ผลสำรวจพบ กระแสสนใจผลิตภัณฑ์รักสิ่งแวดล้อมมาแรงในยุคโควิด: ลูกเป็นตัวเปลี่ยนพฤติกรรม

Brand Inside - 3 hours 35 min ago

ปัจจุบันกระแสการให้ความสนใจดูแลสิ่งแวดล้อมกำลังเป็นที่พูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในมุมของผู้บริโภค และผู้ประกอบการ

Kantar บริษัทวิจัยด้านข้อมูลเชิงลึกและที่ปรึกษาทางการตลาด ได้ออกรายงาน Who Cares, Who Does 2020 จากผู้บริโภค 80,000 คน ในยุโรป ลาตินอเมริกา สหรัฐอเมริกา และเอเชีย พบว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคสนใจผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยพบว่าการใช้จ่ายเงิน 1 ใน 5 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ซื้อสินค้า FMCG มาจากผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

แม้ว่าสถานการณ์ของโรคโควิด-19 จะยังคงมีความรุนแรง แต่ความจริงแล้วปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมยังคงเป็นปัญหาใหญ่ โดยพบว่าปัจจุบัน ขยะพลาสติก เป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม อยู่ในอันดับ 2

กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการลดการใช้ขยะพลาสติก ชื่นชอบผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ หรือมีประโยชน์ต่อร่างกาย (Eco-Active) มีจำนวนเพิ่มขึ้น จาก 16% เป็น 20% นับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังพบว่าตั้งแต่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ผู้บริโภค 1 ใน 5 มีนิสัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ในจำนวนนี้ 16% เน้นไปที่การริเริ่มเพื่อสิ่งแวดล้อม

ผู้บริโภคในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะสนใจ ว่าตัวเองจะสามารถช่วยลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร จากพฤติกรรมสนใจในบรรจุภัณฑ์ของสินค้าที่ซื้อรายสัปดาห์ และต้องการทางเลือกของสินค้าที่เป็นมิตรกับแวดล้อม สำหรับปัญหาขยะพลาสติก โดยผู้บริโภคกว่า 87.5% มองว่าการซื้อสินค้าที่มีการใช้บรรจุภัณฑ์ลดลง เป็นส่วนสำคัญ

ส่วนผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดที่ผลักดันให้ผู้บริโภคเกิดความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมต่อสิ่งแวดล้อม พบว่ากว่า 50% มองว่าลูก คือปัจจัยที่ส่งผลมากที่สุด ตามด้วยเพื่อน 43% และคู่ชีวิต 41%

สรุป

ปัจจุบันมูลค่าตลาดของกลุ่มคน Eco-Active ทั่วโลก มีมูลค่าถึง 3.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11.93 ล้านล้านบาท โดยผู้บริโภคกว่า 37% มองว่าผู้ผลิตมีความสำคัญมากที่สุดในการป้องกันปัญหาด้านส่งแวดล้อม แต่กลับมีผู้บริโภคเพียง 22% เท่านั้น ที่มองว่าผู้ผลิตมีผลงานในการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

ดังนั้นผู้ผลิตสินค้า หรือแบรนด์ต่างๆ ควรให้ความสนใจผู้บริโภคกลุ่ม Eco-Active ที่กำลังมีจำนวน และมูลค่าตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งในเชิงธุรกิจ และสิ่งแวดล้อม

ที่มา – ข่าวประชาสัมพันธ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ผลสำรวจพบ กระแสสนใจผลิตภัณฑ์รักสิ่งแวดล้อมมาแรงในยุคโควิด: ลูกเป็นตัวเปลี่ยนพฤติกรรม first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

หมดยุคงานแต่งใหญ่โต ผลสำรวจพบ คนอินเดียกว่าครึ่งพร้อมใจจัดงานแต่งแบบเล็กๆ เหตุเพราะโควิด

Brand Inside - 3 hours 42 min ago
Indian WeddingPhoto: Shutterstock โควิดเป็นเหตุ ทำงานแต่งคนอินเดียไม่ใหญ่โตเหมือนเดิม

ผลสำรวจชาวอินเดียกว่า 1,000 คนของ Jeevansathi เว็บไซต์จัดงานแต่งรายใหญ่ พบว่า สืบเนื่องจากวิกฤตโควิดที่ส่งผลกระทบไปทั่ว ทำให้วิธีคิดเรื่องการจัดงานแต่งของคนอินเดียเปลี่ยนไป โดยจากเดิมที่เน้นความอลังการมาสู่ความเรียบง่ายและเน้นเรื่องสุขอนามัยมากขึ้น

  • คนอินเดียเกินครึ่ง (58%) ระบุว่า เตรียมพร้อมสำหรับการจัดงานแต่งในช่วงโควิด แต่ขอจัดเป็นงานเล็กๆ มีแขกร่วมงานไม่เกิน 50 คน
  • ส่วนคนอินเดียเกือบประมาณ 1 ใน 5 (21%) เปิดเผยว่า ยังไม่พร้อมสำหรับการจัดงานแต่งในช่วงโควิด โดยขอให้สถานการณ์โรคระบาดผ่านพ้นไปก่อน
  • ที่น่าสนใจคือมีคนอินเดีย 5.5% วางแผนจะแต่งงานผ่านทางออนไลน์ (virtual wedding) ในช่วงโควิด
  • พบคนอินเดีย 5.5% เท่านั้นที่ลงความเห็นว่าเตรียมการจัดงานแต่งใหญ่โตเหมือนยุคก่อนหน้าโควิด แต่ต้องมีการป้องกันและจัดการเกี่ยวกับเรื่องสุขอนามัยให้ดี
Indian WeddingPhoto: Shutterstock

นอกจากนั้น ผลสำรวจนี้ยังได้สอบถามในฐานะที่เป็นแขกผู้เข้าร่วมงานแต่งว่ามีความพร้อมแค่ไหนในการไปร่วมพิธีงานแต่งในช่วงยุคโควิด ซึ่งปรากฎว่า

  • คนอินเดีย 56% ตอบว่า พร้อมที่จะเข้าร่วมงานแต่ง แต่ในงานต้องมีการเตรียมความพร้อมเรื่องสุขอนามัยเป็นอย่างดี
  • ส่วนที่เหลืออีก 44% มองว่า จะไม่เข้าร่วมงานแต่งใดๆ ในช่วงโควิดอย่างแน่นอน เว้นเสียแต่ว่าเป็นเพื่อนที่สนิทมากจริงๆ

ที่มา – Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post หมดยุคงานแต่งใหญ่โต ผลสำรวจพบ คนอินเดียกว่าครึ่งพร้อมใจจัดงานแต่งแบบเล็กๆ เหตุเพราะโควิด first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

วิถี New Normal ไม่จำเป็นต้องหยุดสนุก Chang ปรับกลยุทธ์จัด Music Event ให้ความสุขไม่มีขีดจำกัด

Brand Inside - 3 hours 51 min ago

ตั้งแต่เดือน ก.พ. เป็นต้นมา ประเทศไทยอยู่ท่ามกลางวิกฤตโควิด ทุกอย่างรอบตัวต้องอยู่ในการควบคุมเพื่อความปลอดภัยในสุขภาพ ทำให้กิจกรรมความบันเทิงทุกรูปแบบต้องหยุดชะงักไป เรื่องนี้ทุกคนเข้าใจและปฏิบัติร่วมกัน แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลง แนวทางปฏิบัติเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า New Normal เพื่อระวังป้องกันเรื่องของสุขภาพ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า กิจกรรมความบันเทิงจะต้องหยุด เพราะถ้ามีความคิดสร้างสรรค์แล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้

Chang มองเห็นความสำคัญเรื่อง New Normal และเริ่มต้นปรับแนวทางการวางกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นการสร้างความสนุกสนาน ผ่อนคลายให้กับความตึงเครียดตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา 

กิจกรรมแรกๆ ที่เกิดขึ้น เช่น Chang Home Football Challenge สร้างกระแสให้ทุกคนลุกขึ้นมาเล่นฟุตบอลที่บ้านในรูปแบบที่ต่างกัน ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจนติดเทรนด์ทวิตเตอร์ หรือ Chang ได้สนับสนุน Major Cineplex Drive in Theater โรงภาพยนตร์สไตล์นิวนอร์มอล เพื่อให้คนออกมาดูหนังได้

Chang Music สนุกกับเสียงดนตรี ได้ทุกที่ ทุกเวลา

อีกหนึ่งกิจกรรมที่หลายคนอาจคิดว่าน่าจะเกิดขึ้นได้ยากคือ ดนตรี เพราะตามปกติ ดนตรี คือกิจกรรมที่ต้องออกไปรวมตัว สังสรรเฮฮาร่วมกัน แต่ Chang ได้เริ่มต้นทำลายกรอบความคิดเดิมๆ

สร้างสรรค์กิจกรรมทางดนตรี สร้างความสนุกสนาน ให้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา เริ่มตั้งแต่ Chang ได้ร่วมมือกับพันธมิตร จัดแคมเปญ Chang Music Connection Presents “Good Morning Bangkok” จัดแบบ Music Live on the Way มีทั้ง บอดี้สแลม, โปเตโต้, เป๊ก ผลิตโชค และ ปาล์มมี่ ถ่ายทอดสดกิจกรรมดนตรีผ่าน 3 มีเดียแพลตฟอร์ม ได้แก่ Digital Screen ทุกมุมถนนกว่า 120 จอทั่วกรุงเทพ, คลื่นวิทยุ GreenWave 106.5 และ 94EFM และทาง Facebook Chang World ที่รับชมได้ทั่วประเทศ

ความพิเศษคือ เกิดขึ้นระหว่างเวลา 07.30-09.00 น. เพื่อให้ทุกคนได้รับความสุขผ่านเสียงดนตรีในช่วงเช้าก่อนไปทำงาน ในวันที่ 1 ก.ค. 2563 เรียกว่า ถ้าใครที่ต้องเผชิญกับการจราจรในยามเช้าระหว่างไปทำงาน อย่างน้อยก็ได้เพลิดเพลินกับดนตรีไปด้วย

Play From Home เล่นที่บ้านก็สนุกได้เหมือนกัน

นอกจากการจัดดนตรีสร้างสีสันยามเช้าแล้ว สำหรับคนที่ทำงานจากบ้าน หรือ Work From Home ก็มีแคมเปญมิวสิคออนไลน์มาตอบโจทย์ความสนุกสนานถึงบ้าน

เรียกว่าทำลายข้อจำกัดไม่สามารถจัดกิจกรรมนอกบ้านได้ ก็จัดแบบออนไลน์ส่งตรงไปถึงบ้านทุกคน เผยแพร่ผ่าน Facebook Chang World ในชื่อ Chang Music Connection #Playfromhome ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดี มีผู้ชมกว่า 6 ล้านคน

นอกจากนี้ยังมี Chang เมก้าฮิต #ลุกทุ่งฟรอมโฮม เอาใจคอลูกทุ่งทั่วประเทศ มีศิลปินลูกทุ่งชื่อดัง เช่น ไผ่ พงศธร, ลำไย ไหทองคำ, เปาวลี และ เกิร์ลกรุ๊ป อย่าง เจน นุ่น โบว์ มีผู้ชมกว่า 12 ล้านคน

 

และด้วยการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ทำให้เกิด Chang เมก้าฮิต เฟส 2 ตามมาแบบยิ่งใหญ่

นี่คือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสร้างสรรค์ และไม่ยอมหยุดนิ่ง ไม่ปล่อยให้อุปสรรค มาหยุดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อสร้างความสุขให้กลุ่มลูกค้า เมื่อยังมีข้อจำกัดเรื่อง On Ground ก็จัด ​Online ได้

คอนเสิร์ตรูปแบบใหม่ นิวนอร์มอลสไตล์ไทย บนรถตุ๊กตุ๊ก

หลังจากจัดงานรูปแบบออนไลน์ ซึ่งประสบความสำเร็จแล้ว เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนเร่ิมกลับมาจัดกิจกรรมได้ Chang ไม่รอช้า ร่วมกับพันธมิตรจัด Amzing Thailand TUK TUK Festival Powered By Chang Music Connection ตอนรับการกลับมาใช้ชีวิตรูปแบบใหม่

งานนี้เป็นคอนเสิร์ตแบบ Drive in โดยใช้กิมมิคเป็น รถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของโลก จัดเต็มบรรยากาศ แสงสีเสียง พร้อมศิลปินอย่าง โปเตโต้, ปาล์มมี่, โจอี้ บอย, สแตมป์ อภิวัชร์ และอีกมากมายมาสร้างสีสันความสนุกแบบเต็มอิ่ม

และแน่นอนว่า ยังคงคอนเซ็ปต์เว้นระยะห่าง Social Distancing มีมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัยแบบเคร่งครัด ซึ่งการนำรถตุ๊กตุ๊กกว่า 200 คันมาใช้พาทุกคนเข้าสู่งาน เป็นทั้งการอำนวยความสะดวก รักษาระยะห่าง ให้ทุกคนสนุกสนานได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา

งานนี้นอกจากความสนุกสนานแบบเต็มอิ่ม ยังถือเป็นครั้งแรกในการร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ สร้างมาตรฐานการจัดคอนเสิร์ตรูปแบบใหม่ และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจัดงานคอนเสิร์ตได้อีกด้วย

สรุป

Chang ใช้ความคิดสร้างสรรค์ปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ และไม่ยอมให้อุปสรรคมาเป็นข้อจำกัดในการทำตลาดและการเดินหน้าส่งมอบความสุขให้กลุ่มลูกค้า ดังนั้นจึงเห็นการทำกิจกรรมดนตรี นำทีมโดย Chang Music Connection ที่มีอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดปีนี้แน่นอน แถมน้องใหม่แกะกล่อง อย่าง Chang เมก้าฮิต เอาใจคอเพลงหลากหลายแนว ที่มีกิจกรรมทั้ง Online และ On Ground ที่รับรองได้ว่าสนุก และเน้นย้ำความสำคัญเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยทางสุขอนามัยเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจอีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post วิถี New Normal ไม่จำเป็นต้องหยุดสนุก Chang ปรับกลยุทธ์จัด Music Event ให้ความสุขไม่มีขีดจำกัด first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

CLSA ชี้ 6 อุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยกำไรฟื้นตัวเท่ากับปี 2019 อาจต้องรออย่างต่ำ 2 ปี

Brand Inside - 8 hours 18 min ago

บทวิเคราะห์หุ้นไทยจาก CLSA มองว่าหลายๆ อุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยเองอาจต้องรอถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อยที่กำไรจะฟื้นตัวกลับมาเท่ากับในช่วงปี 2019 ได้

Bangkok Thailand กรุงเทพภาพจาก Shutterstock

บทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ CLSA มองว่า 10 อุตสาหกรรมในไทยต้องรอถึงปี 2021 เป็นอย่างน้อยที่กำไรจะฟื้นตัวเท่ากับช่วงก่อน COVID-19 นอกจากนี้ CLSA ยังมองว่าการฟื้นตัวของกำไรในอุตสาหกรรมหลายๆ แห่งที่จะฟื้นตัวในรูปแบบตัว V ในปี 2021 นั้นเป็นเรื่องที่น่าสงสัย แม้ว่าสภาพเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวแล้วก็ตาม และรวมไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการคลังจากรัฐบาลและทางด้านการเงินจากธนาคารแห่งประเทศไทย

CLSA ยังมองว่าในแต่ละภาคอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยถ้าหากจะรอให้ระดับกำไรกลับมาเท่ากับในช่วงของปี 2019 นั้นอาจต้องรอจนถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อย โดยที่เงื่อนไขคือต้องไม่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 จนทำให้เกิดการล็อกดาวน์อีกครั้ง ได้แก่

  • ภาคการเงิน – CLSA มองว่าต้นทุนการเงินจะเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดในปีนี้และปีหน้า
  • อสังหาริมทรัพย์

ขณะที่ 4 อุตสาหกรรมที่ต้องรอหลังปี 2022 เป็นต้นไปที่ CLSA คาดไว้ ในเงื่อนไขคือไม่มีการแพร่ระบาดเพิ่ม ได้แก่

  • โรงแรม
  • การขนส่ง
  • การแพทย์
  • ธุรกิจสื่อ – เป็นอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างฟื้นตัวได้ช้ากว่าคนอื่น และมีปัจจัยกระทบมาก

นอกจากนี้ยังมีอีก 4 อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะฟื้นในปีหน้า

  • ค้าปลีก
  • ปิโตรเคมี
  • โทรคมนาคม – ปริมาณการใช้ Data เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จะลดผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่หายไป
  • อุตสาหกรรมวัสดุพื้นฐาน – ด้วยราคาน้ำมันที่ทรงตัวในช่วงนี้คาดว่ากำไรจะฟื้นได้ในปีหน้า
  • รับเหมาก่อสร้าง – จากปัจจัยกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในเร็วๆ นี้

แต่หุ้นไทยก็ยังมีข่าวดีเมื่อมี 2 อุตสาหกรรมที่คาดว่ากำไรจะฟื้นในปีนี้ได้แก่

  • โรงไฟฟ้า – ได้ประโยชน์จากการซื้อกิจการ หรือลงทุนในต่างประเทศ
  • ธุรกิจอาหาร

CLSA ยังมองว่ากำไรที่ฟื้นตัวในโมเดลที่วิเคราะห์ไว้นั้นค่อนข้างจะมองแบบอนุรักษ์นิยมมากกว่านักวิเคราะห์จากสถาบันการเงินอื่นๆ ที่มองกัน ขณะเดียวกันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเองนั้นก็จะช่วยให้หลายๆ ภาคอุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยได้รับผลประโยชน์ด้วย เช่น ค้าปลีก ฯลฯ

ขณะที่มุมมองในกลุ่มประเทศใน ASEAN นั้นทาง CLSA มองว่าอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคจะฟื้นตัวไวสุด ท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากสุดและฟื้นตัวช้าสุด ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นการสั่งของผ่าน E-commerce เป็นต้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post CLSA ชี้ 6 อุตสาหกรรมในตลาดหุ้นไทยกำไรฟื้นตัวเท่ากับปี 2019 อาจต้องรออย่างต่ำ 2 ปี first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

CP ร่วมมือบริษัทเกาหลี ยกระดับอุตสาหกรรม Logistic ด้วยเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า

Brand Inside - 10 hours 29 min ago

ตอนนี้หลายองค์กรให้ความสำคัญกับการรักสิ่งแวดล้อม และล่าสุดกลุ่ม CP ได้เซ็น MOU กับบริษัทขนส่งพัสดุจากเกาหลี Hyundai Glovis เพื่อนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาลดการปล่อยมลพิษเวลาขนส่งสินค้า

7-Eleven เซเว่น อีเลฟเว่นภาพจาก Shutterstock ยกระดับธุรกิจ และลดการปล่อยมลพิษ

กลุ่ม CP นำโดย ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ ได้เซ็น MOU กับ Hyundai Glovis เพื่อนำเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ในรถบรรทุกแบบต่างๆ มาใช้งานเพื่อกระจายสินค้ากับร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ถือเป็นครั้งแรกในการใช้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าในการขนส่งพัสดุ

สำหรับรายละเอียดของความร่วมมือนี้ ทั้งสองบริษัทจะเริ่มทดสอบใช้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าภายในสิ้นปี 2563 และทาง Hyundai Glovis มีความเชื่อว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้การขนส่งพัสดุรักสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และช่วยสร้างความแข็งแกร่งในการทำตลาดทั้งในอาเซียน และตลาดโลก

ก่อนหน้านี้ตลาดการใช้เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าในการขนส่งพัสดุเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น เพราะช่วยประหยัดต้นทุน และลดมลพิษจากการปล่อยก๊าซคาร์บอน ทำให้มีทั้งค่ายผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิม และ Startup หน้าใหม่เร่งพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้สำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะ

ขณะเดียวกันเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับยังเป็นอีกเทคโนโลยีที่ถูกให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะทำให้การขนส่งพัสดุมีประสิทธิภาพขึ้นอัตโนมัติ ดังนั้นต้องติดตามกันว่าอนาคตของความร่วมมือข้างต้นจะพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับด้วยหรือไม่

สรุป

รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีผลกับตลาดรถยนต์นั่ง และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ แต่ด้วยต้นทุนทางเทคโนโลยีที่ยังสูงอยู่ ทำให้หลายองค์กรยังไม่พร้อมเปลี่ยนแปลง ทำให้การสร้างความร่วมมือ และทดลองใช้งานเพื่อเพิ่มความเข้าใจกับเทคโนโลยีนี้คืออีกหัวใจสำคัญในการพัฒนาตลาดนี้ไปสู่อนาคต

อ้างอิง // Korea Herald

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post CP ร่วมมือบริษัทเกาหลี ยกระดับอุตสาหกรรม Logistic ด้วยเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

แพลน บี ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแอพตามรถประจำทาง ViaBus – เพิ่มเงินลงทุนแอพ BNK48

Brand Inside - 10 hours 58 min ago

PLANB ได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าบริษัทได้เข้าลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนเจ้าของแอพพลิเคชั่นติดตามรถเมล์ในกรุงเทพมหานครอย่าง ViaBus รวมไปถึงเพิ่มเงินลงทุนในแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องกับวงไอดอลอย่าง BNK48

Bus Stop Bangkok Thailand ป้ายรถเมล์ กรุงเทพมหานครภาพจาก Shutterstock

บมจ. แพลน บี มีเดีย ได้แจ้งกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า บริษัทได้เข้าลงทุนในบริษัท เวียร์ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของแอพพลิเคชั่นติดตามรถเมล์ในกรุงเทพมหานครอย่าง ViaBus ด้วยสัดส่วน 15% มูลค่าการลงทุน 3.75 ล้านบาท โดยการลงทุนดังกล่าวนั้นจะช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจในการดำเนินการศาลาที่พักผู้โดยสารรถประจำทาง (Smart Bus Shelter) ในอนาคต

นอกจากนี้บริษัทยังได้อนุมัติให้ บริษัท อินดิเพนเด้นท์ อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ จำกัด เข้าลงทุนในหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท ทาเลนท์คอนเนคท์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของแอพพลิเคชั่น iAM48 เพื่อเป็นการสร้างโอกาสการขยายธุรกิจสื่อบันเทิง เกมส์ และข่าวสารของวง BNK48 ผ่านดิจิตัลแพลตฟอร์มออนไลน์ เป็นมูลค่า 20 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 66.67%

สำหรับ บริษัท อินดิเพนเด้นท์ อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ จำกัด นั้นทาง แพลน บี มีเดีย ได้ถือหุ้นในสัดส่วน 35% โดยธุรกิจหลักคือ ธุรกิจ Idol Management ภายใต้โมเดล AKB48 จากประเทศญี่ปุ่น เช่น BNK48

ที่มา – ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย [1], [2]

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post แพลน บี ซื้อหุ้นเพิ่มทุนแอพตามรถประจำทาง ViaBus - เพิ่มเงินลงทุนแอพ BNK48 first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

AirAsia ญี่ปุ่นประกาศยกเลิกทุกเที่ยวบินในเดือนตุลาคม เหตุเพราะมีผู้โดยสารใช้บริการน้อย

Brand Inside - 11 hours 5 min ago
AirAsia แอร์เอเชียPhoto: Shutterstock หยุดทุกเที่ยวบินในเดือนตุลาคม

AirAsia ญี่ปุ่นประกาศยกเลิกเที่ยวบินทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมจนถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2020 เหตุเพราะมีผู้โดยสารใช้บริการต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารที่ทำการจองเที่ยวบินไว้แล้วสามารถทำเรื่องขอเงินคืนได้

โฆษกของ AirAsia ญี่ปุ่น ระบุด้วยว่า ทางบริษัทจะทำการพิจารณาถึงแผนการดำเนินงานอีกครั้งหลังวันที่ 24 ตุลาคมเมื่อสายการบินกลับมาให้บริการอีกครั้ง

เมื่อไม่นานมานี้ Tony Fernandes ซีอีโอ AirAsia ได้ให้สัมภาษณ์กับ Reuters โดยเปิดเผยว่า เขากำลังคิดหนักกับการดำเนินธุรกิจของ AirAsia ในญี่ปุ่น

“ถ้าเรามีเงินทุนมหาศาล แน่นอนว่าเราคงดำเนินกิจการต่อ (ไม่หยุดชะงัก เช่น ประกาศยกเลิกเที่ยวบินอย่างในครั้งนี้) ผมคิดว่าเราจะทำการตัดสินใจกับ AirAsia ในญี่ปุ่นเร็วๆ นี้”

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post AirAsia ญี่ปุ่นประกาศยกเลิกทุกเที่ยวบินในเดือนตุลาคม เหตุเพราะมีผู้โดยสารใช้บริการน้อย first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Yelp เผยข้อมูล ธุรกิจที่ปิดกิจการในช่วงโควิดระบาด ราว 60% อาจต้องปิดถาวร 

Brand Inside - 12 hours 58 min ago

Yelp เผยรายงาน Economic Average ธุรกิจในสหรัฐฯ ที่ปิดกิจการไปเมื่อช่วงโควิด-19 ระบาดอย่างหนักหน่วง มีแนวโน้มปิดกิจการถาวร

Photo by Jason Leung on Unsplash

ช่วงปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา Yelp ระบุว่ามีธุรกิจปิดตัวลงราว 163,735 แห่ง ลดลงจากช่วงที่มีโรคระบาดช่วงแรกๆ อยู่ที่ 180,000 แห่ง แต่ก็มีอัตราที่สูงขึ้น 23% ถ้าเทียบจากเดือนกรกฎาคม 

ทั้งนี้ Yelp ระบุว่าธุรกิจเหล่านี้มีแนวโน้มปิดตัวถาวร จำนวนของธุรกิจที่ปิดตัวในรอบหกเดือนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ราว 97,996 แห่ง หรือประมาณ 60% พบว่าธุรกิจอาจไม่กลับมาเปิดทำการใหม่ ถือว่ามีอัตราที่เพิ่มขึ้น 34% สำหรับกิจการที่จะปิดถาวรนับตั้งแต่รายงานไว้ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา โดยรายงานของ Yelp ในเดือนกันยายนระบุว่า ตั้งแต่ช่วงมีนาคมยาวไปอีก 6 เดือนถือเป็นช่วงวิกฤตของธุรกิจต่างๆ 

อย่างไรก็ดี Yelp พบว่า ธุรกิจขนาดเล็กแม้จะถูกโควิดโจมตีอย่างหนักหน่วง แต่ธุรกิจท้องถิ่น เช่น การให้บริการด้านยานยนต์นั้นกลับประคองตัวเองได้ดีกว่าหลายอุตสาหกรรมด้วยกัน ข้อมูลชี้ใเห้เห็นว่า แนวโน้มที่ลูกค้าส่วนใหญ่เลือกที่จะอยู่บ้าน โดยธุรกิจที่ให้บริการอาทิ การตกแต่งสวน การทำสัญญา ทนายความ การให้บริการยานยนต์ เหล่านี้ล้วนมีการปิดกิจการในอัตราที่ต่ำกว่าค้าปลีกเสื้อผ้าหรือธุรกิจตกแต่งบ้าน 

Photo by Kenny Luo on Unsplash

Justin Norman รองประธาน Yelp ระบุว่า ลูกค้ายังต้องการรับบริการอยู่ อัตราการให้บริการการให้คำปรึกษาแบบเสมือนจริง ที่มีการเว้นระยะห่างจากสังคม และไร้การสัมผัส ธุรกิจเหล่านี้จะมีความยืดหยุ่นในช่วงที่เกิดโรคระบาด 

ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ร้านอาหาร บาร์ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตยามค่ำคืนล้วนได้รับผลกระทบอย่างหนักหลังเจอมาตรการที่เป็นข้อจำกัดอย่างเข้มงวด ร้านอาหารราว 32,109 แห่งปิดตัวและราว 61% ถูกทำให้ต้องปิดตัวถาวร ร้านอาหารที่สามารถนำอาหารกลับไปทานที่บ้านได้จึงมีแน้วโน้มที่จะยืดหยุ่นกว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐ​ฯ อาจทำให้ร้านค้าต่างๆ ต้องปิดตัวถาวรได้

หลากหลายธุรกิจอาจไม่สามารถฟื้นฟูได้ในระยะเวลาอันสั้น Norman ระบุว่า ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคือธุรกิจที่ปรับตัวได้ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นนอนสำหรับ 6 เดือนที่ผ่านมาา พบว่า เป็นธุรกิจที่ทำงานอย่างหนัก นำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของท้องถิ่น

ที่มา – CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Yelp เผยข้อมูล ธุรกิจที่ปิดกิจการในช่วงโควิดระบาด ราว 60% อาจต้องปิดถาวร  first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

หลังสหรัฐฯ แบน: H&M ประกาศ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตจีนที่บังคับใช้แรงงานในซินเจียง

Brand Inside - 13 hours 48 min ago

H&M เริ่มแล้ว ค้าปลีกแฟชั่นยักษ์ใหญ่สัญชาติสวีเดนระบุว่า ไม่ได้ทำงานกับโรงงานผลิตสิ่งทอในซินเจียงและจะไม่ใช้วัตถุดิบจากพื้นที่แห่งนี้แล้ว 

H&M, เอชแอนด์เอ็ม, Hennes & Mauritz ภาพจาก H&M

ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ความสัมพันธ์ที่ขัดแย้งระหว่างจีน-สหรัฐฯ สร้างปัญหาให้กันและกันมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุด H&M ที่ถือเป็นแบรนด์แฟชั่นค้าปลีกขนาดใหญ่ก็ออกมาเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่ายุติความสัมพันธ์กับผู้ผลิตใยสังเคราะห์จากจีน เนื่องจากมีข้อมูลเผยแพร่ออกมาว่า มีการบังคับใช้แรงงานจากกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในมณฑลซินเจียงซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตรายใหญ่ 

ทั้งนี้ รายงานจากสถาบัน think tank อย่าง ASPI (Australian Strategic Policy Institute) ที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า H&M คือหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับประโยชน์จากการบังคับใช้แรงงานผ่านผู้ผลิตเส้นด้าย dyed yarn (เส้นด้ายที่ผ่านกระบวนการย้อมสีก่อนนำไปทอผ้าต่อ มีราคาสูงเพราะบวกราคาย้อมสีไปแล้ว) 

ทั้งนี้ H&M ระบุว่าไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับโรงงาน Huafu ใน Anhui ที่อยู่ในซินเจียง ตามลิสต์ที่มีการเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่ามีการบังคับใช้แรงงาน แต่  H&M ก็ยอมรับว่าเกี่ยวข้องทางอ้อมกับ Shangyu ใน Zhejiang ซึ่งก็เป็นของ Huafu Fashion แต่ H&M ก็ยืนยันว่า Shangyu ไม่ได้มีการบังคับใช้แรงงาน

ขณะเดียวกันกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่า ชาวอุยกูร์กว่าล้านคนถูกทรมานในค่ายปรับทัศนคติในจีน (political re-education camps) รัฐบาลสหรัฐฯ ก็เคยเผยแพร่รายงาน The Chinese Communist Party’s Human Rights Abuses in Xinjiang มาก่อน

กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในซินเจียง โดยระบุว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้ค่ายเพื่อกักกันชาวอุยกูร์ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก และสามาชิกชนกลุ่มน้อย Turkic Muslim ในซินเจียง จีน 

มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลากหลายรูปแบบ ทั้งบังคับใช้แรงงาน ทรมานร่างกาย ล่วงละเมิดทางเพศ สอดแนมตลอดเวลา และยังทำให้ครอบครัวแตกแยก ไปจนถึงกดปราบการแสดงออกถึงความเชื่อทางศาสนาและวัฒนธรรมของชาวอุยกูร์และสมาชิกฯ บังคับให้คุมกำเนิดด้วย และมาตรการเข้มข้นที่จะทำให้ไม่สามารถขยายครอบครัวต่อไปได้

H&M, เอชแอนด์เอ็ม, Hennes & Mauritz ภาพจาก H&M 

ทั้งนี้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศข้อจำกัดในการนำเข้าเสื้อผ้า ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับเส้นผม และสินค้าเทคโนโลยีต่างๆ ที่มาจากบริษัทจีน โดยเฉพาะสินค้าที่บังคับใช้แรงงานในมณฑลซินเจียงด้วย นี่อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ H&M ต้องออกมาประกาศชัดเจนว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับบริษัทที่เข้าข่ายบังคับใช้แรงงานในจีน ทั้งนี้ก็เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนจากการพยายามแบนสินค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกันก็พยามสร้างความมั่นใจกับผู้บริโภคว่าแบรนด์ไม่ได้ผลิตจากแรงงานที่ถูกบังคับและทรมานในซินเจียง

ที่มา – South China Morning Post, The New York Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post หลังสหรัฐฯ แบน: H&M ประกาศ ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตจีนที่บังคับใช้แรงงานในซินเจียง first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

สหรัฐฯ มั่นใจ โลกตื่นแล้ว โลกเปลี่ยนไปแล้วเมื่อเห็นจีนเป็นภัยคุกคาม

Brand Inside - 16 September 2020 - 21:27

นักการทูตอเมริกันระดับสูงพูดถึงการดำเนินนโยบายต่างประเทศของจีนที่สะท้อนให้เห็นความเห็นแก่ตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนในซินเจียง การพยายามอ้างสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ การผิดสัญญาและเปลี่ยนกฎหมายความมั่นคงใหม่ในฮ่องกง การจารกรรมข้อมูล การละเมิดลิขสิทธิ์ และอีกหลายกรณีด้วยกัน การกระทำเช่นนี้ของจีน ทำให้หลายประเทศมองว่าจีนเห็นแก่ตัวพยายามครอบงำโลก ดังนั้น จึงทำให้มีหลายฝ่ายสนับนุนจุดยืนสหรัฐฯ มากกว่าที่จะอยู่ฝั่งเดียวกับจีน 

Secretary Pompeo: President Trump is committed to making sure that we hold China accountable for this virus now destroying hundreds of thousands of lives all across the world and billions of dollars in wealth. We will hold the Chinese Communist Party accountable for that. // U.S. Department of State

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจโลกก็มีแต่เสื่อมกับทรุดลงเรื่อยๆ ทั้ง Mike Pompeo รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ และ Wang Yi ต่างปะทะฝีปากกันผ่านสื่อตลอด ในที่นี้ก็รวมถึงโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน Lijian Zhao และฝั่งสหรัฐฯ ไม่ได้มีแค่ Pompeo เท่านั้น แต่มีทั้งโดนัลด์ ทรัมป์ ทั้งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงไม่ว่าจะเป็น William Baar รัฐมนตรียุติธรรม, Rober C. O’Brien ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติ ไปจนถึง Christopher A. Wray ผู้อำนวยการ FBI ล้วนดาหน้าออกมาโจมตีจีนต่อเนื่อง 

Mike Pompeo รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวกับ Atlantic Council ซึ่งเป็นสถาบัน think tank ในวอชิงตันว่า โลกได้ตื่นขึ้นแล้ว ในความคิดของเขา สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เขาคิดว่ามันการเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังมากสำหรับมุมมองที่โลกมีต่อภัยคุกคามที่มาจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน 

WASHINGTON, DC – MAY 23: U.S. Secretary of State Mike Pompeo (R) and Chinese Foreign Minister Wang Yi hold a brief news conference in the Benjamin Franklin Room at the State Department’s Harry S. Truman headquarters building May 23, 2018 in Washington, DC. Pompeo is also meeting with German Foreign Minister Heiko Maas and Japanese Foreign Minister Taro Kono later in the day. (Photo by Chip Somodevilla/Getty Images)

Pompeo ยังยืนยันคำเดิมที่เคยกล่าวไว้ว่าจีนมีแรงปรารถนาอยากเป็นมหาอำนาจครอบงำโลกและยังพูดถึง Xi Jinping ว่าเคยพูดถึงการทำให้ชาติทันสมัยขึ้น Pompeo กล่าวว่า Xi ไม่ได้พูดถึงพรรค แต่กำลังพูดึถึงอาณาจักรกลาง ซึ่งมีแกนไอเดียคือความเป็นชาตินิยม ชาตินิยมจีน และแนวคิดมาร์กซิสต์-เลนินนิสต์ที่อยู่ภายใต้ระบอบการปกครองของจีน และยังคงพูดถึงความไม่เป็นธรรมที่สหรัฐฯ ได้รับมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการค้าไม่เท่าเทียมไปจนถึงเทคโนโลยี 5G เป็นต้น

อย่างไรก็ดี รายงานจาก Soft Power 30 index ได้จัดอันดับประเทศที่ติดอันดับจากตัวชี้วัดที่มีรัฐบาล การเกี่ยวพันทางการทูตกับประเทศต่างๆ การศึกษา ความสามารถในการดึงดูดประเทศต่างให้เข้าไปลงทุน วัฒนธรรม การทูตดิจิทัล พบว่าสหรัฐฯ มีอันดับ Soft Power ที่ตกต่ำลง

  • สหรัฐฯ: ปี 2015 อันดับที่ 3, ปี 2016 อันดับที่ 1, ปี 2017 อันดับที่ 3, ปี 2018 อันดับที่ 4, ปี 2019 อันดับที่ 5
  • จีน: ปี 2015 อันดับที่ 30, ปี 2016 อันดับที่ 28, ปี 2017 อันดับที่ 25, ปี 2018 อันดับที่ 27, ปี 2019 อันดับที่ 27

ถ้าเทียบการจัดอันดับของทั้งสองประเทศย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2015 จะเห็นว่า สหรัฐฯ อยู่อันดับต้นๆ ของโลก แต่ก็มีอันดับที่ลดต่ำลงต่อเนื่อง หมายความว่าอำนาจที่เป็น Soft power ของสหรัฐฯ​ ค่อยๆ เสื่อมถอยลงภายใต้การนำของผู้นำประเทศ ขณะที่จีนนั้น อยู่ในอันดับที่ต่ำสุดต่อเนื่อง แต่ค่อยๆ พัฒนาดีขึ้นและเริ่มตกต่ำเช่นเดิมในปี 2018-2019 เช่นกัน ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่มีความขัดแย้งกับหลากหลายประเทศทั้งจีนและสหรัฐฯ 

Secretary of State Michael R. Pompeo holds a Town Hall Meeting on the Report of the Commission on Unalienable Rights, at the U.S. Department of State in Washington, D.C., on September 9, 2020. [State Department photo by Freddie Everett/ Public Domain]นอกจากนี้ ผลสำรวจจาก Pew Research ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาพบว่า 13 ประเทศในยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ 15% เชื่อว่าสหรัฐฯ จัดการโรคระบาดได้ดีในสัดส่วนที่สูงกว่าสหรัฐฯ ขณะที่ 37% มองว่าจีนจัดการดี ส่วน WHO จัดการโรคระบาดได้ดีอยู่ที่ 64%

ล่าสุด จีนก็เพิ่งจะโต้กลับหลังจากที่สหรัฐฯ โจมตีต่อเนื่องยาวนาน ด้วยการกำหนดเงื่อนไขสำหรับกิจการทางการทูตของสหรัฐฯ ใหม่ Greta Nabbs-Keller นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Queensland จากออสเตเลียระบุว่า มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการปะทะกันทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และจีนบริเวณทะเลจีนใต้

ที่มา – South China Morning Post, SoftPower30 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post สหรัฐฯ มั่นใจ โลกตื่นแล้ว โลกเปลี่ยนไปแล้วเมื่อเห็นจีนเป็นภัยคุกคาม first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Gojek เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ สั่งอาหาร-เรียกรถ-ส่งของ หวังสร้างอิมแพคโต 10 เท่า

Brand Inside - 16 September 2020 - 17:34

เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Get ในประเทศไทย ประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น Gojek ตามบริษัทแม่ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยในปัจจุบัน Gojek เปิดให้บริการแล้วใน 4 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และไทย

ภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Gojek ประเทศไทย

โดยการเปลี่ยนชื่อจาก Get เป็น Gojek เป็นกลยุทธ์ในระยะยาวของบริษัทที่ต้องการสร้างผลกระทบในเชิงบวกพร้อมกับการสร้างนวัตกรรม ซึ่งก่อนหน้านี้ในประเทศเวียดนาม GoViet ก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Gojek ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา

วันนี้ Gojek ได้เริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตั้งเวลาเวลา 6.00 น. ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 4 บริการหลัก คือ บริการส่งอาหาร (GoFood) บริการเรียกรถจักรยานยนต์ (GoRide) บริการรับส่งพัสดุ (GoSent) และบริการ E-Wallet (GoPay)

ภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ Gojek ประเทศไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนรีแบรนด์จาก Get เป็น Gojek จะช่วยให้ทุกๆ ตลาด ใช้แอปพลิเคชันเดียวกัน ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด สร้างการจดจำในแบรนด์เดียวกัน โดยคาดว่าการรีแบรนด์จะใช้เวลาไม่นาน ไม่เกิน 6 เดือน เพราะ Gojek เป็นแบรนด์ที่คนไทยรู้จัก โดยเฉพาะจากข่าวต่างประเทศอยู่แล้ว ดังนั้นคาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการสร้างการรับรู้ของ Gojek

และแม้ว่า Get จะเปลี่ยนเป็น Gojek แต่ภิญญา เล่าว่า การบริหารยังคงมีความเป็น Local อยู่เช่นเดิม เช่นเดียวกันกับตัวแอปพลิเคชัน ที่แม้จะมีความเป็น Global แต่ไส้ใน มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับประเทศไทยเหมือนเดิม (Localization) ส่วนเป้าหมายในปีนี้อยากเติบโตขึ้นแบบก้าวกระโดด จากที่แต่ก่อนมองเป้าหมายไว้ที่กรุงเทพมหานครเป็นหลัก แต่ตอนนี้อยากสร้าง Impact 10 เท่าของปัจจุบัน

ในขณะนี้มีผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน Get เดิม ย้ายมาใช้ Gojek แล้วหลักแสนราย ในช่วงการเปิดให้ลงทะเบียนเป็นระยะเวลา 15 วัน ส่วนฐานลูกค้าในแต่ละประเทศนั้น Gojek มองว่า สัดส่วนลูกค้าจะแบ่งเป็น ประเทศอินโดนีเซีย 50% และประเทศอื่นๆ ที่เหลืออีก 50%

โดย Gojek มีโปรโมชันในช่วงเปิดให้บริการ สำหรับบริการ GoFood มีคูปองส่วนลดสูงสุด 2,500 บาทให้กับผู้ใช้ใหม่ ดีลส่วนลดค่าอาหารสูงสุด 50% ส่วนบริการ GoRide ผู้ใช้สามารถเก็บคูปองส่วนลดมูลค่า 12 บาท สูงสุด 5 ใบ เพื่อทดลองเรียกใช้บริการรถจักรยานยนต์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Gojek เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการ สั่งอาหาร-เรียกรถ-ส่งของ หวังสร้างอิมแพคโต 10 เท่า first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

ชวนฟัง Krungsri Plearn เพลิน PODCAST เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องง่าย ฟังได้เพลินๆ

Brand Inside - 16 September 2020 - 16:45

ถ้าความรู้ทางการเงินเป็นเรื่องยาก ไม่รู้จะหาข้อมูลจากเว็บไซต์ไหนดี ไม่รู้ว่าข้อมูลที่มีเก่าใหม่แค่ไหน แถมไม่รู้ด้วยว่าข้อมูลที่หาเจอนั้นถูกต้องหรือเปล่า เชื่อว่าหลายๆ คนคงมีปัญหาแบบนี้ แต่ความจริงแล้วเรื่องการเงิน ก็ไม่ได้เป็นเรื่องยากเสมอไป ชวนฟัง PODCAST ทางการเงินรายการใหม่จาก Krungsri Plearn เพลิน PODCAST

รายการ PODCAST ทางการเงินจากกรุงศรี จะช่วยคลายความสงสัย ตอบปัญหาด้านการเงิน และการใช้ชีวิต แก้ปัญหาความยากเรื่องการเงินที่เคยเป็น ที่มีข้อมูลเยอะ ศัพท์ยาก อ่านไม่เข้าใจ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย ฟังได้แบบเพลินๆ ทั้งเรื่องการเงิน ประสบการณ์การใช้ชีวิต และไลฟ์สไตล์จากแขกรับเชิญที่เป็นที่รู้จัก 

“กรุงศรีมองเห็นอะไรในตลาด และ อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้กรุงศรี เริ่มต้นทำ PODCAST ครั้งนี้” 

Brand Inside พาไปคุยกับ มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานบริหารแบรนด์และการตลาดองค์กร ของกรุงศรี เพื่อหาคำตอบกัน

จุดเริ่มต้น Plearn เพลิน by Krungsri GURU

มิ่งขวัญ พัฒนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานบริหารแบรนด์และการตลาดองค์กร ของกรุงศรี เล่าถึงที่มาของ Krungsri Plearn เพลิน PODCAST ว่าก่อนหน้านี้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ กรุงศรี มี Plearn เพลิน by Krungsri GURU เป็นช่องทางในการให้ความรู้ด้านการเงิน และการใช้ชีวิตมาอย่างยาวนาน จนถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 6 แล้ว ด้วยรูปแบบคอนเทนต์ที่เป็นบทความ อ่านง่าย อ่านได้เพลินๆ ตามชื่อ เพื่อให้ความรู้ด้านการเงินอย่างยั่งยืนกับผู้อ่าน 

ตามสโลแกนของกรุงศรีที่หลายๆ คน คงหุ้นหูคุ้นตา “เรื่องเงิน เรื่องง่าย” โดยในครั้งนี้มาด้วยคอนเซ็ปต์ กรุงศรีอยู่นี่นะ #ความห่วงไม่เคยห่าง ที่ต้องการเป็นเหมือนคนที่คอยอยู่เคียงข้างให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการเงิน และการใช้ชีวิตของคนไทยอยู่ไม่ห่าง

โดยคอนเทนต์ของ Plearn เพลิน by Krungsri GURU ไม่ได้มีแค่คอนเทนต์ด้านการเงิน ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของกรุงศรี ที่เป็นสถาบันการเงินเท่านั้น แต่ยังมีคอนเทนต์ด้านธุรกิจ ไลฟ์สไตล์ และนวัตกรรมอีกด้วย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้อ่านทุกๆ กลุ่ม โดยเฉพาะบทความที่เกี่ยวกับการยื่นภาษี เศรษฐกิจพอเพียง การเล่นหุ้นสำหรับมือใหม่ และการคำนวณค่าใช้จ่ายเพื่อผ่อนรถยนต์ เป็นบทความที่ได้รับความนิยมมาก

ยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้คนทั่วๆ ไป ต้องการหาข้อมูลที่เกี่ยวกับการเงินมากขึ้น เพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีหนี้ ต้องการหาทางบรรเทาความเดือดร้อนที่ได้รับ หรือคนที่มีเงิน แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเงินที่มี ข้อมูลที่มีบน Plearn เพลิน by Krungsri GURU ก็สามารถตอบโจทย์ผู้อ่านได้เป็นอย่างดี

การปรับคอนเทนต์ให้มีความเหมาะสมกับความต้องการของผู้อ่านในขณะนั้นก็สำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผู้อ่านส่วนใหญ่ ต้องการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินมากขึ้น 

ทำให้ปัจจุบัน Plearn เพลิน by Krungsri GURU มีจำนวนการอ่าน (Pageview) เฉลี่ย 850,000 หน้าต่อเดือน โดยมีผู้อ่านรายใหม่ถึง 69%

การต่อยอดสู่ Krungsri Plearn เพลิน PODCAST

พอถามว่าทำไมต้องทำ PODCAST มิ่งขวัญ เล่าว่า ปัจจุบันกระแสการฟังรายการ PODCAST กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยวิถีชีวิตของคนเมืองที่เร่งรีบ การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ผ่านการฟัง จึงอาจตอบโจทย์มากกว่าการอ่านในยุคนี้ เพราะในขณะที่ฟัง PODCAST สามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นไปพร้อมๆ กันได้ โดยเฉพาะในขณะที่กำลังเดินทาง ไม่ว่าจะขับรถ หรือโดยสารรถสาธารณะก็ได้เช่นกัน ซึ่งจากผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า กลุ่มผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ต ที่มีอายุระหว่าง 16-64 ปี กว่า 44% เป็นผู้ฟัง PODCAST 

กรุงศรี ที่มีคลังคอนเทนต์จำนวนมหาศาลบน Plearn เพลิน by Krungsri GURU จึงต่อยอดเพิ่มช่องทางการเข้าถึงในรูปแบบใหม่ๆ ให้ตอบรับกับวิถีชีวิตของคนในยุคนี้ นั่นก็คือ Krungsri Plearn เพลิน PODCAST

Finance + Entertainment กลายร่างเป็น Financetainment

รูปแบบรายการของ Krungsri Plearn เพลิน PODCAST จะต้องเป็นรายการที่ให้ทั้งความรู้ด้านการเงิน แต่แฝงไปด้วยความสนุก เพราะต้องการให้ผู้ฟังได้ทั้งความรู้ และความสนุกในเวลาเดียวกัน รวมถึงต้องฟังง่าย เข้าใจง่าย ฟังได้แบบเพลินๆ ตามคอนเซ็ปต์ Finance + Entertainment กลายเป็น Financetainment 

Krungsri Plearn เพลิน PODCAST มีทั้งหมด 2 รายการ รายการแรกคือ เรื่องเงิน ย่อยง่าย ให้ความรู้ด้านการเงิน การออม การลงทุน แบบง่ายๆ จากผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน เพื่อเพิ่มทักษะด้านการเงิน และสร้างแรงบันดาลใจให้รู้จักการบริหารการเงินของตัวเอง 

ส่วนอีกรายการไม่ได้เกี่ยวกับการเงินเพียงอย่างเดียว แต่จะเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้ชีวิต ที่แฝงไปด้วยแง่คิดทางการเงิน คือ รายการเรื่องชีวิต คิดให้ง่าย เน้นแนวคิดการใช้ชีวิต การท่องเที่ยว ประสบการณ์จากคนดัง และยูทูบเบอร์ ที่จะมาแบ่งปันเรื่องราวที่น่าสนใจ 

สรุป

Plearn เพลิน by Krungsri GURU นับว่ามีความน่าสนใจอย่างมาก ที่กรุงศรี ซึ่งเป็นธนาคาร ต้องการเข้ามาสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนทั่วๆ ไป ผ่านการให้ความรู้บน Plearn เพลิน by Krungsri GURU ทั้งในรูปแบบของบทความและ PODCAST ที่จะช่วยสร้างพื้นฐานความรู้ด้านการเงินให้คนไทยในระยะยาว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post ชวนฟัง Krungsri Plearn เพลิน PODCAST เปลี่ยนเรื่องเงินให้เป็นเรื่องง่าย ฟังได้เพลินๆ first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

เทรนด์สุขภาพมาแรง Zhenmeat เร่งผลิตเนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชมากขึ้น หลังโควิดระบาด

Brand Inside - 16 September 2020 - 16:26

บริษัทในจีนหลายแห่งที่กำลังทำธุรกิจเนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็ถือว่ามีอนาคตที่สดใสเพราะลูกค้าเริ่มหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้นหลังโควิด-19 ระบาดอย่างหนักหน่วง

NEW YORK, NY – JUNE 13: In this photo illustration, two patties of Beyond Meat “The Beyond Burger” cook in a skillet, June 13, 2019 in the Brooklyn borough of New York City. Since going public in early May, Beyond Meat’s stock has soared more than 450 percent and its market value is over $8 billion. Beyond Meat is a Los Angeles-based producer of plant-based meat substitutes, including vegan versions of burgers and sausages. (Photo Illustration by Drew Angerer/Getty Images)

สัปดาห์ที่ผ่านมา Beyond Meat ของสหรัฐฯ เพิ่งจะเปิดเผยว่าได้ลงนามทำความตกลงที่จะเปิดโรงงานผลิตใกล้เมืองเซี่ยงไฮ้ และต้นปีที่ผ่านมาก็เพิ่งจะจับมือเป็นหุ้นส่วนกับ Starbucks เพื่อผลิตเนื้อที่ทำจากพืชและขายในคาเฟ่ขนาดใหญ่ของจีน ทั้งนี้ Zhenmeat สตาร์ทอัพจีนได้ผลิตเนื้อที่ทำจากพืชหลายเมนูด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมีทบอล เนื้อบด สเตค พอร์คลอยน์ (เนื้อบริเวณรอบส่วนซี่โครงจากไหล่ถึงขา) กุ้งนาง และเกี๊ยว เป็นต้น 

Vince Lu CEO, Founder Zhenmeat ภาพจาก Zhenmeat

Vince Lu ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Zhenmeat ระบุว่า หลังจากโควิด-19 ระบาด ลูกค้าก็กังวลเรื่องสุขภาพมากขึ้น แน่นอน แบรนด์ร้านอาหารต่างๆ ก็รับมือกับเรื่องนี้เช่นกัน ขณะที่ Audrey Jiang กล่าวว่า การกินเนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชนี้ เอาเข้าจริงแล้วเราก็สามารถบอกได้ว่าอาหารนั้นๆ ไม่ใช่เนื้อสัตว์ แต่มันจะให้ความรู้สึกว่ากำลังทานเนื้ออยู่และก็รู้สึกว่าทำให้สถขภาพดีกว่ากันเนื้อวัวเสียอีก

ขณะที่ Ben Cavender ผู้อำนวยการ China Market Research Group ระบุว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับอนาคตของ plant-base meat หรือเนื้อที่ทำจากพืชก็คือ รสชาติ เวลาที่มีการสัมภาษณ์ลูกค้าจำนวนมากก็ยินดีที่จะทดลองชิมอาหารเหล่านี้ แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ ทำอย่างไรให้พวกเขาชอบมัน ทำอย่างไรให้พวกเขาเห็นว่ามันสามารถนำมาปรุงอาหารเองได้ที่บ้านหรือร้านอาหาร ถ้าพวกเขาชอบ เขาก็จะซื้ออาหารเหล่านี้ต่อไป 

ฟาร์มนม วัว โคPhoto by Annie Spratt on Unsplash

เอาเข้าจริงแล้ว ตลาดนี้คู่แข่งไม่ใช่เนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชเหมือนกันอย่าง Beyond Meat หรือ Impossible Foods แต่คู่แข่งตัวจริงก็คืออุตสาหกรรมปศุสัตว์ อุตสาหกรรมที่เป็นโปรตีนซึ่งมาจากเนื้อสัตว์ 

ที่มา – The Straits Time 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post เทรนด์สุขภาพมาแรง Zhenmeat เร่งผลิตเนื้อสัตว์ที่ทำจากพืชมากขึ้น หลังโควิดระบาด first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Amazon เปิดตัว “Luxury Stores” ช้อปหรูบนแอพพลิเคชั่น ต้องได้รับเชิญเท่านั้นถึงจะซื้อได้

Brand Inside - 16 September 2020 - 15:33

ประสบการณ์ใหม่ช้อปแฟชั่นหรูบน Amazon

Luxury Stores พื้นที่ใหม่แห่งการช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์หรูออนไลน์บนแพลตฟอร์มและเว็บไซต์ของ Amazon โดยสินค้าในนี้จะรวบรวมเอาแบรนด์หรูระดับไฮเอนด์มาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ ซึ่งแบรนด์แรกที่เข้าร่วมโครงการคือ Oscar de la Renta

คอนเซ็ปต์ของ Luxury Stores คือการเป็นร้านค้าเฉพาะตัวที่แยกย่อยจากเว็บไซต์แม่ Amazon.com โดยจะใช้โมเดล “a store within a store” โดยทาง Amazon จะเป็นผู้ควบคุมรายการสินค้าในคลังและจัดจำหน่ายไปยังผู้บริโภค

นอกจากนั้น ยังได้นำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์เต็มรูปแบบสำหรับช้อปปิ้งแบรนด์หรูด้วยฟีเจอร์ “View in 360” โดยลูกค้าจะสามารถเลือกซื้อสินค้าได้แบบ 360 องศาในรูปแบบอินเตอร์แอคทีฟเมื่อช้อปปิ้งบนแอพพลิเคชั่น Amazon

ไม่ใช่ทุกคน(ที่มีเงิน)จะซื้อได้

สำหรับ Luxury Stores ของ Amazon นอกจากจะสร้างประสบการณ์และความแปลกใหม่ให้กับลูกค้าแล้ว เพราะคนที่จะเข้าใช้บริการและจับจ่ายซื้อสินค้าหรูใน Luxury Stores จะต้องเป็นสมาชิก Amazon Prime และได้รับคำเชิญจากทาง Amazon โดยตรงเท่านั้น (แม้จะเป็นสมาชิก Amazon Prime แต่ไม่ได้รับคำเชิญ ก็ไม่สามารถใช้บริการ Luxury Stores ได้)

Amazon ระบุในเอกสารประชาสัมพันธ์ว่า ที่มาของ Luxury Stores ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกลุ่มลูกค้าสมาชิก Amazon Prime ที่เรียกร้องและต้องการให้ Amazon นำเอาสินค้าหรูมาวางขายบนแพลตฟอร์ม

อย่างไรก็ตาม Amazon ให้สัญญาว่าจะขยายโครงการนี้ให้ครอบคลุมลูกค้ากลุ่มสมาชิก Amazon Prime มากขึ้นต่อไปในอนาคต ส่วนเรื่องจำนวนแบรนด์สินค้ารับรองว่าจะมีเพิ่มมากขึ้น และรวมถึงจะทำคอลเลคชั่น exclusive เพื่อวางขายใน Luxury Stores ที่เดียวอย่างแน่นอน

ที่มา – CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Amazon เปิดตัว "Luxury Stores" ช้อปหรูบนแอพพลิเคชั่น ต้องได้รับเชิญเท่านั้นถึงจะซื้อได้ first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

UN เผย โควิด-19 สร้างวิกฤตการศึกษา เด็ก 24 ล้านคน อาจหลุดจากวงจรการศึกษาอย่างถาวร

Brand Inside - 16 September 2020 - 13:00

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากจะส่งผลต่อการสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานแล้ว ยังส่งผลต่อสถานการณ์ด้านการศึกษาด้วย

ภาพจาก Shutterstock

สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลต่อโรงเรียนใน 192 ประเทศทั่วโลก ต้องปิดการเรียนการสอน กระทบต่อนักเรียน 1.6 พันล้านคนทั่วโลก ต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน แม้แต่ในขณะนี้ก็ยังมีนักเรียนอีกกว่า 870 ล้านคน ใน 51 ประเทศ ยังไม่สามารถกลับไปเรียนในโรงเรียนได้ตามปกติ

นักเรียน 24 ล้านคนทั่วโลก อาจหลุดออกจากระบบการศึกษาถาวร

Henrietta Fore ผู้อำนวยการกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้เกิดวิกฤตด้านการศึกษา นักเรียนกว่า 24 ล้านคน อาจต้องหลุดจากระบบการศึกษาอย่างถาวร เพราะยิ่งนักเรียนไม่สามารถเดินทางไปเรียนที่โรงเรียนได้นานมากเท่าไหร่ โอกาสที่จะหลุดออกจากระบบการศึกษามากเท่านั้น ดังนั้นรัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญกับการเปิดโรงเรียนเมื่อมาตรการต่างๆ มีการผ่อนปรนลง

นอกจากโรงเรียนจะเป็นสถานที่ที่ให้การศึกษาแล้ว โรงเรียนยังมีความสำคัญในฐานะแหล่งโภชนาการด้านอาหารให้กับเด็กนักเรียน

ภาพจาก Shutterstock

นักเรียน 460 ล้านคน ยังเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต

แม้ว่าทางออกของวิกฤตการศึกษาในสถานการณ์โควิด-19 คือการเรียนออนไลน์ แต่ความจริงแล้วการเรียนออนไลน์ก็ไม่สามารถทดแทนการเรียนในห้องเรียนได้ และอย่าลืมว่ามีนักเรียนอีกกว่า 460 ล้านคนทั่วโลก ที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ต หรือไม่มีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือไว้ใช้สำหรับเรียนออนไลน์

การไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาได้ ส่งผลกระทบในระยะยาวต่อนักเรียน นั่นคือ เพิ่มความเสี่ยงที่นักเรียนจะเจอกับสถานการณ์ความรุนแรงทั้งด้านร่างกาย และอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อสุภาพจิต รวมถึงยังมีความเสี่ยงที่เด็กๆ จะต้องเจอกับปัญหาด้านการใช้แรงงานเด็ก การล่วงละเมิดทางเพศ และไม่สามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้

การตัดสินใจเปิดโรงเรียนดูจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ที่ประธานาธิบดี Donald  Trump มีความพยายามที่จะเปิดโรงเรียนอีกครั้ง แม้ว่าการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสหรัฐฯ ยังคงมีความรุนแรงอยู่ เพราะที่ผ่านมาคนที่มีอายุน้อย มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคโควิด-19 น้อยกว่าผู้สูงอายุ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่ได้มีการศึกษาว่าในระยะยาวโควิด-19 จะกระทบกับคนอายุน้อยอย่างไร

ซึ่งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา UNESCO, UNICEF และ WHO ได้ออกคำแนะนำการเปิดโรงเรียนในช่วงที่มีโรคระบาด โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้คำแนะนำกับชุมชน โรงเรียน ห้องเรียน และนักเรียนแต่ละคนว่า เมื่อไหร่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะกลับมาเปิดโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง รวมถึงหากนักเรียนคนใดรู้สึกไม่สบาย ก็จะมีคำแนะนำให้นักเรียนคนนั้นหยุดอยู่ที่บ้าน ส่วนโรงเรียนก็ต้องมีการจัดห้องเรียนที่มีการระบายอากาศที่ดี

ที่มา – cnbc

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post UN เผย โควิด-19 สร้างวิกฤตการศึกษา เด็ก 24 ล้านคน อาจหลุดจากวงจรการศึกษาอย่างถาวร first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

WTO ตัดสินให้สหรัฐมีความผิดหลังขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ชี้ละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ

Brand Inside - 16 September 2020 - 12:43

องค์การการค้าโลก วินิจฉัยและตัดสินให้สหรัฐมีความผิดหลังขึ้นทำสงครามการค้ากับจีนในปี 2018 ที่มีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมากถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

Container Port ท่าเรือภาพจาก Shutterstock

องค์การการค้าโลก (WTO) วินิจฉัยและตัดสินให้สหรัฐอเมริกามีความผิดในการละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศหลังจากที่ได้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนเป็นมูลค่ามากถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงของสงครามการค้า โดย WTO วินิจฉัยว่าการที่สหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนในแต่ละอย่างนั้น สหรัฐจะต้องชี้แจงได้ว่าสินค้าประเภทต่างๆ ได้รับผลประโยชน์จากการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีน เช่น การช่วยเหลือจากรัฐบาลจีนในด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ ฯลฯ

ทางด้านของสหรัฐที่ต้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนนั้นให้เหตุผลว่า รัฐบาลจีนได้อุดหนุนและให้สิทธิประโยชน์ต่างๆ แก่ผู้ผลิตในจีน นอกจากนี้ยังมีการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา การถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างไม่เป็นธรรม รวมไปถึงการปฏิบัติด้านการค้าการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมจากจีน ทำให้สหรัฐจึงต้องขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน นอกจากนี้คณะกรรมการไต่สวนของ WTO บางส่วนเองมองว่าสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนมากเกินอัตราด้วยซ้ำ

ในปี 2018 หลังจากจีนโดนสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าแล้วนั้น จีนได้นำข้อพิพาทดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการของ WTO โดยเรียกร้องว่าสหรัฐเองได้ละเมิดกฎการค้าของ WTO เอง และหลังจากนั้น WTO ได้มีการนัดเจรจาอย่างน้อย 3 ครั้งในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคมในปี จนท้ายที่สุดแล้วทำให้ต้องมีการวินิจฉัยและตัดสินข้อพิพาทดังกล่าวนี้ออกมา

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน ได้ออกมาแสดงความยินดีในกรณีดังกล่าวว่า WTO เองก็เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ช่วยให้การเจรจาการค้าและแก้ไขข้อพิพาทโดยชอบธรรม ขณะที่สหรัฐเองกลับละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ ทำลายการค้าแบบพหุภาคีและสร้างกำแพงการค้ากับประเทศอื่นๆ นอกจากนี้จีนหวังว่าสหรัฐเคารพในคำวินิจฉัยของ WTO ครั้งนี้ด้วย

โรเบิร์ต ไลท์ไธเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ ได้ให้ความเห็นหลังจากมีคำวินิจฉัยออกมาว่า WTO ไม่ได้ช่วยในเรื่องที่จีนดำเนินด้านการค้าอย่างไม่เป็นธรรมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านการขโมยเทคโนโลยีต่างๆ จากสหรัฐที่ทางฝั่งสหรัฐส่งหลักฐานต่างๆ ไปที่ WTO แต่กลับไม่มีการตอบรับ ทำให้สหรัฐเองต้องดำเนินการปกป้องตัวเองในเรื่องที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ดีผลการตัดสินและวินิจฉัยของ WTO จะไม่มีผลกระทบกับข้อตกลงทางการค้าฉบับแรกที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ทำไปในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา และหลังจากนี้สหรัฐจะมีเวลา 60 วันในการโต้แย้งคำตัดสินของ WTO

ที่มา – CBC, The Guardian, BBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post WTO ตัดสินให้สหรัฐมีความผิดหลังขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ชี้ละเมิดกฎการค้าระหว่างประเทศ first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

คุยกับชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องเท่ห์แต่ต้องมี Mindset ผู้ประกอบการ

Brand Inside - 16 September 2020 - 12:39

ยุคนี้การทำธุรกิจแบบ Start up กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนไทยจำนวนมาก ที่มีความฝันอยากจะเริ่มต้นใช้แนวคิด และ Passion ของตัวเอง มาสร้างเป็นธุรกิจแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน

ภาพจาก Shutterstock

ความจริงแล้วการเริ่มต้นทำธุรกิจแบบ Start up ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบที่หลายๆ คนคิดเสมอไป ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจ Start up ได้ สิ่งสำคัญที่ควรมีอันดับแรกๆ คือ ความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship)

Brand Inside ได้มีโอกาสไปคุยกับ พี่ไวท์ ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้ง Wecosystem โรงเรียนสำหรับผู้ประกอบการ ให้คำปรึกษาทั้ง Start up และธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง ว่าผู้ประกอบการธุรกิจในยุคนี้ จะต้องรู้ทักษะอะไร และจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอดภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจ

ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ผู้ก่อตั้ง Wecosystem อยากเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่แค่เรื่อง Passion

พี่ไวท์ เริ่มต้นเล่าว่า สิ่งแรกๆ ที่ผู้ประกอบการหรือคนทำธุรกิจต้องมี คือ Mindset โดยต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) คืออะไร ต้องทำงานแบบไม่มีวันหยุด การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่ความเท่ห์ แต่มีทั้งความลำบากและความเสี่ยง

ผู้ประกอบการบางคนทำธุรกิจ โดยเอาบ้าน เอารถยนต์ตัวเองไปจำนอง เพื่อเอาเงินมาใช้กับบริษัท แต่พี่ไวท์เสริมว่า “คนเป็นผู้ประกอบการจะไม่รู้จักความเสี่ยง เพราะคนที่กลัวก็จะไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ”

Business Model Canvas ภาพจาก Shutterstock

อย่างที่ 2 ที่คนเป็นผู้ประกอบการควรรู้ คือ Business Model Canvas คนทำธุรกิจบางคนไม่รู้ความสัมพันธ์ เข้าใจว่าแค่กรอก Business Model Canvas ให้ครบ 9 ช่อง แต่ไม่รู้ว่าแผนธุรกิจจะใช้ได้จริงหรือไม่ ไม่รู้ว่าจะขายใคร จะได้กำไรเท่าไหร่

ตัวอย่าง Business Model Canvas ในการทำธุรกิจที่เห็นได้ชัดคือ Starbucks เพราะ Starbuck ทำธุรกิจ โดยเน้น “คน” เป็นสำคัญ ลองจินตนาการว่า เราเดินเข้าไปในร้าน Starbucks เราสามารถสั่งกาแฟตามที่เราต้องการได้ เช่น กาแฟเอสเพรสโซ่ แต่ไม่ใส่ฟองนม หรือ จะสั่งกาแฟลาเต้เย็น แต่เปลี่ยนจากนมวัวธรรมดา เป็นนมถั่วเหลืองก็ได้ ซึ่งเป็นความแตกต่างที่ลูกค้าไม่สามารถหาบริการแบบนี้ได้จากร้านอื่นๆ

เพราะ Starbucks ทำธุรกิจโดยเน้น “คน” เป็นสำคัญ พนักงานให้ได้รับการฝึกมาให้บริการทุกความต้องการของลูกค้า โดยที่ไม่หงุดหงิด รวมถึง Starbucks ยังมีสูตรการทำกาแฟเป็นขั้นตอนเป็นของตัวเอง เหมือนกับร้านอาหาร Fast Food ที่มีคู่มือการทำงาน

ส่วนอย่างสุดท้ายที่พี่ไวท์แนะนำคือ คนทำธุรกิจ จะเริ่มต้นทำธุรกิจด้วย Passion อย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องมีทั้ง Skill Set และ Mind Set ของผู้ประกอบการ

ช่วงเวลาวิกฤต ต้องรู้จักคิดปรับตัว

หลังจากคนที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเริ่มต้นทำธุรกิจ Start up หรือธุรกิจขนาดเล็ก รู้แล้วว่าอยากต้องการจะเริ่มทำธุรกิจต้องทำอย่างไรแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ธุรกิจอยู่รอด ในช่วงที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19

พอพูดถึงการปรับตัว การไม่ยอมแพ้คือสิ่งแรกที่พี่ไวท์พูดถึง แม้ว่าที่ผ่านมาจะพูดกันอยู่ตลอดว่าคนเป็นผู้ประกอบการ ต้องไม่ยอมแพ้ แต่ก็ยังไม่เคยมีใครเจอสถานการณ์จริงแบบทุกวันนี้ พี่ไวท์เสริมว่า ถ้าล้มแล้วต้องลุกให้เร็ว จะอิดออดไม่ได้ แม้ว่าจะมองไม่เห็นความหวัง ไม่เห็นแสงสว่างแต่ก็ต้องลุกขึ้นมา “ต้องรู้จักจุดไฟในตัวเอง แม้จะไม่มีความหวัง แต่ต้องจุดไฟให้ได้”

นอกจากการไม่ยอมแพ้ การเรียนรู้อย่างรวดเร็ว ก็เป็นอีกหนึ่งทักษะสำหรับการปรับตัวทำธุรกิจในยุคนี้เช่นกัน ถ้ามีเรื่องไหนที่ยังไม่รู้ ก็แค่ต้องเรียนรู้ให้เร็ว เพราะปัจจุบันมีทั้ง Google, YouTube และ Facebook ให้เรียนรู้ ข้อมูลหาได้เร็ว แล้วนำไปใช้ ไม่มีอะไรให้เสีย ต้องลงมือทำ ซึ่งพี่ไวท์คิดว่า การเรียนรู้ทำให้เกิดเป็น Skillset ใหม่ๆ เป็นการนำศาสตร์ทุกๆ ศาสตร์ ไปใช้กับการทำธุรกิจ

สรุป

คนไทยหลายๆ คนมีความคิดที่อยากจะทำธุรกิจ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไร การมี Mindset และ Skillset จะช่วยเพิ่มความเข้าใจการทำธุรกิจมากขึ้น ว่าการเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่แค่เรื่อง Passion เพียงอย่างเดียว ส่วนในช่วงวิกฤต การปรับตัวก็สำคัญ ต้องเรียนรู้ให้เร็ว ต้องไม่ยอมแพ้ แม้จะไม่เห็นหนทางที่อยู่ข้างหน้าก็ตาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post คุยกับชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องเท่ห์แต่ต้องมี Mindset ผู้ประกอบการ first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Thomas Cook กลับมาแล้ว! กลุ่มทุนจีน Fosun พลิกโฉมแบรนด์สู่การขายแพ็คเกจท่องเที่ยวระยะยาว

Brand Inside - 16 September 2020 - 11:36

Thomas Cook คือหนึ่งในธุรกิจท่องเที่ยวที่เก่าแก่ของโลก เพราะก่อตั้งเมื่อปี 1841 แต่การดำเนินธุรกิจผิดพลาด ทำให้บริษัทล้มละลายไปในเดือนก.ย. 2019 แต่ตอนนี้กลุ่มทุนใหม่จากจีนเข้ามาฟื้นฟู และติดเครื่องธุรกิจอีกครั้ง

thomas cook

กล้าเปิดบริการใหม่ในช่วง COVID-19

การล้มละลายของ Thomas Cook เกิดขึ้นก่อนการระบาดของโรค COVID-19 ระยะหนึ่ง แต่โรคนี้ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวมีปัญหาทั่วโลก และถึง Thomas Cook จะมีกลุ่มทุนจากจีนอย่าง Fosun Tourism Group ที่มีมูลค่ากิจการหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินหน้าธุรกิจในช่วงนี้

Alan French ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Thomas Cook เล่าให้ฟังว่า การที่บริษัทตัดสินใจเปิด Holidays บริการใหม่ที่เกี่ยวกับการจองท่องเที่ยวระยะยาว (ตั๋วเครื่องบิน, โรงแรม และอื่นๆ ที่กินระยะเวลานานกว่า 7 วัน) ในช่วงนี้ เพราะพื้นที่โดยรอบสหราชอาณาจักรเริ่มปลอดภัยมากขึ้น และน่าจะจูงใจคนในพื้นที่นี้ให้ไปท่องเที่ยวได้

“การมีบริษัทที่มีเงินทุนมหาศาลเข้ามาช่วยเหลือกิจการท่องเที่ยวเก่าแก่ของสหราชอาณาจักร ประกอบกับการท่องเที่ยวน่าจะตอบโจทย์ผู้บริโภคอยากออกไปพักผ่อนนอกประเทศ ดังนั้นการนำทั้งสองเรื่องนี้มาผูกกันเป็นทริประยะยาว น่าจะช่วยเหลือให้ Thomas Cook เติบโตในช่วงเวลานี้ได้”

thomas cook

สำหรับ Holidays ของ Thomas Cook จะประกอบด้วยทริประยะยาวที่เหมาะกับหลากหลายบุคคลเช่นคนแก่, ครอบครัว, ชอบกิจกรรมท่องเที่ยว หรืออยากไปเที่ยวแบบหรูหรา โดยสถานที่เหล่านั้นจะอยู่ใกล้เคียงกับสหราชอาณาจักร เช่นตุรกี, กรีซ, โปรตุเกส และอื่นๆ เน้นที่ประเทศที่ปลอดภัยจาก COVID-19

อย่างไรก็ตามการเปิดตัวบริการใหม่ของ Thomas Cook จากเดิมที่มีแต่จองห้องพัก และเที่ยวบิน อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเติบโตตอนนี้ เพราะขนาด TUI Group บริษัทท่องเที่ยวเบอร์หนึ่งของโลกจากเยอรมนียังต้องให้รัฐบาลเข้ามาสนับสนุน แม้ว่า Thomas Cook จะเริ่มเข้าไปบุกตลาดจีนตามกลุ่มทุนใหม่ที่เข้ามาฟื้นฟูกิจการก็ตาม

สรุป

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเดินหน้าธุรกิจท่องเที่ยวในเวลานี้ เพราะทุกคนต่างเกรงกลัวโรค COVID-19 และฝั่งรัฐบาลของแต่ละประเทศยังไม่เปิดให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเดินหน้าได้เต็มที่นัก ดังนั้นต้องติดตามกันว่าบริการใหม่ในเวลานี้ของ Thomas Cook จะทำได้ดีหรือไม่

อ้างอิง // Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post Thomas Cook กลับมาแล้ว! กลุ่มทุนจีน Fosun พลิกโฉมแบรนด์สู่การขายแพ็คเกจท่องเที่ยวระยะยาว first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

โมเดอร์นฟอร์ม ปรับโฉมแบรนด์เปิดตัว Moderform x Xiaomi เฟอร์นิเจอร์ที่มาพร้อมนวัตกรรม

Brand Inside - 15 September 2020 - 18:07

โมเดอร์นฟอร์ม (Modernform) ปรับโฉมครั้งใหญ่ รีเฟรชแบรนด์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ Sensible Solution for Modern Lifestyle เฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ได้อย่างลงตัว พร้อมเปิดตัว Modernform x Xiaomi แคมเปญแรกกับ เสียวหมี่ (Xiaomi) ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ผสานการใช้ชีวิตและเทคโนโลยีให้เป็นหนึ่ง (Seamless Connection Life and Technology)

กิติพัฒก์ เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บอกว่า นิยามใหม่ของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่จะเชื่อมต่อชีวิตและเทคโนโลยีให้เป็นหนึ่ง ไลฟ์สไตล์ต้องเข้าถึงความสะดวกสบายตั้งแต่ลืมตาตื่น จวบจนถึงการเข้านอน เป็นที่มาของการร่วมมือกับ เสียวหมี่ (Xiaomi) เปิดตัวแคมเปญ Modernform x Xiaomi ออกแบบนวัตกรรมเฟอร์นิเจอร์ชุด “โมเดิร์นสเปซ ซีรีส์” (Modernspace Series) ซึ่งมีฟังก์ชันการใช้งานที่สามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีในการใช้ชีวิตได้หลากหลาย

ในโอกาสนี้ โมเดอร์นฟอร์ม และ เสียวหมี่ ได้ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ชุด “โมเดอร์นสเปซ ซีรีส์” ที่ผสานฟังก์ชันต่างๆ ทั้งความสะดวกสบาย ดีไซน์อันทันสมัย และเทคโนโลยีล้ำยุค พร้อมตอบสนองทุกพื้นที่ของการใช้ชีวิตภายในบ้าน ได้แก่

Smart Living Room ห้องนั่งเล่นพื้นที่สำคัญสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ดูหนัง เล่นเกมส์ หรือทำงาน การออกแบบเฟอร์นิเจอร์จึงต้องคำนึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่รองรับเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทั้งมือถือ โน้ตบุ๊ก และแกตเจ็ตต่างๆ เพื่อให้ช่วงเวลาแห่งความสุขไม่ขาดตอน เช่น “M Sofa” โซฟาดีไซน์ทันสมัยตอบโจทย์ความสบายทุกอิริยาบถ มาพร้อมช่องเสียบ USB เพื่อชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้านใต้โซฟามีเต้ารับเสียบปลั๊กอยู่ด้านใน สามารถเสียบแท่นชาร์จหุ่นยนต์ทำความสะอาด โดยให้เครื่องวิ่งเข้าไปชาร์จไฟได้อย่างสะดวกสบาย รวมทั้งเพิ่มเติมแอคเซสซอรี่แผ่นถาดไม้ Smart Pad วางเสริมบริเวณที่วางแขน  ออกแบบตรงกลางเป็นหลุมสี่เหลี่ยมผืนผ้าสามารถวาง Power Bank Wireless Charger สำหรับชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์หรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ ครบจบในพื้นที่เดียว

Smart Home Office พื้นที่ทำงานภายในบ้านที่มาพร้อมดีไซน์การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่สวยงาม เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่รื่นรมย์ยิ่งขึ้น รวมทั้งต้องมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่รองรับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่จำเป็น เช่น โต๊ะทำงาน “M Multifunctional Table” ที่ลงตัวด้วยขนาดกระทัดรัด รองรับการใช้งานแบบ Multi Screen สามารถวางโน้ตบุ๊ก, แท็บเลต หรือโทรศัพท์มือถือได้ที่ Smart Socket ถูกออกแบบมาให้ใช้งานร่วมกับ “M Easy Chair” มาพร้อมกับ Lumbar Support ที่ปรับขึ้นลงได้ด้วยระบบ Manual ให้รับกับสรีระ มี Sound Hood ที่สามารถใส่ Bluetooth Speaker ของ Xiaomi ได้พอดิบพอดี

Smart Kitchen ยุคนิวนอร์มอลทำให้ผู้คนหันกลับมาทำอาหารรับประทานเองกันมากขึ้น การออกแบบครัวจึงต้องเน้นเรื่องการดูแลรักษาความสะอาดที่ง่ายดายขึ้น และมีพื้นที่จัดเก็บให้เป็นระเบียบ รวมทั้งสามารถเชื่อมต่อเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้การทำอาหารเป็นเรื่องที่สนุกและสะดวกมากกว่าที่เคย เช่น “M Easy cooking” ชุดครัวซึ่งมีพื้นที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเตรียมส่วนประกอบอาหาร และปรุงอาหาร อีกทั้งยังจัดเก็บของให้เป็นระเบียบ ใช้งานได้สะดวก โดยเฉพาะการออกแบบตู้ครัวเพื่อให้เหมาะกับการรองรับเครื่องใช้ไฟฟ้า สำหรับการปรุงอาหาร หรืออุ่นอาหารง่ายๆ

Smart Bedroom เพื่อให้ทุกการนอน คือการพักผ่อนที่แท้จริง จะดีแค่ไหนหากอุปกรณ์ต่าง ๆ จะมีพื้นที่จัดเก็บเป็นสัดส่วน ทั้งยังป้องกันการรบกวนการนอนจากคลื่นแม่เหล็กที่มาจากมือถือและแกตเจ็ตต่าง ๆ แต่ยังคงรองรับการชาร์จพลังงานให้อุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านั้นได้ เช่น “M Bed” เตียงนอนขนาด King Size ที่หัวเตียงออกแบบพิเศษให้มีช่องวางของด้านบน เช่น หนังสือ โทรศัพท์มือถือ ส่วนด้านใต้ของหัวเตียงฝังไฟ LED ให้แสง Warm White สร้างบรรยากาศอบอุ่นแสนสบายในการพักผ่อน โครงเตียงออกแบบให้เป็นขั้นลดระดับ สามารถติดอุปกรณ์เสริมไฟส่องสว่างแบบตรวจจับความเคลื่อนไหว เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการให้แสงสว่างส่องทางเดินเมื่อลุกจากเตียงยามค่ำคืน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post โมเดอร์นฟอร์ม ปรับโฉมแบรนด์เปิดตัว Moderform x Xiaomi เฟอร์นิเจอร์ที่มาพร้อมนวัตกรรม first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

BP ชี้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

Brand Inside - 15 September 2020 - 17:30

ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากว่าร้อยปี แต่เมื่อ COVID-19 ระบาด ความต้องการนี้กลับลดลง ทำให้ BP หนึ่งในบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากสหราชอาณาจักร ออกมาฟันธงว่าความต้องการนี้พ้นจุดสูงสุดไปแล้ว

BPสถานีบริการน้ำมัน BP อุตสาหกรรมน้ำมันต้องปรับตัว

BP ได้เปิดเผยรายงานประจำปีที่มีเนื้อหาพิเศษเกี่ยวกับภาพรวมอุตสาหกรรมน้ำมันว่า ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอาจไม่กลับมา 100% หลังจากวิกฤต COVID-19 คลี่คลาย เพราะน้ำมันเชื้อเพลิงที่มาจากถ่านหินจะถูกทดแทนโดยพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นลม, แสงอาทิตย์ หรือน้ำ

“ก่อนหน้านี้วิกฤต COVID-19 พลังงานสะอาดเริ่มถูกให้ความสำคัญมากขึ้น แต่เมื่อเกิด COVID-19 มันยิ่งถูกให้ความสำคัญมากขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงเป็นการยากที่ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงจะเติบโต และความต้องการนั้นมันคงถึงจุดสูงสุดไปแล้ว” Spencer Dale หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของ BP กล่าว

สำหรับตัวข้อมูลดังกล่าว BP ได้ตั้งสมมติฐานขึ้นมา 3 ขั้น คือหากทุกฝ่ายตื่นตัวเรื่องพลังงานสะอาดมากที่สุด โอกาสที่ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2050 จะลดลงถึง 80% รองลงมาเป็น 55% ในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนหากเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ความต้องการนำมันเชื้อเพลิงจะอยู่ในระดับเดียวกับปี 2019 จนถึงปี 2030 เป็นอย่างน้อย

ก่อนหน้านี้ Bernard Looney ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ BP ยืนยันว่า บริษัทจะกลายเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งหมายถึงองค์กรที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนใดๆ ออกมา ถือเป็นการเดินหน้าธุรกิจที่ค่อนข้างท้าทายของ BP เพราะมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนแทบทั้งหมด

สรุป

ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐของประเทศต่างๆ รวมถึงองค์กรเอกชนเริ่มใส่ใจกับการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่การจะให้ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนลง 100% ก็คงเป็นการยาก แต่ BP ก็พร้อมเดินหน้าแผนนี้เต็มที่ เช่นการลงทุนในกลุ่มพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจไม่กระทบต่อความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง

อ้างอิง // The Guardian

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

The post BP ชี้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว first appeared on Brand Inside.

Categories: Blognone Network

Pages