dtac คว้าคลื่น 1800MHz จำนวน 5MHz เผยนำคลื่นมาให้บริการ 2G และ 4G แล้วแต่ความต้องการในแต่ละพื้นที่

MXPhone - 4 hours 52 min ago

ดีแทค ร่อนเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ รายงานว่าดีแทค ไตรเน็ตชนะประมูลคลื่น 1800 MHz จำนวน 1 ใบอนุญาตขนาด 2×5 MHz โดยชนะประมูลในราคา 12,511 ล้านบาท และได้ประกาศรายชื่อผู้ชนะใบอนุญาตอย่างเป็นทางการเรียบร้อย นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล...

The post dtac คว้าคลื่น 1800MHz จำนวน 5MHz เผยนำคลื่นมาให้บริการ 2G และ 4G แล้วแต่ความต้องการในแต่ละพื้นที่ appeared first on mxphone.

Categories: Partners

ปิดฉากประมูลคลื่น 1800 AIS dtac คว้าคลื่น 1800 รายละ 5MHz

MXPhone - 5 hours 15 min ago

การประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz ในวันที่ 19 สิงหาคม 2561 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมูล 2 รายเข้าร่วม ได้แก่ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด (DTN) และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค...

The post ปิดฉากประมูลคลื่น 1800 AIS dtac คว้าคลื่น 1800 รายละ 5MHz appeared first on mxphone.

Categories: Partners

พาเที่ยวงาน PlayStation Experience 2018 South East Asia

ReV - 5 hours 16 min ago

PlayStation Experience 2018 SEA

เมื่อวานนี้ ทีมงาน RE.V-> ได้ไปร่วมงาน PlayStation Experience 2018 South East Asia ซึ่งเป็นงานที่เปิดให้ผู้เข้าชมได้ทดลองเล่นเกมใหม่ ๆ บน PlayStation รวมทั้งยังมีกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ สำหรับแฟน ๆ อีกด้วย

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปดูรายละเอียดต่าง ๆ ในงานกันครับ

(more…)

Categories: Partners

Work From Home: เปิด 5 เหตุผลจากงานวิจัย ทำไม “ทำงานที่บ้าน” ถึงให้ผลที่ดีกว่าการเข้าออฟฟิศ

Brand Inside - 5 hours 52 min ago

Work From Home อาจเป็นแค่กระแสในสายตาของใครหลายคน แต่งานวิจัยหลายชิ้น พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำงานจากที่บ้านให้ผลที่ดีต่อทั้งบริษัทและพนักงาน เพราะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่าเดิม แถมพนักงานมีความสุขมากขึ้นด้วย

Work From Home

เปิด 5 เหตุผล ทำไม Work From Home ถึงเวิร์คจริงๆ

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ที่เข้าไปศึกษาพนักงานกว่า 47,264 คน และงานวิจัยอีกหลายชิ้นจากสถาบันต่างๆ รวมถึงงานจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เห็นตรงกันว่า การทำงานจากที่บ้านส่งผลให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้นและมีความสุขมากขึ้น ส่วนบริษัทเองก็ได้ลดต้นทุนในการบริหารจัดการ

ลองไปเปิด 5 เหตุผลพร้อมๆ กันว่า ข้อดีของการทำงานจากที่บ้านมีอะไรบ้าง?

1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับพนักงาน

จากงานศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่ตีพิมพ์ใน Harvard Business Reviewพบว่า พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านทำงานได้สำเร็จมากกว่ากลุ่มที่ถูกบังคับใช้เข้าออฟฟิศ

งานศึกษาชิ้นนี้สำรวจประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน Call Center ในบริษัท Ctrip เว็บไซต์สายท่องเที่ยวของจีน โดยได้แยกพนักงานออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ทำงานจากที่บ้าน และกลุ่มที่ทำงานในออฟฟิศ พบว่า พนักงานที่ทำงานจากที่บ้านทำงานได้สำเร็จมากกว่าอีกกลุ่มถึง 13.5%

นอกจากนั้น งานศึกษาชิ้นอื่นๆ เช่นงานของ Gallup ก็พบเช่นกันว่า พนักงานที่ทำงานจากที่บ้าน 3-4 วันต่อสัปดาห์ รู้สึกมีส่วนร่วมกับงานที่ทำถึง 33% สูงกว่าพนักงานแบบเข้าออฟฟิศที่รู้สึกมีส่วนร่วมกับงานเพียง 15% เท่านั้น

2. ลดอัตราการลาออกของพนักงาน

จากการศึกษาบริษัท Ctrip ยังพบว่า การทำงานจากที่บ้านทำให้พนักงานมีความพึงพอใจในงานที่สูงมาก (much higher job satisfaction) มากกว่านั้นทำให้อัตราการลาออกจากที่ทำงานลดต่ำลงถึงครึ่งหนึ่ง

นอกจากจะลดอัตราการลาออกของพนักงานแล้ว บริษัทต่างๆ ที่เสนอให้พนักงานทำงานจากที่บ้านยังมีโอกาสสูงที่จะได้พนักงานคนรุ่นใหม่มาร่วมงานด้วย เพราะมีงานศึกษาที่พบว่า 40% ของพนักงานรุ่นใหม่ในสหรัฐอเมริกาชอบการสื่อสารผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากกว่าเจอตัวเป็นๆ หรือคุยผ่านทางโทรศัพท์

3. ลดต้นทุนของบริษัท ส่วนพนักงานมีความสุขมากขึ้น

งานศึกษาจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ พบว่า การทำงานจากที่บ้านทำให้พนักงานมีความสุขมากขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น งานวิจัยยังพบว่าการทำงานจากที่บ้านทำให้พนักงานมีสมาธิ ไม่มีสิ่งอื่นมารบกวนมากเท่ากับการเข้าออฟฟิศ

ส่วนบริษัทก็ได้ลดต้นทุนในส่วนนี้ เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายกับการมีออฟฟิศที่หรูหรา เฟอร์นิเจอร์ที่อลังการ เพราะถ้าพนักงานทำงานที่บ้าน พวกเขาก็จะซื้อของเหล่านั้นด้วยเงินของเขาเอง นี่จึงทำให้ต้นทุนของบริษัทลดต่ำลงไปอีก

4. พนักงานจะลาป่วยน้อยลง

หากพนักงานทำงานจากที่บ้านได้ จะลดความเครียดไปได้สูงมาก โดยเฉพาะความเครียดจากการเดินทาง หรือหากพนักงานเกิดป่วยขึ้นมาจริงๆ ก็สามารถทำงานจากที่บ้านได้ ไม่ต้องไปออฟฟิศเพื่อเพิ่มความเสี่ยงในการกระจายเชื้อโรคให้กับเพื่อนร่วมงานในบริษัท เพราะฉะนั้นลืมเรื่องวันลาป่วยของพนักงานไปได้เลย เนื่องจากพวกเขาจัดการชีวิตตัวเองได้

ผลวิจัยจากสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การทำงานจากที่บ้านช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้จริง เพราะระดับมลพิษที่พนักงานได้รับ (หากเดินทางไปที่ทำงานทุกวัน) ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานโดยตรง พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าทำงานจากที่บ้าน พนักงานไม่ได้รับมลพิษจากทางอากาศ ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานนั่นเอง

5. ลดรายจ่าย (เงินเดือน) ให้กับบริษัท

จากการศึกษาของ American Economic Review พบว่า บริษัทในสหรัฐอเมริกาที่อนุญาตให้พนักงาน Work From Home จะหักรายได้จากพนักงานประมาณ 8% จากเงินเดือน นั่นหมายความว่า จะทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องเพิ่มผลิตผลของงานใดๆ เลย

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทต้องแบกต้นทุนรายจ่ายเงินเดือนของพนักงานที่ 30% ส่วนกำไรสุทธิของบริษัทอยู่ที่ 3% แต่หากอนุญาตให้มีการทำงานจากที่บ้าน ทำให้ลดรายจ่ายเงินเดือนพนักงานลงได้อีก 8% สุดท้ายบริษัทจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3% โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เพียงแค่อนุญาตให้พนักงาน Work From Home เท่านั้น

ทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่า ทำไม Work From Home ถึงเป็นกลยุทธ์ที่ Win-Win ของทั้งสองฝ่าย เนื่องจากบริษัทได้ลดต้นทุน พนักงานได้ชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนเรื่องงานก็เดินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – Inc.

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

[Review] Xiaomi Mi 8 เรือธงตัวท็อป แชะสุดฟินด้วยกล้องคู่ AI

MXPhone - 7 hours 16 min ago

เปิดให้สัมผัสจับจองเป็นเจ้าของกันแล้วสำหรับเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Xiaomi Mi8 ที่ตอนนี้ก็ได้มีการเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยสเปคที่เรียกว่าจัดเต็มกับราคาเริ่มต้นแค่เพียง 15,990 บาท โดยสิ่งที่เป็นจุดขายของรุ่นนี้ก็แน่นอนว่าต้องเป็นเรื่องของกล้องคู่อัจฉริยะ Dual AI Camera ที่การันตีผลการทดสอบจาก DxOMark ผู้ให้คะแนนเรื่องคุณภาพกล้องและเลนส์ที่โด่งดังและนิยมอย่างมากจากสมาร์ทโฟนแบรนด์ดังหลากหลายรุ่น สเปคของ Xiaomi Mi 8 จอ AMOLED...

The post [Review] Xiaomi Mi 8 เรือธงตัวท็อป แชะสุดฟินด้วยกล้องคู่ AI appeared first on mxphone.

Categories: Partners

หรือ K-Pop จะบูมอีกครั้ง? SM-JYP-YG หุ้นขึ้นต่อเนื่อง หลังศิลปินแห่ทำกิจกรรมนอกประเทศ

Brand Inside - 7 hours 37 min ago

แม้ 2-3 ปีที่ผ่านมากระแส K-Pop อาจซาๆ ลงบ้าง แต่นับจากปีนี้ไปมันอาจไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว หลังค่ายดัง SM, JYP และ YG เริ่มจับทางตลาดได้ ส่งผลให้เกือบทุกรายทำรายได้ในไตรมาส 2 ได้ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ราคาหุ้นของยักษ์ใหญ่ K-Pop (สีดำ YG, สีชมพู SM และสีฟ้า JYP) JYP-SM ดูดีขึ้น ส่วน YG ก็ไล่มาติดๆ

เริ่มกันที่ JYP Entertainment ก่อน โดยทางค่ายรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ออกมาว่ามียอดขายกว่า 31,000 ล้านวอน (ราว 920 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 10.6% จากปีก่อน และมีผลกำไรจากการดำเนินงานที่ 9,100 ล้านวอน (ราว 270 ล้านวอน) เพิ่มขึ้น 30.9% ดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ถึง 20%

เหตุผลที่ทำให้ยอดขาย และกำไรเพิ่มขึ้นหลักๆ มาจากความนิยมของวง Twice ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ประกอบกับความสำเร็จในการทัวร์เอเชียของพวกเธอ และหากทางค่ายยังสามารถรักษาความนิยมอย่างนี้ได้อีก ก็มีโอกาสที่ยอดขายจะเติบโตต่อเนื่อง นอกจากนี้ในเดือนก.ย. 2561 ทางค่ายก็เตรียมเปิดตัววง Boy Story ในประเทศจีนด้วย

วง Twice

ส่วน SM Entertainment ก็มียอดขายในไตรมาส 2 ที่เติบโตเช่นกัน คิดเป็นมูลค่า 1.24 แสนล้านวอน (ราว 3,700 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 83.8% จากปีก่อน และผลกำไรจากการดำเนินงานได้ 10,000 ล้านวอน (ราว 300 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 626.2% ถือว่าเติบโตเกินกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เอาไว้มาก

“การทำกิจกรรมของศิลปินในค่าย SM นั้นมีอย่างต่อเนื่องทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะยอดขายในต่างประเทศนั้นเพิ่มขึ้นถึง 82.4% ดังนั้นการเดินหน้าส่งอัลบั้มใหม่ของ EXO กับ Red Velvet รวมถึงการทัวร์ในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงการปล่อยวง NCT ในประเทศจีน ก็คงทำให้การเติบโตยังมีอยู่ในปีนี้” นักวิเคราะห์คาดการณ์

วง Red Velvet ภาพโดย HeyDay (http://hdpics.tistory.com/147) [CC BY 4.0 (https://creativecommons.org/licenses/by/4.0)], via Wikimedia Commons

ในทางกลับกัน YG Entertainment กลับมีผลประกอบการที่ไม่ค่อยดีนัก โดยกำไรจากการดำเนินงานลดลง 68% เหลือ 1,400 ล้านวอน แต่ทั้งนักวิเคราะห์ และนักลงทุนก็คาดากรณ์ไว้อย่างนั้นอยู่แล้ว เพราะตัวทำเงินอย่างวง Big Bang ต้องพักงานชั่วคราว หลังสมาชิกบางคนต้องไปเกณฑ์ทหาร

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Black Pink จะเป็นวงที่ช่วยให้รายได้ของ YG กลับมาเติบโตในปีนี้หากทางวงทำกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าในไตรมาสที่ 3 ค่ายเพลงดังกล่าวน่าจะมียอดขาย 17,000 ล้านวอน (ราว 500 ล้านบาท)

สรุป

การทำตลาดของ K-Pop อาจกลับมาดีขึ้นอีกครั้งก็เป็นได้ หลังค่ายเพลงต่างๆ เริ่มเน้นทำตลาดในต่างประเทศมากขึ้น และจริงจังกับการทำเพลงออกมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดต่างๆ สังเกตจากการทัวร์เอเชียของหลายๆ วงที่มีมากกว่าเดิม รวมถึงการเจาะตลาดจีนด้วยการเปิดวงใหม่เพื่อทำตลาดที่นั่นโดยเฉพาะ

อ้างอิง // The Investor

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ตลาด Live Streaming Platform เดือด! Valve ซุ่มพัฒนาบริการถ่ายทอดสดเกมในชื่อ Steam.tv

Brand Inside - 8 hours 48 min ago

จากเดิมที่เป็นเพียง Studio พัฒนาเกม ปัจจุบัน Valve กลายเป็นตัวแทนจำหน่ายเกมเต็มตัวภายใต้ชื่อบริการ Steam และในอนาคตอาจเป็นมากกว่านั้นก็ได้ หลังมีคนพบว่า Steam.tv กำลังจะเกิดขึ้นแล้ว

เกมแนว MOBA ที่เป็นที่นิยมแข่งขัน // ภาพโดย Pablo029 (Own work) [CC BY-SA 4.0 (http://creativecommons.org/licenses/by-sa/4.0)], via Wikimedia Commons ท้าชน Twitch-YouTube-Facebook

ตอนนี้ตลาด Live Streaming Platform ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเกมนั้นเดือดเอามากๆ หลัง Twitch สามารสร้างสังคมการรับชมเกมทั้งผ่านการ Live Broadcast จากบุคคลทั่วไป รวมถึงจากรายการแข่งขันต่างๆ ประกอบกับเงินที่สะพัดอยู่ในบริการนี้ก็ไม่ใช่น้อย แสดงให้เห็นว่าคนเล่นเกมนั้นมีกำลังซื้อ และยินดีจ่ายให้กับอะไรที่ตนเองชื่นชอบ

จึงไม่แปลกที่ YouTube และ Facebook ก็พยายามพัฒนาบริการของตัวเองให้ดึงดูดผู้ที่ชอบเล่นเกมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบการ Donate หรือการให้ Star เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกมีส่วนร่วมระหว่างที่ชมการถ่ายทอดสดเกมอยู่ แต่หลังจากนี้การแข่งขันดังกล่าวจะไม่ได้มีผู้เล่นแค่บริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่อีกต่อไป

Valve confirms that Steam TV is in testing, was ‘inadvertently’ made public https://t.co/WlyfmJvW20 pic.twitter.com/8rNq5szqc2

— PC Gamer (@pcgamer) August 18, 2018

เพราะล่าสุด Valve เหมือนจะประกาศเกมรบครั้งนี้กับผู้ให้บริการข้างต้น ผ่านการสร้าง Steam.tv ขึ้นมา โดย Pavel Djundik ผู้ที่เฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของ Steam อยู่ตลอดพบว่า Valve ได้จดทะเบียนโดเมนเว็บไซต์ Steam.tv ขึ้นเมื่อวันที่ 18 ส.ค. พร้อมกับทำการถ่ายทอดสดการแข่งขัน The International 2018

สำหรับ Feature ของบริการดังกล่าวคร่าวๆ จะสามารถสร้างกลุ่มย่อยที่มีแต่เพื่อนของผู้ชมในการพูดคุยด้วยกันระหว่างรับชมเกมได้ เพราะในระบบอื่นๆ ผู้ชมจะต้องพูดคุยผ่านห้องแชทกลางที่มีแต่คนแปลกหน้า และบางครั้งอาจไม่ค่อยสะดวกสำหรับบางคนนัก

การแข่งขันเกม ภาพจาก Flickr ของ BagoGames

อย่างไรก็ตาม Valve ออกมาเปิดเผยว่า การจดทะเบียนโดเมนเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเพียงเพื่อทดลองอัพเดท Steam Broadcasting จากเดิมที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น เพื่อรองรับการถ่ายทอดสดรายการ The International 2018 และการที่คนอื่นเข้าถึงเว็บไซต์ดังกล่าวได้ ก็เป็นอุบัติเหตุที่บริษัทเผยแพร่โดยไม่ได้ตั้งใจ

สรุป

Valve มีบริการ Live Streaming อยู่แล้ว แต่มันเป็นการถ่ายทอดสดทางเดียว ซึ่งผู้ใช้ก็คงไม่สนุกนัก เพราะไม่รู้ว่าจะถ่ายทอดสดการเล่นเกมให้คนอื่นดูทำไม แต่พอมีปฏิสัมพันธ์จากฝั่งตรงข้าม การร่วมสนุกในระหว่าง Live แบบต่างๆ ก็ทำให้การถ่ายทอดสดมีสีสัน และต้องดูกันยาวๆ ว่าการแข่งขันครั้งนี้จะจบลงเช่นไร

อ้างอิง // Kotaku

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ คนมีหนี้เยอะกว่าเงินออม แล้วเขาใช้จ่ายอย่างไรกัน ?

Brand Inside - 15 hours 34 min ago

เมื่อเราได้ยินคำว่าเศรษฐกิจดีขึ้น หลายคนคงคิดถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น คนมีเงินใช้ มีเงินเก็บมากกว่าหนี้ แต่สหรัฐอเมริกา ที่นอกจากจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แถมเศรษฐกิจยังดูจะเติบโตดี ไหงคนของเขายังมีเทรนด์ก่อหนี้มากกว่ามีเงินเหลือไว้ออมกันล่ะ ?

ภาพจาก Shutterstock สหรัฐฯ ประเทศพัฒนาแต่คนมีหนี้เยอะกว่าเงินออม

ผลการศึกษาจาก Northwestern Mutual’s 2018 บอกว่า ประชากรสหรัฐฯ มีหนี้ส่วนบุคคลเฉลี่ยสูงกว่า 38,000 เหรียญสหรัฐต่อราย (ประมาณ 1.25 ล้านบาท) และจากตัวเลขสิ้นปี 2017 ที่ผ่านมาชาวอเมริกามีหนี้สินมากกว่าเงินออมที่ประมาณ 5,000-25,000 เหรียญสหรัฐต่อราย (ประมาณ 1.65-9.9 แสนบาท)

ซึ่งคนประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมดยอมรับว่า เขาต้องแบ่งเงินเดือนครึ่งหนึ่งมาจ่ายหนี้ที่มีอยู่ และมองต่อไปข้างหน้าแล้ว เขาก็มั่นใจว่าชั่วชีวิตที่เหลือก็ยังจะมีหนี้ที่ต้องจ่ายต่อไป

จากผลการศึกษาพบว่ามีคนแค่ 23% ที่บอกว่าเขาไม่มีหนี้สินเลย แต่ก็ยังเป็นแนวโน้มที่แย่ลงเพราะสัดส่วนลดลง 5% เมื่อเทียบกับผลการศึกษาเมื่อปีก่อน

หนี้ส่วนบุคคลที่ว่า เขามีหนี้อะไรกันบ้าง ?

หนี้หลักๆ ของคนอเมริกาคือ หนี้บัตรเครดิต และสินเชื่อบ้าน มีสัดส่วนถึง 25% ของหนี้ส่วนบุคคล ส่วนอีก 6% คือหนี้การศึกษา และถ้ามองในมุมเจนเนอเรอชั่น millennials (คนที่เกิดปี 1980-2000) เป็นกลุ่มที่มีหนี้ 28% ของหนี้ส่วนบุคคลในระบบ

แม้ว่าจะมีหนี้สินสูง แต่ค่าใช้จ่ายกว่า 15% ของชาวอเมริกา อันดับต้นๆ เป็นค่าใช้จ่ายหมวดอาหาร และ Nightlife (เที่ยวกลางคืน) และอีก 13% ของการใช้จ่ายทั้งหมด เป็นหมวดการใช้จ่ายในงานอดิเรก เสื้อผ้า และ Presonal care ส่วนค่าใช้จ่ายที่คนใช้จ่ายเยอะเป็นอันดับ 3 คือการท่องเที่ยว

สอดคล้องกับผลการศึกษาที่ว่า 56% ของคนอเมริกา บอกว่าแม้หนี้สินจะเพิ่มขึ้น แต่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น 

สรุป

ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐศาสตร์ว่าประเทศเติบโตแค่ไหน และคนในประเทศมีรายได้เท่าไร อย่างสหรัฐฯ แม้ว่าคนจะมีหนี้สินเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเทียบกับรายได้ของเขา คนเกินครึ่งประเทศก็มองว่าหนี้จำนวนนี้ไม่กระทบต่อการเงิน ดังนั้นชีวิตคนในชาติจะดีขึ้นได้ต้องอาศัยสภาพแวดล้อม สวัสดิการที่ดี ซึ่งมาจากนโยบายที่ดีของภาครัฐนั่นเอง

ที่มา Foxbusiness

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

วิธีปิดหรือออกจากแอปหลายๆ แอปพร้อมกันในหน้า Multitasking

iPhonemod - 18 August 2018 - 20:01
How To Quit Multi App In Multitasing Iphone Ipad

เราคงจะทราบวิธีการออกจากแอป (Quit App) ในหน้า Multitasking บน iPhone และ iPad กันเป็นอย่างดีแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ทราบว่าเราสามารถบังคับปิดหลายๆ แอปพร้อมกันได้ในครั้งเดียว

สำหรับใครที่ชอบเปิดแอปทิ้งไว้เยอะๆ และไม่ได้ปิดหรือออกจากแอปเลย จนสะสมทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก จะปิดแต่ละครั้งก็ต้องมานั่งสไลด์ขึ้น เพื่อปิดทีละแอป วันนี้ทีมงานจึงมีวิธีการออกจากแอปทีเดียวพร้อมกัน 3 แอปมากฝากกันค่ะ เผื่อว่าจะช่วยให้การเคลียร์แอปที่เปิดค้างไว้ทำได้ไวมากขึ้น

How To Quit Multi App In Multitasing Iphone Ipad 2

วิธีออกจากแอปหลายๆ แอปพร้อมกันในหน้า Multitasking

กดปุ่ม Home 2 ครั้ง เพื่อไปยังหน้าจอ Multitasking > ใช้นิ้วเลื่อนแอปปัดมาทางขวา > ใช้สามนิ้วสไลด์หรือปัดแอปทั้ง 3 ขึ้นพร้อมกัน แอปทั้ง 3 ก็จะออกจากแอปหรือหยุดการทำงานโดยสิ้นเชิงทันที

How To Quit Multi App In Multitasing Iphone Ipad 1

และนี่ก็เป็นวิธีการปิดหรือออกจากแอปแอปพร้อมกันครั้งละ 3 แอปในหน้า Multitasking ซึ่งใน iPad สามารถเลื่อนพร้อมกันได้มากสุดถึง 6 แอปเลยทีเดียว (ต้องใช้ 2 มือนะคะ) วิธีนี้จะช่วยให้การเคลียร์หรือปิดแอปทำได้รวดเร็วมากขึ้น สำหรับใครที่ยังไม่เคยทราบมาก่อนก็ลองนำไปทำกันดูนะคะ ส่วนใครที่ทราบกันแล้วก็ฝากแชร์ต่อด้วยนะคะ 🙂

The post วิธีปิดหรือออกจากแอปหลายๆ แอปพร้อมกันในหน้า Multitasking appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

ทรัมป์ให้ ก.ล.ต. สหรัฐศึกษาความเป็นไปได้ที่จะ “รายงานงบทีละ 6 เดือน” แทน “งบไตรมาส”

Brand Inside - 18 August 2018 - 16:07

เมื่อทรัมป์ถามถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในสหรัฐได้อย่างไร ผู้บริหารบริษัทต่างๆ ได้กล่าวว่า เป็นไปได้ไหมที่จะรายงานงบทีละ 6 เดือนแทนทีละไตรมาส เนื่องจากเป้าหมายของบริษัทเหล่านี้เริ่มมองระยะยาวแทน และไม่ทำให้บริษัทไขว้เขว

ภาพจาก Shutterstock

ประธานาธิบดีสหรัฐสอบถามไปที่ ก.ล.ต. สหรัฐเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ที่จะให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐสามารถรายงานงบ 6 เดือนได้ แทนที่จะรายงานงบทีละไตรมาสเหมือนเดิม สาเหตุเป็นเพราะว่าหลายๆ บริษัทเริ่มมองการทำงานในระยะยาว แต่นักลงทุนมองระยะสั้น ทำให้บริษัทไขว้เขวจากเป้าหมาย

ทรัมป์เองได้ถามนักธุรกิจชั้นนำหลายคนๆ ว่าทำอย่างไรที่จะสามารถทำให้มีการจ้างงานได้เพิ่มมากขึ้น โดยคำตอบที่ได้กลับมาคือ ช่วยเลิกรายงานงบไตรมาส แล้วมารายงานงบทีละ 6 เดือนได้หรือไม่ ซึ่งการรายงานงบทีละ 6 เดือนนอกจากนั้นยังทำให้ประหยัดเงินและรวมไปถึงความยืดหยุ่นของบริษัทในด้านต่างๆ ด้วย

สำหรับไอเดียนี้นั้นมาจาก Indra Nooyi อดีต CEO ของ PepsiCo ที่พึ่งลงจากตำแหน่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ว่าควรจะเลิกรายงานงบแต่ละไตรมาสได้แล้ว และควรรายงานงบทีละ 6 เดือนดีกว่า และเธอก็เคยได้สอบถามเรื่องนี้กับนักธุรกิจหลากหลายคน ว่าทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนมุมมองของบริษัทจากระยะสั้นเป็นระยะยาว

สำหรับกฏการรายงานงบการเงินแต่ละไตรมาสต้องย้อนไปถึงปี 1970 ซึ่งสหรัฐเป็นคนเริ่มต้นเรื่องนี้ แต่ในปี 2013 คณะกรรมาธิการยุโรปได้ยกเลิกกฏระเบียบข้อนี้ลงในยุโรป เนื่องจากเป็นเรื่องไม่จำเป็นสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม

In speaking with some of the world’s top business leaders I asked what it is that would make business (jobs) even better in the U.S. “Stop quarterly reporting & go to a six month system,” said one. That would allow greater flexibility & save money. I have asked the SEC to study!

— Donald J. Trump (@realDonaldTrump) August 17, 2018

CEO หลายๆ คนก็เบื่อหน่ายกับงบไตรมาส

นอกจากนั้นแล้วยังมี CEO หลายๆ คนที่เบื่อกับเรื่องการรายงานงบในแต่ละไตรมาสไม่ว่าจะเป็น Lary Fink จาก BlackRock ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเคยได้กล่าวว่า คนในตลาดส่วนใหญ่เสพติดงบไตรมาส ซึ่งมองระยะสั้นๆ ทำให้ CEO เริ่มไม่มองที่เป้าหมายระยะยาว และมองแค่ว่ากำไรต่อหุ้นแต่ละไตรมาสนั้นดีแค่ไหน 

ส่วน Jamie Dimon ซึ่งเป็น CEO ของ JPMorgan รวมไปถึง Warren Buffett นักลงทุนชื่อดังของโลก เคยเขียนบทความใน Wall Street Journal เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า การที่มองอะไรระยะสั้นๆ ผ่านงบแต่ละไตรมาสทำให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐมีจำนวนลดลง

ที่มาFinancial Times

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ASP เผยธุรกิจกำไรพุ่งจากครึ่งปีหลัง อสังหา-ค้าปลีก-ก่อสร้าง ฯลฯ

Brand Inside - 18 August 2018 - 12:08

ใครๆ ก็อยากรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ยิ่งสำหรับนักลงทุนถ้าเรารู้ปัจจัยต่างๆ จะทำให้เราประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น ฝั่งบจ. เอเชียพลัส (ASP) เลยออกมาเล่าให้ฟังว่าครึ่งปีหลังจากนี้มีอะไรต้องจับตามองบ้างในตลาดเงินตลาดทุน

Businessman working with notebook and modern laptop with business graph chart.business marketing,success and ideas concept ครึ่งปีหลังธุรกิจไหนผลกำไรรุ่งเพราะอะไร ?

ฝ่ายวิจัยบจ. เอเชียพลัส (ASP) บอกว่า ครึ่งปีแรกถือว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) ทำผลงานได้ดีเพราะมีกำไรเกินครึ่งของเป้าหมายที่ ASP คาดการณ์ไว้ (กำไรบจ.ปี 2018 คาดว่าอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านบาท)

ซึ่งแม้ว่าครึ่งปีแรกบางอุตสาหกรรมกำไรจะยังไม่ถึงครึ่งที่มองไว้ทั้งปี แต่บางอุตสาหกรรมจะมีปัจจัยหนุนช่วงปลายปีให้รายได้ และกำไรเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีที่เหลือ

โดยฝ่ายวิจัยเรา เลือกวิเคราะห์หุ้นในหมวดธุรกิจต่างๆ สรุปมาให้ดูกันเริ่มกันที่ ธุรกิจจค้าปลีกที่ครึ่งแรกปีนี้ทำกำไรไปแล้ว 44% ของคาดการณ์กำไรทั้งปี 2018 ซึ่งครึ่งปีหลังถือเป็นช่วงฤดูการจับจ่ายใช้สอย และช่วงท่องเที่ยวที่จะมีนักท่องเที่ยวจีนกลับเข้ามาหลังจากเกิดเรื่องเรือล่มไป

  • ซึ่งหุ้นที่กำไรจะดีขึ้น เช่น บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน)-Beauty, บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน)-BJC
ภาพจาก Shutterstock

ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างครึ่งปีหลังน่าจะทำกำไรได้ 73% ของคาดการณ์กำไรทั้งปีหลังจากครึ่งปีแรกทำกำไรไปเพียง 27% เนื่องจากครึ่งปีหลังจะมีการรับรู้รายได้จากยอดที่ขายไปก่อนหน้า (BackLog) และหากการลงทุนของภาครัฐไม่เลื่อนออกไป

  • หุ้นที่น่าจะดีขึ้นคือ บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)-CK, บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน)-STEC 

กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ปกติแล้วอุตสาหกรรมนี้รายได้และกำไรจะเติบโตสูงสุดในไตรมาส 3 ซึ่งส่งผลให้ไตรมาส 4 ของทุกปีรายได้ตกลงเล็กน้อย

  • แต่หุ้นที่น่าจะเติบโตในครึ่งปีหลัง ได้แก่ บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน)-Hana ที่ครึ่งปีหลังน่าจะมีกำไร 58% ของคาดการณ์กำไรทั้งปี, บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน)-KCE ที่ครึ่งปีหลังน่าจะทำกำไรได้ 55% ของคาดการณ์กำไรทั้งปี
ภาพจาก Shutterstock

กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ไตรมาส 4 ของทุกปีถือเป็นช่วงที่มีการโอนทรัพย์สินกันมากที่สุด เลยมักจะมีโปรโมชั่น เพื่อปิดยอดขายทั้งปี ที่สำคัญครึ่งปีแรกทำกำไรไป 38% ของคาดการณ์กำไรทั้งปี ดังนั้นครึ่งปีหลังคาดว่าจะทำกำไรได้ถึง 68% ของคาดการณ์กำไรทั้งปี

  • โดยมีหุ้นที่กำไรจะโต ได้แก่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)-ANAN, บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)-LPN, บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)-PSH, บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-SC, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน)-SPALI

กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ทุกสิ้นปีนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ จะมีการขายสินทรัพย์เข้ากองทุนอสังหาริมทรัพย์ กอง REIT ต่างๆ ทำให้มีรายได้พิเศษทุกปี 

  • มีหุ้นที่กำไรจะโตได้แก่ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)- AMATA, บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)-WHA
ภาพจาก shutterstock เปิดปัจจัยบวกครึ่งปีหลังหวังการเลือกตั้งมา ก.พ.-พ.ค. 2019

ครึ่งปีหลังเรียกว่าปัจจัยบวกน่าจะมาจากเรื่องการเมือง เพราะเราเชื่อว่าจะมีการประกาศการเลือกตั้งในช่วง เดือน ก.พ.-พ.ค.2019 ทำให้ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยมีภาพที่ดีขึ้น

นอกจากนี้เรื่องการลงทุนของภาครัฐ ยังมีการเร่งรัดให้ทันกับคณะรัฐบาลนี้ เช่น เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอาเซียน ฯลฯ แต่บางโครงการขนาดใหญ่ที่ยังต้องศึกษา อาจจะต้องรอคณะรัฐบาลชุดต่อไป

ส่วนปัจจัยนอกประเทศยังมีความหวังว่า เรื่องสงครามการค้า (Trade War) ทั้งสหรัฐฯ และจีน จะสามารถเจรจาประนีประนอมกันได้

ภาพจาก Shutterstock เผยปัจจัยลบมาจากนอกประเทศ Trade War-ค่าเงิน

ส่วนใหญ่ครึ่งปีหลังนี้ต้องจับตามองปัจจัยจากนอกประเทศ ทั้งเรื่อง Trade War ที่น่าจะเห็นผลชัดเจนในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ในเคสที่แย่หน่อยคือ เศรษฐกิจจีนอาจจะชะลอตัว และส่งผลกระทบต่อการค้าทั่วโลก รวมถึงไทยอาจะได้รับผลกระทบต่อผลประกอบการ

ขณะที่เรื่องวิกฤตค่าเงินของตุรกี ไม่ได้มีผลโดยตรงกับประเทศไทยเพราะเรามีการค้าด้วยน้อยมาก 

ขณะที่ประเทศส่งออกอย่างเราต้องจับตามองเรื่อง ค่าเงินบาทด้วย แต่ทิศทางตอนนี้ถึงสิ้นปี มองว่าค่าเงินบาทจะอยู่ในทิศทางอ่อนค่าและทรงตัวมากกว่า หากสิ้นปีคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทยเลือกที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะชะลอการอ่อนค่าของค่าเงินบาท แต่จากความเสี่ยงต่างๆทั่วโลกก็ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังมีแนวโน้มแข็งค่า ส่งผลให้บาทอยู่ในโทนอ่อนค่านั่นเอง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

เรือไฟฟ้ามาก็มา! Rolls-Royce เดินหน้าพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับเรือไฟฟ้าเพื่อโดยสาร-เชิงพาณิชย์

Brand Inside - 18 August 2018 - 11:37

อย่างที่เห็นกันในตลาดว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” ถูกพูดถึง และเป็นที่สนใจจากผู้บริโภค รวมถึงผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้ แต่ปัจจุบันรถยนต์ไม่ใช่ยานพาหนะเพียงอย่างเดียวที่จะเดินหน้าด้วยไฟฟ้า เพราะ “เรือ” ก็กำลังเดินหน้าเรื่องนี้เช่นกัน

เรือขนส่งสินค้า ตลาดใหม่ของ Rolls-Royce คือเรือไฟฟ้า

หลายคนอาจคุ้นชื่อ Rolls-Royce ในฝั่งรถยนต์หรู แต่จริงๆ แล้วผู้ผลิตจากอังกฤษรายนี้มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเครื่องยนต์ของหลากหลายยานพาหนะ ที่ดังที่สุดก็น่าจะเป็นเครื่องบิน และตอนนี้กำลังจะเขย่าตลาดการคมนาคมทางน้ำด้วยการเปิดตัวระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

สำหรับแผนดังกล่าว Rolls-Royce ใช้ชื่อว่า SAVe Energy โดยจะเน้นที่การผลิตแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพสูง และใช้ของเหลวในการหล่อเย็น รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย ทำให้สามารถประยุกต์ใช้กับเรือตั้งแต่ขนาดเล็กถึงใหญ่

เครื่องยนต์ Rolls-Royce // ภาพจาก Flickr ของ Mark Hillary

อย่างไรก็ตามนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับขับเคลื่อนเรือด้วยไฟฟ้า เพราะได้ทำมากว่า 8 ปี และรวมกำลังไฟฟ้าทั้งหมดที่ผลิตได้ก็ราว 15 เมกะวัตต์ชั่วโมง แต่ด้วยกระแสเครื่องยนต์ไฟฟ้ากำลังมา ทำให้ Rolls-Royce ตั้งเป้าผลิตแบตเตอรี่ในปี 2562 ให้ได้ 10-18 เมกะวัตต์ชั่วโมง หรือมากกว่าทั้ง 8 ปีรวมกัน

นอกจากนี้เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เร็วขึ้น บริษัทจึงสร้างรูปแบบในการเชื่อมต่อกับเครื่องยนต์ดั้งเดิม เช่นเครื่องยนต์ที่ใช้แก๊ส หรือน้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง เพื่อทำเครื่องยนต์ให้เป็น Hybrid คล้ายกับที่ใช้ขับเคลื่อนในรถยนต์ทั่วไป ซึ่งตลาดสำคัญก็คือกลุ่มบริษัทเดินเรือในนอร์เวย์

เรือขนส่งสินค้าที่ใช้พลังงานดั้งเดิม

เนื่องจากที่นั่นเป็นน่านน้ำที่ปลอดมลพิษ และทางประเทศนอร์เวย์ก็รณรงค์ให้เรือต่างๆ ปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด ดังนั้นการใช้เครื่องยนต์ไฟฟ้าจึงตอบโจทย์เป็นอย่างมาก และหากพัฒนาให้มันสามารถขับเคลื่อนได้ดี และไกลกว่านี้ การเข้าไปตอบโจทย์ตลาดประเทศจีนก็มีความเป็นไปได้ รวมถึงเรือขนส่งสินค้าของประเทศอื่นๆ ด้วย

สรุป

ตลาดเรือไฟฟ้าเป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เพราะมันช่วยลดมลพิษทางน้ำได้เป็นอย่างดี และเป็นตลาดที่ยังไม่มีใครลงไปทำเท่าไรนัก จึงเชื่อว่าในอนาคตน่าจะมียักษ์ใหญ่ในวงการยานพาหนะเข้าไปรุกตลาดนี้แน่ๆ ดังนั้นต้องจับตามองผู้ผลิตจากจีนให้ดีว่าจะหลั่งไหลเข้ามาเยอะแค่ไหน

อ้างอิง // Electrek

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

[ชมคลิป] iPhone 2 รุ่นใหม่ หน้าจอ LCD 6.1″ และ OLED 6.5″ เปรียบเทียบกับ iPhone X กันแบบชัด ๆ

MacThai - 18 August 2018 - 10:00

2018iphonelineupdummy-800x518

ใกล้เข้ามาแล้วกับวันเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ ที่คาดว่าจะเปิดตัวในต้นเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ ซึ่งล่าสุด … ได้ออกมาโพสต์คลิปวิดีโอเครื่องจำลอง iPhone รุ่นจอ LCD 6.1″ และ OLED 6.5″ เปรียบเทียบกับ iPhone X รุ่นปัจจุบันว่ามีรูปร่าง ขนาด ต่างกันอย่างไรบ้าง

จากคลิปวิดีโอ พบว่า iPhone X มีความยาวเครื่องที่สั้นที่สุด รองลงมา iPhone LCD 6.1″ และ iPhone OLED 6.5″ จะมีตัวเครื่องที่ขนาดใหญ่ที่สุด สำหรับตัวเครื่องด้านหลังพบว่า iPhone LCD 6.1″ จะมีกล้องหลังแค่ตัวเดียวในขณะที่ iPhone OLED 6.5″ มีกล้องหลังคู่แนวตั้งเหมือนกับ iPhone X ทุกประการ

ส่วนด้านหน้าตัวเครื่องจะเป็นหน้าจอขอบโค้งและกว้างชิดขอบจอเหมือนกับ iPhone X ทุกประการ และแน่นอนว่ามาพร้อมกล้อง TrueDepth และไม่มีปุ่มโฮมด้านล่าง นั่นหมายความว่า iPhone รุ่นใหม่ทุกรุ่นในปีนี้น่าจะมาพร้อม Face ID หมดยุคไอโฟนรุ่นสแกนลายนิ้วอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงเครื่องดัมมี่เท่านั้น ก็ต้องมาคอยดูกันว่าในงานเปิดตัวจะมีไอโฟนรูปร่างเป็นอย่างไร จะเหมือนกับข่าวที่หลุดออกมานี้มากแค่ไหน

 

 

ที่มา – MacRumors

The post [ชมคลิป] iPhone 2 รุ่นใหม่ หน้าจอ LCD 6.1″ และ OLED 6.5″ เปรียบเทียบกับ iPhone X กันแบบชัด ๆ appeared first on Macthai.com.

Categories: Partners

Motorola เปิดตัว Motorola P30 ได้แรงบันดาลใจจาก iPhone X

iPhonemod - 18 August 2018 - 09:52
Motorola P30 Inspired By Iphone X

Motorola เปิดตัว Motorola P30 ที่จุดเด่นไม่ได้อยู่ที่สเปกการใช้งานแต่อยู่ที่การออกแบบเหมือน iPhone X ของ Apple, จอเต็มขอบ กล้องหลังแนวตั้ง และมีรอยบาก

Motorola เปิดตัว Motorola P30 ได้แรงบันดาลใจจาก iPhone X

Motorola P30 นั้นมาพร้อมจอเต็มขอบไร้ปุ่ม Home ความกว้างแนวทแยง 6.2 นิ้ว โดยรูปแบบการวางจอชิดขอบนั้นเหมือน iPhone X, มี “Chin” พื้นที่ด้านล่างและมาพร้อมรอยบาก ซึ่งลักษณะการออกแบบแนวนี้ไม่ค่อยเห็นในสมาร์ตโฟนระบบ Android

Motorola P30 Inspired By Iphone X 1

ด้านหลังนั้น Motorola P30 ใช้กล้องหลัง 2 ตัวแนวตั้งเหมือน iPhone X และมีพื้นที่แสดงโลโก้ Motorola ที่ตรงกลางของเครื่อง, Motorola P30 มาพร้อม 3 สี คือ Metallic (เหมือน Huawei P20), Black และ White เหมือน Space Grey และ Silver ของ iPhone X

Motorola P30 Inspired By Iphone X 2 Motorola P30 Inspired By Iphone X 3 Motorola P30 Inspired By Iphone X 4

สเปก Motorola P30
  • หน้าจอ 6.2 นิ้ว อัตราส่วน 16:9
  • Qualcomm Snapdragon 636, CPU 8 Core
  • RAM 6GB
  • ROM 128GB
  • แบตเตอรี่ 3,000mAh, 18W รองรับ Fast Charge
  • กล้องหน้าละเอียด 12MP
  • กล้องหลังคู่ 5MP / 16MP, มี AI ถ่าย Portrait ได้
  • รองรับ AR
  • มีฟีเจอร์ปลดล็อคด้วยใบหน้า (Face Quick Unlock)
  • มี 3 สี : Metallic, Black และ White

Motorola P30 นั้นมีหน้าเว็บโปรโมทเฉพาะเวอร์ชันภาษาจีน โดยคาดว่าจะเปิดขายเฉพาะในจีนก่อน สื่อต่างประเทศให้ความเห็นว่า Motorola P30 ใช้แนวคิดการออกแบบเหมือน iPhone X ทั้งการออกแบบ, ภาพโปรโมท และพื้นหลังตัวเครื่อง

Motorola P30 Inspired By Iphone X 5

Apple เปิดตัว iPhone X เมื่อปลายปี 2017 และการออกแบบตัวเครื่องอย่างจอเต็มขอบ, มีรอยบาก และกล้องหลัง 2 ตัวแนวตั้งก็ถูกวิจารณ์ในช่วงแรกๆ แต่ในปี 2018 นี้เราได้เห็นสมาร์ตโฟนระบบ Android หลายเจ้า ใช้การออกแบบแนวนี้ และ Motorola P30 ก็คือหนึ่งในนั้น

Motorola P30 Inspired By Iphone X 6

ที่มา – macrumorsmotorola.com.cn

The post Motorola เปิดตัว Motorola P30 ได้แรงบันดาลใจจาก iPhone X appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

วิธีใส่ลายเซ็นดิจิตอลในไฟล์ PDF บน iPhone, iPad

iPhonemod - 18 August 2018 - 09:07
How To Sign Digital Signature On Pdf Iphone Ipad Cover

สำหรับใครที่ต้องทำงานกับเอกสารมากมาย และตนเองก็ไม่ได้นั่งอยู่ติดโต๊ะตลอดเวลา ดังนั้นการเซ็นเอกสารที่จะต้องได้รับการยินยอมหรืออนุมัติก็อาจจะต้องล่าช้าไป แต่ในยุค 4.0 ที่เราสามารถส่งเอกสารหรือไฟล์ผ่านสมาร์ตโฟนได้แล้ว เราก็สามารถใส่ลายเซ็นดิจิตอลในไฟล์เหล่านั้นได้เช่นกัน เพื่อให้กระบวนการทำงานภายในของคุณนั้นผ่านไปได้เร็วขึ้น

การใส่ลายเซ็นดิจิตอลในเอกสารไฟล์ PDF บน iPhone นั้นเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ เพียงแค่ใช้ฟีเจอร์ Markup ที่มีมาให้ตั้งแต่ iOS 9 แล้ว สำหรับใครที่กำลังเริ่มใช้ เรามาชมวิธีใส่ลายเซ็นดิจิตอลในไฟล์ PDF บน iPhone, iPad กันเลย

วิธีใส่ลายเซ็นดิจิตอลในไฟล์ PDF บน iPhone, iPad

เริ่มต้นด้วยการเปิดไฟล์ PDF เชื่อว่าไฟล์ PDF ถูกส่งมาจากหลายช่องทางแน่นอน แต่ฟีเจอร์ Markup จะรองรับการทำงานบนแอป Files, Messages, Safari, Mail, Photos, Notes, iBook และแอปอื่นๆ ที่สามารถใช้คำสั่งสร้างไฟล์ PDF ได้

ดังตัวอย่างทีมงานจะเปิดเอกสารสกุลไฟล์ PDF ในแอปไฟล์ (Files)

ไปที่แอปไฟล์ (Files) > แตะเปิดไฟล์ PDF ที่ต้องการ > แตะไอคอน Markup > แตะไอคอนบวกด้านล่าง

How To Sign Digital Signature On Pdf Iphone Ipad 1

แตะ ลายเซ็น (Signature) > เขียนลายเซ็ตตนเองลงไป และแตะเสร็จสิ้นด้านบน > ปรับตำแหน่งโดยลากลายเซ็ตไปยังตำแหน่งที่ต้องการ

How To Sign Digital Signature On Pdf Iphone Ipad 2

เมื่อวางลงบนตำแหน่งที่ต้องการแล้วให้แตะเสร็จสิ้น

How To Sign Digital Signature On Pdf Iphone Ipad 3

ลายเซ็นที่เราสร้าง สามารถเก็บไว้ใช้ในครั้งถัดไปได้ เวลาที่ต้องเซ็นเอกสารอื่นๆ อีก ก็สามารถเลือกลายเซ็นที่เราเคยบันทึกไว้มาใช้ได้เลย

How To Sign Digital Signature On Pdf Iphone Ipad 4

เพียงเท่านี้การเซ็นเอกสารนอกสถานที่ด้วยลายเซ็นดิจิตอลบนไฟล์ PDF ก็จะเป็นเรื่องง่าย เมื่อมีคนส่งเอกสารผ่านอีเมลหรือข้อความ เราก็สามารถเปิดเอกสารและใช้ฟีเจอร์ Mark Up เซ็นลายมือชื่อได้เลย ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ

The post วิธีใส่ลายเซ็นดิจิตอลในไฟล์ PDF บน iPhone, iPad appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

BNK48 ว่าไง! McDonald’s ที่ญี่ปุ่นเคยทำถัง McNugget กับ NGT48 มาแล้ว

Brand Inside - 18 August 2018 - 00:25

McDonald’s ที่ประเทศญี่ปุ่นเคยจับมือร่วมกับ NGT48 ในการออกถังเมนู McNugget ลายพิเศษมาแล้ว กลายเป็นอีกไอเท็มที่เหล่าบรรดาโอตะต้องตามล่าสะสม

เห็นสถานการณ์ล่าสุดในไทยได้มีถังป็อปคอร์นลายสาวๆ BNK48 จากภาพยนตร์ Girls Don’t Cry ที่ทั้ง 2 ค่ายหนังอย่าง Major Cineplex และ SF Cinema ต่างออกมาล่อใจโอตะให้ทำการสะสม แต่บางคนก็ทิ้งป็อปคอร์นอย่างไร้เยื้อใย เพื่อที่จะเก็บถังป็อปคอร์นอย่างเดียว

จึงพาย้อนกลับไปเมื่อปี 2015 ที่ McDonald’s ในประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการร่วมมือกับ NGT48 ถือว่าเป็นวงน้องของ AKB48 ถือว่าอยู่ในเครือ 48 Group กลายเป็นแคมเปญ McDonald × NGT48

แคมเปญนี้ได้ทำการออกเมนูพิเศษ “CHICKEN McNugget 48” โดยการนำเอาเมนู McNuggets ขึ้นชื่อว่าเป็นเมนูยอดนิยมของ McDonald’s ในประเทศญี่ปุ่นอย่างมาก มาบรรจุใส่ถังที่เป็นดีไซน์ลายสาวๆ NGT48 พร้อมกับ McNugget จำนวน 48 ชิ้น

ถังนี้จะมี 2 ลายให้เลือก โดยที่ต่างกันที่ตัวเมมเบอร์ และการโพสท์ต่างๆ ภายใน Boxes ชุดนี้ได้มีภาพของสาวๆ ที่เป็น McDonald’s Limited NGT 48 Special Card เป็นคอลเล็กชั่นสาวๆ ในคอสตูมชุด McDonald’s สุ่ม 1 ใบ จาก 25 ใบ รวมถึงยังมีโปสเตอร์ลายสาว แต่จะมาจากการสุ่มโดยลอตเตอรี่เพียง 100 คนเท่านั้น

แต่เซ็ตนี้จะวางจำหน่ายเพียงแค่ 500 สาขาในโซนตะวันออกของญี่ปุ่นเท่านั้น จำหน่ายในราคา 1,800 เยน หรือราวๆ 540 บาท

ในประเทศไทยกระแสของ BNK48 ก็ยังไม่จางหายไป ยังมีกลุ่มแฟนคลับคอยให้การสนับสนุนอยู่ และ BNK48 ก็ยังมีผลงานพรีเซ็นเตอร์ให้เห็นออกมาใหม่เรื่อยๆ ต้องจับตาดูว่า McDonald’s ในไทย จะเดินเกมตามรอยญี่ปุ่นหรือไม่ ไม่แน่ว่าอาจจะได้เห็นสาวๆ BNK48 อยู่บนถังไก่ก็ได้ในอนาคต

ที่มา Hyperbeast, McDonald’s

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

ย้อนรอยโลโก้ 4 แบรนด์ ที่รีดีไซน์แล้ว Fail สุดๆ

Brand Inside - 17 August 2018 - 23:20

ไม่ว่าแบรนด์ใหญ่ หรือแบรนด์เล็กย่อมมีการรีดีไซน์โลโก้เพื่อรีเฟรชแบรนด์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ จะพามาย้อนรอยโลโก้ 4 แบรนด์ดัง ที่รีดีไซน์ใหม่แล้วไม่ค่อยคูลเท่าที่ควร

หลังจากที่ Burberry ได้ทำการปรับโลโก้ครั้งใหญ่ มีหลายกระแสทั้งชื่นชอบ และไม่โอเคกับโลโก้ใหม่เท่าไหร่นัก แต่นอกจาก Burberry แล้ว ยังมีกรณีศึกษาของ 4 แบรนด์ดังที่เคยดีรีไซน์โลโก้ใหม่ แล้วไม่ค่อยเวิร์กเอาซะเลย

  1. Life is Good

ร้านค้าปลีก Life is Good ใน New England ได้ทำการใช้โลโก้ใหม่ในปี 2015 ความเสี่ยงของโลโก้ใหม่นี้ก็คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงเรื่องตัวอักษรที่ของเดิมดูขี้เล่น มีมูฟเมนต์ และใช้ตัวอักษรสีขาวพื้นดำ เมื่อเปลี่ยนโลโก้ใหม่มีการใช้ตัวอักษรที่เรียบง่าย สีดำ และพื้นสีเหลือง เสี่ยงในเรื่องการจดจำแบรนด์ เพราะมีการเปลี่ยนแบบสลับขั้ว

  1. Gap

Gap ได้เคยทดลองใช้โลโก้ใหม่เมื่อปี 2010 แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง เพราะหลังจากใช้งานไม่ถึง 1 สัปดาห์ก็ถูกโล๊ะออก และกลับมาใช้โลโก้เดิมในทันที

  1. Seattle’s Best Coffee

โลโก้สินค้าที่เป็นอาหารควรจะดูดี น่ารับประทาน แต่โลโก้ใหม่ของแบรนด์กาแฟ Seattle’s Best Coffee ที่ทำการรีดีไซน์เมื่อปี 2010 กลับไม่เป็นเช่นนั้น โลโก้มีการสื่อสารเหมือนรูปหยดเลือด ซึ่งดูแล้วไม่น่ารับประทานเท่าไหร่ บางคนบอกว่าให้ความรู้สึกเหมือนสภากาชาดมากกว่าเสียอีก

  1. Pepsi

สำหรับโลโก้ใหม่ของ Pepsi ไม่ได้ดู Fail มากมายเท่าไหร่ แต่หลายคนมองว่ามันเหมือนกับบอลลูนมากกว่า Pepsi ได้เริ่มใช้ตั้งแต่ปี 2009 และได้ใช้งบลงทุนถึง 1 ล้านดอลลาร์ในการรีดีไซน์ครั้งนี้ ซึ่งถ้าดูจริงๆ แล้วเพียงแค่ปรับส่วนสีขาวให้เฉียงขึ้น 45 องศาเท่านั้น

Source

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

MacBook 13 นิ้วใหม่ 2018 อาจมีราคาเริ่ม 1,200 ดอลลาร์, AirPower 160 ดอลลาร์, ไม่มี iPad mini รุ่นใหม่เปิดตัว

iPhonemod - 17 August 2018 - 23:04
New Macbook 13 Inch Price 1200 Dollar Airpower 160 Dollar No New Ipad Mini

ใกล้ถึงวันเปิดตัวสินค้าใหม่ประจำปี 2018 เข้ามาเรื่อยๆ ก็มีรายงานว่า MacBook 13 นิ้วใหม่ 2018 อาจมีราคาเริ่ม 1,200 ดอลลาร์, AirPower 160 ดอลลาร์ ไม่มี iPad mini รุ่นใหม่เปิดตัว

MacBook 13 นิ้วใหม่ 2018 อาจมีราคาเริ่ม 1,200 ดอลลาร์

DigiTimes รายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่า MacBook 13 นิ้วรุ่นใหม่ปี 2018 ที่ Apple อาจเปิดขายปลายปี 2018 นี้อาจมีราคาเริ่มต้นที่ 1,200 ดอลลาร์มาพร้อม Intel Kaby Lake 14nm

Macbook Air Refresh May Comming End 3q 2018 Cover

รายงานของ DigiTimes นั้นไม่สอดคล้องกับรายงานก่อนหน้านี้ที่เผยว่า MacBook 13 นิ้วใหม่ 2018 จะเป็นรุ่นราคาย่อมเยาราคาเริ่มไม่เกิน 1,000 ดอลลาร์ และ TrendForce เผยว่า Apple อาจอัปเกรดสเปก MacBook 12 นิ้ว และ MacBook Air ใหม่ ดังนั้นจึงสรุปได้ยากว่า MacBook รุ่นใหม่ 2018 จะมาแทนที่โมเดลใด (MacBook 12 นิ้ว หรือ MacBook Air)

AirPower ราคาประมาณ 160 ดอลลาร์

DigiTimes เผยข้อมูลเพิ่มเติมว่า Apple อาจเปิดขาย AirPower ในช่วงเดือน ก.ย. 2018 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันที่คาดว่า Apple จะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ โดยราคาของ AirPower คาดว่าจะอยู่ในช่วงประมาณ 160 – 193 ดอลลาร์ (ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าราคาจะอยู่ประมาณ 150 ดอลลาร์)

Airpower

Apple เปิดตัว AirPower มาตั้งแต่ปลายปี 2017 แล้ว หากเปิดขายในช่วงเดือน ก.ย. 2018 จริง ก็ถือว่าครบรอบ 1 ปีพอดี และจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ชาร์จ iPhone, Apple Watch, AirPods รุ่นปี 2018 นั้นเอง

ไม่มี iPad mini รุ่นใหม่เปิดตัว

สื่อต่างประเทศเผยว่าปลายปี 2018 นี้ Apple จะเปิดตัว iPad Pro ใหม่โดยมี 2 โมเดล คือ จอ 12.9 นิ้วและ 11 นิ้ว โดย iPad Pro ใหม่ (น่าจะเฉพาะรุ่นจอ 11 นิ้ว) มาพร้อม USB-C, รองรับ Fast Charge และใช้จอเต็มขอบไร้ปุ่ม Home เหมือน iPhone X

Icon Img Ios 12 Beta 5 Confirm Rumored Design Ipad Pro 2018 Cover

ในรายงานเผยว่า Apple จะไม่เปิดตัว iPad mini รุ่นใหม่แล้ว และอาจเป็นไปได้เหมือนกันที่ Apple จะถอด iPad mini ออกจาก Apple Store หลังจากเปิดตัว iPad รุ่นใหม่

สำหรับการเปิดตัว iPhone, iPad Pro และ MacBook ใหม่ 2018 นั้นยังไม่มีกำหนดการชัดเจน คาดว่า Apple อาจเปิดตัวสินค้าเหล่านี้ในช่วงเดือน ก.ย. – ต.ค. 2018 ซึ่ง Apple น่าจะร่อนบัตรเชิญในช่วงปลายเดือน ส.ค. 2018 นี้ ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – iclarified

The post MacBook 13 นิ้วใหม่ 2018 อาจมีราคาเริ่ม 1,200 ดอลลาร์, AirPower 160 ดอลลาร์, ไม่มี iPad mini รุ่นใหม่เปิดตัว appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

แอปเช็คราคาทองวันนี้ แจ้งเตือนราคาทองขึ้นลง โหลดฟรีได้ที่นี่เลย

iPhonemod - 17 August 2018 - 18:58
Gold Price Update Today App For Ios

ช่วงนี้ราคาทองลงหนักมาก แอดมินเลยจะมาแนะนำแอปสำหรับเช็คราคาทองคำประจำวัน เผื่อใครกำลังจะเก็งกำไรทองระยะสั้นตามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้แนะนำมา ก็ลองดาวน์โหลดแอปราคาทองวันนี้ – Gold Price Update มาใช้กันได้แบบฟรีๆ แต่ก่อนที่จะดาวน์โหลด เรามาชมกันก่อนว่าเจ้าแอปตัวนี้ทำอะไรได้บ้าง

ราคาทองวันนี้ – Gold Price Update

แอปรายงานราคาทองคำในประเทศไทยแบบง่ายๆ ดาวน์โหลดฟรี เหมาะกับคนที่ต้องการทราบราคาทองคำประวันที่มีทั้งทองคำแท่งและทองรูปพรรณ หน้าตาและการทำงานของแอปดูเรียบง่ายและใช้งานง่ายด้วยเช่นกัน ที่แนะนำแอปตัวนี้เนื่องจากการใช้งานทุกอย่างในแอปฟรีทั้งหมด

Gold Price Update Today App For Ios 1

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเช็คราคาทองคำ ดูกราฟราคาทองคำแบบสรุปโดยรวม และเช็คสถิติราคาทองคำย้อนหลัง เพื่อนำไปวิเคราะห์เก็งกำไรต่อได้

จุดเด่นของแอปราคาทองวันนี้ – Gold Price Update นอกจากจะใช้งานง่ายแล้ว ยังมีการแจ้งเตือนแบบ Real Time ให้ผู้ใช้ทราบเสมอว่าราคาทองขึ้นหรือลงในช่วงเวลาของแต่ละวัน รวมถึงมีฟีเจอร์การคำนวณผลส่วนต่างของกำไรหรือเงินขาดทุนจากการขายทองคำให้ผู้ใช้ได้ลองคำนวณกันคร่าวๆ

Gold Price Update Today App For Ios 2

ฟีเจอร์ที่สำคัญของแอปราคาทองวันนี้ – Gold Price Update
  • แจ้งเตือนราคาทองคำขึ้นและลงประจำวันฟรี ที่มาพร้อมกับข้อมูลราคารับซื้อ ราคาขายออก และค่าการเปลี่ยนแปลงราคาทองจากสถิติเดิมได้แบบ Real Time
  • เช็คราคาทองคำล่าสุด ราคาย้อนหลัง และค่าการเปลี่ยนแปลงราคาระหว่างวันตามประกาศครั้งล่าสุด
  • แสดงราคาซื้อขายทองคำแท่ง 96.5% และราคาทองคำรูปพรรณ 96.5% ภายในประเทศ
  • มีกราฟราคา Gold Spot Pirce อัปเดตแบบ Real Time 24 ชั่วโมง
  • มีกราฟสรุปราคาทองคำโลก ย้อนหลัง 30 วัน เอาไว้ดูเป็นแนวโน้มเพื่อวิเคราะห์การซื้อขายทองคำ
  • มีระบบคำนวณการขายทองเบื้องต้น โดยแสดงค่ากำไร-ขาดทุน
  • มีอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินดอลลาร์สหรัฐแจ้งให้ทราบ
  • รองรับการแชร์ราคาทองคำผ่าน Facebook, Twitter, Instagram และ LINE เพื่อกระจายข่าวสารให้เพื่อนได้ทราบ
ดาวน์โหลดแอปราคาทองวันนี้ – Gold Price Update

เนื้อที่: 21.7 MB รองรับ iOS 8.0 ขึ้นไป
สามารถดาวน์โหลดแอปราคาทองคำวันนี้ – Gold Price Update ได้ฟรีที่ App Store

Gold Price Update Today App For Ios 3

แอปราคาทองวันนี้ – Gold Price Update เน้นการรับชมราคาทองและใช้งานแบบง่ายๆ สำหรับใครที่อยากจะดูราคาทองคำและชมข้อมูลสถิติค่อนข้าง Advance ขึ้นมาหน่อย ก็ลองดาวน์โหลดแอปราคาทองวันนี้ Siam Gold มาลองใช้กันได้นะคะ ตัวนี้จะให้ข้อมูลที่ค่อนข้างละเอียดกว่า แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายซื้อภายในแอป เพื่อใช้ฟีเจอร์เสริมอื่นๆและปิดโฆษณา

The post แอปเช็คราคาทองวันนี้ แจ้งเตือนราคาทองขึ้นลง โหลดฟรีได้ที่นี่เลย appeared first on iPhoneMod.

Categories: Partners

บล. เอเชียพลัส ชี้เป้าบจ.ไหนกำไรรุ่ง-ร่วง มั่นใจกำไรภาพรวมแตะ 1 ล้านล้านบาท

Brand Inside - 17 August 2018 - 18:31

ช่วงนี้เราเห็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) เริ่มประกาศผลประกอบการครึ่งปีแรกแล้ว ทำให้นักลงทุนอย่างเราต้องมาลุ้นกันว่าธุรกิจไหนจะรุ่งหรือร่วงในครึ่งปี 2018 ที่เหลือ มาหาหุ้นขาขึ้นในครึ่งปีหลังกันดีกว่า

ภาพจาก shutterstock ชี้เป้าบจ.รุ่ง-ร่วง แต่ภาพรวมกำไรบจ.ปีนี้ยังตามเดิม 1 ล้านล้านบาท

ฝ่ายวิจัยบจ. เอเชียพลัส (ASP) บอกว่า จากที่หลายบจ. ประกาศผลประกอบการณ์ครึ่งปีแรก กำไรสุทธิของบจ.อยู่ที่ 5.5 แสนล้านบาท ถือว่าแตะ 50% ของเป้าหมายที่ ASP ตั้งไว้ว่าปีนี้กำไรของบจ.จะอยู่ที่ 1 ล้านล้านบาท เติบโต 12% จากปี 2017

ในภาพรวมธุรกิจยังสามารถปรับตัวในแต่ละธุรกิจได้ดี ขณะเดียวกันบางธุรกิจจะมีปัจจัยบวกในครึ่งปีหลัง เช่น ค้าปลีกได้รับผลดีจากฤดูกาลจับจ่ายใช้สอย การท่องเที่ยวที่จะดีขึ้น การลงทุนของภาครัฐที่มีความชัดเจน โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองคือ ในครึ่งปีหลังคือเรื่องสงครามการค้า (Trade War) การตั้งกำแพงภาษีของจีนและสหรัฐฯ และปัญหาในตุรกี

ภาพจาก shutterstock จับทิศทาง 6 บจ. กำไรเพิ่มเกิน 10%

แน่นอนว่าผ่านมาครึ่งปี ASP เรามีการปรับคาดการณ์กำไรของบางบจ. มีทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง โดยบจ.ที่ฝ่ายวิจัยเราปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรปี 2018 ตั้งแต่ 10% ขึ้นไป มี 6 บริษัท ได้แก่

  • บริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) – JAS 
  • บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน)- IVL 
  • บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) – SVI  
  • บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) – SCCC 
  • บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) – CHG 
  • บริษัท อิออน ธนสินทรัพย์ (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) – AEONTS 
ภาพจาก shutterstock ASP ปรับคาดการณ์ 15 บริษัทกำไรลดลง

ส่วนบริษัทที่ฝ่ายวิจัยฯ ปรับลดคาดการณ์กำไรปีนี้ตั้งแต่ 10% ขึ้นไป มี 15 บริษัท ได้แก่

  • บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) – TPIPL 
  • บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)- TRUE 
  • บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) – ITD 
  • บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) – TFG 
  • บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) – TU
  • บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) – TPIPP
  • บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) – BCPG 
  • บริษัท บางกอกแร้นช์ จำกัด (มหาชน) – BR
  • บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) – JWD 
  • บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) – EASTW 
  • บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) – TVO 
  • บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) – SYNTEC 
  • บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) – PYLON
  • บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) – IRPC 
  • บริษัท จีเอฟพีที จำกัด (มหาชน) – GFPT
สรุป

ASP ปรับคาดการณ์กำไรบจ. ปี 2018 ชี้ 6 บริษัทมีคาดการณ์กำไรเพิ่มขึ้น 10% และอีก 15 บริษัทที่ต้องระวังว่ากำไรจะลดลง

ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

Categories: Blognone Network

Pages