กนง.เสียงพลิก! ลงมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75% จับตาการเมือง-เศรษฐกิจ

Brand Inside - 2 hours 59 min ago

จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 1/2562  ผลคือคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% โดยมีกรรมการให้คงดอกเบี้ย 4 รายและอีก 2 ราย มองว่าต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายแล้ว (รอบที่แล้วกรรมการลา 1 ราย) โดยนักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง.ก็เพื่อรอดูสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจของไทย

ทิตนันท์ มัลลิะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายย้ำเศรษฐกิจไทยโตต่ำประเมิน ผลจากต่างประเทศ

ทิตนันท์ มัลลิะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) บอกว่า ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินครั้งที่ 2/2562 ในวันที่ 20 มี.ค. 2562 มีมติเอกฉันท์ในการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี

ครั้งนี้คณะกรรมการทั้ง 7 รายลงมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพราะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับศักยภาพ แม้จะเติบโตชะลอตัวกว่าที่ประเมินไว้เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจต่างประเทศที่เติบโตชะลอลง จากความไม่แน่นอนต่างๆ เข่น มาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน (Trade war) การขยายตัวของเศรษฐกิจจีน (ที่ชะลอตัวลง) อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย

อย่างไรก็ตามอุปสงค์ภายในประเทศ กนง.มองว่ายังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ ดังนั้น กนง.มองว่าภาพรวมการเงินยังอยู่ในระดับผ่อนคลาย และเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่อไปได้

ทั้งนี้ปัจจัยที่ กนง.ต้องจับตามองได้แก่ ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลก ทั้งการค้า-การลงทุน-มาตรการในแต่ละประเทศ ส่วนในประเทศต้องจับตาพฤตกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้น (Search for yield) ในภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำซึ่งอาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินในภาพรวม โดยเศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง 

สรุป

ปัจจัยหลักที่ กนง. ต้องคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย อาจเพราะรอดูสถานการณ์การเมือง ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ แต่ กนง.ก็ปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลงเกือบทุกตัว เช่น การส่งออก GDP การนำเข้า การลงทุน ฯลฯ มีแต่จำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมาไทยมากกว่าเดิมเล็กน้อย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มุมมองการเมืองและหุ้นไทย ล่าสุดจากสถาบันการเงินต่างๆ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง

Brand Inside - 3 hours 53 min ago

Brand Inside รวบรวมมุมมองการเมืองและหุ้นไทยจากสถาบันการเงินทั้งไทยและต่างประเทศ ที่มองการเมืองไทยและหุ้นไทยผ่านบทวิเคราะห์ล่าสุด

การเลือกตั้งของไทยกำลังใกล้จะเข้ามาเรื่อยๆ หลังจากการเลือกตั้งล่วงหน้าพึ่งผ่านพ้นไป – ภาพจาก Shutterstock

อีกไม่นานก็จะถึงการเลือกตั้งของไทยอย่างเป็นทางการแล้ว Brand Inside รวบรวมมุมมองล่าสุดจากสถาบันการเงินต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ เกี่ยวกับมุมมองการลงทุนของไทยช่วงเลือกตั้ง ซึ่งพรรคต่างๆ เร่งหาเสียงด้วยนโยบายต่างๆ

ขณะเดียวกันเรื่องของการเมืองไทยย่อมหนีไม่พ้นกับเศรษฐกิจและการลงทุน ซึ่งการเลือกตั้งของไทยครั้งนี้ถือว่าเป็นการตัดสินใจอนาคตของการเมืองไทยครั้งสำคัญของประชาชนไทย

วิเคราะห์นโยบายพรรคต่างๆ

Credit Suisse ได้จัดทำบทวิเคราะห์ล่าสุดว่า นโยบายของพรรคการเมืองครั้งนี้มีการใช้นโยบายประชานิยมอย่างเข้มข้นและสัญญากับประชาชนไว้ว่าจะทำได้จริงๆ และยังมีนโยบายต่างๆ เกี่ยวกับเกษตรกรไทย เช่น ประกันราคาพืชผล รวมไปถึงเรื่องของค่าแรงขั้นต่ำที่แต่ละพรรคยกมาใช้กันเป็นอย่างมาก ยังรวมไปถึงนโยบายการลดภาษีนิติบุคคลต่างๆ ที่แต่ละพรรคนำมาใช้

จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้นโยบายส่วนใหญ่จะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชนรากหญ้าของไทยเป็นหลัก ไม่ได้เน้นนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเท่าเดิมเท่าไหร่นัก

กสิกรไทยคาดจะเห็นคนออกมาเลือกตั้งมาก

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ได้วิเคราะห์ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ของไทยจะคึกคักมากที่สุด โดยคาดว่าจะออกมาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และจะมากกว่าในปี 2554 ที่มีผู้ออกมาเลือกตั้งถึง 75% เนื่องจาก

  1. เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังจากเว้นว่างมานานถึง 8 ปี
  2. การตื่นตัวของประชาชนมีมากเป็นพิเศษ
  3. มีผู้สมัครมากกว่าเดิมถึง 5 เท่า หรือ 13,800 คน พรรคการเมืองทั้งหมดมีมากกว่า 100 พรรค
  4. กลุ่ม First Voter อายุ 18-26 ปี มีมากถึง 16%

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด ยังมองว่าบรรยากาศการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองจะค่อนข้างราบรื่น โอกาสที่จะมีเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองมีน้อยมาก นอกจากนี้ยังมองว่าการเลือกตั้งของไทยในปีนี้คล้ายกับการเลือกตั้งในปี 2550 ที่ SET Index ปรับตัวลดลงก่อนหน้าการเลือกตั้ง 2 สัปดาห์

ข้อมูลจาก บล. กสิกรไทย โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีอย่างไรบ้าง

มุมมองของบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ที่มองถึงโอกาสที่แต่ละฝ่ายจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี

  • KTZmico มองว่า โอกาสที่ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีมีโอกาสสูงถึง 60% แต่จะไม่สามารถครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาได้ (มีเสียงน้อยกว่า 250 เสียง) และยังคาดว่ามีโอกาสที่จะยุบสภาภายใน 1-2 ปีมีโอกาสสูง
  • CLSA ได้ทำผลสำรวจการเลือกตั้งอีกครั้ง โดยมีผู้ทำผลสำรวจน้อยกว่าเดิม ผลสำรวจที่ได้คืออยากให้ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี 23.4%
  • Daiwa มองว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีโอกาสต่ำที่จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ
  • Citi มองไว้ 3 แนวทางคือ
    • กรณีเป็นไปได้ที่สุด ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐได้เสียงส่วนมาก
    • กรณีรองลงมา ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ได้การสนับสนุนจากพรรคประชาธิปัตย์
    • กรณีสุดท้าย พรรคเพื่อไทย ได้เป็นรัฐบาล
  • Credit Suisse มองว่า ไม่ว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือใครที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลหลังจากนี้จะมีสภาพอ่อนแอ และไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง
ข้อมูลจาก BLS เรื่องของหุ้นไทย

มุมมองของ Citi มองว่า ในช่วงรอยต่อของการเลือกตั้งนี้รัฐบาลจะไม่สามารถออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ นอกจากนี้เศรษฐกิจไทยยังเริ่มที่จะพบกับสภาวะอ่อนตัวโดยเฉพาะจากปัจจัยภายนอก เช่น ภาคการส่งออก ขณะเดียวกันต่างจังหวัดการบริโภคก็ยังไม่ค่อยดูดีเท่าไหร่นัก ขณะเดียวกันเม็ดเงิน Fund Flow ก็ยังไหลออกจากตลาดหุ้นไทย ทำให้ Citi คาดว่าภายในสิ้นปีนี้ SET Index ของไทยจะอยู่ที่ 1,700 จุด และมองว่าจุดต่ำสุดของหุ้นไทยจะอยู่ 1,500 ถึง 1,550 จุด

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) มองว่า ความเสี่ยงของ SET Index จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง ทำให้อาจมีการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียน และยังรวมไปถึงการตั้งสำรองของบริษัทในเรื่องของ พรบ. แรงงานฉบับใหม่ด้วย แต่ยังมองเป้าของ SET Index ที่ 1,738 จุด

อย่างไรก็ดี สำหรับมุมมองของ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด มองว่ากำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/62 จะดีขึ้น หลังจากการรายงานผลประกอบการในไตรมาส 4/61 ที่ออกมาได้อย่างน่าผิดหวัง

ข้อมูลจาก Citi หุ้นที่น่าลงทุนของไทย
  • บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง แนะนำหุ้นกลุ่ม ธนาคาร การเงิน ท่องเที่ยว โรงพยาบาล
  • CLSA เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มอุปโภคภายในประเทศ เช่น KBANK, MAJOR, PTTEP, ADVANC, AP, BBL, CK
  • บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย แนะนำหุ้น AMATA, AOT, BBL, BGRIM, BJC, BPP, CPALL, CPF, HMPRO, RATCH, SCC, STEC
  • Daiwa แนะนำหุ้น AMATA, AOT, BTS, CPALL, EA, HMPRO, MINT, MTC, STEC, WHA
  • Citi แนะนำหุ้น BBL, BDMS, CPALL, MTC, SCC, LH

ที่มา – บทวิเคราะห์หลักทรัพย์จาก Citi, Daiwa, CLSA, KTZmico, บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง, บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าบุกตลาดไทย บริษัทประกันภัยจะรับประกัน-คิดเบี้ยฯ แบบไหน?

Brand Inside - 3 hours 59 min ago

ปัจจุบันในไทยเริ่มเห็นรถยนต์ไฟฟ้ามาตีตลาดแล้ว อย่าง Nissan Leaf ราคาขาย 1.99 ล้านบาทหรือ BYD e6 ราคา 1.89 ล้านบาท ส่วนแบรนด์ใหญ่อย่าง Tesla แม้จะมีคนนำเข้ามาขายบ้างแต่ก็ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มใช้ในไทยได้แล้ว แต่จะซื้อประกันภัยรถยนต์ได้เหมือนรถยนต์น้ำมันหรือไม่?

รถยนต์ไฟฟ้ารถยนต์ไฟฟ้า // ภาพ Shutterstock ธนชาตประกันภัยชี้เบี้ยประกันรถยนต์ไฟฟ้าใกล้เคียงรถยนต์น้ำมัน

คงศักดิ์ หาญแสวงสิน รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ธนชาตประกันภัย บอกว่า ปัจจุบันทางบริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาแบบประกันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า โดยศึกษาร่วมกับพาร์ทเนอร์ซึ่งเป็นบริษัทในรับประกันภัยต่อในเยอรมัน คาดว่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าจะใกล้เคียงเบี้ยฯ ของรถยนต์ทั่วไปในปัจจุบัน เช่น รถยนต์ไฟฟ้าที่ราคา 2-3 ล้านบาทเบี้ยประกันภัยรถยนต์จะราคาเท่ากับรถยนต์ทั่วไปที่ราคา 2-3 ล้านบาท

ทั้งนี้พื้นฐานของรถยนต์น้ำมันจะมีส่วนประกอบเยอะกว่ารถยนต์ไฟฟ้า และอนาคตหากรถยนต์ไฟฟ้าสามารถขายในท้องตลาดทั่วไป ชิ้นส่วน อะไหล่อาจจะถูกลงอีก แต่รถยนต์ไฟฟ้ายังมีอะไหล่ขนาดใหญ่ที่ราคาแพงขึ้น เช่น แบตเตอรี่

นอกจากนี้การจากปรึกษาร่วมกับบริษัทรับประกันภัยต่อในเยอรมันพบว่า การรับประกันรถยนต์ไฟฟ้าจะมีความเสี่ยงใหม่ๆ ที่เกิดตัวรถที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ต้องนำมาคำนวนความเสี่ยงในสภาพแวดล้อมแบบไทย เช่น โมเดลรถไฟฟ้าบางรุ่นจะย้ายแบตเตอรี่ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญไว้ท้ายรถ โดยความสูงของท้ายรถอยู่ที่ประมาณ 70 เซนติเมตร หากดูตามสภาพแวดล้อมของประเทศไทยที่เคยมีน้ำท่วมครั้งใหญ่ (ปี 2554) ความสูงของน้ำเฉลี่ยอยูที่ 1.20 เมตร ดังนั้นจึงเป็นความเสี่ยงที่บริษัทประกันภัยต้องนำมาคำนวนก่อนออกเบี้ยประกันภัย

“ก่อนโมเดลรถรุ่นใหม่ๆ จะเข้ามาขายในไทย ไม่ว่าจะรถยนต์น้ำมัน หรือรถยนต์ไฟฟ้า ทางค่ายรถยนต์ต้องเข้ามาคุยกับบริษัทประกันภัยเพื่อออกแบบประกันภัยอยู่แล้ว เพราะโมเดลรถที่วางขายในต่างประเทศมักจะแตกต่างกับรถยนต์ดังนั้นต้องรอดูว่าโมเดลที่ค่ายรถจะนำรถรุ่นไหนเข้ามาเพิ่มเติม”

เบี้ยประกันภัยยังขึ้นอยู่กับพฤติกรรมคนขับ ส่วนรถที่แปลงสภาพควรแจ้งประกัน

ปัจจัยหลักในการคำนวนเบี้ยประกันภัยรถยนต์ ส่วนหนึ่งมาจากตัวรถ และพฤติกรรมการขับขี่ของคนซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงมากนักไม่ว่าจะขับรถแบบไหน เพราะเกือบ 100% การเคลมประกันรถยนต์ไม่ว่าจะรถน้ำมันหรือไฟฟ้าจะขอเคลมโครงรถด้านนอกเหมือนกัน (เวลารถชนกันโครงจะได้รับความเสียหายก่อน) เช่น สีรถ ตัวถัง กันชน ฯลฯ ทำให้ความเสี่ยงและต้นทุนในการรับประกันภัยยังคล้ายกัน 

ภายใน 3 ปีนี้คาดว่าจะเห็นรถยนต์ไฟฟ้าเกิดมากขึ้นในไทย ส่วยกรณีที่รถยนต์น้ำมันปรับเปลี่ยนระบบในรถให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทต้องคำนวณความเสี่ยงมากขึ้นเพราะปัจจุบันมีคนบางส่วนที่แปลงรถน้ำมันเป็นรถแก๊สอยู่แล้วแต่ไม่ได้แจ้งกับบริษัทประกันภัย ทำให้ทางบริษัทก็ต้องศึกษาความเสี่ยงเรื่องนี้มากขึ้น

สรุป

รถยนต์ไฟฟ้าหากเริ่มใช้จริง บนท้องถนนประเทศไทยก็ยังต้องทำประกันเพราะถึงอะไหล่รถยนต์จะน้อยชิ้นแต่อะไหล่แต่ละอย่าง ราคายังสูงอยู่ การทำประกันเลยช่วยลดภาระได้บ้างเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น สุดท้ายกันไว้ดีกว่าแก้นั่นเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ชำแหละ 5 ปมดราม่าประมูลสัมปทาน Duty Free ที่ไม่ควรมีรายเดียว!

Brand Inside - 6 hours 24 min ago

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยย้ำจุดยืนชัดเจนว่าสัมปทานดิวตี้ฟรีในท่าอากาศยานไทยควรมีมากกมายรายเดียว พร้อมแย้งคำกล่าวอ้างของทอท.ที่ยืนยันจะรับผู้ประกอบการรายเดียวอยู่

Photo : Shutterstock

หลังจากวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ทางท่าอากาศยานไทย หรือทอท.ได้ออกประกาศเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมประมูลสิทธิประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร หรือดิวตี้ฟรี และประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ภายในท่าอากาศยาน ซึ่งผลปรากฎว่าทอท.ยืนยันที่จะรับผู้ประกอบการ “รายเดียว” เท่านั้น ให้เข้ามารับสัมปทานประกอบกิจการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร มีกำหนดรับตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน 2563 ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2574 รวมเป็นระยะเวลาถึง 10 ปี 6 เดือน

ได้ขัดกับสิ่งที่สมาคมผู้ค้าปลีกไทย รวมถึงความหวังของผู้ประกอบการอื่นๆ ที่หวังว่าจะเปิดรับผู้ประกอบการหลายราย เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม กระตุ้นการท่องเที่ยว สร้างรายได้เข้าประเทศมากขึ้น อีกทั้งยังให้อายุสัมปทานนานถึง 10.6 ปี เรียกว่านานกว่าประเทศอื่นๆ

(อ่านเพิ่มเติม สมาคมผู้ค้าปลีกไทย ชงปลดล็อกผูกขาดสัมปทานดิวตี้ฟรีไทย สร้างรายได้อีกกว่าแสนล้าน)

นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.)

โดยที่ทางสมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ยืนข้อเสนอถึงทอท.อีกครั้ง พร้อมกับตอบเหตุผลของ นิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ในหลายๆ ข้อ

1. หลักการสัมปทานแบบกลุ่มสินค้าไม่ยากอย่างที่อ้าง!

ประเด็นปัญหาหลักที่ทำไม ทอท. ไม่สามารถให้สัมปทานตามกลุ่มสินค้า หรือ by category ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้องภายในสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่ง ทอท. ให้เหตุผลว่า การบริหารจัดการพื้นที่ในสนามบินแตกต่างจากการบริหารจัดการพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า เนื่องจากการต้องมีการพิจารณาเรื่องของการกระจายตัวของผู้โดยสาร ที่มีความไม่แน่นอน ไม่ได้กระจายไปทั่วสนามบิน

บางพื้นที่กระจุกตัวอยู่ที่ประตูทางขึ้นเครื่อง ไม่กระจายไปทั่วเหมือนศูนย์การค้าซึ่งถ้าแบ่งเป็นตามกลุ่มสินค้า กลุ่มสินค้า A อยู่ปีกซ้าย กลุ่มสินค้า B อยู่ปีกขวา วันดีคืนดี A380 ไม่ลงปีกขวาแล้ว แต่เปลี่ยนเป็นเครื่องเล็กมาลง เราจะทำอย่างไรจึงมีความสุ่มเสี่ยงที่หากมีการแยกสัญญาแล้วจะทําให้ผู้ประกอบการบางรายมีปัญหาเมื่อปริมาณและการไหลเวียนของผู้โดยสารมีการเปลี่ยนแปลงไป จึงมองว่า ควรจะมีผู้ประกอบการรายเดียว 

Photo : Shutterstock

วรวุฒิ อุ่นใจ ในนามนายกสมาคมผู้ค้าปลีกไทย สวนกลับว่า ทอท. เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า สัมปทานตามหมวดหมู่สินค้า(Concession by Category) ต่างจากสัมปทานตามที่ตั้ง (Concession by location) และไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่ทาง AOTเข้าใจ สัมปทานตามหมวดหมู่สินค้ามักจะจัดให้แต่ละหมวดหมู่สำคัญ เช่น เครื่องสำอาง หรือไวน์–สุรา–ยาสูบ อยู่กระจายไป 2-3 จุดในสนามบิน ถึงแม้บางทางออกจะมีจำนวนผู้โดยสารต่ำในบางช่วงเวลา ก็ยังจะมีอีกร้านค้าในหมวดหมู่เดียวกันที่ตั้งอยู่ในบริเวณทางออกที่มีจำนวนผู้โดยสารสูงซึ่งจะช่วยถัวเฉลี่ยผลประกอบการกันได้

ผลลัพธ์คือในแต่ละปีก จะมีทั้งกลุ่มเครื่องสำอาง กลุ่มไวน์–สุรา–ยาสูบ ตามความเหมาะสมมากน้อยขึ้นอยู่กับพื้นที่และการไหลเวียนของผู้โดยสาร คงไม่ได้หมายความว่า กลุ่มสินค้าหนึ่งๆต้องอยู่ปีกใดปีกหนึ่งอย่างที่

สัมปทานตามหมวดหมู่สินค้า(Concession by Category) นี้ เป็นโมเดลที่ใช้แพร่หลายในสนามบินชั้นแนวหน้าในเอเชีย เช่น แผนผังการกำหนดสัมปทานตามกลุ่มสินค้าในสนามบินชางฮี  สนามบินอินชอน และสนามบินฮ่องกง

จะเห็นว่า เมื่อเดินผ่านส่วนของการตรวจคนออกเมือง Immigration นักท่องเที่ยวก็จะพบกับร้านค้า แฟชั่นแบรนด์ (สีฟ้า) ส่วนหมวด Cosmetics &Perfume อยู่ด้านซ้าย และ Wine & Liquor อยู่ด้านขวา จากนั้น ทางปีกซ้าย และปีกขวา ซึ่งเป็น gate ก็จะมีหมวดทั้งCosmetics &Perfume และ Wine & Liquor ขนาดย่อส่วนลงมาทั้งสองข้าง

สัมปทานประเภทที่ 1-3 เป็นสินค้าประเภทที่ได้รับความนิยมสูง ได้แก่ 1) น้ำหอมและเครื่องสำอาง 2) สุรา บุหรี่ อาหารแห้ง 3) แฟชั่น และของใช้เบ็ดเตล็ด สนามบินอินชอน จัดวางสัมปทาน 3 กลุ่มนี้ในตำแหน่งที่มีผู้คนสัญจรมาก (หลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองทันที) และครอบคลุมทั้งสองด้านของอาคารฯ (ปีกซ้าย–ขวา)

สนามบินฮ่องกง ก็มีการกำหนดสัมปทานตามหมวดหมู่สินค้าไม่ต่างจากอีกสองสนามบินข้างต้น มีการกระจายหมวดสินค้าที่นักท่องเที่ยวไปทั้งสองปีกอย่างสมดุล

2. สัญญา 10 ปี เป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการถึงจุดคุ้มทุน จริงหรือ

ทอท. ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องสัญญาว่าสัญญา 10 ปี เป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการถึงจุดคุ้มทุน โดยการพิจารณาจะดูว่า ใครเสนอได้จะดูจากผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งจะต้องสูงกว่าสัญญาเงื่อนไขเดิม โดยสัมปทานรอบนี้ค่าตอบแทนขั้นต่ำจะสูงกว่าสัญญาเดิมที่ทำกับ ผู้ประกอบการเดิมที่ 15%-20%

เมื่อเทียบกับการบริหารศูนย์การค้าหนึ่งๆ อัตราในการคืนทุน ส่วนใหญ่อยู่ราว 5-7 ปี ทั้งๆ ที่ศูนย์การค้าต้องลงทุนซื้อหรือเช่าที่ดิน สร้างอาคาร ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ตกแต่งอาคารให้ทันสมัย และต้องทำการการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกลูกค้าเข้าศูนย์ 

Photo : Shutterstock

แต่ในกรณีของสนามบิน ผู้รับสัมปทานไม่ต้องลงทุนก่อสร้างอาคาร เพราะการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยได้เตรียมอาคารไว้ให้แล้ว การตกแต่ง ส่วนใหญ่ซัพพลายเออร์ก็ช่วยลงทุนส่วนหนึ่ง ลูกค้าก็ไม่ต้องไปหาที่ไหน เพราะสนามบินเป็นคนเรียกลูกค้าให้ จัดเส้นทางสัญจรให้ผ่านอย่างชัดเจน ในทฤษฎีการตลาด เราเรียกลูกค้าลักษณะนี้ว่า Captive Market ตลาดที่มีลูกค้าตายตัวแน่นอน แล้วอย่างนี้ ผู้ได้รับสัมปทานต้องใช้เวลาถึง 10 ปีถึงจุดคุ้มทุน จริงหรือ

สัมปทานพื้นที่ในสนามบินของสุวรรณภูมิทุกวันนี้ มีผลการดำเนินงานที่ต่ำกว่าเกณฑ์ อย่างเช่น การเสนอขายสินค้าปลอดภาษีอากรมีกลุ่มสินค้าและตัวเลือกร้านค้า/แบรนด์ ที่ไม่หลากหลาย ซึ่งเกิดขึ้นจากการขาดการแข่งขัน เมื่อเปรียบเทียบแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดกับประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการค้าปลีก ได้แก่ เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ พบว่าประเทศเหล่านั้นมีผู้ประกอบการร้านค้าปลอดภาษีอากรจำนวน 10, 10, 7 และ 5 รายตามลำดับ

Photo : Shutterstock

สนามบินแต่ละแห่งใช้ระบบ “สัมปทานตามหมวดหมู่” ตรงกันข้ามกับ “สัมปทานรายเดียว” ระยะเวลาในการรับสัมปทาน ยังมีระยะเวลาสั้นกว่า โดยมีระยะเวลาเพียง 5-7 ปี ในขณะที่ประเทศไทยมีอายุสัมปทานถึง 10-14 ปี โดยค่าธรรมเนียมสัมปทานเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 30%-40% ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 15%-20% เท่านั้น

มาตรฐานสากลของการดำเนินการให้สัมปทานพื้นที่ในสนามบินระดับชาติ อยู่ระหว่าง 5-7 ปี และต้องชำระค่าธรรมเนียมสัมปทานมากกว่าที่ ทอท. กำหนดไว้ที่ 15% ด้วยเหตุใด ทอท. จึงดูแคลนศักยภาพผู้ประกอบการดิวตี้ฟรีที่จะมาประมูลสัมปทานกับ ทอท. ต่ำ ต้องใช้ระยะเวลาจุดคุ้มทุนถึง 10 ปี 

3. ทอท. บอกว่าพื้นที่ดิวตี้ฟรี พื้นที่เชิงพาณิชย์ ไม่ใช่กิจการเกี่ยวเนื่องที่จําเป็น จริงหรือ?

ตรรกะที่ว่า โครงสร้างพื้นฐานของสนามบิน หมายถึง เฉพาะแค่สนามบิน รันเวย์และลานจอด ที่ต้องเข้าเกณฑ์ พรบ. ร่วมทุนภาครัฐและเอกชน พื้นที่ดิวตี้ฟรี พื้นที่เชิงพาณิชย์ และน่าจะหมายรวมถึงอาคารจอดรถผู้โดยสาร ไม่ใช่กิจการต่อเนื่องที่จำเป็น  ไม่มีพื้นที่ดิวตี้ฟรี พื้นที่เชิงพาณิชย์ และอาคารจอดรถผู้โดยสาร เครื่องบินก็สามารถขึ้นลงได้ คงต้องจัดว่าเป็นตรรกะวิบัติแห่งชาติ

– จากศึกษาสนามบินนานาชาติทั่วโลก แทบทุกสนามบินต่างก็มีพื้นที่ดิวตี้ฟรีและเชิงพาณิชย์ทั้งสิ้น แม้แต่สนามบินขนาดเล็ก มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพียงหลักพันหรือหลักหมื่นหลักแสนต่อปี ก็ยังต้องมีพื้นที่ดิวตี้ฟรีและเชิงพาณิชย์

– สัดส่วนรายได้ที่ได้รับจากกิจการที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน (Non-Aeronautical revenue) จากรายงานประจำปีของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย แจ้งว่ารายได้ที่เกี่ยวกับกิจการการบิน 33,986 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 56% ของรายได้ทั้งหมด  ส่วนรายได้ที่ไม่เกี่ยวกับกิจการการบิน  ซึ่งเป็นรายได้จากการให้บริการและเป็นรายได้จากการแบ่งผลประโยชน์ เป็น 26,551ล้านบาท  คิดเป็นสัดส่วน 44%  ของรายได้ทั้งหมด   ซึ่งสัดส่วนขนาดนี้  ทอท. จะสรุปว่า พื้นที่ดิวตี้ฟรี พื้นที่เชิงพาณิชย์ และพื้นที่บริการอื่นๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการการบิน ไม่ใช่กิจการต่อเนื่องที่จำเป็น  ได้จริงหรือ

จะเห็นได้ว่า สัดส่วนรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน ของ ทอท. เพียงร้อยละ 44 ต่ำสุดในบรรดาสนามบินนานาชาติในเอเชีย หาก ทอท. มีการจัดการที่ดี โอกาสที่จะเพิ่มรายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบินให้สูงขึ้น ก็ไม่ยากนัก

– สัดส่วนรายได้ที่ได้รับจากร้านค้าปลอดอากร บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด เป็นผู้ดำเนินกิจการร้านค้าปลอดอากรที่ใหญ่ที่สุดในเขตท่าอากาศยานที่ทำรายได้ให้แก่ ทอท. คิดเป็นอัตราร้อยละ 20.6 ในรอบบัญชีปี 2544   อัตราร้อยละ 29.3 ในรอบบัญชีปี 2545 และ อัตราร้อยละ 34.9 ในรอบบัญชีปี 2546 ซึ่งมีความสำคัญต่อรายได้มีสัดส่วนถึงกว่าหนึ่งในสามของรายได้ทั้งหมด

– สัดส่วนพื้นที่ให้เช่าต่อพื้นที่อาคารผู้โดยสาร  สนามบินสุวรรณภูมิในปัจจุบันมีอาคารผู้โดยสารเพียงหลังเดียว มีความสูง 9 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 563,000 ตารางเมตร มีพื้นที่ให้เช่ากว่า 55,045 ตารางเมตร  เป็นสัดส่วนต่อพื้นที่อาคารผู้โดยสาร ประมาณ 1 : 5 จะเห็นได้ว่าสัดส่วนพื้นที่ให้เช่ามีขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับพื้นที่อาคารผู้โดยสาร การให้เช่าพื้นที่ในท่าอากาศยานจึงย่อมเป็นกิจการเกี่ยวเนื่องที่จำเป็น

4. ควบรวม 4 สนามบินมารวมกัน เป็นสัญญาเดียว…  ดีจริงหรือ!

ทอท. ชี้แจงว่า การให้ให้สิทธิประกอบกิจการทั้ง 4 ท่าอากาศยาน ซึ่งประกอบด้วยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมอยู่ในสัญญาเดียว เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ท่าอากาศยานที่มียอดขายน้อย เช่น ท่าอากาศยานเชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ ประสบปัญหาการขาดทุน จึงต้องมีการถัวกําไรจากท่าอากาศยานใหญ่ คือ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

นอกจากนั้น แสดงให้เห็นว่าความแข็งแรงและศักยภาพของผู้ประกอบการจึงเป็นสิ่งที่จําเป็น ซึ่งจากผลการศึกษาของที่ปรึกษาชี้ชัดว่า การรวมสัญญาของโครงการจําหน่ายสินค้าปลอดอากรทั้ง 4 ท่าอากาศยาน จะทําให้ผู้ชนะการประมูลมีอํานาจต่อรองกับผู้จําหน่าย (Supplier) ของสินค้า (Brand name) ชั้นนําได้มาก ซึ่งธุรกิจร้านค้าปลอดอากรเป็นธุรกิจที่ต้องแข่งขันกับ ผู้ประกอบการอื่นในระดับโลก การจะทําให้ท่าอากาศยานภูมิภาคมีสินค้า Brand Name ให้บริการผู้โดยสารเหมือนที่ให้บริการในท่าอากาศยานใหญ่

ทอท.จําเป็นต้องคัดเลือกให้ได้ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพมากที่สุดเพื่อให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ หากท่าอากาศยานของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ จะส่งผลเสียต่อประเทศชาติโดยรวมต่อไป

มีความจำเป็นอะไรที่จะนำสัมปทานทั้งสี่แห่งมารวมกัน สนามบินภูมิภาคทั้ง 3 แห่ง  อย่าง สนามบินภูเก็ต สนามบินหาดใหญ่ และสนามบินเชียงใหม่ที่ มีพื้นที่ดิวตี้ฟรีที่ มีขนาดเล็ก มาผูกรวมกับสนามบินสุวรรณภูมิที่มีขนาดใหญ่กว่า 10-15 เท่า มารวมเป็นสัมปทานเดียวแล้วเปิดประมูลเป็น Master Concession รายใหญ่เหมารวบรายเดียว   

ทั้งนี้สนามบินแต่ละแห่งมีลักษณะต่างกัน การกำหนดหลักเกณฑ์ก็ควรแยกจากกัน  สนามบินภูมิภาคทั้ง 3 แห่งดังกล่าว มีพื้นที่ขนาดเล็ก เพียง 1,000-1,200 ตร.ม. เท่านั้น

ทางสมาคมฯเห็นด้วย หากทางฝ่ายบริหาร ทอท.จะนำสนามบินภูมิภาค 3 แห่ง คือ สนามบินเชียงใหม่ สนามบินหาดใหญ่ และสนามบินภูเก็ต รวมกันเป็นสัมปทานเดียวแล้วนำออกมาประมูลซึ่งอาจจะ กำหนดหลักเกณฑ์ผู้ประกอบการร้านค้าปลอดอากรเป็นสัมปทานแบบรายเดียว  (Master Concession) ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะมีขนาดเล็กหรือจะแยกสนามบินภูเก็ตออก เพราะใหญ่พอสมควร

Photo : Shutterstock

แต่รวมสนามบินเชียงใหม่ และ สนามบินหาดใหญ่เข้าด้วยกันก็เป็นไปได้ หรือจะแยกแต่ละสนามบินออกเป็นแต่ละสัมปทานก็ย่อมได้ ผู้ประกอบการจะพิจารณาได้เองว่าจะประมูลหรือไม่ ด้วยราคาเท่าใด ส่วนแบรนด์เนมจะตัดสินใจมาลงสินค้าหรือไม่ ก็อยู่ที่ feasibility ของแต่ละร้านอยู่แล้ว

อย่างกรณี สนามบินอู่ตะเภา ที่มีพื้นที่ ดิวตี้ฟรีเพียง 630 ตารางเมตร เมื่อเปิดประมูลแบบ Master Concession ก็มีผู้ประกอบการร้านค้าดิวตี้ฟรี ร่วมประมูลถึง 4 ราย ทั้งๆที่ ขนาดก็เล็กกว่า จำนวนนักท่องเที่ยวก็น้อยกว่า ก็ยังมีผู้ประกอบการสนใจมากมาย   แล้วสนามบินภูมิภาคทั้ง 3 แห่ง คือ สนามบินเชียงใหม่ สนามบินหาดใหญ่ และสนามบินภูเก็ต ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า นักท่องเที่ยวมากกว่า จะไม่มีผู้ประกอบการใดสนใจเชียวหรือ ?

5. การเปิดเสรีเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Duty Free Pick-up Counter) เป็นการยุติการผูกขาด ใช่หรือ?

การเปิดเสรีเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick-up Counter) ไม่ใช่เป็นการยุติการผูกขาดธุรกิจร้านค้าปลอดอากรแต่อย่างใดทั้งนี้ สิทธิในการประกอบกิจการจําหน่ายสินค้าปลอดอากรในสนามบิน (Airport Duty Free)  กับ สิทธิในการประกอบกิจการจําหน่ายสินค้าปลอดอากรในเมือง (Downtown duty Free )  มันเป็นคนละประเด็น คนละตลาด

ร้านค้าปลอดอากรในเมือง เป็นการพัฒนาต่อจากร้านค้าปลอดอากรในสนามบิน การมีเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Pick-up Counter) ก็ไม่ได้เป็นการยุติการผูกขาดธุรกิจร้านค้าปลอดอากรแต่อย่างใดเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร เป็นเพียงอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวที่มาจับจ่ายจับจ่ายสินค้าปลอดอากรในเมืองที่จะมารับสินค้าที่สนามบิน

Photo : Shutterstock

การที่ ทอท. แจ้งว่า การเปิดเสรี Pick-up Counter ที่ท่าอากาศยานภูเก็ตทําให้มีผู้ยื่นความจํานงประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรในเมืองนับ 10 ราย ซึ่ง Pick-up Counter ที่ท่าอากาศยานภูเก็ต ที่ประมูลเมื่อปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้เป็นการเปิดเสรีอย่างที่กล่าวอ้าง

นิยาม Pick-up Counter เสรี ต้องหมายถึงผู้ที่ประมูลต้องเป็นผู้ประกอบการที่ไม่ได้ประกอบกิจการ ดิวตี้ฟรี… แต่ Pick-up Counter ที่ท่าอากาศยานภูเก็ต ผู้ที่ประมูลได้เป็นผู้ที่ได้สิทธิดำเนินกิจการดิวตี้ฟรีในสนามบินภูเก็ต และที่อ้างว่า หลังจากมี Pick-up Counterมีผู้ยื่นความจํานงประกอบกิจการร้านค้าปลอดอากรในเมืองนับสิบราย ก็ไม่เป็นความจริง

จากข้อมูลรายนามผู้ได้สิทธิดำเนินกิจการร้านค้าดิวตี้ฟรี ปี 2561 มีจำนวนทั้งประเทศเพียง 10 ราย และ ที่ดำเนินกิจกรรมร้านค้าดิวตี้ฟรีในภูเก็ตก็มีเพียง 2 ราย ไม่ได้มีนับ 10 รายตามที่อ้าง โดยข้อเท็จจริง การเปิดเสรีเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Duty Free Pick-up Counter) ณ ท่าอากาศยานภูเก็ต  กลับทำให้ร้านค้าปลอดอากรในเมือง (Downtown Duty Free)ประสบปัญหาการขาดทุนจากการแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรมที่ ทอท.กำหนดไว้

โดยสากลทั่วไป เมื่อมีการให้สัมปทานในพื้นที่สนามบินเป็นอย่างเสรี เป็นธรรมและโปร่งใส มีผู้ประกอบการหลายรายได้สิทธิในการดำเนินร้านค้าดิวตี้ฟรีในสนามบิน ส่วนใหญ่ผู้ประกอบการ ร้านค้าดิวตี้ฟรีในเมือง จะขยายธุรกิจต่อเป็นเฟสสองเมื่อได้ดำเนินร้านค้าดิวตี้ฟรีในสนามบินแล้ว 

การกล่าวอ้างว่า การเปิดเสรีเคาน์เตอร์ส่งมอบสินค้าปลอดอากร (Duty Free Pick-up Counter) จึงไม่ใช่เป็นการยุติการผูกขาดจึง เป็นการบิดเบือนประเด็นหลักของการผูกขาด  ที่ผ่านมาเราพูดถึงการผูกขาด การให้สิทธิประกอบกิจการจําหน่ายสินค้าปลอดอากร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูเก็ต ท่าอากาศยาน เชียงใหม่ และท่าอากาศยานหาดใหญ่ เป็นหลัก

ภาพจาก Shutterstock ข้อเสนอแนะต่อร่าง TOR สัมปทานพื้นที่ดิวตี้ฟรีและพื้นที่เชิงพาณิชย์
  1. ตรวจสอบโครงการว่าอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติร่วมทุนหรือไม่ และทำการกระบวนการ
  2. จัดสรรสัมปทานหลายรายโดยแบ่งตามหมวดหมู่สินค้า เพื่อให้ตรงกับหลักการปฏิบัติสากล และผลประโยชน์สูงสุด
  3. แยก TOR ดิวตี้ฟรี ออกเป็นสามฉบับ 1. สุวรรณภูมิ แบบสัมปทานหลายรายตามหมวดหมู่สินค้า 2. ภูเก็ต สัมปทานรายเดียว  3. เชียงใหญ่ และหาดใหญ่ รวมเข้าด้วยกันเป็น 1 ฉบับ ประเทศไทยถูกจับตามองจากทั่วโลก มีรายได้จากการท่องเที่ยวอันดับ 4 ของโลก คนอยากมาเที่ยว ลงทุน ต้องมีรายได้จากดิวตี้ฟรีเยอะๆ
  4. ใช้การประเมิน 2 ขั้นตอน ขั้นที่ 1 ประเมินข้อเสนอด้านเทคนิค ถ้าผ่านจึงจะเข้าสู่ขั้นที่ 2 ซึ่งใช้ผลตอบแทนทางการเงินเป็นการตัดสินสุดท้าย ต้องประเมินด้านเทคนิคก่อนว่าใครมีศักยภาพในการทำ แล้วให้ยื่นซองประมูล
  5. การท่าอากาศยานควรจะเปิดเผยข้อมูลผู้โดยสาร และยอดขายตามเชื้อชาติ และหมวดหมู่สินค้า เช่น สนามบินฮ่องกง อินชอน และชางฮี เพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรม ไม่งั้นผู้ประกอบการรายเก่าได้เปรียบ เพราะรู้ข้อมูลลูกค้า ทราฟิกอยุ่แล้ว เลยกล้าใส่ซองประมูล สนามบินชั้นนำในโลกเปิดเผยข้อมูลหมด แต่ในไทยมืดแปดด้าน
  6. โครงการประมูลขนาดใหญ่ควรมีระยะเวลาการทำแผนเข้าร่วมประมูลอย่างน้อย 60-90 วัน ตอนนี้เหลือแค่ 30 วัน ไม่มีข้อมูลในอดีต ไม่ให้ข้อมูลมากพอ ให้เวลาน้อย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จบแล้วตระกูล Gran Turismo! BMW ประกาศหยุดทำตลาด 3 Series GT และอาจกระทบ Series อื่นด้วย

Brand Inside - 6 hours 51 min ago

แม้ภาพรวมด้านความต้องการ และยอดขายจะไปได้ดี แต่รุ่นย่อยอย่าง Gran Turismo ของ BMW อาจไม่ได้ไปต่อ หลังค่ายใบพัดสีฟ้าออกมาหยุดทำตลาด 3 Series Gran Turismo แล้ว เพราะต้องการควบคุมต้นทุนธุรกิจ

3 Series Gran TurismoBMW 330i GT Luxury จบไม่สวยอย่างที่หลายคนคาดหวัง

หลัง BMW ประกาศผลประกอบการประจำปี 2561 ออกมาอย่างไม่น่าพึงพอใจนัก เพราะมีกำไรจากการดำเนินงานลดลง 7.9% และถ้ามองในแง่กำไรสุทธิก็ลดลงถึง 16.9% เมื่อเทียบกับปี 2560 โดยเหลือเพียง 7,207 ล้านยูโร (2.6 แสนล้านบาท) ทำให้ BMW ต้องหันมาควบคุมต้นทุนต่างๆ ในปี 2562 มากขึ้น

และนั่นจึงเป็นที่มาของการลดทำตลาดรุ่นย่อยอย่าง Gran Turismo หรือ GT ที่ปัจจุบันมีในรุ่น 3 Series ก่อนโฉมล่าสุด, 5 Series ก่อนโฉมล่าสุด และ 6 Series โฉมล่าสุด โดยรุ่นที่ถูกตัดออกเป็นตัวแรกก็คือ 3 Series เพราะโฉมล่าสุด หรือรหัสตัวถึง G20 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายปี 2561 จะไม่มีรุ่นย่อย Gran Turismo อีกแล้ว

BMW ชี้แจงเหตุผลในเรื่องดังกล่าวว่า การที่สถานการณ์ทางการเมือง และเศรษฐกิจโลกยังไม่นิ่ง ประกอบกับต้นทุนวัสดุในการผลิตก็ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้บริษัทต้องลดจำนวนรุ่นของรถยนต์ที่ทำตลาดอยู่ รวมถึงพัฒนารถยนต์ให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากที่สุดเป็นอันดับแรก

ทั้งนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า 3 Series Gran Tourismo จะหยุดผลิตเมื่อไร และการตัดสินใจปรับลดรุ่นครั้งนี้จะกระทบกับ GT รุ่นอื่นๆ หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ คือ BMW เตรียมบุกตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเต็มตัว โดยปี 2568 จะมีรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าทำตลาดทั้งหมด 12 รุ่นด้วยกัน เพื่อเติมช่องว่างของบางรุ่นที่หายไป

สรุป

ไม่แปลกใจที่ BMW ต้องปรับลดรุ่นย่อยๆ ที่ทำตลาด เพราะการมีรุ่นย่อยมากเกินไปก็ทำให้กลยุทธ์การทำตลาดนั้นยากขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ใช่ว่าการหันมาทำตลาดรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ ดังนั้นคงต้องรอดูต่อไปว่า BMW จะแก้ไขสถานการณ์นี้อย่างไรบ้าง เพื่อฟื้นการเติบโตของธุรกิจให้กลับมา

อ้างอิง // Car Advice

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าอินเดีย! Hyundai ลงทุน 9,500 ล้านบาทใน Startup ด้านรถยนต์ที่นั่น

Brand Inside - 8 hours 3 min ago

ตอนนี้ค่ายผู้ผลิตรถยนต์รายไหนไม่ลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็นเรื่องแปลก อย่างล่าสุดกลุ่ม Hyundai ก็ออกไปลงทุนที่ตลาดอินเดียโดยร่วมกับ Startup บริการร่วมเดินทาง Ola เพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าสำหรับอินเดียโดยเฉพาะ

HyundaiHyundai รุ่น Sonata บุกตลาดที่มีประชากรเบอร์ต้นๆ ของโลก

แม้ตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นของเล่นของคนรวยอยู่ แต่หากการเร่งพัฒนาของค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ เกิดขึ้นจริง ก็ไม่แปลกที่ต้นทุนการผลิตจะลดลง ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่ Hyundai Motors Group จากเกาหลีผู้ถือแบรนด์ Hyundai และ Kia ประกาศเข้าไปลงทุนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศอินเดีย

สำหรับการลงทุนนี้ทางกลุ่มได้ลงทุนกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,500 ล้านบาท) ใน Ola บริษัท Startup เกี่ยวกับบริการร่วมเดินทาง และคู่แข่งอันดับหนึ่งของ Uber ในอินเดีย ซึ่งเป้าหมายแรกของการลงทุนคือการร่วมกันพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ในตลาดอินเดียโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ยังตั้งเป้าพัฒนาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าอื่นๆ เช่นสถานีชาร์จ และการปรับเปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้ในเครือข่ายของ Ola เช่นเดียวกัน เพื่อทำให้เกิดการเดินทางรูปแบบใหม่ที่ช่วยลดมลพิษ และยกระดับคุณภาพในการโดยสารให้ดีมากขึ้น

ทั้งนี้เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Ola ได้รับเงินทุนกว่า 56 ล้านดอลลาร์ (ราว 1,800 ล้านบาท) เพื่อสร้างหน่วยธุรกิจ Ola Electric Mobility ซึ่งแยกจากตัวธุรกิจหลักที่ให้บริการร่วมเดินทาง โดยจะเน้นพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า และสิ่งที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังตั้งเป้านำรถยนต์ไฟฟ้า 1 ล้านคันวิ่งบนท้องถนนของอินเดียภายในปี 2565 ด้วย

สรุป

การเดินเกมลงทุนรถยนต์ไฟฟ้าในต่างประเทศนั้นจะเห็นได้มากกว่านี้แน่ๆ เพราะหากลงทุนแค่ในประเทศที่แบรนด์เป็นเจ้าตลาดอาจไม่คุ้มค่าในแง่ต้นทุน ดังนั้นการเร่งขยายตลาดให้มากๆ ประกอบกับหาพาร์ทเนอร์ที่เหมาะสม ก็น่าจะเป็นวิธีทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกสามารถเติบโตในระยะยาวได้จริง

อ้างอิง // Electrek

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ก.ล.ต. ยัน ศาลสั่งจำคุก”เปรมชัย” ไม่ขัดคุณสมบัติเป็นกรรมการบริษัทจดทะเบียน

Brand Inside - 9 hours 38 min ago

ก.ล.ต. ยัน ศาลสั่งจำคุก”เปรมชัย” ไม่ขัดคุณสมบัติเป็นกรรมการบริษัทจดทะเบียน แต่ในกรณีของการกระทำความผิดกฎหมายอื่นๆ จะต้องมีการพิจารณาในเรื่องนี้หรือไม่ ผู้ถือหุ้นและบริษัทควรจะพิจารณาแนวการดำเนินการที่เหมาะสม

เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD – ภาพจาก Shutterstock

สิริวิภา สุพรรณธเนศ รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ได้กล่าวถึง กรณีของข่าวศาลสั่งจำคุก เปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ หรือ ITD เป็นเวลา 16 เดือน และไม่รอลงอาญา ใน 3 ข้อหาประกอบด้วย

  1. ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
  2. ร่วมกันมีซากสัตว์ป่าคุ้มครอง คือ ซากไก่ฟ้าหลังเทา โดยไม่ได้รับอนุญาต
  3. พกพาปืนในที่สาธารณะ

ซึ่งสื่อต่างๆ ได้สอบถามไปยัง ก.ล.ต. ว่าในกรณีนี้จะเป็นลักษณะต้องห้ามของการเป็นกรรมการและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนหรือไม่นั้น

ก.ล.ต. ขอแจ้งว่า ลักษณะความผิดที่จะเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามการเป็นกรรมการและผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต้องเป็นความผิดที่เกี่ยวกับหลักทรัพย์ การทุจริต ฉ้อโกง หรือเรื่องที่เกี่ยวกับการบริหารงานของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นมิได้เข้าลักษณะดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ในกรณีของการกระทำความผิดกฎหมายอื่นๆ จะต้องมีการพิจารณาในเรื่องนี้หรือไม่ ผู้ถือหุ้นและบริษัทควรจะพิจารณาแนวการดำเนินการที่เหมาะสม

ที่มาหนังสือพิมพ์ประชาชาติ, BBC Thai

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดทักษะทั่วไป 9 อย่างที่มนุษย์ทำงานควรมีในปี 2019

Brand Inside - 19 March 2019 - 23:47

JobThai เปิดข้อมูล 9 Soft Skills หรือทักษะทั่วไปที่จำเป็นต่อการทำงาน พบว่าการบริหารเวลา การเรียนรู้ตลาดชีวิต และความฉลาดทางอารมณ์มาเป็นอันดับต้นๆ

Photo : Shutterstock

การทำงานที่ได้รับมอบหมายหรือสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างดีเป็นไปตามเป้าหมายขององค์กรนั้น คนทำงานอย่างเราก็ต้องมีความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับอาชีพที่เราทำอยู่ ที่เรียกกันว่า “ฮาร์ด สกิล” (Hard Skills) ซึ่งเป็นทักษะที่จะทำให้เรามีความเชี่ยวชาญในตำแหน่งงานหรืออาชีพนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่ทักษะที่เกี่ยวกับสายงานโดยตรงอย่างเดียวนั้นอาจจะไม่เพียงพอต่อโลกการทำงานในปัจจุบัน เพราะบริษัทต่าง ๆ ยังมองไปถึง “ซอฟต์ สกิล” (Soft Skills) ของพนักงานด้วย ซึ่ง Soft Skills ก็คือทักษะที่ค่อยๆ พัฒนามาจากการใช้ชีวิต การเข้าสังคม และการทำงาน ซึ่งเป็นทักษะที่สามารถเอาไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะทำงานในสายงานไหนก็ตาม

เว็บไซต์ JobThai ผู้ให้บริการหางาน สมัครงาน ออนไลน์ จะมาเผย 9 Soft Skills ที่คนทำงานควรมีในปี 2019 เพื่อที่จะช่วยทำให้คุณกลายเป็นพนักงานที่โดดเด่นเข้าตาองค์กร

  1. การบริหารเวลา (Time Management)

ทักษะการบริหารเวลาอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะคนทำงานในยุคนี้ที่ต้องเร่งรีบเพื่อแข่งกับเวลา และต้องทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน ดังนั้นทักษะในการบริหารเวลาจึงเป็นทักษะที่สำคัญต่อคนทำงาน ซึ่งการทำงานในแต่ละวันควรมีการวางแผน ควบคุม กำหนดระยะเวลา และจัดลำดับความสำคัญของงานให้ชัดเจน เพื่อทำให้งานสําเร็จตามเป้าหมายในเวลาที่กำหนด ซึ่งจะช่วยลดความเครียดที่เกิดจากงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานและมีเวลาสำหรับทำกิจกรรมส่วนตัวอื่น ๆ อีกด้วย

  1. การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long Learning)

ในปัจจุบันการพัฒนาที่ก้าวกระโดดของเทคโนโลยีทำให้เกิดนวัตกรรม เกิดอาชีพใหม่ๆ ตลอดจนวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การทำงานในยุคนี้ใช้ความรู้ในสาขาวิชาเดียวคงไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้นคนทำงานจึงต้องมีการเตรียมพร้อมในการเรียนรู้อยู่เสมอ และสิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ของคนทำงานในยุคนี้คือ วิธีการอ่านจับใจความสำคัญ การสรุปประเด็น และการเชื่อมโยงข้อมูลความรู้ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ตลอดจนสามารถวิเคราะห์ความเหมือนและความแตกต่างจากสิ่งที่เรียนรู้มาได้ ซึ่งทักษะนี้จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้

Photo : Shutterstock
  1. ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)

การทำงานในองค์กรหรือแม้แต่คนที่ทำงานอิสระเองนั้น ล้วนต้องมีการติดต่อประสานงานกับผู้อื่นทั้งสิ้น ดังนั้น Emotional Intelligence จึงเป็นทักษะสำคัญและส่งผลอย่างมากต่อการทำงาน เพราะคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์ คือคนที่มีความสามารถในการสังเกต ทำความเข้าใจ จัดการ และแสดงออกทางอารมณ์ของตัวเองได้อย่างดี รวมถึงสังเกตและทำความเข้าใจอารมณ์ของคนอื่นด้วย ทักษะนี้จะช่วยให้คนทำงานสามารถควบคุมอารมณ์และแสดงออกได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ รวมถึงบริหารจัดการกับความเครียด ซึ่งส่งผลให้การสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างมีคุณภาพ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงาน และยังทำให้ทั้งสุขภาพกายและใจดีตามไปด้วย

  1. ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability)

อย่างที่ทราบกันดีว่าโลกทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการติดต่อสื่อสาร เครื่องมือและวิธีการทำงาน เป็นต้น ความสามารถในการปรับตัวและมีความยืดหยุ่นทางความคิดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยคนที่มีทักษะในการปรับตัวและเปลี่ยนมุมมองความคิดจะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น และสามารถพลิกแพลงหาวิธีที่เหมาะสมกับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

Photo : Shutterstock
  1. การทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration)

การทำงานทุกวันนี้เราต้องทำงานร่วมกับคนที่หลากหลาย ทั้งในแง่ของสายงาน ช่วงวัย หรือรูปแบบการทำงาน องค์กรต่างๆ จึงต้องการคนทำงานที่มีทักษะในการทำงานร่วมกับคนอื่น เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกันภายในทีมตัวเองและการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ รวมไปถึงทักษะในการบริหารคนที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในคนทำงานระดับหัวหน้าอีกต่อไป แต่จำเป็นสำหรับคนทำงานในทุก ๆ ระดับ

  1. การสื่อสาร (Communication)

ไม่ว่าจะทำงานในธุรกิจไหน หรือองค์กรใด แน่นอนว่าในที่ทำงานต้องมีการติดต่อสื่อสารกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนองาน การเสนอความคิดเห็นทั้งกับหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน หรือลูกน้อง ซึ่งการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะช่วยให้เกิดความร่วมมือและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการทำงาน ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนั้นยังรวมไปถึงทักษะการประสานงานและการเจรจาต่อรองด้วย ว่าจะใช้การเจรจาอย่างไรเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และมีทางออกแบบ Win-Win Situation หรือสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย

Photo : Shutterstock
  1. การแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน (Complex Problem Solving)

เนื่องจากทุกวันนี้องค์กรต่างๆ ถูกผลกระทบจากเทคโนโลยี ตลอดจนความหลากหลายของธุรกิจ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงขององค์กรได้อย่างรอบด้าน ทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความแตกต่างไปจากอดีตและมีความซับซ้อนมากขึ้น องค์กรต่างๆ จึงต้องอาศัยคนที่สามารถมองเห็นและแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนเหล่านั้น ทำให้ทักษะการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนถูกพูดถึงกันอยู่ไม่น้อย โดยทักษะนี้ต้องอาศัยหลายทักษะย่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ระบุปัญหาและความต้องการของลูกค้า อาศัยความเข้าใจในการเชื่อมโยง และใช้ความสามารถในการอ่านบริบทของธุรกิจ ตลอดจนต้องสร้างสรรค์วิธีแก้ไขปัญหาในรูปแบบต่างๆ ตามแต่ละสถานการณ์แล้วตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

  1. การคิดเชิงวิเคราะห์และเลือกตัดสินใจ (Critical Thinking and Decision-making)

ยุคแห่งข้อมูลมหาศาลที่รอให้เข้าไปขุดค้นออกมา หรือ Big Data กำลังเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ แถมข้อมูลพวกนี้จะเยอะขึ้นอีกในอนาคตเมื่อความสามารถของหุ่นยนต์พัฒนาไปไกลกว่าปัจจุบัน ซึ่งทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์จะช่วยให้เราสามารถย่อยข้อมูลจำนวนมากได้ โดยต้องรู้จักตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ ตีความ ประเมินทางเลือกและตัดสินใจ เพื่อให้องค์กรได้ประโยชน์สูงสุด และเกิดความผิดพลาดน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้หรือไม่มีความผิดพลาดเลย

ภาพจาก Pixabay
  1. ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

คือความพยายามสร้างบางอย่างที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่คนทั่วไปมองเห็น ถือว่าเป็นทักษะที่มีคุณค่ามากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะไม่มีหลักสูตรตายตัวในการเรียน การสอน ทักษะนี้ยังเป็นการรวมเอาหลายๆ ทักษะย่อยไว้ด้วยกัน เช่น ช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็น และการเปิดใจกว้าง รวมถึงการเสพข้อมูลต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ความคิดสร้างสรรค์ในที่นี้ไม่ได้ใช้ในงานศิลปะเท่านั้น แต่เป็นการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้กับงาน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งองค์กรต่างๆ อยากได้คนที่มีทักษะนี้เข้าไปมีส่วนร่วมในการหยิบเอาเทคโนโลยี วิธีการทำงาน หรือแนวคิดมาใช้สร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ ให้องค์กรด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทำไมธนาคารกรุงศรีต้องหันมาโฟกัสเงินฝากจากลูกค้า Corporate ปี 62 ตั้งเป้าฯ เงินฝากโต 19%

Brand Inside - 19 March 2019 - 23:35

ธนาคารในไทยไม่ได้มีรายได้จากธุรกิจรายย่อย อย่างการรับฝาก-โอน-ถอน หรือให้สินเชื่อรายย่อยเท่านั้น แต่อีกส่วนสำคัญคือลูกค้าธุรกิจ (SME ธุรกิจขนาดใหญ่ ฯลฯ) แล้วทำไมกรุงศรี ต้องหาเงินฝากเข้ามาในแบงก์?

ภาพจาก Shutterstock ทำไม “กรุงศรี” ต้องหันมาเน้นเงินฝากจากลูกค้าธุรกิจรายใหญ่?

ตั้งแต่ปลายปี 2561 หลายธนาคารออกโปรโมชั่นเงินฝากดอกเบี้ยสูง ดอกเบี้ยพิเศษมาดึงดูดให้ลูกค้ารายย่อยฝากเงินกับธนาคาร เพราะปัจจุบันต้นทุนทางการเงินอาจจะเพิ่มขึ้นจากเทรนด์ดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นขาขึ้นทั้งในไทยและทั่วโลก ทำให้ธนาคารหาลู่ทางล็อกต้นทุนเงินฝากให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ดอกเบี้ยธนาคารอาจต้องปรับสูงขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ฐานเงินฝากในระบบธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยมีอยู่ 12-13 ล้านล้านบาท โดยมีส่วนสำคัญมาจากลูกค้าธุรกิจ อย่าง Corporate ดังนั้นจะเห็นธนาคารแข่งขันเข้าถึงลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีรายได้เกิน 1,000 ล้านบาทต่อปี เพราะนอกจากแต่ละบริษัทจะมีเงินสำรองธุรกิจเก็บไว้ในบัญชีเงินฝาก ธนาคารยังต่อยอดธุรกิจ และบริการอื่นๆ ให้ลูกค้าได้มากขึ้น

ส่วนของธนาคารกรุงศรีีอยุธยาที่ปี 2561 มียอดสินเชื่อทั้งหมดอยู่ที่ 1.6 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อรายย่อย 48% สินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ (มีรายได้ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป) 25% สินเชื่อลูกค้า SME 15% และกลุ่มลูกค้าญี่ปุ่น 12% ดังนั้นปีนี้นอกจากขยายเงินฝากรายย่อย ลูกค้าเวลธ์ ยังหันมาดึงเงินฝากจากลูกค้าบริษัทด้วย แสดงว่าแบงก์เตรียมตัว เตรียมเงินสำหรับปล่อยสินเชื่อในปี 2562 นี้

เมธินี จงสฤษดิ์หวัง ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บอกว่า ปี 2562 ทางกรุงศรี จะโฟกัสเงินฝากของลูกค้าธุรกิจรายใหญ่หรือ Corporate มากขึ้น เพราะลูกค้ากลุ่มนี้แต่ละบริษัทจะมีเงินฝากที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวอย่างน้อย 50-100 ล้านบาทอยู่แล้ว หากเข้าถึงเงินฝากของลูกค้าจะสามารถเสนอบริการ Solutions อื่นๆ ให้ลูกค้าได้มากขึ้น

“การที่กรุงศรีหันมาเน้นเงินฝากกลุ่ม Corporate เพราะที่ผ่านมาเงินฝากรายย่อยมีความแข็งแกร่งแล้ว แต่ธนาคารยังไม่เคยเน้นเรื่องเงินฝากในฐานลูกค้ากลุ่ม Corporate มาก่อน ทำให้ปีนี้คาดว่าเงินฝากกลุ่มนี้อาจจะเติบโต 19% สิ้นปีคาดว่าจะมีเงินฝากอยู่ที่ 90,000 ล้านบาท”

พรสนอง ตู้จินดา ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ปี 2562 กรุงศรีมีกลยุทธ์ขยายสินเชื่อลูกค้า Corporate อย่างไร?

พรสนอง ตู้จินดา ประธานกลุ่มธุรกิจลูกค้าธุรกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา บอกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2562 คาดว่า GDP จะเติบโต 3.8% เพราะมีทิศทางที่ดีจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ เช่น EEC (โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก) ฯลฯ ที่เริ่มเห็นชัดเจน ขณะเดียวกันการส่งออก การท่องเที่ยว อุปโภคในประเทศคาดว่าทั้งปีนี้จะเติบโตต่อเนื่อง ทำให้การขยายสินเชื่อในกลุ่ม Corporate ยังเติบโตได้ดี

ปี 2562 ทางธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่อยู่ที่ 408,000 ล้านบาท เติบโต 8% จากปี 2561 โดยปัจจุบันรายได้จากธุรกิจ Corporate แบ่งเป็นรายได้จากดอกเบี้ย 70% รายได้จากค่าธรรมเนียม 30% เป้าหมายภายใน 2-3 ปีข้างหน้าจะหันมาขยายรายได้จากค่าธรรมเนียมเพิ่มสัดส่วนเป็น 40% และลดสัดส่วนรายได้ดอกเบี้ยเหลือ 60% และจะควบคุมหนี้เสียให้เหมาะสม ปัจจุบันอยู่ที่ 1.4%

ทั้งนี้นอกจากธนาคารสามารถบริการสินเชื่อให้ลูกค้า Corporate ธนาคารยังสามารถแนะนำการลงทุนในต่างประเทศ เพราะปัจจุบันลูกค้า Corporate จำนวนมากที่มีความพร้อมเริ่มสนใจไปลงทุน ขยายกิจการหรือตั้งโรงงานในต่างประเทศมากขึ้น ธนาคารจึงสามารถให้บริการทั้งการระดมทุนผ่านการออกหุ้นกู้ หรือ บริการควบรวมกิจการ ( M&A) ฯลฯ ขณะเดียวกันธนาคารต้องสร้างระบบดิจิตอลเพื่อสร้าง Solutions ใหม่ๆให้ลูกค้า (ตามภาพ)

ส่วนลูกค้า Corporate จากญี่ปุ่นที่สนใจลงทุนในไทย ยังรอดูความชัดเจนจากสถานการณ์ต่างๆ ในเมืองไทย ทั้งความต่อเนื่องของนโยบายการลงทุนของภาครัฐ อย่าง EEC Mega project ฯลฯ

สรุป

ธุรกิจของธนาคารคือการปล่อยสินเชื่อ แต่เมื่อทุกธนาคารโดดลงมาแข่งกันให้สินเชื่อ ดอกเบี้ยก็ถูกลง ธนาคารเลยต้องหาจุดเด่นนอกจากดอกเบี้ยถูก คือบริการเสริมเพื่อดึงดูดให้ลูกค้ายังใช้บริการต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการทำเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนสำหริบบริษัทที่ทำการค้ากับต่างประเทศ การใช้ Blockchain ให้ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น ฯลฯ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตลาด Premium Sedan เดือดอีกรอบ! Honda ส่ง Accord รุ่นใหม่ ตั้งเป้ายอดขาย 9,000 คันในปีแรก

Brand Inside - 19 March 2019 - 19:16

หลังตลาด Premium Sedan เงียบไปพักใหญ่ ช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็คึกคักกันอีกรอบ ประเดิมด้วย Camry รุ่นใหม่, Teana ตัว Minor Change และล่าสุดคือ Honda กับ Accord รุ่นใหม่ที่มาพร้อม 2 ขุมพลังเช่นเดิม

Honda Accord 2019Honda Accord 2019 ถึงเงียบแต่ความต้องการยังมีอยู่

รถยนต์กลุ่ม Premium Sedan หรือ D Segment นั้นยังเติบโตอยู่เรื่อยๆ เพราะตอบโจทย์การใช้งานทั้งผู้บริโภค และการใช้งานในองค์กรต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในปี 2561 นั้นรถยนต์ประเภทนี้คิดเป็นราว 3% ของการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยกว่า 1 ล้านคัน

อย่างไรก็ตามด้วยการทยอยเปิดตัวรุ่น และโฉมใหม่ของค่ายรถยนต์ต่างๆ ในปี 2562 ก็ไม่แปลกที่จะทำให้ตลาดนี้เติบโตไปมากกว่า 3% ซึ่งทาง Honda ก็เตรียมพร้อมขับเคลื่อนตลาดนี้ด้วยการเปิดตัว Accord รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์สปอร์ต แต่ยังคงถึงความหรูหรา และภูมิฐานสมกับรถยนต์กลุ่ม Premium Sedan

Honda Accord 2019ภายใน Honda Accord 2019

พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ฟังว่า Accord รุ่นใหม่นี้ถือเป็น Generation ที่ 10 แล้ว แสดงให้เห็นถึงความเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญในการทำตลาดของ Honda และหลังจากการเปิดตัวใหม่นี้ก็น่าจะมีความต้องการหลั่งไหลเข้ามาเช่นเดิม

2 ขุมพลังกับ Turbo เครื่องเล็ก และ Hybrid

“Honda ประเทศไทยตั้งเป้ายอดจำหน่าย Accord รุ่นใหม่นี้ในปีแรกไว้ทั้งหมด 9,000 คันนับตั้งแต่วางขายในเดือนพ.ค. โดยสัดส่วนในการจำหน่ายจะแบ่งเป็นรุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน 50% และที่เหลือเป็นรุ่นเครื่องยนต์ Hybrid ซึ่งมันแตกต่างกับ Accord รุ่นก่อนหน้านี้ที่ Hybrid มียอดขายเพียง 25-30%”

Honda Accord 2019ด้านหลัง Honda Accord 2019

สำหรับ Accord รุ่นใหม่นั้นแบ่งเป็น 2 ขุมพลังกับ 3 รุ่นย่อยคือเครื่องยนต์ Turbo EL ขนาด 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า กับเครื่องยนต์ Hybrid ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ให้กำลังสูงสุด 215 แรงม้า โดยตัว Hybrid นั้นจะมีรุ่นธรรมดา กับ Hybrid Tech ที่แตกต่างกันในเรื่องอุปกรณ์เสริมต่างๆ

ราคายังไม่เปิดอย่างเป็นทางการต้องไปลุ้นเดือนพ.ค.

อย่างไรก็ตามราคา Accord รุ่นใหม่นั้นยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดย Honda ประเทศไทยคาดว่ารุ่น Turbo EL จะเริ่มต้นไม่เกิน 1.50 ล้านบาท ส่วนรุ่น Hybrid นั้นจะเริ่มต้นไม่เกิน 1.65 ล้านบาท และ Hybrid Tech เริ่มต้นไม่เกิน 1.80 ล้านบาท โดยตั้งแต่นี้สามารถจองสิทธิ์ซื้อได้ และรถจะพร้อมส่งมอบทันทีช่วยกลางเดือนพ.ค.

สรุป

เรียกว่างงกันพอสมควร เพราะสุดท้ายแล้วถึงเป็นการเปิดตัวรุ่นใหม่ แต่ราคาก็ยังไม่เป็นทางการอยู่ดี โดย Honda ประเทศไทย อ้างว่า Accord เป็น Global Model ทำให้รุ่นที่ผลิตในไทยก็ต้องส่งออกไปต่างประเทศด้วย ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการผลิต ทำให้ราคายังไม่นิ่ง และอนาคตอาจต่ำกว่าที่บอกเบื้องต้นก็ได้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดผลวิจัย: ทัวร์จีนยุคใหม่ ไม่ชอบเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ เน้นหาประสบการณ์แปลกใหม่ เอาคุณภาพเป็นหลัก

Brand Inside - 19 March 2019 - 17:28
คนจีน ทัวร์จีน จีน ท่องเที่ยว พฤติกรรมคนจีนทัวร์จีน Photo: Shuttertsock คนจีนยุคใหม่ ไม่เที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ ชอบแพ็คเก็จทัวร์ที่ออกแบบเอง

บทวิเคราะห์ของ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ อ้างอิงผลสำรวจของ McKinsey ที่เปิดเผยว่า กลุ่มคนจีนอายุ 35 ปีขึ้นไปเริ่มสนใจการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ที่สามารถออกแบบได้ด้วยตนเอง (Private & customized tour) ซึ่งมักจะมีลักษณะที่เฉพาะเจาะจงมาก เช่น ทัวร์ท่องเที่ยวขั้วโลกเหนือ ทัวร์ปีนเขาเอเวอเรสต์ ทัวร์ซาฟารีในแอฟริกา ทัวร์ที่เน้นทานอาหารมื้อหรูในร้านระดับ Michelin Star และชิมไวน์ที่มีชื่อเสียง ทัวร์เจาะลึกด้านสถาปัตยกรรม ฯลฯ

  • แม้ว่าทัวร์ที่ออกแบบเองจะมีราคาสูงกว่าแพ็คเก็จทัวร์ทั่วๆ ไปกว่า 23% แต่ผลวิจัยระบุว่า ตลาดทัวร์ออกแบบเองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในจีน ตรงข้ามกับตลาดกรุ๊ปทัวร์ทั่วไปที่กำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ความน่าสนใจคือ แพ็คเก็จทัวร์ที่ออกแบบเองเป็นรูปแบบทัวร์ที่ไม่ได้ไปเที่ยวกันเป็นหมู่คณะเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา เนื่องจากทัวร์ลักษณะนี้เกิดจากความต้องการท่องเที่ยวเฉพาะในกลุ่มเพื่อนฝูงหรือครอบครัวเท่านั้น ทำให้มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่อกลุ่มไม่มากนัก

  • พูดง่ายๆ ก็คือ คนจีนวัยกลางคนเริ่มเปลี่ยนแปลงรูปแบบการท่องเที่ยวจากกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์ที่เล็กลงและยืดหยุ่นมากขึ้น
คนจีน ทัวร์จีน จีน ท่องเที่ยว พฤติกรรมคนจีนนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ Photo: Shutterstock นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ ชอบหาประสบการณ์แปลกใหม่

ผลสำรวจเดียวกันจาก McKinsey ยังชี้ให้เห็นอีกว่า คนจีนอายุระหว่าง 20-34 ปี นิยมหาประสบการณ์ด้วยตนเองในการเดินทาง ทั้งจุดหมายปลายทาง ที่พัก และตั๋วเครื่องบินที่ขอเลือกด้วยตนเอง

ส่วนกิจกรรมหรือแหล่งท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่ชอบความแปลกใหม่ รวมถึงมักจะจ้างไกด์ท้องถิ่นเพื่อให้นำเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวที่ตนเองสนใจแบบเจาะลึกควบคู่กับการช่วยแก้ปัญหาด้านการสื่อสารเนื่องจากคนจีนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากนั้นก็ชอบที่จะเลือกซื้อแพ็กเกจทัวร์ที่ตนเองสนใจจากบริษัททัวร์ท้องถิ่นเพื่อหาแหล่งท่องเที่ยวที่แปลกใหม่เช่นกัน

พฤติกรรมเปลี่ยน การทำการตลาดก็ต้องเปลี่ยน

EIC เสนอว่า ภาคการท่องเที่ยวไทยควรปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวจีน บริษัทนำเที่ยวขนาดใหญ่อาจปรับเปลี่ยนหรือขยายรูปแบบการดำเนินธุรกิจเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ โดยการนำเสนอกิจกรรมหรือแหล่งท่องเที่ยวที่แปลกใหม่และน่าสนใจในแพ็กเกจทัวร์ ซึ่งอาจเน้นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ชื่นชอบ เช่น กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร การเดินชมตลาดและวิถีชีวิต รวมถึงการได้มีปฏิสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น เป็นต้น

นอกจากนี้ ธุรกิจที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์ขนาดใหญ่อาจขยายฐานลูกค้าและกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนรุ่นใหม่ที่นิยมหาข้อมูล และวางแผนการท่องเที่ยวด้วยตนเองผ่านสื่อออนไลน์ ซึ่งต้องใช้วิธีการทำการตลาดที่ต่างออกไปจากเดิมเพื่อให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ เช่น การโปรโมทสินค้าหรือแหล่งท่องเที่ยวผ่าน Influencer หรือblogger ที่มีชื่อเสียงในกลุ่มวัยรุ่นชาวจีน การฉายคลิปโฆษณาผ่านแพลตฟอร์ม การแชร์วิดีโอออนไลน์ของจีน เป็นต้น ในขณะเดียวกันชุมชนท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจก็สามารถสร้างธุรกิจจากจุดเด่นของตนเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยว และรับประโยชน์จากกระแสการเปลี่ยนพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนจีนได้เช่นกัน

ที่มา – อีเมลประชาสัมพันธ์ EIC ธนาคารไทยพาณิชย์

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เจาะแค่วัยรุ่นไม่พอ! “น้ำดื่มสิงห์” คว้า “ณเดชน์” พรีเซ็นเตอร์ ต้องเป็นแบรนด์ที่ทุกคนรัก

Brand Inside - 19 March 2019 - 17:28

น้ำดื่มสิงห์เปิดเกมรุกตลาดน้ำดื่มตั้งแต่ต้นปี คว้าตัวซุปตาร์ “ณเดชน์ คูกิมิยะ” เป็นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุด โปรโมทเทคโนโลยี Smart Micro Filter อาศัยความแมสในการเข้าถึงคนทุกกลุ่ม

ใช้ความแมสของณเดชน์ ให้ทุกคนรักสิงห์

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่น้ำดื่มสิงห์ได้มีการตลาดที่ดุดันอยู่พอสมควร จากเดิมที่มีแคมเปญเล็กๆ เน้นที่ตัวสินค้า และโปรโมชั่นที่จุดขาย แต่ต้องมาโหมเรื่องการตลาดมากขึ้น เพราะด้วยการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น แบรนด์ใหญ่ๆ ในตลาดอย่าง “คริสตัล” ต่างมีมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นจนเบียดน้ำดื่มสิงห์ไปได้

ในปี 2017 จึงได้เริ่มมีพรีเซ็นเตอร์ในรูปแบบของ Influencer เป็นครั้งแรก พร้อมแคมเปญ A Part of You ตามมาด้วยปี 2018 ที่จัดหนักจัดเต็มทั้งการดึง “เจ้านาย–เจ้าขุน แห่งบ้านวรรธนสินมาเป็นพรีเซ็นเตอร์อย่างเต็มตัว และเป็น Brand Influencer ในแคมเปญออนไลน์

รวมถึงในปีที่แล้วน้ำดื่มสิงห์ยังได้ออกสิงห์ รีวอร์ดที่เป็นลอยัลตี้โปรแกรมครั้งแรก ถือเป็นการเปิดศึกน้ำดื่ม พร้อมที่จะทวงบัลลังก์อย่างเต็มที่

ในปีนี้เปิดต้นปีมาน้ำดื่มสิงห์ก็ได้เปิดแคมเปญใหญ่รับหน้าร้อน พร้อมกับพรีเซ็นเตอร์คนใหม่อย่าง “ณเดชน์ คูกิมิยะ” เรียกว่าเป็นเจ้าพ่อพรีเซ็นเตอร์ คิดอะไรไม่ออกให้บอกณเดชน์

การใช้ณเดชน์เป็นพรีเซ็นเตอร์ในครั้งนี้มีนัยสัคัญในการเปิดตัวเทคโนโลยี Smart Micro Filter เป็นกระบวนการผลิตของสิงห์ ซึ่งจริงๆ มีการใช้มานานแล้ว เพียงแต่ต้องการสร้างการรับรู้ให้มากขึ้น จึงต้องใช้ณเดชน์ในการสร้างการรับรู้

ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด ธุรกิจนอนแอลกอฮล์ บริษัท สิงห์คอร์เปอเรชั่น จำกัด

“ในปีที่ผ่านมาตลาดมีการแข่งขันดุเดือด ทุกแบรนด์มีการตลาด มีการหั่นราคา สิงห์ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์เป็นหลัก มีปรับวิธีการตลาดเพื่อเจาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งตอนนี้เราต้องการโปรโมทว่าเรามีเทคโนโลยีกระบวนการผลิตด้วย Smart Micro Filter ที่ทำให้ได้น้ำตามมาตรฐาน จึงเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่ต้องเป็นคนรักษาสุขภาพ มีความน่าเชื่อถือ พูดแล้วมีคนเชื่อ แล้วเป็นคนที่คนไทยรักทุกกลุ่ม ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่”

ไม่แคร์ที่มีพรีเซ็นเตอร์หลายคน ใช้คนละแคมเปญ

จะเห็นว่าในปีที่แล้วน้ำดื่มสิงห์ได้เลือกใช้เจ้านายจินเจษฎ์ วรรธนะสิน” เป็นพรีเซ็นเตอร์อย่างเต็มตัวครั้งแรก เพราะโจทย์หลักของแบรนด์คือต้องการเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ น้ำดื่มสิงห์เองมีปัญหาเรื่องแบรนด์ที่ดูแก่

ธิติพรเล่าว่า ได้ทำผลสำรวจพบว่าคนที่อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปรู้จึก และดื่มน้ำดื่มสิงห์อยู่แล้ว แต่ยังมีจุดอ่อนกับกลุ่มคนอายุต่ำกว่า 35 ปี จึงต้องเลือกพรีเซ็นเตอร์ที่คุยกับคนกลุ่มนี้ พร้อมมีแคมเปญการตลาดมากมาย หนังสั้นออนไลน์ มิวสิควิดีโอ

อีหทั้งช่วงปลายปียังได้ดึงน้องชายอย่างเจ้าขุนจักรภัทร วรรธนะสิน มาร่วมเป็นครอบครัว Brand Influencer อีกหนึ่งคน

หลังจากที่ได้เปิดตัวณเดชน์เป็นพรีเซ็นเตอร์คนล่าสุดนั้น ก็ยังมีการใช้เจ้านาย กับเจ้าขุนต่อ เพียงแต่จะมีบทบาทที่ต่างกัน มีการสื่อสารที่ต่างกัน เจ้านาย กับเจ้าขุนจะเน้นช่องทางออนไลน์ในการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่

ส่วนณเดชน์จะเน้นที่แคมเปญใหญ่ “ดื่ม…สิ่งที่ใช่ให้ตัวเอง” เป็นการโปรโมทเทคโนโลยีการผลิต เพราะจำเป็นต้องสร้างการรับรู้ในระดับแมส

“น้ำดื่มสิงห์ได้เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ เลยอยากให้คนรู้จักมากขึ้นเลยต้องการใช้ณเดชน์เป็นคนสื่อสาร ส่วนเจ้านายกับเจ้าขุนก็ยังใช้อยู่ แต่อาจจะใช้ในสื่อออนไลน์มากกว่า ไม่กลัวว่าผู้บริโภคจะสับสน แม้จะมีพรีเซ็นเตอร์หลายคนแต่มีการสื่อสารไปในทางเดียวกันตลอด ความหมายไม่ได้แตกต่างกันมาก

ในปีนี้น้ำดื่มสิงห์จึงใช้งบลงทุนที่สูงกว่าปีก่อนๆ เช่นกัน ทุ่มงบถึง 200 ล้าน เพราะเมื่อดึงซุปตาร์เบอร์ใหญ่มาแล้ว จำเป้นต้องเล่นใหญ่ อัดสื่อโฆษณาเยอะ มิเช่นนั้นจะโดนกลืนไปได้ โจทย์สำคัญคือ “ทำให้คนจำได้ว่าณเดชน์ คือน้ำดื่มสิงห์”

ต้องโตกว่าตลาด ครองเบอร์หนึ่งแบบยั่งยืน

สำหรับภาพรวมตลาดน้ำดื่มบรรจุขวด (ขวด PET และขวดแก้ว) ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ในเชิงมีมูลค่าประมาณ 36,000 ล้านบาท เชิงปริมาณรวม 3,300 ล้านลิตร เติบโต 9.3% 

แบ่งตามบรรจุภัณฑ์แบบขวดพีอีที (PET) มูลค่า 34,200 ล้านบาท เชิงปริมาณรวม 3,130 ล้านลิตร หรือคิดเป็นสัดส่วน 95% เติบโต 10% แบบขวดแก้ว (GLASS) มูลค่า1,800 ล้านบาท เชิงปริมาณรวม 170 ล้านลิตร คิดเป็นสัดส่วน 5%

น้ำดื่มสิงห์ยังเป็นเบอร์ 1 ในตลาดด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 21% เพิ่มขึ้น10% ตามด้วยคริสตัล 20.6% เนสท์เล่ 15.2% น้ำทิพย์ 8.3% ช้าง 2.4% และอควาฟิน่า 1.5%

ในปีนี้ได้ตั้งเป้าเติบโต 20% เป็นการเติบโตมากกว่าตลาด และต้องมีส่วนแบ่งการตลาด 23%

สรุป

ในช่วงปีที่แล้วสิงห์ได้มีการตลาดที่เคลื่อนไหวตลอดทั้งปีจริงๆ เรียกได้ว่าไม่ยอมเสียแชมป์ในตลาดไปให้คู่แข่งได้อย่างแน่นอน ปีนี้จึงมีการบุกตลาดตั้งแต่ต้นปี โดยที่การดึงณเดชน์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์จะช่วยให้สร้างการรับรู้มากขึ้นได้ แต่หลายคนก็ยังมองว่าน้ำดื่มจำเป็นต้องมีพรีเซ็นเตอร์หรือไม่ เพราะคนอาจจะหยิบที่ราคาและแบรนด์เป็นประเด็นที่แล้วแต่คนมองจริงๆ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

มาทำความรู้จัก Blind Trust ซึ่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โอนทรัพย์สินให้ดูแลและจัดการ

Brand Inside - 19 March 2019 - 17:12

Brand Inside พามาทำความเข้าใจเรื่องของ Blind Trust ซึ่งกำลังเป็นเรื่องโด่งดังในขณะนี้ และเป็นศัพท์ใหม่ของการเมืองไทยไปแล้วในขณะนี้

ภาพจาก Unsplash

ข่าวที่โด่งดังในช่วงนี้คือเรื่องของ Blind Trust ที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ได้ตัดสินใจโอนทรัพย์สินมูลค่าหลายพันล้านบาทให้กับ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนภัทร จำกัด ดูแลและบริหารสินทรัพย์ให้ โดยเจ้าตัวไม่สามารถสั่งการ หรือยุ่งเกี่ยว จนจะพ้นจากตำแหน่งการเมือง 3 ปีไปแล้ว

Brand Inside พาไปรู้จักกับ Blind Trust ซึ่งเราจะได้ยินคำนี้บ่อยมากขึ้นหลังจากนี้

Blind Trust คืออะไร

Blind Trust ถ้าจะให้อธิบายแบบเข้าใจง่ายๆ คือ กองทรัสต์ที่จัดตั้งขึ้นมา โดยที่ผู้โอนทรัพย์สินเข้ากองทรัสต์นี้จะไม่สามารถควบคุมหรือสั่งการ ให้ทิศทางการลงทุน หรือแม้แต่ที่จะทราบถึงสินทรัพย์ของทรัสต์ที่ลงทุนอยู่ ผลตอบแทนการลงทุนของทรัสต์ ขณะเดียวกันผู้ที่บริหารกองทรัสต์นี้ก็ไม่ทราบได้ว่ากำลังบริหารทรัพย์สินให้กับใคร

สำหรับข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ Blind Trust ในไทยยังไม่มีตัวกฎหมายรองรับโดยเฉพาะ โดยในไทย ทรัสต์ที่ถูกต้องตามกฎหมายคือ กองทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIT เท่านั้น

ประโยชน์ของ Blind Trust คือ แก้ไขปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆ เช่น นักการเมืองอาจมีหุ้นที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของประเทศนั้นๆ เช่น นักการเมืองคนหนึ่งมีนโยบายส่งเสริมนโยบายส่งออกอาวุธ แต่นักการเมืองคนนั้นอาจมีหุ้นของบริษัทผลิตอาวุธ ซึ่งถือว่าเอื้อผลประโยชน์แก่กัน

แล้วนักการเมืองไทยก่อนหน้านี้?

สำหรับกรณีของนักการเมืองไทยส่วนมากแล้วจะใช้บริการบริหารกองทุนส่วนบุคคล หรือที่เรียกว่า Private Fund ซึ่งในรัฐบาลนี้นั้นมีผู้ที่ใช้บริการนี้เช่น

  1. สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
  2. ณรงค์ชัย อัครเศรณี
  3. หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล

ก่อนหน้านี้รัฐบาลของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือแม้แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีนักการเมืองที่ใช้บริการกองทุนส่วนบุคคล  จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ เช่นกัน นอกจากนี้ยังมีนักการเมืองไทยที่ออกมากล่าวว่าเขาเองก็ใช้ Blind Trust ของต่างประเทศคือ กรณ์ จาติกวณิช แต่ปัจจุบันได้เลิกใช้ไปแล้ว เนื่องจากต้องการความโปร่งใส

กรณีของธนาธรหล่ะ?

สำหรับกรณีของ ธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่นั้น อย่างที่ได้กล่าวไปว่า ในประเทศไทยไม่มีกฎหมายรองรับตรงนี้ สิ่งที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ทำนั้นคือโครงสร้างจะเหมือนกับกองทุนส่วนบุคคลมากกว่า โดยได้ให้ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนภัทร จำกัด เป็นผู้บริหารทรัพย์สินให้

แต่สิ่งที่แตกต่างคือเรื่องของ MOU ที่ทำระหว่างหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กับ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนภัทร จำกัด นั้นเป็นการเปิดเผยเงื่อนไขให้ประชาชนได้รับทราบถึงเรื่องนี้ ซึ่งเหมือนกับ Blind Trust ได้แก่

  1. ธนาธรจะไม่สามารถกระทำการใดๆ ที่มีลักษณะเป็นการเข้าไปบริหาร ครอบงำ หรือออกคำสั่งเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินทั้งหมดของตนเองได้
  2. เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน บริษัทจะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลรายละเอียดให้ธนาธร หรือบุคคลอื่นใดได้รับทราบถึงรายละเอียดการบริหารจัดการทรัพย์สินทั้งหมด
  3. บริษัทจะต้องไม่เข้าไปลงทุนเป็นหุ้นส่วนในบริษัทที่เป็นคู่ค้ากับรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานรัฐใดๆ

นอกจากนี้ถ้าหากหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่วางมือจากทางการเมืองแล้ว อีก 3 ปีถัดไปถึงจะสามารถไถ่ถอนสินทรัพย์ทั้งหมดออกมาได้

มุมมองของแวดวงการเงิน

สำหรับมุมมองของแวดวงการเงินนั้นมีความเห็นแตกต่างกันไป เช่น วรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์การจัดการกองทุนรวม บัวหลวง จำกัด ได้โพสต์ว่า “คุณธนาธรทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เพียงแต่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะมีนักการเมืองและรัฐมนตรีหลายคนเขาทำกันอยู่แล้ว ถึงจะไม่ได้ทำในรูปแบบ Blind Trust แต่เนื้อหามิได้ต่างกันและบางท่านก็ทำเข้มงวดกว่า“

ขณะทางด้าน บรรยง พงษ์พานิช ประธาน บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ได้โพสต์ถึงเรื่องนี้ว่า “ผมขอขอบคุณความไว้วางใจที่มอบให้ครับ เราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่ตกลงกันทุกประการ เพื่อให้แยกผลประโยชน์ส่วนตัวออกจากการทำงานด้านการเมือง ซึ่งสำหรับเราเป็นการทำหน้าที่ตามวิชาชีพการจัดการการลงทุนตามปกติ ไม่ได้เป็นการเลือกข้าง เลือกพรรค เราสนับสนุนการสร้างบรรทัดฐานที่ดีเช่นนี้ในการเมืองไทย และยินดีที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวให้กับทุกคน ทุกพรรค ที่มีเจตนาและความตั้งใจจะดำเนินการในลักษณะเดียวกันนะครับ

ที่มาสำนักข่าวอิศรา, หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ, ไทยพีบีเอส, ประชาไท

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แอพฯ Me Claim จาก คปภ. โหลดแล้วเรียกทั้งประกัน-ตำรวจ-เคลมง่าย-แถมลดเบี้ยฯ

Brand Inside - 19 March 2019 - 15:55

ค่ายประกันอยากให้ส่วนลดเบี้ยประกันภัยกับลูกค้า แต่เกณฑ์ของคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดขอบเขตการให้ส่วนลด และของแถมไว้แล้ว ดังนั้นประกันจะให้ส่วนลดเพิ่มขึ้นได้เมื่อ คปภ. อนุญาตเท่านั้น

ล่าสุดคปภ. เตรียมออกประกาศให้คนที่โหลดแอพฯ Me Claim ได้ส่วนลดประกันเพิ่ม

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คปภ. เปิดตัวแอพฯ Me Claims ให้เคลมรถง่าย แถมได้ส่วนลดเบี้ยประกันภัย

สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บอกว่า คปภ.เปิดตัวแอพพลิเคชั่น Me Claim สำหรับการแจ้งเคลมประกันภัยรถยนต์ ดาว์นโหลดแอพฯ เดียวสามารถเคลมประกันได้หลายค่าย ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุรถชน ประชาชนสามารถคลิกในแอพฯ แจ้งทั้งบริษัทประกันภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พร้อมกัน เพราะในแอพฯ จะเชื่อมระบบการแจ้งเหตุ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ชื่อแอพฯ “Police i Lert u” 

ปัจจุบันแอพฯ Me Claim เปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนและทดลองใช้ได้แล้ว แต่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 เม.ย. 2562 ซึ่งลูกค้าที่ทำสัญญาประกันภัยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2562 จะสามารถใช้งานได้เช่นกัน

“คปภ. เตรียมออกประกาศแก้ไขให้บริษัทประกันภัยอาจให้ ส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัย เมื่อมีลูกค้าทำประกันภัยรถยนต์กับบริษัท และมีการใช้แอพพลิเคชั่นสำหรับการแจ้งอุบัติเหตุรถยนต์ของ สำนักงาน คปภ.”

ทั้งนี้แอพฯ Me Claim ต่อยอดจากโครงการ “Knock for Knock” (ชนแล้วแยก) ซึ่งลูกค้าบริษัทประกันภัยต่างๆ เมื่อเกิดเหตุรถชน สามารถ่ายรูปรอย และความเสียหายที่เกิดขึ้น แล้วสามารถเดินทางต่อได้เลย

สรุป

ปัญหาของการเคลมประกันภัยรถยนต์คือ เมื่อเกิดปัญหาต้องรอพนักงานจากบริษัทประกันภัยวิ่งมาหาถึงที่ แต่พอมี แอพฯ Knock for Knock ขึ้นมาก็ใช้ได้เฉพาะบางบริษัท และใช้ได้เฉพาะกรณีรถชนกับรถด้วยกันเท่านั้น ดังนั้น Pain Point ของคนใช้ประกันก็ยังมีต่อไป ต้องรอดูว่าแอพฯ ใหม่ Me Claim จะมีค่ายประกันไหนเข้าร่วมทั้งหมดเมื่อไร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

นักการตลาดต้องรู้ Facebook จะเปลี่ยน Metrics ใหม่ในการลงโฆษณา ภายในเดือนเมษายนนี้

Brand Inside - 19 March 2019 - 14:09
 ShutterstockFacebook Ads Photo: Shutterstock Metrics แบบเดิมที่ใช้คืออะไร?

ปัจจุบัน Facebook ใช้ Metric หรือเครื่องมือในการจัดการโฆษณาบนแพลตฟอร์มโดยใช้สิ่งที่เรียกว่า “Relevance Score” โดยจะคำนวณจากการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่าน conversion rate เช่น อัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์ รวมถึงฟีดแบ็คต่างๆ ของโฆษณาชิ้นนั้น

แต่ทั้งนี้ Relevance Score เป็น Metrics ที่นักการตลาดตั้งคำถามมาโดยตลอดถึงความแม่นยำ เนื่องจากบางครั้งได้คะแนน Relevance Score สูง แต่ความสำเร็จของแคมเปญสวนทางกัน

Facebook รับรู้ปัญหานี้ดี และทดลองหาทางแก้ไขมาสักพักแล้ว โดยล่าสุด Facebook ประกาศแล้วว่า นับตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2019 เป็นต้นไป Facebook จะยกเลิก Relevance Score แล้วหันไปใช้ Metrics รูปแบบใหม่

Metrics ใหม่ที่ใช้คืออะไร?

Metrics ใหม่ที่ใช้ในการจัดการโฆษณาของ Facebook จะมีทั้งหมด 3 ตัวหลักๆ ได้แก่

  1. Quality ranking คือ การจัดคุณภาพของโฆษณา โดย Facebook จะทำการเปรียบเทียบกับโฆษณาที่มีความใกล้เคียงกัน เช่น เป้าหมายของโฆษณาชิ้นนั้นๆ เพื่อทำการจัดอันดับคุณภาพของโฆษณาให้แม่นยำขึ้น
  2. Engagement rate ranking คือ การเปรียบเทียบอัตราส่วนของการมีส่วนร่วม (engagement) ของโฆษณานั้นๆ ในหมวดที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เพื่อทำการจัดอันดับให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของโฆษณาในตลาด
  3. Conversion rate ranking คือ การเปรียบเทียบอัตราส่วนของการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่าน conversion ของโฆษณานั้นๆ ในหมวดที่มีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เพื่อทำการจัดอันดับให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของโฆษณาในตลาดอย่างละเอียด

โดยสรุปคือ Metrics ใหม่ที่ Facebook จะใช้เพื่อจัดการโฆษณาภายในเร็วๆ นี้ จะมีความละเอียด แม่นยำ และเข้าใกล้ความเป็นจริงในการทำการตลาดมากกว่าเดิมนั่นเอง แน่นอนว่าหากดูจากมุมของนักการตลาด เชื่อว่า Metrics ใหม่จะเป็นประโยชน์มากกว่าเดิมอย่างมาก แต่ในเมื่อยังไม่ได้เปิดให้ใช้งานได้จริง คงต้องรอติดตามดูว่าจะมีประโยชน์กว่าเดิมมากแค่ไหนเมื่อเปิดให้ใช้งานจริง

ที่มา – Facebook, Wersm

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Midea เปิดเกมรุกตลาดไทย เดินหน้าสู่แบรนด์แอร์ Top 3 ใน 5 ปี  

Brand Inside - 19 March 2019 - 00:35

Midea แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่สัญชาติจีน เดินหน้าทำตลาดอย่างหนักในไทยในปี 2562 เปิดไลน์อัพสินค้าแอร์อินเวอร์เตอร์กว่า 20 รุ่น ดันขึ้น Top 3 ให้ได้ภายใน 5 ปี

ทำความรู้จัก Midea แอร์เบอร์ 2 จากแดนมังกร

ถ้าพูดถึงแบรนด์ Midea ในประเทศไทยอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่สำหรับในประเทศจีนแล้วถือว่าเป็นแบรนด์ใหญ่แบรนดหนึ่ง ซึ่งไมเดีย กรุ๊ป คือบริษัทผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ของจีน มีไลน์การผลิตครอบคลุมทุกประเภทสินค้า ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2511 ปัจจุบันมีโรงงานผลิต 18 แห่งในจีน และอีก 15 แห่งในต่างประเทศ มีพนักงานราว 1.3 แสนคนทั่วโลก มีการส่งออกสินค้าไปมากกว่า 200 ประเทศ

ไมเดีย กรุ๊ปถูกจัดอันดับโดยนิตยสาร Fortune Global 500 ประจำปี 2561 ให้เป็นบริษัทที่มีรายได้จากการประกอบการสูงสุดลำดับที่ 323 ของโลก ทั้งยังถูกจัดอันดับโดยนิตยสาร Forbes Global 2000 ประจำปี 2561 ให้เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกลำดับที่ 245 ในด้านรายได้ กำไร ทรัพย์สิน และมูลค่าทางการตลาด นอกจากนี้ยังถูกจัดให้อยู่ลำดับที่ 138 ภายในรายงานประจำปีด้านแบรนด์ทรงคุณค่าที่สุดของโลก ประจำปี 2562 โดย Brand Finance

เฮนรี เฉิน ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศประจำภูมิภาคอาเซียน บริษัท ไมเดีย
เรซิเดนท์เชียล แอร์ คอนดิชันเนอร์ โอเวอร์ซี เซลส์ คอมพานี ประเทศจีน กล่าวว่า

“ในส่วนของสินค้าเครื่องปรับอากาศ ไมเดีย กรุ๊ป ถือว่าเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่สุดของโลก ซึ่งมีมาร์เก็ตแชร์ของกลุ่มเครื่องปรับอากาศใช้ภายในบ้าน (Residential Air Conditioner หรือ RAC) สูงถึง 28% เป็นอันดับสองในตลาดจีน และส่งออก 24% นับเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่ง ส่วนเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ (Commercial Air Conditioner หรือ CAC) ที่ใช้ในออฟฟิศ อาคารสำนักงาน โรงแรม โรงพยาบาล หรือทาวน์โฮม ไมเดีย กรุ๊ปก็ยังครองส่วนแบ่ง 11.5% ในตลาดจีน และส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วน 20%”

เฮนรี เสริมว่า ปัจจัยที่ทำให้ไมเดีย กรุ๊ป เป็นผู้นำตลาดสินค้าเครื่องปรับอากาศ คือการที่บริษัทฯ มีเทคโนโลยี การผลิตอันทันสมัย มีการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง มีโรงงานผลิตส่วนประกอบสำคัญทุกส่วน เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นคอมเพรสเซอร์ แผงคอยล์ มอเตอร์ และแผงวงจร และด้วยจำนวนโรงงานผลิตมากถึง
6 แห่งในจีน และอีก 5 แห่งในต่างประเทศ

ทำให้มีกระบวนการผลิตขนาดใหญ่และครบวงจรที่สุด สามารถรองรับ การผลิตสินค้าเครื่องปรับอากาศได้ทุกประเภท ทั้งแบบแยกส่วน แบบเคลื่อนที่ แบบเครื่องดูดความชื้น แบบติด หน้าต่าง แบบตั้งพื้น แบบ Light Commercial หรือเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ และแบบเครื่องกรองอากาศ ได้ถึงปีละ 67 ล้านเครื่อง

“ในช่วงสามปีที่ผ่านมา เครื่องปรับอากาศใช้ภายในบ้าน (RAC) ของ Midea สามารถทำยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดจีนและตลาดโลก โดยในปี 2560 สามารถขายได้ทั้งสิ้น 38 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นถึง 40.7% ไมเดีย กรุ๊ป ยังได้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายขึ้นอีก 30% สำหรับตลาดอาเซียนภายในปี 2562 ปัจจุบันได้เข้ามาทำการตลาดแล้วใน 9 ประเทศ ทั้งในรูปแบบการเปิดบริษัทสาขาและผ่านตัวแทนจำหน่าย”

น้องใหม่ในไทย ตั้งเป้าเบียดแบรนด์ญี่ปุ่น เกาหลี ขึ้น Top 3 ใน 5 ปี

สำหรับในประเทศไทยแล้ว Midea มีทำตลาดในกลุ่มของเครื่องปรับอากาศเป็นส่วนใหญ่ จริงๆ ได้เข้ามาทำตลาดได้ 10 ปีแล้ว แต่เป็นโมเดลจำหน่ายผ่านดิวทริบิวเตอร์ จากนั้นทางบริษัทแม่ได้เริ่มเข้ามาทำการตลาดอย่างจริงจังในไทยตั้งแต่ปี 2559 ตอนนี้มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 2.2%

การที่ Midea เข้ามาทำตลาดในไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับแบรนด์ “โตชิบ้า” เป็นที่ทราบกันดีว่า Midea ได้เข้าถือหุ้นในโตชิบ้าในส่วนของธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ามาหลายปีแล้ว ซึ่งโตชิบ้าได้ทำหลายธุรกิจทั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พลังงาน รถไฟขนาดใหญ่ ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ามีสัดส่วนรายได้เพียงแค่ 5% เท่านั้น และทาง Midea ก็ได้ซื้อในส่วนของ 5% นั้น

ส่วนในประเทศไทย บริษัท โตชิบ้าไทยแลนด์ มีสัดส่วนการถือหุ้นแบ่งเป็นคนไทย 51% และอีก 49% เป็นโตชิบ้า ประเทศญี่ปุ่น เท่ากับว่าทาง Midea ได้สัดส่วน 49% นั้นไป

โทนี่ หลิว ผู้จัดการอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ ประจำประเทศไทย เล่าว่า

“ถึงแม้ตลาดเครื่องปรับอากาศของไทยระหว่างปี 2560 – 2561 จะมีอัตราการเติบโตที่ติดลบถึง 8.3% เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศไม่ได้ร้อนตามที่คาดการณ์ แต่ Midea กลับเติบโตสวนทางเพิ่มขึ้น 54% ในปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ทั้งการขยายช่องทางการขายอย่างต่อเนื่อง การสร้างแบรนด์ผ่านการตลาด รวมถึงการให้บริการหลังการขาย จึงทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นมากขึ้น”

ความท้าทายของ Midea ก็คือการที่เป็นแบรนด์น้องใหม่ ต้องต่อสู้กับแบรนด์ใหญ่จากญี่ปุ่น และเกาหลีที่ทำตลาดในไทยมานานหลาย 10 ปีแล้ว อีกทั้งเรื่องภาพลักษณ์ที่เป็นสินค้าแบรนด์จีนก็มีส่วนสำคัญ ต้องสร้างการรับรู้แก่ผู้บริโภค แต่ยุคนี้พบว่าผู้บริโภคคนไทยเปิดรับกับแบรนด์จีนมากขึ้นแล้ว เห็นได้จากสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเป็นโอกาสสำหรับ Midea เช่นกัน

อีกทั้งการแข่งขันในประเทศไทยมีแบรนด์แอร์ถึง 71 แบรนด์ เป็นแบรนด์ที่ขึ้นทะเบียนกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แต่ผู้นำตลาดอย่างมิตซูบิชิได้ครองส่วนแบ่งตลาดไปแล้ว 25% รองลงมาเป็นไดกิ้น 20% และพานาโซนิค 10% ส่วนอันดับที่เหลือเป็นตัวเลขไม่หนีกันมาก

กางแผน 4 กลยุทธ์ มัดใจผู้บริโภคคนไทย

ปีนี้เป้นปีที่ Midea ทำการตลาดอย่างหนักในไทยมากขึ้น เพื่อสร้างแบรนด์เป้นที่รับรู้ในวงกว้าง โดยได้โฟกัสที่กลยุทธ์ 4 อย่าง ได้แก่

  1. สินค้า ในปีนี้ได้เปิดตัวถึง 5 ซีรีย์ กว่า 20 รายการ ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศใช้ภายในบ้าน และกลุ่มเชิงพาณิชย์ โดยจะเน้นไปที่รุ่นที่เป็นระบบอินเวอร์เตอร์เป็นหลัก จากเดิมมีแค่สินค้ากลุ่มเดียวเท่านั้น Midea สามารถออกสินค้าใหม่ได้บ่อย เพราะได้อานิสงส์จากประเทศจีนที่มีประชากรเยอะ เปลี่ยนสินค้าได้มากมาย เป็นโมเดลที่เปลี่ยนได้บ่อย
  2. Display หรือจุดขาย ในปี 2561 มีกว่า 150 จุด ในปี 2562 จะเพิ่มอีกกว่า 100 จุด Midea ได้ใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมืองเริ่มเปิดจุดขายในต่างจังหวัดก่อน ปีนี้จะเริ่มเข้าในกรุงเทพฯ มากขึ้น
  3. Branding การตลาด การสร้างแบรนด์ ได้ใช้งบลงทุน 12% ของรายได้ และมีโรดโชว์แคมเปญตามต่างจังหวัด 5-6 ที่ มีกิจกรรมภายในร้าน มีการลงสื่อโฆษณาบิลบอร์ด สื่อทรานซิส หนังสือพิมพ์ วิทยุ และสื่อออนไลน์
  4. Personal Consultant หรือผู้ให้คำปรึกษา และช่างติดตั้ง เป้นส่วนที่มีความสำคัญอย่างมากในตลาดแอร์ เพราะแอร์แตกต่างจากสินค้าอื่นๆ ที่เป็น Plug and Play หรือเสียบปลั๊กแล้วใช้งานได้เลย ซึ่งแอร์ต้องมีคนติดตั้ง ลูกดค้าจะเชื่อช่างมากกว่าโฆษณา จึงต้องทำการตลาดกับช่างติดตั้ง จัดเทรนนิ่ง จัดงานเลี้ยงให้ช่าง สร้างความเชื่อมั่นให้ช่าง

โรดแมปสู่เบอร์ 3 ใน 5 ปี

ในส่วนเป้าหมายสำหรับเครื่องปรับอากาศแบรนด์ Midea โทนี่ เปิดเผยว่า ตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้นจาก ปี 2561 ไว้ที่ 74% ทั้งยังตั้งเป้าที่จะปั้นแบรนด์เครื่องปรับอากาศ Midea ให้ติดท็อป 3 ของไทยภายใน 5 ปี

โดยในปีนี้ มีเป้ามาร์เก็ตแชร์เพิ่ม เป็น 4.5% ในปีต่อไป 2563 จะเน้นเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเพิ่มมาร์เก็ตแชร์เป็น 7% ส่วนปี 2564 บริษัทฯ​ มีเป้าที่จะขยับเพิ่มมาร์เก็ตแชร์เป็น 9% โดยจะเน้นสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นในแบรนด์ ให้มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับ รวมถึงอัพเกรดสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด

และในปี 2565 บริษัทฯ มีแผนที่จะยกระดับ เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายและขั้นตอนการกระจายสินค้าทั่วประเทศให้ทันสมัยยิ่งขึ้น รวมถึงทำกิจกรรมการตลาด การส่งเสริมการขาย และการสร้างแบรนด์ โดยตั้งเป้ามาร์เก็ตแชร์เพิ่มเป็น 13%

สรุป

แบรนด์สินค้าจากประเทศจีนเริ่มเข้ามาตีตลาดในไทยหนักมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้มาจากการที่คนไทยเปิดรับแบรนด์จีนมากขึ้น ให้ความเชื่อมั่นมากขึ้น ต้องจับตาดูต่อไปว่า Midea จะเอาชนะใจคนไทยก้าวขึ้นเป็นแบรนด์แอร์ระดับท็อปๆ ได้หรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

CEO คนใหม่ของ Walmart Japan กล่าวว่า “กิจการในประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้มีไว้ขาย”

Brand Inside - 18 March 2019 - 21:50

หลังจากที่ Brand Inside เคยได้เสนอข่าวที่ว่า Walmart สนใจที่จะขายธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นอย่าง Seiyu ออกไปนั้น ล่าสุดผู้บริหารของ Walmart Japan ได้กล่าวว่า Seiyu ไม่ได้มีไว้ขาย

วอลมาร์ทซึ่งเป็นเจ้าของกิจการเซยูในประเทศญี่ปุ่น – ภาพจาก Shutterstock

CEO คนใหม่ของ Walmart Japan ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการค้าปลีกในประเทศญี่ปุ่นอย่าง ซูเปอร์มาร์เก็ต Seiyu ได้กล่าว บริษัทจะไม่มีทางที่จะขายกิจการ Seiyu อย่างเด็ดขาด ปิดประตูข่าวลือในปีก่อนหน้านี้ที่ว่าทาง Walmart นั้นมีความคิดที่อยากจะขายกิจการในประเทศญี่ปุ่นออกไป

Lionel Desclee ซึ่งเป็น CEO คนใหม่ของ Walmart Japan กล่าวกับสื่อในประเทศญี่ปุ่นครั้งแรกว่า “ผมเองได้รับตำแหน่งนี้ไม่ได้มาเพื่อที่จะขายกิจการในประเทศญี่ปุ่น (Seiyu) อย่างแน่นอน” ก่อนหน้าที่จะมารับงานที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น เจ้าตัวเป็นผู้บริหารในกิจการค้าปลีกอาหารในทวีปยุโรปอย่าง Delhaize Group

Seiyu ก่อตั้งในปี 1956 โดย Seibu Group และขยายกิจการมาเรื่อยๆ จนมาพบกับจุดจบเนื่องจากหนี้ของบริษัทที่สูงและปัญหาอื่นๆ ในช่วงยุค 1990 แถมยังเป็นช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจญี่ปุ่นด้วย ก่อนที่ Walmart จะเริ่มลงทุนในปี 2002 และเป็นกิจการของ Walmart เต็มรูปแบบในปี 2008

ผู้ที่สนใจซื้อกิจการของ Seiyu ก่อนหน้านี้มี Don Quijote ที่ประกาศว่าสนใจที่จะซื้อกิจการของ Seiyu แต่ขึ้นอยู่กับว่า Walmart จะขายกิจการจริงๆ หรือไม่ โดยนักวิเคราะห์ประเมินว่ากิจการของ Seiyu มีมูลค่าประมาณ 3-5 แสนล้านเยน

ที่มาReuters, Channel News Asia

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ลือสนั่น Constellation Brands เตรียมขายแบรนด์ไวน์ราคาถูก เพราะตลาดเปลี่ยน

Brand Inside - 18 March 2019 - 20:02

เมื่อคลื่นลมเปลี่ยน ทิศทางก็เปลี่ยน เมื่อมีข่าวลือว่าบริษัทผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของสหรัฐเมริกา เตรียมขายแบรนด์ไวน์ราคาถูกออกไปให้กับบริษัทอื่น แล้วหันไปทุ่มกับเครื่องดื่มประเภทอื่น เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม

ภาพจาก Pixabayภาพจาก Pixabay

สำนักข่าว CNBC ของสหรัฐอเมริกา รายงานข่าวลือว่า Constellation Brands บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มจากสหรัฐอเมริกา ที่โด่งดังจากเบียร์ Corona ใกล้บรรลุข้อตกลงการขายแบรนด์ไวน์ราคาถูกออกไปให้กับบริษัท E. & J. Gallo บริษัทผู้ผลิตไวน์รายใหญ่ของอเมริกาจากรัฐแคลิฟอร์เนีย

ไวน์ที่จะถูกขายออกไปเป็นแบรนด์ไวน์ราคาถูกทั้งหมด เช่น Clos du Bois, Mark West และ Arbor Mist ที่บริษัทเริ่มหาบริษัทซื้อตั้งแต่ปีที่แล้ว ตามรอยของการขายแผนกผลิตไวน์ที่แคนาดา (เช่น Inniskillin) ให้กับ Canopy Growth บริษัทด้านกัญชาของแคนาดา

การขายในครั้งนี้เกิดจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปดื่มเบียร์และไวน์ในกลุ่มราคาแพงมากขึ้น รวมถึงเน้นสุขภาพและผลิตภัณฑ์ทางเลือกอย่างกัญชา ขณะที่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials มีอำนาจในการซื้อน้อยลง เนื่องจากเข้าทำงานช้ามากขึ้น ทำให้ผลประกอบการสินค้ากลุ่มเบียร์เพิ่มขึ้น แต่สำหรับไวน์ราคาถูกกลับลดลง

ทั้งสองบริษัทออกมาปฎิเสธให้ความเห็นกับข่าวลือนี้ อย่างไรก็ตาม ซีอีโอของ Constellation Brands ออกมายืนยันเมื่อเร็วๆ นี้ว่าธุรกิจไวน์ราคาแพง (ราคามากกว่า 11 ดอลลาร์) ยังมียอดขายที่ดีและสร้างกำไรได้ ทำให้ความน่าจะเป็นที่บริษัทจะขายผลิตภัณฑ์ส่วนนี้ออกไปมีน้อย

อนึ่ง E. & J. Gallo เป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีแบรนด์ไวน์ที่ใหญ่และสำคัญในครอบครองจำนวนหนึ่ง เช่น Barefoot, Gallo Family รวมถึงเป็นผู้แทนจำหน่ายไวน์ต่างประเทศอย่าง Allergrini, Clarendon Hills, Brancaia ด้วย

ที่มา – CNBC, ข้อมูลประกอบ – CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“น๊อต” ขาดตลาด ทำให้การก่อสร้างโครงการต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นถึงกับล่าช้า รัฐบาลกำลังหาทางแก้ไข

Brand Inside - 17 March 2019 - 17:41

น๊อตสำหรับงานก่อสร้างในประเทศญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาขาดแคลนอย่างหนัก ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นก็กำลังหาวิธีแก้ปัญหาไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้ผู้ผลิตในประเทศคงการผลิต รวมไปถึงการนำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้

น๊อตสำหรับงานก่อสร้างขาดแคลนอย่างหนักในประเทศญี่ปุ่น – ภาพประกอบจาก Unsplash

น๊อตสำหรับงานก่อสร้าง โดยเฉพาะประเภทความแข็งแรงสูง กำลังขาดแคลนสินค้าอย่างหนักในประเทศญี่ปุ่นในขณะนี้ โดยคาดว่าจะเหลือเพียงพอสำหรับการก่อสร้างอีกประมาณแค่ 1 เดือนครึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจทำให้การก่อสร้างในญี่ปุ่น เช่น อาคารสูง รวมไปถึงสนามกีฬาในโอลิมปิก 2020 ที่จะจัดขึ้นในกรุงโตเกียว ต้องล่าช้าออกไปอีก

ผลสำรวจนี้เกิดขึ้นจากการสำรวจของรัฐบาลญี่ปุ่นเมื่อไตรมาส 3 ของปีที่ผ่านมา มีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 305 บริษัท โดยกว่า 83% ของผู้สำรวจกังวลถึงเรื่องน๊อตขาดแคลนอย่างหนัก และต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้

ความเดือดร้อนนี้ยังลามไปถึง สนาม Egao Kenko ในเมืองคุมาโมโต้ ยังประสบปัญหาน๊อตขาดแคลนอีก 2,000 ตัว สำหรับเอาไว้ติดจอแสดงผล ซึ่งควรที่จะแล้วเสร็จเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ก็ต้องเลื่อนเนื่องจากปัญหานี้ โดยสนามนี้จะไว้ใช้ในการจัดการแข่งขันรักบี้ชิงแชมป์โลกปี 2019 ซึ่งจะจัดในช่วงไตรมาส 3 ที่จะถึงนี้

การแก้ไขของรัฐบาลญี่ปุ่นคือสั่งให้บริษัทผู้ผลิตน๊อตภายในประเทศญี่ปุ่นที่มีไม่กี่บริษัท ให้คงกำลังการผลิตสูงสุดแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ แถมโรงงานที่ผลิตน๊อตคุณภาพสูงเหล่านี้ยังมีเครื่องจักรที่ไม่สามารถเพิ่มกำลังได้มากกว่านี้

ทางออกอีกทางของรัฐบาลญี่ปุ่นทางที่สองคือ เตรียมเปิดทางให้สามารถนำเข้าน๊อตสำหรับงานก่อสร้างจากประเทศเกาหลีเพิ่มเติม แต่ก็ยังอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นถ้าหากรอน๊อตสำหรับงานก่อสร้างส่งมาส่งจากต่างประเทศอาจต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน เนื่องจากต้องรอการผลิตตามคิวการสั่งซื้อ

ที่มาEleven Media

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Uber เตรียม IPO เดือนเมษายนนี้ นักวิเคราะห์คาดมูลค่ากิจการจะสูงถึง 3.1 ล้านล้านบาท

Brand Inside - 17 March 2019 - 16:13

Uber ยักษ์ใหญ่ด้านบริการเรียกรถ เตรียมที่จะ IPO ในเดือนเมษายนนี้ และเตรียมที่จะเดินสาย Roadshow เพื่อที่จะระดมทุนจากสถาบันการเงินอีกด้วย

อูเบอร์เตรียมที่จะไอพีโอภายในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้แล้ว – ภาพจาก Shutterstock

รายงานจาก Reuters ที่อ้างอิงแหล่งข่าวไม่ระบุตัวตนว่า Uber กำลังที่จะเตรียมตัว IPO ในช่วงเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ โดยนักวิเคราะห์คาดว่ามูลค่ากิจการของ Uber จะสูงถึง 100,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากก่อนหน้านี้มูลค่าบริษัทอยู่ที่ประมาณ 76,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

แหล่งข่าวได้กล่าวว่า Uber เตรียมที่จะเปิดเผยเอกสารไฟลิ่ง (ที่เรียกว่าเอกสาร S-1) หลังจากที่บริษัทได้ยื่นให้กับ ก.ล.ต. ของสหรัฐอเมริกาในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยการยื่นเอกสารไฟลิ่งของ Uber เป็นแบบความลับ โดยสามารถเปิดเผยได้ 15 วันก่อนที่จะมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

หลังจากนี้ Uber เตรียมที่จะเดินสายพบกับนักลงทุนรายใหญ่ เช่น กองทุน สถาบันการเงิน ในสหรัฐ เพื่อที่จะทำให้บริษัทสามารถระดมทุนให้ได้มากที่สุด แต่ Uber ยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขสุดท้ายของการระดมทุนว่าต้องการเม็ดเงินเท่าไหร่ โดยในปีที่ผ่านมา Uber มีรายได้ทั้งสิ้น 11,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ขาดทุนจากการดำเนินงาน 3,300 ล้านเหรียญสหรัฐ

ที่มาReuters, Fortune

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages