HONDA ส่ง CR-V ใหม่ มีทั้งดีเซล-เบนซิน เกียร์ไฟฟ้ากดสวิตซ์เปลี่ยนได้ ราคาเริ่มต้น 1,399,000 บาท

Brand Inside - 4 hours 44 min ago

ด้วยความพยายามที่จะยกระดับรถในกลุ่ม SUV ให้ดูล้ำสมัย HONDA ส่ง CR-V ใหม่ 4 ตัวด้วยกัน มีทั้งรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์แบบพรีเมี่ยม แถมยังเปิดตัวที่ไทยเป็นที่แรกในภูมิภาค ส่วนรุ่นใหม่นี้มีความพิเศษหลายจุด เช่น เปลี่ยนเกียร์ได้ด้วยการกดสวิซต์ ฝากระโปรงท้ายรถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า โดยคาดว่าปีนี้ยอดขายรถ SUV ของ HONDA ทั้งหมดจะพุ่งไปถึง 75,000 คัน

ก้าวสู่รุ่นที่ 5 ของ CR-V ยังคงสไตล์แข็งแกร่ง แต่หรูหรา

ผ่านไปกว่า 20 ปี HONDA ส่ง CR-V มาทั้งหมด 4 รุ่นแล้ว โดยรุ่นที่ 1 ออกมาตั้งแต่ปี 2539 ส่วนรุ่นที่ออกใหม่ล่าสุดในปี 2017 นี้ถือเป็นรุ่นที่ 5 ด้านสไตล์ยังคงเหมือนเดิมคือเป็นรถ SUV ที่ต้องดูดี แข็งแกร่ง และหรูหรา ส่วนการพัฒนามาถึงรุ่นที่ 5 นี้ สิ่งที่ HONDA นำเสนอคือ มีทั้งรุ่นที่ใช้ดีเซลและเบนซิน และมาพร้อมกับความพรีเมี่ยมล้ำสมัย

เกียร์อัตโนมัติเปลี่ยนได้ด้วยการกดสวิตซ์

4 รุ่นที่ออกมาใหม่นี้ 2 รุ่นเป็นดีเซล และอีก 2 รุ่นเป็นเบนซิน สำหรับรุ่นดีเซลจะใช้เครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC DIESEL TURBO 4 สูบ พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด และเปลี่ยนเกียร์ได้ด้วยการกดสวิตซ์ (Shift by Wire) รุ่นนี้ให้กำลังสูงสุดถึง 160 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตัน-เมตรที่ 2,000 รอบต่อนาที ซึ่งเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ และให้ทั้งอัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่สูงถึง 18.9 กิโลเมตร/ลิตร

ส่วนรุ่นเบนซิน จะใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร DOHC i-VTEC 4 สูบ ให้กำลังสูงถึง 173 แรงม้าที่ 6,200 รอบต่อนาที ด้วยแรงบิดสูงสุดที่ 224 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ผสานการทำงานกับเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อมรองรับพลังงานทางเลือก E85

คำโฆษณารอบนี้คือ “พร้อมนำคุณไปได้ไกลอย่างที่คุณจินตนาการ”

ในรอบสื่อมวลชน การเปิดตัวรถเป็นไปอย่างอลังการ จำลองเสมือนให้ไปอยู่บนดาวดวงไหนสักแห่ง เพราะ HONDA ต้องการบอกว่า รถคันนี้พาคุณไปได้ทุกที่เท่าที่คุณจะจินตนาการ

นอกจากนั้นสิ่งที่น่าสนใจของ CR-V รุ่นใหม่ทั้ง 4 ตัวที่เปิดมานี้คือ มาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์แบบพรีเมียม เช่น ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดอัตโนมัติแบบไฟฟ้าด้วยระบบแฮนด์ฟรี (Hands-free Power Tailgate) พร้อมควบคุมการเปิด-ปิดด้วยรีโมท และสามารถปรับระดับความสูงของการเปิดฝากระโปรงท้ายได้ตามต้องการ ส่วนห้องโดยสารก็กว้างขวางตามสไตล์ SUV แต่รอบนี้มาพร้อมเบาะนั่ง 3 แถว 7 ที่นั่งเพื่อรองรับผู้โดยสารและการใช้งานได้หลากหลาย

ที่น่าตื่นตื่นใจยังมี ระบบตรวจจับความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ (Driver Attention Monitor) ที่ระบบจะแจ้งเตือนหากผู้ขับมีประสิทธิภาพในการขับน้อยลง จะสั่นเตือนที่พวงมาลัย นอกจากนั้นยังมีระบบเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ (Agile Handling Assist) ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold (Automatic Brake Hold) อีกด้วย

โดยราคาของทั้ง 4 รุ่น แยกออกมาได้ดังนี้
ตัวเครื่องยนต์ดีเซล
– รุ่น DT EL 4WD ราคา 1,699,000 บาท
– รุ่น DT E ราคา 1,549,000 บาท
ตัวเครื่องเบนซิน
– รุ่น 2.4 EL 4WD ราคา 1,549,000 บาท
– รุ่น 2.4 E ราคา 1,399,000 บาท

ส่วนสีมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาวออร์คิด(มุก) สีดำคริสตัล(มุก) สีเทาโมเดิร์นสตีล(เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์(เมทัลลิก) และสีใหม่คือ สีเขียวดาร์กโอลีฟ(เมทัลลิก)

ใครสนใจอยากสัมผัสรถตัวจริง ไปได้ ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม – 9 เมษายน 2560 แต่ถ้าจะไปที่โชว์รูม รุ่นเครื่องยนต์เบนซินจะมีตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2560 ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล จะมีตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 หรือลองไปดูในนี้เว็บไซต์กันก่อน เว็บไซต์ฮอนด้าซีอาร์วี

สรุป

HONDA เปิดตัว CR-V รุ่นใหม่เป็นรุ่นที่ 5 มีทั้งเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซิน รอบนี้ยังมาพร้อมความพรีเมี่ยมที่มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา แต่ที่น่าสนใจคือ ปกติ HONDA จะพัฒนารุ่น SUV โดยมองตลาดในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก การมาเปิดตัวที่ไทยเป็นที่แรกในภูมิภาค หมายความว่า ยังมองเห็นศักยภาพแรงซื้อในตลาดของไทย เพราะที่สำคัญคือ กว่า 60 % ของตลาดรถ SUV ในไทยก็เป็นของ HONDA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เกมไม่ใช่แค่สนุก Garena มองตลาดเกมไทยติดท็อป 20 ของโลก หลัง eSport ปั๊มเงินสะพัด 9,000 ล้านบาท

Brand Inside - 5 hours 11 min ago

eSport หรือการแข่งขันเกมต่างๆ กลายเป็นที่จับตามองในประเทศไทย เพราะกีฬารูปแบบนี้สามารถหาเลี้ยงตัวเองเป็นอาชีพได้ และปัจจัยนี้ก็ทำให้ภาพรวมตลาดเกมไทยเติบโตแตะ 9,000 ล้านบาทเช่นกัน

ภาพโดย Pablo029 (Own work) [CC BY-SA 4.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commons วงการเกมไทยพัฒนาใกล้เคียงต่างชาติ

ตอนนี้เกมไม่ได้มีไว้เพื่อความบันเทิง หรือเล่นสนุกไปวันๆ เพราะเกมกลายเป็น eSport หรือการแข่งขันกีฬา ที่มีทั้งเงินรางวัล และค่าตอบแทนของนักกีฬาของแต่ละสโมสร โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา, ยุโรป และจีน ที่มีการลงทุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง จนเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนตลาดเกมโลกให้มีมูลค่ารวมสูงถึง 90,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.1 ล้านล้านบาท โดยมี PC Game กินสัดส่วนไปราว 60% ที่เหลือเป็น Mobile Game เพราะการเข้าถึง Smartphone และ Tablet ของผู้บริโภคมีมากขึ้น

อัลเลน ซู ผู้จัดการอาวุโสด้านพันธมิตรทางธุรกิจเกม บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้ฟังว่า eSport ในประเทศไทยก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น สังเกตจากการเกิดทีมแข่งขันที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการเข้ามามีบทบาทของกลุ่มผู้พัฒนาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และค่ายเกมก็หันมาสนับสนุนทีมเหล่านี้ด้วยวิธีต่างๆ เช่นให้เงินเดือน หรือจัดการแข่งขันที่มีเงินรางวัลจำนวนมาก ทำให้วงการเกมไทยพัฒนาอย่างรวดเร็ว และใกล้เคียงกับต่างประเทศเข้าไปทุกวัน ไม่ใช่แค่ฝีมือผู้เล่น แต่รวมถึงความเป็นอยู่ของนักกีฬา

อัลเลน ซู ผู้จัดการอาวุโสด้านพันธมิตรทางธุรกิจเกม บริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด

“มูลค่าตลาดเกมในประเทศไทยปี 2559 อยู่ราว 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น PC Game มูลค่า 5,600 ล้านบาท และ Mobile Game อีก 3,100 ล้านบาท ซึ่งปีนี้จะเติบโตอีก 12-15% กับ 30% ตามลำดับ เพราะการสนับสนุนมันมากขึ้นอย่างชัดเจน และนักกีฬา eSport ของไทยก็เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ ทำให้ผู้เล่นเกมหน้าใหม่ หรือเล่นเพื่อความสนุก เริ่มหันมาจริงจังกับเรื่องนี้ ส่งผลให้เม็ดเงินสะพัดในตลาดมากขึ้น ที่สำคัญตอนนี้ตลาดเกมในไทยก็อยู่ใน Top 20 ของทั่วโลกแล้ว”

วอนรัฐ-ผู้ปกครองเข้าใจโลกที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตามจากความพร้อมของตลาดเกมในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต, ผู้ให้บริการ, แบรนด์สินค้าไอที รวมถึงสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้เริ่มเข้ามาสนับสนุนวงการนี้แล้ว จึงเหลือแค่หน่วยงานรัฐ และผู้ปกครองที่ยังมองวงการเกมเป็นเรื่องลบอยู่ แต่หากทั้งสองกลุ่มนี้หันมาสนับสนุน ก็มีโอกาสที่จะเกิดนักกีฬา eSport ที่มีคุณภาพได้มากกว่าเดิม ตัวอย่างที่ดีคือในยุโรปที่ทุกภาคส่วนต่างสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ หรือจีนก็มีการถ่ายทอดสดการแข่งขันให้รับชมอยู่ตลอด จนนักกีฬา eSport มีที่ยืนในสังคม และภูมิใจในอาชีพของตัวเอง

การแข่งขัน eSport รายการ ESL ที่สนับสนุนโดยบริษัทคอมพิวเตอร์ระดับโลก // ภาพโดย Gabriel.gagne (Own work) [CC BY-SA 4.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commonsสำหรับ Garena นอกจากการจัดการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง เช่นปี 2559 จัดการแข่งขัน 8 รายการใหญ่ ให้เงินรางวัลรวม 27 ล้านบาท ยังนำเข้าเกมใหม่ๆ ทั้ง PC Game และ Mobile Game เข้ามาให้บริการ จากปัจจุบันที่มี PC Game 7 เกม และ Mobile Game 4 เกม ผ่านยอดผู้ลงทะเบียนในระบบรวมกว่า 41 ล้านบัญชี และล่าสุดได้จัดการแข่งขันรายการ GSL 2017 ที่รวมเกมทั้งหมดที่ให้บริการอยู่มาแข่งขัน โดยชิงเงินรางวัลรวมกว่า 7 ล้านบาท และจะจัดการแข่งขัน RoV หรือ Mobile Game ตัวล่าสุดของบริษัทเพื่อชิงเงินรางวัลกว่า 1.6 ล้านบาทเช่นกัน

Pro แนะ 18-25 ปีคือช่วงเวลาขุดทอง

นัฐกร บุญฤทธิ์ภักดี นักกีฬา eSport ของเกม Fifa Online 3 และเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่เก่งที่สุดของโลก เล่าให้ฟังว่า ช่วงอายุ 18-25 ปี คือช่วงที่นักกีฬา eSport จะแสดงประสิทธิภาพออกมาสูงที่สุด เพราะช่วงอายุนั้นร่างกายจะมีการตอบสนองค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะเรื่องการตัดสินใจที่เป็นเรื่องสำคัญนอกจากทักษะในการเล่น ดังนั้นหากผู้เล่นเกมชาวไทยได้รับการสนับสนุนตั้งแต่ช่วงอายุ 12-13 ปี โอกาสที่จะมีนักกีฬา eSport สัญชาติไทยติดระดับโลกในการแข่งขันเกมต่างๆ ก็มีสูง และยังเป็นอีกวิธีหารายได้มาเลี้ยงตัวเองได้อย่างมีความสุ

นัฐกร บุญฤทธิ์ภักดี นักกีฬา eSport เกม Fifa Online 3 ปัจจุบันสังกัดทีม Signature Gaming (Thailand) และ Royal Only Club (China) สรุป

eSport จะได้รับการยอมรับในวงกว้างหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสายตาของผู้ปกครอง และหน่วยงานรัฐ เพราะหากผู้ปกครองยังมองว่าการเล่นเกมเป็นเรื่องไม่ดี การพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ก็คงเดินหน้าลำบาก ดังนั้นการช่วยกันปรับภาพลักษณ์ของเกมโดยผู้เล่น หรือการสื่อสารข้อมูลใหม่ๆ ก็คงทำให้วงการ eSport ไทยแข็งแกร่ง และเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Kbank เจาะตลาดสด ตลาดนัด จ่ายเงินผ่าน PromptPay ไม่ต้องพกเงินสด

Brand Inside - 7 hours 27 min ago

SCB อาจจะเดินเกมไปก่อนกับ “SCB พร้อมเพย์ แท็กซี่เดลิเวอรี่พร้อมรับ” ไปก่อนหน้านี้ เป็นแนวคิดทำให้ PromptPay เป็นเรื่องเข้าใจง่าย ขึ้นแท็กซี่แล้วจ่ายได้เลย คราวนี้ Kbank ก็ไม่น้อยหน้า เพราะชิงบุกเข้าตลาดสด-ตลาดนัด

พัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ของ Kbank บอกว่า เป้าหมายสำคัญของการเพิ่มจำนวนผู้ใช้พร้อมเพย์ คือ ต้องสร้างความคุ้นเคยในการใช้จ่ายผ่านพร้อมเพย์ให้มากขึ้น จากปกติ Kbank เป็นธนาคารที่มีการทำธุรกรรมโอนเงินเข้า-ออกผ่านพร้อมเพย์ จากเดิม 10,000 รายการ เดือน ม.ค. เพิ่มเป็น 23,500 รายการต่อวัน เดือน มี.ค. และมีแนวโน้มโตต่อเนื่อง

วิธีการสร้างความคุ้นเคย ไตรมาส 2 นี้ Kbank จึงได้เปิดตัวแคมเปญ “พร้อมเพย์ K สุด มั่นใจ ใคร ๆ ก็เพย์” เดินสายลงพื้นที่ในตลาดสด ตลาดนัด เช่น ตลาด อตก. ร้านค้า รายย่อย โดยเมื่อพ่อค้าและแม่ค้าสมัครใช้พร้อมเพย์แล้ว ต่อไปลูกค้าที่มาซื้อของจะสามารถโอนเงินผ่านพร้อมเพย์ด้วยหมายเลขโทรศัพท์มือถือเพื่อชำระค่าสินค้าและบริการได้

ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมผูกบริการพร้อมเพย์กับบัญชีหลักที่ใช้เป็นประจำ จึงเป็นโอกาสที่ Kbank รุกตลาดได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีฐานกลุ่มลูกค้าทั่วไป (Mass) ที่ใช้บริการ Kbank เป็นธนาคารหลักถึงประมาณ 30% และกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้ระดับกลาง (Middle Income) ประมาณ 23% ในขณะที่มีลูกค้าผูกเบอร์โทรศัพท์มือถือกับบัญชีพร้อมเพย์ในปัจจุบันมีเพียง 5.5 ล้านเลขหมาย จากหมายเลขโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศเกือบ 90 ล้านเลขหมาย โดยเป็นสมาร์ทโฟนราว 90%

ดังนั้นในไตรมาส 2 นี้ Kbank จึงได้เปิดตัวแคมเปญ “พร้อมเพย์ K สุด มั่นใจ ใคร ๆ ก็เพย์” เพื่อเพิ่มยอดผู้สมัครใช้ Kbank PromptPay จากปัจจุบัน 3 ล้านรหัส เพิ่มเป็น 5 ล้านรหัสภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าหันมาทำธุรกรรมการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอีก 45-50% ผลักดันให้เกิดการใช้จ่ายแบบไร้เงินสดในชีวิตประจำวัน

ปัจจุบันมีลูกค้าลงทะเบียนใช้งานบริการพร้อมเพย์ กับ Kbank กว่า 3 ล้านรหัสพร้อมเพย์ แบ่งเป็นการลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชน 52% และหมายเลขโทรศัพท์มือถือ 48% โดยช่องทางที่ลูกค้าใช้ลงทะเบียนพร้อมเพย์มากที่สุดคือ ช่องทาง K-Mobile Banking PLUS สำหรับการลงทะเบียนของลูกค้านิติบุคคล ธนาคารเริ่มให้ลงทะเบียน โดยใช้บัญชีธนาคารผูกกับเลขประจำตัวผู้เสียภาษีผ่านช่องทางสาขาและผู้จัดการสัมพันธ์ลูกค้าของธนาคาร และเปิดใช้งานเมื่อต้นมีนาคม 2560 เป็นต้นมา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ติดตามประเด็น Brexit กลับมาระอุอีกครั้ง หลัง UK เตรียมใช้ ม. 50

Brand Inside - 8 hours 7 min ago
ภาพจาก Pixabay.com

นายกรัฐมนตรี Theresa May เตรียมประกาศใช้มาตรา 50 (Article 50) ของสนธิสัญญาลิสบอน ในวันที่ 29 มี.ค. 2017 เพื่อเริ่มต้นกระบวนการเจรจาการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (European Union: EU) ทั้งนี้ การสิ้นสุดสมาชิกภาพจะใช้เวลา 2 ปีหลังจากการประกาศใช้มาตรา 50 ซึ่งหมายความว่าสหราชอาณาจักร (United Kingdom: UK) จะออกจาก EU อย่างเป็นทางการภายในเดือนมี.ค. 2019 แต่อาจมีการขยายระยะเวลาเพิ่มเติมได้หากได้รับความยินยอมจากสมาชิกใน EU

เอกสารเผยแพร่ของรัฐบาลซึ่งชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการแยกตัวออกจาก EU ของ UK มีใจความสำคัญว่า UK จำเป็นต้องออกจากตลาดเดียว (Single market) ของ EU เนื่องจาก UK ต้องการควบคุมจำนวนผู้อพยพ ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักการของ EU ที่มีเป้าหมายสำคัญในการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ เงินทุน และคนได้อย่างเสรี โดย UK มีเป้าหมายที่จะทำข้อตกลงการค้าเสรีกับ EU เพื่อให้การค้าของทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ทั้งนี้ การออกจาก Single market เป็นสิ่งที่นักลงทุนมองว่าเป็น Hard Brexit

ค่าเงินปอนด์มีความอ่อนไหวต่อข่าวที่เกี่ยวกับ Brexit ค่อนข้างมาก โดยล่าสุดแตะจุดต่ำที่สุดในรอบกว่า 30 ปี ในวันที่มีการประกาศว่าเป็น Hard Brexit ตลาดการเงินมีมุมมองว่าการถอนตัวออกจาก EU ในรูปแบบดังกล่าวอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเศรษฐกิจของ UK ได้ในอนาคต

เนื่องจาก UK พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศกับ EU คิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของการค้าระหว่างประเทศของ UK ทั้งหมด อีกทั้งการออกจาก Single market ของ EU หมายความว่า ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่าง UK และ EU จะไม่สามารถทำให้ UK ได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่ากับสมาชิกของ EU อย่างแน่นอน และจะกระทบต่อข้อตกลงทางการค้าที่ UK เคยทำกับประเทศอื่น ในฐานะประเทศสมาชิกของ EU อีกด้วย นอกจากนี้ หาก UK ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเสรีกับ EU ได้ภายใน 2 ปี และไม่มีการขยายระยะเวลาเพิ่มเติมจะส่งผลให้ UK ต้องทำการค้าขายกับ EU ภายใต้เงื่อนไขขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเรียกได้ว่าไม่มีอภิสิทธิ์ใดเลย

EIC มองว่า การเร่งกระบวนการ Brexit ให้เกิดขึ้นเร็ว อาจทำให้ได้ข้อตกลงที่ไม่สมบูรณ์นัก ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจจริง สภาขุนนาง (House of Lords) มีมติแก้ไขร่างกฎหมาย Brexit ก่อนหน้านี้ โดยต้องการให้รัฐบาลรับประกันสิทธิ์ให้กับพลเมืองของ EU จำนวน 3 ล้านคนในการพำนักอยู่ที่ UK และต้องการที่จะได้รับสิทธิ์ในการยับยั้งข้อตกลง (veto) ในขั้นสุดท้ายของการเจรจาแยกตัวออกจาก EU สะท้อนว่ายังมีความขัดแย้งภายใน และอาจยังไม่มีความพร้อมที่เพียงพอในการเริ่มกระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการ

ถึงแม้ผลกระทบจากผลโหวต Brexit นับตั้งแต่ผลประชามติในวันที่ 23 มิ.ย. 2016 จะยังไม่สะท้อนผ่านภาคเศรษฐกิจจริงของ UK มากนัก โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) และความเชื่อมั่นผู้บริโภคของ UK ยังสูงกว่าระดับก่อนผลประชามติ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของ UK ฟื้นตัวมาอย่างต่อเนื่องจากการบริโภคภาคครัวเรือนก่อนหน้าแล้ว ซึ่งตอบสนองต่อเหตุการณ์อย่าง Brexit ค่อนข้างช้า โดยภาวะการจ้างงานที่ยังไม่ซบเซาส่งผลให้ผู้บริโภคยังไม่ชะลอการบริโภค เพราะเชื่อมั่นว่าจะยังมีรายได้เพื่อการใช้จ่ายในอนาคต

ภาพจาก Pixabay.com

การเริ่มต้นกระบวนการ Brexit ที่เร็วเกินไปจะยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับข้อตกลงฉบับใหม่ และอาจมีส่วนสำคัญต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจในระยะยาว อีกทั้งการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ เงินทุน และแรงงาน ที่ยากขึ้นอาจทำให้บริษัทที่มีการประกอบธุรกิจเชื่อมโยงกับประเทศอื่นใน EU เลือกที่จะย้ายสำนักงานออกจาก UK ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุน การจ้างงาน การบริโภค และเศรษฐกิจของ UK ชะลอตัวลงในที่สุด

นอกจากนี้ ค่าเงินปอนด์ที่อ่อนค่ารุนแรงอาจส่งผลให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงขึ้น และจะกระทบการใช้จ่ายภาคครัวเรือนในระยะต่อไป ทั้งนี้ เศรษฐกิจของ EU อาจชะลอตัวตามไปด้วยเช่นกัน เนื่องจาก UK เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีความเชื่อมโยงกับ EU ค่อนข้างมาก

ภาคธุรกิจหลายแห่งโดยเฉพาะภาคธนาคารตัดสินใจที่จะย้ายสำนักงานออกจาก UK จากการสำรวจของบริษัท Ernst & Young พบว่า บริษัทต่างชาติใน UK กว่า 14% ตัดสินใจแล้วว่าจะย้ายการทำงานบางส่วนหรือทั้งหมดออกจาก UK โดยบริษัทกว่าครึ่งมองว่าเยอรมนีเป็นที่ตั้งที่น่าสนใจที่สุดในยุโรป

นอกจากนี้ สถาบันการเงินขนาดใหญ่อย่างธนาคาร Barclays ก็เตรียมย้ายสำนักงานใหญ่จาก UK ไปที่ไอร์แลนด์ ขณะที่ Morgan Stanley เตรียมย้ายพนักงาน 300 คนออกจาก UK หลังแยกตัวจาก EU ทั้งนี้ นอกเหนือจากปัจจัยด้านการเคลื่อนย้ายแรงงาน ภาคธนาคารบางส่วนตัดสินใจที่จะลดการประกอบการใน UK เพราะความเสี่ยงภาวะเศรษฐกิจชะงักงันอาจส่งผลต่อเนื่องถึงการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและต้นทุนการกู้ยืมของสถาบันการเงินได้ในอนาคต

ส่งออกไทยเสี่ยงซบเซา

หาก Brexit ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจยูโรโซน แม้ความสัมพันธ์ทางการค้าโดยตรงระหว่างไทยกับ UK จะมีไม่มากนัก แต่ความไม่แน่นอนในการเจรจา Brexit อาจส่งผลกระทบต่อไทยผ่านความผันผวนในตลาดการเงินในระยะสั้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงต่อสภาวะเศรษฐกิจถดถอยใน EU และ UK อาจกระทบต่อภาคส่งออกไทยเป็นวงกว้าง เนื่องจากไทยส่งออกไปยังกลุ่มประเทศดังกล่าวเป็นสัดส่วนกว่า 12% ของส่งออกทั้งหมด ซึ่งนำโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ และส่วนประกอบ และรถยนต์และส่วนประกอบ

ทั้งนี้ ระดับผลกระทบจาก Brexit ในระยะต่อไปขึ้นอยู่กับว่าทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงที่ประนีประนอมกันได้ในระดับใด โดยผลกระทบจะน้อยที่สุดหากข้อตกลงฉบับใหม่สามารถทำให้การค้าและการลงทุนยังคงเป็นไปได้อย่างราบรื่น ขณะที่ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้และจบลงด้วยความสัมพันธ์ภายใต้เงื่อนไขขององค์การการค้าโลก (WTO)

ภาพจาก Pixabay.com จับตาสกอตแลนด์เตรียมลงประชามติแยกตัว

Nicola Sturgeon ผู้นำและมุขมนตรีของสกอตแลนด์ ต้องการจัดทำประชามติครั้งใหม่ว่าด้วยการแยกตัวของสกอตแลนด์ออกจาก UK หลังจากผลโหวต Brexit บ่งชี้ว่าชาวสกอตแลนด์กว่า 62% ต้องการอยู่ใน EU ต่อไป โดยการลงประชามติอาจถูกจัดตั้งขึ้นในช่วงปลายปี 2018 ถึง ช่วงต้นปี 2019 ซึ่งเป็นช่วงที่ UK ใกล้จะสิ้นสุดกระบวนการเจรจา Brexit

การลงประชามติดังกล่าวจึงนับว่าเป็นอีกความเสี่ยงต่อการเจรจา Brexit ที่อาจทำให้ UK ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับ EU ได้ภายใน 2 ปี นอกจากนี้ หากผลประชามติออกมาว่าสกอตแลนด์จะแยกตัวจาก UK ก็จะเพิ่มความไม่แน่นอนซึ่งรวมถึงประเด็นที่ว่าสกอตแลนด์จะยังใช้เงินปอนด์ต่อไปหรือไม่

ที่มา: บทวิเคราะห์ของ EIC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

โลกหมุนกลับ? IBM เริ่มยกเลิกนโยบายให้ทำงานที่บ้าน เรียกพนักงานกลับเข้าออฟฟิศ

Brand Inside - 12 hours 27 min ago

IBM เคยเป็นหนึ่งในองค์กรแรกๆ ที่เริ่มใช้นโยบาย “อนุญาตให้พนักงานทำงานที่บ้าน” หรือ remote workers เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับพนักงานที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลจากสำนักงานของบริษัท มาตั้งแต่ทศวรรษ 1980s

ข้อมูลในปี 2009 ระบุว่า พนักงานสัดส่วนถึง 40% ของพนักงานทั้งหมด 3.8 แสนคน เลือกทำงานที่บ้านเป็นหลัก ช่วยให้บริษัทลดค่าใช้จ่ายเรื่องค่าเช่าสำนักงานลงได้มาก นอกจากนี้ IBM ยังมีนโยบายซื้อกิจการสตาร์ตอัพ แต่ผ่อนปลนให้พนักงานทำงานอยู่ที่เดิมโดยไม่ต้องย้ายถิ่นฐาน

แต่นโยบายเรื่องนี้ของ IBM กำลังเปลี่ยนแปลง หลัง Michelle Peluso ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) คนใหม่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว และธุรกิจของ IBM เองก็กำลังประสบปัญหารายได้ลดลงต่อเนื่องเรื่อยๆ ทุกไตรมาส

ภาพจาก IBM ทีมเดียวกัน นั่งทำงานด้วยกัน เทรนด์ของออฟฟิศยุคใหม่

Peluso เคยเป็นซีอีโอของบริษัทสตาร์ตอัพสายแฟชั่น Gilt มาก่อน เธอเชื่อมันในแนวทางว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จได้ “ต้องนำคนเก่งๆ มารวมอยู่ในที่เดียวกัน” นั่นแปลว่านโยบายที่อนุญาตให้คนในทีมเดียวกัน สามารถอยู่ห่างไปคนละซีกโลก จะต้องถูกยกเลิก

Peluso เริ่มใช้นโยบายนี้กับพนักงานในฝ่ายการตลาดที่เธอเป็นคนดูแล แต่ในองค์กรขนาดใหญ่ระดับนี้ แค่ฝ่ายการตลาดของ IBM ในสหรัฐ ก็มีพนักงานมากถึง 2,600 คนแล้ว

การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการกำหนดว่า พนักงานฝ่ายการตลาดในสหรัฐจำเป็นต้องเข้าออฟฟิศของฝ่ายการตลาด (มีทั้งหมด 6 แห่งในสหรัฐอเมริกา) ส่งผลให้พนักงานที่ทำงานที่บ้านเป็นหลัก จำเป็นต้องเดินทางมาทำงาน หรือพนักงานที่ทำงานในออฟฟิศอื่นของ IBM ที่ไม่ใช่ 6 แห่งที่กำหนด หรืออยู่คนละออฟฟิศกับเพื่อนร่วมทีม ก็จำเป็นต้องย้ายมาอยู่ที่เดียวกัน

ถ้าพนักงานคนใดไม่ปฏิบัติตามนโยบายนี้ ทางออกเดียวก็คงเป็นการหางานใหม่

แน่นอนว่าพนักงานที่ได้รับผลกระทบย่อมไม่พอใจ และบรรดาพนักงานมองว่า IBM ใช้นโยบายเรื่องการเข้าออฟฟิศ มาบีบพนักงานให้ลาออกไปเองเพื่อลดจำนวนพนักงานลง (IBM ปลดพนักงานออกหลายชุดในช่วงหลัง เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม)

เรื่องนี้ไม่สามารถฟันธงได้ง่ายนักว่าการยกเลิกระบบ remote office ของ IBM เป็นเรื่องล้าหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ IBM ต้องปรับตัวอย่างหนัก

ภาพจาก IBM Facebook โลกหมุนกลับ หรือหมุนไปข้างหน้ากันแน่?

การปรับตัวของ IBM ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นแนวคิดขององค์กรยุคใหม่ที่ใช้ทีมขนาดเล็ก นั่งทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิด ทำงานกันอย่างรวดเร็ว ปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของโลก-คู่แข่ง-คู่ค้าได้ง่าย (agile) ดังเช่นที่เราเห็นบรรดาสตาร์ตอัพใช้แนวทางนี้กัน

แต่เมื่อบริษัทที่มีพนักงานหลักหลายแสนอย่าง IBM ต้องการทำแบบนี้บ้าง คำถามคือแนวทางแบบใหม่ขัดแย้งกับแนวทาง remote workers แบบเดิมหรือไม่? เรื่องนี้จึงฟันธงได้ยากว่า remote workers กับการทำงานแบบ agile สามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่ อะไรก้าวหน้า อะไรล้าหลัง

โมเดลการทำงานบางประเภทอาจเหมาะกับการทำงานในแต่ละสายงาน การทำงานแบบรีโมทอาจเหมาะกับงานลักษณะเดิมๆ ที่ทำกันจนอยู่ตัวแล้ว หรือโมเดลแบบทีมขนาดเล็กนั่งทำงานด้วยกัน ควรนำมาใช้กับทีมที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ?

สุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะตอบเรื่องนี้ได้ดีที่สุดคงเป็นผลประกอบการของ IBM นั่นเอง

ที่มา – Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Alibaba ชัดเจนแล้ว เตรียมตั้งศูนย์กระจายสินค้าที่มาเลเซีย ดันเป็นฮับกลางของภูมิภาคนี้

Brand Inside - 14 hours 10 min ago

Alibaba  กับรัฐบาลมาเลเซียเพิ่งทำข้อตกลงเรื่องการให้กลุ่มธุรกิจ Alibaba เข้าไปตั้งศูนย์บริการขนส่ง ตลอดจนคลังสินค้าในมาเลเซีย การลงนามนี้จะทำให้ E-commerce ในจีนกับมาเลเซียต่อสายตรงหากันแนบสนิท มากกว่านั้น ถ้ามองตามยุทธศาสตร์แล้ว การร่วมมือครั้งนี้ Alibaba ใช้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั่นเอง

Photo: Alibaba Group ความสัมพันธ์ที่เบ่งบาน กระจายสินค้าผ่านเขตการค้าเสรีดิจิทัล

นับเป็นการลงทุนครั้งแรกของ Alibaba ในมาเลเซีย แต่มองไปยาวๆ แล้วว่าการเติบโตของธุรกิจ E-commerce ในภูมิภาคนี้ต้องหาพื้นที่มากระจายสินค้า โดยศูนย์นี้จะตั้งอยู่ในเขต KLIA Aeropolis เป็นโครงการเมืองท่าอากาศยาน ที่อยู่รอบสนามบินกัวลาลัมเปอร์ คาดการณ์ว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1,580 ล้านดอลลาร์

ด้วยการร่วมมือกันของ Alibaba โดย Jack Ma กับ Najib Razak นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พื้นที่ที่ว่านี้จะกลายเป็น “เขตการค้าเสรีดิจิทัล” หมายความว่าจะกลายเป็นเขตปลอดภาษีดิจิทัล นั่นก็แน่นอนแล้วว่ามาเลเซียจะกลายเป็นแหล่งกระจายสินค้าของสินค้า E-commerce ของจีนและของภูมิภาคนี้ต่อจากสิงคโปร์ ที่ปีที่แล้ว Alibaba ได้เข้าซื้อหุ้น Lazada ไปประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ พร้อมกับเข้าถือหุ้นในสิงคโปร์เพิ่มจากเดิมที่ 10.2% เป็น 14.4% และไม่ใช่แค่สิงคโปร์ Alibaba ยังได้ซื้อหุ้นในไทยของบริษัท Ascend Money ของกลุ่มซีพีด้วย

นายกรัฐมนตรีมาเลเซียบอกว่า “เราวางแผนที่จะพัฒนาเศรษฐกิจมาเลเซียให้เป็นศูนย์กลางของตลาดโลก การจะทำเช่นนี้ได้ เราจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรเท่าที่มีอยู่ และให้การสนับสนุนกับกลุ่มบุคคลหรือธุรกิจในการแข่งขันในตลาดดิจิทัลใหม่”

เท่านั้นยังไม่พอ ย้อนกลับไปดูความสัมพันธ์ในปี 2015 จีนได้มีการตกลงซื้อสินทรัพย์และกองทุนของรัฐบาลมาเลเซียกว่า 2,300 ล้านดอลลาร์ รวมไปถึงเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา มาเลเซียยังมีข้อตกลงซื้อเรือรบจีนถึง 4 ลำ และดูเหมือนว่าจะเกิดความร่วมมือในการสร้างพัฒนาระบบรางอีกด้วย

Najib Razak นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย กับ Jack Ma Photo: forum.lowyat.net อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า

ถ้าใครที่ตามๆ ข่าวการขยับขยายตัวของ Alibaba ในภูมิภาคนี้ อาจจะต้องร้องออกมาเป็นวลียอดฮิตที่ว่า “อ้าวเฮ้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หน่า” เพราะก่อนหน้านี้ Alibaba เคยคุยกับรัฐบาลไทย แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่ไทยยังไม่พร้อม เป็นต้นว่า มาตรการเรื่องภาษี และเขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ที่ยังไม่มีความชัดเจน สุดท้ายไปลงที่มาเลเซียนั้นก็จบเลย เพราะไม่ว่าจะในแง่ภูมิศาสตร์ที่ดี แถมยังได้เงื่อนไขด้านภาษี และเขตเศรษฐกิจพิเศษดิจิทัลอีกด้วย หรือแม้ว่าไทยอาจจะดูได้เปรียบในแง่ขนาดตลาด แต่อย่าลืมว่าถ้าเทียบกับอินโดนีเซียแล้ว ห่างชั้นกันเยอะ การไปตั้งในมาเลเซียจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ดี หรือแม้กระทั่งอาจจะบอกว่าไทยมีความได้เปรียบในเชิงการเชื่อมต่อไปยังประเทศกลุ่ม CLMV แต่ข้อนี้ต้องอยู่บนฐานของการมีระบบรางที่ดี แต่ก็อย่างที่เห็นไทยได้พลาดโอกาสตรงนั้นไปแล้ว

สรุป+วิเคราะห์

Alibaba ใช้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าของภูมิภาคนี้ ส่วนก้าวย่างของมาเลเซียก็น่าสนใจ เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจของมาเลเซียไม่ค่อยดีนัก ค่าเงินริงกิตก็ตกลง การเดิมเกมลักษณะนี้จึงสำคัญและจำเป็นมาก แต่อีกเรื่องที่ลืมไม่ได้คือ Amazon เพิ่งถอนการตั้งศูนย์ E-commerce ในสิงคโปร์ มันก็แน่นอนแล้วว่าต่อไปตลาด E-commerce ในภูมิภาคนี้ Alibaba จะครองแน่ๆ

สำหรับประเทศไทย (ที่ไม่เหมือนที่คุยกันไว้) หลายคนอาจมองว่าหาก Alibaba มาลงทุนในไทยน่าจะเป็นเรื่องดี สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ ถ้าเกิดขึ้นจริงๆ ใครจะได้ประโยชน์มากกว่ากัน สินค้าไทยหรือจีนที่จะครองตลาด สินค้าไทยจะไปจีน หรือสินค้าจีนจะมาไทย ดูง่ายๆ ราคาใครถูกกว่ากัน ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วชีวิตทางธุรกิจของ SME ไทยจะเป็นเช่นไร?
อ้างอิง – straitstimes, reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ZARA เตรียม Go Online ตาม Uniqlo หรือตลาด Fast Fashion ในไทยจะต้องเพิ่มช่องทางมากกว่าสโตร์

Brand Inside - 18 hours 53 min ago

ในวันที่ 28 มี.ค. Fast Fashion อีกแบรนด์อย่าง ZARA ก็จะเปิดให้บริการซื้อสินค้าออนไลน์ หลังจาก Uniqlo แบรนด์คู่แข่งจากญี่ปุ่น ให้บริการ Ecommerce ในเดือนก.ค. 2559 แล้วอย่างนี้ตลาด Fast Fashion ในไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

Go Online คืออีกทางออกในการเพิ่มช่องทาง

ตามที่ได้รายงานข่าวกันไปเกี่ยวกับวิกฤตของกลุ่ม Fast Fashion ว่าตอนนี้มีทั้งปัญหาเรื่องค่าเงิน, ดีไซน์ รวมถึงคู่แข่งรายย่อยที่จำหน่ายสินค้าผ่านโลกออนไลน์ จนรายได้มีโอกาสลดลงในปีนี้หากไม่ปรับตัว แต่สำหรับประเทศไทย หากสังเกตตามร้าน Fast Fashion ก็จะมีผู้บริโภคเข้าไปเลือกซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง และแสดงให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยยังมีกับสินค้าชนิดนี้อยู่

อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้ปรับอะไรโอกาสที่จะเกิดวิกฤตเหมือนกับตลาดโลกก็มีสูง โดยการสร้างช่องทางออนไลน์ หรือ Ecommerce ก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี เพราะการมีช่องทางออนไลน์ ก็เหมือนเปิดสาขาใหม่ที่ให้บริการได้ตลอด 24 ชม. รวมถึงใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้นอีกด้วย ซึ่ง ZARA ก็คงคิดเช่นนี้ จึงเตรียมเปิดช่องทาง Ecommerce ในประเทศไทย โดยผู้บริโภคสามารถซื้อได้ผ่านเว็บไซต์ zara.com/th รวมถึง Application บนโทรศัพท์มือถือ ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.

ติดสปีดทั่วอาเซียน หลังแบรนด์ยังได้รับความนิยม

สำหรับการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ของ ZARA จะส่งให้ฟรีทั่วประเทศก็ต่อเมื่อสั่งซื้อมากกว่า 1,990 บาท หากต่ำกว่านั้นคิดค่าส่ง 90 บาท แต่ผู้ซื้อสามารถเลือกรับสินค้าที่หน้าร้าน ZARA ทุกสาขา (ยกเว้นสาขาสยามพารากอน) ได้เช่นกัน โดยสินค้าที่จำหน่ายอยู่บนออนไลน์จะเหมือนกับที่จำหน่ายในสาขาต่างๆ พร้อมกับเพิ่มสินค้าใหม่ 2 ครั้ง/สัปดาห์ ซึ่งนโยบายการส่งสินค้านั้นแตกต่างจาก Uniqlo ที่ส่งฟรี แต่จะคิดค่าบรรจุภัณฑ์ 100 บาท (สั่งเกิน 1,500 บาทไม่คิด)

ทั้งนี้ไทยไม่ใช่ประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่ ZARA เข้ามาทำตลาดออนไลน์ เพราะก่อนหน้านี้ได้ให้บริการที่สิงคโปร์ และมาเลเซียแล้ว ที่สำคัญถัดจากประเทศไทยก็จะไปให้บริการในประเทศเวียดนามด้วย แสดงให้เห็นถึงโอกาส และความต้องการของสินค้า Fast Fashion ในภูมิภาคนี้ แตกต่างกับในสหรัฐอเมริกา และยุโรปที่แบรนด์ Fast Fashion เริ่มไม่ได้รับความนิยมเหมือนในอดีต

ร้านรับหิ้วบน Facebook ร้านหิ้วไม่กระทบ แม้บริษัทแม่ลุยเอง

ในทางกลับกันตอนนี้มีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เปิดร้านรับบริการซื้อสินค้าจากแบรนด์ Fast Fashion ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น H&M, ZARA และ Uniqlo โดยบวกค่าบริการเข้าไปตั้งแต่ 150-200 บาท ซึ่งส่วนตัวมองว่าร้านเหล่านี้ก็คงไม่กระทบนัก เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังนิยมซื้อสินค้าด้วยวิธี Social Commerce หรือคุยกับพ่อค้าแม่ค้า และใช้วิธีโอนเงินเพื่อชำระค่าสินค้า มากกว่าการซื้อด้วยระบบ Ecommerce ที่มีความปลอดภัยมากกว่า

ดังนั้นคงต้องรอให้ตลาดปรับตัวอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้ผู้ซื้อได้เรียนรู้ถึงการซื้อสินค้าที่ปลอดภัยกว่าการซื้อแบบโอนเงินให้พ่อค้าแม่ค้า และเมื่อถึงจุดนั้น คงเริ่มมีแบรนด์แฟชั่นต่างๆ หันมาเปิดเว็บไซต์เพื่อจำหน่ายออนไลน์กันมากขึ้น และประเทศไทยคงเข้าสู่ยุค 4.0 กันได้เหมือนที่รัฐบาลยุคนี้หวังเอาไว้

สรุป

เมื่อ Uniqlo และ ZARA ต่างเปิดช่องทางออนไลน์แล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานคงเห็น H&M ให้บริการด้านนี้บ้าง เพราะในต่างประเทศก็มีเปิดให้ซื้อสินค้าผ่านออนไลน์อยู่แล้ว ทำให้การแข่งขันของกลุ่ม Fast Fashion ในประเทศไทยจะไม่ได้แข่งกันแค่หน้าร้าน แต่ออนไลน์ก็คงเห็นโปรโมชั่นที่ดุเดือดมากขึ้นแน่นอน

อ้างอิง // Zara Thailand launches online

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

1.6 ล้านวิว The Mask Singer ปรากฎการณ์ Live ผ่านโซเชียล กับบทเรียนที่ Workpoint ต้องระวัง

Brand Inside - 22 hours 3 min ago

“คืนนี้คนไทยทั้งประเทศ จะได้รู้กันว่าใครที่อยู่ภายใต้หน้ากาก…” ประโยคที่หลายคนได้ยินไปหลายรอบ…

แต่ก็ต้องยอมรับว่ายอดคนดู 1.6 ล้านวิว (Concurrent View หรือดูพร้อมกัน รวม Facebook และ Youtube) ของรายการ The Mask Singer เป็นปรากฎการณ์ของรายการที่ถ่ายทอดสดทาง Social และมีคนดูมากถึงขนาดนี้เป็นครั้งแรกของประเทศไทย มีนัยหลายประการที่น่าศึกษาต่อ และยังมีบทเรียนที่ Workpoint ต้องระวัง

ยอด Youtube 8.2 แสน และยอด Facebook 8.3 แสน 1.6 ล้านวิวดูพร้อมกัน พิสูจน์คอนเทนต์ที่ดี คนไทยก็ดูออนไลน์

ก่อนหน้านี้มีรายการทีวีหลายรายการ พยายามถ่ายทอดสดหรือออกอากาศทางออนไลน์ โซเชียลพร้อมกับทีวี เพื่อทดสอบว่าคนไทยรับชมผ่านช่องทางนี้หรือไม่ Workpoint เป็นช่องทีวีดิจิทัลช่องแรกๆ ที่ทำสิ่งที่เรียกว่า multi channel ไม่สนว่าจะดูทางทีวี หรือ โซเชียล ขอแค่ดูรายการของช่องก็พอ และ The Mask Singer คือรายการที่ต้องยอมรับว่า ยอดเรทติ้งออนไลน์ สูงมาอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์

เข้าตำราที่ว่า ถ้าคอนเทนต์ดี จะออกอากาศช่องทางไหนคนก็ตามไปดู ยิ่งเป็นคอนเทนต์ที่เล่นกับความรู้สึก “อยากรู้” ของคนดูด้วยแล้ว การ Build ความรู้สึกร่วมมีมาอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ การถามตอบของกรรมการทั้ง 7 คน สร้างเสียงหัวเราะ กลายเป็นเสน่ห์ของรายการ (แม้บางครั้งจะมากเกินไปจนน่ารำคาญไปบ้าง)

มีบริษัทวิจัยการตลาด สำรวจพบว่า The Mask Singer เป็นรายการของช่องทีวีดิจิทัล ที่มียอดเรทติ้งสูงที่สุดถึงกว่า 10 เรียกว่าแซงหน้าละครหลังข่าวของช่อง 3 และ 7 (คลื่นชีวิต, เพลิงพระนาง) แต่นั่นเป็นเพียง ยอดเรทติ้งทางทีวีเท่านั้น

ภาพจาก Facebook The Mask Singer เรทติ้งมา โฆษณาและรายได้ก็ตามมา

เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้กับทีมงานของ Workpoint ไปเต็มๆ ที่ดึงรายการ The Mask Singer พิธีกรของรายการ คณะกรรมการ และตัวนักร้องเอง มีส่วนช่วยสร้างปรากฎการณ์ครั้งนี้และน่าจะทำให้ เอเจนซี่โฆษณาและรายการทีวีอื่นๆ หันมาสนใจช่องทางออนไลน์มากขึ้น

เฉพาะทีวีอย่างเดียวที่มีเรทติ้งกว่า 10 (และสัปดาห์นี้ ep.19 น่าจะเกินกว่านั้นไปอีกเยอะ) Workpoint ขยายเวลารายการเป็น 3 ชั่วโมง (2ทุ่ม – 5ทุ่ม) ตามกำหนดของ กสทช. โฆษณาทีวีดิจิทัล ชั่วโมงละ 12 นาที เท่ากับว่าสามารถโฆษณาได้ 36 นาที ยังไม่นับผู้สนับสนุนรายการอื่นๆ และรายได้จาก sms โหวตให้นักร้อง

ขณะที่ทางโซเชียลออนไลน์สัปดาห์นี้ (ep.19) ที่มีคนดูพร้อมกันสูงสุดรวมกว่า 1.6 ล้านราย คิดเป็นเรทติ้งต่อประชากรไทยประมาณ 2.5 ถือว่าสูงมาก (คำนวณคร่าวๆ จากจำนวนคนดู 1.6 ล้านราย x100 หารด้วยจำนวนประชากรไทย 65 ล้าน) และมีโฆษณาเช่นเดียวกับในทีวีด้วย

และยังมีสิ่งที่จะตามมาจากนี้อีก ถือเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ของช่อง Workpoint จริงๆ

ตอนแรกยังเลือกไม่ได้ ขอดูทั้งฟุตบอลทีมชาติไทย และ The Mask Singer ขยายฐานแฟนคลับดารา นักร้อง

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ The Mask Singer กลายเป็นเรื่อง Talk of the Town ที่หลายคนพูดกันต่อเนื่อง มีดารา นักร้อง หลายคนที่ถูกพูดถึง ถูกติดตาม หลายคนได้มีโอกาสแสดงความสามารถที่ไม่เคยมีใครรู้ ถือเป็นเรื่องที่ดี และผลที่ตามมาคือ แฟนคลับ หรือคนติดตามที่เพิ่มขึ้นด้วย

ใน ep.19 เอ๊ะ จิรากร หรือ หน้ากากอีกาดำ ซึ่งเป็นนักร้องที่มีความสามารถอยู่แล้ว ยอมรับว่า มีคนเข้ามาติดตามผลงานมากขึ้นจำนวนมหาศาล และได้แฟนๆ กลุ่มใหม่ด้วยที่บอกว่า เอ๊ะ ร้องเพลงร็อคได้สะใจมาก จากเดิมที่ไม่เคยฟังเลย

เชื่อว่า หน้ากากทุเรียน ถ้าเป็น ทอม room39 จริง นี่คือการสร้างและขยายฐานแฟนคลับให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รวมถึงหน้ากากนักร้องคนอื่นๆ เช่น แตงโม นิดา (ภัทรธิดา), บุ๋ม ปนัดดา และ เป๊ก ผลิตโชค ที่กลายเป็นกระแสออนไลน์ “งงเด้ งงเด้” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว กล่าวได้ว่า เป็นกระบวนการสร้างความนิยมในตัวดารานักร้อง และนำไปสู่คอนเสิร์ตใหญ่ที่น่าสนใจ

พักโฆษณาทีวี มีช่วง นินทาหน้ากาก และมีการโฆษณาด้วย บทเรียนที่ต้องระวัง ขยายเวลาเกินพอดี ล่อไปดูต่อสัปดาห์หน้า

เชื่อว่าหลายคนอ้าปากค้าง กับคำประกาศของ กันต์ กันตถาวร พิธีกรสุดหล่อของรายการ ที่บอกว่า หน้ากากทุเรียนจะเปิดเผยตัวจริงในสัปดาห์หน้า พร้อมกับ หน้ากากนักร้องทุกคนที่จะมาอยู่บนเวทีนี้อีกครั้ง

ซึ่งไม่แน่ว่านี่อาจเป็นการเดินหมากที่ผิดพลาดของ Workpoint

ต้องบอกว่า ช่วง 4 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ The Mask Singer เดินเรื่องมาดี สร้างความอยากรู้อยากเห็นให้กับคนดูทั่วประเทศอย่างได้ผล จนทุกคนแทบจะรอการแข่งขันในสัปดาห์นี้ ต้องได้รู้แน่ว่า หน้ากากทุเรียนและหน้ากากอีกาดำคือใคร นี่คือการเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของคนดูอย่างได้ผล

แต่ The Mask Singer ep.19 ใช้เวลานานเกินไป ยืดเวลาถ่ายทอดยาวถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งเข้าใจได้ว่านี่คือเรื่องของโฆษณา แต่ความยาว ทำให้เสน่ห์ ความพอดี ของรายการหายไป กลายเป็นการยืดและเตะถ่วง ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง และปิดท้ายว่า จะมีการถอดเพียงสัปดาห์ละ 1 หน้ากากเท่านั้น ดังนั้นใครอยากรู้ว่าหน้ากากทุเรียนคือใคร ต้องรอไปก่อน

จากที่มีการประกาศในรายการ สัปดาห์หน้า ep.20 น่าจะมีการโชว์หน้ากากนักร้องของ The Mask Singer Season 1 ก่อนจะเปิดตัวหน้ากากทุเรียน แต่เชื่อว่าคงไม่ยืดหรือกินเวลาเท่าสัปดาห์นี้ เพราะล่าสุด ทางทีมงานรายการออกขอโทษ ยอมรับและจะนำไปปรับปรุงให้เนื้อหาและช่วงเวลาเหมาะสมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมากๆ

ภาพจาก Facebook The Mask Singer ภาพจาก Facebook The Mask Singer สรุป

Workpoint น่าจะเป็นต้นแบบของทีวีดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จอย่างชัดเจนที่สุด ด้วยเป้าหมายชัดเจนคือ เป็นช่องของรายการ game show ที่ผ่านการสร้างสรรค์มาเต็มที่ และ The Mask Singer ก็เป็นหนึ่งในความสำเร็จที่มียอดคนดู เรทติ้งสูงที่สุดทั้งทางทีวีและออนไลน์ แต่ก็ต้องระวังเรื่องการเล่นกับความรู้สึกของคนดู ที่ถูกกระตุ้นความอยากมาถึงจุดพีคแล้ว และยังต้องรอสัปดาห์หน้า ผลอาจจะไม่เหมือนกับสัปดาห์นี้ก็ได้ แต่ในอีกทางหนึ่ง คนไทยก็ลืมง่ายเช่นกัน

การจบรายการที่ ep.19 เป็นตัวเลขที่ไม่สวยงามนัก ถ้าจบที่ ep.20 จะลงตัวมากกว่า และได้โปรโมทต่อไปยัง คอนเสิร์ตรวมหน้ากากที่จะจัดขึ้นต้นเดือน เม.ย. รวมถึงส่งต่อไปยัง The Mask Singer Season 2 ด้วย งานนี้ยังไง Workpoint กินเต็มแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

คุมะมง เอาใจแฟนชาวไทย มาโชว์ตัวครั้งแรก ปีนี้พร้อมบุกแหลกทั้งหน้าร้าน และออนไลน์

Brand Inside - 23 March 2017 - 16:27

จนถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 3 ปีแล้วที่ คุมะมง หมีดำแก้มแดงจากญี่ปุ่น ได้บุกตลาดเข้ามาในไทย นอกจากจำนวนแฟนคลับที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จำนวนเคาน์เตอร์ขายสินค้าเจ้าคุมะมงก็กระจายไปตามห้างสรรพสินค้ากว่า 14 แห่งทั่วกรุงเทพ ส่วนในปีนี้ คุมะมงจะบุกตลาดในไทยด้วย E-commerce ทำตลาดบนออนไลน์ คาดว่ายอดขายจะเติบโตขึ้นอีก 20-30%

ครั้งแรกที่ คุมะมง ตัวเป็นๆ มาไทย แฟนคลับพลาดไม่ได้

ก่อนจะพูดถึงเรื่องการตลาด แฟนคลับคุมะมง ต้องรู้ก่อนว่าช่วง 3-4 วันนี้ เริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคมนี้ ช่วง 6 โมงเย็น คุมะมงจะอยู่ที่ลานแฟชั่นฮออล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ส่วนวันศุกร์ที่ 24 และเสาร์ที่ 25 มีนาคม สามารถไปเจอคุมะมงตัวเป็นๆ ได้ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงเย็น ลองดูตารางงานของคุมะมงด้านล่างนี้

เปิดตารางงานคุมะมง แฟนคลับห้ามพลาด คุมะมง บุกตลาดทั้งหน้าร้าน และออนไลน์ หวังยอดขายพุ่ง

คุมะมงมาอยู่ในไทยภายใต้การดูแลของ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่ทั้งผลิต ดูแล และประสานงานให้กับทางต้นกำเนิดคุมะมงที่จังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น แต่ลิขสิทธิ์ทั้งหมดยังเป็นของญี่ปุ่น เพราะคุมะมงเกิดมาภายใต้ระบบราชการของจังหวัดคุมาโมโตะ

ICC บอกว่า ในเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ในไทยนั้นมีหน้าร้านที่ขายสินค้าของคุมะมงกว่า 14 แห่งทั่วกรุงเทพตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ สินค้าที่ขายมีหลากหลายประเภททั้งตัวคุมะมงเอง รวมไปถึงกระเป๋า เสื้อผ้า ผ้าคลุม หมวก เครื่องใช้ในครัวเรือน หมอนอิง และสินค้าใช้ทั่วไปอีกมากมาย สินค้าที่ขายดีที่สุดคือสินค้าประเภทของที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

ความพิเศษของปีนี้คือการปล่อย “ตุ๊กตาคุมะมงขนาด 22 นิ้ว” ที่แฟนคลับเรียกร้องอยากได้มานานแล้ว ตัวนี้ราคาอยู่ที่ 1,690 บาท

นอกจากหน้าร้านที่ต้องทำแล้ว กระแสออนไลน์ที่มาแรง ก็ทำให้ตอนนี้คุมะมงมีเว็บไซต์สั่งซื้อสินค้าเป็นของตัวเองแล้ว เว็บไซต์คุมะมงไทยแลนด์ ด้วยความต้องการจะตีเข้าไปยังตลาดต่างจังหวัดให้มากขึ้น เพราะตอนนี้ตลาดส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพทั้งหมด

แม้เว็บไซต์จะเปิดตัวได้เพียงประมาณ 1 เดือน และสินค้าในออนไลน์ยังเหมือนกับหน้าร้านทั้งหมด แต่ต่อไปจะปรับเปลี่ยนให้เกิดความ Exclusive ในออนไลน์ เช่น ให้สินค้าบางตัวมีแค่ในหน้าเว็บไซต์เท่านั้น หรืออาจจะจัดโปรโมชั่นที่พิเศษกว่าหน้าร้านทั่วๆ ไป เพราะอยากให้ส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่กรุงเทพ 60% ต่างจังหวัด 40% แต่ถึงอย่างนั้น ปีนี้ก็จะขยายหน้าร้านออกไปอีก 4-5 แห่ง เรียกได้ว่ารุกหนักทั้งหน้าร้านและออนไลน์เต็มที่

ส่วนการสั่งซื้อทางออนไลน์ ICC บอกว่าไม่ว่าจะสั่งสินค้าราคาเท่าไหร่ ค่าบริการจัดส่งจะอยู่ที่ 50 บาททุกรายการ

จับตาดูก้าวต่อไปของ คุมะมง ในไทย

ดูจากยอดขายแล้ว ปีก่อนหน้านี้คุมะมงในไทยมียอดเพิ่มขึ้นมากว่า 10% แต่ปีนี้ด้วยการส่งตุ๊กตาขนาด 22 นิ้วเข้ามา รวมกับการขยายหน้าร้าน และที่สำคัญจะบุกตลาดออนไลน์อย่างหนัก ทำให้ปีนี้ ICC ค่อนข้างมั่นใจว่าจะทำให้ยอดขายคุมะมงจะเติบโตขึ้นไปถึง 20-30% อีกอย่างถ้าดูที่กลุ่มเป้าหมาย ต้องยอมรับว่า คุมะมงมีคาแร็กเตอร์ที่เข้าได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิง

นอกจากนั้น การทำการตลาด ICC ยังบอกอีกว่าจะอัดเงินโชว์ตัวคุมะมงไปตามสื่อต่างๆ อย่างปีนี้จะจัดอีเวนท์ไม่ต่ำกว่า 3 งาน คำนวณคร่าวๆ งบที่จะฉีดเข้าไปกับอีเวนท์ในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทแน่นอน

สรุป

คุมะมงมาโชว์ตัวที่ไทยครั้งแรกเพื่อเอาใจเหล่าแฟนคลับ ส่วน ICC ผู้ดูแลคุมะมงในไทยประกาศขยายสาขาที่มีอยู่แล้ว 14 สาขา ปีนี้จะเพิ่มอีก 4-5 สาขา นอกจากนั้นก็จะบุกตลาดออนไลน์ สั่งซื้อกันได้ตลอดเวลา มั่นใจมากว่าปีนี้ยอดขายจะโตขึ้นแน่นอน

เรียกได้ว่าจากตุ๊กตาหมีดำแก้มแดง สัญลักษณ์ของจังหวัดคุมาโมโตะ ประเทศญี่ปุ่น ที่ทำโดยภาคราชการ แล้วส่งมาถึงไทยจนขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีแฟนคลับติดตามกันมากขึ้นทุกวัน น่าสนใจว่าโมเดลแบบนี้ ถ้านักธุรกิจหรือภาคราชการไทยจะศึกษาไว้เป็นบทเรียนบ้าง ก็จะถือเป็นเรื่องราวดีๆ ไม่น้อย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Nokia แต่งตัวใหม่ Comeback ตลาดไทยไตรมาส 2 ขนทั้ง 3310 และ Smartphone แย่งแชร์ตลาดคืน

Brand Inside - 23 March 2017 - 14:22

Nokia เตรียมกลับมาทำตลาดประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากหายไปประมาณ 2 ปีเศษ แต่การกลับมาครั้งนี้มากับชื่อบริษัท HMD กลุ่ม Startup จากประเทศฟินแลนด์ ซึ่งตอนนี้เริ่มมีทีมทำตลาด และสำนักงานเพื่อลุยตลาดแล้ว

Nokia 3, 5 และ 6 Smartphone รุ่นใหม่ของ Nokia กับราคาขายเฉลี่ยทั่วโลก 139, 189 และ 229 ยูโร ตามลำดับ ไตรมาส 2 เตรียมเจอกับความทรงจำเก่าๆ

การกลับมาทำตลาดในไทยของอดีตยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจากฟินแลนด์ครั้งนี้ จะทำผ่านริษัท HMD Global กลุ่ม Startup จากประเทศฟินแลนด์ ผู้บริหารจัดการแบรนด์ Nokia ซึ่งปัจจุบันได้ตั้งทีมงาน และสำนักงาน เพื่อติดต่อดีลเลอร์ และวางแผนการทำตลาดในประเทศไทยแล้ว โดยในช่วงไตรมาสที่ 2 จะเริ่มมีสินค้าทั้ง Feature Phone และ Smartphone วางจำหน่ายในไทย

Arto Nummela ประธานกรรมการบริหาร HMD Global เล่าให้ฟังว่า ผู้บริโภคทั้งในไทย และทั่วโลกต่างมีความรู้สึกดีกับแบรนด์ Nokia หลังจากมีบริษัทวิจัยรายหนึ่งได้สอบถามผู้บริโภคเกี่ยวกับความต้องการให้แบรนด์ Nokia กลับมาทำตลาดอีกครั้ง ซึ่งผลลัพท์ออกมาคือ 80% มีความต้องการให้แบรนด์ Nokia กลับมา และจากปัจจัยนี้ทำให้โอกาสในการทำตลาดของบริษัทมีสูง

Nokia 3310 รุ่นปรับปรุงใหม่ ราคาค้าปลีกโดยเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 49 ยูโร (ราว 1,830 บาท) 3310 และ Smartphone มาแน่ แต่ไม่บอกราคา

“ประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ปีนี้ HMD ตั้งเป้าไว้ค่อนข้างสูงในการจำหน่าย Smartphone ส่วน Feature Phone ไม่ได้วางไว้ เน้นแค่สร้างสีสันในตลาดมากกว่า เพราะโลกในตอนนี้หมุนด้วย Smartphone ระบบปฏิบัติการ Android ยิ่งหลังงาน Mobile World Congress ที่จบไม่เมื่อต้นเดือนมี.ค. ก็มีคนพูดถึงแบรนด์ Nokia เป็นจำนวนมาก ก็ยิ่งสร้างความมั่นใจในการทำตลาด”

สำหรับโทรศัพท์มือถือ Nokia ที่จะกลับมาจำหน่ายในประเทศไทยแน่นอนคือ Feature Phone รุ่น 3310 ที่ถูกปรับปรุงใหม่จากรุ่นแรกเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน แต่ด้วยตัวเครื่องนั้นรองรับเทคโนโลยีสูงสุดแค่ 2G ทำให้อาจไม่เหมาะในการใช้งานในประเทศไทย และยังไม่ประกาศราคาขาย ทำให้บริษัทไม่ได้ตั้งเป้ายอดขายจากสินค้านี้มากนัก ส่วน Smartphone ก็จะนำเข้ามาจำหน่ายเช่นกัน แต่ตอนนี้ยังอยู่ระหว่างเลือกรุ่นสินค้าที่จะเข้ามาจำหน่าย และตั้งราคา

สรุป

ต้องรอดูกันว่าการกลับมาของ Nokia ครั้งนี้จะเปรี้ยงเหมือน 20 ปีที่เป็นผู้นำในตลาดโทรศัพท์มือถือหรือไม่ เพราะจากราคา Smartphone ที่ตั้งมา 5,200-8,500 บาท จัดอยู่ในกลุ่มที่กำลังแข่งขันกันสูง ประกอบกับตัว 3310 เองก็คงได้แค่เป็น Gimmick เล็กๆ เท่านั้น ดังนั้นโอกาสทางการตลาดของ Nokia ครั้งนี้ไม่ง่าย

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทำไม วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก (EFORL) ถึงเป็นหุ้นตกสวรรค์ ?

Brand Inside - 23 March 2017 - 14:14

ผลจากการที่หุ้น EFORL ซึ่งถือหุ้นใน วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก ตกต่ำดำดิ่ง ประกอบกับตัวเลขผลประกอบการของวุฒิ-ศักดิ์ฯ ที่ขาดทุนต่อเนื่อง อาจเป็นการสะท้อนถึง “ขาลง” ของธุรกิจคลินิกเสริมความงามที่เคยเป็นดาวรุ่งได้อย่างชัดเจนที่สุด

ไม่น่าเชื่อว่าธุรกิจที่เคยเป็นดาวรุ่งและเป็นที่หมายตาของนักลงทุนเมื่อตัดสินใจเข้ามาในตลาดหุ้นอย่าง วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก เจ้าของสโลแกน “เพราะความสวยรอไม่ได้” ถึงได้มีราคาหุ้นที่ตกต่ำอย่างมาก โดยนับตั้งแต่ถูกบริษัท อีฟอร์แอล จำกัด (มหาชน) หรือ EFORL ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์ เข้าซื้อกิจการในปี 2557 ราคาหุ้นได้วิ่งขึ้นไปสร้างจุดสูงสุดที่ระดับเกือบ 2 บาท

แต่หลังจากนั้น ราคาหุ้นไม่เคยกลับขึ้นไปอยู่ในจุดเดิมได้อีกเลย และเป็นขาลงอย่างต่อเนื่องนานกว่าสามปี ล่าสุดราคาอยู่ที่ 0.14 เท่านั้น เป็นความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินค่าได้

นอกจากนี้ยังสร้างความเสียหายด้วยการผิดนัดชำหนี้ในตั๋ว B/E ที่ออกโดย บลจ.โซลาริส อีกเป็นมูลค่ารวมกว่า 200 ล้านบาท

ล่าสุด บริษัท EFORL ซึ่งถือหุ้นอยู่ในบริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด รายงานผลประกอบการประจำปี 2559 ขาดทุนสุทธิ 614.45 ล้านบาท จากเดิมที่จะมีกำไรปีละ 200 กว่าล้านบาท และรายได้รวมอยู่ที่ 3,673 ล้านบาท ลดลงกว่า 18%

กราฟแสดงหุ้นที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจความงามขาดทุนยับ

หากเจาะลงไปถึงเนื้อใน พบว่าธุรกิจที่ทำให้ขาดทุนก็คือ ธุรกิจความงามของ วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก ที่เคยถูกตั้งความหวังว่าจะเป็นดาวรุ่ง (เดิมที วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก ตกเป็นเป้าหมายของ IHH Healthcare กลุ่มทุนโรงพยาบาลใหญ่ระดับโลกจากมาเลเซียรวมถึงโรงพยบาลขนาดใหญ่ในไทยที่จะเข้าเทคโอเวอร์) โดยธุรกิจความงามมีสัดส่วน 45% ของรายได้รวม โดยธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์มีสัดส่วน 55%

ธุรกิจความงามมีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 54 ล้านบาท แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ ผลขาดทุนส่วนใหญ่มาจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญของลูกหนี้ผู้ซื้อแฟรนไชส์คลินิกความงามในต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และการตั้งสำรองการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรหรือไม่ได้อยู่ในเขตชุมชนหรือศูนย์การค้าอีกกว่า 30 สาขา โดยบริษัทแจ้งว่าอยู่ในระหว่างการเจรจากับผู้ร่วมทุนรายใหม่เพื่อปรับปรุงแฟรนไชส์ให้มีคุณภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ สภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลง ยังส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจคลินิกความงามที่ลดลงกว่า 37% และยังมีเหตุผลอื่นๆประกอบด้วย

  1. จำนวนคู่แข่งที่มากขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม
  2. เกิดสินค้านำเข้าที่ไม่ถูกต้องเข้ามาแข่งขันด้านราคา จนอัตรากำไรลดลง
  3. บริษัทต้องลงทุนพัฒนาคุณภาพการบริการและรักษาให้ได้ถึงระดับ CJI จึงต้องมีการลงทุนเพิ่ม

ธุรกิจเครื่องสำอางยังพอไปได้

แม้ในส่วนของธุรกิจคลนิกความงามจะไม่สู้ดีนัก แต่ธุรกิจเครื่องสำอางยังคงเติบโตได้ดี วุฒิ-ศักดิ์ คลินิก จึงมุ่งหวังที่จะผลักดันให้ขึ้นมาทดแทนธุรกิจคลินิก โดยบริษัทจะเน้นจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์วุฒิศักดิ์ไปยังกลุ่ม CLMV ที่มีความต้องการในสินค้าเครื่องสำอางระดับสูง นอกจากนี้ยังมีการเน้นไปที่สินค้าบำรุงผิวแบรนด์ Snail 8

ทางรอดของ EFORL และวุฒิ-ศักดิ์ คลินิกอยู่ตรงไหน?

การที่บริษัทผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E สะท้อนถึงสภาพคล่องเงินสดภายในบริษัทที่มีปัญหาอย่างหนัก โดยงบการเงินล่าสุดระบุว่าบริษัทมีหนี้สิน 4,759 ล้านบาท ขณะที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นเพียง 962 ล้านบาท เรียกได้ว่ามีหนี้มากกว่าทุนกว่า 5 เท่า มาจากการกู้เงินจากสถาบันการเงินมาลงทุนซื้อกิจการวุฒิ-ศักดิ์ คลินิกหลายพันล้านบาทเมื่อสามปีที่แล้ว โดยใช้วิศวกรรมทางการเงิน ผ่านการจัดตั้งบริษัท ดับบิวซีไอ โฮลดิ้ง (WCIH) มาเป็นบริษัทแม่ถือหุ้นในบริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิกอินเตอร์ กรุ๊ป อีกทอดหนึ่ง

การที่บริษัทจะมีเงินสดเข้ามาช่วยให้สภาพคล่องกิจการดีขึ้น จำเป็นที่จะต้องนำบริษัท WCIH เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ได้เงินก้อนส่วนหนึ่งจากนักลงทุนเข้ามา แต่หากธุรกิจของวุฒิศักดิ์ยังไม่ดีขึ้น ก็ยากที่จะนำหุ้นเข้าตลาดฯได้

ล่าสุดผู้บริหารของ EFORL ได้เปิดเผยว่าได้เจรจากับพันธมิตรธุรกิจรายใหม่จำนวนสองรายที่จะเข้ามาถือหุ้นใน WCIH และเข้ามาทำให้กิจการของวุฒิศักดิ์เติบโตขึ้น โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ 4,000 ล้านบาทเติบโต 10% จากปีก่อน และยังได้แต่งตั้ง “สุรเกียรติ เสถียรไทย” ขึ้นมาเป็นประธานกรรมการบริษัท

สรุป

กรณีของหุ้น EFORL และวุฒิ-ศักดิ์ คลินิกได้สะท้อนว่าธุรกิจใดที่เติบโตร้อนแรง ย่อมเกิดคู่แข่งจำนวนมาก จากที่เป็น Blue Ocean ก็สามารถเป็น Red Ocean ได้เช่นกัน นักลงทุนไม่ควรยึดติดกับภาพความสำเร็จในอดีต แต่ควรหมั่นตรวจตราธุรกิจที่เข้าไปลงทุนว่ายังโอเคอยู่หรือไม่ตลอดเวลา

ข้อมูล: คำชี้แจงผลประกอบการสิ้นปี 2559 ของบริษัทอีฟอร์แอล จำกัด (มหาชน) ที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Airbnb ประกาศลุยจีนเต็มพิกัด รีแบรนด์เป็นชื่อจีน Aibiying

Brand Inside - 23 March 2017 - 11:19

Airbnb เว็บแชร์ห้องพักที่กำลังได้รับความนิยม เตรียมตัวบุกตลาดจีนเต็มตัว ด้วยการเปลี่ยนชื่อใหม่ให้จับใจคนจีนเป็น Aibiying (爱彼迎) ที่นอกจากยังมีเสียงคล้ายๆ Airbnb แล้วยังมีความหมายดี แปลว่า “ยินดีต้อนรับทุกท่านด้วยความรัก”

จีนถือเป็นตลาดใหญ่ของ Airbnb โดยบริษัทให้ข้อมูลว่าที่ผ่านมา มีแขกที่พัก Airbnb ในจีนถึง 1.6 ล้านคน และปัจจุบัน Airbnb มีห้องพักในจีนเกือบ 80,000 รายการ ในทางกลับกัน ลูกค้าชาวจีนที่เดินทางออกต่างประเทศ ก็ใช้ Airbnb กันเยอะ (แม้บริษัทไม่ได้ทำตลาดคนจีนมากนัก) ถึง 5.3 ล้านคน (ยอดสะสมทั้งหมด)

การรีแบรนด์ชื่อเรียกในจีนไม่ใช่เรื่องใหม่ของบริษัทตะวันตก ก่อนหน้านี้ Evernote บริการจดโน้ตที่ได้รับความนิยม ก็เข้าไปทำตลาดจีนในชื่อ “Yinxiang Biji” โดยยังรักษาโลโก้เดิมทุกประการ (แค่เปลี่ยนชื่อเรียกในภาษาจีน ให้คนจีนเรียกได้ง่ายขึ้น)

ซีอีโอ Airbnb พร้อมโลโก้ใหม่ในชื่อภาษาจีน

นอกจากการรีแบรนด์แล้ว Airbnb ยังจ้างพนักงานในจีนเพิ่ม โดยตั้งเป้าเพิ่มพนักงาน 3 เท่า และลงทุนเป็นเม็ดเงินในจีนเพิ่ม 2 เท่า จีนยังถือเป็นประเทศเดียวที่ Airbnb ตั้งศูนย์วิศวกรรมของตัวเอง ถ้าไม่นับในประเทศแม่อย่างสหรัฐ

Airbnb ยังนำบริการตัวใหม่ Trips หรือบริการนำเที่ยวโดยคนท้องถิ่น บุกเข้าไปยังจีนด้วย โดยเริ่มจากเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองแรกในจีน (Trips เพิ่งเปิดตัวในกรุงเทพไปเมื่อเร็วๆ นี้)

บริษัท Airbnb China ถูกแยกออกมาจากบริษัทแม่ เพื่อให้ทำงานได้จีนอย่างคล่องตัว และรับมือกับรัฐบาลจีนได้โดยไม่สร้างผลกระทบต่อบริษัทแม่ในสหรัฐ (เช่น ถ้าหากทางการจีนขอข้อมูล ก็ให้เฉพาะส่วนของ Airbnb China) ทาง Airbnb ระบุว่าจะเข้าไปเซ็นสัญญาความร่วมมือกับ 4 เมืองใหญ่ในจีนคือ เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น ฉงชิ่ง และกว่างโจว เพื่อขยายผลของบริการประเภท home sharing ในจีนด้วย

นอกจากนี้ การแยกบริษัทสาขาในจีน ยังทำให้ Airbnb China ร่วมมือกับบริษัทจีนอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มการจ่ายเงินทั้ง Alipay หรือล็อกอินด้วยบัญชี WeChat รวมถึงการแปลข้อความทุกอย่างเป็นภาษาจีน มีศูนย์บริการลูกค้า 24 ชั่วโมงในภาษาจีนกลาง

หน้าเว็บ Airbnb ในจีน ขึ้นชื่อใหม่แล้ว

คู่แข่งของ Airbnb ในจีนคือบริการสัญชาติจีนเอง ได้แก่ Tujia ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Ctrip ผู้ให้บริการจองโรงแรมรายใหญ่ของจีน และ Expedia ผู้ให้บริการจองโรงแรมรายใหญ่ของโลก

Tujia มีห้องพักในระบบถึง 430,000 รายการ ถือว่าเยอะกว่า Airbnb มาก ตรงนี้ถือเป็นความท้าทายสำคัญของ Airbnb ในการเอาชนะ Tujia ให้จงได้ มิฉะนั้นก็อาจต้องถอนตัวออกจากตลาดจีนดังเช่นที่ Uber เคยโดนมาอย่างเจ็บปวด

ที่มา – Airbnb, Skift

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Ecommerce ต้องส่งได้เร็ว eBay จึงการันตีจัดส่งฟรีใน 3 วัน แข่งกับ Amazon-Walmart

Brand Inside - 23 March 2017 - 02:39

การแข่งขันในโลกของ Ecommerce นั้นหนักหน่วงขึ้นทุกวัน เพราะแพลตฟอร์มนี้คืออนาคตของธุรกิจค้าปลีก และล่าสุดทาง eBay ก็เข้ามาร่วมศึกนี้เต็มตัว หลังประกาศการันตีส่งสินค้าภายใน 3 วันแข่งกับเจ้าตลาดอย่าง Amazon และ Walmart

ภาพ pixabay.com ความเร็วคือเรื่องสำคัญในการค้าขายยุคนี้

ทุกวันนี้การซื้อสินค้าออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติของผู้บริโภคในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่วนในประเทศที่กำลังพัฒนาก็มีเงินสะพัดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะจุดเด่นของ Ecommerce คือความสะดวก และปลอดภัย แต่กว่าจะถึงจุดนั้นได้ การส่งสินค้าอย่างมีคุณภาพ และถึงที่หมายอย่างรวดเร็วก็เป็นเรื่องสำคัญ

และคงไม่แปลกที่ eBay อีกผู้นำในตลาด Ecommerce จะเริ่มนำปัจจัยเรื่องการส่งสินค้าอย่างรวดเร็วมาเพิ่มยอดขาย และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ซื้อที่ Active อยู่ในระบบกว่า 167 ล้านราย ผ่านการการันตีการส่งสินค้าภายใน 3 วัน ในกรณีที่จุดหมายปลายทางอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นสินค้าที่อยู่ในกลุ่มที่กำหนดจำนวนกว่า 20 ล้านชิ้น

Walmart-Amazon มาก่อนนานแล้ว

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ eBay ที่นำเรื่องความเร็วมาเป็นจุดขายในการเพิ่มยอดสั่งซื้อ เพราะค้าปลีกเบอร์หนึ่งของโลกอย่าง Walmart ก็ประกาศส่งสินค้าฟรีภายใน 2 วันกับสินค้าราว 2 ล้านชิ้นในระบบเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่จะส่งฟรีได้ ผู้ซื้อต้องมียอดสั่งซื้อมากกว่า 35 ดอลลาร์

ขณะเดียวกัน Amazon ยักษ์ใหญ่ในโลก Ecommerce ก็ให้บริการ Amazon Prime ตั้งแต่เดือนก.พ. 2548 ผ่านจุดเด่นเรื่องหากสมัครสมาชิกก็จะได้รับการการันตีส่งสินค้าฟรีภายใน 2 วัน และจุดนี้เองทำให้ Amazon มีสมาชิกที่สมัคร Amazon Prime กว่า 50 ล้านรายในสหรัฐอเมริกา

สรุป

ความเร็วเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เมื่อผู้บริโภคดำรงชีวิตอยู่ในยุคที่เวลาเป็นเงินเป็นทอง ที่สำคัญการเติบโตของ Ecommerce จะเป็นไปไม่ได้เลย หากไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเหมือนการซื้อสินค้าตามช่องทางค้าปลีกปกติ ซึ่งหากใช้เวลาส่งนานผู้บริโภคก็จะไม่ชอบ เชื่อว่าหลังจากนี้คงเห็นวิธีการส่งแบบล้ำๆ ที่จะมายกระดับ Ecommerce ให้ไปได้มากกว่านี้แน่นอน

อ้างอิง // EBay is taking on Amazon Prime and Wal-Mart in guaranteed delivery, free shipping

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วิเคราะห์ทางรอดของสื่อทีวี ท่ามกลางสงครามชิงเรทติ้ง กับผลกระทบจากสื่อดิจิทัลในอนาคต

Brand Inside - 23 March 2017 - 00:56

แม้ว่าสื่อดิจิทัลจะทวีความร้อนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ทีวีจะยังไม่ได้รับผลกระทบไปอีกอย่างน้อย 3-4 ปี เนื่องจากทีวีสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้างกว่าสื่อดิจิทัล ประกอบกับสื่อดิจิทัลยังมีข้อจำกัดในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวัดผลและประสิทธิภาพของโฆษณา การปั่นยอดเข้าชมโฆษณา (ad fraud) ตลอดจนการกดข้ามโฆษณาก่อนชมวิดีโอ ทำให้บริษัทและเอเจนซี่โฆษณาบางแห่งลังเลที่จะทุ่มเงินโฆษณาลงสื่อดิจิทัลเพียงสื่อเดียว

ภาพจาก Pixabay.com

EIC SCB มองว่า จากกรณีศึกษาของประเทศพัฒนาแล้วที่ดูฟรีทีวีเป็นหลักเช่นเดียวกับไทย เช่น ฝรั่งเศส และอิตาลี พบว่าทีวียังคงครองเม็ดเงินโฆษณาสูงสุด และไม่ได้มีสัดส่วนที่ลดลง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับไทย ส่วนสื่อที่ได้รับผลกระทบจากสื่อดิจิทัลโดยตรงกลับเป็นสื่อสิ่งพิมพ์และวิทยุ ที่มีสัดส่วนของเม็ดเงินโฆษณาลดลงราวปีละ 2-3% สะท้อนให้เห็นว่าทีวีจะยังไม่ได้รับผลกระทบจากสื่อดิจิทัลในระยะสั้น

สื่อดิจิทัลจะเข้ามาแย่งชิงค่าโฆษณาจากทีวีได้ อาจต้องใช้ระยะเวลานานถึง 3-4 ปี

เม็ดเงินโฆษณาเพิ่ม แต่ต้นทุนก็เพิ่มเช่นกัน

แม้ว่าเม็ดเงินโฆษณาทีวีจะยังโตต่อ แต่รายได้และผลกำไรของช่องทีวีกลับมีการเติบโตที่สวนทาง เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะการเริ่มต้นของดิจิทัลทีวี ทำให้ทีวีทุกช่องต่างเร่งลงทุนด้านคอนเทนต์เพื่อแย่งชิงคนดูให้ได้มากที่สุด เช่น การซื้อลิขสิทธิ์รายการกีฬาดังและซีรีย์จากต่างประเทศ ส่งผลให้ต้นทุนเฉลี่ยในปี 2015 พุ่งขึ้นกว่า 70% จากปีก่อนหน้า

ในทางกลับกัน เม็ดเงินโฆษณาที่ช่องทีวีส่วนใหญ่ได้รับกลับไม่สูงอย่างที่คาด โดยช่องทีวีรายใหม่สามารถดึงเม็ดเงินโฆษณามาได้เพียงช่องละ 0.3-7% ของงบโฆษณาทั้งหมด เนื่องจากรายการยังไม่ได้รับความนิยมจากคนดูในวงกว้าง ในขณะที่ช่องทีวีรายเดิมก็ถูกแย่งฐานคนดูไปบางส่วน จึงไม่สามารถคว้าเม็ดเงินโฆษณาได้มากอย่างเคย ส่งผลให้ในภาพรวม ช่องทีวีกว่า 2 ใน 3 ต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน และช่องทีวีบางรายอาจใช้เวลามากกว่า 5 ปีในการพลิกฟื้นกลับมามีกำไร

เม็ดเงินโฆษณาของสื่อทีวี เริ่มได้รับผลกระทบสื่อดิจิทัลในอีก 2-3 ปีจากนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ช่องทีวียังต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาคอนเทนต์ให้โดนใจคนรุ่นใหม่ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รายการที่กวาดเรตติ้งและเม็ดเงินโฆษณาได้สูงสุดมักเป็นละครฟอร์มยักษ์ที่มีพระนางแม่เหล็กยกตัวอย่าง ละครช่อง 3 เรื่องนาคีที่ทำเรตติ้งตอนจบได้สูงถึง 17.3 หรือคิดเป็นยอดคนดูมากถึง 11.5 ล้านคน

เมื่อสูตรสำเร็จหายไป ความแปลกใหม่ คือคำตอบ

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ละครกลับมียอดคนดูน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะได้ดาราแนวหน้ามาแสดงก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นละครเรื่องคลื่นชีวิตที่ออกอากาศทางช่อง 3 หรือละครเพลิงพระนางของทางช่อง 7 ซึ่งทำเรตติ้งได้เพียงประมาณ 7-8 เท่านั้น ชี้ให้เห็นว่าช่องทีวีไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จแบบเดิมๆ เพื่อมัดใจคนดูได้อีกต่อไป

ขณะที่ละครเริ่มซาความนิยมลง รายการเกมโชว์และมิวสิคโชว์อย่าง The Mask Singer ที่ช่องเวิร์คพอยท์นำมาออกอากาศช่วง super prime time (20.00-22.00 น.) กลับเรียกเรตติ้งได้อย่างท่วมท้นถึง 10.93 อีกทั้งยังครองใจคนดูทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น (10-19 ปี) และวัยทำงาน (30-49 ปี) ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่เหนือกลุ่มคนดูละครของช่องคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากคนดูละครส่วนใหญ่มักกระจุกตัวอยู่เฉพาะคนวัย 40 ปีขึ้นไปเท่านั้น

เบื้องหลังความสำเร็จที่ปั้นให้รายการนี้ขึ้นมาแซงหน้าละครหลังข่าวได้เป็นเพราะ “ความแปลกใหม่” ที่สอดแทรกอารมณ์ขันลงไปในรายการ อีกทั้งยังเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นของผู้ชมว่าใครคือนักร้องที่กำลังโชว์พลังเสียงอยู่ภายใต้หน้ากาก จนกลายเป็นกระแสปากต่อปากบนโลกออนไลน์และเรียกความสนใจจากผู้ชมรุ่นใหม่ได้ สะท้อนจากรายการตอนแรกใน YouTube ที่มีการแชร์กันต่อมากกว่า 3 หมื่นครั้ง และมียอดเข้าชมรวมสูงถึง 15 ล้านครั้ง แม้ว่ารายการจะออกอากาศไปแล้วกว่า 5 เดือนก็ตาม

เรทติ้งของ The Mask Singer ชนะละครหลังข่าว จับชีพจรรายการทีวีในต่างแดน

สำหรับพฤติกรรมการรับชมทีวีในต่างประเทศก็พบว่าแนวโน้มการรับชมรายการทีวีก็เริ่มเปลี่ยนไปเช่นกัน ยกตัวอย่าง ในฝรั่งเศส รายการที่สร้างสีสันและคว้าใจผู้ชมคนดูได้สูงสุดในปี 2016 เป็นรายการคอนเสิร์ต Les Enfoirés และรายการตลกเสียดสีอย่าง C’est Canteloup แซงหน้าละครที่เคยได้รับความนิยมในอดีต หรือในสหรัฐฯ รายการประกวดความสามารถ เช่น The Voice และ America’s Got Talent ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็น 1 ใน 20 รายการที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2016 เช่นกัน อีกทั้งยังมีเรตติ้งเหนือซีรีย์ชื่อดังอย่าง Criminal Minds หรือ NCIS อีกด้วย

การสร้างปฏิสัมพันธ์กับคนดู ในยุคสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตครองเมือง ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ช่องทีวีกำลังเผชิญ จากการสำรวจของ Millward Brown บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำ พบว่าคนไทยกว่า 70% รับชมทีวีควบคู่ไปกับการใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ สะท้อนให้เห็นว่าคนดูยุคใหม่มีแนวโน้มจดจ่อกับการดูทีวีน้อยลงกว่าในอดีต ส่งผลให้ช่องทีวีมีความจำเป็นต้องพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ในการรับชมทีวี และดึงดูดให้คนดูติดตามชมรายการตลอดเวลา

ในต่างประเทศ ทีวีหลายช่องเริ่มพัฒนาแอปพลิเคชั่นบนมือถือเพื่อต่อยอดประสบการณ์การรับชมทีวี เช่น แอพ CNN และแอพ BCC iPlayer ที่นอกจากจะมีรายการสดและรายการย้อนหลังให้รับชมเหมือนแอปดูทีวีทั่วไปแล้ว ยังมีเกม โพล และข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายการ ณ ขณะนั้น เพื่อสร้างความรู้สึกร่วมให้แก่ผู้ชม และกระตุ้นให้ผู้ชมอยากดูรายการเหล่านั้นต่อ

ภาพจาก Pixabay.com

EIC แนะว่า ช่องทีวีต้องเปลี่ยนวิธีคิดในการสร้างคอนเทนต์ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนดูที่เปลี่ยนไป เช่น 1) นำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) มาใช้วิเคราะห์พฤติกรรมการรับชมทีวีของผู้ชม เพื่อผลิตเนื้อหาใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการของคนดู และ 2) ซื้อฟอร์แมทรายการต่างชาติที่ประสบความสำเร็จ และนำมาประยุกต์กับบริบทของไทยเพื่อให้ถูกจริตและตรงตามไลฟ์สไตล์ของผู้ชมชาวไทย แต่ช่องทีวีจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าของค่าลิขสิทธิ์ร่วมด้วย เพื่อให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว

ช่องทีวีควรร่วมมือกับผู้ประกอบการด้านซอฟต์แวร์ นำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้กับแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เพื่อยกระดับประสบการณ์ในการรับชมทีวี ยกตัวอย่างเช่น นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Artificial Intelligence (AI) มาใช้กับแอปพลิเคชั่นบนมือถือ เพื่อพูดคุย โต้ตอบ ให้ข้อมูล ตลอดจนแนะนำรายการอื่นๆ ระหว่างรับชมทีวี ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้ชมรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของรายการทีวีแล้ว ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจในการรับชมรายการอื่นๆ อีกด้วย

แนวโน้มการควบรวมกิจการทีวี

ในระยะยาว EIC มองว่าอุตสาหกรรมทีวีไทยมีแนวโน้มควบรวมกิจการ (M&A) ระหว่างกันมากขึ้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านคอนเทนต์ ในลักษณะเดียวกับการ M&A ในต่างประเทศ โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการควบรวมกิจการของธุรกิจสื่อทั่วโลกเติบโตแบบก้าวกระโดดกว่า 37% ต่อปี เช่น Comcast ผู้ให้บริการเคเบิลทีวีรายใหญ่ เข้าซื้อกิจการบริษัทผลิตแอนิเมชั่นอย่าง Dreamworks รวมถึง AT&T ผู้ให้บริการมือถือและทีวีแบบบอกรับสมาชิก เข้าซื้อกิจการบริษัทผลิตสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Time Warner ซึ่งการควบรวมในลักษณะดังกล่าว มีแนวโน้มเกิดมากขึ้นในอนาคต เพื่อเพิ่มศักยภาพของธุรกิจและขยายฐานคนดูให้เพิ่มมากขึ้น

ภาพจาก Pixabay.com

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

[วิเคราะห์] มีความเป็นไปได้แค่ไหนที่รัฐจะเก็บภาษี e-Commerce ในประเทศไทย

Brand Inside - 23 March 2017 - 00:20

กระแสข่าวเรื่องการเก็บภาษี e-Commerce หรือการค้าขายบนโลกออนไลน์ ได้รับการกล่าวถึง และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา (ซึ่งอาจรวมถึงภาษีบริการออนไลน์ที่เกิดจากบริษัทข้ามชาติ เช่น Facebook, Google, LINE) ว่ามีความเป็นไปได้แค่ไหน

Brand Inside ได้มีโอกาสสัมภาษณ์แหล่งข่าวที่มีความเชี่ยวชาญในด้าน e-Commerce และออนไลน์ ซึ่งวิเคราะห์และแจกแจงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องได้อย่างชัดเจน และน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกฝ่าย ซึ่งได้สรุปเป็นเนื้อหามาเล่าสู่กันฟังดังนี้

จุดเริ่มต้น: ควบคุมดูแลและสร้างรายได้

แหล่งข่าว ได้บอกเล่าถึงหลักการของภาษี คือ เมื่อมีกิจกรรมใดๆ ที่สร้างรายได้เกิดขึ้น ผู้ประกอบการต้องแบ่งรายได้ให้กับรัฐ เพื่อนำไปใช้พัฒนาท้องถิ่น เพราะผู้ประกอบการได้ใช้โครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทยเพื่อกระทำการดังกล่าว ซึ่งในโลกปกติ หรือ โลกออฟไลน์ รัฐสามารถตรวจสอบกิจกรรมต่างๆ ได้ และดำเนินการจัดเก็บภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

แต่ในโลกออนไลน์ เป็นโลกไร้พรมแดน ไม่สามารถรู้ได้ว่า กิจกรรมนั้นเกิดขึ้นที่ไหน มีธุรกรรมการเงินเกิดขึ้นหรือไม่ มูลค่าเท่าไร ซึ่งปัจจุบัน รัฐบาลเกือบทุกประเทศไม่สามารถตรวจสอบและเก็บภาษีได้ แม้แต่สหรัฐอเมริกา มียกเว้นเพียง จีน ประเทศเดียวเท่านั้นที่สามารถทำได้

กิจกรรมบนโลกออนไลน์ที่ว่า คือ การค้าออนไลน์ หรือ e-Commerce จากเดิม นาย A ขายของออฟไลน์เสียภาษีตามปกติ พอนาย B ขายของออนไลน์ ราคาถูกกว่า ไม่ต้องเสียภาษี เกิดผลทันที คือ

1 รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษีน้อยลง และเมื่อนาย B ไม่ต้องเสียภาษี มีแนวโน้มที่นาย A จะทำตาม

2 เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการแข่งขันทางการค้า คนทำถูกกฎหมายโดนเอาเปรียบ

3 มีความเป็นไปได้ที่ นาย B จะขายสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมายมากขึ้น เพราะรัฐไม่สามารถตรวจสอบได้

ทำให้รัฐบาลทั่วโลก ต้องการควบคุมและจัดเก็บภาษีโลกออนไลน์

คนขายไม่อยากเสียภาษี และก็ไม่ต้องเสียด้วย!

แหล่งข่าว บอกว่า นี่ไม่ใช่การชี้ช่อง แต่คือการวิเคราะห์สิ่งที่เป็นอยู่ นั่นคือปัจจุบัน ผู้ขายของออนไลน์ ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว และไม่สามารถตรวจสอบได้ แม้จะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างมีนัยสำคัญอย่างน้อย 2 ฉบับ คือ

พ.ร.บ.ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545การตลาดแบบตรง ไม่ใช่ขายตรง แต่เป็นกิจกรรมที่มีการเชิญชวนให้ซื้อสินค้าและบริการและบอกวิธีการจ่ายเงิน เช่น แค็ตาล็อก, e-Commerce, TV Direct ถือเป็นการตลาดแบบตรงทั้งหมด ต้องทำการจดทะเบียนกับ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หากไม่จดทะเบียนมีโทษปรับวันละ 10,000 บาท

แต่ข้อเท็จจริงคือ ไม่มีผู้ประกอบการธุรกิจ e-Commerce รายใดจดทะเบียน แต่ก็ไม่มีการบังคับใช้หรือลงโทษปรับแต่อย่างใด แสดงว่า มีกฎหมาย มีอำนาจ แต่ไม่มีการบังคับใช้กฎหมาย

กฎหมายอีกฉบับคือ พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 และประกาศกระทรวงพาณิชย์ พ.ศ. 2553 ให้ผู้ประกอบการ e-Commerce ต้องมาจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่ปัญหาคือ จดทะเบียนไปแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไร นอกจากจะเป็นฐานข้อมูลให้สรรพากรเข้ามาตรวจสอบเพื่อเก็บภาษีเงินได้

จึงไม่แปลกใจถ้าผู้ประกอบการ e-Commerce จะไม่จดทะเบียน แม้กฎหมายกำหนดโทษปรับไว้ 10,000 บาทต่อวัน แต่ก็ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่แปลกใจถ้าผู้ประกอบการ e-Commerce จะเลือกไม่จดทะเบียน และอยู่นิ่งๆ ไม่เสียภาษีต่อไป

จะทำอย่างไรจึงจะเก็บภาษี e-Commerce ได้

ตามหลักการจะเก็บภาษีได้ ต้องหา “เงิน” ให้เจอ ซึ่งเงินในโลกออนไลน์ของไทย มี 3 ประเภท คือ

1 เงินสด – เกิดจากการติดต่อซื้อขายทางออนไลน์ แต่เลือกไปเจอกันเพื่อจ่ายเงินต่อหน้า แบบนี้ตรวจสอบไม่ได้

2 e-Payment – นี่คือวิธีที่ดีที่สุดที่รัฐ จะตรวจสอบการเคลื่อนที่ของเงินได้ เพราะมีการบันทึกเป็นข้อมูลไว้ตลอด ได้แก่การรับจ่ายโอนถอนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด เช่น ATM, Mobile Payment, e-Payment, โอนเงินธนาคาร รวมถึง PromptPay (พร้อมเพย์) ที่รัฐพยายามผลักดันให้มีการใช้งาน

3 บัตรเงินสด True Money – ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีบัตรเงินสดที่สามารถใช้จ่ายได้เหมือนเงินสด และมีบริการออนไลน์จำนวนไม่น้อย ยินดีรับการจ่ายเงินด้วยบัตรเงินสด ซึ่งเป็นช่องทางที่ไม่สามารถตรวจสอบได้เช่นเดียวกับ เงินสด

ดังนั้น ประเทศเดียวในโลกที่สามารถเก็บภาษี e-Commerce ได้ในเวลานี้คือ จีน เพราะจีน ใช้ระบบ Single Gateway ตรวจสอบการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ และสามารถตรวจสอบบัญชีของ Alibaba, Tencent หรือ Baidu ได้ทันที เพื่อจัดเก็บภาษี (แต่ก็ให้การสนับสนุนเพื่อเป็นธุรกิจออนไลน์ยักษ์ใหญ่ของประเทศและของโลก) และหากไม่เข้าร่วมกับรัฐบาล ก็อาจถูกปิดบริษัทได้เลย

2 แนวทาง รัฐจัดเก็บภาษี e-Commerce

ปัจจุบันยังไม่มีทางเก็บภาษี e-Commerce รวมถึงภาษีจากบริการออนไลน์ของบริษัทข้ามชาติ (Facebook, Google, LINE) อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า ไม่รู้แหล่งเงิน ไม่รู้กิจกรรม ไม่รู้ปลายทางของเงิน และตรวจสอบอะไรไม่ได้ ก็ไม่มีทางเก็บภาษีได้ เว้นแต่ 2 แนวทางนี้

1 รัฐบาลใช้ มาตรา 44 เปิดบัญชีธนาคาร แล้วใช้เครื่องมือ Big Data ตรวจสอบรูปแบบการเดินทางของเงิน สามารถรู้ได้ทันทีว่า ใครทำอาชีพขายของออนไลน์ แล้วเข้าตรวจสอบเพื่อจัดเก็บภาษีได้เลย นี่คือวิธีที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด

2 สร้างผลประโยชน์ที่มากกว่าการเลี่ยงภาษี แต่เป็นวิธีที่นานและไม่แน่ว่าจะได้ผล เช่น กำหนดเรทภาษีที่น้อยลง พร้อมให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม แต่สุดท้ายก็จะกระทบกับการค้าออฟไลน์ เกิดความไม่เท่าเทียมอยู่ดี

สรุป

Brand Inside และแหล่งข่าวที่ให้สัมภาษณ์ เห็นด้วยกับการเก็บภาษี e-Commerce เพื่อสร้างความเท่าเทียมกันทางการแข่งขัน นำเงินภาษีไปพัฒนาประเทศ และทุกกิจกรรมควรมีการควบคุมดูแลโดยรัฐบาล แต่เท่าที่คิดอย่างรอบด้าน ยังไม่เห็นหนทางที่รัฐบาลไทย (หรือประเทศอื่นใด) จะสามารถเก็บภาษี e-Commerce ได้ เว้นแต่จะตั้ง Single Gateway แบบจีน ซึ่งยังต้องหวังว่าในอนาคตอันใกล้ จะสามารถคิดเครื่องมือที่สามารถตรวจสอบและจัดเก็บภาษีจากกิจกรรมการซื้อขายหรือให้บริการทางออนไลน์ได้หรือไม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทำธุรกิจท่องเที่ยวเตรียมรับมือ การเปลี่ยนแปลงกับ 3 กระแสแรงแห่งยุค ที่ยากจะต้าน

Brand Inside - 22 March 2017 - 17:32

ประเทศไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่เวลานี้ธุรกิจท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนไปด้วย 3 กระแสมาแรงแห่งยุคที่ยากจะต้าน ซึ่งกระทบกับประเทศไทยโดยตรง ผู้ประกอบการท่องเที่ยว หรือแม้แต่นักท่องเที่ยวเอง ต้องรู้เรื่องนี้เพื่อปรับตัวรับกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

รูปจาก Pixabay.com

EIC SCB วิเคราะห์ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางมาไทยปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 35.3 ล้านคน โตขึ้น 8.4% เป็นเงินรายได้ 2.9 ล้านล้านบาท นี่คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ แต่มีกระแสความเปลี่ยนแปลงหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้น และจะส่งผลให้ระยะยาว 3 ประเด็นหลัก คือ

  1. การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวสูงอายุ ล่าสุดปี 2015 มีสัดส่วน 19% และกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับประชากรโลก ทั้งจีน, อเมริกา, อังกฤษ หรือญี่ปุ่น ที่ส่วนใหญ่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สิ่งที่ตามมาคือ นักท่องเที่ยวสูงอายุ ใช้จ่ายมากกว่าวัยอื่น 9% และมากกว่ากลุ่ม Millennial 3 เท่า ใช้เวลาท่องเที่ยวในไทยยาวนานกว่าวัยอื่น 1-2 วัน
  2. การแข่งขันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวดุเดือด หลายประเทศมีการผ่อนปรนการขอวีซ่าเข้าประเทศ มีการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว สร้างสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อดึงดูด เช่น มาเก๊า, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น หรือ UAE ทางออกคือ การสร้างความแตกต่าง มากกว่าจะแข่งขันตลาด mass
  3. การใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น สร้างทั้งพันธมิตรและคู่แข่ง ธุรกิจท่องเที่ยวต้องเน้นสร้างแบรนด์มากขึ้น ผ่านสื่อออนไลน์ หลักการง่ายนิดเดียวถ้าค้นในโลกออนไลน์แล้วไม่เจอ นั่นคือเสียโอกาสทันที และยังมีคู่แข่งรายใหม่ เช่น Airbnb และผู้ประกอบการในลักษณะ Sharing ที่เกิดขึ้นซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้คู่แข่งและการแข่งขันหนักขึ้น
รูปจาก Pixabay.com ทางออกธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับตัวรับ 3 กระแสแรง

เมื่อเห็น 3 กระแสความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวแล้ว ธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับตัว สำหรับนักท่องเที่ยวสูงอายุ มีความต้องการปัจจัย 3 ส่วนมากเป็นพิเศษ คือ ความปลอดภัย, การใช้เวลานาน และ ความพร้อมด้านการแพทย์ ดังนั้น ไทยต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้มากขึ้น รวมถึงนำเสนอแพ็คเกจการท่องเที่ยวที่ใช้เวลานานขึ้น ไม่เร่งรีบหรือแน่นจนเกินไป และขยายเวลาวีซ่าประเภท long stay ให้นานขึ้นเพื่อรองรับ โดย EIC คาดว่านักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะสร้างรายได้ไปถึง 75,000 ล้านบาทในปี 2020 ส่งผลดีต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ด้วย

ประเด็นถัดมาคือ การแข่งขันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในแต่ละประเทศมากขึ้น ไทยต้องจัดแพ็คเกจเที่ยวที่ร่วมกับพันธมิตรในประเทศ เช่น ท่องเที่ยวเชิงผจญภัย, เชิงวัฒนธรรม, จัดกิจกรรม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง เป็นทางออกที่ดีกว่า การแข่งขันด้าน mass ที่ส่วนใหญ่จะแข่งกันลดราคา ซึ่งไม่เป็นผลดี

สุดท้ายคือ วงจรการท่องเที่ยวเปลี่ยนไปเพราะเทคโนโลยี เกิดรูปแบบ Dreaming – Planning – Booking – Experience – Sharing นั่นคือ เริ่มต้นจากการดูโซเชียลต่างๆ และฝันถึงการเที่ยว จากนั้นจะเริ่มวางแผนผ่านอินเทอร์เน็ต และเริ่มต้นจองตั๋วเดินทาง ที่พัก และการท่องเที่ยวต่างๆ ทำให้ธุรกิจการจองออนไลน์เติบโตสูงมาก จากนั้นก็ไปเที่ยวด้วยตัวเอง และปิดท้ายด้วยการแชร์ไปถึงคนอื่นๆ สร้างความฝันใหม่ๆ อีกรอบ

รูปจาก Pixabay.com สรุป

ธุรกิจท่องเที่ยวต้องสร้างแบรนด์ออนไลน์ สร้างบริการผ่านช่องทางดิจิทัลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และควรปรับตัวเพื่อรับกับกระแสทั้ง 3 โดยเร่งด่วน นี่คือโอกาสที่ดี แต่ถ้าไม่เตรียมรับมือก็จะกลายเป็นอุปสรรคสำหรับการทำธุรกิจในระยะยาวทันที

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อ่านเกม Premium Content หลัง AIS ปล่อยแพ็คหนัง HBO และกีฬาจาก FOX เริ่ม 299 บาท

Brand Inside - 22 March 2017 - 15:08

หลังประกาศแผนไปเมื่อต้นว่าจะรุกตลาด Content เต็มรูปแบบ มาวันนี้ AIS ปล่อยแพ็คเกจรับชมภาพยนตร์จากช่องในเครือ HBO และรายการกีฬา กับสารคดีจาก FOX ในราคาเริ่มต้น 299 บาท แล้วจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

จาก Digital Provider สู่ Premium Content

เมื่อต้นปี AIS ได้สร้างกระแสการพูดถึงในวงกว้าง หลังจากคว้าลิขสิทธิ์แพร่ภาพช่องรายการในเครือ HBO และ Fox เข้ามาเสริมแกร่ง Digital Service ของบริษัท และวันนี้ก็คงเป็นอีกครั้งที่จะถูกพูดถึงในวงกว้าง เพราะราคาค่าบริการเริ่มต้นของการรับชม Premium Content เหล่านี้เริ่มต้นที่ 299 บาท โดยแบ่งเป็นการรับชมผ่าน AIS Play หรือ Application รับชมรายการต่างๆ ผ่าน Smartphone และ Tablet กับการรับชมผ่านกล่อง AIS Playbox ที่เชื่อมต่อสัญญาณด้วยโครงข่าย AIS Fibre

ปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS เล่าให้ฟังว่า บริษัทยังคงมุ่งมั่นเป็น Digital Service Provider อย่างแข็งแกร่ง ไม่ได้ลงมาทำธุรกิจ Content อย่างจริงจัง แต่การดึงช่องรายการของเครือ HBO และ FOX หรือกลุ่ม Premium Content เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มให้บริการของบริษัท ก็มีส่วนช่วยให้โอกาสการสร้างรายได้จากค่า Data เพิ่มขึ้น ผ่านกระแสการรับชมรายการต่างๆ ผ่านออนไลน์ ที่กลายเป็นการใช้งาน Data เป็นอันดับ 1

ปรัธนา ลีลพนัง รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS

“ตอนนี้ใครๆ ก็ดู YouTube เพราะมันมีรายการต่างๆ อยู่บนนั้นมากมาย จนกลายเป็นเทรนด์การใช้งาน Data หลักของผู้บริโภค เมื่ออ้างอิงจากค่าเฉลี่ยการใช้งานดาต้าที่ 3.6 GB/คน/เดือน ทำให้การมี Premium Content ไว้ในมือ ก็ช่วยให้ AIS สร้างความแตกต่าง และเติบโตไปด้วยกันกับพาร์ทเนอร์ที่ร่วมกันให้บริการ Content เหล่านี้ได้ ที่สำคัญด้วยโครงข่ายทั้งมีสาย และไร้สายที่มีคุณภาพ ก็ช่วยการันตีคุณภาพในการรับชมรายการเหล่านี้ได้ดียิ่งขึ้น และยืนยันว่าจากนี้เราจะหารายการใหม่ๆ เข้ามาในระบบ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค”

ลูกค้าฐานโมบายเยอะราคาเลยเอื้อมถึงได้

อย่างไรก็ตามการกดราคา Premium Content เหล่านี้ให้ลงมาเริ่มต้น 299 บาทจะทำไม่ได้เลย ถ้าบริษัทไม่มีฐานผู้ใช้งานฝั่งโครงข่ายโทรศัพท์มือถือเป็นอันดับหนี่ง และจากราคา รวมถึงคุณภาพของตัว Content เองทำให้บริษัทวางเป้าหมายผู้สมัครไว้ที่ 5 แสนรายสำหรับการรับชมผ่าน AIS Play และอีก 1 แสนรายสำหรับการรับชมผ่าน AIS Playbox ซึ่งในช่วงกลางปีจะมีแพ็คเกจรับชมที่สมัครครั้งเดียวได้สิทธิ์ดูได้ทั้งบน AIS Play และ AIS Playbox โดยที่ตอนนี้ต้องแยกกัน เพราะบางช่องรายการติดลิขสิทธิ์แพร่ภาพได้แค่ช่องทางใดช่องทางหนึ่ง

แพ็คเกจของ AIS Play

สำหรับแพ็คเกจของ AIS Play ประกอบด้วย Premier Full HD ราคา 299 บาท/เดือน รับชมเพิ่ม 14 ช่อง เช่น HBO Cinemax และ FOX Sport แต่ต้องสมัครก่อนวันที่ 30 มิ.ย. จากนั้นราคาจะปรับไปที่ 399 บาท/เดือน และหากจ่ายเพิ่มเป็น 399 บาท/เดือน จะได้รับอินเทอร์เน็ตเพิ่มอีก 4 GB ส่วนแพ็คเกจของ AIS Playbox ประกอบด้วย Gold Full HD ราคา 299 บาท/เดือน รับชมเพิ่มอีก 13 ช่อง จากเดิมมีอยู่กว่า 100 ช่อง และ Platinum Full HD ราคา 599 บาท/เดือน รับชมเพิ่มอีก 30 ช่อง แต่ต้องสัมครก่อนวันที่ 30 มิ.ย เพราะเป็นช่วงราคาพิเศษ

แพ็คเกจของ AIS Playbox ดันภาพ Full HD พร้อมขายกล่องใหม่อีก 2 เดือน

ขณะเดียวกันเพื่อการรับชมที่ดีขึ้น ทาง AIS จึงอัพเกรดระบบการรับชมทั้งผ่าน AIS Play และ AIS Playbox ให้คมชัดสูงสุดที่ 1080p หรือ Full HD นอกจากนี้ยังเตรียมจำหน่ายกล่อง AIS Playbox ตัวใหม่ เพื่อรองรับการใช้งานได้เต็มรูปแบบมากขึ้น เพราะกล่องตัวปัจจุบันใช้เทคโนโลยีของ 2 ปีก่อน ทำให้อาจไม่ตอบโจทย์การใช้งานในตอนนี้มากนัก โดยกล่องรุ่นใหม่จะวางจำหน่ายในอีก 2 เดือนข้างหน้า และลูกค้าเดิมสามารถแลกซื้อได้ในราคาพิเศษ ส่วนลูกค้าที่สมัคร AIS Fibre รายใหม่ บางแพ็คเกจจะได้แถมกล่องรุ่นนี้ฟรี

สรุป

ตอนนี้ AIS Play มียอดดาวน์โหลดใช้งานทั้งหมด 3 ล้านครั้ง ส่วนกล่อง AIS Playbox นั้นอยู่ที่ 2 แสนราย จากลูกค้า AIS Fibre 3.5 แสน ดังนั้นโอกาสการเพิ่มยอดสมัครใช้งานแพ็คเกจต่างๆ ยังมีอยู่อีกมาก แล้วด้วย Content ระดับ Premium กับราคาที่เอื้อมถึง ก็น่าจะทำให้ AIS เข้าถึงเป้าหมายได้ไม่ยาก

ส่วนใครที่รอแพ็คเกจ Netflix อยู่ คงต้องรอก่อน เพราะตอนนี้ยังอยู่ระหว่างเจรจา

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ธุรกิจขายตรงยังทรงพลัง? Amway ประกาศดัง ตลาดทั่วโลกสดใส ส่วนไทยจะโตอีกไกล ไม่ต้องห่วง

Brand Inside - 22 March 2017 - 14:39

ในบรรดาธุรกิจขายตรง ชื่อ Amway เป็นอันดับต้นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย แม้ธุรกิจขายตรงจะเป็นสิ่งที่ถ้าคนไม่รักก็ชังกันไปเลย แต่สิ่งที่ต้องยอมรับสำหรับ Amway คือคุณภาพของสินค้า และเครือข่ายที่แข็งแกร่งผ่านการชักชวนคนรู้จักมาร่วมทำธุรกิจ ล่าสุด Amway ออกมาบอกว่าธุรกิจขายตรงของทั้งโลกจะเติบโตขึ้นอีก จากกระแสที่คนอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ส่วนตลาดในไทยไม่ต้องห่วง เพราะจะเติบโตอีกมาก

มร.ดั๊ก เดอโวส ประธานบริษัทแอมเวย์ทั่วโลก Amway จะโตต่อไป เพราะคนรุ่นใหม่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ

จนถึงปีนี้อายุของ Amway ในไทยก็ขึ้นเลข 3 แล้ว กว่า 30 ปีที่ผ่านมาในประเทศไทย มร.ดั๊ก เดอโวส ประธานบริษัทแอมเวย์ทั่วโลก บอกว่า ถ้าดูจากตัวเลขในปีที่แล้ว ตลาด Amway ในไทยโตขึ้นกว่า 6% เนื่องจากการเติบโต สวนทางกับยอดขายทั่วโลก Amway ทั่วโลกในปี 2015 ที่อยู่ประมาณ 180,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือถ้าดูในปี 2016 Amway ทั่วโลกก็มียอดขายลดลงราวๆ 6-7% แต่หลังจากนี้จะโตขึ้นอีกทั้งโลก

ผลวิจัยที่ Amway ทำขึ้นเพื่อสำรวจเทรนด์ในตลาด ปรากฎว่า กว่า 77% ของคนสมัยนี้มีทัศนคติที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดย่อม (SMEs) ซึ่ง Amway ถือว่าเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับธุรกิจของตน จึงทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่าทั้งปีนี้และในอนาคตจะขยายตลาดต่อไปได้อีกมาก โดยเฉพาะตลาดในเอเชียแปซิฟิกที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของ Amway เพราะมียอดขายรวมทั้งหมด 46% และหากไล่เรียงอันดับขนาดของตลาดตามประเทศจะได้ว่า จีนครองตำแหน่งตลาดใหญ่สุด รองลงมาเป็น เกาหลีใต้ อเมริกา ญี่ปุ่น และไทยตามลำดับ

ตัวเลขของเทรนด์การอยากเป็นเจ้าของธุรกิจใน 77% ถ้าแยกออกมาดูเฉพาะไทย ในด้านความพร้อม Amway บอกว่าคนไทยมีความพร้อมมากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค นับเป็นตัวเลขได้ประมาณ 70% เพราะฉะนั้นไทยจะเป็นตลาดที่ Amway จะรุกต่อเนื่องอย่างแน่นอน

ซ้าย-นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการบริษัทแอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขวา-มร.ดั๊ก เดอโวส ประธานบริษัทแอมเวย์ทั่วโลก ก้าวต่อไปของ Amway ทั่วโลกและไทย คือใส่เทคโนโลยี

แม้จะประสบความสำเร็จมาตลอดระยะกว่า 60 ปีของ Amway ในระดับโลก และกว่า 30 ปีในไทย Amway บอกว่าไม่หยุดแค่นั้น เพราะต่อจากนี้ แอมเวย์เน็กซ์ (AmwayNEXT) จะเพิ่ม “เทคโนโลยี” เข้าไปมากขึ้น โดยแนวทางจะแบ่งออกเป็น 2-3 อย่างดังนี้คือ
1. สร้างประสบการณ์ในการจัดส่งสินค้าที่ประทับใจ
2. สร้างนวัตกรรมจากเทคโนโลยี ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์
3. สร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้คนมีรายได้ากขึ้นจากเทคโนโลยีต่างๆ

นอกจากนั้นยังบอกด้วยว่า ปรัชญาเบื้องหลังการทำงานของ Amway จากนี้คือ “ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับผู้คน” แต่เมื่อถามถึงการจะเข้าไปสู่ตลาด E-commerce หรือไม่? Amway บอกว่าจะต้องทำอย่างแน่นอนในอนาคต แต่ขณะนี้ยังไม่มีแผนการที่ชัดเจน

ส่วนตลาดที่ Amway ยืนอยู่และจะขยายให้เข้มแข็งมากขึ้นคือ ตลาดความสวยความงาม แต่หลังจากนี้จะเพิ่มการพัฒนาสินค้าในโดยใช้เทคโนโลยีอย่างที่บอกไว้แล้ว เช่น จะคอร์สฝึกหัดอบรมผู้จำหน่ายรายใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีมากขึ้น จะต้องไม่ใช่การไปประชุมกันแบบเดิมๆ อีกต่อไปแล้ว

สรุป

ถ้าใครมีชีวิตอยู่ในยุคนี้ แน่นอนว่าต้องได้เห็นการทำตลาดของธุรกิจขายตรง Amway ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งจากสินค้าและการสร้างเครือข่ายอันแข็งแกร่ง แต่แม้จะประสบความสำเร็จในอดีตอย่างไร ปัจจุบันและอนาคตก็เป็นสิ่งที่หยุดไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา Amway จึงจะเพิ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตามโลกให้ทัน ประกอบกับเทรนด์ของคนที่อยากทำธุรกิจส่วนตัวเข้าไปด้วย Amway จึงมั่นใจอย่างมากว่าจะยังคงยืนอยู่ในธุรกิจขายตรงต่อไปในอนาคตได้อย่างสง่างาม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ไม่ธรรมดา BotNoi ระบบแชทบอทของไทย คว้ารางวัล LINE BOT AWARDS

Brand Inside - 22 March 2017 - 11:45

เรื่องแชทๆ จะกลายเป็นสาระสำคัญในหลายเรื่อง จากเดิมที่เราไว้แชทคุยติดต่อกันเองระหว่างคนกับคน เมื่อ chatbot (แชทบอท) เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น คนสามารถแชทกับ AI ได้ การซื้อของ สอบถามข้อมูล ก็ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง

และล่าสุด BotNoi หรือ บอทน้อย (LittleBot) ระบบ AI แชทบอทที่พัฒนาขึ้นโดยคนไทยและได้ไปแข่งขันการประกวด LINE Bot Awards ที่ประเทศญี่ปุ่น

จาก 815 ทีมที่ส่งเข้าประกวดทั่วโลก บอทน้อย ได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวจากประเทศไทยที่ได้ผ่านเข้ารอบ 24 ทีมสุดท้ายไปแข่งขันที่ญี่ปุ่น และได้คว้ารางวัลประเภทแชทบอทที่คุยเก่งที่สุด (Conversation engine award)

โดย บอทน้อย ถือเป็นระบบแชทบอทที่มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เหมือนได้คุยกับเพื่อน และไม่ได้เป็นการโต้ตอบแค่ 1ต่อ1 เท่านั้น แต่ยังสามารถคุยแบบกลุ่มได้ มีระบบการแปลภาษา ปัจจุบันรองรับได้ 4 ภาษา คือ ไทย, อังกฤษ, เนปาล และจีน และมีฟีเจอร์อื่นๆ เช่น การหาร้านอาหารในพื้นที่ใกล้เคียง ระบบถามตอบต่างๆ การดูดวงรายวัน ฯลฯ ปัจจุบันมีคน Add Friends แล้วกว่า 350,000 ใน LINE

ใครสนใจติดตาม BotNoi เข้าไปได้เลยที่ https://www.facebook.com/BotnoiLittlebot หรือใน LINE ที่ @botnoi

ที่มา: LINE

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ดูการ์ตูนก็เข้าใจโลกมากขึ้นได้! เซซามี สตรีท ส่งตัวละครใหม่ เป็นเด็กออทิสติก

Brand Inside - 22 March 2017 - 08:00

เซซามี สตรีท (Sesame Street) รายการการ์ตูนบนทีวีขวัญใจเด็กๆ ทั่วโลก มีตัวละครยอดนิยมมากมายอย่าง เจ้านกสีเหลือง Big Bird หรือเจ้าตัวประหลาดสีแดง Elmo ล่าสุด ได้ส่งตัวละครน้องใหม่ออกมาชื่อ “จูเลีย” (Julia) ซึ่งเป็นเด็กออทิสติก

จูเลียเป็นเด็กออทิสติก Photo: new york daily news ความเข้าใจ คือกุญแจของโรคออทิสติก

ที่จริงแล้ว ตัวละครจูเลียได้ออกมาโลดแล่นมีบทบาทในหนังสือมาตั้งแต่ปี 2016 แล้ว แต่อาจยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ปีนี้ เซซามี สตรีทจึงส่งจูเลียให้เข้ามามีบทบาทบนหน้าจอทีวีร่วมกับเพื่อนๆ เพื่อแสดงให้เด็กๆ กับพ่อแม่ทั่วโลกดูว่าเด็กออทิสติกมีลักษณะเป็นอย่างไร และมีวิธีใดบ้างที่จะช่วยให้ใช้ชีวิตร่วมกับเด็กออทิสติกเหล่านี้ได้ โดยจูเลียจะปรากฏบนหน้าจอทีวีตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนนี้เป็นต้นไป

รายงานของศูนย์เพื่อการควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ระบุว่า ตามสถิติแล้ว เด็กจำนวน 1 ใน 68 คนของสหรัฐอเมริกาเป็นออทิสติก พุ่งสูงขึ้นถึง 30% จากปี 2012 ที่น่าสนใจคือเด็กออทิสติกแต่ละคนนั้นมีอาการที่แตกต่างกัน และแทบจะไม่มีเด็กออทิสติกคนไหนที่มีอาการเหมือนกันทั้งหมด นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเด็กออทิสติกแต่ละคนจึงมีพฤติกรรมและความสนใจต่อสิ่งรอบตัวที่ไม่เหมือนกัน

Photo: Quartz

แต่ด้วยอาการที่แตกต่างกันนี้อาจส่งผลให้เด็กออทิสติกไม่ได้รับความเข้าใจจากคนรอบข้าง ซ้ำร้ายถูกละเลยและอาจมองว่าเป็นปัญหา ดังนั้นการที่ เซซามี สตรีท จะนำตัวละครจูเลียที่เป็นเด็กออทิสติกเข้ามามีบทบาทร่วมกับตัวละครอื่นๆ จึงจะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะสร้างความเข้าใจต่อคนที่เป็นออทิสติกได้

ลองชมวิดีโอนี้ ที่เอลโม่ชวนจูเลียเล่น แต่จูเลียไม่สนใจ ลองดูว่าเอลโม่รับมืออย่างไร

สรุป

อย่างที่เราทราบกันดีว่า ออทิสติกนั้นรักษาไม่ได้ แต่สร้างความเข้าใจได้ การที่เซซามี สตรีทส่ง “จูเลีย” ที่เป็นตัวละครออทิสติกออกมาโลดแล่นในสื่อกระแสหลักน่าจะทำให้สังคมเข้าใจเด็กออทิสติกมากขึ้น เพราะจะได้เห็นวิธีการรับมือกับพฤติกรรมของเด็กออทิสติก และที่สำคัญทีมงานเบื้องหลังการ์ตูนเรื่องนี้ค้นคว้าจากงานวิจัยอย่างหนักมาเขียนบทเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสังคม

สำหรับครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เซซามี สตรีท ได้พยายามสร้างความเข้าใจต่อสังคม เพราะในอดีต การ์ตูนเรื่องนี้ได้เคยนำเสนอประเด็นของเด็กที่พ่อแม่อยู่ในเรือนจำ หรือตัวละครที่มีเชื้อ HIV Positive ที่ติดมาจากพ่อแม่ว่าไม่ใช่โรคน่ารังเกลียด อยู่ร่วมกับคนอื่นได้อย่างปกติ และแน่นอนกรณีเหล่านี้ “ความเข้าใจ” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ที่มา –QUARTZ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages