น้ำเปล่ารสกาแฟก็มา! Asahi ส่ง Clear Latte เกาะกระแสเครื่องดื่มสีใสในประเทศญี่ปุ่น

Brand Inside - 3 hours 53 min ago

“เครื่องดื่มสีใส” อาจเป็นอีกกลยุทธ์ในการทำตลาดเครื่องดื่มในประเทศญี่ปุ่น หลังกระแสนี้โด่งดังมาตั้งแต่น้ำเปล่ารสชานม, น้ำเปล่ารสโยเกิร์ต, นำ้เปล่ารสเบียร์ และล่าสุดคือ “น้ำเปล่ารสกาแฟ” ของค่าย Asahi

Asahi Clear Latte เหนือความใสคือรสชาติกาแฟเข้ม

เรียกว่ากระแสเครื่องดื่มสีใสนั้นแรงไม่ตกจริงๆ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เพราะด้วยความแตกต่างในการนำเสนอเครื่องดื่มทำให้ผู้บริโภคค่อนข้างสนใจ และอยากซื้อไปลองชิมสักครั้ง แม้จะจินตนาการไม่ออกว่ารสชาติหลังจากดื่มเสร็จจะออกมาเป็นแบบไหน

แต่ก่อนหน้านี้เครื่องดื่มสีใสส่วนใหญ่จะมาจากเบอร์หนึ่งในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มของญี่ปุ่นอย่าง Suntory ทำให้แบรนด์คู่แข่งเริ่มตระหนักถึงโอกาสทางธุรกิจบ้าง และก็มาถึงคราวของ Asahi ที่ประกาศลงสนามเครื่องดื่มสีใสด้วยกาแฟนมรสเข้มข้นในชื่อ Clear Latte

สำหรับเครื่องดื่มกาแฟตัวนี้นอกจากมีสีใส และบรรจุอยู่ในขวดพลาสติกเหมือนเครื่องดื่มสีใสอื่นๆ ยังมีเม็ดกาแฟจากเอธิโอเปียเป็นส่วนผสม พร้อมความหวานมันที่ทำให้เครื่องดื่มตัวนี้กลมกล่อม ที่สำคัญเพื่อล้อไปกับความใส Asahi จึงปรับแต่งเครื่องดื่มตัวนี้ให้ 0% ทั้งคาเฟอีน และไขมัน แต่ยังให้พลังงานราว 60 แคลอรี่

สำหรับ Asahi Clear Latte ขวดขนาด 600 มล. มีจำหน่ายแล้วตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปในประเทศญี่ปุ่น ราคา 124 เยน (ราว 36 บาท) ใครที่ไประเทศญี่ปุ่นช่วงนี้ก็ไปหาซื้อกันได้ ส่วนรสชาติจะถูกปากของทุกคน หรือเหมือนกาแฟลาเต้ขนาดนี้ อันนี้อยู่ที่ความรู้สึกของแต่ละคนล้วนๆ

อ้างอิง // SoraNews24

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Avengers: Infinity War ขึ้นที่ 4 หนังทำเงินสูงสุด ลุ้นต่อว่าจะถึง 2 พันล้านเหรียญหรือไม่

Brand Inside - 4 hours 39 min ago

ด้วยเวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือน Avengers: Infinity War ก็ขึ้นแท่นอันดับ 4 หนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล โค่น Jurassic World ที่ครองตำแหน่งนี้มาก่อน แน่นอนว่าเป้าหมายต่อไปคือการขึ้น Top 3 ของโลกให้ได้

โค่น Jurassic World ขึ้นแท่นหนังทำเงินอันดับ 4 ของโลก

แม้จะไม่เกินการคาดเดาของหลายคน แต่ต้องขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า Avengers: Infinity War ได้แย่งชิงตำแหน่งหนังทำเงินอันดับ 4 ของโลกจาก Jurassic World มาครองเรียบร้อยแล้ว โดยที่สำคัญคือใช้เวลาเพียงไม่ถึง 1 เดือน (ถ้าคิดแบบละเอียดคือ ใช้ไปประมาณ 25 วันเท่านั้น)

  • รายทั่วโลกของ Avengers: Infinity War ในปัจจุบันคือ 1,686,419,365 ดอลลาร์
  • รายได้ทั่วโลกของ Jurassic World ในปัจจุบันคือ 1,671,713,208 ดอลลาร์
เป้าหมายต่อไปคือ ขึ้นหลัก 2 พันล้านดอลลาร์ให้ได้

Avengers ภาค 3 หรือ Infinity War ของค่าย Marvel ถูกจับตามองว่าอาจเป็นหนังที่ทำเงินได้ถึงหลัก 2 พันล้านดอลลาร์ เพราะก่อนหน้านี้ได้ทำลายสถิติเป็นหนังที่ทำเงินแตะหลัก 1 พันล้านดอลลาร์ได้ไวที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งได้กลายเป็นหนังฮีโร่ที่ทำเงินได้สูงสุดของโลกตลอดกาล

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนังภาคต่อเรื่องนี้อาจทำเงินแตะไปถึงหลัก 2 พันล้านดอลลาร์คือการทำเงินใน “ตลาดจีน” เพราะเปิดตัวไปได้เพียงสัปดาห์เดียว (ฉายช้ากว่าทั่วโลก เพิ่งเข้าฉายในวันที่ 11 พฤษภาคม) โดยโกยรายได้ไปถึง 202 ล้านดอลลาร์ เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักให้ Infinity War ขึ้นมาครองอันดับ 5 และไล่บี้ Jurassic World ชิงเอาตำแหน่งมาครองได้ในครั้งนี้

ด้วยความแรงที่หยุดไม่อยู่ของหนังฮีโร่ภาคต่อฟอร์มยักษ์ของ Marvel เรื่องนี้ ทำให้ต้องจับตาดูว่า เมื่อฉายไปครบ 1 เดือนทั่วโลกแล้วจะทำเงินได้เท่าไหร่ และอย่างที่ทุกคนจับตามองคือ จะทำเงินขึ้นไปแตะหลัก 2 พันล้านดอลลาร์ได้หรือไม่ และมากกว่านั้น ในท้ายที่สุดแล้วจะขึ้นอยู่ใน Top 3 หนังทำเงินของโลกหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีหนังเพียง 3 เรื่องเท่านั้นที่ทำรายได้แตะหลัก 2 พันล้านดอลลาร์ ได้แก่

  1. Avatar (ฉายในปี 2009) ทำรายได้รวมไว้ 2.7 พันล้านดอลลาร์
  2. Titanic (ฉายในปี 1997) ทำรายได้รวมไว้ 2.1 พันล้านดอลลาร์
  3. Star Wars: The Force Awakens (ฉายในปี 2015) ทำรายได้รวมไว้ 2 พันล้านดอลลาร์

ข้อมูล – BoxOfficeMojoVarietyCnet

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สำรวจนวัตกรรมของ Beacon Venture Capital บริษัทลงทุนสตาร์ทอัพในเครือ KBank ตอนนี้มีอะไรบ้าง

Brand Inside - 5 hours 29 min ago

หลังจากที่ KBank ได้เปิดตัว Beacon Venture Capital เพื่อลุยงานด้านสตาร์ทอัพโดยตรง ไปเมื่อกลางปีที่แล้ว ผลงานด้านการลงทุนกับสตาร์ทอัพรายใหญ่ๆ มีตั้งแต่การร่วมลงทุนใน FlowAccount.com สตาร์ทอัพระบบบัญชีออนไลน์ รวมถึงล่าสุดที่ได้ลงทุนใน Ookbee สตาร์ทอัพผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลไลฟ์สไตล์

  • แต่นอกเหนือจากงานด้านลงทุนในสตาร์ทอัพ หลายคนอยากรู้ว่าตอนนี้ Beacon VC มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีอะไรในมือบ้าง?

ล่าสุด Brand Inside ได้เดินทางไปงาน Startup Thailand 2018 และแวะเยี่ยมชมบูธของ KBank เราไปดูกันเลยว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

K+ Beacon นวัตกรรมเพื่อโอกาสของผู้บกพร่องทางการมองเห็น

อันดับแรก ถ้าเดินมาที่บูธของ KBank จะได้พบกับสโลแกนที่บอกว่า “Open Innovation Open Opportunities” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า เปิดนวัตกรรม เปิดโอกาสอีกมากมาย

เทคโนโลยีตัวแรกคือ K+ Beacon โดยภาพรวมแล้ว เป็นแอพพลิเคชั่น Mobile Banking ทั่วไป แต่ความพิเศษคือสร้างขึ้นมาให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นโดยเฉพาะ ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปทดลองใช้งานได้

eKYC นวัตกรรมจดจำใบหน้า

Beacon VC ได้นำเอาเทคโนโลยีจดจำใบหน้ามาให้บุคคลทั่วไปได้ทดลองใช้งาน เพื่อระบุและยืนยันตัวตนลูกค้า โดยผู้ใช้งานจะต้องถ่ายภาพกับเครื่อง eKYC เพื่อทำการบันทึกใบหน้า หลังจากนั้นจะสวมแว่น ใส่หมวก หรือเปลี่ยนทรงผม เครื่องก็ยังสามารถตรวจจับใบหน้าได้

เทคโนโลยีตัวนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในอนาคต เพราะการยืนยันตัวตนของลูกค้าธนาคารจะทำผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น เทคโนโลยีจดจำใบหน้าจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยระบุตัวตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตู้บุญเติมเชื่อม API จ่ายเงินผ่าน QR Code

ตู้บุญเติมยุคใหม่ที่เชื่อต่อกับ API ของทาง KBank ทำให้ผู้บริโภคสามารถชำระเงินผ่าน QR Code ได้อย่างสะดวกสบาย ถือเป็นอีกก้าวของการทำให้สังคมไทยกลายเป็น Cashless Society

พื้นที่สัมมนา

ในบูธของ KBank ยังจัดพื้นที่ไว้สำหรับการสัมมนา โดยจะมีการพูดคุย แลกเปลี่ยน เสวนากันในหลากหลายประเด็น ได้แก่ AI, การลงทุนแบบ VC, เบื้องหลังการทำแอพพลิเคชั่น และเนื้อหาที่น่าสนใจอีกมากมายไว้รองรับบุคคลทั่วไปหรือสตาร์ทอัพที่สนใจ

สตาร์ทอัพคลินิก

ในส่วนนี้ Beacon VC จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำกับสตาร์ทอัพทุกรายที่เข้ามา ทั้งในเรื่องเงินลงทุน กลยุทธในการทำธุรกิจ และรวมไปถึงการสร้างเครือข่ายที่พร้อมสนับสนุนสตาร์ทอัพรายนั้นๆ อีกด้วย

เตรียมลงทุนใน Seed Fund ด้วย ไม่ใช่ซีรีส์ A อย่างเดียว

ธนพงษ์ ณ ระนอง กรรมการผู้จัดการ บริษัทบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล จำกัด บอกกับ Brand Inside ว่า แผนการลงทุนในสตาร์ทอัพปีนี้จะเปิดกว้างมากขึ้น จากตอนแรกที่มีวิสัยทัศน์ว่าจะลงทุนในสตาร์ทอัพระดับซีรีส์ A เท่านั้น หลังจากนี้จะขยับขยายไปลงทุนในสตาร์ทอัพระดับ Seed Fund แต่สตาร์ทอัพที่จะลงทุนในระดับนี้จะต้องเป็นสตาร์ทอัพที่ทำงานกับธนาคารกสิกรโดยตรง โดย Beacon VC จะเข้าไปร่วมลงทุนด้วย

สรุป

จะเห็นได้ว่านอกจากงานด้านการลงทุนในสตาร์ทอัพของ Beacon VC ที่มีผลงานออกมาสู่สายตาให้ได้เห็นกันแล้ว งานด้านนวัตกรรมก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการมองเห็น การพัฒนาระบบจดจำใบหน้า eKYC ไปจนถึงตู้บุญเติมที่จ่าย QR Code ได้ หลังจากนี้ต้องจับตามอง Beacon VC ต่อไปว่าจะบุกตลาดสตาร์ทอัพอย่างไรบ้าง เพราะแนวทางในการลงทุนของปีนี้เริ่มเห็นชัดแล้วว่าจะลงทุนกับสตาร์ทอัพรายเล็กๆ ด้วย

สำหรับใครที่สนใจบูธ Beacon VC ของ KBank สามารถไปชมนวัตกรรมต่างๆ ได้ที่งาน Start up Thailand 2018 โดยงานจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17-20 พฤษภาคมนี้ จัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ประธาน Marvel บอก จะใช้หนัง Captain Marvel ปูพื้นไปสู่ตัวละครใหม่ เป็นฮีโร่สาวชาวมุสลิม

Brand Inside - 7 hours 25 min ago

ต้องบอกว่า ท้ายเครดิตของ Avengers: Infinity War ที่มีการส่งสัญญาณเชื่อมโยงเรื่องไปถึง Captain Marvel ไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะประธานของ Marvel บอกเองเลยว่า จะใช้ Captain Marvel เพื่อแนะนำอีกหนึ่งฮีโร่สาวชาวมุสลิมให้โลกรู้จักด้วย

Ms. Marvel เตรียมพบ ฮีโร่สาวชาวมุสลิมตัวแรกในจักรวาลหนัง Marvel

Kevin Feige ประธานมาร์เวลสตูดิโอส์ ให้สัมภาษณ์กับ BBC ระบุว่า ในภาพยนตร์เรื่อง Captain Marvel ที่จะเข้าฉายในช่วงเดือนมีนาคม ปี 2019 จะใช้ภาคนี้ในการปูพื้นไปสู่ฮีโร่ตัวใหม่ ซึ่งเป็นสาวชาวมุสลิม

  • ฮีโร่สาวชาวมุสลิมที่ว่านี้คือ Ms. Marvel เธอมีชื่อจริงว่า กมลา ข่าน (Kamala Khan) มีเชื้อสายปากีสถาน-อเมริกัน เป็นสาววัย 16 ปี ที่มีไอดอลเป็น Captain Marvel โดยฮีโร่ตัวนี้จะเป็นฮีโร่สาวชาวมุสลิมตัวแรกของจักรวาลหนังมาร์เวล
  • อันที่จริง Ms.Marvel ถูกนำเสนอในรูปแบบคอมมิคมาตั้งแต่ปี 2013 แล้ว แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ Marvel จะนำเอาตัวละครนี้ลงสู่จอภาพยนตร์
  • ขณะนี้ภาพยนตร์เรื่อง Ms. Marvel ได้เริ่มถ่ายทำแล้ว

สำหรับใครที่เป็นแฟน Marvel น่าจะได้ติดตามฮีโร่ใหม่ๆ อีกหลายภาคอย่างแน่นอน เพราะซีอีโอของ Disney เคยประกาศไว้เลยว่า Avengers ภาค 4 ไม่ใช่จุดจบของจักรวาลหนัง Marvel และจะมีแฟรนไชส์หนังใหม่ๆ ส่งมาออกมาสู่ตลาดอย่างแน่นอน

อย่างน้อยๆ หลังจากที่ Avengers ภาค 4 ฉายจบไป ทางค่าย Marvel ก็ได้เตรียมส่ง Spider-Man: Homecoming sequel มาฉายต่อ และในปีถัดไปก็เตรียมฉาย Guardians of the Galaxy Vol. 3 อยู่แล้ว

ที่มา – GameSpot

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

MACO ฮุบกิจการ VGI Malaysia มูลค่า 360 ล้าน ปูทางสู่อาเซียน

Brand Inside - 8 hours 3 min ago

บอร์ด MACO อนุมัติแผนเข้าซื้อกิจการ VGI Global Media (Malaysia) Sdn. Bhd. หรือ VGM ใช้งบลงทุน 360 ล้านบาท รุกตลาดสื่อนอกบ้านในอาเซียน

VGM เป็นบริษัทย่อยของบมจ. วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย หรือ VGI ในประเทศมาเลเซีย ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นกับผู้ประกอบธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านรายใหญ่อันดับหนึ่งของสื่อโฆษณาในสนามบินและสื่อโฆษณาในระบบขนส่งมวลชน

พุน ฉง กิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด(มหาชน) หรือ MACO กล่าวว่า

“การลงทุนในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของ MACO ซึ่งต่อจากนี้ MACO จะเป็นตัวแทนของกลุ่มบริษัท VGI ในการขยายธุรกิจสื่อโษณานอกบ้านไปยังต่างประเทศ VGI Malaysia (VGM) มีเครือข่ายในประเทศมาเลเซียที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เป็นผู้เล่นรายใหญ่ของสื่อในสนามบิน ครอบครองสิทธิบริหารสื่อในมาเลเซีย และยังมีเครือข่ายสื่อนอกบ้านอื่นภายใต้การดูแลอีกหลายจุด การเข้าลงทุนครั้งนี้จะช่วยเสริมเครือข่ายสื่อโฆษณาของ MACO ในประเทศมาเลเซียให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น”

โดยปัจจุบัน VGM ถือหุ้นอยู่ในบริษัท Titanium Compass (TCSB) ผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการทำสื่อโฆษณาในรถไฟฟ้าสายใหม่ในประเทศมาเลเซีย เป็นระยะเวลา 10 ปี และยังถือหุ้นอยู่ใน บริษัท Meru Utama Sdn. Bhd. ผู้ให้บริการสื่อโฆษณาในสนามบินทั้งสนามบินหลักและสนามบินสำหรับสายการบินโลว์คอสต์ ในประเทศมาเลเซียที่มีผู้โดยสารมากกว่า 61 ล้านคนต่อปี

ขณะเดียวกัน VGM ยังถือหุ้นอยู่ในบริษัทผู้ดำเนินธุรกิจสื่อโฆษณานอกบ้านที่มีความหลากหลายในประเภทอื่นอีกมายมาย อาทิ สื่อโฆษณาบิลบอร์ดกลางแจ้ง สื่อโฆษณาในอาคารสำนักงาน สื่อโฆษณาในห้างสรรพสินค้า สื่อโฆษณาในโรงภาพยนตร์ เป็นต้น

ปัจจุบัน VGM นับว่าเป็นผู้ให้บริการอันดับหนึ่งของสื่อโฆษณาในสนามบินของมาเลเซียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และคาดการณ์ว่าจากจำนวนสื่อที่ VGM มีอยู่บวกกับพันธะสัญญาทางธุรกิจแบบเอ็กซ์คลูซีฟในระยะยาว จะส่งผลให้ VGM สามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของผู้ให้บริการสื่อโฆษณาในระบบขนส่งมวลชน(Transit) ได้ภายใน 3 ปีได้อย่างแน่นอน

การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นผลสำเร็จจะส่งผลดีต่อ MACO ในการขยายเครือข่ายสื่อโฆษณาไปยังภูมิภาคอาเซี่ยนทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันรายได้ให้กับบริษัทในอนาคต คาดว่าธุรกรรมนี้จะแล้วเสร็จไม่เกินไตรมาส 3 ปี 2561 ซึ่งจะได้ต้องได้การอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นเสียก่อน

สรุป

ในปีนี้ได้เห็นธุรกิจสื่อนอกบ้านมีการลงทุนกันเพิ่มขึ้นอย่างมากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เป็นการขยายตลาด และสร้างการเติบโต คาดว่าในอนาคตคงได้เห็นดีลใหญ่ๆ เกิดขึ้นอีกแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อายไหม? Adidas เผยสินค้าของแบรนด์ราว 10% ที่ขายในเอเชียเป็นของปลอม

Brand Inside - 12 hours 1 min ago

สินค้าลอกเลียนแบบเป็นอีกปัญหาหนักอกหนักใจของแบรนด์ระดับโลก และล่าสุด Adidas ก็ออกมาเปิดเผยว่า 10% ของสินค้าตัวเองที่จำหน่ายในเอเชียนั้นเป็นของปลอม ไม่ว่าจะขายอยู่ในหน้าร้าน หรือช่องทาง Online

Adidas รุ่น NMD เอเชียคือปัญหาใหญ่ของ Adidas

แม้จะเป็นจำนวนแค่ 10% ของสินค้าที่เห็นๆ คนใส่เดินในพื้นที่เอเชีย แต่มันก็สร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้กับแบรนด์ Adidas ประมาณหนึ่ง ที่สำคัญหากปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นต่อไปก็จะเป็นอีกปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมเสื้อผ้า และสินค้าแฟชั่นเป็นอย่างมาก

Kasper Rorsted ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Adidas เล่าให้ฟังว่า สามารถเห็นสินค้าเลียนแบบของ Adidas ได้ทั้งช่องทาง Online และหน้าร้านทั่วไป นั่นทำให้ปัญหานี้มันไม่ถูกแก้เสียที ซึ่งในพื้นที่เอเชียนั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไขให้ได้

อย่างไรก็ตามถึงเอเชียจะมีสินค้าเลียนแบบเยอะ แต่บริษัทก็มียอดขายที่เติบโตที่สุดจากภูมิภาคนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีนที่มียอดขายเติบโตถึง 26% และมีความสำคัญใกล้เคียงกับตลาดอเมริกาเหนือ และช่องทาง Online ส่วนเรื่องปัญหา Trade War ระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกานั้นยังไม่ใช่เรื่องที่กังวลมากนัก

“โรงงานผลิตเกือบทั้งหมดของ Adidas อยู่ในประเทศจีน และเน้นผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่นั่น ส่วนโรงงานที่ผลิตเพื่อรองรับความต้องการของตลาดสหรัฐฯ และยุโรปจะตั้งอยู่ในอินโดนีเซีย และเวียดนามเป็นหลัก ที่สำคัญเราคาดว่ายอดขายปีนี้เพิ่มขึ้น 10% ผ่านการเติบโตในอเมริกาเหนือ และเอเชียแปซิฟิค”

สำหรับปัจจัยในการเติบโตของยอดขายโดยรวมของ Adidas ยังมาจากระแสแต่งตัวแนวกีฬาที่ยังคงฮิตติดลมบน และน่าจะเป็นเช่นนี้ไปอีกระยะหนึ่ง แต่นั่นก็ทำให้แบรนด์อุปกรณ์กีฬาอื่นๆ ได้ประโยชน์เช่นกัน ทำให้ Adidas ต้องสร้างความแตกต่างเพื่อเติบโตในตลาดนี้ให้ได้มากที่สุด

อ้างอิง // CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กองทุนของ George Soros พ่อมดการเงิน ประกาศซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพของ Tesla

Brand Inside - 17 May 2018 - 18:34

ในแต่ละไตรมาสนั้นทั้งกองทุนรวม รวมไปถึง Hedge Fund ในสหรัฐจะต้องเปิดเผยข้อมูลว่าได้ซื้อขายหลักทรัพย์อะไรไปบ้างในช่วงเวลานั้นๆ ให้แก่ทาง ก.ล.ต. ของสหรัฐ สำหรับไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีหลายๆ กองทุนสนใจในหุ้นกู้แปลงสภาพและหุ้นของทาง Tesla ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาเรื่องการส่งมอบสินค้าและกำลังการผลิต

ภาพจาก Shutterstock

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกองทุนของมหาเศรษฐี George Soros เปิดเผยการซื้อขายหลักทรัพย์ในไตรมาสที่ผ่านมา หนึ่งในนั้นคือ หุ้นกู้แปลงสภาพของ Tesla ซึ่งกองทุนได้ซื้อไปเป็นมูลค่า 35 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยสามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นของ Tesla ได้ภายในมีนาคมปี 2019

หุ้นกู้แปลงสภาพ ถ้าอธิบายได้แบบง่ายๆ ก็เหมือนการซื้อหุ้นกู้ที่สามารถให้ดอกเบี้ยกับนักลงทุนได้ตามปกติ แต่สิทธิพิเศษของมัน คือสามารถแปลงสภาพไปเป็นหุ้นสามัญในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งได้ ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกใช้สิทธิ์นี้ได้

ครั้งล่าสุดที่ Tesla ออกหุ้นกู้แปลงสภาพคือเดือนสิงหาคมปี 2017 โดยคาดหวังว่าจะระดมทุนได้มากถึง 1,700 ล้านเหรียญ มาอุดรอยรั่วของบริษัท

ภาพจาก Shutterstock คุ้มค่าน่าเสี่ยง

Ross Gerber จาก Gerber Kawasaki Wealth and Investment Management กล่าวว่า หุ้นกู้แปลงสภาพของ Tesla น่าสนใจ เพราะให้ดอกเบี้ยที่สูง ยังไงก็คุ้มที่จะเสี่ยง

ทางด้าน Henry Peabody จากกองทุน Eaton Vance Multisector Income Fund มองว่าทาง Tesla จะต้องใช้เงินจากหุ้นกู้แปลงสภาพภายใน 3 ไตรมาสนี้แน่นอน เพราะว่าบริษัทเผาเงินไปเรื่อยๆ ตลอดเวลา

กองทุนและ Hedge Fund หลายๆ แห่งชื่นชอบที่จะซื้อหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นอย่างมาก เพราะว่าสามารถจัดการกับความเสี่ยงได้

ยิ่งโดยเฉพาะบริษัทอย่าง Tesla ที่มีงบบริษัทที่ยังขาดทุนอยู่เรื่อยๆ แบบนี้ ก็ยังสามารถกินดอกเบี้ยสูงๆ ของบริษัทไปเรื่อยๆ ตราบใดบริษัทยังมีสภาพเช่นนี้ และถ้าหากบริษัทแก้ปัญหาในเรื่องการผลิตได้สำเร็จค่อยแปลงสภาพไปเป็นหุ้น Tesla ก็ยังไม่สาย

ไม่กลัว! แถมซื้อหุ้นเพิ่มอีก

Hedge Fund ชื่อดัง 2 แห่ง อย่าง Renaissance Technologies และ Citadel ก็ได้เพิ่มการซื้อหุ้นของ Tesla ในไตรมาส 1 ที่ผ่านมาเช่นกัน โดยแต่ละรายถือหุ้น Tesla เกือบๆ 4 แสนหุ้น

ส่วนด้านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนอย่าง T. Rowe Price ก็ได้ซื้อหุ้นของ Tesla เพิ่มเช่นกัน จนทำให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3 รองจาก Elon Musk และทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน Fidelity

ที่มาChannel News Asia, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

โปแลนด์พิมพ์ใบปลิวโฆษณา ใช้ช่วยเหลือคนให้รอดจากก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซต์

Brand Inside - 17 May 2018 - 17:37

บางแคมเปญโฆษณาไม่ต้องใช้เทคโนโลยี หรืออุปกรณ์เจ๋งๆ เพื่อใช้สำหรับเปลี่ยนชีวิตคน ซึ่งแคมเปญนี้คงเป็นแคมเปญที่เรียบง่ายที่สุด เพราะใช้กระดาษใบปลิวโฆษณา แต่มีส่วนช่วยชีวิตชาวโปแลนด์ได้

ที่ประเทศโปแลนด์มีปัญหาเรื่องสารพิษจากก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ ในแต่ละปีจะมีคนเสียชีวิตจากสาเหตุนี้ถึง 100 คน โดยที่สหรัฐอเมริกามีคนเสียชีวิตจำนวน 430 คน ถือว่าเป็นภัยเงียบที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้

ทำให้เอเยนซี่ Grey Poland จับมือร่วมกับห้างค้าปลีกรายใหญ่ๆ ในโปแลนด์ และหน่วยงานดับเพลิง พิมพ์แผ่นใบปลิวโฆษณาจำนวน 28 ล้านใบ เพื่อแจกจ่ายให้กับประชากรในประเทศกว่า 40 ล้านคน

การใช้งานของใบปลิวแผ่นนี้ก็เรียบง่าย เพียงแค่เอาไปติดกับช่องระบายอากาศภายในบ้าน ถ้ากระดาษติดกับช่องระบายอากาศ เหมือนมีอากาศดูดกระดาษเอาไว้ แสดงว่าในบ้านมีอากาศถ่ายเทที่ดี อากาศมีการหมุนเวียน

แต่ถ้ากระดาษไม่ติดกับช่องระบายอากาศ แสดงว่าช่องระบายอากาศอาจจะอุดตัน เป็นสาเหตุทำให้ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซต์เข้ามาในบ้านได้ เป็นสัญญาณเตือนให้รีบซ่อมแซมช่องระบายอากาศอย่างด่วน เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น

ความเรียบง่ายของโฆษณาชิ้นนี้ไม่ได้มีแค่ในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปทั่วโลก ซึ่งใครจะไปรู้ว่าเพียงแค่กระดาษแผ่นเดียวสามารถช่วยชีวิตคนในครอบครัว คนในประเทศให้รอดพ้นจากการสูดก๊าซพิษเข้าไป

จึงเป็นกรณีศึกษาให้เห็นว่า การทำแคมเปญในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องเวอร์วังอลังการมาก แค่ทำแล้วให้เห็นผลกับคนหมู่มาก สามารถให้ประโยชน์กับคนได้ โดยที่ห้างค้าปลีกที่ร่วมแคมเปญก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย เพราะเหมือนเป็นการทำ CSR ไปในตัวในการช่วยเหลือคน

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

โตเร็วสุดในตลาดไทย! Nissan อวดตัวเลขยอดขาย 62,000 คัน พร้อมยึดเบอร์ 4 ภายในปี 2563

Brand Inside - 17 May 2018 - 17:08

แม้จะเดินหมากพลาดจนต้องเลิกขาย Juke แต่แบรนด์ Nissan ในประเทศไทยก็สามารถเติบโตแซงคู่แข่งรายอื่น และกินส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ถึง 6.9% แถมยังตั้งเป้าว่าจะขึ้นเป็นเบอร์ 4 ในตลาดไทยภายในปี 2563 ด้วย

รถยนต์ Nissan // ภาพ pixabay.com คิดใหม่ทำใหม่ พร้อมชูจุดเด่นเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า

การทำตลาดของแบรนด์รถยนต์ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะผู้บริโภคเริ่มมีข้อมูลในการประกอบซื้อมากขึ้น ยิ่งกระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรง ทำให้รถยนต์คันต่อไปที่ผู้บริโภคจะซื้อก็จะกลายเป็นรถยนต์แบบดังกล่าวมากกว่ารถยนต์เครื่องสันดาปในเหมือนเดิม และกลายเป็นภาระหนักอึ้งกับค่ายรถยนต์ที่จะรับมือเรื่องนี้อย่างไรดี

Nissan คือหนึ่งในค่ายผู้ผลิตที่ปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้ว ด้วยการเดินหน้าทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว และทำให้ LEAF รถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ Battery Electric Vehicle (BEV) รุ่นเรือธงสามารถขายได้กว่า 3 แสนคันทั่วโลก ส่วนในประเทศไทยก็จะนำรุ่นดังกล่าวเข้ามาทำตลาดภายในปี 2561 แน่นอน

อันตวน บาร์เตส ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

อันตวน บาร์เตส ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ฟังว่า มีคนไทยกว่า 44% ที่อยากได้รถยนต์คนใหม่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า มากกว่าค่าเฉลี่ยในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นการทำอะไรเพื่อรองรับความต้องการดังกล่าวย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

เร่ง Synergy กับ Mitsubishi เพิ่มความแข็งแกร่ง

“การทำตลาดในประเทศไทยเราเดินตามแผนระยะกลาง M.O.V.E 2022 ผ่านการให้ความสำคัญกับนวัตกรรมยานยนต์ (Mobility), ความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน (Operation Excellence), การให้ความสำคัญกับลูกค้า (Value to Customers) และระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า (Electricfication)”

Nissan LEAF

สำหรับเรื่องการปฏิบัติงาน บริษัทจะเร่งเชื่อมต่อระบบกับ Mitsubishi เช่น Supply Chain เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย และเป็นหนึ่งในเป้าหมายลดค่าใช้จ่าย 10,000 ล้านยูโร (ราว 3.7 แสนล้าน) ของทั้งกลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan-Mitsubishi แต่เรื่องภาพลักษณ์ของแบรนด์นั้นยังคงจุดเด่นของแต่ละแบรนด์ไว้เช่นเดิม

ส่วนการเดินหน้ารถยนต์ไฟฟ้านั้น Nissan มีการเข้าไปหารือกับหน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย เพื่อชี้แจงข้อมูลต่างๆ ทั้งเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า 100% รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าแบบ e-Power ที่ผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในกับมอเตอร์ไฟฟ้าเช่นกัน

Nissan NOTE ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ e-Power Electric-Autonomous-Connected คืออนาคต

“Electric (รถยนต์ไฟฟ้า), Autonomous (รถยนต์ไร้คนขับ) และ Connected (รถยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต) คืออนาคตของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งทั้งหมดนี้ Nissan มีแผนที่จะเดินหน้าอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าตลาดรถยนต์ในไทยปีนี้จะมียอดขายอยู่ราว 9.5 แสนคัน และจำนวนดังกล่าวก็จะค่อยๆ มีนวัตกรรมดังกล่าวติดตั้งเข้าไปด้วย”

ด้านยอดขายรถยนต์ของ Nissan ในประเทศไทยของปีงบประมาณ 2561 (เม.ย. 2561-มี.ค. 2562) คาดว่าจะเติบโตในลักษณะเดียวกับปีงบประมาณก่อนที่เติบโต 5.6% จนมีส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ที่ 6.9% ผ่านยอดขายกว่า 62,000 คัน

กลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan-Mitsubishi

ที่สำคัญการเติบโตดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นหลังบริษัทนำรถยนต์ที่มีนวัตกรรมใหม่เข้ามาจำหน่าย โดยคาดว่าภายในปี 2563 บริษัทจะมีส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ของประเทศไทยมากกว่า 10% และสามารถขึ้นเป็นผู้จำหน่าย 4 อันดับแรกของตลาดนี้

สรุป

ไม่ง่ายเลยที่ Nissan จะกลับมาเติบโตหลังพลาดพลั้งในการทำตลาด เพราะค่ายคู่แข่งอื่นๆ ต่างก็พัฒนานวัตกรรมใหม่เพื่อเตรียมรับกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งนั้น ทำให้ LEAF คืออีกความหวังในการกลับมายิ่งใหญ่ในตลาดรถยนต์อีกครั้งของค่ายผู้ผลิตจากญี่ปุ่นรายนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

BMW ประกาศตัวเองเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แม้จะจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนๆ แค่ 1 รุ่น

Brand Inside - 17 May 2018 - 15:31

เชื่อหรือไม่ BMW เพิ่งบอกว่าได้ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 2.5 แสนคัน แถมยังย้ำว่าตัวเองเป็นผู้นำในตลาดนี้ แม้ Nissan และ Audi เพิ่งตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2565 เป็นต้นไปที่ 1 ล้านคัน และ 8 แสนคันก็ตาม

รถยนต์ไฟฟ้าของ BMW นิยามของรถยนต์ไฟฟ้าแต่ละค่ายย่อมไม่เหมือนกัน

ต้องยอมรับว่านิยามรถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) ของค่ายผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรายนั้นไม่เหมือนกันจริงๆ บางเจ้าก็รวมรถยนต์ใดๆ ก็ได้ที่มีไฟฟ้าเป็นส่วนประกอบในการขับเคลื่อน หรือบางเจ้าก็แยกมาเฉพาะแต่รถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ (BEV) เพียงอย่างเดียว

ดังนั้นเมื่อนิยามต่างกัน การรวมเอารถยนต์ไฟฟ้าทุกแบบมานับรวมกันย่อมมีจำนวนมากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าเพียงแบบเดียวแน่ๆ ซึ่ง BMW ใช้การรวบรวมแบบนี้ พร้อมกับประกาศตัวเองขึ้นเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยการโชว์ตัวเลขยอดส่งมอบมากกว่า 2.5 แสนคัน เรียกว่าค่อนข้างเยอะทีเดียวเมื่อเทียบกับภาพรวมตลาดตอนนี้

แต่ด้วย BMW จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า 100% แค่ 1 รุ่นคือ i3 ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ค่ายรถยนต์จากเยอรมันรายนี้เคลมว่าเป็นผู้นำนั้นมาจากรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid (PHEV) ซึ่งมีเครื่องยนต์สันดาปในเป็นส่วนประกอบในการขับเคลื่อน ดังนั้นจะบอกว่าเป็นผู้นำรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มปากก็คงไม่ใช่นัก

BMW iX3 Series 5 Plug-in Hybrid ยอดโตในตลาดจีน

อย่างไรก็ตามยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของ BMW ก็เติบโตอย่างรวดเร็วจริงๆ (แม้นส่วนใหญ่จะเป็น PHEV) โดย 4 เดือนแรกของปีนี้ก็จำหน่ายไปกว่า 36,692 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน 41.7% โดยเฉพาะตลาดจีนที่เติบโตถึง 646.7% ผ่านยอดขาย 3,181 คัน

ส่วนรุ่นที่จำหน่ายได้ดีก็คือ Series 5 แบบ Plug-in Hybrid เพราะเริ่มผลิตที่โรงงานจีน ทำให้ประสิทธิภาพในการทำตลาดดีขึ้น รวมถึงในภูมิภาคอื่นๆ รถยนต์รุ่นดังกล่าวก็ได้รับความนิยมเช่นเดียวกัน เหตุนี้เองทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 5% ของยอดขาย BMW Group ทั่วโลกในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้เพื่อให้ยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ามาจากรถยนต์ไฟฟ้า 100% มากขึ้น BMW ก็มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV อีก 2 รุ่นภายใน 2 ปีข้างหน้า ประกอบด้วยรถยนต์ไฟฟ้า 100% ของ Mini 1 รุ่น และรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่น iX3 ของ BMW อีก 1 รุ่น

สรุป

ก็แล้วแต่คนจะคิดจริงๆ ว่านิยามของรถยนต์ไฟฟ้านั้นต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% เท่านั้น หรือรถยนต์แบบใดก็ได้ที่มีกำลังไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ก็เชื่อว่าในอนาคตรถยนต์ไฟฟ้า 100% ก็น่าจะมีการผลิตจากค่ายต่างๆ มากขึ้น และเข้ามาทดแทนเครื่องยนต์สันดาปภายในได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่ๆ

อ้างอิง // Electrek

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

dtac – T บนคลื่น 2300MHz ความร่วมมือ dtac-TOT ปีแรกให้บริการ 37 จังหวัด

Brand Inside - 17 May 2018 - 14:06

สัญญาทางธุรกิจและความร่วมมือระหว่าง dtac และ บมจ.ทีโอที หรือ TOT ในการใช้คลื่นความถี่ 2300MHz บนแบนด์วิธขนาด 60MHz ภายใต้แบรนด์ dtac-T เพื่อให้บริการสื่อสารความเร็วสูงมิติใหม่ของประเทศ 4G LTE-TDD

dtac-T ลงทุนขยายบริการ 37 จังหวัดในปีแรก

ลาร์ส นอร์ลิ่ง CEO ของ dtac บอกว่า ได้เตรียมงบลงทุนกว่า 15,000 – 18,000 ล้านบาท สำหรับขยายสถานีฐานและเสาสัญญาณ โดยมีแผนขยายพื้นที่ให้บริการไม่ต่ำกว่า 37 จังหวัดในปีนี้ เน้นพื้นที่ที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตหนาแน่น และต้องการความเร็วสูง

การให้บริการครั้งนี้ dtac จะให้ค่าตอบแทนกับ TOT จำนวน 4,510 ล้านบาทต่อปี ถึงปี 2568

TDD เทคโนโลยีที่เหนือกว่า เพื่อก้าวสู่ 5G

เป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยี TDD หรือ Time Division Duplex เพื่อจัดการแบนด์วิธสำหรับการอัพลิงค์และดาวน์ลิงค์บนแบนด์วิธเดียวได้พร้อมกัน และอยู่บนคลื่นขนาด 60MHz ที่ใหญ่ที่สุดในไทยเวลานี้ ยกตัวอย่างง่ายๆ เหมือนเทคโนโลยีเดิม แบ่งถนนเป็นขาไป-ขากลับเท่ากันและแยกกันชัดเจน แต่เทคโนโลยีใหม่ สามารถปรับถนนขาไป-ขากลับ ได้ตามการใช้งาน

ดังนั้น ประเทศไทยที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงฝั่งดาวน์ลิงค์มากกว่า จะทำให้อินเทอร์เน็ตเร็วขึ้น รองรับการใช้งานได้มากขึ้น เมื่อรวมทั้ง TDD และ Massive MIMO มาเพิ่มการรับส่งสัญญาณในแต่ละเสาสัญญาณ จะทำให้ก้าวสู่ 5G-Ready

ลาร์ส บอกว่า สมาร์ทโฟนจำนวนมากกว่า 70% ที่รองรับ 4G สามารถใช้งานคลื่นความถี่ 2300MHz ได้ และยังส่งผลให้ผู้ใช้คลื่นความถี่ 2100MHz เดิม ใช้งานได้ดีขึ้นด้วย เพราะมีการแบ่งไปใช้ 2300MHz มากขึ้น สรุปคือ ผู้ใช้งาน dtac ทุกคนจะมีประสบการณ์ที่ดีขึ้น

ลาร์ส บอกว่า ผู้ใช้บริการ dtac สามาารถใช้งานคลื่น 2300MHz ผ่านสมาร์ทโฟนได้เหมือนเดิมทุกอย่าง แต่คุณภาพบริการดีขึ้น โดยจากนี้จะเริ่มทดลองสัญญาณในพื้นที่ชั้นในของ กทม. แต่จะมี การเปิดตัวเชิงพาณิชย์อีกครั้ง

สรุป

dtac หวังจะใช้คลื่นความถี่ 2300MHz มาแก้ปัญหาเรื่องคลื่นความถี่ โดยเฉพาะจากสัญญาสัมปทานที่กำลังจะหมดลง และการประมูลคลื่นความถี่รอบใหม่ยังไม่ชัดเจน ขณะที่ผู้ใช้งาน dtac จะได้ประโยชน์จากการใช้งานดาต้า หรือ อินเทอร์เน็ตที่เร็วขึ้น รองรับจำนวนผู้ใช้ได้มากขึ้น เพราะคลื่นความถี่ 2300MHz มีแบนด์วิธหรือขนาดคลื่นใหญ่ที่สุดในเวลานี้ คือ 60MHz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มากกว่าแค่รับชมภาพยนตร์ หลัง dtac reward ยกเครื่องใหม่ชูทั้งฟรี-ลด-แถม ทั้งใช้ได้ทั่วไทย

Brand Inside - 17 May 2018 - 02:00

เชื่อว่าหลายคนคงเห็นโฆษณาของ ดีแทค ที่มี “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” กันบ้างแล้ว ซึ่งโฆษณาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ายักษ์ใหญ่โทรคมนาคมรายนี้ได้ยกเครื่องสิทธิประโยชน์ใหม่ เพื่อสร้างความพิเศษกับลูกค้าในระบบให้ต่างจากเดิม

ไม่ใช่แค่ Entertainment แต่คือบริการทุกอย่าง

ก่อนหน้านี้หากนิยามสิทธิประโยชน์ หรือ Privilage ของ ดีแทค หลายคนคงนึกถึงเรื่องรับชมภาพยนตร์ในราคาพิเศษเป็นอย่างแรก ส่วนเรื่องอื่นๆ อาจนึกไม่ค่อยออกนัก แต่หลังจากนี้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวในชื่อ dtac reward จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เพราะทางบริษัทได้จริงจังกับการลงทุนเรื่องนี้มากขึ้น

ปัญญา เวชบรรยงรัตน์ รองประเทศเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานพาณิชย์ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค เล่าให้ฟังว่า จากนี้ dtac reward จะไม่ได้เน้นเรื่อง Entertainment อย่างเดียว แต่จะมีเรื่องอาหารเครื่องดื่ม, ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวเข้ามา ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะสร้างความหลากหลายในการใช้งานให้กับลูกค้าในระบบ

ดีแทค ทยอยปรับเรื่องนี้มา 2 ปีแล้ว และผลตอบรับจากลูกค้ามันก็ค่อนข้างดี ถือเป็นการต่อยอดกลยุทธ์หลักอย่าง “ใจดี” ของเราให้ไปได้ดีกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตไม่หมดก็ทบไปเดือนหน้าได้ และถ้าเล่าให้ฟังง่ายๆ dtac reward ก็จะมีสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้าใช้งานได้ทุกที่ และใช้ได้ตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงกลับไปบ้านได้เลย”

สิ้นปีนี้ 30,000 จุดบริการ ครอบคลุมทั่วประเทศ

สำหรับการขยายจุดบริการ dtac reward นั้น ทางบริษัทตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีทั้งหมด 30,000 จุด จากปัจจุบัน 25,000 จุด โดยตลาดใหม่ที่จะขยายเข้าไปคือ 20 จังหวัดท่องเที่ยว เช่นเชียงใหม่, อุบลราชธานี และภูเก็ต รวมถึงยังขยายเข้าไปถึงร้านค้าระดับชุมชน, ตลาด และหมู่บ้านอีกด้วย

“จะในห้าง หรือนอกห้างก็ใช้บริการ dtac reward ของเราได้ ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ดีแทค ในระบบรายเดือน หรือเติมเงิน ก็ต่างใช้บริการ dtac reward ได้เช่นกัน ซึ่งตรงนี้เราจะพยายามสื่อสารให้ลูกค้าเติมเงินใช้บริการให้มากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้มีลูกค้าเติมเงินใช้บริการเพียง 2 แสนรายเท่านั้น”

ปัจจุบันลูกค้า ดีแทค สามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับคือ Blue Member 2.7 แสนราย (ยอดใช้ขั้นต่ำ 2,000 บาท/เดือน), Gold Member 2.3 ล้านราย (ยอดใช้ขั้นต่ำ 800 บาท/เดือน), Silver Member 10 ล้านราย (ยอดใช้ขั้นต่ำ (150 บาท/เดือน) และลูกค้า dtac reward ทั่วไปอีก 11 ล้านราย (ไม่กำหนดค่าบริการขั้นต่ำ) 

อัดงบทำโฆษณาทีวีครั้งแรกเพื่อสร้างการรับรู้

ขณะเดียวกันการจ้าง “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ช่วยสื่อสารคาแร็คเตอร์เกี่ยวกับความใจดีขี้เล่นของ ดีแทค ตัวนักแสดงคนนี้ยังเป็นตัวช่วยสื่อสารข้อมูลให้ลูกค้าต่างๆ เข้าใจสิทธิประโยชน์ของ dtac reward ให้มากกว่าเดิมอีกด้วย ผ่านการทำโฆษณาทางโทรทัศน์ครั้งแรกของ dtac reward

“ถือเป็นครั้งแรกของเราในการทำโฆษณา dtac reward ทางโทรทัศน์ แต่มันจะไม่หยุดแค่นี้แน่ เพราะเราเตรียมทำตลาดบน Social Platform ต่างๆ รวมถึง Billboard โฆษณา เพื่อให้ลูกค้า ดีแทค ทั่วประเทศไทยได้รับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ตัวนี้ รวมถึงคาแร็คเตอร์ของดีแทคที่น่ารัก, ใจดี และเป็นกันเอง”

ทั้งนี้ในปี 2560 ตัว dtac reward มีการกดรับสิทธิ์ทั้งหมด 14 ล้านครั้ง คาดว่าปีนี้จะเติบโต 30% เพราะมีการรับรู้ของผู้ใช้บริการในระบบมากขึ้น โดยเฉพาะกับกลุ่มลูกค้าเติมเงินที่จะมาเพิ่มการใช้งานนี้อย่างชัดเจน ส่วนระดับลูกค้าในระบบที่ใช้งานมากที่สุดคือ Silver Member อาจเพราะมีจำนวนมากที่สุด

สรุป

เรียกว่าการแข่งขันเรื่องสิทธิประโยชน์อาจจะเดือดขึ้นมาอีกครั้งก็ได้ เพราะก่อนหน้านี้ ดีแทค เสียรังวัดในเรื่องนี้พอสมควรเมื่อเทียบกับคู่แข่งอีก 2 เจ้า ดังนั้นเมื่อทุ่มขนาดนี้ ก็หวังว่าตัว ดีแทค จะสามารถกลับมาเป็นเบอร์ 2 ของตลาดได้อีกครั้ง เพราะสิทธิประโยชน์เริ่มกลายเป็นอีกปัจจัยในการตัดสินใจใช้งานของลูกค้าในระบบด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Hong Kong Ballet แคมเปญโฆษณาที่ปรับบัลเล่ต์ให้ “เฟียร์ซ” สื่อถึงฮ่องกงที่โมเดิร์นกว่าเดิม

Brand Inside - 17 May 2018 - 00:31

บทความโดย นฤพนธ์ ชมภูศรี

ภาพจดจำของการเต้นบัลเล่ต์ ต้องอ่อนช้อน พริ้วไหวและสวยงาม เป็นศิลปะการแสดงชั้นสูง แต่งานโฆษณา Print Ads ชุดนี้ จาก Hong Kong Ballet บริษัทบัลเล่ต์ชื่อดังจะทำให้ภาพบัลเล่ต์ในหัวของคุณเปลี่ยนไป

ด้วยผลงานจากเอเจนซี่ Design Army ที่ถูกถ่ายทอดโดย Dean Alexander ได้แปลงโฉมภาพโฆษณาการเต้นบัลเล่ต์แบบเดิมๆ สู่มุมมองการเต้นบัลเล่ต์ที่ “เฟียร์ซ” จัดจ้าน และดูทันสมัยสุดๆ โดยการนำเอานักบัลเล่ต์กำลังแสดงท่วงท่าต่างๆ ท่ามกลางสถานที่สำคัญๆ ที่สื่อถึงความเป็นฮ่องกง

งานชิ้นนี้สร้างขึ้นมาเพื่อตอบรับกับการปรับทิศทางใหม่ของบริษัท ที่ต้องการปรับภาพลักษณ์การเต้นบัลเล่ต์ให้เข้ากับยุคโมเดิร์นมากขึ้น เมื่อดูถึงท่าทาง สีสัน ก็คงจะบอกได้แล้วว่า เฟียร์ซ ขนาดไหน และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

source: designarmy.com

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผ่าอาณาจักร Walt Disney มีธุรกิจอะไรอยู่ในมือบ้าง

Brand Inside - 17 May 2018 - 00:12

Walt Disney เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อันดับต้นๆ ของโลก นอกจากโลกของภาพยนตร์ ที่เป็นเจ้าของการ์ตูนมากมายหลายเรื่อง รวมถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ซูเปอร์ฮีโร่จาก Marvel Studios และ Lucasfilm เจ้าของแฟรนไชส์ Star Wars ยังมีอะไรที่อยู่ในมือบริษัทนี้อีกบ้าง

ภาพจาก Shutterstock

Brand Inside จะพาทุกท่านไปรู้จักกับอาณาจักร Walt Disney ซึ่งมีธุรกิจหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสื่อ หรือว่าสวนสนุก หรือรวมไปถึงสตูดิโอหนังด้วย ว่าประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ซึ่งรายได้แต่ละปีของ Disney ถือว่าเยอะพอๆ สูสีกับงบประมาณของประเทศไทยเลย

อันดับแรกคือธุรกิจสื่อ ที่ประกอบไปด้วย 3 ธุรกิจย่อยๆ ได้แก่

ESPN เจ้าแห่งลิขสิทธิ์กีฬา

ธุรกิจหลักๆ ในด้านนี้ของ Disney คือการผลิตช่องรายการเพื่อขายให้กับเคเบิลทีวี โดยมีช่องกีฬาชื่อดังที่เราคุ้นหูกันอย่าง ESPN เป็นรายได้หลักๆ ตามด้วย Disney Channel

สำหรับ ESPN นั้น Walt Disney ถือหุ้น 80% อีก 20% เป็นของ Hearst Corporation และยังมีช่องในเครืออีกเพียบ โดยเฉพาะ ESPN2 ที่แต่ละช่องมียอดสมาชิกหลัก 90 ล้านรายในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ช่องย่อยอื่นๆ ก็มีสมาชิกในระดับ 60 ล้านราย และ ESPN ยังเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์กีฬาดังๆ ในสหรัฐอเมริกาไว้มากที่สุด ดังนั้น เคเบิลทีวีต่างๆ ในสหรัฐต้องจ่ายเงินค่าลิขสิทธิ์กันเพียบ

สำหรับช่อง ESPN ที่ให้บริการนอกสหรัฐมีสมาชิก 146 ล้านคน ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากประเทศอินเดียโดยร่วมทุนกับ Sony Pictures Networks รองลงมาคือทวีปอเมริกาใต้

Disney Channel เพื่อคุณหนู

คุณหนูๆ ทั้งหลาย หรือว่าใครที่ผ่านวัยเด็กมาแล้วน่าจะเคยดูช่อง Disney Channel มียอดสมาชิกในสหรัฐสูงกว่า 90 ล้านราย และยังมีช่องย่อยๆ เกือบ 100 ช่องที่ให้บริการผ่านผู้ให้บริการเคเบิลทีวีทั่วโลก 162 ประเทศ

ส่วนการลงทุนในเรื่องของ Cable Networks ในต่างประเทศปัจจุบันนอกจาก ESPN แล้วมีเพียงแค่ช่องโทรทัศน์ในอินเดียอย่า UTV/Bindass และรวมไปถึง Hungama เท่านั้น

ส่วนบริการ Freeform หรือแต่เดิมเรียกว่า ABC Family มีสมาชิกในสหรัฐมากกว่า 90 ล้านราย และในส่วนธุรกิจ Cable Networks ยังรวมไปถึงการลงทุนใน BAMTech ด้วย

ESPN มีลิขสิทธิ์กีฬาดังทั้งในและนอกสหรัฐ ทำให้เคเบิลในสหรัฐต้องจ่ายให้ ESPN เป็นเงินมูลค่ามหาศาล (ภาพจาก Shutterstock) ธุรกิจ Broadcasting ในสหรัฐ

Broadcasting หรือธุรกิจฟรีทีวี มีหัวหอกอย่างช่อง ABC เป็น 1 ใน 6 ช่องฟรีทีวีใหญ่ที่สุดในสหรัฐ มีพันธมิตรเป็นสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นกว่า 244 สถานี และเป็นเจ้าของสถานีเอง 8 แห่ง อีกทั้งยังรับผลิตรายการให้เจ้าอื่นๆ  โดยปีที่ผ่านมาบริษัทผลิตละครให้กับ Netflix จำนวน 4 เรื่อง และ Hulu อีก 1 เรื่อง

ภาพ Shutterstock ลงทุนในช่องโทรทัศน์และสื่ออื่นๆ

นอกจากนั้น Disney ยังได้ลงทุนร่วมกับบริษัทหลายๆ บริษัทไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบดั้งเดิมหรือไม่ว่าสื่อใหม่

  • A+E Television Networks – Disney ได้ลงทุนฝ่ายละ 50% กับ Hearst Corporation ซึ่ง A+E เป็นเจ้าของช่องสารคดีชื่อดังอย่างเช่น History Channel หรือช่องอื่นๆ อย่าง Lifetime ฯลฯ
  • Vice – ทาง A+E ได้ลงทุนใน Vice Group ไป 18% แต่ได้ลงทุนในบริษัทลูกของ Vice Group อย่าง Viceland ไปฝ่ายละ 50% กับ Disney ซึ่ง Viceland เป็นเจ้าของ Vice ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์แนวใหม่ที่เน้นรายงานแบบเจาะลึก และมีคอนเทนต์เฉพาะกลุ่มอีกด้วย
  • CTV – Disney ได้ลงทุนในกิจการโทรทัศน์ในประเทศแคนาดา 30% ซึ่งเป็นเจ้าของช่องกีฬาอย่าง TSN หรือ RDS และทีวีอีกหลายๆ ช่อง
  • Hulu – แพลตฟอร์มคู่แข่งของ Netflix บริษัทได้ลงทุน 30%
  • Seven TV – ในประเทศรัสเซีย Disney ลงทุน 20% เพื่อที่จะได้ออกอากาศคอนเทนต์จาก Disney เอง
VICE ถือเป็นสื่อใหม่ที่เน้นไปในข่าวที่เน้นเจาะลึกเป็นพิเศษ (ภาพจาก Shutterstock) ธุรกิจสวนสนุก

พูดถึง Disney จะไม่พูดถึง Disneyland ไม่ได้ ซึ่งสวนสนุก ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจหลัก บางแห่งจะมีโรงแรมสำหรับพักด้วย โดยสำหรับ Resort และสวนสนุกที่ทาง Disney เป็นเจ้าของเองได้แก่

  • Walt Disney World Resort ที่ ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา
  • Disneyland Resort ที่ แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
  • Disneyland ปารีส ฝรั่งเศส 
  • Aulani Disney Resort & Spa ที่ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา

นอกเหนือจากนั้นจะเป็นสวนสนุกที่ทาง Disney ได้ร่วมลงทุน

  • Hong Kong Disneyland Resort  Disney ได้ลงทุนไป 47% ที่เหลือคือทางเกาะฮ่องกงเป็นผู้ลงทุน
  • Shanghai Disney Resort  Disney ได้ลงทุนไป 43% ที่เหลือคือทาง Shanghai Shendi เป็นผู้ลงทุน

ส่วนด้าน Tokyo Disney Resort บริษัทได้ให้สิทธิ์แก่บริษัทในญี่ปุ่นคือ The Oriental Land Company เป็นคนจัดการและดูแล ฉะนั้นรายได้ของสวนสนุกที่โตเกียวจะไม่ได้เข้ามารวมในงบเหมือนสวนวสนุกอื่นๆ

ส่วนธุรกิจอื่นๆ ในส่วนธุรกิจสวนสนุก ก็มี Disney Vacation Club และ Adventures by Disney รวมไปถึง Disney Cruise Line บริการเรือสำราญท่องเที่ยว

ภาพจาก Shutterstock สตูดิโอหนัง

ธุรกิจสตูดิโอหนังของ Disney ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเราจะคุ้นเคยและรู้จักดี โดยสตูดิโอหลักๆ ของ Walt Disney ประกอบไปด้วย Walt Disney Pictures, Pixar, Marvel และ Lucasfilm

ในธุรกิจนี้ยังรวมไปถึงธุรกิจย่อยๆ เช่น การขายลิขสิทธิ์หนังให้กับบริษัทเคเบิลทีวีต่างประเทศ หรือไม่เว้นแต่ฟรีทีวี ที่บ้านเราชอบซื้อลิขสิทธิ์หนังมาออกอากาศก็จะอยู่ในหมวดธุรกิจนี้ หรือแม้แต่การขายวิดีโอในรูปแบบต่างๆ เช่น แผ่น Blu-Ray หรือแผ่น DVD เป็นต้น

แน่นอนว่าธุรกิจในส่วนนี้กำลังไปได้สวย โดยเฉพาะช่วงนี้หนังทำเงินอย่าง Avengers กำลังทำรายได้ในจีนอย่างงดงาม และตอนนี้เป็นหนังทำเงินอันดับ 5 ของโลกไปแล้วด้วย

ธุรกิจ Consumer & Interactive Media

ธุรกิจอื่นๆ ของ Walt Disney เช่นการขายลิขสิทธิ์ Merchandise ให้ผู้สนใจนำไปทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืดลายการ์ตูนของ Disney นิตยสารของบริษัท หรือแม้แต่เกมของบริษัทที่จำหน่าย จะถือว่าอยู่ในธุรกิจนี้

แล้วอะไรเป็นธุรกิจทำเงินของ Disney กันแน่

เป็นข้อถกเถียงกัน (ถ้าหากไม่เปิดงบดู) ว่าสรุปแล้วอะไรกันแน่ที่ทำรายได้ให้กับ Walt Disney มากที่สุด หลายคนอาจคิดว่าเป็นภาพยนตร์เพราะเห็นกันชัดเจนที่สุด แต่นี่คือข้อมูลผลประกอบการจากปีที่ผ่านมา ซึ่งสรุปแล้วคือ

  • ธุรกิจสื่อ ในปี 2017 ที่ผ่านมาทำรายได้ 23,510 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 42.8%
  • ธุรกิจสวนสนุก ในปี 2017 ที่ผ่านมาทำรายได้ 18,415 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 33.5%
  • ธุรกิจสตูดิโอหนัง ในปี 2017 ที่ผ่านมาทำรายได้ 8,379 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 15.3%
  • ธุรกิจ Consumer และ Interactive Media ในปี 2017 ที่ผ่านมาทำรายได้ 4,833 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 8.8%

ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไม Disney ถึงต้องหันมาหารายได้ใหม่ๆ เช่น การที่บริษัทจะประกาศทำ Streaming เลิกนำภาพยนตร์ไปลง Netflix ส่วนหนึ่งเพราะธุรกิจสื่อเป็นรายได้หลักของ Disney มีสัดส่วน 42.8% เป็นอู่ข้าวอู่น้ำแต่มีแนวโน้มอิ่มตัวในสหรัฐอเมริกา

ดังนั้น สิ่งที่ Disney พยายามให้เกิดขึ้นคือ การควบรวมกิจการกับธุรกิจสื่ออื่นๆ เช่น FOX เพื่อรวบรวมคอนเทนต์และสร้างช่องทางการนำเสนอใหม่ๆ รวมถึงการพัฒนาภาพยนตร์ เพื่อสร้างรายได้ไปทั่วโลกมาก โดยเฉพาะตลาดจีน มากกว่าจับตลาดสหรัฐอเมริกาแบบในอดีต ซึ่ง Avengers: Infinity War เป็นกรณีตัวอย่างล่าสุดที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Viu เดินเกม Local Content จับมือ GMM 25 ป้อนละครรีรันแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

Brand Inside - 16 May 2018 - 16:57

Viu จับมือ GMM 25 เป็นพาร์ทเนอร์ในไทยรายแรกในการป้อนคอนเทนต์ในกลุ่ม Local Content หวังขยายฐานคนดูมากขึ้นจากเดิมที่มีจุดแข็งเรื่องซีรีส์เกาหลี

ขยับจากซีรีส์เกาหลี สู่ Local Content

ทำตลาดในไทยมาครบ 1 ปีเต็มแล้วสำหรับ Viu แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งคอนเทนต์ความบันเทิง หนัง ซีรีส์จากฮ่องกง หรือจะพูดง่ายๆ ว่า OTT มีโมเดลทั้งดูฟรี แต่มีโฆษณาคั่น และพรีเมี่ยมแบบจ่ายเงิน โดยชูจุดแข็งเรื่องคอนเทนต์เอเชียอย่างซีรีส์เกาหลี ญี่ปุ่น ใช้เป็นคอนเทนต์ คิลเลอร์ในการบุกตลาด ปีนี้ถึงเวลาขยายคอนเทนต์ด้านอื่นเพิ่ม

คอนเทนต์จะแบ่งเป็น 4 รูปแบบ มีสเต็ปในการเพิ่มคอนเทนต์ของ Viu นั้น เริ่มจากซีรีส์เกาหลี จากนั้นเสริมด้วย Premium Asian Movies หนังเอเชียที่ได้จากที่ง้กาหลี ญี่ปุ่น และฮ่องกง

เมื่อทั้ง 2 กลุ่มแข็งแรงก็เอาใจคนท้องถิ่นมากขึ้นด้วย Local Content เป็นการจับมือกับพันธมิตรในการนำคอนเทนต์ที่ฉายในทีวีมาลงในแพลตฟอร์มแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และสุดท้ายต้องมี Original Content เป็นการ Co-production กับพาร์ทเนอร์อีกเช่นกัน ในการผลิตคอนเทนต์ที่มีเฉพาะที่ Viu ตอนนี้ได้เริ่มทำที่เกาหลี อินเดีย จีน ในไทยมีแผนที่จะทำในอนาคต

ในปีนี้ Viu เริ่มจากการโฟกัสในการขยาย Local Content ก่อน ด้วยการจับมือกับ GMM 25 ดิจิทัลทีวีในเครือแกรมมี่ ในการนำคอนเทนต์รวม 200 ชั่วโมงมาป้อนให้ Viu แบบเอ็กซ์คลูซีฟ

GMM 25 ถือเป็นพาร์ทเนอร์ด้านคอนเทนต์รายแรกของ Viu โดยในปีก่อนที่เริ่มทำตลาดเริ่มเป็นพันธมิตรกับ AIS ในเรื่องสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าก่อน ซึ่งดีลนี้ถือว่าวิน-วินทั้งคู่ เพราะดูท่าทางนโยบายของทางแกรมมี่จะเร่หาพันธมิตรในการกระจอยคอนเทนต์ให้มากที่สุด ลำพังแค่พึ่งคนดูทางทีวี และออนไลน์อย่างเดียวคงไม่พออีกต่อไป

ธวัตวงศ์ ศิลมานนท์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท พีซีซีดับเบิลยู โอทีที (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า

“Viu กับ GMM 25 มี DNA ที่เหมือนกันก็คือเป็นแพลตฟอร์มด้านความบันเทิง จุดเด่นของ Viu ก็คือซีรีส์เกาหลีที่ฉายหลังจากออนแอร์ที่เกาหลีไม่นาน ทำให้คอนเทนต์สดใหม่ แต่โจทย์ของเราต้องการให้ผู้บริโภคเอ็นเกจมากขึ้น ต้องมี Local Content เอาใจคนไทย และคน Gen M ยุคนี้ต้องการอะไรใหม่ ต้องสร้างความแตกต่างจากแพลตฟอร์มอื่นด้วย”

ส่งละครไพร์มไทม์ สร้างเอ็นเกจบนออนไลน์

คอนเทนต์จาก GMM 25 จะมีกว่า 200 ชั่วโมง หลักการเลือกคอนเทนต์จะดูตามกลุ่มคนดู และแพลตฟอร์ม โดยส่ง Content Killer อย่างละครไพร์มไทม์เป็นตัวนำ ต้องมีความวาไรตี้ ไม่แมสแบบตบตี มีละครรวม 10 เรื่อง และมีรายการวาไรตี้

ยกตัวอย่างรายการ เช่น ซีรีส์ เลิฟ ซอง เลิฟ ซีรีส์, The Crime ทีมล่าทรชน, รายการ Club Friday Show และแหวนดอกไม้ ทั้งหมดจะเข้ามาอยู่ใน Viu หลังจากออนแอร์ในทีวี 2 ชั่วโมง เป็นพาร์ทเนอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟก่อนเจ้าอื่น 30 วัน หลังจาก 30 วันคอนเทนต์เหล่านี้ค่อยไปแพลตฟอร์มอื่น

อิงฟ้า ดำรงชัยธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายคอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล จำกัด กล่าวว่า

“ฐานผู้ชมของ GMM 25 เป็นคนรุ่นใหม่ ในเมืองอยู่แล้ว มีหลายคอนเทนต์ที่ได้กระแสบนโลกออนไลน์อย่างละครเรื่องหลงไฟ เลยจะเน้นสร้างเอ็นเกจบนโลกออนไลน์ต่อ และทำให้มีคอนเทนต์หลากหลายขึ้น”

ในช่วงหลังแกรมมี่ได้เดินเกมจับมือกับพันธมิตรที่เป็นแพลตฟอร์มเพื่อนำคอนเทนต์ไปลงอยู่ตลอด หลักๆ คือ Netflix, LINE TV และ Viu เป็นรายล่าสุด ส่วน YouTube มีการลงคอนเทนต์อยู่แล้ว ไม่ได้ลงแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

ปัจจุบัน Viu ทำตลาดใน 15 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บาเรน อียิปต์ จอร์แดน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดิอารเบีย ยูเออี และไทย

มีผู้ใช้ 16 ล้านแอคมีฟ ยูสเซอร์ ผู้ชมใช้เวลาเฉลี่ย 1.2-1.8 ชั่วโมง/วัน ส่วนในไทยมียอดดาวน์โหลด 2.3 ล้าน ระบบแอนดรอยด์ 55% และ iOS 45% ผู้หญิง 70% และผู้ชาย 30%

สรุป

การร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นผลดีของทั้ง 2 ฝ่าย Viu เองก็ต้องการคอนเทนต์เข้ามาเติมให้แน่นขึ้น ส่วน GMM 25 ก็ต้องการเอาคอนเทนต์ให้เข้าถึงคนได้มากขึ้น ในอนาคตทั้งคู่อาจจะ Co-production ในการผลิต Original Content ด้วยก็ได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Google Assistant เวอร์ชันภาษาไทยสำหรับสมาร์ทโฟนมาแล้ว เตรียมเปิดให้บริการเร็วๆ นี้

Brand Inside - 16 May 2018 - 16:39

หลังจากเปิดตัว Google Assistant บริการผู้ช่วยส่วนตัวไปได้ไม่นาน ล่าสุด Google เปิดตัว เวอร์ชันภาษาไทยสำหรับใช้งานบนสมาร์ทโฟนเป็นที่เรียบร้อย โดยจะสามารถใช้ได้บนระบบปฏิบัติการ Android 5.0 Lollipop ขึ้นไป และ iPhone ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS 9.1 หรือเวอร์ชันที่สูงกว่าในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้

Google Assistant ให้ผู้ใช้งานสนทนากับ Google เพื่อช่วยทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยคำสั่งภาษาไทย ตั้งแต่เปิดเพลงที่ชอบ หาเส้นทางที่ไปถึงออฟฟิศได้เร็วที่สุด หรือตั้งนาฬิกาปลุกสำหรับวันต่อไป โดยสามารถเปิดใช้งาน Google Assistant ได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่ม Home ค้างไว้ ผู้ช่วยส่วนตัวจาก Google ก็พร้อมให้ความช่วยเหลือทุกเมื่อ แม้กระทั่งในเวลาที่มีงานล้นมือหรือยุ่งมากแค่ไหนก็สามารถสั่งให้ Google Assistant ช่วยตั้งค่าแจ้งเตือน หรือบอกทางได้

Google Assistant ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Machine Learning ถูกพัฒนามาจากประสบการณ์ในการให้บริการด้านการค้นหาข้อมูลของ Google ที่ยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ รวมถึงการเข้าใจภาษาธรรมชาติ (natural language processing) คอมพิวเตอร์วิทัศน์ (computer vision) และการเข้าใจบริบทของผู้ใช้งาน (understanding user context) ทำให้สามารถเข้าใจบทสนทนา คำถาม และคำสั่งต่างๆ ที่มีความซับซ้อน ซึ่งจะมีการพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยเรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใช้งานสนใจ ชอบ หรือไม่ชอบ ซึ่งการใช้งานมีความปลอดภัย เป็นส่วนตัว และสามารถควบคุมได้

Google Assistant พูดและเข้าใจภาษาไทย รู้ในทุกสิ่งที่คนไทยให้ความสนใจ โดยผู้ใช้งานสามารถสั่งให้ Google Assistant ทำสิ่งต่างๆ ได้ เช่น ตั้งนาฬิกาปลุก บอกเส้นทาง เปิดเพลง  หรือเล่าเรื่องตลก เพื่อให้การใช้งาน Google Assistant เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง นักพัฒนาซอฟต์แวร์และ บริษัทต่างๆ สามารถสร้างคำสั่งต่างๆ เพื่อปฏิสัมพันธ์กับชาวไทยผ่านทางแพลตฟอร์มของนักพัฒนา Actions on Google เมื่อสร้างคำสั่งขึ้นมาแล้ว เพียงแค่พูดว่า “Ok Google พูดกับ… ” ก็สามารถเข้าถึงบริการหรือเนื้อหาต่างๆ ผ่านทาง Google Assistant ได้โดยตรง

ตัวอย่างคำสั่งสำหรับ Google Assistant

  • เปิดเพลงคุกกี้เสี่ยงทาย ใน YouTube

  • ช่วยปลุกเราตอนหกโมงเช้าหน่อย

  • เล่าเรื่องตลกให้ฟังหน่อย

  • ไปสนามบินทางไหนดี

  • หาร้านอาหารไทยใกล้ฉันให้หน่อย

  • ช่วยเตือนให้ซื้อของหน่อย

  • ฉันรักคุณ ภาษาเกาหลีพูดว่ายังไง

  • ลิเวอร์พูล กับเชลซี ใครชนะ

  • วัวร้องยังไง

  • ไปตลาดน้ำอัมพวาใช้เวลาเท่าไร

  • วันนี้เป็นยังไงบ้าง

  • เปิด WIFI ให้หน่อย

  • เปิดไฟฉายซิ

สามารถดูคำสั่งอื่นๆ ที่พร้อมใช้งานได้ที่เว็บไซต์ https://assistant.google.com/explore?hl=th-th

ศารณีย์ บุญฤทธิ์ธงไชย Head of Consumer Marketing, Google ประเทศไทย กล่าวว่า Google Assistant เวอร์ชันภาษาไทยจะช่วยให้คนไทยสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วผ่านทางโทรศัพท์ของพวกเขา เช่น ดูวิดีโอ ค้นหาเส้นทางบน Google Maps สร้างรายการช้อปปิ้ง หรือขอความช่วยเหลือเกี่ยวกับการแปล และอื่นๆ

Google Assistant เวอร์ชันภาษาไทยจะเปิดให้ใช้งานเร็วๆ นี้ โดยก่อนที่จะเริ่มใช้งาน Google Assistant ให้ตั้งค่าภาษาของอุปกรณ์เป็นภาษาไทยก่อน โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Google Assistant ได้ที่เว็บไซต์ https://assistant.google.com/explore?hl=th-th

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แม้ E-Commerce ในไทยจะเติบโตเร็ว แต่สิ่งที่ตามมาก็คือความเสี่ยงในการถูกโกงที่เพิ่มขึ้น

Brand Inside - 16 May 2018 - 16:36

ปัจจุบันคนไทย 3 ใน 4 ของประเทศมีการซื้อขายสินค้าผ่าน E-Commerce ถือเป็นการการเติบโตที่เร็วมาก เพราะใช้เวลาเพียงไม่ถึง 10 ปี แต่การเติบโตที่รวดเร็วนี้ก็ตามมาพร้อมกับความเสี่ยงในการถูกทุจริตที่มากขึ้นเช่นกัน

การซื้อสินค้าแบบ E-Commerce ความสะดวกสบายที่มาพร้อมกับอันตราย

ต้องยอมรับว่าทั้งคนเมือง และคนต่างจังหวัดเริ่มหันมาซื้อสินค้าผ่าน E-Commerce ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่ทำธุรกิจนี้โดยตรง รวมถึงช่องทาง Social Media ที่เป็นพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย โดยสิ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือสินค้าแฟชั่น, สินค้าความงาม และเครื่องใช้ไฟฟ้า แถมเหตุผลหลักๆ ยังมาจากความสะดวกในการซื้อขาย

เดฟ ดีมาน กรรมการผู้จัดการ เอ็กซ์พีเรียน เอเชีย แปซิฟิก ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตลาดใหม่ เล่าให้ฟังว่า แม้การเติบโตของ E-Commerce ในไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่อันตรายในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน หลังมีคนไทยกว่า 19% ที่เคยพบเจอการถูกทุจริตในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้

การทุจริตในการซื้อขาย E-Commerce

“เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ เพราะการซื้อสินค้าบนโลกออนไลน์ไม่น่ามีการทุจริต แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้กลับเติบโตไปพร้อม E-Commerce ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก และประเทศไทยยังมีการทุจริตทางตรงเป็นอันดับที่ 5 เมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่ เช่นเวียดนาม, อินเดีย และอินโดนีเซียเป็นต้น”

ตัดสินใจซื้อสูง ดังนั้นความเชื่อมั่นต้องดีกว่านี้

สำหรับมูลค่าการซื้อขายต่อคนของคนไทยที่ใช้จ่ายผ่าน Smartphone และอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ กับพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่รู้จักกันมาก่อนนั้นเฉลี่ยสูงถึง 140 ดอลลาร์/ครั้ง (ราว 4,500 บาท) เป็นอันดับที่ 2 ของภูมิภาคนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อใจในการซื้อขายผ่าน E-Commerce ที่ค่อนข้างดี

การซื้อสินค้าผ่าน Smartphone

“เมื่อเราเน้นซื้อขายผ่าน Smartphone และไม่รู้จักพ่อค้าแม่ค้ามาก่อน ทำให้ความปลอดภัยมันต้องมีมากกว่านี้ เพื่อการันตีได้ว่าสินค้า หรือบริการที่ได้มามันจะถึงมือผู้ซื้อให้ได้อย่างปลอดภัย ซึ่งการยืนยันตัวตนด้วยวิธีต่างๆ น่าจะเป็นตัวช่วยแก้ปัญหานี้ได้ไม่มากก็น้อย”

Biometric กับการการันตีความปลอดภัย

ดังนั้นการนำ Biometric หรือการยืนยันตัวตนด้วยวิธีต่างๆ มาช่วยการันตีในการซื้อขาย ก็น่าจะเป็นอีกทางเลือกที่ดีในการยกระดับมาตรป้องกันการทุจริต เพราะเมื่อแต่ละฝั่งรับรู้ข้อมูลส่วนตัวกันแล้ว การจะตามตัวในภายหลังหากมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้นก็สามารถทำได้ง่ายกว่าในปัจจุบัน

สรุป

แม้ Biometric และการยืนยันตัวตนจะช่วยป้องกันการโกงได้ แต่ปัจจุบันคนไทยก็ยังไม่ไว้วางใจในการฝากข้อมูลส่วนบุคคลไว้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แม้แต่หน่วยงานภาครัฐก็ตาม ดังนั้นการเดินหน้าเพื่อป้องกันการทุจริตบน E-Commerce อาจต้องเริ่มจากการสร้างความไว้วางใจจากหน่วยงานที่ดูแลข้อมูลเรื่องนี้ด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

หิวเมื่อไหร่ ไม่ต้องแวะมา! 7-ELEVEN ญี่ปุ่น เตรียมให้บริการเดลิเวอรี่ถึงบ้านแล้วในปีนี้

Brand Inside - 16 May 2018 - 14:30

7-ELEVEN ในญี่ปุ่นกำลังจะเป็น “เพื่อนที่รู้ใจ ถึงหน้าบ้านคุณ” เพราะล่าสุดเตรียมให้บริการส่งสินค้าแบบเดลิเวอรี่ถึงบ้านแล้ว เริ่มต้นที่แรกในฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น

Photo: Shutterstock บริการใหม่ เดลิเวอรี่สินค้าถึงหน้าบ้าน

7-ELEVEN ประเทศญี่ปุ่น เตรียมเปิดบริการใหม่ ส่งของเดลิเวอรี่ถึงหน้าบ้าน โดยระบุว่าจะจัดส่งสินค้าให้ได้ภายใน 2 ชั่วโมง

  • นั่นหมายความว่า ต่อจากนี้ไป ลูกค้าของ 7-ELEVEN ในญี่ปุ่นสามารถสั่งสินค้าที่มีอยู่มากถึง 2,800 รายการได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บริการเดลิเวอรี่นี้จะเริ่มต้นให้ใช้งานแบบ soft launch ในสาขาที่เมืองฮอกไกโดกว่า 25 แห่งในปลายเดือนตุลาคมปีนี้ก่อน และจะขยายบริการให้ครอบคลุมสาขากว่า 1,000 แห่งในเดือนสิงหาคมปี 2019 โดยหลังจากนั้น ทางบริษัท น่าจะขยายออกไปให้ครบ 20,000 สาขาที่มีอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น

Kazuki Furuya ประธานของ 7-ELEVEN ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “ด้วยจำนวนสาขากว่า 20,000 แห่ง ประกอบกับสินค้าที่มีมากถึง 2,800 รายการ และการส่งเดลิเวอรี่ที่รวดเร็ว มีเพียง 7-ELEVEN เท่านั้นที่ทำแบบนี้ได้

อย่างไรก็ตาม 7-ELEVEN ประเทศญี่ปุ่น จะทำงานร่วมกับ Seino Holdings บริการโลจิสติกส์ในญี่ปุ่นสำหรับการส่งของแบบเดลิเวอรี่ในครั้งนี้

Photo: Shutterstock

ที่มา – InsideRetail

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เขย่าตลาดโรงแรม! Snoopy และ Charlie Brown บุกญี่ปุ่นพร้อมเปิด Peanuts Hotel รับแฟนคลับ

Brand Inside - 16 May 2018 - 14:02

แฟนๆ Snoopy หรือ Charlie Brown ต้องกรี๊ดแตกแน่ๆ หลังที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังจะเปิดให้บริการ Peanuts Hotel ซึ่งรวม Character เหล่านี้เอาไว้ พร้อมการออกแบบห้องพักที่น่ารัก แถมไม่เหมือนกันในแต่ละห้องอีกด้วย

In a meeting… . <PEANUTS HOTEL> 2018 Summer OPEN! https://www.peanutshotel.jp . *写真はイメージになります。 . @peanutshotel . #peanutshotel #ピーナッツホテル #snoopy #スヌーピー #designhotel #travel #デザインホテル #トラベル #snoopygrams #peanutscafe @peanutscafe_tokyo #peanutsdiner @peanutsdiner

โพสต์ที่แชร์โดย PEANUTS HOTEL / ピーナッツ ホテル (@peanutshotel) เมื่อ เม.ย. 26, 2018 เวลา 2:15am PDT

จากตัวการ์ตูนสู่การหารายได้ทางธุรกิจ

การ์ตูนเรื่อง Peanuts นั้นเริ่มตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2493 และหยุดไปในปี 2543 แต่ด้วยตัวละครที่มีเสน่ห์ในตัวเอง ทั้งเจ้าหมาบีเกิล Snoopy และเด็กน้อยน่ารักอย่าง Chalie Brown ก็ทำให้เจ้าของการ์ตูนเรื่องนี้สามารถหารายได้จากการขายลิขสิทธิ์ตัวละครในหลายแง่มุม หรือตั้งแต่การทำของเล่น จนถึงการเป็นส่วนสำคัญในธุรกิจก็ว่าได้

ซึ่งในประเทศไทยก็คงเคยเห็นร้าน Chalie Brown Cafe กันไปแล้ว แต่ที่ญี่ปุ่นกลับก้าวล้ำไปมากกว่านั้นด้วยการเตรียมเปิดโรงแรม Peanuts Hotel กลางเมืองโกเบ หลังให้บริการ Snoopy Musuem และ Peanuts Cafe ไปก่อนหน้านี้

บรรยากาศ Peanuts Cafe ที่โตเกียว // ภาพจาก Peanuts Cafe

สำหรับ Peanuts Hotel จะเริ่มให้บริการในวันที่ 1 ส.ค. มีลักษณะเป็นอาคาร 6 ชั้น มีห้องพักทั้งหมด 18 ห้อง แต่ละห้องตกแต่งไม่เหมือนกัน แต่จะคุมธีมไว้ในแต่ละชั้น เช่นชั้น 4 เป็นธีม Imagine, ชั้น 5 เป็นธีม Happy และ ชั้น 6 เป็นธีม Love คิดราคาเข้าพักต่อคือนที่ 30,000 เยน (ราว 8,700 บาท) รวมอาหารเช้า

ส่วนชั้นอื่นๆ นั้นจะแบ่งเป็น Peanuts Cafe ที่อยู่ชั้น 1 และร้านอาหาร Peanuts Diner จะอยู่ที่ชั้น 3 โดยทั้ง 2 ร้านจะตกแต่งด้วยความน่ารักด้วย Character จากการ์ตูนเรื่องนี้ และบุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าพักก็สามารถจอง Online ได้ตั้งแต่วันที่ 9 ก.ค. แต่ถ้าเป็นสมาชิก Peanuts Friend Club จะจองห้องได้ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค.

อ้างอิง // SoraNews24, Peanuts Hotel

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Facebook ขยายสำนักงานในประเทศไทย ยืนยันลงทุนไทย ผลักดันธุรกิจยุคดิจิทัล

Brand Inside - 16 May 2018 - 07:29

เปิดตัว Facebook ในประเทศไทยครั้งแรกปี 2015 มาวันนี้ Facebook ขยายสำนักงานในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อย พร้อมประกาศว่านี่คือการเปิดโอกาสทางธุรกิจในไทยและการลงทุนที่จะตามมา แม้จะไม่เปิดเผยตัวเลขที่ชัดเจน

หนุน SME ต่อเนื่อง-ปลดล็อกธุรกิจขนาดใหญ่

จอห์น แวกเนอร์ กรรมการผู้จัดการ และชวดี วงศ์พยัต หัวหน้าฝ่ายธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ของ Facebook ประเทศไทย ประกาศเพิ่มการลงทุนในประเทศไทย สนับสนุนการพลิกโฉมประเทศไทย สู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล โดยจะเปิดตัวโปรแกรม ความร่วมมือ และโครงการริเริ่มต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของชุมชนผู้ใช้ Facebook ชาวไทย ที่มีมากกว่า 51 ล้านคนต่อเดือน

หนึ่งในความมุ่งมั่นของ Facebook คือการส่งเสริมนวัตกรรมที่โดดเด่นภายในประเทศไทย เช่น Social Commerce หรือเครือข่ายสังคมค้าขายออนไลน์ โดยธุรกิจขนาดเล็กและกลาง (SME) คือหนึ่งในผู้ใช้กลุ่มแรกที่พัฒนาธุรกิจ Social Commerce เป็นเทรนด์หลักที่กำลังมาแรงสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีในประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ Facebook ประเทศไทย ยังมุ่งปลดล็อคการเติบโตของธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทย ที่กำลังมองหาช่องทางสู่อนาคตผ่านการค้าขายทางโทรศัพท์มือถืออีกด้วย

เนื่องจากเป็นหนึ่งในประเทศที่มีตลาด Social Commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศไทยจึงเป็นหนึ่งในประเทศแรกๆ ในโลกที่ Facebook เปิดตัวนวัตกรรมเพื่อธุรกิจเอสเอ็มอี เช่น ฟีเจอร์ Shop ที่ช่วยให้การติดต่อซื้อขายและสื่อสารกับลูกค้าสะดวกยิ่งขึ้น Marketplace ที่ช่วยให้ลูกค้าค้นพบธุรกิจต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น และ
การชำระเงินผ่านพาร์ทเนอร์ในประเทศ ซึ่งช่วยให้การจ่ายเงินออนไลน์สะดวกรวดเร็วกว่าเดิม ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Social Comerce ซึ่งในปี 2560 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศอันดับหนึ่งของเอเชียแปซิฟิค และเป็นหนึ่งในห้าอันดับสูงสุดของทั่วโลกที่ผู้คนติดต่อสื่อสารผ่านการส่งข้อความในการทำธุรกิจมากที่สุด

สำหรับธุรกิจไทยขนาดใหญ่ Facebook จะมุ่งเน้นความพยายามเพื่อเอาชนะความท้าทายในการนำกลยุทธ์ดิจิทัลมาใช้งานจริง เพื่อตอบสนองอนาคตแห่งการใช้โทรศัพท์มือถือและพัฒนาองค์กรต่อไป ผลวิจัยในอุตสาหกรรมของภาคธุรกิจพบว่า 89% ของผู้นำองค์กรธุรกิจของไทยเชื่อว่า การเติบโตสู่อนาคตของ
ธุรกิจขึ้นอยู่กับการปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่การทำธุรกิจเชิงดิจิทัล อย่างไรก็ตาม มีเพียง 29% ที่มีกลยุทธ์เชิงดิจิทัลเต็มรูปแบบ ข้อมูลล่าสุดยังเผยให้เห็นว่า โอกาสเติบโตทางธุรกิจในประเทศไทยนั้นสูงถึงหนึ่งหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3.2 แสนล้านบาท) หากธุรกิจปรับกลยุทธ์ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้องค์กรเดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น และสร้างประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นแก่ลูกค้า

ผลักดันการใช้ Workplace by Facebook

Facebook ยังสนับสนุนธุรกิจไทยในการพัฒนาวิธีการร่วมมือในระดับองค์กร ผ่านแพลตฟอร์ม Workplace by Facebook โดยพนักงานของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท เซ็นทรัล แฟมิลี่มาร์ท จำกัด และบริษัท อนันดา เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้เชื่อมต่อกันบนแพลตฟอร์มเดียว เพื่อสร้างสรรค์กระบวนการ
ทำงานและความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นบนแพลตฟอร์ม Workplace ซึ่งนอกจากจะสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นและส่งเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยให้พนักงานรู้สึกใกล้ชิดกับองค์กรมากขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ การลงทุนส่วนหนึ่งของ Facebook ในประเทศไทย ยังจะมุ่งสนับสนุนสังคมดิจิทัลในประเทศไทยผ่านโปรแกรมต่างๆ ความร่วมมือในประเทศ และการอบรมทักษะต่างๆ เพื่อเสริมศักยภาพที่จำเป็นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและขับเคลื่อนการพัฒนาของสังคมในประเทศไทยต่อไป

  • โครงการให้ความรู้และอบรมผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคม ร่วมกับ C asean: Facebook ประเทศไทย จับมือกับ C asean องค์กรกิจการเพื่อสังคม จัดการอบรมและเวิร์คช้อป เพื่อช่วยกิจการเพื่อสังคมในประเทศไทย ให้มีทักษะที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยสร้างองค์กรที่ยั่งยืน ซึ่งจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงในชุมชนของพวกเขา
  • Hack for Good – Thailand: ในฐานะส่วนหนึ่งของ 2018 Community Challenge การแข่งขันออนไลน์แฮ็คคาธอนประจำปี Facebook เชิญชวนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวไทย มาร่วมสร้างสรรค์โซลูชั่นส์ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่ชุมชนในประเทศไทย โดยผู้ชนะจะได้รับรางวัลมูลค่าสูงสุดถึง 30,000 เหรียญสหรัฐ สามารถเยี่ยมชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่
  • คิดก่อนแชร์ (Think Before You Share) – ประเทศไทย: Facebook สนับสนุนความพยายามในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงดิจิทัลในประเทศไทย เพื่อประสบการณ์บนโลกออนไลน์ที่ปลอดภัยและเปี่ยมด้วยความเคารพต่อกัน ด้วยโครงการ “คิดก่อนแชร์” ในประเทศไทยนี้ ผู้ใช้จะสามารถเข้าถึงแนวทางความปลอดภัยในโลกออนไลน์ ซึ่งประกอบด้วยเคล็ดลับในการแชร์เนื้อหาต่างๆ อย่างมีความรับผิดชอบ รวมถึงความสำคัญของการคำนึงถึงผลกระทบของกิจกรรมบนโซเชียลมีเดีย เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความไม่สบายใจแก่ทั้งตนเองและผู้อื่น
  • NGO Day: เวิร์คช้อปซึ่งจัดโดย Facebook ประเทศไทย เป็นครั้งแรกนี้ จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนประชาสังคมและองค์กรพหุภาคีที่ดำเนินการในประเทศไทย เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือและโซลูชั่นส์ของ Facebook ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามเป้าหมายขององค์กร เชื่อมต่อกับผู้สนับสนุน
    และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
  • สร้างเสริมทักษะและนวัตกรรมสตาร์ทอัพ: Facebook สนับสนุนสตาร์ทอัพไทยด้วยการช่วยให้พวกเขาสร้าง เติบโต และขยายกิจการ โดยโครงการ FbStart program จะคัดเลือกสตาร์ทอัพไทย และมอบโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมือต่าง ๆ การสนับสนุนเชิงเทคนิค และชุมชนสตาร์ทอัพระดับโลก โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และเพื่อเสริมสร้างทักษะเพิ่มเติม Facebook ยังจะเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยที่มีศักยภาพสูง สามารถเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและการอบรมของ Facebook อีกด้วย

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages