“ชวนทุกคนย้ายค่ายมาใช้ดีแทค มาลื่นกับอั้ม” แม้ไม่ใช่ Brand Presenter ก็คุ้มค่าแล้ว

Brand Inside - 5 hours 38 min ago

“ชวนทุกคนย้ายค่ายมาใช้ดีแทค มาลื่นกับอั้ม”

ประโยคปิดท้ายงานแถลงข่าวเปิดตัว “อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ” อย่างเป็นทางการ ตัวแทนถ่ายทอดประสบการณ์ความ “ลื่นไหล” ผ่าน dtac Super 4G ถือได้ว่าแค่ประโยคเดียวนี้ ก็คุ้มค่าแล้ว

เพราะด้วยความเป็น “อั้ม” ที่มีแฟนคลับอยู่ทั่วประเทศ สามารถเข้าถึงคนไทยได้ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ทั้งในเมืองและต่างจังหวัด การที่อั้มพูดสั้นๆ ชวนให้คนย้ายค่ายมาใช้ dtac ก็คุ้มค่าตัว 8 หลักแล้ว

Major Presenter เล่าประสบการณ์ ลื่นไหล

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ผิดจากที่คาดการณ์ไปบ้าง เพราะ อั้ม ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น Brand Presenter แต่เป็น Major Presenter คนแรกของ dtac คือทำหน้าที่เล่าเรื่อง เล่าประสบการณ์ที่สามารถสื่อสารไปถึง ผู้ใช้งานดีแทคทั้ง 25 ล้านรายได้อย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา และยังคงคอนเซปต์ ความเป็น “คนดี” ของ dtac ไว้ได้

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไม dtac ไม่เน้นเรื่องเทคโนโลยีขั้นสูงหรือการเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีใหม่ ลาร์ส นอร์ลิ่ง CEO ของ dtac บอกอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่ dtac ทำคือการสื่อสารไปยังผู้ใช้ทุกคน พัฒนาโครงข่ายให้ดีขึ้นทุกวันเพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ให้ทุกคนเข้าใจว่า คลื่นความถีที่กว้าง 20MHz กว้างที่สุดในตลาดเวลานี้ ดีอย่างไร

“อั้ม พัชราภา คือตัวแทนที่จะทำหน้าที่ Storyteller ให้กับทุกคนได้เข้าใจ ผ่านการใช้งานสมาร์ทโฟน โซเชียลมีเดีย แชท เล่นเกม ทุกรูปแบบ ลื่นไหลได้ด้วยคลื่นที่กว้างที่สุดของ dtac”

พฤติกรรมการใช้งาน VDO และ LIVE กระฉูด

dtac ได้สำรวจพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนมือถือเปลี่ยนไป โดยพฤติกรรมการใช้งาน 4G ได้เติบโตขึ้นจากการใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ เช่น การใช้ Facebook ด้วยการแชร์ข้อความและรูปภาพแบบเดิม ได้เพิ่มขึ้นด้วยการแชร์ VDO และ LIVE ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ เติบโตขึ้นเกือบ 150% เป็นผลมาจากกระแสของ Facebook LIVE

ขณะที่การโทรมีการใช้โทรผ่าน VoIP หรือโทรผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น 200% อีกทั้งยังมีการใช้บริการ Youtube, Music Streaming ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งหมดเป็นผลมาจาก 4G ที่ลื่นไหล ซึ่ง dtac ลงทุนติดตั้งไปแล้วกว่า 20,000 สถานีฐาน พร้อมขยายสัญญาณภายในอาคารกว่า 200 แห่ง

ปีนี้ยังเร่งเดินหน้าพัฒนาโครงข่าย Super 4G เพิ่มขึ้นอีก 25% และตั้งเป้าขยายโครงข่ายภายในอาคารอีกกว่า 1,000 แห่งภายในปี 2563 ตอบรับ Mobility life ของผู้บริโภคแบบ “Never off-line” ของผู้บริโภคให้ได้รับประสบการณ์ดิจิทัล

สรุป

สำหรับแคมเปญ “ลื่นไหล” ของ dtac Super 4G ใช้งบประมาณทั้งหมด 150 ล้านบาท รวมถึงการใช้บริการ อั้ม พัชราภา เป็น Major Presenter ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนจากนี้ เพื่อสือสารเฉพาะแคมเปญนี้ไปยังผู้ใช้บริการ แต่สิ่งที่ dtac ต้องการจะบอก ยังมีอีก โปรดติดตามเดือน ก.พ. ที่คาดว่าจะมี Big Story เกิดขึ้นอีก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Trump กดดัน Lockheed Martin สำเร็จ ยอมลดราคาเครื่องบินรบ F-35

Brand Inside - 11 hours 12 min ago

คนที่ตามข่าวอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ คงทราบกันดีว่า F-35 เครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ล่าสุดของกองทัพสหรัฐอเมริกา เป็นโครงการพัฒนาอาวุธที่งบประมาณบานปลายมากที่สุดในประวัติศาสตร์

โครงการเริ่มพัฒนาตั้งแต่ปี 1996 และล่าช้ายาวนานมาจนถึงปัจจุบัน โดยรวมแล้วรัฐบาลสหรัฐหมดเงินกับโครงการนี้ไปแล้ว 3.8 แสนล้านดอลลาร์ (13.5 ล้านล้านบาท) และบริษัท Lockheed Martin ผู้ผลิตเครื่องบินรบรุ่นนี้ก็โดนวิจารณ์อย่างหนักมาโดยตลอด

Lockheed Martin F-35 (ภาพจาก Lockheed Martin)

ปัจจุบันต้นทุนค่าผลิตเครื่องบิน F-35A รุ่นย่อยที่ราคาถูกที่สุดคือลำละ 98 ล้านดอลลาร์ (3.5 พันล้านบาท ราคานี้ไม่รวมเครื่องยนต์) และราคาเครื่องรุ่น F-35C จะแพงขึ้นเป็น 116 ล้านดอลลาร์ (4.1 พันล้านบาท ไม่รวมเครื่องยนต์)

ราคานี้ถือเป็นต้นทุนผลิตเครื่องบินล็อตหลังๆ (นับเป็นล็อตที่เจ็ดแล้ว) ซึ่งถูกกว่าเครื่องรุ่นแรกๆ ที่ลำละ 200 ล้านดอลลาร์

แต่ล่าสุด Lockheed Martin ก็โดนอัดเข้าอีกครั้ง เมื่อว่าที่ประธานาธิบดี Donald Trump ออกมาทวีตวิจารณ์โครงการนี้เมื่อปลายปีที่แล้วว่า F-35 งบประมาณบานปลายมาก และเขาได้ขอให้คู่แข่ง Boeing ลองเสนอราคาของเครื่องบินรุ่นเก่ากว่าคือ F-18 Super Hornet มาเปรียบเทียบดู

Based on the tremendous cost and cost overruns of the Lockheed Martin F-35, I have asked Boeing to price-out a comparable F-18 Super Hornet!

— Donald J. Trump (@realDonaldTrump) December 22, 2016

แน่นอนว่าทวีตวิจารณ์ของว่าที่ประธานาธิบดีคนต่อไป ย่อมส่งผลสะเทือนต่อ Lockheed Martin ถึงขั้นว่า Marillyn Hewson ซีอีโอของบริษัทต้องรีบเข้าพบ Trump เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผลการประชุมระหว่าง Lockheed Martin กับ Trump ได้ข้อสรุปว่าบริษัทจะปรับลดราคาเครื่องบินให้ต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

นอกจากนี้ Hewson ยังสัญญากับ Trump ว่าจะจ้างงานในโรงงานผลิตเครื่องบินที่รัฐเท็กซัสเพิ่มอีก 1,800 ตำแหน่ง ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของ Trump ในการสร้างงานในสหรัฐอเมริกาให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

กลยุทธ์ของ Donald Trump ช่วงก่อนรับตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการในวันที่ 20 มกราคมนี้ คือการเจรจากับผู้นำธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งจากสหรัฐอเมริกา และธุรกิจจากต่างประเทศ เพื่อให้จ้างงานในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่ก็มักรับปาก เพราะต้องการเอาใจประธานาธิบดีคนใหม่ Trump หรือไม่ก็ถูกบีบให้ต้องรับปาก ดังเช่นกรณีของ Lockheed Martin ที่ Trump บลัฟก่อนด้วยการพูดถึงบริษัทคู่แข่งให้สาธารณชนรับทราบ

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติแล้วต้องรอดูกันต่อไปว่า บริษัทเหล่านี้จะให้เพียงสัญญาลมปากกับ Trump ว่าจะจ้างงานจำนวนมาก แต่เอาเข้าจริงแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปจากเดิมหรือไม่

ที่มา – Bloomberg, Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“กวิณ โอภาสวงการ” ทายาทนักลงทุน ผู้ร่วมก่อตั้ง Shift Ventures สร้างชุมชนนักลงทุน Startup

Brand Inside - 14 hours 7 min ago

หนึ่งในข่าวใหญ่ของวงการ Startup เมื่อปลายปีที่ผ่านมา คือ การก่อตั้ง Shift Ventures ของ 3 ผู้ก่อตั้ง ได้แก่ วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง และ วิเลิศ อรวรรณวงศ์ และ กวิณ โอภาสวงการ ทายาทของ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการ แห่ง เอเชีย พลัส กรุ๊ป

สำหรับ 2 คนแรกชื่อเป็นที่รู้จักในวงการธุรกิจอยู่แล้ว ขณะที่ กวิณ โอภาสวงการ ถือว่าเป็นนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เข้ามาในวงการธุรกิจได้สักระยะหนึ่ง แต่ด้วยดีกรีของการเป็นทายาท ดร.ก้องเกียรติ ทำให้ได้รับการจับตามองอยู่พอสมควร ยิ่งมาให้ความสนใจกับการลงทุนใน Startup แบบ Individual ทำให้ Brand Inside ขอนัดพูดคุยเพื่อหาว่า อะไรเป็นสาเหตุให้สนใจการลงทุนด้านนี้

จากแรกเริ่มที่ไม่ได้สนใจด้านนี้ แต่พอได้ชิมลางการลงทุนจากเงินทุนก้อนแรก สามารถทำกำไรได้ 7-8 เท่าจากเงินตั้งต้น ทำให้เข้าใจการลงทุนมากขึ้นว่า สามารถใช้เงินทำงานและสร้างผลกำไรได้ดี ถ้ามีการศึกษาอย่างเช้าใจ

และนั่นเองที่ทำให้เริ่มศึกษาและสนใจ Startup

Startup ธุรกิจของคนรุ่นใหม่ ที่มีศักยภาพ

ความสนใจใน Startup เริ่มต้นจากได้มีโอกาสไปงาน exhibition ของ Startup หลายๆ แห่ง ได้เห็นถึงศักยภาพทางธุรกิจ เป้าหมายที่อยากจะ disrupt ธุรกิจเดิมในสังคม เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีขึ้น ซึ่งเมื่อมองในฐานะนักลงทุน ก็เห็นว่านี่คือโอกาสที่ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุนเพื่อทำผลกำไรเท่านั้น

มุมมองของนักลงทุนต่อ Startup ต้องมีการทำความเข้าใจใหม่ จะไม่ใช่ลักษณะของการให้เงินแล้วรอ แต่ต้องสามารถเข้าไปช่วยให้คำปรึกษา ช่วยเฟ้นหาพันธมิตร เพื่อต่อยอดให้ธุรกิจเกิดขึ้นและเติบโตได้แบบก้าวกระโดด และสุดท้ายผลกำไรที่โตขึ้นมหาศาลนั้นจะย้อนกลับมาที่นักลงทุน

กวิณ บอกว่าจะเกิดสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องปรับความเข้าใจของทั้ง Startup ที่ต้องมีแผนธุรกิจ คิด valuation ที่เหมาะสม ต้องไปสูงเกินไปเพื่อให้มีนักลงทุนอยากร่วมลงทุนต่อในอนาตต ขณะที่ นักลงทุน ก็ต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับ Startup ว่านี่คือ ธุรกิจใหม่ที่กำลังจะเติบโตในอนาคต

ในเวลาต่อมา นี่จึงเป็นที่มาของ Shift Ventures

 

 

อยากลงทุนเข้า 1000x อยากเติบโตเข้า Founderhood

กวิณ เป็นนักลงทุนมาก่อนอยู่แล้ว และเมื่อมาลงทุนใน Startup ก็เรียนรู้ว่าเป็นการลงทุนระยะยาว ใช้เวลาประมาณ 5 ปีจึงจะเริ่มเห็นผล และได้ตั้งเป้าการลงทุนว่า ต้องสามารถขยายพอร์ตการลงทุนให้มีความหลากหลาย สร้างโอกาสใหม่ๆ ทางการลงทุน สุดท้ายต้องสามารถ exit เพื่อสร้างผลกำไรจากการลงทุน

เป้าหมายเหล่านี้จะสำเร็จได้ Startup ก็ต้องเติบโตด้วยเช่นกัน และนี่คือที่มา 1000x Club

1000x Club จะเป็นแหล่งรวมนักลงทุนระดับพระกาฬ เป็นนักธุรกิจแถวหน้าของเมืองไทย 30 คน ที่สนใจลงทุนใน Startup เป็นหัวหอก จากนั้นใครที่สนใจจะเข้าร่วมมาศึกษา เรียนรู้ ทำความเข้าใจ Startup สามารถสมัครได้เลย ที่มีนักธุรกิจ เช่น ฤทธิ์ ธีระโกเมน, สุวภา เจริญยิ่ง, อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์, พชร จิราธิวัฒน์ เป็นต้น เป็นเพื่อนนักลงทุนชั้นยอด

ส่วน Startup มีกลุ่มเรียกว่า Founderhood Club คือการรวมกลุ่ม Startup เพื่อพัฒนา 4 ปัจจัยหลักดึงดูดนักลงทุน ได้แก่ 1. สินค้าหรือบริการ 2. ทีมงานที่มีประสบการณ์ 3. แผนธุรกิจและเป้าหมายที่จับต้องได้ และ 4. มีตลาดที่เหมาะสม สิ่งเหล่านี้จะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน และนำไปสู่การ matching กันที่ Shift Ventures

เป้าหมายอยากสร้าง Unicorn ให้เกิดในไทย

Unicorn คือ Startup ที่มีมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ และ กวิณ ตั้งเป้าหมายให้ Shift สร้าง Unicorn Startup ในประเทศไทย

โดยส่วนตัวมองว่า Startup ที่จะเติบโตขึ้นเป็น Unicorn ด้วยตัวเองเป็นเรื่องยากมาก ตัวช่วยที่ดีที่สุดคือ บริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ ต้องเข้ามาช่วยเหลือ สร้างมูลค่าทางธุรกิจให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด ซึ่งจะเกิดขึ้นได้จาก นักลงทุน ที่พา Startup ไปต่อยอด แต่จะเกิดขึ้นได้สุดท้ายก็อยู่ที่ตัว Startup เอง

“เป้าหมายในระยะยาวของ Shift คือ สร้าง Unicorn ให้เกิดขึ้นในไทย ถ้า Startup ที่มีคุณภาพได้มาเจอกับนักลงทุนที่พร้อมจะลงทั้งเงินและพาไปต่อยอดสร้างการเติบโต โอกาสเป็น Unicorn ก็มีความเป็นไปได้”

 

และในปี 2560 อย่างน้อยจะได้เห็น deal ใหญ่อย่างน้อย 2 deal เกิดขึ้นกับ Shift แน่นอน พร้อมกับการขยายสมาชิกในชมรมทั้ง 2 ซึ่งจะเป็นการเพิ่มเงินหมุนเวียนในตลาด Startup ให้มากขึ้นกว่าเดิม

กวิณ และ ดร.ก้องเกียรติ โอภาสวงการชิมอาหารอร่อย ตีกอล์ฟเพื่อสุขภาพ

นอกจากการศึกษาเรื่องการลงทุนแล้ว กวิณ ชอบดูกีฬาฟุตบอล โดยทีมในดวงใจคือ เชลซี สิงห์บลูแห่งพรีเมียร์ลีกอังกฤษ แต่ถ้าถามว่าชอบเล่นกีฬาอะไร คำตอบคือ ออกรอบตีกอล์ฟ เป็นกีฬาชนิดเดียวที่เจ้าตัวยืนยันว่าเล่นได้ดี และเคยเกือบเทิร์นโปรแล้ว โดยกีฬากอล์ฟ ต้องแข่งขันกับตัวเอง และใช้สมาธิสูง มีส่วนช่วยในการทำงานด้วย

ส่วนเวลาว่างอื่นๆ กวิณ เป็นคนชอบชิมอาหารอร่อยๆ ถ้ารู้ว่ามีร้านเด็ดๆ อยู่ที่ไหน จะต้องไปชิมให้ได้ และไม่ลืมถ่ายรูปให้เพื่อนๆ ดูผ่านทางโซเชียลมีเดียด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

HBO สนใจทำซีรีส์ Game of Thrones ภาคต้น เนื้อเรื่องช่วงก่อนภาคหลัก

Brand Inside - 15 January 2017 - 20:24

Casey Bloys ผู้บริหารของช่องดัง HBO เจ้าของซีรีส์แฟนตาซี Game of Thrones ที่โด่งดังไปทั่วโลก ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ในการสร้างซีรีส์ที่จับเนื้อหาช่วงย้อนอดีตของ Game of Thrones (prequel series)

โลกของ Game of Thrones ฉบับนิยาย (จากนิยายชุด A Song of Ice and Fire ของ George R. R. Martin) มีเกร็ดประวัติศาสตร์ของโลกในนิยาย ช่วงก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในเนื้อเรื่องหลักมากมาย มีศักยภาพสูงที่จะนำมาดัดแปลงเป็นซีรีส์ทางทีวี ในกรณีที่เนื้อเรื่องหลักถูกนำมาทำเป็นซีรีส์ครบหมดแล้ว

ภาพจาก HBO

กระแสการนำเนื้อเรื่องในนิยายช่วงก่อนภาคหลัก มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์หรือทีวีซีรีส์ กำลังได้รับความนิยมในช่วงหลัง เพราะทางสตูดิโอผู้สร้างยังสามารถหาเงินต่อจากแบรนด์ที่ดังอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น Lord of the Rings ที่นำเนื้อหาจากนิยาย The Hobbit มาสร้างเป็นภาพยนตร์ต่อ หรือ Harry Potter ทำหนังจนครบ 8 ภาคแล้ว ก็ยังกลับมาทำภาพยนตร์ต่อในซีรีส์ Fantastic Beasts and Where to Find Them ที่มีแผนจะทำถึง 5 ภาค

Bloys บอกว่า Game of Thrones เป็นซีรีส์ระดับแม่เหล็กของ HBO และพวกเราคงจะโง่มากถ้าไม่พิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะทำซีรีส์ภาคต้น อย่างไรก็ตาม ซีรีส์ภาคหลักเซ็ตมาตรฐานเอาไว้สูง ดังนั้นถ้าจะทำก็ต้องทำออกมาอย่างจริงจัง ทำออกมาให้ดี ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ แฟนๆ ต้องรู้สึกพิเศษที่ได้รับชม

Bloys ยังบอกว่าสนใจทำซีรีส์ที่จับใจความช่วงก่อนเหตุการณ์ในเรื่อง ใช้ตัวละครชุดใหม่ที่ต่างไปจากซีรีส์ภาคหลัก (prequel) มากกว่าการสร้างซีรีส์ที่จับความของตัวละครภาคหลักบางตัว (spin-off) เพราะมีแรงกดดันน้อยกว่า

ส่วนซีรีส์ภาคหลักที่กำลังจะออกฉายซีซั่น 7 ในปีนี้ และซีซั่น 8 ในปีหน้า ยังไม่กำหนดจำนวนตอนตายตัว เพราะ Bloys ให้สิทธิโปรดิวเซอร์ David Benioff และ Dan Weiss เป็นคนตัดสินใจ ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่าซีซั่น 7 จะยาว 7 ตอน และซีซั่น 8 ที่เป็นซีซั่นสุดท้ายจะยาว 6 ตอน

ที่มา – Entertainment Weekly

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

บริษัทชิ้นส่วนรถในไทยระวัง เมื่อนโยบายด้านแรงงานของ Trump กระทบบริษัทผลิตรถยนต์ทั่วโลก

Brand Inside - 15 January 2017 - 16:59

เรื่องนโยบายต่างๆ ของ Donald Trump ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยังคงเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะน่าจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจทั่วโลกในช่วงอีก 4 ปีข้างหน้า

เช่น การออกมาทวีต “NO WAY” ต่อแผนการลงทุนโรงงานประกอบรถยนต์ Corolla แห่งใหม่ของ Toyota ที่เม็กซิโก ซึ่งระบุว่าเตรียมเจอกับภาษีนำเข้าชุดใหญ่แน่นอน ซึ่งทางที่ดีควรมาตั้งโรงงานในสหรัฐจะดีกว่า

Toyota Motor said will build a new plant in Baja, Mexico, to build Corolla cars for U.S. NO WAY! Build plant in U.S. or pay big border tax.

— Donald J. Trump (@realDonaldTrump) January 5, 2017

นั่นทำให้ Akio Toyoda ประธานของ Toyota Motor Corp หนึ่งในบริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศแผนลงทุนมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐอเมริกาในช่วงอีก 5 ปีต่อจากนี้

สำหรับ Toyota ประกาศว่ามีการจ้างงานกว่า 136,000 ตำแหน่งในสหรัฐ ซึ่งรวมถึงตัวแทนจำหน่ายด้วย ขณะที่โรงงานใหม่ในเม็กซิโกนั้น Toyota วางแผนว่าจะลงทุนด้วยงบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเริ่มการผลิตรถยนต์รุ่น Corolla กว่า 200,00 คันในปี 2019 ดังนั้นจึงกลับไปใช้โรงงานในสหรัฐฯ ต่อไปตามเดิม

การทวีตของ Trump ก่อนหน้านี้มีผลถึงบริษัทผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ด้วย เช่น บริษัท Fiat-Chrysler ก็ประกาศลงทุน 1,000 ล้านดอลลาร์ และสร้างงาน 2,000 ตำแหน่งที่โรงงาน 2 แห่งในสหรัฐ

ขณะที่ Ford ได้ประกาศยุติโครงการโรงงานผลิตรถยนต์ขนาดเล็กในเม็กซิโกไปเรียบร้อย

เรื่องทั้งหมดนี้ สร้างความกังวลใจและส่งผลกระทบต่อนักธุรกิจและนักลงทุนหลายประเทศ เช่น จีน, เกาหลีและญี่ปุ่น และอาจกระทบกับแผนการผลิตรถยนต์ทั่วโลก เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันถึง ข้อตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ซึ่งมีผลโดยตรงระหว่างสหรัฐกับเม็กซิโก

Akio Toyoda ประธานของ Toyota Motor Corp

ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ผู้ผลิตวางแผนผลิตรถยนต์รุ่นหนึ่งๆ จากโรงงานในไม่กี่ประเทศเพื่อส่งออกไปทั่วโลก และใช้ชิ้นส่วนร่วมกันระหว่างรุ่นต่างๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิตจากการผลิตปริมาณมาก ทำให้มีผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ไม่กี่รายที่จะผลิตชิ้นส่วนในปริมาณมากตามไปด้วย

แต่นโยบายของ Trump จะเน้นให้ลดการนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนจากประเทศอื่น อาจส่งผลให้มีการชะลอและปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนในประเทศอื่นรวมถึงไทย ซึ่งเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ โดยเฉพาะโครงการ Eco car ที่ปัจจุบันมีการพึ่งพาการส่งออกอย่างมาก ประมาณ 300,000 คันต่อปี ซึ่งมากกว่ายอดขายในประเทศกว่าสามเท่า ในจำนวนนี้มีรถยนต์ Eco car ที่ส่งไปสหรัฐฯ โดยตรงถึง 32,000 คัน

ภาพจาก pixabay.com

SCB EIC ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ว่า ปัจจุบันไทยมีการส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์และอุปกรณ์ตกแต่งไม่รวมยางล้อไปสหรัฐฯ มีมูลค่าสูงสุด คิดเป็น 13% ของทั้งหมด โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องยนต์สันดาปและสายไฟ และหากรวมยางล้อแล้วจะมีสัดส่วนถึง 18% การเพิ่มภาษีนำเข้าจากเม็กซิโกอาจส่งผลให้การนำเข้าชิ้นส่วนจากไทยเพิ่มขึ้น คล้ายกับกรณีที่ยางล้อจีนโดนมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาดซึ่งทำให้มีการนำเข้าจากไทยมากขึ้น แต่หากมีการจัดตั้งโรงงานใหม่ที่สหรัฐฯ ในภายหลังปริมาณที่เพิ่มมานี้ก็จะหายไป รวมถึงปริมาณการผลิตที่จะหายไปจากจำนวนรถยนต์ที่ผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ ด้วย

ดังนั้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนเร่งพัฒนาการผลิตชิ้นส่วน ODM และ REM หรือขยายธุรกิจด้านบริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือความเสี่ยงจากการสูญเสียตลาดส่งออก ควรลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อออกแบบชิ้นส่วนได้ด้วยตัวเอง (ODM) ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันกับผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ ต่างชาติ เพราะค่ายรถยนต์จะยังมีความจำเป็นในการใช้ชิ้นส่วนนั้นๆ อยู่

แม้ว่าจะมีการย้ายฐานการผลิตก็ตาม ในขณะที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนฯ ขนาดเล็กกว่าอาจเน้นการพัฒนาด้านชิ้นส่วนทดแทนและอุปกรณ์ตกแต่ง (REM) สำหรับตลาดภายในประเทศหรือในภูมิภาค รวมถึงธุรกิจด้านบริการอย่างการซ่อมบำรุง

ที่มา: wsj.com, SCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เช็คสัญญาณฟองสบู่อสังหาฯไทย หลังราคาที่อยู่อาศัยกรุงเทพปริมณฑลปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

Brand Inside - 15 January 2017 - 15:36
รูปจาก pixabay.com

ราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความกังวลว่าอาจจะเกิดปัญหาฟองสบู่จากการเก็งกำไร จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าราคาที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และปริมณฑลขยายตัวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2013 จนถึงเดือนตุลาคมปี 2016 โดยราคาของบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์เพิ่มขึ้น 8% และ 15% ตามลำดับ และมีหน่วยเหลือขายเพียงเล็กน้อย ประกอบกับการก่อสร้างบ้านแนวราบยังมีการแบ่งเฟสพัฒนา จึงไม่น่ากังวลมากนัก ต่างจากคอนโดมิเนียมที่ราคาโตถึง 31% และมีหน่วยเหลือขายเพิ่มขึ้นถึง 34% เป็น 68,874 หน่วย ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการปรับราคาที่อยู่อาศัยที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงนั้นว่ามีปริมาณมากน้อยเพียงใด EIC จึงนำกรณีของจีนมาศึกษาเกี่ยวกับสัญญาณของฟองสบู่ว่ามีความเป็นได้มากน้อยเพียงใด

ขณะที่จีนกำลังเผชิญปัญหาฟองสบู่ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐตัดสินใจใช้นโยบายควบคุมเฉพาะพื้นที่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยชะลอภาวะฟองสบู่ได้ในระยะสั้นถึงกลาง ตลาดที่อยู่อาศัยในจีนก็มีปัจจัยกระตุ้นหลักจากอัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเช่นกัน โดยลดลงเป็น 4.5% ในปัจจุบัน จากเดิม 7.0% ในกลางปี 2014

นอกจากนี้ ภาครัฐยังใช้นโยบายกระตุ้นตลาดโดยลดสัดส่วนเงินดาวน์เพื่อใช้ตลาดอสังหาฯ เป็นหนึ่งเครื่องมือกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งสิ่งที่น่าจับตามองของจีนอยู่ที่ราคาที่พุ่งสูงนั้นกระจุกอยู่ในเมืองหลักที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ (tier-1 cities) เช่น เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง กวางตุ้ง และเทียนจิน

ขณะที่เมืองรองกลับเผชิญปัญหาในทางตรงกันข้าม คือ มีหน่วยเหลือขายที่ค่อนข้างสูง การเติบโตของราคาเป็นบวกเล็กน้อยหรือบางเมืองมีทิศทางการเติบโตของราคาที่ลดลง ซึ่งในปี 2016 ภาครัฐออกมาตรการที่ใช้เจาะจงเฉพาะพื้นที่ โดยมีการออกมาตรการควบคุมการซื้อขายให้เข้มงวดเพื่อชะลอความร้อนแรงของราคาในเมืองใหญ่ เช่น การเพิ่มจำนวนเงินดาวน์ขั้นต่ำรวมถึงการควบคุมการถือครองบ้านหลังที่สองเป็นต้นไป

ขณะที่เร่งระบายหน่วยเหลือขายในเมืองรองด้วยการควบคุมการพัฒนาที่ดินเพื่อลดการเพิ่มของอุปทาน เป็นต้น จากมาตรการดังกล่าวส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยในเมืองหลักอื่นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นในอัตราที่ช้าลง มีเพียงปักกิ่งที่ราคายังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีในการช่วยชะลอความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ในระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง

อีกประเด็นที่ยังต้องจับตาคือ การที่ผู้ประกอบการพัฒนาที่อยู่อาศัยหันมาออกพันธบัตรในการระดมทุนในตลาดเงินมากขึ้น โดยมีมูลค่าของการระดมทุนของภาคอสังหาฯ สูงถึง 40% ของการระดมทุนในภาคธุรกิจทั้งหมด เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ

ผลของมาตรการการควบคุมการซื้อขายที่เข้มงวดข้างต้นอาจทำให้ผู้ประกอบการประสบปัญหายอดขายลดลง รวมถึงการลดราคาที่อยู่อาศัยอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการผิดชำระหนี้และนำไปสู่ปัญหาฟองสบู่แตกได้อีกทางหนึ่ง โดยรายงาน Global Financial Stability Report ของ IMF ประมาณการว่าสัดส่วนอัตราหนี้สินในภาคธุรกิจของจีนที่มีสูงถึง 165% ของ GDP ส่วนใหญ่อยู่ภาคอสังหาฯ (31%) และหนี้เสี่ยง (debt-at-risk) ในภาคอสังหาฯ อยู่ที่ประมาณ 25% ของหนี้เสี่ยงทั้งระบบ

การซื้อที่อยู่อาศัยของคนจีนในปัจจุบันพึ่งพาสินเชื่อมากกว่าในอดีต โดยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในไตรมาส 3 ปี 2016 ขยายตัวเป็น 32% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วนเพียง 25% เท่านั้น ดังนั้น ต้นเหตุหลักของความกังวลเกี่ยวกับภาวะฟองสบู่ของจีนที่ขยายขึ้นเรื่อยๆ จะมาจากทั้งหนี้ภาคเอกชนของผู้ประกอบการและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของผู้ซื้อ

ตลาดที่อยู่อาศัยไทยมีความคล้ายคลึงกับจีน กล่าวคือ โครงการที่มีราคาสูงมากมักจะอยู่ในเมืองหลัก ประกอบกับอุปสงค์หลักของตลาดจะเป็นคนในประเทศ ภาครัฐมีการใช้มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเน้นกระตุ้นความต้องการเพื่ออยู่อาศัยจริงในภาวะที่ผู้ซื้อขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจ

EIC มองว่า ตลาดที่อยู่อาศัยของไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านของวัฏจักรธุรกิจ มีการเติบโตด้วยอัตราปกติหรือค่อนข้างช้า ต่างจากจีนที่อยู่ในช่วงร้อนแรง ทำให้ต้องมีการกำหนดมาตรการเพื่อชะลอการเก็งกำไรที่อาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวเร็วจนเกินไป

ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยของไทยปรับตัวสูงขึ้นนั้น มาจากราคาที่ดินที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้ซื้อ ราคาที่ดินซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการพัฒนาโครงการขยับสูงอย่างรวดเร็วถึง 31% ในปี 2015 เมื่อเทียบกับปี 2013 โดยปัจจัยหลักมาจากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ เช่น โครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่เชื่อมต่อนอกเมืองมากขึ้น การตัดถนนใหม่ หรือการขยายทางด่วน และมอเตอร์เวย์ เป็นต้น ทั้งนี้ ราคาที่ดินที่สูงขึ้นส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ขยับตัวสูงขึ้นตามลำดับ โดยหากพิจารณาราคาที่อยู่อาศัยเปิดใหม่เฉลี่ยเทียบกับรายได้ต่อปีของผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพบว่า มีสัดส่วนเป็น 22 เท่า ในปี 2015 สูงขึ้นจาก 16 เท่า ในปี 2013

รายได้ที่เติบโตไม่ทันกับราคาที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยที่น้อยลง

รูปจาก pixabay.com

อย่างไรก็ตาม EIC เชื่อว่า ปัญหาฟองสบู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังไม่น่าห่วง จากภาวะการเก็งกำไร แต่ผู้ประกอบการยังต้องระวังเรื่องการตั้งราคาโครงการใหม่ ทั้งนี้ ตลาดที่อยู่อาศัยของจีนที่ร้อนแรงนั้นเกิดจากอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่ออยู่อาศัยที่ลดลงอย่างมาก ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของไทยมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยและกลไกตลาด

ด้วยปัจจัยดังกล่าวจึงไม่กระตุ้นให้เกิดการเก็งกำไรของนักลงทุนในตลาดที่อยู่อาศัยมากนัก นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาถึงหน่วยเหลือขายและหน่วยเปิดใหม่ที่เริ่มเติบโตในอัตราที่ช้าลง สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณของฟองสบู่ที่ชะลอตัวลง อีกทั้งสถาบันการเงินก็ไม่ได้หละหลวมและมีนโยบายการปล่อยสินเชื่อที่ระมัดระวังอย่างสม่ำเสมอ สะท้อนได้จากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ที่เติบโตในอัตราที่ช้าลงตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา โดยเติบโตเพียง 3% ในเดือนกันยายนปี 2016 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สัดส่วนของสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loan) คิดเป็น 4.4% ของมูลค่าสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2016 เมื่อเทียบกับ 4.6% ในไตรมาส 3 ปี 2013

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการยังต้องระวังเรื่องการตั้งราคาโครงการใหม่ที่สูงขึ้น เนื่องจากราคาที่ดินในบางพื้นที่ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เช่น โครงการที่อยู่อาศัยบริเวณรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสีแดง อีกทั้งยังต้องระวังการแข่งขันด้านราคาระหว่างประเภทที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงที่อาจเพิ่มหน่วยเหลือขายในตลาด เช่น การแข่งขันระหว่าง ทาวน์เฮ้าส์และคอนโดมิเนียม

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีสัญญาณของภาวะฟองสบู่ ซึ่งมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ จากภาครัฐอาจจะไม่ใช่ทางออกเดียว แต่การเพิ่มความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอาจช่วยกระตุ้นให้ตลาดดำเนินไปตามกลไกมากขึ้น จากมาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ของภาครัฐที่ผ่านมา ส่งผลให้ยอดโอนกรรมสิทธิ์นั้นอยู่ในระดับที่สูง สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ซื้อยังมีกำลังซื้อ เพียงแต่ยังขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ และรอภาครัฐออกมาตรการกระตุ้น ดังนั้น การเรียกความเชื่อมั่นของผู้ซื้อให้มากขึ้นอาจจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้ตลาดดำเนินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้ซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงล่าง จากรายได้ที่ขยายตัวช้า ประกอบกับภาระหนี้สินที่มีอยู่ค่อนข้างสูง ทำให้ความสามารถในการขอสินเชื่อและซื้อที่อยู่อาศัยของกลุ่มนี้มีค่อนข้างจำกัด ซี่งสะท้อนได้จากสัดส่วนของที่อยู่อาศัยเหลือขายที่มีระดับราคา 1-3 ล้านบาทต่อหน่วยเพิ่มขึ้นเป็น 59% ณ กลางปี 2016 จาก 50% ในสิ้นปี 2013 ของหน่วยเหลือขายในทุกระดับราคา

ที่มา: SCB EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วิกฤติ Nutella เมื่อกำลังจะโดนแบนจากทั่วโลก เหตุกินเข้าไปแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็ง

Brand Inside - 15 January 2017 - 15:01

หลายคนคงเคยกิน Nutella กันมาบ้าง เพราะเป็นครีมทาขนมปังที่ทำมาจากเอเซลนัทกับโกโก้ ที่ให้ความรู้สึกฟินเอามากๆ แต่รู้หรือไม่ว่าครีมตัวนี้กำลังจะถูกแบนจากทั่วโลก เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อร่างกาย

ภาพจาก Flickr ของ allison.hareยุโรป เริ่มถอด Nutella ออกจาก Supermarket

เรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากรายงานของ European Food Safety Authority หรืออย. ของประเทศยุโรป วิจัยออกมาว่า การใช้น้ำมันปาล์มเพื่อปรุงอาหาร หรือสินค้าบริโภคต่างๆ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งค่อนข้างสูง เพราะมีกรดไขมัน Glycidyl จำนวนมาก และเมื่อเทียบกับน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ ก็มีความเสี่ยงของสารก่อมะเร็งที่มากกว่า โดยเฉพาะหากปรุงน้ำมันปาล์มด้วยอุณหภูมิเกิน 200 องศงเซลเซียส ก็ยิ่งเพิ่มสารก่อมะเร็งมากขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญน้ำมันปาล์มนั้นถูกใช้เป็นวัตถุดิบผลิตครีมทาขนมปังของแบรนด์ต่างๆ ซึ่ง Nutella ก็เป็นหนึ่งในนั้น

และจากเหตุนี้เอง ทำให้ร้านค่าต่างๆ ในทวีปยุโรป เริ่มนำ Nutella ออกจากชั้นวางจำหน่ายแล้ว เช่นร้าน Coop หนึ่งในร้านค้าปลีกรายใหญ่ของประเทศอิตาลีก็ยกเลิกการจำหน่ายครีมทาขนมปังที่ทำมาจากเอเซลนัทกับโกโก้ แล้วเช่นกัน แต่ถึงอย่างไรรายงานฉบับดังกล่าวถูกเผยแพร่มาเป็นเวลา 8 เดือนแล้ว จึงมีเหตุผลที่แปลกๆ ในการนำมาใช้ตอนนี้ ที่สำคัญยังเจาะจงเฉพาะแบรนด์ Nutella แบรนด์ที่ผู้บริโภคนิยมมากที่สุดเมื่อนึกถึงครีมทาขนมปัง ส่วนทางฝั่งสหรัฐอเมริกา ยังไม่มีรายงานว่า Nutella โดนถอดออกจาก Supermarket แล้วหรือยัง

ส่วนทาง Ferrero ผู้ผลิต Nutella แจ้งกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ในกระบวนการผลิตไม่ได้มีการปรุงน้ำมันปาล์มในอุณหภูมิที่สูงขนาดนั้น และทุกขั้นตอนนั้นถูกควบคุมด้วยความปลอดภัยขั้นสูง

ในทางกลับกัน เหตุที่ผู้ผลิตต้องใช้อุณหภูมิสูงในการปรุงน้ำมันปาล์ม เพราะต้องการเจือจางสีแดงที่เป็นสีของน้ำมันปาล์ม รวมถึงแต่งกลิ่นให้เป็นธรรมชาติมากขึ้นเช่นกัน

สำหรับครีมทาขนมปังที่ทำมาจากเอเซลนัทกับโกโก้ เกิดขึ้นมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองในพื้นที่ยุโรป และเริ่มมีแบรนด์ต่างๆ ผลิตออกมาจำหน่ายในวงกว้าง หลังจากนั้นก็เริ่มไปได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกาช่วงปี 2523 แต่ขณะนั้นไม่ได้ถูกใช้ทาขนมปังอย่างเดียวแล้ว เพราะถูกนำไปใช้กับการทำของหวานชนิดต่างๆด้วย

อ้างอิง // Nutella is being pulled from some stores in Italy after a report links palm oil to cancer

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เผาเงินหนักมาก คาดตัวเลขขาดทุน Uber 1 แสนล้านบาทต่อปี

Brand Inside - 15 January 2017 - 13:08

เป็นที่รู้กันดีว่า บริการแอพเรียกรถยนต์หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ride-sharing หรือ ride-hailing เป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตสูง แต่ยังไม่ทำกำไรและมิหนำซ้ำ ขาดทุนหนักมาก

แนวคิดของบริษัทเรียกรถในตอนนี้คือเน้นการเผาเงิน (burn cash) เพื่อเรียกลูกค้ามาใช้บริการ โดยทุ่มเงินค่าการตลาดพวกคูปองส่วนลดหรือการสะสมแต้มเพื่อนั่งฟรี เป้าหมายเพื่อให้บริการของตัวเองติดตลาดก่อน และเมื่อนั้นค่อยมาคิดถึงเรื่องการทำกำไรในอนาคต

ตัวอย่างที่ดีของกรณีเหล่านี้คือสงครามในจีนระหว่าง Uber กับ Didi บริการเรียกรถรายใหญ่ของจีน ที่ต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงจนสุดท้าย Uber ผู้ให้บริการรายใหญ่ของโลกต้องถอนตัวออกมาจากจีนอย่างชอกช้ำ

บริษัทเรียกรถเหล่านี้ยังไม่มีรายใดเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทำให้เราไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าผลประกอบการเป็นอย่างไร ต้องอาศัยข้อมูลหลุด (หรือในบางครั้งก็คือข้อมูลที่บริษัทจงใจเปิดออกมา) เพื่อให้เห็นสภาพการณ์ทางการเงินของบริษัทเหล่านี้

ล่าสุดมีข่าวของ Lyft คู่แข่งรายสำคัญของ Uber ในสหรัฐอเมริกาหลุดออกมา โดยระบุว่าผลประกอบการทั้งปี 2016 ของ Lyft มีรายได้ 700 ล้านดอลลาร์ แต่กลับขาดทุนถึง 600 ล้านดอลลาร์ (2.1 หมื่นล้านบาท)

เทียบกับตัวเลขในปี 2015 ที่ Lyft มีรายได้ 200 ล้านดอลลาร์ และขาดทุน 360 ล้านดอลลาร์ ต้องบอกว่า Lyft มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ก็มีสัดส่วนการขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว (อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็นทางการ และอาจผิดพลาดได้)

แต่ตัวเลขนี้อาจดูไม่เยอะนัก เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Uber ที่เคยประกาศว่าเพียงแค่ไตรมาสเดียว (ไตรมาส 3/2016) ก็ขาดทุนไปแล้ว 800 ล้านดอลลาร์ เยอะกว่าตัวเลขของ Lyft ตลอดทั้งปี และมีการประเมินกันว่าตลอดปี 2016 ตัวเลขขาดทุนรวมจะสูงถึง 2.8 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1 แสนล้านบาท)

เห็นตัวเลขเหล่านี้แล้วต้องบอกว่า นี่เป็นธุรกิจเผาเงินของยักษ์ใหญ่ ที่คนตัวเล็กตัวน้อยไม่มีสิทธิคิดฝันไปแข่งขันด้วย

ที่มา – Business Insider

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รู้จักกับ JD.com อเมซอนแห่งจีนตัวจริง คู่แข่งรายสำคัญของ Alibaba

Brand Inside - 15 January 2017 - 09:47

คนไทยคงรู้จัก Alibaba กันเป็นอย่างดีจากความโด่งดังของ Jack Ma และเขาได้ชื่อว่าเป็นผู้นำแห่งวงการอีคอมเมิร์ชจีน และคู่แข่งอันดับหนึ่งอย่าง JD.com กลับถูกลืมไปอยู่เสมอๆ ด้วยความที่ แต่ลักษณ์ของ JD.com กลับวางตัวให้เหมือนกับ Amazon.com เป็นอย่างยิ่ง ทั้งแนวทางการวางระบบขนส่ง (logistic) ด้วยตัวเองทั้งหมด และการลงทุนอย่างหนักเพื่อหวังกำไรในระยะยาว

ภาพ Richard Liu กับ Lei Jun ประธานและซีอีโอของ Xiaomi เมื่อเดือนกันยายนปี 2016 (ที่มาภาพ weibo.com/liuqiangdong)

JD.com ก่อตั้งโดย Richard Liu เมื่อปี 1998 (ก่อนหน้า Alibaba หนึ่งปี) แต่ชื่อแรกคือ Jingdong Century Trading Co., Ltd เป็นหน้าร้านออนไลน์ขายอุปกรณ์ maneto-optical เฉพาะทางเท่านั้น จนกระทั่งในปี 2004 จึงหันมาทำธุรกิจ B2C ในชื่อเว็บ jdlaser.com นับเป็นจุดเริ่มต้นของ JD.com ที่เราเห็นทุกวันนี้

บริษัทเติบโตเป็นอย่างดีเรื่องมา จนกระทั่งมีลูกค้า 47.4 ล้านคนในปี 2013 และจุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 2014 Tencent ยอมแพ้ในธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ และหันมาลงทุนใน JD.com แทนโดยเข้าซื้อหุ้น 15% พร้อมกันยกธุรกิจอีคอมเมิร์ชในเครือให้ JD.com ทั้งหมด ในปีเดียวลูกค้าของ JD.com เติบโตเท่าตัวเป็น 90.6 ล้านคน พร้อมกับจำนวนรายการสั่งซื้อที่เพิ่มเป็นสองเท่า

เครือข่ายลอจิสติกของ JD.com มีโกดังถึง 254 แห่ง และพนักงานส่งสินค้ากว่าหกหมื่นคน

แนวทางที่ JD.com แตกต่างจาก Alibaba คือการลงทุนในโครงข่ายลอจิสติกอย่างหนัก บริษัทลงทุนในรถขนส่งสินค้า, แพ็กเกจ, และการสต็อกสินค้าอย่างหนัก โครงข่ายที่ลงทุนไปทำให้ JD.com สามารถให้บริการส่งด่วนแบบเดียวกัน Amazon ได้ ตัว Liu เคยสั่งไอศครีมจากเว็บของตัวเองและพบว่ามันละลายไปเล็กน้อยเมื่อมาถึงมือ เขาเรียกประชุมผู้บริหารเพื่อแก้ปัญหานี้ เฉพาะพนักงานขนส่งสินค้าของ JD.com มีมากกว่า 62,000 คน พนักงานรวมถึง 115,811 คน เทียบกันพนักงานทั้งหมดของ Alibaba ที่มีประมาณ 46,000 คน

ตู้รับสินค้าอัตโนมัติแบบเดียวกับ Amzon ที่ JD.com มีให้บริการตั้งแต่ปี 2012

การลงทุนทำให้ JD.com มียอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว และครองความเป็นเว็บอีคอมเมิร์ชอันดับสองไว้ได้ แม้ Alibaba จะแข็งแกร่งมากก็ตาม แต่ก็จ่ายมาด้วยการลงทุนที่สูงจนกระทั่งบริษัทขาดทุนต่อเนื่อง Liu เคยให้สัมภาษณ์กับ Chian Daily ว่าเขาสนใจกำไรในระยะ 10 ถึง 20 ปีข้างหน้ามากกว่า

แม้จะมีแขนขาทางธุรกิจคล้ายกับ Amazon แต่ความต่างอย่างหนึ่งของ JD.com คือ การที่บริษัทขายของโดยตรงเป็นส่วนใหญ่ สินค้าของบริษัทรับจากโรงงานมาโดยตรง ทำให้ภาระการเก็บสต็อกเป็นของบริษัท ขณะที่ธุรกิจของ Amazon นั้นเปิดให้ผู้ค้าภายนอกเข้ามาใช้ระบบของบริษัทได้แทบทุกชิ้น ตั้งแต่หน้าร้าน สต็อกสินค้า ระบบจ่ายเงิน ไปจนถึงการส่งสินค้า รายได้ในปี 2014 ของ JD.com มาจากค่าธรรมเนียมการขายสินค้าจากร้านค้าภายนอกเพียง 5% แม้จะมียอดขายรวมจากร้านค้าภายนอกถึง 34% สัดส่วนการขายสินค้าจากผู้ค้าภายนอกอยู่ทีราวๆ 40% ในช่วงปี 2015-2016

การที่บริษัทขายสินค้าเองเป็นส่วนใหญ่เป็นจุดขายสำคัญที่บริษัทชูมาตลอดว่าสินค้ามีความน่าเชื่อถือสูง ไม่มีของปลอม และการจัดส่งที่ตรงเวลา

แนวทางการเดินตาม Amazon ของ JD.com เด่นชัดในปี 2016 เมื่อบริษัทเปิดบริการคลาวด์ของตัวเองในช่วงเดือนเมษายน และประกาศทดสอบการส่งสินค้าด้วยโดรนเมื่อเดือนตุลาคม แต่เทียบกับ Alibaba ที่มีบริการ Aliyun ที่ค่อนขยายไปค่อนข้างมาก

การลงทุนอย่างหนัก แต่ยังต้องเป็นที่สองแบบทิ้งห่าง คงเป็นความท้าทายของ JD.com ที่เราต้องตามชมกันต่อไปว่าการลงทุนโครงข่ายด้วยตัวเองเช่นนี้จะสร้างความได้เปรียบในระยะยาวได้จริงหรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

โรงแรมแห่งใหม่ของ Donald Trump ค้างจ่ายค่าจ้างช่างไฟ-ช่างประปา 5 ล้านดอลลาร์

Brand Inside - 14 January 2017 - 22:06

เป็นที่รู้กันดีว่า ว่าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นนักธุรกิจเจ้าของโรงแรมแบรนด์ Trump Hotels และ Trump International

อย่างไรก็ตาม โรงแรมแบรนด์ Trump International แห่งใหม่ในนครหลวงวอชิงตันดีซี อยู่ห่างจากทำเนียบขาวไปไม่ไกล ก็เกิดดราม่าขึ้นซะแล้ว เพราะบรรดาช่างไม้ ช่างประปาจำนวนมาก รวมตัวกันฟ้องเรียกค่าเสียหายว่าบริษัทของ Trump ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างให้คนเหล่านี้

Trump Hotel Washington DC

โรงแรม Trump International Washington D.C. เป็นการนำอาคารที่ทำการไปรษณีย์เก่าแก่ Old Post Office Pavilion ที่สร้างในปี 1899 มาดัดแปลงเป็นโรงแรมหรู 5 ดาว จำนวน 263 ห้อง

บริษัท Trump International จ่ายเงินค่าซ่อมและตกแต่งตึกไปถึง 212 ล้านดอลลาร์ และโรงแรมเพิ่งเปิดบริการไปเมื่อเดือนตุลาคม 2016 ก่อนชัยชนะของ Trump ในการเลือกตั้งเพียงเดือนเดียว

แต่กลุ่มคนงานเหล่านี้กลับไม่ได้รับค่าจ้างรวมกันคิดเป็นเงิน 5 ล้านดอลลาร์จากบริษัทของโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลให้คนงานเหล่านี้รวมตัวกันฟ้องศาล

เรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Trump International ทำตัวแบบนี้ โดยบริษัทอ้างว่าเป็นกลยุทธ์การเจรจากับคนงานที่ผลงานไม่ดีตามมาตรฐาน และที่ผ่านมาโรงแรมหลายแห่งก็เคยโดนฟ้องมาแล้วหลายครั้งในกรณีค้างค่าจ้างคนงานแบบนี้

โรงแรม Trump International Washington D.C. ยังจะถูกเช่าโดยรัฐบาลของทรัมป์ เพื่อทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในวันที่ 20 มกราคมนี้ ซึ่งพรรคเดโมแครตก็ออกมาโจมตีว่าทรัมป์มีผลประโยชน์ทับซ้อนด้วย

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ออกอากาศคู่ขนานคือคำตอบ เมื่อช่องโทรทัศน์ และรายการวิทยุ ติดเครื่อง Facebook Live

Brand Inside - 14 January 2017 - 18:42

เรียกว่าเป็นปรากฎการณ์ก็ไม่แปลกนัก เพราะตอนนี้ทุกสื่อดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ และวิทยุ ต่างหันมาออกอากาศแบบคู่ขนาน หรือ Simulcast บนแพลตฟอร์ม Facebook Live เพื่อเพิ่มช่องทางการับสื่ออีกทางหนึ่ง

ภาพ โดย YatkoWorkpoint กับความสำเร็จบนโลกโซเชียล

สำหรับฝั่งโทรทัศน์ ต้องยอมรับว่า Workpoint ของเสี่ยตา – ปัญญา นิรันดร์กุล เป็นช่องรายการแรกๆ ที่เลือกใช้กลยุทธ์ Facebook Live ในการเพิ่มฐานผู้ชมให้กว้างขึ้น ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จในการใช้ช่องทาง Social Media เพื่อโปรโมทรายการต่างๆ ไปก่อนหน้านี้ โดยช่วงแรกเบอร์ 3 ของทีวีดิจิทัลเลือกแค่บางรายการในการออกอากาศคู่ขนานระหว่างช่องทางทีวีดิจิทัล และ Facebook Live แต่ปัจจุบันแทบจะเอาทุกรายการ ไม่ว่าจะเป็นวาไรตี้, ข่าว หรือละคร มาออกอากาศบนช่องทางนี้ทั้งสิ้น ที่สำคัญ ทุกๆ ครั้งที่ Live Streaming ก็มีผู้รับชมจำนวนมาก และคอมเมนต์กันมหาศาล

ก่อนหน้านี้ ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานดิจิทัลทีวี บมจ.เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เล่าให้ฟังว่า การออกอากาศบน Facebook Live เป็นการแจ้งเตือนผู้บริโภคให้มารับชมบนหน้าจอโทรทัศน์ ที่มีขนาดใหญ่ และสามารถรับชมได้พร้อมกันหลายๆ คน ซึ่งจะได้อรรถรสมากกว่า แต่เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2559 ผู้บริหารท่านนี้ได้โพสต์บน Facebook ส่วนตัวว่า “คนดูทาง live คืนนี้ ทำสถิติใหม่ มีคนดูพร้อมกัน สูงสุดอยู่ที่ แสนห้า คนดูรวมตลอดรายการ เกือบล้านเก้า เรตติ้งทางTV น่าจะทำสถิติใหม่” พร้อมแนบรูปรายการ The Mask Singer ไว้ใต้ข้อความ

ภาพจาก Facebook ของ Chalakorn Panyashom

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารคนนี้ยังบอกว่า หลังจากการออกกาศแบบคู่ขนานเกือบทุกรายการ ทำให้ Rating ทางโทรทัศน์เพิ่มขึ้นในทันที ดังนั้นการออกอากาศคู่ขนานไม่ใช่การฆ่าวิธีใดวิธีหนึ่ง แต่เป็นการช่วยให้เติบโตไปด้วยกันมากกว่า ที่สำคัญประชากรไทยมีอยู่ 65.73 ล้านคน ส่วนสมาชิกแฟนเพจของ Workpoint บน Facebook มีเพียง 6.7 ล้านคน หรือ 10% ของประชากร แต่ในช่วง 1 สัปดาห์ที่ทดลองออกอากาศคู่ขนาน สามารถเข้าถึงคนบนโลกออนไลน์ได้ถึง 67.23 ล้านคน และมีการรับชมวีดีโอถึง 30 ล้านคน รวมถึงเข้ามาพูดคุยกัน 29 ล้านคนอีกด้วย

พี่อ้อยพี่ฉอด ก็มาจัด Club Friday บน Facebook

และจากความสำเร็จนี้เอง ก็คงไม่แปลกที่จะเห็นรายการ รวมถึงช่องโทรทัศน์เริ่มใช้วิธีการออกอากาศแบบคู่ขนานบ้าง เช่น Voice TV ที่เริ่มออกอากาศรายการข่าวช่วงกลางคืนแบบคู่ขนาน ส่วนฝั่งคนดังก็เริ่มมีกันแล้ว เช่นสรยุทธ์ สุทัศนจินดา (สามารถติดตามเนื้อหาได้ที่นี่), ชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ หรือจะเป็น วู้ดดี้ – วุฒิธร มิลินทจินดา ก็ต่างเดินหน้าใช้ Facebook Live ในการเผยแพร่เนื้อหาแล้ว แต่มากไปกว่านั้นคือ รายการวิทยุ จากเดิมที่ถ่ายทอดสดผ่านเว็บไซต์ของตนเอง ก็เริ่มมาใช้แพลตฟอร์ม Facebook Live ในการเรียกยอดผู้ฟังเช่นเดียวกัน

ภาพจาก Facebook ของ Club Friday

โดยรายการล่าสุดที่เห็นว่ามีการใช้ Facebook Live คือรายการ Club Friday ที่เป็นรายการปรึกษาปัญหาหัวใจโดยพี่อ้อย – นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล และพี่ฉอด – สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา โดยการไลฟ์ก็ไม่ได้เปิดกล้องแต่อย่างใด ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังวิทยุอยู่จริงๆ และคาดว่าอนาคตจะมีรายการวิทยุเริ่มออกอากาศคู่ขนานด้วยวิธีนี้มากขึ้น เพราะสามารถเรียกผู้ฟังได้มากขึ้นแน่นอน ที่สำคัญส่วนใหญ่การฟังวิทยุจะเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง แต่การฟังในบ้านเป็นอะไรที่น้อยมาก ดังนั้นถ้าผู้บริโภคเลื่อนฟีดบน Facebook และเจอรายการ Live Streaming อยู่ ก็น่าจะเพิ่มผู้ฟังได้ทันที

สื่อเก่าจะตาย หรือเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

ในความเห็นส่วนตัว มองว่าสื่อดั้งเดิมคงยังไม่หายไปในเร็ววันนี้ เพราะด้วยความครอบคลุมของสัญญาณอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยยังไม่มากพอ ทำให้คนในพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่อับสัญญาณ ก็ยังต้องอาศัยการรับชม หรือรับฟังรายการต่างๆ ภายช่องทางดั้งเดิมอยู่ แต่ถามว่าถ้าสื่อเก่าไม่ปรับตัว และยังยึดติดกับแพลตฟอร์มเดิมๆ โอกาสที่พวกเขาจะถูก Digital Disruption ก็มีสูง สังเกตจากช่องทีวีดิจิทัลที่พ้นเรตติ้ง 6 ช่องแรกไปแล้ว คนรับชมก็น้อยอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเรื่องรายการก็สำคัญ เพราะ Content in King ยังใช้ได้อยู่ถึงทุกวันนี้

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เมื่อ EV ในจีนโตได้ด้วยราคาต่ำ 3 แสนบาท แล้ว EV แบรนด์ไทยที่เปิดราคาเหยียบล้านจะเวิร์กหรือไม่

Brand Inside - 14 January 2017 - 14:59

กระแสรถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) ยังถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง แต่อาจได้ยินแค่ฝั่งสหรัฐอเมริกา หรือค่ายรถยุโรป แต่จริงๆ แล้วตลาดจีนนั้นเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ และความต้องการ EV ที่นั่นก็สูงมาก

ภาพจาก Flickr ของ Frank Hebbertแบรนด์ท้องถิ่นยังครองตลาด ผ่านกลยุทธ์ราคาถูก

ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า การจำหน่าย EV ในประเทศจีนแค่ที่เดียวก็มากกว่าประเทศอื่นๆ รวมกันแล้ว เพราะรัฐบาลที่นี่มีนโยบายลดการใช้งานมลพิษภายในประเทศ จึงให้การสนับสนุนกับผู้ผลิต EV ท้องถิ่นให้ทำราคาได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นได้ ผ่านการใส่เงินไปให้ผู้ผลิตหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หากเป็นผู้ผลิต EV จากต่างชาติ เช่น Tesla หรือ Nissan จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ดังกล่าว  และถ้าอยากรับสิทธิประโยชน์จริงๆ ก็ต้อง Joint Venture กับผู้ผลิตท้องถิ่น ทำให้ตลาด EV ในประเทศจีนถูกครองด้วยผู้ผลิตท้องถิ่น ด้วยราคาที่ถูกแสนถูก

ขณะเดียวกันการใส่เงินเข้าไปในระบบเพื่อทำให้ EV มีราคาถูก ก็ทำให้ยอดจำหน่ายแบตเตอร์รี่ไฟฟ้า และระบบ Plug-in Hybrid เพิ่มขึ้นถึง 60% ในประเทศจีน และมีรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบนี้กว่า 402,000 คันวิ่งอยู่ในประเทศ และภายในปี 2563 น่าจะมีรถ EV วิ่งในประเทศจีนกว่า 5 ล้านคัน ถ้าการสนับสนุนยังเป็นเช่นนี้อยู่ และเหตุนี้เองทำให้ยักษ์ผู้ผลิตรถยนต์จากต่างชาติอยากเข้ามาในตลาดนี้มาก แต่ถึงจะเข้ามาอย่างไร ก็ยังติดเรื่องมาตรการ Joint Venture กับผู้ผลิตรถยนต์ในจีน จึงจะได้ราคาที่ถูกลง เพื่อแข่งขันกับผู้ผลิตท้องถิ่นได้

ภาพจากเว็บไซต์ cheryinternational.comผู้บริโภคในจีนขอแค่ EV ขับไปไหนมาไหนได้ก็พอ

สำหรับราคา EV ในประเทศจีนนั้น รุ่นที่ถูกที่สุดคือ eQ ของยี่ห้อ Chery เพราะมีราคาเพียง 60,000 หยวน (ราว 3 แสนบาท) มีลักษณะเป็นรถยนต์นั่งสองประตู แต่ราคาข้างต้นคือราคาที่ภาครัฐให้การสนับสนุนแล้ว ถ้ายังไม่ได้เงินก้อนนี้ราคาจะอยู่ที่ 1 แสนหยวน (ราว 5.1 แสนบาท) แตกต่างกับรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์อื่น เช่น GM กับรุ่น Bolt ที่มีราคาอยู่ที่ 30,000 ดอลลาร์ (ราว 1 ล้านบาท) โดย Dawei Zhang ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ EVBuy ดีลเลอร์จำหน่าย EV ในประเทศจีน เล่าให้ฟังว่า ความต้องการของคนจีนมีแค่ราคาถูก และขับไปไหนมาไหนได้ก็พอ

“EV เป็นแค่ยานพาหนะ เพื่อโดยสารไปไหนมาไหนได้ ไม่ได้มีไว้โชว์คนอื่น หรือมีไว้เพื่อเป็นรถครอบครัว รวมถึงไม่ต้องมีเทคโนโลยีล้ำสมัยมาก แค่ขับได้ระยะทางประมาณหนึ่งก็เพียงพอ และมันก็ไม่แปลกที่ Chery รุ่น eQ จะจำหน่ายได้มากที่สุดในประเทศ ขณะเดียวกันการที่คนจีนเลือกมาซื้อรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ายังมาจากเหตุผลเรื่องการขอเลขทะเบียนที่ง่ายกว่ารถยนต์ขับเคลื่อนด้วยวิธีสันดาป เพราะที่ประเทศจีนมีการคุมเข้มเรื่องจำนวนรถยนต์ประเภทดังกล่าว เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม และยกระดับสู่ประเทศที่ไร้มลพิษ”

ภาพจากเว็บไซต์ veraauto.co.thแล้ว Vera แบรนด์ไทย ราคาเหยียบล้านจะเวิร์กไหม

เมื่อวันที่ 13 ม.ค. มีรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าสัญชาติไทยออกมาจำหน่ายในตลาด ผ่านแบรนด์ Vera โดยตั้งราคาไว้ที่ 9.45 แสนบาท ถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับรถบ้านขนาดเล็กในท้องตลาด แม้จะขับได้ไกลถึง 180 กม. ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง หรือคิดเป็นอัตราสิ้นเปลืองที่ 0.5-0.7 บาท/กม. แต่การแลกมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง ทำให้โอกาสที่จะจำหน่ายในประเทศไทยค่อนข้างยาก ประกอบกับการเป็นแบรนด์ใหม่ในตลาด ทำให้ต้องสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดอีกนาน และในอนาคตหากต้นทุนเรื่องแบตเตอร์รี่ต่ำลง ก็อาจมีคู่แข่งจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันก็ได้

ทั้งนี้ Carlos Ghosn ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Nissan Motor มองว่า ผู้ซื้อรถ EV ในประเทศจีนนั้นต้องการราคาไม่เกิน 8,000 ดอลลาร์ (ราว 2.8 แสนบาท) ทำให้การทำตลาดรุ่น Leaf ของบริษัทที่มีราคาสูงกว่านั้นไม่สามารถเจาะเข้าไปได้ ดังนั้นคำกล่าวข้างต้นอาจนำมาเปรียบเทียบกับการทำตลาดในประเทศไทยได้ เพราะส่วนใหญ่แล้วผู้ซื้อรถบ้านคันหนึ่งก็ต้องการราคาราว 5 – 7 แสนบาท แต่หากขยับขึ้นไปเหยียบล้านบาท โอกาสที่พวกเขาจะตัดสินใจซื้อรถที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เช่นกลุ่ม C Segmet (Altis, Civic) หรือ PPV เพื่อใช้เป็นรถครอบครัวไปเลยน่าจะง่ายกว่า

สรุป

EV หรือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจะต้องมาแน่นอน แต่ปัจจัยเรื่องต้นทุนเทคโนโลยีทำให้สิ่งนี้ยังไม่บูมในตลาดไทยเท่าไหร่นัก แต่เชื่อว่าถ้าราคาต่ำลง และมีการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างชัดเจน น่าจะทำให้รถยนต์ประเภทนี้เป็นที่นิยม และลดมลพิษในเมืองได้เป็นอย่างดี ถึงอย่างไรก็ลืมเรื่องระบบขนส่งสาธารณะที่ต้องยกระดับขึ้น เพื่อช่วยเหลือเรื่องมลพิษเช่นเดียวกัน

อ้างอิง // China’s anti-Teslas: cheap models drive electric car boom

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เมื่อไรคือเวลาที่ถูกต้อง ในการโชว์ผลงานของ Startup

Brand Inside - 14 January 2017 - 12:09

หนึ่งในโอกาสที่จะทำให้ Startup กับ VC มาเจอกัน (รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจอื่นๆ) คือการได้ออกงาน โชว์ผลงาน เพราะสิ่งที่จะมาต่อชีวิตให้กับ Startup คือ เงินทุนจาก VC ทั้งหลาย ยิ่งถ้าเงินเริ่มต้น หรือเงินที่ได้มาจากการระดมทุนมาก่อนหน้านี้เริ่มร่อยหรอลงไป

การตัดสินใจว่าเมื่อไรคือเวลาที่เหมาะสมถูกต้อง ที่ Startup จะออกโชว์ผลงาน ออกไปนำเสนอสิ่งที่จะมา disrupt อุตสาหกรรมเดิมๆ ต่อไปนี้คือ สิ่งที่บอกว่า “นี่คือเวลาที่ถูก”

ภาพจาก Pixabay.com1. เมื่อสินค้าหรือบริการพร้อม

แปลแบบตรงตัวเลย ถ้าวันนี้คือวันที่ คุณสามารถโชว์ผลการศึกษาค้นคว้าวิจัยบนคอมพิวเตอร์ตัวเก่ง หรือมีสินค้าตัวอย่างอยู่ในมือ ที่สามารถเรียกเสียงฮือฮาจากคนที่มาร่วมงานได้ ทำให้คนที่เดินผ่านต้องหยุดดูผลงาน หรือตัดสินใจเดินเข้ามาดูให้ใกล้ยิ่งขึ้น นี่คือโอกาสในการออกงานที่ดี สำหรับการเริ่มต้น

สำหรับ Startup น้องใหม่ การออกงานพร้อมกับสินค้าต้นแบบที่พร้อมนำเสนอ ที่เป็นจังหวะดีที่จะสร้างความสนใจ หรือได้พบกับ “พันธมิตร” ที่จะช่วยต่อยอด หรือแม้แต่ VC ที่อาจจะยังไม่ตัดสินใจลงทุนในวันนี้ แต่ก็สามารถให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนาสินค้าและบริการให้ดีขึ้นไปอีก

แต่ถ้าตอนนี้ไม่มีอะไรในมือเลย หรือที่มีอยู่ก็ยังไม่เวิร์ค การออกงานก็ยังไม่ใช่ทางเลือกที่ดี อาจสร้างความผิดหวังได้มากกว่าด้วย

ภาพจาก Pixabay.com2. เมื่อคุณสามารถนำเสนอผลงานได้ดี

เมื่อมีสินค้าหรือบริการที่พร้อมแล้ว การนำเสนอก็ต้องดีด้วย การสาธิตการใช้งาน ต้องทำออกมาได้ดี สร้างมูลค่าให้กับธุรกิจ รู้หรือไม่ว่า แค่ประโยคเดียวก็สามารถสร้างความประทับใจได้ ดังนั้นเตรียมการนำเสนอที่สมบูรณ์แบบ เพราะถ้าโอกาสมาถึง คุณต้องพร้อมในทันที

อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ ต้องแสดงให้เห็นว่า สินค้าและบริการมีจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร ไม่เช่นนั้นโอกาสก็อาจจะหายไปเช่นกัน

ภาพจาก Pixabay.com3. เมื่อคุณมีเวลาเพียงพอ

การไปออกงาน ไปนำเสนอผลงานในงานต่างๆ เป็นโอกาสที่จะได้เจอกับ สื่อ, นักลงทุน และลูกค้าที่จะใช้งาน ถ้าสินค้าพร้อม ตัวคุณพร้อม ทุกคนก็พร้อมที่จะฟัง และแม้ว่างานจะจบแต่ต้องรู้ไว้ว่า ธุรกิจยังไม่จบ

เมื่องานแสดงผลงานจบลงแล้ว Startup ยังต้องเตรียมพร้อม ทำงาหนัก ยังต้องติดตามนักลงทุน หรือลูกค้าที่จะมาใช้งาน รับรองว่าต้องใช้เวลาไม่น้อย ดังนั้นถ้ายังไม่มีเวลามากพอที่จะ “follow up” เพื่อประโยชน์ในอนาคต การจะออกงานหรือไม่ ก็ต้องคิดให้ดี

ภาพจาก Pixabay.comสรุป

งานแสดงผลงาน ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับ Startup การตัดสินใจเลือกงานที่ใช่ ในเวลาที่ถูกต้อง คือกุญแจสู่ความสำเร็จ ถ้าเลือกถูกจะสร้างโอกาสได้อย่างดีให้กับธุรกิจ ดังนั้น ถามตัวเองให้ดีว่า พร้อมหรือยัง?

ที่มา: techinasia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“โค้ก” แบรนด์เก่าแก่ แต่คลาสสิก สู่แรงบันดาลใจในงานศิลปะ

Brand Inside - 14 January 2017 - 08:41

การเป็นแบรนด์เก่าแก่ที่อยู่มานานถึง 130 ปี ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง นอกจากผลิตภัณฑ์ที่ครองใจผู้บริโภคแล้ว สิ่งที่ “โค้ก” ทำได้ดีจนเป็นแบรนด์ที่เข้าไปนั่งอยู่ในใจผู้บริโภค คือ การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภค… “งานศิลปะ” ก็คือหนึ่งในแรงบันดาลใจที่ศิลปินชั้นแนวหน้าของไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่าง ภาคภูมิ ศิลาพันธ์ ได้สร้างสรรค์ออกมา ผ่านผลิตภัณฑ์โค้ก

บนเส้นทางศิลปะกว่า 10 ปีที่เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ ก่อนย้ายไปยังกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และสร้างชื่อเสียงอย่างโด่งดังที่นั่น ภาคภูมิ มีความเชื่อและชื่นชอบในนิยามของผลงานศิลปะแนว Neo-Dada (นีโอ ดาดา)

ความโดดเด่นของศิลปะประเภทนี้คือการสะท้อนสังคมทุนนิยมของโลกในปัจจุบัน ซึ่งถ่ายทอดผ่านการสร้างสรรค์ผลงานลงบนสิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงของที่ไม่ใช้แล้ว งานศิลปะแบบ Neo-Dada เปิดโอกาสให้สัมผัสผลงานตีความได้หลากหลายความหมาย และเป็นแรงบันดาลใจให้พัฒนาผลงานให้มีความเป็นเอกลักษณ์ ปัจจุบัน ผลงานของเขาได้ถูกจำกัดความว่าเป็นศิลปะแนว Neo-Pop Art

ภาคภูมิ ศิลาพันธ์

ภาคภูมิ บอกถึงที่มาของการสร้างงานศิลปะจากของเก่าว่า ตอนเด็กๆ อาศัยอยู่ที่จังหวัดสุโขทัยกับคุณตาคุณยาย พอโตขึ้นมาก็ได้ย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ด้วยความคิดถึงบ้านที่สุโขทัยเป็นอย่างมาก จึงเริ่มเก็บสะสมสิ่งของต่างๆ จากบ้านที่นู่นมาไว้ที่กรุงเทพฯ เพื่อสร้างบรรยากาศให้เหมือนกับบ้านเดิม โดยหนึ่งในของที่นำกลับมาด้วยก็คือ ป้ายสังกะสี ลังไม้ และบรรจุภัณฑ์โค้ก เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวมาก

การสร้างสรรค์งานศิลปะบนป้ายหรือลังไม้โค้กไม่เพียงเป็นตัวแทนของสิ่งที่คนทั่วโลกคุ้นเคย แต่ยังมีกลิ่นอายของความเป็นวินเทจในสมัยเก่า และดูทันสมัยในขณะเดียวกัน ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ความร่วมสมัยของโค้กก็ยังคงอยู่เสมอ ล่าสุด เดอะโคคา-โคลา คัมปะนี ได้ร่วมกับ ภาคภูมิ นำงานศิลปะของเขาไปจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะของโค้กทั่วโลกอย่าง Coca-Cola Bottle Art Tour อีกด้วย

เท็ด ไรอัน ผู้อำนวยการด้านการสื่อสารเฮอริเทจ กูรูด้านประวัติความเป็นมา เดอะโคคา-โคลา คัมปะนี บอกว่า งานศิลปะไม่เพียงเกิดจากแรงบันดาลใจของผู้สร้างสรรค์ แต่ยังสร้างความสุขให้กับผู้ได้ชื่นชมอีกด้วย สำหรับผลงานของภาคภูมิ ศิลาพันธ์ มีความผสมผสานระหว่างตัวตนของภาคภูมิและโค้กอย่างลงตัว

ภาคภูมิ ทิ้งท้ายถึงความรู้สึกต่อโค้กทั้งในฐานะนักสะสม ผู้บริโภค และศิลปินไว้ว่า

“รู้สึกดีใจที่ผลงานของผมได้เดินทางกลับบ้าน ทุกครั้งที่ผมทำงาน ผมมักจะคิดเสมอว่าแบรนด์นั้นจะรับรู้หรือเปล่าว่ามีผลงานชิ้นนี้อยู่ในโลก เมื่อแบรนด์ได้รู้ และชื่นชอบ ผมรู้สึกเหมือนได้ส่งของชิ้นนั้นกลับไปยังจุดเริ่มต้นของพวกเขา เรียกได้ว่า โค้กและผมถูกจริตกัน และรู้สึกว่าโค้กคือสิ่งที่อยู่รอบตัวเราทุกคน ตั้งแต่เด็กๆ ผมมักจะชอบดื่มโค้กคู่กับน้ำแข็ง และค่อยๆ จิบทีละนิด เพื่อที่จะได้ลิ้มรสความสดชื่น ดื่มด่ำกับความรู้สึกในขณะดื่มให้ได้นานที่สุด และแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ การสัมผัสรสชาติและความรู้สึกของโค้กแบบนี้ก็ยังคงพาผมกลับไปเป็นเด็กได้อีกครั้ง สำหรับผม โค้ก คือนิยามของคำว่าร่วมสมัยอย่างแท้จริง”

ที่มา: Coca-Cola ประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

โลกเปลี่ยนไปแล้ว เมื่อ Amazon จ้างงานเพิ่ม 1 แสนตำแหน่ง แต่ Walmart ปลดพนักงานเกือบพันราย

Brand Inside - 13 January 2017 - 15:40

จะเรียกว่าเอาใจประธานาธิบดี Donald Trump ก็ไม่เชิง เพราะวันนี้ Amazon.com ประกาศจ้างงานเพิ่มกว่า 1 แสนตำแหน่ง เพื่อมาเติมเต็มธุรกิจต่างๆ ของบริษัท ทำให้ Traditional Trade ที่นั่นต้องปวดหัวไปตามๆ กัน

ตั้งแต่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ยันคนคุมโกดัง

สำหรับการจ้างงาน 1 แสนตำแหน่งครั้งนี้จะเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด โดยไลตั้งแต่นักพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อมาช่วยเหลือธุรกิจ Amazon Web Service (AWS) จนถึงพนังานบริหารจัดการคลังสินค้า เพราะต้องการยกระดับงานบริการ โดยเฉพาะการส่งสินค้าได้ภายใน 2 วันให้กับสมาชิก Amazon Prime ที่สำคัญการจ้างงานครั้งนี้ยังตามมาด้วยสิทธิประโยชน์ต่างๆ รวมถึงค่าตอบแทนที่ให้สูงกว่าการทำงานกับคู่แข่ง ดังนั้นการจ้างงานมหาศาลครั้งนี้ไม่ได้กระทบแค่คู่แข่งในโลกออนไลน์ แต่ยังลามไปถึงกลุ่ม Traditional Trade ด้วย

ขณะเดียวกันการจ้างงาน 1 แสนตำแหน่งเพิ่มเติมยังทำให้ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซรายนี้มีพนักงานประจำกว่า 2.8 แสนคนภายใน 18 เดือนข้างหน้า ทำให้เหตุการณ์นี้ถือเป็นการตอบสนองนโยบายของ Donald Trump อีกครั้งของบริษัทไอทีในสหรัฐอเมริกา เพราะประธานาธิบดีคนใหม่ต้องการให้เกิดการจ้างงานภายในประเทศมากขึ้น เพื่อยกระดับเศรษฐกิจแดนมะกัน อย่างที่เคยเรียก Tim Cook ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Apple มาคุยก่อนหน้านี้ แต่ถึงอย่างไรก็มีหลายบริษัทไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว เช่น LG ที่มองว่าการตั้งโรงงานที่นั่นเป็นการเพิ่มต้นทุน

ภาพจาก Flickr ของ WalmartWalmart คัดออกหลายร้อยคนเซ่นดิจิทัล

ในทางกลับกัน Walmart แจ้งก่อนวันที่ Amazon จะประกาศจ้างงาน 1 แสนตำแหน่งเพียงแค่ 2 วัน ว่าเตรียมปลดพนักงานหลายร้อยตำแหน่งภายในสิ้นเดือนม.ค. นี้ และตำแหน่งที่ถูกปลดจะมีทั้งฝ่ายบริหารที่อยู่ภายในสำนักงานใหญ่ รวมถึงพนักงานทั่วไปที่อยู่ตามสาขาต่างๆ ด้วย โดยเฉพาะกับแผนกบริหารทรัพยากรณ์บุคคล หรือ Human Resource ที่ถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ เพราะหน้าที่นี้สามารถจ้างบริษัทภายนอกเข้ามารับผิดชอบได้ และเมื่อเดือนส.ค. 2559 ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกรายนี้ได้ปลดพนักงานกว่า 7,000 คนไปแล้วรอบหนึ่งด้วย

อย่างไรก็ตามถึงจะมีการปลดพนักงาน แต่บริษัทก็มีแผนที่จะลงทุนกว่า 2,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 95,000 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มค่าตอบแทนแก่พนักงานกว่า 2.3 ล้านคนทั่วโลก รวมถึงมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่นการศึกษา และการฝึกอบรมในเรื่องต่างๆ เพราะเชื่อว่าการให้ค่าจ้างเพิ่ม รวมถึงการยกระดับความสามารถของพนักงาน ผ่านโครงการต่างๆ จะทำให้ยอดขายของบริษัทกลับมาเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะต้องแข่งขันกับคู่แข่งในโลกดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

สรุป

การจ้างงานของ Amazon เรียกว่าสร้างความปั่นป่วนให้กับวงการค้าปลีกแบบดั้งเดิมในสหรัฐอเมริกาพอสมควร เพราะการให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า ย่อมดึงคนเก่งๆ จากค้าปลีกดั้งเดิมไปได้เยอะ และมองว่าเหตุการณ์นี้ ถึง Donald Trump ไม่ประกาศนโยบายก็เกิดขึ้นอยู่ดี ตอนนี้เหลือแค่ลุ้นว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในประเทศไทยเร็วแค่ไหน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Honda City ใหม่ ปรับโฉมแล้ว แต่ราคาเท่าเดิม เปิดตลาดรถยนต์ B Segment

Brand Inside - 13 January 2017 - 05:19

ตลาดรถยนต์ B Segment ถือเป็นตลาดรถยนต์นั่งที่มีส่วนแบ่งใหญ่ที่สุด  และปีนี้น่าจะมีการแข่งขันที่ดุเดือดที่สุดด้วย เพราะทุกค่ายน่าจะทยอยเปิดตัวรถรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาด ประเดิมรายแรกด้วยเจ้าตลาดรถยนต์นั่ง Honda ที่เปิดตัว Honda City ใหม่ ปรับโฉมเปลี่ยนไฟและรายละเอียดใหม่ๆ ไปหลายจุด

ปรับโฉมใหม่ ราคาเดิม กระตุ้นยอด

สิ่งที่น่าจะดึงดูดมากที่สุดคือ แม้จะปรับชิ้นส่วนใหม่ แต่ราคาขายเท่าเดิม โดยราคา 6 รุ่น ดังนี้

รุ่น SV+ CVT         ราคา 751,000 บาท

รุ่น SV CVT            ราคา 736,000 บาท

รุ่น V+ CVT            ราคา 689,000 บาท

รุ่น V CVT              ราคา 649,000 บาท

รุ่น S CVT               ราคา 589,000 บาท

รุ่น S MT                ราคา 550,000 บาท

พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า การที่ Honda ไม่ปรับราคาขาย ส่วนหลักมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต เพื่อให้รถยนต์มีคุณภาพที่ดีขึ้น แต่ต้นทุนการผลิตไม่เพิ่ม จากปกติที่การปรับโฉม จะต้องมีราคาปรับขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือ การแข่งขันที่ดุเดือด จากผู้เล่นหลายรายในตลาด

มั่นใจว่า Honda City จะรักษายอดขายอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์นั่งกลุ่ม B Segment ไว้ได้ โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ 36,000 คัน จากปีที่ผ่านมา มียอดขาย 27,000 คัน

แล้วมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงบ้าง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือการติดตั้งไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED (LED Daytime Running Lights) ในทุกรุ่น นอกจากนี้ยังติดตั้งไฟหน้าแบบ LED และไฟตัดหมอบคู่หน้าแบบ LED และเปลี่ยนกระจังหน้าแบบโครเมียมดีไซน์ใหม่ให้ดูสปอร์ต กันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ และล้ออัลลอยลายใหม่

ด้านห้องโดยสารใหม่เปลี่ยนแผงคอนโซลสี Gun Metallic เบาะนั่งลายใหม่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวก เช่น ไฟอ่านแผนที่ด้านหน้าแบบ LED และไฟส่องสว่างภายในห้องโดยสารแบบ LED รวมถึงเทคโนโลยีการควบคุมอัจฉริยะ เช่น ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัส รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth ทั้ง Android และ iOS การควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด ถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง และระบบอัจฉริยะช่วยในการควบคุมความบันเทิงต่างๆ

ส่วนเครื่องยนต์เป็นตัวเดิม SOHC i-VTEC 1.5 ลิตร ประหยัดน้ำมัน 17.9 กิโลเมตรต่อลิตรสำหรับเกียร์อัตโนมัติ และ 18.2 กิโลเมตรต่อลิตร สำหรับรุ่นเกียรต์ธรรมดา และรองรับพลังานทางเลือก E85

คาดการณ์ตลาดรถยนต์ปีนี้ โอกาสแตะ 800,000 คัน

ปีที่ผ่านตลาดรถยนต์มียอดขายรวมอยู่ที่ 760,000 คัน ติดลบ 4% จากปี 58 แต่สำหรับปีนี้คาดว่าตลาดรวมรถยนต์มีโอกาสขึ้นไปถึง 800,000 คัน จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งการกระตุ้นจากภาครัฐ แผนการเลือกตั้ง และการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของทุกแบรนด์ และการปลดล็อกรถยนต์คันแรกครบกำหนด 5 ปี ซึ่งมีประมาณ 1 ล้านคัน อาจจะเริ่มทยอยขายมือสองเล็กน้อย เพื่อซื้อรถยนต์คันใหม่

ส่วนของ Honda เองตั้งเป้ายอดขายรวมทั้งหมด 120,000 คัน เติบโตขึ้น 12% จากปี 59 ที่มียอดขาย 107,000 คัน

ขณะที่ฐานการผลิตรถยนต์ของ Honda ในประเทศไทย 2 โรงงานคือที่ อยุธยา และปราจีนบุรี จะเต็มกำลังการผลิตภายในปลายเดือน ม.ค. โดยมีกำลังการผลิต 270,000 คันในปีนี้ (หลังจากการปรับสายการผลิตเรียบร้อยแล้ว) นอกจากผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ มียอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จ 40% และมียอดส่งออกชิ้นส่วนไปโรงงานผลิตอื่นๆ ของ Honda เป็นอันดับ 1 ของโลก

สรุป

สิ่งที่น่าสนใจของ Honda City คือ การปรับโฉมใหม่ในราคาเดิม เชื่อว่าจะเป็นการรับมือกับคู่แข่ง คือ Toyota Vios ที่กำลังจะเปิดตัวตามมาเร็วๆ นี้ รวมถึง Mazda 3 ใหม่ที่จะเปิดตัวปลายเดือน ม.ค. ดังนั้นปีนี้จะเป็นปีที่ผู้บริโภคมีทางเลือกสำหรับการซื้อรถยนต์ใหม่ และนั่นทำให้ตลาดรถยนต์ปีนี้น่าจะเติบโตขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Uber ไปไกลขนาดเซ็นสัญญาเป็นพาร์ทเนอร์กับสโมสร ManUtd แล้ว

Brand Inside - 13 January 2017 - 01:39

วันนี้ Uber ไม่ได้อยู่แค่บนถนน แต่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในสนาม Old Trafford ของปีศาจแดง Manchester United แล้ว ที่สำคัญไม่ได้ดูแลแค่การเดินทาง แต่หมายถึงมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ในการรับชมเกมอีกด้วย

ภาพ manutd.com

 

Global Partnership กับการเดินทางครั้งใหม่

ตอนนี้ Uber ได้บรรลุข้อตกลงในการเป็น Global Partnership กับสโมสรฟุตบอล Manchester United อย่างเป็นทางการ และถือเป็นครั้งแรกที่มีแพลตฟอร์มเทคโนโลยีขนส่งมวลชนเป็นพาร์ทเนอร์กับสโมรสรฟุตบอลระดับโลกอีกด้วย โดย Uber จะเข้ามาดูแลเรื่องการเดินทางของแฟนบอล ผ่านจุด Pick-Up และ Drop Off บริเวณสนาม Old Trafford และหลังจากนั้นจะพัฒนาบริการที่เชื่อมต่อกับแฟนบอล ManUtd กว่า 659 ล้านคน จาก 30 ประเทศทั่วโลก เพื่อมอบประสบการณ์การติตามทีมรักในรูปแบบต่างๆ เช่นการจัดกิจกรรมในแต่ละประเทศ รวมถึงการส่ง Content ใหม่ๆ เช่นกัน

Richard Arnold กรรมการผู้จัดการ ManUtd บอกว่า ทางสโมสรกำลังหาวิธีเพิ่มประสบการณ์ใหม่ใหักับแฟนบอลทั้งในประเทศอังกฤษ และที่อยู่ทั่วโลก ซึ่ง Uber น่าจะตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้ เพราะเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้งานไว้ใจ และทำให้การเดินทางมาสนามฟุตบอลปลอดภัย รวมถึงสะดวกสบายยิ่งขึ้น ส่วนสาวกที่อยู่ในประเทศอื่นๆ ก็สามารถได้รับประสบการณ์เช่นเดียวกันกับที่อังกฤษ เพราะต้องมีซักคนที่เดินทางด้วย Uber เพื่อไปรับชมเกมในวันแข่งขันตามพื้นที่ต่างๆ อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย หรือคลับต่างๆ

ด้าน Amy Friedlender Hoffman หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ของ Uber บอกว่า บริษัทสามารถเชื่อมต่อผู้คนทั่วโลกให้มาใช้งาน และร่วมมีประสบการณ์การรับชมฟุตบอลไปด้วยกันได้ ซึ่งประสบการณ์เหล่านั้นไม่ใช่แข่งวันแข่งขัน แต่หมายถึงประสบการณ์ต่างๆ ในการเชียร์ และการติดตามทีม ManUtd

http://twii.edgeboss.net/download/twii/manutd/mufc_video_20160112_uber.mp4

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

องค์หญิงกำมะลอ “เจ้าเหว่ย” กับบทบาทใหม่ นักลงทุนหมื่นล้าน

Brand Inside - 12 January 2017 - 21:37

คนไทยหลายคนคงรู้จัก “เจ้าเหว่ย” (Zhao Wei หรือ Vicki Zhao) นักแสดงจีนชื่อดัง ผู้เคยรับบทนางเอกซีรีส์จีน “องค์หญิงกำมะลอ” ที่เคยโด่งดังเป็นพลุแตกในไทย ล่าสุดเธอกลับมาพร้อมกับบทบาทใหม่ในฐานะ “นักลงทุน”

เจ้าเหว่ย นางเอกซีรีส์จีน “องค์หญิงกำมะลอ”

เจ้าเหว่ย เข้าซื้อหุ้นของบริษัทผลิตการ์ตูนอนิเมะสัญชาติจีน Zhejiang Wanjia ซึ่งเป็นบริษัทที่ขายหุ้นอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้อยู่แล้ว โดยบริษัทของเธอและสามีนักธุรกิจ Huang Youlong ซื้อหุ้นสัดส่วนถึง 29% ของบริษัท คิดเป็นมูลค่า 3 พันล้านหยวน (1.5 หมื่นล้านบาท) ส่งผลให้บริษัทของเธอกลายเป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่งของ Zhejiang Wanjia ทันที

บริษัท Zhejiang Wanjia หยุดพักขายหุ้นไปนานตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายนปีที่แล้ว พอกลับมาขายหุ้นอีกครั้ง ราคาก็เพิ่มทันที 10% อันเป็นผลมาจากข่าวของเจ้าเหว่ย

เดิมทีธุรกิจของ Zhejing Wanjia ที่ก่อตั้งในปี 1992 ทำด้านอสังหาริมทรัพย์ อุตสาหกรรม และการทำเหมือง แต่ภายหลังแตกสายธุรกิจมาเป็นด้านคอนเทนต์ เกม อีสปอร์ต และธนาคารออนไลน์ ก่อนจะหันมาทำงานด้านนี้อย่างเต็มตัว โดยแยกธุรกิจเดิมออกไป ปัจจุบันบริษัทใช้แบรนด์ Wanjia Culture ทำตลาดเพื่อสะท้อนภาพธุรกิจเชิงวัฒนธรรมและการสร้างสรรค์

ส่วนเจ้าเหว่ยไม่ได้มีฐานะเป็นแค่นักแสดงเพียงอย่างเดียว เธอยังนำรายได้จากการแสดงและการโปรโมทสินค้าต่างๆ ไปลงทุนจนรวยระดับเศรษฐินีพันล้านดอลลาร์ (เธอแสดงฐานะรายได้ร่วมกับสามีที่เป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว) การลงทุนของเธอไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่ในเมืองจีน เธอยังก้าวไปลงทุนไร่ไวน์ในฝรั่งเศส และร้านจิวเวลรี่ในสิงคโปร์อีกด้วย

เจ้าเหว่ยยังลงทุนใน Alibaba Pictures Group บริษัทสร้างหนังในเครือ Alibaba ตามคำขอของ Jack Ma ที่เพิ่งเริ่มหันมาจับธุรกิจภาพยนตร์ และขอให้เจ้าเหว่ยมาช่วยลงทุนเพื่อให้มีแบรนด์ดาราประดับบริษัทของเขา (เธอมีหุ้นใน Alibaba Pictures ถึง 9.18% หรือคิดเป็นมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง) เมื่อหุ้นของ Alibaba Pictures บูมขึ้นมา ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินของเธอเพิ่มขึ้นจนทะลุระดับ 1 พันล้านดอลลาร์

ช่วงหลังเธอผันตัวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ โดยมีผลงานเรื่องแรกคือ  So Young ในปี 2013 แต่ก็ยังรับบทการแสดงในภาพยนตร์จีนบางเรื่องอยู่ ตอนนี้เธออายุ 40 ปีแล้ว แต่ดูจากภาพถ่ายที่ออกมาในช่วงหลัง ก็ยังสวยเหมือนเดิม

เจ้าเหว่ย

ที่มา – Nikkei, Forbes

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อีกบทเรียนการบริหารต้นทุน เมื่อ Lily หมุนเงินไม่ทัน ทำฝันผู้ใช้ Drone ติดตามตัวล่มสลาย

Brand Inside - 12 January 2017 - 19:07

การบริหารต้นทุนเป็นเรื่องสำคัญในทุกๆ ธุรกิจ ไม้เว้นแต่ Startup ที่ได้เงินทุนมหาศาลจาก VC รวมถึง Angel ต่างๆ และคราวนี้ก็มีบทเรียนของ Lily บริษัทผลิต Drone ติดตามตัว ที่ล้มเหลวเพราะหมุนเงินไม่ทันมาให้ศึกษากัน

Lily อุปกรณ์ Drone ที่สามารถบินตามผู้ใช้งานได้ // ภาพ lily.cameraยอด 34 ล้านดอลลาร์ มี VC สนับสนุนก็ไปไม่รอด

เรียกว่าความฝันของช่างภาพ รวมถึงผู้บริโภคทั่วไปที่อยากใช้งาน Drone แบบติดตามตัวมาใช้งานกันแบบสวยๆ ก็ต้องล่มสลายไปตามๆ กัน เพราะ Lily หรือ Drone ติดกล้องที่สามารถบินตามผู้ใช้ พร้อมบันทึกภาพได้ตลอดเวลา ออกแถลงการณ์ยกเลิกการส่งสินค้า และเตรียมคืนเงินกว่า 34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,200 ล้านบาท) ให้กับผู้สั่งจองสินค้าล่วงหน้ากว่า 60,000 คน ภายใน 60 วันหลังจากนี้ เพราะบริษัทมีปัญหาทางการเงิน ไล่ตั้งแต่การผลิตสินค้า จนไปถึงต้นทุนในการขนส่งให้กับผู้สั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ lily.camera

ขณะเดียวกัน Lily ไม่ได้มีแค่ยอดสั่งซื้อ แต่ยังมี VC และ Angel อีกจำนวนมากที่ให้ทุนกว่า 15 ล้านดอลลาร์ (ราว 530 ล้านบาท) กับผู้ผลิต Drone อัจฉริยะรายนี้ เช่น Dorm Room Fund, Sherpa Capital, Slow Ventures, Spark Capital, StartX, SV Angel, Upside Partnership, The House Fund และ The InnoSpring Seed Fund เพราะช่วงเริ่มต้นจำหน่ายผ่าน Beta Program มีผู้สนใจสินค้าตัวนี้จำนวนมาก และด้วยความที่เป็นสินค้านวัตกรรมก็เป็นเรื่องที่น่าจะเติบโตได้ในอนาคต

การใช้งานของ Lily // ภาพ lily.cameraเลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนคนซื้อเซ็งไปตามๆ กัน

สำหรับราคาของ Lily อยู่ที่ 800 ดอลลาร์ (ราว 28,000 บาท) ในช่วง Beta Program และเตรียมปรับขึ้นเป็น 1,000 ดอลลาร์ (ราว 35,000 บาท) หลังจากส่งสินค้าล็อตแรกเสร็จสิ้น แต่ด้วยสินค้ากลุ่มแรกยังไม่ส่งถึงมือผู้ซื้อเสียที ทำให้ราคายังไม่ถูกปรับขึ้น เพราะกำหนดส่งสินค้าแรกสุดอยู่ในช่วงฤดูร้อนของปี 2559 แต่ด้วยปัญหาทางการเงินทำให้ต้องเลื่อนส่งถึงสองรอบ โดยแจ้งล่าสุดว่าจะส่งสินค้าในสหรัฐอเมริกาภายในเดือนธ.ค. 2559 – ม.ค. 2560 ส่วนพื้นที่อื่นๆ ต้องรอภายในปีนี้ ซึ่งจนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ส่ง เพราะบริษัทปิดไปก่อน

ผู้ก่อตั้งของ Lily ยอมรับว่า ผลตอบรับช่วง Beta Program ดีมาก แต่ด้วยเราหมุนเงินไม่ทัน เพราะต้องผลิตสินค้าจำนวนมาก ทำให้ที่สุดแล้วก็ต้องคืนเงินให้กับผู้สั่งซื้อ ซึ่งเหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่าการบริหารทางการเงิน และต้นทุนเป็นเรื่องจำเป็น เพราะจะส่งผลไปที่แผนการจำหน่ายสินค้าโดยตรง ที่สำคัญก็ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่บริษัททำ Drone อย่าง Lily ที่ก่อตั้งภายใน University of California ก็ต้องออกจากตลาดไป และไม่ได้ลงสนามแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ในโลก Drone อย่าง DJI, 3D Robotics และ Hover เป็นต้น

สรุป

ถึงเป็น Startup ก็จะเน้นเรื่องเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่ได้ การวางแผนทางการเงินก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญ เพราะถ้าแผนนี้ผิดพลาด โอกาสที่ความฝันในโลกธุรกิจจะล่มสลายก็มีสูง แต่โดยส่วนตัวก็รู้สึกเสียดายกับการล้มเลิก Lily ในครั้งนี้ด้วย เพราะถือเป็นอีกนวัตกรรมใหม่ในโลก Drone และหากลงตลาดได้จริง ก็น่าจะสู้กับคู่แข่งในตลาดนี้ได้อย่างสูสี

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ถึงเวลา E-commerce ไทยทำบัตรเครดิตแบรนด์ตัวเองหรือยัง เมื่อ Amazon รุกตลาดนี้เต็มสูบ

Brand Inside - 12 January 2017 - 13:25

ถ้าพูดถึงการซื้อสินค้าออนไลน์ การชำระเงินผ่านบัตรเครดิตก็น่าจะสะดวกที่สุด และเหตุนี้เองทำให้ Amazon บูมตลาดนี้อีกครั้ง ด้วยการให้สิทธิประโยชน์ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ภาพ เว็บไซต์ amazon.comCash Back 5% และไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม

บัตรเครดิตของ Amazon ใบใหม่นี้ใช้ชื่อว่า Amazon Prime Rewards Visa Signature Card โดยยักษ์ E-commerce รายนี้ร่วมกับธนาคาร JPMorgan Chase เพื่อออกบัตร โดยชูสิทธิประโยชน์เรื่องการได้เงินคืน 5% ทุกยอดใช้จ่ายบนเว็บไซต์ Amazon.com รวมถึงได้เงินคืน 1-2% ในร้านอาหาร, ปั๊มน้ำมัน และร้านขายยาที่ร่วมรายการ ที่สำคัญบัตรใบนี้ยังไม่มีค่าธรรมเนียมรายปี รวมถึงค่าธรรมเนียมอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอีกด้วย ถือว่าดีกว่าบัตรก่อนหน้านี้ที่ได้เงินซื้อเมื่อซื้อสินค้าบน Amazon.com แค่ 3%

ขณะเดียวกันตัวบัตรนี้สามารถสะสมคะแนนได้ โดยทุกการใช้จ่าย 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะได้แต้ม 100 คะแนน และถ้าสะสมครบ 2,000 คะแนนสามารถแลกคืนเป็นเงินสดได้ โดยคะแนนนั้นไม่มีวันหมดอายุ และไม่มีขั้นสูงสุดในการสะสม แต่ถึงอย่างไรการสมัครบัตรนี้ได้ต้องเป็นสมาชิก Amazon Prime ที่มีค่าใช้จ่ายรายปี 99 ดอลลาร์ แต่ก็ได้สิทธิ์ส่งสินค้าฟรีภายใน 2 วัน, รับชมรายการโทรทัศน์ และภาพยนตร์แบบ Streaming รวมถึงบริการอื่นๆ ของบริษัท ซึ่งผู้ใช้ Amazon Prime ที่มีบัตรเครดิต Amazon อยู่แล้วจะได้อัพเกรดทันที

แล้ว E-commerce ไทยล่ะถึงเวลาหรือยัง

ไม่ใช่แค่นั้น Amazon ยังส่งโปรโมชั่นกระตุ้นการใช้งานของลูกค้าใหม่ผ่านการให้ Gift Card มูลค่า 70 ดอลลาร์ ให้กับผู้ใช้งานธรรมดาที่ยังไม่สมัคร Amazon Prime เพื่อเพิ่มยอดบัตรเครดิตใบใหม่ให้มากขึ้นด้วย และโอกาสที่คนไทยจะใช้บริการนี้ก็อาจกำลังใกล้เข้ามา เพราะตอนนี้ Amazon เริ่มเข้ามาตั้งสำนักงานในประเทศสิงคโปร์ เพื่อรุกตลาดไทย และเอเขียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เหมือนยังเน้นที่การสนับสนุนผู้ค้าในพื้นที่นี้ส่งสินค้าไปจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม Amazon มากกว่าทำตลาดกับผู้บริโภคทั่วไป

ภาพ pixabay.com

ในทางกลับกัน เมื่อกลับมาดูในประเทศไทย E-commerce ที่นี่เติบโตเร็วมาก และถ้าอ้างอิงข้อมูลของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือสพธอ. ก็พบว่ามีมูลค่ามากกว่า 2.5 ล้านล้านบาทแล้ว รวมถึงการชำระเงินส่วนใหญ่ก็มาจากบัตรเครดิต ดังนั้น E-commerce ใหญ่ๆ เช่น Lazada ก็อาจวางแผนทำบัตรเครดิตของตนเองออกมาก็ได้ เพื่อสร้างสิทธิประโยชน์ได้ดีที่สุด จากเดิมที่ต้องไปร่วมกับธนาคารหลายๆ เจ้า เพื่อสร้างโค้ดพิเศษในการมอบส่วนลดแค่เฉพาะบางเวลา

สรุป

เชื่อว่าหลังจากนี้ E-commerce รายใหญ่จะทำบัตรเครดิตของแบรนด์ตัวเองออกมาแน่นอน คล้ายกับกรณีของบัตรเครดิต The Mall, Central และ Tesco Lotus ที่ช่วยสร้าง Loyalty ให้กับร้านค้าปลีก และดึงผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการอยู่ตลอด ผ่านสิทธิประโยชน์ที่บัตรเครดิตของธนาคารอื่นๆ ให้ไม่ได้

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages