Google ญี่ปุ่น เปิดร้านโดนัทสุดมุ้งมิ้ง โปรโมทลำโพง Home Mini

Brand Inside - 3 hours 43 min ago

ถ้าใครได้ตามข่าวเทคโนโลยีมาบ้าง ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาคงได้ยินข่าวที่ Google เปิดตัว Google Home และ Google Home Mini ซึ่งเป็นลำโพงอัจฉริยะ มี 3 สีสุดมุ้งมิ้ง บางทีก็น่ากินจน Google ต้องรันแคมเปญเปิดตัวเจ้าลำโพงอัจฉริยะนี้ด้วยการเปิดร้านโดนัทแบบป๊อปอัพสโตร์ซะเลย

ทำไมต้องเปิดร้านโดนัท?

การเปิดร้านโดนัทเฉพาะกิจของ Google จัดขึ้นที่ย่าน Omotesando ซึ่งเป็นย่านช้อปปิ้งกลางกรุงโตเกียว ในประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 8-13 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ทำไมบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google ถึงมาเปิดร้านโดนัท? คำตอบอยู่ที่ดีไซน์ของ Google Home Mini นั้นคล้ายคลึงกับขนมโดนัทนั่นเอง

ด้านในร้านมีโดนัทของจริงวางคู่กับ Google Home Mini ถูกจัดวางเรียงกันจนแทบแยกไม่ออก

ภายในร้านโดนัทมี Google Home Mini พร้อมป้ายตัวอย่างคำถามง่ายๆ ให้ทุกคนได้ทดลองเล่นได้จริงอีกด้วย และหลังจากได้ทดลองใช้เจ้าลำโพงตัวนี้แล้ว ตรงสายพานด้านข้างก็จะมีกล่องกระดาษปรากฏออกมา ซึ่งด้านในกล่องก็คือขนมโดนัททรงคล้ายกัน แต่ถ้าโชคดีหน่อย ก็จะได้ลำโพง Home Mini กลับบ้านเลยฟรีๆ

ในส่วนของชั้น 2 ของร้าน จะมีพื้นที่สำหรับนั่งทานโดนัทและยังมี Google Home Mini ให้ทดลองใช้ สำหรับลูกค้าที่สนใจไว้ให้ลองเล่นอย่างจุใจทั้ง 3 สี

ส่วนราคาของ Google Home Mini ประมาณ 6,000 เยน (ไม่รวมภาษี) หรือประมาณ 1,800 บาท

Googleのドーナツショップ行ったらドーナツとGoogle Home miniが当たった!はからずもスマートスピーカーゲットww #GoogleHomeドーナツ #googlehomemini pic.twitter.com/WsvN4teXHs

— 後藤裕一朗/Yuichiro Goto @VU (@goto_yui1989) November 12, 2017

“ไปร้านโดนัทของ Google แล้วได้โดนัทและถูกรางวัลได้รับ Google Home Mini ลำโพงอัจฉริยะมาเฉยเลย ฮ่าๆ”

#GoogleHomeドーナツ

そして“箱”を頂きました。

ドーナツかGoogle Home Miniのどちらかが入っています。

…………ドーナツでした✨ pic.twitter.com/cmrdID03VV

— ArA-1 (@1_ARA_1) November 10, 2017

“แล้วก็ได้กล่องมาแล้ว ข้างในจะเป็นโดนัทหรือ Google Home Mini กันนะ…มันคือโดนัท”

昨日ニュースでやってたドーナツをもらいに行ってきたよ!ダダでドーナツもらえたよ!✨
当たると商品自体がもらえるって凄いな!だいたい30分くらい並んだら順番がきたかな?
流れてるドーナツが可愛かった✨まだやってるみたいだからお近くの人は行ってみてもいいかも。#GoogleHomeドーナツ pic.twitter.com/QjtYXwq8ES

— ゆきみな@【C93 2日目 東2 O-12a】 (@tyaatiru5681) November 10, 2017

“มารับโดนัทที่ได้ทำข่าวเมื่อวานแล้ว ได้โดนัทแล้ว!

ถ้าโชคดีก็จะได้สินค้าตัวจริงอีกด้วย สุดยอด! เหมือนจะตั้งเวลาประมาณ 30 นาทีหรือเปล่านะ?

โดนัทน่ารัก ดูเหมือนว่าจะยังจัดอยู่ คนที่อยู่ใกล้ๆ ลองแวะไปก็ดีนะ”

สรุป

การจัดร้านโดนัทของ Google ครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะทำให้ผู้เข้าร่วมชมรู้สึกมีส่วนร่วม และได้รับประสบการณ์ตรงกับผลิตภัณฑ์ ซึ่งประสบการณ์ของลูกค้านั้นเป็นหลักสำคัญของสินค้าเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ที่มา: Google Blog Japan, Bouncy

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

แสนสิริ เปิด 2 โครงการ พร้อม 6 นวัตกรรมใหม่ เปลี่ยนแนวคิดธุรกิจอสังหาฯ ยุคดิจิทัล

Brand Inside - 3 hours 53 min ago

ความเปลี่ยนแปลงของยุคดิจิทัลได้ส่งผลกระทบต่อทุกธุรกิจ และอสังหาริมทรัพย์ก็เป็นหนึ่งในนั้น จากเดิมที่เน้นพัฒนาที่ดิน พัฒนาโครงการต่างๆ แต่ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาผนวก ทำให้อสังหาริมทรัพย์ กลายเป็น ธุรกิจพัฒนาคุณภาพชีวิตยุคดิจิทัล

ดังนั้นในงานใหญ่ประจำปีของ แสนสิริ ในชื่อ Sansiri Life Comes Home 2017 ระหว่างวันที่ 24 – 26 พฤศจิกายน นี้ ที่ ชั้น 1 สยามพารากอน ภายใต้แนวคิด Living Reimagined สิ่งที่ทำให้งานนี้ได้รับความสนใจและถูกจับตามอง คือ การเปิด 2 โครงการใหม่ และการเปิดตัว Siri LifeTech เทคโนโลยีสำหรับบ้านแห่งอนาคต

เพราะนี่คือสิ่งที่จะปฏิวัติวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยให้แตกต่างไปจากเดิม

6 นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตยุคดิจิทัลจาก Siri LifeTech

การแข่งขันในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวโครงการอีกต่อไป แต่ขยายมิติมาสู่การสร้างประสบการณ์และต่อยอดไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับผู้อยู่อาศัย ดังนั้น แสนสิริ จึงได้พัฒนา 6 นวัตกรรมใหม่ร่วมกับพันธมิตรทั้งในไทยและระดับนานาชาติ ดังนี้

  1. Sansiri Home Service Application

แอพพลิเคชั่นสำหรับลูกบ้านแสนสิริ ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ ในการติดตามข่าวสาร (Announcement) ติดต่อกับโครงการและนิติบุคคล (Messaging) ได้ง่ายและสะดวกเพียงปลายนิ้วสัมผัส มีระบบแจ้งเตือนเมื่อมีพัสดุ (Mailbox) การบริหารจัดการค่าส่วนกลาง / ยอดเงินฝาก / ยอดเงินค้างชำระ (My Account)

รวมถึงบริการแจ้งซ่อม ตรวจสอบสถานะการซ่อม (Home Care) โดยสามารถใช้ได้ทั้ง iOS และ Android รองรับการใช้งาน 5 ภาษา ได้แก่ ไทย, อังกฤษ, จีน ทั้ง Traditional และ Simplified และญี่ปุ่น อีกทั้งสามารถเข้าถึงระบบโครงการที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของได้มากกว่า 1 โครงการ

ความพิเศษอีกประการคือ ระบบ Home Automation สามารถควบคุมการเปิดปิดไฟฟ้าผ่านแอพพลิเคชั่น จองการใช้พื้นที่ส่วนกลาง โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานจริงมากกว่า 20,000 ราย จาก 150 โครงการ

แถมท้ายด้วยฟังก์ชั่น ONLINE SHOPPING BY SB FURNITURE ที่จะเปิดบริการ ธ.ค. นี้ ให้ผู้ใช้สามารถซื้อและตกแต่งบ้านได้ง่ายขึ้น

  1. SAN:DEE แสนดี Delivery Robot

“แสนดี” คือ หุ่นยนต์อำนวยความสะดวกบริการส่งพัสดุถึงหน้าประตูห้อง เพิ่มความปลอดภัย ไม่ให้คนแปลกหน้าเข้าไปส่งของโดยตรง เมื่อมีพัสดุมาส่งจะทำงานร่วมกับแอพ Sansiri Home Service Application ซึ่งลูกบ้านสามารถแจ้งความจำนงให้ “แสนดี” มาส่งพัสดุที่ห้องได้ ซึ่ง “แสนดี” สามารถหลบสิ่งกีดขวางและขึ้นลิฟท์เองได้ รับน้ำหนักได้สูงสุด 80 กิโลกรัม ให้บริการแล้วที่โครงการ The Monument สนามเป้า

  1. Sansiri AI Box

ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่รองรับคำสั่งภาษาไทยครั้งแรกของไทย ซึ่ง แสนสิริ พัฒนาร่วมกับบริษัท Amazon Web Service (ประเทศไทย) และ บริษัท เดลิเทค จำกัด โดยตัวระบบจะเชื่อมต่อกับ Home Automation อำนวยความสะดวกในการเช็คข่าวประจำวัน สภาพอากาศ สภาพการจราจร

ในด้านความบันเทิง สามารถฟังเพลงไทย รับคลื่นวิทยุไทย สั่งการเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เชื่อมต่อกับ Sansiri Home Service Application ช่วยในการจองใช้พื้นที่ส่วนกลาง เป็นระบบหลังบ้านที่ช่วยให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น

  1. Smart Move

นี่คือยุค Sharing ดังนั้นแสนสิริ จึงพัฒนาแพลตฟอร์มบริการเช่ายานพาหนะในโครงการเพื่ออำนวยความสะดวก มีรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% เป็น Car Sharing ให้ลูกบ้านเช่าใช้และคิดค่าบริการจริงเป็นนาที พร้อม EV Charger นำร่องด้วย BMW รุ่น i3 ในโครงการ The LINE จตุจักร-หมอชิต เป็นโครงการแรก

  1. Farmshelf

นวัตกรรมฟาร์มแนวตั้งอัจฉริยะจากอเมริกา เป็น Indoor Farm ที่ใช้ IOT ควบคุมและตรวจสอบการเจริญเติบโตผ่านแอพพลิเคชั่น ทำให้การปลูกผักทานเองในที่อยู่อาศัยกลายเป็นเรื่องง่าย สอดคล้องกับแนวคิดการดูแลสุขภาพ

แสนสิรินำเข้ามใช้ในไทยเป็นครั้งแรก มีระบบจัดเก็บข้อมูลพืชผัก ใช้ระบบอัตโนมัติ Automated Hydroponic Growing Systems ควบคุมคุณภาพและระยะเวลาเก็บเกี่ยว ช่วยให้พืชโตเร็วขึ้น ใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกแบบเดิม ทำให้ได้ผักสดที่มีคุณภาพและปลอดสารเคมีไว้รับประทานเอง โดยปัจจุบันมีข้อมูลของเมล็ดพันธุ์ผักกว่า 50 ชนิด

  1. Samitivej@Home

ทุกคนรู้กันว่า แนวโน้มการดูแลสุขภาพกำลังมาแรง นอกจากเรื่องการออกกำลังกาย อาหารการกิน ก็ต้องเรื่องของการได้รับการดูแลจากหมอ ทาง แสนสิริ ได้ร่วมมือกับ โรงพยาบาลสมิติเวช พัฒนานวัตกรรม Wearable Device สายรัดข้อมือเพื่อช่วยลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและดูแลการดำเนินชีวิตประจำวัน

ระบบมีฟัง์กชั่นแจ้งเตือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ระบบขอความช่วยเหลือที่เชื่อมตรงถึงโรงพยาบาล และมีการแจ้งข่าวไปยังญาติของผู้สวมใส่อุปกรณ์ทันที เป็นระบบที่ช่วยให้เราสามารถดูแลคนที่เรารักได้ตลอด 24 ชั่วโมง

2 โครงการใหม่ OKA HAUS และ KAWA HAUS

ในงาน Sansiri Life Comes Home 2017 จะมีการเปิดตัว 2 โครงการใหม่ที่น่าสนใจ โครงการแรกคือ OKA HAUS Sukhumvit 36 คอนโดมิเนียมไฮไรซ์ 47 ชั้น 1,178 ยูนิต มูลค่าโครงการ 8,000 ล้านบาท บนถนนพระราม 4 ใกล้ถนนสุขุมวิท 36 ถือเป็นหนึ่งในย่านศูนย์กลางเศรษฐกิจของกรุงเทพ

โครงการนี้พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด Retreat and Rebound อยู่ใกล้กับสิ่งอำนายความสะดวกแบบครบถ้วน ทั้งศูนย์การค้า ร้านอาหาร โรงพยาบาล สถานศึกษา แต่ด้วยการออกแบบและทำเลที่คงไว้ซึ่งบรรยากาศที่สงบและเป็นธรรมชาติ

การอยู่บนถนนพระราม 4 ใกล้สุขุมวิท 36 ทำให้การเดินทางสะดวก จะใช้ BTS สถานีทองหล่อ ที่อยู่่ห่างไปประมาณ 5 นาที หรือจะใช้ทางด่วนเฉลิมมหานครและอาจณรงค์เพื่อไปยังจุดหมายปลายทางก็ง่าย กับราคาเริ่มต้น 3.69 ล้านบาท

อีกโครงการหนึ่งคือ KAWA HAUS Sukhumvit 77 คอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ริมน้ำ 7 ชั้น 3 อาคาร 546 ยูนิต มูลค่า 3,300 ล้านบาท โครงการอยู่ใน Community T77 บนถนนสุขุมวิท 77 หรือ อ่อนนุช เหมาะกับการเป็นที่พักอาศัย

โครงการพัฒนาภายใต้แนวคิด Live A Good Story มีธรรมชาติ และร่มเงาของต้นไม่ใหญ่ให้ความสดชื่นและสร้างเรื่องราวดีๆ ให้กับชีวิต เป็นทำเลที่เหมาะกับการอยู่อาศัยสไตล์ Hub ระดับนานาชาติ อยู่ในโซนเดียวกับ Habito Retail Mall มีครบทั้งร้านอาหารนานาชาติ สถานเสริมความงาม สถานออกกำลังกาย

การเดินทางสะดวกสบาย ด้วยระยะทาง 5 นาทีจากรถไฟฟ้า BTS สถานีอ่อนนุข และ 2 นาทีจากทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ พร้อมบริการรถบัสรับ-ส่งจาก Habito Retail Mall ไป BTS ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท

ความพิเศษคือ ได้คัดยูนิตพิเศษมูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท มาขายในงาน Sansiri Life Comes Home 2017 โดยเฉพาะเป็นครั้งแรก และเตรียมจัด Global Launch เปิดขายพร้อมกัน 6 ประเทศ ในช่วงต้นปี 2561

สรุป

แสนสิริ แสดงถึงความก้าวหน้าและแตกต่างในธุรกิจอสังหาฯ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้ดีขึ้นกว่าเดิม ไปสัมผัส 6 นวัตกรรม และ 2 โครงการใหม่ ได้ในงาน Sansiri Life Comes Home 2017 วันที่ 24 – 26 พฤศจิกายน นี้ ที่ ชั้น 1 สยามพารากอน งานนี้รับรองว่าไม่ธรรมดา

และพบกับข้อเสนอพิเศษ 3 ต่อภายในงาน

  • 1 ลงทะเบียนรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 50,000 บาท เมื่อจองโครงการใหม่
  • 2 ทุกยูนิตลุ้นรางวัลทุกวัน มูลค่ากว่า 5 แสนบาท อาทิ iPad Pro, Apple Watch, บัตรกำนัลที่พักโรงแรม escape หัวหิน
  • 3 รับ Personalized Clutch Bag โดย Thai Artist (จำนวนจำกัด)

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/sansirifamily หรือ https://www.sansiri.com/lifecomeshome/th/

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Stove Top แบรนด์เครื่องปรุงอาหาร แตกไลน์กางเกงขยายพุง ต้อนรับมื้อใหญ่วันขอบคุณพระเจ้า

Brand Inside - 5 hours 37 min ago

ต้อนรับวันขอบคุณพระเจ้าที่ใกล้จะถึงในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ Stove Top แบรนด์เครื่องปรุงอาหารในเครือ Kraft Heinz ได้ออก Thanksgiving pants หรือกางเกงขอบคุณพระเจ้า หมดปัญหาอึดอัดแน่นพุงไปโดยปริยาย

ในวันขอบคุณพระเจ้าจะเป็นอีกหนึ่งวันเฉลิมฉลองใหญ่ของชาวอเมริกัน รวมถึงชาวคริสต์ด้วย การเฉลิมฉลองจะเป็นการรับประทานอาหารมื้อใหญ่แบบจัดหนักพร้อมหน้าพร้อมตากันในครอบครัว จะมีเมนูอาหารดีๆ ที่รับประทานกัน

เมื่อมีการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ สิ่งที่ตามมาก็คือความอึดอัดของกางเกงที่อาจจะแน่นเพราะกินเยอะไป หรือเข็มขัดรัดแน่นไป ทำให้แบรนด์ Stove Top ปิ๊งไอเดียออก Thanksgiving pants เป็นกางเกงสำหรับวันขอบคุณพระเจ้าโดยเฉพาะ เป็นกางเกงแบบยางยืด ไม่ว่าจะกินเยอะขนาดไหนก็ไม่ต้องห่วงเรื่องกางเกงจะระเบิด

กางเกงนี้สามารถใส่ได้ทั้งครอบครัว จะใส่เป็นทีมก็ดูน่ารักไปอีกแบบ มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 19.98 เหรียญ หรือราวๆ 600 กว่าบาท สั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์ www.thanksgivingdinnerpants.com

เห็นทีในประเทศไทยน่าจะมีขายบ้าง เผื่อจะได้ใส่ไปกินหมูกระทะได้…

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

อย่าปล่อยโอกาสตลาดจีนให้หลุดมือ ลองมาศึกษากลยุทธ์ที่ SMEs ควรรู้หากต้องการบุกแดนมังกร

Brand Inside - 15 November 2017 - 19:32

ตอนนี้ใครๆ ก็มองตลาดจีน เพราะด้วยจำนวนคน และกำลังซื้อมหาศาล ทำให้ถ้าเข้าไปได้โอกาสเติบโตก็สูง แต่ใช่ว่าตลาดนี้จะเข้าไปได้ง่ายๆ ลองมาฟังข้อมูลจาก AVG Thailand ยักษ์ใหญ่ Digital Marketing จากจีนกัน

ภาพโดย By Ctny (Own work) [CC BY-SA 3.0 (https://creativecommons.org/licenses/by-sa/3.0)], via Wikimedia Commons เหมือนจะง่าย แต่ไม่ใช่ใครๆ ก็ทำได้

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ด้วยจำนวนประชากรกว่า 1,000 ล้านคน จึงกลายเป็นโอกาสมหาศาลหากเข้าไปค้าขายกับคนในประเทศจีนได้ แต่ด้วยปัญหาเรื่องภาษา, วัฒนธรรมที่แตกต่าง รวมถึงกลยุทธ์การทำตลาดที่ต่างกับไทย ทำให้แค่เหล่าซือที่มีความรู้เรื่องภาษาจีนก็ใช่ว่าจะเปิดบริษัทเพื่อขายสินค้าไปประเทศจีนแล้วประสบความสำเร็จได้

ซึ่งจุดนี้เองทำให้เกิดบริษัท Digital Marketing ที่รับงานช่วยองค์กรต่างๆ ในประเทศไทยผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด เพราะตอนนี้ผู้บริโภคในประเทศจีนต่างใช้ช่องทางออนไลน์ในการหาข้อมูล และเลือกซื้อสินค้ากันเสียส่วนใหญ่ ถ้าแบรนด์สินค้า หรือบริการขององค์กรในไทยสามารถไปมีพื้นที่บนนั้นได้ โอกาสความสำเร็จก็มากขึ้น

ชฎากร ธนสุวรรณเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AVG Thailand เล่าให้ฟังว่า จริงๆ แล้วการเข้าไปทำตลาดในประเทศจีนนั้นสามารถแบ่งได้ 3 รูปแบบคือ การทำตลาดเพื่อเจาะกลุ่มประชากระโดยรวม, กลุ่มนักลงทุน และการส่งสินค้าจากไทยเข้าไปขายในประเทศจีนโดยเฉพาะ

ชฎากร ธนสุวรรณเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AVG Thailand จาก Display Ads สู่ Official Account

“การทำ Digital Marketing ในจีนค่อนข้างแตกต่างกับไทยอย่างชัดเจน เช่นการเลือกซื้อ Display Ads ที่ยากกว่า, การห้ามบริษัทนอกประเทศเปิด Official Account ในแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงด้วยประเทศจีนใหญ่มาก ใช่ว่าการใช้ Influencer เพียงไม่กี่คน ก็ช่วยสื่อสารข้อมูลของสินค้า หรือบริการไปได้อย่างทั่วถึง”

โดยการทำตลาดเพื่อเจาะประชากรโดยรวมนั้น สามารแบ่งได้เป็นประชากรในประเทศ กับกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ FIT (Foreign Independent Tour) หรือคนเที่ยวเอง โดยกลุ่มแรก การทำตลาดเพื่อสร้างแบรนด์สินค้า และเน้นไปที่เมืองระดับรองๆ เช่นคุนหมิง, เฉิงตู และเทียนเจิ้น ไม่ใช่เน้นปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เพราะกลุ่มนี้เริ่มสนใจเมืองไทยมากกว่า

ส่วนนักท่องเที่ยว FIT การทำตลาดออนไลน์ตั้งแต่สร้างการรับรู้ (Awareness) ตัวสินค้า และบริการผ่าน Display Ads ตามด้วยสร้างความน่าสนใจ (Interest) ด้วย Official Account บน Social Network พร้อมการสร้างความนึกถึง (Consideration) ผ่าน Influencer และปิดการขาย (Conversion) เช่นส่งจุดจำหน่าย หรือโรงแรมให้

สำเร็จ-ไม่สำเร็จ วัดที่ Total Solution

ในฝั่งกลุ่มนักลงทุนนั้น ปัจจุบันมีบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนิคมอุตสาหกรรมเข้าไปบุกตลาดจีนจำนวนมาก เพื่อนำพวกเขาเข้ามาลงทุน ทั้งการซื้อคอนโดมิเนียมแนวรถไฟฟ้า หรือแถบตัวเมืองพัทยา เพราะคนจีนมองว่าคุ้ม และตัวราคาไม่ได้สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับในประเทศจีนเอง แต่กลุ่มนี้จำเป็นต้องจ้างพนักงานจริงๆ เพื่อตอบคำถาม

“คนจีนชื่นชอบการคุย ถ้าเอาบอท หรือใช้แค่ Display Ads ก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น และการที่กลุ่มแสนสิริลงทุนไปตั้งออฟฟิศที่จีนเอง ก็เพื่อเกิดการโต้ตอบกับนักลงทุนที่นั่นให้มากที่สุด ส่วนฝั่งผู้ค้าที่อยากส่งออกสินค้าไปประเทศจีน ปัจจุบันก็มีหลากหลายช่องทางเปิดรับ โดยเป็นการขายแบบ Cross-Boarder หรือไม่ต้องส่งสินค้าออกไปก่อน”

สำหรับตัว AVG Thailand เอง ปัจจุบันรองรับงานเหล่านี้ และใช้ความที่บริษัทที่ตั้งอยู่ในจีนมาราว 10 ปี จึงเป็นพาร์ทเนอร์กับ Weibo และ Wechat จึงช่วยให้บริษัทไทยเปิด Official Account เพื่อสื่อสารได้ รวมถึงมี Display Ads Network หลักแสนเว็บไซต์ในจีน พร้อม Influencer กว่า 1.3 ล้านคนในระบบ หรือเป็น Total Solution

สรุป

การทำตลาดในจีนนั้นเหมือนจะยาก แต่ก็ไม่ได้ขนาดนั้นถ้ามีพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ดี ซึ่งปัจจุบันในตลาดก็มีประมาณ 3-4 เจ้า และในปี 2561 ก็จะมี Digital Marketing Agency สำหรับตลาดจีนมากกว่านี้อีก ดังนั้นตัวธุรกิจก็คงต้องเลือกให้ดีว่าจะใช้รายไหน เพื่อก้าวไปสู่ตลาดจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ AVG Thailand เป็นบริษัทลูกของกลุ่ม YDM Thailand ที่เป็นการร่วมทุนระหว่าง Yello Digital Marketing ของเกาหลีใต้ กับ Adyim ของประเทศไทย โดยตัวกลุ่ม Yello นั้นถือ AVG ในประเทศจีนไว้ด้วย ปัจจุบัน AVG Thailand มีลูกค้าทั้งหมด 3 เจ้าเพราะเพิ่งก่อตั้งเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ปีหน้าตั้งเป้ามีลูกค้า 30 ราย

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เปิดยุทธศาสตร์ “The Platinum Group” ปักหลักย่านประตูน้ำ กินรวบ ค้าส่ง-ตลาดนัด-มิกซ์ยูส

Brand Inside - 15 November 2017 - 17:57

ย่านประตูน้ำเป็นย่านสำคัญทางเศรษฐกิจมาช้านาน มีประวัติศาตร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องของ “ค้าส่ง” เสื้อผ้า สินค้าแฟชั่น ตอนนี้ “เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป” คือผู้เล่นรายใหญ่ในย่านนั้น เจ้าของ 3 โครงการ ได้แก่ เดอะแพลทินัม แฟชั่น มอลล์, ตลาดนัดนีออน และเดอะ มาร์เก็ต กลายเป็นอาณาจักรที่รวมทั้งค้าปลีก ค้าส่ง และตลาดนัดในย่านเดียว มีพื้นที่รวม 2.33 แสนตารางเมตร

ปั้นห้างค้าส่งเป็น Hub อาเซียน

เดอะ แพลทินัม กรุ๊ปเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มค้าปลีก และโรงแรม โลเคชั่นหลักอยู่ที่ย่านประตูน้ำ เริ่มต้นจากโครงการที่เป็นพระเอกหลักอย่าง “เดอะ แพลทินัม แฟชั่น มอลล์” เป็นศูนย์การค้าค้าส่งที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2548 จากนั้นขยายไปยังโรงแรม “โนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ” เมื่อปี 2554

จากการแข่งขันของค้าปลีกที่สูงขึ้นทุกปี ยิ่งการแข่งขันในย่านประตูน้ำไปจนถึงราชประสงค์ ทำให้แพลทินัมมีการปรับตัวอย่างมาก จากเดิมที่มีการวางจุดยืนเป็นห้างค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตอนนี้แพลทินัมได้อัพสเกลให้ใหญ่ขึ้นด้วยการตั้งเป้าเป็น Fashion Wholesale Hub of Asean ก็คือไม่ใช่ห้างแฟชั่นสำหรับคนไทยอย่างเดียว แต่รวมไปถึงคนทั้ง “อาเซียน

เพราะฉะนั้นจึงมีการจับกลุ่มนักท่องเที่ยวมากขึ้น กลยุทธ์ของแพลทินัมได้มีการปรับโซนนิ่งให้ดูน่าเดิน ปรับพื้นที่ชั้น 6 ให้มีกลุ่มเครื่องสำอางขายส่ง มีสินค้าไอที ของฝากต่างๆ รวมถึงโปรเจ็คต์ใหญ่ในการสร้างสะพานเชื่อม Bangkok Sky Line ที่ร่วมทุนกับกลุ่มเกษรในสัดส่วนคนละ 49.90% ด้วยงบลงทุน 400 ล้านบาท เป็นสะพานเชื่อมจากห้างเกษรมายังแพลทินัม สามารถดึงลูกค้าให้เพิ่มขึ้นถึง 10% ตั้งแต่เปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม มียอดทราฟิกเฉลี่ยวันละ 65,000 คน

ชาญชัย พันธุ์โสภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า

“ย่านประตูน้ำเป็นย่านประวัติศาสตร์ในการขายส่ง แต่ก่อนเราตั้งเป้าเป็นห้างใหญ่สำหรับคนไทย แต่ตอนนี้เราต้องการเป็นฮับของอาเซียน เพราะเห็นเทรนด์นักท่องเที่ยวเติบโตมากขึ้น และมาซื้อของที่บ้านเราไปขายต่อที่ประเทศเยอะ บางทีไปขายต่อได้ราคามากกว่า 3-4 เท่า เหมือนเขามาเที่ยวฟรีแล้ว ก็ทำให้เขาอยากมาเที่ยวอยู่เรื่อยๆ เป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน”

ตอนนี้ทราฟิกคนเข้าห้างแพลทินัมเฉลี่ยอยู่วันละ 50,000-60,000 คน ซึ่ง 60% เป็นลูกค้าคนไทย และ 40% เป็นลูกค้าต่างชาติ กลุ่มลูกค้าต่างชาติกลุ่มหลักในตอนนี้จะมีสิงคโปร์ และมาเลเซีย แต่อินโดนีเซียมีการเติบโตสูงขึ้น เพราะตอนนี้มี “มุสลิมแฟชั่น” มากขึ้น มีการมาซื้อสินค้าในไทย และไปขายต่อที่ประเทศเขา

ขยายอาณาจักรไปตลาดนัด-มิกซ์ยูส

ยุทธศาสตร์ของเดอะ แพลทินัม กรุ๊ปตอนนี้โฟกัสที่ทำเลย่านประตูน้ำ แต่เป็นการขยายตลาดไปยังกลุ่มอื่น ที่จับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ได้นำร่องเปิด “ตลาดนีออน” เมื่อธันวาคม 2559 เป็นตลาดนัดกลางคืนตั้งแต่ช่วงเวลาเย็นๆ ไปจนถึงเที่ยงคืน มีพื้นที่ 5,000 ตารางเมตร

อีกหนึ่งโครงการที่ได้ลงเสาเข็มไปแล้วก็คือ “The Market Bangkok” ทำเลอยู่ตรงข้ามศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ คอนเซ็ปต์เป็นโครงการมิกซ์ยูสรวมค้าปลีก ออฟฟิศ และโรงแรม บนพื้นที่รวม 20 ไร่ มูลค่า 5,800 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ช่วงปลายปี 2561 กลุ่มที่โฟกัสเป็นพิเศษคือ “นักท่องเที่ยวจีน”

การขยายพื้นที่ชองแพลทินัม เหมือนเป็นการเติมจิ๊กซอว์ในกลุ่มให้เต็ม ให้ครบทั้งค้าปลีก ค้าส่ง ตลาดนัด และจับทุกกลุ่มตั้งแต่คนไทย และชาวต่างชาติ

ลองคิดคร่าวๆ ถึง Ecosystem ของแพลทินัมในการดึงลูกค้าให้อยู่ในกลุ่มตลอด ช่วงกลางวันเดินชอปปิ้งที่แพลทินัม ตอนค่ำๆ ดึกๆ เดินชิลล์ที่ตลาดนัดนีออน รวมถึงแฮงเอาท์ด้วย ส่วน The Market มีทั้งกลุ่มออฟฟิศ โรงแรมที่ดึงทราฟิกเข้าศูนย์

ทำให้ตอนนี้กลุ่มแพลทินัมมีพื้นที่ค้าปลีกรวมในย่านประตูน้ำ 2.33 แสนตารางเมตร แบ่งเป็น The Market 200,000 ตารางเมตร The Platinum Fashion Mall 28,000 ตารางเมตร และตลาดนีออน 5,000 ตารางเมตร

เป้ารายได้เกิน 2,000 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการของเดอะ แพลทินัม กรุ๊ปในช่วง 9 เดือนแรกมีรายได้รวม 1,515 ล้านบาท เติบโต 10% และตั้งเป้าทั้งปีมีรายได้ 2,000 ล้านบาท
แบ่งสัดส่วนรายได้เป็น พื้นที่เช่า 59% โรงแรม 19% และอื่นๆ 22%

Timeline เปิดอสังหาริมทรัพย์ของแพลทินัม

– ปี 2548 The Platinum Fashion Mall
– ปี 2554 โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ
– ปี 2558 เดอะ วอร์ฟ สมุย
– ปี 2559 สะพานเชื่อม Bangkok Sky Line และตลาดนีออน
– ปี 2561 (คาดการณ์) The Market Bangkok

สรุป

การแข่งขันของค้าปลีกมนยุคนี้มีทุกย่านธุรกิจ แต่เดอะ แพลทินัม กรุ๊ปเดินหมากในการสร้างจุดแข็งในย่านประตูน้ำ อาศัยความเป็นประวัติศาสตร์ของการค้าส่งเป็นตัวนำ และตามด้วยค้าปลีกอื่นๆ ทั้งตลาดนัด เพราะเป็นเทรนด์ของผู้บริโภคยุคนี้ที่ชอบเดินตลาดกลางคืน และโครงการมิกซ์ยูส ซึ่งเป็นการขยายกลุ่มลูกค้า และขยายธุรกิจให้เติบโตมากขึ้น

 

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

โหลดฟรี เกม Phoenix II เกม Shooter สไตล์ยานรบอวกาศ เล่นเพลิน ยานรบเท่ห์ พร้อมอาวุธเจ๋ง ๆ

iPhonemod - 15 November 2017 - 17:38

ใครที่กำลังเครียดจากเกมใช้สมองอย่าง MOBA หรือเกม FPS แบ่งฝ่ายไล่ล่ากัน ลองเปลี่ยนมาเล่นเกม Phoenix II กันดูครับ เกม Shooter เล่นเพลิน ยานรบเท่ห์ พร้อมอาวุธเจ๋ง ๆ ที่ไม่ซ้ำแบบกันในแต่ละลำ ลองมาดูกันครับว่าคุณจะไปไกลได้แค่ไหน

เกม Phoenix II

เกม Shooter เล่นง่ายและเล่นเพลินจากค่าย Firi Games ที่ใช้นิ้วเดียวในการบังคับยานรบอวกาศหลบพายุลูกกระสุนที่เหล่าศัตรูนับร้อยยิงสาดมาใส่ พร้อมกับยิงโต้ตอบด้วยอาวุธสุดไฮเทคที่มีให้อัปเกรดถึงสองแบบหลายสไตล์ในแต่ละลำ เช่น ปืนเลเซอร์ติดตามเป้าหมาย หรือระเบิดขนาดยักษ์ เป็นต้น

เกม Phoenix II มียานรบอวกาศให้เก็บรวบรวมและอัปเกรดมากกว่า 40 ลำ โดยในแต่ละลำจะมีอาวุธที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองอยู่ 2 อย่างด้วยกัน ค้นหายานรบอวกาศที่มีความสามารถเจ๋ง ๆ ตรงกับสไตล์ของคุณ เพื่อเข้าพิชิตภารกิจในแต่ละด่านก้าวขึ้นไปเป็นที่หนึ่งใน Leaderboard

เกม Phoenix II ถูกออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ 64 bit โดยเฉพาะ ทำให้ได้ภาพกราฟิกที่สวยงามและระบบการควบคุมที่ไหลลื่นเป็นอย่างดี ยิ่งถ้าเล่นผ่าน iPad Pro จะทำให้ได้ภาพที่พลิ้วไหวแบบ 120 เฟรมต่อวินาทีอีกด้วย

คุณสมบัติเกม Phoenix II
  • วิธีเล่นง่าย เล่นเพลิน เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา
  • ภาพเกม 3 มิติ กราฟิกสวย สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย
  • ยานรบอวกาศที่มีให้เก็บรวบรวมและอัปเกรดมากกว่า 40 ลำ โดยในแต่ละลำจะมีอาวุธที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองไม่ซ้ำแบบกัน
  • ด่านที่มีให้เล่นมากมายพร้อมอัปเดตใหม่ในทุก ๆ วัน
  • มีภารกิจประจำวันให้เข้าไปเล่นเพื่อแย่งชิงอันดับก้าวขึ้นไปเป็นที่หนึ่งใน Leaderboard
  • สามารถลงทะเบียนกับ Firi Account เพื่อสร้างบัญชีเก็บข้อมูลในการเล่น ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นได้
  • จำเป็นต้องใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในการเล่น
ดาวน์โหลดเกม Phoenix II

เนื้อที่เกม: 122 MB รองรับ iOS 10.0 ขึ้นไป (ใช้ได้กับ iPhone, iPad และ iPod Touch)
ดาวน์โหลดเกม Phoenix II ได้ฟรีที่ App Store

The post โหลดฟรี เกม Phoenix II เกม Shooter สไตล์ยานรบอวกาศ เล่นเพลิน ยานรบเท่ห์ พร้อมอาวุธเจ๋ง ๆ appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

Xiaomi ขึ้นเบอร์ 1 ตลาดสมาร์ทโฟนอินเดียร่วมกับ Samsung มาวิเคราะห์ปัจจัยอะไรทำให้สำเร็จ?

Brand Inside - 15 November 2017 - 17:14

คิดในเชิงสถิติ ถ้ามีสมาร์ทโฟน 10 เครื่องวางเรียงอยู่ตรงหน้า จะพบว่า 1 ในนั้นต้องส่งไปขายที่อินเดีย และแบรนด์ที่ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในขณะนี้ ไม่ได้มีแค่ Samsung อีกต่อไป เพราะ Xiaomi ขึ้นมาเทียบเท่าเรียบร้อยแล้ว

ภาพรวมตลาดสมาร์ทโฟนอินเดีย แบรนด์จีนมาแรง : Xiaomi ขึ้นที่ 1 ร่วม

Xiaomi ขึ้นเป็นแบรนด์ผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนในอินเดียคู่กับ Samsung เป็นที่เรียบร้อย ข้อมูลจาก International Data Corporation ระบุว่า ยอดขายสมาร์ทโฟนของ Xiaomi กับ Samsung ขึ้นครองเบอร์ 1 ของตลาดร่วมกันที่ 23.5% เท่ากัน (ทั้งๆ ที่ปีก่อน Xiaomi มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ในอินเดียแค่ 10.7% เท่านั้น) ตามมาด้วยแบรนด์ Lenovo 9%, Vivo 8.5%, Oppo 7.9% และแบรนด์อื่นๆ 27.6%

  • หรือพูดอีกแบบคือ 2 แบรนด์ใหญ่ในตลาดสมาร์ทโฟนอินเดียขณะนี้คือ Xiaomi และ Samsung นั้นได้ครองตลาดไปเกือบครึ่ง ตัวเลขชัดๆ คือ 47% 
  • แต่ถ้านับเฉพาะแบรนด์ของแต่ละประเทศ อันนี้น่าสนใจ เพราะสามารถคำนวณออกมาได้ว่า แบรนด์สมาร์ทโฟนที่ครองตลาดอินเดียอยู่ตอนนี้เป็นแบรนด์ที่มาจาก 2 ประเทศหลักคือ จีนและเกาหลีใต้ ถ้าแบ่งสัดส่วนตาม Top 5 ก็จะได้ดังนี้คือ แบรนด์จีน (Xiaomi, Lenovo, Vivo และ Oppo) ครองตลาดสมาร์ทโฟนอินเดียที่ประมาณ 48.9% ส่วนแบรนด์เกาหลีใต้ (Samsung) ครองตลาด 23.5%
  • อีกประเด็นหนึ่ง ถ้าเรานับเฉพาะแบรนด์สมาร์ทโฟน Top 5 ก็จะพบว่า 5 แบรนด์นี้ครองตลาดไปถึง 72% ของตลาดสมาร์ทโฟนอินเดียแล้วนั่นเอง

ยอดขายสมาร์ทโฟนในโลก 10% อยู่ที่อินเดีย | ตลาดนี้มาแรงจริง

ปี 2017 ถือเป็นปีทองของตลาดสมาร์ทโฟนของอินเดีย ดูได้จากตัวเลขยอดขายของตลาดทั้งโลก โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 (เดือนกรกฎาคมถึงกันยายน) มียอดเพิ่มขึ้นมาถึง 30% สำหรับอินเดียเองมียอดขายสมาร์ทโฟนในไตรมาสนี้ถึง 39 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 21%

  • ยอดขายสมาร์ทโฟนในอินเดียคิดเป็น 10% ของยอดขายในตลาดสมาร์ทโฟนทั้งโลก หรืออีกอย่างได้ว่า 1 ใน 10 ของสมาร์ทโฟนต้องมี 1 เครื่องที่ส่งมาขายในอินเดีย

ปัจจัยสำคัญคือ การเติบโตของการขายบนออนไลน์ ในปีนี้มีการขายบนช่องทางนี้ไปกว่า 13 ล้านเครื่อง มากกว่าปีที่แล้ว 35%

  • เปรียบเทียบ “การขายสมาร์ทโฟนผ่านออนไลน์” กับตลาดสมาร์ทโฟนทั้งหมด คิดเป็นสัดส่วนถึง 37% เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ทำไว้ 32%
  • ความน่าสนใจคือ ยอดขายสมาร์ทโฟนบนออนไลน์ทั้งหมดนั้น Xiaomi ครองตลาดไปถึง 50%

วิเคราะห์ : ทำไม Xiaomi ถึงชนกับ Samsung ได้

มีหลายอย่างที่ทำให้ Xiaomi เป็นหนึ่งในแบรนด์สมาร์ทโฟนทางเลือกที่น่าสนใจ ประเด็นหลักๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องราคากับความสามารถของเครื่องที่ทำได้หลายอย่างไม่แพ้แบรนด์ที่เกิดมากก่อนหน้า ไม่นานมานี้ ในงานเปิดตัวโทรศัพท์รุ่น Mi MIX 2 ในประเทศไทย ในระหว่างงานเปิดตัว ผู้บริหารของ Xiaomi มีการเปรียบเทียบสเปคของสมาร์ทโฟน Xiaomi กับแบรนด์ใหญ่อย่าง Samsung และ Apple โดยเปรียบเทียบรุ่นที่เปิดตัวกับ Samsung Galaxy Note 8 และ iPhone X

  • ประเด็นคือ บอกว่าสเปคไม่ต่างกันมาก เทียบกันได้ในหลายมิติ แต่ราคาต่างกันมาก เพราะ Xiaomi มาในราคา 17,990 บาท ส่วน Samsung Galaxy Note 8 จะมาในราคา 33,900 บาท ส่วน iPhone X ที่เพิ่งเปิดราคาในไทยไปไม่นานมานี้ก็อยู่ที่ 40,500 บาท

นอกจากนั้นอีกปัจจัยคือ การขายบนออนไลน์เป็นตัวส่งเสริมให้ Xiaomi ทำตลาดสู้กับแบรนด์ใหญ่ๆ ที่มาก่อนหน้าได้ เว็บไซต์ mxphone เคยรายงานไว้ว่า ในวันคนโสดจีนที่ผ่านนี้ Xiaomi ทำยอดขายสูงสุดติดต่อกันเป็นปีที่ 5 มียอดขายสูงถึง 2.46 พันล้านหยวน ทำลายสถิติเก่าในปี 2014 ที่ 1.56 พันล้านหยวน หรือในอินเดียที่ Xiaomi ได้ทำการขายแบบ Flash Sale เป็นครั้งแรก ในรุ่น Redmi Y1 และ Redmi Y1 Lite ผลปรากฏว่า เพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น สามารถทำยอดขายได้ถึง 150,000 เครื่อง

แม้ว่าจะเป็นหน้าใหม่ในวงการ (ตลาดสมาร์ทโฟนนอกประเทศจีน) ดังนั้น เมื่อเทียบกับรายใหญ่ๆ ในโลกที่ทำตลาดมานาน ต้องงัดหลายกระบวนท่าออกมาสู้ แต่ถึงที่สุด Xiaomi ก็มีที่ทางในตลาด เพราะราคาและสเปคเครื่องเมื่อคิดโดยเปรียบเทียบแล้ว ถือเป็นจุดเด่นที่โน้มน้าวใจผู้บริโภคได้ และในยุคที่การเข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้น ผู้คนก็ย่อมต้องการทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น แล้วไหนจะประกอบกับ “จังหวะเวลา” ของการเติบโตและแพร่กระจายของออนไลน์ที่หนุนเสริมให้ทำยอดขายได้เต็มกำลัง

Xiaomi เป็นแบรนด์ที่น่าจับตามองจริงๆ

อ้างอิง – QUARTZQUARTZ 1, mxphonemxphone 1mxphone 2

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เป็นไปได้! Logitech เปิดตัว G PowerPlay เมาส์เกมมิ่งไร้สายที่เล่นไปชาร์จไป

iPhonemod - 15 November 2017 - 16:38

ปัญหาของเมาส์ไร้สายนอกจากอัตราการตอบสนอง ก็จะเป็นเรื่องแบตเตอรี่ที่ทำให้หลายคนรำคาญใจ แต่ในวันนี้ข่าวดีคือ Logitech ได้พัฒนา G PowerPlay โดยมาพร้อมกับเมาส์ไวร์เลสรุ่นใหม่อย่าง G703 และ G903 ซึ่งพัฒนามาจากรุ่นยอดฮิต G900 ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่เกมมิ่ง

G PowerPlay G PowerPlay

สำหรับเมาส์ไร้สายจำเป็นต้องใช้ร่วมกับแผ่นรองเมาส์ ที่เป็นแท่นชาร์จแบตสำหรับ G703 และ G903 โดยมีขนาด 275 มม. x 320 มม. ประมาณขนาด “S” ของแผ่นรองเมาส์ทั่วไป คำถามถัดไปก็คือมันจะลื่นสู้แผ่นรองเมาส์เฉพาะทางได้หรือไม่ ?

Logitech แก้ปัญหานี้ด้วยการ “สอด” แท่นชาร์จแบตอันนี้ไว้กับแผ่นรองเมาส์อันโปรดของคุณอีกที จากนั้นก็จ่ายไฟผ่านการเชื่อมต่อ USB กับคอมพิวเตอร์ของคุณ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเรานั้นสามารถเล่นไปด้วยพร้อมกับชาร์จแบตตัวเมาส์ไปด้วยได้

  • Logitech G903 ราคา $149.99 (ประมาณ 5,200 บาท)
  • Logitech G703 ราคา $99.99 (ประมาณ 3,400 บาท)
  • G Power Play ราคา $99.99 (ประมาณ 3,400 บาท)

ที่มา – อีเมลประชาสัมพันธ์

The post เป็นไปได้! Logitech เปิดตัว G PowerPlay เมาส์เกมมิ่งไร้สายที่เล่นไปชาร์จไป appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

GFX Bench ผุดสเปค Sony H3213 Avenger คาดเป็น Xperia กล้องคู่รุ่นแรก

MXPhone - 15 November 2017 - 16:22
ก็พอจะบอกได้ว่า Sony เป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนเพียงไม่กี่รายในปัจจุบันที่ยังไม่ทำสมาร์ทโฟนกล้องคู่ออกมา แต่เชื่อว่าในเร็วๆนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เมื่อล่าสุดบนแพลตฟอร์ม GFX Bench ได้ผุดสเปค Sony H3213 Avenger ที่น่าจะเป็นสมาร์ทโฟน Sony Xperia ที่ใช้กล้องคู่เป็นรุ่นแรก Sony H3213 Avenger มาพร้อมกับกล้องหน้าคู่ความละเอียด 16+8...
Categories: Partners

ศึกยักษ์ชนยักษ์ บริษัทเบียร์ต่างประเทศชิงความเป็นเจ้าของบริษัทเบียร์ของรัฐบาลเวียดนาม

Brand Inside - 15 November 2017 - 16:13

นอกจากเศรษฐกิจในประเทศเวียดนามจะคึกคักและร้อนแรง แวดวงเครื่องดื่มอย่างเบียร์ในช่วงนี้ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน เพราะนอกจากเวียดนามจะเป็นประเทศที่ความต้องการเบียร์ของประชาชนสูงขึ้นทุกปี ไม่ต้องแปลกใจว่าบริษัทเบียร์หลายๆ บริษัทเริ่มหันมามองตลาดเวียดนามมากขึ้น

ซึ่งเมื่อส่วนผสมอย่างวัฒนธรรมของเวียดนามไม่ว่าจะไปทางไหนย่อมมีเบียร์ด้วยเสมอๆ ความต้องการเบียร์ที่ยังเพิ่มขึ้น แถมล่าสุดเมื่อรัฐบาลเวียดนามประกาศประมูลบริษัทเบียร์อย่าง Habeco กับ Sabeco ฉะนั้นประเทศเวียดนามตอนนี้ย่อมเป็นศึกยักษ์ชนยักษ์ในวงการเบียร์อย่างไม่ต้องสงสัย

เวียดนามแหล่งกำไรงดงามของยักษ์ใหญ่เบียร์

โดยปริมาณความต้องการเบียร์ของชาวเวียดนามปีนี้โดยประมาณอยู่ที่ 4,100 ล้านลิตร แถมการเติบโตยังเติบโตด้วยเลขสองหลัก ผลสำรวจจาก Nielsen ตลาดเบียร์แบบบรรจุขวดและกระป๋องมีมูลค่าถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ดังนั้นตลาดเวียดนามจึงเป็นเพชรงามอีกไม่กี่เม็ดสำหรับบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ Trevor Stirling นักวิเคราะห์จาก Bernstein กล่าวว่า “เวียดนามนั้นเป็นตลาดเบียร์ที่น่าสนใจ แถมบริษัทเบียร์ในประเทศครองตลาดส่วนใหญ่”

บริษัทเบียร์ต่างประเทศนั้นได้ผลประโยชน์ในการเจริญเติบโตนี้ด้วย

ผู้ที่ได้รับผลดีอีกรายคือบริษัทเบียร์อย่าง Heineken ถ้าหากไม่นับการถือหุ้นใน Sabeco 5% แล้ว ยอดขายเบียร์ในเวียดนามของ Heineken นั้นถือว่าดีมากๆ เป็นตลาดที่โตอันดับสองในโลกรองจากเม็กซิโกเลยทีเดียว และรายได้ 10% ของ Heineken มาจากที่เวียดนาม อิงจากยอดขายที่เติบโตอย่าง Heineken และ Tiger ส่วนอีกฝั่งทางด้าน Carlsberg นั้นได้ผลดีจากการถือหุ้นใน Habeco ถึง 17% ซึ่งเป็นบริษัทเบียร์ที่ขายดีอันดับสามในเวียดนาม

บริษัทเบียร์ในเวียดนามนั้นมูลค่าไม่ได้ถูกมากนัก

ทาง Bernstein ได้ประมาณมูลค่าของกิจการของ Sabeco ประมาณ 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วน Habeco นั้นอยู่ที่ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือว่าไม่ได้ถูกมากนัก โดยค่า P/E (ไว้ดูความถูกหรือแพงของกิจการนั้นๆ) ของ Sabeco นั้นอยู่ที่ 38 เท่า เมื่อเทียบกับ Vinamilk นั้นอยู่ที่ 21 เท่า แต่ในมุมมองของบริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่มองว่าสัดส่วนทางการตลาดของ Sabeco นั้นครองส่วนแบ่งถึง 40% อาจถือว่าถูกมากด้วยซ้ำ

รัฐบาลเวียดนามยังอยากจะถือหุ้น Sabeco และ Habeco บางส่วนอยู่

การประมูลซื้อหุ้นบางส่วนต่อจากรัฐบาลเวียดนามน่าจะเป็นไปได้ในปีหน้า โดยทาง Le Hong Xanh ซึ่งเป็น CEO ของ Sabeco ได้กล่าวว่ามีผู้มาขอประมูลหุ้นบริษัทจากรัฐบาลเวียดนามถึง 7 รายด้วยกัน แต่บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่เหล่านี้อาจพบกับความปวดหัวมากขึ้นเพราะครั้งนี้รัฐบาลเวียดนามอาจขายหุ้นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น แล้วทยอยขายเรื่อยๆ โดยอ้างอิงล่าสุดจาก Phan Dang Tuat อดีตประธานของ Sabeco ซึ่งสวนทางในตอนแรกมีข่าวลือว่ารัฐบาลจะประมูลขายหุ้นออกมาหมดเลย

ศึกตะลุมบอนของบริษัทเบียร์

ศึกการประมูลหุ้นของ Sabeco และ Habeco ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าติดตามเลยทีเดียว เพราะผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูลครั้งนี้มีทั้งรายใหญ่ระดับโลกทั้ง Anheuser-Busch InBev Heineken และ Carlsberg บริษัทเบียร์ยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Asahi และ Kirin รวมไปถึงเครือไทยเบฟด้วย โดยในอดีตนั้นไทยเบฟเคยที่จะซื้อกิจการ Sabeco จากรัฐบาลเวียดนามด้วยมูลค่า 2,000 ล้านเหรียญเมื่อปี 2014 มาแล้ว

ที่มาFinancial Times, Bloomberg, Vietnamnet

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ได้พักเที่ยงในรอบ 6 ปีครึ่ง ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์หยุดซื้อขายหลักทรัพย์ช่วงเที่ยงแล้ว

Brand Inside - 15 November 2017 - 15:59

ในทวีปเอเชียด้วยกันแล้ว ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ถือว่าเป็นตลาดตลาดหลักทรัพย์ที่มีชั่วโมงซื้อขายหลักทรัพย์ถือว่ายาวอันดับต้นๆ ในเอเชีย แต่จากนี้ไปมาร์เก็ตติ้งที่ทำงานตามบริษัทหลักทรัพย์นั้นจะได้พักเที่ยงแบบสบายใจหายห่วงแบบเล็กๆ

หลังจากเปิดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับเรื่องการพักซื้อขายหลักทรัพย์ช่วงเที่ยงให้กลับมาอีกรอบ จนได้ข้อสรุปคือในวันนี้ โดยได้ข้อสรุปว่าตลาดหลักทรัพย์พักซื้อขายหลักทรัพย์ช่วงเที่ยง 1 ชั่วโมงจนถึง 13.00 เพื่อพักเที่ยง โดยพักการซื้อขายเวลาเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

6 ปีครึ่งที่หายไปและโลกออนไลน์เข้ามาสู่การซื้อขายหลักทรัพย์มากขึ้น

จากเดิมตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์พักซื้อขายหลักทรัพย์ช่วง 12.30 จนถึง 14.00 เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงครึ่ง แต่หลังจากความเกรี้ยวกราดของนักลงทุนรายย่อยที่ไม่สามารถซื้อขายหลักทรัพย์ได้ และตลาดต้องการเพิ่มปริมาณการซื้อขายให้มากขึ้น ทำให้ยกเลิกการพักเที่ยงไปในปี 2011 โดยปริยาย แต่ปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยสามารถซื้อขายหลักทรัพย์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้ โดยมาร์เก็ตติ้งของบริษัทหลักทรัพย์ UOB Kay Hian สิงคโปร์ที่ทำงานมากว่า 20 ปีกล่าวว่าปัจจุบันลูกค้าที่โทรมาซื้อขายหลักทรัพย์นั้นลดลงอย่างมาก โดยก่อนหน้าที่จะกลับมาหยุดการซื้อขายช่วงเที่ยง เหล่ามาร์เก็ตติ้งทั้งหลายก็จะสลับกันทำงาน หรือไม่ก็รับคำสั่งจากลูกค้านอกสำนักงานแล้วใช้โทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตซื้อขายหลักทรัพย์ให้

แต่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ก็ยังมีชั่วโมงทำงานมากที่สุด

ตลาดหลักทรัพย์ที่มีชั่วโมงทำการซื้อขายมากที่สุดโดยเรียงจากลำดับชั่วโมงการทำงานจากมากไปน้อยที่สุด โดยชั่วโมงการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์นั้นถือว่าเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย

  1. สิงคโปร์
  2. เกาหลีใต้
  3. อินเดีย
  4. ออสเตรเลีย
  5. ฮ่องกง
  6. อินโดนีเซีย
  7. ญี่ปุ่น (โตเกียว)
  8. ใต้หวัน
  9. ไทย
  10. จีน (เซี่ยงไฮ้)
พักเที่ยงยังไงย่อมดีกว่าแน่นอน

เรื่องนี้ถือว่าสำคัญที่สุดกับเหล่า Trader ของกองทุนหรือตัวบริษัทหลักทรัพย์และธนาคารแน่นอน เพราะการที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์พักซื้อขายหลักทรัพย์ช่วงเที่ยงนั้นไม่ต้องห่วงว่าสิ่งที่ตัวเองซื้อขายจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างตัวเองลงไปพักเที่ยง ไม่ต้องพะวงหน้าห่วงหลัง ส่วนผลวิเคราะห์จาก Instinet Pacific นั้นน่าสนใจมากๆ ว่าช่วงก่อนที่ตลาดหลักทรัพย์จะหยุดพักซื้อขายหลักทรัพย์ช่วงเที่ยง ปริมาณการจากช่วงเที่ยงวันถึงบ่ายโมงนั้นมีเพียงแค่ 5% เท่านั้น ส่วนผู้ที่สนับสนุนการพักเที่ยงอีกสองนั้นเป็น Joey Choy มาร์เก็ตติ้งของบริษัทหลักทรัพย์ Phillip กล่าวว่าการพักเที่ยงแบบจริงๆ นั้นย่อมดีกว่า เพราะหัวสมองโล่งปรอดโปร่ง ส่วนรายสุดท้าย Jimmy Ho ประธานของ Society of Remisiers (คล้ายๆ สมาคมของเหล่ามาร์เก็ตติ้งด้วยกัน – ผู้เขียน) กล่าวว่า “พวกเราได้รับประทานอาหารกลางวันแบบมีความสุขสักที”

“ข่าวดีของเรา” เชฟระดับมิชิลินสตาร์กล่าว

เชฟ Osvaldo Forlino เปิดร้านอาหารอิตาเลียนซึ่งสามารถเดินได้ภายใน 5 นาทีจากสำนักงานตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ กล่าวว่านี่เป็น “ข่าวดีของเรา” และ “ปกติแล้วร้านเราก็ชอบมีคนมาคุยเรื่องลงทุนกันเสมอๆ เวลารับประทานอาหารกลางวันเพราะร้านของเรา” ส่วนเจ้าของร้าน Cheek by Jowl ซึ่งมีร้านในย่านการเงินกล่าวว่า “ถ้าหากคุณไม่ได้พักเที่ยงด้วยอาหารดีๆในรอบ 6 ปีครึ่ง ลองมารับประทานอาหารเที่ยงที่ร้านเราสิ”

ที่มา – The Newpaper, Channel NewsAsia, Bloomberg

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Xiaomi นั่งบัลลังก์ผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนอินเดีย ร่วมกันกับ Samsung

MXPhone - 15 November 2017 - 15:56
บริษัทวิจัยตลาด IDC เผยรายงานตลาดสมาร์ทโฟนในประเทศอินเดียประจำไตรมาสที่ 3 ของปี 2017 ( กรกฏาคม – กันยายน) ซึ่งพบว่ามียอดขายเพิ่มสูงเป็นสถิติใหม่ถึง 39 ล้านเครื่อง โตขึ้นจากไตรมาสก่อน 40% และเพิ่มขึ้น 21% หากวัดจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน สำหรับแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนของอินเดียในตอนนี้เป็น Xiaomi...
Categories: Partners

ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปโน้ตบุ๊ค Asus ที่ขายในไทยจะมาพร้อมกับ Windows 10 ของแท้

iPhonemod - 15 November 2017 - 15:53

ในอดีตการซื้อโน้ตบุ๊คมักจะมาพร้อมกับเครื่องเปล่าที่เป็น DOS โดยผู้ซื้อจำเป็นต้องไปติดตั้งระบบปฏิบัติการด้วยตัวเอง 99% ใช้เป็น Windows และเกือบทั้งหมดเป็นของ “เถื่อน” โดยจากการสำรวจของ Microsoft พบว่าในภูมิภาค SEA คอมพิวเตอร์จำนวน 3 ใน 5 ใช้โปรแกรมเถื่อน และจำนวนกว่า 92% ติดไวรัส

Asus จะมาพร้อมกับ Windows 10 ทุกเครื่อง

สำหรับทุกคนที่ซื้อโน้ตบุ๊คเครื่องใหม่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2560 เป็นต้นไป Asus ทุกรุ่นที่ถูกขายในประเทศไทยจะมาพร้อมกัย Windows 10 แท้ทุกเครื่อง พร้อมกับได้รับความช่วยเหลือด้านเทคนิคจาก Microsoft ทางโทรศัพท์หรือแชท ตลอด 24 ชั่วโมง

โดยลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุดอย่าง Windows 10 Fall Creators Update และฟีเจอร์เพื่อการปกป้องความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง

นอกจากนี้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปถึงปลายปี 2560 ไม่เพียงแค่ Windows 10 ที่จะได้มากับเครื่อง หากทำการลงทะเบียนภายในหนึ่งเดือนที่ซื้อ จะได้รับเพิ่มเป็นประกัน Perfect Warranty นอกเหนือจากประกันปกติที่ได้รับเป็นระยะเวลา 2 ปี จะได้รับความคุ้มครองความเสียหายจากอุบัติเหตุ Asus จะสนับสนุน 80% ของราคาซ่อมเครื่องในปีแรกให้

ที่มา – อีเมลประชาสัมพันธ์

The post ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปโน้ตบุ๊ค Asus ที่ขายในไทยจะมาพร้อมกับ Windows 10 ของแท้ appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

ลือ! Samsung เตรียมขาย Galaxy S9 Mini ในเดือนมี.ค. ควบคู่ S9 / S9+

MXPhone - 15 November 2017 - 15:24
ถึงแม้ว่าในปีนี้เราจะยังไม่เห็น Samsung Galaxy S8 mini ออกมาตามข่าวที่ลือกัน แต่ก็ไม่แน่ว่าในปีหน้าเราอาจจะได้เห็นเรือธงรุ่นเล็กของจริงกันสักที เมื่อล่าสุดมีแหล่งข่าวนิรนามออกมาอ้างว่า Samsung อาจจะมีการทำ GalaxY S9 mini ออกมาวางขายพร้อมกันกับ Galaxy S9 และ S9+ ภายในเดือนมีนาคม ปี...
Categories: Partners

Apple อาจใส่เซ็นเซอร์ 3 มิติสำหรับกล้องหลังมาใน iPhone รุ่นใหม่

iPhonemod - 15 November 2017 - 15:00

รายงานจากสื่อต่างประเทศเผยว่า Apple กำลังพัฒนาและวางแผนใส่ เซ็นเซอร์ 3 มิติสำหรับกล้องหลังมาใน iPhone รุ่นใหม่ เพื่อเน้นการใช้งาน AR มากขึ้น

เซ็นเซอร์ 3 มิติสำหรับกล้องหลังใน iPhone รุ่นใหม่

Bloomberg รายงานข้อมูลว่า Apple กำลังจะนำเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ 3 มิติ (คนละตัวกับกล้องหน้า TrueDepth ของ iPhone X) มาใส่ในกล้องหลังของ iPhone รุ่นใหม่ด้วย

โดยคุณสมบัติเด่นนั้นจะเป็นการยิงแสงอินฟาเรดหรือแสงเลเซอร์ออกไปสร้างเป็นวัตถุ 3 มิติ เพื่อให้ทราบระยะของวัตถุด้านหน้า ช่วยให้การใช้แอป AR มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยในรายงานเผยว่า Apple กำลังเริ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ 3 มิติสำหรับกล้องหลังที่จะนำมาใช้ใน iPhone รุ่นใหม่แล้ว

Apple ได้ร่วมหารือกับผู้ผลิตอย่าง Infineon, Sony, STMicroelectronics และ Panasonic เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใส่ใน iPhone รุ่นใหม่ ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – iClarified

The post Apple อาจใส่เซ็นเซอร์ 3 มิติสำหรับกล้องหลังมาใน iPhone รุ่นใหม่ appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

รีวิว – Firefox Quantum เบราเซอร์รุ่นใหม่ เบาและลื่นกว่า Google Chrome

iPhonemod - 15 November 2017 - 13:46

Firefox Quantum นับเป็น Firefox เวอร์ชัน 57 ที่มีการยกเครื่องใหม่หมดจาก Mozilla ทั้งในส่วนของดีไซน์และเอนจิน สามารถใช้ทรัพยากรเครื่องที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ยังสามารถใช้งานได้ดีถึงแม้ว่าคุณจะมีสเปคคอมที่เก่าและโบราณ มาดูกันดีกว่าว่ามีอะไรน่าสนใจที่จะให้เปลี่ยนจาก Google Chrome

Firefox Quantum เร็วขึ้นและเบาเครื่องลง

Firefox Quantum เร็วขึ้นเป็นสองเท่าหากเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และนอกจากนี้ยังใช้หน่วยความจำน้อยกว่า Google Chrome อยู่ประมาณ 30% (ยกเว้นใน macOS 10.12 ที่พอกัน) และด้วยประสิทธิภาพของเอนจินตัวใหม่ ทำให้สามารถเปิดแท็บและสลับไปมาได้เยอะและเร็วกว่าที่เคย

จับภาพหน้าจอ

อันนี้ของเล่นใหม่ลองแล้วประทับใจดี (ปกติใช้แต่ Snipping Tool) แต่เครื่องมือจับภาพหน้าจออันใหม่นี้สะดวกมาก สามารถเลือกเป็นจุดให้โดยอัตโนมัติ แชร์ง่ายและไม่ต้องปวดหัวกับการหาชื่อไฟล์ในเครื่อง

ท่องเว็บไซต์อย่างเป็นส่วนตัว

Private Browsing หลายคนอาจคุ้นเคยกันดีกับการเข้าเว็บไซต์ที่ไม่เก็บประวัติ และป้องกันการติดตาม นอกจากนี้ที่เพิ่มเข้ามาคือ Tracking Protection จากการปิดกันโฆษณาบางชิ้นและสคริปต์บางตัว ที่เป็นตัวถ่วงการเปิดเว็บ ทำให้สามารถโหลดหน้าเว็บได้ไวขึ้นถึง 44%

Pocket

อีกหนึ่งส่วนขายที่มีคุณสมบัติการจัดเก็บหน้าเว็บไว้อ่านทีหลัง โดยจะถูกฝังมาในแถบเครื่องมือเลย ทำหน้าที่คล้าย Bookmark สามารดูบทความ วิดีโอและหน้าเว็บจากอุปกรณ์ตัวใดก็ได้ แถมแบ่งแยกประเภทจัดข้อมูลได้ละเอียดยิบ

ห้องสมุด

หาเปรียบเทียบ Bookmark หรือ Pocket เป็นหนังสือ ห้องสมุดจะรวบรวมแทบทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น บันทึก Pocket, ที่คั่นหน้า, ประวัติการท่องเว็บ, ภาพหน้าจอ และรายการดาวน์โหลดถูกรวบรวมไว้ในที่เดียว และนอกจากนี้ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ชอบคือ Send Tabs ที่สามารถส่งหน้าแท็บที่เปิดอยู่ไปมาได้ระหว่างคอมพิวเตอร์,
สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตได้ทันที

ดาวน์โหลดได้ฟรีทั้ง Windows, macOS, iOS, Android, Ubuntu ที่นี่

The post รีวิว – Firefox Quantum เบราเซอร์รุ่นใหม่ เบาและลื่นกว่า Google Chrome appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

ขวัญใจคนไร้คู่! Xiaomi ครองแชมป์มือถือขายดีประจำเทศกาลคนโสดของจีนปีที่ 5 ติด

MXPhone - 15 November 2017 - 12:09
Xiaomi ยังคงเป็นแบรนด์มือถือที่น่าจับตามอง โดยที่ล่าสุดได้ขึ้นแท่นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่ทำยอดขายสูงสุดประจำช่วงเทศกาลคนโสด 11/11 ของประเทศจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ในช่วง 24 ชั่วโมงของเทศกาลดังกล่าว Xiaomi สามารถทำยอดขายได้ถึง 2.46 พันล้านหยวน ส่งผลให้เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่มียอดขายสูงสุดในช่วงเทศกาลเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และยังเป็นการทำลายสถิติเดิมของตัวเองที่เคยทำยอดขาย 1.56...
Categories: Partners

Apple Watch ถูกขายไปแล้วมากกว่า 3.9 ล้านเรือน ขึ้นอันดับ 1 Smart Watch ขายดีไตรมาสที่ 3 ปี 2017

iPhonemod - 15 November 2017 - 12:08

สื่อต่างประเทศรายงานผลวิเคราะห์สัดส่วนการขาย Smart Watch ไตรมาสที่ 3 ปี 2017 คาดว่า Apple Watch ขายไปแล้วมากกว่า 3.9 ล้านเรือน ขึ้นอันดับ 1 Smart Watch ขายดี

ไตรมาสที่ 3 ปี 2017 Apple Watch ถูกขายไปแล้วมากกว่า 3.9 ล้านเรือน

Canalys ได้เผยข้อมูลวิเคราะห์ยอดขาย Apple Watch ในไตรมาสที่ 3 ปี 2017 (ก.ค. – ก.ย. 2017) ที่ผ่านมาพบว่า Apple Watch อาจถูกขายไปแล้วมากว่า 3.9 ล้านเรือนโดยเฉพาะ Apple Watch Series 3 รุ่น Cellular ที่ได้รับความนิยมมาก

Canalys เชื่อว่า Apple Watch Series 3 รุ่น Cellular ถูกขายไปแล้วมากกว่า 800,000 เรือนจาก 3.9 ล้านเรือนที่ Apple ขายได้ และ Canalys ได้จัดอันดับให้ Apple เป็นแบรนด์ที่ขายอุปกรณ์สวมใส่อย่าง Smart Watch มีสัดส่วนการขายสูงสุดในตลาด โดยมีสัดส่วนการขายอยู่ที่ 23% ในไตรมาสที่ 3 ปี 2017

นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่าความต้องการ Apple Watch ในช่วงวันหยุดสิ้นปี 2017 นี้จะยังมีสูงมาก และความต้องการ Apple Watch Series 3 นั้นยังสูงกว่า Apple Watch Series 2 ที่เปิดตัวในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอีกด้วย

ที่มา – 9to5mac

The post Apple Watch ถูกขายไปแล้วมากกว่า 3.9 ล้านเรือน ขึ้นอันดับ 1 Smart Watch ขายดีไตรมาสที่ 3 ปี 2017 appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

iOS 11.2 รองรับการชาร์จไร้สาย iPhone 8, 8 Plus และ X ที่ไวขึ้นกว่าเดิม

MacThai - 15 November 2017 - 12:00

สำหรับฟีเจอร์หนึ่งที่แอปเปิลนำเสนอบน iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X นั่นคือการชาร์จไร้สายผ่านมาตรฐาน Qi ซึ่งในตอนนี้แอปเปิลได้จำกัดกำลังไฟไว้ที่ 5W ซึ่งเท่ากับกำลังที่ชาร์จด้วยปลั๊กไอโฟน

แต่ล่าสุดแอปเปิลได้ปล่อย iOS 11.2 Beta ให้นักพัฒนาได้ทดสอบกัน ซึ่งพบว่าไอโฟนทั้ง 3 รุ่นสามารถชาร์จไร้สายด้วยความเร็วที่ไวขึ้น โดยจะชาร์จที่กำลังไฟ 7.5W

โดยทางเว็บไซต์ MacRumors ได้รับอุปกรณ์เสริมจาก RAVpower ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตแท่นชาร์จไร้สายมาให้ทดสอบ ผลปรากฏว่า ตอนนี้ไอโฟนที่ทำการทดสอบรองรับกำลังไฟ 7.5W แล้ว ทำให้สามารถชาร์จ iPhone X จาก 46 ถึง 66% ภายในเวลา 30 นาที

อย่างไรก็ตามกำลังไฟ 7.5W นี้ก็ยังไม่ใช้กำลังไฟสูงสุดที่มาตรฐาน Qi ทำได้ ซึ่งมาตรฐาน Qi 1.2 สามารถรองรับกำลังไฟได้สูงสุดถึง 15W

สำหรับ iOS 11.2 เวอร์ชันเต็ม คาดว่าน่าจะปล่อยให้อัปเดตกันในเดือนธันวาคม ก่อน HomePod วางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา ถ้าใครกำลังจะซื้อแท่นชาร์จไร้สายแอดขอแนะนำว่าให้ซื้อที่กำลังไฟสูง ๆ เตรียมไว้เลย

 

ที่มา – MacRumors

The post iOS 11.2 รองรับการชาร์จไร้สาย iPhone 8, 8 Plus และ X ที่ไวขึ้นกว่าเดิม appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

จะรอเปิดตัวทำไม? หลุดราคา OnePlus 5T เปิดที่ 16,600 บาท

MXPhone - 15 November 2017 - 11:36
ถ้าจะหลุดกันมาขนาดนี้งานเปิดตัววันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ก็คงจะไม่จำเป็นอีกต่อไป สำหรับ OnePlus 5T ว่าที่สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ของค่ายเรือธงพิฆาต OnePlus ที่ล่าสุดก็มีราคาจำหน่ายในประเทศอินเดียออกมาให้ชมกันแล้ว OnePlus 5T จะวางจำหน่ายในอินเดียเฉพาะช่องทางของ Amazon เท่านั้น ซึ่งจากภาพเห็นได้ว่าจะเปิดตัวมาสองโมเดล ประกอบด้วยรุ่น RAM 6GB+64GB กับรุ่น RAM...
Categories: Partners

Pages