Google ใช้ Machine Learning มาช่วยนักการตลาดอย่างไรบ้าง?

Brand Inside - 5 hours 57 min ago

นักการตลาดออนไลน์ต้องรู้!

ชวนอ่านบทความของ Google ที่อธิบายถึงการนำเอา Machine Learning มาใช้ในการทำการตลาดและโฆษณาผ่านแพลตฟอร์มของ Google

Google ใช้ Machine Learning มาช่วยนักการตลาดอย่างไรบ้าง? Jerry Dischler รองประธานฝ่าย Product Management ของ Google เขียนบทความลงในบล็อก อธิบายถึงการนำเอา Machine Learning มาใช้ในการทำโฆษณาผ่าน Google Ads 1. ใช้ Machine Learning ทำให้ Ads ยืดหยุ่นมากขึ้น

หลังจากนี้การทำ Ads บนแพลตฟอร์ม Google จะเปลี่ยนไป

Google เตรียมนำเอา Machine Learning มาใช้ในการทำโฆษณา โดยจะใช้ชื่อว่า Responsive Search Ads ชื่อไทยคือ โฆษณาในเครือข่ายการค้นหาที่ปรับเปลี่ยนตามอุปกรณ์

Google มองว่า การโฆษณาที่จะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดบนอุปกรณ์ต่างๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ จำเป็นต้องโฆษณาในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อตอบสนองผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพที่สุด

วิธีการใช้งาน Responsive Search Ads ในเบื้องต้น

  • Machine Learning จะบอกให้นักการตลาดใส่หัวข้อที่ต้องการจำนวน 15 หัวข้อ พร้อมกับคำอธิบายในแต่ละหัวข้อประมาณ 4 บรรทัด
  • หลังจากนั้น Machine Learning จะนำเอาคำโฆษณาไปวิเคราะห์ ประมวลผล และส่ง Ads ไปในอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสมตามรูปแบบของอุปกรณ์ เช่น Ads ในคอมพิวเตอร์อาจจะมีความยาวมากกว่าโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น

ข้อมูลภายในของ Google ระบุว่า การใช้ Responsive Search Ads ช่วยเพิ่มยอดการคลิกได้มากกว่า 15%

อย่างไรก็ตาม Google บอกว่า Responsive Search Ads จะพร้อมให้บริการอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่เดือนนี้

2. ใช้ Machine Learning ยิง Ads บน YouTube ถึงคนที่สนใจจริงๆ

Google ให้ข้อมูลว่า ทุกวันจะมีคนดูวิดีโอบน YouTube ถึงวันละ 1 พันล้านชั่วโมง และแน่นอนว่า ปริมาณการชมวิดีโอที่สูงระดับนี้ นำไปสู่การซื้อสินค้าในชีวิตจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น Google ระบุว่า คนจำนวน 50% ที่กำลังจะซื้อรถยนต์ จะเข้ามาชมรายละเอียดของรถยนต์คันนั้นๆ บน YouTube ก่อนการซื้อสินค้าจริง

ก่อนหน้านี้ YouTube จะยิง Ads ไปหาผู้ชมวิดีโออยู่แล้ว แต่ Google มองว่า Ads ที่ยิงไปหาผู้ชมยังไม่แม่นยำเพียงพอ หลังจากนี้ Google จึงจะส่ง Machine Learning มาแก้ปัญหานี้ด้วยเครื่องมือที่ชื่อว่า Smart Bidding โดย Machine Learning จะทำการวิเคราะห์พฤติกรรมจากฐานข้อมูลของผู้ชมวิดีโอ และเสนอเป้าหมายใหม่ๆ

  • พูดง่ายๆ ก็คือ Machine Learning จะทำให้การโฆษณาบน YouTube แม่นยำและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคคนนั้นๆ มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Smart Bidding ของ Google ตัวนี้จะให้บริการอย่างเป็นทางการภายในปีนี้

3. ใช้ Machine Learning เพิ่มยอดการเข้าชมร้านค้าผ่าน Google Maps

หลายคนน่าจะใช้ฟีเจอร์ near me ของ Google อยู่แล้ว โดยเฉพาะเวลาที่ต้องค้นหาร้านค้า ร้านอาหาร หรือโรงแรมที่ตัวเองสนใจในละแวกใกล้เคียง

Google ให้ข้อมูลว่า การใช้งาน near me เติบโตถึง 3 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และมากกว่านั้น สายช้อปกว่า 80% ใช้ฟีเจอร์ตัวนี้เพื่อเดินทางไปร้านค้านั้นจริงๆ

  • รอบนี้ Google จึงตัดสินใจส่ง Local campaigns เพื่อเข้ามาตอบโจทย์ร้านค้าในท้องถิ่นผ่านการใช้ Machine Learning
  • Machine Learning จะดึงผลการค้นหาของร้านค้า ร้านอาหาร โรงแรม ฯลฯ ขึ้นมาให้ผู้บริโภคที่ใช้การค้นหา near me บน Google Maps

ฟีเจอร์ตัวนี้ของ Google มีให้บริการอยู่แล้ว แต่ Google พยายามสื่อสารว่า ต่อจากนี้ไปแบรนด์และนักการตลาดจะสามารถซื้อ Ads ผ่าน Local campaigns ที่ใช้ Machine Learning โดยบริการจะเปิดอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่เดือนนับจากนี้

4. ใช้ Machine Learning ช่วยเพิ่มยอดให้ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

ก่อนหน้านี้ Google เคยส่ง Smart Shopping มาใช้ในการโฆษณาของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

แต่รอบนี้ Google ใช้ Machine Learning มาช่วยทำให้ Ads บนแพลตฟอร์มต่างๆ ไปแสดงให้กับผู้บริโภคที่ Machine Learning วิเคราะห์แล้วว่าตรงกับความต้องการมากที่สุด โดย Ads เหล่านั้นจะไปแสดงบนเว็บไซต์ของ Google โดยตรง รวมถึงแสดงผ่านการการค้นหารูปภาพ แม้กระทั่ง YouTube และ Gmail

ในบล็อกของ Google ระบุว่า แบรนด์ GittiGidiyor บริษัทในเครือ eBay ได้เข้ามาใช้ Smart Shopping และพบว่า ได้ผลมากกว่าการซื้อ Ads แบบเดิมถึง 28% ที่มากกว่านั้นยังช่วยเพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ได้ถึง 4% ข้อมูล – Google

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ASEAN ยังต้องการเม็ดเงินจำนวนมากในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

Brand Inside - 7 hours 2 min ago

ในงาน Bloomberg ASEAN Summit หนึ่งในหัวข้อเสวนาที่สำคัญคือเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานใน ASEAN ซึ่งเศรษฐกิจโดยรวมกำลังเติบโตสูง แต่ยังมีปัญหาใหญ่ๆ คือเรื่องการระดมทุนในการหาเม็ดเงินเหล่านี้

เราจะเห็นว่าหลายๆ ประเทศใน ASEAN ช่วงที่ผ่านมามีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโครงการใหญ่ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละโครงการใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล แต่ ASEAN ก็ยังต้องการเม็ดเงินในการลงทุนเหล่านี้โดยเฉพาะแหล่งเงินสำคัญๆ อย่างกองทุนบำเหน็จบำนาญ และ Private Equity หรือแม้แต่กองทุนความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ

McKinsey ได้ประเมินคร่าวๆ ว่า ASEAN ต้องการเม็ดเงินในช่วงปี 2016 จนถึงปี 2030 ถึงกว่า 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอาทิเช่น ถนน ท่าเรือ ฯลฯ เพื่อที่จะยกระดับเศรษฐกิจและรวมไปถึงทำให้ลดความยากจนลงอีกด้วย

ตลาดทุนช่วยได้

Amol Gupte ผู้บริหารภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Citi ให้มุมมองว่า ASEAN ยังต้องการเม็ดเงินจำนวนมหาศาล แต่เจ้าของเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้ก็ต้องการผลตอบแทนที่ดี และโครงการเหล่านี้ก็ต้องมีความโปร่งใสในเรื่องของการประมูล รวมไปถึงให้ผลตอบแทนแก่ผู้ลงทุนถ้าหากแล้วเสร็จ ซึ่งถ้าให้ความมั่นใจเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ก็จะมีเม็ดเงินเหล่านี้เข้ามา

เขายังเชื่ออีกว่าตลาดทุนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้ที่อยากลงทุนกับเจ้าของโครงการที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานนั้นมาเจอกัน

สภาพคล่องที่ยังสูงอยู่

ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สภาพคล่องในระบบการเงินยังถือว่าสูงอยู่ โดยสภาพคล่องที่มหาศาลทำให้ยังมีเม็ดเงินที่ยังสามารถระดมทุนในการสร้างโครงการใหญ่ๆ ได้ นอกจากนั้นเขายังได้กล่าวเสริมว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้สามารถสร้างประโยชน์ให้กับตลาดทุนของไทยอย่างแน่นอน

ที่มาBloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ยังสู้ต่อ Comcast ยื่นข้อเสนอซื้อ Sky ที่ราคา 34,000 ล้านเหรียญ

Brand Inside - 9 hours 33 min ago

ยังเป็นศึกสงครามที่ยังไม่จบสิ้นสำหรับการซื้อกิจการเคเบิลทีวีรายใหญ่ของอังกฤษอย่าง Sky เมื่อวันก่อนหน้าทาง Fox ได้ยื่นข้อเสนอ 32,000 ล้านเหรียญไปแล้ว แต่ล่าสุดทาง Comcast ได้ยื่นข้อเสนอใหม่

ภาพจาก Shutterstock

ข้อเสนอใหม่ที่ทาง Comcast ได้เสนอกับ Sky คือขอซื้อกิจการที่ราคา 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าที่ 21st Century Fox ได้ยื่นข้อเสนอประมาณ 5.4% 

สาเหตุสำคัญที่ Comcast ยังต้องการสู้ต่อคือ บริษัทต้องการขยายกิจการเคเบิลทีวีออกนอกสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะ Sky มีลูกค้ากว่า 23 ล้านรายในสหราชอาณาจักร อิตาลี รวมไปถึงเยอรมัน และ Sky เองยังมีจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นถึงแม้ว่าเทรนด์ของธุรกิจเคเบิลทีวีในสหรัฐเองนับวันจะมีแต่สมาชิกที่ลดลง

ล่าสุด Comcast ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลในอังกฤษ สหภาพยุโรป ออสเตรีย อิตาลี เยอรมัน ในการซื้อกิจการของ Sky ถ้าหากชนะ 21st Century Fox ได้

Netflix คืออีกตัวแปรสำคัญ

สาเหตุหนึ่งที่ Sky ยังคงมีลูกค้าได้ตลอดเรื่อยๆ คือการจับมือกับพันธมิตรรายสำคัญคือ Netflix ทำให้ลูกค้าไม่ไหลออกไปใช้บริการ Netflix เจ้าเดียว แต่สมาชิกของ Sky สามารถจ่ายค่าบริการรายเดือนแล้วสามารถชม Netflix ได้เลย

นอกจากนั้น Content โดยเฉพาะซีรี่ส์ที่ Sky ได้ผลิตเองก็ได้นำขึ้นออนไลน์ไว้สามารถรับชมย้อนหลังได้อีกทางด้วย ซึ่งแต่เดิมสามารถรับชมรายการสดๆ ผ่านออนไลน์ได้แค่นั้น

ที่มาBloomberg

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

โตต่อเนื่อง! เจ้าของ Uniqlo อวดผลกำไรจากการดำเนินงานไตรมาสล่าสุดที่ 20,000 ล้านบาท

Brand Inside - 10 hours 35 min ago

Fast Retailing เพิ่งประกาศผลกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสล่าสุด (สิ้นสุดเดือนพ.ค.) ออกมาว่าทำได้กว่า 68,400 ล้านเยน (ราว 20,000 ล้านบาท) หลังการขยายตลาดในต่างประเทศค่อนข้างประสบความสำเร็จ

หน้าร้าน Uniqlo ในสหรัฐอเมริกา // ภาพจาก Flickr ของ GoToVan Uniqlo กลายเป็นแบรนด์ที่ยอมรับในต่างประเทศ

ช่วงนี้ Fast Retailing ทำตลาดแบรนด์ Uniqlo ในต่างปรเทศหนักมาก อย่างล่าสุดก็เพิ่งมีการคาดการณ์ว่าได้เซ็นสัญญามูลค่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,000 ล้านบาท) กับ Roger Federer นักเทนนิสชื่อดังเพื่อสนับสนุนชุดกีฬาให้ รวมถึงเริ่มขยายสาขาไปยังกลุ่มยุโรปถึง 9 ประเทศอีกด้วย จากเดิมที่พื้นที่ดังกล่าวยังไม่มีหน้าร้านมากนัก

อย่างไรก็ตามการรุกตลาดต่างประเทศหนักขนาดนี้ก็ส่งผลให้ผลกำไรจากการดำเนินงานของ Uniqlo เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยไตรมาสล่าสุดที่เพิ่งจบในเดือนพ.ค. นั้นเติบโตถึง 37% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 68,400 ล้านเยน (ราว 20,000 ล้านบาท) สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เสียอีก

จึงไม่แปลกที่สิ้นปีงบประมาณนี้ Fast Retailing จะตั้งเป้ามีกำไรจากการดำเนินงานแตะ 2.25 แสนล้านเยน (ราว 66,500 ล้านบาท) เพราะยอดขายในต่างประเทศนั้นเริ่มมีสัดส่วนมากกว่าในประเทศแล้ว ผ่านการจำหน่ายเสื้อยืดสกรีนลายต่างๆ รวมถึงชุดสำหรับพนักงานออฟฟิศ

ส่วนตลาดในประเทศนั้น Fast Retailing ก็มีแผนเปิดหน้าร้านให้มีมากกว่า 800 สาขา และพยายามสร้างยอดขายผ่านช่องทาง Online มากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยตอนนี้สัดส่วนของ Online คิดเป็น 7.8% ของยอดขายในประเทศทั้งหมด

สรุป

เมื่อเติบโตขนาดนี้ก็ไม่แปลกที่ Fast Retailing จะเป็นผู้นำในโลกเครื่องแต่งกายจากเอเชีย เพราะด้วยผลกำไรจากการดำเนินงานกว่า 20,000 ล้านบาท และการขยายสาขาไปในต่างประเทศที่มากขึ้น ดังนั้นคงต้องเฝ้าดูกันต่อไปว่าอาณาจักรนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีก และจะพึ่งพาแค่แบรนด์ Uniqlo ได้ตลอดหรือไม่

อ้างอิง // Japan Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Mister Donut แปลงร่างสู่โมเดล Food Truck จัดหน่วยรถขายโดนัทนอกห้างฯ

Brand Inside - 20 hours 9 min ago

Mister Donut ลุยโมเดลร้านแบบใหม่ ล่าสุดเปิดโมเดล Food Truck หน่วยรถขายโดนัท เครื่องดื่มนอกสถานที่ ตระเวนตามออฟฟิศ ตลาดไนท์มาร์เก็ตเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น และเข้าถึงผู้บริโภคแบบไม่ต้องรอให้เขาเดินมาหา

ร้านโดนัทก็ Transform เก่ง

ในปีนี้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของแบรนด์ Mister Donut มากพอสมควร ทั้งในเรื่องของสินค้าที่มีเมนูใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพมากขึ้น มีแคมเปญ พรีเซ็นเตอร์มากขึ้น รวมถึงยังมีนวัตกรรมเรื่องโมเดลร้านใหม่ๆ

Mister Donut เป็นแบรนด์โดนัทในระดับแมส โลเคชั่นส่วนใหญ่จึงอยู่ตามศูนย์การค้า และเป็นรูปแบบ Open Space หลายคนติดภาพร้านแบบนี้มานาน ซึ่งแบรนด์คู่แข่งก็เป็นทำนองไม่ต่างกัน ทำให้ตลาดโดนัทไม่ค่อยมีการแข่งขันที่หวือหวามาก แข่งขันกันที่ราคามากกว่า

ซึ่ง Mister Donut ทำตลาดในไทยมา 40 ปีแล้ว จำเป็นต้องมีการเคลื่อนไหวบ้าง โดยเมื่อไม่นานมานี้ได้เปิดตัวโมเดลร้านใหม่ Mister Donut Cafe/Donut & More เป็นเหมือนร้านคาเฟ่ที่มุมนั่งทาน เป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ทันสมัย ซึ่งโมเดลนี้เป็นการพัฒนาที่ประเทศไทยเป็นที่แรก เพราะมองเห็นพฤติกรรมคนไทยชอบนั่งร้านกาแฟ เปิดสาขาแรกที่ศูนย์การค้า MBK

แต่แค่คาเฟ่ยังไม่พอตอนนี้ได้มี Mister Donut Food Truck เป็นช่องทางการขายใหม่ จับเทรนด์ Food Truck ที่ยังได้รับความนิยมอยู่มาเป็นหน่วยรถขายโดนัทเคลื่อนที่

ซึ่งหน่วยรถนี้เริ่มที่แรกที่ตึกจิวเวอร์รี่เทรด สีลม จะอยู่ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2561 ก่อนจะตระเวนไปโลเคชั่นอื่นอย่างตึกสำนักงาน สตรีทฟู้ด และตลาดไนท์มาร์เก็ต

อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องวิ่งเข้าหาลูกค้า

จริงๆ โมเดลนี้คงได้เคยเห็นหลายแบรนด์ลงมาจับบ้างแล้ว ซึ่งเหตุผลที่ Mister Donut ต้องเปิดโมเดลนี้ก็คงไม่ต่างกัน

  1. พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป มีการเดินห้างสรรพสินค้าน้อยลง ทำให้แบรนด์ต้องเป็นฝ่ายเข้าหาผู้บริโภคมากขึ้น จากที่แต่เดิมรอให้ลูกค้าเข้าหาอย่างเดียว ซึ่งการแข่งขันในยุคนี้ก็สูงขึ้น ก็จะรอให้ลูกค้าเดินมาหาอย่างเดียวไม่ได้เช่นกัน ก็ต้องฮาร์ดเซลล์กันไป เอาสินค้าไปขายถึงที่
  2. สร้างสีสันในตลาด แถมยังได้กระแสพูดคุยกันบนโลกออนไลน์
  3. เป็นการเพิ่มช่องทางการขายใหม่ๆ โมเดลนี้มีการลงทุนไม่สูงมาก แถมยังตระเวนไปได้หลายพื้นที่ ขายได้ทั้งวันทั้งคืนถ้าของไม่หมด ไม่มีเวลาจำกัดเหมือนในห้าง
  4. เพิ่มฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ แต่เดิมลูกค้าอาจจะเป็นกลุ่มเด็ก ครอบครัว แต่เมื่อได้ไปโลเคชั่นใหม่ๆ สร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการซื้อ ก็ได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาได้อีก เพราะโดนัทเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ได้ทานได้ทุกวัน ต้องอาศัยการกระตุ้นจากจุดขาย
  5. ได้ขายเมนูใหม่ๆ ที่ไม่มีที่ร้าน ได้แก่ Premium-Dolicious เป็นโดนัท พรีเมี่ยม, Wonut + Ice cream แป้งโดนัทในรูปแบบวาฟเฟิลเสิร์ฟคู่ไอศกรีม และเครื่องดื่ม Fresh Soda

Mister Donut ถือเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่สุดของเครือ CRG หรือ Central Restaurants Group ได้บุกเบิกตลาดโดนัทตั้งแต่ปี 2521 ตอนนั้นยังใช้ชื่อบริษัท ไทยแฟรนไชส์ซิ่ง จำกัด ก่อตั้งร้านแรกที่สยามสแควร์ จนเมื่อปี 2546 ได้เข้ามาอยู่ภายใต้ CRG ปัจจุบันมีทั้งหมด 338 สาขา เป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากญี่ปุ่น

สรุป

ถือเป็นการสร้างสีสันในตลาดได้อย่างดีมีรูปแบบร้านใหม่ๆ ยุคนี้จะเปิดร้าน ขยายร้านแบบเดิมๆ แล้วรอลูกค้าเข้าร้านอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีรูปแบบน่าสนใจจริงๆ และต้องเข้าถึงได้ง่าย เพราการแข่งขันในตลาดสูง และผู้บริโภคมีทางเลือกเยอะเช่นกัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“TEAMG” เข้า IPO วันแรก ราคาบวก 17% ว่าแต่บริษัทฯ เขาทำธุรกิจอะไร?

Brand Inside - 12 July 2018 - 21:33

จากภาวะตลาดหุ้นที่แดงๆ สลับเขียวๆ ก็ทำให้หลายค่ายนักวิเคราะ์ลุ้นกันตัวโก่งว่าหุ้นที่เข้า IPO (การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก) จะรุ่งหรือไม่ ล่าสุด (12 ก.ค.) ที่ผ่านมา หุ้น TEAMG ก็เข้าตลาดฯและราคาเปิดเพิ่มขึ้น 17% หุ้นนี้เขาทำธุรกิจอะไรกันนะ

ภาพจาก TEAMG TEAMG บริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมฯ

ชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG บอกว่า เราเป็นบริษัทผู้ให้บริการที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร ซึ่งรวมถึงการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ปีนี้บริษัทก็เปิดมากว่า 40 ปีแล้ว

งานหลักๆของบริษัทแบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจคือ  1) ธุรกิจการศึกษา ออกแบบ และจัดทำรายงาน 2) ธุรกิจการบริหารโครงการและควบคุมการก่อสร้าง 3) ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ซึ่งรายได้ของบริษัทมาจากงานภาครัฐ 50%, ภาคเอกชน 25%,งานในต่างประเทศ 20% และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง 5%

ภาพจาก TEAMG

ผลงานที่ผ่านมาก็มีกว่า 2,500 โครงกาาร เช่น ศึกษาและทบทวนความเหมาะสมของโครงการ ทบทวนและปรับแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต–สะพานใหม่–ลำลูกกา ฯลฯ

โครงการต่างๆ ของ TEAMG 

การจะเป็นที่ปรึกษาและทำงานอย่างครอบคลุม ทั้งบริษัทจึงมีพนักงานกว่า 1,500 คน จาก 6 บริษัทย่อย ได้แก่

  • บริษัท เอทีที คอนซัลแตนท์ จำกัด บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง รวมทั้งท่าเรือและสาธารณูปโภค
  • บริษัท ทีม คอนสตรัคชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด  บริการที่ปรึกษาด้านการบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง ครอบคลุมงานก่อสร้างอาคารทุกประเภท
  • บริษัท วิศวกรรมธรณีและฐานราก จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมธรณีเทคนิค ฐานราก และโครงสร้างใต้ดิน
  • บริษัท เอสคิว อาร์คีเต็ค แอนด์ แปลนเนอร์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนและออกแบบทางสถาปัตยกรรม การตกแต่งภายใน ภูมิสถาปัตยกรรม และการพัฒนาเมือง
  • LTEAM SOLE Co., Ltd. ให้บริการที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศลาว
  • บริษัท ทีแอลที คอนซัลแตนส์ จำกัด ธุรกิจที่ปรึกษาในการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ภาพจาก shutterstock ทำไมต้องจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

ชวลิต เล่าว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จะทำให้บริษัทมีฐานทุนแข็งแกร่ง รองรับแผนงานที่ขยายไปในภูมิภาค จากปัจจุบันมีการรับงานอยู่ใน 7 ประเทศอาเซียน และภายใน 3-5 ปีจะขยายในประเทศอินโดนีเซีย บรูไน และสิงคโปร์ เพื่อให้ครบ 10 ประเทศ

“เงินที่ได้จากการ IPO กว่า 350 ล้านบาท บริษัทจะนำไปใช้ในการลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์ ซอฟท์แวร์ และเทคโนโลยี รวมถึงลงทุนในอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการบริการ ส่วนที่ 2 จะนำไปลงทุนด้านบุคลากร เพื่อขยายงานและฐานลูกค้าในต่างประเทศ และส่วนที่ 3 เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ”

shutterstock เข้า IPO วันแรก ราคาหุ้นบวก 17% มั่นใจครึ่งปีหลังธุรกิจโต

ราคาที่เปิดให้จองซื้อ IPO อยู่ที่ 2.42 บาท/หุ้น แต่หลังเปิดตลาดก็ปรับตัวสูงขึ้น 17% มาอยู่ที่ 2.84 บาท/หุ้น ซึ่งเรามองว่านักลงทุนเชื่อมั่นพื้นฐานของบริษัทจากประสบการณ์ทำงานที่มีมายาวนาน

“ส่วนผลประกอบการปีนี้ เรามั่นใจว่าจะเติบโตจากปีก่อน ที่มีรายได้ 1,606 ล้านบาทและกำไรสุทธิ 98 ล้านบาท เพราะตอนนี้บริษัทเรามีงานที่รอรับรู้รายได้อีก 3,473 ล้านบาท และจะทยอยรับรู้อย่างต่อเนื่องใน 2 ปีข้างหน้า”

ที่สำคัญทิศทางรายได้ครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะบริษัทมีงานที่อยู่ระหว่างเตรียมประมูลอีกกว่า 1,000 ล้านบาท เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน,โครงการท่าเรือแหลมฉบัง 3 และมอเตอร์เวย์ แหลมฉบัง–ปราจีนบุรี ซึ่งเราเป็นบริษัทที่ออกแบบ และคาดว่าจะได้คุมการก่อสร้างต่อเช่นกัน

สรุป

หุ้น TEAMG เป็นหุ้นที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมฯ ซึ่งมีบริการทั้งการศึกษา ออกแบบ ทำรายงาน คุมงานก่อสร้าง ไหนจะช่วยบริหารธุรกิจต่อเนื่องที่เกิดขึ้นอีก แล้วเงินทองจะไหลออกไปไหน แต่แม้ว่าทิศทางของบริษัทจะเติบโตทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่นักลงทุนยังต้องรออ่านงบการเงินที่ออกมาในแต่ละไตรมาส เพื่อวางแผนการลงทุนให้ดีด้วย

ที่มา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, TEAMGROUP

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไปไม่รอด Walmart เตรียมขาย Seiyu กิจการค้าปลีกในประเทศญี่ปุ่น

Brand Inside - 12 July 2018 - 20:34

Walmart ค้าปลีกรายใหญ่ระดับโลกกำลังที่จะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในการหาลู่ทางที่จะขายกิจการในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากแรงกดดันของ E-commerce รายใหญ่อย่าง Amazon

ภาพจากเว็บไซต์ของ Walmart (https://corporate.walmart.com/photos/japan)

แหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนได้กล่าวกับ Nikkei ว่า แรงกดดันจาก E-commerce ทำให้ค้าปลีกระดับโลกอย่าง Walmart เตรียมตัดสินใจที่จะขายกิจการในประเทศญี่ปุ่นอย่าง Seiyu ซึ่งทางบริษัทกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในขณะนี้ ซึ่งมีการพูดคุยกับกิจการค้าปลีกในประเทศญี่ปุ่นเองและรวมไปถึง Private Equity ที่สนใจกิจการค้าปลีกนี้ด้วย

กิจการของ Seiyu มีมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านเยน ถึงประมาณ 5 แสนล้านเยน มีสาขาทั้งหมด 335 สาขา ถ้าหากดีลการขายกิจการสำเร็จ อาจเป็นดีลของค้าปลีกในประเทศญี่ปุ่นที่ใหญ่ที่สุดหลังจาก UNY Group ควบรวมกิจการกับ Family Mart ในปี 2016

Seiyu ก่อตั้งในปี 1956 โดย Seibu Group และขยายกิจการมาเรื่อยๆ จนมาพบกับจุดจบเนื่องจากหนี้ของบริษัทที่สูงและปัญหาอื่นๆ ในช่วงยุค 1990 แถมยังเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจญี่ปุ่นด้วย ก่อนที่ Walmart จะเริ่มลงทุนในปี 2002 และเป็นกิจการของ Walmart เต็มรูปแบบในปี 2008

แรงกดดันมหาศาล

สาเหตุส่วนหนึ่งที่ Walmart ต้องขายกิจการคือการรุกคืบของ E-commerce รายใหญ่ โดยเฉพาะ Amazon และรวมไปถึง E-commerce รายอื่นๆ ในประเทศญี่ปุ่นด้วย ถึงแม้ว่าทาง Walmart เองจะร่วมมือกับ Rakuten ไปแล้วก็ตาม แต่ธุรกิจของ Seiyu ซึ่งเป็น Supermarket เองต้องพบกับความยากลำบาก ปี 2016 บริษัทขาดทุน 200 ล้านเยน และทำได้เท่าทุนในปี 2017

นอกจากนั้นนักวิเคราะห์ได้กล่าวว่าอีกสาเหตุมาจาก Seiyu เองก็ไม่ค่อยปรับปรุงตัวร้านให้น่าเข้าสักเท่าไหร่ ทำให้คนไม่ชอบใช้บริการของ Seiyu เนื่องจากสภาพที่เก่าทรุดโทรม ถึงแม้ว่าจะมีการขายสินค้าที่ราคาถูก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ของ Walmart เอง

โดยถ้าหาก Walmart ขายกิจการ Seiyu แล้วจะกลายเป็นค้าปลีกต่างชาติรายที่ 3 ที่ถอนตัวออกจากตลาดญี่ปุ่นต่อจาก Tesco ในปี 2011 และ Carrefour ในปี 2005

ที่มาNikkei Asian Review, Reuters, Japan Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รู้จัก XT แบรนด์ใหม่ “แสนสิริ” ที่ตอบโจทย์ Millennial โดยเฉพาะ กับราคาเริ่ม 3.69 ล้านบาท

Brand Inside - 12 July 2018 - 19:49

ปัจจุบัน Millennial กลายเป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของหลายอุตสาหกรรม ไม่เว้นแต่อสังหาริมทรัพย์ที่ตอนนี้ “แสนสิริ” พัฒนา 3 โครงการมูลค่ารวม 21,000 บาทภายใต้แบรนด์ XT ที่ยึดเอา Lifestyle ของคนกลุ่มนี้เป็นที่ตั้ง

XT เอกมัย ของแสนสิริ เมื่อวิถีชีวิตต่างจากอดีต การออกแบบก็ต้องเปลี่ยน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในโลกของอสังหาริมทรัพย์ Location หรือที่ตั้ง ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง เพราะหากอยู่ในทำเลที่ไม่ดี ผู้ซื้อก็จะไม่สนใจ แต่ด้วยสัดส่วนประชากรไทยที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะกลุ่ม Millennial (เกิดระหว่างปี 2523-2543) ที่มากขึ้น แถมพวกเขามีวิถีชีวิตที่ต่างจากคนช่วงวัยอื่นๆ ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาฯ ต้องปรับตัวหลายเรื่อง

ปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บมจ.แสนสิริ เล่าให้ฟังว่า Millennial นั้นใช้ชีวิตต่างจากคนรุ่นก่อน ยิ่งจากนี้ไปกลุ่มคนดังกล่าวจะมีอิทธิพลในหน้าที่การงานกันมากขึ้น ดังนั้นการออกแบบโครงการที่เหมาะกับการใช้ชีวิตของพวกเขาโดยเฉพาะก็มีความเป็นไปได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ XT

ปิติ จารุกำจร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสฝ่ายพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บมจ.แสนสิริ

“เราพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมานาน และเริ่มรู้ว่า Millennial ไม่ได้ต้องการคอนโดฯ แบบเดิมๆ เพราะมันไม่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของพวกเขา ดังนั้นการออกแบบที่พักอาศัยแนวสูงรูปแบบใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างความสะดวกสบายในการคมนาคม และการใช้ชีวิตของพวกเขา เช่นบริเวณ Co-Working ก็เป็นอีกเรื่องที่เป็นไปได้”

3 โครงการ 21,000 ล้านกับราคาเริ่ม 3.69 ล้านบาท

สำหรับโครงการ XT ที่เปิดตัวในปีนี้จะมี 3 โครงการด้วยกัน ประกอบด้วย XT เอกมัย, ห้วยขวาง และ พญาไท ซึ่งรวมทั้ง 3 โครงการก็มีมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท และมีราคาเริ่มต้นที่ 3.69 ล้านบาท ซึ่งทั้งหมดนี้มาพร้อม Fully Furnished และสามารถออกแบบห้องเองได้ 6 รูปแบบ เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตให้ได้มากที่สุด

ตัวอย่างห้องของ XT เอกมัย

และด้วยการใช้ชีวิตของ Millennial นั้นจะอยู่บนเตียงเกือบจะเป็นหลัก ทำให้ห้องขนาดเล็กก็ไม่ได้กระทบกับการใช้ชีวิตพวกเขามากนัก แต่เพื่อยกระดับการใช้ชีวิตให้สามารถอยู่ในที่เดียวได้ ผู้พัฒนาอสังหาฯ รายนี้ก็สร้าง Co-Sharing Space ที่ให้ลูกบ้านทุกคนมาใช้ชีวิต และส่งเสริมเรื่องความคิดสร้างสรรค์ให้แก่กันได้

“ตัวแบรนด์ XT เราวางไว้เป็นคอนโดฯ Segment B ที่มีราคา 1.5-2.5 แสน/ตร.ม. ซึ่งถือว่าไม่ได้สูงมาก และจะแล้วเสร็จในปี 2563 เป็นต้นไป โดยคาดว่ายอดขายของเอกมัยน่าจะสูงกว่าที่อื่นเล็กน้อย และต่างชาติเราก็เริ่มมีการทำตลาดบ้างแล้ว ก่อนที่จะเปิดขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 3-5 ส.ค.”

ตัวอย่างห้องของ XT เอกมัย เล็งทั้งลูกค้าอยู่เอง และลงทุนปล่อยเช่าเพื่อสร้างกำไร

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นคอนโดมิเนียมสำหรับ Millennial โดยเฉพาะ แต่ “แสนสิริ” ก็ยังคาดการณ์ว่าโครงการ XT ทั้ง 3 แห่งจะมียอดขายจากผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง 60% และซื้อเพื่อลงทุน 40% เพราะพื้นที่ทั้ง 3 โครงการนั้นค่อนข้างมีศักยภาพสูง รวมถึงโครงการระดับนี้มีค่อนข้างน้อยในพื้นที่ดังกล่าว

ในทางกลับกันทางบริษัทยังไม่มีความชัดเจนด้านการลงทุนแบรนด์ XT ในปี 2562 ว่าจะมีการก่อสร้างเพิ่มหรือไม่ เพราะอยู่ระหว่างรับทราบผลตอบรับของกลุ่ม Millennial ที่เป็นกลุ่มหลักของการซื้ออสังหาริมทรัพย์โครงการนี้ รวมถึงโครงการในเอกมัย บริษัทยังร่วมลงทุนกับ Tokyu เพื่อก่อสร้างเช่นกัน

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว XT ก็เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ Millennial น่าจะสนใจ เพราะด้วยการปรับแต่งที่หลากหลาย ประกอบกับการรวมวิถีชีวิตของ Millennial ไว้ในที่เดียว และที่ลืมไม่ได้คือเรื่องความสะดวกในการเดินทาง ดังนั้นถ้าอยากไปใช้ชีวิตแบบนั้น ก็อย่ามองข้ามโครงการนี้ไปล่ะ

สรุป

แม้เราจะเห็นว่า Millennial ในปัจจุบันเริ่มประสบความสำเร็จในชีวิตได้เร็วขึ้น ดังนั้นการซื้อคอนโดมิเนียมระดับ Segment B ก็คงไม่ใช่เรื่องยาก แต่กลุ่มนั้นยังเป็นส่วนน้อย และถือเป็นอีกความท้าทายของ “แสนสิริ” ว่าจะทำตลาดอย่างไรเพื่อจูงใจพวกเขาให้เข้ามาอยู่ที่ XT

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เผยโฉม True digital park เมกะโปรเจ็คต์ของกลุ่ม True กับการสร้าง Ecosystem ให้สตาร์ทอัพ

Brand Inside - 12 July 2018 - 18:01

True digital park บิ๊กโปรเจ็คต์ล่าสุดของกลุ่ม True ในการสร้างอาณาจักรดิจิทัล สร้างระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพ ครอบคลุมพื้นที่ออฟฟิศให้เช่า รีเทล และที่อยู่อาศัย หวังเป็นฮับในอาเซียน

ปักหมุดทำเลบางนา สร้างฮับของคนดิจิทัล

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมากลุ่ม True ได้มีการสนับสนุนโครงการด้านเทคโนโลยีมาโดยตลอด รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีโครงการ True Incube แต่การเติบโตขของดิจิทัลได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ กลุ่ม True จึงขยับสเกลให้ใหญ่ขึ้นด้วยโครงการ True digital park

โครงการนี้อยู่บนพื้นที่ 43 ไร่ ผู้พัฒนาโครงการโดยบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ปักหมุดทำเลปุณณวิถีย่านบางนา หรือสุขุมวิท 101 ใช้งบลงทุน 500-700 ล้านบาท คอนเซ็ปต์หลักก็คือต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนดิจิทัลได้ครบทั้งที่ทำงาน พักผ่อน และหวังเป็น Destination ของคนดิจิทัลจากทั่วโลก ซึ่งจุดประสงค์ที่แท้จริงก็เพื่อตอบโจทย์กลุ่มสตาร์ทอัพ ต้องการสร้าง Ecosystem ของสตาร์ทอัพให้ครบวงจร

ฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เล่าว่า

“โครงการนี้ได้เริ่มทำได้ 2 ปีแล้ว แต่ปีนี้เริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น มีการจับมือกับทางภาครัฐ และพันธมิตรมากขึ้น ที่นี่สร้างด้วยคอนเซ็ปต์ Smart City ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี ประหยัดพลังงาน ตอบโจทย์กลุ่มคนดิจิทัลทั้ง Work Live Play และมีโลเคชั่นที่ดีติดรถไฟฟ้าบีทีเอส”

เหตุผลที่ทางกลุ่ม True ต้องสร้าง True digital park ขึ้นมานั้น เพราะมองเห็นการทำงานและไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป จึงสร้างเป็นพื้นที่รวบรวมคนเหล่านั้นอยู่ในที่เดียว พร้อมกับไลฟ์สไตล์อื่นๆ

ซึ่งโมเดลนี้ได้มีในต่างประเทศเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการบริหารโดยรัฐบาล มีเพียงที่ฝรั่งเศสมี Station F ที่สร้างโดยผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือเหมือนกลุ่ม True

แบ่งพื้นที่ 3 ส่วน สำหรับคนดิจิทัล

ในโครงการ True digital park จะประกอบด้วยพื้นที่ 3 ส่วนหลักที่ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ได้ครบเครื่องทั้งที่ทำงานและพักผ่อน

  1. พื้นที่เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล (Innovation Area) ในแนวคิด Open Innovation ศูนย์รวมบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เหล่าสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ นักลงทุน รวมทั้งศูนย์ R&D ของมหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐ มีขนาดพื้นที่ประมาณ 77,000  ตารางเมตร
    พูดง่ายๆ ก็คือเป็นโซนให้เช่าออฟฟิศสำหรับกลุ่มสตาร์ทอัพ หรือเทคคอมปานีที่สนใจ จัดแบ่งพื้นที่เป็น 4 โซน ได้แก่ Co-working Space สำหรับการทำงาน, Enterprise Space สำนักงานบริษัทข้ามชาติ และเหล่าสตาร์ทอัพ, Innovation Space ศูนย์นวัตกรรม และเครื่องมือเทคโนโลยี, และ Events and Business Services Space ห้องประชุม สัมมนา  ร้านอาหาร และพื้นที่กิจกรรมสันทนาการต่างๆ
  2. พื้นที่ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Area) เป็นพื้นที่รีเทลขนาดพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก และร้านค้ามากกว่า 200 ร้าน
  3. ที่พักอาศัย (Residential Area) คอนโดมิเนียม High-rise 3 อาคาร
ต้องมีพื้นที่ค้าปลีก 101 The Third Place

จุดมุ่งหมายของกลุ่ม True สำหรับโปรเจ็คต์นี้คือต้องการสร้างเมืองขนาดย่อมแบบกลายๆ การที่เปิดให้เช่าออฟฟิศอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องมีพื้นที่อื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวก จึงได้พัฒนาโครงการ 101 The Third Place เพื่อเป็นอีกหนึ่ง Third Place ในการพักผ่อน

ณิชา ศรีสงวนสกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายงานบริหารพื้นที่พาณิชย์ และค้าปลีก บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เสริมว่า

“ตอนที่ได้พื้นที่มา 43 ไร่ ได้ทำการบ้านหนักมากเพราะเป็นพื้นที่แปลงสุดท้ายที่ใหญ่มากในกรุงเทพฯ ทำการหาความต้องการของคนว่าต้องการอะไร พบว่าคนเราต้องการพื้นที่ความสุขในการใช้ชีวิต จึงไม่ได้ทำแค่สถานที่อย่างเดียว แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ด้วย”

พื้นที่รีเทลมีทั้งหมด 50,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่ส่วนกลาง 30,000 ตารางเมตร และพื้นที่เช่าขายของ 20,000 ตารางเมตร และยังมีพื้นที่สีเขียวสัดส่วน 31% ของโครงการ

สัดส่วนของร้านค้าภายในมีร้านอาหาร 50% มีซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ 3,000 ตารางเมตร และมีฟิตเนส Virgin Active ที่ทำคลับขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียพื้นที่ 8,000 ตารางเมตร

ปัจจุบันโครงการ True digital park ก่อสร้างแล้วเสร็จกว่า 80% โดยในส่วนของ Innovation Area หรือ พื้นที่เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม มีพันธมิตรบริษัทชั้นนำระดับโลก และสตาร์ทอัพ รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐ สนใจเข้าตั้งสำนักงานในโครงการมากกว่า 80% ในส่วนของ Lifestyle Area มีร้านค้าจับจองพื้นที่แล้วกว่า 80% คาดการณ์จะเปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายนนี้

สรุป

กลุ่ม True ได้ตั้งเป้าว่าโครงการนี้จะเป็นซิลิคอนวัลเลย์สำหรับสตาร์ทอัพในไทยได้เพราะมองเห็นศักยาพทั้งทำเลย่านบางนาและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์คนดิจิทัลในยุคนี้จริงๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“ปริญญ์ พานิชภักดิ์” แนะเก็บ 5 กลุ่มหุ้น หวังข่าวเลือกตั้งปี 62 ดันดัชนีหุ้นสิ้นปีแตะ 1,800-1,900 จุด

Brand Inside - 12 July 2018 - 16:44

ช่วงนี้นักลงทุนมีเรื่องต้องหวั่นไหวต่อเนื่อง ไม่ว่าจะปัญหาต่างชาติเทขายหุ้นไทย ดัชนี SET ตกวูบ หรือ ผลกระทบจาก Trade War (สงครามการค้า) และ Brexit (สถานการณ์อังกฤษแยกตัวจากสหภาพยุโรป) แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาส มาอ่านบทวิเคราะห์ของ บล. ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) และ SCBS หาทางเพิ่มผลตอบแทนกันดีกว่า

ภาพจาก shutterstock “ปริญญ์” ชี้เดือนนี้ต้องเก็บหุ้น เผย 5 กลุ่มหุ้นมีแววโต แต่กลุ่มแบงก์ยังอืด

ปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า เดือนก.ค.นี้เป็นช่วงที่นักลงทุนควรเข้าเก็บหุ้นเพราะดัชนีตลาดหุ้นไทยยังไม่เพิ่มสูงขึ้นนัก เนื่องจากภาพรวมผลประกอบการบริษัทในตลาดหุ้นไทยไตรมาส 2 ยังไม่เติบโตมาก เพราะหุ้นใหญ่อย่างกลุ่มธนาคารยังไม่เติบโตเท่าที่ควร ซึ่งไตรมาส 3 เราจะเริ่มเห็นกองทุนรวมเข้าซื้อหุ้นเก็บไว้บ้างแล้ว

ส่วนในไตรมาส 3 นี้มองว่าภาวะตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวดีขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะกองทุนรวมของไทยเริ่มเข้าซื้อหุ้นเก็บไว้ เพราะเห้นความเป็นไปได้ที่หุ้นไทยจะเติบโตในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ อาจจะเห็นดัชนีหุ้นไทยโตก้าวกระโดด 200-300 จุด เหมือนปีก่อน ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับผลประกอบการหุ้นกลุ่มธนาคารที่จะทรงตัวในไตรมาส 3 และปรับตัวดีขึ้นในไตรมาส 4

ภาพจาก shutterstock

ส่วนหุ้นที่ยังมีทิศทางการเติบโตดี แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มได้แก่

  • กลุ่มก่อสร้าง ได้แก่ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) (Stec) บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (Uniq)
  • กลุ่มบ้านและอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (ORI) บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (LPN) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) (Spali)
  • กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน)  (BDMS)
  • กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) (amata) บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA)
  • กลุ่มพลังงาน ที่เห็นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุน ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) 
  • บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP)

 

ภาพจาก shutterstock ทั่วโลกรอข่าวดีการเลือกตั้งในปีหน้า โปรยความหวังดัชนีหุ้นไทยสิ้นปี 61 แตะ 1,800-1,900 จุด

ปริญญ์ บอกว่า ปีนี้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาศที่จะแตะ 1,800-1,900 จุด แต่ต้องมี 2 ปัจจัย คือ 1. ต้องมีข่าวการเลือกตั้งในปีหน้าอย่างชัดเจน จะสามารถเรียกความสนใจจากต่างชาติได้ดี เพราะมิฉะนั้นนักลงทุนอาจจะสนใจลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีสตอรี่ที่ดีกว่าแทน

2.การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หากสามารถแก้ปัญหาเรื่อง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างได้ จะทำให้โครงการขนาดใหญ่ชัดเจนขึ้น เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง รถไฟฟ้าส่วนขยายสายสีม่วงและสีส้ม

ภาพจาก shutterstock Trade War กระทบแค่ระยะสั้น ส่วนเทรนดอกเบี้ยขาขึ้นอาจส่งผลให้คนเทขายหุ้นใน EM

เรามองว่า Trade War จะส่งผลกระทบต่อตลาดโลกแค่ระยะสั้น โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนและคลี่คลายในช่วงพ.ย.-ธ.ค. 61  หลังจบการเลือกตั้งช่วงกลางของสหรัฐ (Midterm Election) ขณะเดียวกันทางสหรัฐฯไม่สามารถทำมาตรการการค้ารุนแรงมาก เพราะจะส่งผลกระทบต่อบริษัทสหรัฐที่ทำการค้ากับจีน ส่วนจีนก็สามารถหาตลาดส่งออกที่อื่นได้อยู่แล้วจึงไม่น่าส่งผลกระทบมาก

อย่างไรก็ตามผลกระทบจากเรื่องที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงตลาดหุ้นสหรัฐเติบโตขึ้น ขณะเดียวกันอาจกระทบต่อการเทขายหุ้นใน กลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM-Emerging Market) รวมถึงไทยจากที่ต้นปีถึงปัจจุบันต่างชาติเทขายหุ้นไทยกว่า 1.8 แสนล้านบาท ทั้งปีนี้ อาจเทขายมากกว่า 2.0 แสนล้านบาท

ภาพจาก shutterstock บล. ไทยพาณิชย์ ชี้หุ้นเด่นไตรมาส 3/61

ด้านบล. ไทยพาณิชย์ (SCBS) วิเคราะห์สถานการณ์ว่า ไตรมาส 3/61 นี้ แนะนำการลงทุนในกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลดีจากค่าเงินอ่อนค่า (ล่าสุดอยู่ที่ 33.3 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ) โดยจะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มส่งออกที่คาดว่าไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ได้แก่

  • บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) (HANA)
  • บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)  (KCE)
  • บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) (CPF)
  • บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (TU) 

นอกจากนี้จากเทรนดอกเบี้ยขาขึ้น  เราแนะนำการเลือกหุ้นที่  valuation (มูลค่าของหุ้น) ไม่แพง โดยดูจากระดับราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) ยังไม่สูง และราคายังล้าหลังตลาดโดยรวม ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL), ธนาคารกรุงไทย (KTB), PTT,  PTTEP

มุมมองตลาดหุ้น-สินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ยังได้รับแรงกกดดันจากสงครามการค้า ที่ยังไม่เห็นวี่แววการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ – จีน ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่ยังปรับตัวลดลง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวลดลง และกระทบต่อ SET index ปรับตัวลงต่อ คาดว่าวันนี้หุ้นไทยจะเคลื่อนไหวระหว่าง 1,600-1,650 จุด

 

สรุป

เดือนก.ค. นี้ เหมาะที่นักลงทุนจะเข้าซื้อหุ้นเก็บไว้ เพราะราคาหุ้นยังไม่สูง ขณะเดียวกันยังมีทิศทางว่าสิ้นปีนี้หุ้นจะปรับตัวขึ้น โดยหุ้นที่น่าสนใจคือได้รับผลดีจากการส่งออก อสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ฯลฯ แต่นักลงทุนยังต้องจับตามองปัจจัยในประเทศโดยเฉพาะการเลือกตั้ง และปัจจัยนอกประเทศอย่างสงครามการค้า เป็นต้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหุ่นยนต์ AI  “CIMON” กลายเป็นผู้ช่วยนักบินอวกาศ

Brand Inside - 12 July 2018 - 13:03

หลายคนคงเคยได้ยิน IBM Watson หรือ ปัญญาประดิษฐ์ (AI- Artificial intelligent) ของ IBM ที่ถูกพัฒนาให้วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก ว่าง่ายๆเป็นระบบหุ่นยนต์ที่ปรับใช้ทั่วโลกนั่นเอง ซึ่งในไทยก็มีใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ โดยรพ.บำรุงราษฎร์นำมาใช้ วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้เร็วขึ้น ล่าสุด AI ตัวนี้จะออกสู่อวกาศเป็นผู้ช่วยนักบินบนยานอวกาศแล้ว!

CIMON against the backdrop of the International Space Station IBM Watson เบื้องหลัง “CIMON” ขึ้นแท่น AI ตัวแรกที่ขึ้นสู่โลกอวกาศ

กิตติพงษ์ อัศวพิชยนต์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจไอบีเอ็ม คลาวด์ และโซลูชันส์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด บอกว่า ล่าสุดทาง แอร์บัส (Airbus) พัฒนา “ไซมอน” (Crew Interactive Mobile Companion หรือ CIMON) ผู้ช่วยนักบินอวกาศ ในนามของศูนย์อวกาศยานเยอรมัน (German Aerospace Center: DLR)

โดยเจ้า CIMON เป็นหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้เทคโนโลยีไอบีเอ็ม วัตสัน (IBM Watson) ซึ่งจะเป็นเหมือนคลังข้อมูลที่จำเป็นแบบพกพาได้ เพราะมีน้ำหนัก 5 กิโลกรัม ที่สำคัญเป็นระบบอัจฉริยะแบบอินเตอร์แอคทีฟ (พูดคุยตอบสนองกับนักบินอวกาศได้ทันที) โดยในเดือน มิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา CIMON ทดลองใช้เป็นผู้ช่วยนักบินอวกาศ อเล็กซานเดอร์ เกิร์สต ไปสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ที่เป็นห้องปฏิบัติการลอยฟ้าซึ่งโคจรรอบโลก

รู้จัก IBM Watson ระบบ Cognitive Computing แห่งยุคข้อมูลจำนวนมหาศาล

นอกจากนี้หน้าที่ของ CIMON จะเป็นผู้บังคับการสถานีอวกาศในช่วงที่สองของการปฏิบัติการระยะเวลา 6 เดือน และจะได้รับการทดสอบบนสถานีอวกาศนานาชาติ ภายใต้ภารกิจ “ฮอไรซันส์” ขององค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency)

ภาพจาก shutterstock กระบวนการเรียนรู้ของ CIMON

เพราะ CIMON เป็น AI จึงต้องมีการเรียนรู้เหมือนคนเรานี่ละ ดังนั้น CIMON จะต้องฝึกอบรมให้สามารถระบุสภาพแวดล้อมของตนเองได้ และสามารถระบุตัวคู่สนทนาที่เป็นมนุษย์ทำงานร่วมกันได้ด้วย ขณะเดียวกันต้องสามารถให้ข้อมูลที่นักบินอวกาศต้องการด้วย

โดยตัว CIMON จะต้องประมวลผล ข้อความ คำพูด และรูปภาพ รวมถึงช่วยดึงข้อมูลและข้อค้นพบต่างๆ มาวิเคราะห์สถานการณ์ ให้เกิดเป็นทักษะ ซึ่งต้องเรียนรู้ และทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆด้วย เช่น CIMON มีการเรียนรู้ผังโครงสร้างตัวสถานีอวกาศนานาชาติ (โมดูลโคลัมบัส) เพื่อที่ CIMON สามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆสถานีได้ ส่วนเวลามีการทดลอง CIMON สามารถจดจำขั้นตอนต่างๆได้ทั้งหมด แม้ว่าบางการทดลองจะมีมากกว่า 100 ขั้นตอนก็ตาม

เนื่องจาก CIMON ใช้ IBM Watson จึงเก็บข้อมูลไว้ที่ IBM Cloud และเป็นส่วนข้อมูลที่องค์กรอื่นๆ รวมถึง IBM ไม่สามารถเข้าถึงได้ ถือเป็นการรักษาความปลอดภัยในกรรมสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น

CIMON จะเป็นประโยชน์กับนักบินอวกาศอย่างไร?

CIMON มีระบบภาพและมีการแสดงออกในรูปแบบใบหน้า รวมถึงมีการตอบโต้แบบอินเตอร์แอคทีฟจะทำให้ CIMON เป็นเหมือน “เพื่อนร่วมงาน” ของลูกเรือบนอวกาศ โดยกลุ่มผู้พัฒนา CIMON คาดการณ์ว่า CIMON จะช่วยลดความเครียดของบรรดานักบินอวกาศ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ในขณะเดียวกันยังเพิ่มระดับความปลอดภัย เพราะสามารถเป็นระบบเตือนล่วงหน้าหากเกิดปัญหาทางเทคนิค

ในระยะกลาง โครงการ  CIMON จะเจาะไปที่ผลทางจิตวิทยา ว่าเมื่อมีภารกิจระยะยาว ทีมงานจะมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับ CIMON อย่างไร ในขณะที่นักพัฒนา  CIMON ซึ่งมีการติดตั้งภาวะความฉลาดทางอารมณ์แล้วก็มั่นใจว่า การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ จะส่งผลดีต่อความสำเร็จของภารกิจ และพัฒนาสู่งานทางการแพทย์และด้านพยาบาลในอนาคต

ที่มา IBM, SciNews

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ยอดขาย Single ที่ 52 ของ AKB48 ทะลุ 3 ล้านชุด แต่ CD เหล่านั้นยังอยู่ในมือผู้ซื้อหรือไม่

Brand Inside - 12 July 2018 - 10:12

เรียกว่าสร้างปรากฎการณ์เป็นอย่างมากสำหรับ Teacher Teacher หรือ Single ชุดที่ 52 ของวง Idol แห่งยุคอย่าง AKB48 เพราะสามารถจำหน่ายได้เกิน 3 ล้านชุด ขึ้นเป็นอันดับ 3 ของการจำหน่าย CD Single ตลอดกาล

หนึ่งในหน้าปก Single ของ AKB48 ที่ชื่อว่า Teacher Teacher แค่ยอดสั่งซื้อล่วงหน้าก็มีกว่า 2.5 ล้านชุด

เรียกว่าเป็นอีกปรากฎการณ์ของวงการเพลงประเทศญี่ปุ่น เพราะในที่สุด 48 Group เจ้าของวง AKB48 ผู้บุกเบิกศิลปิน Idol ยุคใหม่ก็สามารถจำหน่าย CD Single ได้มากกว่า 3 ล้านชุด หลังเริ่มจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 พ.ค. 2561 และขึ้นเป็นอันดับที่ 3 ตลอดกาลของยอดจำหน่าย CD Single ที่ญี่ปุ่น

สำหรับยอดขายกว่า 3 ล้านชุดนั้นมาจากการสั่งซื้อล่วงหน้ากว่า 2.5 ล้านชุด ประกอบกับ CD Single ชุดนี้มีบัตรเลือกตั้ง World Senbatsu 2018 ยิ่งทำให้แฟนๆ ของ Idol วงนี้หาซื้อกันเพื่อสนับสนุนศิลปินที่ตัวเองชอบให้ได้คะแนนสูงๆ จนได้เป็นสมาชิกคนสำคัญของ Single ที่ 53 ของทางวง

ส่วนราคาของ Single ชุดดังกล่าวแบบจำหน่ายทั่วไปเริ่มต้นที่ 1,646 เยน (ราว 500 บาท) และเมื่อมียอดจำหน่ายเป็นอันดับที่ 3 ตลอดกาล ก็ไม่แปลกที่ Teacher Teacher จะเป็น CD Single ที่จำหน่ายได้มากที่สุดของวง AKB48 ด้วย แถมยังมีโอกาสเพิ่มขึ้น และไล่จี้อันดับหนึ่งที่มียอดขายกว่า 4.5 ล้านชุดได้

เพราะนอกจากบัตรเลือกตั้งแล้ว ใน CD Single ชุดดังกล่าวยังมีรูปภาพ และบัตรจับมือแถมมาใน Regular Edition และ Limited Edition ตามลำดับ ก็ทำให้แฟนคลับสามารถซื้อไปเพื่อเก็บของสะสมได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามมันก็มีภาพออกมาว่า CD Single Teacher Teacher นั้นถูกกองเป็นขยะ ผ่านความไม่จำเป็นที่จะเก็บ

なんか、AKBの総選挙投票券のついたCDが既に大量に廃棄されてるらしい。
資源の無駄だし、CDなくして投票券だけ売るとかできないんか?
たしか、前も不法投棄でニュースになったりしてたと思うし…#AKB48世界選抜総選挙 pic.twitter.com/4ynLKHm0zm

— 孫悟空@時給950円 (@songokkun1) May 30, 2018


รวมถึงแฟนคลับยังเสนอทางค่ายว่าควรจำหน่ายบัตรเลือกตั้งแยกออกมาต่างหากน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า แม้การแถมมาพร้อมกับ CD Single แล้วจะทำให้ทางวงทำสถิติเรื่องการจำหน่าย CD Single ได้ แต่มันก็จะสร้างขยะทางเทคโนโลยีมหาศาลหากมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ขึ้นอีกแน่ๆ

สรุป

เป็นอีกข้อพิสูจน์ว่าการขาย Story เกี่ยวกับความพยายามของศิลปินโดย 48 Group นั้นสำเร็จจริงๆ เพราะการที่แฟนเพลงเห็นการเติบโตของศิลปินภายในวงที่พวกเขาชื่นชอบ ก็ทำให้พวกเขาผูกพันธ์กับศิลปินเหล่านั้นมากขึ้น และพร้อมที่จะทุ่มทุกอย่างเพื่อให้ศิลปิน Idol คนที่ชอบประสบความสำเร็จในหน้าที่

ส่วนการเกิดขึ้นของ BNK48 ในประเทศไทย ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ต้องการซื้อแผ่น CD จริงๆ เช่นกัน แต่ถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้ก็คงเกิดปัญหาคล้ายๆ กับที่เกิดกับวงแม่ในประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน

อ้างอิง // Soranews24

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

TISCO ไตรมาส 2/18 รายได้ยังเติบโต มีการตั้งสำรองลดลง กำไรครึ่งปีโต 16%

Brand Inside - 12 July 2018 - 00:32

บมจ. ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ของปี 2561 ซึ่งมีประเด็นเรื่อง NPL ของธนาคารที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย และยังมีรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่ค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้น

ภาพจาก Shutterstock

รายได้รวมของ TISCO ไตรมาสนี้อยู่ที่ 4,860 ล้านบาท มากกว่าปีที่แล้ว 14.9% สำหรับกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,709 ล้านบาท เติบโตกว่าไตรมาส 2 ปีที่แล้ว 13.6% สำหรับกำไรครึ่งปีอยู่ที่ 3,475.24 ล้านบาท มากกว่าครึ่งปีที่แล้ว 16% กำไรที่เพิ่มขึ้นในไตรมาสนี้ส่วนหนึ่งมาจากการตั้งสำรองหนี้ที่ลดลงของบริษัท

ส่วนรายได้ที่ได้จากธุรกิจหลักทรัพย์ เพิ่มขึ้น 16.4% อยู่ที่ 209.95 ล้านบาท ส่วนทางด้านธุรกิจจัดการกองทุนยังคงเพิ่มขึ้นจากการออกกองทุนใหม่ๆ รับความต้องการของลูกค้า โดยรายได้เพิ่มขึ้น 15.7% อยู่ที่ 351.63 ล้านบาท และยังมีรายได้จากนายหน้าประกันภัยที่เพิ่มขึ้นด้วยอีก

ค่าใช้จ่ายของบริษัทไตรมาสนี้อยู่ที่ 2,130.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8% เนื่องจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นแปรผันตามค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

ในส่วน NPL ของบริษัทนั้นอยู่ที่ 2.69% เพิ่มขึ้นเนื่องจากธุรกิจรายกลางซึ่งเป็นลูกค้าประสบปัญหาในการชำระหนี้

ส่วนความเคลื่อนไหวของบริษัทไตรมาสนี้คือสามารถโอนลูกค้าสินเชื่อรายย่อย 30,000 รายให้กับธนาคารซิตี้แบงก์ เอ็น. เอ. สาขากรุงเทพ ได้สำเร็จ มูลค่าการโอน 2,900 ล้านบาท ส่วนลูกค้าบัตรเครดิตอยู่ระหว่างดำเนินการ

ที่มาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ถ้าเหนื่อยล้าจงดื่มชา! Chakra Tea ติด Wi-Fi ในกาน้ำชาให้คนใช้แรงงานในอินเดียได้ใช้ฟรีๆ

Brand Inside - 12 July 2018 - 00:24

เมื่อคนอินเดียเป็นคนใช้แรงงานเยอะ และชอบดื่มชา Chakra Tea จึงออกแคมเปญ Chai-Fi ติดเครื่องสัญญาณ Wi-Fi ในกาน้ำร้อนให้ได้ใช้งานฟรีๆ

ประเทศอินเดียขึ้นชื่อว่ามีประชากรเยอะมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รวมถึงในแง่ของประชากรผู้ใช้แรงงานก็ติดอันดับ 2 ของโลกด้วยเช่นกัน ซึ่งผู้ใช้แรงงานในอินเดียมีการทำงานหนักถึง 16-17 ชั่วโมงต่อวัน บางวันแทบไม่มีเวลาว่างในการทำกิจกรรมอย่างอื่น มีเพียงกิจกรรมยอดนิยมก็คือไปร้านน้ำชาเพื่อนั่งพัก และพูดคุยกับเพื่อนฝูงเท่านั้น

Chakra Tea เป็นแบรนด์ชาที่มีชื่อเสียงแบรนด์หนึ่งในอินเดีย ต้องการที่จะสื่อสารกับกลุ่มคนใช้แรงงานมากขึ้น เพราะต้องบอกว่าคนกลุ่มนี้มีมากมายมหาศาลเลยทีเดียว ไหนๆ มาร้านน้ำชาบ่อยแล้ว ก็ขอทำแคมเปญด้วยซะเลย

Chakra Tea ได้ออกแคมเปญ Chai-Fi ซึ่งคำว่า Chai ในภาษาฮินดูแปลว่าชา มารวมกับ Fi ที่ย่อมาจาก Wi-Fi ได้ทำงานร่วมกับเอเยนซี่ Dentsu Webchutney

ไอเดียของแคมเปญนี้ก็คือให้กลุ่มแรงงานที่มาดื่มชาที่ร้านได้ใช้ Wi-Fi ได้ฟรีๆ จากกาน้ำชา!

วิธีการก็คือมีการติดตั้งอุปกรณ์สัญญาณ Wi-Fi ที่กาน้ำชา เมื่อทำการต้มน้ำก็จะกระตุ้นแบตเตอรี่ พร้อมกับปล่อยสัญญาณ Wi-Fi ให้ได้ใช้

ซึ่งทำให้กลุ่มคนใช้แรงงานได้เพลิดเพลินกับคอนเทนต์ต่างๆ บนมือถืออาจจะเป็นดูหนัง ฟังเพลง ดูฟุตบอล ดูข่าว หรือจะวิดีโอคอลกับครอบครัวก็ได้

ทางด้านของเจ้าของไอเดียอย่าง Dentsu Webchutney ได้บอกว่า การดื่มชาเป็นส่วนสำคัญของชีวิตคนอินเดีย เป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะทำแคมเปญในแง่มุมมนี้ออกมา แต่ก็ได้มองเห็นช่วงเวลาที่เหมาะสมคือช่วงพักเบรกจากการทำงาน นอกจากการดื่มชาแล้ว หวังว่า Wi-Fi จะทำให้พวกเขาสดชื่นขึ้นมาบ้าง

ซึ่งผลตอบรับจากแคมเปญนี้ก็ถือว่าดีไม่น้อย เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเอ็นเกจเมนต์กับแบรนด์ได้ดี ยิ่งกระตุ้นให้พวกเขากลับมาที่ร้าน และนึกถึงแบรนด์เสมอ

 

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Fox ประกาศซื้อกิจการของ Sky ด้วยมูลค่า 32,000 ล้านเหรียญ

Brand Inside - 11 July 2018 - 21:11

หลังจากการแย่งชิงการซื้อกิจการของ 21st Century Fox ซึ่ง Disney ได้ให้มูลค่ามากกว่า Comcast ล่าสุดทาง Fox ก็ยื่นข้อเสนอใหม่ในการซื้อกิจการเคเบิลทีวีอย่าง Sky ในมูลค่ามากกว่า Comcast บ้างแล้ว

ภาพจาก Shutterstock

ข้อเสนอล่าสุดในการซื้อเคเบิลยักษ์ใหญ่ในทวีปยุโรปอย่าง Sky นั้นทาง 21st Century Fox ได้ยื่นข้อเสนอใหม่ที่ 32,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าที่ Comcast เคยยื่นข้อเสนอที่ประมาณ 29,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 12% และ Comcast เองต้องยื่นข้อเสนอใหม่ภายในวันศุกร์นี้ด้วย

เคเบิลยักษ์ใหญ่จากเกาะอังกฤษที่มีสมาชิกกว่า 23 ล้านรายไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ อิตาลี และเยอรมัน กลายเป็นสมรภูมิใหม่ของ Comcast เนื่องจากกำลังพิจารณาที่จะยื่นข้อเสนอซื้อกิจการของ Fox ใหม่อีกครั้งอาจต้องใช้เงินมากกว่าเดิม ดังนั้นการยื่นข้อเสนอซื้อเคเบิลทีวีอย่าง Sky ของ Comcast ใช้เม็ดเงินน้อยกว่า

ข้อเสนอล่าสุดนี้ทำให้บอร์ดบริหารของ Sky ได้ตอบรับข้อเสนอของ 21st Century Fox เป็นที่เรียบร้อย โดย Martin Gilbert ซึ่งเป็นรองประธานของ Sky ได้กล่าวว่าข้อเสนอล่าสุดมากกว่าทาง Fox ได้ยื่นข้อเสนอตอนแรกมากถึง 30% และมากกว่า Comcast ที่ยื่นข้อเสนอล่าสุดที่ 12% ซึ่ง Sky เป็นผู้นำธุรกิจเคเบิลทีวีที่แข็งแกร่ง

แต่อย่างไรก็ดี 21st Century Fox ก็อาจไม่ได้รับไฟเขียวจากรัฐบาลอังกฤษ เนื่องจากยังต้องรอการพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นในวันศุกร์นี้

Hedge Fund สนใจด้วย

Hedge Fund หลายๆ แห่ง ไม่ว่าจะเป็น Baupost Group หรือ Elliott Management รวมไปถึง Odey Asset Management สนในในการซื้อหุ้นของ Sky เก็บไว้เพิ่ม เนื่องจากมองว่าเกมการแย่งกิจการน่าจะไม่จบง่ายๆ ระหว่าง 21st Century Fox และ Comcast

ซึ่ง Hedge Fund เหล่านี้ซื้อหุ้นไว้รอข้อเสนอของทั้ง 2 ฝั่ง ขึ้นอยู่กับว่าใครจะให้ราคาหุ้นของ Sky มากกว่ากัน แน่นอนว่า Hedge Fund เหล่านี้ได้กำไรกลับบ้านเพราะว่ายังไงทั้ง 2 ฝั่งต้องเอาชนะอีกฝ่ายให้ได้

ที่มาFinancial Times, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ศึกษาการพัฒนาคนฉบับ Tesco Lotus กับโปรแกรม Learning Dollars

Brand Inside - 11 July 2018 - 18:25

Tesco Lotus ปั้นโปรแกรมการพัฒนาบุคล Learning Dollars คอนเซ็ปต์คือการให้ความรู้ผ่านคอร์สเรียนต่างๆ แต่ใช้หลัก Personalisation คือสามารถเลือกคอร์สเรียนที่สนใจเองได้ ร่วม 4 มหาวิทยาลัยพัฒนาหลักสูตร เน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

พัฒนาคนด้วยการให้องค์ความรู้

การพัฒนาบุคคลกลายเป็นหัวข้อที่องค์กรให้ความสนใจมากขึ้นในยุคนี้ เพราะคนเป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีขององค์กร ซึ่งแต่ละที่ก็จะมียุทธศาสตร์ที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็เน้นเรื่องทำบรรยาการในที่ทำงานให้ดี มีสวัสดิการเจ๋งๆ มีการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง

แต่สำหรับ Tesco Lotus มีรูปแบบการพัฒนาคนโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพให้องค์ความรู้เพื่อให้ความรู้ติดตัวและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวันได้

ทำให้ Tesco Lotus ได้พัฒนาโปรแกรม Learning Dollars โดยหยิบเทรนด์ของยุคนี้ที่ทุกอย่างเป็น Personalisation แม้แต่การเรียนรู้ก็ต้องเลือกได้ตามใจชอบ นั่นคือพนักงานเลือกวิชาเรียนของตนเองตามความสนใจเพื่อพัฒนาศักภาพที่ตัวเองมีอยู่ หรืออยากเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมก็ได้ ไม่ใช่การจำกัดคอร์สเรียนเหมือนในอดีตที่มีการวางหลักสูตรมาแล้ว

อรกานดา อรรถวิภัชน์ ประธานกรรมการฝ่ายทรัพยากรบุคคล Tesco Lotus บอกว่า

“ที่นี่ให้ความสำคัญการพัฒนาศักยภาพ ต้องการมีส่วนร่วมพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่แรงงานในประเทศ มีความเชื่อว่าความรู้ไม่หยุดที่ห้องเรียน แต่เป็น Live Long Learning การพัฒนาคนของเราจึงเป็นการให้ความรู้สู่ความยั่งยืนสู่สังคม 4.0 ตรงกับเทรนด์ทุกวันนี้ Personalize ทุกคนสามารถเลือกการเรียนของตัวเองได้ตามต้องการ”

โครงการ Learning Dollars แตกต่างจากโปรแกรมการฝึกอบรมพนักงานขององค์กรทั่วๆไป ด้วยการที่ทางองค์กรให้วงเงินพนักงาน เพื่อให้พนักงานนำไปใช้เป็นค่าเรียนหลักสูตรต่างๆ ใช้เงินดอลลาร์มาเป็นกิมมิกเล็กๆ ในโครงการนี้ เหมือนเป็นการช้อปปิ้งให้ตรงกับธุรกิจของ Tesco Lotus เอง

พนักงานเลือกหลักสูตรตามที่เหมาะกับความต้องการของตนเองหากเงินจำนวนที่ได้รับไม่พอก็สามารถพูดคุยกับผู้บังคับบัญชาเพื่อขออนุมัติงบประมาณเพิ่มตามแผนพัฒนาศักยภาพของแต่ละคน

หลักสูตรที่เปิดให้สมัครมีความหลากหลายตั้งแต่ Micro MBA ที่ใช้เวลาเรียน 2 ปี และหลักสูตรอื่นๆ ที่สามารถเลือกเรียนได้ทั้งแบบ classroom learning และ e-learning

โปรแกรมนี้ทาง Tesco Lotus ได้เริ่มทำมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี เป็นการคิดค้นที่ประเทศไทย และมีแค่ที่ไทยที่เดียว ซึ่งทางบริษัทแม่ที่ประเทศอังกฤษก็ให้ความสนใจในโปรแกรมนี้เช่นกัน มีแผนที่จะไปประยุกต์ใช้กับพนักงานกว่า 3 แสนคนที่อังกฤษ

ตอบโจทย์แรงงานยุค 4.0

โจทย์ในการพัฒนาโปรแกรมพัฒนาบุคคคลในครั้งนี้เกิดจากการมองเห็นภาพตลาดที่เปลี่ยนไป ทัศนคติของบุคลากรแตกต่างกันในแต่ละเจนเนอเรชั่น ทำให้ต้องคิดนวัตกรรมใหม่ๆ มีการเรียนรู้รูปแบบใหม่ๆ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีโปรแกรมนี้ทาง Tesco Lotus ได้ใช้การพัฒนาคนด้วยโปรแกรมการฝึกอบรม การเรียนรู้ทั่วไป แต่ก็พบว่าต้องคิดค้นอะไรใหม่ๆ ให้เหมาะกับยุคสมัย

การคิดค้นโปรแกรมการบริหารคนเพื่อต้องการตอบโจทย์แรงงานยุค 4.0 ด้วย มีการเน้นใน 3 เรื่องหลัก

  1. Personalisation การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละบุคคล ดีไซน์การเรียนที่ตัวเองชอบได้
  2. Ownership การรู้สึกเป็นเจ้าของ เมื่อเขาได้เลือกการเรียนที่ตัวเองชอบได้ เหมือนรู้สึกว่าได้ควบคุมสิ่งที่ตัวเองเลือก จะมีความตั้งใจขึ้น
  3. Flexibility มีความยืดหยุ่น มีการปรับตัวได้ดี
ผนึก 4 มหาลัยปั้นหลักสูตร

ในช่วงปีแรกทาง Tesco Lotus ได้ร่วมกับจุฬาฯ ในการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ แต่ได้รับผลตอบรับอย่างดีจากพนักงาน และเพื่อให้ครอบคลุมพนักงานกว่า 50,000 คนทั่วประเทศ จึงขยายความร่วมมืออีก 3 มหาวิทยาลัย

เท่ากับว่าตอนนี้ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย 4 แห่ง คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในการพัฒนาหลักสูตรร่วมกันเพื่อให้พนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่ทั่วประเทศ มีโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้แบบ Personalised Learning ผ่านโครงการ Learning Dollars

“ก่อนหน้านี้มีโครงการส่งพนักงานไปเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแล้วฟีดแบ็คดี เรียนจบมาแล้วเอาความรู้มาใช้ได้ แต่มองว่าเราเป็นธุรกิจที่สเกลใหญ่ คนอยากเรียนเยอะเลยคิดว่าที่เดียวไม่พอ เลยเปิด 4 ภูมิภาค เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา จะให้ก้าวหน้าต้องใช้คอนเซ็ปต์ collaboration ทุกภาคส่วนร่วมกัน”

นอกจากพัฒนาทักษะในการทำงานแล้วยังมีหลักสูตรที่พัฒนาศักยภาพส่วนบุคคลเช่นพัฒนาการเป็นผู้นำการคิดเป็นแบบระบบการบริหารความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่สามารถนำไปต่อยอดการทำงานท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกธุรกิจในปัจจุบัน

หลักสูตรที่น่าสนใจที่เกิดจาการพัฒนาร่วมกันกับ 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ Micro MBA, Design Thinking, Infographic Thinking, Mind Mapping, Appreciative Inquiry (สุนทรียสาธก), Improving Yourself & Personal Effectiveness, High Impact Business Presentation, Wealth Management (วางแผนการเงิน วางแผนชีวิต), Experience Learning เรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น

เริ่มจากกลุ่มผู้จัดการ และผู้บริหารก่อน

อย่างไรก็ตามโปรแกรมนี้ยังไม่สามารถเข้าถึงพนักงานทั้ง 50,000 คนของ Tesco Lotus เน้นที่กลุ่มผู้บริหาร และผู้จัดการก่อน ทั้งสองกลุ่มนี้มีจำนวนประมาณ 3,000 กว่าคน ในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนาโปรแกรมสำหรับพนักงานทั่วไปเพิ่มเติม

วงเงินที่ให้พนักงานจะอยู่ที่ 20,000 บาท ส่วนระดับ Director จะใช้เป็นสมุดเช็ควงเงิน 200,000 บาท สามารถให้ลูกน้องไปเรียนได้ หรือจะเรียนเองก็ได้

สรุป

การพัฒนาองค์กรในยุคนี้เริ่มมีรูปแบบที่หลากหลายตามวัฒนธรรมของแต่ละที่ โดยโมเดลของ Tesco Lotus ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย เน้นที่การให้ความรู้เพื่อพัฒนาตัวเอง และให้พนักงานเลือกได้เอง ไม่ได้อยู่ในกรอบที่ว่าจะต้องเรียนในสิ่งที่จัดมาให้ ทำให้พนักงานเกิดความกระหายในการเรียนรู้มากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

E-Commerce ยังโตอีกแน่ๆ หากค้าปลีกดั้งเดิมยังแก้ปัญหาเรื่องบริหารคลังสินค้าได้ไม่ดี

Brand Inside - 11 July 2018 - 17:02

ตอนนี้ศึกระหว่างผู้ให้บริการ E-Commerce กับค้าปลีกดั้งเดิมนั้นหนักหน่วงจริงๆ ยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่มีครัวเรือนสมัครสมาชิก Amazon Prime มากมาย การส่งสินค้าฟรีภายใน 2 วันก็ทำให้พวกเขาไม่ต้องไปห้างร้านอีกต่อไป

การบริหารคลังสินค้าของค้าปลีกต่างๆ บริการคลังสินค้าคือจุดอ่อนที่ต้องรีบแก้ไข

มูลค่าการซื้อสินค้าบนโลก Online ในสหรัฐฯ นั้นมหาศาล ผ่านความสะดวกสบายในการจับจ่าย รวมถึงราคาที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อหาสินค้าทางช่องทางนี้เป็นลำดับแรกๆ จึงไม่แปลกที่กลุ่มค้าปลีกดั้งเดิมจะสต๊อกสินค้าน้อยลง แต่นี่คืออีกจุดตายหากร้านค้าเหล่านี้ยังเดินหน้าแผนดังกล่าวอยู่

เนื่องจากผู้สมัครสมาชิก Amazon Prime ในสหรัฐฯ ที่จะได้สิทธิ์ส่งสินค้าฟรีภายใน 2 วันนั้นมีถึง 55% ของครัวเรือนที่นั่น และพวกเขาต่างคิดมาก่อนแล้วว่า เมื่อจะซื้ออะไรสักอย่างหนึ่ง หากสิ่งนั้นต้องใช้งานภายใน 2 วันหรือมากกว่านั้น ก็จะไปซื้อที่ร้านค้าต่างๆ แต่ถ้ามันยังไม่ต้องใช้เร็วขนาดนั้นก็เลือกจะรอซื้อที่ Amazon แทน

การส่งของใน Amazon.com

แต่ปัญหามันจะเกิดเมื่อสินค้าที่ต้องการซื้อกลับไม่มีในสต๊อก เพราะผู้บริโภคที่สหรัฐฯ จะหยิบ Smartphone ขึ้นมาทันทีเพื่อหาซื้อสินค้าดังกล่าวทั้งทาง Amazon หรือช่องทาง Online อื่นๆ ซึ่งพฤติกรรมนี้ก็เป็นกับกลุ่มครัวเรือนที่ไม่ได้สมัครสมาชิก Amazon Prime ด้วย

และหากเป็นคนที่ซื้อของ Online ครั้งแรก หากพวกเขาประทับใจ ก็จะไม่กลับมาซื้อสินค้าตามห้างร้านต่างๆ อีกหากไม่จำเป็นจริงๆ นั่นยิ่งทำให้วิกฤติของค้าปลีกแดนมะกันนั้นทวีคูณขึ้นไปอีก โดยมีข้อมูลว่า 24% ของรายได้ Amazon ฝั่งค้าปลีกในอเมริกาเหนือนั้นมาจากลูกค้าที่พยายามซื้อสินค้าครั้งแรกถึง 24% จากราว 7 แสนล้านบาท

การบริหารจัดการภายในร้านค้า

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ค้าปลีกแดนมะกันจะต้องพัฒนาระบบบริหารคลังสินค้าให้ได้ดีกว่าเดิม โดยเฉพาะการติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น RFID เพื่อตรวจสอบสินค้าอยู่ตลอดเวลา และปิดช่องว่างของคำว่า “หมดสต๊อก” ให้ได้มากที่สุด แต่การจะทำอย่างนั้นได้ การตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน และทำบ่อยๆ คือเรื่องที่ต้องทำให้ได้

สรุป

เชื่อว่าในอนาคตเหตุการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นในประเทศไทยแน่ๆ เพราะปัจจุบันผู้บริโภคก็หันมาซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Online กันมากกว่าเดิม และคงเคยพบเจอปัญหาของไม่มีในห้างสรรพสินค้ากันมาบ้าง ดังนั้นการลงทุนเรื่องระบบคลังสินค้า และบริหารประสบการณ์ลูกค้าให้ได้ดีกว่าเดิมในเรื่องการหาซื้อสินค้าก็คงจำเป็นมากในยุคนี้

อ้างอิง // Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เอาจริง! สหรัฐเตรียมเก็บภาษีสินค้าเพิ่มจากจีนอีก 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

Brand Inside - 11 July 2018 - 15:15

แรงกดดันในสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐได้ทยอยเพิ่มความรุนแรงขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้เกิดความกังวลที่จะกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศลดลง แต่ล่าสุดสหรัฐพร้อมที่จะเพิ่มเพดานการเก็บภาษีสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ภาพจาก Shutterstock

แรงกดดันที่เกิดขึ้นล่าสุดจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คือ สหรัฐเตรียมจะเก็บภาษีจากสินค้าจากจีนอีกมูลค่า 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะมีการเก็บภาษีเหล่านี้ในอัตรา 10% และจะมีผลปลายเดือนสิงหาคมนี้

ก่อนหน้านั้นมีการเก็บภาษีสินค้าจากจีนไม่ว่าจะเป็นเหล็กและอลูมิเนียม รวมไปถึงสินค้าไฮเทคจากจีนมูลค่า 5 หมื่นล้านเหรียญที่พึ่งมีผลไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา

หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศมาตรการล่าสุดออกมาทำให้เกิดความกังวลจากภาคการเงินถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของทั้ง 2 ที่อาจย่ำแย่ลงได้อีก โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พูดถึงมาโดยตลอดคือท่าทีของประเทศจีนที่ไม่เปิดกว้างทางด้านการค้า ยังรวมไปถึงเรื่องของการละเมิดสิทธิบัตร ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก

ส่วนท่าทีของจีนได้ออกมากล่าวว่าการที่สหรัฐสร้างกำแพงภาษีในครั้งนี้ เปรียบได้กับ “สหรัฐได้รังแกด้านการค้ากับจีน” และยังได้ตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าสหรัฐมูลค่า 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่ง 1 ในนั้นคือรถยนต์ และล่าสุดรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของจีนได้กล่าวว่า “ช็อกกับสิ่งที่สหรัฐได้ทำลงไป”

มูลค่าการส่งออกจากสหรัฐไปจีนในปี 2017 ที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 188,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนสหรัฐได้นำเข้าสินค้าจากจีนเป็นมูลค่าประมาณ 523,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

ยังจะมีชุดใหญ่อีกรอบ

นอกจากนั้นแล้วประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปิดเผยว่าเตรียมที่จะมีการขึ้นภาษีสินค้าจากจีนมูลค่ากว่า 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐได้กล่าวกับ Bloomberg ว่า สหรัฐไม่มีทางเลือกเนื่องจากจีนไม่ได้ตอบสนองต่อสิ่งที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เน้นย้ำเรื่องของการค้าที่ไม่ยุติธรรมจากจีนเอง

Tao Wang นักวิเคราะห์ของ UBS ได้กล่าวว่า จีนกำลังหาลู่ทางที่จะตอบโต้กับสหรัฐในเรื่องนี้อย่างแน่นอน แต่จะต้องไม่กระทบกับเศรษฐกิจของจีนเองด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี มูลค่าของสินค้าที่สหรัฐนำเข้าจากจีนกว่า 2 แสนล้านเหรียญนั้นเทียบได้ประมาณ 0.4% ของมูลค่าการค้าทั่วโลก

ที่มาBloomberg, Financial Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

หรือ Toyota จะมาถูกทาง? Shell ประเทศไทย ลั่น รถยนต์ไฮโดรเจนดีกว่าแบตเตอรี่ไฟฟ้า

Brand Inside - 11 July 2018 - 15:09

ชวนอ่านมุมมองของ Shell ประเทศไทยต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า โดยเสนอว่า รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตควรจะใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ 100% (แล้วแปลงเป็นไฮโดรเจน) ไม่ปล่อยแบตเตอรี่ไฟฟ้าครองตลาดแต่เพียงผู้เดียว

อัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด

ในระหว่างการประกาศแผน “พลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพ และดีต่อสิ่งแวดล้อม” ของ Shell ประเทศไทย โดยระบุว่ามี 3 แนวทาง Shell ต้องการเดินหน้าคือ

  1. พัฒนานวัตกรรมด้านน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันหล่อลื่น เพื่อทำให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ
  2. พร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน สังคม และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  3. พัฒนาศักยภาพของคนในประเทศ เพื่อทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคของพลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพ

แผนด้านบนสอดคล้องกับทิศทางของ Shell ในระดับโลก ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่น่าแปลกใจอะไร เพราะ Shell เน้นเรื่องพลังงานสะอาดมานานกว่า 1 ทศวรรษแล้ว และเอาเข้าจริงถ้าไปเปิดพอร์ตของ Shell ในปัจจุบัน จะพบว่า ธุรกิจแก๊สในปัจจุบันสูงกว่าธุรกิจน้ำมันไปเรียบร้อยแล้ว

มุมมองของ Shell ต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้า คือ EV ไฮโดรเจน-เชื้อเพลิงชีวภาพ

Brand Inside พบว่า หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของงานครั้งนี้คือ

มุมมองของ Shell ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

อัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เล่าให้ฟังในระหว่างการสัมภาษณ์กลุ่มว่า แนวทางของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของ “แบตเตอรี่ไฟฟ้า” เท่านั้น เพราะอันที่จริงแล้ว รถยนต์ไฟฟ้ามีหลายแบบ เช่น รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน และรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (biofuel)

“ทุกวันนี้รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ที่ใช้งานกัน ยังมีราคาสูง นอกจากนั้นหากเกิดการใช้งานจำนวนมาก จำเป็นจะต้องใช้โครงสร้างมารองรับอย่างมหาศาล ทั้งการลงทุนโรงไฟฟ้า เคเบิลลงดิน และสุดท้ายอาจตามมาด้วยการเพิ่มภาษีไฟฟ้า ประชาชนจะรับได้หรือไม่ เพราะหากแบตเตอรี่ไฟฟ้าบูมขึ้นมา รัฐจะสูญเสียภาษีจากน้ำมัน ก็หมายความว่ารัฐจะต้องเก็บภาษีไฟฟ้าเพิ่มขึ้นใช่หรือไม่”

  • Shell จึงเสนอว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตควรจะใช้เชื้อเพลิงพลังงานจากเอทานอล 100%

ด้วยเหตุผลหลักๆ 2 ประการคือ เป็นการส่งเสริมจุดแข็งด้านเศรษฐกิจที่เน้นการเกษตรของไทยและในภูมิภาคนี้ เช่น อุตสาหกรรมการปลูกปาล์มน้ำมัน ส่วนอีกประการคือความยั่งยืนที่มากกว่าแบตเตอรี่ในด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ

อัษฎา หะรินสุต ประธานกรรมการ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด รถยนต์ไฟฟ้าเชื้อเพลิงชีวภาพ เอทานอล-ไฮโดรเจน เป็นเรื่องเดียวกัน

เชื้อเพลิงชีวภาพหรือเอทานอล 100% ที่ Shell เสนอให้รถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตควรใช้ นับเป็นเรื่องเดียวกันกับรถยนต์ไฟฟ้าไฮโดรเจนที่ทาง Toyota ส่งเสริมและสนับสนุนอยู่ในปัจจุบัน

Shell อธิบายในทางเทคนิคเพิ่มเติมให้ฟังว่า เชื้อเพลิงเอทานอล 100% เมื่อเติมเข้าไปในรถยนต์ไฟฟ้าจะแปลงเป็นไฮโดรเจนและกลายเป็นอิเล็กตรอน นั่นหมายความว่า รถยนต์ไฟฟ้าไฮโดรเจนและเชื้อเพลิงชีวภาพใช้เซลล์พลังงาน (fuel cells) เหมือนกัน

ก่อนหน้านี้ Toyota เป็นหนึ่งค่ายรถยนต์ในไม่กี่รายในอุตสาหกรรมที่ประกาศชัดว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่จะยังไม่มาในเร็วๆ นี้ ทางบริษัทจึงเดินหน้าลุยรถยนต์ไฮบริดและไฮโดรเจนต่อไป แต่ดูแล้วมุมมองต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตของ Shell ค่อนข้างสอดรับและไปได้ดีกับวิสัยทัศน์ของ Toyota เพราะฉะนั้น จึงน่าติดตามดูต่อว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป และใครจะเป็นผู้ชนะในสนามนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

และแล้ว Jurassic World: Fallen Kingdom ก็ทำเงินทั่วโลกเกิน 1 พันล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อย

Brand Inside - 11 July 2018 - 07:06

Jurassic World: Fallen Kingdom ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ของปี 2018 ที่ทำเงินทั่วโลกแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์ได้สำเร็จ

หนังเรื่องแรกของปีที่ไม่ใช่ Disney และทำเงินเกิน 1 พันล้านเหรียญ

และแล้ว Jurassic World: Fallen Kingdom จากค่าย Universal Pictures ที่ใช้ทุนสร้างทั้งหมด 170 ล้านดอลลาร์ ก็โกยรายได้ทั่วโลกได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์เป็นที่เรียบร้อย (ตัวเลขตรงๆ คือ 1,060,942,665 ดอลลาร์) โดยรายได้แบ่งเป็น

  • รายได้จากแถบอเมริกาเหนือ 304.8 ล้านดอลลาร์
  • รายได้จากทั่วโลก 700.7 ล้านดอลลาร์

Jurassic ภาคนี้เป็นภาพยนตร์ภาคต่อจาก Jurassic World ที่เข้าฉายในปี 2015 โดยภาคแรกทำรายได้ไปถึง 1.6 พันล้านดอลลาร์ ปัจจุบันขึ้นแท่นเป็นหนังทำเงินอันดับที่ 5 ของโลก ถูก Avengers: Infinity War หนังฮีโร่ของค่าย Marvel (Disney) ทำรายได้แซงหน้าไปได้

อย่างไรก็ตาม Jurassic World ภาค 2 นี้นับเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ของปี 2018 ที่ทำรายได้เกิน 1 พันล้านดอลลาร์ และที่สำคัญไม่ได้มาจากค่าย Disney ที่มีหนังฮีโร่ถึง 2 เรื่องซึ่งโกยเงินรวมกันในปีนี้ไปมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์แล้วในปัจจุบัน

  1. Black Panther ทำเงินไป 1.34 พันล้านดอลลาร์
  2. Avengers: Infinity War ทำเงินไป 2.03 พันล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม Jurassic ยังมีภาคต่อที่จะเข้าฉายในปี 2021 อีกด้วย

ที่มา – GameSpotWikipedia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages