ลือ! AirAsia อาจขายหุ้นให้กับ SK Group 10% หาลู่ทางระดมทุนเพิ่ม ปลดพนักงานออกบางส่วน

Brand Inside - 5 June 2020 - 19:06

แอร์เอเชีย สายการบินราคาประหยัดของมาเลเซีย อาจได้ผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายใหม่จากเกาหลีใต้คือ SK Group หลังมีข่าวลือจากประเทศเกาหลีว่า สายการบินได้ติดต่อให้ลงทุนกับสายการบิน

AirAsia แอร์เอเชียภาพจาก Shutterstock

Korea Herald ได้รายงานว่า SK Group กลุ่มธุรกิจใหญ่ในประเทศเกาหลีใต้ สนใจลงทุนใน AirAsia สายการบินราคาประหยัดของมาเลเซีย ด้วยเม็ดเงิน 78 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,500 ล้านบาท คิดเป็นหุ้น 10% หลังจากที่สายการบินได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ทำให้ต้องระดมทุนหาเม็ดเงินเพิ่มเติม แม้ว่าสายการบินจะเริ่มกลับมาให้บริการแล้วก็ตาม

เว็บไซต์ข่าวของเกาหลีใต้รายนี้รายงานว่าสายการบินราคาประหยัดรายนี้ได้ติดต่อมาทาง SK Group เพื่อให้ช่วยลงทุนในสายการบิน แลกกับการถือหุ้นของ AirAsia และจะเป็นการลงทุนประเทศอื่นๆ นอกอาเซียนของ SK Group ด้วย ซึ่งปกติแล้ว SK Group มักจะเน้นลงทุนในประเทศเวียดนามเป็นหลัก

ขณะเดียวกันสื่อในประเทศมาเลเซียได้รายงานว่าสายการบินกำลังหาช่องทางในการระดมทุนเพิ่มเติมด้วย เพื่อที่จะมีเงินทุนหมุนเวียนในกิจการมากขึ้น นอกจากนี้สายการบินเองยังเตรียมที่จะปลดพนักงานมากกว่า 250 ตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน นักบิน รวมไปถึงวิศวกรของสายการบิน

ก่อนหน้านี้ Tony Fernandes ซึ่งเป็น CEO ของสายการบินกล่าวก่อนหน้านี้ว่า “จะไม่มีการปลดคนออกเด็ดขาด” ซึ่งล่าสุดพนักงานของสายการบินได้ปรับลดเงินเดือนตั้งแต่ 15% จนไปถึง 75% ซึ่งถ้าหากตำแหน่งสูงก็จะโดนลดเงินเดือนสูง อย่างไรก็ดีค่าใช้จ่ายของสายการบินที่ยังไม่กลับมาเป็นปกติ จึงเป็นสาเหตุทำให้ต้องใช้มาตรการปลดพนักงานของสายการบินออก

ในช่วงที่ผ่านมาสายการบินหาทางรอดจากวิกฤติ COVID-19 ไม่ว่าจะเป็นการไม่รับเครื่องบินจาก Airbus เพิ่ม เพื่อลดค่าใช้จ่าย การลดเงินเดือนพนักงานและผู้บริหาร โดยสารการบินได้แจ้งว่าลดค่าใช้จ่ายไปแล้วถึง 30%

ที่มา – The Star, Malay Mail

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เพื่อความยั่งยืน! Adidas จับมือ Allbirds ผลิตรองเท้าผ้าใบที่ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอน

Brand Inside - 5 June 2020 - 17:26

ปัจจุบันองค์กรต่างๆ เริ่มใส่ใจกับการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และนั่นก็เป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง Adidas และ Allbirds ที่เตรียมผลิตรองเท้าผ้าใบร่วมกัน โดยรองเท้าผ้าใบคู่นั้นจะไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนใดๆ

adidas allbirds

เริ่มจากโซเชียล สู่เรื่องจริง

ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นหลัง Adidas ได้แท็กชื่อ Allbirds เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการผลิตรองเท้าที่ไม่ปล่อยมลพิษบน Twitter และทาง Allbirds เองก็เข้ามาตอบข้อความ จนสุดท้ายแล้ว Adidas ได้ทำภาพความร่วมมือระหว่าง Adidas กับ Allbirds ออกมา

จากนั้นไม่นานรายละเอียดเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง Adidas และ Allbirds ก็ออกมา โดยทั้งคู่มีแผนผลิตรองเท้าร่วมกัน และรองเท้าคู่นั้นจะต้องไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนใดๆ ออกมา หรือ Zero Carbon นั่นเอง เพื่อตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืนในอุตสาหกรรมผลิตรองเท้าผ้าใบ

“Adidas ต้องการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม แม้วันนี้การผลิตรองเท้าที่ไร้คาร์บอนจะยังไม่เกิดขึ้น แต่บริษัทก็สนใจที่จะรวบรวมนวัตกรรม และเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ในบริษัท และพาร์ทเนอร์ เพื่อให้การผลิตรองเท้าที่ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเกิดขึ้นจริง” James Carnes ประธานกลยุทธ์เกี่ยวกับแบรนด์ของ Adidas

Funny you ask. We’ve been dreaming about a shoe actually… One that doesn’t have a carbon footprint. The thing is, it’s never been done.

— Allbirds (@Allbirds) May 28, 2020

สำหรับรองเท้าที่ Adidas ร่วมมือผลิตกับ Allbirds ยังไม่มีวันวางจำหน่ายที่ชัดเจน แต่มีการระบุว่า รองเท้าผ้าใบที่ร่วมกันผลิตจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเพียง 2-3 กก./คู่ ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับการผลิตรองเท้าผ้าใบปกติที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ราว 12.5 กก./คู่

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ครั้งแรกที่ Adidas หันมาผลิตรองเท้าที่รักสิ่งแวดล้อม เพราะก่อนหน้านี้มีการผลิตรองเท้ากีฬารุ่น Parley ที่นำขวดพลาสติกในทะเลมาผลิต ส่วน Allbirds ถือเป็นแบรนด์รองเท้าที่ขึ้นชื่อเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติทั้งหมด รวมถึงการผลิตรองเท้า Allbirds ยังปล่อยก๊าซคาร์บอนเพียง 7.6 กก./คู่

สรุป

ถือเป็นความร่วมมือที่น่าสนใจ เพราะ Adidas คือผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์กีฬามือาชีพ ส่วน Allbirds คือแบรนด์ที่เข้ามาพลิกวงการรองเท้าผ้าใบด้วยการผลิตแบบรักโลก และมันอาจเป็นความฝันของหลายคนที่อยากสวมใส่รองเท้ากีฬาของ Allbirds จากเดิมที่มีแต่รองเท้าลำลองเท่านั้น

อ้างอิง // CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อาการหนัก! บริษัทในสหรัฐอเมริกายื่นขอล้มละลายกว่า 700 แห่งในเดือนที่ผ่านมา

Brand Inside - 5 June 2020 - 15:30

เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเพียงเดือนเดียว บริษัทในสหรัฐอเมริกากว่า 700 แห่งยื่นขอล้มละลายกิจการ คิดเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

J.C. Penney (JCPenney) USA Store Closeภาพจาก Shutterstock ยื่นขอล้มละลายกว่า 700 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา

The Wall Street Journal รวบรวมข้อมูลและรายงานว่า บริษัทในสหรัฐอเมริกายื่นเรื่องฟื้นฟูกิจการตามกฎหมายล้มละลาย (Chapter 11) ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 48% (ทั้งหมด 722 แห่ง) เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และหากเปรียบเทียบกับเดือนเมษายนถือว่าเพิ่มขึ้น 28% (ทั้งหมด 562 แห่ง)

ในจำนวนนี้ บริษัทที่ยื่นเรื่องล้มละลาย ได้แก่บริษัทอย่าง J.C. Penney Co. ยักษ์ใหญ่ของวงการค้าปลีกสหรัฐฯ, Neiman Marcus Group Inc. ห้างสรรพสินค้าหรูเก่าแก่ในอเมริกา, และ J.Crew Group Inc. แบรนด์เสื้อผ้าขนาดใหญ่

ผู้เชี่ยวและทนายความด้านการล้มละลายในสหรัฐฯ ให้ความเห็นว่าธุรกิจต่างๆ ในประเทศกำลังเผชิญอยู่กับสถานการณ์ที่ผลกระทบกำลังขยายวงกว้างจากลูกค้า สู่บริษัท และ supplier ตามลำดับ ที่มากไปกว่านั้นผลกระทบนี้จะส่งต่อไปในหลายธุรกิจหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะโรงแรม, ที่พัก, สายการบิน และค้าปลีกมีทีท่าว่ายังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ทันทีเนื่องจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม

นอกจากนั้น ภาพของการยื่นขอล้มละลายจะไม่เกิดขึ้นกับธุรกิจในสหรัฐฯ เท่านั้น เพราะผลกระทบนี้น่าจะเกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน

แม้ว่าหลายธุรกิจยังคงพยายามดิ้นรนในการดำเนินกิจการและต่อรองหนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการล้มละลาย แต่จำนวนการยื่นเรื่องและยอดตัวเลขการว่างงานที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญคาดว่า ผลกระทบทางการเงินที่เกิดขึ้นนี้อาจไม่ได้หยุดอยู่ที่แวดวงธุรกิจ แต่ส่งผลต่อการล้มละลายในระดับครัวเรือนหรือภาคประชาชนด้วย

ที่มา: Wall Street Journal

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“เป็นไปไม่ได้เลยที่คนระดับซีอีโอจะไม่ทราบเรื่องนี้” Tim Cook อาจโดนข้อหาปิดบังยอดขาย iPhone ในจีน

Brand Inside - 5 June 2020 - 14:56

Tim Cook ซีอีโอบริษัท Apple กำลังเผชิญหน้ากับคดีความที่บริษัทปิดบังผู้ถือหุ้นเรื่องยอดขาย iPhone ที่ลดลงในประเทศจีน

Tim Cook ซีอีโอ AppleTim Cook ซีอีโอ Apple ยอดขาย iPhone ลดลงอยู่แล้ว แต่อาจโดนคดีปิดบังยอดขายในจีน

ปัญหายอดขาย iPhone ที่ลดลงในประเทศจีนนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเป็นมาตั้งแต่ปี 2018 แล้ว

สาเหตุใหญ่มาจากหลายประการ ตั้งแต่เศรษฐกิจที่ชะลอตัวและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจการเมืองระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาที่รู้จักกันดีในนาม Trade War จึงส่งผลให้ยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง

เมื่อช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2018 ที่ผ่านมา มีข่าวว่า Apple ได้ขอให้ Foxconn และ Pagatron ซึ่งเป็นบริษัทประกอบชิ้นส่วน หยุดผลิต iPhone รุ่นใหม่ และบอกกับผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์รายใหญ่ว่า ให้ลดการส่งชิ้นส่วนที่ใช้ในการผลิตลงจำนวนมากเช่นกัน

นั่นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม Apple ต้องออกมาปรับเป้ารายได้ตอนไตรมาสที่ 1 ของปี 2019

ยอดขายลดลงด้วยปัจจัยต่างๆ เข้าใจได้ แต่ล่าสุดดูเหมือนว่ากลุ่มผู้ถือหุ้น Apple ไม่พอใจที่ทางบริษัทมีการปิดบังยอดขาย iPhone ในจีนช่วงปี 2018 ซึ่งส่งผลให้กลุ่มผู้ถือหุ้นได้รับความเสียหายมหาศาล

ล่าสุดเรื่องไปถึงศาลแล้วโดย Yvonne Gonzalez ผู้พิพากษาศาลแขวงของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ผู้ถือหุ้น Apple สามารถฟ้องร้องซีอีโอ Tim Cook ซึ่งบิดเบือนข้อมูลเรื่องยอดความต้องการซื้อ iPhone เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2018 ได้ เนื่องจาก 2-3 วันก่อนหน้านั้น Apple เพิ่งจะลดปริมาณการผลิต iPhone ลง จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่คนระดับซีอีโอของบริษัทจะไม่ทราบเรื่องนี้ 

ล่าสุด ทาง Apple ออกมายอมรับกับผู้พิพากษาประจำเมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนียแล้วว่า “ทางบริษัทตั้งใจไม่รายงานเรื่องยอดขาย iPhone ในจีน เพราะ Tim Cook คาดการณ์ว่ายอดขายจะลดลง”

สรุป

นับเป็นความท้าทายของ Tim Cook ว่าหลังเจรจาคดีความนี้เสร็จสิ้น เขาจะจัดการกับความเชื่อมั่นของเหล่าผู้ถือหุ้นอย่างไร และจะใช้วิธีการไหนเพื่อดึงยอดขาย iPhone ในประเทศจีนกลับมาท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศยักษ์ใหญ่นี้

เหล่าสาวก Apple คงต้องรอติดตามความคืบหน้ากันต่อไป  

ที่มา : Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เมื่ออินเดียจะเป็นสนามรบใหม่ของ Facebook Google และ Amazon ผ่านผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ

Brand Inside - 5 June 2020 - 14:42

Brand Inside วิเคราะห์ เมื่ออินเดียกำลังจะกลายเป็นสนามรบใหม่ของบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐอย่าง Facebook Google รวมไปถึง Amazon ที่แต่ละบริษัทสนใจหรือกำลังลงทุนกับค่ายมือถือ 3 ค่ายในอินเดีย

Taj Mahal India อินเดีย ทัชมาฮาลภาพจาก Unsplash

Amazon และ Google สนใจที่จะลงทุนในผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศอินเดีย ซึ่งอินเดียเป็นประเทศที่กำลังมีอัตราเติบโตของผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันอินเดียกำลังจะกลายเป็นสมรภูมิใหม่สำหรับบริษัทเทคโนโลยี หลังจากที่ Facebook ได้ลงทุนใน Jio ค่ายมือถือใหญ่ของอินเดียไปแล้ว

ไม่ใช่แค่ Jio เท่านั้น

แม้ในช่วงที่ผ่านมาเราจะเห็น Private Equity ได้ประกาศลงทุนใน Jio ค่ายมือถือรายใหญ่ของอินเดีย ต่อจาก Facebook ซึ่งรวมๆ แล้วเป็นเม็ดเงินมหาศาล แต่ค่ายอื่นๆ ก็มีข่าวทยอยมาไม่น้อยหน้าเช่นกัน

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมามีรายงานข่าวว่า Google สนใจลงทุนในค่ายมือถืออย่าง Vodafone Idea ด้วยสัดส่วนการลงทุนประมาณ 5% โดยเม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยต่ออายุของ Vodafone Idea หลังจากที่ยังค้างชำระใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ราวๆ 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบๆ 240,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน Reuters ได้รายงานว่า Amazon ได้สนใจที่จะลงทุนใน Bharti Airtel ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ของอินเดีย โดยมูลค่าการลงทุนสูงมากถึง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนราวๆ 5% อย่างไรก็ดีถ้าหากตกลงในเรื่องมูลค่าลงทุนไม่ได้ ก็อาจเป็นการจับมือเป็นพันธมิตรทดแทน

แม้ว่า 2 ค่ายมือถือได้ออกมากล่าวว่าดีลดังกล่าวยังไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดก็ตาม แต่ราคาหุ้นของทั้ง Vodafone Idea และ Bharti Airtel ได้วิ่งรับข่าวดีนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่เพียงแค่นั้น ล่าสุด Jio ค่ายมือถือที่กลายเป็นเบอร์ 1 ของอินเดียไปแล้ว ได้ Mumbadala กองทุนความมั่งคั่งจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มาลงทุนด้วยมูลค่าถึง 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้ Jio ของมหาเศรษฐี Mukesh Ambani ได้เงินไปแล้วเหนาะๆ อย่างน้อย 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว

Bharti Airtel IndiaBharti Airtel อดีตเสือนอนกิน ที่กลายเป็นเสือลำบาก – ภาพจาก Shutterstock จากเสือนอนกิน และผู้ที่เข้ามาใหม่

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาราคาของค่าบริการของแพ็คเกจอินเตอร์เน็ตในประเทศอินเดียลดลงมาเรื่อยๆ จนถือว่ามีราคาถูกมาก จากการเข้ามาของ Jio ที่มีโปรโมชั่นเปิดตัวคือสามารถโทรฟรี และมีค่า Data ที่ถูกกว่า 2 เจ้าใหญ่อย่าง Bharti Airtel และ Vodafone และทำให้ 2 เจ้าใหญ่เองในท้ายที่สุดต้องลงมาเล่นเกมลดราคา Data

ก่อนหน้านี้อดีตเบอร์ 1 อย่าง Bharti Airtel และเบอร์ 2 อย่าง Vodafone เองมีค่าบริการและค่า Data ที่ถือว่าแพงกว่าปัจจุบันมาก และทำให้เบอร์ 1-2 ของตลาดอินเดียแทบจะกลายเป็นเสือนอนกิน ขณะเดียวกันค่ายมือถืออันดับรองลงมาก็ไม่สามารถจะต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ได้ เนื่องจากสะสมเงินสดไว้ในมือมากกว่า

การเข้ามาของ Jio ทำให้เบอร์ 1-2 ของตลาดอินเดียในขณะนั้นต้องปรับตัวอย่างหนัก เพราะไม่งั้นแล้วลูกค้าจะย้ายไปยังค่ายมือถือน้องใหม่ (แถมเงินหนา) ขณะเดียวกันผลกระทบยังทำให้ค่ายมือถือขนาดกลางๆ อย่างเช่น TATA หรือแม้แต่ Telenor ยังต้องขายกิจการให้กับผู้เล่นที่ใหญ่กว่า

แม้แต่ค่ายใหญ่อย่าง Vodafone ท้ายที่สุดก็ยังต้องควบรวมกิจการกับ Idea เพื่อให้ขนาดใหญ่มากขึ้นเพื่อต่อสู้กับ Jio และ Bharti Airtel

ปัจจุบันสัดส่วนของค่ายมือถือ 3 เจ้านี้ได้ครองตลาดอินเดียไปแล้วกว่า 90% และคาดว่าใช้เวลาไม่นานจะสามารถกินส่วนแบ่งทางการตลาด 95% ได้ และยิ่งทำให้ค่ายมือถือขนาดกลางและเล็กกำลังจะกลายเป็นอดีตไป เนื่องจากการลงทุน 4G และ 5G ในประเทศอินเดียหลังจากนี้จะต้องใช้เงินอย่างมหาศาล และยิ่งทำให้ค่ายมือถือลำบากในการระดมทุนมากกว่าเดิม

Reliance Jio Mobile Phone IndiaJio ผู้เล่นรายใหม่ที่เข้ามาเปลี่ยนอุตสาหกรรม และขึ้นเป็นเบอร์ 1 – ภาพจาก Shutterstock มองหลังจากนี้

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะทำให้อินเดียกลายเป็นสนามรบแห่งใหม่ของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็น Google และ Facebook รวมไปถึง Amazon โดยที่ตัวแทนของบริษัทเหล่านี้คือค่ายมือถือของอินเดียเอง ซึ่งแต่ละรายที่เราจะได้เห็นหลังจากนี้คือมีบริการที่ถูกลงกว่าเดิม หรือแถมบริการของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้เพื่อหาลูกค้าใหม่ๆ หรือดึงลูกค้าจากอีกค่าย

ขณะที่เม็ดเงินที่หลายๆ บริษัทเทคโนโลยี รวมไปถึง Private Equity ต่างๆ ที่เติมเงินลงมาในผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในประเทศอินเดีย โดยแลกเป็นหุ้นในขณะนี้ถือเป็นเวลาที่ดี เนื่องจากสภาวะสงครามของการแข่งขันของค่ายมือถือในประเทศอินเดียนั้นเรียกได้ว่าแทบจะจบสิ้นแล้ว อย่างไรก็ดีสิ่งที่ตามมาคือหนี้ของค่ายมือถือต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ฉะนั้นการลงทุนตอนนี้ถือว่าเป็นการต่ออายุให้กับค่ายมือถือไปในตัวด้วย

อย่างไรก็ดีโอกาสใหม่ๆ ในโลกดิจิทัลของอินเดียยังเปิดกว้างอีกมาก และเมื่อมองจากการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีของประเทศจีนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้จะลงทุนในอินเดีย เนื่องจากอินเดียยังมีศักยภาพ เช่น GDP ในระยะยาวที่เติบโตสูง ประชากรจำนวนมากแต่ยังเข้าถึงอินเตอร์เน็ตน้อยอยู่ การใช้ Data ยังถือว่าต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อย่าปล่อยให้ความทุกข์ครอบงำชีวิต เปิด How to ปรับวิธีคิด ปรับอารมณ์เอาชนะความเศร้า

Brand Inside - 5 June 2020 - 14:17

ความโศกเศร้า เสียใจ ท้อแท้ หรือหมดหวัง ล้วนแล้วแต่เป็นความรู้สึกที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆ ช่วงชีวิต เพราะคงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าคงไม่มีใครที่จะมีความสุข สนุกสนานไปกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ตลอดเวลา

ภาพจาก Unsplash โดย whoislimos

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อเกิดความเศร้าโศก เสียใจ หรือหมดหวังแล้ว จะทำอย่างไรให้ชีวิตสามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจขาลงที่ทุกๆ คนต้องเผชิญ ยิ่งเป็นตัวสร้างแรงกดดันทั้งในด้านเศรษฐกิจ การทำงาน และการใช้ชีวิตในแต่ละวัน

7 วิธีคิดรับมือกับช่วงเวลาที่ยากลำบาก

การรับมือกับความเศร้าโศก เสียใจ หรือความหมดหวังที่เกิดขึ้นในชีวิต สามารถทำได้ง่ายๆ โดยส่วนใหญ่เป็นการเบี่ยงอารมณ์ของตัวเองออกจากความทุกข์ เพื่อคลายความกังวลที่เกิดขึ้น โดยมีวิธีดังนี้

หยุดคิดถึงสิ่งที่ควบคุมไม่ได้

การใช้ชีวิตในแต่ละวันย่อมมีปัจจัยที่หลากหลาย ทั้งปัจจัยภายในที่เราสามารถควบคุมมันได้ตัวเอง และปัจจัยภายนอกที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้เลย การมัวแต่ไปคิดถึงเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องแย่ๆ จะยิ่งทำให้ชีวิตของเรามีแต่ความทุกข์ การเอาชีวิตของเราไปเทียบกับคนอื่น นอกจากจะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว ยังจะทำให้จิตใจของเรามัวหมองกว่าเดิมได้

อย่าอยู่เฉย ต้องลงมือทำในสิ่งที่เราทำได้

ความกังวลเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกๆ คน โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์แบบนี้ หลายคนอาจมีความกังวลเรื่องงาน เมื่อกังวลแล้ว ก็ต้องไม่อยู่เฉย แต่ให้ลงมือทำในสิ่งที่ทำได้ก่อน เช่น แสดงความสามารถที่มีกับการทำงานอย่างเต็มที่ ทุ่มเทไปกับงาน ให้ความช่วยเหลือคนอื่นๆ ในบริษัท ทำงานออกมาให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งบริษัทหรือเจ้านายก็จะเห็นถึงความพยายามที่เรามี

ภาพจาก Unsplash โดย Lesly Juarez

รักษาสุขภาพกาย สุขภาพใจให้ดี

แม้ว่าในช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่ใครหลายๆ คนกำลังเจอกับความยากลำบากในชีวิต แต่อย่าลืมว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องสุขภาพ หากสุขภาพไม่ดี คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีหลังเพื่อต่อสู้กับปัญหา ดังนั้นการรักษาสุขภาพทั้งกายและใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ อย่าปล่อยให้เรื่องแย่ๆ ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว ต้องรู้จักจัดการอารมณ์ของตัวเองให้ดี เพราะบางครั้งหากเผลอแสดงอารมณ์ที่ไม่ดีออกไป อาจยิ่งทำให้เกิดปัญหาที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมได้

หัดมองเรื่องดีๆ ในชีวิต

การมองเรื่องดีๆ ในชีวิต เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถสร้างพลังบวกให้กับตัวเราได้ ท่ามกลางวันที่แย่ สถานการณ์ที่ไม่ดี ลองนึกย้อนถึงเรื่องราวดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตดูบ้าง เช่น ความสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นความสำเร็จเล็กๆ หรือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ให้ลองจินตนาการว่าในเมื่อเคยทำมันมาได้แล้วครั้งหนึ่ง ทำไมจะเอาชนะความกลัว สร้างความสำเร็จอีกครั้งหนึ่งไม่ได้

สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง

บางครั้งการใช้ชีวิตก็ต้องการแรงบันดาลใจที่ดีเช่นเดียวกัน เพราะแรงบันดาลใจจะเป็นเหมือนสิ่งกระตุ้น ให้เรารู้สึกอยากลงมือทำอะไรใหม่ๆ หรือเอาชนะความกลัวของตัวเอง เช่น เรากำลังจะทำอะไรบางอย่างเพื่อครอบครัวของตัวเอง เราจะพัฒนาตัวเองทุกๆ ทาง เพื่อเป็นช่องทางในการหางานใหม่ หรือแม้แต่สนับสนุนความเชื่อของตัวเอง ว่าเราก็มีความสามารถมากพอที่จะทำได้ เช่น เรามีทักษะที่เหมาะสมกับการทำงานในตำแหน่งนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองได้เป็นอย่างดี

ภาพจาก Unsplash โดย Steve Johnson

ทำงานอดิเรกบ้าง

การทำงานอดิเรกนอกจากจะช่วยลดความเครียด คลายความกังวลให้กับเรื่องที่เราต้องไปเจอมาในชีวิตประจำวันแล้ว งานอดิเรกยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับเราได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะหากเรามีงานอดิเรกที่เรามีความชำนาญ เช่น การวาดภาพ การร้องเพลง การออกกำลังกาย เมื่อเรามั่นใจที่จะทำงานอดิเรกของเราแล้ว เราก็จะมั่นใจในการใช้ชีวิตเพื่อเผชิญกับโลกภายนอกได้ดีขึ้นด้วย

อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

พยายามใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่พลังในเชิงบวก เช่น อยู่ในที่ๆ รายล้อมไปด้วยคนดีๆ เป็นมิตร ร่าเริง และหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้คนที่จะดึงเราลงไปสู่อารมณ์ในเชิงลบ แต่ถ้าใครอยู่คนเดียว ไม่มีคนรอบข้าง ให้ลองสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นมาเอง เช่น การฟัง Podcast หรือดูคลิปวิดีโอในอินเตอร์เน็ต ที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์ ให้กำลังใจ เข้าร่วมกลุ่มใน Social Media ต่างๆ ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ทำให้เราอยากเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ มากยิ่งขึ้นก็ได้เช่นกัน

ที่มา – Forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แค่การตลาดหรือจริงจัง? กรณีศึกษา Nike และ Adidas กับการเคลื่อนไหวทางสังคม

Brand Inside - 5 June 2020 - 11:58

Nike Adidas

ข่าว George Floyd สร้างความสั่นสะเทือนแก่หลายบริษัทในสหรัฐอเมริกา

ปัญหาการเหยียดสีผิวเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมอเมริกามานานนับทศวรรษ เหตุการณ์ความสูญเสียของ George Floyd สร้างความตระหนักเรื่องการเหยียดสีผิวและความเท่าเทียมของคนไปไกลทั่วโลก 

บริษัทต่างๆ ในสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่ Amazon ไปจนถึง Under Armour ร่วมกันประณามการเหยียดสีผิวของตำรวจที่ใช้ความรุนแรงกับชายอเมริกันผิวดำ

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทที่ให้คำมั่นว่าจะช่วยแก้ไขปัญหานี้มากไปกว่าการบริจาคเงินช่วยเหลือแค่ครั้งเดียว หนึ่งในนั้น คือแบรนด์เครื่องสำอางค์ Glossier ที่นอกจากจะบริจาคเงิน 500,000 ดอลลาร์ให้กับกลุ่มต่างๆ เพื่อต่อสู้เรื่องการเหยียดสีผิวแล้ว ยังประกาศอีกว่าจะช่วยบริจาคเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ธุรกิจความงามที่มีเจ้าของเป็นคนผิวดำ

เมื่อ 2 แบรนด์ใหญ่ออกมาเคลื่อนไหวทางสังคม

Nike เป็นหนึ่งในแบรนด์ใหญ่ที่มักออกมาทำการตลาดที่เกาะกระแสทางสังคมอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ถ้าจำกันได้จากโฆษณาฉลองครบรอบ 30 ปีสโลแกน “Just Do It” ของ Nike ที่ได้กลายเป็นดราม่าสะเทือนวงการ แรงถึงขั้นที่ทำให้หุ้นของ Nike ร่วงถึง 3% (อ่านได้ที่ สิ่งที่นักการตลาดต้องเรียนรู้จากดราม่าโฆษณา Nike)

ล่าสุด เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Nike ออกมาเคลื่อนไหวก่อนบริษัทอื่นๆ ในประเด็นการต่อต้านการเหยียดสีผิว โดยจัดทำแคมเปญ Don’t Do It ขึ้น และต่อเนื่องด้วยการโพสต์ว่า

  • “Don’t pretend there’s not problem in America … Don’t turn your back on racism.” (อย่าแกล้งทำเป็นว่าสหรัฐอเมริกาไม่มีปัญหา และอย่าหันหลังให้กับปัญหาการเหยียดสีผิว )

จากนั้นไม่นาน ทางฝั่งของ Adidas ก็เข้าร่วมการเคลื่อนไหว โดยได้โพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียซึ่งขีดฆ่าคำว่า “Racism” และประกาศว่า

  • “Together we must fight what is wrong and try to make it right.” (พวกเราจะร่วมกันต่อสู้กับสิ่งที่ผิดเพื่อทำให้เกิดความยุติธรรมให้ได้)
แต่ … Nike และ Adidas จริงจังแค่ไหนเรื่อง Racism

แม้การออกมาสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางสังคมจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจของแบรนด์ยุคใหม่ที่ต้องการแสดงจุดยืนทางสังคม (และหมายรวมถึงทางการเมืองด้วย)

แต่ถึงอย่างไร คำถามที่สำคัญคือทั้ง 2 แบรนด์ใหญ่ทำสิ่งนี้เพราะเป็นแค่การตลาดตามกระแสสังคม หรือทว่ามีแผนการที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาการเหยียดสีผิวจริงๆ อยู่เบื้องหลัง

ข้อมูลจาก Quartz ที่เปิดเผยข้อมูลให้เห็นว่า

  • Nike มีพนักงานผิวดำในบริษัทเพียง 22 % และมีคนผิวดำเพียง 10% ที่ได้ขึ้นนั่งตำแหน่งผู้บริหาร
  • ส่วนด้านของ Adidas ไม่มีข้อมูลสัดส่วนของพนักงานในบริษัท แต่ในเมื่อคู่แข่งออกมาทำแคมเปญ จะให้อยู่เฉยได้อย่างไร เพราะถ้าเปิดตัวเลขดูในตลาดสหรัฐอเมริกาถือเป็นตลาดสำคัญที่ทำรายได้ให้กับแบรนด์ Adidas สูงถึง 22.5% จากยอดขายทั้งหมด 6.5 พันล้านดอลลาร์ (ตัวเลขเมื่อปี 2019)
Nike กับสัดส่วนและตำแหน่งแห่งที่ของคนผิวดำในองค์กร

ครั้งหนึ่ง Nike เคยออกมายอมรับว่าสมัยก่อนภายในบริษัทของตนยังมีปัญหาเรื่องการเหยียดสีผิวอยู่ แต่นั่นเป็นเพียงคำพูด

ถ้าวัดเป็นตัวเลขชัดๆ หากดูจากตำแหน่งงานในบริษัทจะพบว่า Nike มีพนักงานผิวดำถึง 22% แต่เมื่อเจาะลงไปดูว่าคนที่จะขึ้นไปถึงตำแหน่งสูงอย่างรองประธานบริษัทนั้นมีสัดส่วนเป็นคนผิวขาวถึง 77% ส่วนคนผิวดำมีอยู่เพียง 10% เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขจะยังดูห่างกันมาก แต่สำหรับ Nike บริษัทเดียวก็ถือว่าเป็นองค์กรที่มีความหลากหลายของคนที่ขึ้นมาเป็นตำแหน่งหัวหน้ามากกว่าบริษัทอื่นๆ ในสหรัฐอเมริกาแล้ว 

อีกหลายบริษัทในสหรัฐอเมริกายังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ กับเรื่องนี้

Black Enterprise บริษัทนิตยสารการเงินสำหรับลูกครึ่งอเมริกันและแอฟริกัน ทำการศึกษาในปี 2019 พบว่าบริษัทจำนวน 187 แห่งที่อยู่ใน S&P 500 (ดัชนีตลาดหุ้นที่ติดตามหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐจำนวน 500 แห่ง ) ไม่มีคนผิวดำในตำแหน่งบริหารแม้แต่คนเดียว 

นอกจากนั้น Black Enterprise เปิดเผยข้อมูลว่า ในช่วงหลังมานี้ กระแสเรื่องการจัดการสัดส่วนของพนักงานดีขึ้น ดูได้จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Amazon Apple และ Facebook ที่ได้เพิ่มจำนวนคนผิวดำในทีมผู้บริหารมากขึ้น

แต่ที่น่าเสียดายคือบริษัทอย่าง Cisco Oracle และ Intuit ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ในเรื่องนี้ ซึ่งแน่นอนว่า บริษัทเหล่านี้ได้รับแรงกดดันอย่างหนักให้ลุกขึ้นมาสนับสนุนผู้ต่อต้านการเหยียดสีผิว 

สรุป

ในปัจจุบันยังมีอีกหลายบริษัทที่ยังคงล้มเหลวในเรื่องการรับคนผิวดำเข้าทำงานในตำแหน่งต่างๆ สิ่งสำคัญคือหลังจากนี้บริษัทต่างๆ ต้องวางแผนเพื่อเพิ่มความหลากหลายในหมู่พนักงานมากกว่าเดิม โดยเริ่มตั้งแต่ตำแหน่งของคนที่เพิ่งเข้าทำงานไปจนถึงตำแหน่งบริหาร 

อย่างไรก็ดี Alexis McGill Johnson ผู้ร่วมก่อตั้งของ Perception Institute ออกมากล่าวไว้ในปี 2018 ไว้อย่างน่าสนใจว่า  “พวกเราอาศัยอยู่ในโลกของทุนนิยม ทำให้เป็นเรื่องยากที่ความยุติธรรมจะแทรกตัวอยู่ในสังคมรูปแบบนี้” เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแคมเปญต่างๆ ที่หลายบริษัทออกมาเคลื่อนไหวจึงนับเป็นเรื่องดีที่มีการเรียกร้องถึงความยุติธรรมในสังคม

ที่มา: Quartz, Nike, Adidas

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Aya and the Witch จะเป็นแอนิเมชันเรื่องแรกของ Studio Ghibli ที่สร้างโดย CGI ทั้งหมด

Brand Inside - 5 June 2020 - 11:02

Studio Ghibli บริษัทผู้ผลิตการ์ตูน และภาพยนตร์แอนิเมชันชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่นหลายเรื่อง มีจุดเด่นสำคัญที่สร้างความแตกต่างจากบริษัทอื่นๆ คือ การใช้ Computer Graphic ให้น้อยที่สุด หรือบางเรื่องก็ไม่ใช้เลย

studio ghibli ภาพจาก Shutterstock

แต่ดูเหมือนว่า Studio Ghibli จะเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแอนิเมชันแล้ว เพราะ Aya and the Witch ซึ่งเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องล่าสุดของ Studio Ghibli จะใช้ Computer Graphic ในการสร้างทั้งหมด 100% โดยภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่องนี้จะเข้าฉายทางทีวีในช่วงฤดูหนาวของประเทศญี่ปุ่น แทนการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19

จากที่ก่อนหน้านี้ผลงานแอนิเมชันเรื่องต่างๆ จาก Studio Ghibli จะใช้การวาดลายเส้นจริงๆ เป็นส่วนใหญ่ และจะใช้ Computer Graphic เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยเฉพาะในฉากที่การวาดลายเส้นด้วยมือทำได้ยาก การตัดสินใจใช้ Computer Graphic ในการสร้างสรรค์ผลงานแอนิเมชันเรื่องใหม่นี้ เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะลดต้นทุนที่ใช้ในการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชัน เนื่องจากการใช้มือวาดลายเส้นทั้งหมด จะใช้งบประมาณมากกว่าการใช้ Computer Graphic

ที่ผ่านมาภาพยนตร์แอนิเมชันของ Studio Ghibli ที่สร้างขึ้นก่อนปี 1997 ได้รับการสร้างโดยใช้มือวาดลายเส้นทีละฉากๆ โดยไม่มีการใช้ Computer Graphic เข้าช่วยเลย แต่หลังจากนั้นก็มีการใช้ Computer Graphic เข้ามาช่วยบ้างในฉากที่มีความซับซ้อนสูง และไม่สามารถวาดลายเส้นด้วยมือได้ เช่น ภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง My Neighbors the Yamadas (ยามาดะ ครอบครัวนี้ไม่ธรรมดา) มีการใช้ Computer Graphic ประมาณ 10%

ที่มา – Engadget

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Nissin เผย โรค COVID-19 ช่วยฟื้นธุรกิจบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศจีนให้เติบโตอีกครั้ง

Brand Inside - 4 June 2020 - 17:05

การระบาดของโรค COVID-19 อาจทำให้หลายอุตสาหกรรมมีปัญหา แต่ไม่ใช่กับผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะ Nissin ออกมาบอกว่า วิกฤตดังกล่าวช่วยให้ธุรกิจกลับมาเติบโตอีกครั้ง และเตรียมจำหน่ายรสชาติใหม่ๆ มากขึ้น

nissinภาพ pakutaso โอกาสมา เพราะผู้บริโภคอยู่บ้าน

Kiyotaka Ando ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Nissin เล่าให้ฟังว่า ความต้องการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในหลายประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะพฤติกรรมของพวกเขาเปลี่ยนไป เช่นต้องอยู่บ้านมากขึ้น, หันมาปรุงอาหารเองที่บ้าน และลดการออกไปจากบ้านให้น้อยที่สุด

“ช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ Nissin เติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก และยังมีแนวโน้มการเติบโตแบบนี้จนไปถึงสิ้นปี แต่ภายใต้การเติบโตนี้เองก็มาพร้อมกับการแข่งขันที่ดุเดือด ดังนั้นบริษัทต้องปรับตัวทั้งช่องทางการจำหน่าย, รูปแบบการรับประทานของผู้ซื้อ และอื่นๆ เพื่อคงการเติบโตแบบนี้เอาไว้ให้ได้”

ทั้งนี้ Nissin ได้เปิดตัวบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสใหม่ถึง 12 รสชาติในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีราว 8 รสชาติ สำหรับรสชาติที่น่าสนใจคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีสารอาหารมาก และลดแคลอรี่เพื่อตอบโจทย์การรับประทานที่บ้าน นอกจากนี้ยังเตรียมจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปพร้อมผัดสดที่ตัดแต่งแล้วในฮ่องกงด้วย

nissinภาพ pakutaso

ขณะเดียวกันหากเจาะไปที่ภาพรวมตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประเทศจีนในปีล่าสุดอยู่มีมูลค่าราว 14,000 ล้านเยน (ราว 4,000 ล้านบาท) และเติบโตอย่างช้าๆ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เพราะผู้บริโภคค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพ ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีสารอาหารน้อยอาจไม่ได้รับความนิยม

ในทางกลับกับภายใต้วิกฤตนี้ บริษัทอาหารต่างๆ เริ่มปรับตัวโดยส่งชุดประกอบอาหาร หรือ Meal Kits ให้ผู้บริโภคได้ประกอบอาหารที่บ้านได้ง่ายๆ เช่น Yum China Holdings กลุ่มร้านอาหาร Fast Food ได้ทำสเต็กเนื้อสดพร้อมวิธีทำมาจำหน่าย ส่วนร้านชาบูอย่าง Haidilao ก็ส่งเมนูต่างๆ ที่สามารถทำได้ที่บ้านง่ายๆ ใน 5 นาที

สรุป

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นเมนูอาหารที่ง่าย และสะดวก ทำให้ผู้บริโภคที่ติดอยู่แต่ในบ้านในช่วง COVID-19 เลือกรับประทานเป็นอันดับต้นๆ และไม่ใช่แค่ Nissin ที่ได้ประโยชน์นี้ เพราะ “มาม่า” ของประเทศไทยก็มียอดขายเติบโตเช่นกัน แสดงให้เห็นว่า เวลายากลำบาก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปคือสิ่งที่ตอบโจทย์ชีวิตช่วงนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง // Japan Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

5G ยังไม่ได้ใช้ แต่จีน-เกาหลี-ญี่ปุ่น เร่งพัฒนา 6G แล้ว หวังชิงความได้เปรียบในอนาคต

Brand Inside - 4 June 2020 - 15:47

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนาตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งในขณะนี้หลายๆ คนคงคุ้นเคยกับคำว่า 5G มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ในประเทศไทยเทคโนโลยี 5G ยังคงมีพื้นที่ให้บริการจำกัด รวมถึงโทรศัพท์ที่รองรับก็น้อย

อุปกรณ์ส่งสัญญาณโทรศัพท์ ภาพจาก Shutterstock

แต่การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่หยุดไม่ได้ ซึ่งตอนนี้หลายประเทศได้เริ่มพัฒนาเทคโนโลยี 6G กันแล้ว เพื่อชิงความได้เปรียบและสร้างมาตรฐานให้กับเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคต่อไป แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานของเทคโนโลยี 6G อย่างชัดเจนจนกว่าจะถึงปี 2023 และคาดการณ์ว่าเทคโนโลยี 6G จะมีการใช้งานในเชิงพาณิชย์ได้จริงในช่วงปี 2027 หรืออีก 7 ปีข้างหน้านับจากนี้

หลายชาติเร่งพัฒนา 6G หวังสร้างความได้เปรียบในอนาคต

ในขณะนี้หลายประเทศกำลังเริ่มต้นพัฒนาเทคโนโลยี 6G เพื่อหวังชิงความได้เปรียบในอนาคต โดยเฉพาะประเทศเกาหลีใต้คาดหวังว่าจะเป็นประเทศแรกที่เริ่มให้บริการ 6G ได้ ซึ่งทั้ง Samsung และ LG สองบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของประเทศ ได้เริ่มตั้งศูนย์วิจัย 6G ในกรุงโซลแล้ว โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณในการวิจัยกว่า 976 พันล้านวอน หรือประมาณ 2.52 หมื่นล้านบาท

ด้านประเทศจีน นำโดย Huawei ก็ได้ประกาศว่าจะเริ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี 6G ในเดือนพฤศจิกายนนี้ และได้เริ่มตั้งทีมวิจัยขึ้นมาแล้ว

ส่วนประเทศญี่ปุ่นเองก็มีความหวังว่าจะสามารถกลับมาชิงส่วนแบ่งในเทคโนโลยี 6G ได้อีกครั้ง โดยตั้งเป้าว่าจะต้องมีส่วนแบ่งการตลาดของอุปกรณ์ส่งสัญญาณ 6G ประมาณ 30% จากที่ปัจจุบันญี่ปุ่นสามารถมีส่วนแบ่งการตลาดอุปกรณ์ได้เพียง 2% เท่านั้น

ไม่ใช่แค่ส่วนแบ่งการตลาดของอุปกรณ์ส่งสัญญาณ 6G เท่านั้นที่ญี่ปุ่นคาดหวัง แต่ยังรวมไปถึงการเป็นเจ้าของสิทธิบัตรเทคโนโลยีที่ญี่ปุ่นต้องการเป็นเจ้าของสิทธิบัตรให้ได้ 10% จากที่ปัจจุบันญี่ปุ่นเป็นเจ้าของสิทธิบัตรในเทคโนโลยี 5G เพียง 5.5% เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่า Samsung จากเกาหลีใต้ที่เป็นเจ้าของสิทธิบัตร 5G 8.9% Huawei จากจีน 8.3% และ Qualcomm จากสหรัฐฯ 7.4%

ผู้เชี่ยวชาญหลายๆ ฝ่ายตั้งคำถามว่าญี่ปุ่นจะสามารถชิงส่วนแบ่งการตลาดจากอุปกรณ์ 6G ได้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาบริษัทต่างๆ ในญี่ปุ่นมักสนใจแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยเน้นไปที่ความต้องการในประเทศมากกว่า

ภาพจาก Shutterstock

โลกต้องการอุปกรณ์ส่งสัญญาณ 5G แสนล้านชิ้น

สาเหตุที่หลายๆ ประเทศต้องการเร่งพัฒนาเทคโนโลยี 6G เพื่อสร้างความได้เปรียบในอนาคต เป็นเพราะมีการคาดการณ์ว่าอุปกรณ์ส่งสัญญาณ 6G จะใช้คลื่นที่สามารถกระจายสัญญาณไปได้เพียง 200 เมตรเท่านั้น เพื่อรองรับการส่งข้อมูลที่มีความรวดเร็วกว่า 5G 10 เท่า ทำให้ทั่วโลกอาจมีความต้องการอุปกรณ์ส่งสัญญาณ 6G กว่า 1 แสนล้านชิ้น เพื่อให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้

ที่มา – Nikkei

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ลือ! Western Union ผู้ให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศ สนใจซื้อกิจการคู่แข่ง MoneyGram

Brand Inside - 4 June 2020 - 15:14

สำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานว่า Western Union สนใจซื้อกิจการคู่แข่ง MoneyGram เพื่อเสริมแกร่งกิจการหลังจากที่คู่แข่งในการโอนเงินระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

MoneyGramภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานข่าว โดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ว่า Western Union ผู้ให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศ สนใจที่จะซื้อกิจการคู่แข่งอย่าง MoneyGram ซึ่งถ้าหากดีลนี้เกิดขึ้นจะทำให้ Western Union กลายเป็นผู้ให้บริการโอนเงินระหว่างประเทศใหญ่ที่สุดของสหรัฐทันที

สาเหตุสำคัญๆ ที่ทำให้ Western Union สนใจซื้อกิจการของ MoneyGram เนื่องจากปัจจุบันคู่แข่งโอนเงินระหว่างประเทศมีเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันช่องทางการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านระบบดิจิทัลของ MoneyGram เองนั้นเติบโตอย่างมาก โดยในไตรมาส 1 ที่ผ่านมานั้นมีการโอนเงินผ่านช่องทางนี้เป็นสัดส่วน 18% แล้ว จึงทำให้ Western Union เริ่มสนใจกิจการคู่แข่งมากขึ้น

ก่อนหน้าที่ Western Union จะสนใจซื้อกิจการนั้น ในปี 2017 ที่ผ่านมา บริษัทแม่ของ Alipay อย่าง Ant Financial Services ได้ยื่นข้อเสนอซื้อกิจการของ MoneyGram มูลค่า 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ดีหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐกลับไม่อนุมัติให้ดีลนี้ผ่านจากเรื่องความกังวลด้านความมั่นคง โดยเฉพาะข้อมูลของลูกค้าที่เป็นชาวสหรัฐ

อย่างไรก็ดีดีลนี้ยังเป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น นอกจากนี้ในการควบรวมกิจการของ MoneyGram โดย Western Union อาจต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้วย

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อยู่ไม่ไหว Frankie & Benny’s เตรียมปิดร้านอาหาร 120 แห่ง เสี่ยงตกงาน 3,000 คน

Brand Inside - 4 June 2020 - 15:12

Frankie & Benny’s ธุรกิจร้านอาหารอเมริกัน-อิตาลีในประเทศอังกฤษประกาศปิดร้านอาหาร 120 แห่งและอาจปลดพนักงานมากถึง 3,000 ตำแหน่ง

Frankie & Benny’s ธุรกิจร้านอาหารอเมริกัน-อิตาลีในเครือ The Restaurant Group (TRG) มีร้านค้าราว 600 แห่ง มีพนักงานราว 22,000 คน เตรียมประกาศปิดร้านอาหาร 120 แห่งในประเทศอังกฤษเป็นการถาวรเนื่องจากผลกระทบด้านยอดขายในระหว่างช่วงมาตรการล็อคดาวน์

ภาพจาก Shutterstock

ในช่วงวันอังคารที่ผ่านมาบริษัทได้ส่งอีเมลหาผู้จัดการร้าน Frankie & Benny’s กว่า 200 สาขาว่าจะทำการปิดร้านอาหารเนื่องจากบริษัทไม่สามารถทำกำไรได้ในช่วงมาตรการล็อคดาวน์และวิกฤตโควิด-19

แม้ยังไม่มีรายงานแน่ชัดว่าบริษัทจะทำการปิดสาขาไหนแต่ข่าวการปิดร้านอาหารได้สร้างความกังวลให้แก่พนักงานเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีพนักงานเกือบ 3,000 ตำแหน่งจากร้านอาหารจำนวน 120 สาขาที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะตกงาน

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในการประกาศปิดร้านอาหารในเครือ The Restaurant Group เพราะก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ บริษัทได้มีการประกาศออกมาว่าจะมีการปิดร้านอาหารในเครือ TRG จำนวน 90 ร้านภายในปี 2021 จากแผนการปิดร้านทั้งหมด 150 แห่งเนื่องจากการซบเซาของธุรกิจ casual dining ในอังกฤษและส่วนแบ่งการตลาดในเครือร้านอาหารที่ตกลงมากกว่า 6%

ที่มา: BBC (1), (2)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผู้เชี่ยวชาญเผยโรงหนังในยุคโควิดอาจไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่อย่าประมาทต้องป้องกันตัว

Brand Inside - 4 June 2020 - 14:35

ในช่วงนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ บางวันไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม กิจการ ร้านค้า รวมถึงห้างสรรพสินค้าเริ่มกลับมาเปิดให้บริการตามปกติ ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

โรงหนังภาพจาก pixabay.com

โรงภาพยนตร์ก็เป็นอีกหนึ่งกิจการที่ได้รับอนุญาตให้เปิดให้บริการได้ตามปกติแล้วเช่นกัน แต่ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) จัดที่นั่งให้มีความห่างกันมากกว่าปกติ รวมถึงจำกัดจำนวนผู้ชมที่จะเข้าไปในโรงภาพยนตร์

แม้ว่าโรงภาพยนตร์จะเริ่มเปิดให้บริการแล้ว แต่เชื่อว่าหลายๆ คนอาจเกิดคำถามว่า การไปโรงภาพยนตร์จะมีความปลอดภัยหรือไม่? แม้จะมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มงวดแล้วก็ตาม

ผู้เชี่ยวชาญชี้โรงภาพยนตร์ความเสี่ยงอาจน้อย แต่ก็ไม่ปลอดภัย 100%

Hitoshi Oshitani นักไวรัสวิทยาจากมหาวิทยาลัย Tohoku ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในเมืองเซ็นได ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่าสถานที่ที่โรคโควิด-19 แพร่ระบาดส่วนใหญ่แล้วจะเป็น ฟิตเนส ผับ สถานที่จัดแสดงดนตรีสด ห้องร้องคาราโอเกะ หรือสถานที่อื่นๆ ที่มีลักษณะสำคัญคือ เป็นสถานที่ๆ คนจำนวนมากรวมตัวกันเพื่อทานอาหาร ดื่ม พูดคุย ร้องเพลง ออกกำลังกาย หรือเต้นด้วยกันในระยะเวลานานมากกว่า

แม้ว่า Oshitani จะไม่ได้กล่าวถึงโรงภาพยนตร์โดยตรง แต่โรงภาพยนตร์โดยปกติแล้วไม่ใช่สถานที่ที่คนจะเข้าไปพูดคุยกันอยู่แล้ว นอกจากนี้ที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการบังคับใช้มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมอย่างจริงจัง ในต่างประเทศโรงภาพยนตร์ก็ไม่ใช่สถานที่ที่มีความเสี่ยงมากอยู่แล้ว เพราะการทำกิจกรรมอื่นๆ อาจมีความเสี่ยงมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญหลายๆ คนก็ยังคงยืนยันว่า ความเสี่ยงที่อาจเกิดจากโรงภาพยนตร์ก็ยังคงมี ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงเลยแต่อย่างใด

ภาพจาก Unsplash โดย Krists Luhaers

Jade Flinn อาจารย์จากมหาวิทยาลัย John Hopkins Medical เชื่อว่า การนั่งดูภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์โดยสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา และไม่ได้พูดคุยกับใครเลย ปลอดภัยกว่าการทำกิจกรรมที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก และมีการพูดคุยกันตลอดเวลา

นอกจากนี้โดยปกติแล้ว การเข้าไปในโรงภาพยนตร์มักมีการเดินเข้า-ออกเพียงทางเดียวอยู่แล้ว ตราบใดที่มีการเว้นระยะห่างทางสังคม ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะติดโรคโควิด-19 ได้

แต่ Flinn ยังเสริมด้วยว่าแค่มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ แต่ต้องมีมาตรการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การวิเคราะห์ทิศทางของลมที่ออกมาจากเครื่องปรับอากาศ เพื่อตรวจสอบว่าอากาศจะมีการไหลเวียนภายในโรงภาพยนตร์อย่างไร และจัดที่นั่งให้สอดคล้องกับการไหลเวียนของอากาศด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ละอองสารคัดหลั่งพัดกระจายไปโดยผู้ชมคนอื่นๆ ในโรงภาพยนตร์โดยตรง

ที่มา – Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สู้ศึกกระบะใหม่! Toyota เปิดตัว New Hilux Revo หน้าดุ-เครื่องแรง แต่ประหยัดกว่าเดิม

Brand Inside - 4 June 2020 - 11:48

หลังปล่อยให้คู่แข่งตลอดกาลอย่าง Isuzu นำหน้าไปก่อน มาตอนนี้ Toyota ได้เปิดตัว Hilux Revo รุ่นปรับโฉม เพื่อกลับมาทวงบัลลังก์ และแข่งขันในตลาดนี้ที่ Nissan และ Mazda เตรียมเปิดตัวรถกระบะเหมือนกัน

hilux revo rocco

Revo กับการทวงคืนเจ้าตลาด

หากอ้างอิงข้อมูลจาก Toyota จะพบว่า การจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยในปี 2562 มีทั้งหมดราว 1 ล้านคัน ลดลงจากปีก่อนหน้านี้ 3.3% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 3.98 แสนคัน และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 6.09 แสนคัน แสดงให้เห็นว่ารถกระบะแบบต่างๆ ค่อนข้างเป็นที่นิยมในประเทศไทย และมีเจ้าตลาดอยู่สองแบรนด์คือ Toyota และ Isuzu

ในอดีต Toyota อาจค่อนข้างได้รับความนิยมมากกว่า แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเหมือนความนิยมจะเริ่มลดลง และพ่ายแพ้ Isuzu ในแง่จำนวนยอดขาย โดยเฉพาะ Hilux Revo ที่เปิดตัวเมื่อปี 2558 นั้นถือเป็นความผิดพลาดที่ชัดเจนของ Toyota เพราะด้วยราคาที่แพง และหน้าตาที่ไม่ตามสมัยนิยม ทำให้ยอดร่วงอย่างหนัก

และนั่นจึงเป็นที่มาของการ Minor Change ในปี 2560 ของ Hilux Revo ซึ่งเร็วมากเมื่อเทียบกับการปรับหน้าตาในรุ่นอื่นๆ แต่นั่นก็พอกระตุ้นยอดได้บ้าง และพอ Isuzu เปิดตัว D-Max รุ่นใหม่เมื่อปลายปี 2562 ทาง Toyota ก็ต้องปรับตัว และนั่นจึงเป็นที่มาของการปรับโฉมอีกครั้งของ Hilux Revo เพื่อทวงคืนเจ้าตลาดรถกระบะ

หน้าดุ-เครื่องแรงกว่าเดิมคือหัวใจ

สำหรับ Hilux Revo รุ่นปรับโฉมใหม่มี 5 รุ่นหลักในการทำตลาดคือ Revo รุ่นมาตรฐาน, Revo Z-Edition, Revo Pre-Runner (ยกสูง ขับเคลื่อนสองล้อ), Revo รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และ Revo Rocco ที่มาพร้อมชุดแต่งพิเศษ ซึ่งรุ่นหลักทั้งหมดนี้รวมกันมีถึง 40 รุ่นย่อยให้เลือก ราคาตั้งแต่ 5.44 แสนบาท-1.23 ล้านบาท

Hilux revo

ทั้งหมดนี้มีจุดเด่นเรื่องการออกแบบภายนอกที่ดูดุดันยิ่งขึ้นตามความต้องการของผู้บริโภคในประเทศไทย ส่วนภายในมีการติดตั้งระบบอำนวยความสะดวก และความบันเทิง เช่นหน้าจอสัมผัส, มาตรวัดดีไซน์ใหม่ รวมถึงความสบายผ่านการดูดซับแรงกระแทกของโช๊คอพ และวัสดุของแหนบแบบใหม่ แต่ยังรับน้ำหนัก และทนทานได้ดีเช่นเดิม

ส่วนด้านสมรรถนะ Toyota ยังเลือกใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ไม่ลดขนาดเครื่องยนต์ (Downsizing) เหมือนคู่แข่ง โดยมีสองเครื่องยนต์ให้เลือกคือ 2.4 ลิตร กับ 2.8 ลิตร เหมือนเดิม แต่มีการปรับปรุงเครื่องยนต์ให้แรงขึ้น เช่นในเครื่อง 2.8 ลิตร มีพละกำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิด 500 นิวตันเมตร และประหยัดน้ำมันมากขึ้น

hilux revo

กระบะแข่งเดือดปลายปีนี้

แม้การระบาดของโรค COVID-19 ยังมีอยู่ในประเทศไทย แต่ผู้ผลิตรถกระบะที่ทำตลาดที่นี่เตรียมแผนเปิดตัวรถกระบะรุ่นใหม่หลัง Isuzu ได้นำร่องไปก่อนในปี 2562 เริ่มต้นที่ Toyota Hilux Revo อย่างที่รายงานไป และหลังจากนี้จะมี Nissan Navara รุ่น Minor Change และ Mazda BT-50 รุ่น Model Change

เริ่มที่ Nissan กันก่อน เพราะตัว Navara เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2559 จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการปรับหน้าตา เพียงแต่ปรับฟีเจอร์ภายในบางตัวเท่านั้น จึงถึงเวลาแล้วที่รถกระบะของ Nissan ต้องปรังปรุงใหม่ หากอ้างอิงจากโฆษณาตัวใหม่ของทางค่าย จะพบว่า Navara รุ่นปรับโฉมจะมาพร้อมกระจังหน้า V-Motion และไฟ Daytime Running ใหม่

ถัดมาคือ Mazda BT-50 ที่เริ่มมีรูปหลุดออกมาบ้าง แม้ทาง Mazda ยังไม่ปล่อยภาพอะไรออกมา แต่การร่วมมือกับ Isuzu ในการสร้าง BT-50 โฉมใหม่ ก็น่าจะทำให้ Mazda สามารถเข้ามากินส่วนแบ่งในตลาดนี้ได้บ้าง เพราะประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันแบบ Isuzu และดีไซน์แบบรถเก๋งของ Mazda น่าจะช่วยขับเคลื่อนยอดได้ไม่น้อย

สรุป

ภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์จะหดตัวในประเทศไทยแน่นอน อยู่แค่ว่าจะลดลงเท่าไร แต่รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่ดี ยิ่งตลาดกระบะไทยนั้นเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ทำให้แต่ละแบรนด์ต้องแข่งขันกันเพื่อดึงดูดใจผู้บริโภคไม่น้อย และคงต้องติดตามกันว่า ปี 2563 นี้ ใครจะเป็นผู้ชนะ

อ้างอิง // Toyota

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทิพยประกันภัย ก้าวสู่ InsureTech เปิดตัว TIP COIN ซื้อประกันภัยเท่าไรรับคืนเท่านั้น

Brand Inside - 4 June 2020 - 10:21

ท่ามกลางวิกฤตโควิดที่ทั่วโลกต้องเผชิญ ทำให้หลายคนต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราจะเดินกันต่อไปในแนวทางไหน เพื่อให้เรายังคงใช้ชีวิตและดำเนินธุรกิจได้ต่อไปอย่างท่วงทันกับสถานการณ์และผ่านวิกฤตนี้ไปได้ ในมุมของผู้บริโภค ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องปรับตัวในการดำรงชีวิตเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีใหม่นี้ ที่ทุกคนเรียกมันว่า New Normal

แต่สำหรับในมุมของธุรกิจแล้วนั้น มันไม่ใช่เพียงแค่การปรับตัวแต่มันเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ นั่นเพราะทุกการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ส่งผลเพียงแค่คนๆเดียว แต่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ ที่มีทั้งผู้บริโภค , บุคลากร และการดำเนินงาน ซึ่งวันนี้แทบทุกธุรกิจทั่วโลก ไม่เว้นในประเทศไทยต่างก็เริ่มขยับปรับตัว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ โดยต่างเชื่อว่า “ใครปรับตัวได้เร็ว..ย่อมไปต่อได้เร็วกว่า”

ในวงการธุรกิจประกันภัยอาจเป็นธุรกิจที่หลายคนนึกไม่ถึง ว่าเหตุใดธุรกิจประกันภัยจึงต้องรีบร้อนในการปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ หลายคนอาจคิดเสียด้วยซ้ำว่า ธุรกิจประกันภัยน่าจะเป็นธุรกิจที่อยู่รอดและได้ประโยชน์สูงสุดจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ แต่วันนี้ทิพยประกันภัยยักษ์ใหญ่ของธุรกิจประกันภัยที่ได้รับความเชื่อมั่น รวมถึงเป็นธุรกิจประกันภัยเจ้าแรกที่มองเห็นโอกาสในครั้งนี้ ได้สร้างปรากฏการณ์ที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนโลกของธุรกิจประกันภัยได้อย่างพลิกวงการก็ว่าได้

นั่นเพราะวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ที่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าธุรกิจจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนนั้น การสร้าง Insurance Ecosystem ที่แข็งแรงคือหัวใจสำคัญ นั่นจึงทำให้เกิด TIP COIN ที่เป็นเหมือนประตูที่เปิดให้ทิพยประกันภัยก้าวสู่ Insure Tech อย่างสมบูรณ์แบบ

วิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคหลายคนเห็นถึงความสำคัญของการมีประกันภัยมากขึ้น เป็นหนึ่งในตัวช่วยสร้างความมั่นใจ แบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายที่คาดไม่ถึงในอนาคต เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินชดเชยรายได้

อีกส่วนที่สำคัญคือ มีผู้บริโภค ตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ผ่านช่องทางออนไลน์กันอย่างกว้างขวาง แสดงให้เห็นว่าคนไทยมีความเข้าใจเรื่องของดิจิทัลมากขึ้น 

นั่นป็นสิ่งที่ทำให้ทิพยประกันภัยมองเห็นโอกาสในครั้งนี้ ที่จะเป็นตัวเชื่อมโยงและนำพาทุกคนก้าวไปสู่ New Normal ไปด้วยกัน โดยวัตถุประสงค์ตั้งต้นของ Tip Coin ถูกคิดขึ้นมาจากแนวคิดที่เพียงต้องการอยากคืนประโยชน์แก่ลูกค้าที่เชื่อมั่นในทิพยประกันภัย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ทุกคนเผชิญกับวิกฤตนี้ แต่การคืนประโยชน์แบบไหนที่จะให้เกิดความคุ้มค่า ตอบความต้องการที่แท้จริง และสอดผสานกับวิถีชีวิตใหม่ของประชาชน ทิพยประกันภัย จึงได้ร่วมกับ บริษัท ติงค์ บิตท์ จำกัด (THINK BIT) เปิดตัวแอปพลิเคชัน TIP COIN by THINK BIT ขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการทำธุรกิจยุคใหม่และยังเป็นการช่วยเหลือลูกค้าในภาวะที่ทุกคน ต้องใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า TIP COIN by THINK BIT เป็นการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน และ คริปโต วอลเล็ต มาพัฒนาเพื่อยกระดับธุรกิจประกันภัยดิจิทัล และเป็นการตอบแทนความไว้วางใจของลูกค้า โดยการคืนเบี้ยประกันภัยให้กับลูกค้าที่ซื้อประกันภัยโควิด-19

“สร้าง TIP Coin Application (Crypto Wallet) เรียกได้ว่าเป็นการสร้าง New Engagement” อย่างแท้จริงโดยใช้การคืนเบี้ยประกันภัยสําหรับผู้ซื้อประกันภัยโควิด-19 กับบริษัทฯ ในรูปแบบเงินดิจิทัล หรือ TIP Coin        เพื่อสร้าง New Engagement ของลูกค้าในกลุ่มผู้ซื้อประกันภัยโควิด-19กับบริษัทฯก่อน

TIP Coin ที่ลูกค้าจะได้รับจะมีมูลค่าเท่ากับเบี้ยประกันภัยที่ลูกค้าซื้อประกันภัยโควิด-19กับบริษัทฯไว้ (เช่น ซื้อเบี้ยประกันภัย 850 บาท จะได้รับ 850 coins) ลูกค้าสามารถนำ TIP Coin มาใช้ในการซื้อผลิตภัณฑ์ประกันภัยของบริษัทฯทุกประเภทได้ แต่ไม่เกิน 50% ของค่าเบี้ยประกันภัยนั้นๆ (ใช้ TIP Coin 50% และ เงินสด 50%) โดย TIP Coin ไม่มีวันหมดอายุ”

ประโยชน์ หรือ มูลค่าเพิ่มที่ลูกค้าจะได้

  1. เสมือนการที่ลูกค้าซื้อประกันภัยโควิด-19กับบริษัทฯฟรี 
  2. ลูกค้าสามารถใช้ TIP COIN ซื้อประกันภัยใน TIP INSURE โดยใช้เป็นส่วนลดแทนเงินสูงสุด 50% โดยไม่เกินค่าเบี้ยประกันภัยนั้นๆ”
  3. เหรียญTIP Coin ไม่มีวันหมดอายุ
  4. ลูกค้าที่ทำประกันภัยโควิด – 19  กับทิพยประกันภัย ยังได้รับความคุ้มครองเหมือนเดิม

ทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ สามารถรับเบี้ยประกันภัยคืนในรูปแบบ TIP COIN เท่ากับเบี้ยประกันภัยของแผนที่ได้เลือกซื้อไว้ ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายแก่ลูกค้า มอบสิทธิพิเศษต่างๆ รวมถึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าผ่านแอปพลิเคชัน สามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน ลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งยังเป็นการประหยัด ลดภาระค่าใช้จ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางของลูกค้าอีกด้วย

นอกจากนี้ยังสามารถนำมาแลกซื้อผลิตภัณฑ์อื่นๆของ ทิพยประกันภัย เช่น หน้ากากอนามัย, เจลแอลกอฮอล์ หรือสินค้าของพันธมิตรอื่นๆ ในอนาคต

ขั้นตอนง่ายๆ ลูกค้าของทิพยประกันภัยที่ซื้อ กรมธรรม์ประกันภัยโควิด-19 ดาวน์โหลดแอพฯ TIP COIN by THINK BIT เมื่อลงทะเบียนแล้วสามารถแลกรับ TIP COIN ได้ทันที ทั้งลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่

TIP COIN by THINK BIT เป็นเหมือน Digital CRM โดยในเบื้องต้น TIP COIN จะมีลักษณะเป็น Token เหมือนการสะสมเหรียญใช้ในระบบของทิพยประกันภัย โดยมีแผนจะพัฒนาให้ทุกๆ ผลิตภัณฑ์ของทิพยประกันภัย สามารถรับ TIP COIN ได้เช่นเดียวกัน และอนาคตจะพัฒนาให้สามารถใช้งานได้มากขึ้น

เห็นได้ชัดว่า เมื่อทุกอย่างเริ่มขยับตัวเปลี่ยนแปลง เราในฐานะผู้บริโภคก็ไม่อาจหยุดนิ่ง อาจจะถึงเวลาที่เราทุกคนต้องหันมาเรียนรู้และเข้าใจในรูปแบบใหม่ของการใช้ชีวิต หมดเวลาที่จะจำกัดตัวเองอยู่กับสิ่งเดิมหรือวิถีเดิม เพราะนั่นจะทำให้คุณเดินตามการหมุนของโลกไม่ทัน ดังเช่นมุมมองของคุณซี ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์

ที่หลายๆคนรู้จักเธอดีในฐานะเจ้าหญิงแห่งวงการ IT ที่มองเห็นประโยชน์และโอกาสมากมาย ที่ธุรกิจต่างๆจะเริ่มก้าวส่งโลกของ Crypto Wallet เพราะเธอเชื่อมั่นว่าอีกไม่นาน เพราะอีกไม่นานโลกใบนี้อาจจะมีสกุลเงินใหม่เกิดขึ้นอีกมากมายก็เป็นได้ และเมื่อถึงวันนั้นเราทุกคนจะอยู่ในโลกของ Ecosystem อย่างสมบูรณ์แบบ

ในมุมมองของนักวางแผนการเงินอย่างคุณฟลุค เกริกพล มัสยวาณิช ก็เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ วันที่โลกเปลี่ยนไปและอนาคตเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้และอยู่รอด การวางแผนชีวิตและการเงินถือเป็นสิ่งสำคัญ จากวิกฤติที่เราทุกคนได้เจอ มันคือบทเรียนให้เราเรียนรู้และวางแผนอย่างมีระบบ ดังนั้นหากเราเรียนรู้และเข้าใจกับ System ใหม่ที่จะเข้ามาทำให้เราสามารถใช้ทุกการลงทุนได้อย่างคุ้มค่า เช่นเดียวกับการเลือกลงทุนผ่านการซื้อประกันภัยนั่นก็เป็นสิ่งที่เราไม่ควรมองข้าม

สรุป ทิพยประกันภัย เป็นผู้ประกอบการธุรกิจประกันภัยเจ้าแรกในไทย ที่หยิบเทคโนโลยี บล็อกเชน และ คริปโต วอลเล็ต มาพัฒนาบริการ TIP COIN ขึ้น เพื่อคืนกำไรและให้สิทธิพิเศษกับลูกค้า เบื้องต้นจะมีลักษณะเป็น Token ใช้เป็นส่วนลดแลกซื้อกรมธรรม์ประกันภัย หรือ ผลิตภัณฑ์อื่นๆ และมีแผนพัฒนาให้สามารถใช้งานได้มากขึ้นในอนาคต

ช่องทางการลงทะเบียนเพื่อรับ TIP COIN

  • Line Official Account : @DhipayaInsurance
  • Website : https://tip-coin-web.web.app
  • สแกน QR Code เพื่อดาวน์โหลดแอปฯ และลงทะเบียน TIP COIN ได้ทั้งระบบ Android  และ IOS (สำหรับระบบ IOS สแกน QR Code เข้าสู่เว็บไซต์เพื่อลงทะเบียน TIP COIN)

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แก้เผ็ด! สหรัฐแบน 4 สายการบินจากจีน หลังจีนเป็นฝ่ายเริ่มแบนสายการบินของสหรัฐก่อน

Brand Inside - 4 June 2020 - 10:19

สหรัฐประกาศแบน 4 สายการบินจากจีนห้ามบินเข้าสหรัฐ แก้เผ็ดทางด้านจีนที่ไม่ให้ 2 สายการบินกลับมาดำเนินธุรกิจในประเทศจีน

China Eastern Airlinesภาพจาก Shutterstock

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ประกาศแบน 4 สายการบินยักษ์ใหญ่ของจีนห้ามบินเข้าสหรัฐอเมริกา มีผลในวันที่ 16 มิถุนายนนี้ เป็นการแก้เผ็ดหลังจากสายการบินของสหรัฐได้ขออนุญาตที่จะกลับมาดำเนินธุรกิจในจีน แต่หน่วยงานกำกับดูแลการบินของจีนเองกลับไม่ให้สายการบินของสหรัฐบินเข้าไปในประเทศ

4 สายการบินของจีนที่โดนแบนจากรายงานข่าวของสำนักข่าว Reuters

  1. Air China
  2. China Eastern Airlines
  3. China Southern Airlines
  4. Hainan Airlines

ก่อนหน้านี้สายการบินของสหรัฐอย่าง Delta ได้ขอหน่วยงานกำกับดูแลการบินในประเทศจีนที่จะกลับมาเปิดเส้นทางการบินมายังประเทศจีนอีกครั้งในเดือนมิถุนายนในเส้นทางซีแอตเทิล และที่ดีทรอยต์ ไปยังเซี่ยงไฮ้ ขณะที่สายการบินอย่าง United ได้ขอเส้นทางจากสนามบินนูอาร์ก และซานฟรานซิสโก ไปยังเซี่ยงไฮ้ และปักกิ่ง

อย่างไรก็ดีหน่วยงานกำกับดูแลการบินของจีนได้กล่าวกับ 2 สายการบินว่าให้ใช้ตารางการบินในวันที่ 16 มีนาคมเป็นตัวเปรียบเทียบ ถ้าหากสายการบินอย่าง Delta และ United จะบินเข้าจีน ซึ่งในตารางการบินดังกล่าวไม่มีเที่ยวบินจากสหรัฐมาที่จีน ซึ่งเท่ากับว่า 2 สายการบินของสหรัฐไม่สามารถบินเข้ามาจีนแผ่นดินใหญ่ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้กระทรวงคมนาคมสหรัฐเรียกร้องให้จีนเปิดทางให้สายการบินในสหรัฐสามารถกลับมาบินเข้าออกจากจีน และยังชี้ว่าแม้ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 สายการบินจากจีนยังสามารถบินเข้าออกสหรัฐได้ตามปกติไม่มีการแบนแต่อย่างใด

ตัวแทนของสายการบิน Delta ได้ออกมากล่าวชื่นชมรัฐบาลสหรัฐว่า “สายการบินต้องขอบคุณและมีความซาบซึ้งใจที่รัฐบาลสหรัฐได้ต่อสู้เพื่อสิทธิด้านการบิน รวมไปถึงการต่อสู่ที่จะทำให้เกิดการแข่งขันอย่างยุติธรรมอีกด้วย”

ที่มา – Business Insider, CBC, News18

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

COVID-19 ทำยอดขาย Smartphone ทั่วโลกลดลง 20.5% เหลือ 299 ล้านเครื่อง

Brand Inside - 4 June 2020 - 09:31

จริงๆ แล้วภาพรวมการจำหน่าย Smartphone ต้องเติบโตตามกระแสเทคโนโลยีใหม่ แต่ COVID-19 ทำให้เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้น ล่าสุดบริษัทวิจัย Gartner พบว่า การจำหน่าย Smartphone หดตัวอย่างหนักในไตรมาสแรกของปีนี้

smartphoneภาพ pixabay.com ยอดขายลดลงทุกแบรนด์

สำหรับยอดขาย Smartphone ในไตรมาสแรกของปี 2563 ทางบริษัทวิจัย Gartner สำรวจพบว่า มีการจำหน่ายราว 299 ล้านเครื่อง ลดลง 20.5% เมื่อเทียบกับยอดขาย 375 ล้านเครื่องที่ทำได้ในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้นคือการระบาดของโรค COVID-19

เนื่องจากการระบาดของโรคดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่าย และการปิดเมืองต่างๆ ส่งผลให้โรงงานผลิต Smartphone ที่ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศจีนต้องปิดชั่วคราว จนการส่งออก Smartphone ไปจำหน่ายในประเทศต่างๆ ไม่สามารถเกิดขึ้นได้

เมื่อแบ่งตามยอดขายของแต่ละแบรนด์ Gartner พบว่า Samsung ยังเป็นอันดับที่หนึ่งของตลาด ผ่านส่วนแบ่ง 18.5% แต่ยอดขายของแบรนด์ลดลง 22% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนอันดับที่ 2 คือ Huawei ที่ครองส่วนแบ่ง 14.2% แต่ยอดขายลดลงถึง 27% ส่วนหนึ่งมาจากการถูกสหรัฐอเมริกาแบนสินค้า

และอันดับที่ 3 ของตลาดนี้คือ Apple ที่ครองส่วนแบ่งตลาด 13.7% แต่ยอดขายลดลง 8% ที่ลดลงค่อนข้างน้อยนั้น Gartner มองว่า ผลิตภัณฑ์ที่ Apple ทำตลาดในไตรมาสแรกของปี 2563 ค่อนข้างตรงใจผู้บริโภค ประกอบกับการฟื้นกำลังการผลิตกลับมาค่อนข้างเร็ว ทำให้การส่งมอบสินค้าทำได้เร็วขึ้น

สรุป

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่อุตสาหกรรมไหนจะเติบโตในช่วงวิกฤต COVID-19 เพราะวิกฤตดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคชะลอการจับจ่าย และเมื่อไม่มีเงินหมุนเวียน ธุรกิจต่างๆ ก็ยากที่จะเติบโต ดังนั้นต้องดูกันว่า กลยุทธ์ของผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร เพราะถ้าไม่ปรับแผน ทุกอย่างน่าจะไม่ดีขึ้นจากไตรมาสแรก

อ้างอิง // Japan Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ร้านอาหารย่านเยาวราชหลัง Lockdown ยาวนาน: ลูกค้าคนไทยก็หาย ลูกค้าต่างชาติก็ไม่เหลือ

Brand Inside - 3 June 2020 - 21:08

หลังโควิด-19 ระบาดหนักหน่วง ไทยใช้มาตรการ Lockdown ยาวนานเข้มข้น จนล่าสุด ยังขยายเวลาห้ามสายการบินทั่วโลกเข้าไทย หมายความว่าชาวต่างชาติที่เป็นผู้สนับสนุนหลักทั้งด้านการท่องเที่ยว ทั้งด้านอาหารก็ยังไม่สามารถบินเข้าไทยได้

เยาวราช ภาพจาก Shutterstock

ร้านเล็ก & รัตน์ซีฟู้ด ตั้งอยู่บริเวณหน้าร้านนาฬิกาศรีทองพานิช ขายอาหารทะเลอยู่ริมถนนย่านเยาวราชยาวนานกว่า 30 ปีแล้ว สาเหตุที่ครอบครัวมาค้าขายที่เยาวราชเพราะคนสมัยก่อนมองว่า ถ้ามาเยาวราชแล้ว อยากได้อะไรก็ได้ครบ ไม่ต้องไปหาที่ไหนเพิ่ม

ร้านเล็ก & รัตน์ซีฟู้ด เปิดขายยาวนานกว่า 30 ปี โควิด-19 พ่นพิษหนักสุด

รัตน์ (สุวรรณี สุวรรณโฆสิตกุล) เล่าให้เราฟังว่า ร้านเล็ก & รัตน์ซีฟู้ด (ชื่อของเธอกับพี่สาว) สมัยก่อนเริ่มขายกุ้งทอด แถวเยาวราชช่วงนั้นยังไม่มีอาหารซีฟู้ดขาย ตอนนั้นที่มีคือซีฟู้ดซุปเปอร์มาร์เก็ต แถวสุขุมวิทที่เดียวที่มีขนาดใหญ่สุดในกรุงเทพฯ ช่วงนั้นคนรุ่นเตี่ยมองว่า แถวนี้ซีฟู้ดยังไม่มีขาย เราเลยเริ่มหันมาขายซีฟู้ดบ้าง ช่วงแรกๆ คนมองว่าเป็นอาหารซีฟู้ดริมถนน เลยยังไม่เป็นที่นิยมเท่าไร แต่รายได้ก็พออยู่ได้ ใช้เวลาสั่งสมยาวนานถึง 15 ปีกว่าจะเป็นที่รู้จัก

บรรยากาศเยาวราชก่อนจะเจอโควิด-19 ระบาด เริ่มเงียบมาตั้งแต่ปลายปี 2019 แล้ว ลูกค้าเริ่มน้อยลง ร้านเล็ก & รัตน์ก็ยังขายอาหารซีฟู้ดต่อไปจนไม่มีลูกค้าออกมาทาน ช่วงตรุษจีน ก็มีแต่คนขาย ไม่มีคนเดิน (เป็นช่วงเดียวกับจีนที่สั่งห้ามกรุปทัวร์ออกนอกประเทศ สั่งปิดเมืองใหญ่ๆ หลายแห่ง) สถานการณ์ในช่วงที่ Lockdown ก็ค่อนข้างแย่ คนในประเทศส่วนใหญ่ก็แย่ หลายคนก็ลำบากไม่มีอะไรจะกิน

เรามีอีกร้านที่เปิดอยู่ถนนจันทน์คือ ร้านรัตน์ซีฟู้ด อยู่แถวแยกสาธุ ถนนจันทน์ เปิดมาได้ 5 ปีแล้ว ปกติเปิดเวลา 16.00น. – 04.00น. ตอนนี้เปลี่ยนมาเปิดช่วง 11.00น. – 22.00น.  ก็เริ่มมีส่ง Delivery ฟรีในระยะ 3 กิโลเมตร ถ้าไกลกว่านี้ก็คิดตามระยะทาง ช่วงที่ Lockdown จนคนตกงานกันมาก เราก็ทำกับข้าว แจกข้าว แจกน้ำให้กับคนที่ตกงานขาดรายได้ทานด้วย

รัตน์ (สุวรรณี สุวรรณโฆสิตกุล) เจ้าของร้านอาหารซีฟู้ด เล็ก & รัตน์ ย่านเยาวราช

หลังคำสั่ง Lockdown จนไม่เหลือลูกค้าเลย ร้านเล็ก & รัตน์ซีฟู้ดจึงเริ่มหยุดขายตั้งแต่ 18 มีนาคม หยุดขายอาหารราว 2 เดือนกว่า และเพิ่งเริ่มเปิดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

Lockdown ยาวนาน ลูกค้าลด รายได้หด จำเป็นต้องปลดพนักงานเพราะไม่มีรายได้

ปกติ ร้านมีลูกน้องค่อนข้างเยอะ ราว 40-50 คน ส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าว เมื่อเจอโรคระบาด เขาก็กลับบ้านไป มีทั้งคนเมียนมา คนกัมพูชา ปกติที่ร้านก็มีลูกค้าราว 50 โต๊ะต่อวัน แต่พอช่วงสถานการณ์โควิดระบาด มีลูกค้ามาไม่ถึง 10 โต๊ะ หลังหมดโควิด-19 คงจะต้องลดจำนวนพนักงานลงเพราะรายได้ถดถอยค่อนข้างมาก

แม้ตอนนี้ต้นทุนอาหารซีฟู้ดจะลดลงราว 10-15% แต่ก็ลงไม่มาก ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ยังมีเหมือนเดิม เช่น ค่าที่เก็บของ ค่าแรงคน ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า จากที่ต้องใช้พนักงานราว 40-50 คน ตอนนี้เหลือพนักงานไม่ถึง 10 คน จากเดิมที่ร้านเคยเปิดช่วงระยะเวลา 17.00น. – 03.00น. ตอนนี้ต้องเปลี่ยนเป็น 16.00น. – 22.00 น. ซึ่งบรรยากาศเยาวราชก็เงียบลงตั้งแต่ 21.00น. แล้ว เพราะคนต้องรีบกลับบ้าน กลัวกลับบ้านไม่ทันเคอร์ฟิว

ในช่วงที่เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงทางรายได้ ก็เริ่มถามความสมัครใจกับพนักงานก่อน ทางร้านมีอาหารให้ทาน 2 มื้อ แต่เราจำเป็นต้องลดค่าแรงเกิน 50% เพราะลูกค้าลดลงมากทั้งคนไทยก็ไม่กล้าเดิน ทั้งคนต่างชาติก็แทบไม่เหลือแล้ว

ลูกค้าส่วนใหญ่มีคละกันไปทั้งคนไทย คนจีน คนเวียดนาม คนกัมพูชา ไปจนถึงฝรั่ง ถ้าพูดเรื่องประเภทการทานอาหาร ถือว่าคนจีนค่อนข้างใช้จ่ายสูง พวกเขาจะชอบทานกุ้งมังกร ปู กั้ง ถ้าเป็นฝรั่ง ชาวตะวันตกมักจะชอบทานกุ้ง และดื่มเบียร์ แต่พอมีคำสั่งห้ามดื่มเบียร์ รายได้ก็ลดลงไปค่อนข้างเยอะ ขณะที่คนไทยก็เริ่มประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น  จ่ายน้อยลง มาทานอาหาร 5 คนยังทานไม่ถึง 1,000 บาทเลย

รัตน์ (สุวรรณี สุวรรณโฆสิตกุล) เจ้าของร้านอาหารซีฟู้ด เล็ก & รัตน์ ย่านเยาวราช

ช่วงที่คงคำสั่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน บรรยากาศก็ค่อนข้างเงียบเพราะคนไทยก็กลัวกลับบ้านไม่ทัน สำหรับตอนนี้ถ้ายกเลิกคำสั่งฯ ก็ต้องมานั่งวัดใจกันอีก ว่าจะมีรายได้เข้าสักกี่บาท ฝนจะตกไหม บรรยากาศมันเงียบ เงียบมากจนน่าใจหาย

รายได้เสื่อมถอย เปิดร้านก็ไม่คุ้ม เริ่มทยอยใช้เงินเก็บ อนาคตน่ากังวล

เปิดร้านก็ไม่คุ้มค่า แต่ลูกน้องบางคนก็กลับบ้านไม่ทัน ก็ต้องเปิดเพื่อให้มีลูกค้าเข้า ให้มีรายได้เข้าบ้างเพื่อจะได้มีค่าแรงให้พนักงานต่อ พนักงานก็นำไปจ่ายค่าเช่าบ้านได้อีก ถือว่าเป็นภาวะที่ทำอะไรไม่ได้ รายได้ก็แทบไม่มี อย่างน้อยเปิดร้านก็ยังมีข้าวให้พนักงานกิน มีใช้บ้างนิดหน่อย

สถานการณ์แบบนี้ รัตน์บอกว่ามีความรู้สึกกลัวอยู่ กลัวว่าจะยื้อไว้ไม่ไหว เพราะต้องเอาเงินเก็บออกมาทยอยใช้ กลัวเงินจะหมดเสียก่อน ถ้าหากเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาก็รู้สึกดีใจ แต่ก็กลัวอยู่บ้าง เพราะยังไม่มียารักษาได้ ยังกังวลอยู่ เดี๋ยวนี้แทบไม่ออกไปไหนนอกจากมาขายอาหารที่ร้านเท่านั้น

ร้านเล็ก & รัตน์ซีฟู้ด ตั้งอยู่หน้าร้านนาฬิกา ศรีทองพานิช

ปีหน้าก็ต้องลุ้นว่า อีกนานแค่ไหนสถานการณ์จะกลับมาดีขึ้น ยังรู้สึกไม่มั่นใจอนาคต เครียด หลังเจอโควิดเข้าไป สถานการณ์หนักกว่าเศรษฐกิจแย่เสียอีก ก่อนที่จะมีรัฐประหารก็ถือว่าร้านขายดีมาก ขายได้เต็มที่ แต่หลังจากรัฐประหารเป็นต้นมา เศรษฐกิจก็ค่อยๆ แย่ลง ยอดขายก็ลดลงมาตลอดต่อเนื่อง ขายไม่ค่อยได้ จนกระทั่งเจอโควิด-19 ถือว่าอยู่ในสถานการณ์สาหัส

เมื่อก่อนอาจจะขายกุ้งได้วันละกว่า 100 กิโลกรัม เดี๋ยวนี้กุ้งกว่า 15 กิโลกรัมกว่าจะขายหมดใช้เวลา 2 – 3 วัน สมัยก่อนต้องบอกว่าขายอาหารสนุก ลูกค้ามาต้องต่อแถวรอเพื่อจะทานอาหารตลอดเวลา เดี๋ยวนี้ลูกค้ามานับคนได้ มีไม่กี่โต๊ะเท่านั้น

อยากให้กำลังใจกับคนที่ประสบปัญหาเช่นกันว่า ในขณะที่เรารู้สึกว่าเราลำบาก ยังมีคนที่ลำบากกว่าเราเยอะ ถ้าเราพูดไปว่าให้สู้ ให้อดทน บางคนอาจบอกว่ามันเป็นแค่คำพูด ไม่เจอกับตัว ไม่รู้หรอก แต่ตอนนี้ก็ต้องบอกว่า ต้องอดทนอย่างเดียวจริงๆ ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด และอย่าประมาท

ขอบคุณข้อมูล: ร้านเล็ก & รัตน์ ย่านเยาวราช สุวรรณี สุวรรณโฆสิตกุล

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Facebook และ PayPal ลงทุนใน GoJek มองโอกาสเติบโตในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย

Brand Inside - 3 June 2020 - 18:21

Facebook และ PayPal สองบริษัทเทคโนโลยีจากสหรัฐ ได้ลงทุนใน Gojek แพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศอินโดนีเซีย ชี้ว่ายังมีโอกาสเติบโตจากผู้ประกอบการรายย่อย รวมไปถึงการเข้าถึงบริการทางการเงิน

Gojek Indonesiaภาพจาก Shutterstock

Facebook และ PayPal ได้ประกาศลงทุนใน Gojek บริษัทเทคโนโลยีจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีแพลตฟอร์มบริการไม่ว่าจะเป็นบริการเรียกรถ การส่งอาหาร ฯลฯ และยังเป็นแพลตฟอร์มที่เติบโตไว ที่กำลังขยายธุรกิจไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทย

สำหรับผู้ให้บริการ Social Network รายใหญ่ของโลกได้ให้เหตุผลในการลงทุนกับ Gojek ว่า การลงทุนครั้งนี้จะช่วยให้เข้าถึงผู้ประกอบการรายย่อยในอินโดนีเซีย ผ่านแพลตฟอร์ม Whatsapp และยังช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเหล่านี้สามารถเข้าถึงเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้นกว่าเดิม

นอกจากนี้ 2 บริษัทเทคโนโลยีได้มองตรงกันว่า การเข้าถึงด้านการเงินของประชากรอินโดนีเซียยังถือว่าน้อยมาก และในตัวแพลตฟอร์มของ Gojek เองก็ยังมีบริการด้านการเงิน เช่น บริการจ่ายเงิน บริการกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Wallet ในชื่อ GoPay ให้ลูกค้าของ Gojek สามารถซื้อสินค้าจากผู้ให้บริการอื่นๆ ได้ทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ Facebook เองพึ่งจะลงทุนใน Jio ซึ่งเป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของอินเดีย และยังเป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น ค้าปลีก บริการทางด้านความบันเทิง ฯลฯ

Andre Soelistyo ซึ่งเป็น CEO ของ Gojek ได้กล่าวว่า การลงทุนของ 2 บริษัทช่วยทำให้เพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายของบริษัท นั่นคือการทำให้ธุรกิจเข้าถึงโลกดิจิทัลได้มากขึ้น และยังทำให้ลูกค้าของ Gojek หลายล้านคนเข้าถึงบริการและประโยชน์ต่างๆ ที่ได้จากเศรษฐกิจดิจิทัล

อย่างไรก็ดีการลงทุนของ 2 บริษัทครั้งนี้ไม่ได้บอกมูลค่าของการลงทุนแต่อย่างใด โดยก่อนหน้านี้ Gojek มีผู้ลงทุนรายใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Alphabet บริษัทแม่ของ Google และ Tencent รวมไปถึงสถาบันการเงินจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง Mitsubishi UFJ เป็นต้น

ที่มา – Facebook, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สกัดจีน ทรัมป์เตรียมขยาย G7 เป็น G11 กระชับสัมพันธ์อินโด-แปซิฟิก เครือข่ายทรัมป์ไม่เอาจีน

Brand Inside - 3 June 2020 - 18:11

โดนัลด์ ทรัมป์ยังสร้างความร้อนแรงในเวทีระหว่างประเทศต่อเนื่อง หลังกล่าวถ้อยแถลงต้านจีน 3 ประเด็นสำคัญ ล่าสุด ยังเดินหน้าประชุมเวทีระหว่างประเทศ โดยมีเรื่องหารือหลักกับชาติพันธมิตรในประเด็นจีนเป็นหลัก

G7, G10 หรือ G11 จำนวนเท่าไรก็ได้ที่ไม่มีจีน

เดิม เวทีประชุมเศรษฐกิจระหว่างประเทศภายใต้เวที G7 หรือ Group of Seven (ประกอบด้วยแคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา) ล่าสุด ทรัมป์เริ่มแผนโดดเดี่ยวจีน ด้วยการเชิญออสเตรเลีย อินเดีย เกาหลีใต้ และรัสเซียร่วมกลุ่มประชุม G7 แม้ทรัมป์อาจจะไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าต้องการเปลี่ยนกลุ่ม G7 ให้เป็น G11 อย่างถาวร แต่ระบุว่าต้องการเชิญอีก 4 ชาติร่วมกลุ่มเพราะรู้สึกว่ากลุ่มความร่วมมือที่มีอยู่เดิม ล้าสมัยเกินไป

ทรัมป์กล่าวว่า เขาอาจจะเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำ G7 จากเดือนมิถุนายนไปเดือนกันยายน หรือไม่ก็อาจจะเป็นหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ในช่วงพฤศจิกายนไป ทรัมป์ระบุว่า มันอาจจะเป็น G10, G11 ได้ ซึ่งปีนี้สหรัฐฯ ได้เป็นประธานประชุม G7 ทำให้ทรัมป์มีอิสระในการเลือกเชิญใครมาร่วมวงประชุมก็ได้

Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา Xi Jinping ประธานาธิบดีจีน

Alyssa Farah โฆษกหญิงแห่งทำเนียบขาวระบุว่า ทรัมป์ต้องการให้เวทีประชุมสุดยอดผู้นำนี้หารือกันเรื่องจีน ซึ่งก็มีแต่ประเด็นร้อนทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นบทบาทจีนในการจัดการโควิด-19 และประเด็นฮ่องกงที่เพิ่งออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ไป ซึ่งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลียต่างก็เป็นพันธมิตรยาวนานของสหรัฐฯ

ไหนจะอินเดียที่ถือเป็นแกนกลางยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ซึ่งจีนก็ยังมีประเด็นขัดแย้งกับอินเดียเรื่องพรมแดนแถวบริเวณลาดัค (Ladakh) และรัสเซียประเทศพันธมิตรรายสำคัญของทรัมป์ท่ามกลางความสัมพันธ์อันคลุมเครือภายใต้ข่าวฉาวแทรกแซงเลือกตั้งสหรัฐฯ และยังเคยถูกขับออกจากกลุ่ม G8 กรณีความขัดแย้งในยูเครนด้วย

ทำความรู้จัก Indo-Pacific network: เครือข่ายทรัมป์ไม่เอาจีน?

ท่าทีไม่เอาจีนหรือความพยายามจะสกัดจีนออกจากเวทีระหว่างประเทศนี้ สะท้อนผ่านเครือข่ายอินโด-แปซิฟิกซึ่งเป็นแนวคิดภูมิรัฐศาสตร์ หมายถึงมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดย Gurpreet s. Khurana ซึ่งเป็นทั้งนักยุทธศาสตร์น่านน้ำ เป็นทั้งผู้อำนวยการระดับสูงแห่ง New Delhi National Marine Foundation เป็นผู้นำคำว่ายุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกมาใช้เป็นคนแรกๆ เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วผ่านการเขียนบทความใน Washington Post

Donal Trump ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ภาพจาก The White House

โดยอินโด-แปซิกฟิกนี้ เป็นการพยายามยามอ้างถึงยุทธศาสตร์ในความหมายใหม่ที่เปลี่ยนจากเอเชียแปซิฟิกที่สื่อถึงผลประโยชน์เชื่อมโยงสหรัฐอเมริกาและเอเชียตะวันออก มาเป็น Indo-Pacific ที่โดนัลด์ ทรัมป์เองพยายามจะสื่อถึงอินเดีย สหรัฐอเมริกา และชาติอื่นๆ ที่มีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยในเอเชีย

เรื่องนี้นักวิชาการจีนมองว่าเป็นความพยายามของสหรัฐฯ ที่พยายามจะเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในหมู่ประเทศพันธมิตรในอินโด-แปซิฟิกที่ต้องการต่อต้านจีน สกัดจีน ซึ่งอินโด-แปซิฟิกนี้ถูกใช้มาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 1920-1930 แล้ว โดยมี Karl Ernst Haushofer นักวิชาการด้านภูมิรัฐศาสตร์ชาวเยอรมันเป็นคนกล่าวถึงแนวคิด “Indo-Pacific” โดยสื่อถึงมหาสมุทรอินเดีย-แปซิฟิก

บ้างก็มองว่าทรัมป์พยายามจะปรับสมดุลความสัมพันธ์ใหม่ขึ้นต่อจากสมัยโอบามา (นโยบายสมัยบารัค โอบามา: Rebalance to Asia and the Pacific) ซึ่งก็มีทั้งชาติในเอเชียและแปซิฟิก อาทิ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย จีน เกาหลีใต้ รวมทั้งชาติสมาชิกอาเซียนทั้งหลาย

Mike Pompeo รัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา ภาพจาก The White House

ประเด็นความร่วมมืออินโด-แปซิฟิกนี้ Michael R. Pompeo รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาเคยระบุไว้ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ จะให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิกฟิก โดยยึดไว้เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ (ซึ่งเป็นข้อความที่ระบุไว้ในเอกสาร A Free and Open Indo-Pacific: Advancing a Shared Vision เผยแพร่เมื่อ 4 พฤศจิกายน 2019 ซึ่งทรัมป์เคยให้ความสำคัญอย่างมากตั้งแต่พฤศจิกายน 2017 ปีแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ)

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอินโด-แปซิฟิกที่เคยระบุไว้ในรายงานก็เป็นไปตามหลักการเสรีและเป็นธรรมเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นการพยายามสานสัมพันธ์เพื่อความมั่งคั่งผ่านการค้าระหว่างกันทั้งสองฝ่าย (ไม่ควรมีใครขาดดุลการค้าขณะทำการค้าระหว่างกัน) โดยเน้นถึงมูลค่าการค้าทั้งฝ่ายสหรัฐฯ และฝ่ายอินโด-แปซิฟฟิกที่มีมากถึง 1.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 60 ล้านล้านบาท) ซึ่งก็รวมถึงความสัมพันธ์ในมิติอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง การสานประโยชน์ร่วมกันอย่างหลากหลาย เป็นต้น

Indo-Pacific (อินโด-แปซิฟิก): การช่วงชิงนิยามความหมายความสัมพันธ์สหรัฐฯ ต่อประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก

เมื่อย้อนกลับไปสมัยที่โดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มขึ้นมาดำรงตำแหน่งประเทศช่วงมกราคม 2017 จากนั้นก็มีทริปเยือนเหล่าประเทศมหามิตรในเอเชีย จากนั้น คำว่า “อินโด-แปซิฟิก” ก็ถูกนำมาเรียกย้ำๆ ซ้ำๆ เพื่อจะใช้แทนที่คำว่า “เอเชีย-แปซิฟิก” จากนั้น นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างพยายามหาความหมายว่าทำไมจึงเรียกอินโด-แปซิฟิกแทนคำว่าเอเชีย-แปซิฟิก

จนนำไปสู่การวิเคราะห์เป็นเสียงเดียวกันว่า การเปลี่ยนชื่อเรียกเช่นนี้เป็นการช่วงชิงนิยามความหมาย ที่ต้องการเน้นความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ของสหรัฐฯ ต่อเหล่าประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก โดยไม่มีจีนมีบทบาทนำแบบก่อนหน้า หรือเป็นการพยายามทำให้อิทธิพลของจีนที่มีต่อเอเชีย-แปซิฟิกลดลง

Donald Trump ภาพจาก White House

ที่มา – SCMP, Nikkei Asian Review, ISPI, The White House, State Gov, Quartz, SINA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages