ออราเคิลออกระบบปฏิบัติการ Solaris 11.1 ซึ่งเป็นการอัพเดตใหญ่ครั้งแรกหลังออก Solaris 11.0 เมื่อหนึ่งปีก่อน
ออราเคิลบอกว่าฟีเจอร์ใหม่ของ Solaris 11.1 มีมากกว่า 300 จุด (นับแบบแอปเปิล) ที่สำคัญๆ ได้แก่
- ปรับปรุง latency สำหรับ Oracle Real Application Clusters ลงไปอีก 17%
- สามารถปรับขนาดของ Oracle Database SGA โดยไม่ต้องรีบูตระบบ
- ตรวจจับคอขวดของ I/O ขณะใช้งานฐานข้อมูล โดยใช้ DTrace ของ Solaris
- รองรับงานด้าน audit กับ Oracle Audit Vault และ OpenSCAP
- ใส่แรมได้สูงสุด 32TB และซีพียูเป็นหลักพันตัว
- รองรับระบบไฟล์ Federated File System (FedFS) สำหรับกลุ่มเมฆ
รายละเอียดที่เหลืออ่านได้จาก Oracle
หลังจากที่พรีวิวความสามารถในงาน Oracle OpenWorld เมื่อเดือนก่อน วันนี้ Solaris 11 ออกรุ่นจริงแล้ว
ของใหม่ในรุ่นนี้เป็นความสามารถด้าน virtualization, ความปลอดภัย, ประสิทธิภาพ, ความสะดวกในการจัดการ ฯลฯ ที่น่าสนใจคือออราเคิลเลือกใช้คำว่า "the First Cloud OS" เพื่อเกาะกระแสกลุ่มเมฆที่กำลังมาแรง และเน้นฐานลูกค้าสำคัญของ Solaris ที่มักนำมาใช้เป็นระบบปฏิบัติการเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่
Solaris ถือเป็นจิ๊กซอสำคัญอีกตัวของออราเคิล ที่ต้องการสร้าง "โซลูชันครบวงจร" แก่ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ การซื้อกิจการซันทำให้ออราเคิลมีระบบปฏิบัติการของตัวเองไปแข่งกับ IBM/HP ได้ และแน่นอนว่า Solaris 11 ย่อมถูกปรับแต่งมาอย่างดีให้รันซอฟต์แวร์องค์กรของออราเคิลได้อย่างราบรื่น
ที่มา - Oracle Press
งาน Oracle OpenWorld 2011 รอบนี้ ออราเคิลเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หลายอย่างมาก คัดมาเฉพาะอันที่น่าสนใจนะครับ (เช่น Oracle Big Data Appliance)
Solaris เป็นระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ที่ออราเคิลได้มาจากการซื้อซัน หลังจากมีปัญหากับโครงการ OpenSolaris ออราเคิลก็ตัดสินใจทำ Solaris รุ่นไม่โอเพนซอร์สต่อไป และ Solaris 11 จะเป็นรุ่นแรกที่ออกภายใต้เงาของออราเคิล
Solaris 11 ออกรุ่นพรีวิวมาสักระยะหนึ่งแล้ว และในรอบนี้ ออราเคิลก็โชว์ความสามารถของ Solaris 11 อีกครั้ง ก่อนจะออกรุ่นจริงในเดือนพฤศจิกายน
อีกหนึ่ง "ความเปลี่ยนแปลง" หลังจากออราเคิลเข้าซื้อซัน
ทางออราเคิลได้ประกาศบนเว็บไซต์ของตัวเองว่าตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2011 เป็นต้นไป ผู้ที่จะสอบใบรับรองด้าน Java Architect, Java Developer, Solaris System Administrator และ Solaris Security Administrator จะต้องลงเรียนคอร์สสอนเนื้อหาและปฏิบัติจริง (Hands-on Course) เพิ่มด้วย
คอร์สเหล่านี้มีระยะเวลา 3-5 วัน ราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มอยู่ที่ 2,000-4,000 ดอลลาร์ สมัครเรียนได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของออราเคิล เช่น Oracle University Training Center และ Oracle Authorized Education Center
ไม่ว่าจะมีประสบการณ์ด้าน Java/Solaris แค่ไหน ถ้าอยากได้ใบรับรองจะต้องลงเรียนเพิ่มกับออราเคิล ใครไม่อยากเสียเงินก็อาจต้องรีบไปสอบกันให้ได้ก่อน 1 สิงหาครับ
ที่มา - IT World
ต่อจากข่าว OpenSolaris ถึงทางแพร่ง, ถ้า Oracle ไม่เข้ามาร่วมวงก็ต้องเลิกโครงการ และ ลาก่อน OpenSolaris
หลังจาก Oracle ตัดสินใจเลิกพัฒนา OpenSolaris ทางคณะกรรมการของโครงการ OpenSolaris (OpenSolaris Governing Board) ได้ประชุมกันและลงมติเอกฉันท์ในการลาออกยกคณะ (อ่านคำประกาศได้ในบล็อกของ Simon Phipps อดีตหัวหน้าฝ่ายโอเพนซอร์สของซัน)
ทางชุมชนผู้พัฒนา OpenSolaris ได้ตัดสินใจแยกโครงการใหม่โดยอิงจากซอร์สโค้ดเดิม ใช้ชื่อโครงการว่า Illumos ทางด้าน Oracle ก็ออกมาประกาศแล้วว่าจะออก Solaris 11 (รุ่นไม่โอเพนซอร์ส) ในปี 2011 โดยใช้โค้ดจาก OpenSolaris ในปัจจุบัน
ที่มา - Linux Sys-con
การโอเพนซอร์สครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในหลายปีที่ผ่านมาคือการโอเพนซอร์ส Solaris จนเกิดโครงการ OpenSolaris ที่เป็นส่วนโอเพนซอร์สของ Solaris ที่มีซอฟต์แวร์อื่นๆ ร่วมไปด้วย แต่อีเมลภายในของออราเคิลก็แสดงถึงท่าทีที่จะหยุดโครงการ OpenSolaris ไว้แต่เพียงเท่านี้ โดยมีรุ่นฟรีคือ Solaris Express มาแทนที่
แทนที่จะเป็นโครงการแยกและมีกระบวนการที่เปิดเผยเช่นทุกวันนี้ Solaris จะถูกพัฒนาโดยออราเคิลเป็นหลัก แต่ซอร์สโค้ดนั้นจะยังคงถูกแนบไปกับตัวซอฟต์แวร์ในรูปแบบไลเซนส์ CDDL ของซันแต่เดิม
ซันเคยทำให้คนจำนวนมากได้ตื่นเต้นกับการประกาศโอเพนซอร์ส OpenSolaris ไปเมื่อห้าปีที่แล้ว แต่วันนี้ภายใต้การเข้าครอบครองทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดของ OpenSolaris โดยออราเคิล ทาง OpenSolaris Governing Board (OGB) กลับไม่สามารถติดต่อออราเคิลเพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการ OpenSolaris ได้ จนมีการผ่านมติยื่นคำขาดสุดท้ายว่าให้ออราเคิลส่งตัวแทนเข้ามาทำงานร่วมกับ OpenSolaris ไม่เช่นนั้น OGB จะยุบตัวเองแล้วส่งทุกอย่างกลับสู่ออราเคิล
ทีม OGB ได้ติดต่อ Jeb Dasteel รองประธานของออราเคิลคนหนึ่ง Jeb ได้ขอให้ OGB รอไปอีกสักช่วงหนึ่งเพื่อให้มีการตัดสินใจจากออราเคิลออกมาก่อนว่าจะทำอย่างไรกับ OpenSolaris ต่อไป แต่เนื่องจากไม่มีคำสัญญาที่ชัดเจนใดๆ OGB จึงตัดสินโหวดสรุปว่าภายในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ หากออราเคิลยังเงียบเฉยกับโครงการ OpenSolaris ต่อไปทางบอร์ดก็จะลาออกจนทำให้ทุกอย่างถูกส่งกลับไปยังออราเคิลตามระเบียบของชุมชน OpenSolaris
เท่าที่ดูจากแนวโน้มแล้ว OpenSolaris คงหายไปจริงๆ
ที่มา - echolinux
หลังจากที่ซันเปิดตัว Solaris 10 เมื่อ 6 ปีที่แล้ว (ข่าวเก่า) โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายในการใช้งาน และหลังจากออราเคิล ซึ่งเข้าทำการซื้อซันเมื่อปลายปีที่แล้ว ประกาศว่าจะสู้ต่อในศึก Solaris/SPARC (ข่าวเก่า) สิ่งแรกที่ออราเคิลทำคือแก้สัญญาอนุญาตจากที่เคยอนุญาตให้ใช้ Solaris ได้ฟรี กลายมาเป็นว่าใช้ฟรีได้ 90 วัน และถ้าต้องการใช้ต่อ ต้องขอซื้อบริการจากออราเคิล
ส่วน OpenSolaris ยังฟรีและโอเพนซอร์สอยู่เช่นเดิมครับ (แต่จะมีคนใช้เหรอ ?)
ที่มา: OSnews
ปล. (Open)Solaris จะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่ออราเคิลจงบอกเรามาเดี๋ยวนี้ว่า จะทำอย่างไรกะ MySQL ต่อไป!! ไม่งั้นเราจะถอดใจ แล้วเปลี่ยนไปใช้ PostgreSQL ให้หมด
หลังจากการเข้าซื้อกิจการครั้งประวัติศาสตร์เสร็จสิ้นลงด้วยดี ออราเคิลก็เดินหน้าเต็มที่ทันที โดยเริ่มจากสร้างความเชื่อมั่นให้กับฐานลูกค้าของซันเดิม
ออราเคิลซื้อพื้นที่โฆษณาใน Wall Street Journal ฉบับที่ขายในยุโรป มีข้อความว่าออราเคิลจะลงทุนใน SPARC และ Solaris มากกว่าที่ซันเคยจ่าย เพิ่มฝ่ายขาย ปรับปรุงประสิทธิภาพ จบท้ายด้วยข้อความจาก Larry Ellision ซีอีโอของออราเคิลว่า "ไอบีเอ็ม เราจะเข้าสู่ตลาดฮาร์ดแวร์แล้วนะ เตรียมตัวดีๆ"
โฆษณาชิ้นนี้สามารถหาดูได้จากเว็บของออราเคิลเช่นกัน (ภาพอยู่ด้านใน) น่าเสียดายไม่ตอบคำถามที่ทุกคนอยากรู้คือเรื่อง MySQL แฮะ
ที่มา - TechCrunch
เอชพีออกโปรแกรมใหม่ที่เรียกว่า
Sun Complete Care program โดยเอชพีเคลมว่าในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา มีลูกค้าไม่ต่ำกว่า 100 รายที่ทำการย้ายแอพพลิเคชั่นที่เคยรันบนระบบปฏิบัติการ Solaris OS บน Sparc Platform มารันบน ระบบปฏิบัติการ HP-UX, Windows และ linux บน HP Integrity Platform ลูกค้าสามารถลดต้นทุนรวมความเป็นเจ้าของ(TCO)ได้สูงถึง 80% สาเหตุหลักเป็นเพราะค่าไลเซนส์ของซอร์ฟแวร์ฐานข้อมูลจากออราเคิล (เมื่อเทียบต่อคอร์ของโปรเซสเซอร์แล้ว) ราคาถูกลงไป 50% เอชพียังช่วยลูกค้าในการทำไมเกรทแอพพลิเคชั่นเดิมไปรันบนระบบปฏิบัติการใหม่ พร้อมทั้งมีซัพพอร์ทต่างๆทางด้านไฟแนนซ์ให้อีกด้วย
เหตุการณ์คล้ายๆกันยังเกิดขึ้นกับ Platform X86 ลูกค้าที่ใช้ SolarisX86 ต่างก็หันมารันบนฮาร์ดแวร์กลุ่มโปรไลอันท์เซิร์ฟเวอร์ที่มีเครื่องรุ่นใหม่ขนาด 8 Socket ออกมา (รุ่น DL785) ซึ่งเป็นทางเลือกของเซิร์ฟเวอร์สมรรถนะสูงสำหรับงานของพวกเขา.
HP to Sun Customers;We've
Got Your Back
เนื่องจากกระแสเน็ตบุ๊กและโทรศัพท์มืผลต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มากขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่แปลกที่ระบบปฎิบัติการหลายๆ ตัวพากันพอร์ตตัวเองไปยังชิป ARM ที่ครองตลาดโทรศัพท์มือถือ แต่การรองรับชิป ARM จาก OpenSolaris นั้นก็คงเป็นเรื่องนอกเหนือความคาดหมายของหลายๆ คนอยู่ดี
OpenSolaris นั้นมีฐานจาก Solaris ที่ซันใช้ทำตลาดในส่วนของเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่เป็นหลัก แม้การโอเพนซอร์สจะทำให้ OpenSolaris ได้รับการยอมรับในวงกว้างมากกว่าเดิม แต่การกระโดดข้ามไปบุกตลาดผู้บริโภคทั่วไปอย่างโทรศัพท์มือถือและเน็ตบุ๊กนั้นดูจะเป็นก้าวกระโดดที่ออกจะไกลจากความเป็นจริงไปสักหน่อย
OpenSolaris มีแอพลิเคชั่นรองรับทั้งหมดประมาณ 1,700 ตัวเทียบกับ 26,000 ตัวของโครงการ Debian
ที่มา - The Register
Oracle ประสบความสำเร็จในการซื้อ Sun Microsystems หลังจากที่ IBM เพิ่งล้มเหลวไปได้ไม่กี่วัน ท่ามกลางความลุ้นของแฟนๆ Java, MySQL, OpenOffice.org และ Solaris
นักวิเคราะห์เชื่อว่า Oracle ซื้อ Sun Microsystems เพื่อธุรกิจฮาร์ดแวร์ รวมทั้ง Java ทำให้ดู Java จะมีอนาคตที่ดีภายใต้ Oracle รวมทั้ง Solaris ที่จะใช้รัน Oracle ได้ดีขึ้น แต่ยังคงมีความเห็นที่ไม่ตรงกันสำหรับอนาคตของ MySQL ว่า Oracle จะทำธุรกิจกับมันต่อหรือจบมันไป (ซึ่งจะเป็นผลดีกับไมโครซอฟท์) รวมทั้ง OpenOffice.org ที่อยู่นอกความสนใจของ Oracle แต่อาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสู้กับคู่แข่งคือไมโครงซอฟท์ บางคนเสนอว่า OpenOffice.org ควรจะแยกตัวออกไปเป็นอิสระเสียเลย
คงต้องรอให้ฝุ่นจางเสียก่อนคงจะได้เห็นภาพใหม่ของวงการไอทีที่จะมีเพียง IBM, Oracle, Cisco และ Microsoft เป็นผู้เล่นรายใหญ่
ข่าวเอาลินุกซ์ไปลงโน้ตบุ๊กที่ใหญ่ที่สุดในช่วงหลังคือเป็นเดลล์ที่เลือกใช้ Ubuntu ค่อนข้างครบช่วงแทบทุกรุ่น แต่ระบบปฎิบัติการโอเพนซอร์สอย่าง OpenSolaris นั้นกลับได้รับเลือกจากโตชิบาให้ใช้ติดตั้งในโน้ตบุ๊กของโตชิบารุ่นต่อไป
ไม่ชัดเจนนักว่าทำไมทางโตชิบาจึงเลือก OpenSolaris ที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก แต่ถ้าการทำงานระหว่างฮาร์ดแวร์และระบบปฎิบัติการสมบูรณ์จริงก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อย
OpenSolaris นี่ความสามรถที่น่าสนใจที่สุดคงเป็น ZFS แต่หากใช้งานในโน้ตบุ๊กที่มีฮาร์ดดิสก์ตัวเดียวก็อาจจะไม่มีประโยชน์นัก
ที่มา - OSTATIC
ความสามารถที่โดดเด่นอย่างหนึ่งใน OpenSolaris คือ ZFS ที่เป็นระบบไฟล์ที่มีความสามารถล้นเหลือ เช่นการรวมดิสก์หลายๆ ลูกเข้าด้วยกัน หรือจะเป็นความสามารถในการย้อนเวลาของดิสก์กลับไปดูได้ว่าก่อนหน้านี้ไฟล์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
ความสามารถเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี ปัญหาคือมันใช้งานค่อนข้างลำบาก เพื่อแก้ปัญหานี้ทางซันเลยทำปลั๊กอินให้กับ Nautilus ซึ่งเป็นไฟล์บราวเซอร์ของทาง Gnome เพื่อให้ใช้งานกันได้ง่ายขึ้นชื่อว่า time slider
เดโมดูได้ในที่มาข่าวนี้ แต่โดยหลักแล้วก็แค่มี slider ขึ้นมาด้านบนของ Nautilus ว่าอยากย้อนเวลาไปดูไฟล์เมื่อวันที่เท่าใหร่ และสามารถนำไฟล์รุ่นเก่านั้นไปวางไว้ที่อื่นเช่น Desktop ได้
น่าใช้จริงๆ หวังว่า Ubuntu 9.04 น่าจะรวมความสามารถนี้ไว้
ที่มา - Erwann Chénedé's Weblog
หลังจากซันประกาศโอเพนซอร์ส Solaris ไปเมื่อปี 2005 (ข่าวเก่า) โครงการ OpenSolaris (opensolaris.org) มีหน้าที่พัฒนาตัวระบบปฏิบัติการอย่างเดียว โดยซันจะนำผลงานไปใส่ไว้ใน Solaris Express Developer Edition ซึ่งเป็น snapshot ที่ออกเป็นระยะ และมีโครงการโอเพนซอร์สอื่นๆ อย่างเช่น Nexenta (ข่าวเก่า) ซึ่งนำเคอร์เนลของ OpenSolaris ไปออกเป็นดิสโทรของตัวเอง
เวลาผ่านไปเกือบสามปี OpenSolaris ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้มากนัก ซันจึงต้องปรับทัพโดยดึงเอา Ian Murdock ("ian" ใน Debian) เข้ามา แผนที่ Murdock เสนอใช้ชื่อว่า Project Indiana (ดูรายละเอียดในข่าวเก่า: OpenSolaris ปรับกลยุทธให้ใช้ง่ายเท่าลินุกซ์ ความคืบหน้า Project Indiana ของ OpenSolaris)
ตอนนี้ Project Indiana เสร็จแล้ว ผลลัพธ์ของมันก็คือดิสโทรใหม่ชื่อว่า OpenSolaris (ใช้ opensolaris.com) ซึ่งเวอร์ชันแรก 2008.05 บรรจุในซีดีรอมแผ่นเดียว (686 MB) เป็น Live CD ในตัวแบบเดียวกับลินุกซ์รุ่นใหม่ๆ มีฟีเจอร์สำคัญของ Solaris ครบถ้วนทั้ง ZFS, DTrace, Container และสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือระบบจัดการแพกเกจตัวใหม่ Image Packaging System (IPS) ที่เทียบเท่า APT หรือ Yum
ซันยังใจดีส่งซีดีมาให้ถึงบ้านแบบเดียวกับ Ubuntu ใครสนใจดูได้ที่ Request a Free OpenSolaris 2008.05 CD
ที่มา - ComputerWorld ผ่าน OSNews, The Coding Studio (screenshot), OpenSolaris FAQ
ที่มาของเรื่องย้อนกลับไปอ่านข่าวเก่า: OpenSolaris ปรับกลยุทธให้ใช้ง่ายเท่าลินุกซ์ ซึ่งโค้ดเนมของโครงการนี้คือ Project Indiana
เวลาผ่านไปสองสามเดือนก็มีความคืบหน้าบ้างแล้ว
- โครงการ Slim Install ปรับลดขนาดแพกเกจที่จำเป็นให้ลงในซีดีแผ่นเดียวได้ ตอนนี้ลดลงมาได้เหลือ 500 กว่าเมก
- โครงการ Distribution Constructor อำนวยความสะดวกให้คนที่นำ OpenSolaris ไปปรับแต่งเป็นดิสโทรของตัวเอง
- โครงการ Visual Panels โปรแกรม control panel ของ Solaris ดูหน้าตาแล้วเหมือน YaST ผสม Webmin
- โครงการอื่นๆ อีกมากอ่านได้จากบล็อกของ Glynn Foster
ความคืบหน้าอื่นๆ คงประกาศในงาน Solaris Developer Summit ช่วงกลางเดือนตุลาคม ไม่รู้ว่าเมืองไทยมีชุมชนคนใช้ Solaris หรือเปล่านะครับ
ที่มา - Ars Technica
Flame war ประจำสัปดาห์นี้มาอยู่ที่ LinuxWorld ครับ
Andrew Morton นักพัฒนาเคอร์เนลหมายเลข 2 (รองจาก Linus คนเดียว) และผู้ดูแลเคอร์เนลสาย mm ได้ตอบคำถามจากผู้ฟังในงาน LinuxWorld ประจำปีนี้ว่าเราจะไม่ได้เห็นฟีเจอร์ต่างๆ จาก OpenSolaris มาอยู่ในเคอร์เนลลินุกซ์อย่างแน่นอน
ประโยคเด็ดของ Morton ก็คือเขาพูดถึง OpenSolaris ว่า (ขอไม่แปล)
“It’s a great shame that OpenSolaris still exists. They [Sun] should have killed it,”
ฟีเจอร์ที่ว่านี้หมายถึงพวก Solaris Zones, ZFS และ DTrace ซึ่งที่มาของเรื่องนี้ก็เกิดจากการแต่งตั้ง Ian Murdock เข้ารับตำแหน่งดูแล Solaris (ข่าวเก่า) และงานแรกของ Ian คือโครงการ Indiana ซึ่งจะปรับปรุง Solaris ให้ใช้งานง่ายเหมือนลินุกซ์ (ข่าวเก่า)
ช่วงหลังๆ Solaris หรือ OpenSolaris เป็นระบบปฏิบัติการที่มีฟีเจอร์ก้าวหน้าหลายอย่าง เช่น ZFS หรือ DTrace แต่ก็น่าเสียดายที่ยังมีความเป็นซัน (แปลว่าใช้ยากและไม่น่าดึงดูดใจ) อยู่มาก ทำให้คนใช้ OpenSolaris น้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับเป้าหมายของซัน
หลังจากจ้าง Ian Murdock ไปอยู่ด้วย (ข่าวเก่า) เราก็เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยซันใช้ชื่อว่าโครงการ Indiana
Indiana มีเป้าหมายคือทำให้ OpenSolaris เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานได้ง่าย และเป็นที่คุ้นเคยสำหรับคนที่เคยใช้ลินุกซ์มาก่อน ตัวอย่าง
- ลดจำนวนแผ่นซีดีสำหรับติดตั้งจาก 6 แผ่นเหลือแผ่นเดียว ซอฟต์แวร์ที่เหลือดึงผ่านระบบ package management
- ตัวติดตั้งแบบกราฟิก
- สามารถอัพเกรดเวอร์ชันตามหลังได้ง่าย
- สนับสนุนการใช้งานบนโน้ตบุ๊ค ต่อเน็ตเวิร์คอัตโนมัติ
- ชุดซอฟต์แวร์ทั้งหมดเป็นซอฟต์แวร์เสรี เพื่อลดปัญหาเรื่องการพัฒนาต่อ
อ่านแล้วคุ้นๆ เหมือน Ubuntu เลยแฮะ หวังว่าโครงการ Indiana คงสำเร็จลุล่วง และเราจะได้มีระบบปฏิบัติการดีๆ มาใช้เพิ่มอีกตัว
ที่มา - Ars Technica
Linus Torvalds เปิดศึกวิวาทะกับซัน โดยเขาเขียนลงในเมลลิ่งลิสต์ของเคอร์เนลเกี่ยวกับ GPLv3 และอ้างถึงซัน (ซึ่งมีท่าทีสนับสนุน GPLv3) ว่า
- ซันประกาศทำอะไรแล้วไม่ค่อยได้ทำจริงหรอก
- ซันอาจจะชอบโอเพนซอร์ส แต่ไม่ชอบลินุกซ์ อย่างไรก็ตามซันอยากได้ทรัพยากรของลินุกซ์ (หมายถึงไดรเวอร์) แต่ไม่ให้อยากให้กลับคืนสู่ลินุกซ์ (หมายถึง ZFS ด้วยเหตุผลด้าน license ที่ไม่สามารถรวมกับเคอร์เนลลินุกซ์ได้)
- นอกจากนี้ก็โจมตี SPARC ว่า "horribly bad" "idiotic" (ไปอ่านกันเอง มันส์มาก)
- Linus ยังบอกว่าการโอเพนซอร์สจาวานั้นใช้เวลานานมาก และตั้งข้อสังเกตว่ามาเมื่อจาวาโอเพนซอร์สตัวอื่นๆ (เช่น Apache Harmony) เริ่มจะทำงานได้จริงจัง
Jonathan Schwartz ประธานและซีอีโอของซันก็ได้เขียนตอบ Linus ลงบล็อกเรียบร้อย คำชี้แจงออกจะแนวๆ นุ่มนวลและเป็นทางการหน่อย
ผมมองว่า Linus ออกมากดดันให้ซันปล่อย ZFS มากกว่าจะโจมตีจริงจัง ที่ชอบก็คือความเห็นหนึ่งใน Slashdot บอกว่านี่ล่ะ "การเมือง"
ที่มา - Slashdot
อันนี้เป็นข่าวรั่วที่หลุดมาจากข้างในซัน ยังไม่ใช่ข่าวเป็นทางการ ซึ่งใจความมันก็มีสั้นๆ ก็คือซันเตรียมจะใช้สัญญาอนุญาตแบบ GPL เจาะจงเวอร์ชัน 3 กับ OpenSolaris คู่ไปกับ CDDL ซึ่งเป็นสัญญาแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำหนดการคือหลัง GPLv3 เสร็จเรียบร้อย
ส่วนอธิบายข่าวนี่ยาวหน่อย การใช้สัญญาอนุญาตแบบคู่ไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่าง Firefox เองนี่ใช้ถึง 3 (เรียก tri-license) คือ MPL, GPL และ LGPL (ในกรณีที่เราเขียนโค้ดเพิ่มให้ Firefox เราก็เลือกใช้หนึ่งแบบที่เหมาะกับงานที่สุด)
Solaris มีเทคโนโลยีเจ๋งๆ อยู่หลายตัว เช่น DTrace, ZFS, Solaris Container เป็นต้น ของพวกนี้โอเพนซอร์สก็จริงแต่มีปัญหานำไปใช้กับเคอร์เนลลินุกซ์ไม่ได้ เนื่องจากความเข้ากันได้ของสัญญาอนุญาต (ระหว่าง GPL กับ CDDL) การแปลงมาใช้ GPL จะช่วยให้ปัญหาพวกนี้ลดลง อย่างไรก็ตามยังมีข้อน่าเป็นห่วงเรื่องความเข้ากันได้ระหว่างเวอร์ชันของ GPL เอง เมื่อฝ่ายนักพัฒนาของลินุกซ์แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะอยู่กับ GPLv2 ส่วนซันจะเริ่มที่ v3 เลย
ที่มา - Ars Technica







