญคือสภาพเศรษฐกิจตามต่างจังหวัดที่อ่อนแออย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหลังจากการเปิดเมืองหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้นกลับไม่มียอดขายที่เกิดจากความต้องการที่อั้นไว้ในช่วงปิดเมือง ซึ่งสาขาของโกลบอลนั้นอยู่ในต่างจังหวัดเป็นสัดส่วนมากถึง 67%

นอกจากนี้ในบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ยังได้ชี้ให้เห็นว่ากำไรของบริษัทที่ลดลงมากกว่าคาดการณ์ เนื่องจากมีการทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย นอกจากนี้ในบทวิเคราะห์ยังมองว่าในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาการเติบโตของยอดขายต่อสาขาอาจติดลบมากกว่าในช่วงไตรมาส 3 ด้วยซ้ำจากปัจจัยไม่ว่าจะเป็นการบริโภคที่อ่อนแอ รวมไปถึงพายุฝนซึ่งกระทบโดยตรงต่อการก่อสร้าง

เซ็นทรัลรีเทล

ค้าปลีกในเครือเซ็นทรัลอย่าง CRC ที่มีกิจการหลายๆ อย่าง เช่น โรบินสัน ท็อปส์ จนถึงแฟมิลี่มาร์ท ไตรมาส 3 นี้กลับมามีกำไรอีกครั้ง หลังจากขาดทุนในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา โดยรายได้รวมนั้นลดลง 11.1% ในไตรมาสนี้นั้นสินค้าประเภทฮาร์ดไลน์ เช่น สินค้าในร้าน Power Buy ถดถอยเล็กน้อยที่ -2.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยกลุ่มสินค้าประเภทนี้ได้ประโยชน์จากการทำงานที่บ้าน ขณะที่สินค้ากลุ่มอื่นๆ ได้รับผลกระทบอย่างมาก อย่างไรก็ดีธุรกิจสินค้าประเภทฮาร์ดไลน์ในเวียดนามบริษัทรายงานว่ายอดขายลดลงจากสภาพการแข่งขันที่สูงด้วย

ขณะเดียวกัน CRC ได้กล่าวถึงการพัฒนาแพลตฟอร์ม Omnichannel เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า และสามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ได้ ทั้งในไทยและต่างประเทศ

ในบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัดยังได้รายงานถึงการรีแบรนด์ห้างในหลายๆ พื้นที่จากโรบินสันให้เป็นเซ็นทรัลที่เมกา บางนา รวมไปถึงที่จังหวัดอุดรธานี ในบทวิเคราะห์ได้กล่าวว่าทาง CRC มองว่าหลังการรีแบรนด์ตัวห้างแล้วทำให้ยอดขายเติบโตมากขึ้น และจะมีแผนในการรีแบรนด์ห้างในอีก 2 ปีข้างหน้าใน
4-5 พื้นที่

7-Eleven เซเว่น อีเลฟเว่นภาพจาก Shutterstock ซีพี ออลล์

มาต่อกันที่ CPALL ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีกอย่าง 7-Eleven และธุรกิจค้าส่งอย่าง Makro ในไตรมาส 3 นั้นในบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่ายอดการเติบโตของสาขาเดิมถดถอยถึง -13% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาจากสาเหตุคือ การบริโภคเอกชนที่อ่อนแอ และเรื่องที่ใหญ่สุดคือ นักท่องเที่ยวที่ชาวต่างชาติที่ไม่สามารถเข้ามาในไทยได้ ทำให้การฟื้นตัวของสาขาในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวนั้นถือว่าอ่อนแอ แม้ว่าในไตรมาสนี้จะมีการอัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขายโดยซัพพลายเออร์แล้วก็ตาม

นอกจากนี้ในผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ที่ผ่านมานั้นทาง CPALL เองก็ได้กล่าวถึงการเร่งนำกลยุทธ์ O2O มาใช้เพื่อที่จะตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ามากขึ้นด้วย

เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (เจ้าของ Big C)

แม้ว่าธุรกิจของ บมจ. เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ หรือ BJC จะมีหลากหลายหน่วยธุรกิจ แต่เราจะมองไปที่ธุรกิจสำคัญคือธุรกิจค้าปลีกที่มี Big C เป็นหัวเรือหลักและทำรายได้ส่วนใหญ่ให้กับ BJC ในรายงานที่แจ้งให้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้นบริษัทได้ชี้แจงว่าอัตราการเติบโตของสาขาเดิมยังใกล้เคียงกับในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ขณะที่รายได้จากค่าเช่านั้นยังไม่กลับมาเท่ากับระดับก่อนหน้าการแพร่ระบาดของ COVID-19

ในบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) นั้นมองว่าในไตรมาส 3 ยอดการเติบโตของสาขาเดิมนั้นยังหดตัว แต่ค่าเช่าที่ฟื้นตัวถือเป็นปัจจัยนำในไตรมาสนี้

ขณะที่มองไปข้างหน้าในไตรมาส 4 นั้นบริษัทหลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มองว่าสาขาของ Big C ในเมืองท่องเที่ยวต่างๆ กว่า 19 สาขานั้น คาดว่ายอดการเติบโตของสาขาเดิมอาจถดถอยได้มากถึง -40% ซึ่งสาขาของ Big C ในจังหวัดเหล่านี้คิดเป็นรายได้ 15% ของ BigC เลยทีเดียว ซึ่งต้องรอภาคการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวกลับมา

เซ็นทรัลพัฒนา

บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN ได้แจ้งผลประกอบการในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาโดยในรายงานได้กล่าวถึงการกลับมาเปิดบริการศูนย์การค้าทุกแห่งแล้ว หลังจากปิดศูนย์การค้าซึ่งแต่ละแห่งใช้เวลาต่างกัน โดยอยู่ที่ราวๆ 45-56 วัน และมีผู้กลับเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง อัตราเช่าเฉลี่ยในสิ้นไตรมาส 3 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 92%

รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3 ยังได้รายงานถึง “บริษัทยังคงดําเนินมาตรการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุมและเป็นไปตามแผนที่วางไว้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวอยู่ในระดับปกติ และเพื่อรักษาความสามารถในการทํากําไรและเพื่อรองรับสภาวะการดำเนินธุรกิจท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ทำให้ CPN มีการชะลอแผนการลงทุนในปี 2563 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจอย่างต่อ เนื่องในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน”

ในบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้มองว่าแม้รายได้ค่าเช่าจะลดลงถึง 15% เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ปี 2019 ที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทต้องให้ส่วนลดค่าเช่าประมาณ 20% แต่รายได้ค่าเช่านั้นฟื้นตัวถึง 73% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ลูกค้าเข้าห้างสรรพสินค้าของบริษัทเฉลี่ยมากกว่า 85% บทวิเคราะห์ยังคาดว่า CPN อาจสามารถปรับขึ้นค่าเช่าได้อีกครั้งในช่วงกลางปีหน้า

สรุปสำหรับธุรกิจค้าปลีกของไทยในไตรมาส 3 จาก 6 ธุรกิจหลัก
  • ภาวะการบริโภคของไทยยังอ่อนแอมาก ทุกเจ้านั้นยอดขายรวมยังกลับมาไม่ได้เท่าเดิม
  • ค้าปลีกของไทยไม่ต่ำกว่า 3 เจ้าที่เราได้ยกตัวอย่างมา ได้ออกโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายในไตรมาสที่ผ่านมา
  • ธุรกิจค้าปลีกที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจะได้รับผลต่อเนื่องตราบใดไทยยังไม่เปิดประเทศ
  • ค้าปลีกที่เกี่ยวข้องกับค่าเช่านั้นต้องใช้เวลาอีกสักพัก
  • จากการทำงานที่บ้านยังทำให้สินค้าบางชนิดขายดี เช่น อุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า
  • ยังมองถึงความไม่แน่นอนของ COVID-19
  • ไม้ตายใหม่ของค้าปลีกไทยคือ Omni Channel และ O2O

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post มอง 6 ธุรกิจค้าปลีกไทยไตรมาส 3 ผ่านบทวิเคราะห์หลักทรัพย์ ใครรุ่งใครร่วง ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Exclusive: บก. ข่าว GMM25 ชี้แจงเหตุผล ทำไมทีมจึงถูกยุบ?

Brand Inside - 26 November 2020 - 15:11

ยุบทีม ไม่ได้ยุบช่อง

ปรียาลักษณ์ บุญมั่น บรรณาธิการข่าว GMM25 เปิดเผยกับ Brand Inside ถึงกรณีที่ GMM Grammy บริษัทแม่สั่งยุบทีม GMM25 โดยยุติการดำเนินกิจการของ GMM Channel ซึ่งจะมีผลหลังจากวันที่ 31 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป

“สิ่งที่ต้องชี้แจงคือ ช่อง GMM25 ยังอยู่ ไม่ได้ถูกยุบ สิ่งที่ยุบคือบริษัท GMM Channel และฝ่ายข่าวของ GMM25 ส่วนช่อง GMM25 ยังอยู่เหมือนเดิม”

โดยหลังจากนี้ในส่วนรายการข่าวในช่อง GMM25 จะใช้วิธีการควบรวมกับทีมข่าวของช่อง one31 ให้มาผลิตแทน (one31 เป็นบริษัทลูกของ GMM Grammy เช่นกัน) และจะได้ “บอย-ถกลเกียรติ วีรวรรณ” มาเป็นผู้ดูแลคอนเทนต์และบริหาร

ส่วนเหตุผลที่ยุบ GMM Channel ปรียาลักษณ์ระบุว่า “หลักๆ ก็มาจากปัญหาเศรษฐกิจและผลกระทบจากโควิด” ทำให้ทางบริษัทแม่ต้องทำการลดต้นทุน

อย่างไรก็ตาม บก. ข่าว GMM25 ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว (เปิดให้เห็นโพสต์แบบสาธารณะ) ว่า “เรื่องนี้ก็ยอมรับว่าส่งผลกระทบทางด้านจิตใจกับเราพอสมควร เพราะทีมงานทุกคนก็เป็นน้องๆ ที่ชวนกันมาจากที่เก่าบ้าง หรือชวนๆ กันมาเพิ่มเป็นทอดๆ แม้จะมีปัญหาเกิดขึ้นบ้างระหว่างการทำงาน แต่พูดได้เลยว่าทีมงานที่เราเลือกมาตั้งใจ ทุ่มเท และสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างดีเยี่ยม ดังจะเห็นได้จากเรตติ้งก่อนมาหลักหมื่นก็พุ่งทะยานไปเป็นหลักหลายแสนในเวลาอันรวดเร็ว”

นอกจากนั้น จากการสอบถามกับฝ่าย HR ของบริษัท ปรียาลักษณ์พบว่า น่าจะมีการปลดคนออกจำนวน 140 รายสืบเนื่องจากกรณีการยุบบริษัท GMM Channel จากเดิมที่มีอยู่ 190 ชีวิต จะเหลือเพียง 50 รายเท่านั้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Exclusive: บก. ข่าว GMM25 ชี้แจงเหตุผล ทำไมทีมจึงถูกยุบ? first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

เนสท์เล่ไม่กลัวโควิด ลงทุน 4,500 ล้านบาท ขยายโรงงาน 3 แห่งในไทย ทั้งอาหารคน-สัตว์เลี้ยง

Brand Inside - 26 November 2020 - 14:37

เนสท์เล่ เปิดเผยภาพรวมการทำธุรกิจภายในประเทศไทย ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงกลยุทธ์การทำธุรกิจในอนาคต ที่เน้นไปที่ผลิตภัณฑ์ที่ยังคงมีแนวโน้มเติบโต รวมถึงการลงทุนขยายโรงงาน 3 แห่งในประเทศไทย ด้วยงบประมาณมูลค่ากว่า 4,500 ล้านบาท

วิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า

วิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า เล่าถึงภาพรวมการทำธุรกิจของเนสท์เล่ในประเทศไทยว่า ผลประกอบการของเนสท์เล่ ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้บริโภคนอกบ้าน เช่น น้ำดื่ม ขนม และไอศกรีม แต่ในทางกลับกันผลิตภัณฑ์ประเภทที่ใช้บริโภคในบ้าน สามารถทำผลประกอบการได้ดี ทั้งกาแฟ ซอสปรุงรส และนม เพราะในช่วงที่โควิด-19 ระบาด คนจำเป็นต้องอยู่บ้านมากขึ้น

ที่ผ่านมาเนสท์เล่ มีการทำสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภค โดยพบว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตปัจจุบันของผู้บริโภค มีความเปลี่ยนแปลงใน 5 ด้าน ได้แก่

    1. ต้องการเลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และเสริมภูมิคุ้มกัน
    2. ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการมองหาของกินเล่น เป็นความสุขระหว่างวัน
    3. ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าของสินค้า จากภาวะเศรษฐกิจ
    4. ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืน เช่น บรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะคนที่มีอายุน้อย
    5. ช่องทาง e-Commerce และบริการเดลิเวอรีอาหาร

สำหรับการขยายโรงงานของเนสท์เล่ในประเทศไทย วิคเตอร์ เล่าว่า จะใช้งบประมาณในการลงทุน 4,500 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงาน 3 แห่ง ได้แก่ โรงงานอมตะ โรงงานบางชัน และโรงงานยูเอชที นวนคร 7

อาหารสัตว์เลี้ยง เจ้าของยอมจ่าย แม้ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอื่น

โดยการขยายโรงงานอมตะ จะเป็นการขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง ที่เนสท์เล่เห็นแนวโน้มการเติบโต โดย วิคเตอร์ เล่าว่า อาหารสัตว์เลี้ยง คือสินค้าที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แต่มีอัตราการเติบโตในปีนี้กว่า 9% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในช่วงที่โควิด-19 ระบาด คนได้ใช้เวลาอยู่กับสัตว์เลี้ยงมากขึ้น

ประกอบกับเทรนด์ในตลาดโลก ที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะยอมทุ่มเงินซื้ออาหารสัตว์ระดับพรีเมียม ซึ่งในประเทศไทยก็มีเทรนด์แบบนี้เช่นกัน

นอกจากโรงงานอมตะ ซึ่งเป็นโรงงานสำหรับการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแล้ว เนสท์เล่ ยังจะขยายโรงงานบางชัน ที่ใช้สำหรับการผลิตไอศรีมด้วยเช่นกัน ซึ่งในปัจจุบันสินค้าประเภทไอศกรีม คิดเป็นส่วนแบ่งราว 10% ของเนสท์เล่ ซึ่ง วิคเตอร์ เล่าว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงไอศกรีมรสชาติใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังมองหาสิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันเนสท์เล่ ได้เริ่มใช้บรรจุภัณฑ์ไอศกรีมที่ทำจากกระดาษ ที่ปิดผนึกด้วยความร้อน ไม่มีส่วนผสมของพลาสติก และสามารถรีไซเคิลได้ 100%

ส่วนโรงงานแห่งสุดท้ายคือ โรงงานยูเอชที นวนคร 7 ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเครื่องดื่มยูเอชที คือ ไมโล และนมตราหมี สำหรับภาพรวมของตลาดเครื่องดื่มยูเอชที ประเภทนมวัวและเครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ยูเอสที จะมีการเติบโตด้วยสัดส่วน 3% ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มเครื่องดื่มยูเอชที

เนสท์เล่ ยังไม่มั่นใจตลาดน้ำดื่มผสมวิตามิน

ส่วนประเด็นเรื่องน้ำดื่มผสมวิตามิน ที่กำลังเป็นกระแสในช่วงเวลานี้ และมีผู้ผลิตหลายรายส่งผลิตภัณฑ์ของตัวเองเข้าสู่ตลาดหลายเจ้า แต่อย่างไรก็ตามเนสท์เล่ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาตลาดของน้ำวิตามิน เนื่องจากตลาดน้ำดื่มผสมวิตามิน ยังมีขนาดเล็กอยู่ และยังไม่รู้ว่าจะเป็นกระแสที่อยู่ต่อไปในระยะยาว หรืออยู่เพียงช่วงเวลาสั้นๆ แล้วหายไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เนสท์เล่ไม่กลัวโควิด ลงทุน 4,500 ล้านบาท ขยายโรงงาน 3 แห่งในไทย ทั้งอาหารคน-สัตว์เลี้ยง first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

จับตาการคลังสหรัฐยุคไบเดน ผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สวนทางทรัมป์

Brand Inside - 26 November 2020 - 13:54
Joe Biden โจ ไบเดนภาพจาก Shutterstock

การเปิดตัวเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและนโยบายระหว่างประเทศของ โจ ไบเดน สร้างเสียงฮือฮาไม่น้อยหลังจากที่หน้าตาของคณะทำงานสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ไบเดนเลือกใช้ในการเมืองโลกอย่างชัดเจน อย่างเช่นการแต่งตั้งจอห์น เคอร์รี่ นั่งตำแหน่งพิเศษด้านสภาพภูมิอากาศ เป็นสัญญาณที่ชี้ชัดว่ารัฐบาลไบเดนจริงจังเรื่องสิ่งแวดล้อม

ในอีกฟากหนึ่ง การเปิดตัวจาเน็ท เยลเลน  นั่ง รมว. คลัง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไบเดน จะใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของสหรัฐฯ

เยลเลนผ่อนปรนต่อการขาดดุลงบประมาณ

เมื่อพิจาณาจากวิสัยทัศน์ของเยลเลนแล้ว ชัดเจนว่าเธอมีแนวทางที่ผ่อนปรนให้สามารถใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ตรงข้ามนโยบายการคลังในยุคทรัมป์ที่ไม่ต้องการให้รัฐใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจนเกินควร 

เธอเคยออกมาแสดงความเห็นว่า ภาครัฐควรเพิ่มการใช้จ่ายในมาตรการณ์เพื่อปกป้องเศรษฐกิจจากผลกระทบของวิกฤติโควิด-19 นอกจากนี้ เธอยังเคยให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาว่า “การระบาดของโควิดกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างร้ายแรง การก่อหนี้เพิ่มของภาครัฐเพื่อใช้จ่ายในการพยุงและพลิกฟื้นเศรษฐกิจที่ถูกกระทบจากวิกฤติโควิดเป็นสิ่งที่เข้าใจได้”

เมื่อพิจารณาจากวิสัยทัศน์ของเธอ หากเธอผ่านการรับรองให้นั่งเก้าอี้ รมว. คลัง รัฐบาลอเมริกาที่นำโดย โจ ไบเดน จะสามารถอัดฉีดงบประมาณเพื่อใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่าที่เป็นอยู่

ธนาคารกลางเอาด้วยกับเยลเลน

ล่าสุด เกิดความขัดแย้งระหว่างสองหน่วยงานหัวหอกของนโยบายด้านเศรษฐกิจคือกระทรวงการคลังและธนาคารกลาง

เนื่องจาก สตีเวน มนูชิน รมว. คลัง คนปัจจุบัน ประกาศว่าโครงการปล่อยสินเชื่อเพื่อกู้ยืมในสภาวะวิกฤติของธนาคารกลางที่จัดตั้งภายใต้พระราชบัญญัติการดูแลจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม ในขณะที่ทางธนาคารกลางไม่เห็นด้วยกับกระทรวงการคลังเพราะต้องการพยุงเศรษฐกิจที่เปราะบาง  

หากเยเลนสามารถเข้ามาเป็นหัวหอกในนโยบายการคลังได้ จะส่งผลให้ทิศทางของนโยบายการคลังสอดประสานกับนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐมากกว่าที่เป็นอยู่ นอกจากนี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังเคยร่วมงานกับเยลเลนมาก่อนในธนาคารกลางในขณะที่เยลเลนยังดำรงตำแหน่งประธานคนก่อนจึงเพิ่มโอกาสที่จะสร้างความราบรื่นในการคลี่คลายปัญหาเศรษฐกิจโดยทั้งสองหน่วยงาน

เยเลนต้องได้รับการรับรองจากซีเนท  

อย่างไรก็ดี การแต่งตั้งตำแหน่งระดับรัฐมนตรีจำเป็นต้องผ่านการรับรองของสภาซีเนทเสียก่อน ซึ่งเปิดโอกาสให้สมาชิกวุฒิสภาฝั่งรีพับบลิกันซึ่งกังวลเป็นพิเศษกับการขาดดุลงบประมาณตั้งคำถามกับแนวทางที่เน้นการใช้จ่ายของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของเยลเลนได้

ทั้งนี้ อาจรวมถึงวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตสายเสรีนิยมที่ไม่นิยมแนวทางการใช้จ่ายเกินดุลอีกด้วย

ที่มา – WSJ, Reuters, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จับตาการคลังสหรัฐยุคไบเดน ผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สวนทางทรัมป์ first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

KKP Research: เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ปี 2021 GDP 3.5% ต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดจนถึงปี 2022

Brand Inside - 26 November 2020 - 12:55

KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ปรับคาดการณ์ GDP จากที่คาดไว้ปี 2020 และ 2021 โดยความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจไทยและโลก 2 เรื่องหลักคือ หนึ่ง การประกาศความสำเร็จการทดลองวัคซีนโควิด-19 ขั้นต้น ช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่นใจให้นักลงทุนระดับหนึ่ง สอง ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ฟื้นตัวดีกว่าที่ประเมินไว้

KKP Research จึงปรับประมาณการตัวเลขการเติบโตของ GDP สำหรับปี 2020 จาก -9% อยู่ที่ -6.7% การฟื้นตัวในระยะต่อไปจะยังคงเป็นไปได้อย่างช้าๆ ตามที่การท่องเที่ยวระหว่างประเทศยังไม่กลับมา

ประมาณการตัวแปรเศรษฐกิจที่สำคัญ

ปี 2021 ปรับตัวเลขการเติบโต GDP จาก 3.4% เป็น 3.5% เชื่อว่าระดับ GDP จะยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 จนถึงต้นปี 2022

การค้นพบวัคซีนช่วยลดความเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การประกาศความสำเร็จของการทดลองวัคซีนจาก Pfizer-BioNTech และ Moderna ขั้นต้น และการประกาศความสำเร็จของวัคซีน AstraZeneca ถือเป็นข่าวดีสำหรับไทย เพราะวัคซีนราคาถูก เก็บรักษาในตู้เย็นได้ ลดความเสี่ยงกรณีเลวร้ายที่จะไม่มีวัคซีน

KKP Reearch คาดว่าวัคซีนจะเริ่มออกใช้ได้ในประเทศเศรษฐกิจหลักในช่วงไตรมาส 1 และ 2 ของปีหน้า ภายใต้สมมติฐานที่ว่ามีประสิทธิผล 80% ใช้ระยะเวลาประมาณ 7 เดือน กรณีที่วัคซีนมีประสิทธิภาพมากกว่าที่คาดหรือที่ระดับ 95% จะทำให้ระยะเวลาหยุดยั้งการระบาดสั้นลงเป็น 6 เดือน ขณะที่วัคซีนที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าที่คาดที่ระดับ 60% อาจต้องใช้เวลาถึง 10 เดือน สำหรับไทยคาดว่าจะได้รับวัคซีนในวงกว้างช่วงไตรมาส 3-4 ของปีหน้า

หากการแพร่ระบาดโควิด-19 ในต่างประเทศยังไม่สิ้นสุดลง ไทยอาจยังไม่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างเสรี ด้านจีนก็มีความเสี่ยงว่าอาจให้คนเที่ยวภายในประเทศมากกว่าออกมาเที่ยวต่างประเทศตามแผนเศรษฐกิจห้าปีของจีนที่เพิ่งประกาศออกมา เน้นเติบโตจากในประเทศ

KKP Research ประเมินว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับเข้ามาในไทยช่วงครึ่งหลังปี 2021 และคงคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวสำหรับปี 2021 ไว้ที่ 6.4 ล้านคน

BANGKOK, THAILAND – MARCH 22: Quiet streets in Bangkok after the government announced a partial lockdown on March 22, 2020 in Bangkok, Thailand. On March 22, 2020 Bangkok imposed a partial lockdown of the city calling for the closure of shopping malls, restaurants apart from delivery, all sporting events, entertainment venues, beauty salons and more amidst the spread of Covid-19. Thailand announced 188 new cases, rasising the country’s total to 599 confirmed cases. (Photo by Lauren DeCicca/Getty Images)

เศรษฐกิจไตรมาส 3 ของไทยฟื้นตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ สาเหตุหลักมาจาก

  • การบริโภคภาคเอกชนมีการฟื้นตัวดีกว่าคาดมากในไตรมาส 3 สัดส่วนจีดีพีไตรมาสสามหดตัวเพียง 0.6% เท่านั้น เทียบกับไตรมาสสองหดตัวถึง -6.8% คาดว่าการบริโภคปี 2021 จะกลับมาเติบโตได้ที่ระดับ 3% ประกอบกับมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศอย่างเราเที่ยวด้วยกันที่ขยายถึงมกราคม 2564 มีแนวโน้มขยายเพิ่มเติมอีก
  • การใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐขยายตัวมากกว่าคาด รัฐจะยังต้องมีการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงปีนี้และปีหน้า ในฝั่งนโยบายการเงินจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังคงอยู่ที่ระดับ 0.5% ไปตลอดทั้งปี

ทั้งนี้ แม้ GDP ปีหน้าจะกลับไปเป็นบวก แต่เศรษฐกิจไทยจะอยู่ระดับต่ำกว่าก่อนวิกฤตโควิด-19 อีกนาน เนื่องจากรายได้การท่องเที่ยวที่เคยมีบทบาทอย่างมากต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หดตัวลงอย่างหนักจากนักท่องเที่ยวที่ลดลงจากปีละกว่า 40 ล้านคน เหลือเพียง 6 ล้านคนเท่านั้น คาดว่า เศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ระดับช่วงก่อนวิกฤตโควิดได้ในไตรมาส 1 ปี 2022

ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยยังมีอยู่ แนวโน้มการฟื้นตัวยังเปราะบาง แตกต่างกันมากในแต่ละอุตสาหกรรมและพื้นที่ ยังอยู่กับความไม่แน่นอนอย่างน้อย 3 ประการ

  • ธุรกิจการท่องเที่ยวยังคงต้องรับมือกับปัญหาสภาพคล่องและอาจส่งผลรุนแรงต่อภาวะจ้างงานและการบริโภค หากต้องรอถึงไตรมาส 3-4 ของปีหน้ากว่าที่นักท่องเที่ยวจะกลับมาได้ตามที่หลายฝ่ายคาด มีโอกาสสูงที่ธุรกิจโรงแรม โดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็กต้องทยอยปิดตัวไปก่อนหน้านั้นเนื่องจากขาดสภาพคล่องหรือมีเงินไม่พอจ่ายในการดำเนินกิจการต่อไป ไม่ใช่แค่การท่องเที่ยวที่หายไปเท่านั้น แต่ธุรกิจที่ต่อเนื่องกันทั้งต้นน้ำ ปลายน้ำ จะต้องปิดกิจการลงไปด้วย

  • เงินบาทที่แข็งค่าอาจเป็นปัจจัยฉุดรั้งการฟื้นตัวส่งออก ปี 2020 การส่งออกในหลายประเทศทั้งเกาหลีใต้และไต้หวันฟื้นตัวดีมาก โตกลับมาเป็นบวกระดับสองหลัก จากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี แต่ไทยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีค่อนข้างต่ำ แม้เศรษฐกิจคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯ และจีนจะฟื้นตัวดีกว่าที่ประเมินแต่ไทยก็ยังแข่งขันยาก
  • ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองในประเทศ เป็นอีกปัจจัยที่กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศและชะลอการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงจากปัจจัยโครงสร้างหลายประการที่ทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันและความน่าดึงดูดในการเป็นเป้าหมายของการลงทุนจากต่างประเทศ

KKP Research ประเมินว่า นโยบายเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลังยังมีศักยภาพในการดำเนินการเพิ่มเติมได้ รัฐบาลควรมีนโยบายเพื่อรองรับความเสี่ยงหลายประการที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยในระยะหน้า เพื่อประคองธุรกิจ สร้างงาน กระตุ้นเศรษฐกิจ จนกว่าสถานการณ์ในสังคมและเศรษฐกิจโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ที่มา – KKP Research

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post KKP Research: เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ปี 2021 GDP 3.5% ต่ำกว่าช่วงก่อนโควิดจนถึงปี 2022 first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

เอ็มจี เปิดตัว NEW MG EP รถยนต์ Station Wagon ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100%

Brand Inside - 26 November 2020 - 11:28

MG ปีนี้เอาจริงในการทำตลาดมากแม้จะเจอสถานการณ์โควิด และเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ แต่เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว หลังจากที่ต้นปีเปิดตัว MG ZS EV ต่อด้วย MG HS PHEV ในเดือน ต.ค. และล่าสุดกับการเปิดตัว MG EP รถยนต์ Station Wagon ที่ใช้ไฟฟ้า 100%

ท่ามกลางความนิยมของคนไทยที่เน้นรถยนต์ทั้งแบบซีดานและฮัชแบก หรือขยับไปเล่น SUV แต่ MG ได้เปิดตัว MG EP รถยนต์แบบ Station Wagon โดยเน้นจุดเด่น 4 องค์ประกอบของรถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่

  • Dimension หรือ มิติของตัวถังและพื้นที่การใช้งานที่ต้องนั่งสบายและจุของได้เยอะ
  • Convenience & Safety สะดวกสบายและปลอดภัย
  • Performance มีประสิทธิภาพในการขับขี่ และวิ่งได้มากกว่า 300 กิโลเมตร ซึ่งเหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน
  • Low Cost of Ownership ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการบำรุงรักษาที่ต่ำ

MG ประกาศว่า จะเปิดราคาและจำหน่าย NEW MG EP ในงาน Motor Expo 2020 วันที่ 1 ธันวาคม 2563 โดยมีการคาดการณ์ว่า ราคาน่าจะอยู่ในระดับประมาณ 900,000 บาท

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า NEW MG EP เป็นรถยนต์สไตล์ Station Wagon ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในไทย เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ที่สนใจ โดยมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว (Arctic White) สีเงิน (Metallic Grey) และสีดำ (Black Knight)

พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ 4 องค์ประกอบในรถยนต์ไฟฟ้าของ MG ว่า DIMENSION: นั่งสบาย จุได้ทั้งคนและสัมภาระ เด่นชัดเรื่องอรรถประโยชน์ในการใช้งาน 

MG EP รถยนต์สไตล์ Station Wagon ที่มีพื้นที่ห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง เพื่อสามารถรองรับการใช้งานในจุดประสงค์ที่หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้งานทุกรูปแบบ โดยเบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังสามารถปรับพับได้แบบ 60:40 ทำให้มีพื้นที่ความจุสัมภาระสูงสุดถึง 1,456 ลิตร ขณะที่ดีไซน์ภายนอกที่ทันสมัยด้วยกระจังหน้าแบบ Suspended Wing Grille ที่ตกแต่งด้วยโครเมียมและ Piano Black ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างในเวลากลางวัน LED Daytime Running Light พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ไฟท้าย LED แบบ Electric Pulse Design และไฟเบรก ดวงที่ 3 แบบ LED ล้ออัลลอยด์ดีไซน์แบบสปอร์ตขนาด 16 นิ้ว

CONVENIENCE & SAFETY: ฟังก์ชันอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัย มีการตกแต่งภายในด้วยวัสดุผิวสัมผัสนุ่ม (Soft Touch) ดีไซน์เส้นสายแบบ CARBOXNYXE แสดงให้เห็นถึงความประณีตในทุกรายละเอียด เบาะคู่หน้าออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (Anti-Curved Surface Design) ซึ่งโอบรับกับเส้นสายสรีระได้เป็นอย่างดี นั่งสบายตลอดเส้นทาง อีกทั้งยังมีฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวก อาทิ หน้าจอ Touchscreen ขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อกับ Apple CarPlay และหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอล (Digital Multi-Function Display) ขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงผลได้อย่างสวยงามและชัดเจน พร้อมระบบปรับอากาศแบบดิจิตอล กระจกมองหลังตัดแสง กระจกไฟฟ้าแบบ One Touch Up-Down ด้านคนขับ ที่จะทำให้การใช้งาน มีความง่ายมากยิ่งขึ้น

NEW MG EP มาพร้อมการติดตั้งเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยที่ครบครันตามมาตรฐาน โดยแต่ละระบบจะมีการทำงานผสานกัน ทำให้เกิดความปลอดภัยและมีความมั่นใจในการขับขี่มากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย

  • ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-Lock Braking System)
  • ระบบกระจายแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBD (Electronic Brake Force Distribution)
  • ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake)
  • ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง AVH (Auto Vehicle Hold)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System)
  • ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill Start Assist System)
  • ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal)
  • ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System)

นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ไฟส่องนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ (Follow Me Home Light) จุดยึดเบาะ ISOFIX เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า กล้องมองหลังพร้อมสัญญาณเตือนระยะถอยหลัง และระบบกุญแจนิรภัยแบบ Immobilizer

PERFORMANCE: พละกำลัง อัตราเร่ง และระยะทางที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน

NEW MG EP ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% โดยใช้แบตเตอรี่ Lithium-Ion มีความจุรวมถึง 50.3 kWh ทำให้สามารถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าได้ระยะทางไกลถึง 380 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (ทดสอบตามมาตรฐานความประหยัดพลังงาน New European Driving Cycle – NEDC)

นอกจากนี้ แบตเตอรี่ยังได้รับการทดสอบตามมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น ระดับ IP67 พร้อมด้วยระบบระบายความร้อนแบบ Liquid Cooling System ที่จะช่วยให้แบตเตอรี่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ภายใต้สภาวะต่างๆ

ในด้านของสมรรถนะ NEW MG EP ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor ให้พละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า พร้อมแรงบิด 260 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับเกียร์ไฟฟ้า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100  ได้ภายใน 8.8 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง มาพร้อมรูปแบบการขับขี่ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ โหมด Normal โหมด Eco และ โหมด Sport

NEW MG EP สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ 2 แบบ คือ Quick Charge แบบ DC ผ่านหัวชาร์จประเภท CCS Combo 2 โดยชาร์จพลังงานตั้งแต่ 0 – 80% ในระยะเวลาประมาณ 40 นาที ผู้ขับขี่ต้องซื้ออุปกรณ์ Quick Charge เพิ่มเติม ส่วนการชาร์จ Normal Charge แบบ AC ชาร์จพลังงานตั้งแต่ 0 – 100% ผ่าน MG Home Charger ที่เป็นหัวชาร์จ TYPE II ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง 15 นาที ซึ่งระยะเวลาในการชาร์จนั้น จะขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ นอกจากนี้ ยังสามารถชาร์จพลังงานในระหว่างการขับขี่กลับเข้าแบตเตอรี่ (Regenerative) ด้วย KERS Mode (Kinetic Energy Recovery System) โดยเลือกระดับการชาร์จพลังงานกลับได้ถึง 3 ระดับ

NEW MG EP มีระบบกันสะเทือนของช่วงล่างแบบ Euro Tuning Suspension เสริมด้วยระบบช่วงล่างหน้าแบบ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลง และช่วงล่างหลังแบบทอร์ชั่นบีม

LOW COST OF OWNERSHIP: ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและค่าบำรุงรักษาที่ต่ำ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว 

NEW MG EP มาพร้อมกับการดูแลรักษาที่ง่าย และมีค่าใช้จ่ายต่ำ ทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ได้จากการชาร์จผ่าน MG Home Charger ง่ายๆ ที่บ้าน โดยสามารถชาร์จจาก 0%-100% และมีค่าใช้จ่ายซึ่งเป็นค่าไฟฟ้าประมาณ 200 บาท*ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาตามระยะทางตลอดระยะเวลา 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน จะมีค่าใช้จ่ายรวมไม่เกิน 8,000 บาท อีกทั้งการบำรุงรักษาแบตเตอรี่ในระยะยาว MG ยังนำเทคโนโลยีการเปลี่ยนแบตเตอรี่แบบ Module มาใช้ ในกรณีหากจำเป็นต้องมีการบำรุงรักษานั้น สามารถแยกเปลี่ยนเฉพาะ Module นั้นๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งชุด จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้

*อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยทั่วประเทศที่ 3.96 บาทต่อหน่วย ไม่รวมค่า FT และภาษีมูลค่าเพิ่ม อ้างอิงจากข้อมูลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ณ เดือนมิถุนายน 2563

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เอ็มจี เปิดตัว NEW MG EP รถยนต์ Station Wagon ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Dolfin Money | KBank บริการสินเชื่อดิจิทัลส่วนบุคคลผ่านแอป Dolfin ครั้งแรกในไทย

Brand Inside - 26 November 2020 - 10:42

บริษัท เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค จำกัด และ เจดี ดิจิตส์ (JD Digits) จับมือกับ KBank เปิดตัว “ดอลฟิน มันนี่ จากธนาคารกสิกรไทย” (Dolfin Money | KBank) สินเชื่อส่วนบุคคลบนดิจิทัลแพลตฟอร์มเต็มรูปแบบรายแรกผ่านแอปฯ Dolfin พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2563 นี้เป็นต้นไป ภายใต้แนวคิด “ฮีโร่จัดให้ เบาใจคุณ” ให้สามารถเข้าถึงวงเงินสินเชื่อได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Dolfin ไม่ต้องใช้หลักประกัน ไม่ต้องส่งเอกสารแสดงรายได้ สามารถสมัครง่ายได้ทุกที่ ทุกเวลา รู้ผลอนุมัติเร็วสุดใน 5 นาที และพร้อมใช้วงเงินได้ทันที โดยสามารถเบิกถอนเงินสด โอนเข้าบัญชี หรือจะใช้จ่ายชอปปิ้งกับร้านค้าชั้นนำในเครือเซ็นทรัลและร้านค้าพันธมิตรได้สะดวกสบาย เพียงสแกนคิวอาร์โค้ด ตั้งเป้าผู้ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ 100,000 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 3,000 ล้านบาท ภายในปี 2564

รุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค โฮลดิ้ง จำกัด บอกว่า ปัจจุบันแอปพลิเคชัน Dolfin ได้ให้บริการลูกค้าประมาณ 2 ล้านราย โดยเป็นการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดผ่านบริการดอลฟิน วอลเล็ท และพร้อมต่อยอดด้วยการเปิดตัวบริการใหม่ ‘ดอลฟิน มันนี่ จากธนาคารกสิกรไทย’ (Dolfin Money | KBank) สินเชื่อส่วนบุคคลผ่านประสบการณ์ดิจิทัลเต็มรูปแบบ เป็นการผสานวัตกรรม FinTech และความเชี่ยวชาญด้าน Big Data Analytics เพิ่มความลึกของข้อมูลลูกค้าเพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่และให้ผลิตภัณฑ์สินเชื่อส่วนบุคคลเข้าถึงได้ง่ายขึ้นเพียงสมัครผ่านแอปฯ Dolfin ได้ทุกที่ ทุกเวลาที่ต้องการแบบออนไลน์ 100% ไม่ต้องเดินทางไปยังสาขา ไม่ต้องเตรียมเอกสารผ่านรูปแบบเดิมๆ หรือไม่ต้องใช้เอกสารแสดงรายได้สำหรับลูกค้าที่มีบัญชีเงินเดือนหรือเดินบัญชีผ่านธนาคารกสิกรไทยขั้นต่ำ 6 เดือน เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงไม่คิดดอกเบี้ย หากไม่มีการเบิกใช้วงเงิน

“มั่นใจว่าจะสามารถเข้าถึงผู้ที่มีความต้องการสินเชื่อได้เป็นจำนวนมาก และมีข้อมูลที่เพียงพอในการวิเคราะห์พฤติกรรม และความสามารถในการชำระเงินของผู้ขอสินเชื่อจากข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ส่งผลให้ 1 ปีหลังจากนี้คาดว่าจะมีผู้ใช้งานแอปฯ Dolfin ได้รับอนุมัติสินเชื่อ 100,000 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 3,000 ล้านบาท” รุ่งเรืองกล่าวเสริม

พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย บอกว่า ธุรกิจสินเชื่อบุคคลผ่านช่องทางดิจิทัลมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดย ณ ไตรมาส 2 ปี 2563 ภาพรวมตลาดสินเชื่อบุคคลในประเทศไทยที่อนุมัติผ่านสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-bank) มีจำนวน 428,000 ล้านบาท เป็นสินเชื่อในช่องทางดิจิทัลเพียง 12,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 0.2 ของสินเชื่อบุคคลทั้งหมดในตลาด ประกอบกับปัจจุบันฐานข้อมูลของลูกค้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเทคโนโลยีในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้ามีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้การพิจารณาสินเชื่อสามารถประเมินผู้ขอสินเชื่อได้จากข้อมูลอื่นๆ นอกเหนือจากข้อมูลรายได้ เช่น ข้อมูลด้านการใช้จ่ายต่างๆ ผ่านช่องทางดิจิทัล เพื่อประเมินความสามารถหรือความเต็มใจในการชำระหนี้

ดอลฟิน มันนี่ จากธนาคารกสิกรไทย (Dolfin Money | KBank) พร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป เป็นผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่ให้บริการโดยธนาคารกสิกรไทย ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ หรือบุคคลค้ำประกัน นำเสนอในรูปแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบผ่านแอปฯ Dolfin ครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยแนวคิด “ฮีโร่จัดให้ เบาใจคุณ” ให้ลูกค้าที่มี K PLUS อยู่แล้วสามารถ สมัครง่ายและเชื่อมต่อไปยืนยันการขอสินเชื่อได้ใน K PLUS โดยไม่ต้องสลับแอปฯ อนุมัติไวใน 5 นาที สินเชื่อที่ได้จะเป็นวงเงินพร้อมใช้ หากไม่ใช้วงเงินไม่เสียดอกเบี้ย ฟรีค่าธรรมเนียม ไม่ต้องพกบัตร ใช้วงเงินได้ทันทีผ่านแอปฯ Dolfin และ K PLUS  ลูกค้าที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อฯ และใช้สินเชื่อดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 2563 จนถึง 31 ม.ค. 2564  จะได้รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% นาน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อฯ

วิธีสมัครขอสินเชื่อ ดอลฟิน มันนี่ จากธนาคารกสิกรไทย
  • เลือกเมนู Dolfin Money บนแอปฯ Dolfin จากนั้นกดปุ่มยอมรับและสมัคร และกรอกเบอร์มือถือที่ใช้สมัครแอปฯ K PLUS กดปุ่มอนุญาต และสมัครต่อบนแอปฯ K PLUS
  • กดปุ่ม ยืนยัน เพื่อยินยอมการสมัครใช้บริการ Dolfin Money | KBank ตรวจสอบความถูกต้อง หรืออัปเดตข้อมูลส่วนตัว จากนั้นเลือกวิธีชำระเงินที่ต้องการ
  • เมื่อทำการสมัครเสร็จจะได้รับแจ้งจากระบบว่าธนาคารอยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณาข้อมูล
  • จากนั้นเมื่อวงเงินอนุมัติจะได้รับแจ้งเตือนผ่านแอปฯ Dolfin และ K PLUS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Dolfin Money | KBank บริการสินเชื่อดิจิทัลส่วนบุคคลผ่านแอป Dolfin ครั้งแรกในไทย first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

The Queen’s Gambit ซีรีส์ดังปลุกกระแสเล่นหมากรุก: หนังสือขายดี ยอดค้นหาเพิ่ม 9 เท่า

Brand Inside - 26 November 2020 - 09:37

ก่อนหน้านี้ Netflix ประกาศสถิติการรับชมซีรีส์เรื่อง The Queen’s Gambit ที่มีผู้ชมกว่า 62 ล้านราย ภายในระยะเวลา 28 วัน ซึ่งนับว่าเป็น Limited Series (ซีรีส์ที่จบภายในซีซัน) ที่มีผู้รับชมสูงสุดในขณะนี้

The Queen’s Gambit ภาพจาก Netflix

นอกจากสถิติการรับชมกว่า 62 ล้านครั้ง ภายในระยะเวลา 28 วัน อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถการันตีความนิยมของซีรีส์ The Queen’s Gambit ได้ นั่นคือ กระแสในโลกแห่งความจริงที่เกิดขึ้น

  • หนังสือ The Queen’s Gambit กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุด จากการจัดอันดับของ The New York Times อีกครั้ง หลังจากหนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์มานาน 37 ปี
  • จำนวนการค้นหาคำว่า “หมากรุก (Chess)” เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว ส่วนการค้นหาคำว่า “วิธีเล่นหมากรุก (How to play chess)” ก็เพิ่มขึ้นถึง 9 เท่าด้วยเช่นกัน
  • ยอดการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเล่นหมากรุกออนไลน์ Chess.com เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ซีรีส์ The Queen’s Gambit เปิดให้รับชมบน Netflix

นอกจากนี้ซีรีส์ The Queen’s Gambit ยังปลุกกระแสการเล่นหมากรุกขึ้นมาอีกครั้ง จากการรายงานของ Ebay เว็บไซต์ e-Commerce จากประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า มีผู้ค้นหาสินค้าที่เกี่ยวกับหมากรุก เพิ่มขึ้น 273% หลังจากที่ซีรีส์เรื่องนี้เปิดให้รับชมบน Netflix ได้ 10 วัน ส่วน Goliath Games ซึ่งเป็นร้านที่ขายอุปกรณ์เล่นเกม ก็สามารถขายชุดอุปกรณ์เล่นหมากรุก ได้เพิ่มขึ้น 170%

ส่วนเว็บไซต์ Chess24.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ถ่ายทอดสดการเล่นหมากรุก ก็รายงานว่า มีผู้สนใจที่จะเข้าชมการแข่งขันหมากรุกที่เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์, mashable, insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post The Queen's Gambit ซีรีส์ดังปลุกกระแสเล่นหมากรุก: หนังสือขายดี ยอดค้นหาเพิ่ม 9 เท่า first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

LDC เปิดคลินิกทันตกรรมรูปแบบใหม่ ชู No Touch for High Touch หวังปรับอีก 5 สาขาในปี 2564

Brand Inside - 26 November 2020 - 08:59

LDC หนึ่งในผู้นำคลินิกทันตกรรมของประเทศไทย ประกาศเปิดตัวสาขาต้นแบบ LDC The Next Normal ภายใต้แนวคิด No Touch for High Touch พร้อมเตรียมปรับสาขาเดิมให้เป็นรูปแบบใหม่อีก 5 แห่งภายในปี 2564

ldc

แนวคิดใหม่เพื่อการเติบโตยั่งยืน

วัฒนา ชัยวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอลดีซี เด็นทัล หรือ LDC แจ้งว่า สาขาต้นแบบแห่งใหม่จะตั้งอยู่ที่ LDC สาขารามอินทรา กม. 10 จุดเด่นของสาขารูปแบบใหม่คือการลดการสัมผัส เพิ่มความปลอดภัยในการรักษา ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพในยุค New Normal

“แม้ปัจจุบันธุรกิจทันตกรรมจะมีการแข่งขันด้านราคาสูง ทำให้การควบคุมคุณภาพทำได้ไม่ดี แต่นั่นไม่ใช่กลยุทธ์ของ LDC เพราะเราจะชูเรื่องความเชี่ยวชาญ ความเป็นทันตแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งการเปิดตัวสาขาใหม่แห่งนี้สนับสนุนกลยุทธ์ดังกล่าวเป็นอย่างดี และมีส่วนสนับสนุนให้ LDC เติบโตได้อย่างยั่งยืน”

ldcวัฒนา ชัยวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอลดีซี เด็นทัล หรือ LDC

สำหรับสาขารูปแบบใหม่ LDC วางแผนปรับเปลี่ยนสาขาเดิมอีก 5 สาขา วางงบลงทุนรวมไม่เกิน 10 ล้านบาท หรือสาขาละ 2-3 ล้านบาท โดยทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในปี 2564 และในปี 2563 จะมีเพียง 1 สาขาที่ปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่

ส่วนแนวโน้มธุรกิจทันตกรรมในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 บริษัทมองว่าจะฟื้นตัวต่อเนื่อง เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่ทุเลา และในไตรมาส 3 บริษัทมีรายได้ 121.69 ล้านบาท กำไรสุทธิ 4.36 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาส 2 แต่ภาพรวม 9 เดือนแรกมีรายได้รวม 331.24 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 17.43 ล้านบาท

สรุป

ถือเป็นการกลับมาเติบโตอีกครั้งของธุรกิจทันตกรรม เพราะช่วงวิกฤต COVID-19 ระบาด ธุรกิจดังกล่าวไม่สามารถให้บริการได้ ดังนั้นต้องคอยติดตามว่า LDC จะปรับปรุงอะไรหลังจากนี้อีก เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต และพลิกจากช่วงตกต่ำของวิกฤตได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post LDC เปิดคลินิกทันตกรรมรูปแบบใหม่ ชู No Touch for High Touch หวังปรับอีก 5 สาขาในปี 2564 first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

เจ้าของ Mercedes-Benz ตั้งเป้ายอดขายรถ Ultra luxury แบรนด์ Maybach เติบโตเท่าตัว

Brand Inside - 25 November 2020 - 18:30

COVID-19 ทำให้แบรนด์รถยนต์ประสบปัญหา แต่ไม่ใช่กับ Maybach รถยนต์ระดับ Ultra Luxury ของกลุ่ม Daimler เจ้าของ Mercedes-Benz ที่ยอดขายเติบโตต่อเนื่อง และเตรียมตั้งเป้ายอดขายเพิ่มเท่าตัว

mercedes maybach

ประเทศจีนดันยอดโตต่อเนื่อง

Diamler ได้แจ้งว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายแบรนด์ Maybach เพิ่มเท่าตัวในปีงบประมาณที่จะถึง หลังปีงบประมาณก่อนปิดยอดขายได้ 12,000 คัน เพราะช่วงเวลานี้ความต้องการใช้งาน Maybach ในประเทศจีนเริ่มไหลกลับมา รวมถึงการใช้งานในกลุ่มประเทศรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

สำหรับ Maybach มีราคาเริ่มต้นราว 1.73 แสนดอลลาร์สหรัฐ และสามารถปรับแต่งได้สูงสุดที่ 2.5 แสนดอลลาร์ โดยปัจจุบันมีทำตลาดหลักๆ คือรุ่น S-Class ที่อยู่บนพื้นฐานเดียวกับ Mercedes-Benz S-Class นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังเปิดตัวรุ่น GLS รถ SUV ที่อยู่บนพื้นฐานของ Mercedes-Benz GLS เช่นกัน

ขณะเดียวกันการเติบโตยังมาจากการนำ Maybach ไปใช้งานในกลุ่มลีมูซีน ทั้งใช้งานส่วนตัว และเป็นรถรับบริการ ซึ่งในประเทศจีนมีการนำไปใช้รูปแบบนีจำนวนมาก ที่สำคัญ Daimler ต้องการทำตลาดรถยนต์หรูให้เข้มข้นกว่าเดิม เพราะรถยนต์กลุ่มนี้สนับสนุนกลยุทธ์การทำกำไรของบริษัทในอนาคตได้ดี

นอกจาก Diamler ที่เน้นทำตลาด Maybach มากขึ้นหลังจากนี้ ทางคู่แข่งทั้ง Roll-Royce และ Bentley ต่างมียอดขายมากขึ้นเช่นกัน แสดงให้เห็นถึงความต้องการใช้งานรถหรูยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้โลก และภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่หลุดพ้นจากวิกฤต COVID-19

สรุป

Mercedes-Maybach เป็นรถยนต์ระดับ Ultra Luxury ที่ยังมีความต้องการตลอดเวลา แม้สถานการณ์เศรษฐกิจจะมีปัญหาก็ตาม แสดงให้เห็นถึงรถยนต์กลุ่มนี้ไม่ประสบปัญหาจากวิกฤต และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และแบรนด์อื่นๆ ก็พร้อมที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้เช่นเดียวกัน

อ้างอิง // BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เจ้าของ Mercedes-Benz ตั้งเป้ายอดขายรถ Ultra luxury แบรนด์ Maybach เติบโตเท่าตัว first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Maersk ชี้แจงกรณีตู้คอนเทนเนอร์ปิดถนนในไทย ไม่ใช่ของบริษัท ขายทิ้งไปแล้ว

Brand Inside - 25 November 2020 - 17:43
ตู้คอนเทนเนอร์ของ Maersk ที่ได้มีความพยายามในการลบชื่อแบรนด์ออกไปแล้ว ไม่ใช่ตู้ของบริษัท

หลังจากที่มีกรณีการนำเอาตู้คอนเทนเนอร์ที่มีสัญลักษณ์ของ Maersk ปิดเส้นทางหลายแห่งในกรุงเทพมหานาคร เช่น ถนนราชดำเนิน ถนนนครราชสีมา และอีกหลายเส้นทาง จนทำให้หลายฝ่ายสงสัยว่าบริษัท Maersk ได้สนับสนุนการกระทำดังกล่าวหรือไม่

ล่าสุด Maersk บริษัทขนส่งชื่อดังได้ออกมาชี้แจงผ่านทางทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการว่า หลังจากที่ได้เห็นรูปภาพตู้คอนเทนเนอร์ที่มีชื่อแบรนด์ Maersk ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย โดยใช้เพื่อกีดขวางเส้นทางในประเทศไทยขณะนี้ ตู้คอนเทนเนอร์ดังกล่าวไม่ได้อยู่ในครอบครองของบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากได้ขายออกสู่ตลาดให้กับบุคคลที่ 3 ไปแล้ว

We have seen from pictures on social media, that Maersk branded containers were used as barricades in recent unrest events in Thailand. These containers are not owned by Maersk, but sold in the open market to a third party.

— Maersk (@Maersk) November 25, 2020

ตู้คอนเทนเนอร์ของ Maersk ที่ได้มีความพยายามในการลบชื่อแบรนด์ออกไปแล้ว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Maersk ชี้แจงกรณีตู้คอนเทนเนอร์ปิดถนนในไทย ไม่ใช่ของบริษัท ขายทิ้งไปแล้ว first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

คุยกับผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง เน้นพัฒนาเครื่องมือช่วยลูกค้าลงทุนสะดวก ครบ จบในที่เดียว

Brand Inside - 25 November 2020 - 16:27

Brand Inside ได้พูดคุยกับ บรรณรงค์ พิชญากร หนึ่งในผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้าหลัง COVID-19 ทำให้หลักทรัพย์ บัวหลวง ต้องพัฒนาเครื่องมือช่วยลูกค้าลงทุนได้สะดวกมากขึ้น

บรรณรงค์ พิชญากรบรรณรงค์ พิชญากร – กรรมการผู้จัดการอาวุโส กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)

บรรณรงค์ พิชญากร กรรมการผู้จัดการอาวุโส กิจการค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ได้เล่าถึงพฤติกรรมของลูกค้า โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์วิกฤต COVID-19 ที่ผ่านมาทำให้ทุกคนต้องเรียนรู้สิ่งที่เกิดขึ้น และปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตใหม่ หลายคนนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เขาได้เน้นถึงจากการที่นักลงทุนหลายรายเริ่มหันมาซื้อขายหุ้นผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้น สะท้อนได้จากตัวเลขเปิดบัญชีหุ้นออนไลน์ของบริษัทที่เติบโตขึ้นประมาณ 40%

สิ่งที่เกิดขึ้นยังสะท้อนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และเข้ามามีบทบาทสำคัญ อย่างกว้างขวางในหลากหลายด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมถึงอุตสาหกรรมทางการเงิน ส่งผลทำให้บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ก็ต้องปรับเข้าหาเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น ซึ่งเขาได้กล่าวว่าหลายๆ งานในบริษัทหลักทรัพย์เองล่าสุดได้ใช้ระบบอัตโนมัติมากขึ้น เช่น การเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นหรือกองทุนผ่านระบบออนไลน์ บริการโอนเงิน บริการจองหุ้นเพิ่มทุน หรือหุ้น IPO ซึ่งหุ้นล่าสุดที่ได้ใช้งานบริการนี้คือ SCGP

สำหรับบริการให้กับลูกค้าซื้อขายหุ้นไทยนั้นมีบริการที่เพิ่มมาในปีนี้ เช่น

  1. ระบบส่งคำสั่งซื้อขาย e-Block Trade ตัวช่วยลงทุน ธุรกรรม Block Trade ที่ตอบโจทย์ รวดเร็ว ไม่มีสะดุด และสามารถกำหนดจุดเข้าและออก ผ่านการตั้งคำสั่ง Conditional Order ได้ง่ายไม่ยุ่งยาก และใช้เวลาในการสั่งซื้อลดลง
  2. ระบบออมหุ้นอัตโนมัติที่เน้นการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันทุกงวด

ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นนั้น บรรณรงค์ ยังได้เล่าถึงบริการใหม่ๆ ของ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ที่เพิ่มขึ้นมาให้กับลูกค้า เช่น  

  1. Global Signals เครื่องมือช่วยจับจังหวะทิศทางซื้อขายหุ้นต่างประเทศอย่างมืออาชีพ ผ่านการวิเคราะห์ทางเทคนิคด้วยกราฟ หรือ เครื่องมือ Indicators ยอดนิยมที่จะแสดงผลออกมาเข้าใจง่าย ด้วยจำนวนรูปของกระทิง (Bull Signals) และหมี (Bear Signals)
  2. Global Corporate Actions บริการแจ้งเตือนสิทธิประโยชน์หุ้นต่างประเทศทั้งในตลาดสหรัฐฯ ฮ่องกง และเวียดนาม ผ่านทาง E-mail และ SMS เพื่อลูกค้าจะได้ไม่พลาดข่าวสารของหลักทรัพย์ต่างประเทศที่ถือครอง

สำหรับเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ

  • บรรณรงค์ ได้เล่าถึงเรื่องสำคัญในการดูแลลูกค้าคือ อย่าทำให้ลูกค้าผิดหวัง ขณะเดียวกันในกรณีของนักวิเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นด้านใดเองก็ต้องมีเรื่องของความรับผิดชอบ เช่น การแนะนำการลงทุน ถ้าหากผิดทางก็ต้องชี้แจงได้ว่าผิดเพราะอะไร
  • บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ได้ใบอนุญาตด้านกองทุนส่วนบุคคลมาเพิ่ม บรรณรงค์ ชี้ว่าจะทำให้สามารถพัฒนานวัตกรรมอื่นๆ เพิ่มเติมและเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้าได้อีกมาก เช่น การทำ Asset Allocation ในหลากหลายสินทรัพย์ตั้งแต่ กองทุนรวม หุ้น หรือ ETF ฯลฯ รวมถึงพัฒนาบริการอื่นๆ ได้อีกมากขึ้น
  • ล่าสุดบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง มีบัญชีลูกค้ากว่า 450,000 ราย โดยปีนี้บรรณรงค์คาดว่าลูกค้าอาจเติบโตได้ถึงเกือบๆ 60,000 ราย จากปี 2019 ที่มีบัญชีลูกค้าอยู่ที่ 400,000 ราย
  • หนึ่งในบริการของ หลักทรัพย์ บัวหลวง ที่ลูกค้าเข้าใช้ประจำคือบริการ iTracker ที่ใช้ดูพอร์ตการลงทุน
  • สามารถอ่านบทความของ บรรณรงค์ เป็นประจำได้ที่ Brand Inside Opinion

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post คุยกับผู้บริหาร บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง เน้นพัฒนาเครื่องมือช่วยลูกค้าลงทุนสะดวก ครบ จบในที่เดียว first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Xiaomi ใช้กลยุทธ์ Smartphone × AIoT ดันรายรับไตรมาส 3 แตะ 72,200 ล้านหยวน โต 34.5%

Brand Inside - 25 November 2020 - 15:30

Xiaomi บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากประเทศจีนประกาศผลประกอบการไตรมาส 3 ว่ารายรับเติบโต 34.5% แตะ 72,200 ล้านหยวน กำไรสุทธิเพิ่ม 18.9% คิดเป็นมูลค่า 4,100 ล้านหยวน

xiaomiภาพจาก Shutterstock เติบโตอย่างยั่งยืนด้วยนวัตกรรม

ผลประกอบการ Xiaomi ไตรมาส 3 สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง ผ่านการใช้กลยุทธ์ Smartphone × AIoT โดยหนึ่งในนั้นมาจากการจัดส่ง Smartphone ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก คิดเป็นรายรับจากธุรกิจ 47,600 ล้านหยวน เพิ่มขึ้น 47.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ผ่านจำนวนส่งมอบ 46,600 ล้านเครื่อง

จำนวนดังกล่าวคิดเป็นส่วนแบ่ง 13.5% ในช่วงไตรมาส 3 ส่วน 10 เดือนแรกของปี 2563 ทาง Xiaomi จำหน่าย Smartphone ได้กว่า 8 ล้านเครื่องทั่วโลก ซึ่งความสำเร็จของกลุ่ม Smartphone มาจากกลยุทธ์ Dual Brand ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่มได้

ในทางกลับกัน สินค้ากลุ่ม IoT และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ยังปิดที่ 18,100 ล้านหนวน เพิ่มขึ้น 16.1% ส่วนรายรับจากฝั่งดังกล่าวในต่างประเทศเพิ่มถึง 56.2% มากที่สุดตั้งแต่ทำธุรกิจมา โดยอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อบนแพลตฟอร์มของ Xiaomi มีทั้งหมด 289.5 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 35.8% และมีจำนวนผู้ใช้กว่า 5 อุปกรณ์สูงถึง 5.6 ล้านคน

นอกจากนี้รายได้จากธุรกิจอินเทอร์เน็ตยังเพิ่มขึ้น 8.7% คิดเป็นมูลค่า 39,800 ล้านหยวน ซึ่งจากทั้งหมดนี้ทำให้รายรับจากต่างประเทศคิดเป็น 55.1% เป็นครั้งแรกตั้งแต่ทำธุรกิจมา แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการทำตลาดในหลายประเทศ

สรุป

การเติบโตของ Xiaomi นั้นยังก้าวกระโดดแม้ต้องเผชิญกับวิกฤต เพราะด้วยการมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และกระจายการทำตลาดไปทั่วโลก ชี้ให้เห็นว่าการใช้กลยุทธ์ Smartphone × AIoT คือสิ่งที่ถูกต้อง และต้องติดตามว่าจะมีสินค้าอะไรอีกที่ Xiaomi จะทำตลาดหลังจากนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Xiaomi ใช้กลยุทธ์ Smartphone × AIoT ดันรายรับไตรมาส 3 แตะ 72,200 ล้านหยวน โต 34.5% first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Pages