เวลาที่เราโพสต์ข้อความหรือรูปภาพบนเฟซบุ๊ก (โดยเฉพาะโพสต์เรียกร้องความสนใจ :P) เราอาจมีคำถามว่า "จะมีคนเห็นโพสต์อันนี้ของเรามากน้อยแค่ไหนกัน"
คำถามนี้อาจตอบยาก แต่ล่าสุดนักสถิติของเฟซบุ๊กสามารถตอบคำถามนี้ได้บ้างแล้ว
นักสถิติของเฟซบุ๊กใช้กลุ่มตัวอย่างผู้ใช้ 220,000 ราย และใช้ข้อมูลจริงจากระบบมาวิเคราะห์ คำตอบของคำว่า "มีคนเห็นโพสต์ของเรามากน้อยแค่ไหน" ขึ้นกับจำนวนเพื่อนที่เรามีและไม่มีคำตอบเป็นตัวเลขตายตัวแต่เป็นช่วงตัวเลข แต่โดยเฉลี่ยแล้ว หนึ่งโพสต์จะผ่านสายตาเพื่อนประมาณ 20-30% ของเพื่อนที่เรามี (ยิ่งจำนวนเพื่อนเยอะ สัดส่วนเพื่อนที่เห็นโพสต์ยิ่งลดลง)
หลังจากไมโครซอฟต์ปล่อย Windows RT มาได้หลายเดือน ก็เริ่มมีบริษัทจัดส่วนแบ่งฮาร์ดแวร์ตลาดนี้แล้ว และก็เป็นไปตามคาดที่ Surface RT ครองส่วนแบ่งนำลิ่วเหนือผู้ผลิตรายอื่นๆ
ข้อมูลดังกล่าว AdDuplex รวบรวมจากแอพบน Windows Store ทั้งสิ้น 112 แอพเฉพาะในวันที่ 14 มกราคมเท่านั้น โดยอุปกรณ์ที่รัน Windows RT ในตอนนี้มี Surface RT, Samsung ATIV Tab, Dell XPS 10 และ ASUS Vivo Tab เรียงได้ดังนี้
- Surface RT - 82%
- ASUS Vivo Tab - 12%
- Dell XPS 10 - 5%
- Samsung ATIV Tab - 1%
Benedict Evans นักวิเคราะห์อิสระได้รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์จำนวนผู้ใช้งาน Facebook ผ่านอุปกรณ์พกพาอย่างแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน โดยข้อมูลสถิตินี้นับจนถึงช่วงเดือนกันยายนปีก่อน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้
- จากจำนวนผู้ใช้งาน Facebook คือ 1.04 พันล้านคน มีเพียง 604 ล้านคนที่ใช้งานผ่านอุปกรณ์พกพา
- ในจำนวน 604 ล้านคน มีผู้ใช้งานราว 470 ล้านคนเท่านั้นที่เข้าถึง Facebook ผ่านทาง mobile app ส่วนที่เหลือเป็นการใช้งานผ่านทาง mobile web (ซึ่งไม่สามารถระบุประเภทเครื่องที่ใช้งานได้)
- ในบรรดา 470 ล้านผู้ใช้งาน mobile app แบ่งเป็นกลุ่ม Android ราว 175 ล้านคน ส่วนฝั่ง iOS แบ่งเป็นการใช้งานผ่าน iPhone จำนวน 140 ล้านคน และบน iPad อีก 45 ล้านคน
- ผู้ใช้งาน Facebook ผ่านเครื่อง BalckBerry มีไม่ถึง 60 ล้านคน น้อยกว่ากลุ่มผู้ใช้ฟีเจอร์โฟนด้วยซ้ำ (75 ล้านคน)
- จำนวนผู้ใช้งานด้วยเครื่อง Nokia และกลุ่ม Windows Phone น้อยจนเรียกได้ว่าไม่มีนัยสำคัญ
Evans ยังชี้ว่ามีผู้ใช้งานอุปกรณ์ Android ราว 40% เท่านั้นที่ใช้งาน Facebook ผ่านทาง mobile app ซึ่งเป็นเพราะคุณภาพของแอพพลิเคชันที่เขียนด้วย HTML5 ในตอนแรกนั้นไม่ดีพอ จึงน่าจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องของทีมงาน Facebook ที่เปลี่ยนมาพัฒนา native app แทน ซึ่งหากพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ก็น่าจะทำให้ผู้ใช้ Android หันมาใช้ mobile app มากยิ่งขึ้น
ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของ Evans
ที่มา - Business Insider
เวลาก็วนมาครบหนึ่งปีอีกรอบนะครับ คราวนี้มาดูสถิติของ Blognone ตลอดทั้งปี 2012 ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
สถิติเก่าที่ควรดูเปรียบเทียบคือ ปี 2011 ตลอดทั้งปี และ ปี 2012 ครึ่งปีแรก
ข้อมูลทั้งหมดมาจาก Google Analytics ส่วนสถิติเก่าทั้งหมดดูได้จากหน้า Statistics
จากข่าวที่บริษัท App Annie ระบุว่าอัตราการเติบโตรายได้ของ App Store นั้นเริ่มชะลอตัวลงโดยเติบโตแค่ 12.9% นับจากต้นปี ขณะที่ Google Play เติบโต 311% ก็เป็นเรื่องไม่แปลกที่จะมีการออกมาโต้แย้ง โดย John Koetsier แห่ง VentureBeat อ้างว่าเขาได้รับการติดต่อจากตัวแทนแอปเปิล โดยแม้แอปเปิลไม่ได้ระบุตัวเลขเปอร์เซนต์ที่ชัดเจน แต่แอปเปิลบอกให้ลองย้อนดูตัวเลขที่แอปเปิลเคยประกาศผ่านสื่อดังนี้ครับ
ในรายงานผลประกอบการเมื่อต้นปีแอปเปิลระบุว่าได้จ่ายเงินให้นักพัฒนาแล้ว 4 พันล้านดอลลาร์ ส่วนในงานเปิดตัว iPad mini เมื่อตอนเดือนตุลาคมระบุว่าจ่ายเงินแล้ว 6.5 พันล้านดอลลาร์ เท่ากับปีนี้จ่ายเงินให้นักพัฒนาแล้ว 2.5 พันล้านดอลลาร์ หรือยอดขายรวมคือ 3.6 พันล้านดอลลาร์ (คำนวณจากส่วนกลับที่แอปเปิลหัก 30%) ขณะที่ตัวเลขที่แอปเปิลบอกว่าจ่ายให้นักพัฒนาเมื่อเดือนตุลาคมปี 2010 คือ 3 พันล้านดอลลาร์ เท่ากับว่ายอดขายแอพในปี 2011 นั้นเท่ากับ 1.4 พันล้านดอลลาร์ แปลว่านับจนถึงตอนนี้เทียบกับตลอดปี 2011 ยอดขายแอพใน App Store นั้นเติบโตถึงเกือบ 200% เลยด้วยซ้ำ
Koetsier ได้ติดต่อ App Annie เพื่อขอความเห็นในการคำนวณส่วนนี้แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ อย่างไรก็ตามตัวเลขที่ออกมาแย้งนั้นก็คือ 200% ครับ ส่วน Google Play ก็ยังเป็น 311% อยู่นั่นเอง
ที่มา: VentureBeat
บริษัทเก็บสถิติแอพ App Annie เผยข้อมูลของอุตสาหกรรมแอพมือถือที่น่าสนใจประจำเดือนตุลาคม 2012 ดังนี้
- รายได้จากแอพใน App Store ของแอปเปิล มากกว่า Google Play ถึงสี่เท่าตัว
- แต่อัตราการเติบโตของรายได้ใน App Store เริ่มช้าลงเมื่อเทียบกับข้อมูลตอนต้นปี 2012 โดยอยู่ที่ 12.9% ในขณะที่ Google Play มีอัตราการเติบโตสูงถึง 311%
- ถ้าคิดเฉพาะการดาวน์โหลดแอพแจกฟรี สถานการณ์จะต่างออกไป เพราะ Google Play ตามหลัง App Store เพียงเล็กน้อยเท่านั้น อัตราการเติบโตของ App Store อยู่ที่ 3.3% ส่วน Google Play คือ 48%
- คิดเฉพาะ Google Play ประเทศที่ทำเงินสูงสุดกลับเป็นญี่ปุ่น ซึ่งแซงหน้าสหรัฐอเมริกาได้เป็นครั้งแรก ถึงแม้ว่ามียอดการดาวน์โหลดแอพเพียง 1 ใน 4 ของสหรัฐ แต่อัตราการจ่ายเงินต่อหัวสูงกว่ามาก
- คิดเฉพาะ App Store สหรัฐยังเป็นประเทศที่มีส่วนแบ่งการดาวน์โหลดแอพสูงสุดที่ 25.3% โดยจีนเริ่มไล่ขึ้นมาเรื่อยๆ ที่ 15.3%
- App Annie พบว่ายุทธศาสตร์การหารายได้ของบริษัทแอพมี 2 แบบ คือ กลุ่มที่ออกแอพเยอะๆ มากกว่า 50 แอพแล้วกระจายรายได้ กับกลุ่มที่ออกแอพเพียง 1-2 แอพแต่ฮิตถล่มทลาย ตัวอย่างบริษัทในกลุ่มหลังได้แก่ Supercell, NextFloor, Kabam, WeMade Entertainment, Applibot
- บริษัทที่ทำเงินสูงสุดใน App Store คือ EA, บริษัทที่ทำเงินสูงสุดใน Google Play คือ DeNA ของญี่ปุ่น
ที่มา - App Annie
บริษัทวิจัย NPD เผยสถิติยอดขายฮาร์ดแวร์ฝั่งวินโดวส์ทั้งหมด (Windows devices ไม่นับรวม Windows Phone) นับตั้งแต่งานเปิดตัว Windows 8 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2012 (นับถึงวันนี้ประมาณ 4 สัปดาห์)
ผลออกมาว่ายอดขายฮาร์ดแวร์กลับลดลง 21% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2011 ซึ่งทาง NPD วิเคราะห์ว่าต้นเหตุของปัญหาอาจไม่ใช่ตัว Windows 8 เพียงอย่างเดียว แต่ก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า Windows 8 ไม่ได้เป็นจุดกระตุ้นยอดขายของฮาร์ดแวร์ฝั่งวินโดวส์ดังที่หลายๆ คนหวังเอาไว้
สถิติอีกตัวที่น่าสนใจคือ Windows 8 ยังมีส่วนแบ่งเพียง 58% ของฮาร์ดแวร์ฝั่งวินโดวส์ที่ขายได้ในช่วงนี้ (ที่เหลือคือวินโดวส์รุ่นอื่นๆ) ซึ่งถือว่าน้อยกว่า Windows 7 ที่ทำได้ 83% ในช่วง 4 สัปดาห์แรกหลังเปิดตัว
ส่วนยอดขายเฉพาะ "แท็บเล็ต" ที่ใช้ Windows 8 ยิ่งน้อยจนแทบไม่มีนัยยะสำคัญเลย มีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของฮาร์ดแวร์ Windows 8 ที่ขายออกไปได้จนถึงปัจจุบัน
ที่มา - NPD
บริษัทวิจัย ABI Research พยากรณ์ตัวเลข "รายได้จากแอพมือถือ" ตลอดทั้งปี 2012 จะอยู่ที่ 30,000 ล้านดอลลาร์หรือราว 9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปี 2011
ตัวเลขนี้นับรวมรายได้จากแอพทุกแบบ ทั้งการขายแอพโดยตรง, in-app purchase, subscription, in-app advertisement
ABI ระบุว่าปี 2012 นี้กูเกิลทำผลงานได้ดีมาก ปรับปรุง Play Store ของตัวเองให้ดีกว่าเดิมมาก ถ้า Android Market เดิมเป็นการเปิดท้ายขายของ (garage sales) ก็สามารถเปรียบ Play Store ว่าเป็นห้างสรรพสินค้าชื่อดัง
ส่วนแอปเปิลทำได้ดีมาตลอดอยู่แล้ว และอันดับรองๆ ลงไปทั้งไมโครซอฟท์กับ RIM ก็พยายามเน้นเรื่องการสร้างรายได้จากแอพบนแพลตฟอร์มของตัวเองอย่างมาก
ที่มา - ABI Research via FierceWireless
จากที่ Google Play ได้ประกาศความสำเร็จยอดดาวน์โหลดครบ 25 พันล้านครั้ง และเผยสถิติว่ามีจำนวนแอพแล้ว 675,000 แอพ ก็มีคนนำข้อมูลเหล่านี้มาเปรียบเทียบระหว่างร้านขายแอพเจ้าใหญ่ทั้งสองค่าย
แอปเปิลกับกูเกิลเปิดร้านขายแอพในช่วงไล่เลี่ยกัน แอปเปิลเปิดเดือนกรกฎาคม 2008 และตามด้วยกูเกิลในเดือนตุลาคม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา App Store ของแอปเปิลนำหน้า Android Market (ปัจจุบันคือ Play Store) ของกูเกิลมาโดยตลอด
แต่ในช่วงหลังๆ Play Store ของกูเกิลมีจำนวนแอพเพิ่มขึ้นมาก และตอนนี้มีแอพ 675,000 แอพ ขึ้นมาจ่อคอหอยของ App Store ที่ประกาศตัวเลข 700,000 แอพในงานเปิดตัว iPhone 5 แล้ว ต้องรอดูกันว่าใครจะแตะหลัก 750,000 แอพได้ก่อน ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ (อย่างไรเสีย คุณภาพย่อมสำคัญกว่าปริมาณ)
ที่มา - Inside Mobile Apps
หลังจาก 17 วันของมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ กีฬาโอลิมปิคครั้งที่ 30 ที่เต็มไปด้วยความสนุก ความสุข ความเศร้า ความดราม่า และมิตรภาพ ได้สิ้นสุดลงไปเมื่อคืน พร้อมกับพิธีปิดที่ประทับใจคนทั้งโลก หนึ่งในสื่อที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงความคิดเห็นในลอนดอนเกมส์อย่างทวิตเตอร์ ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นตลอดการแข่งขัน
หลังจากไมโครซอฟท์เปิดตัว Outlook.com เว็บเมลสไตล์ Metro รุ่นพรีวิวไปราว 6 ชั่วโมง บริษัทก็ได้เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ว่ามีผู้เข้าใช้ Outlook.com ถึง 1,004,763 คน
The Verge ทิ้งท้ายว่า ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าอัตราการเข้าใช้เว็บเมลสไตล์ Metro นี้จะสูงอีกนานแค่ไหน และผู้คนที่เข้ามาใช้เป็นเพียงแค่การตามกระแสในช่วงสั้นๆ หรือเพียงแค่เข้ามาจับจองชื่ออีเมลที่ตนต้องการกันแน่
ผมว่าอย่างหลังนะ!
ที่มา: @Outlook บนทวิตเตอร์ ผ่าน The Verge
บริษัทวิจัยตลาด comScore เผยสถิติการวัดทราฟฟิกเข้าเว็บไซต์เครือข่ายสังคมต่างๆ ที่น่าสนใจคือระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2011 ถึงมิถุนายน 2012 ทราฟฟิกทั่วโลกของ Google+ เพิ่มขึ้นถึง 66% มียอดผู้ชมเว็บ (ประเมินเอาจากทราฟฟิก) ที่ 110.7 ล้านราย (ในที่นี้คือ unique visitors) สอดคล้องกับตัวเลขจากอีกสำนักคือ Compete ตามข่าวก่อนหน้านี้
ถ้านับเฉพาะทราฟฟิกในสหรัฐ อัตราเติบโตจะสูงกว่าเป็น 82% โดยเพิ่มจาก 15.2 ล้านรายมาเป็น 27.7 ล้านราย และเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ สถิติของ Facebook ในสหรัฐในช่วงเวลาเดียวกัน ลดลงจาก 166 ล้านรายมาเป็น 159.8 ล้านราย
ต้องย้ำอีกรอบนะครับว่าตัวเลขพวกนี้คือ "ทราฟฟิก" ซึ่งจะนับเฉพาะคนเข้าผ่านคอมพิวเตอร์เท่านั้น ไม่นับรวมการใช้งานผ่านแอพต่างๆ
ที่มา - +Morten Myrstad และ CNET
สถิติของ Blognone ตลอดครึ่งแรกของปี 2012 ครับ (จะให้ดีควรดูเทียบกับ สถิติ Blognone รอบก่อนนี้คือรวมตลอดทั้งปี 2011 จะได้เห็นว่ามันเปลี่ยนตรงไหนบ้าง)
ข้อมูลทั้งหมดเก็บมาจาก Google Analytics เช่นเคย
จากรายงานของบริษัท Nomura โดยนาย Jin Yoon ที่มีตำแหน่งเป็น Regional Head of Internet Research, Asia ex-Japan ได้เปิดเผยให้เราเห็นสถิติการใช้งานอินเทอร์เน็ตของประเทศจีนในแง่มุมต่างๆ โดยสรุปสาระสำคัญมีดังนี้
- ประชากรผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปี 2011 มีทั้งสิ้น 513 ล้านคน คิดเป็น 38.3% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2010 ที่มีผู้ใช้งาน 457 ล้านคน หรือ 36.2% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ
- การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่เข้าถึงจากที่บ้าน คิดเป็น 88.8% ส่วนการเข้าถึงผ่านออฟฟิศและอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ตามมาห่างๆ คิดเป็น 33.2% และ 27.9% ตามลำดับ
- ผู้ใช้เข้าอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้บริการ IM และการค้นหาข้อมูลเป็นหลัก คิดเป็น 80.9% และ 79.4% ตามลำดับ
- ข้อมูลจากปี 2010 (ยังไม่มีตัวเลขของ 2011) จีนมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 449.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 98.4% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมด
ที่มา - Business Insider
ในงานเปิดตัว iPad รุ่นใหม่ได้มีสถิติที่น่าสนใจของแอปเปิลออกมาหลายอย่าง โดยแอปเปิลจงใจพูดถึงอุปกรณ์ยุคหลังพีซี (Post PC) ที่หมายถึง iPod, iPhone และ iPad ว่าสามารถทำรายได้ถึง 76% ของรายได้ทั้งหมดในไตรมาสที่สี่ปีก่อน ส่วนสถิติอื่นๆ มีดังนี้
- แอปเปิลขายอุปกรณ์ iOS ไปได้ 315 ล้านเครื่องแล้ว
- เฉพาะในปี 2011 ขายไปได้ถึง 172 ล้านเครื่อง โดยไตรมาสที่สี่ขายได้ 62 ล้านเครื่อง
- ไตรมาสสุดท้ายของปี 2011 ขาย iPad ได้ถึง 15.4 ล้านเครื่อง เยอะกว่ายอดขายพีซีรายใหญ่อย่าง HP หรือ Lenovo
- ตอนนี้มีแอพสำหรับ iPad มากกว่า 200,000 แอพแล้ว และมีจำนวนรวมทุกแอพมากกว่า 585,000 แอพ
- Apple Store มีมากถึง 362 แห่งทั่วโลก และมีผู้เข้ามาใช้บริการมากถึง 110 ล้านคนในไตรมาสสุดท้ายของปี 2011
จากสถิติดังกล่าวคงต้องยอมรับแล้วว่าสินค้าตระกูล Mac ได้กลายเป็นลูกเมียน้อยอย่างเป็นทางการแล้ว :P
ที่มา - The Verge, Ars Technica
บริษัทวิจัยตลาด NPD Group เผยส่วนแบ่งสมาร์ทโฟนสหรัฐอเมริกาประจำไตรมาสที่สี่ของปี 2011
- บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ แอปเปิลแซงหน้าซัมซุงและแอลจีขึ้นมาเป็นแชมป์ โดยมีส่วนแบ่งมากถึง 43% ของยอดขายสมาร์ทโฟนสหรัฐไตรมาสสี่
- สมาร์ทโฟนฝั่งแอนดรอยด์มียอดขายรวมกัน 48% ของสมาร์ทโฟนทั้งหมด สองค่ายนี้รวมกันมีส่วนแบ่งตลาด 91% มีที่ว่างให้คู่แข่งอื่นๆ เพียง 9% เท่านั้น
- iPhone 4S เป็นมือถือที่ขายดีที่สุด โดยขายดีกว่า iPhone 4 อยู่ 75%
- มือถือยอดนิยม 5 อันดับแรกคือ iPhone 4S, 4, 3GS, Galaxy S II, Galaxy S 4G
- ถ้าคิดเฉพาะคนที่เพิ่งซื้อสมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรก พบว่าแอนดรอยด์ได้รับความนิยมเยอะกว่าที่ 57% ส่วน iOS อยู่ที่ 34% ซึ่ง NPD ให้ความเห็นว่าเป็นเพราะเครือข่ายรองรับมากกว่า และใช้กับ LTE ได้แล้ว
ที่มา - NPD Group
บริษัทการตลาดมือถือ 11mark เผยผลสำรวจชาวอเมริกันกว่า 1,000 รายถึง "การใช้มือถือในห้องน้ำ" พบสถิติที่น่าสนใจดังนี้
- ผู้ชาย 74% และผู้หญิง 76% ใช้มือถือในห้องน้ำ
- 63% รับสาย, 41% โทรออก, 67% อ่านข้อความ, 38% เล่นเน็ต
- ผู้ชาย 30% บอกว่าจะไม่เข้าห้องน้ำถ้าไม่มีมือถือ, ผู้หญิงบอก 20%
- ผู้ชาย 20% บอกว่าการคุยโทรศัพท์ในห้องน้ำ "เป็นเรื่องงาน", ผู้หญิงบอก 13%
- ผู้ใช้ Android 87% ยอมรับว่าใช้มือถือในห้องน้ำ, BlackBerry 84% ไล่เลี่ยกัน, iPhone 77%
- ผู้ใช้ BlackBerry นิยมโทรศัพท์ในห้องน้ำมากที่สุด คิดเป็น 75% ของผู้ใช้ BlackBerry
- ส่วนผู้ใช้ Android/iPhone ใช้มือถือท่องเน็ตมากกว่า BlackBerry
- ผู้ใช้กลุ่ม Gen Y จำนวน 91% ใช้มือถือในห้องน้ำ, ตามด้วย Gen X 80%
ที่มา - 11mark (PDF), รายงานฉบับเต็ม via Android Central
ข่าวนี้อาจถือเป็นข้อมูลเสริมจากข่าว ส่วนแบ่งตลาด Mobile Web ปี 2011: iOS ลดลง, Android เพิ่มขึ้น ได้ครับ คราวก่อนเป็นเว็บ คราวนี้เป็นวิดีโอ
บริษัท Encoding.com ซึ่งให้บริการแปลงวิดีโอเพื่อเผยแพร่บนเน็ต (และอ้างว่าบริการของตัวเองใหญ่ที่สุดในโลก) เผยสถิติของแพลตฟอร์มวิดีโอ Vid.ly ตลอดปี 2011 ภาพรวมคือ iOS มีส่วนแบ่งตลาดลดลง และแพลตฟอร์มอื่นมีส่วนแบ่งการตลาดเยอะขึ้นโดยเฉพาะ Android
- ไตรมาส 1 ของปี 2011: iOS 80.9%, Android 10.2%, อื่นๆ 8.9%
- ไตรมาส 2 ของปี 2011: iOS 69.5%, Android 20.5%, อื่นๆ 10.2%
- ไตรมาส 3 ของปี 2011: iOS 59.4%, Android 20.5%, อื่นๆ 20.4%
- ไตรมาส 4 ของปี 2011: iOS 40.6%, Android 24.0%, อื่นๆ 35.4%
บริษัท 51Degrees.mobi ซึ่งทำธุรกิจด้าน mobile web optimization และ mobile analytics ออกมาเผยสถิติการใช้งาน mobile web ตลอดปี 2011 ที่ผ่านมา
51Degrees.mobi ไม่ได้ให้สถิติภาพรวมของทั้งโลก แต่แบ่งออกเป็นภูมิภาคต่างๆ โดยที่เปิดเผยข้อมูลมีเพียงยุโรปและสหรัฐอเมริกาเท่านั้น
- ทิศทางตลาดเว็บยุโรปทั้งปี 2011 - เข้าผ่านพีซี 82.47%, มือถือ 14.10%, แท็บเล็ต 3.43%
- ส่วนแบ่งตลาดเว็บสหรัฐ ครึ่งหลังของปี 2011 - Android แซงขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งที่ 36.6%, iOS ลดเหลือ 34.1%
- ส่วนแบ่งตลาดเว็บยุโรป ครึ่งหลังของปี 2011 - iOS ยังเป็นแชมป์ที่ 42.6% (แต่ส่วนแบ่งลดลง) Android ตามมาห่างๆ ที่ 19.5%, RIM ประมาณ 9%
- ส่วนแบ่งตลาดเว็บยุโรป ครึ่งหลังของปี 2011 แยกตามยี่ห้อ - ซัมซุงขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งที่ 11.6% ที่เหลือก็ตามกราฟ
- ส่วนแบ่งตลาดเว็บอินเดีย ครึ่งหลังของปี 2011 - มีข้อมูลของโนเกียยี่ห้อเดียว โดยส่วนแบ่งลดลงจาก 57.3% มาเหลือ 50.6% แต่ภาพรวมยังเป็นแชมป์แบบทิ้งห่าง, ส่วน Android โดยรวมขึ้นมาที่ 6%
บริษัทวิจัยตลาดมือถือ BGR เผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในสหรัฐ พบว่าผู้ใช้สมาร์ทโฟนในสหรัฐ 47% ใช้ Android, ตามด้วย 27% ใช้ iPhone
ส่วนมือถือ Android ยี่ห้อที่ผู้บริโภคสหรัฐให้ความนิยมสูงสุด (highest brand preference) คือ Samsung ตามด้วย Motorola, HTC, LG ส่วนยี่ห้อที่ได้คะแนนรั้งท้ายคือ ZTE และ Huawei
นอกจากนี้ผลสำรวจของ iGR ยังระบุว่า 45% ของผู้ใช้ Android รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับระบบปฏิบัติการก่อนตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟน โดยผู้ใช้ Android จำนวน 27% ตอบคำถามว่าเลือก Android เพราะชื่อเสียงของกูเกิลที่สั่งสมมานาน ถือเป็นปัจจัยยอดนิยมที่ช่วยสนับสนุนการซื้อ Android
รายงานฉบับเต็มก็ซื้อได้จาก iGR ครับ
ที่มา - iGR (PDF), Talk Android








