AIM ได้เปิดตัวทดสอบบริการใหม่ AV by AIM สำหรับการคุยผ่านวิดีโอ (Video Chat) ครับ
สิ่งที่น่าสนใจคือบริการนี้เป็นบริการบนเว็บล้วนๆ ไม่ต้องการโปรแกรมเสริม และผู้ใช้งานไม่จำเป็นจะต้องล็อกอินใดๆ ในการเปิดใช้งาน เพียงแค่เข้าไปยังเว็บดังกล่าวด้วยคอมพิวเตอร์ที่มีกล้องและไมค์ แล้วคัดลอก URL แบบย่อที่ได้ให้กับเพื่อนๆ ก็สามารถที่จะใช้บริการได้เลยโดย (ง่ายเหมือนเปิดรูปผ่าน Twitpic นั่นละ)
บริการนี้อาศัยความสามารถจาก Flash ในการจับภาพจากเว็บแคม ดังนั้นจึงยังไม่สนับสนุนกับ iPhone หรือ iPad (ก่อนเริ่มคุย จะมีการถามให้อัพเดต Flash รุ่นล่าสุดด้วย) การคุยกันเป็นกลุ่มนั้นสามารถทำได้มากที่สุดถึง 4 คน และสามารถพิมพ์โต้ตอบกันได้ครับ
ที่มา: Gizmodo
- 12 comments
- 656 reads
เมื่อเช้านี้เวลาตี 5 ในสหรัฐ เซิร์ฟเวอร์ส่วนหนึ่งของ Amazon Web Services ที่อยู่ในรัฐเวอร์จิเนียตอนเหนือได้ประสบเหตุล่ม ส่งผลให้ลูกค้าที่อยู่บน cloud นี้ในสหรัฐส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบ ซึ่ง Amazon กำลังดำเนินการแก้ปัญหานี้อยู่
"เวบไซต์ขายปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Amazon ได้เปิดบริการ Cloud Computing เพื่อเป็นทางออกให้กับหลายบริษัทที่ต้องการ outsource ส่วนของ data center ออกไป ด้วยค่าบริการที่ถูกและปลอดภัย แต่ทว่าการล่มในครั้งนี้คงชี้ชัดได้ว่า บริษัทเหล่านั้นคงไม่สามารถเชื่อได้อย่างสนิทใจต่อไปว่าบริการ cloud จะสามารถดูแลจัดการส่วนสำคัญของธุรกิจเหล่านั้นได้อย่างที่เข้าใจกัน" Vanessa Alvarez นักวิเคราะห์ของ Forrester Research กล่าว
- 22 comments
- 1000 reads
- Read more
เมื่อสามวันก่อน อเมซอนประกาศโปรโมชั่นใหม่ "AWS Free Usage Tier" ให้ลูกค้าใหม่ทุกรายจะได้สิทธิ์ใช้บริการในกลุ่ม Amazon Web Services (AWS) เพื่อการประมวลผลบนกลุ่มเมฆบน EC2 ฟรี 1 ปี (เริ่มต้น 1 พ.ย.นี้) ประกอบด้วย Amazon S3, Amazon Elastic Block Store, Amazon Elastic Load Balancing และ AWS data transfer
- 7 comments
- 1273 reads
- Read more
Amazon เป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจเดิม (หนังสือและสินค้าปลีกออนไลน์) จากนั้นขยายกิจการมายังธุรกิจเกิดใหม่สองอย่าง (ซึ่งทำได้ดีทั้งคู่) อย่างแรกคือเว็บเซอร์วิสใต้แบรนด์ AWS และอย่างที่สองคือ Kindle
แต่เรากลับไม่มีรายละเอียดของสองธุรกิจนี้มากนัก ในส่วนของ Kindle นั้นบริษัทยังอุบเงียบ ไม่ยอมบอกว่าขายไปได้แล้วกี่เครื่อง (เพิ่งบอกตัวเลขของหนังสือไปนิดหน่อย) ส่วน AWS นั้นแทบไม่มีข้อมูลเลย
แม้จะไม่มีข้อมูลจากทาง Amazon แต่นักวิเคราะห์จากธนาคาร UBS ได้ประเมินว่าปีนี้ Amazon จะทำเงินจากเว็บเซอร์วิสได้ทั้งหมด 850 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้มาจาก AWS ราว 500 ล้านดอลลาร์ แม้จะดูเยอะแต่นี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของรายได้รวม Amazon ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
รายละเอียดมีเยอะ อ่านต่อกันเองใน GigaOm
- 2 comments
- 1514 reads
จากเดิมที่มีข่าวเกี่ยวกับ การร่วมมือกันของมวยรอง อย่างยาฮูและโนเกีย วันนี้มีข่าวออกมาแล้วครับ เป็นการร่วมมือกันในการพัฒนาการให้บริการออนไลน์ ของทั้งคู่ โดยยาฮูจะใช้บริการแผนที่และระบบนำทางของโนเกีย พร้อมกับติดตรา “powered by Ovi” และในทางกลับกัน โนเกียจะใช้บริการอีเมล (Ovi mail) และ IM (Ovi Chat) จากทางยาฮู พร้อมกับติดตรา “powered by Yahoo!” เช่นเดียวกัน
ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้ ทั้งสองบริษัทเชื่อว่าจะช่วยให้ประสบการณ์ในการใช้งานอินเทอร์เน็ตของผู้ใช้บริการนั้นดีขึ้น เช่น Ovi ID จะสามารถใช้งานบริการจากทั้งยาฮูและ Ovi ได้ เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการที่จะต้องจำบัญชีผู้ใช้และรหัสผ่านทั้งหลาย
โดยบริการต่างๆ จะเริ่มต้นในครึ่งปีหลังของปี 2010 และสามารถใช้งานได้ทั่วโลกในปี 2011
ที่มา - Official Nokia Blog
- 969 reads
เมื่อเกือบ 1 ปีที่แล้ว Amazon ได้เปิดตัว SimpleDB ซึ่งเป็นบริการฐานข้อมูลแบบง่ายๆ มีตารางเดียว แต่รองรับปริมาณข้อมูลจำนวนมากได้ (หลักการเหมือนกับ BigTable ของกูเกิล) รายละเอียดดูข่าวเก่า Amazon เปิดบริการฐานข้อมูลแบบเก็บเงินตามการใช้งานจริง
วันนี้ SimpleDB หลุดจากสถานะ private beta และเปิดให้คนทั่วไปได้ทดลองใช้งานแล้ว โดย Amazon จะให้เราได้ทดลองใช้งานฟรีเป็นเวลา 6 เดือนนับจากวันนี้ (อาจพิจารณาให้ทดลองใช้ฟรีต่อได้ในอนาคต) เก็บข้อมูลได้สูงสุด 1GB และในแต่ละเดือนจะสามารถใช้งานได้ 25 machine-hours, ส่งข้อมูลเข้าได้ 1GB และส่งออกได้ 1GB เช่นกัน แต่ถ้าใช้งาน EC2 อยู่แล้วจะสามารถโอนถ่ายข้อมูลได้ไม่จำกัดครับ
Amazon ยังลดราคาสำหรับผู้ใช้แบบเสียเงินลงมาด้วย จากเดิมคิด 1.5 ดอลลาร์ต่อ GB ต่อเดือน ลดลงมาเหลือ 25 เซนต์เท่านั้น รายละเอียดอื่นๆ อ่านเพิ่มได้จากบล็อกของ Amazon Web Services
ที่มา - CNET
- 2 comments
- 1775 reads
Amazon S3 บริการจัดเก็บไฟล์จากอเมซอน ได้ประกาศลดค่าบริการในส่วนของพื้นที่เก็บไฟล์ เนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมาได้มีการใช้บริการจัดเก็บไฟล์เพิ่มขึ้นจาก 22,000 ล้านไฟล์ เป็น 29,000 ล้าน (เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 31 ) ทำใ้ห้ทางอเมซอนเกิดความคุ้มค่าในการลงทุน เพราะฮาร์ดแวร์ต่างๆ ใช้งานได้คุ้มค่าขึ้น
จากค่าบริการเดิมที่คิด 0.15 เหรียญสหรัฐต่อพื้นที่เก็บข้อมูล 1 กิกะไบต์สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐอเมริกา และ 0.18 เหรียญสหรัฐต่อต่อพื้นที่เก็บข้อมูล 1 กิกะไบต์สำหรับผู้ใช้ในยุโรป
ได้เปลี่ยนเป็นการคิดค่าบริการแบบขั้นบันไดตามนี้ 50 เทราไบต์แรกคิดในค่าบริการเดิมคือ 0.15/0.18 เหรียญสหรัฐต่อพื้นที่เก็บข้อมูล 1 กิกะไบต์ 50 เทราไบต์ต่อมาคิดค่าบริการ 0.14/0.17 เหรียญสหรัฐต่อพื้นที่เก็บข้อมูล 1 กิกะไบต์ 400 เทราไบต์ต่อมาคิดค่าบริการ 0.13/0.16 เหรียญสหรัฐต่อพื้นที่เก็บข้อมูล 1 กิกะไบต์ ส่วนที่ใช้เกิน 500 เทราไบต์คิดค่าบริการ 0.12/0.15 เหรียญสหรัฐต่อพื้นที่เก็บข้อมูล 1 กิกะไบต์
ส่วนค่าบริการในการรับส่ง และเรียกใช้ข้อมูลยังคงคิดในอัตราเดิม ดูจากค่าบริการที่ปรับลงแล้ว สงสัยว่าจะต้องทำเว็บเซอร์วิสที่มีผู้ใช้เยอะมาก ถึงจะได้ประโยชน์จากการลดค่าบริการลงครั้งนี้
ที่มา - Amazon Web Services Blog, ReadWriteWeb
- 1 comment
- 1986 reads
Amazon เปิดบริการเว็บเซอร์วิสอันใหม่ Elastic Block Store (EBS) ซึ่งเอาไว้เป็นพื้นที่เก็บข้อมูลถาวร ใช้ควบคู่กับบริการเช่าหน่วยประมวลผล EC2
จากเดิมเวลาจะประมวลผลใน EC2 นั้น จะมีพื้นที่เก็บข้อมูลแบบชั่วคราวให้ใช้สำหรับแต่ละ instance ของโปรแกรมของเรา แต่พอมี EBS ซึ่งสนับสนุนการเมาท์แบบ block level ได้โดยตรงจากภายใน EC2 ดังเช่นคอมพิวเตอร์มองเห็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลชนิดอื่นๆ ทำให้แอพพลิเคชันที่เอาไปทำงานใน EC2 นั้นหลากหลายขึ้นอีกมาก
ส่วน S3 ซึ่งเป็นบริการเก็บข้อมูลอีกตัวของ Amazon นั้นต้องเรียกใช้ผ่าน API ของเว็บเซอร์วิสเท่านั้น เมาท์โดยตรงไม่ได้ และเมื่อเทียบเรื่อง latency แล้วจะช้ากว่า EBS ซึ่งบางแอพพลิเคชันถือเป็นจุดชี้เป็นชี้ตาย
ที่มา - TechCrunchIT
- 1 comment
- 2029 reads
กลยุทธ์ของยาฮูในช่วงหลังนั้นมาแนวเดียวกับบริษัทซอฟต์แวร์มวยรอง นั่นคือถ้าสู้ไม่ได้ก็โอเพนซอร์สดีกว่า แต่คราวนี้ยาฮูไม่ได้เปิดเผยซอร์สโค้ดของระบบค้นหาของตัวเอง แต่เปิดให้เข้าถึงผลการค้นหาแทน
Yahoo! BOSS ย่อมาจาก Build your Own Search Service เป็นเว็บเซอร์วิสที่อนุญาตให้นักพัฒนาทั่วไป ดึงผลการค้นหาและดัชนีเว็บของยาฮูมาดัดแปลงเป็น search engine เฉพาะทางของตัวเองได้ BOSS เป็นพัฒนาการอีกขั้นจาก Yahoo! Search API โดยอนุญาตให้พลิกแพลงแก้ไขได้อิสระมากขึ้นมาก เงื่อนไข 5,000 queries ต่อวันถูกเปลี่ยนเป็นไม่จำกัดจำนวน และอนุญาตให้ผู้ใช้เรียงลำดับผลการค้นหาได้ใหม่ รวมถึงเพิ่มเนื้อหาแบบอื่นๆ เข้ามาผสมกับผลการค้นหาของยาฮูได้เช่นกัน
ขณะนี้ชนิดของข้อมูลที่ยาฮูเปิดออกมาให้ใช้คือเว็บ รูปภาพ และข่าว โดยจะเปิดเพิ่มอีกในอนาคต รวมถึงอนุญาตให้หารายได้จาก search engine ที่เราสร้างขึ้นมาจาก Yahoo! BOSS ด้วย ส่วนของซอฟต์แวร์ นอกจากตัว API โดยตรงแล้ว ยาฮูยังออกไลบรารีสำหรับต่อเชื่อมกับ Python ออกมาให้ใช้แล้ว
ตัวอย่างเว็บที่นำเอา BOSS ไปใช้ได้แก่: hakia, Me.dium, Daylife, Cluzz ซึ่งมาแนวคล้ายๆ กันหมดคือเน้นการค้นหาแบบ semantic ข้ามระหว่างสื่อหลายชนิด
ที่มา - Yahoo! Search Blog
- 2966 reads
ปัญหาอย่างหนึ่งที่ออกจะน่ากลัวสำหรับผู้ใช้ App Engine ของทางกูเกิลคือจะเกิดอะไรขึ้นหากพวกเขาต้องการย้ายซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นไปใช้งานกับผู้ใช้บริการอื่นๆ จากคำถามนี้ทำให้นักพัฒนา Chris Anderson ได้พัฒนา AppDrop โดยมีพื้นฐานจาก SDK ของทางกูเกิลเอง แล้วนำไปรันบน Amazon EC2
ข้อจำกัดของ AppDrop นั้นสูงกว่า App Engine ของกูเกิลอยู่มาก ประการสำคัญคือระบบฐานข้อมูลที่ใช้ไฟล์ปรกติแทนที่จะใช้ฐานข้อมูลประสิทธิภาพสูงเช่น BigTable ของกูเกิล โดยนาย Anderson วางแผนว่าอาจจะมีการเขียน API สำหรับ BigTable เพื่อให้ใช้งาน MySQL ได้ในอนาคต
- 1 comment
- 1308 reads
Divshare ผู้ให้บริการรับฝากไฟล์ฟรี ที่มีฟีเจอร์ดีๆ หลายอย่าง เช่นการดาวน์โหลดไฟล์ ที่ดาวน์โหลดได้ทันที ไม่มีดีเลย์ มีโฆษณาให้ดูแต่ไม่รบกวนการดาวน์โหลดมากนัก
วันนี้เจ้าของเว็บได้ออกมาประกาศว่า ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป ผู้ใช้ที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน ซึ่งประกอบด้วยประเทศ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ เวียดนาม ลาว กัมพูชา และมองโกเลีย จะไม่สามารถดาวน์โหลดไฟล์จากผู้ใช้ free account ได้อีกต่อไป ส่วนไฟล์ที่อัพโหลดโดยผู้ใช้ premium account จะยังคงดาวน์โหลดได้อยู่
โดยทางเว็บได้แนะนำให้ผู้ที่ต้องการดาวน์โหลดไฟล์สมัคร premium account เพื่อความสามารถในการเข้าถึงไฟล์จากผู้ใช้ free account ดังเดิม ส่วนผู้อัพโหลดก็ต้องสมัคร premium account เพื่อให้ผู้ใช้ free account เข้าถึงไฟล์ได้ สรุปแล้วทางเจ้าของเว็บต้องการให้ผู้ใช้ในภูมิภาคนี้ เสียเงินให้กับเขานั่นเอง
โดยสาเหตุหลักของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ทางเจ้าของเว็บบอกว่ารายได้จากการโฆษณาในภูมิภาคนี้น้อยไป ไม่คุ้มค่าที่จะให้บริการฟรี จึงจำเป็นต้องยกเลิกการให้บริการฟรีไป
ถ้าเกิดผู้ให้บริการรายใหญ่ๆ อย่างกูเกิลมีแนวคิดแบบนี้บ้าง พวกเราจะทำอย่างไรกัน
ที่มา - The DivShare Blog
- 13 comments
- 1455 reads
บริการ SimpleDB นับเป็นบริการล่าสุดจากทาง Amazon ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของเว็บที่ต้องการสร้างเว็บที่เติบโตปริมาณผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นได้อย่างทันท่วงที สามารถเลือกใช้งานได้ เช่นเดียวกับบริการในรูปแบบ Cloud Computing อื่นๆ ของทาง Amazon ที่ให้บริการที่สามารถขยายตัวไปตามความต้องการได้ในทันที เช่น EC2 หรือ S3
โดยทั่วไปแล้ว SimpleDB จะมีการใช้งานที่ใกล้เคียงกับ SQL ตามปรกติ ที่ต่างออกไปคือการทำ Query ต้องอยู่บนตารางเดียวเท่านั้น และสามารถใช้ Expression ได้เพียงพื้นฐาน แต่มีข้อดีคือการเพิ่มขนาดของ SimpleDB นั้นทำได้ค่อนข้างง่าย แม้ในช่วงนี้จะเป็นรุ่นทดสอบ และทาง Amazon จะจำกัดขนาดตารางไว้ที่ 10 กิกะไบต์ แต่ก็มีแผนว่าข้อจำกัดนี้จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
ที่สำคัญที่สุดคือไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ โดย SimpleDB จะเก็บเงินตามปริมาณซีพียูที่ใช้งาน ปริมาณการส่งข้อมูลเข้าออก และปริมาณข้อมูลที่อยู่ในฐานข้อมูล
ถ้าเว็บเล็กๆ ที่ต้องการเตรียมตัวเผื่อบางวันจะมีคนเข้าเยอะๆ ก็น่าสนใจ แต่ผมเคยคำนวณราคาแล้วมันก็แพงกว่าตั้งเซิร์ฟเวอร์เองอยู่พอตัวเหมือนกันนะ
ที่มา - Amazon
- 1 comment
- 1105 reads
บ่อยครั้งที่เราต้องการเรียกใช้เว็บเซอร์วิสโดยที่ไม่เขียนโปรแกรม อาจจะเพื่อต้องการจะดูผลเฉย ๆ หรืออาจจะต่อยอดการพัฒนาโปรแกรมต่อไปโดยการที่ต้องการจะเห็นข้อความ SOAP ที่ส่งระหว่างผู้ให้บริการและผู้เรียกใช้เว็บเซอร์วิสก่อนที่จะเขียนโปรแกรม
ถ้าหากเราใช้เครื่องมือในการพัฒนาเว็บเซอร์วิส เราก็จะสามารถตรวจสอบการเรียกใช้เว็บเซอร์วิสได้ ซึ่งเครื่องมือโดยทั่วไปก็จะสนับสนุนในส่วนของการสร้างข้อความ SOAP (SOAP Message Generator) เครื่องมือเหล่านี้ก็อาทิเช่น NetBeans และ Microsoft Visual Studio .NET แต่ถ้าหากเราอยากจะเป็นผู้เรียกใช้เว็บเซอร์วิสเท่านั้น และไม่ต้องการเสียเวลาดาวน์โหลดหรือซื้อเครื่องมือในการพัฒนาเว็บเซอร์วิส
ทางเลือกอันหนึ่งคือ การใช้soapUI ซึ่งเป็นเครื่องมือโอเพนซอร์สที่จะช่วยทำให้เราเรียกใช้เว็บเซอร์วิสได้โดยไม่ต้องเขียนโปรแกรม
- 1 comment
- 961 reads
หลายโปรแกรมอาจต้องการมีส่วนในการตรวจสอบความถูกต้องของหมายเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งทางกรมสรรพากรก็ให้บริการเว็บเซอร์วิสนี้ เนื่องจากเว็บเซอร์วิสของกรมสรรพกรให้บริการโดยใช้ SSL เพื่อช่วยทำให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ดังนั้นต้องเข้าโดย “HTTPS” แทนที่จะเป็น “HTTP” ปกติ
- 27 comments
- 4697 reads
- Read more
ในการพัฒนาเว็บเซอร์วิสนั้นเราสามารถเลือกที่จะพัฒนาแบบ SOAP หรือแบบ REST ก็ได้ ถ้าเราพัฒนา SOAP Web services เราจะต้องมีการส่งข้อความ XML (เอกซ์เอ็มแอล) ตามรูปแบบที่กำหนดไว้โดยโปรโตคอล SOAP อีกทั้งต้องมีเอกสารอธิบายการเรียกใช้เว็บเซอร์วิสประกอบ ซึ่งเอกสารที่อธิบายนี้จะเขียนโดยใช้ภาษา WSDL (วิสเดิล) ในแง่ของผู้เรียกใช้ จะต้องมีการเข้าใจเอกสารที่อฺธิบายการเรียกใช้ SOAP Web services หรือมีเครื่องมือที่จะเข้าใจและเรียกใช้ได้อย่างถูกต้อง ในขณะที่ REST Web service จะเป็นรูปแบบของซอฟต์แวร์ที่มองว่าข้อมูลต่าง ๆ เป็น Resource ซึ่งคนสามารถเรียกใช้ได้ผ่านทางโปรโตคอล HTTP และข้อมูลที่ส่งกลับมาให้ผู้ใช้เป็นข้อมูลรูปแบบ XML ใด ๆ ก็ได้ ในแง่ของผู้เรียกใช้ REST Web service ก็ขอเพียงแค่ให้ทราบ URL ของ REST Web service และการอ่านข้อมูล XML ก็จะดึงข้อมูลที่ตนเองต้องการได้
จากการสังเกตแนวโน้มของเว็บเซอร์วิสที่พัฒนาและเรียกใช้จริงในขณะนี้ พบว่า บริษัทใหญ่ ๆ เริ่มที่จะเลิกสนับสนุนการเรียกใช้ SOAP Web services และบางบริษัทไม่ได้สนับสนุนตั้งแต่แรก เช่น บริษัท Google ได้หยุดการพัฒนาฟังก์ชันใหม่ของ SOAP Search API ตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2549 บริษัท Amazon กำลังจะหยุดการให้บริการ Amazon Web services โดยใช้ SOAP กับภาษา Ruby on Rails ส่วนบริษัท Yahoo ไม่เคยสนับสนุนการเรียกใช้ SOAP Web services ตั้งแต่เริ่มให้บริการต่าง ๆ
ที่มา
- 8 comments
- 6150 reads









