ใช้ไม่หมดก็หาใหม่! Floyd Mayweather เตรียมชกกับ Manny Pacquiao อีกรอบแล้ว

Brand Inside - 9 hours 10 min ago

แม้ Floyd Mayweather จะประกาศเลิกชกไปหลังจบศึกระหว่าง Conor McGregor ไปเมื่อปี 2560 แต่สุดท้าย The Money กลับตระบัดสัตย์บน Instagram ของตัวเองผ่านการโพสต์ข้อความว่าจะขึ้นชกอีกครั้ง

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

I’m coming back to fight Manny Pacquiao this year. Another 9 figure pay day on the way @mayweatherpromotions

โพสต์ที่แชร์โดย Floyd Mayweather (@floydmayweather) เมื่อ ก.ย. 15, 2018 เวลา 3:51am PDT

ใช้ไม่หมดก็หาใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลก

หนึ่งในนักกีฬาที่มีมูลค่าของตัวเองติดระดับท็อป หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ Floyd Mayweather แน่นอน เพราะเวลานักมวยคนนี้ขึ้นชกแต่ละไฟต์ เขาก็สามารถทำเงินได้มหาศาล อย่างล่าสุดที่ขึ้นชกกับ Conor McGregor เขาก็ทำเงินไปหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ แถมยังจบการแข่งขันด้วยการ TKO คู่ชกในยกที่ 10 ด้วย

อย่างไรก็ตามหลังไฟต์นั้น Floyd ตัดสินใจยุติบทบาทนักชกของตัวเอง เพื่อไปเน้นพัฒนาสินทรัพย์จำนวนมากของตัวเองให้เติบโตขึ้นมากกว่า เช่นโครงการตึกระฟ้ากลาง New York นามว่า One Vanderblit แถมถึงตอนนี้เขาก็อายุเข้าไป 41 ปีแล้ว การจะให้มาเต้นฟุตเวิร์กบนเวทีก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

50-1 #NoExcuses pic.twitter.com/c5Q6khCDd9

— Manny Pacquiao (@mannypacquiao) September 15, 2018

แต่สุดท้ายแล้ว The Money คนนี้กลับประกาศลงบน Instagram ส่วนตัวว่าอยากขึ้นชกกับ Manny Pacquiao อีกครั้งภายในปีนี้ เล่นเอาหลายๆ สื่อจับตามองกันทีเดียวว่าไฟต์นี้จะสร้างรายได้ให้กับนักชกทั้งสองคนเท่าไร เพราะล่าสุดเจ้า Pacman ก็ประกาศกลายๆ บน Twitter ส่วนตัวในเชิงอยากชนะ Floyd เหมือนกัน

ทั้งนี้ Floyd และ Manny ต่างก็เคยพบกันมาแล้วในปี 2558 และเป็นหนึ่งในรายการชกมวยที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล ผ่านจำนวนผู้จ่ายเพื่อรับชม (Pay-Per-View) กว่า 4.6 ล้านคน และครั้งนั้น Floyd ก็ทำเงินไปกว่า 220 ล้านดอลลาร์ (ราว 7,100 ล้านบาท) ส่วน Manny ได้ค่าเหนื่อยไป 142 ดอลลาร์ (ราว 4,600 ล้านบาท)

สรุป

งานนี้ก็ต้องดูกันยาวๆ ว่าไฟต์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะการจะจัดไฟต์ระดับโลกขนาดนี้ ระยะเวลาคือเรื่องสำคัญ ผ่านการโปรโมต, การบริหารจัดการลิขสิทธิ์ รวมถึงค่าตัวต่างๆ ซึ่งตอนนี้เหลือเพียง 3 เดือนกว่าๆ เท่านั้น แต่ถึงอย่างไรถ้ามันเกิดขึ้นจริง ก็เชื่อว่าจะมีคนรับชมอยู่ดี เพราะมันคืออีกไฟต์ในตำนานแน่นอน

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เมื่อเกมเป็นมากกว่า E-Sport? Fortnite ขึ้นแท่นสาเหตุใหม่ของการหย่าร้างระหว่างสามีภรรยา

Brand Inside - 12 hours 52 min ago

ปัจจุบัน “เกม” ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่ามันสมควรเป็นกีฬา หรือ E-Sport หรือไม่ แต่ที่สหราชอาณาจักรเรื่องเกมกลับก้าวไปมากกว่านั้น เพราะล่าสุดเกม Fortnite กลายเป็นอีกเหตุผลของคู่สามีภรรยาที่หย่าร้างกัน

Fortnite // ภาพจาก Facebook ของ Fortnite Fortnite กับเหตุผลใหม่ของการหย่าร้าง

ในอดีตการหย่าร้างนั้นอาจมาจากปัญหาภายในครอบครัว เช่นทัศนคติไม่ตรงกัน หรือถูกกดขี่ข่มเหงมากเกินไป ทำให้การใช้ชีวิตคู่ไม่มีความสุข แต่ในปี 2561 มันเริ่มมีสาเหตุใหม่ๆ ขึ้นมาแล้ว อย่างเช่น Fortnite เกมยอดนิยมในตอนนี้ที่กลายเป็นอีกเหตุผลของการหย่าร้าง

Divorce Online เว็บไซต์จากสหราชอาณาจักรที่ให้ข้อมูล และบริการเกี่ยวกับการหย่าร้าง รายงานว่า มีคู่สามีภรรยากว่า 200 คู่ที่ระบุเหตุผลในการหย่าร้างกับบริษัทว่ามาจากเกม Fortnite โดยจำนวนนี้คิดเป็น 5% จากคู่สามีภรรยาทั้งหมด 4,665 คู่ ที่เข้ามาใช้บริการกับบริษัทตั้งแต่ช่วงต้นปี

อย่างไรก็ตาม Fortnite เป็นเพียงสาเหตุเท่านั้น ทุกคู่สามีภรรยาไม่ได้ระบุว่าการเล่นเกมทำให้เกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้นบ้าง แต่เชื่อว่าคงเป็นเรื่องความสนุกจนติดงอมแงม และมีเวลาให้กันไม่เพียงพอ คล้ายกับการติดยา, เหล้า หรือการพนัน ที่เป็นสาเหตุของการหย่าร้างในอดีต

สำหรับ Fortnite เป็นเกมแนว Survival ที่ให้ผู้เล่นเอาชีวิตรอดจากคู่แข่งจำนวนมาก ผ่านการหลบซ่อน หรือสู้กับคู่ต่อสู้โดยตรง โดยเกมนี้เปิดให้เล่นฟรีในหลายแพลตฟอร์ม (คอมพิวเตอร์, เครื่องเกม และมือถือ) แต่มีการขายไอเท็มเครื่องแต่งกายภายในเกม และคาดว่ามีผู้เล่นซื้อกว่า 70% ของทั้งหมด และเสียเงินเกือบ 3,000 บาท/คน

การหย่าร้าง // ภาพ pixabay.com

ส่วนผู้ผลิตเกมนี้คือ Epic Games ที่ปัจจุบันสร้างรายได้จาก Fortnite มหาศาล (คาดว่าสู่งถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ผ่านผู้เล่นกว่า 125 ล้านคนทั่วโลก และมีคนเข้ามาเล่นเกมทุกเดือนกว่า 40 ล้านคน ดังนั้นคงต้องจับตากันต่อไปว่าอนาคตจะมีเกมอื่นๆ ต้องเผชิญกับเรื่องนี้หรือไม่

สรุป

อาจเป็นเรื่องที่หลายคนมองข้าม แต่ “เกม” หากเล่นไม่เป็นเวลา หรือทุ่มเทให้มันมากเกินไปก็อาจส่งผลกับชีวิตตัวเอง และชีวิตคู่ได้ ดังนั้นการเล่นเกมแต่พอดี รวมถึงกิจกรรมประเภทอื่น ก็น่าจะช่วยให้การประคองชีวิตคู่ และตัวเองทำได้ดีดกว่าเดิม

อ้างอิง // Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Google Chrome ฉลองครบ 10 ปี ออกโฆษณาบอกว่าไม่ใช่แค่ Browser

Brand Inside - 22 hours 5 min ago

Google Chrome เว็บบราวเซอร์จากอาณาจักร Google ได้เดินทางมาครบรอบ 10 ปีแล้ว เลยถือโอกาสออกโฆษณาฉลองซะหน่อย เพื่อบอกว่าไม่ใช่แค่บราวเซอร์ธรรมดา แต่เป็นเครื่องมือหนึ่งในชีวิตประจำวัน

ยุคนี้มีเว็บบราวเซอร์ที่ไว้ใช้ท่องอินเทอร์เน็ตมากมาย ไม่ได้มีแค่ Internet Explorer เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้ง Safari และ Firefox รวมถึง Google Chrome ด้วยเช่นกัน

Google Chrome ยังคงชูจุดเด่นที่เหนือกว่าค่ายอื่นด้วยการเคลมว่ามีฟีเจอร์ที่ใช้ง่าย เฟรนลี่กับผู้บริโภค ซึง่ในปีนี้ได้ครบรอบ 10 ปีในการทำตลาด จึงทำการเปิดแคมเปญ “Do not Be a browser” เพื่อเป็นการฉลองซะหน่อย

แคมเปญนี้ได้ร่วมกับครีเอทีฟเอเยนซี่ Virtue โดยเนื้อหาสำคัญนั้นเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญของการใช้ Google Chrome เป็นการกระตุ้นให้ผู้ใช้ได้เห็นว่า Google Chrome เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของชีวิต ไม่ว่าจะทำอะไร ค้นหาอะไรก็ใช้ Google Chrome ทั้งสิ้น

โฆษณาชุดนี้มีเวลาเพียงแค่ 1 นาที เป็นการสื่อให้เห็นถึงอะไรหลายๆ อย่างว่ามีการใช้ Google Chrome ในชีวิตประจำวันอย่างไร สามารถเชื่อมต่อกับญาติห่างๆ ได้ จัดการตารางการประชุม สัมภาษณ์งาน นัดเดทกับแฟน ช่วยจัดการชีวิตให้สะดวกขึ้น

สารที่ต้องการสื่อจริงๆ ของ Google Chrome นั้นก็คือ ต้องการบอกว่า ตัวเขาเองไม่ใช่เป็นแค่เว็บบราวเซอร์ธรรมดา แต่เป็นเหมือนเพื่อน เป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดการชีวิตได้ดียิ่งขึ้น

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ถึงเติมเงิน BTS ผ่าน Rabbit Line Pay ได้ แต่บัตรหาย BTS ก็เทเราเหมือนเดิม

Brand Inside - 16 September 2018 - 23:23

เบื่อไหม ? กับการต่อคิวบนสถานีรถไฟฟ้า BTS ในเวลาเร่งด่วนเพื่อแลกเหรียญไปซื้อตั๋วที่ตู้ หรือเติมเงิน เติมเที่ยวเดินทางที่สถานีเท่านั้น แต่ตอนนี้สบายแล้วเพราะต่อไปเราสามารถเที่ยวเดินทางและ เติมเงินผ่าน Rabbit LINE Pay บนมือถือได้แล้ว

ภาพจาก Shutterstock ไม่ต้องต่อคิวแล้ว เติมเงิน เติมเที่ยว BTS ผ่าน Rabbit LINE Pay บนมือถือได้เลย

เดิมคนที่ใช้บริการรถไฟฟ้า BTS จะต้องไปเคาน์เตอร์ที่สถานีรถไฟฟ้าเพื่อแลกเหรียญไปหยอดตู้ซื้อตั๋ว หรือเติมเงิน เติมเที่ยวเดินทาง แต่ต่อจากนี้รถไฟฟ้า BTS หันมาจับมือกับ Rabbit LINE Pay ให้ลูกค้าอย่างเราสามารถเติมเงิน และเติมเที่ยวเดินทางผ่านมือถือได้แล้ว

โดยขั้นตอนง่ายๆ คือ ใครที่มีบัตร Rabbit ประเภทต่างๆ อยู่แล้ว สามารถเข้าไปคลิกเชื่อมบัตรที่มีอยู่กับ แอพพลิเคชั่นของ LINE และนำไป Activate (เปิดการใช้งาน) ที่สถานี BTS ปัจจุบันให้บริการแค่ 5 สถานี ได้แก่ อโศก เพลินจิต อนุสาวรียชัยสมรภูมิ ศาลาแดง และ ช่องนนทรีย์

ที่สำคัญมีโปรโมชั่นให้คนที่ผูกบัตร BTS กับ Rabbit LINE Pay ก่อนสิ้นปีนี้ ได้เที่ยวเดินทางฟรี 3 เที่ยว เที่ยวฟรีจะมีอายุ 90 วันหลังจากการลงทะเบียน หลังการลงทะเบียนจะเริ่มใช้งานเที่ยวฟรีได้ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 2561

Rabbit-BTS ไม่คุยกัน บอกทางแก้กรณีบัตรหายคนละแบบ แล้วลูกค้าต้องทำไง

เหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นได้เสมอ ล่าสุดมีผู้ถือบัตร Rabbit ทำบัตรหาย แต่ได้ลงทะเบียนบัตรประชาชนใน Rabbit Reward ไว้แล้ว จึงเข้าไปที่สถานี BTS อโศก เพื่อสอบถามว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง ทางเจ้าหน้าที่ของ BTS เลยถามกลับว่า ตัวลูกค้าเคยลงทะเบียนการอายัดบัตรซึ่งลูกค้าต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่ม 199 บาทไว้หรือไม่ ?

ผู้ถือบัตรดังกล่าวเลยแจ้งว่าไม่ได้ทำไว้ สุดท้ายเจ้าหน้าที่สถานีจึงแนะนำให้ ลงบันทึกแจ้งความของหายไว้ ถ้าเกิดมีเจ้าหน้าที่เจอบัตรที่คล้ายกันจะมีการติดต่อกลับไป และถ้าอยากถามอะไรเพิ่มให้โทรไปที่ Rabbit Hotline 02-617-8383

แต่เมื่อ Brand Inside ตรวจสอบข้อมูลกับ Rabbit Hotline พบว่า ก่อนหน้านี้ทาง Rabbit เคยคิดค่าธรรมเนียมอายัดบัตร 199 บาทจริง แต่ปัจจุบันลูกค้าสามารถพกบัตรประชาชน และบัตร Rabbit เข้าไปลงทะเบียนได้ฟรีที่ศูนย์บริการ Rabbit ในสถานีสยามได้เลย (แจ้งลงทะเบียนได้ที่เดียว คือ สถานีสยาม และต้องทำก่อนบัตรหาย) ซึ่งเมื่อบัตรหายจะสามารถโทรแจ้งอายัด และออกบัตรใหม่โดยเสียค่าธรรมเนียม 100 บาท ซึ่งรวมถึงค่าธรรมเนียมโอนเงินจากบัตรที่หายมาบัตรใหม่ 50 บาท

ภาพจาก Shutterstock

และเมื่อสอบถามเจ้าหน้า Rabbit Hotline ถึงคำตอบที่เจ้าหน้าที่ BTS แจ้งลูกค้ากรณีบัตรหาย ทาง Rabbit บอกว่า เป็นการสื่อสารภายใน BTS ถ้าต้องการร้องเรียนต้องโทรแจ้งที่ Call Center ของ BTS เอง

ขณะเดียวกัน Brand Inside ยังถามถึง กรณีที่ลูกค้าลงทะเบียนกับ Rabbit Reward ซึ่งเป็นฟีเจอร์หนึ่งของ Rabbit ที่ลูกค้าต้องลงทะเบียนระบุเลขประจำตัวประชาชน เพื่อเชื่อมกับเลขบัตร Rabbit ที่มีอยู่แล้ว ทาง Rabbit แจ้งว่าตัว Rabbit และ Rabbit Reward เป็นคนละบริษัทกันจึงไม่สามารถเชื่อมข้อมูลกันได้

นอกจากนี้เมื่อเราถามถึงรายละเอียดของ Rabbit LINE Pay ว่า สามารถเติมเที่ยวเดินทางได้ไหม? ทาง Rabbit Hotline ให้คำตอบว่า “เรื่องนี้ต้องขอให้ลูกค้าติดต่อกับ LINE Pay เอง ขออนุญาตให้เบอร์ติดต่อค่ะ 02-841-5400″

สรุป

BTS ให้บริการมา 19 ปี หลังจากให้ลูกค้าแลกเหรียญที่เคานเตอร์ไปซื้อตั๋วที่ตู้ เริ่มพัฒนาให้ลูกค้าสามารถเติมเงินและเติมเที่ยวผ่าน Rabbit Line Pay บนมือถือได้แล้ว แน่นอนว่าสะดวกขึ้น แต่เมื่อ BTS มีพันธมิตรเพิ่มขึ้น ทั้ง Rabbit ทั้ง LINE Pay เรากลับไม่เห็นการประสานงานกันอย่างชัดเจน (แม้จะเป็นบริษัทในเครือกันทั้งหมด) ไม่ว่าจะช่องทางสถานี หรือ Call Center จึงกลายเป็นว่าภาระการติดต่ออยู่ที่ลูกค้า

ทว่าปัญหาสำคัญคือ Rabbit เป็น E-wallet แบบหนึ่ง กลับไม่มีมาตรการดูแลลูกค้า ไม่มี Market Conduct ที่ชัดเจน เมื่อลูกค้ามีปัญหา การติดต่อผ่าน Rabbit, LINE Pay และ BTS จึงได้คำตอบที่ไม่เหมือนกัน จึงเกิดคำถามว่า มาตรฐานการให้บริการคืออะไร?

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สัมผัสนวัตกรรมล้ำโลกที่งาน Digital Thailand Big Bang 2018 ล้วงลึกโลก BIG DATA

Brand Inside - 16 September 2018 - 22:28

องค์กรต้องรู้ทันและปรับตัวให้อยู่รอดในยุคสมัยแห่งดิจิทัล ประชาชนเองก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อก้าวให้ทันสิ่งใหม่ๆ หัวใจสำคัญคือ การปรับตัว แต่จะมั่นใจได้อย่างไร ว่าสิ่งที่เรารู้ถูกต้องและครบถ้วน

ถ้ายังไม่แน่ใจ แนะนำให้มางาน Digital Thailand Big Bang 2018 งานที่เน้นเรื่องของเทคโนโลยีโดยเฉพาะ และเจาะลึกโลก Big Data ของประเทศไทย ในช่วงเวลาที่ข้อมูลมีค่ายิ่งกว่าทอง

รู้หรือไม่ว่า พวกเราทุกคนคือส่วนหนึ่งของการสร้าง Big Data ให้เกิดขึ้น ด้วยข้อมูลปริมาณมหาศาล (VOLUME) มีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (VELOCITY) มีความหลากหลาย (VARIETY) เป็นชุดข้อมูลที่มีความถูกต้องแม่นยำ (VERACITY) นี่คือ โอกาส ที่ยิ่งใหญ่สำหรับอนาคต

จากเดิมในปี 2017 Digital Thailand Big Bang เน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล หรือ Digital Transformation ให้กับภาคประชาชนและสังคม ครั้งนี้จะเป็นการต่อยอด ขยายความ และวิเคราะห์ให้ลึกกว่าเดิม และนี่อาจเป็นการพลิกโฉมหน้าประเทศไทยสู่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในทุกมิติ

แต่จะมีอะไรบ้างในงานปี 2018 ไปดูกัน

Digital Big Bang 2018 มีอะไรบ้าง

คำถามที่ว่า ทำไมต้องมางาน Digital Thailand Big Bang 2018 ก็ต้องบอกว่านี่คือ งานมหกรรมด้านดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดและอลังการที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นงานแสดงนิทรรศการนวัตกรรมที่ล้ำสมัย เสมือนยกโลกอนาคตมาไว้ที่นี่ ใครที่ยังสับสนว่าเทคโนโลยียุคใหม่เป็นอย่างไร ที่นี่มีคำตอบให้แบบครบถ้วน

ส่วนใครที่มีความรู้อยู่แล้ว ที่งานนี้ยกระดับความรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม โดยธีมของงานนี้คือ Big Data ที่เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลกยุคใหม่ เราจะจัดการข้อมูลขนาดมหึมานี้อย่างไรเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น พร้อมแบ่งการจัดงานเป็น 7 โซนสำคัญ ภายใต้แนวคิด “SIGMA” ซึ่งหมายถึง

“S” หรือ Cyber Security : ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์

“I” หรือ Infrastructure : โครงสร้างพื้นฐาน

“G” หรือ Digital Government : รัฐบาลดิจิทัล

“M” หรือ Digital Manpower : กำลังคน

“A” หรือ Applications : ธุรกิจและการประยุกต์

  1. Golden Cloud Computing ได้ยินเรื่อง คลาวด์​คอมพิวติ้ง กันมานานแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า คลาวด์คอมพิวติ้ง จะเปลี่ยนแปลงชีวิตคนและ เปลี่ยนธุรกิจไปจากเดิมได้อย่างไร รวมทุกเรื่องราวเกี่ยวกับคลาวด์คอมพิวติ้ง ที่ทุกคนควรรู้
  2. Big Data & Data Analytics ตรงกับธีมของงานนี้ นี่คือยุคแห่งข้อมูลข่าวสารที่ยิ่งใหญ่มหาศาล ข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ แต่เมื่อรวมการวิเคราะห์ที่มีประสิทธิภาพ การนำไปต่อยอดทั้งด้านการพัฒนาประเทศและด้านธุรกิจ นี่คือแต้มต่อที่จะสร้างความได้เปรียบ และผลักดันไทยไปสู่ศูนย์กลางข้อมูลระดับภูมิภาคที่ใหญ่ที่สุด
  3. Emerging Innovation & Digital Startup นวัตกรรมและสตาร์ทอัพ ที่พร้อมบุกโลกธุรกิจแห่งอนาคต สตาร์ทอัพ กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาโลกนี้ เมื่อองค์กรขนาดใหญ่ไม่สามารถตอบโจทย์การขับเคลื่อนที่รวดเร็วได้ ในงานนี้จะได้สัมผัสความสุดยอดของสตาร์ทอัพไทย ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ไว้เพียบ
  4. Digital Transformation ต่อยอดจากปีที่ผ่านมาว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล พร้อมพิสูจน์ว่า Cloud, Big Data, Internet of Things (IoT), Blockchain, e-Payment ถูกพัฒนาขึ้นมาสำหรับทุกคน
  5. Digital Manpower หัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ คือ การพัฒนาคน ยิ่งในยุค AI และ Machine Learning ที่คอมพิวเตอร์กำลังจะครองเมือง คนควรพัฒนาและยกระดับตัวเองอย่างไร ร่วมสร้าง Coding Nation และ Upskill สำหรับเยาวชนและโลกการศึกษาไร้พรมแดนให้เกิดขึ้นจริง
  6. Liveable City & Smart City พูดกันมานานเกี่ยวกับ Smart City แต่ของจริงกำลังจะปรากฎต่อหน้าทุกคนในงานนี้ ว่าด้วยระบบสมาร์ทซิตี้ ระบบอัจฉริยะที่ควบคุมทุกอย่างอัตโนมัติ พร้อมประกาศความพร้อมสู่การเป็นประเทศรายได้สูง
  7. Thailand Grand Challenge การแข่งขันในยุคดิจิทัล เช่น Drone Competition eSport และ Big Bang Coding จะก้าวไปสู่โลกยุคใหม่ได้อย่างภาคภูมิ ผลงานคือส่ิงพิสูจน์ความสามารถของบุคคลผ่านการแข่งขันระดับสากล

นอกจากนี้ ในงานยังมีการปาฐกถาและบรรยายพิเศษโดยผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้แง่คิดและความรู้กับผู้ร่วมงาน เป็นไฮไลท์สำคัญที่ไม่ควรพลาดที่จะได้รับทราบมุมมองความคิดโดยตรงจากคนเทคโนโลยีระดับโลก

จะก้าวทันโลก ก้าวทันเทคโนโลยี ต้องไปร่วมงาน Digital Thailand Big Bang 2018 โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 – 23 กันยายน 2561 ที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการอิมแพค เมืองทองธานี ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://digitalthailandbigbang.com/th

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เมื่อความเร็วคือพระเจ้า ธุรกิจใหญ่ด้านเฮลท์เทคปรับตัวแยกจากบริษัทแม่

Brand Inside - 16 September 2018 - 22:16

เทรนด์สุขภาพและการแพทย์มาแรงทั่วโลก ทำให้บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ หันมาพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้คนมีชีวิตยืนยาว สุขภาพดี ซึ่งก็รวมถึงการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆด้วย แต่เมื่อมีดิจิทัล ความเร็วเลยกลายเป็นหัวใจหลักในการทำธุรกิจ

เมื่อ Speed เป็นเรื่องของพระเจ้า Siemens Healthineers แยกตัวจากบริษัทแม่

ดร.โทเบียส เซย์ฟาร์ท กรรมการผู้จัดการ และ ประธาน ซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส (Siemens Healthineers) ประจำภูมิภาคอาเซียน บอกว่า ก่อนหน้านี้ Siemens Healthineers เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทแม่ Siemens ที่ทำธุรกิจเรื่องรถไฟฟ้า แต่เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา เราแยกออกมาเปิดบริษัทใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ชื่อ Siemens Healthineers ที่จะพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ออกมาแข่งในโลกธุรกิจ ปัจจุบันเรายังมีสัดส่วนประมาณ 18% ของ Siemens ทั้งหมด

“การทำธุรกิจตอนนี้โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีจำเป็นต้องมีความเร็ว และความคล่องตัว การที่เราต้องแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีใหญ่ เลยต้องใช้จุดเด่นเราที่มีเครือข่าย พันธมิตรโรงพยาบาล ทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลลูกค้าที่ใช้บริการเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ มาวิเคราะห์ พัฒนาและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้มากกว่าบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ”

นอกจากนี้การมีบริษัทแม่เป็น Siemens ทำให้ภาคการผลิตของเราดีขึ้น เพราะเรามีการแลกเปลี่ยน IT engineer ความรู้ต่างๆ ระหว่างกันมากขึ้น

ภาพจาก Shutterstock พัฒนาเทคโนโลยี AI เพิ่มทางเลือกให้ธุรกิจ สนับสนุนการแพทย์

เทคโนโลยีทางการแพทย์มีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา การที่บริษัทเราจะแข่งขันกับคนอื่นได้ ต้องพัฒนาให้เร็วยิ่งขึ้น จุดแข็งเราคือการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence) มาพัฒนาอุตสาหกรรมสุขภาพ เครื่องมือทางการแพทย์ การบริการคนไข้ การเพิ่มประสิทธิภาพห้องทอลอง (ห้องแล๊ป) ฯลฯ

ปัจจุบันบริษัทเราให้บริการภายในโรงพยาบาล (รพ.) อยู่แล้ว อย่างในไทย รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.บำรุงราษฎร์ กลุ่มรพ. รามคำแหง และ รพ.ในเครือกรุงเทพดุสิตเวชการ มีเครื่องมือแพทย์อย่างเครื่องเอ็มอาร์ไอและซีทีสแกนที่ใช้เทคโนโลยี Cinematic VRT และซอฟต์แวร์ซินโกเวีย (Syngo.via) ซึ่งทำให้แพทย์มีข้อมูลภาพจำลองร่างกาย สมองมนุษย์ ฯลฯ และเอามาวินิจฉัยโรคได้ดีขึ้น เพราะมองเห็นอวัยวะที่ต้องการตรวจได้ชัดเจนขึ้น

และเมื่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากโรงพยาบาล (รพ.) ทั่วโลก มีการใช้เครื่องเอ็มอาร์ไอและซีทีสแกนเพิ่มขึ้น 30% ทำให้รพ. ต่างๆ ต้องบริหารขั้นตอนภายในรพ.ให้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น Simens Healthineers เลยพัฒนาโซลูชั่นและแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้บุคลากรของรพ. ในชื่อ PEPconnect (Personalized Education Plan)

“PEPconnect (Personalized Education Plan) จะใช้งานง่ายเหมือนโซเชี่ยลมีเดีย มีช่องให้คนในรพ.แชทกันได้ เพื่อติดตามสมรรถนะการใช้งานของเครื่องแบบเรียลไทม์และแจ้งบำรุงรักษาได้ทันทีผ่านคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน”

แล้ว Siemens Healthineers วางแผนงานธุรกิจในไทย อย่างไรบ้าง

Simens Healthineers เรามองเทรนด์เทคโนโลยีทางการแพทย์ไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราต้องดูนโยบายของประเทศไทยว่าจะขับเคลื่อนไปทางไหน ซึ่งปัจจุบันไทยทำได้ดีในเรื่องการดูแล และรักษาพยาบาลลูกค้ากลุ่มบน ดังนั้นในอนาคตเรามองว่าควรการแพทย์ต้องเข้าถึงกลุ่มประชาชนไทยให้มากขึ้น และคนกลุ่มนี้ต้องสามารถเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์ขั้นพื้นฐานให้ได้ ทางบริษัทจึงสนับสนุนไทยผ่านเทคโนโลยร และเงินทุนอย่างถูกที่ ถูกเวลา

Siemens Healthineers เราอยู่ในไทยมากว่า 120 ปี จึงตั้งเป้าหมายการเติบโตในไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันไทยถือเป็น Medical Hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว โดยจุดประสงค์ของบริษัทยังแบ่งเป็น 4 ด้านได้แก่

  • เพิ่มความแม่นยำในการตรวจรักษา
  • เปลี่ยนโฉมการดูแลรักษาคนไข้ให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ปรับประสบการณ์การรับบริการของคนไข้
  • ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพไปสู่ยุคดิจิทัล
สรุป

เทคโนโลยีทางการแพทย์ยังเติบโตต่อเนื่อง ทำให้บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆ เริ่มเข้ามาแข่งขันกับเจ้าใหญ่ในธุรกิจเดิม ดังนั้น Siemens Healthineers ซึ่งเป็นเจ้าใหญ่ในตลาด แม้จะมีจุดแข็งว่าเข้าถึงข้อมูลการรักษาพยาบาลได้มากกว่ากลุ่มหน้าใหม่ แต่เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดให้ได้ ล่าสุดเลยแยกบริษัทออกจากบริษัทแม่ แน่นอนว่าเพื่อความคล่องตัวให้ทำธุรกิจ นโยบายต่างๆ ได้เร็วขึ้นแต่ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเรื่องการระดมเงินทุนได้มากขึ้นด้วย เพราะธุรกิจเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องใช้เงินจำนวนมากในการพัฒนา 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ปิดฉาก Beetle! Volkswagen ประกาศเลิกผลิตรถเต่า หลังยอดขายลดเหลือแค่หลักหมื่นในสหรัฐฯ

Brand Inside - 16 September 2018 - 19:28

ในที่สุดรถยนต์ที่มีเอกลักษณ์อย่าง Beetle หรือ “รถเต่า” ของ Volkswagen ก็ถึงวันที่ต้องเลิกผลิต เรียกว่าเป็นการปิดตำนานหนึ่งในรุ่นรถยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก หลังใช้ชื่อรุ่น และรูปทรงนี้ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2481

Beetle หรือรถเต่าโฉมแรกของ Volkswagen // ภาพ pixabay.com การหายไปของเพื่อนรักของใครหลายคน

Beetle หรือ “รถเต่า” ของ Volkswagen นั้นทำเริ่มผลิต และขายให้บุคคลทั่วไปในเยอรมันตั้งแต่ปี 2481 ภายใต้คำสั่งของ Adolf Hitler ที่ต้องการให้เกิดรถยนต์ที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ตามนโยบายของพรรคนาซี ซึ่งการจะทำอย่างนั้นได้ Ferdinand Porsche จึงถูกให้เข้ามาช่วยออกแบบ และเสร็จสมบูรณ์ออกมาเป็น Beetle โฉมแรก

ซึ่งรุ่นนั้นก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะด้วยราคา และคุณสมบัติที่เหมาะสม ทำให้จำหน่ายยาวๆ ถึงปี 2546 เลยทีเดียว แต่ช่วงหลังๆ มีแค่บางประเทศ เช่นกลุ่มอเมริกากลาง และใต้ ที่ทำตลาดเท่านั้น เพราะด้วยมาตรการเรื่องความปลอดภัย และเรื่องไอเสียในประเทศส่วนใหญ่ทำให้ Volkswagen ไม่สามารถทำตลาดรุ่นนี้ได้อย่างทั่วถึง

Beetle หรือรถเต่า โฉมที่ 2 ของ Volkswagen // ภาพจาก Flickr ของ Markus Marzi

แต่ระหว่างที่ทำตลาดนั้นเอง Volkswagen ก็ส่งรุ่น New Beetle ออกมาในปี 2540 ก่อนจะส่งโฉมล่าสุดออกมาในปี 2554 ซึ่งน่าเสียดายที่โฉมนี้จะเป็นโฉมสุดท้ายแล้ว เพราะ Volkswagen แจ้งว่าจะเลิกผลิตรถยนต์รุ่นนี้ที่โรงงาน Puebla ในประเทศเม็กซิโก โดย Beetle ล็อตสุดท้ายจะออกจากโรงงานดังกล่าวในเดือนก.ค. 2562

เตรียมพบกับ Final Edition ที่ต้องมาพร้อมอะไรล้ำๆ

Hinrich J. Woebcken ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Volkswagen Group of America เล่าให้ฟังว่า ในปี 2562 จะมี Beetle รุ่นพิเศษออกมาจำหน่ายคือ Final Edition SE กับ Final Edition SEL เพื่อฉลองความสำเร็จของรถยนต์รุ่นนี้ที่มีอายุมากว่า 70 ปี แต่ยังไม่ได้รับปากเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์รุ่นนี้อีกครั้ง

Beetle หรือรถเต่าโฉมที่ 3 ของ Volkswagen

อย่างไรก็ตามเหตุผลที่ Beetle ต้องถูกเลิกผลิตไปก็เพราะยอดขายในสหรัฐอเมริกาที่ลดลงเรื่อยๆ เช่นปี 2560 มียอดขายที่ 15,156 คัน จาก 43,134 คันในปี 2556 ถือว่าลดลงเยอะมาก ประกอบกับนโยบายของบริษัทที่เน้นผลิตรถยนต์เพื่อครอบครัว และมุ่งหน้าทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ก็ทำให้ Beetle ไม่อยู่ในแผนนี้เช่นกัน

สำหรับการเดินหน้าทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Volkswagen นั้นก็มีทั้ง Microbus ที่เอารถตู้สุดเอกลักษณ์มาแปลงให้เป็นรถสุดล้ำ ซึ่งน่าจะได้เห็นในปี 2565 ในทางกลับกันด้วยความที่คนเยอรมันไม่ชอบมองย้อนกลับไป ซึ่งการยกเลิก Beetle ก็ช่วยให้ลบภาพจำแย่ๆ เกี่ยวกับนาซีได้ด้วย

สรุป

การยกเลิก Beetle ของ Volkswagen น่าจะสร้างความเสียใจให้กับใครหลายคน แต่เชื่อว่าการยกเลิกครั้งนี้น่าจะช่วยให้ Volkswagen เดินตามแผนได้ง่ายขึ้น และมุ่งหน้าไปยังรถยนต์ไฟฟ้า กับรถยนต์ที่ตรงกับนโยบายที่วางไว้ได้ด้วย เพราะก่อนหน้านี้ Volkswagen เจอเรื่องแย่ๆ เกี่ยวกับการโกงค่าไอเสียจนบริษัทเสื่อมเสียชื่อเสียงไปมาก

อ้างอิง // Forbes, Volkswagen

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Nike หุ้นพุ่งสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์หลังปล่อยแคมเปญโฆษณาใหม่ออกไปเพียง 10 วัน

Brand Inside - 16 September 2018 - 16:40

ในช่วงแรกที่ปล่อยแคมเปญโฆษณาฉลองครบรอบ 30 ปี ของคำว่า Just do it ทาง Nike ก็ถูกโจมตีอย่างรุนแรงจากผู้บริโภคเพราะไม่พอใจกับจุดยืนของบริษัท แต่สุดท้ายแล้วเรื่องกลับตาลปัตร เพราะทุกอย่างกลายเป็นเรื่องดีไป

จุดยืนที่ถูกจริต กับการดึงความเชื่อมั่น และยอดขาย

แคมเปญโฆษณาฉลองครบรอบ 30 ปีของ Just do it นั้น Nike ตัดสินใจใช้ Colin Kaepernick นักอเมริกันฟุตบอลที่มีจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจนเป็นตัวละครหลักในหนังโฆษณา ซึ่งการทำแบบนี้ทำให้คนที่มีความคิดตรงข้ามกับนักกีฬาคนดังกล่าวนั้นออกมาโจมตีแบรนด์ Nike กันอย่างรุนแรง ถึงขั้นเผารองเท้ากันเลยทีเดียว

แต่การทำตลาดแบบเลือกข้างของ Nike นั้นเพียงผ่านไป 10 วันก็เริ่มแสดงผลดีออกมาแล้ว เพราะเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ Nike นั้นพุ่งขึ้นสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ โดยอยู่ที่ 83.47 ดอลลาร์สหรัฐ/หุ้น (ราว 2,700 บาท) และยังไม่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงแรงๆ เหมือนวันแรกที่หนังโฆษณาตัวนี้ปล่อยออกมาอีกด้วย

ราคาหุ้นของ Nike // ภาพจาก Yahoo Finance

ขณะเดียวกันในฝั่งยอดขายของ Nike ทางบริษัทวิจัย Edison Trends ก็ได้รวบรวมใบเสร็จจากร้านค้า Online กว่า 200 แห่ง และพบว่ายอดขายของ Nike ในช่วงนี้ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นวันอังคารที่เพิ่มขึ้น 22%, วันพุธเพิ่มขึ้น 42% และวันพฤหัสบดีเพิ่มขึ้น 23%

อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเพียงข้อมูลยอดขายจากช่องทาง Online เท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วยังมียอดขายในช่องทางค้าปลีกทั่วไปอีก ที่สำคัญการจะวัดว่าแคมเปญโฆษณาดังกล่าวสร้างผลกระทบให้ Nike อย่างไรก็คงต้องดูกันยาวๆ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่ามันจะไปจบที่ตรงไหน

อ้างอิง // Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

งานหนัก Tesla! ค่ายรถหรูเยอรมนีบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว ชูจุดแข็งทางการเงิน-ฐานลูกค้า

Brand Inside - 16 September 2018 - 15:52

การทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าหลังจากนี้ต้องร้อนระอุแน่ๆ เพราะค่ายรถยนต์หรูจากเยอรมนีไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Benz, BMW และกลุ่ม Volkswagen อย่าง Audi และ Porsche ก็พร้อมจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว

รถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายเยอรมนี ทับไลน์ Tesla จนแทบไม่มีที่ยืนในยุโรป

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กลุ่มประเทศยุโรปในตอนนี้ Tesla คือแบรนด์ผู้ผลิตที่ครองส่วนแบ่งมากที่สุด ผ่านการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าระดับหรูภายใต้รุ่น Model S และ X แต่หลังจากนี้มันอาจไม่ใช่เรื่องง่ายของ Elon Musk แล้ว เนื่องจากแบรนด์รถยนต์หรูจากเยอรมนีกำลังขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อทำตลาดเต็มตัว

ไล่ตั้งแต่ Mercedes-Benz ที่เพิ่งเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น EQC ที่มีลักษณะคล้ายกับรุ่น GLC และเตรียมส่งมอบให้กับผู้สั่งซื้อภายในปี 2562 ต่อด้วย BMW ที่กำลังพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบอย่าง iNext รวมถึงเตรียมวางจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น iX3 ภายในปี 2563 ที่มีลักษณะคล้ายกับ X3 ที่ทำตลาดอยู่

Tesla Model 3

ส่วนกลุ่ม Volkswagen เอง เริ่มที่ Audi ที่ปัจจุบันก็มีการขึ้นไลน์ผลิตของรถ่น eTron เพื่อวางจำหน่ายในปี 2563 ส่วนนอกจากมีแผนลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว ส่วนอีกแบรนด์อย่าง Porsche ก็เตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2562 ด้วย ซึ่งแบรนด์ทั้งหมดนี้ทับไลน์กลุ่มเป้าหมายกับรุ่น Model S และ X ของ Tesla แบบเต็มๆ

หุ้น Tesla อาจมูลค่าลดลงถึง 30%

จึงเป็นที่แน่นอนว่าหาก Tesla ไม่รีบทำอะไรในตอนนี้ ก็จะถูกแบรนด์รถหรูจากเยอรมนีแย่งส่วนแบ่งกลับไป เพราะแบรนด์เหล่านี้มีจุดแข็งคือฐานลูกค้าเดิมจำนวนมาก, ความน่าเชื่อถือ รวมถึงสถานะทางการเงินที่ทุกรายพร้อมลงทุนเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าเต็มที่

NIO รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน รุ่น ES8

สังเกตจากการเริ่มลงทุนในทีมแข่ง Formula E ของ Audi และ Porsche เพื่อแสดงศักยภาพ รวมถึงการเน้นนำรุ่นที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบันมาปรับแต่ง พร้อมกับติดตั้งแบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าไป เพื่อประหยัดต้นทุนในการผลิต ผ่านประสบการณ์ที่ทำตลาดรถยนต์มาหลายร้อยปี

อย่างไรก็ตามนอกจาก Tesla อาจประสบปัญหาในการทำตลาดที่กลุ่มยุโรปในอนาคตแล้ว ทางพื้นที่เอเชียปัจจุบันก็ถูกครองด้วยแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน จึงทำให้ Goldman Sachs คาดการณ์ว่าหากการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้ายังรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ราคาหุ้นของ Tesla ตกลงถึง 30%

สรุป

ในที่สุดกลุ่มรถยนต์หรูของเยอรมนีก็ตัดสินใจบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเต็มที่ แต่งก็เหมือนการถูกบังคับกลายๆ ให้ทำแบบนี้ เพราะพวกเขาถูกกดดันจากกลุ่มยุโรปที่ต่างออกนโยบาลลดมลพิษ จนทำให้การทำตลาดรถยนต์สันดาปภายในทำได้ยากขึ้น แต่การทำแบบนี้ก็ทำให้ Tesla อยู่ยากขึ้นโดยอัตโนมัติ

อ้างอิง // Wired

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

บัตรแมงมุมอัพเกรดเป็นเดบิต ต.ค.นี้เตรียมใช้กับรถเมล์ แอร์พอร์ตลิ้งค์ หวัง BTS ร่วมวง

Brand Inside - 16 September 2018 - 09:52

หนึ่งในความหวังของคนกรุงเทพ คือการมีบัตรใบเดียวเดินทางได้ทั่วกรุง ไม่ว่า MRT BTS รถเมล์ ฯลฯ ภาครัฐเลยวางรากฐานเป็นบัตรแมงมุม ให้ใช้จ่ายขนส่งมวลชนได้ทั้งหมด ทว่าปัจจุบัน BTS จะยังไม่ยอมเข้าร่วมกับบัตรแมงมุม ทำให้บัตรนี้ไม่ต่างอะไรกับบัตร MRT ที่เชื่อมกับสายสีม่วงแล้ว

แต่ความหวังภาครัฐต้องไปต่อ ล่าสุดเลยเพิ่มความสะดวกมาขึ้นในการใช้จ่าย อย่างการ Co-Brand เพิ่มบัตรเดบิตของแบงก์มารวมไว้ให้เลย

ของมันต้องมี “กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุม” จ่ายค่าเดินทาง-ช้อปปิ้งก็ได้

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย บอกว่า 27 ก.ย. 2561 นี้ จะเริ่มให้บริการ “กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุม” (Krungthai Metro Link) ที่จะมี 2 ฟีเจอร์ในบัตรเดียว คือ 1. บัตรเดบิต ใช้เบิก-ถอน-โอนเงินสด แถมยังซื้อสินค้าและบริหารได้ทั่วโลก (ที่มีสัญลักษณ์ Mastercard) และ 2. เป็นบัตรแมงมุม (โครงการพัฒนาระบบตั๋วร่วม-Common Ticketing System) ที่ตอนนี้ใช้จ่ายค่าโดยสายรถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วงได้แล้ว

กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุม เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าที่ต้องใช้ระบบขนส่งมวลชน ที่สำคัญบัตรนี้ยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐเรื่อง National e-Payment ที่จะวางโครงสร้างพื้นฐาน และทำให้คนคุ้นเคยกับการจ่ายเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้เข้าใจเรื่องสังคมไร้เงินสดด้วย

ภาพจาก Shutterstock
ข่าวดี ต.ค. นี้ บัตรแมงมุมเตรียมร่วม ขสมก. แอร์พอร์ตลิ้งค์ แถม BTS มาขอสเปคบัตรแมงมุมไปดูแล้ว

ภคพงศ์ ศิริกันทรมาศ ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) บอกว่า แม้ว่าตอนนี้บัตรแมงมุมจะใช้ได้กับ MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง แต่เดือน ต.ค. 2561 นี้จะมีการเชื่อมและสามารถใช้งานได้กับรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรียล ลิงก์ และรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ส่วนรถไฟฟ้า BTS ตอนนี้เขาทำหนังสือขอสเป็กบัตรแมงมุม จาก รฟม. ไปพิจารณาก่อนว่าจะเข้าร่วมไหม

ส่วนหนึ่งที่น่าจะทำให้ BTS สนใจบัตรแมงมุม คือ เป็นบัตรที่รองรับบัตรผู้มีรายได้น้อย (หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อบัตรคนจน) ที่แต่ละเดือนรัฐจะให้วงเงินเดินทางผ่านขนส่งสาธารณะ 500 บาท/คน

การที่ BTS ขอสเป็คบัตรแมงมุมไปดู ก็ทำให้ประชาชนอย่างเรา มีหวังว่าบัตรแมงมุมจะครอบคลุมขนส่งสาธารณะหลักๆ ของกรุงเทพฯ ซึ่งหากเหลือบัตรใบเดียวประชาชนจะสามารถประหยักค่าใช้จ่ายในการออกบัตร การบริหารเงินในกระเป๋าจะง่ายขึ้น แะที่สำคัญอนาคตจะเชื่อมไปถึงการใช้บัตรเครดิตจ่ายผ่านเครือข่ายบัตรแมงมุมด้วย

ภาพจาก shutterstock โปรโมชั่นฟรี! ค่าธรรมเนียมการออกบัตร แถมแคชแบ็ค ถึงพ.ย. 2561 นี้

ตั้งแต่ปลายเดือนก.ย.ถึง 30 พ.ย. 2561 นี้ ใครสนใจสมัครและออก กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุม จะได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมแรกเข้า 100 บาท และรับเครดิตเงินคืน 30 บาท ต่อเดือน เมื่อเติมเงิน 300 บาท (สูงสุดไม่เกิน 90 บาท) จำนวน 20,000 สิทธิ์แรก

และสะดวกยิ่งขึ้น โดยธนาคารจะเปิดเคาน์เตอร์พิเศษสำหรับผู้สนใจสมัครบัตร ณ จุดรับสมัครตามสถานีและจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า ได้แก่ สถานีรถไฟฟ้า MRT เตาปูน เพชรบุรี ลาดพร้าว สุขุมวิท พหลโยธิน และบางใหญ่ ในเดือนต.ค. 2561 โดยเตรียมบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด ที่ยังไม่หมดอายุ หรือบัตรประจำตัวข้าราชการ และสมุดเงินฝากออมทรัพย์ หรือเลขที่บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน พร้อมเงินค่าธรรมเนียมรายปี 299 บาทก็สมัครได้เลย

เรื่องที่น่าสนใจคือ ต่อให้เราไม่ใช้บัญชีธนาคารกรุงไทยแล้ว กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุม ก็ยังใช้เดินทางได้ตามปกติ ส่วนการเติมเงินตอนนี้ยังตัดเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้งไม่ได้ ยังเติมเงินได้ช่องทางเดียวคือ ที่สถานีในระบบขนส่งมวลชนทุกสาขา แต่เติมได้ 3 วิธี คือ 1. ตัดเงินผ่านจาก กรุงไทย บัตรเดบิตแมงมุมได้ทันที 2. ตัดจากบัตรเครดิต 3.ใช้เงินสด

ที่มา ธนาคารกรุงไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อ่านเกมอุตสาหกรรมการแพทย์ระดับโลก เมื่อยักษ์ใหญ่ในโลกเทคโนโลยีเข้ารุกตลาดอย่างจริงจัง

Brand Inside - 16 September 2018 - 09:16

ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทเกือบทุกอุตสาหกรรม ไม่เว้นแต่วงการแพทย์ หรือ Healthcare ที่ตอนนี้ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง Google, Amazon, Apple และ Microsoft ต่างเข้ามารุกตลาดนี้เต็มตัว

เทคโนโลยีกับการรักษาสุขภาพ // ภาพ pixabay.com เข้ามายกระดับ แถมผลประโยชน์ทางธุรกิจ

Healthcare คือหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีแต่คนในวงการการแพทย์เข้ามาทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์อุปกรณ์การแพทย์ หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ต่างๆ แต่ปัจจุบันมันไม่ใช่อย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะด้วยเทคโนโลยีที่เปิดกว้าง และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้องค์กรเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างเข้ามารุกตลาดนี้

สำหรับบริษัทที่เข้ามานั้นหลายคนก็รู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น Google, Amazon, Apple และ Microsoft โดยทั้งหมดนี้ต่างใช้ศักยภาพด้านเทคโนโลยีของตัวเองมาช่วยยกระดับอุตสาหกรรม Healthcare ให้ดียิ่งขึ้น ทั้งในแง่ประสิทธิภาพการรักษา รวมถึงการควบคุมต้นทุนต่างๆ

การผ่าตัดที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีมากกขึ้น // ภาพ pixabay.com

อย่างไรก็ตามการเข้ามาในอุตสาหกรรม Healthcare ของ 4 ยักษ์ใหญ่ทางธุรกิจเทคโนโลยีย่อมมีนัยยะทางธุรกิจแอบแฝงอยู่แล้ว เพราะถ้าเพียงเข้ามาช่วยผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้ให้ทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมก็คงไม่ใช่เรื่อง แต่นั่นก็คงต้องดูระยะยาวว่ายักษ์เทคโนโลยีเหล่านี้จะเดินหมากไปในทิศทางไหน

บริหารจัดการข้อมูลคือเรื่องที่ทุกเจ้าเชี่ยวชาญ

เชื่อว่าเมื่อมองดูทั้ง 4 บริษัทข้างต้นจะพบว่าทั้งหมดมีความเชี่ยวชาญทางด้านการบริหารข้อมูล และการพัฒนาโซลูชั่นบริหารจัดการที่คล้ายๆ กัน แต่ทาง Google น่าจะโดดเด่นในเรื่องการนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ เพื่อหาสิ่งที่ถูกต้องที่สุด เช่นเดียวกับ Microsoft ที่น่าจะอาศัยความแข็งแกร่งด้าน Cloud Storage เพื่อทำให้การรักษาแม่นยำขึ้น

การบริหารจัดการข้อมูล และเรียกใช้ผ่านการวิเคราะห์แบบ ฺBig Data // ภาพ pixabay.com

ส่วนทาง Amazon เองด้วยการที่ตัวเองเชี่ยวชาญในเรื่องการบริหารจัดการสินค้า ก็อาจเข้ามามีบทบาทเกี่ยวกับการกระจายสินค้าทางการแพทย์ รวมถึงการนำ AI ที่ตัวเองพัฒนาเข้ามายกระดับการดูแลผู้ป่วยภายในบ้าน ด้าน Apple ก็คงเห็นกันแล้วว่าเพิ่งเปิดตัว Apple Watch ที่วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้ และอนาคตน่าจะมีอุปกรณ์เช่นนี้มาอีก

ดังนั้นไม่ใช่ว่าพวกเขาจะนำทรัพยากรณ์ และความสามารถทางเทคโนโลยีมายกระดับองค์กรที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์ในอดีตเพียงอย่างเดียว แต่ทั้งหมดนี้กำลังคืบคลานเข้ามากินแชร์ในตลาด และทำให้โรงพยาบาล, บริษัทประกันภัย หรือแม้กระทั่งผู้บริโภคเองก็ต้องปรับตัวเหมือนกัน

สังคมผู้สูงอายุกับการใช้งานรถเข็น // ภาพ pixabay.com สังคมผู้สูงอายุกับโอกาสธุรกิจมหาศาล

ขณะเดียวกันการเกิดขึ้นของสังคมผู้สูงอายุในหลายประเทศ ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเข้ามารุกตลาดนี้เต็มตัว เพราะใครๆ ก็อยากมีสุขภาพแข็งแรง และจะดีกว่าหรือไม่ถ้ามีเทคโนโลยีล้ำๆ มาช่วยยกระดับสุขภาพของทุกคนขึ้นไปอีกขั้น

นั่นเท่ากับโอกาสทางธุรกิจมหาศาล และใหญ่กว่าที่ธุรกิจรายย่อยเดิมๆ เคยให้บริการ เพราะบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้สามารถให้บริการข้ามประเทศได้ และหากองค์กรที่ทำธุรกิจนี้อยู่เดิมไม่มีการปรับตัว หรือหาทางไปร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีดังกล่าว โอกาสที่จะสูญหายไปจากตลาดก็มีสูง

การวิเคราะห์ผลเลือดก็คือหนึ่งในการประมวลผลที่อาศัยประสิทธิภาพทางเทคโนโลยีขั้นสูง // ภาพ pixabay.com

ดังนั้นเมื่อความต้องการสุขภาพดีของผู้บริโภคมีมากขึ้น, องค์กรที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการรักษาโรคก็อยากประหยัดต้นทุนกว่าเดิม รวมถึงทั้งสองกลุ่มก็อยากให้การรักษามีประสิทธิภาพกว่านี้ จึงไม่แปลกที่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีจะเข้ามาตอบโจทย์ และกอบโกยผลกำไรในอนาคตต่อไป

สรุป

เชื่อว่าหลังจากนี้คงเห็นเทคโนโลยีล้ำๆ ในวงการ Healthcare ที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีมากกว่านี้แน่ เพราะมันพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้จริง แถมช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้ แต่คนที่น่าเป็นห่วงก็คือองค์กรที่ปรับตัวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ทัน เพราะมันอาจทำให้พวกเขาหายไปตลอดกาล

อ้างอิง // Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แบรนด์ที่มี CMO เป็นผู้หญิง ช่วยสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าได้ดีกว่าจริงหรือ?

Brand Inside - 15 September 2018 - 00:40

จากการจัดอันดับ Brand Relevance Index พบว่าแบรนด์ที่ติดอันดับแบรนด์ชั้นนำล้วนมีแม่ทัพด้านการตลาดเป็นผู้หญิงทั้งสิ้น ประเด็นนี้สามารถสะท้อนอะไรได้บ้าง

Photo : Shutterstock

จากการจัดอันดับรายงาน Brand Relevance Index ของ Prophet พบว่า 7 แบรนด์ จาก 20 แบรนด์ล้วนมี CMO หรือแม่ทัพสูงสุดด้านการตลาดเป็นผู้หญิงทั้งสิ้น

ได้แก่ Netflix อันดับ 4, Google อันดับ 6, Samsung อันดับ 7,  LEGO อันดับ 11, YouTube อันดับ 12, Pixar อันดับ15 และ Intel อันดับ 18

รายงานฉบับนี้ได้ทำการสำรวจผู้บริโภคจำนวน 47,845 รายทั่วสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี และจีน ทำการสำรวจกับ 800 แบรนด์ พร้อมกับเป็นพันธมิตรกับ Research Now SSI ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลสำหรับผู้บริโภค และเก็บดาต้าเรื่องการวิจัยทางการตลาด

จากข้อมูลของรายงานฉบับนี้สามารถสะท้อนให้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ที่เห็นชัดคือการตั้งคำถามในเรื่องของแบรนด์ที่มี CMO เป็นผู้หญิงสามารถติดโผมาตั้ง 7 แบรนด์ อาจจะบ่งบอกได้หลายประการ ทั้งในเรื่องของนโยบายในการให้ผู้หญิงมีส่วนในการตัดสินใจในตำแหน่งระดับสูงๆ

หรือจะเป็นในเรื่องของ Women Economy ที่เศรษฐกิจถูกขับเคลื่อนโดยผู้หญิงทั้งนอกบ้าน และในบ้าน ผู้หญิงเป็นผู้มีอำนาจในการใช้เงิน เพราฉะนั้นกลยุทธ์ที่เจาะผู้หญิงอาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วยหรือไม่

ส่วนภาพรวมของรายงานนั้นพบว่า Apple ยังคงครองอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ในฐานะที่เป็นแบนด์สหรัฐอเมริกาที่ยอดนิยมที่สุด รองลงมาคือ Amazon ซึ่งมีคะแนนสำหรับเรื่องนวัตกรรมที่หลากหลาย ตามมาด้วย Pinterest ในอันดับที่ 3

นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ในด้านไอทีที่ติดอันดับเยอะเช่นกัน ได้แก่ YouTube อันดับ 12, Bose อันดับ 17, Intel อันดับ 18, Sony อันดับ 21, Fitbit อันดับ 27 และ Microsoft อันดับ 33

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วู้ดดี้เปิดความท้าทายสุดหินของ S2O “ลงทุน 90 ล้าน แต่ความรู้สึกต้องเหมือน 200 ล้าน”

Brand Inside - 14 September 2018 - 16:54

คุยกับวู้ดดี้ มิลินทจินดา ผู้ปลุกปั้นเทศกาลดนตรี S2O จนถึงวันนี้เข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว พร้อมกับบทเรียนต่างๆ ที่ผ่านมา โดยพบว่าความท้าทายที่สุดในตอนนี้คือความคาดหวังของลูกค้า ที่เข้ามาแล้วต้องให้ได้มากกว่าที่คิด

บัตรราคาพุ่ง ต้องบริหารความคาดหวังลูกค้าให้ได้

ในยุคสมัยนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักเทศกาลดนตรี S2O Songkran Music Festival กลายเป็นอีเวนต์ใหญ่ประจำช่วงเทศกาลสงกรานต์ในประเทศไทยไปแล้ว เป็นเทศกาลดนตรี EDM พร้อมกับกิมมิกในการเล่นน้ำไปด้วยพร้อมกัน

S2O ถือเป็นผลผลิตชิ้นโบว์แดงของ Woody World หรือเป็นอาณาจักรของ “วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา” จุดเริ่มต้นของโปรเจ็คต์นี้ก็ได้เกิดจากความชอบในดนตรี EDM เป็นการส่วนตัว มีการตะเวนดูเทศกาลดนตรีจากหลายแห่งทั่วโลก จนมาคิดว่าทำไมในไทยยังไม่มี จึงมาลงเอยในช่วงเทศกาลสงกรานต์พอดิบพอดี

ในปีนี้ S2O ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว ถ้าจะพูดว่าเป็นเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในไทยก็ว่าได้ เพราะสามารถเป็นแม็กเน็ตดึงชาวต่างชาติให้มาที่งานได้เพียบ กลายเป็น Destination ที่ต้องมาเยือนในช่วงสงกรานต์เลยทีเดียว แถมตอนนี้ยังสามารถพา S2O โกอินเตอรืไปต่างประเทศได้อีกด้วย

กระแสความนิยมของ S2O ได้เพิ่มมากขึ้นทุกปีๆ วัดง่ายๆ จากความต้องการของบัตรเข้างาน มีการขายหมดเกลี้ยงแบบ Sold Out ภายในเวลาไม่นาน แถมมีการมาขายต่อแบบอัพราคาอีกหลายเท่าตัวไปจนถึงหลักหมื่นบาทก็มี

แต่เมื่อมีดีมานด์ที่สูงมากๆ คนที่ต้องการเข้างานจริงๆ ก็ต้องจำใจซื้อ หรือนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างประเทศที่เดินทางมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะก็ต้องซื้อ ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่นอกเหนือการควบคุมของผู้จัดงานเช่นกัน กลายเป็นความท้าทายในฐานะผู้จัดงานของวู้ดดี้ในการบริหารความคาดหวังของลูกค้าให้ดีๆ ให้สมกับราคาที่ซื้อมาให้ได้

“บทเรียนที่ได้เรียนรู้จากการทำ S2O ในหลายปีที่ผ่านมานั้น พบว่าเมื่อราคาบัตรพุ่งเป็นเท่าตัว ในฐานะผู้จัดต้องคิดดีๆ ว่าจะจัดการอย่างไรต่อ เพราะคนซื้อบัตรมาหมื่นนึง ความคาดหวังที่มาในงานคือหมื่นนึง ไม่ใช่ราคาหน้าบัตรที่ 2-3 พัน เพราะฉะนั้นความท้าทายในการจัดงานนั้นก็คือ เราลงทุนในงาน 90 ล้านบาท แต่ความรู้สึกที่ลูกค้าได้รับต้อง 200 ล้านบาท”

S2O ในปีก่อนๆ มีการลงทุนเฉลี่ยปีละ 90 ล้านบาท แต่ในปีล่าสุดได้ใช้งบลงทุนมากขึ้นเป็นหลักร้อยล้านแล้ว เพราะสเกลงานใหญ่ขึ้น เปลี่ยนสถานที่ ซึ่งก็ต้องยังคงต้องทำให้ผู้มางานได้รับกลับไปหลายเท่าตัวอยู่ดี

ตำแหน่งของวู้ดดี้คือ “เก็บขยะ”

ถ้าถามว่าวิธีการที่จะทำให้ผู้มางานได้รับความประทับใจ และความรู้สึกที่มากกว่าราคาตั๋วนั้น วู้ดดี้มีวิธีการทำเช่นไรบ้าง?

วู้ดดี้นั่งคิดสักระยะหนึ่ง และแล้วปล่อยเสียงหัวเราะออกมาครั้งใหญ่ พร้อมกับบอกว่า “ตำแหน่งของวู้ดดี้ในงานคือเก็บขยะ”

ใช่แล้ว… วู้ดดี้บอกว่าวิธีการทำให้คนเข้างานประทับใจได้คือ “ความสะอาด” ตำแหน่งของเขาจึงจะแสตนบายในเรื่องเก็บกวาดขยะ แล้วจะโน้มน้ามสต๊าฟทุกคนให้ช่วยรักษาความสะอาด เพียงแค่มีกระป๋องเบียร์กำลังตกถึงพื้นก็ต้องรีบเก็บ จะทำให้ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติรู้สึกตกใจที่งานไม่มีขยะกวนใจ เป็นการสร้างความประทับใจอย่างหนึ่ง

นอกเหนือจากเรื่องความสะอาดที่เป็นกิมมิคเล็กๆ ในเรื่องความรู้สึกทางใจแล้ว ยังมีเรื่องโปรดักชั่นอื่นๆ อย่างเวที แสง สี เสียงสุดอลังการที่จะช่วยเพิ่มความรู้สึก 200 ล้านของผู้ชมได้เช่นกัน

วู้ดดี้เคลมว่า เวทีที่งาน S2O นี้เป็นเวทีเทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เพราฉะนั้นจะช่วยสร้างประสบการณ์ความรู้สึก 200 ล้านกลับไปได้แน่ๆ

ทำมา 4 ปีถึงมีกำไร

S2O เดินทางเข้าสู่ปี 5 เข้าไปแล้ว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มีความนิยมเพิ่มมากขึ้น แต่วู้ดดี้บอกว่าจริงๆ แล้วงานนี้เพิ่งมีกำไรเมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ทั้งนี้ก็เป็นไปตามธรรมชาติของการจัดการเทศกาลดนตรีอยู่แล้ว ที่ช่วงปีแรกๆ จะติดลบเข้าเนื้อตัวเอง ก่อนจะมาสร้างกำไรในปีหลังๆ

“S2O ทำมา 4 ปีแล้วถึงค่อยมีกำไรขึ้นมา ลงทุนในปีแรก 90 ล้านบาท ขาดทุนไปแล้ว 40 ล้านบาท แต่เป็นเรื่องธรรมดาของการทำเฟสติวัล จึงต้องมีการขยายสเกลงานให้ใหญ่ขึ้นเพื่อสร้างกำไร ดีที่ว่าชื่อแบรนด์ S2O เริ่มติดในตลาดแล้วทำให้มีกำไร มีคนสนใจเข้ามามากขึ้น จนในปีล่าสุดมีผู้เข้างาน 3 วันรวม 60,000 คน”

วู้ดดี้ได้ปรับโครงสร้างรายได้จากสปอนเซอร์ด้วย เพราะธุรกิจนี้จะอยู่ได้ต้องเน้นหนักที่ราคาตั๋วเป็นหลัก โดยปีแรกมีรายได้จากสปอนเซอร์ 50% ปีที่ 2 เริ่มลดลงมาเหลือสัดส่วน 30% ปีที่ 3 เหลือ 20% และล่าสุดรายได้จากสปอนเซอร์เหลือ 10% เท่านั้น โดยสปอนเซอร์ใหญ่ของงานยังคงเป็น Pepsi ที่อยู่กับ S2O มาตั้งแต่ปีแรก

โกอินเตอร์ไปญี่ปุ่น หวังเปิดต่อปีละ 1 เมือง

ตอนนี้วู้ดดี้ได้ต่อยอด S2O ไปสู่ต่างแดนได้เป็นที่เรียบร้อย ส่งออก S2O ไปที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นที่แรกที่โอไดบะ กรุงโตเกียว ได้จัดเมื่อตอนซัมเมอร์ที่ญีปุ่นไปเมื่อตอนเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง โดยจัดเป็นเวลา 2 วัน มีคนเข้าร่วมงาน 16,000 คน ยังคงคอนเซ้ปต์เป้นเทศกาลดนตรี EDM พร้อมกับสาดน้ำไปด้วย

วู้ดดี้บอกว่าที่เริ่มไปที่ญี่ปุ่นก่อนเพราะเขาติดต่อมาว่าต้องการเอาแพลตฟอร์มไปเปิดที่นู้น เป็นโมเดลแฟรนไชส์ และการพูดคุยกับพาร์ทเนอร์ได้ลงตัว จึงได้เริ่มโปรเจ็คต์ก่อน มีแผนที่จะเปิดต่อไปอีกในปีต่อๆ ไป ตั้งเป้าปีละ 1 เมือง

ถ้าถามว่ามีแผนจะบุกตลาดประเทศจีนหรือไม่ เพราะตอนนี้คนจีนมาที่ S2O เยอะมาก วู้ดดี้บอกว่ามีความคิดที่จะไปจีน แต่มองว่ายังไม่สามารถควมคุมคุณภาพได้ ยังไม่มีความชัดเจนกับพาร์ทเนอร์ที่จีน เพราะส่วนใหญ่จะเน้นที่สเกลขนาดใหญ่เป็นหลัก ในขณะที่วู้ดดี้ต้องการเรื่องคุณภาพ

ส่วนทิศทางของ S2O ในการเข้าสู่ปีที่ 5 นั้น วู้ดดี้บอกว่าต้องขยายพื้นที่ให้มากขึ้น ในปีหน้าจะทำการย้ายสถานที่ให้ใหญ่กว่าเดิม และ Pain Point ที่เจออีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เยอะมากขึ้นทุกปี ในปีนี้มีถึงสัดส่วน 35% จะต้องมีวีการจัดการอย่างไรให้ทุกฝ่ายแฮปปี้

แต่วู้ดดี้ก็บอกว่ามีข้อดี คือ มีพาร์ทเนอร์ที่มาจับตลาดคนจีน กระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศไทยได้ สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้ระบบนิเวศตรงนี้โตไปเรื่อยๆ ปล่อยให้โลกจัดสรรไปเอง

ปัจจุบันธุรกิจอีเวนต์คิดเป็นสัดส่วน 50% ของบริษัท วู้ดดี้ เวิลด์ จำกัด โดยตอนนี้มี 2 อีเวนต์ใหญ่ก็คือ เทศกาลดนตรี หรือ S2O คิดเป็นสัดส่วน 80% ของรายได้ในอีเวนต์ ส่วนอีก 20% คือ อีเวนต์ด้านสุขภาพก็คือ Fit Fest

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทำไมสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ต้องลดวงเงินคุ้มครองจาก 10 เหลือ 1 ล้านบาท ?

Brand Inside - 14 September 2018 - 16:53

เมื่อปี 2540 วิกฤตต้มยำกุ้ง หลายคนยังจำได้ว่ามีธนาคารที่ล้มและต้องปิดตัวไป หลังจากนั้นบางคนยังกลัวว่าถ้าฝากเงินไว้ในบัญชีแล้วเงินเราจะหายไปไหม ภาครัฐเลยเสริมความมั่นใจให้คนไทย ด้วยการเปิดสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) มาตั้งแต่ปี 2551

แต่เมื่อ 11 ส.ค. ที่ผ่านมาทางสถาบันฯ เริ่มลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลงจาก 15 ล้านบาทมาอยู่ที่ 10 ล้านบาท และจะลดลงเหลือ 1 ล้านบาทในอนาคต เรื่องนี้กระทบเราอย่างไรบ้าง

ภาพจาก shutterstock มารู้จักสถาบันคุ้มครองเงินฝากกันก่อน ว่าหน้าที่เขาคืออะไร ?

สาทร โตโพธิ์ไทย ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก บอกว่า หน้าที่ของสถาบันคุ้มครองเงินฝาก คือช่วยให้ลูกค้าของสถาบันการเงินต่างๆ ได้รับเงินคืน (ตามที่กฎหมายกำหนด) เมื่อสถาบันการเงินเหล่านั้นต้องปิดกิจการลง ซึ่งตอนนี้ใครที่ฝากเงินบาทกับธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ รวม 35 แห่งในไทย จะได้รับความคุ้มครองในวงเงิน 10 ล้านบาท

“สถาบันเราก่อตั้งโดยภาครัฐเมื่อปี 2551 ซึ่งจะคุ้มครองเงินฝากในสถาบันการเงิน 35 แห่ง จะไม่รวมเงินลงทุนในพันธบัตร และตราสารหนี้ ซึ่งเราก็ต้องเดินตามนโยบายของภาครัฐ โดยรูปแบบการทำงานของเราศึกษามาจากหลายประเทศททั่วโลกที่มีองค์กรคุ้มครองเงินฝาก”

กระบวนการหลักคือ สถาบันจะคุ้มครองประชาชนเมื่อสถาบันการเงินปิดตัวลง ประชาชนจะได้รับเงินคืนภายใน 30 วันโดยไม่ต้องทำอะไร ทางสถาบันฯ จะเป็นคนจ่ายคืนเงินให้ผู้ฝาก แล้วชำระบัญชี โดยเข้าไปจัดการทรัพย์สินของสถาบันการเงินที่ปิดตัว เช่น เอาทรัพย์ออกขาย ฯลฯ

ทำไมต้องลดวงเงินฝากประชาชนจะได้อะไร?

สาทร บอกว่า การจะขยายหรือลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐ รายได้ของคนไทยและ GDP ของประเทศ ซึ่งวงเงินคุ้มครองของไทยที่ 10 ล้านบาทตอนนี้ถือว่าสูงที่สุดในโลก เพราะในต่างประเทศอย่างสหรัฐวงเงินคุ้มครองอยู่ที่ 8 ล้านบาท มาเลเซียอยู่ที่ 2 ล้านบาท สิงคโปร์อยู่ที่ 1.2 ล้านบาท เวียดนามอยู่ที่ 1 แสนบาท

“การลดวงเงินคุ้มครองเงินฝากลงมาอยู่ที่ 1 ล้านบาท จะทำให้เราสามารถคุ้มครองคนไทยที่มีเงินฝากถึง 98.19% คือ ประมาณ 98 จาก 100 คน จะได้รับเงินฝากคืนทันทีภายใน 30 วัน แต่ส่วนที่เหลือคือคนที่วงเงินเเกิน ทางสถาบันเราก็จะบริหารจัดการทรัพย์สินให้แล้วเครียร์เงินคืนให้ในภายหลังแต่อาจจะได้ไม่ครบ ต้องดูที่ทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้นๆ”

ในอนาคตเมื่อวงเงินคุ้มครองเงินฝากเหลือ 1 ล้านบาท คงต้องรอดูนโยบายของภาครัฐ หากมีการปรับขยายขึ้น วงเงินคุ้มครองก็สามารถขยับขึ้นได้นั่นเอง

ภาพจาก Shutterstock ปัญหาใหญ่ DPA คนยังไม่รู้จักสถาบันเงินฝาก ตั้งเป้าหมาย 4 ปี คนค่อนประเทศต้องรู้จัก

สาทร บอกว่า เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราให้ทางนิด้าทำเซอร์เวย์ให้เราพบว่า คนไทยรู้จักสถาบันคุ้มครองเงินฝากแค่ 26% จากประชากรไทยกว่า 60 ล้านคน เราเลยเปิดตัวแคมเปญใหม่ให้ประชาชนสามารถส่งคลิปวีดีโอเข้ามาประกวด และหลังจากนี้เาจะมีการเข้าถึงประชาชนกับสื่อหลายช่องทาง

ส่วนเป้าหมายภายในปี 2563 นี้คาดว่าจะมีคนไทยรู้จักสถาบันคุ้มครองเงินฝากที่ 40% จากปลายปี 2560 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 33% แล้ว

สรุป

เราเคยได้ยินว่าภาครัฐอยากสนับสนุนให้คนมาลงทุน ถึงได้ออกนโยบายลดความคุ้มครองเงินฝากลง ดังนั้นอาจเป็นสาเหตุหลักให้สถาบันคุ้มครองเงินฝากลดวงเงินคุ้มครองลง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งการลดวงเงินคุ้มครองลงอาจจะทำให้คนส่วนมากได้เงินเร็วขึ้น เพราะวงเงินน้อยลงนั้นเอง สุดท้ายแล้วกลายเป็นเราควรถูกบีบให้เอาเงินไปลงทุนงั้นหรือ ? อย่างไรก็ตามเรามาคิดกันก่อนดีกว่าว่าจะมีเงินล้านแรกจากวิธีใดบ้าง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แจ๊ค หม่า: ถ้าชาติหน้ามีจริง จะไม่ทำธุรกิจแบบนี้อีก ผมอยากมีความสุขกับชีวิตของตัวเอง

Brand Inside - 14 September 2018 - 15:02

Jack Ma แจ๊ค หม่า

ข่าวการเตรียมวางมือของแจ๊ค หม่าแห่ง Alibaba สร้างความสนใจให้กับคนทั่วโลก เพราะนี่เป็นการประกาศแผนการสืบต่อกิจการครั้งแรกของบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดในเอเชีย

  • ปัจจุบัน Alibaba มีมูลค่ากิจการ 4.2 แสนล้านดอลลาร์ และมีพนักงานอยู่ในอาณาจักรมากถึง 86,000 คน

แต่รู้หรือไม่ว่า แจ๊ค หม่าเคยพูดถึงความในใจของการก่อตั้ง Alibaba และชีวิตหลังการวางมือไว้หลายครั้งแล้ว

ถ้าชาติหน้ามีจริง จะไม่ทำธุรกิจแบบนี้อีก

หม่าเคยพูดถึงการก่อตั้ง Alibaba ไว้ว่า “สิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต คือการก่อตั้ง Alibaba” เพราะ “ผมแค่ต้องการทำธุรกิจเล็กๆ ขึ้นมาอันหนึ่ง และไม่ได้ต้องการให้มันใหญ่โต เพราะ[ถ้าใหญ่โต]มันต้องใช้ความรับผิดชอบสูง รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่ตามมาอีกมากมายด้วย”

ถ้าชาติหน้ามีจริง (If I still can have a next life – ถ้าแปลตรงๆ จะได้ว่า ถ้าผมยังสามารถมีชีวิตในชาติหน้า) ผมจะไม่ทำธุรกิจแบบนี้อีก ผมจะเป็นตัวของตัวเอง ผมต้องการมีความสุขกับชีวิต”

“ทุกๆ วันก็ยุ่งเหมือนกับเป็นประธานาธิบดี และผมไม่มีอำนาจใดๆ (น่าจะหมายความว่า ไม่มีอำนาจแบบประธานาธิบดี) ผมไม่มีชีวิตเป็นของตัวเอง”

ไม่ขอตายในออฟฟิศ แต่ขอจบชีวิตที่ชายหาด

ก่อนหน้าที่แจ๊ค หม่าจะส่งไม้ต่อตำแหน่งซีอีโอให้กับแดเนียล จาง ในปี 2015

ย้อนไปก่อนหน้านั้น 2 ปี คือในปี 2013 ในขณะนั้น หม่ายังเป็นซีอีโอของ Alibaba หม่าเคยบอกไว้ว่า “ตอนที่ผมวางมือจากตำแหน่งซีอีโอ ผมบอกกับทีมว่า ผมควรจะมีเวลาไปตีกอล์ฟที่ชายหาด” พร้อมทั้งบอกว่า “ผมไม่ขอตายในออฟฟิศของตัวเอง ผมต้องการจบชีวิตที่ชายหาด”

ประเด็นก็คือ แม้หม่าจะไม่ได้นั่งเป็นซีอีโอของ Alibaba มาตั้งแต่ปี 2015 และเขาก็ไม่ต้องลงไปปฏิบัติงานเองทั้งหมด แต่เขาจำเป็นต้องใช้เวลาส่วนใหญ่เดินทางไปในหลายที่ทั่วโลก เพื่อเป็นหน้าเป็นตาให้กับบริษัทในการพบปะกับบรรดาผู้นำทั้งทางด้านธุรกิจและการเมืองทั่วโลก

มีข้อมูลระบุว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีคลิปวิดีโอที่แชร์กันในโลกออนไลน์ พบว่า แจ๊ค หม่าแสดงอาการเหนื่อยล้าในงานประชุมเรื่องปัญญาประดิษฐ์ โดยก่อนหน้านั้น 1 วัน เขาเพิ่งกลับมาจากงานที่ฮ่องกงตอน 4 ทุ่ม และเข้าพบประธานาธิบดีของฝรั่งเศสในเช้าวันนั้น

  • เข้าใจว่า เหตุการณ์ทำนองนี้น่าจะเกิดกับหม่าอยู่บ่อยครั้ง และนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่ขอตายในออฟฟิศ แต่ขอจบชีวิตที่ชายหาดก็เป็นได้
แจ๊ค หม่า Jack MaPhoto: Shutterstock ช่วงที่มีความสุขที่สุด คือตอนเป็นครู และมีรายได้ 433 บาทต่อเดือน

ทุกคนน่าจะได้เห็นข่าวกันแล้วว่า แจ๊ค หม่าจะกลับไปทำงานด้านการศึกษาอีกครั้ง หลังจากวางมือจากตำแหน่งประธานกรรมบริษัทในปีหน้า โดยจะส่งไม้ต่อให้กับแดเนียล จาง ซีอีโอคนปัจจุบัน

ถ้าใครที่ตามข่าวของหม่ามาโดยตลอด คงไม่แปลกใจ เพราะเขาพูดถึงการจะกลับไปทำงานด้านการศึกษาที่เขารักมาโดยเสมอ

ตามประวัติแล้ว หม่าเคยสอนภาษาอังกฤษอยู่ที่โรงเรียนในหางโจวกว่า 6 ปี และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน 10 ของคุณครูรุ่นใหม่ที่มีวิธีการสอนที่โดดเด่นที่สุดในปี 1994

หม่าเคยพูดถึงการทำธุรกิจไว้ว่า “ผมไม่เคยถูกฝึกมาให้ทำธุรกิจ ไม่เคยเป็นแม้กระทั่งนักบัญชีหรือโปรแกรมเมอร์ สิ่งเดียวที่ผมทำ คือเรียนรู้และถ่ายทอดแบ่งปัน ผมทำงานเป็นผู้ประกอบการแบบเดียวกันกับที่ผมเป็นครู”

หม่าเรียกตัวเองใน Alibaba ว่าเป็น CEO ที่มาจากคำว่า Chief Education Officer หรือประธานด้านการศึกษาของบริษัท (โดยปกติ CEO มาจากคำว่า Chief Executive Officer หรือ ประธานกรรมการบริหารของบริษัท) เพราะฉะนั้น ด้วยจิตวิญญาของความเป็นครู หม่าจึงต้องการให้คนรุ่นใหม่ในองค์กร (ลูกศิษย์) มาแทนที่ตำแหน่งของเขา และที่สำคัญต้องไปได้ไกลกว่าอาจารย์ของตัวเอง

นอกจากนั้น หม่ายังเคยบอกไว้ด้วยว่า “ช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิต คือตอนที่เป็นครูจนๆ ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง และมีรายได้เพียง 91 หยวนต่อเดือน” (คิดเป็นเงินไทยประมาณ 433 บาท)

ข้อมูล – South China Morning Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

dtac ไม่หวั่น ศาลปกครองกลางมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ใช้งานคลื่น 850MHz ต่อได้ 3 เดือน

Brand Inside - 14 September 2018 - 14:35

ก่อนหน้านี้หวาดหวั่นกันพอสมควรว่าสุดท้ายซิม dtac จะดับหรือไม่ เมื่อ กสทช. ลงมติเสียงข้างมากไม่เยียวยาให้ dtac จนกระทั่งวันนี้ ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครอง ให้ลูกค้าดีแทคเข้าสู่มาตรการเยียวยาโดยสามารถใช้งานคลื่น 850MHz ต่อเนื่องได้จนถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2561 ตามประกาศ กสทช. เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือประกาศมาตรการเยียวยา ซึ่งคำสั่งศาลส่งผลให้ลูกค้าดีแทคยังใช้งานต่อเนื่องได้ทั่วประเทศ

อเล็กซานดรา ไรช์ ศาลปกครองกลางสั่งคุ้มครองชั่วคราว ยังใช้คลื่น 850MHz ต่อได้

อเล็กซานดรา ไรช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค บอกว่า คำสั่งศาลเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของลูกค้า ทำให้ลูกค้าได้ใช้งานอย่างต่อเนื่องในช่วงเปลี่ยนผ่านสัมปทาน ดีแทคจะเร่งประชาสัมพันธ์ให้ลูกค้าที่ยังเป็นซิมเดิมในระบบสัมปทานกับ CATโอนย้ายระบบต่อไป

ที่ผ่านมา ดีแทค และ CAT ได้ร่วมมือกันยื่นแผนความคุ้มครองลูกค้าในกรณีสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทาน หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ต่อ กสทช. ในวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ตามประกาศ กสทช. ที่จะต้องให้ลูกค้าเข้าสู่มาตรการเยียวยาตามกฎหมายเพื่อไม่ให้ลูกค้าได้รับผลกระทบการใช้งานช่วงเปลี่ยนผ่านสัมปทาน โดยที่ผ่านมา กสทช. ได้มีมติไม่ให้ลูกค้าดีแทคเข้าสู่มาตการเยียวยา ดีแทคจึงต้องยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต่อศาลปกครองกลาง ในวันที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ทั้งนี้ การใช้งานคลื่นในระหว่างการเข้าสู่มาตรการเยียวยานั้น ดีแทคจะนำรายได้ให้รัฐตามประกาศมาตรการเยียวยาฯ

จากนี้ ผู้ใช้ดีแทค สามารกด *444# โทรออก หากต้องการเปลี่ยนซิมใหม่ พร้อมจะได้รับข้อเสนอโทรศัพท์มือถือใหม่ หรือสามารถติดต่อที่ศูนย์บริการโทรศัพท์มือถือได้ทุกแห่ง

ร่วมมือ CAT ทำธุรกิจร่วมหลังหมดสัมปทาน มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี

ความร่วมมือระหว่างดีแทค และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมลงนามก่อนหมดสัมปทาน ต่อไปนี้ทั้งสองฝ่ายจะเป็นพันธมิตรร่วมกันในเชิงกลยุทธ์เสริมสร้างอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยต่อไป  ข้อตกลงทั้ง 2 สัญญายังก่อให้เกิดความชัดเจนในการประกอบธุรกิจของทั้งสองฝ่ายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หมดความเสี่ยงและทำให้ใช้งานเสาโทรคมนาคมและอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่อง มีรายละเอียดคือ

  1. สัญญาระงับข้อพิพาทและให้บริการเกี่ยวกับเสาโทรคมนาคม
  2. สัญญาการขอใช้อุปกรณ์โทรคมนาคม

“จากข้อตกลงระงับข้อพิพาทดีแทคจะทำการโอนเสาโทรคมนาคมที่สร้างไว้ระหว่างสัมปทาน จะให้บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ใช้บริการเสาโทรคมนาคมดังกล่าวจำนวน 8,815 แห่งทั่วประเทศ และชำระเงินล่วงหน้า 3.2 พันล้านบาท และจะชำระค่าบริการทั้ง 2 สัญญามูลค่ารวม 3 พันล้านบาทต่อปี โดยสัญญามีระยะยาวขั้นต้น 8 ปีและสามารถต่ออายุได้”

สัญญาดังกล่าวยังทำให้เสาโทรคมนาคมซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีความสำคัญของประเทศและอุปกรณ์โครงข่ายโทรคมนาคมภายใต้สัญญาสัมปทานซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของประเทศให้สามารถนำมาใช้โดยเกิดประโยชน์ทั้งในการด้านการให้บริการแก่ประชาชนและการสร้างรายได้เพื่อนำมาพัฒนาองค์กรและประเทศในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจของชาติ

สรุป

เป็นข่าวดี 2 ข่าวรวดของ dtac คือ ศาลปกครองกลาง มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเป็นเวลา 3 เดือน ต่อเวลาให้ dtac ทำการโอนย้ายลูกค้าไปสู่ระบบใหม่ (หรือให้ลูกค้าย้ายค่าย ขึ้นกับความต้องการ) ไม่ต้องกังวลเรื่องซิมดับไปได้อีกระยะหนึ่ง ขณะเดียวกันได้ประกาศความร่วมมือกับ CAT เปลี่ยนสถานภาพจากคู่สัมปทาน เป็นพันธมิตรธุรกิจ ได้ใช้เสาสัญญาณไป 8 ปี และยุติข้อพิพาทระหว่างกัน แลกกับการจ่ายเงิน 3 พันล้านบาทต่อปี ถือเป็นข่าวดีที่คลายความกังวลได้ไม่น้อย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

EEC เริ่มแล้ว! “สนามบินอู่ตะเภา” ผนึก “เอไอเอส” แลนด์ดิ้งนวัตกรรมสุดล้ำ ใน Smart Terminal พร้อมใช้จริง มกรา 62

Brand Inside - 14 September 2018 - 13:40

เป็นอีกหลักหมุดสำคัญของ AIS หลังได้รับความไว้วางใจให้พัฒนาระบบ Smart Terminal ที่อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 “ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา” เพื่อนำนวัตกรรมสุดล้ำต่างๆ มาให้ผู้โดยสารใช้งาน และนำมาพัฒนาระบบบริหารจัดการภายใน ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการพัฒนาสนามบินแห่งนี้ให้ทันสมัยเทียบเท่าสนามบินชั้นนำระดับโลก

ก้าวใหม่กับงานนวัตกรรมในสนามบิน

ท่าอากาศยานอู่ตะเภาจะกลายเป็นอีกจุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยว และระบบ Logistic เพราะเมื่อถึงเวลาหลังจากที่เปิดใช้อาคารเทอมินัล 3 จะถูกวางเป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 3 ของกรุงเทพฯ ที่จะเชื่อมโยงการขนส่งผู้โดยสาร และสินค้ากับสนามบินดอนเมือง และสนามบินสุวรรณภูมิ ยิ่งสนามบินแห่งนี้อยู่ภายใต้โครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ก็ยิ่งต้องทำให้สนามบินแห่งนี้เป็นมากกว่าที่รับส่งผู้โดยสารแบบเหมาลำเหมือนในอดีต

นั่นจึงเป็นที่มาของการยกระดับอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (Terminal 2) ให้กลายเป็นอาคารผู้โดยสารอัจฉริยะ หรือ Smart Terminal ภายใต้การนำของ “พลเรือตรี ลือชัย ศรีเอี่ยมกูล” ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอู่ตะเภาฯ และเพื่อให้การยกระดับครั้งนี้ทำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุดจึงเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมดำเนินงานด้วย

“การมีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้โดยสาร รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยน่าจะเป็นสิ่งที่ดีภายในสนามบิน ซึ่ง AIS ก็มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้จึงตัดสินใจให้เข้ามาช่วยพัฒนาระบบ Mobile Application, Video Analytics และระบบอื่นๆ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใน Terminal 2 ก่อน” พลเรือตรี ลือชัย กล่าว

แลนด์ดิ้งนวัตกรรมสุดล้ำ จัดเต็ม Smart Terminal

ดิจิทัลโซลูชันส์ ที่นำมาพัฒนาอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 ให้เป็นอาคารผู้โดยสารอัจฉริยะ หรือ “Smart Terminal” ในระยะแรก จะประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ

1). แอปพลิเคชัน U-Tapao ที่จะมีข้อมูลด้านการบิน และข้อมูลสนามบินแบบครบครันในแอปฯ เดียว อาทิ สถานะตารางการบิน บริการการเดินทางไปกลับสนามบิน บริการที่จอดรถ ฯลฯ รวมทั้งแผนที่แสดงจุดให้บริการต่างๆที่เสริมระบบการนำทางและการแสดงข้อมูลการบริการภายในสนามบินด้วยเทคโนโลยี Augmented Reality (AR)

2).เทคโนโลยี Video Analytics ประกอบด้วยเครือข่ายกล้องวงจรปิดทั่วอาคาร และโปรแกรมวิเคราะห์ประมวลผลภาพปัญญาประดิษฐ์และบิ๊กดาต้า ประยุกต์ใช้เป็นระบบตรวจจับและรับรู้ใบหน้าบุคคล (Face Recognition) ในพื้นที่สนามบิน เพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัย เช่น กรณีบุคคลหรือวัตถุต้องสงสัย หรือกรณีบุคคลสำคัญ เป็นต้น และระบบแสดงข้อมูลความหนาแน่นของผู้โดยสาร (Heat Map Analytics) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านระบบรักษาความปลอดภัย และการบริหารจัดการของการท่าฯ

ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) เล่าให้ฟังว่า “อาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 จะเปิดให้บริการภายในไตรมาส 4 ของปี 2561 ทำให้ระบบข้างต้นต้องเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลานั้นด้วย เพื่อยกระดับให้ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาเป็น Intelligent Gateway of EEC

“ตอนนี้อู่ตะเภาเป็นสนามบินใหม่ ที่กำลังจะเปิดให้บริการทางพาณิชย์เต็มรูปแบบ ในเดือนมกราคม ปี 2562 ดังนั้นเวลานี้จึงเป็นช่วงสำคัญ และเหมาะสมที่สุดในการเข้าไปดำเนินการพัฒนา ต่อยอด และยกระดับการบริหารจัดการในทุกๆ ส่วนให้พร้อมเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งระบบ Smart Terminal ที่เอไอเอสเข้าไปติดตั้งก็คาดการณ์จะแล้วเสร็จ 4 ของปี 2561 นี้ เพื่อให้พร้อมใช้ได้ทันทีที่ Terminal 2 เปิด”

ย้ำความพร้อมของ AIS เดินหน้านำเทคโนโลยี พัฒนาประเทศ

ปัจจุบันทีมงานที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับนวัตกรรมของ AIS นั้นมีหลักร้อยคน และมีองค์กรธุรกิจต่างๆ ในหลายหลายอุตสาหกรรม ที่ทำงานร่วมกันในฐานะเป็นพาร์ทเนอร์เพื่อยกระดับการบริหารจัดการต่างๆ ด้วยดิจิทัล โดยก่อนหน้านี้เอไอเอสเคยนำร่องติดตั้งระบบที่คล้ายกันด้วยแนวคิด Smart City ในโครงการอสังหาฯ ทั้งหมู่บ้าน และคอนโด, โรงงานอุตสาหกรรม, ศูนย์ราชการต่างๆ และมหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดให้บริการจริงแล้ว

“ที่สนามบินอู่ตะเภาเราจะเน้นเรื่องความปลอดภัย และเรื่องความสะดวกของผู้โดยสารก่อน ส่วนเรื่องระบบตรวจคนเข้าเมืองนั้นอาจเป็นเรื่องอนาคตเพื่อพัฒนาสู่ Smart Terminal ในทุกขั้นตอน ด้านการพัฒนานวัตกรรมไปใช้กับภาคธุรกิจนั้น AIS พร้อมสำหรับให้บริการ โดยมีโซลูชันส์ต่างๆ ที่เราทำร่วมกับพาร์ทเนอร์ผู้ผลิต และนักพัฒนามากมาย เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำเรื่องนวัตกรรม ที่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะยกระดับประเทศในทุกๆ ภาคส่วน”

สรุป

เชื่อว่าโครงการท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภาจะเป็นอีกก้าวสำคัญที่ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมของเอไอเอสในอีกมิติ นอกเหนือจากด้านการสื่อสารโทรคมนาคม จุดแข็งของเอไอเอส คือการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในฐานะพาร์ทเนอร์ ทั้งภาครัฐ เอกชน ทั้งฝั่งผู้ผลิต นักพัฒนา และผู้ประกอบการ ทำให้วันนี้มีบริการโซลูชันส์ต่างๆ ให้เราใช้งานกันอย่างเป็นรูปธรรม และทั้งที่อยู่เบื้องหลังการทำงานขององค์กรต่างๆ รวมทั้งขยายสู่การให้บริการในสเกลใหญ่ระดับประเทศ อย่างสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นว่าความมุ่งมั่น และความพร้อมของภาคเอกชน สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

BANPU ปรับแบรนด์ดิ้งรับเทรนด์โลก ก้าวสู่ผู้นำพลังงานครบวงจรแห่งเอเชีย-แปซิฟิก

Brand Inside - 14 September 2018 - 10:34

ล่าสุดบ้านปูฯ (BANPU) บริษัทพลังงานสัญชาติไทยที่มีอายุกว่า 35 ปี รีแบรนด์ครั้งใหญ่ นำเสนอพันธะสัญญา “Our Way in Energy: พลังบ้านปูฯ สู่พลังงานที่ยั่งยืน” เพื่อตอบโจทย์ 3 เมกะเทรนด์ คือ ความต้องการพลังงานสะอาด การลดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) และการเชื่อมโยงผ่านดิจิทัล

บ้านปู ปรับแบรนด์ดิ้ง ชูกลยุทธ์ Greener & Smarter สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) บอกว่า บ้านปูฯ ปรับโฉมองค์กรครั้งใหญ่ มาพร้อมพันธสัญญาใหม่ “Our Way in Energy: พลังบ้านปูฯ สู่พลังงานที่ยั่งยืน” ย้ำจุดยืนการเป็นบริษัทพลังงานชั้นนำ ที่มุ่งมั่นพัฒนา นวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน ตั้งเป้าหมายการเป็นผู้นำพลังงานเอเชีย-แปซิฟิค

พันธสัญญา Our Way in Energy ของเรา เกิดขึ้นเพื่อตอบสนอง 3 เทรนด์สำคัญของโลกคือ 1. ความต้องการพลังงานสะอาด (clean energy)  2. ความต้องการลดห่วงโซ่อุปทาน (supply chain management) เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงพลังงานได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น และ 3. การเชื่อมโยงบูรณาการผ่านดิจิทัล (digital connectivity)

“เราผสานระหว่างธุรกิจพลังงานแบบดั้งเดิม (เชื้อเพลิง) กับธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ (พลังงานทดแทน) เพื่อส่งมอบพลังงานตามความต้องการที่หลากหลายของสังคมและชุมชน เราต้องมีโครงสร้างองค์กรที่ครอบคลุมทุกธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาห่วงโซ่อุปทาน” 

ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยกลยุทธ์ Greener & Smarter ที่เน้นการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีความชาญฉลาดในการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น

พลิกโฉมแบรนด์ดีไซน์ ดึงดูดคนรุ่นใหม่ เสริมวัฒนธรรมองค์กร

เมื่อรีแบรนด์ เราปรับโลโก้ให้ทันสมัยขึ้น ทั้งอัตลักษณ์และกราฟิกดีไซน์ต่างๆ ของแบรนด์ เพื่อให้สะท้อนถึงภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำ ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา และมีความรวดเร็ว พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย

“Font ที่บางลงดูแล้วเบาสบายตา มองเห็นความเป็น Banpu ที่หนุ่มขึ้นหล่อขึ้น”

ส่วนสีสันของโลโก้ได้เพิ่มเฉดใหม่ๆ เข้ามา มี gradient (การไล่โทนสี) เพื่อสะท้อนความกระฉับกระเฉง พร้อมเปลี่ยนแปลง แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนของบ้านปูจากสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นสีองค์กร

ส่วนสัญลักษณ์  “Living Flame” เปลวเพลิง หมายถึงไฟที่เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รูปลักษณ์ใหม่ทั้งทันสมัยและมีไดนามิกมากขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนงานนี้ครอบคลุมทั้ง โลโก้ และซุปเปอร์กราฟิก

นอกจากแบรนด์ดิ้งใหม่ บ้านปูฯ ยังได้นำแพลทฟอร์มดิจิทัลมาใช้ในบริหารจัดการธุรกิจ รวมถึงการนำมาใช้เพื่อรับรับฟังความคิดเห็นและดึงดูดมิลเลเนียล เจเนอร์เรชั่นเข้ามาทำงาน โดยปัจจุบันบ้านปูฯ มี Banpu Career ทั้งใน Facebook และ Instagram เป็นต้น สอดคล้องกับแนวคิด Internet of things

การนำนวัตกรรมและแนวคิดของคนรุ่นใหม่ มาผสานเข้ากับจริยธรรมและคุณค่าที่องค์กรยึดถือ เช่น การมีธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่โปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เรียกได้ว่าเป็นบทใหม่ของบ้านปูฯ อย่างแท้จริง

ภาพจาก Shutterstock พลังบ้านปูฯ สามารถพัฒนาสู่พลังงานที่ยั่งยืนอย่างไร ?

ไทยเราเป็นประเทศกำลังพัฒนา ต้องใช้พลังงานเป็นส่วนขับเคลื่อนและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้บ้านปูฯ มีพันธกิจที่ช่วยสร้างความแข็งแรงให้แก่สังคมและชุมชนที่องค์กรดำเนินธุรกิจอยู่ ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนรวมให้เกิดความยั่งยืนด้วย

“Our Way in Energy : พลังบ้านปูฯ สู่พลังที่ยั่งยืน” เป็นความมุ่งมั่นของกลุ่มบริษัทบ้านปูฯ ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม เราเอาทั้งหลักการทำงานวัฒนธรรมของบ้านปู ธุรกิจบัตรที่มีบรรษัทภิบาล มีจริยธรรม ทั้งหมดนี้พลังงานบ้านปู เน้นธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีความชาญฉลาดในการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น

ซึ่งการจะส่งต่อสู่พลังงานที่ยั่งยืนคือ banpu ออกไปผลิตพลังงาน ซึ่งทุกหน่วยของพลังงานที่ออกมา จะต้องเป็นพลังงานที่ยั่งยืน ให้คนเข้าถึงได้ ในราคาที่เข้าถึงได้ และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผนึกกำลังระหว่างกันในกลุ่มธุรกิจหลักอย่างแข็งแกร่ง สร้างสมดุลธุรกิจพลังงาน

จากประสบการณ์ดำเนินธุรกิจไทยและนานาชาติกว่า 35 ปี วันนี้ บ้านปูฯ ก้าวสู่การเป็น “บริษัทพลังงานแบบครบวงจร” อย่างแท้จริงใน 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยสร้างการเติบโตครอบคลุมธุรกิจต้นน้ำ (ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ) กลางน้ำ (ที่เน้นเรื่องการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานรวมไปถึงการค้าถ่านหิน)  และปลายน้ำ (ไฟฟ้า พลังงานทดแทน และระบบการจัดการเทคโนโลยีพลังงาน)

ซึ่งการผสานธุรกิจด้านพลังงานทั้งแบบดั้งเดิมและในรูปแบบใหม่หรือพลังงานทดแทนไว้ในโครงสร้างขององค์กรอย่างครบถ้วนนี้ ทำให้บ้านปูฯ สามารถผนึกกำลังระหว่างกันในกลุ่มธุรกิจหลักเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความสมดุลและขยายการเติบโตในกลุ่มธุรกิจพลังงานของบ้านปูฯ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

ภาพจาก Shutterstock Greener & Smarter กลยุทธ์สำคัญ ส่งมอบโซลูชั่นด้านพลังงานที่ยั่งยืน

บ้านปูฯ ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ด้วยวิสัยทัศน์ขององค์กรที่มุ่งสู่การเป็น “ผู้นำด้านพลังงานแห่งเอเชีย ที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และความยั่งยืน” และวัฒนธรรมองค์กร Banpu Heart ที่ประกอบด้วย ใจรัก (Passionate) สร้างสรรค์ (Innovative) และมุ่งมั่นยืนหยัด (Committed)  

พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างรวดเร็วด้วยกลยุทธ์ Greener & Smarter ที่เน้นการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมีความชาญฉลาดในการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น โดยยึดถือแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมตามหลักบรรษัทภิบาล ควบคู่กับพลังขององค์กรที่พร้อมจะสร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานของผู้บริโภค ชุมชนและสังคม ได้อย่างยั่งยืน

Our Way in Energy
“พลังบ้านปูฯ สู่พลังงานที่ยั่งยืน”

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ส่อง McDonald’s สำนักงานใหญ่ในชิคาโก มูลค่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐ

Brand Inside - 14 September 2018 - 00:29

หลังจากที่ McDonald’s ได้เปิดสาขาแฟล็กชิพสโตร์แห่งใหม่ที่ชิคาโกด้วยรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกับ Apple Store ก็ได้ฤกษ์เปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่นี่เช่นกัน มีมูลค่ากว่า 250 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำนักงานแห่งใหม่นี้เปรียบเสมือนเป็น Hamburger University ไว้สำหรับเทรนนิ่งพนักงาน และระดับผู้บริหารในอนาคต รองรับพนักงานได้ 2,000 คน

การออกบบของอาคารนี้จะคล้ายๆ กับสำนักงานอื่นๆ ในยุคใหม่นี้ โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานร่วมกันเป็นทีม มีสังคมการทำงานแบบพื้นที่โล่ง มี McCafé บริเวณระเบียงกลางแจ้ง เพื่อเป็นพื้นที่ให้แฮงค์เอาท์ได้

ส่วนการออกแบบอื่นๆ จะเน้นเรื่องความยั่งยืนในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งตัวอาคารได้มีหลังคาสีเขียวประหยัดพลังงาน

พร้อมกับมีไฮไลต์สำคัญคือพิพิธภัณฑ์ชุด Happy Meal ซึ่งเป็นทั้งของสะสมสุดวินเทจตามยุคสมัยที่ใครหลายๆ คนต้องเก็บ

ส่วนบริเวณชั้นล่างของอาคารนั้นจะมีร้าน McDonald’s อยู่ แต่มีความแตกต่างจากร้านอื่นตรงที่มีการสลับสับเปลี่ยนเมนูสุดคลาสสิกของ McDonald’s รวมถึงเมนูยอดนิยมจากร้าน McDonald’s ทั่วโลกมาไว้ที่นี่

ซึ่งร้านแห่งนี้ยังเป็นเหมือนพื้นที่จำลองประสบการณ์สุดพิเศษของร้านในอนาคตอีกด้วย มีการพัฒนาตู้สั่งอาหารด้วยตัวเองได้ การสั่งซื้อผ่านมือถือ และการชำระเงินด้วย

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รู้จักคอนโด Leasehold ที่ทำให้การลงทุนเพื่ออยู่อาศัย หรือปล่อยเช่าใจกลางเมืองไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

Brand Inside - 13 September 2018 - 22:42

อสังหาริมทรัพย์แบบลีสโฮลด์ (Leasehold) หรืออสังหาริมทรัพย์ในแบบสิทธิการเช่าที่ถือครองกรรมสิทธิ์ตามช่วงระยะเวลามีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย

ด้วยเหตุผลที่สำคัญคือ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปโดยคำนึงถึงความคุ้มค่า และการจัดสรรทรัพยากรมากขึ้น ทำให้ความคิดของผู้บริโภคจากที่จะต้องเป็นเจ้าของทุกอย่างเปลี่ยนไป หากการเป็นเจ้าของเพียงระยะหนึ่ง อาจจะตอบโจทย์ได้มากกว่า

ทั้งนี้เป็นไปตามกระแส Sharing Economy หรือแนวคิดสังคมเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วหลังยุคดิจิทัล และเป็นเบื้องหลังแนวคิดของการกำเนิดขึ้นของธุรกิจที่พัก AirBNB หรือธุรกิจเช่ารถยนต์หรูแบบ On Demand

ในขณะเดียวกัน เหตุผลสำคัญสำหรับการพัฒนาพื้นที่ในประเทศไทยก็คือพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ย่านศูนย์กลางธุรกิจ หรือ CBD (Central Business District) อย่างทำเลเพลินจิต ชิดลม หลังสวน ราชดำริ ที่เป็นที่ดินแบบฟรีโฮลด์ (Freehold) เริ่มเหลือน้อยลงเต็มที และเป็นเจ้าของได้ยากขึ้น เมื่อมีการนำที่ดินแบบลีสโฮลด์มาพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัย จึงได้รับการตอบรับดีไม่แพ้โครงการในแบบฟรีโฮลด์เลย

รูปแบบของลีสโฮลด์

ลีสโฮลด์มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบที่ผู้พัฒนาที่ดิน (Developer) เช่าพื้นที่จากเจ้าของที่ดิน (Landlord) แล้วนำมาพัฒนาเป็นโครงการต่างๆ ซึ่งเมื่อพัฒนาเสร็จแล้วก็จะจัดตั้งนิติบุลคลเป็นผู้ดูแลโครงการต่อ เมื่อครบอายุสัญญาเช่าที่ดิน อาคารก็จะตกกลับไปเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของที่ดิน ซึ่ง model นี้ ทำให้ลีสโฮลด์ ไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากอาคารจะขาดการดูแลรักษา และเสื่อมโทรมเมื่อใกล้จะครบสัญญาเช่า ส่วนอีกแบบหนึ่ง คือ เจ้าของที่ดิน (Landlord) เป็นผู้พัฒนาโครงการเองจนแล้วเสร็จ และยังคงบริหารจัดการโครงการอย่างต่อเนื่อง ทำให้อาคารได้รับการดูแลรักษาให้มีสภาพดีอยู่เสมอ

หากพูดถึงโครงการลีสโฮลด์แบบที่เจ้าของที่ดินเป็นผู้พัฒนาและบริหารจัดการโครงการนั้น คงจะต้องนึกถึง สยามสินธร ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบลีสโฮลด์ ซึ่งได้เปิดตัวโครงการ “สินธร วิลเลจ” (Sindhorn Village) ย่านหลังสวน แลนด์มาร์คสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ ประกอบไปด้วย คอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักซ์ชัวรี่ รวม 5 อาคาร (Sindhorn Residence / Sindhorn Tonson / Sindhorn Lumpini / Baan Sindhorn และโครงการที่จะเป็น Branded Residence) โรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์ 3 อาคาร และพื้นที่ค้าปลีก (Walking Street)

เป็นสิทธิการเช่าครั้งละ 30 ปี และสามารถต่อสัญญาได้อีกครั้งละ 30 ปี โดยสยามสินธรจะเป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการเองทั้งหมด ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งทั้งเพื่อการอยู่อาศัย และลงทุนปล่อยเช่าทำกำไรในอนาคต

นอกจากนื้ ทำเลที่อยู่ใจกลางเมืองใกล้ศูนย์กลางธุรกิจ CBD ที่เป็นทั้งออฟฟิศทำงาน สถานศึกษาชั้นนำ โรงพยาบาล และแหล่งช้อปปิ้ง เดินทางสะดวก โอบล้อมด้วยพื้นที่สีเขียว นั้นยังเพิ่มโอกาสในการปล่อยเช่าต่อได้ง่ายกว่า

ด้านราคาซื้อขาย ลีสโฮลด์จะมีระดับราคาที่ถูกกว่าราคาซื้อขายแบบฟรีโฮลด์ในย่านเดียวกันมากถึง 40% ในมุมมองของนักลงทุน นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่จะทำให้โครงการแบบลีสโฮลด์ เป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุน เพราะต้นทุนที่ต่ำกว่า แต่มีโอกาสในการปล่อยเช่าได้ในอัตราค่าเช่าเดียวกับแบบฟรีโฮลด์ ซึ่งมีต้นทุนที่สูงกว่า ทำให้โครงการแบบลีสโฮลด์มีโอกาสในการสร้างอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าฟรีโฮลด์

สรุป

การเป็นเจ้าของที่พักอาศัยแบบลีสโฮลด์นั้นมองข้ามไม่ได้เลย โดยเฉพาะทำเลย่านใจกลางเมืองอย่างหลังสวน ต้นสน ที่จะเป็นเจ้าของได้ยากขึ้น สินธร วิลเลจ จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้าทั้งอยู่เองและซื้อเพื่อลงทุน เปิดโอกาสแห่งทางเลือกใหม่ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากว่า และการอยู่อาศัยที่มีคุณภาพในทุกมิติ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.sindhornvillage.com หรือเฟซบุ๊ค @sindhornvillage

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages