สหรัฐอเมริกาเตรียมขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากยุโรปหลายรายการ Airbus รับเคราะห์เต็มๆ

Brand Inside - 15 February 2020 - 20:40

สหรัฐเดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรป หลังจากที่ชนะคดีข้อกล่าวหาใน WTO ขณะที่สินค้าอื่นๆ จากสหภาพยุโรปก็เตรียมรับผลเช่นกัน

Airbus A350 แอร์บัสภาพจาก Shutterstock

สหรัฐอเมริกาเตรียขึ้นภาษีนำเข้าอากาศยานจากสหภาพยุโรป (EU) เป็น 15% จากเดิม 10% และยังมีสินค้าอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ชีส ไวน์ ที่สหรัฐเตรียมจะขึ้นภาษีหลังจากชนะคดีฟ้องร้องในองค์การการค้าโลก (WTO) แต่สหรัฐก็ยังเปิดช่องให้ทาง EU สามารถที่จะเจรจาในเรื่องของภาษีได้ และยังเป็นแรงกดดันก่อนที่สหรัฐและสหภาพยุโรปที่จะทำข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ในเร็วๆ นี้

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ผลิตอากาศยานรายใหญ่อย่าง Airbus งานเข้าทันที หลังจากที่สหรัฐและสหภาพยุโรปมีคดีความกล่าวหาซึ่งกันและกันในเรื่องการที่รัฐบาลแต่ละฝ่ายให้เงินช่วยเหลือเพื่อที่อากาศยานของทั้ง 2 ฝ่ายจะสามารถขายให้กับลูกค้าในประเทศอื่นๆ ได้ โดยข้อกล่าวหานี้ท้ายที่สุดสหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายชนะ ทำให้สหรัฐมีสิทธิ์ในการปรับขึ้นภาษีจากสินค้าในทวีปยุโรปมูลค่ารวมถึง 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ

สินค้าอื่นๆ ที่ผลิตในสหภาพยุโรป ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ไวน์ ชีส กาแฟ ซิงเกิ้ลมอลต์ วิสกี้ รวมไปถึงมะกอก อัตราภาษีสูงสุดอยู่ที่ 25% โดยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจะเริ่มในวันที่ 18 มีนาคมนี้ซึ่งรวมอากาศยานจาก Airbus ส่วนสินค้าอีกชุดจะเริ่มในวันที่ 18 ตุลาคม

ในเดือนธันวาคมปี 2019 ที่ผ่านมา สำนักผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ออกมากล่าวว่าสำหรับสินค้าจากสหภาพยุโรปมีสิทธิ์ที่จะโดนเพิ่มภาษีนำเข้าได้สูงสุดถึง 100% ขณะที่เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรปกล่าวกับ CNBC ว่าต้องการที่จะเจรจากับสหรัฐในเรื่องการค้า แต่ต้องไม่โดนสหรัฐกลั่นแกล้งในกรณีต่างๆ

หลังจากที่สหรัฐเจรจาการค้ากับจีนสำเร็จในข้อตกลงการค้าฉบับแรก รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามที่จะทำข้อตกลงทางการค้าฉบับใหม่กับประเทศคู่ค้าสำคัญๆ เช่น ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป รวมไปถึงสหราชอาณาจักร หลังจากการออกจากสหภาพยุโรป และเซ็นข้อตกลงการค้าสำเร็จไปแล้วกับเม็กซิโกและแคนาดา

สำหรับสหภาพยุโรป สหรัฐตั้งเป้าที่จะส่งสินค้าเข้าไปขายในทวีปยุโรปมากขึ้น หรือไม่ก็คือสหภาพยุโรปเองต้องลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐเคยกล่าวเรื่องอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ของ 2 มหาอำนาจว่าไม่เท่ากัน และทำให้ผู้นำสหรัฐขู่สหภาพยุโรปถึงการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรปด้วย

ที่มา – CNBC, Arab News, VOA

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วิกฤตไวรัส COVID-19 กระทบญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ขาดแคลนแรงงานเพราะกลัวคนจีนและไวรัส

Brand Inside - 15 February 2020 - 19:09

สถานการณ์ระบาดของไวรัส COVID-19 ส่งผลกระทบจนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า ล่าสุด ญี่ปุ่นเริ่มย้ายฐานการผลิตบ้างแล้ว ขณะนี้ ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เพื่อนบ้านร่วมเอเชียตะวันออกของจีนเริ่มขาดแคลนแรงงานอีก ซึ่งก็มีทั้งหวาดวิตกจากไวรัส COVID-19 จนต้องไล่คนจีนออกจากงาน รวมถึงหลายกิจการที่ไม่กล้าเปิดทำการเพราะกลัวการแพร่ระบาดของไวรัส

ในเกาหลีใต้กระทบทั้งธุรกิจที่ซบเซาลงแถมยังไม่เต็มใจที่จะจ้างแรงงานจากจีนเหมือนที่เคยมีมา ทั้งนี้ Ahn และ Choi ต่างก็ได้รับผลกระทบจากไวรัส COVID-19 ระบาดด้วย Choi ชายสูงอายุวัย 62 ปีถูกไล่ออกจากงานเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลคนป่วยในโรงพยาบาลพยองเต็ก (Pyeongtaek) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของโซลราว 65 กิโลเมตร

Choi นั้นมาจากมณฑลจี๋หลิน (Jilin) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนซึ่งก็เป็นพื้นที่ที่มีคนเชื้อสายเกาหลีอยู่กันเยอะ Choi เล่าว่า เขาถูกบังคับให้ลาออกจากงานเพียงเพราะเขาเป็นคนจีน ซึ่งเขาก็อยู่เกาหลีใต้มามากกว่า 10 ปีแล้ว เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้ควรจะจัดการชีวิตตัวเองอย่างไรต่อ

ขณะที่ Ahn บอกว่า เขาก็หมดหวังที่จะได้ทำงานในการทำความสะอาดที่ซาวน่าหรือที่สนามกอล์ฟ เพราะคนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะทำกิจกรรมใดๆ นอกบ้าน เพราะว่ากลัวไวรัส COVID-19 ระบาดเช่นกัน

WUHAN, CHINA – FEBRUARY 12: (CHINA OUT) Residents wear protective masks as they line up in the supermarket
on February 12, 2020 in Wuhan, Hubei province, China. Flights, trains and public transport including buses, subway and ferry services have been closed for 21 days. The number of those who have died from the Wuhan coronavirus, known as 2019-nCoV, in China climbed to 1117. (Photo by Stringer/Getty Images)

ห้างร้านต่างๆ รวมถึงบริษัทหลายแห่งต่างปิดหนีการระบาดของไวรัส ทั้งนี้ คนงานชาวจีนที่สามารถพูดภาษาเกาหลีได้มักจะถูกจ้างให้ทำงานทั้งในงานก่อสร้าง งานร้านอาหาร งานดูแลเด็ก และโรงงานต่างๆ เพราะมีค่าแรงที่ถูกกว่าแรงงานเกาหลี แต่มีความสามารถในการสื่อสารได้

กระทรวงยุติธรรมเกาหลีใต้ เคยเผยตัวเลขแรงงานที่เป็นคนจีนในประเทศ พบว่า ในปี 2018 มีมากถึง 1.07 ล้านราย แบ่งเป็นชาวต่างประเทศ 45.2% ชาวไทย 8.4% และชาวเวียดนามราว 8.3%

ทั้งนี้ Cleaning Research สตาร์ทอัพด้านการให้บริการทำความสะอาดระบุว่า คนงานที่เป็นชาวจีนเพิ่งจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองมา การที่จะกลับมาทำงานตามที่เคยถูกจ้างเหมือนเดิมก็ทำให้ต้องระมัดระวังกันอย่างน้อย 2 สัปดาห์ที่ต้องควรสำรวจว่าสุขภาพของพวกเขาเป็นอย่างไร เพราะเขาก็อาจจะไปพบปะญาติพี่น้องและสัมผัสร่างกายกันด้วย

ภาพจาก Shutterstock

ในญี่ปุ่นเอง ก็ประสบปัญหาด้านโลจิสติกส์เช่นกัน เช่น คนงานไม่สามารถกลับมาทำงานได้เพราะมีบ้านอยู่ในจีน เป็นต้น ปัญหาขาดแคลนแรงงานกระทบหลายภาคส่วน ทั้งด้านการเกษตรและก่อสร้างก็ต้องพึ่งพาแรงงานจากจีนซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเคยสนับสนุนให้มีโครงการฝึกงานเพื่อเปิดโอกาสให้คนต่างชาติไร้ทักษะเข้ามาเป็นแรงงานในญี่ปุ่น

คนที่มาฝึกงานในญี่ปุ่นจะสามารถพักอยู่ในประเทศได้เป็นเวลา 3 ปี โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทเพื่อทดแทนประชากรหนุ่มสาวที่อพยพเข้าเมืองหลวงเพื่อทำงานกัน ซึ่งองค์กรที่จัดให้มีการฝึกงานด้านเทคนิคเผยว่า ปี 2018 ที่ผ่านมา ก็รับคนจีนเข้าฝึกงานราว 23% หรือประมาณ 90,000 คน

ทั้งนี้ หากมีคนจีนที่ฝึกงานกลับเข้าประเทศหลังไวรัสระบาด ก็อาจจะพลาดการฝึกเทคนิคที่สำคัญตามแผนการที่ไว้กำหนดก่อนหน้าได้ เช่น การปลูกพืชผักบางชนิดในฤดูกาลที่มีไวรัสแพร่กระจายอยู่ กว่าจะกลับมาก็หมดฤดูกาลเสียแล้ว หมายความว่าพวกเขาอาจจะมาช้าไปหรืออาจจะต้องถูกยกเลิกการฝึกงานนี้ออกไปก่อน เป็นต้น

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผู้อำนวยการ IMF มั่นใจ เศรษฐกิจจีนกลับมาฟื้นตัวไวหลังเหตุการณ์ไวรัส COVID-19

Brand Inside - 15 February 2020 - 11:50

ผู้อำนวยการของ IMF มั่นใจว่าเศรษฐกิจของจีนจะกลับมาฟื้นตัวได้ไวหลังการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 แต่จีนเองก็พบกับความไม่แน่นอนหลายๆ ประการจากการแพร่ระบาดในครั้งนี้

China Face Masksภาพจาก Shutterstock

คริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจของจีนหลังจากนี้จะสามารถฟื้นตัวได้ในรูปแบบตัว V จากปัญหาเชื้อไวรัส COVID-19 ได้ นอกจากนี้เธอยังมองถึงความยากลำบากของสถานการณ์ในประเทศจีนที่ต้องพบกับความยากลำบากในเรื่องการควบคุมเชื้อไวรัสตัวนี้ รวมไปถึงความพยายามที่จะฟื้นภาคการผลิตกลับมาอีกครั้ง

ผู้อำนวยการของ IMF ได้กล่าวว่า “ก่อนที่เราจะพูดถึงประเด็นของเรื่องเศรษฐกิจ เราต้องกล่าวถึงผู้ที่ติดเชื้อ รวมไปถึงขอแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสีย คนในครอบครัว หรือแม้แต่คนในชุมชน จากโศกนาฏกรรมจากเชื้อไวรัสนี้” นอกจากนี้เธอยังได้เสริมว่า “เราต้องพุ่งเป้าไปที่การป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสนี้ และทำให้ประชาชนแน่ใจว่าจะได้รับเชื้อนี้น้อยที่สุดให้ได้”

IMF คาดว่าเศรษฐกิจจีนหลังจากนี้จะสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว (V-Shape) ไม่ว่าจะเป็นภาคการผลิต ที่ต้องผลิตสินค้าในช่วงปกติ ขณะที่สต๊อกสินค้าลดลงก็ต้องทำให้ต้องผลิตเพิ่มเติมเพื่อที่จะชดเชยเวลาที่หายไป

เธอยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในโมเดลจำลองของ IMF ผลกระทบจากไวรัส COVID-19 นี้ได้สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกน้อยกว่าสมัยการแพร่ระบาดของโรค SARS ในช่วงปี 2003 นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกตอนนี้ก็เปลี่ยนไปมากกว่าสมัยโรค SARS ระบาด แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะมีสัดส่วนต่อ GDP โลกมากถึง 19% ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม IMF ยังกังวงลเศรษฐกิจจีนเองจะต้องพบกับความไม่แน่นอนหลายๆ ประการ เนื่องจากผลของไวรัสที่ระบาด และต้องรอตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จะออกมาของหลายๆ ประเทศในช่วง 1-2 อาทิตย์ที่จะถึงนี้ ก่อนที่จะออกประมาณการณ์ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจออกมาใหม่อีกรอบ

ที่มา – ECNS, Reuters, Caixin Global

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Unilever ห่วงสุขภาพเด็ก ปรับนโยบายเลิกโฆษณากับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี

Brand Inside - 15 February 2020 - 10:24

Unilever บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชื่อดัง เริ่มเปลี่ยนนโยบายการตลาด ไม่เน้นกลุ่มเป้าหมายการโฆษณาไปที่เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี อีกต่อไป เพราะกังวลผลกระทบกับสุขภาพเด็ก

ก่อนหน้านี้ Unilever เคยทำตลาดโฆษณาไปที่เด็กอายุ 6 – 12 ปี บน Social media เฉพาะสินค้าอาหารที่ถูกโภชนาการ โดยนโยบายใหม่นี้จะเริ่มที่ไอศกรีม Wall ก่อน แล้วจะใช้กับไอศกรีม Magnum และ Cornetto ต่อไป แต่ในประเทศตุรกี และในภูมิภาคเอเชียใต้ Unilever ยังคงทำตลาดโฆษณาเน้นไปที่เด็กเช่นเดิม แต่มีแผนที่จะลดลงเช่นกัน

สิ่งที่จะเปลี่ยนไปจากการใช้นโยบายใหม่นี้ไม่ใช่แค่การเลิกทำโฆษณากับเด็ก แต่ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนข้อความที่ต้องการสื่อถึงผู้บริโภค ที่ต้องมีความรับผิดชอบกับเด็กมากขึ้น และจะสื่อสารถึงคนซื้อ ไม่ใช่คนที่บริโภคสินค้า

  • ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายใหม่ของ Unilever คงหนีไม่พ้น TikTok และ Snapchat ที่มีเด็กเป็นกลุ่มผู้ใช้งานหลัก แม้ว่า Unilever จะไม่ได้ทำโฆษณาบน TikTok นอกประเทศจีนเลยก็ตาม ส่วน Snapchat แม้จะไม่ได้มีการลงโฆษณา แต่ Unilever ระบุว่าไม่ได้มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กโดยตรง

ส่วน YouTube อาจไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายใหม่ของ Unilever เพราะ YouTube มีนโยบายไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีใช้บริการอยู่แล้ว เนื่องจากมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล และการเก็บข้อมูลของเด็กเป็นเรื่องผิดกฎหมายของสหรัฐอเมริกา และประเทศในยุโรป

ที่มา – digiday

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทำไม Swensen’s ต้องมาขายไอศกรีมแท่ง

Brand Inside - 15 February 2020 - 09:48

ปกติแล้วหากนึกถึง Swensen’s ก็จะมีภาพร้านไอศกรีมที่มีให้เลือกหลากหลายรสชาติ และนั่งรับประทานภายใต้บรรยากาศอเมริกันยุคเก่า แต่จากนี้ภาพเหล่านั้นอาจเปลี่ยนไป เพราะล่าสุด Swensen’s จำหน่ายไอศกรีมแท่งแล้ว

Swensen'sไอศกรีมแท่งของ Swensen’s รุกมากกว่าไอศกรีมพรีเมียม

เมื่อปี 2560 ภาพรวมตลาดไอศกรีมในประเทศไทยมีมูลค่าราว 15,000 ล้านบาท และเติบโตเล็กน้อยมาหลายปี โดยตลาดนี้แบ่งออกมาเป็น 2 กลุ่มคือ ไอศกรีมทั่วไป เช่นไอศกรีมที่ขายตามตู้ในร้านค้าปลีกต่างๆ เป็น 80% ของมูลค่านี้ ส่วนที่เหลือเป็นไอศกรีมพรีเมียม และกลุ่มร้านไอศกรีมอีก 20%

แม้ว่าถ้าเทียบอัตราการเติบโตแล้ว กลุ่มไอศกรีมพรีเมียมจะมีอัตราการเติบโตที่มากกว่าไอศกรีมทั่วไปค่อนข้างมาก เพราะรับกับเทรนด์รับประทานของหวานในยุคนี้ได้ดีกว่า แต่ล่าสุด Swensen’s ก็เลือกบุกตลาดไอศกรีมทั่วไปด้วยการวางจำหน่ายไอศกรีมแท่ง เริ่มจากวางสินค้านี้ในตู้แช่เค้กไอศกรีมด้านหน้าร้านตั้งแต่ต้นเดือนม.ค. 2563

ไอศกรีมภาพ // pexels

ถึงตอนนี้ไอศกรีมแท่งของ Swensen’s ก็มีทั้งหมด 3 รสชาติ ประกอบด้วยรสวนิลา, มอคค่า และคุกกี้แอนด์ครีม ราคา 49 กับ 59 บาท เรียกว่าราคาใกล้เคียงกับไอศกรีมที่แพงที่สุดของ Walls อย่าง Magnum ที่จำหน่าย 40-60 บาท ถือเป็นความท้าทายใหม่ของ Swensen’s ที่ปัจจุบันเป็นผู้นำในกลุ่มพรีเมียมที่จะเข้าไปแข่งในตลาดทั่วไป

ไม่ต้องอยู่ที่ร้านก็สามารถขายได้

หากจะว่าถึงเหตุผลที่ Swensen’s ทำตลาดไอศกรีมแท่งออกมาก็น่าจะมาจากอยากเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากการรับประทานนอกร้านมากขึ้น เพราะตอนนี้ผู้บริโภคมีความรีบเร่ง บางครั้งก็ไม่ได้อยากเข้าร้าน คล้ายกับกรณีก่อนหน้านี้ที่ร้านอาหารหลายแบรนด์หันมาจำหน่ายชาไข่มุก ที่ทั้งเกาะกระแส และทำเงินโดยลูกค้าไม่ต้องรับประทานที่ร้าน

Swensen'sบรรยากาศของร้าน Swensen’s // ภาพจาก Facebook ของ Swensen’s

สำหรับรายได้ของ Swensen’s ที่ไม่ได้มาจากการรับประทานในร้านก็มีทั้งการขายไอศกรีมเป็นควอทตามร้านค้าปลีกต่างๆ, การจำหน่ายเค้กไอศกรีม, การจำหน่ายไอศกรีมแบบตักแบบ Scoop และการส่งไอศกรีมถึงบ้าน ยิ่งเพิ่มตัวไอศกรีมแท่งเข้าไปมันก็ยิ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ของการรับประทานนอกร้านขึ้นโดยอัตโนมัติ

ขณะเดียวกันการสร้างสรรค์สินค้าใหม่ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกของ Swensen’s เนื่องจากที่ผ่านมาก็มีการใช้กลยุทธ์ไอศกรีมรสชาติตามเทศกาล ที่มักจะมีรสชาติใหม่ๆ ออกมาเสมอ รวมถึงช่วงที่ “บิงซู” กำลังได้รับความนิยมในไทย Swensen’s ก็มีการทำตลาดขนมดังกล่าวในร้านเช่นกัน

ต่อยอดสู่ตลาดแมสอย่างเป็นทางการ

เชื่อว่าการทำตลาดไอศกรีมแท่งของ Swensen’s เป็นการทดลองตลาดเพื่อวัดผลว่าผู้บริโภคมองสินค้าตัวนี้อย่างไร และราคาเหมาะสมหรือไม่เป็นต้น หากผลลัพธ์ออกมาดี ก็มีความเป็นไปได้ที่ Swensen’s จะรุกตลาดนี้อย่างจริงจัง ผ่านการวางจำหน่ายในร้านค้าปลีกเต็มรูปแบบ

จากจุดนี้เองพิสูจน์ให้เห็นว่า ถึง Swensen’s จะค่อนข้างแข็งแกร่งในตลาดไอศกรีมระดับพรีเมียม ผ่านสาขาทั่วประเทศไทยกว่า 300 แห่ง และมีจุดดึงดูดให้ลูกค้าทั้งบรรยากาศ, รสชาติหลากหลาย และงานบริการที่มีมาตรฐาน แต่ก็พร้อมก้าวเข้าไปสู่ตลาดใหม่เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้ตัวเองเสมอ

ไอศกรีมภาพ pexels

เมื่อเห็นอย่างนี้แล้วคู่แข่งในกลุ่มไอศกรีมพรีเมียมก็ต้องมีขยับตัวกันบ้าง เช่น Cold Stone ที่ปรับลดราคาสินค้าเพื่อแข่งขันได้มากขึ้น ส่วนไอศกรีมทั่วไปก็คงเตรียมรับมือหาก Swensen’s เริ่มวางขายไอศกรีมแท่งนอกร้านตัวเอง และตลาดนี้ก็คงแข่งขันแบบทวีคูณขึ้นไปอีก เพราะถ้าลองไปดูตู้แช่ไอศกรีมในร้านสะดวกซื้อก็คงเห็นว่ามันเยอะแค่ไหน

สรุป

ส่วนตัวที่ลองชิมแล้วก็รสชาติเหมือนกับไอศกรีม Swensen’s ที่กินในร้าน และราคาก็ไม่ได้สูงจนเกินรับไหว ดังนั้นหาก Swensen’s จะเพิ่มช่องทางรายได้ใหม่ด้วยวิธีนี้ก็คงมีประสิทธิภาพสูงพอควร และมันเป็นการปลดล็อคจากจำหน่ายไอศกรีมแบบ Scoop ใส่โคนที่ขายได้แค่หน้าร้านให้คนที่ไม่สะดวกกินในร้านได้อีกด้วย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Net Zero คืออะไร แล้วทำไมบริษัทน้ำมัน BP ต้องประกาศนโยบายนี้เพื่อยกระดับธุรกิจในอนาคต

Brand Inside - 15 February 2020 - 09:18

การรักษาสิ่งแวดล้อมเริ่มเป็นนโยบายขององค์กรต่างๆ มากขึ้น เพราะจะปล่อยให้มีมลพิษเพิ่มขึ้นก็คงไม่ดีนัก และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ Net Zero หรือการไม่ปล่อยมลพิษใดๆ ออกมา และล่าสุดบริษัทน้ำมัน BP ก็เดินหน้าแผนนี้แล้ว

BPสถานีบริการน้ำมัน BP Net Zero กับการปลอดมลพิษใดๆ

ถ้าว่ากันตามความหมาย Net Zero คือการไม่ปล่อยมลพิษใดๆ ออกมา จะหมายถึงการทำธุรกิจ, งานบริการ หรือแม้กระทั่งอาคารสำนักงาน และที่พักอาศัยก็ได้ เพราะการใช้ชีวิตทุกวันของผู้บริโภค และองค์กรต่างๆ ก็มักจะปล่อยมลพิษออกมาโดยไม่รู้ตัวอยู่แล้ว เช่นการเผาไหม้ของการขับขี่รถยนต์ หรือการใช้เครื่องปรับอากาศจนเกินจำเป็น

ยิ่งตอนนี้โลกได้เข้าสู่ภาวะเรือนกระจกมากขึ้น ทำให้การปล่อยมลพิษต่างๆ เช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, ก๊าซมีเทน และอื่นๆ ออกมาโดยไม่ควบคุม มันก็ส่งผลให้เกิดภาวะเรือนกระจกมากขึ้นไปอีก และจะให้มาแก้ไขภายหลังก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นองค์กรต่างๆ จึงเริ่มเดินหน้าแผน Net Zero

oil and gasการผลิตน้ำมัน

หากนิยามตามการปล่อยมลพิษโดยองค์กรตาม GHG Protocol Corporate Standard จะพบว่า การปล่อยมลพิษโดยองค์กรแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ไล่ตั้งแต่มลพิษที่มาจากแหล่งที่มาขององค์กร, มลพิษที่ไม่ได้มาจากแหล่งที่มาขององค์กร แต่องค์กรนั้นทำให้เกิดขึ้น และมลพิษที่มาจากการใช้งานผลิตภัณฑ์ต่างๆ ขององค์กรโดยผู้บริโภค

BP และการเดินแผน Net Zero

หากดูตามคำนิยามดังกล่าวจะเห็นว่า มลพิษที่เกิดจากองค์กรเป็นผู้ทำตั้งแต่แรกก็น่าจะควบคุมได้ไม่ยากนัก แต่มลพิษที่มาจากการใช้งานของผู้โภคนั้นเป็นสิ่งที่ควบคุมยาก ซึ่งล่าสุด BP หนึ่งในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน และก๊าซยักษ์ใหญ่ของโลก ก็เตรียมเดินหน้าแผน Net Zero ให้สำเร็จภายในปี 2593 ถือเป็นการเขย่าธุรกิจน้ำมัน และก๊าซครั้งใหญ่

เนื่องจากธุรกิจน้ำมัน และก๊าซ แทบจะเป็นธุรกิจที่ปล่อยมลพิษออกมามากที่สุด ไล่ตั้งแต่การปล่อยมลพิษจากการดำเนินงาน, การปล่อยมลพิษจากการขุดเจาะเชื้อเพลิงฟอสซิลที่อยู่ในธรรมชาติ และการปล่อยมลพิษของผู้บริโภคที่ใช้เชื้อเพลิงของธุรกิจน้ำมัน และก๊าซ เรียกว่าท้าทายอย่างมากสำหรับการทำ Net Zero ของ BP

Bernard Looney ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BP ชี้แจงว่า BP มีความมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยมลพิษจากการดำเนินงาน, การเผาไหม้จากเชื้อเพลิงฟอสซิลที่จำหน่าย และอื่นๆ รวมถึงจะลงทุนมากขึ้นในกลุ่มพลังงานทางเลือก พร้อมกับการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเดินหน้าเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

bpรถขนส่งน้ำมันของ BP หรือ BP จะเลิกขายน้ำมัน และก๊าซ?

แม้ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับแผนเดินหน้า Net Zero ของ BP เพราะตอนนี้มีเพียงแนวคิด และแผนระยะสั้น รวมถึงรายละเอียดเพิ่มเติมจะออกมาในเดือนก.ย. 2563 แต่ BP ก็เผยออกมาว่า ต้องการนำก๊าซเรือนกระจกออกจากการเผาไหม้ของน้ำมัน รวมถึงก๊าซที่จำหน่ายอยู่ตอนนี้ และอาจเป็นสัญญาณที่ BP จะไม่ออกจากธุรกิจน้ำมัน และก๊าซ

ปัจจุบัน BP ผลิตก๊าซธรรมชาติราว 2.43 แสนลูกบาศก์เมตร/วัน ในปี 2561 และผลิตน้ำมัน 2.64 ล้านบาเรล/วัน ในปี 2562 แต่เพื่อเดินหน้าแผน Net Zero ได้ดีขึ้น BP ก็เตรียมลดการลงทุนในการผลิตน้ำมัน และก๊าซ แต่จะไปเพิ่มในพลังงานทางเลือก และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้การเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ปล่อยมลพิษ

พลังงานทางเลือกการผลิตพลังงานสะอาดโดยใช้ลม

จากแผนขยับตัวของ BP ครั้งใหญ่ ทำให้มีความเห็นของนักลงทุนออกมาสองทางที่แตกต่างกัน นั่นคือเห็นด้วยไปเลย เพราะเป็นการพลิกธุรกิจจากหน้ามือเป็นหลังมือ กับไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการทำลายธุรกิจดั้งเดิม และเสี่ยงเกินไปที่จะทำแบบนี้ ส่วนฝั่งนักสิ่งแวดล้อมก็แสดงออกไปสองทิศทางเช่นกัน

ธุรกิจน้ำมัน และก๊าซรายอื่นก็เริ่มขยับ

ขณะเดียวกันธุรกิจน้ำมัน และก๊าซรายอื่นก็เริ่มเดินหน้านโยบาย Net Zero แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Repsol บริษัทจากสเปนที่มีนโยบายไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนชนิดต่างๆ ตั้งแต่ปี 2593 เป็นต้นไป ไล่ตั้งแต่มลพิษที่เกิดจากตัวบริษัทเอง จนไปถึงมลพิษที่เกิดจากผู้บริโภคใช้งานผลิตภัณฑ์ของบริษัทด้วย

รถยนต์ไฟฟ้า

ส่วน Shell ก็มีแผนลดความรุนแรงของมลพิษที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัทลง 20% ภายในปี 2578 และ 50% ในปี 2593 รวมถึง Total จากฝรั่งเศสก็มีแผนลดการปล่อยมลพิษที่เกิดจากการดำเนินงานเช่นเดียวกัน เรียกว่าบริษัทน้ำมัน และก๊าซในยุคนี้ต่างให้ความสำคัญกับนโยบาย Net Zero

นอกจากนี้องค์กรในประเทศไทยอย่างกลุ่มปตท. ก็มีแผนเดินหน้านโยบาย Net Zero เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาพลังงานสะอาดขึ้นมาเพื่อทำตลาดในอนาคต รวมถึงสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำธุรกิจน้ำมัน และก๊าซ ให้ลดมลพิษลงได้มากกว่าเดิม

สรุป

Net Zero เป็นนโยบายที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ ไม่ใช่แค่กลุ่มธุรกิจน้ำมัน และก๊าซ เพราะมันคือการยกระดับให้องค์กรไม่ปล่อยมลพิษ และช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม รวมถึงตัวองค์กรเองด้วย ส่วนจะเดินหน้าแบบไหนนั้น ก็คงแล้วแต่ภาคธุรกิจ ซึ่งด้านบนนั้นแสดงให้เห็นตัวอย่างของธุรกิจน้ำมัน และก๊าซ ที่ Net Zero แล้ว

อ้างอิง // MIT Technology Review, The Verge, GHG Protocol, ประชาชาติธุรกิจ

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ผลกระทบจากไวรัส COVID-19 ทำการท่องเที่ยวทั่วโลกสะเทือน สูญเงินราว 2.4 ล้านล้านบาท

Brand Inside - 14 February 2020 - 23:22

ตัวเลขความเสียหายจากวิกฤตไวรัส COVID-19 ระบาดค่อยๆ เผยออกมา ล่าสุด EIU (Economist Intelligence Unit) วิเคราะห์ว่า การท่องเที่ยวโลกนี้จะสูญเสียรายได้จากผลกระทบไวรัส COVID-19 ราว 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.4 ล้านล้านบาท คาดว่าไม่น่าจะฟื้นตัวได้ภายใน 1 ปี

ชาวจีนนับล้านรายต้องยกเลิกแผนการเดินทาง รวมไปถึงการเลื่อนการเดินทางออกไปในช่วงเทศกาลเพราะไวรัส COVID-19 ที่ระบาดอยู่นี้ ทำให้บริษัทการท่องเที่ยวออนไลน์อย่าง Expedia และ Tripadvisor คาดการณ์ว่ารายได้จะลดลงจากทุกภาคส่วน ซึ่งรวมถึงโรงแรม ค้าปลีกในต่างประเทศด้วย

CoronavirusBEIJING, CHINA – JANUARY 25 (Photo by Kevin Frayer/Getty Images)

EIU ประเมินว่า การท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวจีนจะไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้จนกว่าจะถึงไตรมาสที่ 2 ของปีหน้าหรือปี 2021 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โลกสูญรายได้มากถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือ 2.4 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จีน Dan Wang ก็เทียบกับสมัยที่โรคซาร์สระบาดช่วงปลายปี 2002 มีการยกเลิกทัวร์จีน มีการแบนการเดินทางท่องเที่ยวในช่วกรกฎาคม ปี 2003 ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ฟื้นขึ้นเลยจนกระทั่งขึ้นปีใหม่

ด้วยเหตุนี้ ทำให้วิเคราะห์ได้ว่าจะเป็นความสูญเสียร่วมกันครั้งใหญ่ของเหล่าประเทศอาเซียน ซึ่งมีจุดหมายปลายทางหลักๆ กว่า 20 สายที่นักท่องเที่ยวจีนชอบเดินทางมาเยือน ปีนี้ นักท่องเที่ยวจีนน่าจะเดินทางไปประเทศในอาเซียนน้อยลงราว 30-40% ทำให้สูญรายได้ราว 7 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2.18 แสนล้านบาท

ขณะที่ผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะไม่รุนแรงเท่า หรือประมาณ 4% เท่านั้น ซึ่ง Oliver Ponti รองประธานบริษัทด้านการท่องเที่ยวสเปน ForwardKeys ระบุว่า หลังมีการจำกัดการท่องเที่ยวในจีน ยอดจองเพื่อเดินทางก็เปลี่ยนไป จากช่วง 21 มกราคม ถึง 17 กุมภาพันธ์ พบว่ามีเที่ยวบินต่างประเทศของจีนลดลง 13.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนก็มีการเดินทางลดลงกว่าครึ่ง

Coronavirus Chinese Face Masks โคโรนาไวรัสภาพจาก Shutterstock

ขณะที่ Expedia Group แห่งสหรัฐอเมริการะบุว่า ไวรัส COVID-19 ระบาดส่งผลกระทบต่อต้นทุนบริษัทในไตรมาสนี้มากถึง 30-40 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.2 พันล้านบาท

ด้าน Tripadvisor ระบุว่ายังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีการยกเลิกการเดินทางในเอเชียอีก แต่ก็พยายามติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การท่องเที่ยวเพื่อเข้าพักตามโรงแรมหรูในเชนต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงและยกเลิกการจองในจีนกันถ้วนหน้า Chris Nassetta ซีอีโอโรงแรมฮิลตันระบุว่า ผลกระทบของไวรัส COVID-19 ส่งผลต่อธุรกิจประมาณ 25-50 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.56 พันล้านบาท

ที่มา – South China Morning Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วิกฤตโรงงานโลก: ไวรัส COVID-19 พ่นพิษ ญี่ปุ่นเริ่มย้ายฐานการผลิตออกจากจีน

Brand Inside - 14 February 2020 - 22:05

ญี่ปุ่นเริ่มย้ายฐานการผลิตออกจากจีนหลังไวรัสโควิด-19 ระบาดจนคนติดเชื้อพุ่งสูงถึงกว่า 60,000 รายแล้ว จีนเป็นทั้งโรงงานโลก เป็นทั้งส่วนสำคัญของ supply chain วิกฤตครั้งนี้ถือว่าเริ่มสาหัส แม้ว่าจีนจะเริ่มรับมือได้ไวขึ้นกว่าตอนที่มีซาร์สระบาดก็ตาม เมื่อฟันเฟืองสำคัญอย่างจีนหยุดชะงัก ประเทศต่างๆ ที่พึ่งจีนก็กระทบไปด้วย

การย้ายฐานการผลิตออกจากจีนอาจจะทำให้เกิดต้นทุนที่แพงมากขึ้น ซึ่งก็เป็นการตัดสินใจที่ยาก แต่ถ้าประเทศต่างๆ ไม่สามารถทนรอให้วิกฤตครั้งนี้ผ่อนคลายลงได้ ก็เป็นทางเลือกที่ต้องทำ ญี่ปุ่นยังมีการขยายการผลิตในจีนอยู่เพราะต้นทุนแรงงานที่สูง แต่ความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ที่นำไปสู่สงครามการค้าก็ทำให้เริ่มหันเหไปใช้ฐานการผลิตในประเทศอื่น เช่น เวียดนาม เป็นต้น

ขณะที่ผู้บริหารด้านการเงินสูงสุดอย่าง CFO ของพานาโซนิค Hirokazu Umeda กล่าวว่า เราเตรียมพร้อมที่จะมีฐานการผลิตที่อื่นนอกจากจีนอยู่แล้ว โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับอิเล็กทรอนิกส์ ที่อาจเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

BEIJING, CHINA – DECEMBER 23: Japan’s Prime Minister Shinzo Abe (L) shakes hand with China’s President Xi Jinping at the Great Hall of the People on December 23, 2019 in Beijing, China. (Photo by Noel Celis – Pool/ Getty Images)

ทั้งนี้ โรงงานหลายแห่งในจีนยังปิดทำการอยู่ ดังนั้น หลายประเทศรวมทั้งจีนเองย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย การปิดเมืองอู่ฮั่น ก็เหมือนการปิดเมืองธุรกิจของจีนที่มีทั้งโลจิสติกส์มีทั้งโรงงานเพื่อผลิตให้ประเทศอื่นๆ จากเดิมที่หวังพึ่งจีนลดต้นทุน การปิดเมือง ปิดโรงงานก็ทำให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติม เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้

ทั้งนี้หัวหน้าฝ่ายบัญชี Yuji Fukushige กล่าวว่า เราพยายามที่จะให้มีการผลิตที่อื่นนอกจากจีนด้วย กรณีที่จีนหยุดการผลิต เราก็สามารถดำเนินธุรกิจที่อื่นได้ 

ขณะที่ Toyota Boshoku Corp กล่าวว่า เดิม ตั้งใจจะขยายการผลิตในจีน เมื่อเกิดเหตุไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้ต้องพิจารณาใหม่ ซึ่งคิดว่าอาจจะผลิตในญี่ปุ่นหรือไม่ก็ไทย เพราะโลจิสติกส์ในจีนค่อนข้างใช้เวลาเพราะต้องรอกว่าสถานการณ์จะกลับมาปกติ กว่าพนักงานจะกลับมาทำงานดังเดิม ก่อนหน้านี้หลายบริษัทของญี่ปุ่นก็ได้ย้ายฐานการผลิตออกจากจีนแล้วนับตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐ-จีนเริ่มต้น

ขณะที่สถาบันวิจัย Dai-ichi Life วิเคราะห์ความเสี่ยงจากสถานการณ์ในจีนที่ญี่ปุ่นต้องแบกรับอาจจะต้องทำให้บรรดาธุรกิจต่างๆ ต้องกลับมาทบทวนใหม่ เขาบอกว่ามันไม่เหมือนช่วงที่โรคซาร์สระบาดตอนปี 2002-2003 เพราะครั้งนี้ใช้เวลายาวนานกว่า ขณะที่หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากบริษัทหลักทรัพย์โซซิเอเต เจเนอรัล แห่งญี่ปุ่นกล่าวว่า ในระยะยาวแล้ว วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของญี่ปุ่นอาจจะตัดสินใจย้ายฐานการผลิตกลับประเทศญี่ปุ่น

หลายบริษัทเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและหุ่นยนต์เข้ามาช่วยลดต้นทุนแรงงานในจีน

ที่มา – Japan Today

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

สี จิ้นผิง ขอทรัมป์และทั่วโลกรับมือ Covid-19 อย่างนุ่มนวล อย่าให้เกินกว่าเหตุ

Brand Inside - 14 February 2020 - 18:42

การระบาดของโควิด-19 ทำให้ 128 ประเทศจำกัดการเข้าประเทศของผู้มาเยือนจากจีน ท่ามกลางความหวาดกลัวทั่วโลก ผู้นำจีนขอให้หุ้นส่วนหลายประเทศพยายามเปลี่ยนใจ เปลี่ยนท่าทีรับมือดังกล่าว

Xi Jinping ภาพจาก Shutterstock

จำนวนประเทศที่จำกัดการเดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากที่ก่อนหน้านั้นในช่วงสิ้นเดือนมกราคมมีแค่เพียง 62 ประเทศ ไทยซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจีนชอบมาเยือนก็ยังถูกคัดกรองทั้งหมด และยังมีการแยกคนที่มีอาการให้เห็นชัดเจนว่าติดเชื้อไวรัสโควิด-19

การจำกัดการเยือนของชาวจีน สินค้าจีน และการไหลเวียนเงินที่มาจากชาวจีนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน ทำให้ทั้งผู้นำจีนอย่างสี จิ้นผิง และสมาชิกพรรครายอื่นๆ ต้องออกมาร้องขอให้ยกเลิกการจำกัดการเข้าประเทศ

จีนขอทรัมป์ และทั่วโลกรับมือไวรัสโควิด-19 อย่างนุ่มนวล อย่าโอเวอร์แอคติ้ง

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา สี จิ้นผิง ได้เรียกร้องให้โจโค วี ผู้นำอินโดนีเซียซึ่งถือเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียนและเป็นประเทศหมู่เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกร่วมทำงานกับจีนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

นอกจากนี้ สี จิ้นผิงยังโทรศัพท์พูดคุยกับชีค ทามิม อัล ธานี (Amir Sheikh Tamim Bin Hamad Al Thani) กษัตริย์แห่งกาตาร์ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดย สี จิ้นผิงซาบซึ้งใจกับมาตรการรับมือของกาตาร์ในการต่อสู้กับไวรัสโควิด-19

ทั้งการช่วยเหลือส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้จีนทางสายการบินกาตาร์ ซึ่งผู้นำจีนกล่าวว่าไม่ได้ต้องการปกป้องแค่ชีวิตและสุขอนามัยของชาวจีนเท่านั้น แต่ยังต้องการดูแลคนทั้งโลกในด้านสาธารณสุขด้วย โดยผู้นำจีนให้คำมั่นว่าจะติดต่อสื่อสารกับกาตาร์อย่างใกล้ชิดต่อไปเพื่อพัฒนาความร่วมมือในด้านนี้ให้ดีขึ้น

ขณะที่นายกรัฐมนตรีจีน Li Keqiang และนักการทูตระดับสูงอย่าง Yang Jiechi ก็โทรศัพท์ประสานกับผู้นำอังกฤษ เยอรมนี และชาติอื่นๆ ให้ช่วยรับมือกับโรคระบาดดังกล่าวอย่างนุ่มนวล ทั้งนี้ สี จิ้นผิงยังกล่าวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ด้วยว่าให้รับมือกับไวรัสโควิด-19 ตามที่องค์การอนามัยโลกประกาศ และให้ทุกประเทศรับมืออย่างนุ่มนวล อย่าแสดงออกเกินกว่าเหตุ (overacting)

ทั้งนี้ จีนเตรียมแผนประชุมระดับรัฐมนตรีร่วมกับเหล่าสมาชิกประเทศอาเซียนในช่วง 20 กุมภาพันธ์นี้ที่ประเทศลาว เพื่อหารือรับมือกับไวรัสโควิด-19 ซึ่งมี 9 ประเทศในอาเซียนที่จำกัดการเดินทางของจีน ยกเว้นไทย สี จิ้นผิงหวังว่าจะมีการรับมือที่นุ่มนวลเช่นกัน โดยจะส่งรัฐมนตรีต่างประเทศ Wang Yi เข้าร่วมประชุมด้วย

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ภาพจากทำเนียบรัฐบาล ความมั่นใจของไทยในการรับมือโควิด-19 โดดเด่นเหนือใคร ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ท่ามกลางไวรัสโควิด-19 กำลังระบาด หลายประเทศยกระดับมาตรการเฝ้าระวังจีน รวมถึงปกป้องพลเมืองประเทศตัวเอง ทั้งหยุดให้วีซ่านักท่องเที่ยวจีนชั่วคราว ทั้งปิดชายแดนเชื่อมต่อ แต่ไทยยังใจกว้างไม่จำกัดการเดินทางมาเยือนไทยของนักท่องเที่ยวจีน ไม่หยุดให้ visa-on-arrival (VOA)

ทั้งนี้ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูลพยายามจะชงเรื่องนี้ให้มีการยกเลิก VOA ทางสุรวัช อัครวรมาศ อุปนายกสมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) ระบุว่าการยกเลิกวีซ่าเป็นการซ้ำเติมจีน

อาจกล่าวได้ว่าไทยน่าจะเป็นประเทศที่มีความมั่นใจเต็มร้อย ขณะที่ชาติอื่นต่างหวาดกลัวและพยายามหาทางป้องกัน เราจะเห็นว่า สิงคโปร์แบนคนจีนเข้าประเทศรวมถึงคนต่างประเทศที่เคยมีประวัติเยือนจีนในช่วงที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของไวรัส ด้านสหรัฐฯ ก็ระงับคนต่างชาติที่เคยเยือนจีนไม่ให้เข้าประเทศตน 

หมู่เกาะโซโลมอนก็ออกกฎจำกัดการเข้าประเทศโดยเฉพาะคนที่มาเคยเดินทางไปประเทศใดก็ตามที่มีการยืนยันว่าพลเมืองประเทศนั้นติดเชื้อไวรัส ขณะที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ก็เคยใช้ทั้งมาตรการที่นุ่มนวล ไปจนถึงห้ามไม่ให้คนที่มาจากหูเป่ย์ จีน เข้าประเทศ

ก่อนหน้านั้นพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาก็เคยออกมาบอกว่าคุมสถานการณ์ได้ 100% แม้หลังจากนั้นจะมีตรวจพบคนติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพิ่มก็ตาม ก่อนหน้านี้มีวิจัยจากมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ระบุว่าไทยนั้นมีศักยภาพทางการแพทย์แข็งแกร่งติดอันดับ 6 ของโลกจากทั้งหมด 195 ประเทศ และถือว่ายอดเยี่ยมที่สุดในเอเชียด้วย

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวจีนอย่างมาก นั่นน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยยังเปิดประตูกว้างไว้เพื่อตอนรับพี่น้องชาวจีนให้มาเยือน ซึ่งชาวจีนก็มาเยือนไทยราว 10.99 ล้านรายในปี 2019 ไทยถือเป็นเส้นทางโปรดปรานของชาวจีน นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนยังกระเป๋าตุง จ่ายหนักๆ กับการมาเที่ยวไทยมากถึง 20% ของจีดีพี 

ช่วงระหว่าง 24-31 มกราคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ชาวจีนมาเที่ยวเมืองไทย ประมาณ 143,000 ราย น้อยกว่าปีที่แล้ว 58% ทำให้ไทยขาดรายได้ราว 9.1 พันล้านบาท พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีท่องเที่ยวและกีฬาประเมินว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบและน่าจะสูญเงินประมาณ 3 แสนล้านบาท ขณะที่รัฐมนตรีคลังก็ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะโตถึง 3.3% เป็น 2.8%

ขณะนี้มีคนติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จำนวน 64,447 คน เสียชีวิตจำนวน 1,384 คน รักษาหาย 7,116 คน

ที่มา – Nikkei Asian Review (1), (2), Xi Jinping Speaks with Sheikh Tamim Bin, Xi Jinping call Jokovi, Coronavirus Covid-19

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ใครว่าความรักไม่เกี่ยวกับเงิน? หลายคู่ความรักพัง เพราะมีปัญหาเรื่องการเงิน!

Brand Inside - 14 February 2020 - 17:12

วันวาเลนไทน์ วันแห่งความรัก รักก็มีทั้งดีและร้าย มีเรื่องใหญ่ซับซ้อนให้คิดหลากหลายเรื่องเพราะเป็นชีวิตคนสองคนที่มาใช้ชีวิตด้วยกัน ที่มาก็ต่างกัน ความคิดก็ต่างกัน หลายคู่มีปัญหาเพราะรักนอกใจ รักบังคับจิตใจ ไปจนถึงรักกันจนหมดตัวเพราะถูกสูบรีด

ความรักกับบการเงิน ภาพจาก Shutterstock 6 ปัญหาเรื่องเงินที่มักเป็นเรื่องใหญ่ของชีวิตคู่รัก

คู่รักโดยเฉพาะคู่สามี-ภรรยาที่แต่งงานอยู่กินด้วยกัน มักมีปัญหาการเงินที่ตอนแรกเป็นปัญหาเล็กๆน้อยๆ มองข้ามไป ได้ แต่พอนานวันเข้ากลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ มักมีหลายกรณี ดังนี้

แยกกระเป๋า ต่างคนต่างใช้ เงินใครเงินมัน แม้ว่าการแยกเงินกันใช้จะมีข้อดีคือ ไม่ต้องอึดอัดว่าใครจะเอาเงินไปใช้ทำอะไร สามารถเอาไปซื้อของที่ชอบได้ มีอิสระไม่ถูกอีกฝ่ายควบคุม แต่มันมีข้อเสียเช่นกัน คือ ขาดการวางแผน ใช้เงินจนเคยชิน ยากต่อการเก็บเงินร่วมกัน โดยเฉพาะการเก็บเงินก้อนใหญ่ๆ เพื่อซื้อบ้าน

หนี้คุณ หนี้ฉัน หรือหนี้ของใคร ปัญหานี้มักเกิดกับคู่รักที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหนี้ แต่อีกฝ่ายไม่มี ไม่ว่าจะหนี้รถยนต์ บ้าน หรือแม้แต่หนี้จากการศึกษา ทำให้เกิดคำถามว่าใครควรเป็นคนใช้หนี้ แล้วอีกฝ่ายต้องช่วยใช้หนี้ด้วยหรือเปล่า ทางที่ดีควรตกลงกันตั้งแต่ทีแรก อย่าปล่อยให้เป็นคำถามคาใจรอวันปะทุ

นิสัยการใช้เงิน ต่างกันเกิน ไปไม่รอด บางคนเป็นคนประหยัด เก็บเงินเก่ง แต่บางคนใช้เงินเพื่อซื้อความสุข แน่นอนว่าทำให้เกิดปัญหา และสร้างความกดดันเวลาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการใช้เงิน

ฐานะทางการเงินต่างกัน คู่รักบางคู่มาจากครอบครัวที่มีฐานะต่างกัน ฝ่ายหนึ่งรวยกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง หรือแม้แต่เมื่อภรรยาไม่ได้ทำงาน เป็นแม่บ้าน โดยมีสามีเป็นกำลังหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว ปัญหาย่อมเกิดขึ้นแน่นอน

การเลี้ยงลูก

เลี้ยงลูกใครว่าง่าย? ค่าใช้จ่ายโคตรสูง ค่าใช้จ่ายสำหรับการเลี้ยงลูกสักคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาได้มีทั้ง ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่ารักษาพยาบาล ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษ แน่นอนว่าหากไม่ได้วางแผนเก็บเงินให้ดี ย่อมเกิดปัญหาแน่นอน

การเงินของคู่รักไม่ใช่เรื่องของคนสองคนเสมอไป โดยเฉพาะคนที่อยู่กับพ่อแม่ มักเกิดปัญหาเมื่อต้องจ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อซื้อของให้พ่อแม่ เช่น บ้าน รถยนต์ หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของพ่อแม่ คำถามคือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะรู้สึกไม่ดีหรือไม่ ที่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายพวกนั้นร่วมกัน

ปรับพฤติกรรมการเงิน ป้องกันไว้ อุ่นใจกว่า

ปัญหาการเงินในชีวิตคู่รักเยอะขนาดนี้ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเลยแม้แต่น้อย เพราะสามารถป้องกัน หรือแก้ไขได้ก่อนที่มันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพียงปรับพฤติกรรม ดังนี้

ทำข้อตกลงร่วมกันตั้งแต่แรก อย่าปล่อยให้เคยชิน เพื่อป้องกันปัญหาก่อนเกิด อย่างเช่น พูดคุยตกลงกันว่าใครมีหน้าที่ดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องอะไรบ้าง จะเก็บเงินเท่าไหร่ วางแผนเป้าหมายในอนาคตยังไงบ้าง การตกลงกันตั้งแต่แรกจะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้

คุยกันบ่อยๆ ไม่สบายใจ มีอะไรให้รีบบอก บางครั้งเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตคู่ อาจเป็นจุดที่ทำให้หมดความอดทนในที่สุด ต้องรู้จักคุยกันบ่อยๆ คอยอัพเดทสถานะทางการเงินให้ฟังอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถปรับนิสัยการใช้เงินได้ และปรับเป้าหมายเพื่อความเหมาะสมอยู่ตลอดเวลา

ความรักกับการเงิน ภาพจาก Shutterstock

ต้องมีเป้าหมาย วางแผนให้ชัดเจน การวางแผนทางการเงินจะช่วยให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างชัดเจน เช่น หากมีเป้าหมายอยากซื้อคอนโด ต้องวางแผนว่าทั้งสองคนจะช่วยกันเก็บเงินเดือนละเท่าไหร่ ใครจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายภายในบ้าน

ทำบัญชีรายรับรายจ่ายให้ชัดเจน การทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะช่วยให้คุณรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น และรู้ได้ว่าอะไรที่จำเป็น อะไรที่ไม่จำเป็นสามารถลดค่าใช้จ่ายลงได้ และนำเงินส่วนที่เหลือไปเก็บออมได้มากขึ้น

อย่ามีความลับ มีอะไรให้บอกกัน คู่รักหลายๆ คู่บางครั้งอาจเข้มงวดเรื่องการเงินจนเกิดความอึดอัดในครอบครัว กลายเป็นต้องแอบใช้เงินโดยไม่บอก ดังนั้นจึงควรคุยกันแบบตรงๆ และวางแผนร่วมกันจะดีกว่า

ให้อิสระกันบ้าง อย่าบังคับมากเกินไป แม้ว่าจะมีการวางแผนการเงินร่วมกัน แต่ไม่ควรบังคับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้เก็บเงินมากเกินไปจนไม่ได้ใช้จ่ายไปกับสิ่งที่ชอบเพื่อซื้อความสุขเสียบ้าง

ต้องวางแผนเผื่อเวลาฉุกเฉิน บางครั้งคุณอาจจำเป็นต้องใช้เงินโดยอาจเป็นเรื่องที่ไม่ได้คิดถึงมันมาก่อน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าซ่อมรถยนต์ หรือแม้แต่ค่าใช้จ่ายที่ควรสำรองเพื่อใช้จ่ายระหว่างตกงาน ควรเก็บไว้ให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายไม่น้อยกว่า 6 เดือน

ที่มา – investopedia, cashay

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รู้จัก Pete Buttigieg และ Amy Klobuchar สองม้ามืดชิงตัวแทนพรรคเดโมแครต

Brand Inside - 14 February 2020 - 14:23

บทความโดย โมโตกิ ลักษมีวัฒนา (Motoki Luxmiwattana)

ผ่านไปแล้วกับการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตในสองมลรัฐแรกคือ Iowa และ New Hampshire ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวคาดการณ์ “ว่าที่ประธานาธิบดี” ได้ดีที่สุด (ในอดีต แคนดิเดตที่ได้ชัยชนะในสองมลรัฐนี้ทุกคนได้เป็นตัวแทนพรรค) ผลปรากฎว่าในมลรัฐ Iowa วุฒิสมาชิก Bernie Sanders และนาย Pete Buttigieg (พีท บุตติจีช) “เสมอ” กัน ส่วนใน New Hampshire Sanders ขึ้นนำเป็นอันดับ 1 โดยมี Buttigieg ตามติดเป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 เป็นวุฒิสมาชิก Amy Klobuchar (เอมี่ โคลบูชาร์) 

ผลการเลือกตั้งที่ New Hampshire ถือว่าพลิกโผ เพราะตัวเต็ง (front-runner) อย่างวุฒิสมาชิก Elizabeth Warren และอดีตรองประธานาธิบดี Joe Biden ได้เพียงอันดับ 4 และ 5 โดยได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งของ Klobuchar ด้วยซ้ำ

เราอาจคุ้นเคยชื่อของ Bernie Sanders ตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2016 แต่ที่น่าสนใจคือ “ม้ามืด” ในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่าง Buttigieg และ Klobuchar ที่ได้คะแนนแซงหน้าตัวเต็งรุ่นเก๋าและยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก 

บทความนี้จะพาไปรู้จักภูมิหลังของม้ามืดทั้งสองคน วิเคราะห์ประเด็นที่ทำให้ทั้ง 2 คนสามารถขึ้นมามีคะแนนในกลุ่มผู้นำ และสิ่งที่ควรคำนึงถึง เมื่อเราจะมองทิศทางการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตต่อจากนี้

DES MOINES, IOWA – JANUARY 14: Sen. Amy Klobuchar (D-MN) makes a point as former South Bend, Indiana Mayor Pete Buttigieg raises his hand during the Democratic presidential primary debate at Drake University on January 14, 2020 in Des Moines, Iowa. Six candidates out of the field qualified for the first Democratic presidential primary debate of 2020, hosted by CNN and the Des Moines Register. (Photo by Scott Olson/Getty Images)

Sanders, Buttigieg และ Klobuchar: จุดยืนและการวางตำแหน่งในการเลือกตั้ง 2020

หากท่านได้ติดตามการเลือกตั้งตัวแทนพรรคเดโมแครตในปี 2016 อาจคุ้นเคยกับชื่อ Bernie Sanders มาแล้ว เขาเป็นวุฒิสมาชิกไม่สังกัดพรรคใด (Independent) จากมลรัฐ Vermont ปัจจุบันอายุ 78 ปี เคยลงชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครต แต่แพ้ Hillary Clinton (ซึ่งมาแพ้ประธานาธิบดี Donald Trump คนปัจจุบัน)

Bernie ขึ้นชื่อเรื่องนโยบายเชิงรัฐสวัสดิการ เช่น หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิแรงงาน เช่น การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ การยกเลิกหนี้นักศีกษา นโยบาย Green New Deal (การลงทุนขนาดใหญ่เพื่อสิ่งแวดล้อม) ทำให้เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “หัวก้าวหน้า (progressive lane)” ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ส่วน Buttigieg และ Klobuchar อยู่ในกลุ่ม “ไม่สุดโต่ง (moderate lane)” ที่มักวางตัวว่าเห็นด้วยกับจุดยืนของฝ่ายหัวก้าวหน้า แต่ให้ความสำคัญกับการประนีประนอม และนำเสนอนโยบายที่พวกเขารู้สึกว่า “สามารถทำได้จริง ๆ” (รายละเอียดแตกต่างกันออกไปว่าแต่ละแคนดิเดตมองว่าอะไรเป็นสิ่งที่ “ทำได้จริง”) 

Buttigieg อายุ 38 ปี เป็นอดีตนายกเทศมนตรีเมือง South Bend ในมลรัฐ Indiana เคยเปิดเผยรสนิยมทางเพศว่าเป็นเกย์ ทำแบรนด์ตัวเองว่าเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ อายุน้อย และมีภูมิหลังที่ไม่ใช่ “การเมืองแบบวอชิงตันดีซี” ซึ่งหมายถึงว่าเป็น “คนนอกระบบ” ที่ไม่ได้ติดพันกับการเมืองของเมืองหลวงแบบดั้งเดิม แต่มีประสบการณ์จริงจากมุมมองใหม่ ๆ ที่ได้มาจากส่วนอื่นของประเทศ 

ในขณะที่ Klobuchar ไม่ได้ขายความเป็น “คนนอกระบบ” แบบ Buttigieg แต่เน้นสถานภาพของตัวเองที่เป็นวุฒิสมาชิกจากมลรัฐ Minnesota ซึ่งเป็น “มลรัฐสีม่วง” (มีฐานเสียงที่สนับสนุนทั้งสองพรรคพอกัน) เพื่อเน้นยำว่าตนเองสามารถแย่งชิงคะแนนเสียงจากอีกฝ่าย ให้เอาชนะประธานาธิบดี Trump ได้

Bernie Sanders ภาพจาก @BernieSanders

การขึ้นนำและกลยุทธของ Bernie Sanders

แต่คนที่ได้คะแนนนำในทั้งสองรัฐก็ยังเป็น Bernie Sanders

ตามทฤษฏีแล้ว ยุทธศาสตร์ไม่สุดโต่งของ Buttigieg และ Klobuchar อาจสามารถ “ดูด” คะแนนเสียงจากคนที่เคยเลือก Trump ได้ เพราะเหตุใด Sanders จึงขึ้นนำได้ในมลรัฐทั้งสองนี้? 

ปัจจัยแรกคือนโยบายหลักประกันสุขภาพแบบกองทุนเดียว (single payer) ที่รู้จักกันในนาม “Medicare for All (M4A)” กลายเป็นแบรนด์ของ Sanders ไปแล้ว 

นโยบายกองทุนเดียวเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชนสหรัฐฯที่ให้ความสำคัญกับปัญหานโยบายสุขภาพสูงที่สุด เพราะภายใต้ระบบผสมแบบที่ใช้ปัจจุบัน เน้นให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนมีบทบาทสำคัญ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ (healthcare expenditure) ต่อหัวของคนอเมริกันพุ่งสูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ในโลก ในแต่ละปีมีประชาชนกว่า 5 แสนคนล้มละลายเพราะค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ มีการวิจัยพบว่าค่าใช้จ่ายที่สูงมาจากต้นทุนด้านการจัดการ (administrative cost) ทั้งของรัฐบาลและบริษัทประกันเอกชน ไม่ได้มาจากการรักษาพยาบาลโดยตรง 

หนึ่งในจุดขายของ M4A ของ Sanders คือการลดต้นทุนด้านนี้ลง ขจัดค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคต้องแบกรับในประกันสุขภาพเอกชนรูปแบบต่าง ๆ

เมื่อนโยบายที่ชัดเจน ผนวกกับภาพลักษณ์ของ Sanders ด้านความซื่อสัตย์และจริงใจ ดังที่เห็นได้จากที่เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่านโยบาย M4A จะเพิ่มภาษี แต่จะลดค่าใช้จ่ายโดยรวม หรือการที่เขามีจุดยืนทางการเมืองที่ไม่ไขว้เขวไปกับกาลเวลาหรือความนิยมในแต่ละสมัย เช่นในประเด็นนโยบายสุขภาพ สิทธิทางการเมืองของผู้หญิง สิทธิของทหารผู้รักร่วมเพศ และการต่อต้านสงครามอิรักตั้งแต่ต้น ทำให้ “ความนิยม (favorability)” ของเขาสูงที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้

อีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้เขียนสังเกตเห็น คือยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่เน้นการเพิ่มจำนวนคนที่ออกมาใช้สิทธิ (turnout) ในกลุ่มที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับสังคมมากนัก เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มประชากรผิวสี (Latino) และแรงงานต่างด้าว ที่ Sanders ได้คะแนนสนับสนุนอย่างท่วมท้น 

ยุทธศาสตร์นี้ทำได้เพราะทีมหาเสียงของ Sanders เป็นองค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคมที่จัดตั้งมาเป็นเวลา 4 ปีตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งก่อน มีความพร้อมออกไปพูดคุยสนทนากับกลุ่มสังคมต่าง ๆ เพื่อหาเสียง แม้ว่าตัว Sanders จะติดพันภารกิจอื่น (เช่น ต้องไปลงมติถอดถอน Trump ในเดือนมกราคม) ทำให้เขามี “โครงสร้างพื้นฐาน (infrastructure)” ด้านการหาเสียงที่เข้มแข็ง ทั้งในแง่ “กำลังทุน” จากการบริจาคโดยประชาชน และ “กำลังคน” ที่สามารถลงพื้นที่หาเสียง โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับการชิงพื้นที่สื่อจนเกินไป

Pete Buttigieg ภาพจาก Pete for America

Buttigieg เสมอใน Iowa และ Klobuchar ไต่ขึ้นอันดับ 3 ใน New Hampshire

ดังที่กล่าวไปแล้ว ทั้ง Buttigieg และ Klobuchar วางตำแหน่งตนเองเป็นแคนดิเดตที่ “ไม่สุดโต่ง” ทำให้ทั้งสองต้องมาชิงฐานเสียงเดียวกัน ทั้งในแง่อุดมการณ์ ภูมิหลังทางสังคม เศรษฐกิจ สีผิว รายได้ และช่วงอายุ

สาเหตุที่ Buttigieg สามารถขึ้นนำแคนดิเดตในกลุ่ม “ไม่สุดโต่ง” คนอื่นได้ (Biden ได้ที่ 4 Klobuchar ได้ที่ 5) ผู้เขียนมองว่าปัจจัยแรกคือ “ภาพลักษณ์เด็กเก่ง” ของ Buttigieg ที่มีโปรไฟล์ดี ทั้งในแง่การศึกษาและการงาน เช่น เคยเป็น Rhodes Scholar (ซึ่งถูกมองว่าเป็นทุนการศึกษาที่ยากที่สุดทุนหนึ่ง มีผู้ได้รับทุนจากทั่วสหรัฐฯเพียง 32 คนต่อปี โดยเกรดเฉลี่ยของผู้ได้รับทุนอยู่ที่ 3.9) เคยทำงานในบริษัทคอนซัลท์ใหญ่อย่าง McKinsey เมื่อผนวกกับจุดยืนไม่สุดโต่ง เน้นการปรองดองในพรรค อาจทำให้กลุ่มคนผิวขาวรายได้สูง มองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่พวกเขาอยากสนับสนุนก็เป็นได้

ในแง่ของยุทธศาสตร์ Buttigieg ทุ่มโฆษณาในมลรัฐ Iowa ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งเป็นเงินหลายล้านเหรียญ และเมื่อ Klobuchar ไม่สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้ด้วยตนเอง เพราะติดพันภารกิจการถอดถอน Trump ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา (เช่นเดียวกันกับ Bernie และ Warren) บวกกับปัจจัยหนุนว่าการหาเสียงของ Biden ไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าใดนัก จึงทำให้ Buttigieg ได้เปรียบและได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมากก็เป็นได้ แถมระบบ Caucus ของมลรัฐ Iowa (คล้ายกับการประชุม มากกว่าการเลือกตั้งโดยตรง) น่าจะมีส่วนให้ผู้ที่เคยสนับสนุน Klobuchar หรือ Biden ในช่วงแรก “ย้ายค่าย” มาสนับสนุน Buttigieg อีกด้วย

Amy Klobuchar ภาพจาก @AmyKlobuchar

ในบริบทที่ Sanders มีรากฐานที่มั่นคง และ Buttigieg สร้างโมเมนตัมจาก Iowa ได้สำเร็จ การไต่อันดับขึ้นมาของ Klobuchar มีความน่าสนใจมาก เพราะว่าฐานเสียงของเธอคล้ายกับ Buttigieg, Biden และ Warren อย่างมาก กล่าวคือ Klobuchar ใช้เวลาเพียงสัปดาห์เดียว แย่งชิงเสียงสนับสนุนจากแคนดิเดต “ไม่สุดโต่ง” คนอื่น และอาจมีส่วนที่ให้ Buttigieg พลาดอันดับ 1 ใน New Hampshire อีกด้วย

ผู้เขียนมองว่าความนิยมในตัว Klobuchar ใน New Hampshire มาจากการโต้วาทีได้อย่างแข็งขันในการดีเบตคืนวันศุกร์ก่อนการเลือกตั้ง นอกจากที่ Klobuchar สามารถโจมตี Buttigieg ได้อย่างดีแล้ว ตัว Buttigieg เองยังพลาดพลั้งในการตอบคำถาม เมื่อผู้ดำเนินรายการถามประเด็นปัญหาการจับกุมประชาชนคนดำในเมือง South Bend ที่สูงกว่าปกติในช่วงที่เขาเป็นนายกเทศมนตรี เขาพยายามอ้างว่าอัตราการจับกุมมิได้สูง และยังเชื่อมโยงคนดำกับความรุนแรงทั้ง ๆ ที่ข้อเท็จจริงมิได้เป็นเช่นนั้น (มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นคำตอบที่มีนัยยะเหยียดผิวในระดับหนึ่งอีกด้วย) 

ความผิดพลาดของ Buttigieg ทำให้ภาพแคนดิเดตดาวรุ่งในกลุ่มไม่สุดโต่งสั่นคลอน ส่งผลให้กลุ่มสังคมคนผิวขาวรายได้สูง ที่มักติดตามข่าวสารการเลือกตั้งผ่านโทรทัศน์ และมีแนวโน้มเปลี่ยนจุดยืนบ่อย (fickle) ตามข่าวสารที่ได้รับ ย้ายไปสนับสนุน Klobuchar ในโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง

Joe Biden อดีตรองประธานาธิบดีในยุคโอบามา – ภาพจาก Joe Biden

วิเคราะห์ทิศทางการเลือกตั้งต่อจากนี้

แม้ Buttigieg และ Klobuchar ประสบความสำเร็จในสองมลรัฐนี้ในระดับหนึ่ง ผู้เขียนมองว่าแคนดิเดตสองคนนี้ไม่น่าจะ “ไปรอด” ในมลรัฐต่อจากนี้ไป ด้วยเหตุผล 2 ประการใหญ่ ๆ 

ประการแรก ทั้งสองแทบไม่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประชาชนผิวสีและกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเป็นกลุ่มฐานเสียงสำคัญสำหรับพรรคเดโมแครต (Quinnipiac Poll ล่าสุดจากเผยว่าเมื่อดูในระดับประเทศแล้ว Buttigieg และ Klobuchar ได้รับการสนับสนุนจากคนผิวสีเพียง 4% และ 0% ตามลำดับ

การเลือกตัวแทนในมลรัฐ Nevada (22 ก.พ.) และ South Carolina (29 ก.พ.) มีกลุ่มคนผิวสีจำนวนมาก (ทั้งละตินและคนดำ) อาจทำให้กระแสของทั้งสองหายไป ส่วนวัน Super Tuesday 3 มี.ค. ก็มีหลายมลรัฐที่มีประชากรผิวสีจำนวนมากเช่นกัน 

แคนดิเดตสายไม่สุดโต่งคนอื่นเช่น Biden อาจมีโอกาสในรัฐเหล่านี้สูงกว่าด้วยซ้ำไป เพราะเสียงสนับสนุนจากคนดำ (โดนเฉพาะกลุ่มสูงวัย) เฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 27% นำผู้สมัครทุกคน

ประการที่สอง แคนดิเดตทั้งสองคนนี้ไม่ได้มีทีมงานหาเสียงเตรียมการอยู่ในมลรัฐต่อจากนี้เท่าใดนัก โดยเฉพาะ Klobuchar ที่เผลอ ๆ แล้วต้องจ้างทีมงานใหม่หลายร้อยคนในเวลาไม่กี่วัน เพื่อเริ่มหาเสียงในมลรัฐ Nevada ก่อนที่ Caucus จะเริ่มขึ้น  

กระแสที่แคนดิเดตได้จากผลการเลือกตั้งใน Iowa หรือ New Hampshire อาจมีประโยชน์ต่อการโน้มน้าวผู้ลงคะแนนเสียง และเป็นตัวช่วยดึงดูดเงินบริจาค (ทั้งจากประชาชนและเศรษฐี) สำหรับแคนดิเดตที่ร้อนเงิน ปัญหาคือทั้ง Buttigieg และ Klobuchar อาจมีเงิน แต่ขาดคนและทีมงาน จึงไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเงินเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อเทียบกันแล้วทีมหาเสียง Sanders ที่ได้วางเกมยาว เปิดศูนย์หาเสียงตามมลรัฐหลัง South Carolina แล้ว จึงมีโอกาสรักษากระแสและเสียงสนับสนุนได้อย่างมั่นคงกว่า “ม้ามืด” อีกสองคนมาก 

นอกจากนั้น Iowa และ New Hampshire เป็นกลุ่มมลรัฐที่ “ขาวที่สุด” มีอายุเฉลี่ยสูง และมีฐานะค่อนข้างดีล้วนเป็นปัจจัย Sanders ที่เสียเปรียบด้วยซ้ำ เมื่อเราทำความเข้าใจยุทธศาสตร์และเสียงสนับสนุนที่เขาได้จากกลุ่มสังคมผิวสีดังที่กล่าวไปแล้ว ในมลรัฐ Nevada ที่มีสัดส่วนประชาชนเชื้อสายละตินจำนวนมาก ก็คาดการณ์ได้ว่าคะแนนเสียงของ Sanders มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากในมลรัฐต่อจากนี้

Mike Bloomberg ภาพจาก @MikeBloomberg

จับตา Michael Bloomberg กับเงินมหาศาล

ตัวเลือกไม่สุดโต่งอีกคนหนึ่งที่ยังเข้มแข็งในโพลล์ และมีนักข่าวบางคนได้ข่าวลือว่าสมาชิกระดับสูงพรรคเดโมแครตบางส่วนกำลังเอนเอียงไปหาคือ Michael Bloomberg เจ้าของธุรกิจสื่อ Bloomberg 

ด้วยทรัพย์สินมหาศาลกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ เขาทุ่มเงินไปเกือบ 200 ล้านเหรียญสหรัฐฯในการซื้อโฆษณา โดยวางเป้าหมายอยู่ที่มลรัฐช่วง Super Tuesday เป็นต้นไป แถมยังมีการรายงานว่าเขากำลัง “ดูด” ทีมงานหาเสียงของนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่เหล่านี้ด้วย 

ตอนนี้ยังคงบอกได้ยากว่ายุทธศาสตร์ของ Bloomberg ที่เลี่ยงการแข่งขันกับตัวแทนคนอื่นในมลรัฐแรก ๆ รวมถึงการเลี่ยงขึ้นเวทีดีเบต ที่อาจทำให้เสียเปรียบในภาพลักษณ์ จะประสบความสำเร็จแค่ไหน (เพราะแทบจะไม่มีแคนดิเดตในช่วง 20 ปีมานี้ ที่ใช้แผนการเช่นนี้ ด้วยกำลังทรัพย์ขนาดนี้) 

แต่การที่ Bloomberg สามารถยกอันดับตนเองขึ้นมาอยู่ที่ 3 ในโพลล์เฉลี่ยระดับประเทศของ Morning Consult และยังสามารถรับการสนับสนุนพอสมควรจากกลุ่มสังคมผิวสี ทั้ง ๆ ที่ตัวเขาเองมีประวัติเหยียดผิวอย่างร้ายแรงทั้งในแง่พฤติกรรมและนโยบายสมัยเป็นนายกเทศมนตรีนคร New York แสดงให้เห็นว่ายุทธศาสตร์นี้มิได้เปล่าประโยชน์ไปเสียทีเดียว

สิ่งที่ผู้เขียนอยากทิ้งท้ายสักเล็กน้อย เป็นเหมือนเกร็ดในการติดตามการเลือกตั้ง คือ อยากแนะนำท่านผู้อ่านพยายามมองการเคลื่อนไหวในการหาเสียงอย่างน้อยใน 2 ระดับ คือในระดับของ “ประเด็น” (นโยบาย อุดมการณ์ โปรไฟล์ของตัวแคนดิเดต ฯลฯ) และในระดับของ “โครงสร้างเชิงกายภาพ” (การได้พื้นที่สื่อ ทีมงานหาเสียง องค์กร เครือข่าย และกลุ่มสังคมที่สนับสนุน ฯลฯ) เพราะบ่อยครั้งเราอาจด่วนสรุปว่าการเลือกตั้งคือ “การประชันกันของแนวคิด (the battle of ideas)” โดยมองข้ามสิ่งเล็ก ๆ ในการโน้มน้าวจิตใจ ที่อาจฟังดูน่าเบื่อ เช่นการส่งข้อความ การโทรศัพท์ การเคาะประตูสนทนา 

เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง สิ่งที่ดูน่าเบื่อ (mundane) เหล่านี้แหละครับ ที่บ่อยครั้งแล้วมักเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุด ในการเชื่อมต่อประเด็นให้เข้ากับผู้ใช้สิทธิ์ ซึ่งจะชี้ชะตาการเลือกตั้งในสังคมประชาธิปไตย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

รองนายกฯ สมคิด เข็นมาตรการช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยวเพิ่มเติม หลังนทท. จีนหาย

Brand Inside - 14 February 2020 - 13:35

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เตรียมที่ออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยวของไทย หลังจากที่ในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ออกมาตรการไปบางส่วนแล้ว

Bangkok Erawan Shrineภาพจาก Shutterstock

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เตรียมออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยภาคการท่องเที่ยว หลังจากไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่แพร่ระบาดในประเทศจีน ส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวจากจีนไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศ เนื่องจากรัฐบาลจีนได้แบนกรุ๊ปทัวร์ โดยนักท่องเที่ยวจากจีนเป็น 1 ในรายได้สำคัญของภาคการท่องเที่ยวไทย ถึง 1 ใน 3

รองนายกรัฐมนตรี ในวันนี้จะได้ประชุมร่วมกับ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง รวมไปถึงกระทรวงแรงงาน ซึ่งกระทรวงเหล่านี้มีเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทย เช่น ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เจ้าของโรงแรมและร้านอาหาร แรงงานในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ฯลฯ

เว็บไซต์ไทยรัฐ ได้รายงานว่า ได้รายงานเรื่องมาตรการที่ออกมานี้จะเป็นมาตรการรองรับและเยียวยา โดยเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวที่ลดลง แต่ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว นอกจากนี้ล่าสุดอาจมีมาตรการเพิ่มเติม เช่น การเพิ่มวันหยุด

Maybank Kim Eng ได้วิเคราะห์ถึงสัดส่วนของนักท่องเที่ยวจากจีนก็ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา สำหรับประเทศในอาเซียน ไทยนั้นพึ่งพานักท่องเที่ยวจากจีนเป็นอันดับ 2 รองจากเวียดนาม

ก่อนหน้านี้ทางรัฐบาลได้ออกมาตรการออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฯลฯ จนไปถึงมาตรการด้านภาษี เช่น มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงกิจการโรงแรม ฯลฯ

มุมมองของ Citi ได้วิเคราะห์ว่าในกรณีที่แย่สุดของประเทศไทยนั้นนักท่องเที่ยวจากจีนในปีนี้อาจหายไปถึงประมาณ 21.8% โดยในปี 2019 ที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจีนได้เข้ามาในประเทศไทยอยู่ที่ 11 ล้านคน

ที่มา – มติชน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ลาก่อนสิ่งพิมพ์ เครือหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในอเมริกา อายุ 100 กว่าปี ยื่นขอล้มละลาย หลังขาดทุนหนัก

Brand Inside - 14 February 2020 - 13:08

ขาดทุนหนัก รายได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

McClatchySAN FRANCISCO – Denver-based NewsMedia Group has agreed to purchase four newspapers, The San Jose Mercury News, The Contra Costa Times, The Monterey Herald and St. Paul Pioneer Press, from the McClatchy. (Photo by Justin Sullivan/Getty Images) ยังไม่ยอมแพ้ ยื่นขอล้มละลาย ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่

McClatchy เครือหนังสือพิมพ์ที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของสหรัฐอเมริกา มีอายุกิจการ 163 ปี (ก่อตั้งในปีค.ศ. 1857) ล่าสุด ยื่นขอล้มละลายตาม Chapter 11 สาเหตุมาจากการขาดทุนต่อเรื่องและรายได้ลดลงมาหลายปี

  • เปิดดูตัวเลขรายได้ของ McClatchy ในไตรมาส 4 ที่ผ่านมาลดลง 14% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า
  • ส่วนรายได้รวมของปี 2019 ลดลง 12% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า เหลือเพียง 709.5 ล้านดอลลาร์

การยื่นขอล้มละลาย McClatchy จะทำให้ทางเครือปรับโครงสร้างหนี้กว่า 703 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 2.19 หมื่นล้านบาท นอกจากนั้นจะทำให้ McClatchy ซึ่งเป็นเครือหนังสือพิมพ์รายใหญ่ ยังสามารถประคับประคองหนังสือพิมพ์กว่า 30 หัวที่อยู่ภายใต้อาณาจักรให้ดำเนินการต่อไปได้ ไม่ต้องปิดกิจการลงแต่อย่างใด

ก่อนหน้านี้ McClatchy พยายามอย่างหนักที่จะเปลี่ยนผ่านธุรกิจให้อยู่รอดในโลกยุคดิจิทัล ทั้งในแง่การลดต้นทุนในเครือ แถมยังได้ลุยหนักกับการทำตลาดดิจิทัล เช่น สร้างฐานผู้ติดตาม (subscriber) บนแพลตฟอร์มดิจิทัลได้มากถึง 200,000 ราย แต่สุดท้ายก็ยังไม่พอสำหรับการอยู่รอด จึงต้องขอยื่นล้มละลายเพื่อปรับโครงสร้างองค์กรในครั้งนี้

มีรายงานว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา หุ้นของ McClatchy ร่วงหนักจากมูลค่าหุ้นที่ 496 ดอลลาร์ เหลือเพียง 75 เซนต์ต่อหุ้นเท่านั้น

ที่มา – The Wall Street Journal, CNN

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดคัมภีร์ Work from home อิสระที่ยิ่งใหญ่ แลกมาด้วยความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง

Brand Inside - 14 February 2020 - 12:46

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาคนไทยต้องเจอกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ยังแก้ไม่ทันหาย ต่อด้วยมีไวรัส COVID-19 เข้ามาให้คนไทยได้ปวดหัวกันเพิ่มอีก เมื่อมองไปรอบตัวมนุษย์เงินเดือนที่ต้องเดินทางออกมาทำงานจำนวนมากต้องใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับสุขภาพได้

ในขณะที่ชาวจีนหลายล้านคนที่เริ่มทำงานหลังจากหยุดเทศกาลตรุษจีน แต่ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้เดินทางไปทำงานที่ไหน เพราะพวกเขาต้องทำงานที่บ้านแทน เพื่อลดความเสี่ยงติดไวรัส COVID-19

Coronavirus Chinese Face Masks โคโรนาไวรัสภาพจาก Shutterstock

จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถเลี่ยงทั้งปัญหาฝุ่น PM 2.5 และไวรัส COVID-19 ที่นับวันจะมีแต่รุนแรงขึ้น ไม่ต้องสูดฝุ่น ไม่ต้องวิตกกังวลเวลาเจอคนไอจาม ด้วยการไม่ต้องออกไปไหน แต่ก็สามารถทำงานได้จากทุกที่ ไม่เว้นแม้แต่บ้านของคุณเอง

Work from home ทำงานที่บ้าน 5 จุดเด่นที่ใครๆก็อยากได้

นอกจากการทำงานที่บ้านจะช่วยเรื่องฝุ่น PM 2.5 และไวรัส COVID-19 แล้ว ยังมีข้อดี ดังนี้

  • 1. สบายๆ มีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น คุณสามารถกำหนดเวลาของตัวเองได้ ทำงานในเวลาที่อยากทำ หรือทำในช่วงที่สมองของคุณกำลังแล่น ขอแค่ทำงานให้ทันตามกำหนดก็พอ
  • 2. อยู่กับตัวเอง เลือกโฟกัสเป้าหมายได้ บางครั้งการทำงานในสำนักงาน คุณอาจถูกรบกวนจากคนที่เดินผ่านไปมา หรือแม้แต่เสียงพูดคุยของเพื่อนร่วมงาน แต่เมื่อทำงานที่บ้านทำให้คุณอยู่กับตัวเองมากขึ้น ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สนใจได้เต็มที่ งานออกมาดีแน่นอน
  • 3. พึ่งพาตัวเอง หาคำตอบในสิ่งที่ไม่รู้ เมื่อไม่มีเพื่อนร่วมงานอยู่ใกล้ๆ แต่มีบางอย่างที่ไม่รู้ คุณอาจต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง นานๆ ไปก็กลายเป็นการพัฒนาตัวเอง เป็นทักษะติดตัว
  • 4. ประหยัดจัง เงินเหลือเยอะ เมื่อทำงานที่บ้านคุณสามารถลดค่าใช้จ่ายไปได้หลายอย่าง ทั้งค่าเดินทาง ค่าเสื้อผ้าที่ต้องใส่ไปทำงาน ค่าขนมทานเล่นระหว่างวัน ทำให้คุณสามารถเก็บเงินไปใช้กับสิ่งที่จำเป็นมากกว่าได้
  • 5. ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชอบ สภาพแวดล้อมที่ดีมีผลต่อการทำงาน ลองแต่งห้องที่คุณจะใช้ทำงานด้วยบรรยากาศที่คุณชอบ เช่น เลือกโคมไฟ ผ้าม่าน ของแต่งห้องชิ้นเล็กๆ ที่มองแล้วสบายตา จะทำให้คุณมีความสุข คิดงานได้ดีขึ้น
ภาพจาก Shutterstock เทคนิคก่อนเริ่มทำงานที่บ้าน คิดสักหน่อยก่อนตัดสินใจทำ

เห็นการทำงานที่บ้านมีจุดเด่นมากขนาดนี้ หลายคนคงเริ่มอยากลองทำงานที่บ้านกันแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าใครๆ จะเริ่มทำงานที่บ้านได้เลยทันที ลองดูเทคนิคพวกนี้ก่อน ตอบตัวเองให้ได้ แล้วค่อยตัดสินใจ

  • 1. ถามเจ้านายก่อนสักนิด ทำงานที่บ้านได้ไหม แน่นอนว่าถ้าเจ้านายของคุณไม่มั่นใจ ไม่อยากให้คุณทำงานที่บ้าน เพราะตามตัวยาก ไม่แน่ใจว่าทำงานอยู่จริงๆหรือเปล่า แบบนี้คงต้องตกลงกันก่อน
  • 2. ถามตัวเองก่อน ว่าชอบสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไหน เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีส่งผลโดยตรงกับการทำงาน บางคนอาจชอบแสงไฟสว่างๆ บางคนอาจชอบโต๊ะทำงานที่มองเห็นวิวต้นไม้สีเขียวช่วยผ่อนคลายสายตา หรือแม้แต่เลือกเก้าอี้ที่นั่งสบาย เหมาะกับการทำงานที่สุด
  • 3. สุขภาพสำคัญ ดูแลตัวเองให้พร้อมกับการทำงาน โดยเริ่มจากการดื่มน้ำมากๆ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้เหมาะสม และอย่ามัวแต่ขลุกอยู่กับห้องสี่เหลี่ยม ลองออกไปเปลี่ยนบรรยากาศข้างนอกบ้านบ้าง
  • 4. อย่าลืมเข้าสังคม หาคนคุยบ้าง ถ้าคุณเป็นคนที่มีเพื่อนน้อยไม่ค่อยได้คุยกับใคร คุณควรหาเพื่อนคุยเล่นบ้าง เพราะการทำงานที่บ้านอาจทำให้วงสังคมแคบลง โดยอาจกำหนดวันเพื่อโทรศัพท์คุยงานกับเพื่อน ออกไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศที่ร้านกาแฟ อย่างน้อยก็ทำให้ได้พบผู้คน

 

  • 5. ถามตัวเองก่อน อยากให้คนอื่นมองคุณแบบไหน คุณชอบให้เพื่อนร่วมงานชื่นชมคุณต่อหน้าคนอื่นในห้องประชุม หรือคุณชอบให้เพื่อนร่วมงานชื่นชมคุณแบบเงียบๆ หากคุณชอบให้คนชื่นชมคุณต่อหน้าคนอื่น การทำงานที่บ้านอาจไม่ตอบโจทย์ก็ได้
  • 6. เข้าใจความต้องการของตัวเอง ลองถามตัวเองก่อนว่าคุณชอบการทำงานแบบไหน การทำงานที่บ้านคือสิ่งที่คุณต้องการจริงหรือเปล่า? คุณจะสามารถใช้ประโยชน์จากความอิสระที่คุณมีเพื่อแบ่งเวลาทำงานที่บ้านได้จริงไหม และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมั่นใจว่าคุณจะยอมแลกความอิสระ ที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นได้หรือเปล่า?

ที่มา – thenextweb, themuse, Chinadaily

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

“วรวุฒิ อุ่นใจ” ประกาศเริ่มต้นทำงานการเมือง สนับสนุนพรรคกล้า ของ “กรณ์ จาติกวณิช”

Brand Inside - 14 February 2020 - 10:54
ภาพจากจาก Brand Inside Forum 2019: New Retial

วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโอแอล จํากัด เปิดเผยผ่าน Facebook ส่วนตัว (เปิด ​Public) ว่า วันนี้ (14 ก.พ. 2563) ตัดสินใจเริ่มต้นทำงานการเมืองอย่างเป็นทางการ โดยมองว่า ปัญหาการเมืองต้องแก้ไขด้วยการเมือง การจัดการด้วยวิธีพิเศษมีแต่เสื่อมถอยลง จะให้ประเทศเจริญก้าวหน้า ต้องมีนักการเมืองคุณภาพ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมมากกว่าที่ผ่านมา

ส่วนการจะเข้าร่วมการเมืองต้องเป็นพรรคการเมืองที่ไม่มีเจ้าของ เพราะจะทำให้ต้องรับใช้เจ้าของพรรคมากกว่าประชาชน พร้อมกับเชิญชวนทุกคนมาช่วยกันพัฒนาการเมือง เพื่อป้องกันอำนาจนอกระบบประชาธิปไตย พร้อมกับลงรูป พรรคกล้า ที่ก่อตั้งโดย กรณ์​ จาติกวณิช โดยมีการประกาศตั้งพรรคใหม่ในวันเดียวกัน

โพสต์ดังกล่าว ได้รับความสนใจและเสียงสนับสนุนจากนักธุรกิจ นักวิชาการ และคนในวงการธุรกิจ โดย วรวุฒิ อุ่นใจ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ก่อตั้ง บริษัท ออฟฟิศเมท เป็นผู้หนึ่งในบุกเบิกการทำธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทย และเป็นผู้บริหารที่มีความสามารถโดดเด่นในด้านนี้อย่างชัดเจน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

GOLDCITY แบรนด์รองเท้าที่พร้อมสนับสนุนทุกก้าวของคนไทย เพราะเราเชื่อว่า #ก้าวทุกก้าวเป็นไปได้

Brand Inside - 13 February 2020 - 17:32

ภาพจำในอดีตของ GOLDCITY คือรองเท้านักเรียน เพราะทำตลาดสินค้านี้มายาวนานถึง 70 ปีแล้ว แต่ปัจจุบัน GOLDCITY มีรองเท้าให้เลือกซื้อมากกว่านั้น แถมมาพร้อมราคาที่สามารถเข้าถึงได้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในทุกก้าวของคนไทย

gold city

Attitude ใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม

ปกติแล้วเวลาไปซื้อรองเท้านักเรียน ชื่อที่แว่บเข้ามาในหัวก็คงมีไม่กี่ยี่ห้อ หนึ่งในนั้นต้องมี GOLDCITY อยู่แน่นอน เพราะทำตลาดมานาน แต่ด้วยปัญหาเด็กเกิดใหม่น้อยลง ทำให้ตลาดรองเท้านักเรียนมูลค่าราว 5,000 ล้านบาท เติบโตลำบาก และ GOLDCITY ก็ต้องพยายามต่อสู้ภายในตลาดที่ตัวเองเชี่ยวชาญมาโดยตลอด

หนึ่งในกลยุทธ์ที่น่าสนใจของ GOLDCITY ก็คือการปรับ Attitude หรือมุมมองในการทำธุรกิจใหม่ ผ่านการอาศัยความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการผลิตรองเท้า เพื่อพัฒนาสินค้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบแฟชั่น, รองเท้าแตะ, รองเท้ากีฬา รวมถึงรองเท้าใส่ทำงาน

gold city

ส่วนตัวรองเท้านักเรียนที่มีสัดส่วนการขายมากที่สุด GOLDCITY ก็ยังไม่ทิ้งตลาดนี้ ได้พัฒนาสินค้านี้ผ่านการใส่ความเป็นแฟชั่นเข้าไปด้วย เพราะการเลือกซื้อรองเท้านักเรียนในปัจจุบัน ผู้บริโภคเริ่มมองมากกว่าเป็นรองเท้าที่ใส่ไปโรงเรียน แต่ต้องแสดงถึงตัวตนของผู้ใส่ จุดนี้เองทำให้ GOLDCITY เป็น Top 3 ของผู้นำในตลาดรองเท้านักเรียนของประเทศไทย

เปิดประวัติ GOLDCITY แบรนด์รองเท้าเพื่อคนไทย

สำหรับประวัติ GOLDCITY นั้นเริ่มต้นในปี 2493 ผ่านการทำโรงงานรองเท้าผ้าใบที่ผลิตด้วยมือ มีคนงานเพียง 8 คน และควบคุมการผลิตโดยผู้ก่อตั้ง “สุพัฒน์-เรือนงาม จินาพันธ์” จากนั้นก็ขยายโรงงานเพื่อผลิตรองเท้าแบบต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังรับผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์รองเท้าทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

gold city

การตลาดสินค้าของ GOLDCITY เริ่มจากรองเท้ายางกันน้ำแบบบูท, รองเท้าผ้าใบ และรองเท้าแตะ จากนั้นก็เข้าสู่ช่วงรองเท้านักเรียน และรองเท้าแฟชั้น

ล่าสุดใช้แนวคิดการสื่อสารแบรนด์ผ่านแคมเปญ “ก้าวทุกก้าวเป็นไปได้” แสดงให้เห็นว่า GOLDCITY มีรองเท้าหลากหลายรูปแบบที่พร้อมตอบโจทย์และสนับสนุนทุกการใช้ชีวิตของคนไทย

นอกจากนี้ในแคมเปญ “ก้าวทุกก้าวเป็นไปได้” ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนเดินหน้าต่อไป แม้ชีวิตจะยากลำบากแค่ไหน เนื่องจากยังมีคนที่ลำบากกว่าอยู่อีกเต็มไปหมด และทาง GOLDCITY เองก็ต้องการสนับสนุนก้าวเหล่านั้นเช่นเดียวกัน

ตลาดรองเท้านักเรียนไม่มีคำว่าง่ายอีกแล้ว

ก่อนหน้านี้ตลาดรองเท้านักเรียนไทยอาจดูไม่ยากมากนัก เพราะในแต่ละปีทุกครอบครัวก็ต้องซื้อรองเท้าให้บุตรหลาน และทุกแบรนด์ก็แค่สร้างแคมเปญการตลาด หรือทำโปรโมชั่นเพื่อจูงใจให้ผู้ซื้อเข้ามา ทั้งช่วง 10-20 ก่อน จำนวนเด็กเกิดใหม่ยังไม่ลดลงขนาดนี้ ทำให้ตลาดรองเท้านักเรียนก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ทั้งหมดนี้มันไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพราะเด็กเกิดใหม่ก็น้อย ไหนจะต้นทุนการผลิตที่แต่ละแบรนด์ต้องแบกรับไว้ ทำให้ความจำเป็นในการพัฒนารองเท้านักเรียนให้เป็นมากกว่ารองเท้านักเรียนเริ่มมีมากขึ้น ซึ่ง GOLDCITY ก็เป็นอีกแบรนด์ที่ใส่ความเป็นแฟชั่นเข้าไปในรองเท้านักเรียนเพื่อใช้สวมใส่ได้ในทุกโอกาส

gold city

ในทางกลับกัน GOLDCITY ก็ปรับตัวไปรุกตลาดรองเท้าแฟชั่นมากขึ้น อาศัยประสบการณ์ที่เคยรับผลิตรองเท้าผ้าใบให้กับแบรนด์ดัง ๆ มากมาย แสดงให้เห็นว่าตลาดรองเท้านักเรียนในประเทศไทยไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว และผู้ผลิตรองเท้านักเรียนในไทยก็ต้องปรับตัว และหาช่องทางรายได้ใหม่ ๆ จะให้พึ่งพาแต่รองเท้านักเรียนคงไม่ได้

สรุป

GOLDCITY เป็นแบรนด์รองเท้าที่เก่าแก่ของไทย ซึ่งกว่าจะก้าวมาถึง 70 ปีก็คงไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ค เพราะต้องฝ่าฟันวิกฤติมากมาย ดังนั้นต้องคอยจับตาการเคลื่อนไหวหลังจากนี้ของ GOLDCITY ว่าจะเดินกลยุทธ์อะไรอีกเพื่อเพิ่มความยั่งยืนให้กับธุรกิจต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ภัยแล้งที่ไทยส่งผลทำให้อินโดนีเซียต้องนำเข้าน้ำตาลจากประเทศอื่นๆ ทดแทน หลังความต้องการเพิ่ม

Brand Inside - 13 February 2020 - 16:43

ภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยได้ส่งผลไปถึงอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำตาลจากไทย และปริมาณที่ต้องนำเข้าในปีนี้สูงมาก ทำให้ต้องนำเข้าจากประเทศอื่นๆ ทดแทน

Sugar Cane อ้อย น้ำตาลภาพจาก Shutterstock

อินโดนีเซียอาจต้องนำเข้าน้ำตาลจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.3 ถึง 1.4 ล้านตัน มากกว่าในปี 2019 ถึง 11 เท่า มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกันคาดว่าปริมาณการบริโภคน้ำตาลในประเทศอินโดนีเซียก็ยังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าในปีนี้จะมีปริมาณการบริโภคถึง 3.25 ล้านตัน หลังจากผลผลิตอ้อยสำหรับผลิตน้ำตาลลดลงถึง 10%

นับตั้งแต่ต้นปี 2020 ที่ผ่านมาราคาน้ำตาลที่ซื้อขายในตลาดโลกราคาได้พุ่งสูงไปแล้วกว่า 12% และเป็นราคาน้ำตาลสูงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สำหรับสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกและเป็นประเทศผู้ส่งออกไปอินโดนีเซียรายใหญ่อันดับ 1

บทวิเคราะห์จากธนาคารกรุงศรีอยุธยาล่าสุด กล่าวถึงเรื่องภัยแล้งของไทยในปีนี้จะย่ำแย่กว่า 4 ปีที่แล้ว เนื่องจากฝนทิ้งช่วงยาวนานเกินไป ทางด้านปริมาณน้ำฝนก็ถือว่าน้อยลงเฉลี่ยประมาณ 5-10% เท่ากับก่อนช่วงที่จะเกิดภัยแล้งในครั้งที่แล้ว และยังรวมไปถึงฝนที่ตกนอกพื้นที่เขื่อน ย่อมส่งผลต่อภาคการเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะที่ประเทศบราซิลที่เป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่เช่นกันกลับนำอ้อยไปผลิตเอธานอล ส่งผลทำให้ราคาน้ำตาลขึ้นสูงไปอีก ทำให้ประเทศส่งออกรายใหญ่อันดับถัดมาจากไทย เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย ได้ประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้น

ปัจจุบันโรงงานผลิตน้ำตาลในประเทศอินโดนีเซียกว่า 20 แห่งนั้นมีรัฐบาลเป็นเจ้าของ ที่เหลือ 11 แห่งเป็นของเอกชน นอกจากนี้ความต้องการน้ำตาลในการผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพิ่มสูงขึ้นเพื่อตอบสนองต่อประชากรที่เพิ่มขึ้นในอินโดนีเซีย

Yadi Yusriyadi ที่ปรึกษาอาวุโสของสมาคมผู้ผลิตน้ำตาลของอินโดนีเซียกล่าวว่า อินโดนีเซียจะต้องนำเข้าน้ำตาลเพราะว่า ถ้าหากไม่นำเข้าน้ำตาลจากต่างประเทศ ด้วยปริมาณการผลิตในประเทศด้วยจำนวนจำกัด แต่ความต้องการน้ำตาลยังสูงขนาดนี้ ย่อมส่งผลทำให้ราคาน้ำตาลในประเทศอาจสูงขึ้นได้

ที่มา – Business Live, Brecorder

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ธนชาต ฟันด์ อีสท์สปริง ส่วนผสมที่ลงตัวของ อีสท์สปริง อินเวสท์เมนทส์ + บลจ.ธนชาต

Brand Inside - 13 February 2020 - 15:35

อีสท์สปริง อินเวสท์เมนทส์ (Eastspring Investments) ประกาศควบรวมกิจการกับ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาตโดยอีสท์สปริงจะเข้าไปถือหุ้นเป็นจำนวน 50.1% ใน บลจ.ธนชาต และเปลี่ยนชื่อเป็น ธนชาต ฟันด์ อีสท์สปริง ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการควบรวมกิจการกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด (TMBA Eastspring) เมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา

เบอร์นาร์ด เทีย ประธานกรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทหารไทย จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ธนชาต จำกัด กล่าวว่า “การควบรวมกิจการในครั้งนี้เป็นการใช้จุดแข็งของทั้งสองบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญต่างกัน คือ อีสท์สปริงมีความเชี่ยวชาญในตลาดเอเชียมานาน บริหารสินทรัพย์ในนามของผู้ลงทุนกว่า 216,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีพนักงานมากกว่า 3,000 คนทั่วโลก”

ส่วนบริษัทหลักทรัพย์กองทุนธนชาต มีความเชี่ยวชาญในประเทศ ทำให้พร้อมกับการแข่งขันในประเทศไทย สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ ให้กับลูกค้าภายในประเทศได้เหมาะสมมากขึ้น ทั้งความเสี่ยง ผลตอบแทน

พร้อมทั้งมั่นใจว่าประสบการณ์กว่า 100 ปีของกลุ่มบริษัทพรูเด็นเชียล จะช่วยลดความกังวลจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน และสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา COVID-19

ดูแล 2 กองทุนขนาดใหญ่

การทำงานร่วมกันระหว่างทีเอ็มบี และอีสท์สปริง ทำให้สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการของ TMBA Eastspring เติบโตกว่า 21% และมีฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอีก 15,000 ราย ด้วยการเสนอขายกองทุนใหม่ (IPO) 2 กองทุน ซึ่งเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดที่บริษัทเคยทำมา คือ

  1. กองทุน TMB Eastspring Global Smart Bond Fund มูลค่ากว่า 6,000 ล้านบาท
  2. กองทุน Thanachart Eastspring Global Technology fund ที่มีมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท
ต้องการสร้างความตระหนักเรื่องลงทุนให้คนไทย

ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้อายุเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาคเอเชีย บวกกับอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงตำ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่มีคนไทยเพียง 1 ใน 70 คนเท่านั้นที่มีเงินเก็บไว้ใช้หลังเกษียณอายุอย่างเพียงพอ และคนไทยไม่ถึง 1 ใน 5 มีเงินเก็บเพียงพอสำหรับใช้จ่ายในเวลา 3 เดือนหากไม่มีงานทำ

ธนชาต ฟันด์ อีสท์สปริงจึงมีความต้องการให้คนไทยหันมาสนใจเรื่องการออม การลงทุนมากขึ้น ซึ่งประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับจากการควบรวมกิจการในครั้งนี้คือ การเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศได้ง่ายขึ้น มีต้นทุนของการลงทุนที่ถูกลง เพราะกฎหมายของประเทศไทย เปิดโอกาสให้คนไทยนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้อยู่แล้ว

TMBA Eastspring และ Thanachart Fund Eastspring มีเป้าหมายร่วมกัน

แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการควบรวมกิจการระหว่างธนาคารทีเอ็มบี กับธนาคารธนชาต และ อีสท์สปริงก็ทำงานร่วมกับ TMBA Eastspring อยู่แล้ว แต่ทั้งสองบริษัทยังคงมีการบริหารงานที่เป็นอิสระ แต่มีเป้าหมายที่ต้องการจะเติบโตร่วมกัน ส่วนในอนาคตมีแผนจะควบรวมทั้งสองบริษัทเข้าด้วยกันต่อไป

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

R8 อาจเป็นรถสปอร์ตรุ่นถัดไปของ Audi ที่กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ตามรอยรุ่น TT

Brand Inside - 13 February 2020 - 13:38

R8 คือรถสปอร์ตรุ่นท็อปของ Audi เพราะมันใช้เครื่องยนต์ V10 เหมือนกับที่ใช้ใน Lamborghini แต่หลังจากนี้ความโดดเด่นเรื่องขนาดเครื่องยนต์อาจหายไป เพราะโฉมถัดไปของ Audi R8 อาจกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแทน

Audi R8Audi R8 เปลี่ยนไปตามสมัยนิยม-ทำตลาดได้ทั่วโลก

ตอนนี้การพัฒนา และทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นภารกิจอันดับต้นๆ ของหลายค่ายผู้ผลิตรถยนต์ เพราะผู้บริโภคก็เริ่มมีความต้องการมากขึ้น และหลากหลายประเทศก็ออกนโยบายควบคุมมลพิษ ทำให้การทำตลาดเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเบนซิน หรือดีเซลเป็นเชื้อเพลิงอย่างเดียวคงไม่ได้อีกแล้ว

Audi คือหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์ที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้อย่างชัดเจน ผ่านการเตรียมทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าล้วนหลายรุ่น ทั้งเริ่มจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนเป็นแบรนด์แรกๆ ของกลุ่มรถหรูเยอรมนีด้วย แต่จากทิศทางตลาดนี้เองก็ทำให้ Audi ชะลอการทำตลาดรถสปอร์ต หนึ่งในกลุ่มรถยนต์ที่ทางแบรนด์ทำตลาดได้ค่อนข้างดี

Audi R8Audi R8

เหตุผลหลักก็มาจากการปล่อยมลพิษจำนวนมาก รวมถึงความนิยมของกลุ่มรถสปอร์ตก็ลดลงเช่นเดียวกัน ที่เห็นชัดๆ ก็คือ Audi TT ที่เพิ่งปิดไลน์ผลิตไปไม่นาน แต่ก็ใช่ว่าจะหายไปเสียทีเดียว เพราะมันก็เตรียมกลับมาในรูปแบบรถยนต์ไฟฟ้าล้วน ผ่านชื่อคร่าวๆ ว่า ettron

ขณะเดียวกันจากกระแสนี้ ทำให้รถสปอร์ตอีกรุ่น และเป็นตัวท็อปของค่ายอย่าง Audi R8 ก็เตรียมเปลี่ยนมาใช้ระบบส่งกำลังด้วยไฟฟ้าเช่นเดียวกัน โดย Oliver Hoffman กรรมการผู้จัดการ Audi Sport เล่าให้ฟังว่า เพื่อให้ R8 โฉมใหม่ (3rd Generation) ทำตลาดได้ทั่วโลก มันก็ต้องผสมผสานความเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเข้าไปด้วย

Audi R8Audi R8

“เราพยายามอย่างมากที่จะให้ R8 โฉมใหม่ใช้เครื่องยนต์ V10 เช่นเดิม เพื่อคงเอกลักษณ์ของมันไว้ จึงยืนยันไม่ได้ว่ามันจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบใด แต่ที่แน่ๆ เราอยู่ระหว่างพัฒนาเสียงสังเคราะห์ที่แสดงความเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ให้อารมณ์เหมือนเสียงเครื่องยนต์สันดาปภายในเพื่อเพิ่มอรรถรสในการขับขี่” Oliver Hoffman กล่าว

สรุป

ไม่ว่า Audi R8 โฉมใหม่จะออกมาในรูปแบบไหน แต่เชื่อว่าพละกำลังมันยังมากเหมือนเดิมแน่นอน ในทางกลับกันมันก็เป็นความท้าทายใหม่ของ Audi ในเรื่องน้ำหนักตัวรถ เพราะถึงจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าล้วน หรือ Hybrid มันก็ต้องแบกแบตเตอรี่ กับมอเตอร์ไฟฟ้าที่หนักไม่ใช่เล่น ดังนั้นต้องติดตามกันต่อไปว่า Audi R8 โฉมใหม่จะออกมาแบบใด

อ้างอิง // Motor1

*ข้อมูลเพิ่มเติม // ในสหรัฐอเมริกา ยอดขายในปี 2562 ของ Audi R8 ลดลง 38% เหลือ 574 คัน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

[บทวิเคราะห์] รู้หรือไม่ “คนโสด” คือกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สุดทางการตลาด ในเดือนแห่งความรัก

Brand Inside - 13 February 2020 - 12:13

แคมเปญเอาใจคนโสดเพียบในเดือนแห่งความรัก

โดยเฉพาะเหล่าบรรดาสายช้อปปิ้ง ในเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก หลายบริษัทต่างทยอยออกแคมเปญเอาใจ ลดกระหน่ำโปรโมชั่นกันเป็นปกติอยู่แล้ว

  • แต่ที่น่าสนใจคือ ปีนี้เราได้เห็นการทำการตลาดที่เน้น “คนโสด” มากขึ้น

ที่ชัดเจนที่สุด คือ Shopee หนึ่งในอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ในไทยที่ประกาศแคมเปญ “Shopee Singles Valentine’s Sale – ดีลใหญ่ เอาใจคนโสด” เน้นเจาะตลาดคนโสดโดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังจัดแคมเป็น  ตลอดจนกิจกรรม “โสดรับประทาน” ซึ่งเป็นครั้งแรกของการรวมตัวหนุ่มสาว เพื่อเฉลิมฉลองความโสดกับบุฟเฟ่ต์มื้อพิเศษท่ามกลางกระแสเทศกาลแห่งความรัก

หรือแม้กระทั่งค้าปลีกรายใหญ่ในไทยอย่าง Central ที่เล่นกับกระแสคนโสด เตรียมจัดแคมเปญเอาใจทั้งฝั่งคู่รักและคนโสด รวมถึง JDCentral ที่เป็นอีกหนึ่งอีคอมเมิร์ซในไทย เตรียมปล่อยแคมเปญ “กุมภาพันธ์…ฉัน ช้อป เธอ” พร้อมสโลแกนที่เจาะทั้งคู่รักและคนโสด และล่าสุดห้างสรรพสินค้าอย่างสามย่านมิตรทาวน์เตรียมจัดมินิคอนเสิร์ตเอาใจคนโสด 7 วันต่อเนื่อง

เอาเป็นว่า วันวาเลนไทน์ปีนี้ และน่าจะตลอดไปจนครบเดือนแห่งความรัก เราจะได้เห็นแคมเปญเอาใจคนโสดต่อแถวทยอยออกมาให้เห็นอีกมาก

คำถามสำคัญคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทำไมต้องมาเล่นในตลาดคนโสด

อธิบายจากข้อมูลพื้นฐานที่สุดคือ “คนไทยเป็นโสดมากขึ้น ครองคู่น้อยลง”

ปัจจุบันคนไทยเป็นโสดมากขึ้น ในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่พ.ศ. 2550 – 2560 ประชากรไทยเพิ่มขึ้น 3 ล้านคน แต่พบว่าการแต่งงานลดลง ส่วนการหย่าร้างเพิ่มมากขึ้น จำนวนคนโสดจึงเพิ่มมากขึ้นในแง่สถิติ

อันที่จริง พูดเป็นตัวเลขง่ายๆ โดยค่าเฉลี่ย สำหรับคนวัยทำงานในจำนวน 5 คน จะมีคนโสดอยู่ในนั้น 2 คน

บทวิเคราะห์ของ SCB EIC พบว่า คนโสดใช้จ่ายเงินเก่งกว่าคนมีครอบครัวแล้ว หรือพูดอีกอย่างคือคนโสดใช้เงินซื้อความสุขมากกว่าคนไม่โสด

  • คนโสดใช้จ่ายเงินมากกว่าคนมีครอบครัว 11% กับการบริโภค โดยเฉพาะในด้านการซื้อสินค้าต่างๆ
  • คนโสดใช้จ่ายเงินมากกว่าคนมีครอบครัว 12% ในหมวดการทานอาหารนอกบ้าน
  • คนโสดใช้จ่ายเงินมากกว่าคนมีครอบครัว 40% ในหมวดการท่องเที่ยว

นั่นจึงไม่แปลกที่จะเกิดธุรกิจที่ตอบโจทย์เหล่าคนโสดโดยเฉพาะ เช่น ร้านสุกี้ MK ที่เปิดโซนใหม่ในร้านเพื่อเอาใจคนโสด-คนเหงา ซึ่งภาษาการตลาดเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นการจับ “ตลาดคนเหงา” หรือ Lonely Marketing

ด้วยเหตุผล ข้อมูล และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใดจึงมีแคมเปญการตลาดที่เน้นหนักไปกับกลุ่ม “คนโสด” ในเดือนแห่งความรักเช่นนี้

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages