4 วิธีตั้งค่าให้ iPhone มีพื้นที่การใช้งานเพิ่มขึ้นใน iOS 11

iPhonemod - 20 September 2017 - 00:11

สิ่งที่น่าสนใจใน iOS 11 ใหม่ก็คือเรา สามารถจัดการพื้นที่จัดเก็บของ iPhone ให้มีพื้นที่เพิ่มมากขึ้นได้ด้วยฟีเจอร์ใหม่ที่ Apple ได้พัฒนามาพร้อมกับการเปิดตัว iOS 11 มาดูกันว่าวิธีตั้งค่าที่ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมีอะไรบ้าง

4 วิธีตั้งค่าให้ iPhone มีพื้นที่การใช้งานเพิ่มขึ้นใน iOS 11 1. Offload Unused Apps

Offload Unused Apps เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่จะเข้ามาช่วยให้พื้นที่ iPhone เพิ่มมากขึ้น หลักการของ Offload Unused Apps คือการลบแอปที่ไม่ได้ใช้บ่อยออกอัตโนมัติเพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บให้กับ iPhone ของเรานั่นเอง ซึ่งข้อมูลต่างๆ นั้นจะยังไม่หายและยังคงเก็บอยู่ในเครื่อง เมื่อเราติดตั้งแอปอีกครั้งข้อมูลเดิมก็จะกลับมา สามารถตั้งค่าได้ดังนี้

ไปที่ Settings > iTunes & App Store > เลื่อนลงมาด้านล่างแล้วเปิดใช้งาน Offload Unused Apps

2. HEVC Video Format

HEVC เป็นรูปแบบไฟล์วิดีโอใหม่ของ Apple ที่ทำออกมาได้ล้ำหน้าไปไกลมาก ทราบกันดีกว่าไฟล์วิดีโอจัดเป็นไฟล์ขนาดใหญ่ต้องกินพื้นที่จัดเก็บใน iPhone เยอะมากเลยทีเดียว แต่ไฟล์ HEVC จะช่วยเคลียร์ปัญหาเหล่านี้ เพราะ HEVC มาพร้อมกับไฟล์วิดีโอที่มีขนาดเล็กมาก ซึ่งเล็กลงถึง 50% ของไฟล์วิดีโอธรรมดา สามารถตั้งค่าวิดีโอไฟล์ HEVC ได้ดังนี้

ไปที่ Settings > Camera > Formats > แตะเลือก the High Efficiency format

ตั้งค่าได้ใน iPhone 7, iPhone 7 Plus, iPhone 8, iPhone 8 Plus, iPhone X และ iPad Pro เท่านั้น

3. HEIF Image Format

iOS 11 ได้แนะนำ HEIF ที่เป็นรูปแบบไฟล์รูปภาพที่มาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง กล่าวคือ Apple ได้เปลี่ยนรูปแบบไฟล์รูปภาพจากไฟล์ JPEG มาเป็น HEIF แทน หากเราถ่ายรูปใน iOS 11 รูปภาพจะถูกบันทึกเป็นไฟล์ HEIF ทั้งหมด แน่นอนว่ารูปภาพที่ถ่ายออกมานั้นจะมีไฟล์ภาพที่เล็กลงกว่าเดิม (JPEG) ครึ่งหนึ่งแต่คุณภาพยอดเยี่ยม

การบันทึกไฟล์ภาพเป็น HEIF จะช่วยให้เก็บรูปภาพในเครื่องได้มากเท่าที่ต้องการ เพราะการเก็บรูปภาพแบบ HEIF เท่ากับเพิ่มพื้นพี่การจัดเก็บของอุปกรณ์ได้อีกเท่าหนึ่งเลยทีเดียว สงสัยมั้ยว่าเวลาที่เราแชร์รูปหรือส่งรูปให้กับอุปกรณ์อื่นที่ไม่ได้รองรับไฟล์ HEIF นั้นจะสามารถดูรูปได้หรือไม่ ข่าวดีก็คือเวลาที่แชร์รูปออกไปไฟล์ HEIF จะถูกแปลงเป็นไฟล์ JPEG อัตโนมัติเลย การตั้งค่าจะใช้วิธีเดียวกับการตั้งค่าไฟล์วิดีโอ HEVC

ตั้งค่าได้ใน iPhone 7, iPhone 7 Plus, iPhone 8, iPhone 8 Plus, iPhone X และ iPad Pro เท่านั้น

4. Storage Suggestions

Storage Suggestions เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ช่วยจัดการพื้นที่จัดเก็บง่ายขึ้น Storage Suggestions จะแนะนำวิธีการต่างๆ ที่ช่วยประหยัดพื้นที่ใน iPhone ได้อย่างอัจฉริยะ เช่น แนะนำให้ไฟล์ขนาดใหญ่ที่อยู่ในข้อความ (ซึ่งเราอาจจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำ), แนะนำให้เคลียร์รูปภาพออกจากอัลบั้มถังขยะ และแนะนำให้ทำ Offlasd unused apps เป็นต้น

ไปที่ Setting > General > iPhone Storage

จะพบกับหน้าตาแบบใหม่ที่แสดงข้อมูลพื้นที่ iPhone เลื่อนลงมาด้านล่างก็จะพบกับการแนะนำให้จัดการแอปที่มีการใช้พื้นที่ค่อนข้างเยอะ

ลองมาดูตัวอย่างการแนะนำให้ประหยัดพื้นที่ใน iPhone กันว่า Storage Suggestions จะสามารถแนะนำอะไรให้เราได้บ้าง

  • iCloud Photo Library: Apple จะแนะนำพื้นที่ที่เหลืออยู่บน iCloud เพื่อให้เรานำรูปภาพและวิดีโอไปจัดเก็บและลบข้อมูลในเครื่องออก พื้นที่ในเครื่องก็จะเพิ่มมากขึ้น หากต้องการดูรูปและวิดีโอเก่าๆ ก็สามารถดูบน iCloud ได้เลย
  • Empty “Recently Deleted” Album: เมื่อลบรูปภาพ รูปภาพจะถูกย้ายไปเก็บไว้ที่โฟร์เดอร์ Recently Delete ซึ่งหมายความว่ารูปภาพที่ลบก็ยังคงอยู่ในเครื่องอีก 30 วันถึงจะลบออกจากเครื่องไปจริงๆ ถ้าหากเรามีไฟล์รูปใน Recently Delete เยอะเกินไปและพื้นที่ในเครื่องของเราเหลือน้อย Apple ก็จะทำการลบรูปภาพใน Recently Delete ออกไปทั้งหมด เพื่อเพิ่มพื้นที่ในเครื่องในมากขึ้น
  • Review Large Attachments: ไฟล์แนบ เช่น รูปภาพ, วิดีโอและเสียง ที่ถูกส่งผ่าน iMessage ใช้พื้นที่จัดเก็บในเครื่องค่อนข้างมาก เราสามารถตั้งค่าให้ลบไฟล์เหล่านี้ออกจาก iMessage ได้ iPhone ก็จะมีพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญอื่นๆ เพิ่มมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดนี้ก็เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยจัดการพื้นที่ใน iPhone ให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น บางสิ่งบางอย่างที่เก็บไว้ในเครื่องเราอาจจะไม่ได้สนใจหรือมองข้ามไป ดังนั้นการแนะนำทั้งหมดนี้อาจจะช่วยให้ iPhone ใช้งานได้ไหลลื่นขึ้นและสามารถจัดการพื้นที่ได้ดีขึ้นอีกด้วย

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ขอบคุณ idropnew.com

The post 4 วิธีตั้งค่าให้ iPhone มีพื้นที่การใช้งานเพิ่มขึ้นใน iOS 11 appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

การตั้งค่าให้ iOS 11 ไหลลื่นและประหยัดแบตเตอรี่

iPhonemod - 20 September 2017 - 00:08

หลังจากที่อัปเดต iOS 11 กันเรียบร้อยแล้ว หลายคนอาจจะรู้สึกว่าแบตเตอรี่หมดไวขึ้น มาชมวิธีการตั้งค่า iPhone และ iPad ให้ใช้งานได้อย่างไหลลื่นและประหยัดแบตเตอรี่หลังจากอัปเดต iOS 11

วิธีตั้งค่า iPhone, iPad ให้ประหยัดแบตเตอรี่ใน iOS 11 1. ตรวจสอบ Battery Life

สิ่งสำคัญในการประหยัดแบตเตอรี่อย่างแรกคือต้องตรวจสอบก่อนว่าแอปใดใช้แบตเตอรี่เยอะ

ไปที่ Setting > Battery > เลื่อนดู Battery Usage > แตะรูปไอคอนนาฬิกามุมบนขวา

เห็นได้ว่ามีการแสดงการใช้งานแบตเตอรี่ว่าใช้งานแต่ละแอปนานแค่ไหน แล้วเราจะประหยัดแบตเตอรี่ได้อย่างไรดูข้อถัดไปเลย

2. ปิด Background App Refresh

Background App Refresh เป็นการทำงานเบื้องหลังถึงแม้ว่าเราจะปิดแอปไปแล้ว ซึ่งใช้ทรัพยากรอย่างหน่วยความจำและแบตเตอรี่ค่อนข้างเยอะ แนะนำว่าให้เลือกปิดแอปที่ไม่ค่อยได้ใช้และเลือกเปิดเฉพาะแอปที่ต้องการให้อัปเดตเท่านั้น เช่น Facebook, Line, Line@, อีเมล เป็นต้น

ไปที่ > Setting > General > Background App Refresh > เลือกปิดแอปที่ไม่ต้องการให้ Background App Refresh

หรือจะปิด Background App Refresh ทั้งหมด

ไปที่ > Setting > General > Background App Refresh > Background App Refresh

3. ปิด 4G เมื่อใช้ Wi-Fi

การเลือกเปิดเฉพาะ Wi-Fi จะทำให้ประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น ถ้าหากกลัวว่าจะลืมเปิด 4G เมื่อไม่ได้อยู่ในระยะที่มี Wi-Fi ก็สามารถตั้งค่าเปิด Cellular ในบางแอปที่เราต้องการติดตามตลอดเวลาได้

เปิด Control Center > แตะปิดไอคอน Cellular

4. ปิด Wi-Fi, Bluetooth และ Air Drop

หากไม่ใช้การเชื่อมต่อใดๆ ใน Control Center เช่น Wi-Fi, Bluetooth หรือ AirDrop ก็ควรปิดฟีเจอร์เหล่านี้ไว้ เพื่อไม่ให้มีการใช้งานแบตเตอรี่

เปิด Control Center > แตะปิดไอคอน Wi-Fi, Bluetooth และ AirDrop

5. ปรับลดความสว่างของ Flash Light (ไฟฉาย)

หากเราต้องเปิดใช้ไฟฉาย ให้ปรับลดระดับความสว่างของไฟฉายลงจะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ดีทีเดียว

เปิด Control Center > แตะค้างที่ไอคอนไฟฉาย > เลื่อนระดับความสว่างลง

6. เปิด Wi-Fi Assist

เมื่อสัญญาณ Wi-Fi อ่อนมาก Wi-Fi Assist จะทำหน้าที่เปลี่ยนการใช้งานจาก Wi-Fi ไปใช้ 4G (Cellular) แทน

เครื่องของเราก็จะไม่พยายามเชื่อมต่อ Wi-Fi หลายๆ รอบ ซึ่งกินแบตค่อนข้างมาก

ไปที่ Setting > แตะ Cellular > เลื่อนลงมาเลือกแตะเปิด Wi-Fi Assist

7. ปิด Widgets ที่ไม่ได้ใช้

บาง Widgets เรียกใช้ Location Service เช่น พยากรณ์อากาศ, แผนที่การเดินทาง เป็นต้น ซึ่งใช้แบตเตอร์ค่อนข้างมาก ดังนั้นการเลือกปิด Widgets บางอัน เพื่อไม่ให้มาแสดงในหน้า Lock Screen จะช่วยให้ประหยัดแบตได้มากขึ้น

เปิดหน้าจอ Lock Screen เลื่อนไปทางซ้ายเพื่อเปิดหน้า Search > เลื่อนลงมาด้านล่างสุดแล้วแตะ Edit > สแกนนิ้ว > เลือกลบการแสดง Widgets ออก

8. เปิดโหมดประหยัดพลังงาน

Low Power Mode ยังคงเป็นฟีเจอร์ที่ดีสุดในการยืดอายุแบตเตอรี่ เพราะ Low Power Mode จะช่วยลดการทำงานบางอย่างที่เราไม่สามารถไปปิดหรือควบคุมเองได้

ไปที่ Setting > แตะ Battery > เปิด Low Power Mode

สามารถตั้งค่าให้มีเมนูโหมดประหยัดพลังงานใน Control Center ได้ ซึ่งเปิด-ปิดใน Control Center ได้เลย

9. คว่ำหน้า iPhone ลง เพื่อไม่ให้แสดงการแจ้งเตือน

การวาง iPhone คว่ำหน้าแนบลงกับพื้นวางจะช่วยปิดการแจ้งเตือนต่างๆ ที่เด้งขึ้นมา แสดงว่าหน้าจอการแสดงผลก็ไม่ต้องใช้พลังงานเยอะมาก เป็นวิธีการประหยัดแบตเตอรี่ที่ง่ายที่สุด

10. ปิดโหมด “หวัดดี Siri”

การเปิดใช้ “หวัดดี Siri” เครื่องจะต้องคอยฟังและตอบสนองอยู่ตลอดเวลา หากเราไม่จำเป็นต้องใช้ Siri ก็ให้ปิด “หวัดดี Siri” แล้วเลือกใช้การเปิดกดปุ่ม Home ค้างเพื่อเรียก Siri แทน

ไปที่ Setting > แตะ Siri & Search > เลือกปิด Listen for “หวัดดี Siri”

11. ปิดการเล่นวิดีโออัตโนมัติในบางแอป

เวลาที่เราเล่น Facebook หรือ Twitter จะเห็นว่าเมื่อเราเลื่อนมาเจอโพสต์ที่เป็นวีดิโอก็จะเล่นอัตโนมัติเลย นอกจากจะทำให้เปลืองแบตเตอรี่แล้ว ยังทำให้เปลือง 4G อีกด้วย

เปิดแอป Facebook > ไปที่ Setting > Account Setting > Videos and Photos > Auto Play > Never Autoplay Videos

เปิดแอป Twitter >ไปที่ Settings and privacy > Data usage > Video autoplay > เลือก Never

12. เปิด Reduce Motion

การเปิด Reduce Motion จะช่วยลดเอฟเฟคการเคลื่อนไหวบนหน้าจอ จึงช่วยให้ประหยัดแบตเตอรี่ได้ดี เพราะการเคลื่อนไหวใน iPhone มีลูกเล่นหลายรูปแบบจึงทำให้เปลืองแบตเตอรี่ ถ้าเปิด Reduce Motion แล้วความ Smooth ในการเปิด-ปิดแอปและการเลื่อนต่างๆ จะน้อยลง

ไปที่ Settings > General > Accessibility > Reduce Motion > เปิด Reduce Motion

13. ตั้งค่า Location Service

สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูล Location Service ควรทำการตั้งค่าระบบเรียกใช้งานข้อมูลเฉพาะที่ใช้ (While Using) เพื่อไม่ให้ Location Service ทำงานอยู่ตลอดเวลา

ไปที่ Settings > Privacy > Location Services > ตั้งค่าแต่ละแอปให้เป็น While Using

14. เปิด Auto-Brightness

การเปิด Auto-Brightness (ปรับความสว่างอัตโนมัติ) ใน iOS 11 ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้ เพราะเซ็นเซอร์วัดแสงจะทำการปรับแสงของหน้าจอเพิ่มขึ้นและลดลงตามสภาพแวดล้อมของเราให้เหมาะสม ทำให้อุปกรณ์ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่สูงตลอดเวลา

ไปที่ Settings > General > Accessibility > Display Accommodations > เปิด Auto-Brightness

15. ปิด Raise to Wake

Raise to Wake เป็นคุณสมบัติที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการดูการแจ้งเตือน เพียงแค่ยกเครื่องขึ้นมา แต่การยกขึ้นมาดูบ่อยๆ ก็อาจจะทำให้แบตเตอรี่หมดไวเช่นกัน หากไม่จำเป็นต้องใช้ก็ปิด Raise to wake มาใช้การกดปุ่ม Power หรือปุ่ม Home แทนเมื่อต้องการดูหน้าจอ

ไปที่ Setting > Display & Brightness > ปิด Raise to Wake

16. ปิดการแจ้งเตือนในบางแอป

สำหรับบางแอปที่เราไม่สนใจหรือไม่ต้องการให้มีการแจ้งเตือนเมื่อมีข่าวสารใหม่ๆ ก็สามารถเลือกปิดการแจ้งเตือนไว้ นอกจากจะประหยัดแบตเตอรี่แล้วยังช่วยลดการรบกวนอีกด้วย แต่บางแอปที่เราต้องการติดตามความเคลื่อนไหว (แอป Social) ก็เปิดการแจ้งเตือนทิ้งไว้

ไปที่ Settings > Notifications > เลือกแอปที่ต้องการปิดการแจ้งเตือน > ปิด Allow Notifications

17. ปิด Siri Suggestion

Siri Suggestion จะแสดงแอปที่เราใช้บ่อยๆ ในหน้า Search ถ้าหากไม่มีความจำเป็นต้องใช้ก็สามารถปิด Siri Suggestion ได้เลยหรือเลือกเปิดเฉพาะบางแอพก็ได้

Settings > Siri & Search > เลื่อนลงมาแตะปิด Suggestions in Search

(ถ้าหากต้องการเลือกปิดบางแอพ ก็เลือกแตะที่แอปและปิด Suggestions in Search)

18. ปิด iCloud ในแอปที่ไม่จำเป็น

หากใช้อุปกรณ์ iOS เพียงเครื่องเดียวก็ไม่จำเป็นจะต้องเก็บข้อมูลของบางแอปไปเก็บ iCloud เพราะการอัปโหลดข้อมูลไป iCloud นั้นทำให้แบตเตอรี่หมดไว แนะนำให้เลือกเก็บข้อมูลสำคัญไปไว้ที่ iCloud

ไปที่ Setting > แตะ Apple ID > iCloud > เลือกปิดแอปที่ไม่ต้องการเก็บข้อมูลใน iCloud

19. ตั้งค่าความถี่ในการเรียกข้อมูล (Fetch New Data)

การเรียกข้อมูลอีเมลแบบ Real time จะทำให้แบตเตอรี่ของเราหมดไวขึ้น เพราะว่าอุปกรณ์จะมีการเรียกข้อมูลอยู่ตลอดเวลา สามารถตั้งค่าให้เรียกข้อมูลไม่ถี่ได้ดังนี้

ไปที่ Settings > Accounts & Passwords > Fetch New Data > ปิด Push > ปรับให้แอปที่ต้องการเป็น Fetch > เลือกความถี่ในการเรียกข้อมูล

20. ปิดการแชร์ข้อมูล Analytic

ฟีเจอร์นี้ช่วยส่งข้อมูลวิเคราะห์อุปกรณ์ของเราให้ Apple โดยอัตโนมัติ เพื่อไปพัฒนาและปรับปรุง iOS ในอนาคตให้ดีขึ้น (จริงๆ ไม่ควรปิด) แต่การส่งข้อมูลมักใช้แบตเตอรี่มาอยู่พอสมควร

ไปที่ Settings > Privacy > Analytics > ปิด Share iPhone Analytics

21. ตั้งค่า System Service

การตั้งค่า System Service ใน Location Services ให้ใช้เฉพาะเท่าที่จำเป็น

ไปที่ Settings > Privacy > Location Services > เลื่อนลงมาด้านล่างแล้วแตะ System Services

ปิดฟังก์ชันดังนี้

  • Location-Based Alerts
  • Location-Based Apple Ads
  • Location-Based Suggestions
  • Frequent Locations
  • iPhone Analytics
  • Popular Near Me
  • Routing & Traffic
  • Improve Maps

22. เปิด Limit Ad Tracking

Limit Ad Tracking เป็นการป้องกันและจำกัดการติดตาม Location ที่จะนำข้อมูลไปวิเคราะห์การโฆษณา ช่วยให้ท่องอินเตอร์เนทอย่างเป็นส่วนตัวมากขึ้น

ไปที่ Settings > Privacy > Advertising > เปิด Limit Ad Tracking

23. ปิด Fitness Tracking

Fitness Tracking จะติดตามการออกกำลังกายในแต่ละวันของเรา แต่ก็ในการติดตามนั้นก็มาพร้อมกับการใช้แบตเตอรี่ ถ้าหากเราไม่ต้องการให้ Fitness Tracking ติดตามการเคลื่อนไหวของเราตลอดทั้งวันก็สามารถปิดฟังก์ชันนี้ได้

ไปที่ Settings > Privacy > Motion & Fitness > ปิด Fitness Tracking

24. ปิด Hand Off

หากเราไม่ได้เชื่อมต่อ iCloud หรืออยู่ใกล้อุปกรณ์ของ Apple อย่าง Mac ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดใช้ฟีเจอร์นี้

ไปที่ Settings > General > Handoff > Off

25. ปิดการอัปเดตอัตโนมัติใน App Store

ถ้าหากเราเปิด Automatic Download Apps ใน iPhone แน่นอนว่าอุปกรณ์อื่นๆ ของเราก็จะดาวน์โหลดแอปนั้นด้วยเช่นกัน (เช่น iPad, iPod touch) ดังนั้นควรจะตั้งค่าให้การดาวน์โหลดและอัปเดตเป็นแบบ Manual ดีกว่าเพราะเราสามารถควบคุมและตรวจสอบด้วยตัวเอง

Settings > iTunes & App Stores > ปิด Apps และปิด Updates (อาจจะปิด Music และ Books & Audiobooks หากต้องการ)

แนะนำให้ปิด Use Cellular Data ด้วย เมื่อมีการอัปเดตแอปให้ใช้ Wi-Fi แทน เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่และ 4G

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการตั้งค่า iPhone และ iPad ให้ใช้งานได้อย่างไหลลื่นและประหยัดแบตเตอรี่ แนะนำให้เลือกทำตามความจำเป็นและเหมาะสมกับการใช้งานนะคะ

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ขอบคุณ Gadgethacks

The post การตั้งค่าให้ iOS 11 ไหลลื่นและประหยัดแบตเตอรี่ appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

หลังจากอัปเดตเป็น iOS 11 ต้องตั้งค่าจุดใดบ้าง

iPhonemod - 20 September 2017 - 00:08

หลังจากที่เราได้อัปเดต iOS 11 เวอร์ชันทางการเรียบร้อยแล้ว วันนี้ทีมงาน iPhoneMod ก็จะมาแนะนำการตั้งค่าอุปกรณ์เพื่อให้ใช้งาน iOS 11 ใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ มาดูกันว่าเราต้องตั้งค่า iPhone, iPad และ iPod touch หลังจากอัปเดต iOS 11 ตรงไหนบ้าง

ก่อนที่เราจะตั้งค่าอุปกรณ์ใหม่แนะนำว่าให้ทำการ Reset การตั้งค่าให้เรียบร้อยก่อน จะเลือก Reset All Setting (ข้อมูลไม่หาย) หรือทำการ Erase All Content (ข้อมูลจะหายหมด) เพื่อล้างเครื่องใหม่ ทั้ง 2 วิธีนี้แนะนำให้ทำการ Back up ก่อนนะคะ

ตั้งค่าบัญชีการใช้งานและความปลอดภัย ตั้งค่าข้อมูลการใช้งาน และ Apple ID

ควรตรวจสอบก่อนว่า Apple ID ที่เคยผูกกับ iPhone, iPad หรือ iPod touch มีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่

ไปที่ Settings > แตะที่ชื่อ Apple ID

เข้าไปตรวจสอบข้อมูลและตั้งค่าในส่วนที่สำคัญให้เรียบร้อยดังนี้

  • Name, Phone Numbers, Email : กรอกข้อมูลการติดต่อและข้อมูลส่วนตัว
  • Password & Security : ตั้งค่ารหัสผ่านและข้อมูลความปลอดภัย
  • Payment & Shiping : ตั้งค่าข้อมูลบัตเครดิต การชำระเงิน และที่อยู่การจัดส่ง
  • iCloud :ตรวจสอบข้อมูลบัญชี และพื้นที่การใช้งาน iCloud
  • iTunes & App Store : ตั้งค่าการอัปเดตแอปอัตโนมัติ
เปิดการใช้งาน iCloud

ไปที่ Settings > แตะที่ชื่อ Apple ID > แตะ iCloud

ก่อนจะใช้งาน iCloud ได้นั้นสิ่งที่ต้องมีคือ Apple ID ดูวิธีสมัครที่นี่ จากนั้นก็ล็อคอิน iCloud เพื่อตั้งค่า

แนะนำให้เปิดทุกแอปใน iCloud เพราะเวลาที่เราย้ายเครื่อง เครื่องหาย หรืออัปเดต iOS ใหม่ เราจะต้องสำรองข้อมูลบน iCloud

ที่สำคัญอย่าลืมเปิด ค้นหา iPhone ของฉัน หรือ Find My iPhone ไว้เพื่อค้นหาตำแหน่งของ iPhone  และป้องกันไม่ให้ขโมยนำเครื่องไปใช้งานได้

ตั้งรหัสผ่าน Passcode และ Touch ID

ไปที่ Settings > Touch ID & Passcode > กรอกรหัสผ่าน 6 หลัก > ตั้งค่ารหัสผ่านตามต้องการ

ผู้ใช้ควรตั้งค่าในส่วนนี้เพื่อความปลอดภัยในการเข้าใช้อุปกรณ์ ทั้งแบบสแกนนิ้วและแบบ Simple (ตัวเลข 6 ตัว)

ตั้งค่าเพื่อความสะดวกในการใช้งาน ปรับแต่ง Control Center

การปรับแต่ง Control Center ได้เองเป็นฟังก์ชันใหม่ที่มากับ iOS 11 ผู้ใช้สามารถเลือกเครื่องมือต่างๆ ที่ต้องการมาแสดงบน Control Center เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง เช่น นาฬิกาปลุก, Low Power Mode, Screen Record เป็นต้น

ไปที่ Setting > แตะ Control Center > แตะที่ Customize Controls > เลือกเครื่องมือที่ต้องการโดยเลือกไอคอน + และลบเครื่องมือที่ไม่ต้องการให้แสดงใน Control Center โดยแตะที่ไอคอน –

การปรับแต่งคีย์บอร์ด

ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะใช้ภาษาไทยเป็นภาษาหลักดังนั้นแนะนำให้เพิ่มคีย์บอร์ดภาษาไทยเข้าไปด้วย (ในกรณีที่ระบบไม่ได้เพิ่มมาให้)

ไปที่ Settings > General > Keyboard > Keyboards > Add New Keyboard… > Thai

ถ้าหากต้องการเพิ่มภาษาอื่นให้ไปที่เมนู Settings  > General > Keyboard > Add New Keyboard… > เลื่อนมาตรงส่วน OTHER IPHONE KEYBOARD แล้วก็เลือกภาษาที่ต้องการ

การตั้งค่าการใช้งานคีย์บอร์ดให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

  • ปิด Auto-Correction(เสนอคำอัติโนมัติ) : ปิดไม่ให้ iPhone คิดคำแทนเราว่าเรากำลังจะพิมพ์อะไรเพราะส่วนใหญ่คิดคำผิดให้ความหมายเปลี่ยน
  • ปิด Predictive (การคาดเดา) : ข้อดีของการเปิดตัวนี้คือ ระบบ iOS จะเดาคำที่เรากำลังจะพิมพ์ จากนั้นเราสามารถแตะได้เลย แต่หากใครพิมพ์เร็วๆ และไม่ค่อยผิดก็สามารถปิดฟังก์ชันนี้ได้
  • เปิด Enable Dictation (เปิดใช้งานป้อนตามคำบอก) :  สั่ง iOS ให้พิมพ์ในสิ่งที่เราพูดได้
  • ปิด Auto-Capitalization (ตัวพิมพ์ใหญ่อัตโนมัติ)  :  เพื่อไม่ให้ตัวแรกมันเป็นตัวใหญ่เสมอ (สำหรับภาษาอังกฤษ) เพราะบางครั้งเราอยากเขียนตัวเล็กหมดจะได้ไม่ต้องคอยกด Shift
ตั้งค่าเวลาสำหรับการล็อคหน้าจอ

ค่าปกติของระบบตั้งไว้ที่ 1 นาทีถ้าใครอยากปรับให้เร็วหรือช้ากว่านั้นก็เลือกตามความสะดวก หรือเลือก Never เพื่อไม่ให้หน้าจอล็อคเองอัตโนมัติ

ไปที่ Settings  > Display & Brightness > Auto-Lock

ตั้งเวลาเปิด Do Not Disturb แบบอัตโนมัติ

Do Not Disturb เป็นโหมดที่ตั้งค่าห้ามรบกวน สามารถปรับตั้งค่าให้เปิดเองได้ โดยการเปิด Scheduled หมายถึง ถ้าเวลา 4 ทุ่ม – 7 โมงเช้าเครื่องจะอยู่ในโหมดห้ามรบกวน ข้อความแจ้งจะไม่ดัง โทรหาอาจจะไม่ติด ต้องโทรหลายๆ ครั้งถึงจะติด ประโยชน์ก็เพื่อเราจะได้พักผ่อนและไม่ให้ iPhone ส่งเสียงดังเตือนทั้งวันทั้งคืน

ไปที่ Settings > Do Not Disturb > เลื่อน เปิด Scheduled เพื่อตั้งช่วงเวลาที่ห้ามรบกวน

หรือจะเปิดผ่าน Control Center โดยใช้นิ้ว Slide Control Center ขึ้นมา > แตะที่ รูปพระจันทร์เสี้ยว > จะขึ้น Do Not Disturb On (เปิด)

ปรับการควบคุมแสงของหน้าจอ

ปิด Auto-Brightness เพื่อควบคุมแสงที่พอเหมาะด้วยตนเอง

ไปที่ Settings > General > Accessibility > Display Accommodations > ปิด Auto-Brightness

ปรับระดับแสงการใช้งานทั่วไปให้อยู่ที่ประมาณ 40% แสงจะได้ไม่จ้าเกินและประหยัดพลังงาน สามารถปรับในส่วน Setting หรือ Control Center ได้วิธีด้านล่าง

การปรับระดับแสงใน Control Center ใหม่ที่มาพร้อมกับ iOS 11 ทำได้โดยแตะค้างที่ Control การปรับระดับแสง > เลื่อนนิ้วขึ้นลง เพื่อปรับเพิ่ม-ลดแสง

ปรับขนาดตัวอักษรที่เหมาะสม

การปรับ Text Size (ขนาดตัวอักษร) เลือกปรับเล็กใหญ่ได้ตามความต้องการ

ไปที่ Setting > Display & Brightness > แตะ Text Size > เลื่อนซ้ายขวาเพื่อเลือกขนาดตัวอักษร

เปิด Night Shift หลังพระอาทิตย์ตกดิน

Night Shift คือโหมด ลดแสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจอ iPhone, iPad โดยใช้วิธีการปรับคลื่นแสง (Color Spectrum) สีฟ้าให้เป็นแสงสีเหลือง (หน้าจอเหลืองขึ้น) ช่วยถนอมสายตาสำหรับผู้ใช้  iPhone, iPad ในที่แสงน้อยหรือเวลากลางคืน

ใช้นิ้ว Slide Control Center ขึ้นมา > แตะค้างที่ Control การปรับระดับแสง > แตะเปิดที่ไอคอนรูปพระจันทร์เสี้ยว

ตั้งค่า Raise to Wake (ยกเครื่องเพื่อปลุก)

Raise to Wake เป็นคุณสมบัติที่พัฒนาเพื่อให้ผู้ใช้ iPhone สามารถดูการแจ้งเตือน, ดูเวลา, Siri, สภาพอากาศและเปิดกล้องผ่านหน้าจอ Lock Screen โดยง่าย เพียงแค่ยกเครื่องขึ้นมาดู และเมื่อวางเครื่องลง หรือคว่ำหน้าจอลง หน้าจอก็จะดับไปเองโดยอัตโนมัติ

ไปที่ Setting > Display & Brightness > แตะที่ Raise to Wake > เลื่อน เปิด – ปิด ตามต้องการ

Raise to Wake รองรับ iPhone 6s, 6s Plus, SE,7, 7 Plus, 8 และ iPhone X เท่านั้น

เปิด Rest Finger to Open เพื่อปลดล็อคหน้าจอ

Rest Finger to Open เป็นคุณสมบัติที่มาทดแทน Slide to Unlock ช่วยให้ผู้ใช้ iPhone iPad รองรับ Touch ID และมี iOS 10 ขึ้นไป สามารถปลดล็อคหน้าจอโดยใช้นิ้วแตะที่ปุ่ม Touch ID เท่านั้น

ไปที่ Setting > General > Accessibility  > Home Button  > แตะ Rest Finger to Open > เลื่อน เปิด – ปิด ตามต้องการ

รองรับ iPhone 6s, 6s Plus, SE,7, 7 Plus, 8 และ iPhone X เท่านั้น

ตั้งค่าเพื่อความลื่นไหลในการใช้งาน เปิด Reduce Motion

Reduce Motion จะทำให้เครื่องทำงานเร็วขึ้น เพราะจะช่วยลดเอฟเฟกซ์ต่างๆ ของอุปกรณ์ทำให้เครื่องเปิดปิดแอปต่างๆได้เร็วและลื่นไหลมากขึ้น

ไปที่ Settings  > General > Accessibility > Reduce Motion > เลื่อน เปิด Reduce Motion

เปิด Increase Contrast

การเปิด Reduce Transparency จะช่วยลดการโปร่งแสงของเมนูต่างๆ ทำให้ระบบประมวลผลได้เร็ว และการเปิด Darken Color ทำให้ระบบลดแสงสีขาวลง ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้น

ไปที่ Settings  > General > Accessibility > Increase Contrast > เลื่อน เปิด Reduce Transparency และ Darken Color

ตั้งค่าระบบอื่นๆ ตั้งค่าการจัดเรียงรายชื่อ

ส่วนใหญ่คนไทยจะเรียกชื่อขึ้นก่อนนามสกุลเสมอ ซึ่งค่าปกติจะตั้งให้นามสกุลขึ้นก่อนชื่อ อาจจะไม่คุ้นเคยกับการใช้งานของคนไทย เราสามารถตั้งค่าให้ชื่อขึ้นก่อนนำสกุลได้

ไปที่ Settings > Contacts > Sort Order > First, Last

ปรับให้ Siri & Search ค้นหาสิ่งที่เราต้องการให้หา

ปกติแล้ว iOS จะเปิดค้นหาทุกแอปที่มีในเครื่องทั้งหมดซึ่งทำให้เกินความจำเป็น โดยปกติแล้วเราจะค้นหา เพลง รายชื่อผู้ติดต่อ, ข้อความในโน้ตหรือแอปจาก App Store เท่านั้น เราก็เลือกเปิดเท่าที่เราต้องการจะค้นห

ไปที่ Setting  > Siri & Search > เลือกเปิดการค้นหาเฉพาะแอปที่เราต้องการ

ตั้งค่าแผนที่นำทาง

เลือกหน่วยระยะทางแสดงผลให้เป็นกิโลเมตรตามที่เราคุ้นเคยใช้งาน

ไปที่ Settings > Maps > เลือก Distances เป็น in Kilometers (กิโลเมตร)

เปิดการใช้งาน iMessage และ Facetime

ไปที่ Setting > Message เพื่อรับส่งข้อความจาก iOS Device และ macOS ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย (ยกเว้นค่าอินเทอร์เน็ต)

ไปที่ Setting > FaceTime สามารถโทรวิดีโอคอลหรือแบบเห็นหน้าได้หรือจะเลือกโทรแบบเฉพาะเสียงผ่าน VOIP แบบนี้ไม่เสียค่าโทรของเครือข่ายมือถือเพราะจะใช้อินเทอร์เน็ตแทน ถ้าโทรผ่าน WiFi ก็ฟรีเช่นกัน ถ้าโทรผ่าน 3G/4G ก็หักอินเทอร์เน็ตจากแพ็กเกจที่เรามี

เปิดการใช้งาน Siri

อย่าลืมว่า Siri เป็นเลขาส่วนตัวของเราที่สามารถเรียกใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมาย เช่น สอบถามแผนที่การเดินทาง, การค้นหาข้อมูลต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นเราควรจะเปิด Siri เพื่อเรียกใช้เมื่อต้องการ

ไปที่ Settings > Siri

ทั้งหมดนี้เป็นการตั้งค่าเบื้องต้นหลังจากอัปเดตติดตั้ง iOS 11 ใหม่ แนะนำให้ลองทำตามดูเผื่อเป็นประโยชน์สำหรับทุกคน

ติดตามเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับ iOS 11 ได้ดังนี้

เรื่องโดย iPhoneMod.net

The post หลังจากอัปเดตเป็น iOS 11 ต้องตั้งค่าจุดใดบ้าง appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

อัปเดตเป็น iOS 11 ทำอย่างไร ชมวิธี

iPhonemod - 20 September 2017 - 00:08

หลังจากที่ Apple ได้ปล่อย iOS 11 เวอร์ชันอย่างเป็นทางการและมีการแจ้งเตือนให้คนทั่วไปได้อัปเดตกันแล้ว ลองมาชมกันว่าวิธีการอัปเดตเป็น iOS11 ทำอย่างไร มีกี่วิธี

อัปเดต iOS 11 ผ่านเครื่องแบบไร้สาย (Over The Air: OTA)

การอัปเดตซอฟต์แวร์ iOS 11 ผ่าน OTA เป็นวิธีที่รวดเร็วและสะดวกที่สุด เพราะไม่ต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับ PC เมื่อเราเห็นแจ้งเตือนให้อัปเดตซอฟต์แวร์ใหม่ก็สามารถอัปเดต iOS 11 ใน iPhone, iPad และ iPod touch ได้เลย

สิ่งที่ควรทราบก่อนทำ iOS 11 OTA อัปเดต
  • ต้องใช้ Wi-Fi ที่มีความเร็วสูง (เน็ตแรง ๆ)
  • หลังจากอัปเดตแล้วข้อมูลในเครื่องไม่หาย แต่ก็ควรสำรองข้อมูลไว้ก่อน อ่านวิธีการสำรองข้อมูล
  • iPhone, iPad และ iPod touch ควรมีพื้นที่เหลือประมาณ 2-3GB ขึ้นไป หากระบบตรวจสอบว่าพื้นที่ไม่เพียงพอในการดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์ ระบบจะแจ้งเตือนให้ลบแอปฯออก แนะนำให้ลบเกมหรือแอปฯบางตัวที่ใช้พื้นที่เยอะออกก่อน
ขั้นตอนการทำ  iOS 11 OTA อัปเดต

เสียบสายชาร์จ iPhone, iPad และ iPod touch ให้เรียบร้อย พร้อมกับเชื่อมต่อ Wi-Fi
แตะ Settings (การตั้งค่า) >  General (ทั่วไป) > Software Update (รายการอัพเดทซอฟต์แวร์) > แตะ Download & Install (ดาวน์โหลดและติดตั้ง)

จากนั้นรอให้ iPhone, iPad และ iPod touch ติดตั้ง iOS 11 จนเสร็จ > กรอกรหัสผ่าน Apple ID (ลืมรหัสผ่าน AppleID) และรอการตั้งค่า iCloud สักครู่ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

ถ้าหากอัปเดตไม่สำเร็จ (เน็ตอาจจะไม่แรงพอ) แก้ไขด้วยการอัปเดต iOS 11 ผ่าน iTunes ชมวิธีในหัวข้อถัดไปได้เลย

การอัปเดต iOS 11 ด้วย iTunes

การอัปเดต iOS 11 ด้วยโปรแกรม iTunes เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยแก้ไขการอัปเดต iOS 11 ผ่าน OTA ไม่สำเร็จ ซึ่งวิธีนี้จะต้องเชื่อมต่อ iPhone, iPad หรือ iPod touch เข้ากับ PC หากลองทำตามวิธีด้านล่างแล้วจะรู้เลยว่าการอัปเดต iOS 11 ด้วย iTunes สามารถทำได้ง่าย ๆ ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด

สิ่งที่ควรทราบก่อนอัปเดต iOS 11 ด้วย iTunes
  • ต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์กับ PC ด้วยสายชาร์จ USB Lightning
  • ต้องติดตั้งโปรแกรม iTunes ในเครื่อง PC ให้เรียบร้อยก่อน ดาวน์โหลด iTunes เวอร์ชั่นล่าสุด
  • พื้นที่ Computer Hard Disk ต้องเพียงพอสำหรับการอัปเดต
  • อินเตอร์เน็ตที่ใช้งานกับ PC ต้องมีความเร็วมากกว่า 10 Mbps ขึ้นไป เพราะต้องดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์ iOS IPSW ที่มีขนาดไฟล์ค่อนข้างใหญ่
  • หลังจากอัปเดตแล้วข้อมูลในเครื่องไม่หาย แต่ก็ควรสำรองข้อมูลไว้ก่อน อ่านวิธีการสำรองข้อมูล
ขั้นตอนการอัปเดต iOS 11 บน iPhone, iPad และ iPod touch ด้วย iTunes

เชื่อมต่อ iPhone, iPad หรือ iPod touch  เข้ากับ PC > เปิดโปแกรม iTunes ขึ้นมา > คลิกที่รูปไอคอนอุปกรณ์ของคุณ

คลิกเลือก Check for Update (ตรวจสอบหารายการอัปเดต) รอจนกว่าปุ่มจะถูกเปลี่ยนเป็น Download and Update (ดาวน์โหลดและอัปเดต) > คลิกเลือก This Computer (คอมพิวเตอร์นี้) จากนั้นกด Update (อัปเดต)

รอจนกว่าโปรแกรมจะอัปเดต iOS 11 เสร็จ เมื่อเสร็จแล้วก็กรอกรหัสผ่านเข้าเครื่อง iPhone, iPad และ iPod เพื่อพบกับโฉมใหม่ของ iOS 11 ได้เลย

ปัญหาที่อาจจะเจอระหว่างการอัปเดตผ่าน iTune ก็คือเน็ตช้า เน็ตหลุด ทำให้ดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์  iOS IPSW ไม่สำเร็จ

วิธีแก้ไขปัญหาคือ ดาวน์โหลด iOS iPSW ของเวอร์ชัน iOS 11 มาเก็บไว้ที่หน้า Desktop บน PC ของเราก่อน จากนั้นเลือกใช้วิธีการ Shift+Restore แทน

การอัปเดต iOS 11 ด้วย 3uTools

การอัปเดต iOS 11 ด้วยโปรแกรม 3uTools ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สามารถแก้ไข Recovery Mode ได้ หลักการของ 3uTools คือการ Flash เครื่องใหม่นั่นเอง ข้อดีก็คือเราสามารถเลือกเก็บข้อมูลในเครื่องได้ อีกทั้งยังใช้งานง่าย เพราะ 3uTools จะแสดงรายการ iOS ที่อุปกรณ์ของเราสามารถอัปเดตได้ขึ้นมาให้เลือกเลย

สิ่งที่ควรทราบก่อนอัปเดต iOS 11 ด้วย 3uTools
  • ต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์กับ PC ด้วยสายชาร์จ USB Lightning
  • ต้องติดตั้งโปรแกรม 3uTools ในเครื่อง PC ให้เรียบร้อยก่อน ตอนนี้ยังรองรับระบบปฏิบัติการ Window เท่านั้น ดาวน์โหลดโปรแกรม 3uTools ฟรี
  • อินเตอร์เน็ตที่ใช้งานกับ PC ต้องมีความเร็วมากกว่า 10 Mbps ขึ้นไป เพราะต้องดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์ iOS IPSW ที่มีขนาดไฟล์ค่อนข้างใหญ่
  • สามารถอัปเดต iOS 11 ได้โดยไม่ลบข้อมูลในเครื่องออก เช่น รูปถ่าย, แอปพลิเคชันต่างๆ ก็ยังอยู่เช่นเดิม
ขั้นตอนการอัปเดต iOS 11 ด้วย 3uTools โดยไม่ลบข้อมูลออก

เชื่อมต่อ iPhone, iPad หรือ iPod touch เข้ากับ PC > เปิดโปรแกรม 3uTools ขึ้นมา > คลิกเลือกเมนู Flash & JB

จากนั้นเลือก iOS ที่ต้องการ > คลิกเลือก Retain User’s Data While Flashing เพื่อระบุว่าต้องการเก็บข้อมูลในเครื่องไว้ >  คลิกปุ่ม Flash

จากนั้นรอให้ 3uTools ดาวน์โหลดเฟิร์มแวร์ IPSW และอัปเดต iOS 11 จนเสร็จ เราก็สามารถใช้งาน iPhone, iPad และ iPod touch ด้วย iOS 11 ใหม่ได้เลย

ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการอัปเดต iOS 11 ใหม่ แต่จะเลือกอัปเดตด้วยวิธีไหนนั้นก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคนเลย หลังจากอัปเดตแล้วสามารถรับชมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

The post อัปเดตเป็น iOS 11 ทำอย่างไร ชมวิธี appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

อุปกรณ์ใดที่รองรับ iOS 11 บ้าง รุ่นไหนได้ไปต่อ

iPhonemod - 20 September 2017 - 00:08

Apple ปล่อยอัปเดต iOS 11 ให้ผู้ใช้ทั่วไปได้อัปเดตกันแล้ว มาชมกันว่า อุปกรณ์  iPhone, iPad, iPod รุ่นใดบ้างที่รองรับการอัปเดตเป็น iOS 11

รายชื่อ iPhone, iPad, iPod ที่อัปเดตเป็น iOS 11 ได้

iPhone
  • iPhone 7, iPhone 7 Plus
  • iPhone 6s, iPhone 6s Plus
  • iPhone 6, iPhone 6 Plus
  • iPhone SE
  • iPhone 5s

สำหรับ iPhone 5c, iPhone 5 ไม่ได้ไปต่อ

iPad
  • iPad Pro 12.9 นิ้ว
  • iPad Pro 10.5 นิ้ว
  • iPad Pro 9.7 นิ้ว
  • iPad Air 2, iPad Air<
  • iPad mini 4, iPad mini 3, iPad mini 2
  • iPad (5th generation Model)
iPod touch
  • iPod touch (6th generation)

ทั้งหมดนี้คือรายชื่ออุปกรณ์และรุ่นของ iPhone, iPad, iPod ที่สามารถอัปเดตเป็น iOS 11 ได้ หากใครต้องการอัปเดตเป็น iOS 11 สามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ ดังนี้

ขอบคุณ Apple.com

The post อุปกรณ์ใดที่รองรับ iOS 11 บ้าง รุ่นไหนได้ไปต่อ appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

iOS 11 เปิดให้อัปเดตอย่างเป็นทางการแล้ว มีอะไรใหม่?

iPhonemod - 20 September 2017 - 00:07

Apple ได้ปล่อย iOS 11 ให้อัปเดตกันอย่างเป็นทางการแล้ว พร้อมกับการเปิดตัว iPhone X โดยรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของเวอร์ชันนี้จะเป็นอย่างไร และมีอะไรใหม่บ้าง มาติดตามกันได้เลยครับ

iOS 11

Apple ได้ปล่อย iOS 11 ให้อัปเดตกันอย่างเป็นทางการ โดยมีหัวข้อหลักที่น่าสนใจ ดังนี้

  1. การออกแบบใหม่ (Design Changes)
  2. Siri ใหม่
  3. เพิ่มแอปฯ Files ใหม่
  4. ปรับปรุงและอัปเดตฟีเจอร์ของแอปฯ พื้นฐานใน iOS 11
  5. ฟีเจอร์ใหม่และฟีเจอร์ที่ซ่อนอยู่
  6. อุปกรณ์ที่รองรับ iOS 11

1. การออกแบบใหม่ (Design Changes)

หลายคนคงได้เห็นผ่านตากันมาบ้างแล้วเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนหน้าตาของ iOS 11 ในบางส่วนทั้งในวิดีโอ ในเพจ หรือในเวอร์ชันทดสอบ วันนี้เราลองมาดูในเวอร์ชันเต็มกันดีกว่าครับ ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

1.1 Control Center

ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนและดีขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมากครับ กับ Control Center โฉมใหม่ ที่แต่เดิมเมื่อเราสไลด์หน้าจอขึ้นจะเห็นแผงควบคุมแค่เพียงครึ่งเดียวของหน้าจอและยังไม่สามารถตั้งค่าหรือจัดการปุ่มควบคุมได้

แต่สำหรับ Control Center รูปแบบใหม่ จะถูกปรับเปลี่ยนให้เต็มจอและทำให้การใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ทั้งเพิ่มปุ่มเปิด-ปิด Cellular, ปุ่ม Guided Access, เพิ่มฟีเจอร์อัดวิดีโอหน้าจอ, เพิ่มฟีเจอร์ห้ามรบกวนขณะขับรถ เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถตั้งค่าหรือจัดการกับปุ่มควบคุมต่าง ๆ ได้อีกด้วย โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่

Settings > Control Center > Customize Controls

นอกจากการปรับแต่งแผงควบคุม Control Center ที่ได้หลากหลายแล้ว เรายังสามารถใช้การกดแบบ 3D Touch บนไอคอนเมนู เพื่อแสดงตัวเลือกเพิ่มเติมของเมนูนั้น ๆ ได้อีกด้วย เช่น การกด 3D Touch บนปุ่มเพลงเพื่อแสดงหน้าต่างการเล่นที่ใหญ่ขึ้น พร้อมกับข้อมูลเพลงที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น เป็นต้น

1.2 Notification หน้าจอ Lock Screen

ใน iOS 11 นี้ Apple ได้ทำการรวมหน้าจอ Lock Screen กับระบบแจ้งเตือน Notification เข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ จากเดิมที่มีการแยกออกจากกันต่างหาก โดยในหน้า Lock Screen ระบบจะแสดง Notification ล่าสุด และสำหรับการดู Notification ทั้งหมด ให้เราปัดขึ้นอีกครั้งในระหว่างการแสดงผล

เราสามารถเข้าถึง Notification Today ได้จากการสไลด์ลง และเข้าถึง Widget ได้โดยการปัดไปทางด้านขวาเหมือนกันทั้งในตอนหน้าจอล็อกและตอนปลดล็อกแล้ว

1.3 Icon ใหม่

นอกจาก Control Center ที่ปรับเปลี่ยนใหม่แล้ว Apple ยังได้ทำการปรับไอคอนของแอปฯ พื้นฐานที่ติดมากับเครื่องบางอันอีกด้วย เช่น Calculator, App Store, Camera, Contact เป็นต้น

หรือแม้แต่ไอคอนสถานะต่าง ๆ บางอันก็ถูกเปลี่ยนแปลงไป เช่น เปลี่ยน Icon สัญญาณเครือข่ายมือถือให้เป็นแบบขีดแทนวงกลมแบบเดิม, เปลี่ยนไอคอนสถานะแบตเตอรี่ และเปลี่ยนไอคอน Location (หากแอปฯ กำลังใช้ข้อมูล Location อยู่)

1.4 ไม่มีชื่อแอปฯ ตรง Dock ที่หน้า Home

หากสังเกตดี ๆ จะเห็นได้ว่า Apple ได้ตัดชื่อแอปฯ ตรง Dock ที่หน้า Home ออกไปด้วย

1.5 หน้าจอ Passcode และ Keypad แบบใหม่

หน้าจอ Passcode สำหรับใส่รหัสผ่านก็ถูกเปลี่ยนใหม่เล็กน้อยให้เป็นลักษณะของปุ่มกดวงกลมสีเทา ที่แต่เดิมเป็นวงกลมแบบโปร่งแสง รวมไปถึงหน้ากดหมายเลข (Keypad) เพื่อโทรออกอีกด้วย

1.6 Animation ที่ดู Smooth มากยิ่งขึ้น

ในส่วนของ Animation ต่าง ๆ จะมีการปรับให้มีความ Smooth มากยิ่งขึ้น (ใช้งานแล้วดูลื่นมากยิ่งขึ้น) เช่น Animation การเปิดแอปฯ ต่าง ๆ, Animation งาน Multitasking, Animation การเคลื่อนไหวสลับหน้าจอไปมา, หรือแม้แต่ Animation ปลดล็อกเครื่อง

1.7 ใช้ Font แบบใหม่และปรับปรุงหน้าจอ Settings ใหม่

สำหรับ Font ที่ใช้ใน iOS 11 ก็ถูกปรับให้มีความหนาเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อความคมชัดมากยิ่งขึ้น สังเกตได้จากชื่อแอปฯ ที่มีตัวอักษรที่หนาขึ้น และจะเห็นได้ชัดในหน้าจอ Settings ที่มีการปรับปรุงใหม่ โดยเพิ่มข้อความหัวเรื่องตัวหนาไว้ด้านบน และปรับย้ายบางเมนู/บางฟีเจอร์ให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน มีความเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับ Concept ของหน้าจอ App Store ที่ถูกออกแบบใหม่เช่นกัน

1.8 หน้าจอ Calculator ปรับปรุงใหม่

นอกจากจะมีการเปลี่ยนไอคอนใหม่แล้ว แอปฯ Calculator ยังได้มีการปรับเปลี่ยนปุ่มตัวเลขใหม่อีกด้วย ให้เป็นลักษณะของปุ่มแบบวงกลมแทน

1.9 หน้าจอ Now Playing แบบใหม่บนหน้า Lock Screen

ใน iOS 11 เมื่อเราเล่นเพลงและกดพักหน้าจอ Now Playing บนหน้า Lock Screen ก็ถูกปรับปรุงใหม่ด้วยเช่นกัน ให้เป็นลักษณะคล้ายกับ Notification ที่แต่เดิมจะขึ้นมาเต็มหน้าจอ

1.10 iPhone Storage และ iCloud Usage ปรับปรุงใหม่

การจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนอุปกรณ์ใน iOS 11 นี้ Apple ได้ทำการแยก iPhone Storage และ iCloud Usage ออกจากกัน เพื่อที่จะให้มุมมองในการจัดการกับพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนอุปกรณ์ให้มีความครอบคลุมและดูง่ายมากขึ้น ในส่วนของการตั้งค่าจึงเหลือเพียง iPhone Storage เพียงเท่านั้น

โดยหน้าจอจะมีการปรับปรุงให้ดูง่ายมากขึ้น พร้อมเพิ่มฟีเจอร์แสดงคำแนะนำ (Recommendations) ในการจัดการพื้นที่การใช้งานของเครื่อง เช่น แนะนำให้เปิดการตั้งค่าการลบแอปฯ ที่ไม่ได้ใช้เป็นเวลานานโดยอัตโนมัติ (Offload Unused Apps), แนะนำให้ตั้งค่าการลบบทสนทนาที่เก่าแล้วโดยอัตโนมัติ หรือจัดเก็บข้อความใน iCloud เป็นต้น

โดยสามารถเข้าถึงการตั้งค่า iPhone Storage ได้ที่ Settings > General > iPhone Storage
หรือเข้าถึงการตั้งค่า iCloud Usage ได้ที่ Settings > Apple ID > iCloud > Manage Storage

1.11 App Store โฉมใหม่

แปลกตาขึ้นไปเยอะเลยครับ สำหรับ App Store ที่ถูกออกแบบใหม่แตกต่างไปจากเดิมมากพอสมควร ทั้งในส่วนของ “เกม” และ “แอปฯ” ที่ถูกจับแยกออกจากกันเป็นส่วน ๆ พร้อมกับมีเมนู “วันนี้” สำหรับแสดงเนื้อหาแอปฯ ใหม่ ๆ ในแต่ละวันโดยเฉพาะ

ในส่วนของเมนู “วันนี้” จะถูกแสดงในรูปแบบของ Card ที่มีรูปและข้อความให้เห็นอย่างชัดเจน โดยจะแสดงรายการแอปฯ ที่ออกใหม่, แอปฯ ถูกใจทีมงาน, แอปฯ ฟรีประจำวัน, เกมประจำวัน, รายการยอดฮิตตลอดกาล เป็นต้น การออกแบบใหม่นี้เพื่อมุ่งเน้นไปที่การแสดงบทวิจารณ์ บทสัมภาษณ์ หรือภาพรวมของแอปฯ เป็นหลัก ช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้นำเสนอข้อมูลหรือแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ใช้ได้ชัดเจนและดียิ่งขึ้น


2. Siri ใหม่

ใน iOS 11 นี้ Apple ก็ได้พัฒนาปรังปรุง Siri ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ทั้งไอคอน หน้าจอ เสียง หรือความฉลาดที่มากขึ้น โดยจะมีรายละเอียดการปรับปรุง ดังนี้

2.1 หน้าจอและไอคอน Siri & Search แบบใหม่

อย่างแรกเลยที่ Apple ได้ทำการเปลี่ยนแปลง ก็คือ ไอคอน Siri และ ไอคอน Search ที่ถูกปรับเปลี่ยนใหม่

รวมไปถึงหน้าจอของ Siri ที่ปรับปรุงใหม่ด้วยเช่นกัน

2.2 เสียง Siri แบบใหม่

Apple ได้ทำการปรับปรุงในเรื่องของเสียงผู้ชายและเสียงผู้หญิงที่ให้ความสมจริงมากขึ้น และ Apple ยังกล่าวอีกว่า Siri ใหม่นี้จะมีการออกเสียงที่ดีขึ้น เลียนแบบได้ใกล้เคียงกับการพูดโดยธรรมชาติของมนุษย์ได้มากขึ้นไปอีก โดยสามารถเข้าไปตั้งค่า Siri ได้ที่ Settings > Siri & Search > Voice Gender

หมายเหตุ: ในส่วนการตั้งค่าเสียงเพศ (Voice Gender) ของ Siri จะยังไม่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่

2.3 Siri Suggestions, Siri Translation

ใน Siri ใหม่นี้ จะถูกปรับปรุงให้มีความอัจฉริยะมากขึ้น ช่วยให้ Siri สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น การแนะนำหัวข้อที่คุณสนใจใน Apple News (โดย Siri จะนำข้อมูลนิสัยจากการท่องเว็บใน Safari ของเรามาใช้ในการแนะนำ) อีกทั้ง Siri ยังสามารถช่วยแนะนำการแจ้งเตือนปฏิทินสำหรับการนัดหมายที่เราได้จองไว้บนเว็บอีกด้วย หรือเมื่อเรากำลังพิมพ์ Siri อาจช่วยแนะนำสิ่งต่าง ๆ ที่เราเคยดูไปแล้ว เช่น ชื่อภาพยนตร์ สถานที่ เป็นต้น

Siri สามารถเรียนรู้รสนิยมทางดนตรีของเราได้ และสามารถนำเสนอเนื้อหาที่เราต้องการได้ เมื่อเราขอให้ Siri เล่นเพลง หรือขอให้ Siri ตอบคำถามในเรื่องดนตรีที่ไม่สำคัญ เช่น ใครเป็นมือกลองในเพลงนี้? เป็นต้น

และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ Siri กำลังพัฒนาและมีแผนที่จะขยายให้มากขึ้นในช่วงปลายเดือนที่จะถึงนี้ คือ Siri แปลภาษา โดยเราสามารถสั่งให้ Siri แปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาจีน, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลี หรือสเปนได้ เป็นต้น

2.4 เปิดใช้ฟังก์ชัน Type to Siri เพื่อพิมพ์สนทนาและสั่งการ Siri แบบข้อความได้

Siri ใน iOS 11 นี้จะมีฟีเจอร์ที่ถูกเพิ่มเข้ามา คือ Type to Siri เมื่อเราเปิดแล้วจะช่วยให้เราสามารถพิมพ์บทสนทนาและสั่งการ Siri ในแบบข้อความได้ โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่

Settings >General > Accessibility > Siri > Type to Siri

2.5 สั่งให้ Siri แสดงข้อมูล QR Code จากแอปฯที่ต้องการได้

สุดท้าย Siri ยังได้เปิดให้นักพัฒนาสามารถเพิ่มแอปฯ ของตัวเองให้ใช้งานร่วมกับ Siri ได้ด้วย SiriKit API และยังได้ขยายไปถึงการสั่งให้ Siri สามารถแสดงข้อมูล QR Code จากแอปฯ นั้น ๆ ได้ (โดยแอปฯ นั้นต้องมีการรองรับ QR Code ด้วยเช่นกัน)

3. เพิ่มแอปฯ Files ใหม่

Apple ได้ทำการตัดแอปฯ iCloud Drive ออกใน iOS 11 และได้ เพิ่มแอป Files เข้ามาใหม่ แทน เพื่อที่จะทำให้การทำงานครอบคลุมและกว้างมากยิ่งขึ้น (แอปฯ ถูกออกแบบมาเพื่อเลียนแบบแอปฯ Finder บนเครื่อง Mac)

แอปฯ Files จะช่วยจัดระเบียบข้อมูลที่อยู่บนอุปกรณ์ iOS ให้เป็นระเบียบ รวดเร็ว และง่ายยิ่งขึ้น ทั้งการจัดการไฟล์, สร้างโฟลเดอร์ใหม่, การเลือกไฟล์แบบหลายไฟล์พร้อมกัน, รองรับการ Drag&Drop (ใช้ได้กับ iPad), ใช้งานร่วมกับ iCloud Drive ได้, ใช้ร่วมกับ Cloud Service อื่น ๆ ได้ เป็นต้น

อีกหนึ่งข้อดีที่ Apple ได้ใช้แอปฯ Files เข้ามาแทน คือ จะช่วยให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเพิ่มฟีเจอร์หรือเพิ่มข้อมูลผสานเข้าไปในแอปฯ Files ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม ทั้งในการถ่ายโอนเอกสาร รูปภาพ หรือวิดีโอในระหว่างแอปฯ แต่ละแอปฯ สามารถ ชมพรีวิวแอปพลิเคชัน Files จัดการไฟล์ใน iOS 11 ตัวใหม่จาก Apple

4. ปรับปรุงและอัปเดตฟีเจอร์ของแอปฯ พื้นฐานใน iOS 11 4.1 Messages and Apple Pay

ใน iOS 10 Apple ได้ทำการเพิ่มฟีเจอร์การเข้าถึงและใช้งานแอปฯ ต่าง ๆ เข้ามาภายใน iMessages และใน iOS 11 Apple ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ “App Drawer” เข้ามาใหม่อีก โดยจะแสดงอยู่ใต้ช่องป้อนข้อความ ช่วยให้การเข้าถึงสติกเกอร์หรือเรียกใช้งานแอปฯ ต่าง ๆ ทำได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น

Apple ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ “Apple Pay” เข้ามาใส่ในส่วนของ App Drawer อีกด้วย โดยฟีเจอร์นี้จะช่วยให้เราสามารถชำระเงินแบบ Peer-to-peer (รับ-ส่งเงินระหว่างบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ทีละคนหรือแบบหนึ่งต่อหนึ่ง) กับเพื่อนผ่าน iMessage ได้สะดวกมากขึ้น คล้ายกับแอปฯ Square Cash หรือ Venmo

โดยการชำระเงินหรือรับ-ส่งเงินผ่าน Apple Pay ใน iMessage นั้น จะสามารถใช้การสแกนลายนิ้วมือในการตรวจสอบและยืนยันการชำระได้ โดยเงินที่ได้รับนั้นจะเข้าไปอยู่ในส่วนของบัตรเงินสด Apple Pay Cash ที่อยู่ในแอปฯ Wallet แทน

การรับ-ส่งเงินโดยใช้ iMessage ต้องใช้อุปกรณ์ที่รองรับ Apple Pay ดังนี้ iPhone SE, iPhone 6 ขึ้นไป, iPad Pro, iPad 5th generation, iPad Air 2, iPad mini 3 ขึ้นไป และ Apple Watch โดยปัจจุบันการชำระเงินโดยใช้ Apple Pay นี้จะยังจำกัดอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

และใน iOS 11 ในอนาคต Apple ยังได้เพิ่มฟีเจอร์ให้ข้อมูล Messages ที่เก็บไว้ใน iCloud สามารถทำการ Sync กับอุปกรณ์ทั้งหมดรวมไปถึงอุปกรณ์ใหม่ และจะใช้พื้นที่จัดเก็บที่ลดน้อยลงอีกด้วย

4.2 Notes

เป็นการปรับปรุงที่สะดวกและได้รับประโยชน์มากขึ้นเลยทีเดียวครับ สำหรับแอปฯ Notes ที่ Apple ได้เพิ่มฟีเจอร์ “Document Scanner” เข้ามาใหม่ ช่วยให้เราสามารถทำการ สแกนเอกสารผ่านแอป Notes ได้อย่างง่ายดาย โดยสามารถแก้ไขรูปเอกสาร ปรับขอบ ลบเอียง ก่อนการบันทึกและแชร์ได้ เรียกได้ว่าเป็นฟีเจอร์ที่สามารถใช้แทนแอปฯ สแกนเอกสารอื่น ๆ ได้ดีเลยทีเดียวครับ

อีกทั้ง Notes ใน iOS 11 นี้ยังเพิ่มความสามารถในการจดจำลายมือของเราได้อีกด้วย ช่วยให้การค้นหาง่ายยิ่งขึ้นอีก

4.3 Maps

Apple ได้ทำการซื้อบริษัทที่ทำเกี่ยวกับแผนที่ภายในอาคาร (Indoor Mapping) และใน iOS 11 ก็ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้จริง ๆ ครับ เพราะแอปฯ Maps ใน iOS 11 นี้จะสนับสนุนแผนที่ภายในอาคารของห้างสรรพสินค้าและสนามบินที่ได้รับการเลือกจากทั่วโลกอีกด้วย โดยจะแสดงในรูปแบบ Full Layout และสำหรับร้านอาหาร ห้องน้ำ หรือสถานที่สำคัญจะแสดงในรูปแบบของไอคอนแทน

โดยเทคโนโลยีแบบ Indoor Mapping นี้ ณ ปัจจุบันจะยังคงจำกัดอยู่ในห้างสรรพสินค้าและสนามบินที่สำคัญเท่านั้น แต่ Apple ได้กล่าวว่าเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ จะได้รับการสนับสนุนและขยายตัวมากขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต

4.4 Apple News

Apple News ได้เพิ่มแท็บใหม่เข้ามา ชื่อว่า “Spotlight” โดยแท็บดังกล่าวนี้จะแสดงข่าวสารหรือเรื่องราวที่ได้รับการคัดสรรจากเจ้าหน้าที่หรือบรรณาธิการของ Apple News ซึ่งในแต่ละวัน Spotlight จะมีหัวข้อใหม่และถูกไฮไลต์เรื่องราวนั้นไว้โดยเฉพาะ

ส่วนในแท็บ “For You” ของ Spotlight จะแสดงเนื้อหาที่แนะนำโดย Siri ตามการใช้งานใน Safari และแอปฯ ของเรา

4.5 Apple Music

Apple ได้ทำการเพิ่มฟีเจอร์ “Connect” ใน Apple Music ที่กำหนดให้เราต้องเชื่อมต่อบัญชีผู้ใช้กับบริการของ Apple Music ที่แต่เดิมจะมีเพียงศิลปินเท่านั้นที่จะสามารถเชื่อมต่อบัญชีได้ โดยเราสามารถสร้างโปรไฟล์ในแอปฯ Apple Music และสามารถแชร์ Playlist ให้กับเพื่อน หรือจะดู Playlist ของเพื่อนก็ได้

โปรไฟล์ของเราจะอยู่ในส่วนของเมนู “For You” โดยเราสามารถตั้งค่าให้เป็นแบบสาธารณะหรือแบบส่วนตัวได้ สามารถดูโปรไฟล์ของเพื่อนที่กดติดตามไว้ได้ และยังสามารถมองเห็นเพลงที่เพื่อนกำลังฟังอยู่ได้อีกด้วย

4.6 Camera

Live Photo ถือว่าเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ช่วยเพิ่มความมหัศจรรย์และความมีชีวิตชีวาให้กับภาพถ่ายโดยเฉพาะ และใน iOS 11 นี้ เราจะสามารถใช้แถบในการเลือกภาพถ่าย Live Photo ที่ดีที่สุด ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งได้ (คล้ายกับการดึงภาพนิ่งที่ดีที่สุดออกจากวีดีโอหรือ Burst Mode) อีกทั้งยังมีตัวเลือกในการแก้ไขเพิ่มเติมให้อีกด้วย เช่น ครอบรูปภาพ หมุนภาพ ปรับแสงสีอัตโนมัติหรือปรับเอง เป็นต้น โดยสามารถทำได้ ดังนี้

เลือกรูป Live Photo > กด Edit > เลือกรูปที่ดีที่สุด

เครื่องมือใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาสำหรับภาพ Live Photo คือ Loop, Bounce และ Long Exposure โดย Loop จะทำให้ภาพ Live Photo แสดงในลักษณะของการวนหรือทำซ้ำเรื่อย ๆ เมื่อจบและเริ่มใหม่เหมือนกับภาพ GIF และ Bounce จะทำให้ภาพเล่นวิดีโอไปข้างหน้าและย้อนกลับ ส่วน Long Exposure จะแปลงบางส่วนของภาพวิดีโอให้ขยับได้ เช่น การไหลของน้ำ ลักษณะคล้ายกับการทำภาพนิ่งขยับได้นั่นเอง โดยสามารถทำได้ ดังนี้

เลือกรูป Live Photo > สไลด์รูปขึ้นด้านบน > เลือกรูปแบบที่ต้องการ

และใน iOS นี้เอง Apple ยังได้ปรับปรุงโหมดการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait Mode) ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก โหมดแสงน้อย HDR ก็ทำได้ดีขึ้น แฟลชก็สามารถทำงานในโหมดแนวตั้งได้ และเมื่อเรา FaceTime ก็มีปุ่มใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อจับภาพ Live Photo ในระหว่างที่ FaceTime กับเพื่อนได้ รวมไปถึงความสามารถที่ แอปฯ Camera สามารถสแกน QR Code ได้อีกด้วย

4.7 HEVC and HEIF

ใน iOS 11 Apple ได้ทำการปรับปรุงด้านประสิทธิภาพของการจัดเก็บรูปภาพและวิดีโอให้ใช้พื้นที่บน iPhone และ iPad ลดน้อยลง และสำหรับวิดีโอ Apple กำลังจะใช้การเข้ารหัสแบบ HEVC หรือ H.265 ซึ่งส่งผลให้การบีบอัดดีขึ้น 2 เท่า และในไฟล์รูปแบบ JPEG จะถูกเปลี่ยนเป็น HEIF (High Efficiency Image Format) ซึ่งจะช่วยให้ขนาดไซส์ของรูปภาพลดลงครึ่งหนึ่งอีกด้วย

ภาพถ่ายและวิดีโอจะมีขนาดไซส์หรือพื้นที่จัดเก็บน้อยลงเมื่ออยู่บน iCloud และรูปถ่ายและวิดีโอจะยังคงสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ ดังนั้นเราจึงยังคงสามารถแบ่งปันเนื้อหากับเพื่อนของเราได้ โดยรูปแบบใหม่นี้จะมีอยู่ในอุปกรณ์ที่มีชิปประมวลผลตั้งแต่ A9 ขึ้นไป

4.8 Photos

ระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ในแอปฯ Photos จะทำการ Sync ข้อมูลกับอุปกรณ์ทั้งหมดของเรา ที่แต่เดิมจะมีเฉพาะในอุปกรณ์ iOS หรือ Mac เท่านั้น นั่นหมายความว่าเราจะต้องทำการระบุรูปถ่ายว่าใครเป็นใคร เพื่อที่ระบบจะได้ทำการ Sync ข้อมูลดังกล่าวกับ Macs, iPhones และ iPads ทั้งหมดของเรา

และเมื่อแก้ไขรูปถ่ายใน iOS 11 ก็ยังได้เพิ่ม Filter เข้ามาใหม่ ได้แก่ Vivid, Vivid Warm, Vivid Cool, Silvertone, Dramatic และอื่น ๆ อีกมากมายที่เข้ามาแทนที่ Filter เดิม ๆ รวมไปถึงการปรับปรุงให้แอปฯ สนับสนุนรูปถ่ายสกุลไฟล์แบบ GIF ด้วย โดยเมื่อกดเล่นรูปถ่ายแบบ GIF แล้วจะถูกนำไปเก็บยังโฟลเดอร์ Animated

ในแอปฯ Photos ยังได้เพิ่มตัวเลือกใหม่ “Share Sheet” ที่ออกแบบมาเพื่อให้ง่ายต่อการเปลี่ยนภาพให้เป็นหน้าปัดนาฬิกาสำหรับ Apple Watch โดยเฉพาะอีกด้วย

4.9 Safari

Safari ได้เพิ่มฟีเจอร์เข้ามาใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้เว็บไซต์ติดตามเราได้จากหลายไซต์ โดยฟีเจอร์นี้มีวัตถุประสงค์ในด้านโฆษณาโดยเฉพาะ (จะไม่มีการลดโฆษณาลงแต่อย่างใด แต่จะเน้นในด้านความเป็นส่วนตัวของเรามากขึ้น) ทำให้ผู้โฆษณาทำการรวบรวมหรือเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่เราเข้าดูได้ยากขึ้น

และ Safari ยังได้ทำการปรับปรุงให้ทำงานร่วมกับ Siri ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ให้ดีขึ้น ทำให้ Siri สามารถเก็บข้อมูลในการท่องเว็บของเราได้ง่ายขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ในการคาดการณ์สิ่งที่เราพิมพ์และนำเสนอข้อมูลให้กับเราในอนาคตได้ เช่น Apple News เป็นต้น

4.10 Health

ใน iOS ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ในแอปฯ Health จะสามารถอัปโหลดขึ้นไปเก็บไว้ยัง iCloud ได้ ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้จากอุปกรณ์หลายเครื่อง และทำให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลจะถูกสำรองและเก็บไว้อย่างปลอดภัย ไม่สูญหายแน่นอน โดยการอัปโหลดข้อมูลสุขภาพของแอปฯ Health ไปยัง iCloud นั้น สามารถไปตั้งค่าได้ที่

Settings > Apple ID > iCloud > Helath > ปรับเป็น On

4.11 Home

ใน iOS 11 แอปฯ Home และ HomeKit จะสามารถเชื่อมต่อกับลำโพงได้ โดยลำโพงดังกล่าวต้องรองรับการใช้งานร่วมกับแอปฯ HomeKit ด้วยเช่นกัน เช่น HomePod ของ Apple ที่จะสามารถเชื่อมต่อกับแอปฯ HomeKit ได้ ทำให้เราสามารถทำการกำหนดค่าและควบคุมได้ผ่านแอปฯ Home Kit

4.12 AirPlay 2

ใน AirPlay 2 นี้ จะมีฟีเจอร์ใหม่ที่สนับสนุนการใช้งานลำโพงจากหลายห้องด้วยกัน ช่วยให้เราสามารถเล่นเพลงหรือปรับระดับความดังได้กับลำโพงที่เชื่อมต่ออยู่ภายในบ้านทุกตัว (สามารถเลือกเล่นเฉพาะบางลำโพงได้) โดยที่ผู้ผลิตลำโพงชื่อดัง เช่น Beats, Bose, B&O หรือ Bowers & Wilkins กำลังวางแผนที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกับ HomeKit อีกด้วย

อีกทั้ง Apple TV ก็ยังสามารถควบคุมเสียงของลำโพงทั้งหมดภายในบ้านผ่าน AirPlay 2 ได้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะใช้งานผ่าน Apple Music หรือ Siri

5. ฟีเจอร์ใหม่และฟีเจอร์ที่ซ่อนอยู่

ใน iOS 11 ได้มีการอัปเดตที่เรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างใหญ่และเยอะพอสมควร โดยเฉพาะฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ทาง Apple ได้แอบเพิ่มเข้ามา เราลองมาดูกันครับ ว่าจะมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอะไรบ้าง

5.1 ห้ามรบกวนขณะขับรถ (Do Not Disturb While Driving)

ฟีเจอร์ห้ามรบกวน (Do Not Disturb) ถือได้ว่าเป็นฟีเจอร์ที่มีมาตั้งแต่เดิมแล้ว แต่ใน iOS 11 ก็ได้รับการขยายและพัฒนาขึ้นไปอีกให้กลายเป็น “ห้ามรบกวนขณะขับรถ (Do Not Disturb While Driving)” โดยฟีเจอร์นี้จะทำการปิดเสียงแจ้งเตือนขาเข้าทั้งหมดบน iPhone เมื่อเชื่อมต่อ Bluetooth หรือ Wifi ของรถยนต์ (ช่วยให้มีสมาธิในการขับขี่ที่ดีขึ้น ลดความฟุ้งซ่านจากเสียงรบกวนทางโทรศัพท์)

นอกจากจะปิดเสียงแจ้งเตือนขาเข้าทั้งหมดแล้ว ฟีเจอร์นี้ยังสามารถตั้งค่าข้อความสั้น ๆ ให้ตอบกลับไปยังบุคคลนั้น ๆ ได้ว่า “เรากำลังขับรถอยู่” ได้อีกด้วย โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่

Settings > Do Not Disturb > Auto-Reply To หรือ Auto-Reply

5.2 ตั้งค่าคีย์บอร์ดมือเดียว (One Handed Keyboard)

หากใครที่ถนัดการพิมพ์ข้อความด้วยมือข้างเดียว ก็ไม่ผิดหวังละครับ เพราะใน iOS 11 นี้ เราสามารถตั้งค่าให้คีย์บอร์ดรองรับการพิมพ์ด้วยมือข้างเดียวได้ง่าย ๆ โดยกดค้างที่ไอคอนลูกโลกหรือไอคอนอีโมจิบนแป้นพิมพ์ของ iPhone เพียงเท่านี้เราก็สามารถเปลี่ยนคีย์บอร์ดไปทางด้านซ้ายหรือด้านขวาได้แล้วครับ หรือสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่

Settings > General > Keyboard > One Handed Keyboard

5.3 Smart Invert

Smart Invert เป็นฟีเจอร์ที่จะช่วยปรับสีของหน้าจอให้เป็นโทนสีดำ (Dark Color) ยกเว้นรูปภาพและแอปฯ บางตัว คล้ายกับ Dark Mode เพื่อช่วยในเรื่องของการถนอมสายตาหรืออาการตาล้าจากการจ้องมองหน้าจอเป็นเวลานาน

โดยฟีเจอร์ Smart Invert นี้ถูกพัฒนาเพิ่มเติมขึ้นมาจากโหมดสำหรับผู้มีปัญหาทางด้านสายตาเป็นหลัก แต่จะแตกต่างจากฟีเจอร์ Classic Invert ของผู้มีปัญหาทางด้านสายตาอย่างสิ้นเชิง สามารถเข้าไปชมรีวิวเพิ่มเติมได้ที่ Smart Invert ฟีเจอร์ที่ทำงานเหมือน Dark Mode ใน iOS 11 Beta 1 หรือสามารถเข้าไปเปิดการใช้งานได้ที่

Settings > General > Accessibility > Display Accommodations > Invert Colors > Smart Invert > ปรับเป็น On

5.4 Emergency SOS

ใน iOS 11 Apple ยังได้ทำการเพิ่มฟีเจอร์ Emergency SOS เข้ามาใหม่ เพื่อเป็นตัวเลือกในการตั้งค่าเปิด/ปิดการโทรออกในกรณีฉุกเฉิน เมื่อเปิดการใช้งาน “Auto Call” แล้ว เราสามารถกดปุ่ม Sleep จำนวน 5 ครั้ง เพื่อทำการโทรออกฉุกเฉินไปยังเบอร์ 911 ได้ และกดอีก 5 ครั้ง เพื่อปิดการใช้งาน โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่

Settings > Emergency SOS > Auto Call > ปรับเป็น On

5.5 ตั้งค่าการเคาะหูฟัง AirPods แต่ละข้างเพื่อเปลี่ยนเพลง (AirPods Settings and Next Track)

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มีการอัปเดตใน iOS 11 คือ ความสามารถในการ ตั้งค่าการเคาะหูฟังของ AirPods แต่ละข้างให้เปลี่ยนเพลง, หยุดเพลง, เล่นเพลง หรือเรียก Siri ได้ ในหน้าจอการตั้งค่าหูฟัง AirPods นั้น เราสามารถกำหนดการเคาะนิ้ว 2 ครั้งที่หูฟัง AirPods แต่ละข้างได้ว่า จะให้ควบคุมอุปกรณ์อย่างไร โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่

Settings > Bluetooth > AirPods > Left หรือ Right เพื่อตั้งค่าการเคาะหูฟังแต่ละข้าง

5.6 Automatic Setup

ใน iOS 11 นี้ เมื่อเราซื้อ iPhone หรือ iPad ใหม่ เราสามารถทำการตั้งค่าต่าง ๆ ได้ไวและง่ายยิ่งขึ้น เพียงนำอุปกรณ์ iOS หรือ Mac ของเรานำมาไว้ใกล้กัน และทำการกด Automatic Setup เพียงเท่านี้ระบบก็จะทำตั้งค่าให้โดยอัตโนมัติโดยการโอนข้อมูลส่วนบุคคลต่าง ๆ มาให้ยังอุปกรณ์ใหม่

5.7 Offload Unused Apps

ในส่วนของการตั้งค่า (Settings) Apple ยังได้ทำการเพิ่มฟีเจอร์ Offload Unused Apps เข้ามาเพื่อเป็นตัวเลือกในการถอนการติดตั้งแอปฯ (Uninstall) ที่ไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานานโดยอัตโนมัติให้อีกด้วย โดยที่เอกสารและข้อมูลของแอปฯ ที่ลบไปนั้น จะยังคงมีอยู่และใช้การได้เมื่อเราติดตั้งแอปฯ ดังกล่าวนั้นกลับมาอีกครั้ง (ช่วยให้ประหยัดเนื้อที่ได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับผู้ที่ใช้อุปกรณ์ที่มีหน่วยความจำน้อย) โดยสามารถเข้าไปเปิดการตั้งค่าได้ที่

Settings > General > iPhone Storage > Offload Unused Apps > กด Enable เพื่อเปิดการใช้งาน

หรือเราสามารถเข้าไปลบแอปฯ ด้วยตัวเองได้ โดยการเลือกแอปฯ ที่ต้องการและกด Offload App โดยวิธีการนี้จะทำการลบแอปฯ ที่ไม่ได้ใช้เป็นเวลานานออกไป แต่จะไม่ลบข้อมูลของเราภายในแอปฯ เช่น บันทึกเกมที่เคยเล่นไว้, ข้อมูลรูป, ข้อมูลส่วนตัวที่เคยบันทึกไว้ภายในแอปฯ เป็นต้น รวมไปถึงไอคอนแอปฯ ก็ยังคงอยู่ในระบบ เราสามารถกดเพื่อติดตั้ง (Install) กลับมาอีกครั้งได้ทุกเวลา

5.8 เพิ่มเมนู Accounts & Passwords ใหม่

Apple ได้เพิ่มเมนู Accounts & Passwords เข้ามาใหม่ในส่วนของการตั้งค่า ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงบัญชีและรหัสผ่านของเราทุกบัญชีได้ง่ายขึ้น มีการจัดกลุ่มเมนูได้อย่างชัดเจนเป็นระเบียบมากขึ้น โดยในเมนูการตั้งค่าบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านนี้ จะรวมบัญชี iCloud และบัญชีอีเมลทุกอีเมลรวมไปถึงรหัสผ่านเข้าไว้ด้วยกัน โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่

Settings > Accounts & Passwords

5.9 แอปฯ Camera สามารถสแกน QR Code ได้

ในแอปฯ Camera ใหม่นี้ จะสามารถใช้กล้องในการสแกน QR Code ได้ พร้อมกับการตอบสนองในการทำสิ่งต่าง ๆ เช่น การเปิด Safari ไปยังเว็บไซต์ที่ระบุใน QR Code เป็นต้น สามารถชมรีวิว iOS 11 สแกน QR Code ด้วยกล้องถ่ายรูปใน iPhone ได้เลย ไม่ต้องลงแอปเพิ่ม

5.10 Password Autofill

สำหรับการกรอกรหัสผ่านในช่องต่าง ๆ ใน iOS 11 จะมีระบบจดจำและใส่รหัสผ่านที่เคยกรอกไว้ให้โดยอัตโนมัติ (ลักษณะคล้ายกับการใส่ Username ให้โดยอัตโนมัติ)

5.11 หยุดอัปโหลดอัตโนมัติ (Auto-pausing for Uploads)

การ Sync ข้อมูลรูปภาพและการอัปเดตต่าง ๆ ใน iOS 11 จะถูกหยุดชั่วคราวโดยอัตโนมัติเมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย

5.12 แชร์รหัส Wifi ให้เพื่อนได้ (WiFi Password Sharing)

สำหรับอุปกรณ์ iOS ที่รู้รหัสผ่านและเคยเชื่อมต่อ Wifi แล้วจะสามารถแชร์รหัสผ่าน Wifi ให้กับอุปกรณ์อื่นที่อัปเดตเป็น iOS 11 แล้วได้ โดยการแชร์รหัสผ่านนี้จะสามารถทำได้เมื่ออุปกรณ์ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่ใกล้กัน

5.13 ปรับการแสดงผลแถบเลื่อนระดับเสียงใหม่

เมื่อดูวิดีโอและทำการปรับระดับเสียงใน iOS 11 แถบเลื่อนระดับเสียงจะไม่เกะกะหน้าจออีกต่อไป เนื่องจาก Apple ได้ทำการปรับให้เป็นแถบเลื่อนเล็ก ๆ ด้านมุมบนขวาแทน

5.14 แอปฯ Photos รองรับการแสดงภาพ GIF แล้ว

สำหรับภาพ GIF ที่แต่เดิมเมื่อเปิดในแอปฯ Photos แล้วจะไม่สามารถแสดงผลแบบเคลื่อนไหวได้ แต่ใน iOS 11 นี้ ภาพ GIF จะสามารถแสดงผลเคลื่อนไหวได้โดยการแตะที่ตัวรูปภาพหนึ่งครั้ง

5.15 สามารถย้าย Icon แอปฯ หลาย ๆ ตัวพร้อมกันได้

สำหรับใน iOS 11 นี้ก็มีฟีเจอร์ที่ช่วยให้เรา สามารถย้ายไอคอนแอปฯ ได้หลายรายการพร้อมกัน โดยแตะหรือกดค้างที่แอปฯ แรกเพื่อจะเริ่มการย้าย ขั้นต่อมาคือใช้นิ้วแตะที่แอปฯ ตัวที่หนึ่งค้างไว้ตามด้วยลากมาตำแหน่ง Standby เพื่อรอเพิ่มแอปฯ ตัวอื่น ๆ เข้าไป แล้วจากนั้นก็แตะแอปฯ ตัวอื่น ๆ ที่ต้องการย้าย

5.16 Screen Recording

เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจและหลายคนรอคอยมากเลยทีเดียวครับ สำหรับ ฟีเจอร์บันทึกวิดีโอหน้าจอ Screen Recording ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Control Center

โดยฟีเจอร์นี้จะทำให้เราสามารถอัดวิดีโอหน้าจอพร้อมเสียงจากไมโครโฟน แล้วบันทึกเป็นวิดีโอลงแอปฯ Photos ได้ ถือว่าเป็นฟีเจอร์ที่สะดวกมากเลยทีเดียวครับ สามารถเข้าไปตั้งค่าเพิ่มฟีเจอร์ Screen Recording ใน Control Center ได้ที่

Settings > Control Center > Customize Control

5.17 เมนู Shutdown สั่งปิดเครื่อง หากปุ่ม Power เสีย

สำหรับใครที่ปุ่ม Power เสีย ก็ไม่ต้องหาวิธีปิดเครื่องกันให้ยุ่งยากแล้วครับ เพราะใน iOS 11 นี้ Apple ได้ เพิ่มเมนู Shutdown มาให้ในส่วนของการตั้งค่าโดยเฉพาะ โดยเราสามารถเข้าไป Shut down หรือปิดเครื่องได้ที่

Settings > General > Shut Down

สำหรับการเปิดเครื่องถ้าปุ่ม Power เสีย ให้ทำการเสียบสายชาร์จ แล้วเครื่องจะเริ่มทำงานใหม่เมื่อเสียบสายชาร์จ

5.18 iCloud Family Sharing

Apple ได้เพิ่มฟีเจอร์ให้ iCloud สามารถตั้งค่าให้แชร์ข้อมูลเพลง หนัง แอปฯ หรือข้อมูลอื่น ๆ ได้ถึง 6 อุปกรณ์ในครอบครัวของเรา โดยสามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่

Settings > Apple ID > Set up Family Sharing… > Get Started

5.19 Screenshot

ในส่วนของการบันทึกภาพหน้าจอ (Screenshot) ก็ถูกอัปเดตเพิ่มเติมใน iOS 11 โดยเมื่อทำการบักทึกภาพหน้าจอแล้ว ระบบจะแสดงภาพพรีวิวเล็ก ๆ ในมุมล่างซ้ายของหน้าจอ และเมื่อเราแตะที่รูปพรีวิวเล็ก ๆ นั้น เราสามารถทำการแก้ไขรูปภาพก่อนการบันทึกได้อีกด้วย

5.20 เพิ่มฟังก์ชัน Restart ที่ Assistive Touch

เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์เล็ก ๆ ที่น่าสนใจใน iOS 11 ที่เราสามารถ เพิ่มฟังก์ชัน Restart ให้เป็นหนึ่งในเมนูของ AssistiveTouch เพื่อสั่ง Restart เครื่องโดยไม่ต้องกดปุ่ม Home+Power โดยมีวิธีเปิดใช้งาน ดังนี้

Settings > General > Accessibility > AssisiveTouch > เปิด On > ไปที่ Customize Top Level Menu > แตะ + เพื่อเพิ่มไอคอน > เลือก Restart > Done

5.21 Drag&Drop รูปภาพ

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ซ่อนอยู่ใน iOS 11 คือ การ Drag&Drop ที่ช่วยให้เราสามารถลากข้อมูลเพื่อคัดลอกหรือเคลื่อนย้ายระหว่างแอปฯ ได้ สามารถชมวิดีโอทดสอบได้ที่ พบฟีเจอร์ลับ Drag&Drop สำหรับ iPhone ใน iOS 11 Beta 1

5.22 FLAC Audio

ใน iOS 11 Apple ได้แอบเพิ่มฟีเจอร์เข้าไปแบบเงียบ ๆ ใน iPhone รุ่นใหม่และ iPhone 7 ให้มีคุณสมบัติ การรองรับการเล่นไฟล์เสียงแบบ FLAC (Free Lossless Audio Codec) โดยรูปแบบไฟล์เสียงแบบ FLAC คือ ไฟล์เสียงคุณภาพสูงที่ถูกบีบอัดให้มีขนาดเล็กลงโดยไม่สูญเสียคุณภาพของเสียง ช่วยประหยัดพื้นที่ได้ 50-60% ของไฟล์ต้นฉบับ

5.23 ซาวด์เสียงชาร์จที่ซ่อนอยู่

มีการค้นพบบันทึกซาวด์เสียงของการชาร์จแบตฯ ที่ซ่อนไว้ โดยซาวด์เสียงดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาใช้ในอุปกรณ์ iOS 11 ทั่วไป บางคนคาดการณ์ว่า อาจเป็นซาวด์เสียงชาร์จใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับฟังก์ชันการชาร์จแบบไร้สายในอนาคตที่กำลังจะเปิดตัวใน iPhone X

5.24 ป้องกันการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่มีสัญญาณต่ำอัตโนมัติ

ใน iOS 11 อาจมีฟีเจอร์ หยุดการเชื่อมต่อและป้องกันการเชื่อมต่อ Wi-Fi ที่มีสัญญาณต่ำโดยอัตโนมัติ (Auto Join Disabled) โดยฟีเจอร์นี้จะมีประโยชน์สำหรับการป้องกันการเชื่อมต่อ Wi-Fi สาธารณะที่มีสัญญาณต่ำ เช่น Starbucks, สนามบิน และร้านอาหาร เป็นต้น

6. อุปกรณ์ที่รองรับ iOS 11

หัวข้อที่เกี่ยวข้อง

ขอบคุณข้อมูลจาก –  MacRumors

The post iOS 11 เปิดให้อัปเดตอย่างเป็นทางการแล้ว มีอะไรใหม่? appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

เคส iPhone 7, 7 Plus ของ Apple ใส่ iPhone 8, 8 Plus ได้

iPhonemod - 19 September 2017 - 19:51

หลังจาก Apple เปิดตัว iPhone 8 รุ่นใหม่ก็ได้เปิดขายเคสสีใหม่ทันที ข่าวดี คือ เคส iPhone 7, 7 Plus ของ Apple ใส่ร่วมกับ iPhone 8, 8 Plus ได้

ขนาดตัวเครื่อง iPhone 7, 7 Plus กับ iPhone 8, 8 Plus ไม่ต่างกันมาก

สำหรับขนาดตัวเครื่องของ iPhone 8, 8 Plus มีขนาดใหญ่กว่า iPhone 7, 7 Plus เล็กน้อย เนื่องจากเปลี่ยนไปใช้ว้สดุกระจก แต่แตกต่างกันเพียงระดับ มม. เท่านั้น

เคส iPhone 7, 7 Plus ของ Apple ใส่ iPhone 8, 8 Plus ได้

ในเว็บไซต์ Apple Store Online มีข้อคความยืนยันว่า เคส iPhone 8, 8 Plus ที่ Apple เปิดจำหน่ายสามารถใช้ร่วมกับ iPhone 7, 7 Plus นั่นหมายความว่าเคสซิลิโคนหรือเคสหนัง iPhone 7, 7 Plus ที่ Apple เปิดขายก่อนหน้านี้ สามารถนำมาสวมใส่ iPhone 8, 8 Plus ได้เช่นกัน

Apple เปิดขายเคสสำหรับ iPhone 8, 8 Plus สีใหม่หลายรุ่น โดยราคาของ เคสซิลิโคนจะอยู่ที่ 1,700 บาท ส่วน เคสหนังราคา 2,200 บาท สั่งซื้อได้ที่ Apple Store Online จัดส่งภายใน 1 วันทำการ

 

The post เคส iPhone 7, 7 Plus ของ Apple ใส่ iPhone 8, 8 Plus ได้ appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

เครื่องจริงก็มา! ภาพ Gionee M7 จอลดขอบ พร้อมกล้องหลังคู่

MXPhone - 19 September 2017 - 19:10
Gionee มีคิวจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของค่าย M7 อย่างเป็นทางการในวันที่ 25 กันยายนนี้ โดยที่เมื่อไม่กี่วันก่อนก็มีภาพเรนเดอร์ตัวเครื่องออกมาให้ชมกันเป็นที่เรียบร้อย แต่ถ้ายังไม่จุใจล่าสุดบน Weibo สังคมออนไลน์ของจีนก็มีภาพเครื่องจริงตัวจริงมาให้ชมกัน ซึ่งเครื่องที่โชว์ก็เป็นสีฟ้าแบบเดียวกันกับในตัวเรนเดอร์ด้วย Gionee M7 เป็นสมาร์ทโฟนที่ดีไซน์มาเกือบจะไร้พื้นที่ขอบจอ ซึ่งเป็นเทรนด์งานดีไซน์ของสมาร์ทโฟนปีนี้ ขณะที่กล้องหลังเองก็เป็นแบบคู่ซึ่งเป็นอีกเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวบอดี้เป็นโลหะดีไซน์ unibody มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลังเครื่อง ตัวปุ่มเป็นซอฟต์แวร์ในแบบฉบับ...
Categories: Partners

เปลี่ยนโปรเติมเงินแบบเดิมๆ มาใช้โปรรายเดือนเบาเบา เริ่มต้นแค่ 225 บาท !! พร้อมเน็ตไม่อั้นไม่ลดสปีด

MacThai - 19 September 2017 - 18:20

เชื่อว่าหลายคนที่ชื่นชอบการใช้โปรโมชั่นค่ายมือถือแบบเติมเงินกันอยู่ แต่ก็แอบมองหาโปรรายเดือนราคาไม่สูง ที่เหมาะกับการใช้งาน พร้อมส่วนลดดีๆ ตอนนี้มีโปรพิเศษที่ราคาเดือนละแค่ 225 บาทเท่านั้น !!

โปรรายเดือนใหม่ “เบาเบา” จาก TrueMove H

มาแล้วกับโปรโมชั่นใหม่ “เบาเบา” ซึ่งเหมาะสำหรับใครที่ใช้โปรเติมเงินอยู่ให้มาใช้แบบรายเดือน พร้อมรับส่วนลดค่าบริการ 50% ไปเลย โดยรายละเอียดมีดังนี้

  • รับส่วนลดค่าบริการรายเดือน 50% จากราคาปกติ 450 บาท เหลือเพียงเดือนละ 225 บาท
  • เน็ตไม่อั้น ไม่ลดสปีด ที่ความเร็ว 512 กิโลบิตต่อวินาที (Kbps)
  • พร้อมใช้ WiFi ได้ไม่อั้น
  • โทรฟรีไม่อั้นในเครือข่ายทรูมูฟ เอช 24 ชั่วโมง โดยไม่ตัดสาย
  • โทรนอกเครือข่ายก็คุ้ม เพียงนาทีละ 55 สตางค์

  • รับเพิ่มเน็ตฟรี 2 กิกะไบต์ (GB) ทุกเดือน นาน 12 เดือน สำหรับดูหนัง ดูบอล ผ่านแอป TrueID และยังฟังเพลงฟรีไม่เสียค่าเน็ตด้วย
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ตามต้องการ ไม่ต้องกังวลว่าจะใช้เกิน หรือจะจ่ายแพงกว่าที่เคยใช้ เพียงกด *939*4*2*1*จำนวนเงิน# แล้วกดโทรออก ระบบจะส่ง SMS แจ้งเตือนเมื่อใช้ถึงจำนวนที่กำหนด

หรือจะสมัครพร้อมซื้อเครื่อง ก็รับส่วนลดค่าบริการเหลือเพียงเดือนละ 350 บาท พร้อมเลือกรับส่วนลดพิเศษมือถือแบรนด์ดังกว่า 50% ตามภาพเลย

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม – TrueMove H

The post เปลี่ยนโปรเติมเงินแบบเดิมๆ มาใช้โปรรายเดือนเบาเบา เริ่มต้นแค่ 225 บาท !! พร้อมเน็ตไม่อั้นไม่ลดสปีด appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Apple File System บน High Sierra รองรับเฉพาะหน่วยความจำแฟลช Fusion Drive ลงเบต้าไปแล้วอาจต้องฟอร์แมตใหม่

MacThai - 19 September 2017 - 18:00

Apple ได้ประกาศนำระบบไฟล์แบบใหม่ คือ Apple File System หรือ APFS มาใช้งานกับ macOS High Sierra ซึ่งฟีเจอร์นี้จะยังคงจำกัดเฉพาะ Mac ที่ใช้พื้นที่เก็บข้อมูลแบบแฟลชเท่านั้น หมายความว่า iMac และ Mac mini ที่ใช้ Fusion Drive ไม่สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ แม้ว่าในช่วงทดสอบเบต้า Apple ได้แปลงดิสก์ที่ใช้ Fusion Drive ให้เป็น APFS ก็ตาม

นอกจากนี้ Apple ได้ประกาศให้ผู้ใช้ที่ติดตั้ง Fusion Drive และลง macOS High Sierra เวอร์ชันทดสอบซึ่งถูกแปลงดิสก์เป็น APFS ไปแล้ว จำเป็นต้องแบคอัพข้อมูลและฟอร์แมตฮาร์ดดิสก์ใหม่ ให้เป็นระบบไฟล์ HFS+ แบบเดิม ก่อนที่จะติดตั้ง macOS High Sierra เวอร์ชันเต็ม ตามคำแนะนำของ Apple บนหน้าเว็บนี้

ทั้งนี้ Apple ได้กล่าวว่าจะเป็นเฉพาะเวอร์ชันแรก ๆ ของ macOS High Sierra เท่านั้นที่ APFS จะไม่รองรับ Fusion Drive ซึ่งเป็นไปได้ว่า Apple น่าจะพบปัญหาใหญ่และจำเป็นต้องถอดฟีเจอร์ออกไปอย่างเร่งด่วน และหากแก้ปัญหาทันเราอาจเห็น APFS ที่รองรับ Fusion Drive กลับมาใน macOS High Sierra เวอร์ชันอัพเดตย่อย

สำหรับรายละเอียดของระบบไฟล์แบบใหม่ Apple File System ที่จะมาพร้อมกับ macOS High Sierra สามารถไปอ่านได้ตามข่าวเก่า ส่วนรายละเอียดฉบับเต็มสามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ Apple Developer

Apple วางแผนว่าจะปล่อย macOS High Sierra ให้ผู้ใช้ทั่วไปในวันที่ 25 กันยายนตามเวลาสหรัฐฯ โดยตามเวลาในไทยน่าจะเป็นเกือบเที่ยงคืนของวันที่ 26 กันยายน

ที่มา – MacRumors

The post Apple File System บน High Sierra รองรับเฉพาะหน่วยความจำแฟลช Fusion Drive ลงเบต้าไปแล้วอาจต้องฟอร์แมตใหม่ appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Sony ส่งสมาร์ทโฟน 3 รุ่นรวดลงตลาด! นำทัพโดย Xperia XZ1 เปิดราคา 22,990 บาท ขายในงาน TME ที่แรก

MXPhone - 19 September 2017 - 16:46
โซนี่ ไทย จำกัด เปิดตัวสมาร์ทโฟน 3 รุ่นล่าสุด คือ Xperia XZ1, Xperia XZ1 Compact และ Xperia XA1 Plus ที่มาพร้อมเทคโนโลยีแอพพลิเคชั่นการถ่ายภาพ 3 มิติแบบเรียลไทม์ (3D...
Categories: Partners

โปรดฟังอีกครั้ง! แอพที่ไม่รองรับ 64-Bit จะไม่สามารถใช้งานบน iOS 11 ได้

MacThai - 19 September 2017 - 14:00

iOS 11 จะเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปดาวน์โหลดได้ในคืนนี้ แต่ก่อนการอัพเกรดมีประเด็นสำคัญหนึ่งที่ผู้ใช้งานต้องทราบ นั่นคือแอพจำนวนหนึ่งจะไม่สามารถใช้งานได้ เพราะไม่รองรับ 64-Bit

โดยเมื่อเราได้อัพเกรดเป็น iOS 11 แล้ว แอพที่รองรับเฉพาะ 32-Bit จะไม่สามารถเปิดขึ้นมาใช้งานได้ และบอกว่านักพัฒนาต้องแก้ไขแอพตัวนี้เพื่อให้รองรับ ซึ่งข้อความดังกล่าวเริ่มแสดงเตือนอยู่ก่อนหน้าแล้วบน iOS 10

ต้องบอกก่อนว่า แอพส่วนมาก แอพยอดนิยม ล้วนรองรับ 64-Bit อยู่แล้ว เพราะแอปเปิลแนะนำให้นักพัฒนาปรับปรุงแอพรอตั้งแต่ iPhone 5s ฉะนั้นจึงมีผลกระทบน้อย แต่บางคนอาจจะยังใช้งานบางแอพที่ไม่มีการอัพเดตมานานแล้วอยู่ กลุ่มนี้ก็จะได้ผลกระทบ

ใน App Store บน iOS 11 ผู้ใช้ก็จะไม่สามารถค้นหาแอพที่รองรับเฉพาะ 32-Bit ได้เช่นกัน ฉะนั้นหากมีแอพเราใช้งานอยู่เป็นประจำและเข้าข่ายคุณสมบัติดังกล่าว ทางออกก็คือ แจ้งผู้พัฒนาให้อัพเดตแอพ หรือถ้าทำไมได้ ก็คงต้องหาแอพอื่นมาใช้งานแทน

ที่มา: MacRumors

The post โปรดฟังอีกครั้ง! แอพที่ไม่รองรับ 64-Bit จะไม่สามารถใช้งานบน iOS 11 ได้ appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Apple Watch Series 3 GPS+Cellular อาจขายดีกว่าที่คาดไว้

iPhonemod - 19 September 2017 - 13:33

หลังจาก Apple เปิดตัว Apple Watch Series 3 รุ่นใหม่ โดยเฉพาะรุ่น Cellular ที่ได้รับความสนใจมาก โดยนักวิเคราะห์เชื่อว่ารุ่น Cellular จะขายดีมาก ขายดีกว่าที่คาดไว้

Apple Watch Series 3 GPS+Cellular มียอดสั่งจองสูงมาก

ก่อนหน้างานเปิดตัว นักวิเคราะห์พยากรณ์ว่าความต้องการ Apple Watch Series 3 รุ่น GPS+Cellular จะอยู่ประมาณ 30-40% แต่นักวิเคราะห์ทราบข้อมูลจากการเปิดสั่งจอง (Pre-Order) พบว่าจำนวนสั่งจองในรุ่น GPS+Cellular สูงมาก สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้

Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์เชื่อว่าในช่วงเปิดสั่งจอง Apple Watch Series 3 ที่ผ่านมา คาดว่ามีผู้สั่งจอง Apple Watch Series 3 รุ่น GPS+Cellular ราวๆ 80-90% ของยอดสั่งจอง Apple Watch Series 3 ทั้งสองรุ่น เนื่องจากราคา GPS+Cellular ไม่ต่างจากรุ่น GPS มากแต่มีฟีเจอร์ใช้งานมากกว่า

ฟีเจอร์หลักที่น่าสนใจของ Apple Watch Series 3 GPS+Cellular คือ การฝัง eSIM ไว้ในตัวเรือนที่จะทำให้สามารถโทรออก รับสาย และฟังเพลงจาก Apple Music ได้ โดยไม่ต้องผ่าน iPhone ตลอดเวลา

Apple เปิดขาย Apple Watch Series 3 GPS+Cellular ในราคา 399 ดอลลาร์ สูงกว่ารุ่นปกติที่ขายในราคา 329 ดอลลาร์ โดยตอนนี้กลุ่มประเทศแรกได้สั่งจอง Apple Watch Series 3 ล่วงหน้าแล้ว และ Apple จะเปิดขาย Apple Watch รุ่นใหม่วันที่ 22 ก.ย. นี้ในกลุ่มประเทศแรก

ที่มา – iClarified

The post Apple Watch Series 3 GPS+Cellular อาจขายดีกว่าที่คาดไว้ appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

ภาพเครื่องจริง Huawei G10 ( Maimang 6) ก่อนเปิดตัว 22 ก.ย.

MXPhone - 19 September 2017 - 12:39
เป็นที่ทราบกันว่า Huawei แบรนด์แถวหน้าของจีนกำลังมีคิวจะเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่จีน อย่าง G10 ( โค้ดเนม Maimang 6) อย่างเป็นทางการในวันที่ 22 กันยายนนี้ โดยที่ล่าสุดก็มีภาพเครื่องจริงหลุดออกมาให้ชมกันแล้ว การออกแบบของ Huawei G10 มาพร้อมกล้องคู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ชิป Kirin 659...
Categories: Partners

Samsung ท้าชน Sony ซุ่มพัฒนากล้อง 1,000fps ลงเรือธงปีหน้า

MXPhone - 19 September 2017 - 11:18
ถ้าให้พูดถึงนวัตกรรมด้านการถ่ายภาพบนสมาร์ทโฟนก็ต้องยอมรับว่า Sony คือรายแรกๆที่คิดค้นสิ่งที่เรียกว่า Motion Eye มาใช้กับเรือธงอย่าง  Xperia XZ Premium และ XZs  รวมถึง XZ1 ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะทำให้สมาร์ทโฟนสามารถบันทึกวีดีโอได้ในระดับ 960fps ทว่าล่าสุดก็มีข่าวว่า Samsung ก็กำลังซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีในรูปแบบเดียวกันมาใช้กับเรือธง Galaxy S...
Categories: Partners

ผลทดสอบเผย iPhone X เร็วกว่า MacBook Pro รุ่นล่าสุดเสียอีก

iPhonemod - 19 September 2017 - 11:06

Apple เปิดตัว iPhone X, iPhone 8 และ iPhone 8 Plus รุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับหน่วยประมวลผล A11 Bionic ซึ่งตามหลักแล้วทุกรุ่นเร็วเท่ากัน (บางคนคิดว่า iPhone X เร็วสุด) แน่นอนว่าคำพูดของ Apple ก็ตามสูตรเดิมคือ “ชิปที่ดีที่สุดในสมาร์ทโฟน” แต่ดูเหมือนมันจะดีกว่านั้นเพราะสามารถเอาชนะ Intel Core i5-7360U ที่อยู่ใน MacBook Pro รุ่นใหม่ล่าสุดได้

A11 Bionic A11 Bionic

หน่วยประมวลผล A11 Bionic สามารถทำคะแนนผ่านแอปพลิเคชัน GeekBench ได้สูงกว่า MacBook Air และ MacBook Pro ที่เป็นรุ่นในปี 2017 นอกจากนี้ยังมีความเร็วสูงกว่า iPad Pro 10.5″ เสียอีก (ปกติ iPad จะเร็วกว่า iPhone) ส่วนคะแนนก็ตามตารางด้านล่างนี้

GeekBench

จากคะแนนด้านบนจะเห็นว่า Single-Core มีความเร็วพอกับ MacBook Pro แต่จะเร็วกว่าอีกประมาณ 12% หากเทียบกับ Multi-Core ซึ่งตามว่า A11 Bionic มีทรานซิสเตอร์สูงถึง 4.3 พันล้านตัว พร้อมกับ Neural Engine รุ่นใหม่ที่จะใช้สำหรับ Portrait Lighting และผลการถ่ายภาพอื่น ๆ และมาพร้อมกับ GPU ที่ให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า A10 รุ่นเก่าถึง 30% (จะว่าไปก็ไม่เยอะเท่าไหร่)

  • iPad Pro 10.5-inch: 3558 single, 9133 multi
  • MacBook Air (2017): 3126 single, 5935 multi
  • MacBook Pro 13-inch (2017): 4342 single, 9194 multi
  • iPhone X: 4061 single, 9959 multi

แต่หากว่ากันตามตัวเลขแล้วแสดงว่า iPhone เร็วกว่า MacBook Pro เป็นเรื่องเข้าใจถูก (ครึ่งเดียว) เพราะการทดสอบนั้นเป็นเพียงการวัดค่าตัวแปรบางอย่างในบางงานเท่านั้น (GeekBench Browser) ซึ่งหน่วยประมวลผลสมาร์ทโฟนและสมาร์ทโฟนเป็นคนละประเภทกัน เหมาะกับการใช้งานคนละด้านนั่นเอง (ถึงแม้บางด้านจะใช้แทนกันได้ก็ตาม) คะแนนด้านบนจึงแสดงให้เห็นกว่า A11 Bionic ทำงานได้เร็วกว่า i5-7360U ในบางงาน

เห็นแบบนี้แล้วก็อยากพึ่งเอา MacBook Pro ไปขายทิ้งเสียล่ะ!

แต่จะว่าไป iPhone X ของเขาก็แรงจริง ๆ นั่นแหล่ะครับ เร็วกว่าคู่แข่งทุกแบรนด์แบบไม่เห็นฝุ่น แต่หากคุณคิดว่ามันแพงเกินไปลองเปลี่ยนเป็น iPhone 8 หรือ iPhone 8 Plus ก็ได้ครับ เพราะมีหน่วยประมวลผลตัวเดียวกัน ในราคาที่ย่อมเยากว่าเยอะ!

ที่มา – phonearena

The post ผลทดสอบเผย iPhone X เร็วกว่า MacBook Pro รุ่นล่าสุดเสียอีก appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

มาดูความแรงของ iPhone 8, 8 Plus, X คะแนน Geekbench ทะลุ 10,000+ แล้ว !!

MacThai - 19 September 2017 - 10:00

ก่อนงานเปิดตัวไม่กี่ชั่วโมง ได้มีคะแนน Geekbench ของไอโฟนรุ่นใหม่หลุดออกมา ซึ่งได้คะแนนไป 9,959 ซึ่งสูงที่สุดของสมาร์ตโฟนในตอนนี้ แต่ล่าสุด Geekbench ได้เพิ่มผลทดสอบของ iPhone 8, iPhone 8 Plus, และ iPhone X อย่างเป็นทางการในตารางอุปกรณ์ iOS แล้ว

โดยคะแนน Geekbench นั้นจะมีทั้งหมด 3 อย่างด้วยกันคือ คะแนนประสิทธิภาพของชิปประมวลผลแบบ Single-core, Multi-core และที่มีเทคโนโลยี Metal

ซึ่งจากกราฟด้านล่างพบว่าคะแนน Single-core ของ iPhone 8 อยู่อันดับหนึ่งของตารางโดยมีคะแนนอยู่ที่ 4195 ซึ่งใกล้เคียงกับ iPhone 8 Plus และ iPhone X

และเมื่อลองเทียบกันแบบ Multi-core จะพบว่า iPhone 8, 8 Plus และ X มีคะแนนใกล้เคียงกับ iPad Pro รุ่นที่พึ่งเปิดตัวไปเมื่อมิถุนายนปีนี้ และทิ้งห่าง iPhone 7 และ 7 Plus แบบไม่เห็นฝุ่น คือ ได้คะแนนห่างกันเกือบ 2 เท่าเลยทีเดียว และพบว่า iPhone 8 คะแนนทะลุ 10,000+ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ส่วนคะแนนประสิทธิภาพของชิปประมวลผลที่ใช้เทคโนโลยี Metal จะเห็นว่า iPad Pro รุ่นปี 2017 ยังคงทิ้งห่าง iPhone ทุกรุ่นแบบไม่เห็นฝุ่นเช่นกัน

การเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ของแอปเปิลปีนี้ ต้องยอมรับเลยว่า แอปเปิลได้ทำการบ้านมาดีมากจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องชิปประมวลผล ที่ทำออกมาแรงแซงหน้าคู่แข่งแบบหลายขุมเลยทีเดียว ต้องมาดูกันว่าทาง Qualcomm จะปล่อยชิป Snapdragon รุ่นใหม่มาสู้อย่างไร ทาง Samsung จะผลิตชิป Exynos ออกมาแข่งได้มั้ย เชื่อว่า Intel เจ้าตลาด PC ก็มีหนาวแน่นอน

 

ที่มา – iClarified

The post มาดูความแรงของ iPhone 8, 8 Plus, X คะแนน Geekbench ทะลุ 10,000+ แล้ว !! appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Huawei ล้อเลียน Apple ด้วยวิดีโอสาธิต Mate 10 สมาร์ทโฟน AI ที่แท้จริง

iPhonemod - 19 September 2017 - 09:48

Huawei ได้โพสต์วิดิโอลงใน Facebook เกี่ยวกับความผิดพลาดในการใช้งาน Face ID บนสมาร์ทโฟน iPhone X เกี่ยวกับความพยายามครั้งแรกของ Craig Federighi ที่พยายามปลดล็อกสมาร์ทโฟนบนเวทีแต่ล้มเหลว (ภายหลังออกมาแถลงว่ามันเป็นปัญหาการตั้งค่าซึ่งไม่เกี่ยวอะไรเลย) แต่ดูเหมือนทาง Huawei จะไม่คิดเช่นนั้น

Face ID the real AI phone

Huawei คุยโวว่าสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของตัวเองที่กำลังจะเปิดตัว Mate 10 เป็นสมาร์ทโฟนปัญญาประดิษฐ์ที่แท้จริง ‘the real AI phone.’ ด้วยการขับเคลื่อนจากชิป Kirin 970 โดยภายในมีระบบ NPU (Neural Processing Unit) ที่ใช้ประมวลผลด้านปัญญาประดิษฐ์โดยเฉพาะ

ก่อนหน้านี้ Mate 9 ทางบริษัทฯ ก็เคยโฆษณาว่ามีการใช้ระบบ Machine Learning มาศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้งาน เพื่อให้เครื่องสามารถจัดการพลังงานได้ดี รวมถึงการบริหาร RAM และพฤติกรรมการเรียกใช้ App ส่วนท่าจะดีทีจะเหลวหรือไม่ คงต้องติดตามกันในวันที่ 16 ตุลาคมนี้

(function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/th_TH/sdk.js#xfbml=1&version=v2.10"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs);}(document, 'script', 'facebook-jssdk'));

Let's face it, facial recognition isn't for everyone.Unlock the future with #TheRealAIPhone. 16.10.2017

โพสต์โดย Huawei Mobile บน 15 กันยายน 2017

ที่มา – 9to5mac

The post Huawei ล้อเลียน Apple ด้วยวิดีโอสาธิต Mate 10 สมาร์ทโฟน AI ที่แท้จริง appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

เผยภาพเรนเดอร์ Nokia 9 ว่าที่เรือธงใหม่ ดีไซน์ขอบจอบาง

MXPhone - 19 September 2017 - 09:38
หลุดภาพเรนเดอร์โชว์งานดีไซน์ของ Nokia 9 ว่าที่เรือธงรุ่นใหม่ของแบรนด์ Nokia ภายใต้การดูแลของ HMD Global ที่มาพร้อมกับหน้าจอขยายเต็มพื้นที่หน้าเครื่อง วางเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ที่ด้านหลัง โดยมีกล้องหลังคู่จาก Zeiss  หน้าจอของ Nokia 9 ใช้จอ AMOLED ขอบโค้ง ขณะที่เครื่องด้านหลังก็เป็นกระจกขอบโค้งเช่นกัน ซึ่งจากผลทดสอบของ...
Categories: Partners

Xiaomi เสนอทางเลือก Mi Max 2 เพิ่มรุ่น 32GB ให้ราคาเปิดตัว 6,700 บาท

MXPhone - 19 September 2017 - 08:57
หลังจากเปิดตัวเรือธงไร้ขอบรุ่นใหม่อย่าง Mi Max 2 ไปเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ล่าสุดทาง Xiaomi ก็ได้เตรียมนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกโดยการเปิดตัวรุ่น 32GB ออกมาทำตลาดเพิ่ม สำหรับ Mi Max 2 รุ่น 32GB จะมีวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย ในวันที่ 20 กันยายนนี้...
Categories: Partners

Pages