Unilever ย้ำค้าปลีกรายย่อยยังไม่ตาย เตรียมเดินโมเดล “ร้านติดดาว” ยกระดับโชห่วยโตไปด้วยกัน

Brand Inside - 2 hours 28 min ago

ร้านโชห่วย เป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยมานาน เพราะในอดึตยังไม่มีร้านค้าปลีกใหญ่ๆ เข้ามาทำตลาดมากนัก ทำให้ผู้คนต่างคุ้นเคยในการซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้ แต่จริงหรือไม่? ที่ปัจจุบันโชห่วยกำลังจะถูกลืม โดยเฉพาะในเมืองใหญ่

ร็อบ แรนเดอร์ส รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาลูกค้า บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด (คนกลาง) ถึงร้านเก่าจะปิด แต่ร้านใหม่ก็เติมตลอด

จากข้อมูลของบริษัทวิจัย Nielsen รายงานว่า จำนวนร้านค้าปลีกในประเทศไทยมีกว่า 4 แสนร้านค้า และจากตัวเลขนี้จะมาจากร้านค้าปลีกรายย่อย หรือโชห่วยกว่า 3.6 แสนร้านค้า ที่สำคัญจำนวนนี้ยังเพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยปีละ 3% เพราะถึงโชห่วยบางรายจะปิดกิจการไป ก็มีผู้สนใจเปิดใหม่ตลอด โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ 1 ร้านโชห่วยจะดูแล 100-200 ครัวเรือน ดังนั้นถึงในตัวกรุงเทพจะไม่ได้เห็นร้านประเภทนี้มากนัก แต่ในต่างจังหวัดนั้นยังมีร้านโชห่วยกระจายอยู่ทั่วไป เพราะมีจุดเด่นเรื่องความเป็นร้านข้างบ้าน และศูนย์รวมชุมชนที่แท้จริง

ร็อบ แรนเดอร์ส รองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาลูกค้า บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ยอมรับว่า เคยเข้าใจผิดเรื่องโชห่วยน่าจะหายไปจากประเทศไทย เพราะมีร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมถึงร้านสะดวกซื้อเปิดเพิ่มทุกปี แต่สุดท้ายแล้วร้านโชห่วย หรือ Mom & Pop Store ก็ยังเติบโตอยู่ตลอด ดังนั้นการเร่งทำตลาดกับช่องทางจำหน่ายกลุ่มนี้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพราะร้านเหล่านี้คิดเป็นสัดส่วนมากที่สุดในช่องทางค้าปลีก แม้จะมีจำนวนเพิ่มเพียง 3-4%/ปี น้อยกว่ากลุ่มร้านสะดวกซื้อที่เพิ่มปีละ 8-9% ก็ตาม

แนวทาง และกลยุทธ์ของร้านติดดาว ร้านติดดาว กับการฉีกหนีร้านสะดวกซื้อ

จากเหตุผลข้างต้น Unilever จึงสร้างกลยุทธ์ธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อ ร้านติดดาว ขึ้นมา เพื่อไปแก้ปัญหาที่ร้านโชห่วยมีในอดีต และเพิ่มยอดขายภายในร้านให้กับเจ้าของที่ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นเก่า ผ่านการนำความรู้จาก Modern Trade ไปปรับใช้ เช่นการจัดวางสินค้าให้เป็นระเบียบ การช่วยทำแคมเปญการตลาดด้วยการแจกแสตมป์สะสมแต้ม รวมถึงการให้คำปรึกษาในการทำธุรกิจโชห่วย ซึ่งการทำทั้งหมดนี้ไม่มีค่าใช้จ่าย และแบรนด์สินค้าที่ได้รับประโยชน์ก็ไม่ใช่แค่ของบริษัท เนื่องจากสิ้นค้าทุกแบรนด์ ทุกประเภทจะได้รับการจัดวางอย่างเป็นระบบทั้งหมด

“ต้องอธิบายก่อนว่าร้านติดดาวไม่ใช่ร้านที่ขายแต่สินค้าของ Unilever เพราะทางร้านสามารถขายสินค้าของบริษัทใดก็ได้ เพียงแต่ถ้าโชห่วยรายนั้นตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน ทางเซลล์ของบริษัทกว่า 1,000 คนก็จะวิ่งเข้าไปหา เพื่อสอบถามว่าจะเปลี่ยนมาเป็นร้านติดดาวหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนเราก็จัดการให้เขาทั้งหมด รวมถึงเราร่วมมือกับผู้ผลิตเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ, ธนาคากสิกรไทย และ AirPay เพื่อหารายได้ใหม่ๆ ให้พวกเขาด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วโชห่วยส่วนใหญ่จะมีสต๊อกสินค้าของบริษัทอยู่ราว 40-50% ของร้าน แต่ยอดขายจากสินค้าของ Unilever แค่ 7% เท่านั้น”

การวางสินค้าโปรโมชั่น และการจัดสินค้าอย่างเป็นระเบียบ หาง่าย เริ่มช่วงน้ำท่วมปี 54 สู่ 20,000 ร้านในปี 63

สำหรับโครงการ “ร้านติดดาว” ไม่ได้เพิ่งเริ่มทำในปีนี้ เพราะเริ่มหลังจากอุทกภัยปี 2554 ที่ทำให้โชห่วยย่านนนทบุรีต้องปิดกิจการจำนวนมาก ทาง Unilever จึงเข้าไปช่วยปรับปรุง เพราะถือเป็นคู่ค้าทางธุรกิจ ก่อนนำโมเดลนี้มาปรับปรุงจนกลายเป็นช่วยโชห่วยทั่วประเทศ โดยปี 2563 ตั้งเป้ามีร้านติดดาวทั้งหมด 20,000 ร้าน หลังจากปี 2559 ปิดที่ 10,000 ร้าน ส่วนปีนี้น่าจะปิดที่ 13,000 ร้าน ครอบคลุมทั่วประเทศยกเว้น 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งการปรับปรุงร้านโชห่วยภายใน 5 ปีที่ทำมาใช้งบประมาณไปราว 100 ล้านบาท

ส่วนภาพรวมค้าปลีกในปีนี้ Unilever มองว่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง ผ่านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้น แต่ด้วยภาพรวมค้าปลีกไทยมีลักษณะ Bipolar หรือมีสองขั้วคือค้าปลีกรากหญ้า กับค้าปลีกพรีเมี่ยม รวมถึงมูลค่าการขายก็มาจาก Modern Trade กับ Traditional Trade ในจำนวนเท่าๆ กันด้วย ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งจะมากกว่า ทำให้การวางแผนการตลาดต้องศึกษามาให้ดี ที่สำคัญ “ร้านติดดาว” ไม่ได้ทำมาแข่งกับร้านสะดวกซื้อ เพราะทั้งสองฝั่งต่างพึ่งพากัน คล้ายกับกรณีของตลาดสดที่นับวันยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย

สรุป

โชห่วย และตลาดสด เป็นกลุ่มการค้าที่น่าจับตามองมาก แม้ในกรุงเทพ และหัวเมืองใหญ่จะไม่ดูคึกคัก แต่ในต่างจังหวัด ทั้งสองกกลุ่มนี้ต่างมีการจับจ่ายอย่างคึกคัก ถึงขนาดร้านสะดวกซื้อต้องเข้าไปเปิดขนาบข้างเพื่อหวังคนเข้าร้าน และถ้าโชห่วยโฟกัสตัวเองให้ได้ เช่นเน้นสินค้าของใช้ในบ้าน พยายามอย่าทับไลน์ร้านสะดวกซื้อโดยเฉพาะสินค้าที่ต้องใช้ทันที หรือของกิน โอกาสการอยู่รอดของธุรกิจก็ยังมีสูง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รองเท้ากีฬาไหลไปที่ Lifestyle & Retro แต่ Under Armour กลับย่ำอยู่กับที่จนจะไปไม่รอด

Brand Inside - 26 February 2017 - 16:22

รองเท้ากีฬาเป็นอีกตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ยิ่งตอนนี้เทรนด์ Lifestyle & Retro มาแรงมาก แล้วแบรนด์อย่าง Under Armour ที่ทำรองเท้ากีฬาจ๋า จะอยู่รอดในธุรกิจนี้หรือไม่

ภาพโดย Marco Verch (Under Armour Gemini 2 Record) [CC BY 2.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons ถ้าไม่ตามเทรนด์ โอกาสจะกลับมาก็ยาก

จากแผนระยะยาวของ Under Armour ที่ต้องการเป็นบริษัท 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้เร็วที่สุด ผ่านการจำหน่ายอุปกรณ์กีฬาที่ล้ำสมัย และชูเรื่องความเท่เมื่อใส่ครั้งออกกำลังกาย โดยเฉพาะกับรองเท้ากีฬาที่ต้องจริงจังกับการออกแบบมากขึ้น เพราะผู้บริโภคมีความต้องการสินค้าตัวนี้สูง และสิ้นปี 2559 บริษัทก็เดินแผนนี้ไปด้วยดี ผ่านยอดจำหน่ายรองเท้ากีฬาในไตรมาสสุดดท้ายของปี 2559 ที่เพิ่มขึ้นถึง 36%

แต่ตัวเลขการเติบโตที่ Under Armour เปิดเผยออกมานั้นนับจำนวนทั้งการจำหน่ายให้กับผู้บริโภคโดยตรง และจำหน่ายให้กับร้านค้าต่างๆ ซึ่งหากนับแค่การจำหน่ายรองเท้ากีฬาให้กับผู้บริโภคโดยตรงนั้น NPD Group บริษัทวิจัยตลาดระดับโลก กลับรายงานว่า Under Armour มียอดจำหน่ายรองเท้ากีฬาลดลงถึง 20% เมื่อเทียบเวลาเดียวกันกับปี 2558

Robin Lewis ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทวิเคราะห์ธุรกิจ The Robin Reports มองว่า จากตัวเลขข้างต้นแสดงให้เห็นถึง Under Armour จำหน่ายรองเท้ากีฬาให้กับร้านค้าปลีกจำนวนมาก แต่สุดท้ายแล้วร้านค้าเหล่านั้นไม่สามารถระบายสินค้าออกมาได้ ซึ่งจุดจบก็คือร้านค้าเหล่านั้นต้องนำสินค้ามาลดราคา เพื่อล้างสต๊อกเก่าๆ ออกมา และนำเงินจำนวนนี้มาหมุนในธุรกิจอีกครั้ง

Stephen Curry ถึง Stephen Curry จะเทพ ก็ไม่ช่วย

ขณะเดียวกันแม้ Under Armour จะไปสปอนเซอร์ให้กับนักกีฬาเบอร์ต้นๆ ของแต่ละประเภท เช่นกีฬาบาสเก็ตบอลก็สนับสนุน Stephen Curry นักกีฬาระดับ All-Star ของ NBA ก็ไม่ได้ทำให้ยอดขายรองเท้ากีฬาเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เพราะนอกจากดีไซน์ที่เป็นกีฬาจ๋าแล้ว ตลาดรองเท้าบาสเก็ตบอลทั่วโลกยังหดตัวถึง 20% ในปี 2559 และรองเท้าบาสเก็ตบอลที่ยังจำหน่ายได้อยู่คือรองเท้าประเภทที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับตลาดรองเท้ากีฬา Lifestyle & Retro นั้นเติบโตขึ้น 29% ในเดือนต.ค. 2559 เนื่องจากการนำความเป็นกีฬา ผสมกับเรื่องแฟชั่น ช่วยให้การจำหน่ายรองเท้ากีฬาของทั้ง Nike และ Adidas เดินหน้าจำหน่ายรองเท้ากีฬาได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เช่น Nike ก็ยังมี Air Jordan ที่ยังครองตลาดอย่างต่อเนื่อง แม้จะออกมาเกิน 30 รุ่น หรือทาง Adidas ที่มี NMD และ Yeezy รวมถึง Ultra Boost ที่เวลารุ่นใหม่วางขายก็เป็นที่ต้องการตลอด

สรุป

การตกเทรนด์รองเท้ากีฬาครั้งนี้ถือเป็นอีกเรื่องที่ผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัยของ Under Armour เพราะทาง Kevin Plank ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแบรนด์กีฬารายนี้ยังเชื่อในความเป็นกีฬา และนวัตกรรมมากเกินไป แต่หลังจากนี้ทางแบรนด์ยืนยันว่าจะส่งสินค้าที่เป็นแฟชั่นออกมามากขึ้น เพื่อรับกับเทรนด์ตลาดที่เปลี่ยนไปให้ได้

อ้างอิง // Under Armour’s ‘soaring’ shoe sales reveal a terrible truth for the business

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เพื่อสุขภาพ และประชากร สวีเดนเตรียมอนุญาตให้ทำลูกในเวลางาน หลังเด็กเกิดใหม่ทดแทนไม่ทัน

Brand Inside - 25 February 2017 - 23:50

เรื่องการสนับสนุนประชากรเกิดใหม่นั้นเหมือนเป็นวาระของโลกเลยก็ว่าได้ อย่างเช่นประเทศไทยก็มีแจกวิตามินพิเศษให้คู่รัก ส่วนทางสวีเดนนั้นมองไปไกลกว่านั้น เพราะเตรียมอนุญาตให้มีเพศสัมพันธุ์ในเวลางานได้

ภาพ pixabay.com 1 ชม. เพื่อสุขภาพ และบุตรหลาน

ในหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัญหาประชากรเกิดใหม่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องพบเจอ และสวีเดนก็เป็นอีกประเทศที่หนีเรื่องนี้ไม่พ้น เพราะเมื่ออ้างอิงจากข้อมูลของ World Bank สตรีชาวสวีเดนในปี 1960 มีบุตรโดยเฉลี่ย 2.2 คน แต่พอเข้าปี 2014 กลับมีบุตรโดยเฉลี่ย 1.9 คน และคงไม่แปลกที่การสร้างประชากรรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนรุ่นเก่านั้นทำไม่ทัน ทำให้นักการเมืองท้องถิ่นคนหนึ่งปิ๊งไอเดียขึ้นมา และเตรียมเสนอในสภาของสวีเดน เกี่ยวกับการอนุญาตให้พนักงานมีสิทธิ์ลางานเป็นเวลา 1 ชม./สัปดาห์ เพื่อไปมีเพศสัมพันธุ์กับคู่รัก

Per-Erik Muskos สมาชิกสภาจาก Övertorneå เมืองเล็กๆ ในสวีเดน แจ้งว่า ด้วยทางเมืองมีประชากรอยู่ที่ 5,229 คนในปี 2015 แต่ 10 ปีหลังจากนั้นกลับลดลงเหลือ 4,711 คน จึงต้องการให้หนุ่มสาวที่ทำงานในเมืองราว 550 คน มีสิทธิ์ลางานเป็นเวลา 1 ชม./สัปดาห์ โดยไม่หักเงินเดือน หรือ Sex Break เพื่อนำเวลาดังกล่าวไปใช้เวลาร่วมกันกับคู่รัก หลังจากก่อนนี้มีการประกาศนโยบายให้พนักงานในเมืองมีสิทธิ์ลางาน 1 ชม./สัปดาห์ เพื่อไปออกกำลังกายให้มีสุขภาพดี

“การมีเพศสัมพันธุ์น่าจะสร้างสุขภาพที่ดีให้กับร่างกาย และจิตใจ เพราะตอนนี้คนสวีเดนไม่ค่อยมีเวลาให้คู่รัก ต่างคนก็ต่างทำงาน ดังนั้นการให้ลางานบางช่วงเวลาเพื่อให้พวกเขาไปมีอะไรกันนอกจากผลประโยชน์เรื่องประชากรใหม่ที่เพิ่มขึ้น ยังสร้างประสิทธิภาพในการทำงานด้วย แต่มันก็แล้วแต่ว่าคนทำงานจะนำเวลาดังกล่าวไปทำอะไร เพราะก่อนนี้ก็ไม่ได้ตรวจสอบว่าพวกเขานำเวลา 1 ชม./สัปดาห์ ไปออกกำลังกายจริงหรือไม่ และถ้าไม่จริง ก็คงเป็นแค่การลดเวลาการทำงานลง 1 ชม./สัปดาห์เท่านั้น”

ภาพ pixabay.com มีลูกก็ลางานได้ 480 วัน แถมจ่ายเงิน 80%

หากสิทธิ์ประโยชน์เรื่องการลางานไปมีเพศสัมพันธุ์ไม่ผ่านการพิจารณาจากสภา สวีเดนก็ยังเป็นประเทศที่น่าอิจฉาสำหรับคนอยากมีครอบครัวอยู่ดี เพราะหากมีลูกขึ้นมา ทั้งพ่อ และแม่มีสิทธิ์ที่จะลางานได้ 480 วัน เพื่อไปเลี้ยงลูก โดยทางพ่อ และแม่สามารถกำหนดระยะเวลาได้เองว่าต้องการลาเมื่อไหร่ ที่สำคัญระหว่างที่ลาบริษัทต้องจ่ายค่าจ้างเป็นจำนวน 80% ของค่าตอบแทนที่ได้อีกด้วย รวมถึงยังกำหนดให้ผู้เป็นพ่อต้องลางานเป็นเวลา 90 วันเพื่อเลี้ยงลูก โดยสิทธิ์นี้จะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อบุตรมีอายุครบ 8 ปี

ขณะเดียวกันมีผลวิจัยเกี่ยวกับการสร้างแรงจูงใจในการทำงานว่า การอนุญาตให้พนักงานสามารถลางานแบบ Paid Leave ในรูปแบบต่างๆ รวมถึงเรื่องลางานไปอยู่กับครอบครัวที่รัฐบาลสวีเดนจะตัดสินใจเร็วๆ นี้ ช่วยสร้างกำลังใจในการทำงานให้กับพนักงานเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อพวกเขาสามารถใช้เวลากับครอบครัวได้มากขึ้น และรู้สึกมีความสุข พลังในการทำงานก็จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ที่สำคัญด้วยประเทศสวีเดนเป็นประเทศที่ประชากรมีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในโลก ดังนั้นคงมีส่วนน้อยที่จะใช้เวลา 1 ชม.ที่ลาเปล่าๆ แน่นอน

สรุป

ประชากรเกิดใหม่ต้องกระตุ้นให้ตรงจุด การที่รัฐบาลไทยจะมาให้ยาเสริมโฟลิก และธาตุเหล็กคงไม่ถูกต้องนัก เพราะถึงได้ไป แต่ไม่มีเวลาให้กันก็เท่ากับไม่มีประโยชน์ ดังนั้นหากสวีเดนผ่านนโยบายนี้ออกมา และสามารถเพิ่มจำนวนประชากรเกิดใหม่ได้จริง คงประกรณีตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ ไปศึกษา และนำไปปรับใช้งานในอนาคต

อ้างอิง

A Swedish town could give employees paid time off to have sex

‘Trust not taxes have made Sweden a success’

Swedish politician wants weekly hour of paid sex. For exercise

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ชวนไปลิ้มลองรสชาติ TSUJIRI แฟรนไชส์ร้านชาเขียวแท้ 155 ปีจากเกียวโต

Brand Inside - 25 February 2017 - 23:45

ใครชอบกินชาเขียวแท้ๆ จากญี่ปุ่น อาจจะรู้สึกลำบากอยู่ไม่น้อยกับการหาร้านชาเขียวในบ้านเราได้ยาก หรือถ้ามี ก็ไม่มั่นใจว่าคือชาเขียวแท้จริงหรือไม่ แต่ถ้าคนชอบชาเขียวที่เคยไปเกียวโต หรือเมืองอื่นๆ จะรู้จัก TSUJIRI (ซึจิริ) ซึ่งเป็นร้านชาเขียวเก่าแก่อายุกว่า 155 ปี

เรียกว่าถ้าอยากกินต้องต่อคิวเป็นชั่วโมงกว่าจะได้ลิ้มลอง

เช่นเดียวกับ เฉลิมพร ประภาพยืนยง ผู้ที่ได้แฟรนไชส์ร้าน TSUJIRI ในไทย ที่ได้ไปลองแล้วติดใจจนติดต่อทางธุรกิจมาเปิดร้านในไทยได้สำเร็จ

ชาเขียวต้นตำรับแท้จากเกียวโต

สำหรับคนญี่ปุ่น TSUJIRI เป็นร้านที่ดังมาก ดังนั้นการมาเปิดร้านในไทย ก็ต้องถอดแบบต้นตำรับมาทุกอย่าง เน้นใบชาคุณภาพจากญี่ปุ่น เพื่อสุขภาพแท้ๆ ไม่หวาน ทั้งที่ปกติแล้ว คนไทยจะชอบรสหวาน สังเกตได้จากร้านชาเขียวรูปแบบต่างๆ ในไทยที่จะเน้นรสหวานโดยการใส่น้ำตาลเป็นหลัก

แต่ที่ TSUJIRI จะเน้นรสชาติแท้ๆ ของชาเขียวเท่านั้น ตาม Key Message ของร้านที่ต้องสื่อไปถึงผู้บริโภคว่า We Only Offer The Best Quality Green Tea เพราะต้องการให้คนไทยได้กินชาเขียวดีๆ เหมือนไปถึงญี่ปุ่น

ร้านเปิดสาขาแรกที่ ชั้น 7 ฝั่ง Helix, The Emquatier เปิดทุกวัน 10 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม ซึ่งเพิ่งเปิดร้านได้ไม่นาน ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในระแวกใกล้เคียง (แถวๆ พร้อมพงษ์ มีชุมชนคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่) เพราะคนญี่ปุ่นรู้ดีกว่า แบรนด์นี้คือชาเขียวแท้

บุกไปเรียนรู้ถึงถิ่น ก่อนเปิดร้านด้วยแนวคิดของ TSUJIRI

เฉลิมพร บอกว่า ก่อนจะเปิดร้าน TSUJIRI ที่ประเทศไทย ไม่ใช่แค่การซื้อแฟรนไชส์มา แต่ต้องไปศึกษางานถึงที่ต้นกำเนิด ดูแหล่งผลิตชาเขียว ขั้นตอนการปลูกและดูแล ดูกระบวนการผลิตชาที่พิถีพิถันอย่างแท้จริง จนถึงขั้นตอนการทำ

ส่วนการเปิดร้าน TSUJIRI ในไทย ทางญี่ปุ่นให้ความใส่ใจโดยยกทีมงานมาฝึกอบรมที่ประเทศไทย ควบคุมคุณภาพอย่างใกล้ชิด รวมถึงดูแลเรื่องการออกแบบตัวร้านให้เป็นไปตามคอนเซ็ปส์เดียวกับที่ญี่ปุ่น ขณะที่พนักงานในร้านจะผ่านการรับรองว่าทำได้ถูกต้องตามมาตรฐาน และมาตรวจสอบคุณภาพทุก 3 เดือน

หลังจากร้านสาขาแรกเปิดให้บริการ มีแผนจะขยายสาขาเพิ่มประมาณ 2 สาขาต่อปี และมีผู้สนใจ 2-3 รายติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์เพื่อไปเปิดให้บริการด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยจะเน้นพื้นที่ใจกลางเมืองเป็นหลักก่อน และในอีก 1-2 เดือนมีแผนที่จะนำเข้า ชาเขียวชง ให้ผู้บริโภคไปชงดื่มเองได้ที่บ้าน

ถึงเวลาลิ้มลองชาเขียวของแท้ 155 ปี

TSUJIRI ใช้วิธีชงชาแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น เพื่อให้ได้ชาที่มีกลิ่นหอมและรสชาติดี มีเมนูซิกเนเจอร์ทั้งแบบร้อน และเย็น แบบใส่นมและแบบไม่ใส่นม ตามความชอบของแต่ละคน

สำหรับแบบร้อน มีแบบต้นตำรับเหมือนถอดมาจากพิธีชงชา เรียกว่า TSUJIRI Matcha หรือจะผสมนมเป็น O-Matcha Cappuccino กินคู่กับมาการองให้รสชาติที่ตัดกันอย่างลงตัว หรือจะเป็นแบบเย็น ก็ให้ความสดชื่นในสไตล์ชาเขียวได้เป็นอย่างดี

อีกเมนูที่น่าสนใจคือเมนูปั่น Houchicha Milk Float ชาเขียวปั่นเนื้อเนียน ท้อปปิ้งด้วยซอฟต์ครีมนุ่มนวล หรือจะสั่งซอฟต์ครีมชาเขียวมากินให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยก็ได้

นอกจากนี้ยังมีเมนูอื่นๆ นอกเหนือจากชาเขียว เช่น Shiratama Kinako Kuromitsu หรือ ดังโงะ แป้งข้าวเหนียวเนื้อนุ่ม และยังมีอีกหลายเมนูให้ลอง เช่น ของหวาน, น้ำแข็งใส โดยราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 150 -200 บาท ซึ่งถือว่าไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับคุณภาพของสินค้า

ใครอยากลอง ก็แวะไปกันได้ ชั้น 7 ฝั่ง Helix, The Emquatier เปิดทุกวัน 10 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

น้ำดื่มสิงห์ รุกตลาดเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เปิดตัว Brand Influencer ครั้งแรก ตอกย้ำเป็นผู้นำตลาดน้ำดื่มไทย

Brand Inside - 25 February 2017 - 14:53

น้ำดื่มสิงห์ สบช่องทางขยายฐานกลุ่มน้ำดื่มในตลาดกลุ่มวัยรุ่น เปิดตัว Brand Influencer ครั้งแรก ดีง 5 ตัวแทนกลุ่มผู้นำความคิด และไลฟ์สไตล์ สื่อสารแคมเปญใหม่ A PART OF YOU น้ำดื่มสิงห์เท่านั้นที่เราเลือก” เทงบกว่า 60 ล้านบาทภายใน 4 เดือน สร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ และย้ำความเป็นผู้นำตลาดน้ำดื่มไทย ที่คาดว่ามูลค่าตลาดปีนี้ เฉียด 50,000 ล้านบาท

ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ผู้อำนวยการกลุ่มการตลาด ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า จากตัวเลขของมูลค่าตลาดรวมปีที่ผ่านมา มีมากถึง 43,000 ล้านบาท โตขึ้น 11% น้ำดื่มสิงห์เป็นผู้นำตลาด ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 23% อันดับสอง คริสตัล 19% และอันดับสาม เนสเล่ 16% เรายังมองถึงการเติบโตของตลาดได้อีกเยอะ เพราะจากการสำรวจพบว่า ผู้บริโภคมีการซื้อน้ำดื่มเพียง 30% ดังนั้นกลุ่มคนที่เหลือ ยังมีช่องว่างของตลาดที่ยังโตได้อีกมาก

ขยายฐานการผลิด พร้อมเปิดศูนย์กระจายสินค้าใหม่

ปัจจุบัน น้ำดื่มสิงห์ มีฐานการผลิตทั้งหมด 8 โรงงาน กระจายตามหัวเมืองหลักทั่วประเทศ รองรับการผลิตน้ำดื่มร่วมได้มากถึง 100 ล้านลิตรต่อเดือน เราเองมองถึงการขยายของตลาดที่มีมากขึ้น จึงได้ลงทุนเปิด ไลน์การผลิตใหม่ขึ้นที่โรงงานวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  สั่งซื้อเครื่องจักรใหม่จาก เยอรมัน กว่า 300 ล้านบาท เพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 20% และอัพเกรดเครื่องจักรใหม่ ให้มีการผลิตครบวงจรอีก 7 โรงงานที่เหลือ ซี่งสามารถรองรับความต้องการของตลาดได้ล่วงหน้าถึง 3 ปี นอกจากนี้ ยังได้สร้างศูนย์กระจายสินค้าที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดหรือ NDC (National Distribution Center) ในอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อบริหารการจัดการระบบโลจิสติกส์ ของผลิตภัณฑ์กลุ่มสิงห์ทั้งหมด ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดต้นทุนการขนส่ง โดยโรงงานนี้ ลงทุนประมาณ 1 พันล้านบาท

ครั้งแรกของน้ำดื่มสิงห์ ใช้ Brand Influencer ขยายฐานกลุ่มวัยรุ่น

ด้วยความที่ น้ำดื่มสิงห์ ต้องการทำการตลาดรูปแบบใหม่ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ในขณะเดียวกัน มองเห็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อยู่ในช่วงอายุ 20 – 30 ปีที่เป็นฐานลูกค้าที่ใหญ่ที่สุด และจะสามารถเติบโตได้อีก จึงได้เปิดตัวแคมเปญ A PART OF YOU น้ำดื่มสิงห์เท่านั้นที่เราเลือก” ดึงตัวแทนของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันเข้ามาเป็น Brand Influencer มากถึง 5 คน ได้แก่ “วี วิโอเล็ต วอเทียร์”  นักร้องนักแสดง “ย้ง ทรงยศ สุขมากอนันต์” นักเขียนบท ผู้กำกับภาพยนต์ “เบเบ้ ธันย์ชนก ฤทธินาคา” อาจารย์ นักแสดงและเน็ตไอดอล  “2 หนุ่มแห่งวงเซาท์ไซด์” (Southside) “ทูพี(2P) พิทวัส พฤกษกิจ” และ “ดีเจต๊อบ(DJ Tob) ณภัทร เหล่าพลายนาค แรปเปอร์ที่มาแรงและดังสุดแห่งยุค มาร่วมสื่อสาร บอกเล่าเรื่องราว แรงบันดาลใจ ตลอดจนสิ่งที่แต่ละคนทำ เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำของตลาดในกลุ่มคนรุ่นใหม่ และต้องการรักษาความเป็นผู้นำตลอดไป

หมดยุคจับฉลาก ชิงโชค หันไปทำ Online Marketing เต็มตัว

สำหรับแคมเปญ A PART OF YOU น้ำดื่มสิงห์เท่านั้นที่เราเลือก” เป็น 1 ใน 4 แคมเปญใหญ่ของปีนี้ ทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท จากงบการตลาดทั้งหมด 200 ล้านบาทในปีนี้ สร้างการรับรู้โดยสร้างภาพยนตร์โฆษณาทีวี ผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาพ พร้อมกับการทำกิจกรรม Online กับ 5 Brand Influencer จะไม่มีการชิงโชค หรือจับฉลากแจกของรางวัลอีกต่อไป โดยงบการตลาดผ่านช่องทาง Online เพิ่มเป็น 30% ในปีนี้ จากเดิมที่ใช้เมื่อปีที่ผ่านมา 15 – 20% เท่านั้น

NSF ตอกย้ำความน่าเชื่อถือ แต่เหนือว่าสิ่งใด คือผู้บริโภคเชื่อมั่นในแบรนด์มากกว่า

จริงๆ แล้ว น้ำดื่มสิงห์ ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบัน NSF International สหรัฐอเมริกา เมื่อต้นปี 2016 ซึ่งเป็นมาตรฐานรับรองการผลิตระดับโลก ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือน้ำดื่มสิงห์มากยิ่งขึ้น แต่ก่อนหน้านี้ เราไม่ได้นำ NSF มาเป็นประเด็นหลักในการสื่อสารไปยังผู้บริโภค เพราะแบรนด์ “น้ำดื่มสิงห์” เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้ความเชื่อมั่น และมั่นใจในสินค้ามากกว่าสิ่งอื่นใด

เป้าหมายของ น้ำดื่มสิงห์ ครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ตลอดไป

จากแผนการตลาดที่วางไว้ จะตอกย้ำความเป็นผู้นำ และขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคในทุกๆ segment ให้มากขึ้น จากเดิมส่วนแบ่งการตลาด 23% ในปีนี้ขยับขึ้นเป็น 25% และคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดปีนี้ จะเพิ่มเป็น Double digits หรือประมาณ เกือบ 50,000 ล้านบาท

สรุป

การที่ น้ำดื่มสิงห์ เปิดแคมเปญ “A PART OF YOU” ต้องการเจาะไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ ถือว่าเป็นกลุ่มฐานที่ใหญ่ที่สุดในตลาด และยังมีศักยภาพในการเติบโต การที่นำ Brand Influencer ทั้ง 5 คน มาถ่ายทอดไลฟ์สไตล์ และเป็นผู้นำทางความคิด ส่งผลทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่คล้อยตามได้ไม่ยาก และยิ่งทำการตลาดทาง Online ก็สอดคล้องไปยังกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น จึงเป็นเรื่องไม่ยาก ที่ น้ำดื่มสิงห์ จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 25% ในปีนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Snapdeal ยักษ์อีคอมเมิร์ซอินเดีย ปลดพนักงาน 600 คน ผู้ก่อตั้งไม่รับเงินเดือน

Brand Inside - 25 February 2017 - 10:01

Snapdeal หนึ่งในสองยักษ์ใหญ่ของวงการอีคอมเมิร์ซอินเดีย (อีกรายคือ Flipkart) กำลังเผชิญภาวะยากลำบาก จนต้องปลดพนักงานประมาณ 600 คน และสองผู้ก่อตั้ง Kunal Bahl กับ Rohit Bansal ประกาศไม่รับเงินเดือนในช่วงนี้

Snapdeal ก่อตั้งในปี 2010 และเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัพยักษ์ใหญ่ของประเทศอินเดีย ถือเป็นบริษัทระดับ “ยูนิคอร์น” มีมูลค่าตามราคาหุ้นสูงถึง 7 พันล้านดอลลาร์ มีนักลงทุนเป็นบริษัทระดับโลกอย่าง SoftBank, Foxconn และ Alibaba

สองผู้ก่อตั้งส่งจดหมายถึงพนักงาน ยอมรับว่าบริษัทเติบโตรวดเร็วเกินไป ทำหลายอย่างมากเกินไป และทำเรื่องผิดพลาดหลายอย่าง สองผู้ก่อตั้งยอมรับในความผิดพลาดนี้ และปลดพนักงานจำนวนมากเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (บริษัทไม่ระบุจำนวน แต่ CNN ได้ข้อมูลว่าปลด 600 รายจากพนักงานทั้งหมด 8,000 ราย)

ผู้ก่อตั้ง Snapdeal บอกว่าบริษัทขยายธุรกิจเร็วเกินไป ก่อนที่จะหาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม รวมถึงขยายไปทำโครงการใหม่ๆ มากเกินไป จนไม่สามารถทำกำไรจากโครงการเหล่านี้ได้ และขยายจำนวนพนักงานมากเกินความจำเป็นของบริษัทในปัจจุบัน

ในจดหมายของ Snapdeal ระบุว่าบริษัทจะปรับโครงสร้างใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทางออกของบริษัทไม่ต่างอะไรจากบริษัทอื่นๆ ที่เคยประสบปัญหาเดียวกันมาก่อน นั่นคือโฟกัสไปที่ธุรกิจหลักของตน หยุดงานอื่นๆ ที่ไม่สำคัญหรือไม่ใช่ธุรกิจหลัก ลดค่าใช้จ่ายลงให้เร็วที่สุดและกลับมาทำกำไรให้เร็วที่สุด

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลหลุดออกมาว่าสองผู้ก่อตั้งประกาศไม่รับเงินเดือนทั้งหมด และเชิญให้ผู้บริหารระดับสูงลดเงินเดือนเป็นตัวอย่างด้วย

Snapdeal เคยประกาศไว้ว่าจะทำกำไรภายใน 2 ปี แต่ในรอบ 15 เดือนที่ผ่านมา บริษัททำผลงานได้ไม่ดีอย่างที่หวัง ตลาดอีคอมเมิร์ซในอินเดียแข่งขันกันอย่างรุนแรง ผู้เล่นรายใหญ่อีกสองรายคือ Flipkart และ Amazon India ซึ่งทั้งหมดทำสงครามราคากันอย่างดุเดือด

ผลประกอบการของ Snapdeal ในปีงบประมาณ 2015-2016 มีรายได้ 14.5 พันล้านรูปี (ประมาณ 7 พันล้านบาท) เติบโต 56% แต่ขาดทุนหนักถึง 29.6 พันล้านรูปี (15 พันล้านบาท)

ที่มา – Economic Times, CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กสิกรไทยผนึกกำลัง Lombard Odier รักษาแชมป์ Private Banking ปี 2017

Brand Inside - 25 February 2017 - 09:24

ตลาดไพรเวทแบงค์ (Private Banking) เป็นเซกเมนต์หนึ่งของธุรกิจธนาคารที่เติบโตรวดเร็ว สอดรับกับความต้องการของกลุ่มบุคคลผู้มีสินทรัพย์สูง (high net worth individual หรือ HNWI) ทั่วโลกที่ต้องการบริหารความมั่งคั่งของตัวเองและครอบครัว

ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่งของไทยภายใต้บริการ KBank Private Banking ก็ยังเดินหน้ารักษาความเป็นหนึ่งต่อไปในปี 2560/2017 โดยอาศัยความเป็นพันธมิตรกับลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) ไพรเวทแบงค์ระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 200 ปี ขยายบริการ private banking ให้กับลูกค้าในไทยให้มากขึ้น

ตลาดบุคคลสินทรัพย์สูงยังเติบโต กสิกรรักษาเบอร์ 1 ในไทย

นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจบริการไพรเวทแบงค์ ธนาคารกสิกรไทย ให้ข้อมูลว่าตลาดกลุ่มบุคคลสินทรัพย์สูง (HNWI) ที่ถือครองสินทรัพย์ 35 ล้านบาทต่อราย เติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปีทั่วโลกในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมา และตลาดไทย-เอเชียมีอัตราเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกคือ 10-11% ต่อปี ถือว่ายังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกในอนาคต

ส่วนตลาด HNWI ในไทย ถ้าคิดที่มูลค่าสินทรัพย์ 50 ล้านบาทขึ้นไป มีประมาณ 30,400 คนในปี 2560 ซึ่งธนาคารกสิกรไทยถือเป็นผู้นำในตลาดนี้อยู่แล้ว ในปี 2559 มีส่วนแบ่งประมาณ 33% (ฐานลูกค้าประมาณ 10,000 ราย) มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM หรือ assets under management) ที่ 7.6 แสนล้านบาท

สำหรับเป้าหมายปี 2560 ธนาคารตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 34% มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 7.7 แสนล้านบาท สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ได้ 0.37% พร้อมตั้งเป้าหมายสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์เป็น 0.5% เทียบเท่ามาตรฐานสากล ภายใน 3 ปี

ผนึกกำลัง Lombard Odier ดึงความเชี่ยวชาญระดับโลก

ยุทธศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยด้าน Private Banking ใช้วิธีจับมือกับ Lombard Odier เพื่ออาศัยประสบการณ์จาก Private Bank ระดับโลกที่ให้บริการลูกค้าทั่วโลกมาก่อนแล้ว เพราะความต้องการของลูกค้า HNWI ทั่วโลกมักมีลักษณะคล้ายๆ กัน แค่ต่างไปในรายละเอียด การได้ประสบการณ์ของ Lombard Odier ที่ทำเรื่องนี้มากว่า 200 ปี ย่อมช่วยให้บุคลากรของธนาคารกสิกรไทยมีความเชี่ยวชาญมากขึ้น ในการให้บริการลูกค้าไทยอย่างมีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน

มร. วินเซนต์ แมกนีแนตท์ ผู้อำนวยการบริหาร ธนาคารลอมบาร์ด โอเดียร์ เอเชีย เล่าว่า Lombard Odier เป็นธนาคาร private banking รายใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์ ก่อตั้งในปี 1796 หรือกว่า 200 ปีมาแล้ว สืบทอดธุรกิจกันมา 7 รุ่น ถึงขั้นเคยช่วยซื้อขายม้าให้กับนโปเลียนในยุคสงครามด้วยซ้ำ ผ่านวิกฤตมาแล้วทุกรูปแบบ นับได้กว่า 40 ครั้ง แต่ก็ยังอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่ารูปแบบบริการทางการเงินในปัจจุบันย่อมแตกต่างไปจากในอดีต แต่ทาง Lombard Odier ก็ปรับตัวอยู่เสมอ และล่าสุดเพิ่งออกแคมเปญชื่อ Rethink Everything เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนปรับวิธีคิดกันใหม่

ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่าเฟ้นหาพันธมิตรหลายราย สุดท้ายมาลงเอยกับ Lombard Odier นอกจากเสถียรภาพของธุรกิจ และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมายาวนานแล้ว เหตุผลอีกข้อหนึ่งคือเป็นบริษัทที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ ไม่ถูกกดดันเรื่องตัวเลขผลประกอบการจากผู้ถือหุ้น จึงมองประโยชน์ของลูกค้าในระยะยาวได้ดีกว่า และเป็นบริษัทที่มั่นใจได้ว่าพร้อมจะเดินเคียงคู่กับลูกค้าในระยะยาว ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์

วางเป้าหมาย International + Comprehensive

นายจิรวัฒน์ ระบุว่าเป้าหมายของธนาคารกสิกรไทยในด้าน Private Banking คือคำว่า International Comprehensive Wealth Management Service ซึ่งคำสำคัญคือคำว่า International และ Comprehensive ผ่านบริการ 3 รูปแบบ ได้แก่

  1. บริการด้านการวางแผนความมั่งคั่งและยั่งยืนของครอบครัว (Wealth Planning Services)
  2. บริการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน (Investment Advisory Services) ทั้งภายในและภายนอกตลาดทุน
  3. สิทธิพิเศษต่าง ๆ ทั้งทางด้านการธนาคารและการลงทุน การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ (Privileges)

คำว่า International หมายถึงเป้าหมายของธนาคารกสิกรไทย ที่ต้องการให้บริการได้ในระดับเดียวกับธนาคาร private banking ในระดับนานาชาติ ตรงนี้กสิกรไทยใช้วิธีจับมือกับ Lombard Odier เข้ามาช่วยเติมเต็มเรื่องความเชี่ยวชาญ

ในปี 2016 ธนาคารเพิ่งออกกองทุน K Strategic Global Multi-Asset Fund : K-SGM ซึ่งเป็นกองทุนที่ออกโดย บลจ. กสิกรไทย ขายโดยธนาคารกสิกรไทย และบริหารจัดการโดย Lombard Odier โดยสามารถขายได้ 1.7 หมื่นล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย ขั้นถัดไปจะเป็นการบริหารกองทุนให้มีผลตอบแทนเพิ่มขึ้น

ธนาคารยังจัดสัมมนาให้กับลูกค้าเรื่องการลงทุน โดยมีนักเศรษฐศาสตร์จาก Lombard Odier จากฮ่องกงบินมาบรรยาย และเชิญลูกค้าของธนาคารไปที่เจนีวา สำนักงานใหญ่ของ Lombard Odier ด้วย

ส่วนคำว่า Comprehensive คือความครบเครื่องของบริการ นอกจากการบริหารการลงทุนแล้ว ธนาคารยังจะช่วยลูกค้าวางแผนจัดการความมั่งคั่งในรูปแบบต่างๆ เช่น ช่วยบริหารความมั่งคั่งของครอบครัว (family wealth planning) ปรับปรุงระบบกงสีให้ทันสมัย ช่วยวางธรรมนูญครอบครัว วางแผนโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์ จัดตั้งสำนักงานครอบครัว และช่วยส่งต่อธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่นให้ราบรื่น

ธนาคารยังขยายบริการจากการลงทุนในตลาดทุน (capital market investment) มาเป็นการลงทุนประเภทอื่นๆ ที่อยู่นอกตลาดทุน เช่น ที่ดิน เพราะลูกค้าไทยสะสมที่ดินกันมาก และยังไม่ถูกนำมาบริหารจัดการให้งอกเงยมากนัก นอกจากนี้ยังมีบริการด้าน networking ช่วยสร้างเครือข่ายของลูกค้าระดับเจ้าของธุรกิจ และผู้สืบทอดธุรกิจในรุ่นถัดไป

ธนาคารมองว่าลูกค้ากลุ่ม HNWI กำลังเปลี่ยนรุ่นไปสู่รุ่นใหม่ มีความตื่นตัวเรื่องการสืบทอดธุรกิจขึ้นมาก ซึ่งวัฒนธรรมของคนไทยอาจมองแนวทางการสืบทอดธุรกิจไปยังทายาทแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ตรงนี้ถือเป็นจุดแข็งของธนาคารกสิกรไทยในฐานะธนาคารไทย ที่เข้าใจลูกค้ามากกว่า private banking ข้ามชาติ ก็ช่วยเข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการรักษาสายสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตลาด private banking

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ค้าปลีกแดนมะกันทรุดหนัก J.C. Penney ประกาศปิด 140 สาขา หลังรับมือออนไลน์เติบโตไม่ทัน

Brand Inside - 25 February 2017 - 00:59

พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วจริงๆ ยิ่งค้าปลีกที่ว่าแน่ในสหรัฐอเมริกาก็ต้องปรับแผนกันอุตลุด และล่าสุด J.C. Penney ห้างค้าปลีกที่เปิดมากกว่า 110 ปี ก็เตรียมปิดหน้าร้าน 140 แห่งภายในไตรมาส 2 ปีนี้

ภาพจาก Flickr ของ Sam Howzit ออนไลน์โตเร็วกว่าที่คาดไว้

จากการเติบโตของ E-Commerce ในสหรัฐอเมริกา ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และพวกเขาเลือกที่จะไม่มาซื้อสินค้าภายในห้างค้าปลีกอีกต่อไป จนห้างค้าปลีกเหล่านั้นต้องประกาศปิดสาขาเพื่อประหยัดต้นทุน เช่นปลายปี 2559 Macy’s Inc. ก็ประกาศปิด 100 สาขา และแรงกระเพื่อมนี้ก็ส่งมาถึง J.C. Penney ค้าปลีกคู่แข่งที่เตรียมปิดบริการ 140 สาขาภายในไตรมาส 2 ปีนี้ พร้อมกับประกาศเลิกจ้างพนักงานหลายพันตำแหน่งอีกด้วย

ทั้งนี้สาขาที่ปิด 140 แห่งคิดเป็น 14% ของสาขาที่ J.C. Penney มีในสหรัฐอเมริกา และเหตุที่ปิดก็เพราะสาขาดังกล่าวทำยอดขายรวมกันไม่ถึง 5% ของยอดขายรวมทั้งหมด นอกจากนี้ค้าปลีกรายดังกล่าวยังประกาศปิดศูนย์กระจายสินค้าอีก 2 แห่ง เนื่องจากต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริหารไปอีก 200 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,500 ล้านบาท ส่วนพนักงานนั้นทางบริษัทได้จัดตั้งโครงการ Early Retirement Plan เพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาสมัคร โดยตั้งเป้าเลิกจ้างบุคลากรราว 6,000 ตำแหน่ง

Marvin Ellison ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ J.C. Penney ย้ำว่า บริษัทต้อง Take Aggressive เพราะถ้ายังปรับปรุงอย่างนิ่มนวลก็คงไม่ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้แน่นอน และการทำเช่นนี้น่าจะสร้างโอกาสการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทเอาไว้ได้ด้วย เพราะแม้จะดึงพาร์ทเนอร์ต่างๆ เข้ามา เช่นร้านขายเครื่องสำอาง Sephora รวมถึงเพิ่มสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มมูลค่าการซื้อ/คน ให้สูงขึ้น แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถประครองธุรกิจให้กลับมาได้อยู่ดี

สรุป

ด้วยตลาด E-Commerce ในสหรัฐอเมริกานั้นสามารถเข้าถึงได้ในวงกว้าง และผู้บริโภคเข้าใจความสะดวกในการซื้อสินค้าแบบนี้ คราวนี้ก็คงรอว่าค้าปลีกในประเทศไทยจะปรับตัวอย่างไร เพราะการสร้างออนไลน์สโตร์ของตัวเองขึ้นมาอาจไม่ใช่คำตอบก็ได้ หากเจอกลุ่มทุนเข้ามาทุ่มตลาด

อ้างอิง // J.C. Penney to Shut as Many as 140 Stores as Industry Slumps

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Alibaba ลุย “อัพเกรด” ห้างค้าปลีก จับมือ Bailian ใช้ระบบเพย์เม้นต์กว่า 4,700 สาขา

Brand Inside - 25 February 2017 - 00:22

เรื่องราวของ Alibaba มีให้ติดตามกันทุกวัน และความเคลื่อนไหวแต่ละครั้งก็น่าสนใจ ล่าสุด Alibaba ร่วมมือกับ Shanghai Bailian Group หนึ่งในห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตที่ใหญ่ที่สุดในจีน เร่งนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานเพื่อเปลี่ยนค้าปลีกไปจากรูปแบบเดิม

ความร่วมมือนี้ Alibaba จะเข้ามาอัพเกรดห้าง Bailian กว่า 4,700 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อให้บริการได้ดีขึ้น ตั้งแต่ การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า, การจ่ายเงิน และระบบการขนส่ง ซึ่งมีลักษณะเดียวกับร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์ Suning Commerce Group ซึ่ง Alibaba ได้ลงทุนเพื่อยกระดับไปก่อนหน้านี้

A logo of Bailian Group is seen in Shanghai, March 31, 2010. REUTERS/Stringer

การรุกหนักของ Alibaba เป็นการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลงการซื้อขายที่มีมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ในธุรกิจค้าปลีกแบบเดิม เป็นการต่อยอดธุรกิจจากก่อนหน้านี้ที่ Alibaba ได้เข้าซื้อกิจการธุรกิจค้าปลีกของ Intime Retail Group มูลค่ากว่า 2.6 พันล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโครงข่ายที่ให้ร้านค้าและแบรนด์ต่างๆ

Daniel Zhang ซีอีโอของ Alibaba บอกว่า การเป็นพันธมิตรกับ Bailian เป็นอีกก้าวสำคัญในการปฏิวัติวงการค้าปลีกของจีน ซึ่งโลกออนไลน์และออฟไลน์จะรวมกัน โดย Alibaba จะพัฒนา Bailian ทั้ง 4,700 สาขา ใน 25 จังหวัดของจีนนอกเหนือจากที่มีห้างของ Intime, Suning และ Sanjiang Shopping Club โดยทั้งหมด เรียกว่าการทดลองการค้าปลีกแนวใหม่

Amazon เป็นหนึ่งในบริษัทที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงนี้โดยการใช้เทคโนโลยีเปลี่ยนประสบการณ์การซื้อแบบเดิมๆ ด้วยการเปิดตัว Amazon Go ที่ให้ผู้ซื้อสามารถเดินออกจากร้านโดยไม่ต้องเข้าคิวรอจ่ายเงิน แต่มีการเก็บเงินผ่านระบบออนไลน์เรียบร้อย

Alibaba จะไม่ถือหุ้นใน Bailian แต่ความร่วมมือครั้งนี้ จะผสานฐานข้อมูลสมาชิกและการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า เพื่อพัฒนาประสบการณ์ของผู้ซื้อ โดยที่ระบบจ่ายเงินออนไลน์ของ Alibaba และ Alipay จะสามารถใช้ได้ที่ Bailian ทุกสาขา รวมถึงการใช้งานระบบขนส่งด้วย และนั่นทำให้ Alipay และระบบจ่ายเงินออนไลน์ของ Alibaba สามารถใช้งานได้แทบทุกที่ในประเทศจีน ทั้งบนออนไลน์และออฟไลน์

ที่มา: Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Rocket Internet ทิ้งหุ้น Zalora ในฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย

Brand Inside - 24 February 2017 - 22:13

Zalora อีคอมเมิร์ซขายเสื้อผ้าแฟชั่นในเครือ Rocket Internet ประสบปัญหาในหลายประเทศ ก่อนหน้านี้ Rocket Internet ขายกิจการ Zalora ในไทยและเวียดนามให้กลุ่มเซ็นทรัลไปแล้ว ล่าสุด Zalora ประกาศถอนตัวออกจากตลาดฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียแล้ว

Rocket ขายหุ้นที่ถืออยู่ 49% ใน Zalora Philippines ให้กับ Ayala ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของฟิลิปปินส์ ส่วนในอินโดนีเซียก็เจรจาขายหุ้นแบบเดียวกันให้ MAP ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ เจ้าของห้างจำนวนมากในประเทศอินโดนีเซีย

เหตุผลสำคัญที่ Zalora ต้องถอนตัวก็คงหนีไม่พ้นภาวะตลาดที่แข่งขันรุนแรง มีธุรกิจอีคอมเมิร์ซหลายรายเข้าไปชิงตลาดเหล่านี้ (โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย)

ปัจจุบัน Zalora เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม GFG (Global Fashion Group) ที่ Rocket Internet ถือหุ้นอยู่ ประเทศที่ Zalora เข้าไปทำธุรกิจได้แก่ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ฮ่องกง ไต้หวัน

รายละเอียดเพิ่มเติมของ Rocket Internet ในช่วงหลัง

ที่มา – TechCrunch

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

คนไทยน้อยกว่า 10% ที่เช็คเมลประจำ แล้ว Email Marketing ยังตอบโจทย์การทำตลาดอีกหรือ?

Brand Inside - 24 February 2017 - 19:08

Email Marketing เป็นกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ที่ถูกใช้มาเป็นเวลานาน เพราะในอดีต Email เป็นอีกช่องทางการสื่อสารหลักบนโลกออนไลน์ แต่ปัจจุบันคงไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว

ภาพจาก Flickr ของ Joe The Goat Farmer คนไทยเช็ค Email เป็นประจำแค่ 10%

จากการสำรวจของ Hoot Suite และ We Are Social พบว่า ผู้บริโภคในประเทศไทยไม่ถึง 10% เท่านั้นที่เข้าไปเช็ค Email เป็นประจำทุกสัปดาห์ ผ่านอุปกรณ์ทั้ง Smartphone, Tablet และ Computer ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับอีก 6 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นผู้บริโภคในสิงคโปร์เช็ค Email 71% และผู้บริโภคในมาเลเซียเช็ค Email 27% ของทั้งหมด

ซึ่งจำนวนนี้แสดงให้เห็นถึงโอกาสความสำเร็จในการทำ Email Marketing ในประเทศไทย เพราะถึงส่งไปผู้บริโภคก็ไม่อ่านอยู่ดี ดังนั้นวิธีที่จะส่งข้อมูลไปให้ถึงผู้บริโภคได้ดีที่สุดในภูมิภาคนี้คือการส่ง SMS เพราะทุกข้อความที่ส่งออกไป ผู้บริโภคมีโอกาสเปิดอ่านที่ 99% และกดลิงค์ของข้อความนั้นๆ ถึง 20% ซึ่งการใช้ SMS นั้นก็ประสบความสำเร็จในประเทศอื่นๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม Email Marketing ยังเป็นวิธีการทำตลาดที่มีต้นทุนต่ำ แต่ให้ผลประโยชน์กลับมาสูง เพราะทุกๆ การลงทุนใน Email Marketing ราว 1 ดอลลาร์สหรัฐ จะให้ผลตอบแทนกลับมาถึง 38 ดอลลาร์เลยทีเดียว นอกจากนี้เมื่อตรวจสอบข้อมูลจาก Salesforce Marketing Cloud ยังชี้ให้เห็นว่า 96% ของผู้บริโภคในเอเขียตะวันออกเฉียงใต้มีการสมัครรับ Email ข่าวสาร และ 48% ของจำนวนนี้ตัดสินซื้อสินค้าจากเนื้อหาของ Email

สรุป

ถึง Email Marketing จะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากนัก แต่เชื่อว่าผู้ให้บริการทุกราย โดยเฉพาะกับ E-Commerce ยังเดินหน้ากลยุทธ์นี้อยู่ เพราะมีต้นทุนต่ำ และยังเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการทำตลาดรูปแบบอื่น เช่นใช้ Social Media อื่นๆ น่าจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้นด้วย

อ้างอิง // Digital in 2017: What the Latest Trends Mean for Ecommerce Businesses

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เบื่อเบียร์ตลาดบนเครื่องบิน? Cathay Pacific อาสาต้ม Craft Beer ที่ดื่มบนฟ้าแล้วอร่อยที่สุดมาให้

Brand Inside - 24 February 2017 - 01:11

Cathay Pacific เตรียมเสิร์ฟ Betsy แบรนด์คราฟท์เบียร์ของบริษัทให้กับชั้น First และ Business แก่ผู้โดยสารที่เดินทางระหว่างฮ่องกง ไปสหราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. จนถึง 30 เม.ย. นี้เท่านั้น โดยจุดเด่นของคราฟท์เบียร์ตัวนี้คือถูกสร้างมาเพื่อดื่มด่ำบนความสูง 35,000 ฟุต เพราะได้ลดดีกรีความขม และเพิ่มรสหวานเข้าไปหลังประสาทรับรสจะเปลี่ยนไปเมื่ออยู่ในที่สูง

ขณะเดียวกันส่วนผสมของคราฟท์เบียร์ตัวนี้ก็นำวัตถุดิบจากฮ่องกง และสหราชอาณาจักรมาผสานกัน เช่นเนื้อลำไย กับน้ำผึ้งของฮ่องกง และฮอปส์ชนิด Fuggle ที่นำจากอังกฤษ เพื่อเล่าเรื่องราวการเดินทางด้วยคราฟท์เบียร์ชวดนี้

แต่ถึงอย่างไรทางสายการบินดังกล่าวก็ไม่ได้ต้มเบียร์ตัวนี้เอง เพราะว่าจ้าง Hong Kong Beer Co เป็นผู้ผลิต ซึ่งกว่าจะได้รสที่กลมกล่อมบนเครื่องบินของคราฟท์เบียร์ตัวนี้ต้องใช้เวลาถึง 5 เดือนในการพัฒนาขึ้นมาเลยทีเดียว

และหากใครอยากชิมคราฟท์เบียร์ตัวนี้ แต่ไม่ได้บินในเส้นทางดังกล่าว ตอนนี้ทาง Cathay Pacific ได้นำ Betsy มาให้บริการในเลาจน์ของสายการบินที่สนามบินฮ่องกง และฮีทโทรวแล้ว นอกจากนี้ยังสามารถหาดื่มได้ที่ร้านอาหาร และบาร์บางแห่งในฮ่องกง รวมถึงสั่งออนไลน์ผ่าน Deli Delight ได้อีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สำรวจตลาดแรงงานไทย: สิ่งที่องค์กรยุคดิจิทัลต้องการ และความท้าทายของแรงงานไทย (3)

Brand Inside - 24 February 2017 - 00:59

มาถึงตอนที่ 3 และเป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์ของ สำรวจตลาดแรงงานไทย ซึ่ง Brand Inside ได้สัมภาษณ์ ดร.ศิริยุพา รุ่งเริงสุข ผอ.หลักสูตรการบริหารงานบุคคล แห่งสถาบันศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย 2 ตอนก่อนหน้านี้ ได้พูดถึงเรื่อง เทรนด์การบริหารคนทั่วโลก และ ปัญหาที่องค์กรไทยกำลังเผชิญ

บทความนี้จะเน้นเจาะลึกถึงสิ่งที่องค์กรไทยยุคดิจิทัลต้องการจากแรงงาน รวมถึงความท้าทายของแรงงานไทยในวัฒนธรรมการทำงานแบบไทย รวมถึงแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อองค์กรและแรงงาน

6 องค์ประกอบที่องค์กรต้องการจากแรงงาน

1. มีความรู้พร้อมทำงาน – ปัจจุบันปัญหาใหญ่ประการหนึ่งคือ แรงงานที่เรียนจบจากสถาบันการศึกษาไม่พร้อมทำงาน ทำงานไม่ได้ สะท้อนว่ามีปัญหาหลักสูตรการเรียนการสอน ที่ผลิตแรงงานออกมาไม่สามารถทำงานได้จริง และองค์กรต้องเสียเวลาในการฝึกอย่างน้อย 6 เดือน เท่ากับเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและไม่เกิดผลิตผล และ

2. ความสามารถในการปรับตัว – แรงงานรุ่นใหม่ต้องสามารถปรับตัวให้เข้ากับการทำงานที่แตกต่างกันได้ ล้มแล้วต้อลุกให้ไว ต้องมีความสามารถที่หลากหลาย ซึ่งแรงงานต้องพัฒนาตัวเองและปรับทัศนคติให้พร้อมรับ

3. ภาวะความเป็นผู้นำ – นี่เป็นเรื่องที่ไทยขาดการพัฒนาอย่างต่อนเนื่อง ทำให้แรงงานไทยขาดภาวะความเป็นผู้นำ และจะทำงานได้ยากขึ้นในยุคดิจิทัล ซึ่งอาจจะมีเจ้านายที่เด็กกว่า หรือลูกน้องที่แก่กว่า การทำงานร่วมกับคนหลากเพศ คนละเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว หรือแม้แต่คนพิการ ที่ต่างประเทศมองว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ไทยยังขาดอยู่ในส่วนนี้

4. มีความคิดสร้างสรรค์ – แรงงานยุคใหม่ ไม่ทำงานตามคำสั่ง แต่ต้องกล้าคิดกล้าแสดงออก กล้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ออกนอกกรอบ

5. พร้อมใช้เทคโนโลยี – อาจมองว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องปกติของทุกวันนี้ แต่ยังมีแรงงานอีกไม่น้อยที่ไม่สามารถใช้เทคโนโลยีในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ นี่คือสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมเช่นกัน

6. การทำงานข้ามวัฒนธรรม – เมื่อมีความหลากหลายของแรงงาน ต้องสามารถรองรับการทำงานข้ามวัฒนธรรมที่หลากหลาย ซึ่งถือเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทยเช่นเดียวกัน

ความท้าทายของแรงงานไทย ท่ามกลางวัฒนธรรมแบบเดิม

ดร.ศิริยุพา บอกวา่ วัฒนธรรมไทยแบบเดิมๆ เป็นอุปสรรคที่ท้าทายแรงงานไทยยุคใหม่อยู่พอสมควร เป็นเรื่องที่องค์กรต้องเรียนรู้และปรับปรุงโดยเร็ว

1. ระบบอาวุโส – เป็นอุปสรรคต่อการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ ต้องเชื่อฟังผู้ที่อาวุโสกว่า ห้ามเถียงเจ้านาย ไม่งั้นไม่มีอนาคตในงาน พบมากในงานราชการ

2. ระบบอุปถัมภ์ – เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับสังคมไทย เป็นเรื่องของเส้นสายซึ่งส่งผลให้องค์กรได้คนที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาทำงาน

3. ความขัดแย้ง – ในต่างประเทศ ความขัดแย้งนำไปสู่การพัฒนาสิ่งที่ดียิ่งขึ้น แต่ธรรมชาติของคนไทย ไม่ชอบความขัดแย้ง ชอบความประนีประนอมโอนอ่อนผ่อนตาม อย่างไรก็ตามความขัดแย้งต้องมาควบคู่กับความเคารพ รู้จักเสนอความแตกต่างอย่างมีมารยาทและมีเหตุผล

4. การทำตามกลุ่ม – จากที่คนไทยไม่ชอบความขัดแย้ง ดังนั้นจึงเกิดการทำตามกลุ่ม ถ้ากลุ่มทำก็จะทำตามกัน ไม่อยากแปลกแยก ทำให้ไม่เกิดการคิดนอกกรอบ และพอเห็นคนที่แปลกแยก นอกกรอบ ก็จะวิพากษ์วิจารณ์

5. ขาดการวางแผน ไม่มองอนาคต – นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยทุกระดับ คือ ขาดการวางแผนระยะยาว ไม่มองอะไรในอีก 3ปี 5ปี 10ปีข้างหน้า ทุกอย่างทำเพื่อแก้ไขปัจจุบันเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่มีการลงทุนด้านการศึกษา แต่มองการศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือสร้างสถานะ (status) ทางสังคมเท่านั้น

ทางออกเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องเร่งมือ เพื่อพัฒนางานบริหารคน

ดร.ศิริยุพา มองว่า เรื่องของเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ควรกังวลน้อยที่สุด เพราะเป็นเครื่องมือที่สามารถอบรมฝึกฝนได้ คนไทยใช้งานเทคโนโลยีเป็นอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่ใช้เพื่อความบันเทิง ไม่ได้ใช้เพื่อหาความรู้ข้อมูล ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งมือ เป็นเรื่องระดับโครงสร้างมากกว่า ดังนี้

1. ปรับวัฒนธรรมองค์กรใหม่ – ลักษณะของคนไทย เก่งเดี่ยว ไม่เก่งทีม เรื่องนี้ต้องฝึกฝน องค์กรต้องสร้างการทำงานแบบทีมเวิร์ค ลองผิดลองถูกไปด้วยกัน เพื่อสร้างทีมงานที่แข็งแกร่ง

2. พัฒนาภาวะผู้นำในทุกระดับงาน – ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่แรงงานไทยขาด ดังนั้นต้องสร้างภาวะผู้นำให้เกิดขึ้น ต้องมีการฝึกอบรมเพื่อให้รู้หน้าที่ของผู้นำ และมอบหมายให้เกิดการทำงาน มีประสบการณ์ร่วมกัน

3. งานด้านบริหารคน ต้องใช้ข้อมูล – เรียกว่า HR Analytics การหาคน พัฒนาคน และรักษาคนในองค์กร ต้องใช้ข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อวางแผน ต้องดูว่าองค์กรกำลังก้าวไปในทิศทางใด ต้องการแรงงานด้านใดในอีก 3 -5 ปีข้างหน้า จากนั้นต้องลงทุนสร้างคนกับสถาบันการศึกษา ไม่ใช่การจ้างงานเพื่อปัจจุบันเท่านั้น ไม่เช่นนั้นแรงงานขาดแคลนแน่นอน

4. ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนา HR – เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อสร้างแบรนด์ คัดเลือกคน พัฒนาและรักษาคนในองค์กร

5. พัฒนาแรงงาน – นี่คือสิ่งสามัญที่ต้องทำมาโดยตลอดและยังต้องทำต่อไป และต้องย้อนกลับไปทำตั้งแต่ในสถาบันการศึกษา เพื่อป้องกันแรงงานขาดแคลน หรือแรงงานไม่ตรงความต้องการตลาด หรือแรงงานไม่มีคุณภาพ สร้างองค์ความรู้ ความสามารถในการปรับตัว เทคโนโลยีและนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ ให้แรงงานรู้ว่าตลาดต้องการอะไร และเมื่อจบการศึกษาออกมา จะเจอกับอะไร

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Carlos Ghosn ลงจากตำแหน่งซีอีโอ Nissan หันไปโฟกัสพันธมิตร Renault

Brand Inside - 23 February 2017 - 21:25

Carlos Ghosn ซีอีโอเชื้อสายบราซิล-ฝรั่งเศสของบริษัทรถยนต์ Nissan ประกาศลงจากตำแหน่งซีอีโอ หลังนั่งเก้าอี้นี้มานาน 16 ปี

Carlos Ghosn ภาพจาก Nissan

Ghosn ถือเป็นซีอีโอสุดเทพคนหนึ่งของวงการรถยนต์ในปัจจุบัน ผลงานของเขาคือพลิกฟื้นบริษัทรถยนต์ Renault ของฝรั่งเศส และ Nissan ของญี่ปุ่นให้กลับมาทำกำไรได้ทั้งคู่ เขายังเป็นบุคคลสำคัญในการสร้างขั้วพันธมิตร Renault–Nissan Alliance ที่ปัจจุบันเป็นกลุ่มทุนรถยนต์รายใหญ่อันดับ 4 ของโลก

Ghosn เริ่มงานครั้งแรกกับบริษัทยาง Michelin ของฝรั่งเศส จากนั้นข้ามมาเป็นผู้บริหารของ Renault ที่กำลังย่ำแย่ในช่วงนั้น เขาเข้าไปกอบกู้กิจการของ Renault จนกลับมาทำกำไร และในปี 1999 ก็ผลักดันให้ Renault ซื้อหุ้น 36.8% ในบริษัท Nissan ที่ใกล้จะล้มละลาย เขาก้าวข้ามมานั่งควบเป็นซีอีโอของ Nissan ด้วยอีกตำแหน่ง และปรับปรุงธุรกิจจนกลับมาทำกำไรอีกครั้ง

ในปี 2016 กลุ่มพันธมิตร Renault–Nissan Alliance ยังได้สมาชิกเพิ่มเติมคือ Mitsubishi Motors หลังจาก Nissan เข้ามาถือหุ้น 34% ใน Mitsubishi ส่งผลให้กลุ่มพันธมิตรมียอดขายรถยนต์ต่อปี 9.96 ล้านคัน ไล่กวดผู้นำตลาดอย่างเครือ Toyota และ Volkswagen เข้ามาเรื่อยๆ

Ghosn ตั้ง Hiroto Saikawa ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นมาเป็นซีอีโอของ Nissan คู่กับเขามาก่อนตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และล่าสุดเขาทิ้งเก้าอี้ซีอีโอของ Nissan ให้ Saikawa เป็นซีอีโอเดี่ยวคนเดียว Ghosn ให้สัมภาษณ์ว่าได้เวลาต้องส่งไม้ต่อและเขาอยากได้ผู้บริหารคนญี่ปุ่นมารับหน้าที่นี้ ซึ่ง Saikawa ก็เป็นคนที่เขาปั้นมาแล้วอย่างดี

Ghosn ยังมีตำแหน่งเป็นประธานบอร์ดของ Nissan, Renault, Mitsubishi และยังเป็นซีอีโอของ Renault ต่อไป เขาระบุว่าจะลดการทำงานเชิงปฏิบัติการลง และหันไปโฟกัสกับกลุ่มพันธมิตร Renault–Nissan Alliance ให้มากขึ้น

ข้อมูลจาก Renault-Nissan, Bloomberg, Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตลาดอาหารสหรัฐซบเซา McDonald’s ลดราคาเครื่องดื่มหวังแก้เกม

Brand Inside - 23 February 2017 - 20:53

ร้านฟาสต์ฟู้ด McDonald’s ในสหรัฐอเมริกา รับมือภาวะอุตสาหกรรมอาหารชะลอตัว ด้วยการลดราคาเครื่องดื่มเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าจับจ่ายมากขึ้น

ปกติแล้ว เครื่องดื่มมีอัตรากำไรดีกว่าอาหาร แต่รอบนี้สถานการณ์ของ McDonald’s อาจไม่ค่อยดีจริงๆ ทำให้บริษัทยอมเฉือนกำไร ลดราคาเครื่องดื่มลงมา โดยน้ำอัดลมเหลือเพียงแก้วละ 1 ดอลลาร์ และเครื่องดื่มอย่างกาแฟหรือมิลค์เชคแบรนด์ McCafe เหลือแก้วละ 2 ดอลลาร์

การลดราคาเครื่องดื่มของ McDonald’s จะเริ่มมีผลในเดือนเมษายนนี้

McDonald’s ประสบปัญหาธุรกิจหลายอย่างในช่วงหลัง และซีอีโอ Steve Easterbrook ที่เข้ามารับตำแหน่งในปี 2015 ก็พยายามแก้ไขปัญหา โดยการปรับปรุงเมนูอาหารใหม่ เพิ่มเมนูอาหารเช้าที่ขายตลอดทั้งวัน (all-day breakfast) และอัดแคมเปญลดราคา-โปรโมชั่นต่างๆ

ที่มา – Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เรียนรู้การลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ในกลุ่มประเทศโตเร็วอย่าง CLMV

Brand Inside - 23 February 2017 - 18:54
ภาพจาก asean.org

ประเทศในกลุ่ม CLMV ประกอบด้วย ประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศเมียนมาร์ และประเทศเวียดนาม เป็นกลุ่มประเทศในอาเซียนที่น่าสนใจ เนื่องจากมีการเติบโตของ GDP อยู่ที่ประมาณ 6.9% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่มอาเซียน และคาดการณ์กันว่าจะมีสามารถรักษาการเติบโตในระดับ 6% ต่อไปในอีก 5 ปีข้างหน้า

 

ที่มา: http://asean.org/storage/2012/05/ASEAN_Stats_Leaflet2016_web.pdf

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่ม CLMV โตได้อย่างรวดเร็วเกิดจากเม็ดเงินลงทุนไหลเข้า (FDI) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

 

ที่มา:  https://www.krungsri.com/bank/getmedia/7f273893-1a4d-49f5-abe5-802750cfa4c1/Regional_Quarterly_Report_RQR.aspx

โครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาวที่มีมากช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ CLMV

 

 

 

 

ที่มา: https://populationpyramid.net/

ด้วยอัตราการเติบโตของ GDP, เม็ดเงินลงทุนไหลเข้า (FDI) และโครงสร้างประชากรมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคตของประเทศในกลุ่ม CLMV ทำให้บรรดานักลงทุนชาวไทยเริ่มให้ความสนใจและพยายามทำการศึกษาบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศเหล่านี้เพื่อลงทุนด้วยตนเอง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านภาษา และระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่ยังไม่เป็นมาตรฐาน ทำให้นักลงทุนรายย่อยที่ต้องการลงทุนด้วยตนเองประสบปัญหาในการหาข้อมูล ความน่าเชื่อถือของข้อมูล สภาพคล่องในการซื้อขาย การนำเงินเข้าออกประเทศ และอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ช่องทางการลงทุนผ่านกองทุนรวมในประเทศยังมีอยู่อย่างจำกัดและไม่ตรงกับความต้องการของนักลงทุน ทำให้นักลงทุนไทยเสียโอกาสที่จะการกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ในวันนี้ เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับกองทุนที่เน้นลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากกลุ่มประเทศ CLMV

KT-CLMVT (Krung Thai CLMVT Equity Fund) : กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้น ซีแอลเอ็มวีที

นโยบายหลักของกองทุน : เป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ในกลุ่มประเทศ CLMV และหุ้นไทยที่มีแหล่งที่มาของรายได้จากกลุ่มประเทศ CLMV โดยจะพิจารณาจาก 115 บริษัท GMS Universe* ของ Set

*GMS (Greater Mekong Subregion: GMS) Universe คือ บริษัทจดทะเบียนไทยที่มีการลงทุน และ/หรือ มีรายได้จากประเทศในกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง  ที่เปิดเผยอย่างเป็นทางการในเอกสารของบริษัท ได้แก่ หมายเหตุประกอบงบการเงิน งบการเงิน รายงาน 56-1 รายงานประจำปี และเอกสารนำเสนอของบริษัท โดยรายได้จากประเทศในกลุ่ม GMS รวมถึง รายได้จากลูกค้าที่มีถิ่นฐานใน GMS รายได้จากส่วนงานที่ดำเนินการใน GMS และรายได้จากการส่งออกไปยังประเทศใน GMS)

รายชื่อบริษัทใน GMS Universe http://www.set.or.th/th/gms_exchanges/eco_exposure_universe.html

เป้าหมายการกระจายการลงทุนในแต่ละประเทศ
  1. 40% ลงทุนทางอ้อม ผ่านบริษัทไทยใน GMS Universe
  2. 40% ลงทุนทางตรง บริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนาม (ตามดัชนี VN30)
  3. 20% ลงทุนในบริษัท กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ ที่จดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์ และ ฮ่องกง

สัดส่วนการลงทุนในช่วง 3 เดือนแรกหลังการจัดตั้งกองทุนอาจแตกต่างจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะ 40% ในตลาดหุ้นเวียดนาม เนื่องจากรอการดำเนินการเพื่อเริ่มการซื้อขายในตลาดหุ้นเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ทางกองทุนจะทำการลงทุนในหุ้นไทยที่ได้ประโยชน์จาก CLMV เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายหลักในการจัดตั้งกองทุนรวม

วิธีการในการคัดเลือกบริษัทเพื่อทำการลงทุน

ผู้จัดการกองทุนจะทำการคัดเลือกหุ้นให้สอดคล้องกับภาวะทางเศรษฐกิจและวัฏจักรของธุรกิจ นอกจากนี้ยังทำการวิเคราะห์บริษัท เยี่ยมชมกิจการ พูดคุยกับผู้บริหาร ให้มีความเข้าใจลักษณะธุรกิจเพื่อนำมาประเมินมูลค่ากิจการ โดยเฉพาะการลงทุนในประเทศเวียดนามทางกองทุนได้รับความร่วมมือจากทีมงานของ Partner ในประเทศเวียดนามในเรื่องของการหาข้อมูลและบทวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนเพื่อใช้ในการตัดสินใจเลือกบริษัทเพื่อลงทุนในกองทุน KT-CLMVT

ตัวอย่างบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ CLMV

ตัวอย่างบริษัทที่น่าสนใจ

VNM (Vietnam): ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ครองส่วนแบ่งการตลาด 45-50% มีช่องทางการจัดจำหน่ายครอบคลุมทั่วประเทศ ผลการดำเนินงานแนวโน้มเติบโต 12-13% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า

VIC (Vietnam): ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม และมีกลุ่มธุรกินที่หลากหลายทั่วประเทศ มีความสัมพันธ์อันดีกับหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ มีที่ดินรอการพัฒนาประมาณ 5 พันไร่ เพียงพอกับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ 10-20 ปี

YOMA(Myanmar): เป็น Holding Company ที่จดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์ ที่มีรายได้กว่า 98% จากประเทศเมียนมาร์ ซึ่งกว่า 82% ของรายรับมาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ธุรกิจเกษตร และขนส่ง

SMI(Myanmar): เป็น investment holding company ที่จดทะเบียนในตลาดสิงคโปร์ มีการกระจายการลงทุนในหลายธุรกิจ เช่น ร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินเมียนมาร์ รับเหมาก่อสร้าง ปล่อยเช่ารถยนต์ ให้บริการด้านโทรคมนาคม

ปัจจัยความเสี่ยงสำคัญที่ควรพิจารณา
  1. ความเสี่ยงทางตลาด (Market Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของราคาหุ้นซึ่งได้รับผลกระทบจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม หรือภาวะตลาด
  2. ความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องของหลักทรัพย์ (Liquidity Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการไม่สามารถซื้อหรือขายได้ในระยะเวลาหรือราคาตามที่กำหนด
  3. ความเสี่ยงที่เกิดจากกฎระเบียบในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Restrictions of Foreign Investment) เกิดจากข้อจำกัดหรือข้อห้ามสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
  4. ความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนของสกุลเงิน เนื่องจากมีการใช้ดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
  5. ความเสี่ยงจากข้อจำกัดการนำเงินลงทุนกลับประเทศ (Repatriation Risk) เป็นความเสี่ยงที่ประเทศที่ลงทุนอาจออกมาตรการ Capital control ทำให้ไม่สามารถนำเงินลงทุนและผลตอบแทนกลับประเทศไทยได้ตามที่คาด

ค่าธรรมเนียม(เรียกเก็บจากกองทุน) รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่เกิน 5.0% ต่อปี โดยแยกเป็น 4 หัวข้อดังนี้

  1. ค่าการจัดการกองทุน ไม่เกิน 0% ต่อปี (ปัจจุบัน 1.5% ต่อปี)
  2. ค่าผู้ดูแลผลประโยชน์ ไม่เกิน 0% ต่อปี
  3. ค่านายทะเบียน ไม่เกิน 5% ต่อปี (ปัจจุบัน 0.2%)
  4. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่จ่ายจริง

ค่าธรรมเนียม(เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย)

1.ค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน

1.1 ช่วง IPO (22-27 กุมภาพันธ์ 2560) ค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน 1.0%

1.2 หลังช่วง IPO ค่าธรรมเนียมการซื้อหน่วยลงทุน 1.5%

2. ค่าธรรมเนียมการขายคืนหน่วยลงทุน ยังไม่เรียกเก็บ

3. ค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยน

3.1 กรณีเป็นกองทุนต้นทาง Switch out ยังไม่เรียกเก็บ

3.2 กรณีเป็นกองทุนปลายทาง Switch in 1.5%

หากท่านใดสนใจลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV สามารถเข้าดูรายละเอียดได้ดังนี้

ข้อมูลกองทุน : http://www.ktam.co.th/FileUpload/Fund/FundDocFileTh10_2346.pdf

หนังสือชี้ชวนส่วนสรุปข้อมูลสำคัญ: http://www.ktam.co.th/document_fund/fundfactsheet/Factsheet_th_KT-CLMVT.pdf

ข้อมูลอื่น ๆ : http://www.ktam.co.th/th/mutual-fund/mutual-detail.aspx?FundID=635&FundMenuID=1&level=3

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV จะดูน่าสนใจเพียงใด อย่าลืมว่าการลงทุนในกลุ่ม CLMV เป็นการลงทุนในประเทศชายขอบ (Frontier Markets) มีความเสี่ยงในเรื่องของความไม่แน่นอนทางการเมือง กฎระเบียบต่าง ๆ อาจยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล สภาพคล่องในการซื้อขาย รวมถึงความเสี่ยงต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว นักลงทุนควรพิจารณากระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตลาด Premium Bigbike เริ่มอิ่มตัว หลังคนไทยหันขี่เครื่องเล็ก ทำ Ducati ต้องงัดทุกกระบวนท่ามาสู้

Brand Inside - 23 February 2017 - 17:24

ทุกวันนี้การเห็น Bigbike วิ่งอยู่บนท้องถนนถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นตลาดมันต้องโตแน่นอน แต่เชื่อหรือไม่? แบรนด์สัญชาติอิตาลีอย่าง Ducati กลับมองว่าตลาดนี้ใกล้จะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

ภาพ pixabay.com 300cc ปรับความคิดคนไทยเริ่มต้นรุ่นเล็ก

เมื่อ 6-7 ปีก่อน Bigbike ยังเป็นสินค้าที่เข้าถึงยาก เพราะยังไม่มีโรงงานประกอบเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ทำให้ราคาแต่ละคันค่อนข้างสูง และถึงอยากขับขี่จริงๆ ก็คงซื้อได้แค่แบรนด์ญี่ปุ่น จากนั้นพอเริ่มมีแบรนด์ยุโรปลงมาตั้งโรงงานผลิตในไทย และลดราคาจำหน่ายลงมาชนกับแบรนด์ญี่ปุ่น ก็ทำให้ตลาด Premium Bigbike เริ่มจับต้องได้ แต่นั่นก็กินเวลาไม่นาน เพราะเมื่อแบรนด์ญี่ปุ่นปรับตัวด้วยการส่งรุ่นเล็ก เช่นขนาดเครื่อง 300cc ลงมาทำตลาด โดยชูจุดเด่นเรื่องหน้าตาเหมือนตัวเครื่องใหญ่ทุกประการ ก็ทำให้ Premium Bigbike อยู่ยากขึ้น

ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดูคาทิสติ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ Ducati ในประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า ปี 2559 บริษัทจำหน่าย Bigbike ไปได้ 1,700 คัน โดย 60% ของยอดขายเป็นตระกูล Monster หรือ Bigbike ระดับเริ่มต้นของแบรนด์ที่มีราคาราว 4 แสนบาท และปีนี้ก็คงมียอดขายใกล้เคียงเดิม เพราะตลาด Bigbike ที่มีขนาดเครื่องยนต์สูงกว่า 500cc มีพื้นที่ลดลงเมื่อเทียบกับตลาดรวม แต่ด้วยความเป็น Premium ของแบรนด์จากอิตาลี ทำให้บริษัทไม่มีแผนที่จะลดขนาดเครื่องเพื่อไปแข่งกับคู่แข่งเจ้าอื่น

Naked Bike ตระกูล Monster คือรุ่นที่จำหน่ายถึง 60% ของยอดขายในไทย โดยในภาพคือรุ่น 797 ราคาพิเศษที่ 399,999 บาท

“ปี 2555-2557 ต้องบอกว่า Ducati ผูกขาดตลาด Bigbike ราคา 4 แสนบาท และสามารถมีส่วนแบ่งในตลาด Bigbike ที่มีเครื่อง 500cc ขึ้นไปแตะ 20% ของตลาด แต่พอเข้าสู่ปี 2558-2559 ตลาด Bigbike ในไทยก็เริ่มเข้าสู่ความเป็นจริงมากขึ้น เพราะมีแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาด และเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่มีราคาถูกกว่าก็ได้รับความนิยมมากขึ้น ดังนั้นคงไม่แปลกที่ตลาดรวม Bigbike เครื่องเกิน 500cc ในปี 2559 จะเติบโตช้าลง โดยขายรวมกันทั้งประเทศไทยแค่ 17,000 คัน และมีแนวโน้มลดลงในปีนี้ด้วย”

อิงกลยุทธ์เมืองนอก แต่ก็มีแคมเปญเฉพาะไทย

อย่างไรก็ตามถึงสิ้นปี 2559 แบรนด์ Ducati ยังมีส่วนแบ่งในตลาด Bigbike เครื่องใหญ่กว่า 500cc ราว 9% และด้วสภาพตลาดแบบนี้ทำให้บริษัทเลือกที่จะตั้งเป้าแค่รักษาส่วนแบ่งการตลาดไว้เท่าเดิมให้ได้ ไม่ว่าตลาดจะเติบโต หรือหดตัว เนื่องจาก Ducati วางตำแหน่งแบรนด์ไว้ระดับ Premium และเป็นรถในฝัน ทำให้ทั้งในอิตาลี และในไทยที่มีโรงงานของตนเองก็จะวางกลยุทธ์การตลาดเหมือนกัน จนในระดับโลก Ducati มีส่วนแบ่งในตลาด Bigbike เกิน 500cc ที่ 5% ดังนั้นประเทศไทยถึงตลาดยังหดตัว แต่ Performace ของบริษัทยังทำได้ดี

ภาพ pixabay.com

ในทางกลับกันเพื่อให้การทำตลาดในประเทศไทยมีประสิทธิภาพ บริษัทแม่ที่อิตาลีจึงให้การสนับสนุนงบการตลาด และเรื่องอื่นๆ มากขึ้น เช่นการช่วยเหลือเรื่องราคาค่าบริการ Ducati Smart Service โดยเฉพาะค่าอะหลั่ยที่ลดลงสูงสุด 42.5% เช่นการเช็คระยะ 12,000 กม. จากเดิมที่ต้องจ่ายราว 12,000 บาท ก็เหลือเพียง 5,990 บาท นอกจากนี้ยังร่วมกับบริษัทประกัน FPG เพื่อให้ผู้สนใจซื้อ Ducati ได้สิทธิ์สมัครเรียน Ducati Riding Experience เพื่อการขับขี่ปลอดภัย และเมื่อจบคอร์สสามารถนำมาลดค่าประกันชั้น 1 เหลือ 16,900 บาท

ขอเป็นแบบ Porsche เพื่อโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ Ducati ของประเทศไทยได้จัดทำโครงการ Ducati Approved เพื่อสามารถเข้าถึงผู้บริโภคที่ต้องการเป็นเจ้าของ Bigbike ระดับ Premium ได้ง่ายขึ้น ผ่านการจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์มือสองที่ได้รับการการันตีคุณภาพ และราคาจากบริษัท ซึ่งจากปัจจัยทั้งหมดนี้ จะทำให้ Ducati ยังคงรักษาเบอร์หนึ่งในตลาด Premium Bigbike ของประเทศไทยไว้ได้ และเตรียมกลับมาสร้างความยิ่งใหญ่ในไทยอีกครั้ง เหมือนกับช่วงแรกที่เข้ามาทำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ที่ประกอบในประเทศ และคล้ายกับ Porsche ที่มีรถยนต์ Premium หลากประเภทให้เลือกสรร

สรุป

Ducati เป็นแบรนด์ Bigbike ในฝันของหลายๆ คน ดังนั้นการจะครอบครองได้ก็ต้องคาดหวังสูงเป็นธรรมดา ซึ่งทาง Ducati ของประเทศไทยก็พยายามตอบโจทย์เรื่องนี้ให้ได้ดีที่สุด เพื่อจำหน่าย Premium Bigbike ตั้งแต่ราคา 2.8 แสนบาท – 2 ล้านบาทให้ได้ดีที่สุด

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แก้ปัญหา “ทำงานหนักจนตาย” ญี่ปุ่นเตรียมจำกัดชั่วโมงทำงานล่วงเวลา

Brand Inside - 23 February 2017 - 10:03
ภาพจาก Pixabay

ปัญหาเรื่องการทำงานหนักจนตายกำลังเป็นเรื่องใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น หลังกรณีพนักงานหญิงของเอเยนซี่โฆษณา Dentsu เสียชีวิตไปเมื่อปีที่แล้ว ส่งผลให้บริษัทน้อยใหญ่ทั่วญี่ปุ่นต้องหันมาทบทวนนโยบายเรื่องเวลาการทำงานกันใหม่

รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็เตรียมเสนอแก้กฎหมาย จำกัดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา (overtime หรือ OT) ที่ 60 ชั่วโมงต่อเดือน ซึ่งสมาคมธุรกิจในญี่ปุ่นก็ขานรับนโยบายนี้ Akio Mimura ประธานหอการค้าและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีคำคัดค้านใดๆ และเสนอเพิ่มเติมว่าต้นเหตุของการทำงานหนัก เกิดจากบริษัทขนาดใหญ่ไปกดดันซัพพลายเออร์รายย่อยให้ทำงานหนักกว่าปกติ ดังนั้นญี่ปุ่นควรต้องพิจารณาเรื่องสัญญาการจ้างงานระหว่างบริษัทด้วย

โรคทำงานหนักจนตาย หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียก karoshi ไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศญี่ปุ่น ศัพท์คำนี้ถูกประดิษฐ์ขึ้นตั้งแต่ยุค 1970s และกลายเป็นปัญหาใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลญี่ปุ่นในยุคนั้นต้องเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง

กลุ่มสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่นหรือ Keidanren เสนอให้พนักงานออฟฟิศควรถูกพิจารณาขึ้นเงินเดือนจากผลงาน (on merit) และไม่นำเรื่องการทำงานล่วงเวลามาร่วมพิจารณาด้วย และนอกจากกลุ่มพนักงานออฟฟิศแล้ว คนทำงานอีกกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องการทำงานล่วงเวลาคือคนขับรถบรรทุก และพนักงานก่อสร้าง ที่มักมีช่วงเวลาการทำงานเป็นตอนกลางคืน

อย่างที่ Brand Inside เคยนำเสนอมาแล้วหลายครั้งว่า ประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาแรงงานขาดแคลนอย่างหนัก จนต้องปรับเงื่อนไขการทำงานหลายอย่างเพื่อดึงดูดคนมาทำงาน เช่น ทำงาน 4 วัน หยุด 3 วัน หรือ ร้านอาหารปรับเวลาเปิดบริการให้น้อยลง

ที่มา – Nikkei

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทำไมต้องใช้แอปจองตั๋วเครื่องบินของเมืองนอก penguint ขอท้าชิงที่ 1 ใน 2 ปี ยืนยันขายตั๋วถูกที่สุด

Brand Inside - 23 February 2017 - 02:28

การจองตั๋วเครื่องบินผ่านช่องทางออนไลน์ในปัจจุบันพบว่า 90% ทำผ่านอุปกรณ์โมบาย (สมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต) หรือพูดง่ายๆ ว่าทำจองผ่านแอปพลิเคชั่น แต่รู้หรือไม่ว่า เป็นแอปจาก Startup ในต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ ไม่มีแอปจองตั๋วเครื่องบินที่เป็นของคนไทย ทั้งที่คนไทยเดินทางด้วยเครื่องบินกันไม่น้อย เท่ากับเป็นการเสียโอกาสไม่น้อย และอาจเข้าข่ายเหมือนกรณี Agoda Crisis หรือวิกฤตอโกด้า ที่ยึดครองตลาดการจองโรงแรมไปเกือบทั้งหมด แล้วจะปล่อยให้เกิดขึ้นกับการจองตั๋วเครื่องบินอีกอย่างนั้นหรือ?

แจ้งเกิด penguint แอปจองตั๋วเครื่องบินของไทยที่ดีที่สุด

กิตติกร กรรณเลขา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชีย วัน คลิก จำกัด หรือ AOC ผู้พัฒนาและให้บริการแอป penguint บอกว่า AOC เป็นผู้พัฒนาระบบเชื่อมต่อของกว่า 500 สายการบิน กับ 4 เอเยนต์รายใหญ่ที่ขายตั๋วเครื่องบินในไทยมากว่า 15 ปี ดังนั้นจึงมีทั้งช่องทางในการเข้าถึงตั๋วเครื่องบินจากกว่า 500 สายการบินและข้อมูลการซื้อขายตั๋ว ซึ่งทั้งหมดต้องใช้ระบบในการบริหารจัดการ

แต่เมื่อไทยยังขาดเครื่องมือขายตั๋วออนไลน์ของตัวเอง AOC จึงพัฒนา penguint ขึ้นเพื่อเป็นแพล็ตฟอร์มจองตั๋วเครื่องบิน ถือว่าเป็น Startup ในกลุ่ม Travel Tech ของคนไทยและทำให้นักท่องเที่ยวไทย สามารถเข้าถึงตั๋วเครื่องบินในราคาที่ดีที่สุดจาก 500 สายการบิน นี่คือ Unfair Advantage หรือความได้เปรียบทางธุรกิจที่ไม่มีใครสามารถทำได้

“ในธุรกิจตั๋วเครื่องบิน ไม่มีใครให้ราคาดีที่สุดในทุกสายการบิน ในไทยมีเอเยนต์ใหญ่ 4 รายที่กระจายตั๋วให้ดีลเลอร์ บริษัททัวร์ และ 4 รายใหญ่ใช้ระบบเชื่อมต่อกับสายการบินของ AOC ดังนั้น AOC จึงเข้าถึงตั๋วเครื่องบินแทบทุกเส้นทางที่ผู้โดยสารต้องการไป และเลือกราคาดีที่สุดมานำเสนอ ขณะที่คู่แข่งในตลาดเวลานี้เชื่อมต่อกับเอเยนต์เพียงรายเดียว ไม่มีทางที่จะให้ราคาที่ดีกว่า penguint อย่างแน่นอน”

กลยุทธ์เร็วสุด นำเสนอตั๋วเครื่องบินให้ผู้บริโภค

ทักษะ บุนนาค กรรมการบริหารฝ่ายปฏิบัติการ ของ AOC บอกว่า การให้บริการของแอป penguint ผู้โดยสารสามารถเริ่มต้นได้จากทุกความต้องการ เช่น ต้องการไปประเทศไทย, ต้องการไปเวลาไหน หรือมีงบประมาณจ่ายค่าตั๋วเท่าไร จากนั้น penguint จะค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดมานำเสนอทุกวัน เกิดเป็นกลยุทธ์ที่เน้นเรื่องความเร็วและครบถ้วนให้กับผู้บริโภค

เมื่อดาวน์โหลดแอป penguint ระบบจะเริ่มเรียนรู้พฤติกรรมผู้บริโภค ว่าสนใจจุดหมายปลายทางอะไร จากนั้นถ้ามีโปรโมชั่นออกมา ระบบจะนำเสนอไปให้ผู้บริโภคทันที ทำให้ไม่พลาดโปรโมชั่นดีๆ และถ้าผู้บริโภคสนใจแต่ยังไม่จอง (กดสนใจไว้) ถ้าโปรโมชั่นใกล้หมดมีแจ้งเตือนด้วย

นอกจากนี้ หากยังไม่มั่นใจ สามารถกดจองไว้ก่อนโดยยังไม่จ่ายเงิน (แต่มีระยะเวลากำหนด) เพื่อผู้บริโภคไม่พลาดโอกาสของโปรโมชั่นดีๆ ซึ่งการจ่ายเงินทำได้ทุกช่องทาง ทั้งบัตรเครดิต, 7-ELEVEN, PayPal หรือการโอนเงินผ่านธนาคาร และยังมีระบบช่วยเหลือด้วยการแชทผ่าน LINE โดยกดจากในแอป penguint ได้เลย

“แอปที่ให้บริการจองตั๋วจากต่างประเทศ เช่น Traveloka, Expedia เป็นบริษัทจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย แต่ penguint เป็นบริษัทในไทย พร้อมให้ความช่วยเหลือ ถ้ามีอุปสรรคติดขัด มีเจ้าหน้าที่ในไทยดูแลทันที นี่คือความแตกต่าง”

ข้อมูลและการให้บริการของ penguint ยังไม่รวมไปถึงสายการบิน Low Cost แต่ด้วยโปรโมชั่นที่นำเสนอ เชื่อว่าราคาสามารถแข่งขันกับ Low Cost ได้ อย่างไรก็ตามในอนาคตมีแผนจะดึงข้อมูลและการให้บริการของสายการบิน Low Cost เข้ามาร่วมด้วย รวมถึงการให้บริการจองโรงแรมที่พัก เพราะ penguint เป็นแพลตฟอร์มกลาง สามารถใส่ข้อมูลได้หมด ทั้งตั่วเครื่องบิน แพ็คเกจทัวร์ จองโรงแรม หรือระบบอื่นๆ

ใช้ข้อมูลวางกลยุทธ์ทำตลาด ขอขึ้นเบอร์ 1 ไทยใน 2 ปี ก่อนบุกนอก

วัชระ เอมวัฒน์ กรรมการบริหารฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ ของ AOC บอกว่า การให้บริการของ penguint เป็นแพลตฟอร์มที่ทำหน้าที่เหมือน marketplace ด้านการท่องเที่ยว แต่สิ่งที่พิเศษคือ มีการใช้ข้อมูลที่สะสมมากว่า 15 ปี และมีการเก็บข้อมูลเพิ่มตลอดเวลา มาวิเคราะห์สถานการณ์ และจัดสรรบริการคือ เลือกตั๋วเครื่องบินที่ราคาดีที่สุด หรือเสนอช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทางให้ลูกค้า

และเป้าหมายสำคัญของ penguint คือ ภายใน 2 ปีนี้ penguint จะยึดอันดับ 1 ด้านให้บริการจองตั๋วเครื่องบินในไทย คืนจากผู้ให้บริการที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งยอมรับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อว่าด้วยระบบที่ดีกว่า บริการที่ดีกว่า จะสามารถทำได้ จากนั้นมีแผนจะบุกออกให้บริการในภูมิภาคอาเซียนต่อไป

กิตติกร กรรณเลขา, ทักษะ บุนนาค และ วัชระ เอมวัฒน์ สรุป

มูลค่าการจองตั๋วออนไลน์ รวมเครื่องบินและโรงแรมในไทย คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 3,900 ล้านดอลลาร์ โดยแบ่งเป็นจองตั๋วเครื่องบิน 2,400 ล้านดอลลาร์ (หรือประมาณ 60%) เป็นตัวเลขที่มีมูลค่ามหาศาลมาก การเป็นตัวแทนจำหน่ายมีค่าคอมฯ 3-5% ซึ่งที่ผ่านมาตกอยู่กับผู้ให้บริการที่มาจากต่างประเทศ จริงอยู่ว่า ไม่ว่าจะมาจากประเทศไหน ถ้าให้บริการดีกว่าก็ควรเลือกรายนั้น แต่ penguint มั่นใจว่า บริการดีกว่า ราคาดีกว่า และยังเป็นผู้ให้บริการไทยด้วย เชื่อว่าแจ้งเกิดได้ และคนไทยจะหันมาใช้บริการมากขึ้นแน่นอน

ทิ้งท้าย: penguint มาจาก penguin travel สัญลักษณ์คือ นกเพนกวิน ที่แม้จะบินไม่ได้ แต่ด้วยบริการจาก penguint ต่อไปจะบินได้แล้วด้วยสายการบินราคาดีที่สุด เข้าไปดู Facebook Fanpage ได้ที่ ไปเที่ยวกันมั้ย by Penguint และดาวน์โหลดแอป โดยค้นหาคำว่า penguint

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จับตาธุรกิจทำสมาธิ – ผ่อนคลายจิตใจ หลังโลกมันเครียดจนทำอุตสาหกรรมนี้มีมูลค่าแตะ 35,000 ล้านบาท

Brand Inside - 23 February 2017 - 01:59

#โลกมันหมุนเร็วขึ้นทุกวันฉันตามไม่ทันแล้วพี่บัวลอย คือ Hashtag ขำๆ บนโลกโซเชียล แต่ต้องยอมรับว่าตอนนี้โลกหมุนเร็วจริงๆ และทุกคนก็เคร่งเครียดกันมากขึ้น ซึ่งเหตุนี้ทำให้บริการ Relax แบบต่างๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว

ภาพโดย By Amila Tennakoon (Meditation Sri Lanka) [CC BY 2.0 (http://creativecommons.org/licenses/by/2.0)], via Wikimedia Commons ตลาดสมาธิ – ผ่อนคลายจิตใจแตะ 35,000 ล้านบาท

การทำสมาธิ และบริการผ่อนคลายจิตใจเริ่มเป็นที่นิยมไปทั่วโลก เพราะจากตัวแปรเรื่องการใช้ชีวิตของคนที่เร่งรีบ และเคร่งเครียดกันมากขึ้น แต่ที่น่าประหลาดใจคือมูลค่าตลาดนี้ในระดับโลกสูงถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 หรือราว 35,000 ล้านบาท ผ่านการสำรวจของบริษัทวิจัย IBISWorld ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านไปสองปีแล้ว แต่ยังไม่มีปัจจัยใดๆ มาทำให้มูลค่าตลาดนี้ลดลง

ขณะเดียวกันมูลค่าดังกล่าวยังไม่รวมเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยทำสมาธิ และผ่อนคลายให้กับผู้ใช้งาน เช่น Headspace แพลตฟอร์มช่วยทำสมาธิ และผ่อนคลายจิตใจผ่านเว็บไซต์ กับ Muse อุปกรณ์สวมใส่ (Wearable Device) ที่ช่วยทำสมาธิระหว่างใช้งานอีกด้วย ซึ่งผู้นิยมใช้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คนในวงการการเงิน รวมถึงนักพัฒนาซอฟต์แวร์ต่างๆ และพนักงานออฟฟิศทั่วไปนั่นเอง

Muse อุปกรณ์ตรวจจับคลื่นสมอง และช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกผ่อนคลาย

ทั้งนี้การผ่อนคลายจิตใจ และทำสมาธินั้นนอกจากจะช่วยทำให้ร่ายกายสบาย ยังเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องการงานอีกด้วย ทำให้แผนกทรัพยากรบุคคลของบางองค์กรลงทุนจ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือส่งพนักงานของตนเองไปอบรมเรื่องการฝึกสมาธิเพื่อนำมาปรับใช้กับการทำงานอีกด้วย แม้ค่าใช้จ่ายตัวนี้จะค่อนข้างสูงก็ตาม เช่นในสหรัฐอเมริการาคาของการฝึกเป็นกลุ่มใหญ่อยู่ที่ 500-10,000 ดอลลาร์/คอร์ส หรือราว 17,000-350,000 บาท

อ้างอิง

A successful entrepreneur opened a new meditation studio in NYC to cash in on a $1 billion market

Meditation Has Become A Billion-Dollar Business

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages