“แอสเซทไวส์” ทะยานสู่ความสำเร็จ ขาย IPO 206 ล้านหุ้น รับปี 64 พร้อมบุกตลาดอสังหาฯ คนรุ่นใหม่อย่างแข็งแกร่ง

Brand Inside - 28 min 57 sec ago

บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) (AssetWise) หรือ ASW ผู้นำด้านอสังหาริมทรัพย์ที่พัฒนาโครงการใหม่ๆ ตลอดช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมานี้ คนที่ติดตามข่าวสารอสังหาฯ จะรู้จักในนามโครงการ MODIZ (โมดิซ) ATMOZ (แอทโมซ) และ KAVE (เคฟ) ชูจุดเด่นด้านทำเลศักยภาพที่รองรับการขยายของเมืองและระบบคมนาคมเส้นทางใหม่  และไลฟ์สไตล์ที่เข้ากับคนยุคใหม่ 

และแม้วิกฤตโรคระบาดจะคงอยู่ยาวนาน แต่ ASW ก็ยังเดินหน้าการเปิดขายโครงการได้อย่างต่อเนื่อง วันนี้ ASW เดินหน้าทำแผนสร้างศักยภาพของบริษัทให้แข็งแกร่ง ด้วยการเสนอขายหุ้น IPO และนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปีนี้

AssetWise

เตรียมขาย IPO 206 ล้านหุ้นเสริมความแข็งแกร่ง

กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ทิศทางของ ASW ในปี 2564 ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่คุณภาพคับแก้วทั้งแนวสูงและแนวราบ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์แห่งยุคได้มากที่สุด พร้อมตั้งเป้าขยายตัวรุกตลาดคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง 

AssetWise

ASW มีแผนจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 206 ล้านหุ้น คิดเป็น 27.07% ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชําระแล้วทั้งหมดหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพและเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทฯ ทั้งนี้ ASW ได้รับอนุมัติแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2564 ที่ผ่านมา โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อเสนอขายหุ้น IPO และจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 

ลุยตลาดอสังหาฯ คนรุ่นใหม่ ตอบทุกโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมือง

กว่า 16 ปีที่ ASW เติบโตในฐานะบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รุ่นใหม่ที่เข้าใจตลาดเป็นอย่างดี และเป็นที่รู้จักใน 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ MODIZ (โมดิซ) ATMOZ (แอทโมซ) และ KAVE (เคฟ) 

และในปี 2564 นี้ ASW ก็ยังมุ่งเน้นการพัฒนาทำเลในกลุ่มตลาดบลูโอเชี่ยน เน้นทำเลใกล้มหาวิทยาลัย เนื่องจากมีกำลังซื้อที่มีสัญญาณดีต่อเนื่อง ผ่านการทำการตลาดตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่โดนใจหนุ่ม-สาวมหาวิทยาลัย ทั้งห้องดูหนัง, เล่นเกม, ร้องเพลง, พื้นที่ Co-Working Space ที่กว้างขวาง ตัวอย่างโครงการได้แก่ เคฟ ทาวน์ สเปซ (Kave Town Space) ย่านมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ โมดิซ ลอนซ์ (Modiz Launch) ย่านมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

AssetWise

ASW ชูคอนเซปต์ “คอนโดรีสอร์ทกลางเมือง” เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมจะโลดแล่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในแต่ละวันและสามารถคลิกสู่ “โหมดพักผ่อน” (Rest Mode) ได้ทันที ท่ามกลางบรรยากาศรีสอร์ทที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันร่มรื่น เงียบ สงบ และส่วนกลางขนาดใหญ่ บนทำเลศักยภาพ NEW CBD ที่มีความคล่องตัวในการเดินทางสูง สามารถเข้า-ออกได้หลากหลายเส้นทาง อาทิ โครงการแอทโมซ รัชดา – ห้วยขวาง (Atmoz Ratchada – Hauikwang) ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มเริ่มสร้างครอบครัวและกลุ่มคนเริ่มทำงานเป็นอย่างดี

AssetWise

AssetWise

มั่นใจก้าวต่อไปของแบรนด์ เติบโตอย่างยั่งยืน

กลุ่มบริษัท ASW มีบริษัทย่อยทั้งหมด 15 บริษัท ธุรกิจหลักคือ พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย มีทั้งโครงการอาคารชุดที่พักอาศัยประเภทคอนโดมิเนียม และโครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภทแนวราบ ได้แก่ บ้านเดี่ยว ทาวน์ โฮมและโฮมออฟฟิศ จำนวน 12 บริษัท ส่วนบริษัทย่อยอีก 3 บริษัท ประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้เช่า, รับฝากขายฝากเช่า 

ความภาคภูมิใจที่ผ่านมาของ ASW คือการได้รับรางวัล Top 10 Developers  จากเวทีใหญ่ระดับเอเชีย BCI ASIA AWARDS 2019 ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพและโดดเด่น จาก 3 โครงการเด่น ได้แก่ โครงการแอทโมซ ลาดพร้าว 71, โครงการแอทโมซ ลาดพร้าว 15 และ โครงการโมดิซ สุขุมวิท 50 ที่นอกจากสะท้อนคุณภาพและการใส่ใจในรายละเอียดแล้ว ยังคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

AssetWise

ทั้งหมดจึงเป็นคุณภาพของการอยู่อาศัยที่ ASW จัดเตรียมไว้ให้ผู้ซื้อ ตอกย้ำแบรนด์อสังหาริมทรัพย์ของคนรุ่นใหม่เพื่อคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีสังคมที่ดีในทุกๆ วัน

AssetWiseติดตามข่าวสารจาก ASW เพิ่มเติมได้ตามช่องทางดังนี้ 

Website: www.assetwise.co.th

Facebook: https://www.facebook.com/AssetWiseThailand

LINE: @assetwise (https://lin.ee/7PPfGRN)

Youtube: www.youtube.com/AssetwiseChannel

IG: www.instagram.com/assetwisethailand

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post “แอสเซทไวส์” ทะยานสู่ความสำเร็จ ขาย IPO 206 ล้านหุ้น รับปี 64 พร้อมบุกตลาดอสังหาฯ คนรุ่นใหม่อย่างแข็งแกร่ง first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

ขายแซนวิชในเซเว่น รายได้ 3,000 ล้าน NSL เตรียมเข้าตลาดหุ้นกลางปีนี้

Brand Inside - 1 hour 24 min ago

แซนวิชอบร้อน เป็นหนึ่งในสินค้าที่ขายดีที่สุดในเซเว่นอีเลฟเว่น เชื่อว่าหลายคนกินกันเป็นประจำ ผลิตโดย NSL ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสำเร็จรูป ตั้งเป้ารายได้ปี 64 กว่า 3,5000 ล้านบาท รวมถึงมีแผนเข้าตลาดหุ้นเดือน พ.ค.​ 64

NSL

ขายแซนวิชอบร้อน เติบโตไปพร้อมเซเว่น

สมชาย อัศวปิยานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็นเอสแอล ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) บอกว่า NSL ผลิตแซนวิชอบร้อนให้เซเว่นอีเลฟเว่นเพียงรายเดียว ไม่มีผลิตให้ร้านสะดวกซื้อรายอื่น ซึ่งเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมและขายดีเป็นอันดับ 1  มีกำลังการผลิตมากกว่า 1,250,000 ชิ้นต่อวัน โดยปัจจุบัน NSL มีสัดส่วนรายได้ 90% ร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่ง NSL มองว่าไม่ใช่ความเสี่ยงแต่เป็นการเติบโตไปพร้อมๆ กัน

ขณะเดียวกัน NSL กำลังพัฒนาแบรนด์สินค้าและธุรกิจให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น โดยมีการกระจายการลงทุนไปสู่ธุรกิจอาหารในรูปแบบอื่น โดยใช้ระบบ System Application and Products (SAP) เพื่อบริหารจัดการการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงวางแผนร่วมกับเซเว่นอีเลฟเว่น เสริมสินค้าในรูปแบบของเดลิเวอรี่และสินค้าที่ขายใน vending machine มีสินค้าอยู่ประมาณ 40 ตัว

NSL

ปีนี้ 3,5000 ล้าน เป้า 5 ปี 6,000 ล้าน

อนาคต NSL จะมีสัดส่วนรายได้ที่เกิดขึ้นใหม่จากร้านค้านอกเซเว่นอีเลฟเว่นมากขึ้น โดยตั้งเป้าเติบโตด้านรายได้ไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท ภายในเวลา 5 ปี (2564-2568) ที่เกิดจากธุรกิจอื่น (non 7-Eleven) ในสัดส่วน 30% และ 70% เป็นธุรกิจร่วมกับร้านเซเว่นอีเลฟเว่น

สำหรับรายได้ในปี 2563 สิ้นสุดไตรมาส 3 เดือนกันยายน 2563 บริษัทมีรายได้รวม 2,164.9 ล้านบาท โดยกลุ่มของเบเกอรี่และอาหารรองท้องคิดเป็น 94.5% ของรายได้ทั้งหมด ในส่วนของธุรกิจฟู้ด เซอร์วิสมีรายได้ 94.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 3 ของปีก่อนหน้า เนื่องจากเพิ่งซื้อธุรกิจนี้เข้ามาในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 สะท้อนให้เห็นทิศทางการเติบโตที่แข็งแกร่ง

ในปี 2564 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายให้เติบโตมากขึ้นจากเดิม จากการเพิ่มผลิตภัณฑ์ การลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ และการที่ธุรกิจเดิมเริ่มกลับมาเติบโตโดยตั้งเป้ารายได้ไม่ต่ำกว่า 3,500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 16%

NSL

ขยายธุรกิจอาหารสำเร็จรูปทุกรูปแบบ

สำหรับธุรกิจฟู้ด เซอร์วิส บริษัทฯ ได้ขยายการลงทุนเพิ่มเมื่อปี 2562 เนื่องจากเล็งเห็นโอกาสจากมูลค่าตลาดที่สูงถึง 20,000 ล้านบาท แต่ยังมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย เริ่มแรกจะเน้นนำเข้าสินค้าอาหารแช่แข็ง ได้แก่ เนื้อสัตว์แช่แข็ง อาทิ ปลาแซลมอน ปลาหิมะ เนื้อออสเตรเลีย หอยเชลล์

ส่วนในปีนี้มีการเพิ่มการลงทุนในส่วนของอาหารประเภท ready to cook และ ready to eat อาทิ การผลิตสูตรซอสอาหารสำเร็จรูปเพื่อส่งให้กับเชนร้านอาหารหรือโรงแรมต่างๆ เพื่อช่วยลดต้นทุนเนื่องจากไม่ต้องมีหัวหน้าพ่อครัว ให้บริการทุกร้านและสูตรของการให้บริการยังคงความเป็นมาตรฐานเดียวกัน  เนื่องจากบริษัทฯ มีความชำนาญและรู้แหล่งวัตถุดิบที่ดี พร้อมทั้งเชี่ยวชาญการแปรรูป

อย่ามองข้ามอาหารสุขภาพ เทรนด์มาแรง

พร้อมกันนี้ยังมีแผนขยายธุรกิจไปยังตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น โดยบริษัทฯ เตรียมแผนจะพัฒนาอาหารเพื่อสุขภาพเฉพาะกลุ่ม และอาหารสำหรับคนในแต่ละช่วงวัย ทั้งผู้สูงอายุและเด็ก ซึ่งจะเป็นอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน รวมไปถึงอาหารสำหรับผู้ป่วยที่เน้นรสชาติที่ถูกปากและความปลอดภัย จำหน่ายผ่านร้านโมเดิร์นเทรด คอนวีเนียนสโตร์ และผ่านช่องทางออนไลน์  เป็นต้น 

“ปัจจุบันบริษัทฯได้ขยายตลาดสินค้าที่มีนวัตกรรม โดยได้เป็นพันธมิตรกับนักธุรกิจที่ทำแป้งโปรตีนสูงจากจิ้งหรีดใน จังหวัดเชียงใหม่เพื่อมุ่งเน้นส่งออกไปยังต่างประเทศเป็นสินค้าประเภทเบเกอรี่และขนมขบเคี้ยว นอกจากนี้ยังมีแผนจะเพิ่มความหลากหลายของสแน็คเพื่อจับกลุ่มคนรักสุขภาพภายใต้แบรนด์ Natural Bites คาดว่าจะวางเริ่มวางจำหน่ายได้ในไตรมาส 2 ปี 2564”

ขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างเตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในไตรมาส 2 ปี 2564 โดยมีบริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด เป็นที่ปรึกษาด้านการเงิน 

NSL

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ขายแซนวิชในเซเว่น รายได้ 3,000 ล้าน NSL เตรียมเข้าตลาดหุ้นกลางปีนี้ first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

TV Direct ขายบนทีวีไม่พอแล้ว บุกออนไลน์ อีคอมเมิร์ซเต็มที่ ปั้นรายได้ 10,000 ล้านในปี 67

Brand Inside - 2 hours 12 min ago

โอ้ พระเจ้าจอร์จ มันยอดมาก! ประโยคติดหูเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ จากรายการขายสินค้าบนทีวีของ TV Direct ที่มาถึงวันนี้อาจต้องปัดฝุ่นใหม่ และไม่ได้อยู่แค่บนทีวี แต่ต้องบุกหนักในโลกออนไลน์ อีคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจ

ทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD บอกว่า หลังจากมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ได้วางนโยบายขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Harmonized Channel ใช้ทุกศักยภาพ ได้แก่ ทีวีโฮมช้อปปิ้ง คอลล์เซ็นเตอร์ ร้านค้าปลีก TVD Shop และอีคอมเมิร์ซ เพื่อผลักดันการเพิ่มยอดขายจากช่องทางออนไลน์อย่างเต็มตัว

เพราะพฤติกรรมคนซื้อของออนไลน์มากขึ้น สามารถซื้อขายกันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ใช้ต้นทุนที่ต่ำลงเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่กว้างขึ้น จากเดิมกลุ่มลูกค้าจะเป็นคนดูทีวีเป็นหลัก ทำให้ตอนนี้กว้างขึ้นด้วยออนไลน์ โดยปัจจุบัน TVD มีสัดส่วนยอดขายจากออนไลน์ 8% ตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 15% ในปี 64 และเพิ่มเป็น 50% ในปี 66

สำหรับมูลค่าตลาดโฮมช้อปปิ้งในประเทศไทย อยู่ที่ 16,000 ล้านบาท มีการเติบโตเฉลี่ย 20-30% มาตลอด แต่คาดว่าจะเหลือ 10% ในปีนี้ เพราะออนไลน์มาแรงมาก

บุกทุกช่องทาง สร้างยอดขาย

สำหรับช่องทางออนไลน์ ไม่ได้มีแค่อีคอมเมิร์ซ www.tvdirect.tv และแอปพลิเคชั่นเท่านั้น แต่มี Social Commerce เช่น TikTok รวมถึงความร่วมมือกับพันธมิตร momo.com ผู้ให้บริการโฮมช้อปปิ้งและอีคอมเมิร์ซรายใหญ่จากไต้หวัน นำเทคโนโลยีและฟีเจอร์ใหม่ๆ มาใช้งาน

สำหรับช่องทางการขายอื่นๆ ปัจจุบันมีทีวีดาวเทียมทั้งหมด 28 ช่อง โดยวางตำแหน่งทางการตลาดของแต่ละช่องใหม่เป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มสินค้าราคาย่อมเยา 2.กลุ่มสินค้าจับตลาดกลาง–บน 3.กลุ่มสินค้าฟิตเนสเพื่อออกกำลังกาย 4.กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน 5.กลุ่มสินค้าสำหรับตลาดแมสในราคาเข้าถึงได้ เสมือนยกธุรกิจค้าปลีกมาอยู่ในทีวีโฮมช้อปปิ้ง และ 6.กลุ่มสินค้าแบรนด์เนม

ขณะเดียวกัน จะรุกเพิ่มจำนวนคอลล์เซ็นเตอร์เป็น 500 ราย จากสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 300 ราย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเข้าถึงฐานลูกค้าเดิมของ TVD ที่มีอยู่กว่า 10.1 ล้านราย และรุกขยายฐานลูกค้าใหม่เพื่อหวังผลในการสร้างยอดขายช่องทางออนไลน์ นอกจากนี้มีแผนพัฒนาร้านค้าปลีก TVD Shop โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเลือกซื้อสินค้าแก่ผู้บริโภคและต่อยอดสู่การตัดสินใจซื้อในช่องทางออนไลน์

ทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVDทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ล็อคดาวน์ ทำให้คนกลับมาดูทีวีเพิ่มขึ้น

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2563 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 28.34 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111.81% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 13.38 ล้านบาท โดยมีปัจจัยมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์และมาตรการเคอร์ฟิว นำมาสู่การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานที่บ้าน (Work From Home) ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น จากการที่ลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรมมารับชมและเลือกซื้อสินค้าทางทีวีโฮมช้อปปิ้งในช่วงล็อกดาวน์ ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้เพิ่มประสิทธิภาพบริหารและควบคุมค่าใช้จ่าย

ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 3,736.95 ล้านบาท ชะลอตัวจากปี 2562 ที่มีรายได้รวม 4,280.55 ล้านบาท เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้าและผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับหลังสิ้นสุดมาตรการล็อกดาวน์ทำให้ยอดสั่งซื้อสินค้าทางทีวีโฮมช้อปปิ้งลดลงเล็กน้อย

TVD คาดว่า ปี 64 ด้วยกลยุทธ์ทั้งหมดจะทำให้กลับมามีรายได้รวม 4,000 ล้านบาทอีกครั้ง และจากแผนบุกทุกช่องทางจำหน่าย จะมีเป็น 10,000 ล้านบาทในปี 67

ลุยลงทุนสตาร์ทอัพ สร้าง Tech Company

อาทิตย์ น้อยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอบีพีโอ จำกัด (ABPO) ในเครือ TVD กล่าวว่า การก้าวสู่ Tech Company จะมี ABPO ทำหน้าที่ลงทุนใน BLOCKFINT บริษัท FINTECH สตาร์ทอัพ และ Blockchain Technology ผู้พัฒนาระบบซอฟท์แวร์ แอปพลิเคชันสำหรับการสร้าง Neo Banking (ธนาคารดิจิทัลในโลกออนไลน์) ซึ่งเป็นระบบธนาคารรูปแบบใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงการดำเนินธุรกิจธนาคารในอนาคต และ บริษัท EAT LAB ผู้พัฒนาระบบ AI Core Tech เพื่อช่วยผู้ประกอบการร้านอาหารต่างๆ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค การพัฒนาโปรโมชั่นที่สามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“บริษัทฯ มีแผนงานเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพต่างๆ มากขึ้น โดยให้ความสนใจขยายการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพด้าน Food Ordering (สั่งอาหาร) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนและก้าวสู่การเป็น Tech Company พร้อมทั้งมีเป้าหมายในอนาคตที่จะนำ ABPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อไป”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post TV Direct ขายบนทีวีไม่พอแล้ว บุกออนไลน์ อีคอมเมิร์ซเต็มที่ ปั้นรายได้ 10,000 ล้านในปี 67 first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

บทเรียนธุรกิจจาก Tony Woodsome ทักษิณสร้างตัวอย่างไร

Brand Inside - 3 hours 44 min ago

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้ามาเล่าประวัติการสร้างเนื้อสร้างตัว ผ่านแอพ Clubhouse ที่จัดโดยกลุ่ม CARE โดยใช้ชื่อว่า Tony Woodsome

พ.ต.ท.ทักษิณ เล่าว่าตัวเองเรียนจบปริญญาเอก กลับมาจากอเมริกาตอนอายุ 29 พออายุ 30-31 เริ่มคิดว่าจะทำอะไรดี ตอนแรกไม่มีทุนเลย เลยดูธุรกิจของตระกูลที่ทำผ้าไหม ยืมผ้าไหมสต๊อกมาขายก่อน เซ้งหน้าร้านมาทำ ขายไม่ออกเลย ทำได้อาทิตย์เดียวเลยไปหาอย่างอื่นทำแทน

จากนั้นเจอเพื่อนที่ทำหนัง Five Star Productions บวกกับพี่สาวมีธุรกิจโรงหนังที่เชียงใหม่ เลยนำหนังเรื่อง “บ้านทรายทอง” ไปฉายที่โรงหนังภาคเหนือ ลงทุนครั้งแรก 1 ล้านบาท ได้กำไร 1 ล้านบาท แต่ภายหลังหมดตัว เพราะหนังไม่ได้ดังทุกเรื่อง และโดนบังคับซื้อหนังเป็น “บล็อค” ต้องซื้อหนังหลายเรื่องเป็นชุด

ถัดมา ไปซื้อตึกแถวพร้อมโรงหนังแถวราชวัตร เพื่อจะทำคอนโด ซึ่งถือเป็นรายแรกๆ ของไทยในยุคนั้น แต่เจอปัญหาเรื่องกฎหมายผังเมืองเปลี่ยนพอดี ทำให้คอนโดต้องลดแบบจาก 18 ชั้นเหลือ 7 ชั้น พอเริ่มโฆษณา ค่าโฆษณาก็กินหมด เลยไปขอซื้อคืนมาทำเป็นอพาร์ทเมนต์แทน หนี้สินรุงรัง เช็คเด้ง ถึงขั้นโดนหมายจับ ต้องอาศัยแลกเช็คประทังตัวรอดไปทีละสัปดาห์ ชีวิตเต็มไปด้วยความเครียด

บทเรียนของเรื่อง “โง่มาก่อนฉลาด” คือ เอาความชินเข้าว่า ทำผ้าไหมเพราะที่บ้านมีผ้าไหม ทำโรงหนังเพราะที่บ้านมีโรงหนัง

พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า “ความโง่” คือไม่มีไอเดีย ทำสุกเอาเผากิน ไม่มีวิสัยทัศน์ เป็นบทเรียนของการทำธุรกิจในช่วงแรก

ยุคหลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ หันมาทำธุรกิจเครื่องคอมพิวเตอร์เมนเฟรมของ IBM จากปัญหาว่ารัฐบาลไม่สามารถจ่ายค่าเช่าเป็นเงินดอลลาร์ได้ จึงแก้ปัญหาโดยซื้อเครื่องจาก IBM มาให้รัฐบาลเช่าเป็นเงินบาทแทน ลงทุนประมาณ 10 ล้านโดยอาศัยคุณหญิงพจมานไปแลกเช็คให้บางส่วน และกู้เงินจากธนาคารทหารไทยอีกบางส่วน เอารายได้ในอนาคตไปค้ำประกัน (securitization)

ธุรกิจ IBM พอให้ลืมตาอ้าปากได้บ้าง แต่ยังเป็นหนี้ เลยมองหาธุรกิจใหม่ไปทำด้านสื่อสาร ที่สามารถเก็บเงินสดเป็นรายเดือนมาหมุนได้ง่ายกว่า จึงกลายเป็นธุรกิจ Paclink และ Phonelink ในเวลาถัดมา จนประสบความสำเร็จกลายเป็นผู้นำในวงการสื่อสารของประเทศไทยได้

พ.ต.ท.ทักษิณ มาล้างหนี้ได้หมดจริงๆ ตอนนำบริษัทชินคอร์ป (อินทัชในปัจจุบัน) เข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยค้นพบว่าต้องปรับระบบบัญชีให้ถูกต้อง โปร่งใส แล้วเอาหุ้นที่มีไปขอสินเชื่อก่อน เพื่อนำเงินสดมาเติมในบริษัทให้ครบก่อน สุดท้ายเอาหุ้นเข้าตลาดได้ตอนอายุ 40 ปี ตอนอายุ 43 มีทรัพย์สินมูลค่า 6 หมื่นล้านบาท

พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าการเรียนรู้ธุรกิจใหม่ๆ เป็นสิ่งสำคัญมาก ตนเองไม่ได้จบสายวิศวะมา แต่ก็เรียนรู้ธุรกิจสื่อสาร-โทรคมนาคมด้วยตัวเองทุกอย่าง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post บทเรียนธุรกิจจาก Tony Woodsome ทักษิณสร้างตัวอย่างไร first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

ศึกชิง Tesla: เมื่ออินเดียจีบ Elon Musk บอกว่า ผลิตได้ถูกกว่าจีน แต่ใครจะเป็นผู้ชนะในศึกนี้?

Brand Inside - 5 hours 29 min ago

ความขัดแย้งของจีนและอินเดียดูเหมือนจะลามมาถึงสนามการค้าการลงทุน เพราะล่าสุด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของอินเดียให้สัญญากับ Tesla ยกใหญ่ว่าถ้ามาผลิตรถในอินเดียจะประหยัดกว่าลงทุนในจีนแน่นอน

Elon MuskElon Musk ภาพจาก Shutterstock

Nitin Gadkari รมว.คมนาคม อินเดียให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า อินเดียพร้อมที่จะมอบสิทธิประโยชน์ให้กับทาง Tesla บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเจ้าดัง เพื่อรับประกันว่าต้นทุนการผลิตของ Tesla จะต่ำกว่าการผลิตในประเทศจีน

Tesla เพิ่งจดทะเบียนบริษัทในอินเดียในเดือนที่ผ่านมา โดยมีแผนจะเริ่มต้นธุรกิจในอินเดียด้วยการนำเข้าและจัดจำหน่ายหลังจากนั้นจึงพิจารณาเรื่องการตั้งโรงงานประกอบต่อไป แต่ดูเหมือนอินเดียจะมองไปไกลกว่านั้น เพราะ Gadkari กล่าวเองในการสัมภาษณ์ว่า “แทนที่จะเข้ามาประกอบรถในอินเดีย Tesla สามารถผลิตรถทั้งคันในอินเดีย แล้วหลังจากนั้นเราจึงสามารถมอบสิทธิประโยชน์ที่มากกว่านี้ได้” 

โดยรัฐบาลอินเดียจะรับประกันว่า หาก Tesla เข้ามาผลิตรถยนต์ในอินเดีย จะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่าที่อื่นในโลก หรือแม้แต่ประเทศจีนก็ตาม ทั้งนี้ เขายังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของนโยบายสนับสนุนการลงทุนใดๆ

อินเดียชูจุดเด่น ตลาดใหญ่ ส่งออกดี ผลิตแบตเตอรี่เองได้

นอกจากนโยบายสนับสนุน Gadkari กล่าวว่า Tesla จะได้รับประโยชน์จากการที่อินเดียเป็นตลาดขนาดใหญ่ และสามารถเป็นศูนย์กลางการส่งออกให้ Tesla ได้ แต่ที่พิเศษกว่านั้นคือ อินเดียสามารถผลิตส่วนประกอบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าได้เองในประเทศมากกว่า 80% ของที่ใช้อยู่ทั้งหมด

ตอนนี้ อินเดียกำลังร่างชุดนโยบายสนับสนุนการลงทุนสำหรับผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์อยู่ และสำหรับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า อินเดียก็กำลังจัดตั้งหน่วยผลิตแบตเตอรี่ระดับสูง แต่ยังไม่มีการสรุปในรายละเอียด

อินเดียยังสู้กับจีนหมัดต่อหมัดได้ยากอยู่

แม้ประชากรอินเดียจะแตะหลัก 1 พันล้านเหมือนจีน เรียกได้ว่ามีขนาดตลาดใหญ่สูสีกัน แต่เมื่อดูในรายละเอียดแล้ว ในปีที่ผ่านมา อินเดียขายรถยนต์ไฟฟ้าได้แค่ 5,000 คัน จากยอดขายรถยนต์ทั้งหมด 2.4 ล้านคัน 

เทียบกับจีนแล้ว จีนขายรถยนต์ไฟฟ้าได้ 1.25 ล้านคัน จากยอดขายรถยนต์ทั้งหมด 20 ล้านคัน เรียกได้ว่ากำลังการบริโภคโดยรวมยังเป็นรอง และความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้าต่างกันลิบลับ ประเด็นนี้อาจเป็นหนึ่งในข้อพิจารณาสำหรับ Tesla เพราะตลาดภายในสำหรับรถไฟฟ้ายังอยู่ในวงจำกัด

แถมเมื่อเทียบกับจีน อินเดียยังไม่มีนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าที่ครอบคลุม ไม่มีแผนสนับสนุนในภาพใหญ่จากรัฐบาล ทำให้โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตไม่ครอบคลุมเพียงพอ รถไฟฟ้าจึงอาจยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนอินเดีย ส่วนในมุมของผู้ผลิต ก็อาจทำให้การเข้าไปลงทุนไม่คล่องตัวเท่าในจีน

Elon Musk คือนายทุนอเมริกันคนโปรดของจีน

ที่สำคัญที่สุด ความสัมพันธ์ระหว่าง Tesla กับจีนอยู่ในระดับดีมาก ถึงขนาดที่ว่า Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ได้ชื่อว่าเป็นนายทุนต่างชาติคนโปรดของจีน เมื่อบริษัทเปิดโรงงานผลิตนอกสหรัฐฯ แห่งแรกในเซี่ยงไฮ้ บริษัทก็ได้สิทธิกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำจากจีน แถมมีการแก้กฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกให้เข้ามาลงทุนโดยเฉพาะ

Tesla ได้รับสิทธิประโยชน์มหาศาลจากทางการจีนไม่เว้นแม่แต่ในช่วงโควิด ชนิดที่ว่าแม้แต่วิกฤติโควิดก็ไม่สามารถหยุดการผลิตของ Tesla ในจีนให้ตกต่ำลงได้ แถมจีนยังเป็นแหล่งรายได้เกือบ 20% ของ Tesla ในปีที่ผ่านมา

ความพยายามในการแย่งชิง Tesla และนายทุนต่างชาติคนโปรดไปจากจีนจึงไม่ใช่งานง่ายสำหรับอินเดีย

ที่มา – SCMP (1) (2), Fox Business

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ศึกชิง Tesla: เมื่ออินเดียจีบ Elon Musk บอกว่า ผลิตได้ถูกกว่าจีน แต่ใครจะเป็นผู้ชนะในศึกนี้? first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

ส่องเมนู MK ปี 2564 ในวันที่กำไรลดลง 65% อาหารจานเดียวอาจเป็นคำตอบ

Brand Inside - 5 hours 46 min ago

ใครที่เดินเข้าร้าน MK ทุกวันนี้ จะได้เจอคำถาม “จะทานเป็นสุกี้ หรือเลือกทานอาหารจานเดียว” สะท้อนการปรับตัวแบรนด์สุกี้เจ้าใหญ่ของไทย

Brand Inside เลยจะพาไปชม MK Restaurant ร้านสุกี้เจ้าดัง ที่เผชิญกับสถานการณ์โควิด-19 กำไรลดลงกว่า 65% กับแนวทางการปรับตัวหันไปขายอาหารจานเดียว จัดชุดอาหารขายในราคาที่เป็นมิตรมากขึ้น

MKMK Restaurant ภาพจาก Shutterstock

MK Restaurant ร้านสุกี้เจ้าดัง ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2529 จนปัจจุบันมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 458 สาขาทั่วประเทศ (ในจำนวนนี้ เป็น MK Gold 5 สาขา และ MK Live 4 สาขา) โดยมีแบรนด์รองลงมา คือ ยาโยอิ ที่มีสาขา 194 แห่ง และแบรนด์ร้านอาหารอื่นๆ ในเครือ เช่น มิยาซากิ, ฮากาตะ ราเมน และแหลมเจริญซีฟู้ด เป็นต้น

เมื่อพูดถึง MK สิ่งแรกๆ ที่เราจะนึกถึงคือ “สุกี้” จนเป็นคำติดปากว่า กินเอ็มเค ก็คือ กินสุกี้ เป็นภาพจำของคนไทยไปแล้วว่า MK เท่ากับร้านสุกี้ แต่อย่างไรก็ตามในยุคที่โควิด-19 ระบาด ดูเหมือนจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ง่ายนักสำหรับ MK

MK เอ็มเค

โควิดกระทบหนัก MK กำไรลดลง 65%

ก่อนจะไปดูอาหารจานเดียว มาดูผลประกอบการ ปี 2563 MK มีรายได้รวมทั้งสิ้น 13,622 ล้านบาท ลดลงจากในปี 2562 ก่อนโควิด-19 จะระบาด ที่มีรายได้ 17,739 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนที่ลดลง 23% โดยรายได้นี้ มาจากร้านอาหาร MK ในสัดส่วน 74% ส่วนกำไรสุทธิในปี 2563 อยู่ที่ 907 ล้านบาท ลดลงจากในปี 2562 ที่เคยได้กำไรสุทธิ 2,604 ล้านบาท หรือลดลง 65%

ปี 2563 ถือเป็นวิบากกรรมของร้านอาหารแทบทุกราย เพราะมีช่วงล็อกดาวน์ต่อเนื่อง ยาวนาน และหลายระลอก มีมาตรการควบคุมที่ร้านต้องปฎิบัติตาม บางร้านต้องปิดชั่วคราวไประยะหนึ่ง เมื่อเปิดร้านได้แล้วก็ยังไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ ต้องมีการจัดที่นั่งแบบเว้นระยะห่างทำให้รับลูกค้าได้น้อยลง

ในอีกด้านหนึ่งความมั่นใจของลูกค้าที่หายไป ยังไม่พร้อมที่จะออกมากินอาหารนอกบ้าน รวมถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่เป็นเหมือนลูกโซ่กระทบกับการจับจ่ายใช้สอยของคน

“อาหารจานเดียว” วิธีปรับตัวของ MK ในยุคโควิดระบาด

ช่วงปี 63 MK มีการนำผักออกมาจำหน่ายหน้าร้าน โดยระบุว่าเป็นผักปลอดสารพิษที่ทางร้านใช้เป็นประจำ ซึ่งได้รับความสนใจระดับหนึ่ง แต่สุดท้ายร้านอาหารก็อยู่ได้ด้วยลูกค้าที่มาใช้บริการ และเมื่อ สุกี้ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในยุคโควิด

ดังนั้น จะพบว่าวิธีการขายของ MK เปลี่ยนไป ด้วยคำถามว่า “จะทานเป็นสุกี้ หรือเลือกทานอาหารจานเดียว”

MK

เมื่อเปิดดูเมนูของ MK มีเมนูอาหารที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ได้มีแค่สุกี้เป็นหลักเหมือนในอดีตอีกแล้ว แม้ว่า MK จะมีอาหารจานเดียวขายมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่ในปัจจุบันเมนูอาหารจานเดียวมีความหลากหลายมากขึ้น เช่น ข้าวหน้าหมูชาบู ราคา 89 บาท ข้าวหน้าเนื้อ US ราคา 129 บาท หรือข้าวกระเทียมราคา 89 บาท

เมนูเล่มหลักก็มีอาหารจานเดียวอยู่เช่นกัน ได้แก่ อาหารจานเดียวประเภทข้าว เช่น ข้าวหมูแดง ข้าวหมูกรอบ  ข้าวหน้าเป็ด ข้าวไก่ตุ๋น เนื้อเปื่อยฮ่องกง ข้าวอบจักรพรรดิ และซี่โครงหมูนึ่งเต้าเจี้ยว โดยมีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 84 บาท ไปจนถึง 220 บาท

MK

ส่วนเมนูอาหารจานเดียวประเภทบะหมี่ และเกี๊ยวของ MK ที่มีขายมาอย่างยาวนานก็ยังคงอยู่เช่นเดียวกัน เช่น บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง บะหมี่เป็ดย่าง บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง+หมูแดง บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง+หมูกรอบ บะหมี่เกี้ยวกุ้ง+เนื้อเปื่อยฮ่องกง และบะหมี่เกี๊ยวกุ้ง+ซี่โครงหมูนึ่งเต้าเจี้ยว ในราคาตั้งแต่ 92 บาท ไปจนถึง 104 บาท

MK

นอกจากเมนูอาหารจานเดียวแล้ว เมนูสุกี้ MK ก็ไม่ได้หายไปไหน ยังมีให้เลือกสั่งอยู่เช่นเดิม แต่มีการจัดเป็นชุดสุกี้เพื่อเพิ่มความคุ้มค่ามากกว่าในอดีต ที่เรามักต้องสั่งแยกเป็นรายการตามที่อยากกิน ซึ่ง MK ใช้ชื่อชุดสุกี้นี้ว่า “ชุดสุดคุ้ม XL” ราคาเริ่มต้น 399-799 บาท โดยในชุดราคา 399 บาท ถือว่าคุ้มค่าที่สุดเพราะถูกลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับการสั่งแยก

สรุป

ในยุคที่โควิด-19 ระบาด ร้านอาหารดูเหมือนจะเป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนักอยู่ไม่น้อย จนร้านอาหารต้องหาวิธีปรับตัวในการดึงให้คนกลับเข้ามาในร้านให้ได้มากที่สุด การหันมาเน้นเมนูอาหารจานเดียวของ MK ก็นับว่าเป็นวิธีที่จะช่วยดึงลูกค้าได้มากกว่ากลุ่มคนที่ต้องการทานสุกี้ ส่วนเมนูสุกี้ที่จัดเป็นชุดก็ตอบโจทย์ในการดึงดูดลูกค้าที่ต้องการทานสุกี้ที่มีราคาย่อมเยามากกว่าเดิม จากเดิมที่อาจต้องเสียเงินหลักพันบาท ก็เหลือจ่ายเพียงไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น

ข้อมูลจาก – MK

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ส่องเมนู MK ปี 2564 ในวันที่กำไรลดลง 65% อาหารจานเดียวอาจเป็นคำตอบ first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

เปิดทรัพย์สินคนดังในยุคโควิด-19 ตัวแม่นักร้องเพลงป็อประดับโลก “รวย” แค่ไหน

Brand Inside - 2 March 2021 - 19:00

เปิดทรัพย์สินคนดัง ตัวแม่นักร้องเพลงป็อประดับโลก รวยแค่ไหนในยุคที่โควิด-19 ระบาด ตามการจัดอันดับของ Forbes Self-made Woman 2020

เป็นธรรมดาที่ทุกๆ ปี นิตยสาร Forbes จะมีการจัดอันดับบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในสาขาต่างๆ ตามการประกอบกาชีพ และอุตสาหกรรม ซึ่งบุคคลที่รวยที่สุดในโลกคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งบริษัท Amazon e-Commerce ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ที่มีทรัพย์สินรวมกว่า 1.92 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5.72 ล้านล้านบาท

ในทางตรงกันข้ามกับมหาเศรษฐีที่รวยจากการทำธุรกิจต่างๆ ที่อยู่ในวงการเทคโนโลยี, e-Commerce, การเงิน การลงทุน และธนาคาร อาชีพนักร้องก็เป็นอาชีพที่สร้างผลตอบแทนจำนวนมหาศาลได้เช่นเดียวกัน

โดยในปี 2020 ที่ผ่านมา นิตยสาร Forbes ได้จัดอันดับ Forbes Self-made Woman 2020 ซึ่งมีนักร้องเพลงป็อปหญิงติดอยู่ใน 100 อันดับแรก โดย Brand Inside ได้คัดเลือกอันดับของนักร้องเพลงป็อปหญิงที่มีทรัพย์สินมากที่สุด ดังนี้

Rihanna: แม่ค้าสาวเจ้าของอาณาจักร Fenty

Rihanna นักร้องสาววัยในวัย 32 ปี กลายเป็นนักร้องเพลงป็อปหญิงที่มีทรัพย์สินรวมมากที่สุดในโลก อยู่ที่ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท

Rihanna แม้จะเป็นที่รู้จักจากการเป็นนักร้องหญิงระดับโลก แต่ความจริงแล้วในช่วงหลังแฟนๆ ไม่ค่อยได้เห็นเธอทำผลงานเพลงมากเท่าไหร่นัก เพราะเธอทุ่มเทพลังงานไปกับการเป็น “แม่ค้าสาว” ปั้นแบรนด์ในอาณาจักร Fenty ของเธอ ซึ่งมีทั้งเครื่องสำอางในแบรนด์ Fenty Beauty, ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ในแบรนด์ Fenty Skin และ Savage x Fenty ซึ่งเป็นแบรนด์สินค้าประเภทชุดชั้นในของ Rihanna

โดยแบรนด์ Savage x Fenty เพิ่งจะกลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาทไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้

Madonna ภาพจาก Shutterstock Madonna: นักร้องไอคอนในยุค 80

Madonna นักร้องสาววัย 62 ปี เป็นนักร้องไอคอนแห่งยุค 1980 จนได้รับฉายาจากแฟนคลับว่า Queen of Pop ในช่วงเวลานั้น โดยเธอมีทรัพย์สินรวม 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.65 หมื่นล้านบาท

ตลอดชีวิตในเส้นทางนักร้องอาชีพของ Madonna เธอสามารถสร้างรายได้รวมไปแล้วกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท สื่อบันเทิงต่างประเทศบางแห่งถึงกับให้เครดิตว่าเธอคือศิลปินที่สร้างอิทธิพลให้กับศิลปินหญิงรุ่นใหม่ๆ อย่าง Britney Spears, Shakira และ Lady Gaga

Celine Dion ภาพจาก Shutterstock Celine Dion: เจ้าของเพลง My Heart Will Goes on

Celine Dion นักร้องสาวชาวแคนาดา ในวัย 52 ปี เจ้าของเพลงในตำนานอย่าง My Heart Will Goes on ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Titanic เมื่อปี 1997 โดยเธอสามารถขายอัลบั้มรวมแล้วกว่า 220 ล้านชุดทั่วโลก ตลอดระยะเวลาการทำงานของเธอ

ในปัจจุบันเธอมีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 455 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.36 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงปลายยุค 90 เธอเป็นนักร้องหญิงที่ทำเงินมากที่สุดอันดับ 2 เป็นรองเพียง Spice Girl เท่านั้น

Beyoncé Knowles ภาพจาก Shutterstock Beyoncé Knowles

Beyoncé Knowles นักร้องสาวในวัย 39 ปี มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 420 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.26 หมื่นล้านบาท

Beyoncé เข้าสู่วงการนักร้องตั้งแต่ช่วงยุค 1990 แต่โด่งดังและเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากอัลบั้ม Dangerously in Love ในปี 2003 โดยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเธอสามารถทำยอดขายอัลบั้มเพลงของเธอไปได้แล้วกว่า 30 ล้านชุด นอกจากนี้เธอยังเป็นหนึ่งในนักร้องหญิงที่สามารถทำเงินได้มากที่สุดในแต่ละปี ตั้งแต่ช่วงปี 2008-2018 อยู่หลายๆ ครั้ง

Barbra Streisand ภาพจาก Shutterstock Barbra Streisand

Barbra Streisand นักร้องชาวอเมริกันในวัย 78 ปี มีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยเธอทำงานอยู่ในวงการบันเทิงมานานกว่า 60 ปี เป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง นักแสดง และผู้ผลิตภาพยนตร์

นอกจากนี้เธอยังเปิดบริษัท Barwood ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง The Prince of Tides ที่สามารถสร้างรายได้ได้กว่า 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.2 พันล้านบาท

NEWARK, NEW JERSEY – AUGUST 26: Taylor Swift attends the 2019 MTV Video Music Awards at Prudential Center on August 26, 2019 in Newark, New Jersey. (Photo by Jamie McCarthy/Getty Images for MTV) Taylor Swift จากคันทรี่ สู่เพลงป็อป

Taylor Swift นักร้องเพลงป็อปสาวชาวอเมริกันในวัย 31 ปี มีทรัพย์สินรวม 365 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาท เธอเดบิ้วเข้าสู่วงการเพลงคันทรี่ตั้งแต่ปี 2006 กับค่ายเพลง Big Machine Record ในขณะนั้นเธอมีอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น แต่ด้วยความสามารถที่ทำได้ทั้งร้องเพลง และแต่งเพลงเอง ทำให้เธอมีชื่อเสียงโด่งดังก่อนจะเปลี่ยนแนวเพลงมาเป็นป็อปเต็มตัว

ในระหว่างเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายน 2018 เธอได้จัดทัวร์คอนเสิร์ตในอัลบั้ม Reputation ตลอดระยะเวลา 6 เดือน เธอสามารถสร้างเงินจากคอนเสิร์ตได้ราว 345.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท

Mariah CareyMariah Carey // ภาพ pexels Mariah Carey: All I Want for Christmas Is You

Mariah Carey เธอเป็นทั้งนักร้อง นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์ เข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อปี 1988 หลังจากนั้นเพียง 2 ปี เธอกลายเป็นนักร้องหญิงที่ทำเงินสูงสุดประจำปี 1990

ในปัจจุบัน Mariah Carey มีทรัพย์สินกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8.9 พันล้านบาท โดยเธอสามารถสร้างรายได้จากลิขสิทธิ์เพลง การเล่นคอนเสิร์ต รวมถึงการจ้างเธอไปร้องเพลงแบบส่วนตัว โดยเฉพาะเพลงในตำนานอย่าง All I Want for Christmas Is You เพียงเพลงเดียว ก็สร้างรายได้ให้กับเธอไปแล้วกว่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ หรือประมาณ 1.8 พันล้านบาท

Lady Gaga

Lady Gaga ในวัย 34 ปี เธอประสบความสำเร็จในอาชีพนักร้อง จนมีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.5 พันล้านบาท เธอเข้าสู่วงการนักร้องในปี 2007 และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักตั้งแต่ตอนนั้น โดยเธอสามารถขายอัลบั้มไปได้แล้วกว่า 30 ล้านอัลบั้ม นอกจากนี้อัลบั้มของเธอกว่า 5 อัลบั้มยังสามารถติดอยู่ในชาร์จ Billboard 200 ได้ในช่วงเปิดตัวอัลบั้ม

Jennifer Lopez ภาพจาก Shutterstock Jennifer Lopez: นักร้อง นักเต้น นักแสดง

Jennifer Lopez นักร้อง นักแสดง และนักเต้นสาวในวัย 52 ปี เธอมีความต่างจากนักร้องเพลงป็อปคนอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เพราะเธอเริ่มเส้นทางในวงการบันเทิงด้วยการเป็นนักเต้นมาก่อน และเริ่มเป็นนักแสดงในช่วงต้นยุค 1990 และเริ่มเป็นนักร้อง ออกอัลบั้มแรกในปี 1999 นอกจากนี้เธอยังเป็นนักแสดงเชื้อสายละตินคนแรกที่สามารถทำลายสถิติมีค่าจ้างสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการแสดงภาพยนต์เพียงเรื่องเดียว

โดยในปัจจุบัน เธอมียอดการขายอัลบั้มสะสมกว่า 40 ล้านชุดทั่วโลก และรายได้สะสมจาก Box Office ของภาพยนต์ที่เธอแสดงรวมแล้วกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีทรัพย์สินรวมทั้งสิ้น 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.5 พันล้านบาท

ที่มา – Forbes, Tuko

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เปิดทรัพย์สินคนดังในยุคโควิด-19 ตัวแม่นักร้องเพลงป็อประดับโลก “รวย” แค่ไหน first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

Volvo ประกาศหยุดขายรถยนต์ใช้น้ำมันปี 2030 จากนั้นขายแค่รถยนต์ไฟฟ้า และจะขายออนไลน์ 100%

Brand Inside - 2 March 2021 - 18:46

เมื่อกระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงจนแทบทุกค่ายต้องหันไปลงเล่นในสนามนี้ Volvo ค่ายรถสัญชาติสวีเดน ก็เป็นอีกแบรนด์ที่หันไปโฟกัสกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น แต่กลยุทธ์ของ Volvo ไม่ธรรมดา เพราะไม่ได้สนใจแค่รถยนต์ไฟฟ้า แต่จะหันไปเล่นในตลาด “ขายออนไลน์” อีกด้วย

Volvo XC40Volvo XC40 รุ่นเครื่องยนต์ปกติ

Volvo ประกาศว่าจะยกเครื่องธุรกิจครั้งใหม่ เปลี่ยนไปขายรถไฟฟ้าอย่างเดียวภายในปี 2030 ตอบรับความเปลี่ยนแปลงในวงการยานยนต์ที่เครื่องสันดาปภายในกำลังจะกลายเป็นอดีต โดย Henrik Green ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Volvo กล่าวว่า “บริษัทต้องปรับเปลี่ยนโฟกัส เพราะในระยะยาว แทบไม่มีอนาคตสำหรับรถยนต์เครื่องสันดาปภายใน”

แต่ก่อนหน้านั้น ในปี 2025 Volvo จะเริ่มเปลี่ยนไปขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วน 50% และที่เหลือจะขายรถยนต์ Hybrid เพื่อเตรียมเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในปี 2030 

ที่ Volvo ล้ำกว่าเจ้าอื่น คือการขายออนไลน์ 100%

เท่านั้นไม่พอ Volvo จับสองกระแสการเปลี่ยนแปลงในครั้งเดียว เตรียมก้าวสู่การขายออนไลน์ โดยปรับปรุงให้โปรแกรม Care by Volvo ที่แต่เดิมเป็นโปรแกรม subscription รถยนต์ของ Volvo ให้กลายเป็นช่องทางการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าออนไลน์ และไม่วางจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในช่องทางทั่วไป

นอกจากนี้ Care by Volvo จะครอบคลุมไปถึงบริการซ่อมบำรุง บริการช่วยเหลือฉุกเฉินกรณีมีอุบัติเหตุ และบริการด้านประกันภัย เรียกได้ว่า Volvo หันมาทำออนไลน์แบบเต็มสูบ

Hakan Samuelsson ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Volvo กล่าวว่า “ผมเชื่ออย่างเต็มร้อยว่าหลังจากนี้จะไม่มีลูกค้าคนไหนที่อยากใช้เทคโนโลยีเครื่องยนต์เบนซินอีกแล้ว และผมเชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นทางเลือกที่ดึงดูดกว่า ดังนั้น เราจึงเลือกที่จะลงทุนไปกับอนาคต ซึ่งก็คือรถยนต์ไฟฟ้ารวมไปถึงระบบออนไลน์ เราต้องการที่จะเป็นผู้นำในเซ็กเมนต์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมี่ยมที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว”

Volvo XC90Volvo XC90 ตลาดยานยนต์ยุโรปเปลี่ยนโฉมเร็วสุด

ความเปลี่ยนแปลงของตลาดในยุโรป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลแต่ละประเทศเตรียมออกนโยบายลดการใช้พลังงานดั้งเดิมเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดขนานใหญ่ เช่น อังกฤษเตรียมแบนรถยนต์เบนซินและดีเซลภายในปี 2030 

นโยบายดังกล่าว ทำให้ยุโรปกลายเป็นภูมิภาคที่มีสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดยานยนต์มากที่สุดในโลก คือสูงถึง 12% เทียบกับรถชนิดอื่น ส่วนรองลงมาคือจีนที่ 5.6% เท่านั้น

ส่งผลให้ค่ายรถต่างๆ เตรียมตัวเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ของตลาดยานยนต์ที่รถไฟฟ้าจะมาแรงขึ้นโดยปรับตัวในตลาดยุโรปเป็นที่แรก เช่น Ford Motor, Mercedes-Benz, Volkswagen และ อื่นๆ ต่างก็ประกาศปรับแผนธุรกิจโดยเฉพาะในยุโรป เตรียมเข้าสู่การขายรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบกันขนานใหญ่ 

ที่มา – Bloomberg, Reuters, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Volvo ประกาศหยุดขายรถยนต์ใช้น้ำมันปี 2030 จากนั้นขายแค่รถยนต์ไฟฟ้า และจะขายออนไลน์ 100% first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

ข้าวดีต้องสีกลางห้าง ตราฉัตร ส่ง Fresh Rice หน้าร้านขนาดย่อมที่พร้อมสีข้าวคุณภาพให้ลูกค้า

Brand Inside - 2 March 2021 - 18:18

ตราฉัตร หนึ่งในแบรนด์ข้าวชั้นนำของไทย เปิดประสบการณ์ซื้อข้าวให้สนุกยิ่งขึ้น ผ่านเลือกซื้อข้าวที่ใช่ตาม Lifestyle พร้อมเปิด Fresh Rice หน้าร้านแบบ Pop-up Store ที่มีเครื่องสีข้าวคุณภาพสูงกลางห้าง

ตราฉัตร

ตราฉัตร กับการทำตลาดรูปแบบใหม่

รายงานข่าวแจ้งว่า ตราฉัตร ได้เปิดตัว Fresh Rice หน้าร้านรูปแบบ Pop-up Store ภายใต้แนวคิด Personalize & Premium Niche ที่นำเอาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ และพันธุ์ดั้งเดิมหลากหลายชนิด คัดสายพันธุ์อย่างดีจากแหล่งเพาะปลูกที่มีคุณภาพ ตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนการผลิต ข้าวจะถูกบรรจุอยู่ในหลอดให้ลูกค้าสามารถเลือกเองได้

นอกจากนี้ยังมีบริการขัดสีข้าวกันสดๆ ผ่านเครื่องขัดสีคุณภาพชั้นนำที่นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น (สามารถสีข้าวสดได้ครั้งละ 500 กรัม/เครื่อง) โดยนำข้าวกล้องหอมมะลิตราฉัตร ที่เก็บรักษาความสดใหม่ไว้ด้วยอุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส มาขัดสีสด จนได้ข้าว Germ Rice (ข้าวที่มีจมูกข้าว) ทำให้คงคุณประโยชน์ไว้ได้มากที่สุด

สำหรับข้าวที่จำหน่ายจะมี 4 สายพันธุ์คือ ข้าวหอมมะลิ (Single Origin) คุณภาพดี ราคาขายที่ 49 บาท/กก. ข้าวขาว (White Rice) คุณภาพชั้นเยี่ยม ราคาขายที่ 25 บาท/กก. ข้าวกข 43 (RD43) พันธุ์ใหม่ ราคาขายที่ 35 บาท/กก. และ ข้าวกล้องหอมมะลิ (Muti Vitamin) ราคาขายที่ 45 บาท/กก.

ขณะเดียวกันที่ Fresh Rice ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว (Rice Specialist) ที่จะคอยให้ความรู้ แนะนำข้าวแต่ละชนิดให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค สำหรับลูกค้าที่นำภาชนะมาใส่ข้าวเอง รับแต้มสมาชิกโลตัส แทนคำขอบคุณที่ช่วยกันลดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเบื้องต้น Fresh Rice ตั้งอยู่ที่โลตัสสาขาเลียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา

สรุป

กลุ่ม CP ที่เป็นเจ้าของทั้งโลตัส และข้าวตราฉัตรสามารถนำสองสิ่งเข้ามาเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และน่าจะเห็นการเชื่อมต่อกับอีกหลายธุรกิจของกลุ่ม CP ในเร็วๆ นี้ ส่วน Fresh Rice น่าจะเป็นน่าร้านแบบทดลอง และคู่แข่งในตลาดรายอื่นอาจนำไปพัฒนาใช้บ้างก็ได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ข้าวดีต้องสีกลางห้าง ตราฉัตร ส่ง Fresh Rice หน้าร้านขนาดย่อมที่พร้อมสีข้าวคุณภาพให้ลูกค้า first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

จากเสื้อผ้าสู่อาหาร! era-won แบรนด์เสื้อผ้าไทยเปิดตัวแยมโฮมเมด รับกระแสรักสุขภาพเติบโต

Brand Inside - 2 March 2021 - 16:35

era-won คือหนึ่งในแบรนด์เสื้อผ้าของไทยที่โดดเด่นด้านการออกแบบ และขยายจุดจำหน่ายต่อเนื่อง แต่ล่าสุด era-won ตัดสินใจบุกตลาดอาหารเพิ่มเติม เริ่มต้นที่สินค้าแยมในแบรนด์ era-won Jam Homemade

era-won

 

era-won กับความท้าทายใหม่

ชัยรัตน์ วัฒนโชติวัฒน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายขาย 2 บมจ.ธนูลักษณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันแนวโน้มธุรกิจอาหารมีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง era-won เล็งเห็นถึงความคุ้มค่าตลาดนี้ จึงแตกไลน์มาจับธุรกิจอาหารเพิ่มขึ้น โดยมุ่งไปที่อาหาร Homemade ที่ปลอดภัย ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี

ล่าสุด era-won เริ่มต้นเปิดตลาด era-won Jam Homemade แยมผลไม้สูตรหวานน้อย ทำจากผลไม้สด ๆ ไม่ใส่เจลาตินและสารกันบูด เหมาะกับผู้บริโภคที่ใส่ใจด้านสุขภาพและอาหารการกินเป็นหลัก โดยใน 1 ชุด จะมีแยม 2 รสชาติด้วยกัน ได้แก่ รสส้มและสตรอว์เบอร์รี่, รสส้มและบลูเบอร์รี่ และรสสตรอว์เบอร์รี่และบลูเบอร์รี่

ทั้งนี้ทุก ๆ ชุด จะแถมแครกเกอร์ 1 ห่อใหญ่ฟรี ในราคาชุดละ 399 บาท ซึ่ง era-won ได้โปรโมทการขายผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งใน Facebook era-won และ Line เบื้องต้นเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการรับประทานอาหารชาวที่ดีต่อสุขภาพ หรือ New Normal Breakfast

สำหรับความเป็นมาของ era-won Jam Homemade เกิดจากทางบริษัทได้รู้จักกับคุณป้าท่านนึงที่ชื่นชอบทำขนมตั้งแต่สาว ๆ แต่ด้วยการล้มป่วยทำให้ต้องหยุดพัก โดยอาหารคุณป้าชอบทำที่สุดคือแยมผลไม้ที่รับประทานคู่กับขนมปังแครกเกอร์ ทาง era-won จึงนำแยมผลไม้รสชาติอันมีเอกลักษณ์นี้มาจำหน่าย

สรุป

เป็นความท้าทายใหม่ของ era-won ที่ตัดสินใจมารุกตลาดอาหาร แต่ต้องดูเรื่องแผนระยะยาวว่าจะเป็นแค่การชิมลาง หรือขยายไปสู่อาหารอื่นเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากสินค้าแฟชั่นค่อนข้างแข่งขันสูง และการรุกอาหารสุขภาพ หรืออาหารอื่นๆ น่าจะมีโอกาสมากกว่า

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post จากเสื้อผ้าสู่อาหาร! era-won แบรนด์เสื้อผ้าไทยเปิดตัวแยมโฮมเมด รับกระแสรักสุขภาพเติบโต first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

ท่องเที่ยวไทยจะเป็นอย่างไร เมื่อโลกยังไม่พร้อมฉีดวัคซีนโควิดให้เด็กและวัยรุ่น

Brand Inside - 2 March 2021 - 16:30
  • ตามแนวทางการแจกจ่ายวัคซีน เด็กและวัยรุ่นเป็นกลุ่มท้ายที่จะได้รับวัคซีน ขณะที่อายุต่ำกว่า 16 ปี ยังอยู่ในช่วงพัฒนาและทดลอง
  • แม้ไทยจะอนุญาตนักท่องเที่ยวที่รับวัคซีนมาได้แบบไม่ต้องกักตัวในปลายปี 2021 แต่เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีน อาจทำให้ครอบครัวเลื่อนการเดินทาง ซึ่งกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีเด็กมีสัดส่วน 20% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทย
  • 1-2 ปีนี้ โครงสร้างนักท่องเที่ยวอาจเปลี่ยนไป รัฐและเอกชนต้องวางแผนปรับรูปแบบกิจกรรม

รู้หรือไม่ว่าในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนสำหรับเด็กและวัยรุ่น และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

Krungthai Compass ระบุว่า จากแนวทางการกระจายวัคซีนของกรมควบคุมโรคของสหรัฐฯ จะเห็นได้ว่าประชากรวัยเด็กและวัยรุ่น (อายุต่ำกว่า 18 ปี) เป็นหนึ่งในกลุ่มสุดท้ายที่จะได้รับวัคซีน ซึ่ง ณ ขณะนี้วัคซีนของ Pfizer มีแค่ของเฉพาะผู้ที่อายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไปเท่านั้น โดยทั้ง Pfizer และ Moderna เพิ่งทำการทดลองกับกลุ่มเด็กอายุมากกว่า 12 ปี กล่าวอีกนัยหนึ่งคือวัคซีนของกลุ่มเด็กและวัยรุ่นยังอยู่ในช่วงการพัฒนาเท่านั้น และยังไม่แน่ชัดว่าจะพร้อมแจกจ่ายได้เมื่อไหร่ 

vaccine covid

เหตุที่วัคซีนสำหรับเด็กถูกค้นพบช้ากว่าเพราะว่าระบบภูมิคุ้มกันของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ ในบางครั้งเด็กจึงตอบสนองต่อวัคซีนแตกต่างจากผู้ใหญ่ และแม้ในกลุ่มเด็กด้วยกันเอง ภูมิคุ้มกันของเด็กก็แตกต่างกันในแต่ละช่วงอายุ แม้ว่าวัคซีนของเด็กจะถูกพัฒนาสำเร็จได้ช้ากว่า แต่ข้อมูลพบว่าเด็กเป็นกลุ่มที่ดูเหมือนจะมีความเสี่ยงจากการป่วยจากเชื้อโควิดต่ำกว่า เด็กจำนวนมากไม่แสดงอาการ หรือป่วยแต่ว่ามีอาการที่รุนแรงน้อยกว่า เช่น มีไข้ไม่สูงมาก และเด็กที่มีอาการป่วยรุนแรงไม่พบได้มากนัก ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อในเด็กจาก Boston Children’s Hospital ได้ให้ความเห็นว่า การที่การติดเชื้อโควิด-19 ในเด็กมีความรุนแรงน้อยกว่า ทำให้มาตรฐานความปลอดภัยของวัคซีนสำหรับเด็กจึงยิ่งสูงขึ้น และทำให้การพัฒนาวัคซีนสำหรับเด็กใช้เวลานานกว่า 

ถ้าเด็กฉีดวัคซีนได้ช้า แล้วกระทบการท่องเที่ยวอย่างไร?

หลายประเทศมีแนวคิดที่จะให้ผู้เดินทางเข้าประเทศจำเป็นต้องมี Vaccine Passport ซึ่งเป็นเอกสารที่แสดงหลักฐานว่าบุคคลนั้นได้รับการฉีดวัคซีนหรือได้รับการตรวจเชื้อโควิด-19 เป็นที่เรียบร้อยก่อน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้เดินทางไปยังที่ต่างๆจะไม่เป็นผู้ที่แพร่เชื้อโควิดในที่นั้นๆ ไม่เพียงแต่ภาครัฐ สายการบินเอกชนหลายรายก็สนับสนุนการใช้ Vaccine Passport เช่น สายการบิน Etihad และ Emirates ล่าสุด Air New Zealand ก็กำลังจะทดลองใช้ Digital Vaccine Passport ในเดือนเมษายนนี้ 

หากเด็กยังไม่ได้รับวัคซีน ทั้งครอบครัวก็อาจเลื่อนแผนการเที่ยวต่างประเทศออกไปก่อน หรือหันไปเที่ยวในประเทศแทน แม้จะยังไม่มีความแน่ชัดว่า ประชากรในวัยเด็กจะได้รับการยกเว้นให้ไม่ต้องได้รับวัคซีนโควิด-19 ก่อนเดินทางเข้าประเทศก็ได้หรือไม่ อย่างไรก็ดี เนื่องจากงานศึกษาในระยะหลังเริ่มชี้ว่าประชากรกลุ่มดังกล่าวสามารถแพร่เชื้อโควิด-19 ได้ ดังนั้นหากประเทศปลายทางมีแนวทางการรับนักท่องเที่ยวอย่างระมัดระวัง ก็มีความเป็นไปได้ที่ทุกคนจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเดินทางเข้าประเทศ ในกรณีของไทย ก็ถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีแนวทางการรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ระมัดระวังอย่างมาก  

ด้วยเหตุนี้ ภาพของนักท่องเที่ยวในปีนี้และปีหน้าอาจเป็นภาพที่เปลี่ยนไปจากที่เคย กล่าวคือ เราอาจเห็นภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีเฉพาะการเดินทางกับเพื่อนฝูง คู่รัก หรือเดินทางคนเดียวเป็นหลัก และเห็นการเดินทางมาแบบครอบครัวได้น้อย คำถามที่น่าสนใจถัดไปคือ แล้วไทยเราเคยรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวเยอะขนาดไหน? 

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยเป็นกลุ่มครอบครัวเยอะขนาดไหน?

ผลสำรวจของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในได้แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือนักท่องเที่ยวกลุ่มที่แบบมา “ครอบครัว/ญาติ/เพื่อน” ซึ่งมีสัดส่วน 73.2% ในปี 2015 และเพิ่มขึ้นเป็น 78.5% ในปี 2018

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเฉพาะนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวเท่านั้น คาดว่าน่าจะมีสัดส่วนกว่า 23% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด โดยส่วนใหญ่ประมาณ 85% ของนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว จะเป็นการมาเที่ยวที่มีเด็กมาด้วย ดังนั้นจึงประเมินว่านักท่องเที่ยวต่างชาติแบบครอบครัวที่มีเด็กมาด้วยมีสัดส่วนกว่า 20% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทย หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 8 ล้านคนจากนักท่องเที่ยว 39.9 ล้านคนในปี 2019

 

vaccine covid

สำหรับแนวโน้มนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2021 แม้ว่า ทางการไทยอาจเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว เดินทางเข้าไทยได้โดยไม่ต้องกักตัวในช่วงไตรมาสที่ 4 อย่างไรก็ดี ประเทศที่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติหลักของไทย โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย เช่น จีน มาเลเซีย อินเดีย ยังฉีดวัคซีนกันได้ไม่ทั่วถึงในช่วงปลายไตรมาส 3 ประกอบกับผู้ที่ได้รับวัคซีนในประเทศต่างๆ เหล่านี้ในช่วงแรกต่างก็เป็นบุคคลทางการแพทย์แนวหน้า หรือผู้ป่วยมีโรคประจำตัว ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเที่ยวต่างประเทศต่ำอยู่แล้ว และเมื่อรวมกับความเสี่ยงที่การเดินทางแบบครอบครัวอาจยังทำไม่ได้ ทำให้ Krungthai COMPASS ประเมินว่าในปีนี้ไทยอาจมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพียง 2.4 ล้านคน ยิ่งกว่านั้น หากทางการจีนยังไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินทางนอกประเทศได้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติก็อาจเหลือเพียง 2 ล้านคน

เตรียมพร้อมอย่างไร หากนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวมาไม่ได้?

ในมุมของภาครัฐ จะเน้นส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มใดที่มีทั้งการใช้จ่ายสูง และไทยเองก็มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มดังกล่าว การสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical and Wellness Tourism) ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากนักท่องเที่ยวในกลุ่มนี้มีค่าใช้จ่ายต่อหัวที่สูง โดยเฉพาะกลุ่มการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่าเฉลี่ย 104-164% และไทยเองก็มีจุดแข็งในการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเมื่อพิจารณาจากผลสำรวจความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยในปี 2018 จากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติพึงพอใจบริการสุขภาพของไทยมากที่สุด 

ในมุมของธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจที่กำลังวางแผนจะลงโฆษณาแบบระบุเป้าหมายเฉพาะกลุ่มในโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวในช่วงปลายปี อาจต้องปรับกลยุทธ์การตลาดมาเน้นที่นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆมากขึ้นแทน นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรรีบสำรวจตนเองว่า หากนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวมาได้ล่าช้าจะกระทบธุรกิจมากหรือไม่ โจทย์สำคัญคงเป็นว่าธุรกิจจะปรับรูปแบบกิจกรรม สถานที่ ที่เคยรองรับนักท่องเที่ยวครอบครัวอย่างไร ให้ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆได้แทน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงอย่าง กลุ่มที่มาฮันนีมูน กลุ่ม Long Stay กลุ่มท่องเที่ยวแบบกีฬา เป็นต้น

บทความโดย กิตติพงษ์ เรือนทิพย์ Krungthai COMPASS

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ท่องเที่ยวไทยจะเป็นอย่างไร เมื่อโลกยังไม่พร้อมฉีดวัคซีนโควิดให้เด็กและวัยรุ่น first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

รีวิว Asus ExpertCenter D5 Series เดสก์ท็อปพีซีสำหรับธุรกิจ ทนทาน พอร์ตครบ รองรับ Windows 10 Pro

Brand Inside - 2 March 2021 - 15:57

ปัจจุบันแทบจะทุกธุรกิจมีความจำเป็นที่จะต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ เพื่อความสะดวกและรวดเร็วทั้งในการทำงานและเพื่อการเติบโต โดยคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปสำหรับธุรกิจควรจะมีคุณสมบัติครบถ้วน ทั้งสเปกที่เพียงพอในการใช้งาน ความทนทาน กะทัดรัด ติดตั้งง่าย สะดวกต่อการขนย้าย และมีการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ครบถ้วน

Asus ExpertCenter D500SA และ D500MA เป็นเดสก์ท็อปพีซีสำหรับธุรกิจ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ที่กล่าวไปข้างต้น เพราะนอกจากสเปกที่มาพร้อมกับ Intel Core 10th Gen แล้ว ยังมีความทนทานตามมาตรฐาน US Military Grade ใช้ 100% Solid Capacitor ทำให้สามารถทำงานต่อเนื่องได้ยาวนาน และมี ตัวเลือก Windows 10 Pro ที่เหมาะสำหรับธุรกิจ ที่มีฟีเจอร์ความปลอดภัยมาอย่างครบถ้วน

Asus ExpertCenter D5 Series

D500SA รุ่นกะทัดรัด และ D500MA พี่ใหญ่ไซส์กลาง

ExpertCenter D500SA มาในขนาดกระทัดรัด ประหยัดพื้นที่ สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย สามารถใช้งานบนโต๊ะหรือใส่ในแรคก็ได้ และยังจัดวางได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอน เพื่อให้เหมาะสมกับพื้นที่การทำงาน

และเพราะความทนทานระดับ US Military Grade ทำให้ไม่ต้องคอยกังวลในขั้นตอนการขนย้าย ส่วนการใช้ 100% Solid Capacitor บนเมนบอร์ด ก็จะมาช่วยเรื่องอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า แม้จะต้องเปิดเครื่องทิ้งไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ติดต่อกันยาวนาน

Asus ExpertCenter D5 Series

ส่วน ExpertCenter D500MA จะมาในเคสขนาดมินิทาวเวอร์ มีพื้นที่สำหรับระบายความร้อนมากกว่า และเป็นดีไซน์เคสแบบ tool-free คือไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่างเพื่อแกะเคสอัพเกรดภายใน รวมทั้งทนทานระดับ US Military Grade และใช้ 100% Solid Capacitor เช่นกัน

Asus ExpertCenter D5 Series

Asus ExpertCenter D5 Series

สเปกภายใน

สเปกมีตั้งแต่ Intel Celeron G5900 ไปจนถึงสูงสุด Intel Core i7-10700 ส่วนรุ่นที่ผู้เขียนได้มารีวิว เป็นรุ่น Core i5-10500 แรม DDR4 16GB (8GB x2) และการ์ดจอ NVIDIA GeForce GT 710 ทั้งสองเครื่อง ฮาร์ดดิสก์ ExpertCenter D500SA มาพร้อมกับฮาร์ดดิสก์ SATA 7200RPM ขนาด 2.5 นิ้ว ความจุ 1TB ส่วน D500MA มาพร้อมฮาร์ดดิสก์ SATA 7200RPM ขนาด 3.5 นิ้ว ความจุ 2TB

ทั้งสองรุ่น เป็นรุ่นกลางๆ ยอดนิยมของธุรกิจที่สเปกกำลังดี ใช้ทำงานเอกสาร ท่องเว็บ หรือจะทำภาพ งานอาร์ตเบาๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะมาพร้อมการ์ดจอแยกที่แม้จะไม่ใช่รุ่นท็อป แต่เพียงพอสำหรับงานธุรกิจแน่นอน

ข้อแตกต่างเล็กน้อย จากขนาดที่ต่างกันของทั้งสองรุ่น คือ D500SA จะมีตัวเลือกการ์ดจอแยกแค่ GeForce GT 710 กับ GeForce GT 1030 เท่านั้น ส่วน ExpertCenter D500MA จะมีตัวเลือกการ์ดจอ GeForce GTX 1650, GTX 1660 Super และ RTX 2060 เพิ่มเข้ามา

พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน

ทั้งสองรุ่นให้พอร์ตเชื่อมต่อมาครบครัน ด้านหน้ามีพอร์ต USB 3.2 Gen 1 สี่พอร์ต พอร์ตหูฟังแบบ 3.5 มิลลิเมตรให้มาสองแบบ คือแบบคอมโบหนึ่งช่อง และพอร์ตหูฟังอย่างเดียวอีกหนึ่งช่อง ยังมี optical disc drive สำหรับธุรกิจที่ต้องการอ่านแผ่นซีดีอยู่ รวมถึงมีช่องอ่าน smart card และ SD Card

Asus ExpertCenter D5 Series

Asus ExpertCenter D5 Series

ด้านหลังมีทั้งพอร์ต PS/2 สำหรับเม้าส์และคีย์บอร์ด พอร์ต USB 2.0 สี่พอร์ต พอร์ตภาพหลักมีทั้ง HDMI, DisplayPort, VGA อย่างละหนึ่งพอร์ต, มี Parallel Port, พอร์ต LAN (RJ-45) ส่วนด้านเสียงมีพอร์ต Line in, Line out และ Mic in แบบ 3.5 มิลลิเมตร

Asus ExpertCenter D5 Series

สำหรับเครื่องรีวิว ที่การ์ดจอแยกจะมีพอร์ต DVI, HDMI และ VGA เพิ่มเติมมาอีกอย่างละหนึ่งพอร์ต ส่วนรุ่น D500SA จะมีการ์ด Wi-Fi พร้อมช่องต่อเสา WiFi แบบสองเสามาด้วย แต่รุ่น D500MA ก็มีตัวเลือกใส่การ์ด WiFi ได้เหมือนกัน สเปกสูงสุดคือรองรับ WiFi 6 และ Bluetooth 5.0 ทั้งสองรุ่น

ฟีเจอร์ความปลอดภัยครบครัน รองรับ Windows 10 Pro เพื่อธุรกิจ

ExpertCenter D500SA และ D500MA มาพร้อมกับชิป TPM, Kensington Lock ตัวควบคุมการเปิดปิดการใช้งาน USB และยังสามารถเลือก OS เป็น Windows 10 Pro ที่ติดตั้งแบบพร้อมใช้งานมาจากโรงงานได้ ซึ่ง Windows 10 Pro มีฟีเจอร์ความปลอดภัยเพิ่มเติม ดังนี้

Windows Information Protection (WIP) หรือในชื่อเก่าคือ enterprise data protection (EDP) ช่วยในการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลบนเครื่องและในแอป โดยมีการจัดการ

Bitlocker Encryption ฟีเจอร์เข้ารหัสข้อมูล Bitlocker เพื่อล็อกข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ เป็นฟีเจอร์เพิ่มเติมที่ใช้ปกป้องข้อมูลสำคัญของธุรกิจให้ปลอดภัยจากการโจรกรรม หรือการเข้าถึงที่ไม่ถูกต้อง

Asus ExpertCenter D5 Series

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่มีเฉพาะใน Windows 10 Pro เช่น Remote Desktop ทำให้สามารถรีโมตเข้ามาจัดการหรือแก้ไขข้อมูลบนเครื่องจากนอกสถานที่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้โปรแกรมอื่น ซึ่งในยุคที่การทำงานไม่ได้อยู่แค่ในออฟฟิศอีกต่อไป ฟีเจอร์นี้น่าจะมีความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ

Hyper-V Virtualization สำหรับบางธุรกิจที่ต้องมีการใช้งาน Virtual Machine เพื่อเป็นฮาร์ดแวร์เสมือน ในการทดสอบซอฟต์แวร์หรืออื่นๆ โดยไม่กระทบกับเครื่องหลัก Windows 10 Pro ก็มาพร้อมกับฟีเจอร์ Hyper-V ให้ใช้งานได้โดยไม่ต้องใช้โปรแกรมอื่น

Windows Update for Business ระบบการจัดการการอัพเดตที่ดีขึ้น ลดความกังวลว่าอัพเดตแล้วจะมีปัญหา หรือโปรแกรมบางโปรแกรมจะใช้งานไม่ได้หลังอัพเดต และ Microsoft Store for Business ศูนย์รวมแอปบน Windows ที่แยกออกมาเฉพาะสำหรับผู้ใช้งานธุรกิจ

Asus ExpertCenter D5 Series

สรุป

Asus ExpertCenter D500SA และ D500MA เป็นเดสก์ท็อปพีซีสำหรับธุรกิจที่ครบครันทั้งด้านสเปกที่ปรับแต่งได้หลากหลาย ความทนทานที่เชื่อถือได้ ทั้งจาก US Military Grade และการใช้ 100% Solid Capacitor ที่ยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น

นอกจากนี้ยังมีพอร์ตเชื่อมต่อที่ครบครัน สามารถการอัปเกรตเครื่องได้ง่าย เพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต มีฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ครบถ้วนทั้งชิป TPM, Kensington Lock ตัวควบคุม USB และฟีเจอร์ความปลอดภัยเพิ่มเติมจาก Windows 10 Pro ทำให้ทั้ง ExpertCenter D500SA และ D500MA เป็นเดสก์ท็อปพีซีที่ตอบโจทย์การใช้งานธุรกิจครบถ้วนทุกด้าน 

ในด้านการรับประกันก็ครบครัน เพราะให้มาทั้ง

  • รับประกัน 3 ปี ซ่อมฟรีถึงที่ Onsite Service
  • รับประกัน 3 ปี แบบ Global Warranty (ครอบคลุม 83 ประเทศทั่วโลก)
  • รับประกันอุบัติเหตุ 1 ปีแรก

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด*

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ExpertCenter D500SA : https://bit.ly/2NKSiwc

Asus ExpertCenter D5 Series

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post รีวิว Asus ExpertCenter D5 Series เดสก์ท็อปพีซีสำหรับธุรกิจ ทนทาน พอร์ตครบ รองรับ Windows 10 Pro first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

Homepro ลุยออนไลน์เต็บสูบ หลังปิดปี 2563 รายได้ลดลง 8.35% กำไรสุทธิหาย 16.54%

Brand Inside - 2 March 2021 - 15:18

ปี 2563 คือปีที่ค้าปลีกประสบปัญหาอย่างหนัก หนึ่งในนั้นคือ Homepro ที่ล่าสุดประกาศผลประกอบการปี 2563 ว่ารายได้ลดลง 8.35% ส่วนกำไรสุทธิลดลง 16.54% โดยแผนในปี 2564 คือการรุกตลาดออนไลน์เต็มที่

HomeProHomePro // ภาพจาก Shutterstock Homepro กับการเดินหน้าทำตลาดออนไลน์

คุณวุฒิ ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ.โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ หรือ Homepro ยอมรับว่า การปิดสาขาชั่วคราว และรายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า ซึ่งเป็นรายได้ที่ประกอบไปด้วยรายได้จากการขายสินค้า และรายได้จากการให้บริการลูกค้า ทั้งในประเทศไทย และมาเลเซีย ทำให้ภาพรวมรายได้ และกำไรของบริษัทลดลง

ในทางกลับกันการยกเลิกจัดงาน Homepro Expo ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ในช่วงที่สาขาต้องปิดให้บริการ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารจำนวน 10,964.70 ลดลง 8.21% แต่ถึงอย่างไรเมื่อรวมยอดขายจากช่องทางออนไลน์ที่มีมากขึ้น ก็ยังไม่สามารถประคองยอดขาย และกำไรสุทธิให้เติบโตได้

HomePro

“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2563 ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ Homepro มีการปิดบางสาขาชั่วคราวในส่วนของ Homepro และ Mega Home ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค 2563 ถึง 16 พ.ค. 2563 และกลับมาเปิดครบทุกสาขาในวันที่ 17 พ.ค. 2563 ตามมาตรการผ่อนคลายการล็อกดาวน์ แต่ยังคงจำกัดเวลาทำการ”

สำหรับแผนปี 2564 Homepro จะรุกตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งได้มีการเตรียมพร้อมและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงระบบขนส่งสินค้าและบริการภายในวันที่มีการสั่งซื้อ (Same Day Delivery) ยกระดับความรวดเร็วในการจัดส่ง โดยลูกค้าสามารถเลือกรับสินค้าที่สาขา (Click and collect) ได้เช่นกัน

ทั้งนี้สิ้นปี 2563 และในปี Homepro ได้เปิดสาขาใหม่ 2 สาขาที่ รังสิตคลอง 4 และสุขสวัสดิ์ ซึ่งทั้ง 2 สาขาอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ และยังมีกำลังซื้อ โดย ณ สิ้นปี 2563 บริษัทฯ จำนวนสาขาคือ โฮมโปร 86 สาขา โฮมโปรเอส 9 สาขา เมกาโฮม 14 สาขา และโฮมโปรในประเทศมาเลเซียอีก 6 สาขา

สรุป

แม้คนจะอยู่บ้านมากขึ้น และน่าจะต้องการซื้อของใช้ภายในบ้านมากกว่าเดิม แต่สุดท้าย Homepro ก็ไม่สามารถประคองธุรกิจให้เติบโตในปี 2563 ได้ ดังนั้นต้องจับตาว่า แผนการรุกตลาดออนไลน์เต็มที่ในปี 2564 ของ Homepro จะช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากขนาดไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Homepro ลุยออนไลน์เต็บสูบ หลังปิดปี 2563 รายได้ลดลง 8.35% กำไรสุทธิหาย 16.54% first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

หรือ Disney+ จะไม่ใช่สตรีมมิ่งครอบครัว? ซีอีโอ Disney บอก สมาชิกกลุ่มใหญ่คือ “คนที่ไม่มีลูก”

Brand Inside - 2 March 2021 - 14:32
Disney+Disney+ Photo: Shuttertsock สมาชิกกว่าครึ่งของ Disney+ คือคนที่ไม่มีลูก

แม้ว่า Disney+ สตรีมมิ่งของ Disney จะเสนอตัวเป็นสตรีมมิ่งสำหรับครอบครัว เพราะมีคอนเทนต์เอาใจเด็กมหาศาล เช่น การ์ตูนอนิเมชั่นและหนังฮีโร่ แต่ในความเป็นจริงกลุ่มที่สมัครสมาชิก Disney+ กว่าครึ่งพบว่าเป็นสมาชิกที่ไม่มีเด็กในบ้าน หรือเรียกได้ว่าเป็น “กลุ่มคนที่ไม่มีลูก” นั่นเอง

การเติบโตของ Disney+ น่าสนใจมาก เพราะเปิดตัวมาได้เพียง 1 ปีเศษ ขณะนี้มีสมาชิกรายเดือน (subscriptions) ทั่วโลกถึง 94.9 ล้านคน ไวกว่าที่ทางบริษัทคาดคิดไว้อยู่มาก จนสุดท้ายทำเอาต้องปรับเป้าตัวเลขคาดการณ์ใหม่ เพราะได้รับความนิยมล้มหลาม

Bob Chapek ซีอีโอของ Disney คนปัจจุบัน บอกว่า สิ่งที่เหนือความคาดหมายของเราคือ “กลุ่มคนที่ไม่มีลูก” กลายมาเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ Disney+

“ในความเป็นจริงแล้ว กว่า 50% ของสมาชิกในตลาดทั่วโลกของ Disney+ คือกลุ่มคนที่ไม่มีลูก” ซีอีโอ Disney ให้ข้อมูลพร้อมทั้งระบุว่า นี่เป็นโอกาสของบริษัทอีกครั้งที่จะต้องมาคิดว่า คอนเทนต์แบบไหนที่จะตอบโจทย์คนกลุ่มนี้

Disney+Disney+ Photo: Shuttertsock สรุป

ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพร์สไม่น้อย เมื่อสตรีมมิ่งอย่าง Disney+ ที่ออกตัวว่าเป็นสตรีมมิ่งสำหรับครอบครัว ผู้ใหญ่ดูได้ เด็กดูดี กลับกลายเป็นว่าเมื่อดูสถิติจริงๆ กลุ่มคนที่เป็นสมาชิกกว่าครึ่งคือ กลุ่มคนที่ไม่มีลูก

อันที่จริงแล้ว กลุ่มคนที่ไม่มีลูก ก็ตีความได้ 2 แบบ

  1. มีความสัมพันธ์ อยู่กับคนรัก หรืออาจสร้างครอบครัว แต่เลือกที่จะไม่มีลูก
  2. กลุ่มคนโสด

ถึงที่สุดแล้ว ก็เข้าใจได้ เพราะถ้ามีลูกให้เลี้ยง เวลาในการดูสตรีมมิ่งก็น่าจะถดถอยตามลงไปด้วย

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post หรือ Disney+ จะไม่ใช่สตรีมมิ่งครอบครัว? ซีอีโอ Disney บอก สมาชิกกลุ่มใหญ่คือ “คนที่ไม่มีลูก” first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

โลกตั้งคำถาม: อเมริกาจะเข้าร่วม TPP เมื่อไร? เข้าก็ท้าทาย ไม่เข้าก็ตกขบวน

Brand Inside - 2 March 2021 - 12:47

สังคมโลกตั้งคำถาม เมื่อไรสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ Joe Biden จะเข้าร่วมวงเจรจาภายใต้กรอบ TPP หรือ CPTPP เสียที?

Joe Biden โจ ไบเดนTuesday, Feb. 16, 2021, in the Oval Office of the White House. (Official White House Photo by Lawrence Jackson)

มาถึงวันนี้ วันที่เปลี่ยนผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่เป็น Joe Biden แล้ว ก็ยังไม่แสดงท่าทีให้เห็นว่าจะกลับเข้ามาร่วมมือภายใต้กรอบ TPP หรือ CPTPP อย่างไร เรื่องนี้ ถูกหยิบยกขึ้นมาถามกันอีกครั้งหลังจากที่ Biden แต่งตั้ง Katherine Tai ขึ้นเป็นผู้แทนการค้าแน่นอนแล้ว เรื่องนี้ Tai ระบุว่า จีนถือเป็นคู่แข่งและเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ ถ้าสหรัฐฯ ลงไปเล่นในเกมนี้ก็จะเผชิญกับเรื่องที่ท้าทายแน่นอน

จีนร่วมอยู่ในวง RCEP แล้ว รวมวงสมาชิกของกรอบความร่วมมือนี้จะถือเป็น 30% ของเศรษฐกิจโลกสหรัฐฯ ถอนตัวออกจา CPTPP สมัยที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี เมื่อ Joe Biden ขึ้นเป็นผู้นำต่อจากทรัมป์ ก็เคยกล่าวไว้ว่า สหรัฐฯ จะไม่เข้าสู่ความตกลงการค้าเสรีใดๆ เลย ก่อนที่จะเริ่มหันมาลงทุนในประเทศมากขึ้น 

ขณะที่ผู้แทนการค้า Tai ก็มองว่าการร่วมมือในกรอบ TPP นั้น เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหุ่นส่วน สานประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ โดยมีจีนเป็นความท้าทายภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ แต่โลกในรอบห้าหกปีที่ผ่านมานี้ก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมาก ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำให้เราต้องระวังหลุมพรางที่อาจเป็นกับดักให้ดี

Katherine Tai, President Joe Biden’s top trade nominee, backed tariffs as a “legitimate tool” to counter China’s state-driven economic model. CNBC’s @Nessa_Anwar explains the role of a trade czar. https://t.co/2goDyH6Cdi pic.twitter.com/TXyoVRlY5L

— CNBC International (@CNBCi) February 26, 2021

คลิปด้านบนนี้ อธิบายถึงการแต่งตั้ง Katherine Tai ผู้แทนการค้าคนใหม่สหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเป็นตัวเชื่อมประสานสัมพันธ์จีน ในอีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นหัวหอกในการต่อกรกับจีนด้วย Tai เชี่ยวชาญด้านการค้ามานาน ทำงานในสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ มาตั้งแต่ปี 2007 ถึงปี 2014 แถมสามปีสุดท้ายยังทำหน้าที่เหมือนตำรวจทางการค้าคอยตรวจสอบบทบาทจีนในมิติการค้า การใช้แรงงานอุยกูร์ในซินเจียงด้วย

Tai ยังมีรกรากเป็นคนจีนมาแต่ดั้งเดิมก่อนจะย้ายไปอยู่ไต้หวันและอพยพมาอยู่ในอเมริกาในท้ายที่สุดด้วย นอกจากคลิปที่ถึง Tai แล้ว เนื้อหาหลักสะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯ เคยเป็น czar หรือซาร์ หรือจักรวรรดิด้านการค้ามาก่อนจีน สหรัฐฯ มีเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่จีนก็เป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน

ประเด็นเรื่องการความร่วมมือภายใต้กรอบ TPP นั้น  ทรัมป์เคยระบุว่า มันเป็นทำให้การจ้างงานชาวอเมริกันลดลงและถอนตัวออกมาตั้งแต่สัปดาห์แรกที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดี ขณะที่ Tai เองก็เข้าใจเจตนาในการรวมกลุ่มกับชาติพันธมิตรใน TPP แต่แรกเริ่ม แต่ความท้าทายคือจีนที่ร่วมอยู่ในกรอบนี้ ดังนั้น เป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ จะยังคงนโยบายไม่เข้าร่วมในระยะต้น และดำเนินนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเน้นขับเคลื่อนภายในประเทศก่อนเป็นหลัก รวมถึงกดดันคู่ค้าสหรัฐฯ ไปพลาง และไม่น่าจะเข้าร่วม TPP ในระยะเวลาอันใกล้

ที่มา – Nikkei Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post โลกตั้งคำถาม: อเมริกาจะเข้าร่วม TPP เมื่อไร? เข้าก็ท้าทาย ไม่เข้าก็ตกขบวน first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

อีก 1 ปี รถยนต์ไฟฟ้าเวียดนามจะบุกอเมริกา VinFast เตรียมตั้งโรงงาน-ศูนย์บริการในสหรัฐฯ

Brand Inside - 2 March 2021 - 12:31

VinFast แบรนด์รถเวียดนามในเครือ Vingroup JSC กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของเวียดนาม เตรียมต่อยอดแผนบุกตลาดอเมริกันด้วยรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2022 ด้วยการวางแผนสร้างโรงงานและศูนย์บริการในสหรัฐฯ หลังจากก่อนหน้านี้ ได้เปิดศูนย์วิจัยและพัฒนา และเพิ่งได้รับใบอนุญาตทดสอบรถยนต์ไร้คนขับในแคลิฟอร์เนีย

vinfast

VinFast เตรียมเจาะตลาดอเมริกาภายในปี 2022

VinFast วางแผนจะสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยสถานที่ตั้งของโรงงานผลิต ตามข้อมูลที่ Thai Thanh Hai ซีอีโอ VinFast ให้กับทาง Bloomberg 

แผนการนี้ได้รับการสนับสนุน เพราะ Pham Nhat Vuong มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของเวียดนาม ผู้ก่อต้้ง VinFast กล่าวในช่วงปลายปีที่ผ่านมาว่า เขาเตรียมหนุนแผนการบุกตลาดสหรัฐฯ ด้วยเงินทุนมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์

ก่อนหน้านี้ VinFast เพิ่งต่อจิ๊กซอว์ชิ้นแรกของแผนการทำตลาดสหรัฐฯ ด้วยการตั้งศูนย์วิจัยหลายแห่งในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ออสเตรเลีย เวียดนาม และที่สำคัญมีการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาในเมืองซานฟรานซิสโก เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติ

รถยนต์ไฟฟ้าVinFast

Bui Hai Hung หัวหน้าศูนย์วิจัย VinAI ผู้ควบคุมแผนการวิจัยทั่วโลกของบริษัท กล่าวว่า VinAI และศูนย์วิจัยอื่นๆ มีแผนวิจัยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ ภายในปี 2022 

นอกเหนือจากการตั้งโรงงานและศูนย์วิจัยแล้ว VinFast ยังมีแผนที่จะเปิดโชว์รูมและศูนย์บริการกว่า 35 แห่ง ทั่วมลรัฐแคลิฟอร์เนีย หลังจากที่ เพิ่งได้รับใบอนุญาตทดสอบพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ บนเส้นทางสาธารณะจากรัฐบาลมลรัฐแคลิฟอร์เนีย

การบุกสหรัฐฯ คือการปูทางสู่ตลาดระดับโลก

การทำตลาดในอเมริกาเป็นเพียงแผนเริ่มต้นในการก้าวสู่ระดับโลกของ VinFast เท่านั้น ซีอีโอ VinFast กล่าวว่า “วิสัยทัศน์ของ VinFast คือการเป็นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับโลก และสหรัฐฯ เป็นตลาดแรกนอกเวียดนามที่เราให้ความสนใจ”

บริษัทยังมีแผนที่จะทำตลาดในแคนาดาและยุโรปต่อไปหลังจากนี้ วางแผนส่งรถยนต์ไฟฟ้า Luxury SUV อย่าง VF32 และ VF33 เข้าไปทำตลาด ทั้งในสหรัฐฯ แคนาดา และยุโรป

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อีก 1 ปี รถยนต์ไฟฟ้าเวียดนามจะบุกอเมริกา VinFast เตรียมตั้งโรงงาน-ศูนย์บริการในสหรัฐฯ first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

สิงห์ เอสเตท เตรียมขยายธุรกิจเพิ่ม โตแบบก้าวกระโดด กับเป้าหมายรายได้โต 3 เท่า

Brand Inside - 2 March 2021 - 12:24

ต้องบอกว่า ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ธุรกิจจะกล้าตั้งเป้าหมายเติบโตแบบก้าวกระโดด และตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัวของ บมจ.สิงห์​ เอสเตท ในเวลา 3 ปี ยิ่งในช่วงเวลาวิกฤตโควิดแบบนี้ การวางแผนและกลยุทธ์ คือหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุด

Singha Estate

บมจ.สิงห์​ เอสเตท (S) ผู้พัฒนาและลงทุนอสังหาริมทรัพย์ของไทย ประกาศแผนอย่างชัดเจน ที่จะขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแกนหลักแต่เดิม สู่ธุรกิจโครงการนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจให้บริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ

จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการ ของ สิงห์ เอสเตท บอกว่า บริษัทได้เปลี่ยนผ่านจากการเป็นบริษัทของครอบครัวที่บริหารจัดการสินทรัพย์และดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของตระกูล มาสู่การเป็นบริษัทมหาชน บริหารงานแบบมืออาชีพ มีธุรกิจที่หลากหลายกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค และมองหาโอกาสการเติบโตไปทั่วโลก

Singha Estateฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ สิงห์ เอสเตท วางเป้า 3 ปี กับรายได้โตขึ้น 3 เท่า

ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ สิงห์ เอสเตท บอกว่า การตั้งเป้ารายได้ 3 เท่าตัว ให้กลายเป็น 20,000 ล้านบาทต่อปี ภายใน 3 ปีจากนี้ และสร้างมูลค่าสินทรัพย์ให้เพิ่มจาก 65,000 ล้านบาท เป็น 80,000 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2556 เป็นเรื่องที่ท้าทาย และเป็นไปได้

สิงห์ เอสเตท จะผนึกกำลังธุรกิจโรงแรม ที่พักอาศัย อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์และอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้าและบริการด้านนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่องเข้าด้วยกัน สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

เปิดธุรกิจที่ 4 ผลิตกระแสไฟฟ้าและบริการด้านวิศวกรรมและนวัตกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

การวางโครงสร้าง 4 กลุ่มธุรกิจ คือ การตัดสินใจที่ถูกต้อง เพื่อให้บริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างสม่ำเสมอท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากจะคาดเดาทั้งในไทยและทั่วโลก โดยปี 2563 ที่ผ่าน 3 กลุ่มธุรกิจ คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ ธุรกิจโครงการที่พักอาศัย และธุรกิจรีสอร์ตและโรงแรม ทำรายได้คิดเป็นสัดส่วน 96% ของรายได้ทั้งหมด

Singha Estate

การรุกเข้าสู่กลุ่มธุรกิจที่ 4 จะเป็นธุรกิจใหม่ที่เข้ามาเติมเต็มและต่อยอดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแกนหลักมาแต่เดิม และจะสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้น และสร้างความโดดเด่นที่แตกต่าง คือ เพิ่มโอกาสในธุรกิจใหม่ มีประสิทธิภาพในการแข่งขัน และทำให้บริษัทมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นจากการมีธุรกิจที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน แต่มีวงจรทางธุรกิจที่แตกต่างกัน และความเสี่ยงไม่เหมือนกัน

“ด้วยความแข็งแกร่งทางการเงินจากอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 0.96 เท่า ประกอบกับการมีเครดิตดี สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีก 25,000 ล้านบาท ทำให้เวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะเดินหน้ากลุ่มธุรกิจที่ 4”

Singha Estate

ฐิติมา เปิดเผยว่า สิงห์ เอสเตท กำลังศึกษาแนวคิดและวิธีใหม่ๆ ระดับโลก นำมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตของบริษัทฯ เพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้เป็นอย่างดีในทุกสถานการณ์ (Resilient Business)

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ของสิงห์ เอสเตท ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่อาคารสำนักงานและพื้นที่ค้าปลีกรวม 140,000 ตารางเมตร สร้างรายได้ประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมดในปี 2563 อีกทั้งยังมีโรงแรมและรีสอร์ต 39 แห่ง ใน 5 ประเทศ ซึ่งมีห้องพักรวมกัน 4,647 ห้อง สร้างรายได้ประมาณ 24% ของรายได้ทั้งหมด และมีโครงการที่พักอาศัย 23 โครงการ ประกอบด้วยที่อยู่อาศัยแนวราบ และคอนโดมิเนียม เช่น แบรนด์สันติบุรี The ESSE และแบรนด์อื่นๆ ซึ่งสร้างรายได้ ประมาณ 57% ของรายได้ทั้งหมด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post สิงห์ เอสเตท เตรียมขยายธุรกิจเพิ่ม โตแบบก้าวกระโดด กับเป้าหมายรายได้โต 3 เท่า first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

Zoom ตั้งเป้ายอดขาย 3,700 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 40% ไม่หวั่นวัคซีน-งดเว้นระยะห่างกระทบธุรกิจ

Brand Inside - 2 March 2021 - 12:13

ในปี 2563 ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มประชุมออนไลน์อย่าง Zoom เติบโตหลายเท่าตัวเพราะ COVID-19 ทำให้เกิดการทำงาน และเรียนที่บ้านเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในปี 2564 Zoom ยืนยันว่าจะเติบโตอีกครั้ง แต่คงไม่เท่าปีก่อน

zoom

Zoom กับการเติบโตตาม New Normal

Eric Yuan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ก่อตั้ง Zoom แจ้งว่า บริษัทจะเติบโตมากกว่า 40% ในปี 2564 ทำให้มียอดขายมากกว่า 3,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้อัตราการเติบโตจะไม่มากเท่ากับปี 2563 แต่การเติบโตในปี 2564 จะมั่นคง และยั่งยืนมากกว่าเดิม

สำหรับยอดขายในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ทาง Zoom เติบโตถึง 370% เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 หรือคิดเป็นมูลค่า 882.5 ล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของ Zoom ในช่วงเวลาที่หลายประเทศในโลกเริ่มใกล้จะกลับสู่ภาวะปกติผ่านการมาถึงของวัคซีนโรค COVID-19

“ไตรมาสสุดท้ายชี้ให้เห็นว่าเราแข็งแกร่งในปีที่เกิดเหตุการณ์โรคระบาด ซึ่งในปี 2564 ที่โลกเริ่มเอาตัวรอดจากโรคระบาดนี้ได้ งานจริงๆ ของ Zoom ก็เพิ่งเริ่มขึ้นเท่านั้น เพราะการทำงานที่ไหนก็ได้เป็นกระแสใหม่ และเราเห็นเทรนด์นี้จนเตรียมความพร้อมให้กับผู้ใช้บริการของเรา”

ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ธุรกิจของ Zoom จะมีปัญหาเพราะเมื่อวัคซีนโรค COVID-19 เริ่มส่งมอบไปยังประเทศต่างๆ ทำให้ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ ทำให้การประชุม หรือเรียนออนไลน์อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป ประกอบกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้ง Microsoft และ Google ต่างเข้ามาแข่งขันในบริการนี้เต็มรูปแบบ

สรุป

Zoom ในปี 2564 ไม่ได้มีแค่วัคซีน COVID-19 เป็นตัวแปรสำคัญ เพราะยังมีบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ที่พัฒนาระบบประชุมออนไลน์ให้เก่ง และมีรูปแบบการใช้งานต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับ Zoom จึงไม่ใช่งานง่ายที่ Zoom จะเติบโตอย่างหวือหวาในปี 2564 เหมือนกับที่เคยทำได้ในปี 2563 มาก่อน

อ้างอิง // BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Zoom ตั้งเป้ายอดขาย 3,700 ล้านดอลลาร์ เพิ่ม 40% ไม่หวั่นวัคซีน-งดเว้นระยะห่างกระทบธุรกิจ first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

กินที่ร้านลำบาก อานตี้ แอนส์​ ปรับกลยุทธ์เปิด At-Home Pretzel Kit ทำเพรทเซลกินเองที่บ้าน

Brand Inside - 2 March 2021 - 11:18

อานตี้ แอนส์ โดย บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (ซีอาร์จี) ปรับกลยุทธ์รับพฤติกรรมลูกค้าในยุคโควิด เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ C.I.Y. Create Your Pretzel กับสินค้า At-Home Pretzel Kit ชุดแป้งสำหรับทำเพรทเซล ง่ายๆ ได้ที่บ้าน ตั้งเป้าสามารถสร้างยอดขายกว่า 50 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ที่บุกช่องทางเดลิเวอรี่, ทำ Mobile Store และร้านขนาดเล็กมาแล้ว

สุชีพ ธรรมาชีพเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่–ปฏิบัติการ ซีอาร์จี บอกว่า ผู้บริโภคออกมากินอาหารนอกบ้านน้อยลง เปลี่ยนมาสั่งเดลิเวอรี่ และเริ่มหันมาเข้าครัวมากขึ้น แบรนด์จึงต้องปรับตัวมีบริการเดลิเวอรี่ไปก่อนหน้านี้ และล่าสุดเป็นสินค้าประเภท Cooking at Home กับ At-Home Pretzel Kit ชุดแป้งสำหรับทำเพรทเซลที่บ้าน ในคอนเซ็ปต์ C.I.Y  Create Your Pretzel ทำเองง่ายๆ ได้ที่บ้าน

At-Home Pretzel Kit ชุดแป้งสำหรับทำเพรทเซลให้สามารถทำเพรทเซลเองได้ง่ายๆที่บ้าน ภายในกล่องประกอบด้วย ตัวแป้งเพรทเซล Pre-Mix, ยีสต์ และ เบคกิ้งโซดา ในราคากล่องละ 199 บาท โดย 1 กล่อง สามารถทำเพรทเซลได้ 17 ชิ้น เจาะกลุ่มเป้าหมายซึ่งจะเป็นกลุ่มครอบครัว แม่และเด็กที่ชอบหากิจกรรมทำร่วมกันที่บ้าน รวมถึงกลุ่มคนที่ชอบทำเบเกอรี่ และกลุ่มคนที่เป็นเพรทเซล เลิฟเวอร์

ในช่วงแรกได้ทำการทดลองขายไปตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยจำหน่ายที่หน้าร้านอานตี้ แอนส์ สาขาในกทม.ก่อน หลังจากเปิดตัวก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินคาด จึงเดินหน้าขยายช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันสามารถซื้อได้ที่ร้าน อานตี้ แอนส์ ทุกสาขา, แอพพลิเคชั่นสั่งอาหารชั้นนำทุกแอพพลิเคชั่น, เว็ปไซต์ช้อปปิ้งออนไลน์ และช่องทาง LINE Official Account, Chat & Shop ใน Facebook และ IG ของอานตี้ แอนส์ ประเทศไทย 

ด้านยอดขายตั้งเป้าว่า At-Home Pretzel Kit จะสามารถสร้างรายได้ให้แบรนด์ได้กว่า 50 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นยอดขายผ่านช่องทางหน้าร้าน 40%, อีคอมเมิร์ซ 40% และเดลิเวอรี่ 20%

สรุป

ทำธุรกิจต้องปรับตัว ยิ่งในช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้ยิ่งต้องปรับตัว ในกลุ่มธุรกิจอาหาร ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง แม้ทุกคนต้องกิน แต่ถ้าไม่กินที่ร้านไม่ได้ ก็ต้องปรับเข้าหาผู้บริโภค ซึ่ง อานตี้ แอนส์ ก็ปรับโดยจับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post กินที่ร้านลำบาก อานตี้ แอนส์​ ปรับกลยุทธ์เปิด At-Home Pretzel Kit ทำเพรทเซลกินเองที่บ้าน first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

อ่านเกม Burger King ทำไมต้องทำ Plant-Based Whopper เบอร์เกอร์เนื้อที่ไม่มีเนื้อ

Brand Inside - 2 March 2021 - 11:06

Brand Inside ชวนเปิดกลยุทธ์ Burger King ทำไมต้องทำ Plant Based Whopper เบอร์เกอร์เนื้อจากพืช ไม่มีเนื้อเป็นส่วนประกอบ

Burger King ในประเทศไทยเพิ่งจะเปิดตัวเมนูใหม่ Plant Based Whopper เมนูเบอร์เกอร์ Whopper ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Burger King ในรูปแบบ Plant Based หรือการใช้เนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชทดแทนเนื้อสัตว์แบบปกติ โดยทาง Burger King ยังเครมด้วยว่า “กรรมวิธีการย่างบนเปลวไฟซึ่งเป็นกรรมวิธีเอกลักษณ์ ทำให้รสสัมผัสแพลนต์เบสที่ได้ออกมามีรสชาติใกล้เคียงกับเนื้อจริงมากที่สุด”

โดยเมนู Plant Based Whopper จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2564 เป็นต้นไป ในราคา 165 บาท และ 219 บาท เมื่อซื้อเป็นชุดรวมน้ำอัดลม และเฟรนช์ฟรายส์

สำหรับการนำเนื้อสัตว์จากพืชมาทำเป็นเมนู Plant Based Whopper ของ Burger King นี้ นับว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดนำเอาเนื้อสัตว์จากพืชมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักของเมนู

อ่านเกม Burger King ทำไมต้องทำเบอร์เกอร์เนื้อที่ไม่มีเนื้อ

จากการเปิดตัวเมนูเบอร์เกอร์เนื้อสัตว์จากพืช Plant Based Whopper ของ Burger King นี้ ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าสาเหตุหลักอาจมาจากกระแสของเนื้อสัตว์จากพืชที่กำลังมาแรงไม่ใช่แค่ในระดับโลก แต่รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นเดียวกัน

มูลค่าตลาด Plant-based Food ทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.85 แสนล้านบาท และจะเติบโตเฉลี่ย 10.5% จนมีมูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7.57 แสนล้านบาท ในปี 2024

ส่วนในประเทศไทย ตลาด Plant-based Food ปี 2562 มีมูลค่าประมาณ 28,000 ล้านบาท มีโอกาสเติบโตปีละ 10% และในปี 2567 คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าอยู่ที่ 45,000 ล้านบาท (ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกรุงไทย คอมพาส)

ในขณะที่ในประเทศสหรัฐอเมริกา Burger King ได้ทดลองขายเบอร์เกอร์ Impossible Whopper ซึ่งเป็นเบอร์เกอร์เนื้อสัตว์จากพืชที่ทำร่วมกับแบรนด์ Impossible Food ไปก่อนหน้านี้ และวางขายให้ได้ทุกสาขาทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2562

จากมูลค่าตลาดจำนวนมหาศาล จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม Burger King ต้องหันมาสนใจทำเมนูเบอร์เกอร์เนื้อสัตว์จากพืช โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะนี้ในประเทศไทย ยังไม่มีร้านอาหารฟาสฟู้ดต์รายใดทำเมนูเนื้อสัตว์จากพืชมาก่อน Burger King จึงถือเป็นรายแรกที่เข้ามาเปิดตลาดนี้ในประเทศไทย

นอกจากนี้เทรนด์ของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสนใจกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เลือกทานอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และร่างกายมากขึ้นเช่นเดียวกัน เห็นได้จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกรุงไทย คอมพาส ที่ระบุว่า ผู้บริโภคชาวไทยกว่า 53% ต้องการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลง และอีก 45% สนใจที่จะเปลี่ยนไปรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติ วีแกน และอาหารจากพืช

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post อ่านเกม Burger King ทำไมต้องทำ Plant-Based Whopper เบอร์เกอร์เนื้อที่ไม่มีเนื้อ first appeared on Brand Inside.
Categories: Blognone Network

Pages