แค่วิ่งก็รักโลก! Reebok เตรียมขาย Forever Floatride Grow รองเท้าวิ่งที่ทำมาจากพืชทั้งหมด

Brand Inside - 2 hours 54 min ago

ความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องที่หลายองค์กรให้ความสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ Reebok ที่เตรียมจำหน่ายรองเท้ากีฬารุ่น Forever Floatride Grow ที่ชิ้นส่วนต่างๆ ของรองเท้ารุ่นนี้ใช้พืชมาเป็นส่วนประกอบทั้งหมด

ReebokReebok Forever Floatride Grow รองเท้าทำมาจากพืช ขายปี 2563

กระแสรักโลกเติบโตอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทำให้การทำตลาดสินค้า หรือบริการที่ใช้วัสดุจากธรรมชาติย่อมตอบโจทย์ทั้งมุมบวกกับองค์กร รวมถึงผู้ใช้งาน ซึ่ง Reebok ได้เห็นถึงจุดนี้มาก่อนแล้ว ผ่านการเปิดตัว NPC UK Cotton + Corn รองเท้ากีฬาที่ผลิตมาจากเม็ดสำลี และข้าวโพด โดยตัวรองเท้าเหมาะแก่การใส่แบบลำลอง

และเพื่อต่อยอดจากจุดนั้น Reebok ตัดสินใจเปิดตัว Forever Floatride Grow รองเท้ากีฬาที่เหมาะกับการใส่เล่นกีฬาจริงๆ โดยเฉพาะการสวมใส่เพื่อวิ่งออกกำลังกาย โดยตัวรองเท้านั้นพัฒนาจากรุ่น Forever Floatride Energy รองเท้าวิ่งของ Reebok ที่ค่อนข้างได้รับความนิยม

สำหรับ Forever Floatride Grow นั้นหากไล่ตั้งแต่ Outsole หรือพื้นรองเท้า ก็จะทำมาจากยางไม้ แทนที่จะใช้ยางจากปิโตรเลียมเหมือนรุ่นปกติ ส่วน Midsole หรือพื้นรองรับแรงกระแทก จะใช้เม็ดของต้นละหุ่งที่มีคุณสมบัติรองรับแรงกระแทกได้ดี

ส่วน Uppersole หรือด้านบนของรองเท้านั้นทำมาจากต้นยูคาลิปตัส มีคุณสมบัติช่วยระบายอากาศได้ดี เช่นเดียวกับพื้นด้านในรองเท้าก็ทำมาจากสาหร่าย มีคุณสมบัติช่วยดูดซับกลิ่นอับ และกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ด้วย โดยตัวรองเท้านั้นจะเริ่มจำหน่ายในช่วงปลายปี 2563

อ้างอิง // Engadget

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“โอเปก” และ “รัสเซีย” ตกลงลดกำลังการผลิตน้ำมันอีก 5 แสนบาร์เรลต่อวัน

Brand Inside - 4 hours 9 min ago

กลุ่ม OPEC และ รัสเซีย ซึ่งเป็นประเทศส่งออกน้ำมัน ได้ตกลงปรับลดกำลังการผลิตลงอีก 5 แสนบาร์เรลลง อย่างใดก็ดี ประเทศอื่นๆ นอกกลุ่ม OPEC อาจอาศัยช่วงเวลานี้เพิ่มกำลังการผลิตออกมา ทำให้ราคาน้ำมันอาจไม่ได้สูงขึ้น

Oil and Gas น้ำมัน พลังงาน โรงกลั่นภาพจาก Shutterstock

กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันหรือ “โอเปก” และ “รัสเซีย” ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของโอเปก ได้ประกาศว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอีกวันละ 5 แสนบาร์เรล เพื่อที่จะทำให้ราคาน้ำมันกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง โดยที่ประเทศในกลุ่มโอเปกรวมไปถึงประเทศอื่นๆ ที่ส่งออกน้ำมันเป็นหลักแต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มโอเปก เช่น รัสเซีย ฯลฯ ต่างได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันลดลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

Alexander Novak รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของรัสเซียได้กล่าวถึงเรื่องนี้หลังจากมีการเจรจากับโอเปกมาเป็นเวลาสักระยะแล้วว่า “รัสเซียได้ตัดสินใจที่จะลดกำลังการผลิตน้ำมันลงอีกวันละ 5 แสนบาร์เรลภายในไตรมาส 1 ของปี 2020”

อย่างไรก็ดีต่อให้มติของประเทศในกลุ่มโอเปกจะปรับการผลิตน้ำมันลงอีกวันละ 5 แสนบาร์เรล แต่ยังมีประเทศอื่นๆ ที่อยู่นอกกลุ่มโอเปกนั้นอาจได้โอกาสเพิ่มกำลังการผลิตออกมา ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา แคนาดา บราซิล นอร์เวย์ รวมไปถึงประเทศกายอานา ซึ่งประเทศเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในกลุ่มโอเปก

ก่อนหน้านี้มติของโอเปกได้ตกลงที่จะปรับลดกำลังการผลิตมาแล้ววันละ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฏาคม แต่ก็ไม่เป็นผลแต่อย่างใด รวมไปถึงการเจรจาล่าสุดนอกกลุ่มโอเปกอย่างซาอุดิอาระเบียกับรัสเซียในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังสร้างความไม่พอใจให้กับสมาชิกบางประเทศที่ได้ต่อว่าการเจรจานอกรอบของ 2 ประเทศนี้ด้วย

ปัจจุบันราคาคาซื้อขายน้ำมันดิบ West Texas อยู่ที่ 59.13 เหรียญต่อบาร์เรล โดยราคาล่าสุดถือเป็นราคาน้ำมันที่สูงนับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

ที่มา – DW, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อวสานสิ่งพิมพ์ ปิดตำนาน 36 ปี “นิตยสารสุดสัปดาห์” ลาแผงแล้ว จากนี้ลงออนไลน์อย่างเดียว

Brand Inside - 6 hours 14 min ago

นิตยสารสุดสัปดาห์ โบกมือลาเวอร์ชั่นกระดาษ หลังจากนี้ยังผลิตคอนเทนต์ต่อ แต่ลงเฉพาะออนไลน์เท่านั้น

นิตยสารสุดสัปดาห์ ลาแผง เลิกตีพิมพ์ ลงออนไลน์อย่างเดียว

หลังจากที่มีกระข่าวลือมาสักพักว่า “นิตยสารสุดสัปดาห์” ซึ่งเป็นนิตยสารสายแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ของบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) โดยตีพิมพ์ครั้งแรกในปีพ.ศ. 2526 จะประกาศลาแผงและเลิกตีพิมพ์ในรูปแบบกระดาษ

ล่าสุด มีข่าวยืนยันแล้วว่านิตยสารสุดสัปดาห์ประกาศอำลาแผงแล้ว โดยอ้างอิงจากบทบรรณาธิการของปกสุดท้ายของนิตยสารที่เป็นปก BNK48 ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2562

นับรวมแล้วนิตยสารสุดสัปดาห์ตีพิมพ์ต่อเนื่องยาวนานถึง 36 ปีเต็ม อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ นิตยสารสุดสัปดาห์ยังคงผลิตคอนเทนต์ต่อไป แต่ลงในรูปแบบออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์และสื่อโซเชียลมีเดียเท่านั้น

เอาเข้าจริงแล้ว สื่อสิ่งพิมพ์ประเภทนิตยสารของไทยในปี 2019 ประกาศลาแผงกันไปไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่น Student Weekly ที่เป็นนิตยสารเรียนภาษาอังกฤษชั้นดีและมีอายุมากกว่า 50 ปี ก็ได้ประกาศลาแผงปิดตัวไป และหันไปเน้นทำออนไลน์เช่นกัน หรือแม้กรัะทั่งสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือพิมพ์ภาคภาษาอังกฤษอย่าง The Nation ซึ่งมีอายุกว่า 48 ปี ก็เพิ่งโบกมือลาวงการกระดาษไปตั้งแต่เมื่อกลางปีที่ผ่านมา

อ้างอิง – Brighttv, Mgronline

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เศรษฐกิจยุคนี้ แม่ค้าข้าวมันไก่บอก “ถ้าลูกยังเรียนอยู่ คงผูกคอตายไปแล้ว” 

Brand Inside - 9 hours 1 min ago

คุยกับแม่ค้าข้าวมันไก่ เศรษฐกิจแบบนี้ อยู่ดีอย่างไร ? 

วันก่อน Brand Inside สำรวจตลาด พูดคุยกับแม่ค้าขายข้าวมันไก่ย่านทองหล่อมา ถามไถ่กับแม่ค้า ได้ใจความว่า “เศรษฐกิจช่วงนี้มันแย่ ถ้าลูกยังเรียนอยู่ ก็คงผูกคอตายไปแล้ว เพราะไม่มีเงินส่งเสียลูก”  

จากนั้น เราจึงถามถึงค่าที่ที่แม่ค้าต้องเสียต้องจ่ายทุกเดือน เธอเล่าว่า ค่าเช่าไม่ถึงหมื่นหรอก ถึงจะเป็นย่านนี้ (ย่านทองหล่อ) ที่ไม่แพงก็เพราะพี่ของแฟนเป็นเจ้าของพื้นที่ เราจึงได้ค่าเช่าที่พอจ่ายได้ ราคาข้าวมันไก่ที่ขาย ราคาอยู่ที่ 50 บาท ถือว่าไม่แพงสำหรับย่านนี้ 

ข้าวมันไก่ ภาพจาก Shutterstock

How to ทำยังไงให้อยู่รอดภายใต้เศรษฐกิจแบบนี้

แม่ค้าขายข้าวมันไก่ เล่าให้เราฟังว่า โดยปกติก็ขายได้หมดทุกวัน เพราะเราทำไม่เยอะ เมื่อก่อนขายดีกว่านี้ เป็นกิจการที่สืบทอดมาจากแม่สามีอีกที 

วิธีใช้จ่ายที่ช่วยประหยัดต้นทุนให้เราได้บ้าง เราใช้วิธีซื้อเนื้อไก่ตามห้างที่เขาขายเป็นชิ้น ราคาตามห้างขายถูกกว่าราคาตามท้องตลาดสดเยอะ

เวลาเราหิว เราก็หาซื้ออาหารแถวย่านใกล้ๆ นี้ เราทำข้าวมันไก่ขายทุกวัน จะให้กินเองทุกมื้อก็ไม่ไหว ใช้วิธีซื้อก๋วยเตี๋ยวบ้าง ซื้ออาหารตามสั่งบ้าง ทุกวันนี้มีเงินพอใช้รายวันนะ ไม่ได้มีเหลือเก็บ มีไว้จ่ายค่าเช่าที่กับค่าไฟ ก็พอรอดตัวไปได้

จะปรับตัวธุรกิจตอนนี้ก็ลำบาก เพราะขายลำพังตัวคนเดียว สามีตายแล้ว ลูกๆ ก็เรียนจบไปทำงานตามบริษัทกันหมด เขาก็ขอให้เราเลิกขายนะ เขาไม่มาทำต่อ เขาบอกเขาจะเลี้ยงเราเอง แต่เราอยากมีอิสระ ไม่ต้องคอยขอเงินเค้า หาเอง กินเอง อยากเอาเงินไปทำบุญ ซื้ออะไรที่เราชอบด้วยตัวเอง มันก็สบายใจดี

ข้าวมันไก่ ภาพจาก Shutterstock

ที่ขายอยู่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้กำไรอะไรหรอก แค่พออยู่ได้ ขายตั้งแต่เช้า บ่ายๆ ก็เริ่มทยอยเก็บแล้ว คนเดี๋ยวนี้เขาก็ไม่ค่อยมาซื้อ เขาสั่งซื้อออนไลน์ได้ ก็สะดวกเขาดี บางคนก็หนีไปซื้อกินอาหารที่มันถูกกว่าอย่าง ข้าวเหนียว หมูปิ้ง ก็แค่ 20-30 บาท ก็ถือว่ามีราคาที่ถูกกว่าเรา เห็นย่านนี้ต่างชาติเยอะก็จริงนะ เขามาเดินๆ ดู ไม่ได้ซื้ออะไรกินหรอก 

เราเองตกเย็นก็แวะ แม็กซ์ แวลู บ้าง โลตัส บ้าง ช่วง 2 ทุ่มขึ้นไป ช่วงเย็นๆ เขาก็เอาอาหารมาลดราคา ตัวเรา เรายังไปตามซื้อเลย เพราะมันถูก แต่จะให้ปิดร้านตัวเองก็คงอีกสักพัก จนกว่าจะทำไม่ไหว เพราะมันก็ทำไปแก้เหงา ก๊อกๆ แก๊ก ก็พออยู่ได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แมคโดนัลด์เปิดอีคอมเมิร์ซ ขายสินค้าไลฟ์สไตล์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้ามากขึ้น

Brand Inside - 9 hours 55 min ago

เป็นอีกหนึ่งธุรกิจสำหรับ McDonald’s ไปแล้ว กับการตัดสินใจเปิดแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซ  ที่ชื่อว่า “Golden Arches Unlimited” โดยนำโลโก้ตัว M ที่เป็นเอกลักษณ์มาจำหน่ายสินค้าไลฟ์สไตล์ เสื้อผ้าของใช้

แมคโดนัลด์ หนึ่งในธุรกิจบริการอาหารจานด่วน ลุกขึ้นมาทำธุรกิจอี- คอมเมิร์ซที่ชื่อว่าGolden Arches Unlimited” https://goldenarchesunlimited.com/ ซึ่งจะนำโลโก้ของ แมคโดนัลด์ พัฒนาขึ้นมาเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ เสื้อผ้า เนกไท กระเป๋าผ้า หมวก สมุด และร่ม

ทั้งนี้ McDonald แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ จะมีการอัพเดทคอลเลกชั่นใหม่ๆ ตามซีซั่น หรือกระทั่งในธีมวันหยุด Christmas อุปกรณ์ตกแต่งในช่วงเทศกาล มีจำหน่ายเสื้อผ้า และเครื่องประดับต่างๆ โดยมีราคาเริ่มต้น 10 เหรียญดอลลาร์ขึ้นไป 

สำหรับการเปิดตัวแพลตฟอร์มอี –คอมเมิร์ช เป็นการลงทุนของบริษัทที่มองเห็นถึงโอกาสสร้างแบรนด์เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ขณะที่ตัวแบรนด์ “McDonald’s ก็มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เป็นแบรนด์ Love สำหรับใครหลายๆ คน 

การนำโลโก้มาผลิตเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์ของ McDonald ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่ผ่านมาสินค้าที่ออกมาเป็นความร่วมมือกับแบรนด์อื่นๆ นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เพื่อขายสินค้าในรูปแบบต่างๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ กลยุทธ์การสร้างแบรนด์เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค แบรนด์ใหญ่ๆ ก็ทำมาแล้ว เช่น Coca-Cola ขายทุกอย่างตั้งแต่เครื่องประดับไปจนถึงชุดนอนผ่านเว็บไซต์ Coke Store KFC ซึ่งเป็นคู่แข่งของ McDonald เป็นต้น

สรุป

McDonald ใช้กลยุทธ์ไลฟ์สไตล์ มาร์เก็ตติ้ง เพื่อทำให้แบรนด์เข้าไปมีส่วนร่วมไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เพราะผู้บริโภคฉลาดมากขึ้น การโฆษณาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความจดจำ หรือตอกย้ำแบรนด์อยู่ในใจของผู้บริโภคได้อีกต่อไป ดังนั้นการสร้างแบรนด์ต้องมีการผสมผสานอย่างมีศิลปะ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรงผ่านไลฟ์สไตล์ในรูปแบบต่างๆ และแถมยังได้ยอดขายเพิ่มขึ้นด้วย โดยนำโลโก้ที่มีคุณค่ามาสร้างมูลค่าเพิ่ม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผลสำรวจชี้ หลายประเทศในเอเชียกังวลจีนที่ขยายอิทธิพลด้านการทหารและเศรษฐกิจ

Brand Inside - 10 hours 4 min ago

ผลสำรวจจาก Pew Research ชี้ เหล่าประเทศเอเชียต่างยินดีที่เศรษฐกิจจีนดีขึ้น แต่ขาดความมั่นใจบทบาทความเป็นผู้นำของจีนในภูมิภาค ราว 45% ของกลุ่มประเทศในเอเชีย อาทิ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ต่างไม่มั่นใจนโยบายจีนภายใต้การนำของ สี จิ้นผิง ขณะที่อีก 29% ยังมั่นใจอยู่

โพลสำรวจความรู้สึกเอเชียที่มีต่อจีน ภาพจาก Pew Research

หลังความขัดแย้งในสงครามการค้าระหว่างจีน ทำให้สหรัฐผ่านกฎหมายปกป้องทั้งฮ่องกงรวมถึงการกวาดล้างมุสลิมในมณฑลซินเจียงด้วย หลายๆ ประเทศในเอเชียเป็นลูกหนี้ของจีน การมีอิทธิพลอย่างมากทางเศรษฐกิจของจีนต่อประเทศต่างๆ ในเอเชีย ทำให้ผลสำรวจเห็นชัดเจนว่า

  • เศรษฐกิจจีนดีขึ้น ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และญี่ปุ่นมองเป็นเรื่องดี เกาหลีใต้และฟิลิปปินส์รู้สึกกลางๆ ขณะที่อินเดียไม่เห็นเป็นเรื่องดี
  • การลงทุนของจีนในเอเชีย หลายประเทศในเอเชียมองในแง่ลบ ยกเว้นฟิลิปปินส์มมองกลางๆ
  • การเติบโตด้านการทหารของจีน ไม่มีใครเห็นเป็นเรื่องดี
  • ความมั่นใจที่มีต่อ สี จิ้นผิง มีทั้งขาดความมั่นใจในสี จิ้นผิง และมั่นใจอยู่บ้าง

Pew Research รายงานว่า การลงทุนของจีนในประเทศต่างๆ ในเอเชีย ยิ่งทำให้จีนขยายอิทธิพลมากยิ่งขึ้น และนับวันก็ยิ่งขยายอิทธิพลมากเกินไป การสำรวจนี้ใช้การสัมภาษณ์ทั้งทางโทรศัพท์และการสัมภาษณ์​โดยตรงแบบพบหน้ากัน จำนวน 38,426 ราย จาก 34 ประเทศ ช่วงระหว่าง 13 พฤษภาคม -​ 2 ตุลาคม 2019

ที่มา -​ Nikkei Asian Review 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Saudi Aramco ระดมทุนได้ 25,600 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น IPO ใหญ่ที่สุดในโลกแทน Alibaba แล้ว

Brand Inside - 7 December 2019 - 16:36

ซาอุดิ อารามโค บริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดของประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้เป็นแชมป์ IPO ที่ใหญ่ที่สุด หลังจากระดมทุนได้มากถึง 25,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ชนะ อาลีบาบา ที่ IPO ไปในปี 2014 นอกจากนี้ ยังกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดของโลกแซงแอปเปิลไปแล้วด้วย

Gas Processing Plantภาพจาก Shutterstock

Aramco บริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลกของประเทศซาอุดิอาระเบีย ได้ประกาศว่าสามารถที่จะระดมทุนได้มากถึง 25,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะกลายเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขี่ย Alibaba ซึ่งเคย IPO เข้าตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ในปี 2014 ซึ่งระดมทุนไปได้ถึง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ลงทันที

สำหรับการระดมทุนครั้งนี้ของ Aramco จะทำให้บริษัทน้ำมันรายนี้มีมูลค่าบริษัทอยู่ที่ 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดใหญ่กว่า Apple ซึ่งล่าสุดมีมูลค่าตลาดที่ 1.15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยการขายหุ้นครั้งนี้นั้น บริษัทได้ขายหุ้นออกมา 3,000 ล้านหุ้น ที่ราคา 32 ริยัลซาอุดีอาระเบีย หรือประมาณ 258 บาท ถือเป็นราคาสูงสุดที่ก่อนหน้านี้บริษัทได้ตั้งไว้ที่ประมาณ 30-32 ริยัลซาอุดีอาระเบีย

แผนการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้เป็นแนวความคิดของเจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมานที่ต้องการให้ซาอุดิอาระเบียนั้นนำเงินจากการ IPO ไปพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ภายใต้แผน Vision 2030 ที่จะลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเป็นหลัก นอกจากนี้ยังคาดว่าจะมีการ IPO รัฐวิสาหกิจเพิ่มด้วย

CNBC ได้รายงานว่ากองทุนความมั่งคั่งของต่างๆ ในตะวันออกกลาง นั้นได้ลงทุนใน Aramco ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Kuwait Investment Authority จากคูเวตนั้นได้ลงทุนมูลค่าประมาณ​ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนทางด้านของ Abu Dhabi Investment Authority จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้นได้ลงทุนมูลค่าประมาณ​ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในช่วงปี 2018 Aramco มีแผนที่จะ IPO หุ้นของบริษัทสัดส่วนประมาณ​ 5% ในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ เช่น สหรัฐ สหราชอาณาจักร ฯลฯ โดยเจ้าชายโมฮัมหมัด บิน ซัลมาน ที่ต้องการให้มูลค่าของ Aramco มีมูลค่าสูงถึง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่ตลาดส่วนใหญ่มองว่ามูลค่าบริษัทนั้นไม่ได้สูงถึงขนาดนั้น รวมไปถึงคดีฆาตกรรมของ จามาล คาชูจกิ ทำให้มีการชะลอการ IPO ไปก่อน

นอกจากนี้การที่ Aramco เข้า IPO ครั้งนี้ทำให้มีการคาดการณ์ว่าบริษัทน้ำมันที่เป็นรัฐวิสาหกิจของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย (GCC) มีโอกาสที่จะเข้า IPO ในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตได้ด้วย

ที่มา – CNN, CNBC, Zee Business

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Supercar ไม่สนเศรษฐกิจซบ! Porsche ประเทศไทยโต 82% ผ่านยอดขายรถสปอร์ต และ SUV อย่างละครึ่ง

Brand Inside - 7 December 2019 - 10:42

แม้เศรษฐกิจจะซบเซา แถมภาครัฐเข้มงวดการจำหน่ายรถหรู แต่ผู้นำเข้า และตัวแทนจำหน่าย Porsche อย่าง AAS Auto Service ยังเติบโตสุดๆ แถมปี 2563 ก็ยังมีแผนเติบโตไปมากกว่านี้อีก

Porsche Cayenne CoupéPorsche Cayenne Coupé เศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องท้าทาย

ตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบันมีรถหรูหลั่งไหลเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยมากมาย ทั้งในรูปแบบเป็นตัวแทนถูกต้อง และผู้นำเข้าอิสระ เรียกได้ว่าธุรกิจรถหรูนั้นฝ่าฟันวิกฤติมาเยอะ ดังนั้นในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซาอย่างตอนนี้ก็คงเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งของผู้นำเข้ารถหรูว่ามันจะเป็นอย่างไรบ้าง

“ผมเชื่อมาตลอดว่าเศรษฐกิจไม่ได้ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมรถหรู เพราะถ้าเศรษฐกิจมีปัญหาจริง มันน่าจะส่งผลกับกลุ่มรถยนต์ระดับเริ่มต้นมากกว่า ดังนั้นการนำเข้ารถยนต์หรูจากต่างประเทศมาจำหน่ายในประเทศไทยตอนนี้ยังไปได้อยู่” ปีเตอร์ โรห์เวอร์ กรรมการผู้จัดการ ปอร์เช่ ประเทศไทย บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด กล่าว

Porsche

ดังนั้นความท้าทายในตลาดรถยนต์หรูในตอนนี้คือการทำตลาดให้สามารถจูงใจผู้ซื้อให้ได้มากที่สุด รวมถึงสร้างบริการหลังการขาย และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่นศูนย์บริการที่เชี่ยวชาญเรื่องสี หรือสินค้าที่เกี่ยวกับรถยนต์ที่ทำให้รถยนต์หรูสามารถตอบโจทย์เจ้าของได้มากที่สุด

สิทธิประโยชน์ทางภาษีช่วยเหลือ

ขณะเดียวกันการที่ Porsche เริ่มผลิตรถยนต์ประสิทธิภาพสูงที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ Plug-in Hybrid รวมถึงการปล่อยมลพิษที่ลดลง ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราสูงที่สุด หรือราว 300% เมื่อเป็นอย่างนี้ผู้บริโภคก็เข้าถึงง่ายขึ้นกว่าในอดีต

Porsche

“เราได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากกว่าเดิม และเรานำเข้าอย่างถูกต้อง ดังนั้นเรื่องการตรวจสอบรถหรูของภาครัฐจึงไม่ใช่ปัญหา แต่เราอยากให้มองเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วนมากกว่า เพราะมันเป็นการส่งเสริมที่แท้จริง และมันควรจะเป็น 0% เลยก็ได้”

เมื่อเป็นอย่างทำให้ในปี 2562 ทาง Porsche ประเทศไทยมีโอกาสที่จะปิดยอดขายเติบโตจากปีก่อนหน้านั้นถึง 82% ผ่านการจำหน่ายรถยนต์สปอร์ต และรถยนต์แบบ SUV อย่างละครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ตัวรถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่น Taycan ก็มีลูกค้าจองสิทธิ์ซื้อแล้ว แม้จะยังไม่เปิดเผยราคา และรายละเอียดในการทำตลาดที่ประเทศไทย

Porsche

ปิดช่องว่างด้วย Cayenne Coupé

อย่างไรก็ตามด้วยตลาด SUV ที่เติบโตสุดๆ ในตอนนี้ ทำให้ Porsche ประเทศไทยตัดสินใจนำเข้า Cayenne Coupé รถยนต์แบบ SUV ที่จะมาขั้นกลางระหว่าง Macan กับ Cayenne กับรุ่น e-Hybrid ราคาเริ่มต้น 6.5 ล้านบาท ส่วนรุ่นปกติราคาเริ่มต้น 8.1 ล้านบาท ซึ่งน่าจะมีผู้บริโภคให้ความสนใจเช่นเดิม

สำหรับ Cayenne Coupé รุ่นปกติจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ 3.0 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 340 แรงม้า และทำความเร็วสูงสุด 243 กม./ชม. โดยภายในตกแต่งด้วยห้องโดยสารแบบสปอร์ต 4 ที่นั่ง เพื่อให้สมกับความเป็น Coupé ที่มีช่วงท้ายลาดลงมา

Porsche

ในทางกลับกัน AAS Auto Service ก็ยังมีแผนขยายธุรกิจในฝั่ง Porsche ให้มากกว่าเดิม เช่นการเปิดโชว์รูมเพิ่มจากที่มีอยู่ 4 แห่ง แต่ถึงอย่างไรบริษัทยังรักษาการนำเข้ารถยนต์หรูมาจัดจำหน่าย 2 แบรนด์คือ Porsche และ Bentley โดยไม่มีแผนการนำเข้าแบรนด์อื่นๆ เพิ่ม

สรุป

การทำตลาดรถยนต์หรูนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเข้าใจผู้บริโภคอย่างมาก เพื่อตอบโจทย์พวกเขาที่มีกำลังซื้อเยอะให้ได้ดีที่สุด ยิ่งตอนนี้เหลือผู้ทำตลาดรถหรูที่ไม่ใช่ผู้นำเข้าอิสระเพียงไม่กี่ราย ดังนั้นมันก็พิสูจน์ว่า พวกเขาคือคนที่สามารถตอบโจทย์กลุ่มเศรษฐีได้จริงๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ของขวัญรับปีใหม่ คณะกรรมการค่าจ้างปรับค่าแรงขึ้นสูงสุด 6 บาท เตรียมนำเข้าประชุม ครม.

Brand Inside - 6 December 2019 - 21:59

คณะกรรมการค่าจ้าได้ปรับขึ้นค่าแรงอีกคครั้ง โดยมองว่าเป็นระดับที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ ในเรื่องของเงินเฟ้อ อัตราความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ได้อย่างสมดุล โดยค่าแรงที่ขึ้นครั้งนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 5 บาท สูงสุดที่ 6 บาท

Thailand Worker Construction แรงงาน ก่อสร้างภาพจาก Shutterstock

สุทธิ สุโกศล ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง มีวาระสำคัญคือการพิจารณากรอบการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ โดยมติครั้งนี้ได้ปรับค่าจ้างใน 9 จังหวัด ขึ้นอีก 6 บาท ได้แก่ ชลบุรี ภูเก็ต นนทบุรี นครปฐม ปราจีนบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร ขณะที่จังหวัดอื่นๆ นอกเหนือจากนี้มีการปรับขึ้น 5 บาท

โดยถ้าเรียงจากจังหวัดที่มีค่าแรงมากที่สุดจะประกอบไปด้วย

  1. ค่าจ้าง 336 บาท มี 2 จังหวัด คือ ชลบุรี และภูเก็ต
  2. ค่าจ้าง 335 บาท มี 1 จังหวัด คือ ระยอง
  3. ค่าจ้าง 331 บาท มี 6 จังหวัด คือ กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร
  4. ค่าจ้าง 330 บาท มี 1 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา
  5. ค่าจ้าง 325 บาท มี 14 จังหวัด คือ กระบี่ ขอนแก่น เชียงใหม่ ตราด นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา พังงา ลพบุรี สงขลา สระบุรี สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี หนองคาย และอุบลราชธานี
  6. ค่าจ้าง 324 บาท มี 1 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี
  7. ค่าจ้าง 323 บาท มี 6 จังหวัด คือ กาฬสินธุ์ จันทบุรี นครนายก มุกดาหาร สกลนคร และสมุทรสงคราม
  8. ค่าจ้าง 320 บาท มี 21 จังหวัด คือ กาญจนบุรี ชัยนาท นครพนม นครสวรรค์ น่าน บึงกาฬ บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุงพิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ พะเยา ยโสธร ร้อยเอ็ด เลย สระแก้ว สุรินทร์ อ่างทอง อุดรธานี และอุตรดิตถ์
  9. ค่าจ้าง 315 บาท มี 22 จังหวัด คือ กำแพงเพชร ชัยภูมิ ชุมพร เชียงราย ตรัง ตาก นครศรีธรรมราช พิจิตร แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน ระนอง ราชบุรี ลำปาง ลำพูน ศรีสะเกษ สตูล สิงห์บุรี สุโขทัย หนองบัวลำภู อุทัยธานี และอำนาจเจริญ
  10. ค่าจ้าง 313 บาท มี 3 จังหวัด คือ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา

ในการประชุมครั้งนี้มีที่ปรึกษา ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง ฝ่ายรัฐบาลจากตัวแทนจากกระทรวงพาณิชย์ ไปจนถึงตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ร่วมเข้าร่วมประชุมด้วย สำหรับการขึ้นค่าแรงครั้งนี้นั้นคณะกรรมการค่าจ้างมองว่า อัตราที่ปรับขึ้นนี้เป็นระดับที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันแล้ว ในเรื่องของเงินเฟ้อ อัตราความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ได้อย่างสมดุล

มุมมองของ บริษัท หลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มองว่าจากกรอบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้นั้นน้อยกว่าคาดการณ์ของตลาดก่อนหน้านี้ที่ 20-30 บาท หรือคิดเป็นการเพิ่มเพียง 1.5-2% และส่วนใหญ่ผู้ประกอบการให้มากกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว จึงไม่ได้กระทบกับต้นทุนทั้งของกลุ่มค้าปลีก รับเหมา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์มากนัก และในทางตรงข้าม ค่าแรงที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยพยุงกำลังซื้อที่ชะลอตัวลงได้บ้าง ซึ่งจะเป็นผลบวกกับกลุ่มค้าปลีกในระยะถัดไป

ที่มา – ข่าวสดออนไลน์, ไทยพีบีเอส

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Brown Sugar ขาลง! KAMU สร้างกระแสสายไมโล เครื่องดื่มสุขภาพเอาใจโรงเรียนและครอบครัว

Brand Inside - 6 December 2019 - 18:30

กระแสชานมไข่ที่มาแรงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมนูยอดฮิต “บราวน์ชูการ์” ที่ทำให้คนไทยหวนกลับมากินชานมไข่มุกอีกครั้ง แต่จากนี้ดูเหมือนตลาดไม่หวือหวาเหมือนเคย คนดื่มไม่ Wow ! ตอนนี้ KAMU เริ่มสร้างเครื่องดื่มใหม่สายไมโลก็มา  

สภาพตลาดชานมไข่มุกที่กลาย Every Drink หรือเครื่องดื่มทั่วไป ต้องดื่มทุกวันไม่ต่างกับกาแฟไปแล้วนั้น แต่ความอร่อย ความฟินของผู้ดื่มที่ไม่ WOW เพราะไม่ใช่เครื่องดื่มใหม่อีกต่อไป และตลาดจะคึกคักก็ต่อเมื่อมีเมนูใหม่ๆ มาสร้างตลาดเท่านั้น

KAMU เปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ “Milo Family” สายไมโล มีให้เลือก 2 รสชาติ คือ Milo Magma Lava  สายละมุล แบบปั่น สายชีส ถูกใจโกโก้ครัมเบิลและไมโลฟอสซิล หรือ Dino milo สายย้อนวัย ชีวิตขาดไมโลไม่ได้ ราคาเริ่มต้นแก้วละ 80 บาท

สร้างเมนูเครื่องดื่มสุขภาพ

ตลาดชานมไข่มุกในประเทศไทยช่วง 3 ปี ที่ผ่านมาเติบโตไม่ต่ำกว่า 40% จนมีมูลค่า 2,500 – 3,000 ล้านบาทและคาดการณ์ว่าตลาดมีแนวโน้มเพิ่ม 5,000 ล้านบาท ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่กระแสที่มาแรงทำให้ต้องเผชิญกับกระแสลบ โดยเฉพาะวงการแพทย์ออกมาเตือนต่างๆ นานา

  • ชานมไข่มุกมีน้ำตาลสูงถึง 8-11 ช้อนชา
  • บริโภคเป็นประจำทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ไข่มุกมีส่วนผสมสารกันบูด

ภาพลักษณ์ของชานมไข่มุกที่มีกระแสลบ จนกระทั่งความถี่ในการดื่มอาจลดลง การนำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่างไมโลเข้ามาเป็นหนึ่งในเมนูของร้าน จะช่วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ดีในสายตลาดผู้บริโภค เพราะมีเมนูทางเลือกให้กับลูกค้าหรือสำหรับสายสุขภาพ

KAMU Collaboration Milo

ฐานลูกค้าของ KAMU ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มวัยทำงาน หรือตั้งแต่ช่วงอายุ 24 – 44 ปี แต่การ Collaboration กับ Milo โดยการสร้างสรรค์เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของไมโลนั้นทำให้ KAMU สามารถขยายฐานลูกค้ากลุ่มเด็กๆ และรุ่นคุณพ่อ คุณแม่ หรือทั้งครอบครัวเพิ่มขึ้น เพราะไมโลเป็นเครื่องดื่มสายโรงเรียนที่ทุกคนต้องเคยดื่มทั้งนั้น

สร้างความต่างดึงดูดคนเข้าร้าน

นอกจากนี้การมีเครื่องดื่มให้บริการลูกค้า ช่วยทำให้แบรนด์มีความแตกต่างจากคู่แข่ง ตอนนี้แทบจะทุกร้านมีเมนู บราวน์ชูการ์ กันหมดแล้ว การสร้างความแตกต่างจะช่วยดึงดูดลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้า เพราะนั่นหมายความว่า ที่อื่นๆ ไม่มีขาย หรือร้านเรามีเมนูที่ไม่เหมือนใครๆ

สรุป

การทำธุรกิจเครื่องดื่ม สำคัญที่ต้องสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ให้กับลูกค้าอยู่เสมอ การนำเมนูเครื่องดื่มสุขภาพเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคตอบโจทย์กระแสสุขภาพที่มาแรง และยังกระตุ้นยอดขายที่เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน KAMU Collaboration Milo ยังช่วยภาพลักษณ์ของแบรนด์ KAMU และขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ ได้เพิ่มมากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผู้ค้าออนไลน์ Lazada เฮ! KBank ปฏิวัติเงินกู้บนแอปฯ กดกู้ปั๊บ รู้ผลไว 1 นาที รับเงินสูงสุด 6 แสนบาท-ดอกเบี้ยต่ำ

Brand Inside - 6 December 2019 - 17:51

ปัญหาโลกแตกของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หน้าใหม่ หรือนักขายมือฉมัง เมื่อออร์เดอร์ทะลักทะล้น ไหนจะต้องสต๊อกสินค้า ครั้นจะกู้กับธนาคารก็ยุ่งยาก จะหาเงินลงทุนสักก้อนเพื่อใช้หมุนเวียน ก็ได้เงินไม่ทันใจ กสิกรไทยจึงปฏิวัติเงินกู้ผู้ขายออนไลน์ ออกสินเชื่อเงินด่วน เพื่อร้านค้า Lazada กดกู้ปั๊บ รู้ผลไว 1 นาทีรับเงิน

วีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เล่าว่า ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยที่เฟื่องฟูจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนการช้อปปิ้งจากห้างมาสู่ช่องทางออนไลน์ โดยเมื่อปี 2561 อีคอมเมิร์ซมีอัตราการเติบโต 13% และคาดการณ์ว่าอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 15-20% หรือมูลค่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซแตะ 3.3 แสนล้านบาท

การขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซไทย ทำให้การค้าขายออนไลน์คึกคักมากขึ้น และเป็นช่องทางการขายที่จำเป็นสำหรับธุรกิจยุคใหม่ที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายให้มากขึ้นได้ มีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์หน้าใหม่เข้าสู่ธุรกิจนี้จำนวนมาก แต่ปัญหาที่สำคัญของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เลยก็คือ ปัญหาการเข้าถึงเงินทุนทำให้ขาดเงินทุนหมุนเวียนสำหรับการซื้อสินค้ามาสต๊อก

สินเชื่อเงินด่วน กดกู้ปั๊บ รู้ผลไว 1 นาทีรับเงิน

คงจะดีไม่ใช่น้อย หากมีการขอสินเชื่อที่กดกู้ปั๊บ รู้ผลไว 1 นาทีรับเงิน ปลดล็อกข้อจำกัดให้กับผู้ค้าออนไลน์ และเพิ่มความคล่องตัวให้กับธุรกิจที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการขอสินเชื่อ ทั้งเอกสารไม่เพียงพอ ไม่มีข้อมูลการเดินบัญชี ไม่มีหลักประกัน แถมขั้นตอนการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินก็ค่อนข้างใช้ระยะเวลานานกว่า 1 เดือน

ธนาคารกสิกรไทยจึงร่วมมือกับ Lazada แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผนึกกำลังในรูปแบบ “Better Together” เพื่อช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจและปลดล็อกข้อจำกัด ให้ผู้ขายที่มีการทำธุรกิจจริงบน Lazada สามารถเข้าถึงเงินกู้ได้ง่ายขึ้น

สำหรับความร่วมมือดังกล่าวเป็นการปฏิวัติการให้เงินกู้ออนไลน์ด้วยการเชื่อมต่อ API ของแอป Lazada Seller Center และแอป K PLUS เป็นการนำเสนอเงินกู้ผ่านแอป Lazada Seller Center และเชื่อมต่อมายังแอป K PLUS ทำให้การกู้เงินจบในแอปเป็นครั้งแรก

การปฏิวัติครั้งใหญ่ของการขอสินเชื่อออนไลน์ (Digital Lending)  สร้างประสบการณ์ใหม่ในการขอกู้ที่สะดวกรวดเร็ว กดกู้ปั๊บ รู้ผลไว 1 นาทีรับเงิน ให้กับผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการ SME รายย่อยอย่างแท้จริง ผ่านแอปพลิเคชัน Lazada Seller Center

อนุมัติเร็ว ดอกเบี้ยต่ำให้นักขายตัวยง

หากจะขอสินเชื่อเงินด่วน เพื่อร้านค้า Lazada ต้องเป็นผู้ค้าออนไลน์ที่ขายอยู่บนแพลตฟอร์ม Lazada 6 เดือนขึ้นไป อายุ 21-60 ปี มีบัญชีธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้ขายที่ Lazada เลือก โดยเงื่อนไขและขั้นตอนการขออนุมัติบนแอปพลิเคชัน Lazada Seller Center  แสนจะง่ายดาย ตามคอนเซ็ปต์ของเรา กดกู้ปั๊บ รู้ผลไว 1 นาทีรับเงิน

  • ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 
  • ไม่ต้องเตรียมเอกสาร
  • ไม่มีค่าธรรมเนียม 

วงเงินสินเชื่อ เริ่มต้นตั้งแต่ 2,000 – 600,000 บาท ระยะเวลาผ่อน 6 เดือน เมื่อขอสินเชื่อแล้วได้รับการอนุมัติ เงินโอนเข้าบัญชีของธนาคารที่ผูกอยู่บนแอป K PLUS ภายใน 1 นาที  โดยผู้ขอวงเงินสินเชื่อต้องผูกบัญชีกับธนาคารกสิกรไทย

การขอสินค้าเชื่อผู้ค้าออนไลน์มีความกังวลว่า อัตราดอกเบี้ยจะโหดไหม หมดกังวลไปเลย เพราะกสิกรไทยเข้าใจถึงหัวอกผู้ค้าออนไลน์ นำเสนออัตราดอกเบี้ยที่คิดเฉพาะบุคคล (Personalized Interest Rate) ต่ำสุดไม่ถึง 1% ต่อเดือน โดยอัตราดอกเบี้ยเริ่มตั้งแต่ 11-21% ต่อปี ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคล

สำหรับการเปิดบริการสินเชื่อเงินด่วน เพื่อร้านค้า Lazada ผ่านแอปพลิเคชัน Lazada Seller Center ในครั้งนี้ วางเป้าหมายที่สิ้นปี 2563 ปล่อยกู้ 1,000 ล้านบาท

แจ๊ค จาง รองประธานเจ้าที่บริหาร บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) เล่าว่า แพลตฟอร์ม Lazada มีผู้ค้าออนไลน์ที่แอคทีฟ 50,000 รายต่อวัน และเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการ SMEs จึงเกิดความร่วมมือในครั้งนี้ เพราะเชื่อว่าไม่มีแบรนด์ใดใหญ่เกินไปหรือเล็กเกินไปสำหรับการประสบความสำเร็จในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ดังนั้นการร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย สนับสนุนสินเชื่อเงินด่วนเพื่อร้านค้า Lazada จึงเป็นการส่งเสริมศักยภาพให้กับผู้ขายออนไลน์ ช่วยยกระดับการขอสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายย่อยที่มีความสำคัญยิ่งต่อเศรษฐกิจไทย นับได้ว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ของการขอสินเชื่อ

ขั้นตอนการขอสินเชื่อง่ายแค่ปลายนิ้ว

การขอสินเชื่อเริ่มต้นที่แอปพลิเคชัน Lazada Seller Center ซึ่งเป็นแอปที่พ่อค้าแม่ค้าบน Lazada ต้องใช้เป็นประจำ ดำเนินการตามขั้นตอนเชื่อมต่อมาที่แอป K PLUS จากนั้นรอดูผลการขอสินเชื่อ เมื่อผ่านการอนุมัติจะได้รับเงินโอนเข้า K PLUS ภายใน 1 นาที

Lazada เชื่อว่าบริการสินเชื่อเงินด่วนที่เกิดขึ้นนี้จะทำให้ผู้ขายออนไลน์ ยื่นขอสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เข้าถึงเงินทุนที่ต้องการ เพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโตก้าวไกลได้อย่างไร้ขีดจำกัด ขณะเดียวกันในด้าน Lazada เอง การเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยขยายฐานผู้ประกอบการได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน

SME ไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกเยอะ ผู้ค้ารายใดที่มีประวัติดี เราก็พร้อมจะสนับสนุน สำหรับ Lazadaเราไม่ได้เป็นแค่แพลตฟอร์มการซื้อการขาย แต่มุ่งนำเสนอการบริการหลากหลายเพื่อเติมเต็มให้กับผู้ค้าออนไลน์

แนวโน้มธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ยังเติบโตได้อีกมาก โดยตอนนี้มีสัดส่วน 3% ของธุรกิจค้าปลีก เท่านั้น เมื่อเทียบกับจีนสัดส่วนอีคอมเมิร์ซ 20 % ส่วนอเมริกามีราว 15% ของธุรกิจค้าปลีก ซึ่งประเทศไทยอยู่ในช่วงของการเริ่มต้นเท่านั้น

ออนไลน์โตเอสเอ็มอีต้องลงทุน

ศุภสัญศ์ จันทรสิริเกษม ผู้ค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Lazada เล่าว่า ตนเองเป็นผู้ค้าออนไลน์มาร่วม 5 ปี จำหน่ายอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ SKG ตลอดระะยะเวลาการดำเนินธุรกิจบน Lazada ยอดขายเติบโต 40% เพราะทุกวันนี้การช้อปปิ้งในห้างสรรพสินค้าลดลง และเปลี่ยนพฤติกรรมการช้อปปิ้งบนออนไลน์แทน

แต่เมื่อผู้ค้าออนไลน์มีเพิ่มขึ้น การแข่งขันก็สูงตามมา เราขายอะไรคู่แข่งก็สามารถขายแข่งได้ ดังนั้นยุคนี้ผู้ค้าออนไลน์ ต้องพัฒนาให้เหนือคู่แข่ง โดยเฉพาะการสร้างความแตกต่าง ซึ่งตนเองขายสินค้าอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์จำเป็นต้องมีสินค้าหลากหลาย

นอกจากนี้ ในช่วงที่มีการทำแคมเปญโปรโมชั่น 11.11 หรือ 12.12 และในเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง ก็ต้องสต๊อกสินค้าล่วงหน้า 2 เดือน เพื่อรองรับกับยอดสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในบางครั้งเราอาจขาดเงินหมุนเวียน เพราะเป็นช่วงเวลาที่นำเงินมาลงทุนนานร่วม 2 เดือน เพื่อสต๊อกสินค้า

สินเชื่อเงินด่วนของกสิกรไทย ที่มอบให้กับผู้ค้าออนไลน์บน Lazada ตอบโจทย์ความต้องการของผมได้ดีทีเดียว ง่ายสะดวกเพียงกดที่แอป Lazada Seller Center เท่านั้น ก็ได้รับเงินเร็วทันใจ แถมดอกเบี้ยก็ต่ำอีก

ตอนนี้ผมขอสินเชื่อ 100,000 บาท โดยจะนำเงินทุนส่วนนี้ไปสั่งซื้อสินค้าสต๊อกรองรับกับในช่วงเทศกาลตรุษจีน ในปี 2563 ซึ่งเป็นอีกเทศกาลหนึ่งที่ลูกค้าออกมาจับจ่ายซื้อสินค้า ขณะที่ผู้ผลิตในจีนจะหยุดยาวในช่วงเวลาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องสั่ง

สรุป

ลูกค้าของธนาคารกสิกรไทย ที่เป็นกลุ่ม SME เป็นฐานลูกค้าในพอร์ตของการปล่อยสินเชื่อราว 40% การจับมือร่วมกับลาซาด้า ปฎิวัติการเงินปล่อยสินเชื่อเงินด่วนผ่านแอปพลิเคชันให้กับผู้ค้าออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรายเล็กและไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ เพราะติดข้อจำกัดหลายประการซึ่งการปล่อยสินเชื่อในรูปแบบดังกล่าวทำให้กสิกรไทยเข้าถึงฐานลูกค้ารายเล็กได้เพิ่มขึ้น เพราะต้องบอกว่ากสิกรไทยเป็นสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้กับ SME เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สวยขนาดใหญ่หลบไป! เดี๋ยวนี้ต้องสวยแบบซอง พกพาสะดวกตอบโจทย์ สวยตามฟังก์ชันใช้งานง่าย

Brand Inside - 6 December 2019 - 15:03

สกินแคร์ชนิดซองหรือไซส์จิ๋ว ไม่ได้เป็นแค่สินค้าที่เหมาะกับคนที่มีกำลังซื้อน้อยอีกต่อไปเหมือนในอดีต แต่เป็นแพกเกจที่แบรนด์สกินแคร์ต่างให้ความสำคัญ เพราะเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค

สกินแคร์ชนิดซองที่มีวางจำหน่ายในร้านเซเว่น-อีเลฟเว่น แบรนด์ต่างๆให้ความสำคัญจนต้องขยายชั้นวาง

ในอดีตแบรนด์สกินแคร์ ไม่ว่าจะเป็น ค่ายยูนิลีเวอร์ พีแอนด์จี ไบเออร์สด๊อรฟ  ต่างใช้กลยุทธ์ไซซ์ซิ่ง อย่าง โอเลย์ ซิตร้า การ์นิเย่ เปิดตัวแพกเกจชนิดซองออกมาเป็นจำนวนมาก เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างจังหวัดในช่องทางร้านค้าปลีกดั้งเดิม เนื่องจากมีกำลังซื้อไม่ดีพอ แพกเกจซองจึงออกมาเจาะกลุ่มผู้บริโภคดังกล่าว

แต่ปัจจุบันแบรนด์ต่างๆ ทั้งสกินแคร์ยักษ์ใหญ่หรือกระทั่งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หรือกระทั่งสกินแคร์จากเกาหลี เล็งเห็นถึงโอกาสการตลาดจากแพกเกจซองเหมือนกัน เพราะเป็นแพกเกจที่ตอบโจทย์”ไลฟ์สไตล์” ที่หลากหลาย

สะดวกใช้ครั้งเดียวทิ้งแต่ความถี่เพิ่ม

แพกเกจซองตอบสนองเรื่องของความสะดวก กลยุทธ์การตลาดคือซื้อใช้ครั้งเดียวทิ้งหรือใช้ในจำนวนครั้งที่น้อย แต่ขณะเดียวกันความถี่ในการซื้อก็เพิ่มขึ้นด้วย นั่นหมายถึงโอกาสการตลาดที่เพิ่มขึ้น แตกต่างจากการซื้อแพกเกจขนาดใหญ่ใช้นานเพราะความถี่ในการซื้อน้อย โดยแต่ละแบรนด์ที่ออกผลิตภัณฑ์มาจะมีปริมาณตั้งแต่ 7.5 – 10 กรัม พร้อมการวางราคาตั้งแต่ 39- 59 บาท

สวยหลากหลายตามฟังก์ชัน

สำนวนที่ว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” หรือวลีที่ว่า “ผู้หญิง อย่าหยุดสวย” ยังใช้ได้ดีในทุกยุคทุกสมัย ด้วยความหลากหลายของสกินแคร์ ตั้งแต่มาร์กหน้า ทั้งลดเลือนริ้วรอย ปรับผิวให้ขาว สวยใสเด้ง เติมเต็มความชุ่มชื้น หรือจะลงลึกถึงสำหรับครีมบำรุงรอบด้วยตา กระทั่งถึงรองพื้น หรือลิปสติก ด้วยแพกเกจแบบซอง ทำให้สามารถเลือกซื้อตามการใช้งานแต่ละวันที่ต้องการบำรุงผิว หรือวันไหนอยากสวยแบบไหน ก็สั่งได้

ขนาดจิ๋วตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยว

กลุ่ม Gen Z คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ อายุระหว่าง 16-24 ปี พบว่าจำนวน 60% มองว่าการลงทุนกับการเดินทางท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่คุ้มค่าเสมอ ซึ่งแพกเกจชนิดซองตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบาย ด้วยแพกเกจและปริมาณที่สามารถหิ้วขึ้นเครื่องได้เลย แถมยังพกขึ้นเครื่องได้เพียบ ทั้ง CC Cream ครีมกันแดด สวยจบครบ

สำหรับคนที่มีไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยว แพกเกจชนิดซอง ทำให้ก้าวข้ามผ่านกฎการนำของเหลวถือขึ้นเครื่องเกินชิ้นละ 100 มิลลิลิตร หากมีความจำเป็นต้องนำของเหลวติดตัวไปด้วยเช่นพวกแชมพู สบู่เหลว ให้ใช้วิธีแบ่งใส่ขวดเล็กๆ หรือถุงใสที่มีปริมาตรไม่เกิน 100 มล.

การทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ บุฟเฟ่ต์สุดคุ้ม 2 ชิ้นราคา 39 บาท ตั้งราคา Price Point ซื้อง่ายขายคล่อง

การตั้งราคาสินค้าหรือ Price Point นั้น แบรนด์แต่ละแบรนด์แข่งขันกันที่ราคาที่ซื้อง่ายขายขายคล่อง มีตั้งแต่ราคา 39-59 บาท เพื่อให้ผู้ซื้อตัดสินใจซื้อได้รวดเร็ว เพราะต้องบอกว่าการแข่งขันในตลาดดังกล่าวผู้บริโภคไม่มีรอยัลตี้แบรนด์ ณ จุดขาย พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ยิ่งหากแบรนด์ใดทำโปรโมชั่น ณ จุดขายด้วยแล้ว ยิ่งกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ เพราะการใช้เพียงไม่กี่ครั้ง แล้วก็ทิ้ง ทำให้ผู้ซื้อไม่ต้องคิดมากว่าจะใช้ดีหรือไม่ดีนั่นเอง

แพกเกจชนิดซองเหมือนขนาดทดลอง

แบรนด์ต่างๆ ที่จะพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ลงสู่ตลาดนั้น จริงๆ แล้วแพกเกจชนิดซอง เป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถนำมาขายเพื่อทดลองดูว่า เวิร์กหรือไม่เวิร์กสำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในขนาดอื่นๆ ขณะเดียวกันเป็นโอกาสเกิดของสกินแคร์เอสเอ็มอีต่างๆ ที่เข้ามาเป็นแข่งกับแบรนด์ใหญ่ ซึ่งต้องบอกว่าแบรนด์เอสเอ็มอีอาจมีมากกว่าแบรนด์ใหญ่แล้วก็ได้บนชั้นวางสินค้า

สรุป

สวยไซส์เล็กสำหรับสกินแคร์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของสาวๆ ยุคใหม่ ทั้งสะดวกสบาย ราคาซื้อง่ายสอดรับกับการใช้งาน สวยตามฟังก์ชั่น วันไหนอยากสวยแบบไหนก็สามารถเลือกซื้อได้ ขณะที่แบรนด์ต่างๆ มองว่าแพกเกจดังกล่าวมีโอกาสทางการตลาดมหาศาล ทั้งการเพิ่มความถี่ในการใช้งาน ด้วยราคาที่ไม่สูงเล่นกับความรู้สึกของผู้ซื้อที่สามารถซื้อใช้ได้บ่อย แต่จริงๆ แล้วไซส์เล็กไม่ได้มีราคาถูก เมื่อเทียบกับการซื้อแพกเกจขนาดใหญ่และปริมา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มหาเศรษฐีแคนาดา สนใจซื้อหุ้น Aston Martin ต่อจากผู้ถือหุ้นเดิม ราคาหุ้นพุ่งรับข่าวทันที

Brand Inside - 6 December 2019 - 14:32

Lawrence Stroll มหาเศรษฐีแคนาดา สนใจที่จะซื้อหุ้นสัดส่วนใหญ่ของ Aston Martin ผู้ผลิตรถยนต์หรู ต่อจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม โดยมองว่าราคาหุ้นนั้นมีราคาถูกกว่าช่วงที่บริษัทเข้า IPO ใหม่ๆ

Aston Martin แอสตัน มาร์ตินภาพจาก Shutterstock

นิตยสาร Autocar ได้รายงานว่า Lawrence Stroll มหาเศรษฐีแคนาดา สนใจที่จะซื้อหุ้นสัดส่วนใหญ่ Aston Martin ผู้ผลิตรถยนต์หรู ส่งผลทำให้ราคาหุ้นพุ่งทันทีกว่า 18% โดยนิตยสารรถยนต์ชื่อดังจากประเทศอังกฤษได้รายงานว่าเหตุผลที่มหาเศรษฐีแคนาดา สนใจที่จะซื้อนั้นเป็นเพราะว่ามูลค่ากิจการของผู้ผลิตรถยนต์รายนี้มีมูลค่าที่ถูกมาก เมื่อเทียบกับมูลค่าตอนบริษัทเข้า IPO

สำหรับมหาเศรษฐีแคนาดารายนี้อาจไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าไหร่นัก ซึ่งตัวเขาเองเป็นนักลงทุน โดยลงทุนในแบนรด์แฟชั่นชื่อดังต่างๆ เช่น Michael Kors และ Tommy Hilfiger ฯลฯ คาดว่าสินทรัพย์ของเขาประเมินว่าอยู่ที่ประมาณ 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ไม่เพียงแค่นั้นตัวเขาเองยังเป็นนักสะสมรถยนต์ตัวยงด้วย

Lawrence Stroll เองยังเป็นเจ้าของทีมและพ่อของ Lance Stroll ซึ่งเป็นนักขับ Formula 1 ทีม Racing Point หลังจากได้ตัดสินใจซื้อทีม Sahara Force India ในปี 2018 ที่มีปัญหาทางการเงินอย่างหนัก และได้ดึงตัวลูกชายของเขาซึ่งก่อนหน้านี้เป็นนักขับของทีม Williams มาเป็นนักขับของทีมในปีนี้ด้วย โดยในปีการแข่งขัน Formula 1 ในปี 2019 นี้ทีมมีคะแนนสะสมเป็นอันดับ 7

ขณะเดียวกับเว็บไซต์ Racefans ยังได้รายงานตรงกับ นิตยสาร Autocar ว่า หลังจากนี้ทีม Racing Point เองอาจเปลี่ยนชื่อทีมเป็น Aston Martin อีกด้วย ถ้าหากเขาซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมได้สำเร็จแล้ว

ปัจจุบันผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Aston Martin คือ Adeem/Primewagon ซึ่งเป็นบริษัทลงทุนในประเทศคูเวต ถือหุ้นในสัดส่วน 36% รองลงมาคือ Investindustrial บริษัทลงทุนจากอิตาลีที่ 31% นอกจากนี้ยังมีผู้ถือหุ้นที่น่าสนใจรายอื่นๆ เช่น Daimler ถือหุ้นสัดส่วน 4%

ในปี 2018 ที่ผ่านมาบริษัทได้รายงานงบการดำเนินงาน โดยมีรายได้ 1,097 ล้านปอนด์ ขาดทุนจากการดำเนินงานทั้งสิ้น 57 ล้านปอนด์ ล่าสุดในปีนี้บริษัทได้แก้ไขปัญหาที่บริษัทขาดทุนโดยการออกวางขายรถยนต์แบบ SUV และมอเตอร์ไซค์ด้วย

ที่มา – Euronews, Auto News

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ความหวังใหม่แห่งภูมิภาค? Uniqlo บุก “เวียดนาม” เปิดสาขาแรก ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

Brand Inside - 5 December 2019 - 22:19

ประธานยูนิโคล่ บอกว่า “เวียดนามเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงมาก และอาจเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

UniqloPhoto: Uniqlo Vietnam Uniqlo เปิดสาขาแรกใน “เวียดนาม” ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

Uniqlo (ยูนิโคล่) บุกเวียดนามเป็นที่เรียบร้อย โดยครอบครอง 3 ชั้นของ Parkson Saigon Tourist Plaza บนถนน Dong Khoi ซึ่งอยู่ในเส้นทางหลักสำคัญของโฮจิมินห์ซิตี้

สาขานี้มีขนาดถึง  3,107 ตารางเมตร ขึ้นแท่นเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Tadashi Yanai ประธานยูนิโคล่ให้สัมภาษณ์และกล่าวถึงตลาดเวียดนามว่าเป็น “land of promise” หรือ “ดินแดนแห่งความหวัง” นอกจานั้นเขาระบุด้วยว่า ยูนิโคล่มองเห็นศักยภาพของเวียดนามที่มีอยู่สูงมาก และเวียดนามอาจเป็นหนึ่งในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ประธานยูนิโคล่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ด้วยว่าสำหรับตลาดเวียดนาม “เราไม่ได้พูดถึงการขยายสาขาแค่เพียงหลักร้อย เพราะมันจะมากกว่านั้นอย่างแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม สาขาที่ 2 ของยูนิโคล่ในเวียดนามจะเปิดให้บริการในฮานอยในเร็วๆ นี้

ปัจจุบันยูนิโคล่มีสาขาทั่วโลกประมาณ 2,000 แห่ง

สำหรับยูนิโคล่แล้ว เวียดนามคือตลาดผลิตเสื้อผ้าเบอร์ 2 ของแบรนด์ รองจากจีน แต่หลังจากเกิดสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ยูนิโคล่ย่อมได้รับผลกระทบ ดังนั้นการโฟกัสไปที่เวียดนามจึงถือเป็นทั้งโอกาสและหนึ่งในทางรอดที่น่าจะไปได้ดีของบริษัท

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

นายกฯ ญี่ปุ่น เตรียมงบไว้กระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น 26 ล้านล้านเยน ป้องกันเศรษฐกิจแย่

Brand Inside - 5 December 2019 - 21:18

นายกฯ ญี่ปุ่น เตรียมงบไว้กระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่น 26 ล้านล้านเยน เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นกลับมาถดถอยอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีงบสำหรับวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถเป็นประเทศที่มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น Shinzo Abeภาพจาก Shutterstock

ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้กล่าวว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้เตรียมงบประมาณกว่า 26 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 7.2 ล้านล้านบาท ไว้สำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากที่จังหวัดต่างๆ เกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ รองรับกับความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก อุดรอยรั่วของเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังปรับขึ้นภาษีการขายจาก 8% ไปเป็น 10% รวมไปถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังจากกีฬาโอลิมปิก 2020

ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้สั่งให้รัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ จัดทำมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นออกมา โดยในปี 2016 ที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นก็เคยมีงบประมาณไว้กระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 28 ล้านล้านเยนมาแล้ว

โดยในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเติบโตได้น้อยกว่ามาก โดยเติบโต 0.1% ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดไว้ ซึ่งปัญหาหลักๆ ของญี่ปุ่นคือเรื่องของการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ขณะเดียวกันเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเองก็ประสบกับเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่าง ไต้ฝุ่น ฮากิบิส ส่งผลทำให้ 36 จังหวัดของประเทศได้รับความเสียหายอย่างหนัก

นอกจากนี้ในงบกระตุ้นเศรษฐกิจยังมีงบประมาณสำหรับพัฒนาและวิจัยที่เพิ่มมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือรวมไปถึงอุปกรณ์เครือข่ายยุคต่อถัดจาก 5G รวมไปถึงงบประมาณในการวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้ประเทศญี่ปุ่นก้าวประโดดได้มากกว่านี้ โดยเม็ดเงินดังกล่าวสูงถึง 270,000 ล้านเยน

นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นผู้นี้เป็นผู้ที่เสนอให้รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือที่เรารู้จักกันดีว่า “อาเบะโนมิกส์ (Abenomics)” โดยประกอบไปด้วย 3 มาตรการคือ การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ หรือ QE และการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น รวมไปถึงการปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กำลังจะกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจถดถอยเต็มตัวในปี 2012

คาดว่ามาตรการต่างๆ จะเปิดเผยได้หลังจากที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีในเร็วๆ นี้

ที่มา – Al Jazeera, Japan Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เสียวหมี่ ย้ายสำนักงานใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอยู่กรุงเทพ เตรียมเปิด Mi Store เพิ่มปี 2020

Brand Inside - 5 December 2019 - 19:43

เสียวหมี่ (Xiaomi) ประกาศย้ายสำนักงานใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาอยู่กรุงเทพฯ เมื่อพฤศจิกายนที่ผ่านมาโดยมี สตีเว่น ฉือ รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รับผิดชอบในการพัฒนาธุรกิจและบริหารการดำเนินงานภายในภูมิภาคนี้ 

ภาพจาก Shutterstock

การย้ายฐานที่ตั้งใหม่ของสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายังประเทศไทย ด้วยตัวเลขประชากรที่มีกว่า 69 ล้านคน และมีมากกว่า 51 ล้านคนที่ใช้งานอินเทอร์เน็ต ซึ่งประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในตลาดที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้มาก และยังเป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับว่ามีการทำธุรกรรมทางการเงินทางมือถือสูงมาก

ทั้งหมดคือศักยภาพที่เสียวหมี่มองเห็น โดยในปีหน้าได้วางแผนที่จะเพิ่มช่องทางร้านค้า Mi Store และช่องทางค้าปลีกให้มากขึ้น เพื่อขยายการบริการหลังการขายและได้มอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีให้ลูกค้า รวมถึงสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจโดยนำศักยภาพความร่วมมือของพันธมิตรมาผลักดันให้ธุรกิจเติบโต ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ของปี 2019 รายได้ในภาพรวมเพิ่มขึ้นกว่า 5.5% มีมูลค่ารายได้กว่า 53.7 พันล้านหยวน ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้มาจากธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ต่างประเทศนอกประเทศจีน มีรายงานอื่นเผยว่าเสียวหมี่ยังเป็นแบรนด์หนึ่งใน 5 อันดับ ในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Aeon ผนึก Ocado ผู้ค้าออนไลน์สัญชาติอังกฤษ รับมือ Walmart ขยายอี-คอมเมิร์ซญี่ปุ่น

Brand Inside - 5 December 2019 - 14:00

ธุรกิจอี- คอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้กระทั่งญี่ปุ่น ถึงเวลาที่ “อิออน” ต้องปรับตัวครั้งใหญ่รองรับคู่แข่งที่เข้ามาทำตลาดอย่าง Walmart 

บริษัท อิออน ซูเปอร์มาร์เก็ต ประเทศญี่ปุ่น กำลังหาทางที่จะขยายธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ (E-Commerce) จึงจับมือร่วมกับ Ocado ผู้ดำเนินธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตผ่านทางออนไลน์สัญชาติอังกฤษ โดยจะใช้เทคโนโลยีของ Ocado สำหรับการสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ใหม่ๆ

การจับมือกับพันธมิตรอย่าง Ocado จะช่วยให้ Aeon สามารถใช้ประโยชน์จาก Ocado Smart Platform (OSP) และซอฟต์แวร์อื่น ๆ รวมถึงบริการด้านวิศวกรรมและการสนับสนุนของ Ocado เพื่อเปิดธุรกิจร้านขายของชำออนไลน์ใหม่ครอบคลุมลูกค้าหลายล้านคนทั่วญี่ปุ่น
เป้าหมายการขับเคลื่อนในครั้งนี้ เพื่อปลุกปั้นยอดขาย 600 ล้านเยน (5.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในการขายภายในปี 2573 และในอีก 5 ปีถัด ยอดขายต้องเพิ่มเป็น 1 ล้านล้าน (9.13 พันล้านดอลลาร์) 
นอกจากนี้การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นความพยายามในการป้องกันคู่แข่งในภูมิภาค อย่างวอลมาร์ทที่ร่วมมือกับ Seiyu จากญี่ปุ่นรุกทำตลาดทั้งซูเปอร์มาร์เก็ตและขายผ่านทางออนไลน์ 

ทั้งนี้ดีกรีของธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ Ocado ในอังกฤษสร้างรายได้ 8.1 พันล้านปอนด์ (10.46 พันล้านดอลลาร์) และมีส่วนแบ่งตลาดของร้านค้าซูเปอร์มาร์เก็ต 1.4%

สำหรับญี่ปุ่นเป็นผู้นำระดับโลกในด้านอีคอมเมิร์ซและมีตลาดค้าปลีกออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันธุรกิจค้าปลีกแทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากอีคอมเมิร์ซ

อุตสาหกรรมค้าปลีกของญี่ปุ่นตั้งเป้าหมายว่าจะเติบโต 2.6 % ต่อปี จากคาดว่าจะมีมูลค่า 969.1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปีนี้ และเพิ่มเป็น 1.10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566

ในขณะเดียวกันยอดค้าปลีกออนไลน์ในญี่ปุ่นคาดว่าจะเติบโต 10.1 % หรือมีมูลค่า 102.4 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2566

สรุป

การแข่งขันธุรกิจที่รุนแรงมากขึ้นในญี่ปุ่นจากการที่ Walmart เข้ามาจับมือร่วมกับ Seiyu ดังนั้น Aeon จึงต้องหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์หลากหลายโดยเฉพาะ Smart Platform (OSP) และซอฟต์แวร์อื่น ๆ เพิ่มเติมเต็มธุรกิจให้แข็งแกร่งแข่งขันได้ ซึ่งสะท้อนว่ายุทธศาสตร์ของ Aeon ว่าหลังจากนี้ขาธุรกิจอี-คอมเมิร์ซจะทวีความสำคัญมากขึ้น 

ที่มา : Inside Retail Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แบงก์ชาติชี้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่า ประยุทธ์แนะใช้เงินดอลลาร์เยอะๆ เงินบาทจะได้ลด

Brand Inside - 5 December 2019 - 12:25

เมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย เผย ค่าเงินบาทหลังจากนี้ไม่ได้แข็งค่าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเคลื่อนไหว 2 ทิศทาง เนื่องจากนักลงทุนปรับเปลี่ยนมุมมอง ค่าเงินบาทไทยไม่ได้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven: หลุมหลบภัย) เงินบาทแข็งค่าเกินไปกว่าปัจจัยพื้นฐานที่จะลงทุน ทำให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่ามากขึ้น 

เมธี สุภาพงษ์ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงินและคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

Safe Haven* หรือหลุมหลบภัย คือสินทรัพย์เพื่อการลงทุนที่มีความปลอดภัย มักได้รับความนิยมเมื่อนักลงทุนรู้สึกว่าเงินที่ตัวเองลงทุนอยู่ มีความเสี่ยงสูงขึ้นและมีโอกาสขาดทุน Safe Haven ประกอบไปด้วย เงินสด พันธบัตรรัฐบาล ทองคำ หุ้นปันผล

แบงก์ชาติยันไม่ได้นิ่งนอนใจและพยายามติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และใช้มาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท ลดยอดคงค้างชัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ รวมถึงรายงานการถือครองตราสารหนี้ไทยของนักลงทุนต่างชาติให้ลึกขึ้น เพื่อติดตามพฤติกรรมการลงทุนตราสารหนี้ของต่างชาติ 

รวมถึงช่วงที่มีเงินไหลเข้ามามากๆ แบงก์ชาติได้เข้าไปแทรกแซงไม่ให้เงินบาทแข็งค่า ตลอดจนมาตรการผ่อนคลายที่ออกมาเร็วๆ นี้อีก 4 ด้าน คือการนำเงินเข้ามาของผู้ประกอบการส่งออก เปิดให้คนไทยที่เป็นบุคคลธรรมดาสามารถลงทุนต่างประเทศได้ มีการพูดคุยกับผู้ค้าทองรายใหญ่ให้สามารถซื้อขายทองคำเป็นเงินสกุลดอลลาร์ เหล่านี้อาจไม่เห็นผลเร็ว แต่ช่วยชะลอการแข็งค่าได้

“ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้สบายใจในช่วงค่าเงินแข็งค่าขึ้น พยายามดำเนินการหลายเรื่องให้ชะลอการแข็งค่า รวมทั้งการเข้มงวดในการติดตามเงินที่ไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไร”

ซึ่งก่อนหน้านี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ไปกล่าวปาฐกถาพิเศษในเงินเปิดตัว “เครือข่ายเพื่อความยั่งยืนประเทศไทย” (TRBN) ก็ได้พูดถึงประเด็นเงินบาทแข็งค่า จนสำนักข่าว Bloomberg นำไปพาดหัวว่า “นายกรัฐมนตรีไทยบอกให้ประเทศไทยควรใช้เงินดอลลาร์ เงินบาทจะได้อ่อนค่าลง” 

ประเด็นนี้ พลเอกประยุทธ์ฯ กล่าวว่า “วันนี้ ปัญหาเรื่องค่าเงินบาท ก็แก้กันทุกวัน มันก็ยังได้อยู่อย่างนี้ เราต้องยอมรับว่าเงินบัญชีเดินสะพัดในประเทศไทยสูงมาก ท่องเที่ยวเข้ามา นู่นนี่เข้ามา เงินบาทเต็มประเทศ เงินทุนสำรองมันเยอะอีก เพราะฉะนั้นทำยังไงให้ใช้จ่ายเป็นค่าเงินดอลลาร์บ้างทั้งการลงทุนในประเทศ ต่างประเทศ ช่วยคิดหน่อย” 

“มันจะทำให้เงินดอลลาร์สะสมในประเทศลดลง นี่แหละคือสิ่งที่จะแก้ได้ค่อนข้างจะได้ผลนะ หลายอย่างที่เราทำไปเรื่องดอกเบี้ย เรื่องนู้น เรื่องนี้ มันก็ได้แค่นี้”

“ถ้าเราใช้จ่ายเป็นเงินดอลลาร์ เงินพวกนี้มันจะออกไป เพราะสายการเงินเราแข็งแกร่ง หลายคนก็เอาเงินมาเก็บในไทยนี่แหละ เป็นเงินดอลลาร์ซะเยอะ นั่นแหละ ปัญหาของเรา ถ้าลองช่วยกันทำตรงนี้ ดูสิมันจะเกิดอะไรขึ้น”

7 ข้อเท็จจริงเรื่องค่าเงินบาท และการปรับตัวภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ภาพจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ประเด็นเรื่องค่าเงินบาทแข็งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเคยเผยแพร่บทความเรื่อง 7 ข้อเท็จจริงเรื่องค่าเงินบาท และการปรับตัวภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ดังนี้

เงินบาทแข็งค่ามีทั้งผู้ได้และผู้เสียประโยชน์ ค่าเงินบาทคือการใช้เงินบาทน้อยลงในการแลกเงินสกุลอื่นจำนวนเท่าเดิม เงินบาทแข็งค่า ทำให้ผู้นำเข้าลดต้นทุนการนำเข้าสินค้า ประชาชนซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศถูกลง ผู้ลงทุนนำเข้าสินค้าทุนถูกลง ผู้เป็นหนี้กับต่างประเทศมีภาระหนี้ลดลง 

คนที่เสียประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งคือ ผู้ส่งออกนำรายได้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง คนทำงานต่างประเทศนำรายได้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง ผู้ประกอบธุรกิจที่รับเงินสกุลต่างประเทศนำรายได้มาแลกเป็นเงินบาทได้น้อยลง

แต่ถ้าเงินบาทอ่อนค่า คือการใช้เงินบาทมากขึ้นในการแลกเงินตราต่างประเทศ คนได้ประโยชน์คือ ผู้ส่งออกนำรายได้ที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศแลกเงินบาทได้มากขึ้น คนทำงานต่างประเทศนำรายได้ที่เป็นสกุลต่างประเทศแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้น ผู้ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวรับเงินสกุลต่างประเทศแลกเป็นเงินบาทได้มากขึ้น

คนเสียประโยชน์จากค่าเงินแข็งค่าคือผู้นำเข้าเพิ่มต้นทุนการนำเข้าเพราะราคาสินค้าและบริการต่างประเทศแพงขึ้น ประชาชนซื้อสินค้าและบริการจากต่างประเทศแพงขึ้น ผู้ลงทุนนำเข้าสินค้าทุนแพงขึ้น 

ตั้งแต่ต้นปี 2562 เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 5% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น การเปลี่ยนทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศเช่น ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดค่อนข้างมาก เงินตราจากต่างประเทศเข้ามาในไทยสูงขึ้น บริบทของเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน บางช่วงแบงก์ชาติเข้าไปดูแลบางช่วงที่เงินบาทแข็งค่าเร็ว เป็นต้น (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ที่นี่)

ที่มา – ประชาชาติธุรกิจ, Bloomberg, ทำเนียบรัฐบาล, SET, ธนาคารแห่งประเทศไทย 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Lexus กับการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนครั้งแรกในรุ่น UX 300e แถมมองข้ามตลาดสหรัฐอเมริกา

Brand Inside - 5 December 2019 - 11:00

ช่วงปลายเดือนพ.ย. Lexus รถยนต์แบรนด์หรูของ Toyota เปิดตัว UX 300e รถยนต์ไฟฟ้าล้วนที่ปรับมาจาก UX รุ่นใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน ถือเป็นครั้งแรกที่ทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วน และขายเฉพาะบางตลาดด้วย

Lexus UXLexus UX 300e เน้นตลาดจีน และอังกฤษก่อน

เรียกว่าเป็นครั้งสำคัญของกลุ่ม Toyota ก็ว่าได้ เพราะปกติจะไม่เห็นการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ Battery Electric Vehicle (BEV) มีแต่ตัว Hybrid หรือ Fuel-Cell ที่ออกสื่อเสียส่วนใหญ่ แม้ Toyota จะเปิดตัว C-HR เครื่องไฟฟ้าล้วนเมื่อช่วงต้นปีไปแล้ว แต่มันก็ทำตลาดแค่ในประเทศจีนเท่านั้น

ดังนั้นการเปิดตัว UX 300e จึงเป็นที่จับตาของผู้บริโภค และค่ายผู้ผลิตรถยนต์คู่แข่ง เพราะมันเป็นการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนอย่างแพร่หลายเป็นครั้งแรกๆ ของแบรนด์ ผ่านการวางจำหน่ายทั้งในประเทศจีน และสหราชอาณาจักรนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป ส่วนตลาดใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกานั้นยังไม่มีความชัดเจน

Lexus UXLexus UX 300e

สำหรับรายละเอียดของ UX 300e นั้น รูปลักษณ์ภายนอกจะคล้ายกับ UX รุ่นปกติ เพียงแต่ไม่มีท่อไอเสีย ส่วนเรื่องขุมกำลังก็มาพร้อมกับมอเตอร์ที่ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ความจุ 54.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกล 400 กม. หลังจากชาร์จเต็ม

อย่างไรก็ตามตัวราคานั้นยังไม่เปิดเผย แต่การเปิดตัว UX 300e ก็เป็นรถยนต์ SUV ขนาดเล็ก หรือ Subcompact SUV รุ่นแรกๆ ที่จำหน่ายในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้าล้วน เพราะส่วนใหญ่ที่เป็นเครื่องไฟฟ้าล้วนจะเริ่มต้นตั้งแต่ SUV ขนาดกลางเป็นต้นไป

สรุป

การทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มแข่งขันกันหนักขึ้นเรื่อยๆ และมักจะเป็นรถยนต์แบรนด์หรูที่เริ่มทำตลาดก่อน แต่การที่ Toyota เริ่มลงมาลุยตลาดนี้เองผ่านแบรนด์ Lexus ก็แสดงให้เห็นว่า Toyota ให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วนมากขึ้น ดังนั้นต้องติดตามกันต่อไปว่าการแข่งขันนี้ Toyota จะยืนอยู่ตรงไหนของตลาด

อ้างอิง // Toyota

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Cafe Amazon ประกาศ “Go Green” เต็ม 100% ปีหน้า เสื้อผ้าพนักงานผลิตจากขวดเพ็ททั้งหมด

Brand Inside - 4 December 2019 - 17:35

ตลอดเส้นทางเดิน 8 ปี “คาเฟ่ อเมซอน” กับขับเคลื่อน “โก กรีน” ใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสลายตัวได้ทางชีวภาพ นาทีคาเฟ่ อเมซอน ประกาศตัวถึงการเป็นร้านกาแฟที่มุ่งมั่นทั้งโกกรีนครบ 100% แล้ว 

สุชาติ ระมาศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ เล่าว่า ก้าวสู่ปี 2563 คาเฟ่ อเมซอน ทั้ง 3,025 สาขา ตอกย้ำ “โก กรีน” ประกาศเปลี่ยนชุดยูนิฟอร์มพนักงานโดยเสื้ออเมซอนจะผลิตจากขวดเพ็ท และผ้ากันเปื้อนของพนักงานภายในร้าน โดยการผลิตเสื้อในแต่ละตัวจะต้องใช้ขวดราว 15-16 ขวด

ตลอดระเวลา 8 ปี คาเฟ่ อเมซอนได้ปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ของใช้  (Supplies Use) ภายในร้านให้เป็นวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสลายตัวได้ทางชีวภาพ (Compostable) โดยอุปกรณ์ทั้งหมดนี้ ช่วยลดปริมาณขยะได้ถึงประมาณ 645 ตันต่อปี

  • ปี 2554  ใช้แก้วไบโอ คัพ (Bio Cup) ซึ่งเป็นแก้วกระดาษเคลือบไบโอ พีบีเอส (Bio PBS)
  • ปี 2562 ใช้หลอดกระดาษไบโอ
  • ปี 2562  แก้วเย็น Bio PLA ทำจากพืช 100% สามารถนำกลับมารีไซเคิลใช้งานส่วนอื่นๆ

ชูแนวคิด 3 R พ่วงการตลาด
  • การลดใช้ (Reduce) คาเฟ่ อเมซอน ยังคงสานต่อโครงการ คาเฟ่ อเมซอน ฟอว์ เอิร์ท จับมือร่วมกับแอปพลิเคชั่น Ecolife Application) เมื่อลูกค้าซื้อเครืองดื่มและปฏิเสธการใช้แก้วหรือหลอดสามารถสะสมคะแนนในแอปพลิเคชั่น เพื่อนำมาแลกสินค้าพรีเมี่ยมของคาเฟ่ อเมซอน ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2563

ก่อนหน้านี้ โครงการ คาเฟ่ อเมซอน ฟอว์ เอิร์ท  ได้จัดโปรโมชั่นเมื่อลูกค้าซื้อเครื่องดื่มเย็นหรือปั่นและนำแก้วมาเอง จะได้รับส่วนลด 5 บาท ซึ่งได้เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 จนถึงเดือนตุลาคม 2562 สามารถลดการใช้แก้วพลาสติกได้มากกว่า 31 ล้านใบ

  • การใช้ซ้ำ (Reuse) คาเฟ่ อเมซอนได้จัดกิจกรรมแจกถุงสปันบอนด์ 1.5 ล้านใบ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย และเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยการใช้ใส่เครื่องดื่มแทนถุงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งและนำกลับมาใช้ใหม่
  • การนำมาแปรรูปใช้ใหม่ (Recycle) สำหรับแนวทางการลดใช้ ได้ร่วมกับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และบริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) จีซี นำวัสดุที่ใช้แล้วภายในร้านและโรงคั่วกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน มาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่งทั้งภายในและภายนอกร้าน อาทิ ตู้และชั้นวางผลิตจากเยื้อหุ้มเมล็ดกาแฟที่เป็นของเสียจากโรงคั่วกาแฟ
สรุป

สำหรับกิจกรรมการแจกถุงสปันบอนด์ 1.5 ล้านใบ เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย ซึ่งตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม เพื่อใช้ใส่เครื่องดื่มแทนถุงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งและนำกลับมาใช้ใหม่ สร้างความคึกคักให้กับคาเฟ่ อเมซอน พอสมควร โดยมีลูกค้าจำนวนมากเข้ามาซื้อเครื่องดื่ม สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ตื่นตัวกับกระแสรักษ์โลก และยุคนี้ปัจจัยการตัดสินใจซื้อสินค้า ส่วนหนึ่งมาจากการเป็นแบรนด์ที่รักษ์โลกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages