รู้จัก MySis เพื่อนให้คำปรึกษาด้านครอบครัวที่ไม่ได้มาเป็นคน แต่คือ Chatbot อัจฉริยะ

Brand Inside - 5 hours 51 min ago

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังเป็นอีกเรื่องที่แก้ไม่ได้ในประเทศไทย แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ปัญหานี้อาจคลี่คลายลงได้บ้าง ดังนั้นลองมารู้จักกับ MySis หรือ Chatbot อัจฉริยะที่จะมาช่วยเหลือเรื่องนี้กัน

MySisMySis จากหนึ่งในโครงการของ dtac สู่บริการของทุกคน

จุดเริ่มต้นของ MySis นั้นมาจากโครงการโปลิศน้อย เพื่อนหุ่นยนต์เพื่อผู้หญิง 1 ใน 10 โครงการที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนภายใต้โครงการพลิกไทยของ dtac ในช่วงปี 2560-2561 ซึ่งหลังจากนั้น MySis ก็มีการพัฒนามาโดยตลอด และล่าสุดก็เปิดให้บุคคลทั่วไปได้ใช้งานแล้ว

พัชรากรณ์ ปันสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเพ่นดรีม จำกัด ผู้พัฒนา MySis เล่าให้ฟังว่า MySis คือ Chatbot ที่พร้อมเป็นผู้ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ผ่านการวางตัวเป็นพี่สาว และสามารถให้คำปรึกษาได้ตลอด 24 ชม.

mysisพัชรากรณ์ ปันสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเพ่นดรีม จำกัด

“โอเพ่นดรีมต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคม และเมื่อเราเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี การนำเรื่องนี้มาเป็นอาวุธในการพัฒนาอะไรสักอย่างเพื่อทำให้เรื่องนี้ดีขึ้นมันก็คงดีไม่น้อย และนั่นคือที่มาของ MySis ที่พร้อมช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวทุกวันทุกเวลา”

จากระบุคำถาม สู่การวิเคราะห์สิ่งที่ผู้ถูกทำรายต้องการให้ช่วย

สำหรับ MySis นั้นปัจจุบันให้บริการบน Facebook Messenger โดยผู้สนใจใช้งานสามารถค้นหา “มายซิส My Sis Bot” ได้ทันที แต่ตัวการใช้งานนั้นผู้ใช้ต้องเลือกคำตอบที่ MySis กำหนด เพื่อ MySis จะได้แนะนำทางออกได้อย่างถูกต้อง แต่ในอนาคตผู้ใช้ MySis สามารถสอบถามด้วยการพิมพ์ข้อความต่างๆ ได้ทันที

ความรุนแรงในครอบครัวความรุนแรงในครอบครัว // ภาพ pixabay.com

อย่างไรก็ตามถึง MySis จะมีการกำหนดคำตอบที่ตอบได้ตายตัว แต่คำตอบเหล่านั้นก็มาจากการรวบรวมจากผู้เชี่ยวชาญว่าจะช่วยให้กำลังใจ และช่วยให้ผ่านพ้น 4 ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไปได้ เช่นการถูกทำร้าย, การถูกล่วงละเมิดทางเพศ, การตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม และไม่ได้ตั้งใจ

พร้อมให้ความรู้ด้านกฎหมายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

ขณะเดียวกัน MySis ยังให้ความรู้ด้านกฎหมายสอดแทรกไปกับคำแนะนำในการใช้ชีวิตด้วย เพราะนอกจากจะเป็นที่ปรึกษาการใช้ชีวิตแล้ว การให้ผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวรู้จักข้อกฎหมายต่างๆ ก็น่าจะช่วยเหลือให้เหยื่อเข้าถึงกระบวนการทางยุติธรรมมากกว่าเดิมเช่นกัน

สรุป

MySis ถือเป็นการพัฒนา Chatbot ที่เราๆ เห็นในตลาดว่ามันมีประโยชน์ในโลก E-Commerce ได้มากกว่าที่มันเป็นอยู่ และเชื่อว่าเทคโนโลยีของ MySis จะถูกพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเพื่อนที่ปรึกษาที่ทุกคนไว้ใจได้เมื่อพบเจอกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัวแน่นอน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

จีนเปิดกระดานซื้อขายหุ้นเทคโนโลยี เหมือนตลาดหุ้น NASDAQ พร้อมซื้อขาย 2 เดือนข้างหน้า

Brand Inside - 6 hours 41 min ago

จีนเปิดกระดานซื้อขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีแล้วในชื่อ SSE STAR Market ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ โดยล่าสุดได้อนุมัติไฟลิ่งไปแล้ว 6 บริษัท

ภาพจาก Shutterstock

หน่วยงานกำกับดูแลทางด้านหลักทรัพย์ หรือ CSRC ของจีน ได้ประกาศเปิดตัวกระดานซื้อขายหลักทรัพย์กลุ่มเทคโนโลยีอย่างเป็นทางการ มีชื่อว่า SSE STAR Market ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ โดยลักษณะของกระดานซื้อขายจะเหมือนกับตลาดหุ้น NASDAQ ของสหรัฐอเมริกา

จุดประสงค์ของการก่อตั้งกระดานซื้อขายหุ้นนั้นเริ่มต้นมาจากแนวความคิดของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในเดือนพฤษจิกายนปีที่ผ่านมาว่าจีนควรจะมีกระดานซื้อขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะ เพื่อที่บริษัทเทคโนโลยีในประเทศจีนจะได้ไม่ต้องออกไประดมทุนที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาที่มีบริษัทจีนมักจะออกไประดมทุนมากที่สุด

Yi Huiman ประธานของ CSRC ยังพร้อมยอมรับว่ากระดานซื้อขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีนั้นจะแก้ปัญหาของตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ที่ไม่เหมาะกับหุ้นของบริษัทเทคโนโลยี เช่น เรื่องของไฟลิ่ง รายได้ของบริษัท ฯลฯ เขาเองยังยอมรับว่าอาจพบปัญหาเรื่องกฎเกณฑ์บางอย่างที่ยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ก็พร้อมที่จะแก้ปัญหาทันที นอกจากนี้เขายังได้เตือนว่าราคาหุ้นที่ซื้อขายในกระดานซื้อขายใหม่นี้อาจมีราคาที่ผันผวนสูงมาก และแนะนำให้นักลงทุนอ่านประกาศของบริษัทที่ออกมาด้วย

ปัจจุบันมีบริษัทที่สนใจจะเข้า IPO ในกระดานซื้อขายหุ้นเทคโนโลยีนี้ถึง 123 บริษัท 6 บริษัทได้อนุมัติไฟลิ่งเรียบร้อยแล้ว อีก 12 บริษัทนั้นรอทาง CSRC อนุมัติไฟลิ่งอยู่ โดยถ้าหากมีบริษัทครบถึง 30 บริษัท กระดานซื้อขายนี้ก็พร้อมเปิดให้นักลงทุนเข้ามาซื้อขายหุ้นได้ทันที คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 เดือน

การเปิดกระดานซื้อขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีนี้มาพร้อมกับข่าวของ Alibaba ที่เตรียมนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง เรื่องดังกล่าวมาพร้อมกับแรงปะทุของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนที่เพิ่มขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา

ที่มาChina.org.cn, Caixin Global, Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เซ่นข่าวฉาว! Yang Hyun Suk ลาออกจาก Head Producer และตำแหน่งอื่นๆ ใน YG Entertainment

Brand Inside - 6 hours 49 min ago

หลัง YG Entertainment เจอกับข่าวฉาวมากมาย ทั้งการค้าประเวณี และเสพยาเสพติดของศิลปินในค่าย รวมถึงการเลี่ยงภาษีของตัวบริษัท ในที่สุด Yang Hyun Suk ผู้ก่อตั้ง YG Entertainment ก็ประกาศลาออกแล้ว

Yang Hyun SukYang Hyun Suk ผู้ก่อตั้ง YG Entertainment สิ่งที่สร้างมากับมือต้องพังทลาย

Yang Hyun Suk คือผู้ก่อตั้ง YG Entertainment ค่ายเพลง K-Pop อันดับ 3 ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และถึงปัจจุบันจะมีศิลปินหน้าใหม่เข้ามาช่วยสร้างความโด่งดังกับค่าย ไม่ว่าจะเป็น BLACKPINK หรือ Winner แต่สุดท้ายแล้วด้วยข่าวฉาวต่างๆ ตั้งแต่ต้นปีก็ทำให้ YG Entertainment เสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอย่างมาก

ทั้งการถูกเปิดเผยว่า Seungri หนึ่งในสมาชิกของวง Big Bang มีส่วนร่วมในการค้าประเวณี, การถูกตรวจสอบว่า Yang Hyun Suk นั้นหลบเลี่ยงการจ่ายภาษี และล่าสุดคือการพบว่า B.I. อดีตสมาชิกของวง iKON มีส่วนยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด

YG Entertainmentรายชื่อศิลปินในสังกัดของ YG Entertainment

จากเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ Yang Hyun Suk ถูกกดดันจากสาธารณะให้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกมาอย่างต่อเนื่อง และที่สุดแล้ววันนั้นก็มาถึง เพราะล่าสุด Yang Hyun Suk ได้แจ้งในวันนี้ (14 มิ.ย. 2562) บนหน้าเว็บไซต์ของ YG Entertainment ว่า ได้ลาออกจากทุกตำแหน่งใน YG Entertainment แล้ว

“ผมก่อตั้ง YG Entertainment มา 23 ปี หรือเรียกว่าใช้ชีวิตครึ่งหนึ่งไปกับมัน ซึ่งผมมีความสุขมากกับการช่วยพัฒนาผลงานเพลง และตัวศิลปิน แต่สุดท้ายแล้วผมก็ตัดสินใจลาออกจาก YG Entertainment และหวังว่าการโจมตีไปยังตัวค่ายเพลง, ศิลปิน และแฟนๆ จากข่าวเหล่านี้จะหายไป” Yang Hyun Suk แจ้งไว้ในคำแถลงการณ์

YG Entertainmentราคาหุ้นของ YG Entertainment ในวันที่ 14 มิ.ย. 2562

สำหรับราคาหุ้นของ YG Entertainment นั้นปิดตลาดในวันที่ 14 มิ.ย. 2562 ที่ 29,200 วอน (ราว 770 บาท) ลดลง 5.6% โดยตัวหุ้นของ YG Entertainment นั้นปรับตัวลดลงมาตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. 2562 ส่วนมูลค่ากิจการอยู่ที่ 5.36 แสนล้านวอน (ราว 14,000 ล้านบาท)

สรุป

ที่สุดแล้ว Yang Hyun Suk ก็ต้องประกาศลาออกจาก YG Entertainment เพราะด้วยข่าวฉาวมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ทำให้เขาต้องแสดงความรับผิดชอบ ดังนั้นคงต้องติดตามกันต่อไปว่า YG Entertainment ที่ไม่มี Yang Hyun Suk จะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร

อ้างอิง // All K Pop, ภาพจาก YG Entertainment

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

กระทิงแดงรุกหนักอาเซียน นำร่องเปิด “เรดบลู พลัส” สูตรไร้น้ำตาลในสิงคโปร์

Brand Inside - 7 hours 4 min ago

กระทิงแดงโดยกลุ่มธุรกิจ TCP เดินหน้าบุกตลาดอาเซียน ทุ่มงบ 3,000 ล้านบาท เจาะตลาดสิงคโปร์ด้วยเรดบลู พลัสสูตรไร้น้ำตาล ปั้นรายได้แตะ 60,000 ล้านภายใน 3 ปี

ทุ่ม 3,000 ล้าน ลงทุนในอาเซียน

ลุยหนักในการสร้างแบรนด์จนแข็งแกร่งในโซนยุโรปแล้ว ถึงเวลาที่กระทิงแดงจะกลับมารุกหนักในการทำตลาดที่บ้านเกิดแถบอาเซียน หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปีนี้ได้ใช้งบลงทุน 3,000 ล้านบาท ในการลงทุนครั้งใหญ่ในหลายประเทศ

โดยที่มีการลงทุนทั้งเรื่องสินค้า การตลาด และทีมงาน มีการฟอร์มทีมงาน Global Marketing และทีมการตลาดประจำประเทศต่างๆ รวมกว่า 100 คนเพื่อดูแลการตลาดของกระทิงแดงทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งทีมงานในแต่ละประเทศต้องปรับเปลี่ยนทิศทางการทำงานให้เข้ากับพฤติกรรมการบริโภควัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ความเป็นอยู่ของผู้บริโภคและบริบทในประเทศนั้นๆ

กระทิงแดงใช้จุดแข็งด้วยการเป็นแบรนด์ที่มีสินค้าในพอร์ทโฟลิโอหลากหลายมากที่สุดถึง 10 ผลิตภัณฑ์ โดยทุกผลิตภัณฑ์ถูกพัฒนามาจากการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกเซ็กเม้นท์

มีเป้าหมายในการก้าวขึ้นเป็น Top 2 ของผู้นำตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานทุกประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้ามีรายได้ 60,000 ล้านบาทภายใน 3 ปี หรือมีการเติบโต 2 เท่า

ศุภชัย จุนเกียรติ ผู้อำนวยการสายงานการตลาดโกลเบิล กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า

“กระทิงแดง มีส่วนแบ่งการตลาด 40% ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และติดอันดับ 1 ใน 3 ในตลาดเครื่องดื่มให้พลังงานของทุกประเทศที่ได้เข้าไปบุกตลาด สำหรับกลุ่มธุรกิจ TCP จะบุกตลาดและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กระทิงแดงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี 2562 คาดว่าจะมียอดขายโดยรวมสูงขึ้นจากปี 2561 ถึง 15%”

ลุยตลาดสิงคโปร์ด้วยสูตรพรีเมี่ยม

ศุภชัย เสริมว่า กระทิงแดงได้เห็นถึงศักยภาพของตลาดกลุ่มอาเซียนที่มีการเติบโตสูง โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจในระดับนานาชาติ ประกอบกับผู้บริโภคเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องการควบคุมการบริโภคน้ำตาล               

กระทิงแดงจึงนำร่องเปิดตัวเครื่องดื่มให้พลังงาน “เรดบูล พลัส” ในสิงคโปร์เป็นประเทศแรกเป็นเครื่องดื่มให้พลังงานสูตรพรีเมี่ยมปราศจากน้ำตาลมาพร้อมกับแพ็คเกจจิ้งในรูปแบบสลิมแคน

เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และภาพลักษณ์ โดยจะเริ่มจำหน่ายในปลายเดือนมิถุนายนที่ประเทศสิงคโปร์ และตั้งเป้าจะขยายสู่ตลาดในประเทศอื่นๆ ต่อไป

เปิดกระทิงแดง เอ็กซ์ตร้าแพ็คเกจจิ้งใหม่ในไทย

สำหรับตลาดในประเทศไทยปี 2562 นี้ ได้เปิดตัว “กระทิงแดง เอ็กซ์ตร้า” สูตรใหม่ พร้อมแพ็คเกจจิ้งรูปแบบใหม่ ถือเป็นการพลิกโฉมแบรนด์ใหม่ เน้นจับกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่นักศึกษา จนถึงคนทำงานทั่วไป อายุระหว่าง 18 – 35 ปี

โดยการพลิกโฉมครั้งนี้มาจากการศึกษาพฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคในตลาดที่ให้ความสำคัญในเรื่องรสชาติ และบรรจุภัณฑ์ส่งผลให้แบรนด์กระทิงแดงดูทันสมัยมากขึ้นเหมาะกับคนรุ่นใหม่

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ศัตรูของศัตรูคือมิตร! สี จิ้นผิงประกาศสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับอิหร่าน

Brand Inside - 8 hours 39 min ago

จีนประกาศสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับอิหร่าน หลังเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันบนอ่าวโอมาน ซึ่งสหรัฐอเมริกากล่าวหาว่าอิหร่านเป็นผู้กระทำ

Presidnet Xi Jinping Meets Visiting Armenian President Serzh SargsyanChinese President Xi Jinping (L) meets Armenian President Serzh Sargsyan (R) at the Great Hall of the People on March 25, 2015 in Beijing, China. (Photo by Feng Li – Pool/Getty Images) จีน x อิหร่าน

สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนกล่าวกับ ฮัสซัน โรฮานี ประธานาธิบดีของอิหร่านในระหว่างการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ในบิชเคก ประเทศคีร์กีซสถาน โดยระบุว่า “จีนจะประกาศการพัฒนาความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับอิหร่าน โดยไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม”

ความน่าสนใจของเรื่องนี้คือ จีนประกาศสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับอิหร่าน ให้หลังเพียง 1 วันเท่านั้นหลังเหตุการณ์โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำบนอ่าวโอมาน ซึ่งสหรัฐอเมริกากล่าวหาว่าอิหร่านเป็นผู้กระทำ แต่รัฐบาลอิหร่านได้ปฏิเสธถึงกรณีดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ ความเคลื่อนไหวของสี จิ้นผิง คือการประกาศสร้างความสัมพันธ์จีน-รัสเซียเพื่อเข้าสู่ยุคใหม่ โดยผู้นำจีนบอกว่า “ทั้ง 2 ประเทศกำลังสานสัมพันธ์ขั้นสูงสุด”

ที่มา – Reuters

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

🚅 ญี่ปุ่นใช้รถไฟความเร็วสูงขนส่ง “อาหารทะเล” จากท่าเรือไปโตเกียวเพียง 8 ชั่วโมง เดิม 2 วัน

Brand Inside - 9 hours 24 min ago
  • ใครจะนึกว่า อาหารทะเลที่ชาวประมงญี่ปุ่นจับได้ตอนเช้า จะส่งถึงมือผู้บริโภคภายในวันเดียว
  • เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงแล้วในญี่ปุ่น และต้องขอบคุณรถไฟความเร็วสูง Shinkansen 🚄
  • ที่สำคัญ อาหารทะเลที่ส่งภายในวันเดียว ยังคงความ “Super Fresh” ของสินค้า ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าที่ยอดเยี่ยม 🦐 🐟🦞
TOKYO, JAPAN – MAY 02: Shinkansen bullet trains are stopped at Tokyo Train Station on May 02, 2016 in Tokyo, Japan.  (Photo by Carl Court/Getty Images) ขนส่งอาหารทะเลแบบ “Super Express Fresh” เกิดขึ้นจริง เพราะรถไฟความเร็วสูง

รถไฟชินคันเซ็น (Shinkansen) ในญี่ปุ่นซึ่งบริหารงานโดย JR East ในปัจจุบัน ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการขนส่งอาหารทะเล โดยขนส่งจากท่าเรือนีงาตะ (Niigata) ไปยังโตเกียวภายใน 8 ชั่วโมง จากแต่เดิมที่ต้องใช้เวลาถึง 2 วันในการขนส่ง

Tohru Yamamoto ซีอีโอของ Foodison ผู้ค้าส่งอาหารทะเลรายใหญ่ในญี่ปุ่น บอกว่า “ผมต้องการให้ผู้บริโภครู้สึกตื่นตาตื่นใจ เมื่อได้รู้ว่าอาหารทะเลที่วางอยู่ตรงหน้าในร้าน คืออาหารทะเลที่จับมาเมื่อเช้าของวันนั้น”

สิ่งที่น่าสนใจของเรื่องนี้นอกจากการขนส่งอาหารทะเลด้วยเวลาอันรวดเร็วแล้ว คือ ” มูลค่า” ของสินค้า เพราะการขนส่งด้วยระยะเวลาอันรวดเร็วทำให้สินค้ายังสดใหม่มากๆ ศัพท์ในวงการคือ “Super Express Fresh”

ถ้าไปดูอาหารทะเลที่ขายในซุปเปอร์มาร์เก็ต ยกตัวอย่างเช่น กุ้งที่ขนส่งแบบเดิม (เทียบเท่าเรือ ขนส่งมาตลาดโดยใช้รถบรรทุก) ราคากุ้งสดจะอยู่ที่ 600 เยน (ประมาณ 170 บาท) ในขณะที่กุ้งสดที่ขนส่งโดยรถไฟความเร็วสูงขายในราคา 1,600 เยน (ประมาณ 460 บาท) หรือคิดง่ายๆ มูลค่าสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า

ถึงที่สุดแล้ว การขนส่งสินค้าเกษตรด้วยรถไฟความเร็วสูงยังมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะในระยะยาวจะช่วยลดการใช้แรงงานในภาคการขนส่ง และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (carbon footprint) ในระหว่างการขนส่งได้มากกว่าการขนส่งรูปแบบเก่าอีกด้วย

ที่มา – Nikkei Asian Review

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Toyota เตรียมติดตั้งระบบดับเครื่อง และใส่เกียร์ P อัตโนมัติเมื่อรถยนต์หยุดนิ่งเป็นเวลานาน

Brand Inside - 9 hours 35 min ago

ถึงจะเดินหน้ารถยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับเต็มที่ แต่ Toyota ก็ยังไม่ลืมพัฒนาระบบความปลอดภัยของการใช้งานรถยนต์ และนั่นคือที่มาของระบบดับเครื่อง กับใส่เกียร์ P อัตโนมัติเมื่อรถหยุดนิ่งเป็นเวลานาน

ToyotaToyota ความปลอดภัยคือเรื่องสำคัญของการใช้รถ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีความปลอดภัยคืออีกปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อรถยนต์ เพราะอุบัติเหตุจากการขับขี่นั้นอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเพื่อป้องกันเรื่องนี้ Toyota ก็เร่งพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อมาป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น หรือลดอัตราเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด

และล่าสุด Toyota ก็ออกมายืนยัน 2 เทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ที่ประกอบด้วย การดับเครื่องยนต์อัตโนมัติเมื่อรถยนต์ไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันการลืมดับเครื่องยนต์ โดยเฉพาะในรถยนต์ Hybrid ที่ใช้ปุ่มในการสตาร์ท เพราะความเงียบของเครื่องยนต์ Hybrid ทำให้ผู้ขับบางคนคิดว่าดับเครื่องแล้ว และเดินออกจากรถไป

ส่วนอีกเทคโนโลยีคือ ระบบเข้าเกียร์ P หรือเปิดใช้งานเบรกมืออัตโนมัติเมื่อรถยนต์หยุดนิ่งเป็นเวลานานเช่นกัน เพราะด้วยเหตุผลที่เครื่องยนต์ Hybrid นั้นค่อนข้างเงียบ ทำให้อาจเกิดโอกาสลืมใส่เกียร์ P แล้วรถไหลโดยไม่ได้ตั้งใจจนอาจเกิดอุบัติเหตุกับผู้ขับขี่ หรือคนอื่นๆ ได้ง่าย

ทั้งนี้เทคโนโลยีดับเครื่องอัตโนมัตินั้นจะติดตั้งในรถยนต์โมเดล 2020 เกือบทั้งหมด ส่วนระบบเข้าเกียร์ P และดีงเบรกมืออัตโนมัตินั้นยังไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจน เพราะตัวเทคโนโลยีนี้ต้องอาศัยระบบเกียร์ และเบรกมือไฟฟ้าเพื่อสั่งการรถยนต์ให้ทำตามที่ Toyota ต้องการได้

สรุป

ต้องจับตาดูว่ารถยนต์รุ่นใดบ้างจะได้รับการติดตั้งเทคโนโลยีนี้ แต่หากมองกลับมาที่ประเทศไทยแล้ว การบังคับใส่เกียร์ P เวลาจอดอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เต็มรูปแบบ เพราะด้วยการจอดซ้อนคัน หรือข้างทางที่ถนนแคบๆ แล้วล่ะก็ การใส่เกียร์ P อาจไม่ตอบโจทย์นัก

อ้างอิง // CNET

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

นกแอร์ประกาศแต่งตั้ง “วุฒิภูมิ จุฬางกูร” นั่งเก้าอี้ CEO

Brand Inside - 12 hours 56 min ago

บอร์ดบริหารสายการบินนกแอร์ประกาศแต่งตั้ง “วุฒิภูมิ จุฬางกูร” นั่งเก้าอี้ CEO คนใหม่ มีผลวันที่ 14 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป

ประเวช องอาจสิทธิกุล รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOK เปิดเผยว่า

“ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ครั้งที่ 6/2562 วันที่13 มิถุนายน 2562 มีมติแต่งตั้งนายวุฒิภูมิ จุฬางกูร กรรมการบริษัทฯ เข้าดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริหาร พร้อมแต่งตั้งตนซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทฯ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เข้าดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป

การมีตัวแทนจากผู้ถือหุ้นใหญ่คือ คุณวุฒิภูมิ จุฬางกูร มานั่งเป็นซีอีโอ นับเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับนกแอร์ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการบริหารจัดการมากขึ้น และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการจัดทัพผู้บริหารที่สะท้อนให้ถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เป็นไปตามแผนฟื้นกิจการโดยเร็ว เชื่อว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนและผู้โดยสารไว้วางใจในการใช้บริการของสายการบินนกแอร์”

วุฒิภูมิ จุฬางกูร ผ่านการอบรมบทบาทหน้าที่กรรมการจากสมาคมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) หลักสูตร Director Certification Program (DCP) รุ่น 148/2554 และหลักสูตร Finance for Director (FFD) รุ่นที่ 12/2554

อีกทั้งมีประสบการณ์ด้านการทำงานที่หลากหลายโดยนั่งเป็นกรรมการและผู้บริหาร ทั้งในบริษัทจดทะเบียน และบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายแห่งด้วยกัน อาทิ เป็นกรรมการ, กรรมการสรรหาและพิจารณาผลตอบแทน บมจ.ซีเอ็ดยูเคชั่น, กรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บมจ.ไอร่า แคปปิตอล  เป็นต้น

ด้านประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการ บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นกแอร์ยังคงมุ่งมั่นในการประกอบกิจการ เพื่อเป็นสายการบินของคนไทยที่ตอบรับทุกสไตล์ของการเดินทาง ล่าสุดได้รับมอบใบต่ออายุใบอนุญาตให้ประกอบกิจการการค้าขายในการเดินอากาศแบบประจำ มีกำหนดภายในประเทศและระหว่างประเทศ และแบบไม่ประจำ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย

“สายการบินนกแอร์ได้รับการต่ออายุใบอนุญาตประกอบธุรกิจ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยเป็นเวลา 10 ปี เมื่อวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา และวันนี้นกแอร์ได้แต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อสร้างความมั่นคงในการประกอบธุรกิจอย่างยั่งยืน อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้โดยสารและพนักงานนกแอร์ทุกคน” นายประเสริฐกล่าว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

บล.เอเชียพลัสปรับลดดัชนี SET เหลือ 1,699 จุด ชี้ปีนี้กำไรตลาดลด-หุ้นไทยแพงกว่าเพื่อนบ้าน

Brand Inside - 14 hours 45 min ago

ช่วงกลางปีนี้ตลาดหุ้นไทยมีเงินต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่องจากดัชนีหุ้น MSCI เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย รวมถึงไทย

แต่ทำไมปีนี้หลายค่ายนักวิเคราะห์มองว่าดัชนีหุ้นไทยจะไปไม่ถึง 1,700 จุด

Stock Exchange Thailand Streamingภาพจาก Shutterstock ASP ปรับลดดัชนีหุ้น 2019 เหลือ 1,699 จุด

ฝ่ายวิจัย บล.เอเชียพลัส (ASP) บอกว่า ทางบริษัทฯ ปรับคาดการณ์ดัชนีหุ้นไทยปี 2019 ลดลงมาอยู่ที่ 1,699 จุด จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 1,705 จุด จากสมมุติฐาน Market Earning Yield Gap อยู่ที่ 4.28%

ขณะเดียวกันคาดการณ์ว่ากำไรตลาดปี 2019 ปรับลดเหลือ 1.03 ล้านล้านบาท ลดลง 2.25% จากก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะอยู่ที่ที่ 1.06 ล้านล้านบาท สาเหตุที่กำไรจะลดลงมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับลง โดยกำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 103.32 บาทต่อหุ้น เติบโต 5.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (ปรับลดลงจากก่อนหน้าที่ระดับ 106.58 บาท)

ภาพจาก Pixabay ทำไมหุ้้นไทยแพงกว่าตลาดอื่นในภูมิภาค

ปัจจุบันเมื่อเทียบ Valuation ของหุ้นไทยกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย พบว่า ความน่าสนใจในหุ้นไทยลดลงเพราะ Expected PE (ราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ) หุ้นไทยอยู่ที่ 16.2 เท่า ถือว่าแพงกว่าตลาดหุ้นจีน PE อยู่ที่ 11.2 เท่า, อินโดนีเซีย 15.5 เท่า

ในขณะเดียวกันแนวโน้มการเติบโตตลาดหุ้นไทย (EPS Growth) อยู่ที่ 5.6% ซึ่งเติบโตน้อยกว่าหลายประเทศในเอเชีย เช่น อินเดียโต 17.3%, ฟิลิปปินส์ โต 9.3%, อินโดนีเซีย โต 8.3%, และจีน โต 6.9%

ดังนั้นเมื่อหุ้นไทยน่าสนใจน้อยกว่าประเทศอื่นๆ อาจทำให้เงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่เคยเข้ามาซื้อในตลาดหุ้นไทยชะลอลง ทำให้โอกาส Upside ของตลาดหุ้นไทยจำกัดไปด้วย

สำหรับนักลงทุนต้องใช้กลยุทธ์การลงทุน “Selective Buy” คือเลือกหุ้นรายตัว โดยเฉพาะหุ้นที่มี Valuation โดดเด่นกว่าตลาดฯ 

ASP แนะนำหุ้น RS-SCC รับผลดีครึ่งปีหลัง
  • RS     – บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) มีราคาเป้าหมายที่ 22.10 บาท โดยมีปัจจัยบวกจากธุรกิจกลับมาเติบโต ได้รับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ และจากที่ประกาศลดทุนจากหุ้นซื้อคืน 43.27 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 4.26% ของทุนฯ ส่งผลให้ EPS ปีนี้เพิ่มขึ้น ราว 4% รวมถึงหนุนกำไรปีนี้ให้เติบโตสูงถึง 53%
  • SCCC – บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) ราคาเป้าหมาย 269 บาท แม้จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากมพ.ร.บ.แรงงานฉบับใหม่ แต่กำไรยังเติบโตต่อเนื่องจาก 3 ปัจจัย 1. จากแนวโน้มความต้องการใช้และราคาปูนซีเมนต์ในประเทศที่ฟื้นตัว
    2. มีรายได้จากโครงการที่ลงทุนไปแล้วในตลาดต่างประเทศ
    3. ต้นทุนการผลิตต่ำลงจากกรณี Trade war กดดันราคาถ่านหินปรับตัวลงราว 28% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน
สรุป

ปีนี้ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงและความผันผวนอีกมาก ทั้งปัจจัยต่างประเทศอย่าง Trade war รวมถึงความไม่แน่นอนการเมืองไทย ดังนั้นถ้าอยากลงทุนให้ชนะตลาด อาจต้องใช้เวลาและลงทุนระยะยาว

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Alibaba ยื่นไฟลิ่งกับตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงแล้ว คาดซื้อขายหุ้นได้ในไตรมาส 3

Brand Inside - 22 hours 7 min ago

Alibaba ได้ยื่นเอกสารแบบลับให้กับตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะซื้อขายหุ้นได้ภายในไตรมาส 3 ของปีนี้

ภาพจาก Shutterstock

สำนักข่าวต่างประเทศทั้ง Bloomberg และ Reuters ได้รายงานว่า Alibaba ยักษ์ใหญ่ E-commerce ในประเทศจีน ได้ยื่นไฟลิ่งแบบลับเพื่อขอเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่อกงแล้ว โดยแหล่งข่าวของ 2 สื่อใหญ่ ได้คาดว่าจะซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงได้ในช่วงไตรมาส 3

คาดว่า Alibaba จะระดมทุนเพิ่มจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงสูงสุดอีกประมาณ 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 623,600 ล้านบาท โดยเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จะนำไปใช้สู้ศึก Delivery ระหว่าง Ele.me ซึ่ง Alibaba เป็นผู้ถือหุ้น กับ Meituan Dianping ซึ่งมี Tencent เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

ถ้าหากมูลค่าการระดมทุนของ Alibaba ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเป็นไปตามมูลค่าที่ได้กล่าวมา จะกลายเป็นการระดมทุนใหญ่ที่สุดอันดับที่ 2 ของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง รองจากเมื่อ AIA เคย IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อปี 2010 ซึ่งสามารถระดมทุนไปได้ 20,400 ล้านเหรียญสหรัฐ

ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงได้ร่างกฎเกณฑ์ใหม่เรื่องของการสามารถมีหุ้นได้หลายคลาส เช่น คลาส A สามารถมีสิทธิ์โหวต 1 เสียง และ คลาส B สามารถมีสิทธิ์โหวต 10 เสียง ทำให้ผู้ก่อตั้งสามารถมีสิทธิ์ในการควบคุมทิศทางบริษัทมากขึ้น โดยมีหุ้นที่ใช้กฎนี้ในการ IPO ไปแล้วเช่น Xiaomi ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ รวมไปถึง ​Meituan Dianping บริการส่งอาหารรายใหญ่ของจีน ทำให้ Alibaba ตัดสินใจที่จะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเป็นตลาดที่ 2

ข้อดีสำคัญอีกเรื่องถ้าหาก Alibaba ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงคือนักลงทุนชาวจีนสามารถซื้อขายหุ้นของ Alibaba ได้ง่ายขึ้นผ่าน Shanghai-Hong Kong Stock Connect ซึ่งปัจจุบันปริมาณการซื้อขายผ่านการเชื่อมต่อของทั้ง 2 ตลาดเพิ่มมากขึ้นโดยตลอด

ในช่วงที่ผ่านมา หุ้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นของจีนเองอย่าง Xiaomi หรือแม้แต่หุ้นบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐอย่าง Uber หรือ Lyft ที่ IPO ไปแล้วราคาตกลงนั้นอาจทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลถ้าหาก Alibaba ต้องระดมทุนขนาดใหญ่อีกรอบ ซึ่งอย่างไรก็ดีเม็ดเงินที่จะระดมทุนนั้นยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้

สำหรับการนำบริษัทเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง Alibaba ใช้วาณิธนกิจคือ CICC จากประเทศจีน และ Credit Suisse เป็นที่ปรึกษาทางการเงินหลัก

ที่มาReuters, Euronews

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Burger King เตรียมขาย Upside-Down Whopper ต้อนรับ Stranger Things ซีซั่น 3

Brand Inside - 13 June 2019 - 22:46

Burger King จับกระแสซีรีส์ดัง Stranger Things ที่จะออนแอร์ซีซั่น 3 ในเดือนกรกฎาคมนี้ ด้วยเมนู Upside-Down Whoppers พร้อมปรับแพ็คเกจจิ้งย้อนกลับไปยุค 80

ใกล้ที่จะถึงเวลาออนแอร์เต็มที่แล้วสำหรับซีรีส์ Stranger Things ที่เป็น Original Content ของทาง Netflix ที่ได้กำหนดฤกษ์ฉายในวันที่ 4 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ในช่วงนี้ก็ได้เห็นหลายแบรนด์ออกแคมเปญการตลาดที่จับกระแสซีรีส์มากมาย

ล่าสุด Burger King ก็ขอร่วมขบวนนี้ด้วย เป็นการออกเมนู “Upside-Down Whopper” ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นเพียง Whopper ปกติ แต่เป็นการเสิร์ฟแบบกลับหัวกลับหางเท่านั้นเอง

นอกจากเมนู Upside-Down Whopper ยังมีการปรับแพ็คเกจจิ้งให้เหมือนย้อนกลับไปยุค 80 อีกครั้ง เรียกว่าเป็นแพ็คเกจจิ้งสุดคลาสิคของ Burger King เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะช่วยสร้างความดึงดูดได้อย่างดี

ถ้าใครที่เป็นแฟนของ Stranger Things คงจะรู้จักคำว่า Upside-Down เป็นอย่างดี เป็นเหมือนโลกกลับด้านของเหล่ามอนส์เตอร์ในเรื่อง กลายเป็นจุดเด่นของเรื่องที่หยิบเอามาทำเป็นเมนูนั่นเอง

เมนูพิเศษนี้จะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 21 มิถุนายน 2019 ในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีการวางทั่วประเทศ มีจำหน่ายเฉพาะในบางสาขา และบางเมืองเท่านั้น เช่น Miami, Houston, Boston, Atlanta, Dallas, Philadelphia, Chicago, San Francisco, New York และ Los Angeles

สาขาในเมืองเหล่านี้จะมีซองซอสมะเขือเทศแบบ Limited Edition และเสื้อยืดที่เป็นคอลเล็กชั่น Stranger Things ด้วย

อีกหนึ่งความน่าสนใจของการออกเมนูใหม่ครั้งนี้ของ Burger King ก็คือ ผู้เล่นร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ ต้องออกโปรโมชั่น หรือกลยุทธ์ที่ดึงดูดใจผู้บริโภคอย่างหนัก

เพราะตอนนี้การแข่งขันในตลาดสูงมาก ผู้บริโภคไม่มี Loyalty ต่อแบรนด์ แต่ละร้านจึงต้องสรรหาวิธีแปลกใหม่ในการทำตลาด มีทั้งโปรโมชั่น และเมนูใหม่

Burger King ก็หวังว่าเมนู Upside-Down Whopper จะช่วยสร้างแรงดึงดูดได้เช่นกัน

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Hyundai เดินเกมรถยนต์ไร้คนขับเต็มขั้น หลังประกาศลงทุนใน Aurora กว่า 940 ล้านบาท

Brand Inside - 13 June 2019 - 20:13

นอกจากรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นสิ่งที่ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ต้องเร่งพัฒนา ตัวรถยนต์ไร้คนขับก็จำเป็นไม่แพ้กัน จึงไม่แปลกที่ Hyundai หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่เป็น 10 อันดับแรกของโลก ต้องจริงจังกับเรื่องนี้เช่นกัน

HyundaiHyundai อีกขั้นของการเดินเกมรถยนต์ไร้คนขับ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับนั้นไม่ง่ายเลยสำหรับค่ายผู้ผลิตรถยนต์กลุ่มดั้งเดิม เพราะไม่ว่าจะค่ายไหนก็ต้องหันหาพาร์ทเนอร์ทางเทคโนโลยีนี้เสียหมด และเมื่อเดือนม.ค. 2561 กลุ่ม Hyundai ก็เป็นผู้ผลิตรถยนต์อีกรายที่พาร์ทเนอร์กับ Aurora บริษัท Startup ด้านรถยนต์ไร้คนขับที่ก่อตั้งเมื่อเดือนม.ค. 2560

รายละเอียดของการพาร์ทเนอร์ครั้งนั้นคือ Aurora จะนำอุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์, ตัวซอฟท์แวร์ และอื่นๆ ไปติดตั้งในรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Fuel-Cell (FCEV) รุ่น NEXO ของ Hyundai ทั้งยังทดลองเทคโนโลยีนี้กับรถยนต์รุ่นอื่นๆ ของ Hyundai และ Kia (หนึ่งในแบรนด์ของกลุ่ม Hyundai) ด้วย

HyundaiHyundai

แต่เพื่อเพิ่มความจริงจังกว่านั้น Hyundai จึงประกาศลงทุนใน Aurora แม้จะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขออกมา แต่ก็มีการคาดการณ์ว่า Hyundai น่าจะลงทุนใน Aurora ด้วยมูลค่าราว 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 940 ล้านบาท) โดยการลงทุนนี้เกิดขึ้นจากหลัง Aurora ระดมทุนระดับ Series B จำนวน 530 ล้านดอลลาร์ (ราว 16,000 ล้านบาท)

หากนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อ 2 ปีก่อน ปัจจุบัน Aurora ระดมทุนไปได้กว่า 700 ล้านดอลลาร์ (ราว 21,000 ล้านบาท) ส่วนการลงทุนระหว่าง Hyundai กับ Aurora จะทำให้ทั้งสองบริษัททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสามารถพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับระดับ 4 ได้ตามเป้าหมายของ Aurora

HyundaiHyundai

สำหรับเทคโนโลยีถยนต์ไร้คนขับระดับ 4 หมายถึงรถยนต์ไร้คนขับที่สามารถขับขี่ในสถานการณ์ปกติได้ ถือเป็นขั้นสุดท้ายก่อนไปที่ระดับ 5 หรือรถยนต์ไร้คนขับที่ขับขี่ได้ทุกสถานการณ์ ซึ่ง Aurora ก็ตั้งเป้าพัฒนาไปถึงจุดนั้นเช่นกัน แต่ก็ต้องดูว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้กับ Hyundai ในการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับระดับ 4 ภายในปี 2564 จะทันหรือไม่

สรุป

การเดินหน้าของ Hyundai ครั้งนี้ก็น่าจะทำให้การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับทำได้อย่างมีประสิทธิภาพขึ้นอย่างแน่นอน แต่ด้วย Aurora นั้นเป็นพาร์ทเนอร์กับหลายค่ายผู้ผลิตรถยนต์ เช่น Fiat Chrysler ก็ทำให้ความแตกต่างระหว่างเทคโนโลยีอาจไม่ต่างกันนัก และจะนำความแตกต่างเรื่องเทคโนโลยีมาชูเป็นจุดขายได้ยาก

อ้างอิง // Techcrunch, ภาพ Hyundai

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

พาไปดูบรรยากาศใน True Digital Park ใต้แนวคิด One Roof, All Possibilities

Brand Inside - 13 June 2019 - 17:37

ทรู ดิจิทัล พาร์ค (True Digital Park) ประกาศความพร้อมก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมดิจิทัลแห่งแรกในไทยและใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รุกปั้นยูนิคอร์นช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “One Roof, All Possibilities – ที่เดียว ทุกความเป็นไปได้”

Global Innovation Index: GII ซึ่งจัดทำโดย Cornell SC Johnson College of Business และ INSEAD WIPO ได้เปิดเผยผลการประเมินผลดัชนีนวัตกรรมโลกว่า ประเทศไทยมีความพร้อมเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลแห่งใหม่ของภูมิภาค ซึ่งประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 44 ในปี 2561 มีอันดับที่ดีขึ้น 7 อันดับ

มีความโดดเด่นเป็นพิเศษด้านความก้าวหน้าของตลาด (Market Sophistication) ผลลัพธ์จากองค์ความรู้และเทคโนโลยี (Knowledge and technology outputs) และอัตราส่วนประสิทธิภาพด้านนวัตกรรม (Innovation Efficiency Ratio) อีกทั้งยังเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศในกลุ่มนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ (Innovation Achievers) อีกด้วย

อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม  ดังนั้น ทรู ดิจิทัล พาร์ค จึงมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศสมบูรณ์แบบสำหรับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการด้านดิจิทัล เพื่อร่วมสนับสนุนและเสริมศักยภาพของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

default

ทรู ดิจิทัล พาร์ค ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท 101 สถานีบีทีเอสปุณณวิถี พร้อมเปิดให้บริการครบทุกพื้นที่ในเฟสแรก แล้ววันนี้ โดยแบ่งพื้นที่ให้บริการ 3 ส่วนหลัก คือ

  • Work Space ขนาด 77,000 ตร.ม.
  • Lifestyle Space ขนาด 30,000 ตร.ม.
  • Living Space ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมและที่พักอาศัย

ฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค บอกว่า สถิตของผู้เข้าทำงานที่ WorkSpace สะท้อนถึงความเป็นระบบนิเวศสมบรูณ์ แบบเพื่อสตาร์ทอัพอย่างแท้จริง โดยปัจจุบันมีกลุ่มผู้ใช้งานจากหลากหลายประเภทธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์, โซเชียลแพลตฟอร์ม, EnterprisePlatform, อี-คอมเมิร์ซ, หุ่นยนต์ รวมถึงธุรกิจเทคต่างๆ อาทิ ฟินเทค, ทราเวลเทค, มาร์เก็ตติ้งเทค, พร็อพเทค (PropTech) และ AgriTech เป็นต้น

สำหรับสถิติด้านประชากรเป็นชายร้อยละ 57 และหญิงร้อยละ 43 โดยสาขาการทำงานของผู้ที่อยู่ใน True Digital Park ส่วนใหญ่จะเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและดิจิทัล ซึ่งมีมากกว่า 60% ของคนทั้งหมด แบ่งตามสาขาการทำงานได้ดังนี้ กลุ่มวิศวกร ไอที เทคโนโลยี และนวัตกรรม ร้อยละ 40, งานสนับสนุนทางเทคนิค ร้อยละ 15, ด้านการตลาดดิจิทัล ร้อยละ 6, ด้านบริหารและพัฒนาธุรกิจ ร้อยละ 25 และงานสนับสนุนด้านอื่นๆ เช่น บัญชี, บุคคล ร้อยละ 14

Work Space ประกอบด้วยพื้นที่ 4 โซน ดังนี้

  1. Co-Working Spaceพื้นที่นั่งทำงาน มีบริการแพนทรี และโซนพักผ่อน
  2. Office Space พื้นที่สำนักงานที่มีพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ ใช้เป็นห้องประชุม และจัดกิจกรรม ออกแบบเปิดโล่ง มีบันไดเชื่อมต่อกันทุกชั้น เอื้อต่อการพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ และสร้างคอมมูนิตี้ร่วมกัน
  3. Innovation Space แหล่งรวมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ศูนย์ทดลองนวัตกรรม และการเรียนรู้จากหน่วยงานภาครัฐ บริษัทต่างๆ และองค์กรชั้นนำระดับโลก อาทิ NIA, DEPA, ETDA, ACE Singapore, KMITL, Google, AWS, Huawei, Ricoh, UOB, Wongnai, MuSpace, Thailand e-Center (TeC), CP Innovation และ True Digital Academy เป็นต้น
  4. Event and Business Services Spaceพื้นที่สำหรับจัดประชุม สัมมนา ศูนย์บริการทางธุรกิจ ศูนย์บริการครบวงจรจากภาครัฐ
Co-Cooking Space พื้นที่สำหรับคนที่ชอบทำอาหาร จาก WongnaiCo-Cooking Space พื้นที่สำหรับคนที่ชอบทำอาหาร จาก Wongnai Co-Cooking Space พื้นที่สำหรับคนที่ชอบทำอาหาร จาก WongnaiCo-Cooking Space พื้นที่สำหรับคนที่ชอบทำอาหาร จาก Wongnai

Work Space ของทรู ดิจิทัล พาร์ค ให้ได้มากกว่าที่นั่งทำงานแบบเดิมๆ โดยสมาชิกทรู ดิจิทัล พาร์ค จะมีที่นั่งทำงานสไตล์ Open Space เลือกได้มากกว่า 400 ที่นั่ง ทุกที่เชื่อมต่อสู่โลกดิจิทัลได้ผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 1 Gbps และเครือข่าย WiFi ที่ใช้งานได้เฉพาะสมาชิก

นอกจากนี้ ยังมีบริการสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น VC Clinics และเพิ่มโอกาสการลงทุนให้แก่สตาร์ทอัพ, บริการให้คำปรึกษาและสนับสนุนการขอสมาร์ทวีซ่าสำหรับสตาร์ทอัพและชาวต่างชาติที่มาทำงานในประเทศไทย, บริการที่ปรึกษาธุรกิจ กฎหมาย บริการสนับสนุนอื่นๆ และสิทธิพิเศษด้านภาษี รวมทั้งยังมีการเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อสร้าง Tech Talent ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดบุคลากรด้านดิจิทัล เป็นต้น

นอกจากจะนั่งทำงานในพื้นที่ Work Space แล้ว สมาชิกทรู ดิจิทัล พาร์ค ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันแบบ Cashless Society สุดล้ำ ได้ที่ Lifestyle Space  ไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานพื้นที่ค้าปลีกเข้ากับธรรมชาติและเทคโนโลยี มีโซนที่เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่จัดสรรเวลาในการทำงานและใช้ชีวิตด้วยตัวเองอย่างอิสระ เชื่อมต่อทุกกิจกรรมของชีวิต เพื่อการใช้ชีวิตประจำวันและการพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับคนเมือง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดรายชื่อ 25 หุ้นถูกติดป้าย SP มานานและ SET อาจเปิดซื้อขายชั่วคราว 1 ก.ค. นี้

Brand Inside - 13 June 2019 - 16:48

เมื่อบริษัทที่ฐานะการเงินดีจะนำเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ ดังนั้นเมื่อบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีปัญหาเลยเป็นหน้าที่ SET ที่ขึ้นเครื่องหมายต่างๆ เพื่อเตือนนักลงทุน

แต่เมื่อตลาดหลักทรัพย์จะเปิดซื้อขายหุ้นที่ถูกติดป้ายเครื่องหมาย SP (ห้ามซื้อขายชั่วคราว) มาดูกันว่ามีบริษัทไหนอาจเข้าข่าย “เปิด” ขายชั่วคราวบ้าง?

ภาพจาก Shutterstock

เมื่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเปิดซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราว 1 เดือนในช่วงวันที่ 1-31 ก.ค. 2562 สำหรับหลักทรัพย์ที่ถูกหยุดพักการซื้อขาย (SP) ต่อเนื่องนานเกินกว่า 3 เดือน  

จากการรวมรวบข้อมูลเบื้องต้นคาดว่าจะมีราว 25 บริษัทที่เข้าข่ายแบ่งเป็น 2 กลุ่ม 1. กลุ่มแรกไม่ส่งงบการเงินเกินกำหนดระยะเวลานาน ได้แก่

และกลุ่มที่สอง กรณีฐานะการเงินไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ได้แก่

ที่มา SET, กรุงเทพธุรกิจ, มติชน

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทำไมการประท้วงในฮ่องกง จึงส่งผลให้คนจำนวนหนึ่งอพยพกลับไปแคนาดา?

Brand Inside - 13 June 2019 - 15:47

สภาพการเมืองในเกาะฮ่องกง ทำให้ชาวฮ่องกงบางส่วนตัดสินใจที่จะอพยพกลับไปที่แคนาดา นอกจากนี้ยังคาดว่าวัยรุ่นก็จะย้ายไปศึกษาต่อในแคนาดามากขึ้นด้วย

Hong Kongers Protest Over China Extradition LawHONG KONG, HONG KONG – JUNE 12: A protester makes a gesture during a protest on June 12, 2019 in Hong Kong China. Large crowds of protesters gathered in central Hong Kong as the city braced for another mass rally in a show of strength against the government over a divisive plan to allow extraditions to China. (Photo by Anthony Kwan/Getty Images)

หนังสือพิมพ์ South China Morning Post ได้รายงานว่าอาจมีชาวฮ่องกงที่มีสัญชาติแคนาดาอาจอพยพกลับไปในประเทศแคนาดาอีกรอบ หรือเรียกว่า Double Reverse Migrant ถึงหลักพันคน ปัจจุบันมีชาวฮ่องกงที่มีสัญชาติแคนาดาอยู่ในฮ่องกงอยู่ประมาณ 3 แสนคน

ผู้อพยพเหล่านี้เป็นชาวฮ่องกงแต่อพยพไปที่แคนาดา เนื่องจากกลัวว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะกลับมายึดฮ่องกงกลับไปในช่วงปี 1989 ถึง 1990 และอาศัยอยู่จนมีสัญชาติแคนาดา แต่เนื่องด้วยเศรษฐกิจฮ่องกงและจีนเติบโตอย่างรวดเร็วจึงอพยพกลับมาฮ่องกงประมาณช่วง 1998-1999 เพื่อมองหาโอกาสใหม่ๆ

ปัญหาส่วนหนึ่งจากเรื่องการเมือง

Daniel Hiebert ซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย British Columbia ด้านภูมิศาสตร์ กล่าวว่า เนื่องจากในช่วงยุค 1990 แคนาดามีผู้อพยพมาจากฮ่องกงเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มีอายุราวๆ 40 ถึง 50 ปี แต่แคนาดาเองถึงจะเป็นประเทศที่ดี แต่ก็มีโอกาสทางธุรกิจน้อยกว่าที่ฮ่องกง แต่ปัจจุบันคนเหล่านี้อายุมากแล้วจึงเป็นเวลาที่เหมาะสมทางทฤษฏีในการย้ายกลับแคนาดาอีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ในช่วงที่มีการประท้วงในฮ่องกงในปี 2014 หรือที่เรารู้จักในชื่อว่า “ม็อบร่มเหลือง” กระแสการอพยพไปอยู่ประเทศอื่นๆ ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน Jenny Liu ซึ่งเป็นชาวฮ่องกงที่มีสัญชาติแคนาดาจากการอพยพในช่วงปี 1990 ได้กล่าวว่าฮ่องกงเปลี่ยนไปมากโดยเฉพาะการเมือง ทำให้เธอตัดสินใจย้ายกลับแคนาดาถาวร

Hong Kong Protests 2019ภาพจาก Shutterstock แค่ไม่ต้องการให้การเมืองมากระทบชีวิตประจำวัน

ขณะที่ Kennedy Chi-pan Wong อดีตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย British Columbia ที่ทำวิจัยเกี่ยวกับการอพยพของชาวฮ่องกง ให้มุมมองว่า “เบื้องหลังที่ทำให้ชาวฮ่องกงอาจย้ายกลับแคนาดา เนื่องจากไม่ต้องการให้ปัญหาทางการเมืองของฮ่องกงมากระทบกับชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ว่าชาวฮ่องกงไม่ชอบพรรคคอมมิวนิสต์ หรือแม้แต่ไม่ชอบจีน”

สำหรับเมืองที่ชาวฮ่องกงอยู่อาศัยมากที่สุดในแคนาดาคือเมือง Vancouver ข้อมูลจากรัฐบาลแคนาดาในปี 2016 นั้นมีชาวฮ่องกงอาศัยถึง 74,120 คน โดยในอดีตเมืองนี้ยังเป็นเมืองที่ชาวฮ่องกงอพยพมาเยอะสุดในช่วงปี 1990 อีกด้วย

แม้ว่าปัจจุบันการอพยพไปอยู่แคนาดาจะยากกว่าเดิม แต่นักกฎหมายที่เชี่ยวชาญในด้านการอพยพในแคนาดาได้กล่าวกับหนังสือพิมพ์ The Star ว่าหลังจากนี้น่าจะมีการย้ายมาอาศัยในแคนาดาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากวัยรุ่นที่ต้องการมาศึกษาต่อ หลังจากการเมืองในฮ่องกงมีสภาพอย่างที่เห็น

ที่มาThe Star, South China Morning Post

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

IKEA X GREYHOUND เกมการโคแบรนด์โลคอล สู่สเกลระดับโกลบอล 

Brand Inside - 13 June 2019 - 15:25

IKEA ประกาศเป็นพันธมิตรร่วมกับแบรนด์ GREYHOUND ในการดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ เตรียมวางขายทุกสโตร์ทั่วโลกในเดือนสิงหาคม 2020

โคแบรนด์กับดีไซเนอร์อาเซียนเป็นครั้งแรก

กลยุทธ์การ Collaboration กลายเป็นสิ่งสำคัญกับทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกันในธุรกิจเดียวกัน หรือข้ามธุรกิจ ล้วนให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ สร้างความน่าตื่นเต้นให้ตลาด

แบรนด์ IKEA ห้างเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่สัญชาติสวีเดนเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีแคมเปญแปลกใหม่ออกมาอยู่เสมอ ทั้งในระดับโลคอล และระดับโกลบอล รวมไปถึงการดีไซน์สินค้าใหม่อยู่ตลอดเวลา

ล่าสุด IKEA ได้ประกาศความร่วมมือในการ Collaboration กับ GREYHOUND ORIGINAL แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทย ถือว่าเป็นการร่วมมือกับดีไซเนอร์จากแบรนด์อาเซียนเป็นครั้งแรก หลังจากที่เคยร่วมงานกับดีไซเนอร์ทั้งในอเมริกาใต้ อินเดีย และแอฟริกามาแล้ว

ความร่วมมือนี้แบรนด์สินค้าแฟชั่นจะต้องมาดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ในคอลเล็กชั่น SAMMANKOPPLA/ซัมมันคอปล่า ซึ่งแปลว่าความเชื่อมโยง หรือเชื่อมต่อ เตรียมวางจำหน่ายในสโตร์ IKEA ทั่วโลกปี 2020

จุดเริ่มต้นของโปรเจ็คต์นี้ ได้เริ่มพูดคุยกันตั้งแต่ปี 2016 ซึ่งทาง IKEA เป็นคนเริ่มจีบ GREYHOUND ด้วยการส่งอีเมลว่ามีความสนใจที่จะร่วมงานด้วย เมื่อทั้ง 2 ตกลงศึกษาดูใจกัน ก็ทีมงานของ GREYHOUND ก็เริ่มเดินทางไปยังสวีเดนบ้านเกิดของ IKEA เพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆ

จนมาถึงปัจจุบันได้มีการสรุปคอนเซ็ปต์ มีสินค้าตัวอย่างซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการผลิต พร้อมจำหน่ายในปีหน้า ที่สำคัญคือเป็นการจำหน่ายในทุกสโตร์ของ IKEA ทั่วโลก เป็นสเกลที่ใหญ่มาก

ลาเซีย เชอร์ล็อก รองผู้บริหารฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ และภาณุ อิงคะวัต ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์กลุ่มบริษัทเกรฮาวด์

ลาเซีย เชอร์ล็อก รองผู้บริหารฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ กล่าวว่า

“เป็นครั้งแรกที่ทำงานร่วมกับแบรนด์อาเซียน ในฐานะที่ IKEA อยู่ในเมืองไทยมา 8 ปี ได้เห็นเห็นการเติบโตของแบรนด์ GREYHOUND  จากแบรนด์แฟชั่นขยายตัวสู่ธุรกิจอื่น เช่น คาเฟ่ และปัจจุบันก็ก้าวขึ้นเป็นผู้นำแบรนด์ไลฟ์สไตล์”

ต้องตอบโจทย์การอยู่อาศัยในพื้นที่จำกัด

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การอยู่อาศัยของผู้คนก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เห็นได้ทั่วโลก การอาศัยในครอบครัวที่เล็กลง อยู่คอนโดมากขึ้น นั่แสดงว่าผู้บริโภคมีพื้นที่จำกัดมากขึ้น จากเดิมที่นิยมอยู่เป็นครอบครัวใหญ่

การดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆ ฟังก์ชั่นเยอะๆ อาจจะไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่เท่าที่ควร โจทย์ของ IKEA ในยุคนี้จึงเน้นไปที่การใช้ชีวิตในพื้นที่จำกัด

ลาเซีย เสริมว่า ปกติดีไซเนอร์ที่ออกแบบเฟอร์นิเจอร์จะมีการออกไปหาแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต ในโปรเจ็คต์นี้เป็นครั้งแรกที่ทำงานร่วมกับดีไซเนอร์อาเซียนเพราะต้องการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ หาไอเดียในการตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่มีพื้นที่จำกัด GREYHOUND มีดีไซน์ตอบโจทย์นั้น มีการใช้วัสดุอย่างกลมกลืน

รวมถึง IKEA ให้ความสำคัญ และสนใจในความหลากหลายของวัฒนธรรม ตลอดจนมุมมองการใช้ชีวิตในบ้านซึ่งแตกต่างกันไปทั่วโลก การได้ร่วมงานกับดีไซเนอร์ใหม่ๆ เพื่อมองหาแนวคิดที่สดใหม่ในการนำเสนอสินค้าตกแต่งบ้านที่รองรับการใช้งานหลากหลายหรือมัลติฟังก์ชัน เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในเมืองในบ้านที่มีพื้นที่จำกัด

คอนเซ็ปต์ “สบาย สบาย” ใส่วัฒนธรรมความเป็นไทย

ทางด้าน ภาณุ อิงคะวัต ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์กลุ่มบริษัทเกรฮาวด์ บอกว่า

“ด้วยคาแรคเตอร์ของ GREYHOUND คือ Basic with a twist คือซนนิดๆ ชอบหยิบอะไรมาบิดให้มันสนุก สร้างสรรค์ แต่ยังคลุมเรื่องสี ขาวๆ ดำๆ เทาๆ มีความ Street Urban หยิบเอาของที่คลาสสิคมาเปลี่ยนให้ร่วมสมัย ผสมกับความเป็น IKEA ที่มีความเรียบ โมเดิร์น แต่ทำให้ชีวิตสะดวกสบาย”

พรมพลาสติกที่ทำจากหลอดพลาสติกรีไซเคิล

ภาณุเล่าต่อว่า คอนเซ็ปต์ของการดีไซน์คอลเล็กชั่นนี้ จริงๆ ไม่ได้ถนัดดีไซน์เฟอร์นิเจอร์เท่าไหร่ แต่ก็เป็นความท้าทายพยายามหาอะไรใหม่ๆ เป็นเรื่องการแก้ปัญหาของคนยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตในเมือง มีพื้นที่จำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ นักธุรกิจรุ่นใหม่ โจทย์คือจะแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างไร จึงหยิบเรื่องมัลติฟังก์ชั่น และใส่ความเป็นอาเซียน ใส่ความเป็นไทยเข้าไป

คอลเล็กชั่นนี้จึงออกมาเป็นไอเดีย Sabai Sabai สื่อถึงวิถีชีวิตคนไทยในหลากหลายบริบท คนไทยรักความสบาย ชอบอยู่พื้นราบ ชอบกลิ้งเกลือก ใช้ชีวิตอยู่กับพื้น ทำให้พื้นที่เล็กๆ มีความหมายมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้ทานข้าว ดูทีวี นอน เป็นความสบายๆ ในแบบคนไทย

และเมืองไทย มีวัฒนธรรมที่ผสมหลายสิ่งหลายอย่าง น่าค้นหา และคนไทยปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์ เปลี่ยนของที่เก่ามาซ่อมแซมได้ เป็นความถนัดของคนไทย ทุกคนสามารถเป็น Creative Director ได้

โดยมีสินค้ารวม 25 รายการ เช่น พรมจากพลาสติกรีไซเคิลที่กลับใช้ได้ทั้งสองด้าน, โต๊ะและชั้นวางของที่ได้แรงบันดาลใจจากนั่งร้านก่อสร้าง, โคม ‘Container’ LED ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากความช่างคิดพลิกแพลงของคนไทยที่เปลี่ยนของหมดค่าให้มีชีวิตขึ้นมาใหม่, อุปกรณ์เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร, หมอนอิงทรงสามเหลี่ยมของไทย และอื่นๆ อีกมากมาย

โคม Container LED

ความท้าทายของการดีไซน์จึงอยู่ที่การผสมผสานการออกแบบแฟชั่นที่แสดงออกถึงตัวตน เข้ากับวัฒนธรรมแนวสตรีทได้ และยังสามารถนำวัสดุต่างๆ มาหมุนเวียนใช้ใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยและผลงานดีไซน์ใหม่ๆ ได้อย่างสร้างสรรค์และเป็นธรรมชาติ อย่างพรมพลาสติกก็ทำมาจากหลอดพลาสติกรีไซเคิล ซึ่ง IKEA ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

สรุป

ถือเป็นดีลที่สร้างความตื่นเต้นในตลาดไม่น้อย เพราะเป็นการโคแบรนด์กับแบรนด์แฟชั่นโลคอลสัญชาติไทย แต่เป็นการทำตลาดไปทั่วโลก ดีไซน์ยังเป็นแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตคนไทย จะช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทยได้มากขึ้นไปอีก

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ทางรอดชาวสวนปาล์ม คือห้ามทำโปรลดราคา? ก.พาณิชย์ สั่งห้ามลดราคาน้ำมันปาล์มในห้าง หวังช่วยเกษตรกร

Brand Inside - 13 June 2019 - 14:53
Palm oil น้ำมันปาล์มPalm oil Photo: Shutterstock ทางรอดชาวสวนปาล์ม คือห้ามทำโปรลดราคา?

ข่าวชาวสวนปาล์มไทยวิกฤติกเกิดขึ้นมาสักพักแล้ว เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาราคาปาล์มตกต่ำในรอบหลายสิบปี

ล่าสุด วิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ทางกรมได้หารือกับห้างสรรพสินค้าและห้างค้าปลีกสมัยให้ ยุติการนำน้ำมันปาล์มบรรจุขวดสำหรับการบริโภคมาจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย หรือพูดง่ายๆ คือ ลดราคาน้ำมันปาล์ม ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา

จากข้อมูลระบุว่า ราคาขายปกติของน้ำมันปาล์มในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าปลีกตกอยู่ที่ประมาณ 34-36 บาท แต่หากเกิดการทำโปรโมชั่นขึ้นมา ราคาน้ำมันปาล์มจะตกไปอยู่ที่ประมาณขวดละ 24-25 บาท

ทางภาครัฐโดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์จึงมองว่า “หากห้างสรรพสินค้าขายน้ำมันปาล์มขวดในราคาที่ต่ำเนื่อง จะยิ่งกดดันให้ราคาผลปาล์มสดและน้ำมันปาล์มดิบลดลงอีก ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะขายผลผลิตได้ในราคาไม่คุ้มต้นทุน”

ดังนั้น นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ทางกรมจึงได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปสำรวจราคาขายน้ำมันปาล์มขวดตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกแล้ว ซึ่งหากพบว่าใครที่ไม่ให้ความร่วมมือ จะถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า พ.ศ.2562 ฐานขายสินค้าขาดทุนต่อเนื่อง และจะส่งให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าพิจารณาต่อไป

  • คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตอนนี้คือ การที่ภาครัฐสั่งให้หยุดทำโปรโมชั่นเพื่อทำให้ราคาน้ำมันปาล์มไม่ลดลงต่ำจะเป็นมาตรการที่ส่งผลดีกับเกษตรกรได้จริงหรือไม่? เพราะทางรอดของผลผลิตทางเกษตรในโลกส่วนใหญ่คือการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรในระยะยาวทั้งนั้น

นี่คือสิ่งที่ต้องติดตาม

ที่มา – BEC, Thairath

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เมื่อรัฐลดการสนับสนุน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีน จากโตพุ่ง 126% เดือนที่ผ่านมาโตไม่เกิน 2%

Brand Inside - 13 June 2019 - 11:14
EV China Photo: Shutterstock เมื่อรัฐลดการสนับสนุน ยอดขายก็ตก

ถ้าเปิดดูจากสถิติ ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนปี 2018 ถือว่าสูงที่สุดในโลก ประมาณ 1.2 ล้านคัน แต่ถ้าพูดให้ชัดกว่านั้นคือ หากนับเพียงยอดขายของจีนเพียงแค่ประเทศเดียวในโลก ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในปีที่ผ่านมาก็สูงกว่าทุกประเทศในโลกรวมกันเสียอีก (อ่านประเด็นนี้ได้ที่ อนาคตรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่จีน ยอดขายปี 2018 แค่จีนประเทศเดียว มากกว่าทุกที่ในโลกรวมกัน)

  • เจาะเข้าไปดูเดือนที่พีคที่สุดของปี 2018 คือเดือนพฤษภาคม จีนมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (ในจีนเรียกว่า NEVs ย่อมาจาก New Energy Vehicles หรือรถยนต์พลังงานใหม่) เติบโตถึง 126%
  • แต่ถ้าเทียบกับเดือนพฤษภาคมปี 2019 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนเติบโตเพียง 1.8% เท่านั้น (แต่ 1.8% ของตลาดจีนก็ยังยิ่งใหญ่ เพราะตัวเลขยอดขายคือ 104,000 คัน)

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนตกลงเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากรัฐบาลจีนลดการสนับสนุน เพราะต้องการให้ตลาดเติบโตด้วยตัวเองมากขึ้น มีรายงานว่ารัฐบาลจีนจะลดการกระตุ้นให้เกิดการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจากเดิมที่สนับสนุนอยู่ 6 หมื่นล้านดอลลาร์จะลดลงมาเหลือประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้น

นี่เป็นก้าวที่ต้องจับตามองของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน เพราะเมื่อรัฐบาลเริ่มลดการสนับสนุน แน่นอนว่าผู้ประสบภัยคนแรกก็คือค่ายรถยนต์ที่น่าจะมียอดขายตกลงไปอีกสักระยะ

ที่มา – Quartz

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Huawei เปิดเผยว่า กำลังร่วมพัฒนา AI ในรถยนต์ไร้คนขับให้กับ Volkswagen และ Toyota

Brand Inside - 13 June 2019 - 10:10

ผู้บริหาร Huawei ให้สัมภาษณ์ว่า บริษัทกำลังสนับสนุนด้าน AI ให้กับบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ 2 ค่ายคือ Volkswagen และ Toyota

แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า ขณะนี้สงครามการค้าและสงครามเย็นไอทีอันร้อนแรง พุ่งเป้าโดยตรงมายัง Huawei การร่วมพัฒนา AI ของ Huawei ให้กับบริษัทผลิตรถยนต์จะได้รับผลกระทบหรือไม่ ผู้บริหาร Huawei บอกเลยว่า “ถึงอย่างไร การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับก็จะดำเนินต่อไป”

Huawei หัวเว่ยHuawei Photo: Shutterstock Huawei กำลังร่วมพัฒนารถยนต์ใร้คนขับกับบริษัท

Dang Wenshuan ผู้บริหารด้าน strategy architect ของ Huawei ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times โดยระบุว่า ปัจจุบัน Huawei กำลังร่วมพัฒนารถยนต์ไร้คนขับกับ Audi ซึ่งบริษัทแม่คือ Volkswagen และ GAC Toyota Motor ที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง Toyota กับ Guangzhou Automobile Group นอกจากนั้นได้ร่วมพัฒนารถยนต์ไร้คนขับให้กับบริษัทรถยนต์จีนอีก 2 แห่งคือ Chinese manufacturers Beijing New Energy Automobile และ Changan Automobile

ผู้บริหาร Huawei ระบุว่า การสนับสนุนของ Huawei ในเรื่องนี้คือร่วมพัฒนา AI ให้กับรถยนต์ไร้คนขับ เพราะปัญญาประดิษฐ์ถือเป็นหัวใจหลักของการพัฒนารถยนต์ไร้คนขับ

  • “กว่า 70% ของรถยนต์ไร้คนขับ คือเรื่องของเทคโนโลยีในการจัดการข้อมูลและการสื่อสาร นั่นหมายความว่า บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Huawei อาจเข้ามาครอบครองตลาดนี้ได้มากกว่าบริษัทผลิตรถยนต์หน้าเก่าๆ” Dang กล่าว

Huawei คาดการณ์ว่า รถยนต์ไร้คนขับของบริษัทที่ Huawei ไปร่วมพัฒนาจะออกจำหน่ายในตลาดได้ในภายในปี 2021-2022 ซึ่งรถยนต์ไร้คนขับที่ Huawei ร่วมพัฒนาจะอยู่ในระดับที่ 4 (Level 4)

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามถึงเรื่องสงครามการค้าและสงครามเย็นไอทีที่กำลังเกิดขึ้นอย่างร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ และ Huawei ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ ผู้บริหาร Huawei ตอบถึงเรื่องนี้ว่า “ถึงอย่างไร การพัฒนารถยนต์ไร้คนขับก็จะดำเนินต่อไป”

นอกจาก Huawei แล้ว บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Alibaba และ Tencent ก็ร่วมพัฒนารถยนต์ไร้คนขับเหมือนกัน แต่ว่าฝีมือยังห่างไกลบริษัทในตะวันตกอย่าง Waymo (Google) ที่พร้อมปล่อยบริการแท็กซี่ไร้คนขับในปลายปีนี้แล้ว

ที่มา – Financial Times, CNBC

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Olay เตรียมแผนออกครีมแบบ Refill ช่วยลดการใช้แพ็คเกจจิ้งพลาสติก

Brand Inside - 13 June 2019 - 00:05

Olay เตรียมออกนโยบายสำหรับสิ่งแวดล้อมด้วยการออกครีมที่เป็นแพ็คเกจจิ้งสำหรับรีฟิล เพื่อลดการใช้พลาสติก คาดว่าจะมีจำหน่ายในสิ้นปีนี้

Olay แบรนด์ความงามจากค่าย Procter & Gamble หรือ P&G มีแผนที่จะทดลองการออกแพ็คเกจจิ้งแบบรีฟิล หรือแบบเติมได้สำหรับ Olay Regenerist Whips ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุด

โปรเจ็คต์นี้จะเป็นโครงการนำร่องจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ ที่มีการเรียกร้องให้มีแพ็คเกจจิ้งแบบรีฟิล โดยที่มีกำหนดการวางจำหน่ายช่วงปลายปีนี้ ทั้งช่องทางออนไลน์ในสหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร รวมถึงร้านค้าปลีกบางแห่ง

มีการประเมินว่าถ้ามีการจำหน่ายครีมแบบรีฟิลนี้ได้จริง และมีการนำมาปรับใช้ทั้งบริษัท จะสามารถลดการใช้พลาสติกได้ถึง 1 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 453,592 กิโลกรัม

เนื่องจากสินค้าตัวนี้จะมีการเปิดตัวในช่องทางออนไลน์ การสื่อสารทางการตลาดก็จะเน้นไปที่สื่อดิจิทัลเป็นส่วนใหญ่ด้วย

นอกจากแบรนด์ Olay ที่ได้นำร่องการใช้แพ็คเกจจิ้งแบบรีฟิลแล้ว P&G ยังมองถึงโอกาสในการลดการใช้พลาสติกสำหรับแบรนด์อื่นๆ ต่อไปด้วย เช่น น้ำยาล้างจาน Dawn, แชมพู Head & Shoulders ได้เริ่มมีการทดลองทำแพ็คเกจจิ้งจากขวดรีไซเคิลจากพลาสติกที่เก็บได้จากท้องทะเล

โดยที่ได้ร่วมมือกับ TerraCycle ในกระบวนการรีไซเคิลต่างๆ รวมถึงการสร้างการรับรู้เรื่องการรีไซเคิลด้วย แต่จะเน้นที่แพ็คเกจจิ้งสำหรับแบรนด์สินค้าในห้องน้ำ มากกว่าสินค้าในครัว

Olay หวังว่าผู้บริโภคจะให้การตอบรับอย่างดีกับแพ็คเกจจิ้งแบบรีฟิลที่จะออกจำหน่ายในครั้งนี้ จะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกได้อีกมากมายในอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการออกแพ็คเกจจิ้งรีฟิลครั้งนี้ของ Olay ก็คือ ผู้บริโภคไม่ได้ใช้สินค้าอย่างเต็มที่ นั่นคือผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าไปแล้ว อาจจะไม่พอใจในสินค้า ใช้แล้วไม่เหมาะกับผิวหน้า ทาง Olay จึงมีการปรับวิธีการสื่อสาร เพื่อให้มีการซื้อสินค้าได้ตรงกับสภาพผิวด้วย

ต้องบอกว่าขยะพลาสติกกำลังเป็นปัญหาในทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจความงามนั้นที่มีการผลิตแพ็คเกจจิ้งมากถึง 120,000 ชิ้นต่อปี นอกจากกระดาษแข็งที่สามารถเอามาใช้ใหม่ได้ นอกนั้นก็เป็นพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เพราะมีขนาด และรูปร่างแตกต่างกันออกไป

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages